Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สุนทรียภาพในงานดนตรี

สุนทรียภาพในงานดนตรี

Published by Nuntanaporn Kawmanee, 2022-06-25 06:17:46

Description: สุนทรียภาพในงานดนตรี

Search

Read the Text Version

ดนตรี (music) คือ เสียงและโครงสรา้ งท่ีจดั เรียงอย่างเป็นระเบียบ แบบแผน ซ่ึงมนุษยใ์ ช้ประกอบกิจกรรมศิลปะท่ีเก่ียวข้องกบั เสียง โดยดนตรีนัน้ แสดงออกมาในด้านระดบั เสียง (ซ่ึงรวมถงึ ท่วงทานองและเสียงประสาน) จงั หวะ และคณุ ภาพเสียง (ความต่อเนื่องของเสียง พืน้ ผิวของเสียง ความดงั ค่อย) นอกจากดนตรีจะใช้ในด้านศิลปะได้แล้ว ยงั สามารถใช้ในด้าน สนุ ทรียศาสตร์ การส่ือสาร ความบนั เทิง รวมถึงใช้ในงานพิธี การต่าง ๆ ได้

ความหมายของดนตรี ตามพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.2525 เสียงที่ประกอบกนั เป็นทานองเพลง เครอื่ งบรรเลงซ่ึงมี เสียงดงั ทาให้ร้สู ึกเพลิดเพลิน หรือเกิดอารมณ์รกั โศกหรือรื่นเริง ดนตรีเป็นทงั้ ศาสตรแ์ ละศิลป์ เป็นเรอ่ื งเก่ียวกบั เสียงเป็นการเรียบเรยี ง จากจินตนาการอย่างมีหลกั การ เพ่ือให้เกิดเป็ นบทเพลงท่ีมีความไพเราะ สามารถถ่ายทอดอารมณ์ และความรสู้ ึกจากผปู้ ระพนั ธส์ ่ผู ฟู้ ังได้

ประเภทของดนตรี 1. ดนตรีสมยั นิยม Easy Music หรือที่ทางตะวนั ตกเรียกว่า Popular Music ได้รบั ความนิยมจากประชาชนทวั่ ไป เช่น ดนตรีไทยสากลทงั้ เพลงลกู ท่งุ ลกู กรงุ และวงดนตรีสากลทงั้ หลายในปัจจบุ นั ดนตรี ประเภทยนี้จะมีเพลงซ่ึงได้รบั ความนิยมอย่เู วลาหนึ่งกจ็ ะเส่ือมความ นิยมลงและกจ็ ะมีเพลงใหม่ๆ เข้ามาแทนท่ี 2. ดนตรีศิลปะ Art Music ดนตรีท่ีมีแบบแผนซบั ซ้อนและมีขนาดยาว ต้องใช้ระยะเวลาในการฟัง จดั อย่ใู นดนตรีตะวนั ตกที่เรียกว่า Serious Music อย่ใู นรปู แบบดนตรีคลาสสิก ดนตรีรว่ มสมยั ดนตรีแจส๊ และ ดนตรีตามแบบแผนประเพณี อย่างดนตรีไทย

ขบวนการและตวั แทนศิลปะ 1. ตวั แทนทเ่ี ป็นมนุษย์ ไดแ้ ก่ คตี กวี หรอื นกั ประพนั ธเ์ พลง เป็นผู้ สรา้ งสรรคผ์ ลงานหรอื ถ่ายทอด 2. ตวั แทนทเ่ี ป็นเครอ่ื งมอื ต่าง ๆ ชว่ ยเป็นสอ่ื กลางในการเผยแพร่ ดนตรใี หก้ วา้ งไกลยงิ่ ขน้ึ ไดแ้ ก่ โทรทศั น์ วทิ ยุ ภาพยนตด์ นตรี วดิ ทิ ศั น์ แผน่ เสยี ง ซดี ี ฯ

ระดบั ของการฟัง 1. ฟังแบบผา่ นหู (Passive Listening) เป็นการฟังโดยมไิ ดต้ งั้ ใจหรอื ฟัง แบบผา่ น ๆ หู 2. การฟังดว้ ยความตงั้ ใจ (Sensuous Listening) การฟังดนตรปี ระเภท น้ีเป็นระดบั การฟังทม่ี คี วามตงั้ ใจ ฟังมากขน้ึ กวา่ ระดบั ท่ี 1

ระดบั ของการฟัง 3. การฟังอยา่ งเขา้ ถงึ อารมณ์ (Emotional Listening) การฟังดนตรปี ระเภทน้ี ผฟู้ ังมจี ติ ใจและความรสู้ กึ จดจอ่ ตอ่ เพลงทต่ี นชอบฟังไปตาม อารมณ์หรอื มี ปฏกิ ริ ยิ าตอ่ เสยี งดนตรมี ากขน้ึ ฟังเน่ืองจากดนตรที าใหส้ นใจและเกดิ อารมณ์ รว่ มไปกบั อารมณ์ต่าง ๆ ทเ่ี ขาคดิ วา่ เสยี งเพลงสอ่ื ออกมา 4. การฟังโดยรบั รคู้ วามซาบซง้ึ (Perceptive Listening) การฟังประเภทน้ี เป็นการฟังทผ่ี ฟู้ ังเหน็ สนุ ทรยี ์ หรอื เหน็ ความงามขององคป์ ระกอบตา่ ง ๆ ของ เสยี งดนตรโี ดยตรงซง่ึ อาศยั ความมสี มาธิ และมสี ภาพจติ ใจอารมณ์ทส่ี งบนิ่ง เป็นการเหน็ ความงามของการทอ่ี งคป์ ระกอบตา่ ง ๆนนั้ มาสมั พนั ธก์ นั อยา่ ง ลงตวั อยา่ งมศี ลิ ปะ องคป์ ระกอบพน้ื ฐานของดนตรี

องคป์ ระกอบของดนตรี 1. เสียงดนตรี ( Tone) เป็นเสยี งทม่ี นุษยป์ ระดษิ ฐข์ น้ึ มา โดยนาเสยี งตา่ งๆ มาจดั ระบบใหไ้ ดส้ ดั สว่ น มคี วามกลมกลนื กนั โดยทวั่ ไปแลว้ เสยี งดนตรจี ะเกดิ จากเสยี งของเครอ่ื งดนตรแี ละเสยี งรอ้ ง เพลงของมนุษย์ 1.1. คณุ สมบตั ิของเสียง - ระดบั เสยี ง Pitch หมายถงึ ความสงู ต่าของเสยี ง - ความยาวของเสยี ง Duration เสยี งดนตรอี าจอาจจะมี ความแตกต่างกนั ในเรอ่ื งของความยาวเสยี ง

- ความเขม้ ของเสยี ง Intensity เสยี งอาจจะมคี วาม แตกตา่ งจากคอ่ ยไปจนถงึ ดงั คุณสมบตั ขิ อ้ น้ีทาใหเ้ กดิ จงั หวะทางดา้ นดนตรี - คณุ ภาพของเสยี ง Quality คณุ ภาพของเสยี งแต่ละชนิด ยอ่ มแตกต่างกนั ไปซง่ึ เกดิ จากคณุ สมบตั ทิ างกายภาพของการสนั่ สะเทอื น 1.2 ระบบเสียงในดนตรีไทยและดนตรีสากล ระบบเสยี งในดนตรไี ทยจะตา่ งไปจากระบบเสยี งในดนตรี สากล เสยี งในดนตรไี ทยนนั้ จะหา่ ง 1 เสยี งเตม็ ทุกชว่ งเสยี ง แต่เสยี งทาง ดนตรสี ากลจะมชี ว่ งเสยี งทเ่ี ป็นครง่ึ เสยี ง

2. จงั หวะ (Rhythm) หมายถึง การเคลื่อนไหวท่ีสมา่ เสมอ อาจ กาหนดไวเ้ ป็นความช้าเรว็ ต่างกนั ในทางดนตรีแล้วนัน้ การกาหนด ความสนั้ ยาวของเสียงท่ีมสี ่วนสมั พนั กบั ระยะเวลาในการรอ้ งเพลงหรอื เล่นดนตรีจะต้องมีจงั หวะเป็นเกณฑ์ ถา้ ร้องเพลงหรือเล่นดนตรีไม่ตรง จงั หวะ กจ็ ะไม่มีความไพเราะเท่าที่ควร 2.1. จงั หวะในดนตรีสากล - จงั หวะเคาะ Beat เป็นจงั หวะพน้ื ฐานทส่ี ม่าเสมอเท่ากนั ตลอด - อตั ราความเรว็ Tempo หมายถงึ ความเรว็ เป็นการกาหนด ความชา้ เรว็ ของบทเพลงทข่ี น้ึ กบั ผแู้ ตง่

- ลลี าจงั หวะ Rhythmic pattern โดยปกตใิ นทางดนตรจี ะ มกี ารจดั กลมุ่ จงั หวะตบเป็น 2, 3, 4,.... ตามธรรมชาตขิ องความหนกั เบาของ จงั หวะทต่ี บขน้ึ เน่ืองจากจงั หวะทางดนตรี การรวมกลมุ่ จงั หวะทางดนตรี เชน่ น้ีวา่ ลลี าจงั หวะซง่ึ เป็นรปู แบบของดนตรที ก่ี าหนดขน้ึ สาหรบั บทเพลง แบง่ ออกไดเ้ ป็น 3 กลมุ่ 1. กลมุ่ 2 จงั หวะ เชน่ 2/4 เป็นลลี าจงั หวะ March 2. กลมุ่ 3 จงั หวะ เชน่ 3/4 เป็นลลี าจงั หวะ Waltx 3. กลมุ่ 4 จงั หวะ เชน่ 4/4 เป็นลลี าจงั หวะ Slow, Tango, Belero, Cha Cha Cha

2.2 จงั หวะในดนตรีไทย - จงั หวะสามญั คอื จงั หวะทด่ี าเนินไปอยา่ งสม่าเสมอ แมว้ า่ จะไมม่ เี ครอ่ื งดนตรที ใ่ี หจ้ งั หวะกต็ าม นกั ดนตรกี ส็ ามารถบรรเลงไป พรอ้ มกนั ได้ - จงั หวะฉง่ิ เป็นจงั หวะทก่ี าหนดโดยเสยี งฉ่งิ จะตเี ป็น เสยี งฉ่งิ ฉบั ตสี ลบั กนั ไปตลอดในอตั ราทส่ี ม่าเสมอ - จงั หวะหน้าทบั หมายถงึ เกณฑก์ ารนบั จงั หวะทใ่ี ชเ้ ครอ่ื ง ดนตรปี ระเภทเครอ่ื งตี ประเภทหนงั ซง่ึ เลยี นเสยี งการตมี าจาก “ทบั ”เป็น เครอ่ื งกาหนดจงั หวะ เครอ่ื งดนตรเี หล่าน้ี ไดแ้ ก่ ตะโพน กลองแขก สองหน้า โทน - รามะนา หน้าทบั

จงั หวะ ถือเป็นหวั ใจสาคญั ในการบอกถึงอารมณ์และ ความร้สู ึกของบทเพลง เป็นองคป์ ระกอบท่ีผฟู้ ัง ทาความเข้าใจได้ง่ายสดุ และเข้าถึงอารมณ์เพลง ได้มากที่สดุ

3. ทานอง (Melody) หมายถงึ เสยี งสงู เสยี งต่า เสยี ง ยาว เสยี งสนั้ ของเครอ่ื งดนตรหี รอื เสยี งคนรอ้ ง ทานองของดนตรี หรอื บทเพลงนนั้ จะแตกต่างกนั ออกไป ทงั้ น้ีกข็ น้ึ อยกู่ บั ความ ประสงคข์ องผปู้ ระพนั ธเ์ พลง 3.1 องคป์ ระกอบของทานองเพลง ประกอบดว้ ย - จงั หวะของทานอง (Melodic Rhythm) คอื ทานองของเพลงทม่ี ี ความสนั้ -ยาว ของแตล่ ะเสยี งแลว้ ประกอบกนั เป็นทานองเพลง - มติ ิ (Melodic dimensions) คอื ทานองเพลงทป่ี ระกอบดว้ ยความ สนั้ – ยาว และชว่ งกวา้ งของเสยี ง - ชว่ งเสยี ง (Register) ทานองอาจอยใู่ นชว่ งเสยี งใดชว่ งเสยี งหน่ึง - ทศิ ทางของทานอง (Direction) ทานองอาจะเคล่อื นไปในหลาย ทศิ ทาง

3.2 ทานองในดนตรี ในดนตรสี ากลจะสามารถวเิ คราะห์ องคป์ ระกอบของทานองไดเ้ ดน่ ชดั แต่ในดนตรไี ทยจะมลี กั ษณะเฉพาะ แตกตา่ งออกไป ซง่ึ ในทานองในดนตรไี ทยเป็นทร่ี จู้ กั กนั ในคาวา่ “ทาง” - แนวการดาเนินทานองของเครอ่ื งดนตรแี ต่ละชนิด - ระดบั เสยี งในการบรรเลงของวงดนตรแี ตล่ ะประเภท - ทางทผ่ี ปู้ ระพนั ธไ์ ดค้ ดิ ประดษิ ฐแ์ นวทานองขน้ึ นอกจากนี้ยงั มีผใู้ ห้ความหมายของคาว่าทางอีกลกั ษณะหนึ่ง คือ แบง่ ออกเป็น 2 อย่าง คือ ทางบรรเลง (แนวการดาเนินทานองของ เครอื่ งดนตรีแต่ละชนิด ซึ่งมีแนวทางการบรรเลงและเทคนิคแตกต่าง กนั ไป) ทางร้อง (เทคนิคการดาเนินการดาเนินทานองการขบั ร้อง ซึ่งมี ลีลาและเทคนิคสาหรบั การขบั ร้อง)

4. การประสานเสียง (Harmony) หมายถงึ เสยี งของ เครอ่ื งดนตรแี ละเสยี งรอ้ งเพลงของมนุษยท์ ม่ี รี ะดบั เสยี งต่างกนั เปล่งเสยี ง ออกมาพรอ้ มกนั โดยเสยี งทเ่ี ปลง่ ออกมานนั้ จะตอ้ งผสมผสานกลมกลนื กนั ฟังแลว้ ไมข่ ดั หู 4.1 การประสานเสียงในดนตรีสากล - การประสานเสยี งสาหรบั เครอ่ื งดนตรี เป็นการแต่ง ทานองสาหรบั เครอ่ื งดนตรบี รรเลง Arranging - การประสานเสยี งสาหรบั การขบั รอ้ ง มที งั้ แบบใชข้ นั้ คู่ หรอื อาศยั รปู คอรด์ เป็นหลกั เรยี กวา่ Chorus

4.2 การประสานเสียงในดนตรีไทย - การประสานเสยี งในเครอ่ื งดนตรเี ดยี วกนั เครอ่ื งดนตรี บางชนิดสามารถบรรเลงสอดเสยี งพรอ้ มกนั ได้ โดยเฉพาะทาเสยี งขนั้ คู่ (คู่ 2 ค3ู่ ค4ู่ ค5ู่ ค6ู่ และ ค7ู่ ) - การประสานเสยี งระหวา่ งเคร่อื งดนตรี คอื การบรรเลง ดนตรดี ว้ ยเครอ่ื งดนตรตี า่ งชนิดกนั สมุ้ เสยี ง และความรสู้ กึ ของเครอ่ื งดนตรี เหล่านนั้ กอ็ อกมาไมเ่ หมอื นกนั แมว้ า่ จะบรรเลง เหมอื นกนั กต็ าม - การประสานเสยี งโดยการทาทาง การแปรทานองหลกั คอื ลกู ฆอ้ ง “Basic Melody” ใหเ้ ป็นทานองของเครอ่ื งดนตรแี ตล่ ะชนิด เรยี กวา่ “การทาทาง” ทางของเครอ่ื งดนตรี (ทานอง)แต่ละชนิดไมเ่ หมอื นกนั ดงั นนั้ เมอ่ื บรรเลงเป็นวงเครอ่ื งดนตรตี า่ งเครอ่ื งกจ็ ะบรรเลงตามทางหรอื ทานองของตน โดยถอื ทานองหลกั เป็นสาคญั ของการบรรเลง

5. พืน้ ผิว (Texture) เป็นความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งลกั ษณะของการ ประสานเสยี งในแนวตงั้ กบั ทานองในแนวนอน 5.1 พืน้ ผิวในดนตรีสากล - แบบโมโนโฟนี (Monophony) คอื ดนตรแี นวทานองแนว เดยี ว ไมม่ เี สยี งประสานหรอื องคป์ ระกอบใด - แบบโฮโมโฟนี (Homophony) คอื ดนตรที ม่ี แี นวทานอง หลกั เป็นแนวทส่ี าคญั ทส่ี ดุ ในขณะทแ่ี นวอ่นื ๆ เป็นเพยี งแนวประสานเสยี งดว้ ย คอรด์ เขา้ มาชว่ ยใหท้ านองหลกั ไพเราะขน้ึ เชน่ เพลงไทยสากล เพลงพน้ื บา้ น (Folk Song) เป็นตน้

- แบบโพลโิ ฟนี (Polyphony) คอื ดนตรที ใ่ี ชแ้ นวทานอง หลายแนวเพอ่ื มาประสานกบั ทานองหลกั ทานองหลกั จะเป็นแนวทส่ี าคญั แต่ แนวอ่นื ๆ กเ็ ป็นทานองรองและเป็นแนวประสานเมอ่ื เล่นจะพบวา่ แตล่ ะแนว เป็นทานองดว้ ยเชน่ กนั 5.2 พืน้ ผิวในดนตรีไทย มลี กั ษณะรปู พรรณแบบเฮทเทอโรโฟนิค คอื มแี นวทานอง หลกั เดยี ว เครอ่ื งดนตรอี ่นื จะตกแต่งทานองเพม่ิ เตมิ ซง่ึ ฆอ้ งวงใหญ่จะทา หน้าทด่ี าเนินทานองหลกั

6. สีสนั ของเสียง (Tone Color) คอื คณุ สมบตั ขิ อง เสยี งเครอ่ื งดนตรแี ตล่ ะชนดิ รวมถงึ เสยี งรอั งของมนุษยซ์ ่งื แตกต่างกนั ไปใน เรอ่ื งของการดนตรี สสี นั ของเพลงอาจเกดิ จากการรอ้ งเดย่ี ว การบรรเลงเดย่ี ว โดยผแู้ สดงเพยี งคนเดยี ว หรอื การนาเครอ่ื งดนตรหี ลายชนดิ เสยี งรอ้ งมารว่ ม บรรเลงดว้ ยกนั กเ็ กดิ เป็นการรวมวงดนตรแี บบต่างๆ ขน้ึ 6.1 เสียงรอ้ งของมนุษย์ Human Singing Voices - โซปราโน คอื เสยี งสงู สดุ ของผหู้ ญงิ - เมสโซ โซปราโน คอื เสยี งกลาง ๆ ของผหู้ ญงิ ลกั ษณะ ของเสยี งมพี ลงั และไมส่ ดใสเทา่ โซปราโน

- อลั โต หรอื คอนทรลั โต คอื เสยี งต่าสดุ ของผหู้ ญงิ ลกั ษณะมพี ลงั หนกั แน่น - เทเนอร์ คอื เสยี งสงู ของผชู้ าย - บารโิ ทน คอื เสยี งกลางของผชู้ าย ลกั ษณะของเสยี งต่า แตม่ คี วามสดใสกวา่ เสยี งเบส - เบส คอื เสยี งต่าสดุ ของผชู้ าย มลี กั ษณะหนกั แน่นฟังดู ลกึ ๆ กอ้ งกงั วาน 6.2 เครอื่ งดนตรีสากล Western Music Instruments - เครอ่ื งดนตรปี ระเภทคยี บ์ อรด์ เล่นโดยใชน้ ้ิวกดลงบนลม้ิ น้ิวของเครอ่ื งดนตรี ไดแ้ ก่ เปียโน เมโลเดยี น คยี บ์ อรด์ ไฟฟ้า อเิ ลก็ โทน

- เครอ่ื งสาย เครอ่ื งดนตรปี ระเภทน้ี ทาใหเ้ กดิ เสยี งโดยการทาใหส้ าย สนั่ สะเทอื นสายทใ่ี ชเ้ ป็นสายโลหะหรอื สายเอน็ เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งสาย แบ่ง ตามวธิ กี ารเล่นเป็น 2 จาพวก คอื (1) เครอ่ื งดดี ไดแ้ ก่ กตี าร์ แบนโจ ฮารป์ (2) เครอ่ื งสี ไดแ้ ก่ ไวโอลนิ วโิ อลา - เครอ่ื งเป่าลมไม้ เครอ่ื งดนตรปี ระเภทน้ีแบง่ ตามวธิ ที าใหเ้ กดิ เสยี งเป็น 3 ประเภท คอื (1.) เครอ่ื งลมไมท้ ม่ี ลี น้ิ เดยี ว เชน่ คารเิ นท แซกโซโฟน (2.) เครอ่ื งลมท่ี มลี น้ิ คู่ ไดแ้ ก่ โอโบ บาซนู (3.) เครอ่ื งดนตรที ไ่ี มม่ ลี น้ิ เทยี บไดก้ บั ขลุ่ยของไทย มี 2 ชนิด คอื ฟลทู ปิกโคโล - เครอ่ื งลมทองเหลอื ง เป็นเครอ่ื งเป่าอกี ชนิดทม่ี เี สยี งดงั กงั วาน มอี านาจ ไดแ้ ก่ ฮอรน์ หรอื เฟรนฮอรน์ ทรมั เปท ทรอมโบน - เครอ่ื งตี แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คอื (1.) เครอ่ื งตที ไ่ี มม่ รี ะดบั เสยี ง ไดแ้ ก่ กลองใหญ่ กลองแต๊ก (2.) เครอ่ื งตมี รี ะดบั เสยี ง ไดแ้ ก่ กลองทมิ พานี ระนาดฝรงั่

6.3 เครอ่ื งดนตรีไทย - เครอ่ื งดดี ไดแ้ ก่ เครอ่ื งดนตรที ม่ี สี ายเสยี งเป็นสะพานวางสาย แลว้ ใชไ้ มต้ ดั ปลายแหลมทู่ เป็นเครอ่ื งมอื ดดี สายรว่ มกบั ใชน้ ้ิวมอื ซง่ึ จะคอยกดปิดเปิด เสยี ง ตามฐานเสยี งระดบั ตา่ งๆเคร่อื งดนตรปี ระเภทดดี ซง่ึ ยงั คงเป็นทน่ี ิยมในปัจจบุ นั คอื จะเข้ นอกจากนนั้ กเ็ ป็น พณิ และ กระจบั ป่ี - เครอ่ื งสี เป็นดนตรปี ระเภทสายทเ่ี ลน่ ดว้ ยวธิ กี ารสี ไดแ้ ก่ สะลอ้ ซอดว้ ง ฯลฯ - เครอ่ื งตี (1.) เครอ่ื งตที ม่ี หี ลายระดบั เสยี ง ทาหน้าทด่ี าเนิน ทานองเพลง ไดแ้ ด่ ระนาดเอก ฆอ้ งวง (2.) เครอ่ื งตที ม่ี รี ะดบั เดยี ว หรอื มนี ้อยระดบั เสยี ง ทาหน้าทค่ี วบคมุ จงั หวะในวงดนตรี ไดแ้ ก่ ฉิง่ ฉาบ กรบั กลองชนิดตา่ ง ๆ - เครอ่ื งเป่า มที งั้ เครอ่ื งดนตรที ไ่ี มม่ ลี น้ิ ไดแ้ ก่ ขลุย่ และเครอ่ื ง ดนตรที ม่ี ลี น้ิ ไดแ้ ก่ ป่ีชนิดตา่ ง ๆ

7. คีตลกั ษณ์ (Forms) ลกั ษณะทางโครงสร้างของบทเพลง ที่มีการแบ่งเป็นห้องเพลง (Bar) แบ่งเป็นวลี (Phrase) แบง่ เป็นประโยค (sentence) และแบง่ เป็นท่อนเพลง หรือ กระบวนเพลง (Movement) เป็นแบบแผนการประพนั ธบ์ ทเพลง คีตลกั ษณ์เพลงบรรเลงหรือเพลง รอ้ งในปัจจบุ นั แบ่งออกเป็น - เอกบท (Unitary Form) หรอื วนั พารท์ ฟอรม์ (One Part Form) คอื บทเพลงทม่ี ที านองสาคญั เพยี งทานองเดยี วเท่านนั้ (A) กจ็ ะจบบรบิ รู ณ์ เชน่ เพลงชาติ เพลงสรรเสรญิ บารมี เป็นตน้ - ทวบิ ท (Binary Form) หรอื ทพู ารท์ ฟอรม์ (Two Part Form) เป็น รปู แบบของเพลงทม่ี ที านองสาคญั เพยี ง 2 กลมุ่ คอื ทานอง A และ B และ เรยี กรปู แบบของบทเพลงแบบน้ียอ่ ๆ วา่ AB

- ตรบี ท (Ternary Form) หรอื ทรพี ารท์ ฟอรม์ (Three Part Form) รปู แบบของเพลงแบบน้ีจะมอี งคป์ ระกอบอยู่ 3 สว่ น คอื กลมุ่ ทานองท่ี 1 หรอื A กลมุ่ ทานองท่ี 2 หรอื B ซง่ึ จะเป็นทานองทเ่ี ปลย่ี นแปลง หรอื เพย้ี นไปจาก กลมุ่ ทานองท่ี 1 สว่ นกลุ่มทานองท่ี 3 กค็ อื การกลบั มาอกี ครงั้ ของทานองท่ี 1 หรอื A และจะสน้ิ สดุ อยา่ งสมบรู ณ์อาจเรยี กยอ่ ๆ วา่ ABA - รอนโดฟอรม์ (Rondo Form) รปู แบบของเพลงแบบน้ีจะมแี นว ทานองหลกั (A) และแนวทานองอ่นื อกี หลายสว่ น สว่ นสาคญั คอื แนวทานอง หลกั ทานองแรกจะวนมาขนั้ อยรู่ ะหวา่ งแนวทานองแต่ละสว่ นทต่ี ่างกนั ออกไป เชน่ ABABA ABACA ABACADA คีตลกั ษณ์ จะเป็นส่วนที่บอกลกั ษณะโครงสรา้ งของบทเพลง ทาให้ง่ายต่อการวิเคราะห์ การทาความเข้าใจในอารมณ์เพลง

แนวทางในการวิจารณ์ดนตรี 1. รจู้ กั และมคี วามรใู้ นเรอ่ื งของดนตรี 2.ความเขา้ ใจในโครงสรา้ ง รปู แบบ และองคป์ ระกอบของดนตรี 3. มปี ระสบการณ์ในการฟังดนตรที ห่ี ลากหลาย 4. มคี ณุ สมบตั ขิ องผฟู้ ังทด่ี ี - มคี วามละเอยี ดออ่ น - มกี ารฝึกฝน - มกี ารเปรยี บเทยี บ - ไมม่ อี คติ

ขนั้ ตอนในการพิจารณาผลงานดนตรี ขนั้ ท่ี 1 ใชป้ ระสบการณ์ตรงทางประสาทสมั ผสั แลว้ พจิ ารณาความไพเราะ ของดนตรนี นั้ ๆ ขนั้ ท่ี 2 นาผลงานมาแยกแยะเป็นสว่ น ๆ แลว้ พจิ ารณาความไพเราะ ขนั้ ท่ี 3 ใชห้ ลกั การทางดนตรมี าอธบิ ายความไพเราะในแต่ละสว่ นทแ่ี ยกแยะ ไว้ ขนั้ ท่ี 4 เปรยี บเทยี บกบั หลกั การและทฤษฏี เพอ่ื หาแนวทางในการวจิ ารณ์ ขนั้ ท่ี 5 เปรยี บเทยี บหรอื วเิ คราะหใ์ นมมุ มองทต่ี รงกนั ขา้ ม แลว้ หาคาตอบ ขนั้ ท่ี 6 พยายามแยกผลงานใหเ้ ป็นสว่ นยอ่ ยทส่ี ดุ และอธบิ ายแต่ละสว่ นเพอ่ื หา ขอ้ สรุป

การรบั รสู้ นุ ทรียภาพทางดนตรี การฟังเป็นหวั ใจสาคญั ในการรบั รสู้ นุ ทรยี ภาพทางดนตรี 1. การมเี จตคตทิ ด่ี ตี อ่ ดนตรี 2. มเี ป้าหมายในการฟัง 3. มสี มาธใิ นการฟัง 4. การปล่อยอารมณ์ใหค้ ลอ้ ยตามบทเพลง 5. การศกึ ษาหาความรกู้ ่อนการฟังเพลง 6. การสรา้ งประสบการณ์ซ้า ๆ ในการฟังเพลงบอ่ ย ๆ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook