การตอบสนองของพืชในลกั ษณะการเคล่อื นไหว
คาํ นาํ หนังสือเลม่ จดั ทําขึน้ เพื่ออธบิ ายและใหค้ วามรูเ้ กยี่ วกับการตอบ สนองของพืชในลักษณะการเคลือ่ นไหว โดยแบ่งเป็นการ เคลือ่ นไหวเนือ่ งจากการเจริญเตบิ โต (growth movement) และการเคลอื่ นไหวเนือ่ งมาจากการเปลยี่ นแปลงแรงดันเต่ง (turgor movement) โดยทางผู้จดั ทําหวังวา่ ผอู้ า่ นไดค้ วามรแู้ ละความเขา้ ใจเกยี่ วกบั เรอื่ งนี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใดตอ้ งขออภัยมา ณ ทีน่ ดี่ ้วย ผู้จัดทํา
สารบัญ 1 2 การเคลอื่ นไหวเนือ่ งจากการเจริญเตบิ โต 3 การตอบสนองทเี่ กดิ จากสิง่ เร้าภายนอก 5 แบบมที ศิ ทางเกีย่ วขอ้ งสมั พันธก์ บั สิง่ เร้า 6 โฟโททรอปิซึม 7 จีโอทรอปิซึม 8 เคมอทรอปิซมึ 9 ไฮโดรทรอปิซึม 10 ทกิ มอทรอปิซึม 13 แบบมที ิศทางทีไ่ ม่สมั พันธก์ บั ทศิ ทางของสงิ่ เรา้ การตอบสนองทเี่ กิดจากสงิ่ เร้าภายใน
สารบัญ 17 19 การเคลือ่ นไหวเนอื่ งมาจากการเปลีย่ นแปลงแรงดันเตง่ 21 การหุบของใบจากการสะเทอื น 22 การหุบใบตอนพลบค่าํ ของพืชตระกูลถัว่ 23 การเปิดปิดของปากใบ ประโยชน์ทพี่ ืชได้รบั
การเคลอื่ นไหวเนือ่ งจากการเจรญิ เติบโต (growth movement) การตอบสนองต่อสิง่ เรา้ ภายนอก (paratonic movement) การตอบสนองทีเ่ กดิ จากสงิ่ เรา้ ภายใน (autonomic movement) การเคลกาอื่ รเคนลไือ่ หนไวหวเเนนอื่ อื่ งมงาจมากากจาราเปกลกีย่ นาแปรลเงปแรลงดีย่ นั นเตแง่ ป(tuลrgงorแรงดนั เต่ง (turgomrovemmeonvt)ement)
การเคลอื่ นไหวเนอื่ งจากการเจริญ Natural เติบโต (growth movement)
การตอบสนองทีเ่ กิดจากส่งิ เรา้ ภายนอก (paratonic movement หรือ stimulus movement) มี 2 แบบ
การตอบสนองแบบนอี้ าจจะทําให้ส่วน ของพืชโคง้ เข้าหาสิง่ เรา้ เรยี กว่า positive tropismหรือเคลือ่ นทหี่ นสี ิง่ เรา้ ทีม่ ากระตุน้ เรียกวา่ negative tropism แบบมที ศิ ทางเกยี่ วข้อง สมั พันธ์กบั สิ่งเร้า (tropism หรือ tropic movement)
จาํ แนกไดต้ ามชนิดของสิง่ เร้า 01 โฟโททรอปิซมึ (phototropism) เป็นการตอบสนองของพืชทีต่ อบสนองต่อสงิ่ เร้า 05 02 04 03 ทีเ่ ป็นแสงพบวา่ ทีป่ ลายยอดพืช (ลําต้น) มที ศิ ทางการ เจริญเติบโตเจรญิ เข้าหาแสงสวา่ ง(positive phototropism) ส่วนทปี่ ลายรากจะมที ศิ ทางการเจรญิ เตบิ โตหนีจากแสงสวา่ ง (negative phototropism)
จาํ แนกไดต้ ามชนดิ ของสงิ่ เรา้ 01 02 จีโอทรอปิซึม (geotropism) 05 เป็นการตอบสนองของพืชทตี่ อบสนองต่อแรง โนม้ ถ่วงของโลกโดยรากพืชจะเจรญิ เข้าหาแรงโน้ม ถว่ งของโลก (positive geotropism) เพื่อรับน้ํา และแรธ่ าตุจากดิน สว่ นปลายยอดพืช (ลําตน้ ) จะ เจริญเติบโตในทิศทางตรงข้ามกับแรงโน้มถ่วงของ โลก (negative geotropism) เพื่อชใู บรบั แสงสว่าง 04 03
จาํ แนกได้ตามชนิดของสิง่ เรา้ 01 เคมอทรอปิซึม (chemotropism) 05 เป็นการตอบสนองของพืชโดยการเจริญเขา้ หาหรือ หนีจากสารเคมบี างอย่างทเี่ ป็นสงิ่ เร้าเชน่ การงอกของ 02 หลอดละอองเรณไู ปยังรงั ไข่ของพืชโดยมสี ารเคมบี าง อย่างเป็นสงิ่ เรา้ 04 03
จาํ แนกไดต้ ามชนดิ ของสิง่ เร้า 01 ไฮโดรทรอปิซมึ (hydrotropism) 05 เป็นการตอบสนองของพืชทตี่ อบสนองตอ่ ความชนื้ ซึง่ รากของพืชจะงอกไปสู่ทีม่ คี วามชืน้ 02 03 04
จาํ แนกได้ตามชนิดของสิง่ เรา้ 01 02 ทกิ มอทรอปิซึม (thigmotropism) เป็นการตอบสนองของพืชบางชนดิ ทีต่ อบสนองต่อ 05 การสัมผัสเชน่ การเจริญของมอื เกาะ (tendril) ซึง่ เป็น โครงสร้างทีย่ ืน่ ออกไปพันหลกั หรอื เกาะบนตน้ ไม้อืน่ หรือ พืชพวกทีล่ ําตน้ แบบเลือ้ ยจะพันหลักในลักษณะบดิ ลําตน้ ไป รอบๆเป็นเกลยี ว เช่น ตน้ ตาํ ลึง ต้นพลู ตน้ องนุ่ ตน้ พรกิ ไทย เป็นตน้ 04 03
การตอบสนองแบบนีจ้ ะมีทิศทางคงทคี่ อื การเคลือ่ นขนึ้ หรือลงเทา่ นัน้ ไม่ขนึ้ กับ ทศิ ทางของสิง่ เร้า แบบมที ิศทางท่ีไมส่ ัมพันธ์ กบั ทิศทางของส่ิงเรา้ (nasty หรอื nastic movement)
nastic movement การบานของดอกไม้ การบานของ การหุบของ การหบุ ของดอกไม้ (epinasty) ดอกไม้ ดอกไม้ (hyponasty) เกดิ จากกล่มุ เซลด์ า้ น ปัจจัย ตวั อยา่ ง เกิดจากกลมุ่ เซลล์ด้าน ในหรอื ดา้ นบนของกลีบ นอกหรอื ดา้ นล่างของกลบี ดอกยืดตวั หรอื ขยายขนาด ดอกยดื ตัวหรือขยายขนาด มากกว่ากล่มุ เซลล์ดา้ นนอก มากกว่ากลมุ่ เซลลด์ า้ นใน หรือดา้ นลา่ ง หรอื ด้านบน ขนึ้ อย่กู บั ชนดิ ของพืชและสงิ่ เรา้ ดอกบวั เชน่ อุณหภูมิ ความชืน้ แสง ส่วนมากมกั หบุ ใน โฟโตนาสที (photonasty) ตอนกลางคนื และบาน เทอรม์ อนาสที (thermonasty) ในตอนกลางวนั
การตอบสนองทีเ่ กดิ จากส่งิ เรา้ ภายใน (autonomic movement) มี 2 แบบ
การตอบสนองทเี่ กิดจากสงิ่ เร้าภายใน (autonomic movement) การเอนหรือแกว่งยอดไปมา การบดิ ลําตน้ ไปรอบๆเป็นเกลยี ว (nutation movement) (spiral movement)
nutation movement เป็นการเคลือ่ นไหวทเี่ กดิ เฉพาะสว่ นยอดของพืช สาเหตุเนือ่ งจากด้านสอง ดา้ นของลาํ ต้น (บรเิ วณ ยอดพืช) เติบโตไม่เทา่ กนั ทาํ ให้ยอดพืชโยกหรอื แกว่งไปมาขณะทีป่ ลาย ยอดกําลงั เจริญเติบโต ตวั อยา่ งพืช : ถัว่
เป็นการเคลอื่ นไหวทีป่ ลาย spiral movement ยอดค่อยๆบิดเป็นเกลยี วขนึ้ ไป เนอื่ งจากลําต้นทัง้ สอง ดา้ นเจรญิ เตบิ โตไม่เทา่ กนั เชน่ เดียวกับนวิ เทชนั ซึง่ เรียกวา่ circumnutation พืชบางชนิดมีลําต้นออ่ น ทอดเลอื้ ยและพันหลักใน ลกั ษณะการบิดลําตน้ ไปรอบ ๆเป็นเกลยี วเพื่อพยงุ ลําตน้ เรียกวา่ twining ตวั อยา่ งพืช : การพันหลกั ของตน้ มะลิวลั ย์ ต้นลัดดาวัลย์ ต้นพรกิ ไทย ตน้ พลู
การเคลอื่ นไหวเนอื่ งมาจากการ Natural เปลีย่ นแปลงแรงดันเต่ง (turgor movement)
Turgor 01 movement การหุบของใบจากการสะเทือน ปกตพิ ืชจะมกี ารเคลอื่ นไหวตอบ (contract movement) สนองตอ่ การสัมผสั (สงิ่ เร้าจาก ภายนอก) ชา้ มากแต่มีพืชบางชนดิ ที่ 02 ตอบสนองไดเ้ รว็ โดยการสัมผัสจะ ไปทาํ ใหม้ ีการเปลยี่ นแปลงของ การหบุ ใบตอนพลบค่าํ ของพืช ปรมิ าณน้ําภายในเซลลท์ ําใหแ้ รงดนั ตระกลู ถัว่ (sleep movement) เต่ง (turgor pressure) ของ เซลลเ์ ปลยี่ นแปลงไป ซงึ่ เป็นไป 03 อย่างรวดเรว็ และไม่ถาวรซงึ่ มหี ลาย แบบคือ การเปิดปิดของปากใบ (guard cell movement)
การหบุ ของใบจากการสะเทือน – การหบุ ใบของต้นไมยราบตรงบริเวณ (contract movement) โคนกา้ นใบและโคนก้านใบย่อยจะมกี ลุ่ม เซลลช์ นิดหนงึ่ (เซลลพ์ าเรงคิมา) เรียก วา่ พัลไวนัส (pulvinus) ซงึ่ เป็นเซลล์ที่ มีขนาดใหญ่และผนังเซลลบ์ าง มคี วามไว สงู ต่อสงิ่ เรา้ ทมี่ ากระตนุ้ เชน่ การสัมผสั เมอื่ สงิ่ เรา้ มาสมั ผสั หรือกระต้นุ จะมีผล ทําใหแ้ รงดนั เตง่ ของกลุ่มเซลลด์ ังกลา่ ว เปลีย่ นแปลงอย่างรวดเร็วคือเซลล์จะ สูญเสยี น้าํ ใหก้ บั เซลล์ขา้ งเคียงทาํ ให้ใบ หบุ ลงทนั ทีหลังจากนนั้ สกั ครนู่ ้าํ จะซึมผ่าน กลบั เข้าสู่เซลลพ์ ัลไวนัสอกี แรงดันเต่งใน เซลลเ์ พิ่มขึน้ ทําให้แรงดนั เตง่ และใบกาง ออก
การหุบของใบจากการสะเทอื น – การหบุ ของใบพืชพวกทีม่ ีการ (contract movement) เปลยี่ นแปลงรูปรา่ งไปเพื่อจบั แมลง ได้แก่ ใบของต้นหม้อขา้ วหมอ้ แกงลิงตน้ สาหรา่ ยขา้ วเหนียว ตน้ กาบหอยแครง ต้นหยาดน้าํ ค้าง เป็นตน้ พืชพวกนถี้ อื ได้ วา่ เป็นพืชกินแมลงจะมกี ารเปลีย่ นแปลง รูปรา่ งของใบเพื่อทําหน้าทจี่ ับแมลง ภายในใบจะมีกลุม่ เซลล์หรอื ขนเลก็ ๆ (hair) ทไี่ วตอ่ สงิ่ เรา้ อยู่ทางด้านในของ ใบเมือ่ แมลงบนิ มาถกู หรือมาสมั ผสั จะ เกิดการสูญเสียน้ํา ใบจะเคลอื่ นไหวหบุ ทันทแี ล้วจึงปลอ่ ยเอนไซมอ์ อกมายอ่ ย โปรตีนของแมลงให้เป็นกรดอะมิโนจาก นัน้ จงึ ดูดซมึ ทีผ่ ิวด้านในนนั้ เอง
การหบุ ใบตอนพลบค่ําของพืช เป็นการตอบสนองตอ่ การเปลยี่ นแปลง ตระกูลถัว่ ความเขม้ ของแสงของพืชตระกูลถวั่ เช่น ใบ (sleep movement) ก้ามปู ใบมะขาม ใบไมยราบ ใบถวั่ ใบแค ใบ กระถนิ ใบผักกระเฉด เป็นต้น โดยทใี่ บจะหบุ กา้ นใบจะหอ้ ยและลูล่ งในตอนพลบค่ํา เนือ่ งจาก แสงสว่างลดลง ซงึ่ ชาวบ้านเรียกว่า “ต้นไม้ นอน” แต่พอรุง่ เชา้ ใบกจ็ ะกางตามเดิม การตอบ สนองเชน่ นีเ้ กดิ จากการเปลยี่ นแปลง แรงดัน เต่งของกลุม่ เซลล์พัลไวนสั ทีโ่ คนก้านใบโดยกลุม่ เซลลพ์ ัลไวนัสนีเ้ ป็นกลุ่มเซลลข์ นาดใหญ่และ ผนังเซลลบ์ าง มคี วามไวสูงตอ่ สิง่ เร้าทีม่ ากระตุ้น เมอื่ ไม่มีแสงสว่างหรอื แสงสวา่ งลดลงมีผลทาํ ให้ เซลล์ด้านหนึง่ สญู เสยี น้ําใหก้ ับชอ่ งวา่ งระหว่าง เซลล์ทีอ่ ยเู่ คยี งข้างทาํ ให้แรงดันเตง่ ลดลงใบจงึ หุบลง กา้ นใบจะห้อยและล่ลู ง พอร่งุ เชา้ มี แสงสว่างน้าํ จะเคลือ่ นกลบั มาทําใหแ้ รงดันเตง่ เพิ่มขึน้ และเซลล์เตง่ ดันใหท้ ีล่ ่นู นั้ กางออก
การเปิดปิดของปากใบ การเปิด-ปิดของปากใบขนึ้ อยู่กับ (guard cell movement) ความเตง่ ของเซลลค์ มุ (guard cell) ใน ตอนกลางวันเซลล์คุมมีกระบวนการ สงั เคราะหด์ ว้ ยแสงเกิดขนึ้ ทําให้ภายใน เซลล์คมุ มรี ะดบั น้าํ ตาลสงู ขึน้ น้าํ จาก เซลล์ข้างเคยี งจะซึมผ่านเข้าเซลล์คมุ ทาํ ใหเ้ ซลล์คมุ มแี รงดนั เตง่ เพิ่มขึน้ ดนั ให้ ผนังเซลล์คมุ ทีแ่ นบชดิ ติดกันใหเ้ ผยออก จึงทาํ ให้ปากใบเปิด แต่เมือ่ ระดบั น้าํ ตาล ลดลงเนอื่ งจากไมม่ กี ระบวนการ สงั เคราะห์ด้วยแสงน้ําก็จะซึม่ ออกจาก เซลลค์ ุมทาํ ให้แรงดนั เตง่ ในเซลลค์ ุมลด ลงเซลลจ์ ะเหยี่ วและปากใบกจ็ ะปิด
ประโยชน์ทพี่ ืชได้รบั ชว่ ยใหร้ ากอย่ใู นดินซงึ่ ช่วยใหพ้ ืชเกาะพันกบั ช่วยใหร้ ากพืช เป็นแหลง่ ทพี่ ืชไดร้ ับน้าํ สิง่ อืน่ ๆสามารถชกู งิ่ เจรญิ เขา้ หาน้ําหรือ และแรธ่ าตุ ดอก หรอื ยอด ความชนื้ ช่วยให้พืช ชว่ ยในการผสมพันธุ์ ช่วยในการจบั สังเคราะหอ์ าหารได้ แมลงหรืออาหาร, ชว่ ยในการหลบ อยา่ งทวั่ ถงึ หลกี ศตั รู
Natural ผจู้ ดั ทํา นภทั ร ภทั รสุวรรณกจิ เลขที1่ 5 ม.6/17
Natural
Search
Read the Text Version
- 1 - 30
Pages: