อำชพี หรอื อุตสำหกรรม พระทองทวิ ถริ สโุ ข/พงษส์ ุวรรณ์ นิสติ ชน้ั ปี ที่ ๓ ปี การศกึ ษา ๑/๒๕๖๖ รหสั ๖๔๐๙๕๐๑๐๐๓ YN ชอื่ ผูร้ บั รายวชิ า หลกั พทุ ธธรรมตำแหน่ง•บรษิ ทั •ทอี่ ยู่ • เมอื ง, รหสั ไปรษณีย ์ การประยุกต์ พทุ ธรรม เพื่อชุมชนบ้านหนองคูพัฒนา ทตี่ ดิ ตอ่ ตาบลขอนวแนั ทต่ี ก อาเภอสังขะ จงั หวดั สุรินทร์ เรยี น ชอ่ื ผูร้ บั ทอ่ี ยู่ เมอ่ื ตอ้ งการเรม่ิ ตน้ ใชง้ าน ใหค้ ลกิ ตวั แทนขอ้ ความ แลว้ เรม่ิ พมิ พ ์ จงั หวดั รหสั ไปรษณีย ์ ดบั เบลิ คลกิ ทเ่ี ซลลข์ องตารางในทา้ ยกระดาษเพอ่ื เพม่ิ ขอ้ มลู ทต่ี ดิ ตอ่ ของคณุ อเี มล เร่ือง(หรื อลบคอลั มน์ ที ่ คุ ณไม่ ต้ องการ) โทรศพั ท ์ ใชจ้ ดหมายปะหนา้ ของคณุ เพอ่ื แสดงความสามารถและประสบการณก์ ารใชง้ านของคุ ณจะสามารถแกไ้ ขปญั หาหรอื ขบั เคลอ่ื นผลลพั ธส์ าหรบั นายจา้ งในอนาคตของคณุ การหล่อพระพทุ ธรูปในวันอาสาฬหบูชา ประจาปี ๒๕๖๖ตวั อยา่ งเชน่ ถา้ คณุ บอกวา่ คณุ สามารถทางานรว่ มกบั คนอน่ื ได้ ใหย้ กตวั อยา่ งการใชท้ กั ษะการทางานรว่ มกนั ของคณุ ทก่ี ารฝึกงานลา่ สดุ ของคณุ แลว้ แสดงวา่ ประสบการณน์ ้ันจะมปี ระโยชนต์ อ่ นายจา้ งอยา่ งไร ทง้ั หมดเกย่ี วกบั การตง้ั คา่ สว่ นบคุ คล เขยี นจดหมายปะหนา้ ทแ่ี สดงตวั ตนของคณุ และสง่ิ ทค่ี ณุ สามารถทาใหบ้ รษิ ทั ไดใ้ นอนา คต นาเสนอดว้ ยความนับถอื ชอ่ื ของคณุ พระปลดั วชั ระ วชิรญาโณ , ผศ.ดร การจัดทาโครงงานนีเ้ ป็ นส่วนหน่ึงของการศึกษา รายวชิ า หลกั พุทธรรม ตามหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสุรินทร์ การศึกษาท่ี ๑ ปี ๒๕๖๖
ใบงาน รายวชิ า หลกั พุทธธรรม การประยกุ ตพ์ ุทธธรรมเพอื่ ชุมชน วดั หนองคูพฒั นา ตาบลขอนแตก อาเภอสังขะ จงั หวดั สุรินทร์ เร่ือง การหล่อพระพุทธรูป โดย พระทองทิว ถิรสุโข / พงษส์ ุวรรณ์ นิสิตช้นั ปี ท่ี ๓ ปี การศึกษา ๑/๒๕๖๖ หลกั สูตรพุทธศาสตรบณั ฑิต สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสุรินทร์ นาเสนอ พระปลดั วชั ระ วชิรญาโณ , ผศ.ดร การจดั ทาโครงงานน้ีเป็นส่วนหน่ึงของการศึกษา รายวิชา หลกั พุทธธรรม ตามหลกั สูตรพุทธศาสตรบณั ฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสุรินทร์ การศึกษาท่ี ๑ ปี ๒๕๖๖
-ก- คานา วดั หนองคูพฒั นา มีการจดั การความรู้ภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นเร่ือง “การหล่อพระพุทธรูปท่ี บา้ นหนอง คูพฒั นา ตาบลขอนแตก ในจงั หวดั สุรินทร์ เป็ นการรวมรวมความรู้จากช่างท้องถิ่นที่สืบทอดภูมิ ปัญญาการหล่อพระมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบนั ไดม้ ีการพฒั นาปรับปรุงเทคนิควิธีการใหเ้ ขา้ กบั ยคุ สมยั ถือ เป็นองคค์ วามรู้ที่สาคญั ควรแก่การอนุรักษไ์ วเ้ พอื่ สืบทอดภมู ิปัญญาไทยตอ่ ไป การสร้างพระพุทธรูปมีประวตั ิศาสตร์อนั ยาวนาน โดยสร้างไวเ้ พื่อเคารพสักการบูชาองค์พระ สมั มาสัมพุทธเจา้ สาหรับประเทศไทยไดม้ ีการสร้างพระพทุ ธรูปที่เก่าแก่ที่สุดที่คน้ พบ ซ่ึงถกู สร้างข้ึนมา น้นั เป็นพระพุทธรูปศิลปะทวารวดีโดยสร้างในสมยั พุทธศตวรรษท่ี ๑๑-๑๖ ศิลปะแบบศรีวชิ ยั สร้างใน สมยั พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘ ศิลปะลพบุรีสร้างในสมยั พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๙ ศิลปะเชียงแสน สร้างใน สมยั พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๒๒ สมยั สุโขทยั ในสมยั พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ สมยั อู่ทอง ในสมยั พุทธ ศตวรรษท่ี ๑๗-๒๐ ในสมยั อยุธยา เม่ือปี พ.ศ.๑๘๙๓-๒๓๑๐ ส่วนการสร้างพระพุทธรูปในสมยั รัน โกสินทร์เร่ิมตน้ ต้งั แต่ พ.ศ.๒๓๒๕ จนถึงปัจจุบนั ซ่ึงพระพุทธรูปส่วนใหญ่สร้างจากไมแ้ กะสลกั ปูน หินทราย ทองเหลือง ทองแดง หรือสาริด สาหรับพระพุทธรูปแกว้ น้นั สร้างไดย้ ากและไม่ปรากฏวิธีการ สร้างและผูส้ ร้างเป็ นใคร เพียงแต่ดูจากพุทธลกั ษณะว่าน่าจะสร้างในสมยั ใด ในประเทศไทยมีการ คน้ พบพระพุทธรูปแกว้ อยู่หลายองคไ์ ดแ้ ก่ พระเสตงั คมณี(พระแกว้ ขาว) วดั เชียงมน่ั จ.เชียงใหม่ พระ แกว้ มรกต วดั พระธาตลุ าปางหลวง พระพุทธบุษยรัตนจ์ กั รพรรดิพิมลมณีมยั (พระแกว้ ขาว) ณ พระที่นง่ั อมั พรสถาน พระราชวงั ดุสิต กรุงเทพมหานคร พระแก้วดอนเตา้ วดั พระแก้วดอนเตา้ สุชาดาราม จ. ลาปาง โดยส่วนใหญ่แลว้ จะพบพระแกว้ ในภาคเหนือของประเทศไทย ซ่ึงไม่ปรากฏวิธีการสร้างและ ประวตั ิอยา่ งชดั เจน
-ข- หนา้ ก สารบัญ ข ๑ คานา ๒ สารบญั ๓ ๑. ๕ ข้นั ตอน กระบวนการจดั การความรู้ ๔ ๒. ประวตั ิการสร้างพระพุทธรูป ๕ ๓. ข้นั ตอนการหลอ่ พระพุทธรูป ๖ ๔. แห่เทียนเขา้ พรรษา ๗ ๕. การตกั บาตช่วงเขา้ พรรษา ๘ ๖. สิ่งที่ไดร้ ับกบั กิจกรรมช่วงเขา้ พรรษา ๑๒ ๗. หลกั พทุ ธธรรมในพธิ ีหล่อพระพทุ ธรูป ๑๔ ๘. หลกั พทุ ธธรรมวนั สาคญั ทางพระพุทธสาสนา ๑๘ บทสรุป ภาคผนวก เอกสารอา้ งอิง
-๑- ๑. ๕ ข้ันตอน กระบวนการจดั การความรู้ ๑.๑ การค้นหาความรู้ - ประชุมบคุ ลากรในหมูบ่ า้ นที่เป็นช่างศิลปะ แจง้ เร่ืองการจดั ทาเร่ือง การหล่อพระพุทธรูปท่ี บา้ นหนองคูพฒั นา ตาบลขอนแตก จงั หวดั สุรินทร์ - แตง่ ต้งั บคุ ลากรที่มีความรู้ และเสนอชื่อผเู้ ชี่ยวชาญดา้ นการหลอ่ พระพทุ ธรูปในจงั หวดั สุรินทร์ - ประสานงาน ติดตอ่ เชิญผเู้ ช่ียวชาญ ๑.๒ การสร้างและแสวงหาความรู้ การแลกเปลยี่ นทัศนะภายในและเชิญผู้เช่ียวชาญ - แตง่ ต้งั คณะทางานเพอ่ื เสาะหาความรู้จากผเู้ ชี่ยวชาญเป็นรายบุคคล - จดั ระบบประเดน็ เพ่ือการพดู คุยและแลกเปล่ียนเรียนรู้ต่อไป - จดั เวทีอภิปราย แจง้ ผนู้ าชุมชน ประชาชน และผสู้ นใจ ๑.๓ จดั การความรู้ให้เป็ นระบบของการหล่อพระพุทธรูปท่ี บ้านหนองคูพฒั นา ตาบลขอนแตก อาเภอ สังขะ จงั หวัดสุรินทร์ ความรู้เกยี่ วกบั จดั การความรู้ท่ใี กล้เคยี งกนั ให้เป็ นหมวดหมู - จดั เรียงความรู้ใหเ้ ป็ นข้นั ตอนเพอื่ ใหเ้ ห็นกระบวนการที่ชดั เจน เช่น ดา้ นวสั ดุ เทคนิควธิ ีการ รูปแบบ เป็นตน้ - สร้างความรู้ใหเ้ ขา้ สู่มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ ๑.๔ การประมวลและกลั่นกรองความรู้ - จดั เสวนาเชิญผเู้ ชี่ยวชาญ นกั วชิ าการ ดา้ นการจดั ทา แบบ - เชิญผมู้ ีบทบาทในชุมชนเขา้ ร่วมเสนอความคิดเห็น ๑.๕ การเข้าถงึ ความรู้ - เผยแพร่ทางเอกาสารแก่บคุ ลากรและผสู้ นใจ - เผยแพร่ทางเวบไซต์
-๒- ๒. ประวตั ิการสร้างพระพทุ ธรูป พระพทุ ธรูป หมายถึง รูปที่สร้างข้ึนแทนองคส์ มเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา้ เพื่อกราบไหวบ้ ชู าการ สร้างพระพุทธรูปคร้ังแรกสันนิษฐานวา่ เกิดข้ึนในศิลปะอินเดียสกุลช่างคนั ธารราฐราวพุทธศตวรรษ ท่ี ๖-๗ สร้างข้ึน โดยช่างกรีก -โรมนั โดยสร้างตามคมั ภีร์มหาบุรุษลกั ษณะ วา่ ดว้ ยลกั ษณะผมู้ ีบุญ ๓๒ ประการ เช่น มีพระอุษณีษะ (กะโหลกศรีษะช้นั ท่ีสอง), มีอุณาโลม (ขนท่ีข้ึนระหวา่ งคิ้ว) เป็นตน้ การสร้างพระพุทธรูปมีท้งั แกะสลกั หิน ปูนป้ัน และหลอ่ โลหะ ต่อมาพระพุทธรูปจะมีลกั ษณะ แตกต่างกนั ออกไปตามทอ้ งถ่ิน ในการสร้างพระพทุ ธรูปน้นั อาจแบ่งออกไดเ้ ป็ น ๓ วธิ ี คือ ๑) การป้ัน ซ่ึงหมายถึงป้ันดว้ ยปูนหรือวสั ดุอยา่ งอ่ืน เช่น ดิน ตน้ ไม้ เป็นตน้ ๒) การหลอ่ หมายถึงหลอ่ ดว้ ยโลหะเช่น สาริด ทองเหลือง เป็นตน้ ๓) การแกะสลกั หมายถึงการนาเอาหิน ไม้ งา เขา หรืออยา่ งใดอยา่ งหน่ึงมาแกะสลกั เป็นองค์ พระพทุ ธรูป ท้งั สามวิธีน้ี การหลอ่ เป็นวธิ ีที่ยงุ่ ยากมากกวา่ วธิ ีอ่ืน เพราะมีหลายข้นั ตอน ในที่น้ีขอกลา่ วถึง ลกั ษณะสัดส่วนของพระพุทธรูปที่ใชก้ นั มาแตโ่ บราณ คือ ๑) ถา้ พระพุทธรูปหนา้ ตกั ๒ ศอก (พระนงั่ ) ก็เทา่ กบั ความสูงขององคพ์ ระ (ต้งั แต่ส่วนลา่ งจนถึง พระเกตมุ าลา) หรือจะใหส้ ูงกวา่ น้ีก็เอาส่วนกวา้ งของหนา้ ตกั วดั ใหส้ ุงจรดหวา่ งพระขนง ๒) ถา้ พระพทุ ธรูปองคย์ อ่ มกวา่ น้ี ใหว้ ดั ส่วนกวา้ งของหนา้ ตกั เทียบพอจรดนาสิก ๓) พระพกั ตร์พระพทุ ธรูปทุกองค์ จากคางจรดไรผม จะตอ้ งมีส่วนยาวพอดีกีบปลายนมท้งั ซา้ ยขวา เอาส่วนกวา้ งของพระพกั ตร์สองส่วนก่ึงเป็นส่วนพระพาหา และเอาความยาวของพระพกั ตร์หน่ึงส่วน เป็นความหนาของอก คือจากหลงั มาจรดปลายพระถนั ๔) ความยาวของพระหตั ถแ์ ละพระบาท พอดีกบั ส่วนพระพกั ตร์ ๕) พระกรท้งั ตน้ แขนปลายแขน ยาวเทา่ กบั ส่วนพระพกั ตร์สามส่วน (ตน้ แขนส่วนคร่ึง ปลายแขน ส่วนคร่ึง) ๖) เอาส่วนพระพกั ตร์วางลงเทา่ กบั ระดบั ปลายพระถนั จรดสะดือ และอีกส่วนหน่ึงจากสะดือถึง พระบาท (นงั่ ขดั สมาธิ) ๗) จากพระบาทลา่ งจรดหลงั พระหตั ถซ์ า้ ยเท่าส่วนพระพกั ตร์ ๘) แบง่ พระพกั ตร์ออกเป็นสามส่วน หน่ึงส่วนน้นั เทา่ กบั ความกวา้ งของพระโอษฐ์ และเท่ากบั ความยาวของพระนาสิก และคลองพระเนตร ก่ึงกลางระหวา่ งพระเนตรเท่ากบั ส่วนน้ี ๙. ถา้ มองดา้ นขา้ งปลายพระนาสิก จะงอยพระโอษฐ์ และพระหนุตอ้ งสอบลงมาเป็นเส้นเดียวกนั ๑๐) จากปลายพระนาสิกถึงพระหนุคือส่วนกวา้ งของผา้ สงั ฆาฏิ
-๓- ๑๑) จากหวา่ งพระขนงถึงพระหนุคือส่วนของพระรัศมี ๑๒) พระกรรณคือส่วนของพระพกั ตร์ แต่ลดเสียพอควร ๑๓) ส่วนของพระรัศมี คือส่วนของไรพระศกจรดพระเกตุมาลา ๑๔) แบ่งคลองพระเนตรเป็นสี่ส่วน เอาสองส่วนเป็นตาดา (เหลือหางตาและหวั ตาขา้ งละหน่ึงส่วน) ๑๕) ถา้ พระพทุ ธรูปยนื ใหเ้ อาส่วนพระพกั ตร์วดั ใหไ้ ดห้ กส่วนเป็นความสูง ๑๖) ปลายพระนาสิกตอ้ งยนื่ กวา่ พระอรุ ะจึงจะเป็นมงคล ๑๗) อยา่ ใหพ้ ระเนตรมองตกเพยี งหนา้ ตกั ถือวา่ แพช้ ่าง ๓. ข้นั ตอนการหล่อพระพทุ ธรูป ๓.๑ การป้ันหุ่น เม่ือ ไดก้ ะเกณฑข์ นาดของพระพุทธรูปที่จะ สร้างแลว้ ก็ป้ันหุ่นช้นั ในของพระพทุ ธรูปดินเหนียวผสมทรายตามส่วน คือ ทรายสามส่วน ดินสอง ส่วน เรียกวา่ ”ดินแก่”(ในสมยั โบราณใชแ้ กลบผสมดว้ ย) ทรายตอ้ งใชท้ รายละเอียด ส่วนดินควรบด หรือยา่ เสียก่อนแต่ดินท่ีนิยมใชน้ ้นั คือดินเหนียวสีเหลืองที่เรียกวา่ “ดินข้ีงูเหลือม” นวดผสมกบั ทราย ละเอียด โดยการเหยยี บใหเ้ ขา้ กนั จากน้นั จึงเริ่มป้ันส่วนต่างๆ ข้ึนเป็นองคพ์ ระ การเขา้ ดินสมยั ก่อน เรียกวา่ ดินนวลคือดินเลนกบั ข้ีววั เพราะข้ีววั เน้ือละเอียดมากเม่ือนาไปเขา้ กบั ดินเผาออกมาแลว้ เน้ือจะ เนียนสวย ถา้ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญอ่ าจตอ้ งป้ันแยกส่วนต่างๆ ของพระวรกายแยกกนั เช่น นิ้ว พระหตั ถ์ พระบาท พระกรรณ รัศมี เมด็ พระศก แลว้ นามาประกอบกนั ในภายหลงั แลว้ ตกแต่ง พระองคท์ ้งั ดา้ นนอก และแกนในใหส้ วยงามตามแบบสมยั นิยม ส่วนพระพทุ ธรูปขนาดเลก็ ถา้ ตอ้ งการ ใหไ้ ดจ้ านวนมาก วธิ ีถอดใชพ้ มิ พป์ นู ซีเมนตถ์ อดเป็ นพมิ พช์ ้ินเลก็ ช้ินนอ้ ยการถอดพิมพค์ ่อนขา้ งยงุ่ ยาก ดงั น้นั ความเนียนความเรียบร้อยจะไม่สวยเหมื อนงานสมยั ใหม่เพราะเป็นหลายชิ้นมาต่อกนั ๓.๒ การเขา้ ข้ีผ้งึ เมื่อข้ึนหุ่นช้นั ในแลว้ กใ็ ชข้ ้ผี ้งึ ผสมกบั ชนั เพือ่ ใหแ้ ขง็ มาตีแผอ่ อกใหเ้ ป็นแผน่ หนา เทา่ กบั เน้ือทองที่ตอ้ งการ เอาแผน่ ข้ีผ้ึงหุม้ รูปหุ่นที่ป้ันดว้ ยดินกบั ทรายช้นั ในใหห้ มดท้งั องค์ ลงมือป้ัน แตง่ ข้ีผ้ึงใหป้ ระณีต เพราะถา้ หุ่นข้ีผ้งึ ดีแลว้ องคพ์ ระก็จะดีไปดว้ ย
-๔- ๓.๓ จดั บูชาพระพทุ ธเจา้ มีดงั น้ี ๑) ผลไม้ ๙ อยา่ ง ๒)บายศรี ดอกไมธ้ ูปเทียน ๓) เชิญท่านผมู้ ีเกียรติจุดเทียนชยั ๑๒ เล่ม ๓.๔ เวียนประทกั ษิณ รอบปูชนียวตั ถุ เมื่อวนั ท่ี ๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ เม่ือเวลา ๙.๐๐ น. คณะพรพะสงฆ์ ในวดั หนองคูพฒั นาจานวน ๘ รูป นาพาพอ่ คา้ ประชาชน เวยี นประทกั ษิณ รอบปูชนียวตั ถุ (พระองคใ์ หญ)่ ๓ รอบเพ่ือถวายแด่องคพ์ ระ สัมมาสัมพทุ ธเจา้ เนื่องในวนั อาสาฬหบูชา เพ่ือเป็นสิริมงคล แด่ภิกษุสงฆแ์ ละประชาชนเพ่ือเป็นแรง แห่งสามคั คีของชุมชนบา้ น หนองคูพฒั นา ตาบลขอนแตก อาเภอสังขะ จงั หวดั สุรินทร์ อีกปี หนึง โดย มีหลวงพ่อพระปลดั ศรี โชติปญฺโญ เจา้ อาวาสวดั หนองคูพฒั นา เป็นแกนนาญาติธรรมร่วมสร้างกุศลใน คร้ังน้ี ๓.๕ การเททอง ทาไดเ้ ม่ือสารอกข้ผี ้ึงออกไปหมดแลว้ เม่ือข้ีผ้ึงละลายออกไปภายในก็เหลือท่ีวา่ งสาหรับน้าทอง จะไดแ้ ทรกเขา้ ไปอยแู่ ทนที่ ก่อนเทน้าทองจะตอ้ งอุดช่องท่ีสารอกข้ีผ้งึ ออกดว้ ย มิฉะน้นั น้าทองจะ รั่วไหลหนีออกไปหมด การเททองจะตอ้ งเดินข้ึนบนร้าน เททองจากเบา้
-๕- กรอกลงไปในช่องที่เตรียมไว้ และตอ้ งเทระยะติดๆ กนั ช่องที่เตรียมไวค้ ือสายชนวนข้ีผ้งึ ซ่ึงติดเอาไว้ ก่อนแลว้ เมือไล่ข้ีผ้งึ ออกหมดแลว้ จึงเหลือเป็นช่องอยู่ ช่องเหลา่ น้ีจะเชื่อมตอ่ กนั เป็นท่อสาหรับเทน้า ทองใหไ้ หลทวั่ องคพ์ ระ เมื่อเททองเสร็จแลว้ ทิง้ ให้เยน็ กแ็ กะหุ่นพิมพอ์ อกใหห้ มด ยกองคพ์ ระต้งั ข้ึนไว้ อยา่ งเดิม เพราะตอนเททองเอาพระเศียรลงลา่ ง สมยั โบราณการเททองประชาชนจะนาเอาเขม็ ขดั นาก ตา่ งหู เครื่องประดบั ตา่ งๆ เคร่ืองใชม้ าใส่เตาหลอม ๔. แห่เทยี นเข้าพรรษา พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจาชาติไทย และเป็นสิ่งยดึ เหน่ียวทางจิตใจของคนไทยมาชา้ นาน อีกท้งั หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นแบบแห่งจารีตประเพณีที่คนไทยยึดถือปฏิบตั ิจนถึงปัจจุบนั ด้งั น้นั เพ่ือส่งเสริมจริยธรรมยกระดบั คุณธรรมประจาตนใหเ้ ป็นผมู้ ีคุณธรรม มีความเสียสละ อนั เป็ นปัจจยั สาคญั ในการพฒั นาประเทศชาติและสังคมใหม้ ีความสงบสุข อีกท้งั เป็นการส่งเสริมใหส้ ถาบนั เป็ นแกน นาในการจรรโลงพระพุทธศาสนาแก่บุคลากร พระภิกษุสงฆ์ ประชาชน และนกั เรียนในชุมชน โดย ร่วมกนั ทากิจกรรมทางพทุ ธศาสนาพร้อมท้งั เป็นการสืบทอดและทานุบารุงพระพุทธศาสนา และในช่วง ฤดูฝนมีเทศกาลสาคญั ในทางพระพุทธศาสนา คือ เทศกาลวนั เขา้ พรรษา ท้งั น้ี เพ่ือเป็ นการสนบั สนุน การปฏิบตั ิธรรม และใหพ้ ทุ ธศาสนิกชนไดท้ าบญุ โดยการถวายเทียนพรรษาและส่ิงของท่ีจาเป็นสาหรับ พระภิกษุในการปฏิบตั ิธรรม เทศกาลดงั กล่าวถือว่าเป็ นสิ่งท่ีดีงามต่อการส่งเสริมศาสนาพุทธท่ีเป็ น ศาสนาประจาชาติ อน่ึง วดั หนองคูพฒั นา ตาบลขอนแตก อาเภอสงั ขะ จงั หวดั สุรินทร์ ร่วมกบั ชุมชนบา้ นหนองคู พฒั นา โรงเรียนบา้ นตอกตรา ตาบลขอนแตก ไดม้ ีการจดั งานแห่เทียนพรรษา เป็นประจาทุกปี เพื่อเป็น การสนบั สนุนกิจกรรมของวดั และหมู่บา้ น โรงเรียน และเป็นการสืบสานวฒั นธรรมและประเพณีของ ชุมชนบา้ นหนองคูพฒั นา จึงไดจ้ ดั ทาโครงการถวายเทียนพรรษาข้ึนเพอ่ื เป็นการสมคั สมานสามคั คีข้ึน
-๖- ในชุมชน และโรงเรียน กิจกรรมน้ีเป็นกิจกรรมที่ทางวดั หนองคูพฒั นาจดั ข้ึน พร้อมกบั กิจกรรมหล่อ พระพุทธรูป ควบคูไปดว้ ยกนั ๕. การตักบาตรช่วงเข้าพรรษา วนั เขา้ พรรษา เป็นวนั แรกของการเขา้ สู่พรรษากาล ซึงช่วงทีพระสงฆเ์ ริมตน้ จาพรรษาอยกู่ บั วดั เป็น เวลา ๓ เดือน โดยพระสงฆจ์ ะร่วมทาพิธีทีเรียกว่า อธิษฐานพรรษา คือการอธิษฐานแสดงความตงั ใจที จะจาพรรษาไม่ไปคา้ งอ้างแรมทีไหนจนครบพรรษากาลเป็ นวนั สาคญั วนั หน่ึงทีพุทธศาสนิกชนถือ โอกาสไปทาบุญตกั บาตร ซึงวนั เขา้ พรรษานนั มีการตกั บาตรอยถู ึง่ ๒ แบบดว้ ยกนั การตกั บาตรในรอบ เชา้ คือการทาบุญตกั บาตรดว้ ยภตั ราหารตามปรกติ แต่ก็มีธรรมเนียมปฏิบตั ิพิเศษทีญาติโยมนิยมกระทา แต่ไม่ถือเป็ นธรรมเนียมบงั คบั ดว้ ยวนั เขา้ พรรษาเป็ นวนั เริมตน้ ของการจาพรรษา พระสงฆ์จะไม่ สามารถออกเดินบิณฑบาต รับกิจนิมนตใ์ นทีไกลเกินสมควร หรือพกั คา้ งอา้ งแรม เป็ นเวลาถึง ๓ เดือน จึงมกั จดั เตรียมอาหารคาวหวานอยางเป็นพเิ ศษ เพ่ือถวายพระสงฆเ์ ป็นม้ือแรกของเทศกาลเขา้ พรรษา ใน พธิ ีของชุมชนบา้ นหนองคูพฒั นา ตาบลขอนแตก อาเภอสังขะ จงั หวดั สุรินทร์ ตามหมายกาหนดการใน เทศกาลเขา้ พรรษาน้นั นิยมไปวดั กนั ต้งั แต่เชา้ โดยเตรียมอาหารทีจดั ไวอ้ ยา่ งดีเลิศ เป็นอาหารคาวหวาน ผลไมร้ วมท้งั เครืองดื่ม เพ่ือทาบญุ ใส่บาตรในตอนเชา้ ตรู่ หรืออาจไปทีวดั ในช่วงสายเพื่อถวายเพลแด่
-๗- พระสงฆใ์ นช่วงบ่ายของวนั เขา้ พรรษาจะมีธรรมเนียมการตกั บาตรอีกหน่ึงรอบ โดยเป็นการถวายเครือง สักการะแด่พระสงฆ์ ดว้ ยพระสงฆจ์ ะตอ้ งลงโบสถเ์ พ่ือทาพิธีอธิษฐานพรรษา ดงั นนั ก่อนเขา้ โบสถไ์ ป นมสั การพระพุทธเจา้ และพระรัตนตรัย ญาติโยมก็มกั จดั เตรียมของถวายมาใส่บาตรไดแ้ ก่ ดอกไมธ้ ูป เทียน จึงเป็ นธรรมเนียมทีเรียกวา่ การตกั บาตรดอกไมห้ รือการตกั บาตรเทียน เกิดข้ึน ซ่ึงเป็นธรรมเนียม ปฏิบตั ิในวนั เขา้ พรรษาทีคนไทยนิยมทากนั มา ตงั แต่โบราณปัจจุบนั การตกั บาตรดอกไมเ้ ป็ นทีนิยม อย่างมาก โดยเฉพาะงานตกั บาตร ของวดั หนองคูพฒั นา ตาบลขอนแตก อาเภอสังขะ ซึงไดร้ ับการ ส่งเสริมใหเ้ ป็นเทศกาลระดบั ตาบล ๖. ส่ิงท่ไี ด้รับกบั กจิ กรรมช่วงเข้าพรรษา วนั เข้าพรรษา” ตรงกับ วนั แรม ๑ ค่า เดือน ๘ ไปจนถึง วนั ข้ึน ๑๕ ค่า เดือน ๑๑ รวมแล้วคือ ระยะเวลาประมาณ ๓ เดือน เข้าพรรษา แปลว่า พกั ฝน หมายถึง พระภิกษุสงฆต์ อ้ งอยู่ประจา ณ วดั ใดวดั หน่ึงระหว่างฤดูฝน โดยเหตุท่ีพระภิกษุในสมยั พุทธกาล มีหนา้ ที่จะตอ้ งจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคาสั่งสอนแก่ ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไมจ่ าเป็นตอ้ งมีที่อยปู่ ระจา แมใ้ นฤดูฝน ชาวบา้ นจึงตาหนิวา่ ไปเหยยี บขา้ วกลา้ และพืชอ่ืนๆ จนเสียหาย พระพุทธเจา้ จึงทรงวางระเบียบการจาพรรษาใหพ้ ระภิกษุอยปู่ ระจาที่ตลอด ๓ เดือน ในฤดูฝน คือ เริ่มต้งั แต่วนั แรม ๑ ค่า เดือน ๘ ของทุกปี ถา้ ปี ใดมีเดือน ๘ สองคร้ัง ก็เลื่อนมาเป็ น วนั แรม ๑ ค่า เดือนแปดหลงั และออกพรรษาในวนั ข้ึน ๑๕ ค่า เดือน ๑๑ เวน้ แต่มีกิจธุระเจา้ เป็นซ่ึงเมื่อ เดินทางไปแลว้ ไมส่ ามารถจะกลบั ไดใ้ นเดียวน้นั กท็ รงอนุญาตใหไ้ ปแรมคืนได้ คราวหน่ึงไมเ่ กิน ๗ คืน เรียกว่า สัตตาหะ หากเกินกาหนดน้ีถือว่าไม่ได้รับประโยชน์ แห่งการจาพรรษา จัดว่าพรรษาขาด ระหวา่ งเดินทางก่อนหยดุ เขา้ พรรษา หากพระภิกษสุ งฆเ์ ขา้ มาทนั ในหมูบ่ า้ นหรือในเมืองก็พอจะหาที่พกั พิงไดต้ ามสมควร แต่ถา้ มาไม่ทนั กต็ อ้ งพ่งึ โคนไมใ้ หญ่เป็นที่พกั แรม ชาวบา้ นเห็นพระไดร้ ับความ
-๘- ลาบากเช่นน้ี จึงช่วยกนั ปลูกเพิง เพ่ือให้ท่านไดอ้ าศยั พกั ฝน รวมกนั หลาย ๆองค์ ท่ีพกั ดงั กล่าวน้ีเรียกว่า วิหาร แปลวา่ ที่อยสู่ งฆ์ เมื่อหมดแลว้ พระสงฆท์ ่านออกจาริกตามกิจของท่านคร้ังถึงหนา้ ฝนใหม่ท่านก็ กลับมาพักอีกเพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจาเลย บางทีเศรษฐีมีจิตศรัทธาเล่ือมใสใน พระพุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนกั สร้างท่ีพกั เรียกว่า \"อาราม\" ให้ เป็นที่อยขู่ องสงฆด์ งั เช่นปัจจุบนั น้ี โดยปกติเคร่ืองใชส้ อยของพระตามพุทธานุญาติให้มีประจาตวั น้ัน มีเพียงอฏั ฐบริขารอนั ไดแ้ ก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เขม็ บาตร รัดประคด หมอ้ กรองน้า และมีดโกน และกวา่ พระท่านจะหาท่ีพกั แรมได้ บางทีก็ถูกฝนตน้ ฤดูเปี ยกปอนมา ชาวบา้ นที่ใจบุญจึงถวายผา้ อาบน้าฝนสาหรับให้ท่านไดผ้ ลดั เปลี่ยน และถวายของจาเป็ นแก่กิจประจาวนั ของท่านเป็ นพิเศษในเขา้ พรรษานับเป็ นเหตุให้มีประเพณีทาบุญ เน่ืองในวนั น้ีสืบมา \"ผา้ จานาพรรษา\" คือผา้ ที่ทายกถวายแก่พระสงฆผ์ ูอ้ ยจู่ าพรรษาครบแลว้ ในวดั น้นั ภายในเขตจีวรกาล เรียกอีกอยา่ งวา่ ผา้ วสั สาวาสิกสาฎิกา ผา้ อาบน้าฝน คือผา้ สาหรับอธิษฐานไวใ้ ชน้ ุ่ง อาบน้าฝนตลอด ๔ เดือนแห่งฤดูฝน เรียกอีกอยา่ งว่า ผา้ วสั สิกสาฏิกา การที่พระภิกษุสงฆท์ ่านโปรด สตั วอ์ ยปู่ ระจาเป็นที่เช่นน้ี เป็นการดีสาหรับสาธุชนหลายประการ กล่าวคือ ผทู้ ี่มีคุณสมบตั ิครบถว้ นตาม พระพทุ ธบญั ญตั ิก็นิยมบวชพระ ส่วนผทู้ ่ีอายยุ งั ไม่ครบบวชผปู้ กครองกน็ าไปฝากพระ โดยบวชเป็นเณร บา้ ง ถวายเป็นลูกศิษยร์ ับใชท้ ่านบา้ ง ทา่ นกส็ ่ังสอนธรรม และความรู้ให้ และโดยทว่ั ไป พุทธศาสนิกชน นิยมตกั บาตรหรือไปทาบญุ ท่ีวดั นบั วา่ เป็นประโยชน์ การปฏิบตั ิตน ในวนั น้ีหรือก่อนวนั น้ีหน่ึงวนั พุทธศาสนิกชนมกั จะจดั เคร่ืองสักการะเช่น ดอกไม้ ธูปเทียน เคร่ืองใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็ นตน้ มาถวายพระภิกษุ สามเณร ที่ตนเคารพนบั ถือ ท่ีสาคญั คือ มี ประเพณีหล่อเทียนขนาดใหญ่เพื่อให้จุดบูชาพระประธานในโบสถอ์ ยไู่ ดต้ ลอด ๓ เดือน มีการประกวด เทียนพรรษา โดยจดั เป็นขบวนแห่ท้งั ทางบกและทางน้า แมก้ ารเขา้ พรรษาจะเป็นเร่ืองของภิกษุ แตพ่ ุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ ทาบุญรักษาศีล และชาระจิตใจให้ผ่องใส ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบ้านก็จะไปช่วยพระทาความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวหิ ารและอ่ืนๆ พอถึง วนั เขา้ พรรษากจ็ ะไปร่วมทาบุญตกั บาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมและรักษา อุโบสถศีลกนั ที่วดั บางคนอาจต้งั ใจงดเวน้ อบายมุขต่างๆ เป็ นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นตน้ อน่ึง บิดามารดามกั จะจดั พิธีอุปสมบทให้บุตรหลาน ของตนโดยถือกนั ว่าการเขา้ บวชเรียนและ อยจู่ าพรรษาในระหวา่ งน้ีจะไดร้ ับ อานิสงส์อยา่ งสูง ประเพณีหล่อ หรือถวายเทียนเขา้ พรรษา เป็ นประเพณีที่กระทากนั เม่ือใกลถ้ ึงฤดูเขา้ พรรษาซ่ึงเป็น ช่วงเวลาท่ี พระภิกษุจะตอ้ งอยปู่ ระจาวดั ตลอด ๓ เดือนมาต้งั แตโ่ บราณกาล การหล่อ หรือถวายเทียน
-๙- เขา้ พรรษาน้ีมีอยเู่ ป็นประจา ทกุ ปี เพราะในระยะเขา้ พรรษาน้ี พระภิกษุจะตอ้ งมีการสวดมนตท์ าวตั รทุก เชา้ เยน็ และในการน้ีจะตอ้ งมีธูป เทียนจุดบูชาดว้ ย พุทธศาสนิกชนท้งั หลาย จึงพร้อมใจกนั หล่อเทียน เขา้ พรรษาสาหรับให้พระภิกษุจุดเป็ น การกุศลทานอย่างหน่ึงเพราะเชื่อกนั ว่าในการให้ทานดว้ ยแสง สว่าง จะมีอานิสงฆ์เพ่ิมพูนปัญญาหูตาสว่างไสว ตามชนบท การหล่อเทียนเขา้ พรรษาทากันอย่าง เอิกเกริกสนุกสนานมาก เมื่อหล่อเสร็จแลว้ ก็จะมีการแห่แหน รอบพระอุโบสถ ๓ รอบ แลว้ นาไปบูชา พระตลอดระยะเวลา ๓ เดือน บางแห่งก็มีการประกวดการตกแตง่ มี การแห่แหนรอบเมืองดว้ ยริ้วขบวน ที่สวยงาม และถือว่าเป็นงานประจาปี ทีเดียว ในวนั น้นั จะมีการร่วมกนั ทาบุญตกั บาตรถวายแด่พระภิกษุ สงฆ์ เป็นการร่วมกุศลกนั ในหมู่บา้ นน้นั กิจกรรมต่างๆ ท่ีควรปฏิบตั ิในวนั เขา้ พรรษา ๑. ร่วมกิจกรรมทาเทียนจานาพรรษา ๒. ร่วมกิจกรรมถวายผา้ อาบน้าฝน และจตุปัจจยั แก่ภิษุสามเณร ๓. ร่วมทาบุญ ตกั บาตร ฟังธรรมเทศนา รักษาอโุ บสถศีล ๔. อธิษฐาน งดเวน้ อบายมุขตา่ งๆ ๗. หลกั พุทธรรมในพธิ ีหล่อพระพุทธรูป วดั หนองคูพฒั นา ในฐานะเป็นวดั ในภาคอิสาน ไม่ไกลจากตวั เมืองอาเภอสงั ขะ ซ่ึงคนส่วนใหญ่อยู่ ในบริเวณดงั กล่าวไดส้ ะทอ้ นให้เห็นว่ากลไกทางพระพุทธศาสนาพระพุทธเจา้ เอง ไดก้ ่อให้เกิดการ ขบั เคล่ือนต่อภาพรวม จากขอ้ มูลของเจา้ อาวาสทางสื่อออนไลน์ (พระปลดั ศรี โชติปญฺโญ) ใหข้ อ้ มูลใน การจดั สร้างเพ่ือเป็ น “พุทธบูชา” นัยหน่ึงโดยยึดคติในเรื่องการสร้างจากอินเดียในเร่ือง “เจดีย”์ ที่มี เป้าหมายเพอ่ื การบูชาพระพุทธเจา้ และเป็นถาวรวตั ถุในพระพุทธศาสนา รวมท้งั เป็นที่พึงทางจิตใจ พระ ใหญ่ในชื่อ “พระพุทธสิหิงค์มิ่งมงคล พระพุทธรูปองค์” ขนาดหน้าตกั กวา้ ง ๘.๒๑ นิ้ว ความสูง ๑ เมตร มีการจดั กิจกรรมหล่อ เมื่อวนั ท่ี ๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ โดยมีวตั ถุประสงคเ์ พื่อให้ เป็นอทุ ยานธรรมะ ถวายเป็นพุทธบูชา และเป็นท่ีพ่ึงทางจิตใจ จากการ สอบถามเจา้ อาวาสผจู้ ดั หล่อพระพุทธรูป ท่านให้ แนวคิดว่านอกจากจะรักษาพระพุทธศาสนา ก่อใหเ้ กิดความเล่ือมใสศรัทธา จากนกั แสวงบุญ ท่ีเป็นชาว พุทธ และเป็ นการทาบุญเป็ นนิจ ก่อให้เกิดการศรัทธา (พระปลดั ศรี โชติปญฺโญ) ในเชิงการบริหาร จดั การพบวา่
-๑๐- (๑) มีการระดมทุนผา่ นทุนทาง สงั คมท่ีเรียกวา่ ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา (๒) มีการบริหารทุนในการจดั สร้างใหส้ อดคลอ้ งกบั ช่วงเวลา (๓) มีการบริหารการจดั สร้างผา่ นสถาปนิกที่ชานาญและไวว้ างใจได้ รวมท้งั บริหารงบประมาณให้ สอดคลอ้ งกบั เงื่อนไขของงาน (๔) มีการบริหารจดั การหลงั การจดั สร้างใหส้ มั พนั ธก์ บั ชุมชน (๕) บริหารวดั ใหเ้ ป็นสถานที่ท่องเท่ียวสัมพนั ธร์ ะบบการท่องเท่ียวเชิงศาสนา และวฒั นธรรมอื่น ๆ ๘. หลกั พุทธรรมวนั สาคญั ทางพระพุทธสาสนา วนั สาคญั ทางพุทธศาสนา เป็ นวนั ที่พุทธศาสนิกชนจะระลึกถึงเหตุการณ์สาคญั ท่ีเกิดข้ึนในสมยั พุทธกาล เช่น วันวิสาขบูชา คือวันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปริ นิพพานของพระพุทธเจ้า, วัน อาสาฬหบูชา คือวนั ที่ทรงแสดงปฐมเทศนา มีพระรัตนตรัยครบ ๓ ดวง, วนั มาฆบูชา คือวนั ท่ีทรงแสดง โอวาทปาติโมกขค์ ร้ังแรก เป็ นตน้ โดยการระลึกถึงเหตุการณ์คร้ังน้ัน เป็ นกุศโลบายให้ศาสนิกชนได้ ระลึกถึงหลกั ธรรมที่ทรงแสดง หรือที่เก่ียวขอ้ งกบั วนั สาคญั น้นั ๆ เพอื่ ใหน้ อ้ มนาหลกั ธรรมตา่ งๆ น้นั มา ประพฤติปฏิบตั ิสืบไป ๑. วันอาสาฬหบูชา พระพุทธเจา้ ทรงแสดงปฐมเทศนา (เทศน์กณั ฑ์แรก) เน้ือหาในหลกั ธรรมว่าดว้ ยทางสายกลาง (มชั ฌิมาปฏิปทา) ที่นาไปสู่การบรรลุนิพพาน ท่านโกณฑญั ญะ ไดบ้ รรลุโสดาปัตติผล แลว้ ทูลขอบวช เป็นพระสาวกรูปแรก ที่เป็นประจกั ษพ์ ยานในการตรัสรู้ของพระพุทธเจา้ ทางสายกลาง (มชั ฌิมปฏิปทา) เป็ นขอ้ ปฏิบตั ิที่ทาใหบ้ รรลุจุดหมายสูงสุดของชีวิต นนั่ คือ “นิพพาน” ได้ โดยการปฏิบตั ิท่ีไม่ตึงเกินไป หรือ หยอ่ นยานเกินไป ซ่ึงประกอบดว้ ย ความเห็นชอบ ดาริชอบ เจรจาชอบ การทางานชอบ เล้ียงชีวิต ชอบ มีความเพยี รชอบ ระลึกชอบ และต้งั ใจมน่ั ชอบทางสายกลางท่ีวา่ น้นั เร่ิมตน้ ดว้ ยการทาความเขา้ ใจ เป้าหมายให้ชดั เจน แลว้ คิดหาทางไปถึงเป้าหมายน้นั ใหไ้ ด้ ซ่ึงก็พบวา่ ตอ้ งเริ่มตน้ ดว้ ยการทาจิตใหส้ งบ ไม่เอนเอียงไปทางขา้ งตึง หรือขา้ งหย่อน โดยอาศยั การฝึ กสติเป็ นตวั นา พร้อมท้งั เพียรระวงั ไม่ได้ ความคิดท่ีไม่ดีเกิดข้ึน เม่ือเกิดข้ึนแลว้ ก็เพียรละให้ได้ ในขณะเดียวกนั ก็เพียรให้เกิดความคิดท่ีดีและ เพียรรักษาความคิดที่ดีท่ีเกิดข้ึนแลว้ ใหค้ งอยู่ และพบต่อไปวา่ จิตสงบแลว้ พฤติกรรมต่าง ๆ ท้งั ทางกาย และวาจาก็สงบดว้ ย เม่ือสงบครบท้งั กาย วาจา และใจแลว้ ก็ไดบ้ รรลุเป้าหมายสูงสุด คือ นิพพานการ นาเอาหลกั ทางสายกลางมาประยุกต์ใชใ้ นชีวิตประจาวนั ก็คือ การกระทาตนให้พอดี ไม่เคร่งเครียด จริงจงั จนเกินไป หรือปล่อยปะละเลยเกินไป แต่ควรปฏิบตั ิตนใหพ้ อดีกบั การปฏิบตั ิกิจการน้นั ๆ
-๑๑- แสดงออกท้งั ทางกาย และวาจา ให้สอดคลอ้ งกบั ความคิด จนเขา้ ไดก้ บั บุคคล กาลเทศะ และไม่เสีย หลกั ธรรม ในการปฏิบตั ิกบั หมู่คณะ การดาเนินงานของหม่คู ณะจะสาเร็จไดด้ ว้ ยอาศยั ความร่วมมือของ ทุกฝ่าย หากทกุ ฝ่ ายเกี่ยวขอ้ งยดึ ถือทางสายกลาง กจ็ ะทาใหเ้ กิดความคิด การกระทา และคาพูดที่พอดีตอ่ กนั ในกล่มุ ผรู้ ่วมงาน ซ่ึงในที่สุดก็ยอมรับกนั ได้ ไม่เกิดการแบง่ ฝ่ ายซ่ึงทาใหเ้ กิดอุปสรรค พระพุทธองค์ ทรงเป็ นแบบอย่างของการดาเนินตามทางสายกลาง ในขณะท่ีพระพุทธองคท์ รงทาทุกรกิริยา (ทรมาน ตน) เป็นการปฏิบตั ิที่เคร่งครัดเกินไปในลกั ษณะ “สุดโต่ง” เม่ือพระพุทธองคไ์ ดย้ นิ พิณสามสาย นนั่ คือ หากปฏิบตั ิตนเคร่งครัดเกินไป หรือหยอ่ นยานเกินไป เสียงก็ไม่ไพเราะ น่าฟัง หากสายพิณตึงพอดี พอ ดีดเขา้ ไปก็บงั เกิดเสียงไพเราะน่าฟัง พระพุทธองคจ์ ึงทรงเห็นวา่ การดาเนินทางสายกลางเท่าน้นั จึงจะ นาไปสู่หนทางพน้ ทกุ ข์ หรือสู่นิพพานได้ ๒. วนั เข้าพรรษา วนั เขา้ พรรษาน้ี มีความสาคญั ต่อพระพุทธศาสนิกชนและเป็ นวนั สาคญั ของพระพุทธศาสนาดว้ ย เหตผุ ลดงั น้ี ๑. พระภิกษุจะหยดุ จาริกไปยงั สถานที่อ่ืน ๆ แต่จะเขา้ พกั อยปู่ ระจาในวดั แห่งเดียวตามพทุ ธบญั ญตั ิ ๒. การที่พระภิกษุอยปู่ ระจาที่นาน ๆ ยอ่ มมีโอกาสไดส้ งเคราะห์กุลบุตรท่ีประสงค์จะอุปสมบท เพื่อศึกษาพระธรรมวนิ ยั และสงเคราะห์พทุ ธบริษทั ทวั่ ไป ๓. เป็ นเทศกาลท่ีพุทธศาสนิกชนงดเวน้ อบายมุขและความชว่ั ต่าง ๆ เช่น การด่ืมสุรา ส่ิงเสพติด และการเท่ียวเตร่เฮฮา เป็นตน้ ๔. นอกจากเป็ นเทศกาลท่ีพุทธศาสนิกชนงดเวน้ อบายมุข และความช่ัวต่าง ๆ แลว้ ในช่วงเวลา พรรษา พทุ ธศาสนิกชนทว่ั ไปจะบาเพญ็ ทาน รักษาศีล ฟังธรรม และเจริญภาวนามากข้ึน หลักธรรม “วิรัติ” เป็ นหลกั ธรรมสาคญั ท่ีสนับสนุน คุณความดีในระหว่างเทศกาลเขา้ พรรษา ท่ี พุทธศาสนิกชนนิยมไปวดั ถวายทานรักษาศีล ฟังธรรมและเจริญจิตภาวนา ซ่ึงเป็ นการเวน้ จากการ กระทาความชวั่ บาเพญ็ ความดี และชาระจิตใจใหส้ ะอาดผ่องใส เคร่งครัดยิ่งข้ึน นน่ั คือ การงดเวน้ จาก บาป ความช่ัวและอบายมุขต่าง ๆ ด้วยเกิดความรู้สึกละอาย (หิริ ) และเกิดความเกรงกลัวบาป (โอตตปั ปะ) การงดเวน้ จากบาป ความชว่ั และอบายมุขต่าง ๆ ดว้ ยการสมาทานศีล ๕ หรือ ศีล ๘ และ การงดเวน้ จากบาป ความชว่ั และอบายมขุ ตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งเดด็ ขาด การปฏิบตั ิด้วยหลักของการงดเวน้ (วิรัติ) น้ัน ทางท่ีดีควรเป็ นการงดเวน้ บาป ความช่ัว และ อบายมุขต่าง ๆ ได้อย่างเด็ดขาด ไม่ควรงดเวน้ เฉพาะในชว่ั กาลพรรษาเท่าน้ัน การงดเวน้ ส่ิงเหล่าน้ี ก่อใหเ้ กิดผลดีตอ่ ตนเอง นนั่ คือ การที่มีสุขภาพกายท่ีแขง็ แรง มีสุขภาพจิตท่ีดี มนั่ คง ปราศจากภยนั ตราย
-๑๒- จากสภาพแวดลอ้ มในทุก ๆ ดา้ น มีผลดีต่อสังคม นน่ั คือ สังคมสงบสุข ไม่มีการเบียดเบียนทาร้ายกนั มี ความสามคั คีกนั สงั คมมีแต่พฒั นาและเจริญยงิ่ ๆ ข้ึนไป บทสรุป หล่อพระพทุ ธรูป จากแนวคิดในเร่ืองการหล่อพระพุทธรูปวดั หนองคูพฒั นา มีฐานคิดเป็นคติความเช่ือในเร่ืองพุทธ บชู า เป็นอทุ เทสิกเจดียท์ ี่จดั ทา จดั สร้างข้ึนเพือ่ เป็นสิ่งเคารพประการหน่ึง พระพุทธเจา้ เป็นตวั แทน เป็น พุทธบูชาเพ่ือสัมมาปฏิบตั ิในความเป็นพระพุทธศาสนาดงั ปรากฏในปัจจุบนั เมื่อสร้างพระพุทธรูปเสร็จ แลว้ ส่งผลเป็ นภาคต่อให้เกิดรายไดท้ ่ีเกิดจากการสร้างงาน เกิดการท่องเที่ยวเชิงศาสนา รวมไปถึงการ จดั ต้งั ตลาดชุมชนที่มีเป้าหมายเพ่ือให้นักเที่ยวผูแ้ สวงบุญ ท่องเท่ียวของชาวพุทธ และนักท่องเที่ยวท่ี เดินทางมาจาริกแสวงบุญ เกิดการจบั จ่าย เกิดการใชส้ อยในผลิตภณั ฑช์ ุมชน การสร้างรายไดใ้ หเ้ กิดข้ึน ในชุมชน และสิ่งท่ีเกิดข้ึน เมื่อมีคนเขา้ มาก็เทา่ กบั มาศึกษา เรียนรู้ และสมั ผสั ความเป็นพระพทุ ธศาสนา ผา่ นวดั หนองคูพฒั นา มีการให้ความรู้ดา้ นพระพุทธศาสนา ส่งเสริมให้เกิดความรู้ เกิดความศรัทธาใน พระพุทธศาสนาอย่างต่อเน่ืองเพ่ือประโยชน์ของพระพุทธศาสนาเป็ นสาคญั รวมไปถึงก่อให้เกิดการ ขบั เคล่ือนต่อความเป็ นพระพุทธศาสนาในภาพรวมจนกระทงั่ ปัจจุบนั จากรุ่นสู่รุ่นจากคนสู่คน ไปจน กลายเป็นกลไกของการส่งเสริม และเรียนรู้พระพุทธศาสนาอยา่ งเหมาะสม วนั อาสาฬหบูชา\" วนั วาระมหามงคลเวียนบรรจบ \"วนั อาสาฬหบูชา-วนั เขา้ พรรษา\" วนั สาคญั แห่ง พุทธศาสนา พทุ ธศาสนิกชนเขา้ วดั ทาบุญ ถวายผา้ อาบน้าฝน เป็นวนั สาคญั ทางศาสนาพุทธ คาวา่ \"อาสาฬหบูชา\" ยอ่ มาจาก \"อาสาฬหปรู ณมีบชู า\" แปลวา่ \"การ บูชาในวนั เพญ็ เดือนอาสาฬหะ\" ตรงกบั วนั เพญ็ เดือน ๘ ตามปฏิทินจนั ทรคติของไทย สาหรับปี น้ี ตรง กบั วนั องั คาร ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ สาหรับ \"วนั อาสาฬหบูชา\" เป็ นวนั ท่ีพระพุทธเจา้ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็ นคร้ังแรก หรือที่ เราเรียกกนั ว่า ปฐมเทศนา คือ ธัมมจกั กปั ปวตั ตนสูตร แก่ปัญจวคั คีย์ การแสดงธรรมคร้ังน้ัน ทาให้ พราหมณ์โกณฑัญญะ ๑ ใน ๕ ปัญจวคั คีย์ เกิดความเลื่อมใสในพระธรรมของพระพุทธเจ้าจนได้ \"ดวงตาเห็นธรรม\"หรือบรรลุเป็ นพระอริยบุคคลระดบั โสดาบนั จึงขออุปสมบทในพระธรรมวินยั ของ พระพุทธเจา้ ดว้ ยวธิ ี \"เอหิภิกขอุ ุปสมั ปทา\" หมายถึงพระพทุ ธเจา้ บวชใหโ้ ดยตรง
-๑๓- “พระอญั ญาโกณฑัญญะ” จึงนบั ไดว้ า่ เป็ นพระสงฆร์ ูปแรกในศาสนาพุทธ และดว้ ยเหตุท่ีท่านได้ บรรลุธรรมเป็ นพระอริยบุคคล หรือ อนุพุทธะ เป็ นคนแรก จึงทาให้ในวนั น้นั มี \"พระรัตนตรัย\" ครบ องค์ ๓ บริบรู ณ์เป็นคร้ังแรกในโลก คือ มีพระพทุ ธ พระธรรม และพระสงฆ์ นอกจากน้ี ในวนั ท่ี ๒ สิงหาคม ยงั เป็น \"วนั เขา้ พรรษา\" เป็นวนั สาคญั ในพุทธศาสนาวนั หน่ึง ที่ พระสงฆจ์ ะอธิษฐานวา่ จะพานกั ประจาอยู่ ณ ที่ใดที่หน่ึง ตลอดระยะเวลาฤดูฝน เป็ นระยะเวลา ๓ เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบญั ญตั ิไว้ โดยไม่ไปคา้ งแรมท่ีอ่ืน ท่ีเรียกว่า \"จาพรรษา\" สาหรับ พิธีเขา้ พรรษา ถือเป็ นขอ้ ปฏิบตั ิสาหรับพระสงฆโ์ ดยตรง ละเวน้ ไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม โดยเริ่มนบั ต้งั แต่วนั แรม ๑ ค่า เดือน ๘ ของทุกปี หรือเดือน ๘ หลงั ถา้ มีเดือน ๘ สองหน และสิ้นสุดลงในวนั ข้ึน๑๕ ค่า เดือน ๑๑ หรือ \"วนั ออกพรรษา\" สาเหตุที่พระพุทธเจา้ ทรงกาหนดให้พระสงฆ์จาพรรษาอยู่ ณ สถานที่ใดสถานท่ีหน่ึงตลอด ๓ เดือนน้นั ก็เพ่ือให้พระสงฆ์ไดห้ ยดุ พกั การจาริกเผยแผ่ศาสนา ไปตามสถานท่ีต่างๆ ซ่ึงการเดินทางจะ เป็ นไปดว้ ยความยากลาบาก ในช่วงฤดูฝน และเพ่ือป้องกนั ความเสียหาย จากการเดินเหยียบย่าธัญพืช ของชาวบ้าน ท่ีปลูกลงแปลงในฤดูฝน รวมท้งั การไปเหยียบย่าสัตว์เล็กสัตว์น้อยโดยไม่ต้ังใจก็ได้ นอกจากน้ีการจาพรรษาตลอด ๓ เดือน จะเป็ นโอกาสสาคญั ที่พระสงฆ์จะไดม้ าอยู่จาพรรษารวมกนั ภายในสถานท่ีใดสถานท่ีหน่ึง เพื่อศึกษาพระธรรมวินยั จากพระสงฆท์ ี่ทรงความรู้ รวมท้งั ไดแ้ ลกเปลี่ยน ประสบการณ์และสร้างความสามคั คีในหมู่คณะสงฆด์ ว้ ยกนั สิ่งที่ชาวพุทธควรปฏิบัติใน \"วนั เขา้ พรรษา\" คือ ทาบุญถวายเทียนพรรษา หรือหลอดไฟฟ้า รวมท้งั อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ผา้ อาบน้าฝน ตลอดจนเคร่ืองใชท้ ี่จาเป็ นสาหรับพระสงฆ์ ส่วนกิจกรรมใน ระหวา่ ง\"เขา้ พรรษา\" คือ เขา้ วดั ฟังพระธรรมเทศนา ปฏิบตั ิธรรม นงั่ สมาธิภาวนา งดเวน้ ส่ิงอบายมุขท้งั ปวง อาทิ เหลา้ บุหร่ี การพนนั ฯลฯ
-๑๔- ภาคผนวก การป้ันหุ่น เมื่อ ไดก้ ะเกณฑข์ นาดของพระพุทธรูป การตม้ ทองเหลืองดว้ ยแก็ส
-๑๕- พิธีบูชาดอกไมธ้ ูปเทียน/ผลไม้ ๙ อยา่ ง/จุดเทียนชยั พธิ ีเวียนประทกั ษณิ รอบปูชนียวตั ถุ
-๑๖- พธิ ีเททองหลอ่ พระพุทธรูป คณะครูและนกั เรียนโรงเรียนบา้ นตอกตรา แห่เทียนเขา้ พรรษา
-๑๗- คณะครูและนกั เรียนโรงเรียนบา้ นตอกตรา ถวายเทียนเขา้ พรรษา ประชาชนบา้ นหนองคูพฒั นาตกั บาตรช่วงเชา้
-๑๘- เอกสารอ้างองิ ๑ : https://www.facebook.com/profile.php?id=100064852804664&locale=th_TH ๒ : @user-cs3dw1eq1w4 subscribers5 videos. More about this channel ๓ : https://web.facebook.com/people/ ๔ : วดั หนองคูพฒั นา จงั หวดั สุรินทร์ ๕ : วรภทั ร เครือสุวรรณ. ตานานการสร้างพระพทุ ธรูปจากยคุ ทวารวดีถึงรัตนโกสินทร์ พิมพค์ ร้ัง ที่ 1. กรุงเทพฯ : เอส.ที.พี.เวิลดม์ ีเดีย จากดั , 2541.
Search
Read the Text Version
- 1 - 24
Pages: