Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การผลิตสื่อสำหรับเด็ก.docx

การผลิตสื่อสำหรับเด็ก.docx

Published by nongaye0486, 2022-03-24 09:44:33

Description: การผลิตสื่อสำหรับเด็ก.docx

Search

Read the Text Version

รายงานการวิจัย เรื่อง การศึกษาวัฒนธรรมการอบรมเลยี้ งดเู ด็กปฐมวัยกรณศี ึกษาชุมชนบ้านภูหลวง Study of child rearing culture Ban Phu Luang community เกตสรินทร์ นิลม่วง มหาวิทยาลยั ราชภฏั หม่บู ้านจอมบึง 2565 ลิขสทิ ธิข์ องมหาวิทยาลัยราชภฏั หมู่บา้ นจอมบงึ

รายงานการวิจัย เรือ่ ง การศกึ ษาวัฒนธรรมการอบรมเล้ียงดูเดก็ ปฐมวยั กรณศี ึกษาชุมชนบา้ นภูหลวง Study of child rearing culture Ban Phu Luang community นางสาวเกตสรินทนร์ นิลม่วง คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ราชบรุ ี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 2565 ลิขสทิ ธ์ของมหาวิทยาลัยราชภฏั หมบู่ ้านจอมบึง

ก หวั ข้อวจิ ัย การศกึ ษาวัฒธรรมการอบรมเล้ยี งดูเดก็ ปฐมวยั กรณีศกึ ษาชุมชนบ้านภหู ลวง ผ้ดู ำเนิการวิจยั นางสาวเกตสรินทร์ นลิ ม่วง ทป่ี รกึ ษา ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ หน่วยงาน สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั หมูบ่ ้านจอมบงึ ปี พ.ศ. 2565 การวจิ ยั ครง้ั นมี้ ีวตั ถปุ ระสงค์ เพอื่ ศกึ ษาศึกษาวัฒธรรมการอบรมเล้ียงดูเด็กปฐมวยั กรณีศึกษาชุมชนบ้านภู หลวง โดยใช้เทคนิคในการเลือกกลมุ่ ตัวอยา่ งแบบเจาะจง จำนวน 5 คน ผเู้ ชยี่ วชาญดา้ น วัฒนธรรมท่ี เก่ยี วขอ้ งกับการอบรมเลีย้ งดเู ดก็ ปฐมวัยชุมชนบา้ นภูหลวง จำนวน 1 คน และผปู้ กครองเด็กปฐมวยั จำนวน 4 คน เครอ่ื งมือที่ใช้ในการวิจยั คือ แบบสัมภาษณแ์ บบเจาะลึก แบบสมั ภาษณ์แบบไมเ่ ปน็ ทางการ การสังเกตแบบมสี ่วน รว่ ม และการสังเกตแบบไมม่ สี ว่ นรว่ ม เปน็ วิจยั เชิงคณุ ภาพทใี่ ชว้ ิธีการวิเคราะห์ข้อมลู เชงิ บรรยายพรรณนา ผลการวจิ ัยพบว่า 1.ดา้ นโครงสรา้ งทางกายภาพและข้อมลู ทัว่ ไป ชุมชนบ้านภหู ลวงมีการเปล่ยี นแปลงทั้งในดา้ นโครงสรา้ ง ทางกายภาพ เศรษฐกิจและสังคมไปตามยุคสมยั สาธารณปู โภค เทคโนโลยี ศนู ยพ์ ฒั นาเด็กเล็ก เขา้ มามีบทบาทต่อ การเลีย้ งดูเด็กของชมุ ชนบา้ นภูหลวง โดยเฉพาะในดา้ นขององค์ความรใู้ หม่ๆ การสง่ เสริมพัฒนาการเดก็ ปฐมวยั ท่ี เหมาะสมและการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง 2.ดา้ นประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อท่ีเกีย่ วข้องกับการอบรมเล้ยี งดูของชุมชนบา้ นภูหลวงมคี วามเชื่อท่ี หลากหลายในการเลีย้ งดูเด็ก และแนวทางการสง่ เสรมิ เด็กใหม้ ีพัฒนาการทีด่ ีสมวัย 3.ดา้ นการอบรมเลยี้ งดู ครอบครัวชุมชนบึงนครจะไม่แบง่ หน้าที่ในการอบรมเลยี้ งดูเด็กอย่างชัดเจน นน่ั คือ แมจ่ ะเปน็ ผู้อบรมเลยี้ งเด็กและสง่ เสรมิ พฒั นาการดา้ นต่างๆ พ่อมีหนา้ ที่ในการหารายได้จนุ เจอื ครอบครัวและชว่ ย ดแู ลลูกร่วมกบั แม่ แต่ในบางครัง้ ก็มรี ูปแบบการเลีย้ งดูท่ีปล่อยอิสระและเขม้ งวดสลับกนั ไป ชมุ ชนบา้ นภูหลวงมีการเลี้ยงดเู ดก็ และสง่ เสรมิ พฒั นาการด้านตา่ งๆ ตามสภาพความเปน็ อยู่ของครอบครัว ชมุ ชนและองค์ความรู้ที่ไดร้ ับการถา่ ยทอด ม่งุ เน้นใหเ้ ด็กปฐมวัยเจรญิ เติบโต มีพัฒนาการท่ีสมวัย ด้วยการมอบ ความรัก ความเอาใจใสร่ วมทั้งการส่งเสรมิ การเรียนรู้ วัฒนธรรมประเพณที ่เี หมาะสมตามวิถชี วี ติ ของชุมชนบ้านภู หลวง

ข กิตตกิ รรมประกาศ งานวิจัยฉบบั น้สี ำเร็จลุล่วงได้ด้วยการสนับสนุนจากมหาวิทยาลยั ราชภฎั หมบู่ ้านจอมบงึ ขอขอบ พระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วจิ ิตรา เงินบาท อาจารย์ท่ีปรึกษาและผ้ทู รงคุณวฒุ ติ รวจงานวิจยั นางอน้ เกตุสขุ ทใ่ี ห้ คำปรกึ ษาดา้ นข้อมูลของชมุ ชนบา้ นสระใหญ่ซ่ึงเป็นประโยชนอ์ ยา่ งย่งิ กบั การทำงานวิจยั ขอขอบพระคณุ ผใู้ หญบ่ า้ น ผู้เชี่ยวซาญ ผูป้ กครอง ทุกๆหมบู่ า้ น ท่ีให้การสนับสนุนด้านข้อมูลรวมทัง้ ขอขอบพระคณุ คณุ รชั นี อนิ ฉมิ ท่ชี ว่ ยเหลือ ดา้ นการลงพนื้ ที่และอำนวยความสะดวก ตลอดการ เดินทางเพอ่ื เก็บข้อมลู และ ขอขอบคุณบคุ ลากรของมหาวิทยาลยั ราชภัฏหม่บู ้านจอมบึงให้ความชว่ ยเหลือกำลงั ใจ และความห่วงใยด้วยดีเสมอ ผูว้ จิ ยั นางสาวเกตสรนิ ทร์ นิลม่วง

สารบญั ค บทศัดย่อภาษาไทย หน้า กิตติกรรมประกาศ สารบัญ ก สารบญั ภาพ ข ค บทที่ 1 บทนำ ง ความเปน็ มาและความสำคญั วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1 ขอบเขตการวิจยั คำจำกัดความท่ใี ช้ในงานวจิ ยั 4 ประโยชน์ทคี่ าดวา่ จะไดร้ บั บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี เอกสารและงานวิจยั ท่เี ก่ียวขอ้ ง แนวคดิ เก่ยี วกับวฒั นธรรม 1.1 ความหมายและท่มี าวัฒนธรรม แนวคิด หลกั การ และความหมายของการอบรมเลี้ยงดูเดก็ ปฐมวัย 1.5 แนวคดิ หลกั การ ในการอบรมเลย้ี งดูเดก็ ความรู้ทว่ั ไปเก่ยี วกับชุมชนบึงนคร 3.1 ระบบทางโครงสรา้ งทางสังคมของชมุ ชนบ้านภหู ลวง งานวิจัยทเ่ี ก่ียวข้อง

สารบัญ หน้า 9 บทที่ 3 วธิ ีดำเนนิ การวจิ ยั 16 การศกึ ษาข้อมูลเบ้ืองตน้ การเลอื กพน้ื ที่ในการศึกษา การสรา้ งและออกแบบเครอ่ื งมือในการสัมภาษณ การเตรยี มตวั เข้าสภู่ าคสนาม การเก็บข้อมูลในภาคสนาม ประเด็นในการเก็บขอ้ มลู ภาคสนาม เทคนคิ การเก็บรวบรวมข้อมลู การตรวจสอบข้อมลู การวิเคราะห์ข้อมลู การนำเสนอรายงาน บทท่ี 4 ผลการวิจัย ด้านโครงสร้างทางกายภาพและบรบิ ทของชุมชน ดา้ นประเพณี และวฒั นธรรม ความเชือ่ เก่ียวกับการอบรมเล้ียงดู 2.1 ความเช่อื เกย่ี วกับการอบรมเลยี้ งดู ติดเข็มกลัดทีเ่ สือ้ ผา้ คนท้อง ใบทบั ทิมตดิ ผมคนท้อง ใบกระเพราแดงกบั ปนู ทาท้อง โกนผมไฟ ดา้ นการอบรมเล้ยี งดู การปฏบิ ัตหิ นา้ ทีต่ ่อกิจวัตรประจำวัน การฝกึ สขุ นสิ ยั และลักษณะนิสัยท่ีดี

สารบญั หน้า การสนบั สนุนใหเ้ ดก็ เล่น/วิธกี าร 23 กจิ กรรมท่เี ด็กไดล้ งมือกระทำโดยผา่ นประสาทสัมผัสท้งั 5 27 การส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก 29 การปฏบิ ตั ิต่อเด็ก (คำพดู และวธิ ีการ) 38 การสังเกตพัฒนาการ การเฝา้ ระวังความผิดปกติ บทท่ี 5 สรปุ ผลการวจิ ัยอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ สรุปผลการวจิ ยั ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจยั ไปใช้ ข้อเสนอแนะในการทำวิจยั คร้ังตอ่ ไป บรรณานุกรม บรรณานุกรมภาษาไทย ภาคผนวก ภาคผนวก ก แนวคำถามในการสมั ภาษณ์ ภาคผนวก ข รายชอื่ ผ้ทู ่ใี ห้ข้อมูล ภาคผนวก ค ภาพประกอบการเกบ็ ข้อมลู ประวัตผิ ู้วจิ ัย

สารบัญภาพ ง ภาพที่ หน้า 17 ภาพท่ี 4.1 การเดนิ ทางเข้าสู่หมู่บา้ น 17 ภาพที่ 4.2 บรรยากาศในหมู่บา้ น 17 ภาพท่ี 4.3 ลักษณะกรสรา้ งบ้านเรือนของหม่บู า้ นภูหลวง

1 บทท่ี 1 บทนำ ความเปน็ มาและความสำคัญ ครอบครวั นนั้ มีความสำคัญและมีอทิ ธิพลต่อชวี ติ ของทุกคน เปน็ สถาบนั ทีเ่ ลก็ ทส่ี ดุ และเป็นรากฐานท่สี ำคัญ ของสงั คม มบี ทบาทหน้าที่ในการหล่อหลอมและขัดเกลาความเป็นมนุษยใ์ ห้แก่สมาชกิ ของครอบครวั ด้วยการอบรม เล้ียงดูใหค้ วามรกั ความเอ้ืออาทร ความช่วยเหลอื เกื้อกูล พรอ้ มทงั้ ปลกู ฝังคุณธรรมจรยิ ธรรมค่านยิ มและถ่ายทอด วฒั นธรรมของ สงั คมให้แกส่ มาชกิ ในครอบครวั การทำบทบาทหนา้ ทีของครอบครัวในการอบรมเลย้ี งดูเดก็ ให้ดีจงึ นับว่ามีความสำคัญเพราะเดก็ คือทรัพยากรอนั มีค่าในการพัฒนาประเทศการอบรมเลี้ยงดูเด็กอยา่ งเหมาะสมจะสง่ ผลตอ่ การแสดงพฤติกรรมของเดก็ ท้งั ในด้านท่ีพงึ ประสงค์และไม่พงึ ประสงคเ์ มอ่ื เด็กเจริญเติบโตขึน้ เป็นผใู้ หญ่ต่อไป ดังนัน้ การอบรมเลี้ยงดเู ด็กของครอบครวั เพื่อใหเ้ ปน็ บคุ คลท่ีมคี ณุ ภาพและเปน็ พลังในการพัฒนาสังคมและประเทศ ชาติจึงเปน็ สิง่ ท่สี ำคญั อย่างยิง่ (รงุ่ รตั น์ สขุ ะเดชะ : 2563) ชุมชนบา้ นภหู ลวงแตเ่ ดมิ นั้นในหม่บู ้านนี้มีสภาพเปน็ ปา่ และภเู ขายงั ไมม่ ีผคู้ นเข้ามาอาศัยอยู่ ตอ่ มาไดม้ ี การย้ายหมู่บา้ นจากหมบู่ ้านเนนิ พยอมขยายออกมาเปน็ ชุมชนบ้านภูหลวง เร่ิมมีผู้คนยา้ ยเขา้ มาอยู่ในชุมชนบ้านภู หลวงจึงเกิดเปน็ หมู่บา้ นภูหลวงทมี่ คี นอาศยั อยู่ประมาณ 333 คน ภายในชมุ ชนจะเป็นครอบครวั ขยายท่ีมคี นหลาย รุน่ อาศัยอยรู่ วมกนั คอื รุ่นป่ยู า่ ตายาย รนุ่ พ่อแม่ รุ่นลูก ร่นุ หลาน รวมทง้ั มญี าติพี่น้องอาศยั อยใู่ กล้ชดิ กันเปน็ ชุมชนเครือญาติกันภายในชมุ ชน แต่กอ่ นชือ่ หมู่บา้ นว่า บา้ นเขาด่าง เพราะว่ามภี เู ขาสงู และเขาเปน็ รอยดา่ งจำนวน มาก ต่อมาได้เปลืย่ นช่อื หมู่บา้ นว่า หมูบ่ า้ นภูหลวง กลายมาเปน็ ชุมชนบ้านภูหลวงในปัจจุบัน จากการประมวลความสำคัญของปัญหาทกี่ ลา่ วมาทั้งหมดน้ัน ทำใหผ้ วู้ ิจัยเห็นถงึ ความสำคญั ของวฒั นธรรม การอบรมเลีย้ งดูทแ่ี ตกต่างกนั ของชมุ ชนบา้ นภูหลวง ควรทีจ่ ะศึกษาเรยี นรู้ เผยแพร่ต่อไปเพือ่ เปน็ การดำรงไว้ซง่ึ วัฒนธรรมอันดีงาม ผวู้ จิ ัยเองในฐานะที่อาศยั อยู่ท่ีชมุ ชนบ้านภหู ลวงและเป็นชนร่นุ หลังยังไมม่ ีความรู้ ความเข้าใน เรอื่ งของวัฒนธรรมการอบรมเลย้ี งดเู ดก็ ปฐมวัยของชุมชนบ้านภหู ลวงอย่างแทจ้ รงิ จึงมคี วามสนใจที่จะศึกษา วัฒนธรรมการอบรมเลยี้ งดูเด็กในชมุ ชนบา้ นภหู ลวงทง้ั ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เพ่ือเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ เฒา่ ผแู้ กท่ ่ตี ้องการใหว้ ัฒนธรรมการอบรมเลี้ยงดเู ด็กน้คี วรค่แก่การอนรุ ักษ์ใหก้ ับชนรุ่นหลังเพ่อื ศึกษาต่อไป

2 วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย เพื่อศึกษาวฒั นธรรมการอบรมเลีย้ งดเู ด็กปฐมวัยของชุมชนบ้านภูหลวง ขอบเขตการวจิ ยั 1.การวิจัยในคร้ังนเี้ ป็นการศกึ ษาวฒั นธรรมการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวยั ของชุมชนบา้ นภหู ลวงทงั้ ในอดีต จนถึงปจั จุบนั ต้งั แต่แรกเกิด จนถึงอายุ 6 ขวบ ตงั้ แตเ่ ดือน มกราคม 2565 - กุมภาพันธ์ 2565 2.ขอบเขตดา้ นเน้ือหาที่ศึกษา - ดา้ นโครงสรา้ งทางกายภาพและบรบิ ทของชมุ ชน - ดา้ นประเพณี วัฒนธรรม ความเชอ่ื ที่เก่ียวข้องกบั การอบรมเลี้ยงดู - ด้านการอบรมเลี้ยงดูเดก็ ปฐมวัย 3.ของเขตด้านประชากรท่ีศกึ ษา ไดแ้ ก่ ประชากรทีป่ ็นผู้เช่ียวชาญและผปู้ กครองของชุมชนบึงนคร จำนวน 1 หมู่บา้ น คอื หมู่บ้านภูหลวง หมู่ 9 ตำบลบงึ นคร อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 4.ลกั ษณะการวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพท่เี ปน็ การศกึ ษาวฒั นธรรมการอบรมเล้ยี งดูเด็กปฐมวัยของชมุ ชนบึงนคร โดยใช้การสัมภาษณแ์ บบเจาะลึก การสังเกตแบบมสี ว่ นร่วมและการสังเกตแบบไม่มสี ว่ นร่วม คำจำกดั ความท่ใี ช้ในงานวิจัย วฒั นธรรมการอบรมเลยี้ งดู หมายถงึ การอบรมเลย้ี งดูเดก็ ปฐมวยั บนพื้นฐาน วฒั นธรรม ประเพณี พธิ กี รรม ความเช่ือ การดูแลบุตร บทบาทหน้าที่และรูปแบบในการเลย้ี งดู รวมท้งั การส่งเสรมิ พัฒนาการท้ัง 4 ดา้ น ของเด็กปฐมวยั ชุมชนบงึ นคร ผูเ้ ชี่ยวชาญ หมายถึง ผทู้ ี่มีความรู้ความเช่ยี วชาญในด้านข้อมูลชมุ ชน ประเพณี พิธกี รรม ความเชื่อ ท่ี เก่ียวข้องกับการอบรมเล้ยี งดเู ด็กของชุมชนบึงนคร ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย หมายถงึ พ่อแม่หรือผเู้ ลี้ยงดูเดก็ ของชมุ ชนบงึ นคร แรกเกดิ จนถึง 6 ขวบ

3 ประโยชนท์ ค่ี าดว่าจะไดร้ ับ 1.เพ่ือได้ข้อมูลเกี่ยวกับวฒั นธรรมการอบรมเลี้ยงดเู ด็กปฐมวยั ของชมุ ชนบึงนคร 2.เพื่อเผยแพรว่ ัฒนธรรมการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของชุมชนบงึ นครในเวทีสาธารณะมีการแลกเปล่ยี น องค์ความรูเ้ รือ่ งเด็กชุมชนบงึ นคร ในอดตี ปจั จบุ ัน และการอบรมเลย้ี งดูเด็กปฐมวัยในแต่ละบริบท

4 บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ ง ในการวจิ ัยเรื่องการดแู ลเด็กปฐมวัยของชมุ ชนบึงนคร คณะผวู้ จิ ัยไดศ้ กึ ษา คน้ คว้า เอกสารเกี่ยวกับทฤษฎี หลกั การ และงานวิจัยทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง ดังน้ี 1. แนวคดิ เก่ยี วกบั วฒั นธรรม 1.1 ความหมายและทีม่ าวฒั นธรรม 2. แนวคดิ หลกั การ และความหมายของการอบรมเลี้ยงดูเดก็ ปฐมวัย 1.6 แนวคิด หลักการ ในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก 3. ความรทู้ ่ัวไปเก่ียวกับชุมชนบึงนคร 3.1 ระบบทางโครงสร้างทางสังคมของชุมชนบ้านภูหลวง 4. งานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวข้อง 1.แนวคิดเกยี่ วกับวัฒนธรรม 1.1 ความหมายและที่มาวัฒนธรรม วฒั นธรรมเปน็ คำทีเ่ กดิ ข้ึนในภาษาไทยสมัยรัฐบาลของจอมพล ป. พบิ ลู สงคราม เป็นนายกรฐั มนตรี ได้ มองเห็นความสำคัญของเรือ่ งน้ี คำเดมิ ภาษาองั กฤษ คือ culture ในตอนแรกพระมหารุ่นแห่งวัดมหาธาตุ ได้แปลว่า ภูมธิ รรม แตก่ รมหมนื่ นราธปิ พงษป์ ระพันธ์ ทรงเล็งเหน็ วา่ คำวา่ ภูมธิ รรม มีความหมายคอ่ นข้างคงท่ี จึงทรงมีพระ ประสงค์ให้คำน้ีมลี ักษณะเคล่ือนไหวเปลยี่ นแปลงและพฒั นาอยา่ งต่อเน่อื ง จึงทรงแปลใหม่วา่ วฒั นธรรมและมีการ ใชส้ บื ตอ่ กนั มาตลอด(วีระ บำรงุ รักษ์, 2542) 2. แนวคิด หลกั การ และความหมายของการอบรมเล้ียงดเู ดก็ ปฐมวัย 2.1 แนวคิด หลกั การ ของการอบรมเล้ยี งดเู ด็กปฐมวัย เยี่ยมลักษณ์ อุตาการ (2545) ได้ให้แนวคิดและหลกั การในการอบรมเล้ียงดูเด็กว่า การอบรมเลีย้ งดูเดก็ ใน ปจั จบุ ันมคี วามแตกต่างจากในอดีตมาก ท้ังนเี้ นื่องมาจากปัจจยั หลายประการลกั ษณะของสงั คมที่เปลย่ี นแปลงไป สภาวะเศรษฐกจิ รวมทัง้ ค่านิยม ทศั นคติ และความรู้ต่างๆเปลยี่ นแปลงไป ทา่ งกลางความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

5 เยาวชนในปจั จบุ ันมีศกั ยภาพเพิม่ มากข้ึน แต่อยา่ งไรก็ตามหากมองให้ลกึ ลงไปจะพบว่า ความมีศักยภาพของ เยาวชนนัน้ เปน็ ผลสบื เน่ืองมาจากการอบรมเล้ียงดูในขน้ั ตอนแรก ซึ่งรากเหงา้ ของการอบรมเลีย้ งดนู น้ั ได้มาจาก แนวคิดค่นิยมและพ้นื เพ รากฐานองค์ความรูข้ องคนในสมยั ก่อนโดยเฉพาะ อย่างค่านิยม ภมู ิปัญญาของท้องถ่ินนั้น ยงั ถอื ว่า มีสว่ นสำคญั อยา่ งยิง่ ในการอบรมเลย้ี งดูเด็ก และควรคา่ อย่างย่งิ ต่อการอนุรักษ์ กติ ตยิ า แก้วขอมดี : (2553) ไดใ้ ห้แนวคดิ เก่ียวกับแนวคดิ หลักการ ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กไว้ดังน้ี 1. การสร้างความผูกพนั รกั ใคร่ เป็นพ้นื ฐานสำคญั ในการอบรมเลย้ี งดู ผู้ปกครอง จะต้องเร่ิมสร้างความ ผกู พนั รกั ใคร่ให้เกดิ ข้ึนตั้งแตเ่ ดก็ ยังอยู่ในวยั แรกเกดิ พ่อแม่ ผูป้ กครองไดส้ ัมผสั ลกู อยา่ งอ่อนโยน อุ้มอย่างทะนุ ถนอม เล้ียงดเู อาใจใส่ในการทำกิจกรรมตา่ ง ๆ ใหก้ ับเด็ก ดแู ลความสุขสบายตา่ ง ๆ พดู คยุ กบั เด็กด้วยเสียงท่ี นมุ่ นวล เป็นต้น สิ่งนจี้ ะเปน็ พ้ืนฐานทจี่ ะช่วยให้การอบรมในวัยเด็กไดผ้ ลดี อกี ทั้งยงั เปน็ การสรา้ งความผูกพันรัก ใครใ่ ห้เกิดกบั เด็กอีกดว้ ย 2. ระบบการให้รางวลั ทางดา้ นบวก เป็นวธิ ที ี่ใชไ้ ดผ้ ลอยา่ งมีประสิทธภิ าพ เมื่อเด็กได้กระทำ พฤติกรรมท่ีพึงปรารถนา จะมีการใหร้ างวัลหรอื ส่ิงตอบแทน เชน่ ความรกั ความสนใจ คำชมเชย ซงึ่ จะทำให้ การกระทำนน้ั ๆ เกิดขึ้นอีก 3. พอ่ แมผ่ ู้ปกครองจะต้องเป็นผ้มู ีศลี ธรรม ประพฤติปฏิบตั ิแต่ในสงิ่ ท่ีดีงามและถูกตอ้ ง 4. การควบคุมส่ิงแวดล้อม พ่อแมผ่ ้ปู กครองจะต้องจดั ส่ิงแวดลอ้ มที่ทำให้เกิดพฤตกิ รรมท่ีพงึ ประสงค์ เช่น การจดั ใหเ้ ล่นเกมเพ่อื เด็กจะได้ร้จู กั กฎเกณฑ์ และการรูแ้ พร้ ู้ชนะ การจัดหาหนังสือทมี่ ีประโยชน์ อ่านใหเ้ ด็กฟงั เพ่ือให้เกิดนิสัยรกั การอา่ น เป็นต้น 5. วิธีการตอบสนองกลับ เป็นการเปิดโอกาสให้เดก็ ได้พดู เพือ่ แสดงความรู้สึกของตนออกมาทั้งทางบวก และทางลบ เมอื่ เด็กมปี ัญหาพ่อแมผ่ ปู้ กครองควรตัดสินใจฟงั เดก็ วา่ กำลงั พูดอะไร เม่ือเดก็ พดู จบพ่อแมผ่ ูป้ กครอง จะต้องสะท้อนความรู้สึกทเี่ ด็กไดแ้ สดงออกกลับไป ด้วยคำพดู ของพ่อแมผ่ ู้ปกครองเอง ซ่ึงจะทำให้เด็กรู้สกึ ว่า ตนเองเป็นท่ยี อมรับและมีคณุ ค่า อันจะส่งผลให้พ่อแม่ผู้ปกครองและเด็กเข้าใจได้ตรงกัน 6. การควบคมุ พฤตกิ รรมทไี่ มพ่ ึงประสงค์ พอ่ แม่ผู้ปกครองควรควบคุมพฤตกิ รรมเหลา่ นด้ี ้วยวิธกี าร ต่าง ๆ ทเ่ี หมาะสมกับปัญหา วธิ ีการท่ใี ชใ้ นการแกป้ ัญหา กล่าวโดยสรุปว่าแนวคดิ หลักการในการอบรมเลย้ี งดูเด็กน้ัน พอ่ แม่ ผูป้ กครอง มีบทบามสำคญั อย่างย่งิ ในการควบคุมสง่ิ แวดล้อมและนำแยวคิดท่ถี กู ต้องมาอบรมเล้ียงดเู ดก็ เพราะเด็กเป็นวยั ท่ตี อ้ งการความพร้อมทาง ครอบครวั เป็นอยา่ งยงิ่

6 3.ความรทู้ ่ัวไปเกีย่ วกบั ชุมชนบึงนคร 3.1 ระบบทางโครงสร้างทางสังคมของชมุ ชนบา้ นภูหลวง ณฐั มน พรมะหา : (2556) ได้อธิบายวา่ ระบบโครงสร้างทางสังคม หมายถงึ ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งกัน ทคี่ อ่ นข้างมั่นคง หรือการจัดระเบยี บของกลุ่ม หรอื สถานภาพของกลมุ่ เม่ือพฤติกรรมของสมาชิกในสังคมโยงใยและ เชื่อมตอ่ กนั เป็นตาขา่ ยจงึ มีการจำแนกออกเป็นหมวดหมตู่ ามสถาบันทางสังคมแต่ละประเภท ซึ่งสถาบนั ทางสังคม เหลา่ นี้ ก็จะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกนั จนกลายเป็นโครงสร้างทางสงั คม โครงสรา้ งทางสังคมสามารถแบง่ ได้ เป็น 2 ระดับ ไดแ้ ก่ กลมุ่ สังคมและสถาบนั ทางสงั คม 2.1 ความสมั พนั ธใ์ นระดบั กลุ่มสังคม กลุ่มสังคม คอื กลมุ่ บคุ ลลท่ีสมาชิกติดตอ่ สัมพันธ์กันอย่างเปน็ ระบบแบบแผนและเปน็ ทย่ี อมรับ กลมุ่ สงั คมจะมีความรู้สึกเปน็ อันหนง่ึ อันเดยี วกนั มีความสนใจคลา้ ยกัน ซึ่งทำให้ กลมุ่ มีเอกลักษณแ์ ตกต่างจากกลุ่มอ่นื ๆ กลมุ่ สงั คมสามารถแบ่งออกได้เปน็ 2 ประเภท คือ กลมุ่ ปฐมภูมิ และ กลุ่ม ทุตยิ ภมู ิ โดยการมองเปน็ การมองในแง่ตัวคนทมี่ าอยรู่ วมกันเป็นกลุ่ม แตล่ ะกลุ่มจะมีความสมั พนั ธท์ ่ีแตกตา่ งกัน กล่าวคอื หากเปน็ คนกลมุ่ เล็กท่ีมีความสัมพนั ธแ์ บบใกลช้ ิด เช่น ครอบครัว กลมุ่ เพ่ือนสนิท เราจะเรยี กวา่ กลมุ่ ปฐม ภมู ิ ส่วนคนกลุม่ ใหญท่ ี่รวมตัวกนั ในเรอ่ื งใดเรอ่ื งหน่ึง เชน่ โรงเรียน สมาคม องค์การ จะมคี วามสัมพนั ธ์กนั แบบท่ี เรียกวา่ กลมุ่ ทตุ ิยภมู ิ 2.2 ความสมั พนั ธใ์ นระดบั สถาบนั ทางสงั คม เป็นการมองในแง่กลุม่ ความสัมพนั ธ์ นกั สังคมวทิ ยา เชือ่ วา่ มนุษยต์ ่างมีความสมั พันธก์ ับผู้คนในทกุ ดา้ น ไมว่ ่าจะเปน็ ความสมั พนั ธด์ ้านครอบครัว เศรษฐกจิ การเมือง การศึกษา ศาสนา นนั ทนาการ ดังนั้น จึงตอ้ งจำแนกกลุ่มความสมั พนั ธ์ของคนในสงั คมเป็นสถาบันทางสังคมประเภทต่างๆ เพือ่ ความสะดวกในการมองภาพของสังคมในแตล่ ะส่วนได้อยา่ งชัดเจนมากขึ้น อยา่ งไรกต็ าม ถงึ แมเ้ ราจะสามารถจำแนกกลุม่ ความสัมพันธ์ของผคู้ นในสังคม เปน็ สถาบันทางสงั คม ประเภทตา่ งๆ แตต่ ามสถานการณ์เป็นจรงิ นัน้ ลักษณะความสมั พันธ์ของผคู้ น มใิ ชม้ เี พียงด้านใดดา้ นหนงึ่ แต่จะ เชอ่ื มโยงเสมอื นเปน็ ตาข่าย โดยความสมั พันธ์ท่ีเป็นตาข่ายนจ้ี ะอยู่ภายใตก้ ารจัดระเบียบทางสงั คม เพ่ือให้คนใน สังคมปฎบิ ตั ิตามและนำไปสกู่ ารอย่รู ่วมกนั อย่างเป็นระเบยี บ โครงสร้างสงั คม หมายถึง การจดั ระเบียบในสังคมท้งั หมด รวมถึงความสัมพันธร์ ะหวา่ งบุคคลและกลุ่มคน ในสังคม ซ่ึงอาจเปน็ ไปทั้งในทางความรว่ มมือ สนบั สนุนซึ่งกันและกัน การแขง่ ขนั การขัดแย้ง การประนีประนอม หรอื การเอารัดเอาเปรียบกนั ก็ได้ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและกลมุ่ ตา่ งๆ นั้น จะตอ้ งเป็นไปตามแบบแผน หรืออย่ใู นกรอบแห่งโครงสร้างสงั คมน่นั เอง

7 จะเหน็ ได้ว่า โครงสร้างทางสงั คมเป็นภาพรวมของสงั คม ทำใหเ้ ราสามารถมองเห็นสงั คมวา่ มีลักษณะเปน็ เชน่ ไร และระบุได้วา่ น่ีคอื โครงสรา้ งสังคมไทย โครงสร้างสังคมจนี โครงสรา้ งสงั คมอังกฤษ ที่มคี วามแตกตา่ งและ เปน็ เอกลักษณ์ จอร์น เอมบรี นกั วชิ าการชาวอเมรกิ ัน ได้กลา่ ววา่ ประเทศไทยมีโครงสร้างทางสงั คมแบบหลวมๆ เขาไดส้ ังเกตจากการที่คนไทยมักปฎิบัตติ นตามอำเภอใจของตนเองมากกวา่ ทจี่ ะกระทำตามกฎเกณฑข์ อง สังคม ข้อนไ้ี ด้รับการคัดค้านจากนักวชิ าการของไทยว่าไม่เป็นความจริง เพราะกฎระเบยี บของสังคมได้รบั การ ปฎิบตั อิ ยา่ งเคร่งครดั และผู้คนตา่ งมคี วามสมั พันธตื ่อกนั อย่างเหนียวแนน่ ยงิ่ ในปัจจุบันสงั คมไทยเปลีย่ นแปลงไป อย่างรวดเรว็ กฎหมายไดเ้ ข้ามามบี ทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิต ทำใหโ้ ครงสร้างทางสงั คมตอ้ งมคี วามเขม้ งวดมาก ข้ึน เพราะสมาชิกต่างตอ้ งปฎิบตั ิตามกฎหมายและกฎศึลธรรมอย่างเครง่ ครัด กล่าวโดยสรปุ โครงสร้างทางสังคม ทำใหเ้ ราสามารถมองเห็นภาพรวมของสังคมได้แจ่มชดั และสามารถ ระบไุ ด้ว่าสังคมนัน้ ๆ จะมีความม่นั คงแขง็ แรงมากน้อยแค่ไหน โดยดไู ด้จากการทำหน้าท่ีของสถาบนั ทางสงั คมต่างๆ ว่ามคี วามสอดคลอ้ ง สมดลุ สนับสนนุ หรือแข่งขันตามกฎกติกาหรือไมเ่ พยี งใด ในทางตรงขา้ มโครงสร้างสงั คมจะ ออ่ นแอไม่ม่ันคง หากวา่ ความสัมพันธแ์ ละสถาบนั ทางสงั คมมีแตค่ วามขดั แย้ง คนในสงั คมไมท่ ำตามบรรทัดฐานทาง สงั คมท่วี างไว้ ปัญหาของสงั คมกจ็ ะปรากฏข้นึ ในทส่ี ุดกจ็ ะประสบแตค่ วามสบั สน วนุ่ วาย และไร้ระเบยี บ 4. งานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวขอ้ ง ปรีชา สุกใส ( 2541) ได้ศึกษาเจตคติเกย่ี วกับจรยิ ธรรม คา่ นยิ ม ประเพณแี ละวฒั นธรรมของ ครอบครวั ที่มีผลต่อการอบรมเลยี้ งดูบตุ ร พบว่า จริยธรรม ค่นยิ ม ประเพณีและวัฒนธรรมทางดา้ นบวกที่ ครอบครัวส่วนใหญ่ยอมรับและเห็นดว้ ย น่นั คอื หลกั การอบรบเล้ยี งดูท่สี ืบทอดกนั มาแต่ความเป็นจริงใน สังคมปจั จุบนั ครอบครัวมเี จตคตดิ ้านบวกต่อการยอมรบั การกระทำท่ีสะท้อนให้เหน็ วา่ สภาพการขาด จรยิ ธรรม ค่านยิ ม ประเพณีและวัฒนธรรมที่ดงี าม อันจะสง่ ผลถงึ การปลกู ฝังกระบวนการเรยี นรู้แกบ่ ตุ ร หลานทีเ่ ปน็ เด็กและเยาวชนอันจะเปน็ ผูใ้ หญท่ ีเ่ ป็นผลเมืองดแี ละสรา้ งสรรค์สงั คมไทยให้กา้ วหนา้ ตอ่ ไป Diana Baumrind (1971) นักจิตวิทยาชาวอมริกนั แห่งมหาวทิ ยาลยั แคลิฟอรเ์ นยี เบิรค์ ลีย์เป็นผู้ หนึ่งทส่ี นใจศึกษารปู แบบการอบรมเลย้ี งดูอย่างจรงิ จัง Baumind ได้เสนอมิตสิ ำคญั ในการอธิบาย พฤติกรรมของบดิ ามารดาในการอบรมเลย้ี งดูบุตรวา่ ประกอบดว้ ย 2 มติ ิ คือ 1) มติ ิควบคุมหรือเรยี กรอ้ ง จากบดิ ามารดา และ 2) มิตกิ ารตอบสนองความรูส้ กึ เด็ก จากการผสมผสาน 2 มติ ิ ทำให้Baumrind จัดรปู แบบการอบรมเล้ียงดเู ป็น 3 รูปแบบ คือ 1) รูปแบบการอบรมเลีย้ งดแู บบเอาใจใส(่ ควบคุมและ ตอบสนองความรู้สกึ เด็ก) 2) รูปแบบการอบรมเลีย้ งดแู บบควบคุม (ควบคุมแตไม่ตอบสนองความรู้สึกเดก็ )

8 และ 3) รปู แบบการอบรมเลย้ี งดแู บบตามใจ (ไม่ควบคุมแตต่ อบสนองความรูส้ ึกเด็ก) ไดอ้ ธบิ ายไว้วา่ การ อบรมเลีย้ งดแู บบเอาใจใส่เปน็ การอบรมเลีย้ งดูทเี่ หมาะพัฒนาตามวฒุ ิภาวะของเด็ก เนอื่ งจากการอบรม เลย้ี งดแู บบเอาใจใส่บดิ ามารดาจะอนญุ าตใหเ้ ด็กมีอิสระตามวฒุ ภิ าวะของเด็ก แตในขณะเดยี วกันบดิ า มารดาจะกำหนดขอบเขตพฤตกิ รรมของเด็กและกำหนดให้เดก็ เชือ่ ฟังและปฏบิ ตั ติ ามแนวทางทบ่ี ดิ า มารดากำหนดไว้ บิดามารดาจะแสดงความรักความเอาใจใส่ และใหค้ วามอบอนุ่ ต่อเดก็ สนใจพร้อมท่ีจะ รับฟังความคิดเห็น และสนบั สนนุ ให้เด็กมีสว่ นร่วมในการคิดตัดสินใจในเร่ืองตา่ งๆ ของครอบครัว ให้ความ เสมอภาค มคี วามเปน็ ประชาธปิ ไตยยอมรบั ในสิทธซิ ึง่ กันและกนั ใหก้ ารช้แี นะอยา่ งมเี หตผุ ล ธิบายถึง เหตผุ ลของการเรียกร้องให้ปฏิบัติตามคำส่ัง รวมไปถึงการลงโทษบิดามารดาจะใชอ้ ำนาจเม่อื จำเป็น และมี เหตุผลในการใชอ้ ำนาจทีน่ ำไปสู่พฒั นาการที่ดีของเดก็ กล่าวโดยสรปุ ได้วา่ หลกั การอบรบเลี้ยงดทู ี่สบื ทอดกนั มาแต่ความเป็นจรงิ ในสงั คมปจั จบุ นั ครอบครวั มเี จต คตดิ ้านบวกต่อการยอมรับ การกระทำที่สะทอ้ นให้เหน็ ว่า สภาพการขาดจริยธรรม คา่ นิยม ประเพณีและ วัฒนธรรมทดี่ งี าม อันจะสง่ ผลถึงการปลูกฝังกระบวนการเรียนรู้แก่บุตรหลานท่ีเป็นเด็กและเยาวชนแตใน ขณะเดียวกันบดิ ามารดาจะกำหนดขอบเขตพฤติกรรมของเดก็ และกำหนดใหเ้ ด็กเชือ่ ฟงั และปฏบิ ตั ติ าม แนวทางท่ีบดิ ามารดากำหนดไว้

9 บทท่ี 3 วิธีการดำเนนิ การวิจัย ในงานวจิ ยั เรือ่ ง การศึกษาวัฒนธรรมการอบรมเลย้ี งดูเด็กปฐมวยั กรณีศึกษาชุมชนบงึ นครกลมุ่ ตัวอยา่ งที่ ใชก้ ารวจิ ยั เปน็ ประชากรชมุ ชนบึงนคร โดยมีการสุ่มแบบเจาะจง คือผปู้ กครองการอบรมเล้ยี งเดก็ ปฐมวยั ของชมุ ชน บงึ นครจำนวน 5 คน การวจิ ยั ครง้ั น้ี เป็นการศึกษาท่มี งุ่ ประเดน็ ที่ครอบคลุมทงั้ มิติด้านโครงสรา้ ง บริบทแวดล้อมและวัฒนธรรม ในการอบรมเลีย้ งดูของชุมชนบงึ นคร ท่ีอาศยั อยู่ในตำบลบึงนคร ผ้วู จิ ยั ได้ใชร้ ะเบียบวธิ กี ารศกึ ษาเชงิ คณุ ภาพ (QualitativeMethodolog) เน่ืองจากเปน็ วธิ ีการศึกษาท่เี น้นความหลายหลากและครอบคลมุ ของข้อมลู เปน็ การศกึ ษาที่เน้นการมองปรากฎการณ์อย่างเปน็ ภาพรวม และวเิ คราะห์ความสมั พันธข์ องเหตุการณก์ ับ สภาพแวดล้อมหรือระบบท้งั หมดเพ่ือให้เกิดความเข้าใจอย่างถอ่ งแท้ ทำความเข้าใจเกี่ยวกกั ระบวนการของการ เกดิ ขึ้นและการเปลย่ี นแปลงของปรากฏการณห์ นึ่งๆ ในสังคมเป็นองคร์ วม ในการค้นหาความจริงจะใช้วธิ กี ารท่ี หลากหลาย ประกอบด้วย การสมั ภาษณ์ การสัมภาษณเ์ จาะลึกการสังเกตแบบมีสว่ นร่วมและการสังเกตแบบไม่มี ส่วนรว่ ม จากกลมุ่ ผู้ใหข้ อ้ มูลทหี่ ลากหลายและหลายๆ หมบู่ า้ น เพ่อื ให้ไดข้ ้อมูลทม่ี คี วามนา่ เชื่อถือมากท่ีสดุ ประกอบกบั การจดบันทึกสภาพแวดลอ้ มเหตุการณท์ เ่ี กิดข้ึน นำมาประมวลเขา้ ดว้ ยกนั วิธีการดำเนินการวิจัยในครั้ง น้ี ไดแ้ บ่งวิธกี ารดำเนินการวจิ ยั ออกเปน็ ขั้นตอน ดังนี้ 1. การศึกษาข้อมูลเบื้องตน้ 2. การเลอื กพ้นื ท่ใี นการศึกษา 3. การสรา้ งและออกแบบเครื่องมือในการสัมภาษณ์ 4. การเตรยี มตวั เข้าสู่ภาคสนาม 5. การเขา้ เก็บข้อมูลในภาคสนาม 6. ประเด็นต่างๆ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม 7. เทคนคิ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 8. การตรวจสอบขอ้ มลู 9. การวเิ คราะห์ข้อมลู

10 10. การเสนอรายงาน รายละเอยี ดแตล่ ะข้นั ตอนมีดังนี้ 1. การศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ก่อนท่จี ะเข้าสูภ่ าคสนามผวู้ จิ ยั ไดศ้ ึกษาข้อมลู เบื้องต้นเกยี่ วกบั เอกสาร ตำราต่างๆ ทีเ่ กี่ยวกับการอบรม เลย้ี งดูเด็ก รวมทัง้ แหลง่ ทมี่ าของข้อมลู ทเี่ ช่ือถือ ดงั น้ี 1.1 ศกึ ษาภาพรวมของเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการอบรมเลย้ี งดูเด็กปฐมวยั และวฒั นธรรม ของการอบรมเล้ียงดเู ต็กปฐมวัยของชุมชน 1.2 รวบรวมรายชื่อแหลง่ ขอ้ มูล เอกสาร ตำรา 1.3 สำรวจและเก็บข้อมูลท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั งานวิจยั ได้ 1.4 นำข้อมูลเอกสารทร่ี วบรวมไดม้ าคัดเลอื ก และวิเคราะหห์ ลกั ฐาน ตลอดจนพิพากษ์ วธิ ที าง ประวตั ิศาสตร์ ซึ่งเป็นการพิจารณาตรวจสอบหลักฐานท่ีได้กัดเลือกไวแ้ ตล่ ะชิน้ เพ่ือให้ได้ขอ้ มูลท่ีเชื่อถือได้ และเป็น จรงิ ตามกระบวนการสบื สวน ค้นคว้า และสังเคราะหห์ ลกั ฐานทมี่ ปี ระสิทธิภาพดว้ ยเกณฑ์การพิจารณาตามระเบยี บ วิธีการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ 2. การเลือกพน้ื ท่ใี นการศกึ ษา ผวู้ ิจัยทำการศึกษาข้อมลู เอกสารท่ีเกี่ยวข้องกับชุมชนบงึ นคร และไดส้ อบถามอย่างไม่เป็นทางการจาก ผู้เช่ียวชาญของชมุ ชนบึงนครเกย่ี วกบั วัฒนธรรมกบั การอบรมเลยี้ งดูเดก็ เพื่อเป็นขอ้ มูลพืน้ ฐานทจี่ ะนำไปสู่ การศกึ ษาในระดบั ต่อไป รวบรวมเปน็ ข้อมลู พนื้ ฐานเพ่ือใช้ประกอบเกณฑ์การเลือกหม่บู ้านท่ผี ู้วจิ ัยตั้งข้ึน ดงั นี้ 2.1 เปน็ หม่บู า้ นทใ่ี กลบ้ า้ นของตนเอง 2.2 เปน็ หมู่บ้านท่ไี ม่เคยมีผู้ทำวจิ ยั เก่ยี วกับโครงสรา้ งและการทำหนา้ ทใ่ี นการอบรมเล้ยี งดูเดก็ มาก่อน 2.3 เปน็ หม่บู ้านท่ีมีความยินดีท่ีจะใหผ้ วู้ ิจัยทำการเกบ็ รวบรวมชอ้ มูลภาคสนามได้ 2.4เป็นหมู่บา้ นที่ผ้วู จิ ยั ค้นุ เคยมาก่อน และสามารถเขา้ ไปเก็บข้อมลู ภาคสนามได้อยา่ งสะดวกและ ปลอดภัย ซง่ึ เปน็ การพื้นที่ในการศึกษาแบบเจาะจง เพราะมหี ลักเกณฑค์ รบตามท่ไี ดร้ ะบไุ วใ้ นข้างตน้ จากนนั้ ผู้วจิ ยั ไดเ้ ขา้ ขอคำปรึกษาจากผูบ้ ำหมบู า้ นเพ่ือเปน็ ข้อมูสในการออกแบบแผนท่ีทจ่ี ะเขา้ ไปศกึ ษาข้อมูลพ้ืนฐาน

11 3. การสรา้ งและออกแบบเคร่ืองมือในการสัมภาษณ์ 1. ในระหว่างการตรวจสอบและสบื คน้ ข้อมูล ผ้วู จิ ัยได้นำรายละเอยี ดท่ีต้องการศึกษามาสร้าง แบบ สมั ภาษณ์ เพื่อนำไปใช้ในการเก็บข้อมลู จากผปู้ กครอง เก่ียวกับโครงสรา้ งทางกายภาพและบริบทของชุมชน และ ประเพณี วัฒนธรรม ความเช่ือ ที่เก่ยี วกบั การอบรมเล้ียงดูเดก็ ปฐมวัย โดยไดอ้ อกแบบประเดน็ คำถามในการสมั ภายณ์ ดงั น้ี ออกแบบแนวคำถามท่ีครบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับ เกีย่ วกบั โครงสรา้ งทางกายภาพ และบรบิ ทของชมุ ชน และประเพณีวฒั นธรรม ความเชื่อ ทีเ่ กย่ี วกับ การอบรมเล้ียงดเู ดก็ ปฐมวัย 2. แบบสัมภาษณเ์ ป็น คือ แบบสัมภาษณ์ผู้ปกครองชนเผ่าอว้ิ เมยี่ น ในประเดน็ ครอบครัวและ ความเชือ่ เกี่ยวกบั การการดแู ลหลังคลอดและ การอบรมเล้ียงดเู ด็กปฐมวยั ในประเดน็ เร่อื ง การส่งเสรมิ พัฒนาการเดก็ บทบาทหนา้ ทใ่ี นการเลยี้ งดูเด็ก รปู แบบการ อบรมเลี้ยงดูเด็กและความคาดหวังในการอบรมเล้ียงดเู ด็ก 3. เมอ่ื ออกแบบแนวคำถามในการสัมภาษณ์แล้วได้นำไปให้ผทู้ รงคุณวุฒิตรวจสอบความเหมาะสมของ เนือ้ หาท่ีต้องการศึกษา 4. นำแนวถามมาปรับและแก้ไขให้มีความสมบรู ณ์ นำไปสัมภาษณก์ ลมุ่ ตวั อย่างตามวันเวลาและสถานที่ ท่ี กำหนดต่อไป 4. การเตรยี มตัวเขา้ สภู่ าคสนาม ผ้วู ิจยั มวี ธิ กี ารเตรยี มตวั ในการดำเนนิ การวิจัย เพ่ือเก็บรวบรวมขอ้ มูลภาคสนามดงั น้ี 4.1 ศกึ ษาข้อมูลพืน้ ฐานของชมุ ชนบึงนคร รวมทั้งการเขา้ ทำความคุ้นเคยกับผ้นู ำหมู่บา้ น ประชาชนในพื้นที่ พรอ้ มทงั้ ทำแผนที่หมู่บ้านและกลมุ่ ตวั อยา่ งเป้าหมายท่จี ะเข้าใจในแนวการสัมภาษณ์ 4.2 จัดเตรยี มเครื่องมือและอุบกรณ์ในการเกบ็ รวบรามขอ้ มูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ (แนวคำถาม) แบบสงั เกต สมุดโน๊ต ปากกา ดนิ สอ ยางลบ เคร่ืองบันทึกเสยี ง กล้องถ่ายรูปและคอมพิวเตอร์แบบ พกพา (คอมพวิ เตอรโ์ นต้ บุ๊ค)

12 5. การเขา้ เกบ็ ข้อมูลในภาคสนาม ในการเขา้ ไปเก็บข้อมูลภาคสนาม เพือ่ เป็นการวางแผนในการศึกษาและเป็นการสร้างความคนุ้ เคยกบั ชมุ ชนและกลุ่มตัวอย่าง ผวู้ ิจัยไดด้ ำเนินการดังต่อไปน้ี 5.1 การแนะนำตวั ผูว้ ิจัยรว่ มประชุมกบั ผูน้ ำชมุ ชน ว่าผู้วิจยั จะขอเขา้ มาทำการศกึ ษาวัฒนธรรม การอบรมเลีย้ งดเู ดก็ ของชุมชนบึงนคร 5.2 การทำแผนทีห่ มบู่ า้ น ผวู้ ิจัยได้เดินสำ รวจหมูบ่ ้านและลกั ษณะการตั้งบา้ นเรอื นของชาวบ้าน และกลมุ่ ตัวอยา่ ง เพือ่ ทำแผนที่ไว้ใหส้ ะดวกต่อการไปเก็บขอ้ มูล ในขณะเดียวกนั ผู้วิจยั ได้ทกั ทายพดู คยุ กบั ขาวบ้านและได้กลุ่ม ตวั อยา่ งเพ่ือสร้างความคุน้ เคย กอ่ นการเก็บข้อมูลจริง และไดเ้ หน็ สิ่งต่างๆ ที่เกดิ ขึ้นมากมายรวมทั้งการเลยี้ งดูเด็ก ของชาวบ้าน นบั เป็นบระโยซนท์ างอ้อมอกี ประการหนึง่ ท่ีผู้วิจัยได้นำมาใชป้ ระกอบการวิเคราะหข์ ้อมูลในชว่ งต่อมา 53 การสัมภาษณผ์ ูเ้ ข้ยี วชาญ ในการใหข้ ้อมูล ซึง่ ผู้วิจยั ไดแ้ บง่ สดั สว่ นในการให้ข้อมลู จากกล่มุ ตัวอย่างของ ผู้เช่ียวชาญในด้านต่างๆ 6. ประเด็นตา่ งๆ ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ภาคสนาม 1.โครงสรา้ งทางกายภาพและบรบิ ทของสงั คม 2.การทำหนา้ ที่ของครอบครวั ในการอบรมเล้ียงดูเด็ก 2.1 การตอบสนองความต้องการของเด็กด้านร่างกายและสุขภาพอนามัยกับการปฏิบัตขิ องผดู้ ูแลเดก็ ใน ครอบครัว 2.2 การตอบสนองความตอ้ งการเก่ยี วกบั การพฒั นาการดา้ นสตปิ ัญญา จติ ใจ อารมณแ์ ละสงั คม 2.3 การตอบสนองความตอ้ งการทางดา้ นเศรษฐกจิ 3.บรบิ ทแวดล้อมทางสงั คมและครอบครัว 4.บรบิ ทแวดลอ้ มทางกายภาพตา่ งๆ ของครอบครัว

13 7. เทคนคิ ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมลู ในครั้งนี้ ผวู้ จิ ัยไดใ้ ช้เทคนคิ ในการเกบ็ รวบรวมช้อมลู หลายวธิ ีการประกอบการจด บันทึกข้อมูสภาคสนาม ท้ังนี้ขึน้ อยู่กับความเหมาะสมของโอกาส และระดับข้อมลู ท่ีต้องการจะไดร้ บั รายละเอียด ของวธิ กี ารเก็บข้อมูลต่างๆ ดังน้ี 7.1 การสงั เกตแบบมสี ว่ นรว่ มในการศึกษาคร้งั นใ้ี ชว้ ธิ ีการสังเกตแบบมสี ่วนรว่ ม ในระยะแรกของการเข้าสู่ กาคสนาม ผู้วจิ ัยโช้วิธีการตงั กลา่ วในการสังเกคเกยี่ วกบั การดำเนินชีวติ ประจำวนั ของชาวบ้านการเขา้ ร่วมกิจกรรม ตา่ งๆ ภายในหมูบ่ ้าน และการหาเล้ยี งชีพว่า สมาชิกภายในหมบู่ ้านแต่ละคนมีบทบาทหน้าท่ี หรือพฤตกิ รรมอยา่ งไร ต่อมาเม่ือผู้วิจยั มคี วามคุ้น เคยและสนทิ สนมกบั ชาวบา้ นแล้วและได้เลือกตรอบครวั กลุ่มตวั อย่างเรียบร้อย จงึ ใช้ วิธีการสังเกตแบบมีส่วนรว่ มในเก็บข้อมลู เก่ียวกับพฤติกรรมของสมาชิกในครอบครัวในการอบรมเล้ียงดเู ด็ก ประกอบกบั การใชว้ ธิ ีการอนื่ ๆ ตามแต่โอกาสท่เี หมาะสม 7.2 การสงั เกตแบบไม่มีส่วนร่วมการสังเกตแบบไม่มสี ว่ นร่วม ในคร้งั น้ี ผู้วจิ ยั ใชศ้ ึกษาข้อมลู เกี่ยวกับ ความสมั พันธ์ภายในครอบครัว พฤตกิ รรมของสมาชิกในครอบครวั และเครือญาติในการสื่อสารระหว่างกนั ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งครอบครัวสภาพแวดลอ้ มตา่ งๆ ทัง้ ทางกายภาพและทางวัฒนธรรม ท้ังในระหว่างการพดู คยุ สัมภาษณ์ สนทนา หรือขณะรว่ มกจิ กรรมอ่นื ๆ และทำการจดบนั ทึกสิง่ ท่สี งั เกตได้ทนั ที 7.3 การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางกรในช่วงแรกของการเข้าสู่ภาคสนาม จะใชว้ ธิ กี ารสมั ภาษณ์แบบไมเ่ ป็น ทางการกบั ชาวบา้ นและกลมุ่ ตวั อย่าง ในเร่อื งของการดำเนินชวี ิตโตยทั่วไป เชน่ การทำมาหาเลี้ยงชีพ อาชีพสุขภาพ รา้ งกายและความคดิ เหน็ เกี่ยวกับการดแู ลเด็กโดยท่วั ไป ของชาวบา้ น เพอื่ ให้ข้อมลู เบ้อื งตนั ทจี่ ะแสตงให้เหน็ ภาพ ของความเป็นอยู่ของกลมุ่ ตวั อยา่ ง อันจะนำไปสู่การตรวจสอบและวเิ คราะห์ข้อมูสประกอบกับขอ้ มูลทีไ่ ด้มาจาก วธิ กี ารอน่ื ๆ ตอ่ ไป 7.4 การสัมภาษณ์แบบเจาะสกึ การศึกษาคร้งั นีใ้ ชว้ ธิ กี ารสัมภาษณแ์ บบเจาะลึก เมื่อผู้วจิ ยั ได้พดู คุยเพื่อ สรา้ งความคุ้นเคยกับกลุ่มตัวอยา่ งแลว้ ก็จะขออนญุ าตกล่มุ ตัวอย่างในการสัมภาษณ์ตามประเดน็ ตา่ งๆ ท่กี ำหนดไว้ พรอ้ มกับขออนญุ าตในการใช้เครอ่ื งบันทกึ เสียง เพือ่ สมั กาษณ์แบบเจาะลึกในประเด็นของโครงสร้างทางครอบครัว การอบรมเลยี้ งดเู ตก็ ทส่ี มั พันธ์กบั วฒั นธรรม ประเพณี ความเช่ือบริบทแวดล้อมทางสังคมและ บรบิ ทแวคลอ้ มทาง กายภาพต่างๆ

14 8. การตรวจสอบข้อมูล ในระหว่างการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ผ้วู จิ ยั จะทำการตรวจข้อมูลเปน็ ระยะๆ เพอ่ื ให้ม่ันใจว่าไดข้ ้อมลู ทจ่ี ะใช้ ประกอบการวเิ คราะหท์ ี่ถกู ต้อง โดยใช้การตรวจสอบแบบสามเสา้ ดงั น้ี - การตรวจสอบขอ้ มลู จากการสำรวจชุมชน โดยใชว้ ธิ กี ารตรวจสอบสามเสา้ ดา้ นรธิ กี ารเก็บรวบรรมขอ้ มลู จะทำการ เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ด้วยวิธที ่ตี า่ งกัน คือ การสงั เกตแบบมีส่วนร่วม การสมั ภาพณ์ และจากเอกสารท่ีบันทึกเพื่ตรว จสอบข้อมูลที่ไดใ้ นเร่อื งเดยี วกัน แต่จากวิธกี ารที่แตกต่างกันมีความสอดคล้องและเช่ือถือได้ หรือหากมีความ แตกต่างกนั จะต้องเก็บข้อมลู เพ่ิมเติม - การตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นท่ีทำการศกึ ษา จะใชว้ ธิ กี ารตรวจสอบสามเส้าตา้ นวิธีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล และตา้ นข้อมูล ประกอบกับ ผูว้ จิ ัยจะทำการตรวจสอบขอ้ มลู โดยการใชว้ ธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ท่ีต่างกัน คือ การ สังเกตแบบมีส่วนรว่ ม การสังเกตแบบไม่สว่ นร่วม และการสัมภาษณว์ า่ ขอ้ มลู ท่ไี ด้ในเร่อื งเดียวกันแต่มาจากวธิ ีการ เกบ็ รวบรวมข้อมูลทีต่ า่ งกนั จะมคี วามสอดคลอ้ งหรือมีความแตกต่างกัน หากขอ้ มลู ทีไ่ ด้มคี วามสอดคล้องกนั ย่อม หมายความว่าข้อมูลน้นั มีความน่าเชอ่ื ถือได้ในความถูกต้อง แต่หากข้อมลู ท่ีได้รับมีความแตกต่างกนั ผ้วู ิจยั จะทำการ เก็บรวบรวมข้อมลู เพ่ิมเติมเพื่อหาข้อสรปุ ต่อไป -การตรวจสอบจากแหล่งบุคคล ผวู้ ิจยั จะทำการตรวจสอบวา่ ถ้าบคุ คลให้ข้อมูลเปลี่ยนไปข้อมลู ท่ีไต้จะเหมอื นเติม หรอื ไม่ โดยในกลุ่มตวั อย่างหลายๆ คนแต่สัมภาษณใ์ นประเตน็ เดยี วกันวา่ จะเหมือนกันหรือไม่ จากนั้นจงึ ทำการ บันทกึ ข้อมลู เพ่ือเปรยี บเทียบความสอดคล้องหรือข้อมูลท่แี ตกต่างกันและหาขอ้ สรุปท่ีเป็นขอ้ เท็จจริงต่อไปด้วยการ อา้ งองิ จากตำรา และหนงั สือ 9. การวเิ คราะหข์ ้อมูล การวเิ คราะห์ขอ้ มลู เบอื้ งต้นจะทำการวเิ คราะห์ขอ้ มูลควบคู่กับการบันทึกข้อมูลและตรวจสอบขอ้ มลู เปน็ ประจำ และเก็บข้อมูลเพ่ิมเติมในครง้ั ต่อไปในข้อมูลท่ีขาด ขดั แยง้ กันหรือไมช่ ัดเจน การวิเคราะห์ข้อมลู ในเบื้องตน้ จะเปน็ การวเิ คราะหข์ ้อมลู แบบจำแนกชนดิ ข้อมลู โดยผวู้ จิ ัยได้แบง่ การจัดเก็บข้อมูลออกเป็น 3 สว่ นคือ 1. โครงสร้างทางกายภาพและข้อมูลทั่วไปชมุ ชนบ้านสระใหญ่ เป็นข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอยา่ งที่เปน็ ผูเ้ ช่ยี วชาญในชุมชน และข้อมูลที่ไดจ้ ากบนั ทึกเอกสารต่างๆ ในเรอื่ งของประวัติหมู่บ้าน ลกั ษณะ ของบ้านเรือน การดำเนนิ ชวี ิต ความสัมพันธใ์ นครอบครวั การสร้างครอบครัวการแต่งงานและการมบี ตุ รตลอดจบ ประเพณีวฒั นธรรมตา่ งๆ ของเมี่ยน ความเชอ่ื พิธีกรรม ข้อห้ามขอ้ ปฏบิ ตั ิ สมนุ ไพรที่เก่ยี วการอบรมเลย้ี งดเู ด็ก

15 2. โครงสร้างดา้ นวัฒนธรรม ประเพณี ความเชือ่ เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดเู ดก็ ในปจั จุบนั เปน็ ขอ้ มลู ท่ีได้จากการสัมภาษณ์ กลุ่มตวั อยา่ งท่ีเปน็ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ปกครอง การสงั เกต และขอ้ มูลเอกสาร ในเร่ือง ของการเปลี่ยนแปลงของชมุ ชน ในดา้ นวัฒนธรรม ประเพณี ภาษา ลักษณะของความเชอ่ื ในการเลย้ี งดูเด็กใน ปัจจบุ นั 3. วฒั นธรรมการอบรมเลีย้ งดเู ดก็ เป็นขอ้ มลู ท่ไี ด้จากการสัมภาษณ์ สังเกต กลุ่มตวั อย่างที่เป็น ผปู้ กครอง เกย่ี วกบั วัฒนธรรมการอบรมเลยี้ งดูเด็ก รปู แบบการเลี้ยงดูเดก็ บทบาทหน้าทใี่ นการเลี้ยงดูเดก็ และ ตอบสนองความต้องการใหก้ ับเด็กในด้านต่างๆข้อมลู ที่ไดม้ าจากวธิ ีการท่ตี ่างกัน ผูว้ ิจยั จะทำการตรวจสอบข้อมูล เพ่ือหาแบบแผนในสถานการณต์ ่างๆ แลว้ นำข้อมูลมาเรียงลำดบั ตามความเหมาะสม โดยใชค้ วามสมั พนั ธ์ระหว่าง ของข้อมลู ทม่ี เี หตุมีผล เพ่ือนำมาสรา้ งเปน็ ข้อสรปุ ข้อมลู ส่วนข้อมลู ท่ีเป็นความคดิ การให้คุณคา่ ในเร่ืองต่างๆ ผ้วู ิจัย จะใชว้ ธิ ีการตคี วามโดยใช้พ้ืนฐานจากข้อมูลเอกสารตา่ งๆที่ผ้วู จิ ัยได้คันควา้ ในช่วงก่อนของการเตรียมตวั สู่ภาคสนาม ในการศึกษาครัง้ นี้ผวู้ จิ ยั ใชก้ ารวิเคราะห์ข้อมลู โดยจดั ประเภทขอ้ มูล สรุปแบบอุปนัยและสรปุ แบบตคี วาม ท้งั ข้อมูลทีร่ วบรวมได้ในสว่ นทเ่ี ป็นขอ้ มูลทเ่ี ปน็ เอกสารในพื้นท่ี และข้อมลู ที่ได้จากการสัมภาษณ์ ปอ้ งกันปญั หาการ ยดึ ตดิ ในกรอบแนวคดิ ทผ่ี ู้วิจยั สรา้ งขน้ึ จะตีความบนพน้ื ฐานของทศั นะและความหมายของผ้ใู ห้ข้อมลู ศกึ ษาเป็นหลัก 10. การเสนอรายงาน การเขยี นรายงานและนำเสนอข้อมูลในการศกึ ษาในคร้งั น้ี ใชว้ ิธีการพรรณนาประกอบการวิเคราะหแ์ ละรปู ภาพ ตา่ งๆ ประกอบการพิจารณา

16 บทท่ี 4 ผลการวจิ ยั ผ้วู ิจยั จะนำเสนอข้อมลู ของชุมซนที่ศึกษาเพื่อให้เขา้ ใจถึงสภาพทัว่ ไปของหมู่บ้านเปา้ หมายที่เปน็ ชนเผ่าอ้ิ วเมย่ี น ท้ังในดา้ นของวถิ ีการดำเนินชีวติ วฒั นธรรม ประเพณี พธิ กี รรม ความเชื่อ การดูแลหลงั คลอด บทบาทหนา้ ที่ รูปแบบทเ่ี กี่ยวข้องกับการอบรมเลย้ี งดเู ต็กปฐมวยั ชนเผ่าอิว้ เมี่ยน ตลอดจนการอบรมเล้ียงดูเดก็ ในต้านของการ ส่งเสรมิ พัฒนาการทง้ั 4 ด้านของเด็กปฐมวยั ทม่ี ีความแตกต่างจากซนผ่าอ่ืนๆ โดยแบ่งผลการศึกษาดังน้ี 1. ดา้ นโครงสร้างทางกายภาพและบรบิ ทของชุมชน 2. .ดา้ นความเชื่อในการต้ังครรภ์ การคลอดบุตร และการดูแลหลังคลอดบุตร 3. ด้านความเช่ือในการต้งั ครรภ์ การคลอดบุตร และการดูแลหลงั คลอดบตุ ร 4. ด้านการอบรมเลยี้ งดบู ุตร 1. ดา้ นโครงสร้างทางกายภาพและบรบิ ทของชุมชน ในการเก็บข้อมลู ภาคสนามและ การลงพ้นื ทเี่ ปา้ หมาย ผวู้ ิจยั ได้กำหนดพ้ืนที่เป้าหมายไว้ 1 หมู่บา้ น ดงั น้ี 1. หมบู่ ้านแม่เลีย่ ม หมู่ 9 ตำบลบึงนคร อำเภอหวั หิน จังหวัดประจวบครี ขี นั ธ์ ซ่ึงผูว้ ิจัยสามารถลงเก็บขอ้ มูลไดท้ ้งั หมด 1 หมบู่ า้ น ซง่ึ หมู่บา้ น มีลักษณะโดยทวั่ ไป นั่นคอื หมบู่ า้ น อยใู่ น หบุ เขา การเดนิ ทาง ค่อนขา้ งหา่ งไกลจากตัวเมอื งใชร้ ะยะเวลาในการเดินทางนานพอสมควร ข้อมลู ด้าน ข้อมลู ท่วั ไป ของหมู่บ้าน ดงั น้ี 1.1 ลกั ษณะภมู ิประเทศและภูมิอากาศ ลักษณะภมู ิประเทศของหมู่บ้านภหู ลวง สว่ นใหญเ่ ปน็ ท่ีราบสูงสลบั กบั ภูเขา มที รัพยากรธรรมชาตคิ อ่ นขา้ ง จะอดุ มสมบรู ณ์ ทั้งปา่ ไม้ ลำธาร ลำห้วย สว่ นลกั ษณะอากาศ โดยท่วั ไปไมร่ อ้ นมากและไม่หนาวจนเกนิ ไป ฝนตกตามฤดูกาล ซ่งึ โดยรวมแล้วจะมี ลกั ษณะภูมิอากาศเปน็ ๓ ฤดู คอื ฤดูรอ้ น (เดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม) ฤดฝู น (เดอื นพฤษภาคม-เดือน ตลุ าคม) และฤดหู นาว (เดือนพฤศจิกายน-เดือนกมุ ภาพนั ธ)์

17 ภาพที่ 4.1 การเดนิ ทางเข้าสูห่ มู่บา้ น ภาพที่ 4.2 บรรยากาศในหมู่บา้ น 1.2 ลกั ษณะของประชากร ลกั ษณะประชากรของหมู่บา้ นภูหลวงมีประมาณ 333 คน ส่วนใหญว่ ่า ในหมู่บา้ นมแี ต่คนแก่ๆ ทง้ั น้ันละคนหนุ่มก็ไปหมด พอมลี ูกก็เอาสง่ มาให้เล้ยี ง กส็ ่งเงนิ มาเท่าน้ันนานจะกลบั มาบ้านท่นี งึ ประกอบกับส่งิ ที่ผ้วู ิจยั สังเกตได้น่ันคือ ประชากรทีอ่ ยู่ในหมู่บา้ นส่วนใหญ่จะเป็นผ้ปู กครอง รนุ่ อายุ 30 ปีข้ึนไป และเด็กเล็กระดับปฐมวัย ส่วนวัยรุน่ จะไม่มีอย่ใู นหมู่บ้าน 1.3 ลักษณะทางกายภาพ การสร้างบา้ นเรอื น ลักษณะทางกายภาพของการต้ังบ้านเรือนของหมบู่ ้านภูหลวง สรา้ งบ้านด้วยไม้ไผ่ และไม้ มฐี านะต้ังแต่ ยากจน จนถงึ ระดบั ฐานะปานกลาง และสรา้ งบ้านดว้ ยกระเบื้อง ซีเมนตแ์ ละหลงั คาใช้กระเบ้ืองลอน จะมีฐานท่ี รำ่ รวยกว่าคนอนื่ ๆ ซึ่งจะมีไม่มากนกั ในแตล่ ะหมูบ่ า้ น แมจ้ ะหา่ งจากตวั ตัวเมอื งป็นระยะทางท่ีไกล การสรา้ งข้านจงึ นยิ มใชห้ ลงั คากระเบ้ืองลอนและบล๊อกชเี มนตํ หรือไม้ จะมีฐานะค่อนข้างดีกว่า แต่อย่างไรก็ตามในหม่บู า้ นก็มีการ สร้างบา้ นเรือนทย่ี งั ใช้หญา้ คาและไม้ อย่บู ้างตามแตฐ่ านะของแตล่ ะครอบครัว จะเห็นได้ว่าลกั ษณะการสร้างบ้าน จะบ่งบอกถึงฐานะของครอบครวั รวมทั้งการอบรมเลยี้ งดูเดก็ โดยเฉพาะในดา้ นการส่งเสรมิ พฒั นาการด้านร่างกาย ภาพท่ี 4.3 ลกั ษณะกรสรา้ งบ้านเรือนของหมบู่ า้ นภหู ลวง

18 1.4 ลกั ษณะการประกอบอาชพี ด้วยสภาพแวดลอ้ มที่เป็นทีร่ าบสูงโอบล้อมไปดว้ ยภูเขาจงึ ทำใหช้ ุมชนบึงนครประกอบ อาชพี ดว้ ยการปลูกพชื เชิงเดยี ว ทำให้ชุมชนบงึ นครประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักเพ่ือเลยี้ งชีพ และ จำหนา่ ย รบั จา้ งท่ัวไปบา้ ง อาชพี ทีช่ ุมชนทำมาหาเลี้ยงชีพ น่นั คือการปลกู สบั ปะรด ปลูกยาง ปลกู ผักล้มลุก 1.5 สาธารณปู โภคและเทคโนโลยี ดา้ นสาธารณปู โภค และเทคโนโลยี ถอื วา่ มีความสำคัญกับการดำเนินชวี ิตในปัจจุบัน นม้ี าก เช่นเดยี วกบั หม่บู ้านบึงนคร หม่บู ้านจะอยหู่ ่างไกล ระยะทางไม่สะดวกสบาย ทำใหร้ ะบบสาธารณูปโภค และเทคโนโลยเี ข้าไมถ่ ึง จงึ ทำใหส้ ภาพความเป็นอย่ขู องชาวบา้ นยงั ไมม่ ีความเป็นอยทู่ ่ีเข้าถงึ เทคโนโลยี มแี ต่ บางส่วนทสี่ ามารถเข้าถงึ เทคโนโลยีได้เพราะตอ้ งเสยี ค่าใชจ้ ่ายในการติดต้ังเสาสัญญาณเอง สำหรบั สินคา้ อปุ โภค บรโิ ภค เช่น สบู่ ยาสฟี ัน แปรงสีฟัน ผงซกั ผ้า เกลือ นำ้ มนั พชื อาหารแหง้ และเสือ้ ผ้าต่างๆ ในอดตี จะไปซื้อมาจากตัวอำเภอนานๆ ครัง้ ในปจั จุบนั มีความสะดวกมาก ข้นึ เพราะมรี า้ นค้าในชมุ ชน ตลาดนดั ตามหมบู่ า้ นใกล้เคียง และสามารถหาซือ้ ไดจ้ ากห้างสรรพสนิ คา้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงของคนในชุมชนในแงข่ องความสะดวกสบาย โดยเฉพาะการซ้ือ สินค้าประเภทนมและสนิ คา้ อุปโภคอื่นๆ ทใี่ ชใ้ นครัวเรือน แต่ในอีกด้านหนึ่งเปน็ การเพิ่มค่าใชจ้ ่ายใน ครอบครวั สอดคล้องกับคำกล่าวของผูป้ กครอง ดงั นน้ั จะเหน็ ได้ว่า ระบบสาธารณปู โภคและเทคโนโลยีจะยังไมม่ ีการเข้าเพราะวา่ อยู่ห่างจากตวั เมือง มีบาง ครวั เรือนทมี่ ีสตางคต์ ิดตั้งเสาสัญญาณเอง ในแง่ของการพัฒนา เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรม ประเพณี เร่ืองของภาระทางด้านคา่ ใชจ้ ่ายทต่ี ้องมีมากขึน้ และความเป็นวถิ ีชวี ติ ที่เรียบงา่ ย จนุ เจอื ร่วมแรงร่วมใจ ก็ ลดลงตามสังคมทเ่ี ปลี่ยนไป เชน่ กัน 2. ด้านประเพณี และวัฒนธรรม ความเช่ือเก่ียวกับการอบรมเลีย้ งดู ชุมชนบา้ นภหู ลวงมีประเพณี วัฒนธรรมที่ทว่ั ไปไม่ไดม้ ีอะไรโดดเดน่ มากนัก สอดคล้องกบั สภาพสงั คม การ ดำรงชวี ิตของคนในชมุ ชนทีเ่ รียบงา่ ยไม่ได้มีอะเดน่ ชดั ทเ่ี ปน็ เอกลกั ษณป์ ระจำชุมชนบา้ นภหู ลวง 2.1 ความเช่ือเก่ียวกับการอบรมเลีย้ งดู ติดเข็มกลัดที่เสื้อผา้ คนทอ้ ง 1.ป้องกนั การแท้ง เพราะเข็มกลดั เปน็ ตัวช่วยในการกลัดของเอาไว้ไม่ให้หลดุ ออกจากกัน การนำมาติดที่ เสอ้ื ผา้ ของคนท้อง จงึ เชื่อวา่ จะช่วยกลดั ไว้ไมใ่ หเ้ ด็กหลุดออกมาหรือแท้งออกมานัน่ เอง อีกทง้ั ยงั ชว่ ยให้เดก็ มี สุขภาพท่แี ขง็ แรง และมีความสมบรู ณค์ รบถว้ นทุกประการอีกดว้ ย

19 2.ป้องกนั วิญญาณทต่ี ้องการไปเกดิ ไม่ใหเ้ ขา้ มาอยู่ในท้องแทนลูกน้อยของเรา ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมใหต้ ิด เข็มกลัด เมอ่ื ไปงานศพ ไปโรงพยาบาลหรอื ไปวดั นน่ั เอง รวมถงึ เมื่อตอ้ งผ่านทสี่ ำคญั ๆ ทเี คยมีคนตายบ่อยๆ หรือ ทว่ี ่ากันวา่ เป็นจุดตวั ตายตวั แทนอกี ด้วย 3.ปอ้ งกนั ผีและส่ิงเร้นรบั ต่างๆ มาทำร้ายลูกของเรา โดยใหต้ ิดเขม็ กลัดไวท้ ช่ี ดุ คลุมท้อง บริเวณหนา้ ทอ้ ง พอดี ใบทับทิมติดผมคนทอ้ ง เพ่อื ชว่ ยปดั เปา่ สง่ิ ชว่ั ร้ายหลงั กลับจากงานศพ โดยการใช้กง่ิ ทับทิมจุม่ น้ำสะอาด และสะบดั ออกจากตัว ตงั้ แตห่ ัวจรดเทา้ ก่อนทจี่ ะเขา้ บ้านหรือจะเปน็ การพกใบทับทิมไปงานศพด้วย ซึ่งเชอ่ื ว่าวิธีการน้ีจะช่วยปดั เปา่ สงิ่ ไม่ ดจี ากงานอวมงคลไม่ใหต้ ดิ ตวั ตดิ ตา และแก้ดวงใหแ้ กค่ นท่ีไปรว่ มงาน เพราะดวงของบางทา่ นตามโหราศาสตรจ์ ีน จะสมั พนั ธ์กับคนตาย หรือปีชงดวงไม่ดีแต่จำเปน็ ต้องไปงานศพ ใบกระเพราแดงกบั ปูนทาท้อง ใบกะเพราแดง ใบแก4่ -5ใบไปขยี้กบั ปูนแดงเล็กน้อย แลว้ ใช้ทาท้อง ไม่นานอาการจะดีข้ึน บรรเทาอาการ ทอ้ งอืด-เฟ้อ อึดอัดแน่นทอ้ งด้วยใบกะเพรา เพราวา่ ผิวหนังหน้าท้องของเดก็ ยังบางอยู่ ตัวยากะเพรายังซึมแทรกเขา้ ไปแก้อาการท้องอืดเฟ้อให้กับเด็กได้ นำตัวยาใส่ไว้ในฝ่ามือ แลว้ เอามือทั้งสองขา้ งขยี้ใบกะเพราจนไดน้ ้ำยากะเพรา ออกมาสคี ล้ำๆ แลว้ เอาฝา่ มอื ทม่ี ตี วั ยาไปทาทท่ี ้อง แตใ่ ห้เว้นตรงสะดอื ไว้ แลว้ ใหท้ าทีฝ่ ่ามือฝ่าเทา้ ด้วย การทำแบบน้ี มกั ใช้กบั เด็กทารกแต่กพ็ บวา่ เด็กอายุถงึ 3 ขวบก็ไดผ้ ล โกนผมไฟ การโกนผมไฟเด็กจะโกนเม่อื เด็กอายุครบ 1 เดอื นเน่ืองจากจะโกนเมื่อแรกคลอดเลยน้นั ก็ไม่ สะดวก เพราะคุณแมย่ ังคงต้องวนุ่ อยู่กบั การเลยี้ งดลู ูก และจดั หาข้าวของเครือ่ งใช้อีกทง้ั ตวั คุณแม่ที่เพิ่งคลอดเองก็ ยงั ไมค่ ่อยแข็งแรงนัก นอกจากนี้ กะโหลกศรี ษะของเด็กที่เพ่งิ คลอดใหม่ ๆ นนั้ ยงั บอบบาง จึงไมน่ ยิ มโกนผมไฟใน ช่วงแรกคลอด โดยพธิ ีโกนผมไฟ หรือ พิธที ำขวัญเดือนเป็นพิธโิ บราณที่คนสว่ นใหญ่มีความเชอ่ื กันว่า เมื่อเด็กได้ทำ การโกนผมไฟแล้ว ต่อไปเด็กจะเลี้ยงงา่ ยไมง่ อแง มีความเจริญก้าวหนา้ มผี ใู้ หญ่หรือส่ิงศักด์สิ ทิ ธ์ิคอยคุ้มครองจากสง่ั ไม่ดี และเพ่ือใหผ้ มขนึ้ มาใหม่นน้ั มีความดกดำและหนาเทา่ กัน

20 3.ดา้ นการอบรมเลีย้ งดู มนุษย์สรา้ งวัฒนธรรมข้ึนมาเพอื่ ประโยชนแ์ ห่งการดำรงชีวิตและการสืบทอดเผ่าพันธ์วุ ฒั นธรรมจึงเปน็ สิง่ ที่ แสดงถึงลกั ษณะเฉพาะของแต่ละคนในแต่ละกล่มุ ว่าเปน็ อยา่ งไร และแตกตา่ งในเร่อื งใดบ้าง เชน่ ด้านภาษา ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี และวิถกี ารดำเนินชวี ติ ตลอดจนการแสดงการละเลน่ ต่างๆ ทำให้คนแตล่ ะกลุ่มเกดิ ความ รกั ความผกู พัน และความภาคภมู ใิ นเอกลักษณ์ของตนรวมถึงการอบรมเลย้ี งดูเด็กท่ีแตกตา่ งกนั บนพน้ื ฐานของ ความเชอื่ เศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อม และหลกั ปฏิบัติทีส่ ืบทอดกนั มา จะกลา่ วถงึ ประเด็นต่างๆ ทเ่ี กี่ยวข้อง กับการวิถชี ีวติ ในการอบรมเลี้ยงดเู ดก็ ของชมุ ชนบา้ นภหู ลวงดงั นี้ 3.1 การปฏิบัตหิ น้าท่ีต่อกจิ วัตรประจำวัน 3.1.1 การฝกึ สุขนิสัยและลักษณะนิสัยท่ดี ี ในการฝึกสขุ นิสยั และลกั ษณะนสิ ัยที่ดีของชมุ ชนบ้านภูหลวง ผ้ปู กครองได้ให้ขอ้ มูลว่า จะใช้การส่งั สอนการบอกกลา่ วเปน็ สว่ นใหญ่และจะทำให้ดเู ป็นตวั อย่างกอ่ นแล้วคอ่ ยๆ ฝึกฝนได้เร่ือยๆ จนเด็กสามารถปฏิบัติได้ เอง เช่น การฝึกใหเ้ ด็กเขา้ ห้องนำ้ ผ้ปู กครองจะเขา้ ไปอยู่ในห้องนำ้ ดว้ ยแล้วทำทา่ น่ังใหด้ ูแล้วใหเ้ ด็กปฏิบตั ติ าม ทท่ี ำ แบบนี้เพราะเด็กนนั้ จะได้เหน็ ภาพชดั เจนถงึ การปฏิบตั ิทถ่ี ูกต้อง ในทุกๆ กิจกรรมผ้ปู กครองจะสาธติ เป็นตวั อยา่ ง ให้ด็กดเู สมอ 3.1.2 การสนบั สนนุ ให้เดก็ เลน่ /วิธกี าร ในการสนบั สนุนการเล่นของเด็กผปู้ กครองจะมามีสว่ นรว่ มนการเล่นของเด็กเล็กอายุ 0-6 ปี แต่ พอเด็กเรม่ิ มีความสามารถในการเลน่ แลว้ ผปู้ กครองจะใหเ้ ดก็ ไดเ้ ล่นด้วยตัวเองและได้เล่นกับเพ่ือน ๆ ในการเล่นนั้น ผูป้ กครองจะเล่นในรปู แบบของการมีสือ่ อปุ กรณ์ร่วมดว้ ยเชน่ การเลน่ ต่อไม่บลอ็ ก จะเปน็ การเล่นทใ่ี ช้ไม้ท่ีมอี ยู่ในชมุ ชน ไม้ทใี่ ช้เล่นจะไมไ่ ดเ้ รียบเนยี นแตเ่ ปน็ ไม้ที่เหลอื ใช้จากการทำบ้าน การทำฟนื หงุ ขา้ ว ผปู้ กครองจะมสี ว่ นรว่ มในการเลน่ และการให้แรงเสรมิ กับเด็กอยเู่ สมอ การเล่นขายของ เด็กจะเปน็ ผูจ้ ัดการเล่นทกุ อยา่ งส่วนผ้ปู กครองจะมสี ่วนร่วมในการการทำใหก้ ารเลน่ มัน สนกุ มากขึ้นโดยการมาเปน็ ลูกคา้ ไดเ้ ล่นบทบาทสมมตุ กับเด็ก และให้เด็กได้เล่นดว้ ยกันเอง การเล่นหมากเกบ็ การละเล่นยังมใี ห้เห็นภายในชุมชนบ้านภูหลวงเพราะเปน็ การถา่ ยทอดการเลน่ จากร่นุ ส่รู ุน่ จากพ่สี ู่นอ้ ง การเล่นนี้จะอย่ใู นชว่ งอายขุ องเด็กที่โตมาหนอ่ ยในชว่ งอายุ 7-15 ปี การเลน่ นจ้ี ะใชก้ ้อนหินตาม

21 พืน้ ดินมาเปน็ สื่อการเลน่ การเล่นสว่ นใหญข่ องเด็กจะเป็นการเล่นที่ใชว้ สั ดอุ ุปกรณท์ หี่ าไดภ้ ายในชมุ ชน แตจ่ ะมี บางสว่ นที่ทางบ้านมสี ตางคใ์ นการจัดซ้ือของเล่นให้กบั ลูกหลานไดเ้ ลน่ การเล่นม้ากา้ นกลว้ ย เปน็ การนำวัสดุอุปกรณ์ทม่ี ีอยู่ในชุมชนมาเลน่ กับเด็ก โดยพ่อแม่ผูป้ กครองจะเป็น ผู้ทำขึน้ มาเองดว้ ยการตกแต่งแต่งใหเ้ หมือนมา้ ทำหู ทำหาง ใหด้ งึ ดดู เด็กใหเ้ ด็กเกิดการอยากเลน่ โดยเดก็ จะข่ีม้า ก้านกลว้ ยแล้ววิง่ เล่นกนั กบั เพ่ือน 3.1.3 กิจกรรมทเี่ ด็กได้ลงมอื กระทำโดยผ่านประสาทสมั ผัสทง้ั 5 กิจกรรมที่เด็กไดท้ ำโดนผา่ นประสาทสัมผัสท้งั 5 จะเปน็ การเล่นเป็นสว่ นใหญ่ เพราะการเล่นของเด็กจะทำ ให้เดก็ ได้ลงมอื ทำจรงิ ๆ ได้สัมผสั จริงๆ เชน่ การเล่นหมากเกบ็ เดก็ จะต้องใช้ความแม่นยำระหวา่ งมือกับสายตาใน การโยนรบั ลูกหนิ ใหห้ มด ประสาทสมั ผัสทใ่ี ชก้ ็คือ สายตากับการสมั ผัสกอ้ นหิน 3.2 การสง่ เสริมพัฒนาการของเดก็ ผู้ปกครองในชุมชนบ้านภหู ลวงจะมสี ว่ นร่วมในการสง่ เสริมพฒั นาการของเด็กจะช่วยในการเลน่ ส่งเสรมิ ให้ เดก็ ไดเ้ ลน่ ไดเ้ คลื่อนไหวร่างกาย โดยการหารของเลน่ ท่ีมีอยู่ในชุมชนมาใหเ้ ด็กได้รจู้ ักได้เลน่ เช่น การเดนิ กะลา ผู้ปกครองจะมีส่วนร่วมในส่งเสรมิ พฒั นาการของเด็กโดยการหาวสั ดุอปุ กรณ์สื่อต่าง ๆ มาใหเ้ ดก็ ได้เล่นไดส้ มั ผสั การ ใช้กะลามะพร้าวท่ีเหลอื ใชจ้ ากการทำกับข้าว นำมาประยุกต์ใหเ้ ดก็ ได้เลน่ การนำขา้ วของเคร่ืองใชท้ ม่ี ีอย่ใู นบา้ นมา ให้เด็กได้หยิบจบั สมั ผสั เพ่ือส่งเสริมพฒั นาการของเด็กในชมุ ชนบา้ นภหู ลวง 3.3 การปฏบิ ัติต่อเด็ก (คำพูดและวิธีการ) ผู้ปกครองในชมุ ชนบา้ นภหู ลวงจะมีการปฏิบตั ิตอ่ เด็กในการใช้คำพูดคือการใชค้ ำพดู ที่เปน็ ภาษาบา้ น ๆ ไมไ่ ดก้ ารพูดคำทไ่ี พเราะ ไม่ไดพ้ ดู คำลงทา้ ยดว้ ย ครับ/ค่ะ ทำให้วธิ กี ารสื่อสารของเดก็ ไม่มีการพดู คำลงท้ายด้วย ครับ/ค่ะ แตก่ ็มบี างส่วนท่ีพ่อแม่ไม่ได้พูดท่ีมคี ำลงท้าย แต่เด็กสามารถพูดคำลงทา้ ยครบั /ค่ะ ไดเ้ สมอ เนื่องจากพ่อ แมไ่ ดส้ ่งลูกหลานไปศึกษาเล่าเรยี นท่โี รงเรยี นใกล้เคียงทำให้เดก็ ๆ ไดม้ ีการอบรมสงั่ สอนใหเ้ ดก็ ๆมีแนวทางในการ ปฏิบตั ิตวั ที่ดกี ารแสดงออกทางการกระทำต่อเด็ก ผปู้ กครองในชมุ ชนบา้ นภูหลวง ไมไ่ ด้ให้ความชว่ ยเหลือกบั เดก็ ใน ทุกขน้ั ตอน แต่จะให้เด็กได้ปฏิบตั ิเอง ไดช้ ว่ ยเหลือตนเอง แตใ่ นส่วนท่เี ด็กไม่สามารถทำไดผ้ ู้ปกครองจะให้ความ ชว่ ยเหลือในการปฏบิ ัติดแู ลชว่ ยเหลอื ทกุ ด้าน แต่เมอ่ื เดก็ โตพอทจี่ ะสามารถทำอะไรเองไดผ้ ้ปู กครองของชุมชนบ้าน ภูหลวงจะให้เดก็ ได้ทำเองเพื่อเป็นการพัฒนาเด็กไปในตัว

22 3.4 การสงั เกตพัฒนาการ ผ้ปู กครองของชุมชนบ้านภูหลวงจะมกี ารสงั เกตพฒั นาการของเด็กในทุกๆ ดา้ น แต่จะใช้เครอ่ื งมือในการ การสังเกตดว้ ยการมองดูพฤติกรรมทเี่ ด็กแสดงออก จะไม่มีเครอ่ื งมอื ใดนอกจากน้ี การสงั เกตพัฒนาการของเด็ก ผปู้ กครองของชมุ ชนบา้ นภูหลวง 3.5 การเฝา้ ระวงั ความผดิ ปกติ ผปู้ กครองของชมุ ชนบ้านภหู ลวงจะมีการสงั เกตเฝา้ ระวงั ในการมองดพู ฤติกรรมภายนอกของเด็กด้วยการ มองดู พอพบพฤตกิ รรมทไ่ี มพ่ ึงประสงคผ์ ปู้ กครองของชมุ ชนบา้ นภูหลวงจะเข้าไปเปลีย่ นพฤติกรรมนัน้ ดว้ ยการบอก กลา่ วสอนใหเ้ ด็กรู้ในสิ่งท่ถี ูกต้อง แต่ถา้ พฤติกรรมท่ีเด็กแสดงออกเปน็ ความผิดปกติทางกรรมพนั ธรุ์ ่างกาย พ่อแม่ ผู้ปกครองของชุมชนบา้ นภูหลวงจะของความชว่ ยเหลอื จากโรงพยายาบาลประจำตำบลให้มาสังเกตพฤติกรรม ต่อไป ความผดิ ปกตทิ างสตปิ ัญญาพ่อแมผ่ ปู้ กครองของชุมชนบา้ นภูหลวงจะให้ความสำคญั ใหเ้ ดก็ อ่านออกเขยี นได้ โดยจะให้การศึกษาแกเ่ ด็กทุกคนเทา่ ๆกัน

23 บทท่ี 5 สรปุ ผลการวจิ ยั อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ งานวจิ ยั เรื่อง การศึกษาวัฒธรรมการอบรมเลยี้ งดเู ด็กปฐมวัยกรณศี ึกษาชมุ ชนบ้านภูหลวง ผู้วิจยั ขอเสนอ สรุปผลการวจิ ยั อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ดังนี้ สรปุ ผลการวิจัย การศกึ ษาวฒั ธรรมการอบรมเลี้ยงดเู ดก็ ปฐมวัยกรณีศึกษาชุมชนบ้านภหู ลวงเปน็ การศกึ ษาเพือ่ เข้าใจถงึ วัฒนธรรมการอบรมเลีย้ งดเู ด็กของชมุ ชนบา้ นภหู ลวงท่ีมวี ัตถปุ ระสงคเ์ พ่ือศึกษาวฒั นธรรมการอบรมเล้ียงดูเด็ก ปฐมวยั ในหมบู่ า้ นภูหลวง จงั หวัดประจวบคีรขี ันธ์ ภาคใต้ตอนบน ใชก้ ารเลือกกลุ่มผใู้ ห้ขอ้ มลู ดว้ ยเทคนิคการเลือก แบบเจาะจง กลุ่มผ้เู ชีย่ วด้านขอ้ มูลทว่ั ไปในหมบู่ ้านสระใหญ่ 1 ทา่ น กลุ่มผู้เชย่ี วชาญดา้ นความเชอ่ื และประเพณี วฒั นธรรมในหมบู่ ้าน 1 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านด้านการอบรมเล้ียงดูในหมบู่ ้าน 3 ทา่ น เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการศกึ ษา คือ การสมั ภาษณ์เชงิ ลกึ การสมั ภาษณแ์ บบไม่เป็นทางการ การสังเกตแบบมี ส่วนรว่ มและแบบไม่มสี ว่ นรว่ ม เพื่อเป็นการตรวจสอบข้อมูลและเพม่ิ เติมข้อมลู ท่ีอาจขาดหายหรอื ไมส่ มบูรณ์ กรอบ แนวคดิ ในการศกึ ษา ดา้ นข้อมูลท่วั ไปของหมู่บ้าน ด้านประเพณีและวฒั นธรรมทเ่ี กย่ี วข้องกบั วถิ ีชวี ิต ดา้ นการอบรม เลี้ยงดูบตุ ร การวเิ คราะห์และการตรวจสอบข้อมลู ดำเนินไปพร้อมๆ กบั การเก็บขอ้ มลู ในหมบู่ า้ น ผู้วจิ ยั ลงพ้นื ท่ี ภาคสนาม ซ่งึ จะทำการเปรียบเทียบข้อมลู ท่ีไดร้ ับจากหมู่บ้านแล้วนำมาวเิ คราะห์ และตรวจสอบความถูกตอ้ งของ ข้อมูลอีกครั้งจากผเู้ ชย่ี วชาญ หรอื สงั เกตจากพฤตกิ รรมตา่ งๆ ท่ผี ้วู ิจยั พบเหน็ ในการดำเนินชวี ติ ของผู้ปกครอง ผู้วิจัย จะจดบันทกึ ประจำวันต่อเหตุการณ์ ปรากฏการณ์ทพี่ บนำมาจำแนกและจัดหมวดหมปู่ ระเภทของข้อมลู และสรุป แบบตีความโดยยดึ หลกั การตรวจสอบแบบสามเส้า จากผลการศึกษาได้เนื้อทาท่ีวเิ คราะห์เพือ่ ตอบคำถามและ อธบิ ายปรากฏการณท์ ี่เกิดขน้ึ พอสรปุ ได้ดงั นี้

24 1. โครงสร้างทางกายภาพและบรบิ ทชมุ ชน หมบู่ า้ นภหู ลวงเปน็ หมบู่ ้านท่ีอยู่ห่างไกลจากตวั เมืองและท่ีตง้ั สว่ นใหญ่ตั้งอยู่บนภเู ขาสูงอย่ใู นหุบเขา การ เดนิ ทาง ค่อนขา้ งหา่ งไกลจากตัวเมืองใชร้ ะยะเวลาในการเดนิ ทางนานพอสมควร จะอยู่ห่างไกลจากตวั อำเภอ หรือตวั จังหวัดคอ่ นข้างมาก การเดินทางค่อนข้างลำบาก หม่บู ้านภูหลวง ส่วนใหญ่เปน็ ทร่ี าบสงู สลบั กับภูเขา มี ทรพั ยากรธรรมชาติค่อนข้างจะอุดมสมบูรณ์ ทั้งปา่ ไม้ ลำธาร ลำหว้ ย โดยท่ัวไปไม่ร้อนมากและไม่หนาว จนเกินไป ฝนตกตามฤดูกาล ซ่ึงโดยรวมแลว้ จะมลี กั ษณะภูมอิ ากาศเปน็ ๓ ฤดู คือ ฤดรู ้อน (เดอื นมีนาคม-เดือน พฤษภาคม) ฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม-เดือนตลุ าคม) และฤดหู นาว (เดอื นพฤศจิกายน-เดือนกุมภาพนั ธ)์ ชุมชนบ้านภหู ลวงจะเล้ยี งดูเด็กตามสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวท่ีมุ่งเนน้ ให้เด็กเจริญเติบโตขน้ึ ท่จี ะ สามารถชว่ ยเหลือครอบครัวในดา้ นการประกอบอาชีพโดยทีม่ โี อกาสในการศกึ ษาเล่าเรียนมีนอ้ ย แต่การอบรมเลี้ยง ดูเดก็ ของชมุ ชนบา้ นภหู ลวงนัน้ ยงั คงไว้ซง่ึ วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อที่สบื ทอดกนั มาไดอ้ ย่างเหนียวแนน่ ด้าน การศึกษา ด้านองคค์ วามรู้ตา่ งๆ จงึ ทำใหใ้ ห้ในแต่ละหมบู่ า้ นมกี ารเปล่ียนแปลงไปพร้อมกับการเลือนหายของ วฒั นธรรมอันดีงามไปบา้ ง แมจ้ ะได้รับการถ่ายทอด จากบรรพบรุ ษุ ก็ตาม แต่คนรุ่นใหมย่ ังไม่สามารถรักษาไวไ้ ด้ ทั้งหมด ดังนัน้ การเปลยี่ นแปลงของชมุ ชนเพ่ือใหท้ ันกบั การเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคปจั จุบนั นับวา่ เปน็ สิ่งท่ดี ที ี่ จะส่งเสรมิ ใหเ้ ด็กๆ รุ่นใหม่มีโอกาสเรียนรูแ้ ละไดร้ บั การพัฒนามากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันการเปล่ียนแปลงนก้ี ็มา พร้อมการเลือนหายของวัฒนธรรม ประเพณี อันดีงามที่บรรพบรุ ษุ สบื ทอดมาอย่างยาวนาน 2. ด้านประเพณี และวัฒนธรรม ความเช่ือเกี่ยวกับการอบรมเลยี้ งดู วิถชี ีวติ ของชมุ ชนบ้านภหู ลวงชมุ ชนมปี ระเพณี วฒั นธรรมที่ท่ัวไปไม่ไดม้ ีอะไรโดดเดน่ มากนัก สอดคล้องกบั สภาพสงั คม การดำรงชีวิตของคนในชุมชนทเี่ รยี บงา่ ยไม่ได้มอี ะไรทโ่ี ดดเด่นของชมุ ชนบา้ นภูหลวง จะมีความเช่อื ที่มี การสืบทอดตอ่ กันมาอยา่ งต่อเนื่องตลอดระยะเวลาอันยาวนาน บางสว่ นได้เปลย่ี นแปลงเพื่อความ เหมาะสมและสอดคล้องกบั สภาวะของสงั คมและการดำรงชีวติ ในปจั จุบนั

25 3. ด้านการอบรมเล้ียงดูเดก็ มนุษยส์ ร้างวัฒนธรรมข้ึนมาเพ่อื ประโยชนแ์ ห่งการดำรงชวี ิตและการสืบทอดเผ่าพนั ธ์วุ ฒั นธรรมจงึ เปน็ สิง่ ท่ี แสดงถงึ ลักษณะเฉพาะของแตล่ ะคนในแตล่ ะกลุ่ม ว่าเปน็ อย่างไร และแตกต่างในเรอื่ งใดบ้าง เชน่ ดา้ นภาษา ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี และวถิ กี ารดำเนนิ ชวี ิตตลอดจนการแสดงการละเลน่ ต่างๆ ทำใหค้ นแต่ละกลมุ่ เกิดความ รกั ความผูกพัน และความภาคภูมใิ นเอกลกั ษณ์ของตนรวมถึงการอบรมเล้ยี งดูเด็กที่แตกตา่ งกันบนพ้นื ฐานของ ความเชื่อ เศรษฐกจิ สังคม สภาพแวดลอ้ ม และหลกั ปฏบิ ตั ิท่ีสบื ทอดกันมา จะกล่าวถึงประเด็นตา่ งๆ ทีเ่ กี่ยวข้อง กับการวถิ ชี ีวติ ในการอบรมเลี้ยงดเู ด็กของชมุ ชนบา้ นภหู ลวง การอบรมเลีย้ งดขู องผ้ปู กครองของชมุ ชนบา้ นภหู ลวงจะมีการปฏบิ ตั ิหน้าท่กี จิ วัตรประจำวันทผี่ ้ปู กครองได้ มกี ารส่งเสริมให้เด็กได้ทำท้ังการฝกึ สุขนสิ ัยดแู ลใหเ้ ดก็ มีพฤติกรรมที่ดีงาม การสนับสนุนให้เดก็ ได้เล่น โดยวสั ดุ อปุ กรณ์ทน่ี ำมาส่งเสรมิ การเล่นของเด็กน้นั สว่ นใหญจ่ ะเปน็ วสั ดทุ ่ีมอี ย่ใู นชมุ ชน ส่วนกิจกรรมท่ีทีเ่ ด็กไดล้ งมือ กระทำสว่ นใหญ่จะเป็นการเล่นทเ่ี ดก็ ไดใ้ ชป้ ระสาทสัมผัสท้ัง 5 การสง่ เสรมิ พฒั นาการของเด็กส่งเสริมพัฒนาการของเด็กจะช่วยในการเลน่ ส่งเสรมิ ให้เดก็ ไดเ้ ลน่ ไดเ้ คล่ือนไหวรา่ งกาย โดยการหารของเลน่ ที่มอี ยู่ในชมุ ชนมาให้เดก็ ไดร้ จู้ ักได้เลน่ สว่ นวธิ กี ารส่ือสารของเด็กไมม่ ีการ พูดคำลงท้ายด้วยครบั /ค่ะ แต่ก็มบี างส่วนท่ีพ่อแม่ไม่ไดพ้ ดู ที่มคี ำลงทา้ ย แต่เด็กสามารถพดู คำลงทา้ ยครับ/คะ่ ได้ เสมอ เนื่องจากพ่อแม่ไดส้ ง่ ลูกหลานไปศึกษาเล่าเรยี นท่ีโรงเรยี นใกลเ้ คยี งทำใหเ้ ด็ก ๆ ได้มกี ารอบรมสัง่ สอนให้เด็ก ๆ มีแนวทางในการปฏิบตั ิตวั ที่ดี การสังเกตพัฒนาการของเด็กในทุกๆ ด้าน แต่จะใช้เครื่องมือในการการสงั เกตด้วย การมองดพู ฤติกรรมทีเ่ ด็กแสดงออก จะไม่มีเครื่องมือใดนอกจากนี้ การสังเกตพัฒนาการของเด็กผูป้ กครองของ ชมุ ชนบา้ นภหู ลวง การเฝา้ ระวงั ของพ่อแม่ในชุมชนบา้ นภูหลวงจะของความช่วยเหลือจากโรงพยายาบาลประจำ ตำบลให้มาสังเกตพฤติกรรม ความผดิ ปกติทางสติปญั ญาพอ่ แมผ่ ู้ปกครองของชุมชนบา้ นภหู ลวงจะให้ความสำคญั ให้เด็กอ่านออกเขยี นได้โดยจะให้การศึกษาแก่เด็กทกุ คนเท่าๆกันเพราะพ่อแมผ่ ูป้ กครองให้ความสำคัญในเรื่องของ การศกึ ษา

26 ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1. ด้านความเช่ือในเรื่องการดแู ลเดก็ การใช้ของสมนุ ไพร ควรจะมหี น่วยงานท่ีมีความรู้ในเรื่องของยา สมุนไพรโดยตรงเป็นผบู้ ่งบอกถึงสรรพคุณต่างๆอยา่ งชัดเจน รวมทั้งขนาด ปริมาณการใช้ วิธใี ชท้ ่ชี ดั เจน เพือ่ เปน็ ขอ้ มลู ในการใชย้ าสมนุ ไพรได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และปลอดภยั มากท่สี ดุ 2. ด้านการจดั สภาพแวดลอ้ ม ในเร่ืองของสภาพแวดล้อมแหลง่ การเรยี นรู้ ผู้ปกครองจะใหเ้ ดก็ ชนเผา่ อว้ิ เมี่ยนไดม้ โี อกาสเรียนรู้กับสง่ิ ตา่ งๆ รอบตัวอยา่ งอิสระ ในทกุ สถานที่ จนบางคร้ังผู้ปกครองลมื นึกถงึ ความ ปลอดภัยทจ่ี ะเกิดขน้ึ กบั เด็ก เชน่ การจัดเก็บของมีคม ระบบไฟฟา้ สารเคมีการเกษตร รวมทง้ั การลกั ขโมยเดก็ การ ข่มขนื เพราะส่ิงเหลา่ นี้อาจจะเกดิ ขน้ึ ได้โดยท่ีคาดไม่ถึง ดงั นน้ั ผู้ปกครองควรคำนงึ ถงึ แลปลกู ฝังให้เด็กรู้จักอะไรควร ทำอะไรไมค่ วรทำ อะไรท่ีเปน็ พิษและการป้องกนั ตนเองจาการล่อหลวงหรอื การลกั พาตวั เดก็ ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งตอ่ ไป 1. ควรศึกษาวฒั นธรรมการอบรมเล้ยี งดูเด็กปฐมวัยของชนเผ่าอ่ืนๆ เพื่อศึกษาเปรยี บเทียบความแตกตา่ ง ของวฒั นธรรมท่ีใช้ในการอบรมเลยี้ งดูเดก็ ปฐมวัย 2. ควรศกึ ษาวจิ ยั ที่เกี่ยวข้องกับการพฒั นาฐานระบบข้อมลู อิเลก็ ทรอนิกส์ เก่ียวกบั วฒั นธรรม การอบรมเล้ยี งดูเดก็

27 บรรณานกุ รม

28 บรรณานกุ รมภาษาไทย กมลนันท์ รงั สยาธร. (2543). การศกึ ษาวธิ กี ารอบรมเล้ียงดูเดก็ ท่ีสง่ เสรมิ ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน. วทิ ยานพิ นธ์ ศึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาการศึกษาปฐมวัย, มหาวิทยาลยั ศรนี ครรนิ ทราวิโรฒประสานมิตร. กรุงเทพมหานคร.กองสงเคราะหช์ าวเขา. (2540). ทำเนียบชุมชนพน้ื ท่ีสงู 20 หวดั ในประเทศไทย. กระทรวงแรงงาและสวสั ดกิ ารสังคม. กรงุ เทพมหานคร. จติ ตินนั ท์ ชุมทอง. (2547). ปจั จยั คดั สรรที่สัมพันธ์กบั เชาวน์อารมณ์ของนิสิตนกั ศึกษามหา- วิทยาลยั . วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบณั ฑิตสาขาจิตวทิ ยาพัฒนาการ คณะจติ วิทยา บณั ฑิตวทิ ยาลัย จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . จรรจา สวุ รรณทัต. (2539). ความเชื่อเกีย่ วกบั การอบรมเลย้ี งดูเด็ก. เอกสารการสอนชดุ พฒั นาการเด็กและการเลย้ี งดูหนว่ ยท่ี 8-15. พิมพ์ครงั้ ที่ . มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช. นนทบรุ ี. จนิ ตนา พัฒนพงศธ์ ร. (2547). ศกึ ษาอัตราการเล้ยี งลูกดว้ ยนมแม่และปัจจัยท่ีมีผลต่อการเลี้ยงลกู นม แม่อย่างเดียวอยา่ งน้อย 4 เดือน. สำนักส่งเสรมิ คุณภาพ กรมอนามยั แม่และเด็ก กระทรว สาธารณสุข. นนทบุรี.

29 ภาคผนวก

30 ภาคผนวก ก แนวคำถามในการสัมภาษณ์

31 1. ดา้ นข้อมูลทว่ั ไปของหมู่บ้าน 1.ชอ่ื ผใู้ หส้ มั ภาษณ์. 2.อายขุ องผ้ใู ห้สมั ภาษณ.์ 3.ระดับการศกึ ษา 4. สถานภาพการสมรสในปจั จุบัน 5. สถานภาพการทำงานในปัจจบุ นั . 6. จำนวนสมาชิกในครอบครวั ปจั จุบนั ทอ่ี าศัยอยู่ 7.ความเปน็ อยู่ ดา้ นข้อมลู ท่วั ไปของหมู่บา้ นภูหลวง 1.หมบู่ า้ นจดั ต้ังข้นึ เมื่อใด เหตุผลในการเลือกทำเลทีต่ งั้ ของหมู่บา้ น 2. อาชพี ของคนในชุมชน คอื อะไร 3. สง่ิ อำนวยความสะดวก เช่นโทรทัศน์ โทรศพั ท์ ตู้เยน็ และยานพาหนะ เรมิ่ เข้ามีบทบาทในชว่ งใด แล้วส่งิ เหล่านี้ สง่ ผลตอ่ การอบรมเลีย้ งดเู ด็กอยา่ งไร 4. สถานทสี่ ำคัญ เช่น โรงเรยี น สถานีอนามัย เริม่ เขา้ มาในหมู่บา้ นในช่วงใด ส่งผลอยา่ งไรกับการเล้ียงดเู ด็กของคน ในชมุ ชน 5. หากมีโอกาสเรยี นหนังสือจบการศึกษาระดับชน้ั สงู สดุ คอื อะไร และหลังจากนน้ั จบการศกึ ษา แลว้ คนรุ่นใหมจ่ ะทำอะไรต่อไป

32 2.ดา้ นประเพณี วฒั นธรรม ความเชือ่ ทเี่ กย่ี วข้องกบั การอบรมเล้ียงดู คำถามเกริน่ นำ 1.ชื่อผใู้ หส้ มั ภาษณ์ 2. อายุของผใู้ หส้ ัมภาษณ์ 3. ระดบั การศึกษา 4. ในหมบู่ า้ นมคี วามเชื่ออะไรเกี่ยวกบั การเลี้ยงดูเดก็ บา้ ง 5.ความเช่ือสิ่งทคี่ นทอ้ งตอ้ งทำ 6.ความเชือ่ แตล่ ะอยา่ งมีความสำคัญมากน้องเพียงใด 7. ปจั จุบันประเพณวี ฒั นธรรมมกี ารเปลย่ี นแปลงไปมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ส่งผลอยา่ งไรกบั การเลย้ี งเด็กอยา่ งไร 3.ดา้ นการอบรมเล้ยี งดู 1.ชื่อผูใ้ หส้ มั ภาษณ.์ 2.อายุของผูใ้ ห้สมั ภาษณ์ 3.ระดับการศกึ ษา 4.วธิ กี ารสง่ เสรมิ พฒั นาการของเด็กมีอะไรบ้าง 5.การส่งเสรมิ สุขนสิ ยั ของเด็กผปู้ กครองทำอย่างไรบ้าง 6.การสนบั สนุนการเล่นของเด็กมีแนวทางในการสง่ เสริมยิ ่างไร 7.การสง่ เสรมิ ประสาทสัมผสั ของเด็กทำได้อยา่ งไร 8.การสังเกตพัฒนาการของเด็กทำอย่างไร 9.การเฝ้าระวังควาผดิ ปกตผิ ู้ปกครองทำอยา่ งไร

33 ภาคผนวก ข รายชื่อผทู้ ใ่ี ห้ขอ้ มูล

34 รายชื่อผ้ทู ี่ใหข้ อ้ มลู 1.นางอน้ เกตสุ ขุ อายุ 73 ปี 2.นางบังเอญิ นลิ ม่วง อายุ 57 ปี 3.นางบังอร สุขสวสั ดิ์ อายุ 55 ปี 4.นางเล็ก อินฉิม อายุ 43 ปี 5.นางไลวรนิ อนิ ฉิม อายุ 28 ปี

35 ภาคผนวก ค ภาพประกอบการลงพ้อื นท่ี

36 การลงพน้ื ทสี่ ำรวจข้อมลู

37

38 ประวัตผิ ้วู ิจัย ชื่อ-นามสกุล นางสาวเกตสรนิ ทร์ นลิ มว่ ง ประวัติการศกึ ษา จบการศกึ ษาประถมศกึ ษาท่โี รงเรียนบา้ นเนนิ พยอม จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนตน้ ที่โรงเรียนบ้านเนินพยอม จบการศึกษามธั ยมตอนปลายท่ีโรงเรียนหนองพลบั วทิ ยา กำลงั ศกึ ษาในระดับอดุ มการที่มหาวิทยาลยั ราชภัฏหม่บู า้ นจอมบึง คณะครศุ าสตร์ สาขาการศึกษาปฐมวัย

39


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook