อารยธรรมจนี ล่มุ นาํ ฮวงโห REVIR WOLLEY PRESENTED BY จั ด ทํา โ ด ย Satayu นายศตายุ ฤกษ์เจรยิ ชัย Rerkcharoenchai ม.6/2 เลขที 27
คาํ นาํ E-book ฉบบั นีเปนส่วนหนงึ ของวชา อารยธรรมโลก (ส33101) ชันมัธยมศึกษาปที 6 โดยมจี ดุ ประสงค์ เพือศกึ ษาความรู้ทไี ด้จากเรอง อารยธรรมแม่นาํ ฮวงโห ซงึ มีเนือหาเกยี วกบั อารยธรรมทีสําคญั ต่างๆและ ความเปนมาของอารยธรรมแมน่ ําฮวงโห ผู้จดั ทําได้เลือกหัวขอ้ นใี นการทําE-book เนืองมาจากเปนเรองทนี า่ สนใจ และสามารถใหค้ วามรู้เกียว กับอารยธรรมดังกล่าว โดยผู้จัดทําหวงั วา่ E-bookฉบับนีจะให้ความรู้ และเปนประโยชนแ์ กผ่ ้อู า่ นทกุ ๆ ท่าน จัดทาํ โดย นายศตายุ ฤกษเ จรญิ ชยั ม.6/2 เลขท่2ี 7
สารบญั หนา้ 1 เรอื ง อิทธพิ ลความเชอื ทีมผี ลต่อการตัง 2 ถินฐานและการดําเนนิ ชวี ติ 4 แนวคิดของขงจอื เล่าจอื เมง่ จอื ทีมี 6 อิทธพิ ลต่อสงั คมจนี 8 เศรษฐกิจเสน้ ทางสายแพรไหม 9 ความเจรญิ ทางด้านวทิ ยาการต่างๆ การปกครองระบบกษัตรยิ ์ สถานทีท่องเทียวสาํ คัญ (ในปจจุบนั )
อิทธพิ ลความเชอื ทีมผี ลต่อการตังถินฐานและการดําเนนิ ชวี ติ แหลง่ กาํ เนดิ ของอารยธรรมจนี เริมขนึ ทบี รเิ วณทอี ุดมสมบูรณ์ในทีราบตอนปลายของล่มุ นาํ ฮวงเหอ ลมุ่ นําแยงซเี กยี ง ทีราบล่มุ นาํ แยงซีตอนใต้ เนอื งจากการขุดคน้ ทางโบราณคดีพบ เครืองปนดินเผาเครืองใชท้ ีทาํ ดว้ ยกระดูกสัตวก์ ระดองเต่าในบริเวณดังกลา่ ว การดําเนนิ ชีวิต จนี มคี วามเชือเรอื งชาติพรรณและเชอื ว่าตนเองเปนศูนยก์ ลางของจกั รวาล ประเทศต่างๆตอ้ งเข้ามาหาจีนเอง ยกเวน้ ราชวงศ์หมิงทมี ีการคา้ ขาย ดงั นันวัฒนธรรมจนี จึงไม่ค่อยมีการแพร่หลาย และจีนยังไม่สนใจ การขยายดินแดนยกเวน้ ราชวงศ์หยวน และ ลทั ธคิ วามเชอื ของชาวจีนเช่น ลทั ธขิ งจอื ไมส่ นบั สนุนใหค้ นจีน ออกนอกประเทศแต่ ปจจุบนั ชาวจนี แพร่กระจายออกไปทัวโลก (ราชวงศ์หมงิ ) (ราชวงศ์หยวน) 1
แนวคิดของขงจอื เล่าจอื เมง่ จอื ทีมอี ิทธพิ ลต่อสงั คมจนี ขงจอื ไดม้ อี ิทธพิ ลต่อชาวจีนอยา่ งใหญห่ ลวงรอบด้าน คาํ สอนของขงจอื ถือเปนแบบอยา่ งในการดําเนินชีวติ และเปนมาตรฐานของสังคม ความร้สู ึกนกึ คิดของ ชาวจีนจะแนบแน่นอย่กู บั ปรัชญาขงจอื ง านนิพนธ์ของขงจอื ถอื กันว่าเปนวรรณกรรมชันสูง และเปนหลักสูตรใช้ศึกษากนั ในสถาบนั การศึกษา ต่างๆ เชน่ การรกั ครอบครวั นับถอื บรรพบรุ ษุ และมคี วามปรองดอง เม่งจอื แนวคิดของเม่งจอื กล่าวว่า \"โดย ธรรมชาติแลว้ มนษุ ยท์ กุ คน มพี ืนฐานเปนคนดมี าแต่กาํ เนิดแตส่ ิง แวดลอ้ มทไี มด่ ีตา่ ง ๆ ทาํ ให้ คนเราเปลยี นแปลงไป' เมง่ จือเชอื ว่า ความดีทงั หมดสามารถตอ่ เติม ให้กบั มนุษยไ์ ดด้ ว้ ยการศึกษาศิลปะ วิทยาการตา่ งๆ การศึกษาสามารถ ชว่ ยแก้ไขปญหาต่างๆ ทีเกิดขนึ ได้ ฉะนันผูป้ กครองควรเปน นกั ปรชั ญาหรือไม่กค็ วรให้นกั ปรัชญา มาเปนปกครอง ในกรณที ีนักปกครอง ไมม่ ีคุณสมบัติเชน่ นนั ในขอ้ นีเขาเนน้ ว่าชนชันบริหารรัฐบาลควร เปนผูท้ ีมกี ารศึกษา ผู้มีการศึกษาจะ สามารถเข้าใจถงึ ความตอ้ งการของ ประชาชนไดด้ กี ว่า 2
แนวคิดของขงจอื เล่าจอื เมง่ จอื ทีมอี ิทธพิ ลต่อสงั คมจนี ลทั ธเิ ล่าจือ ได้รับการสนบั สนุนจากคนส่วนใหญ่ผู้ถูกกดขี แตค่ นชนชนั ทมี ีการศึกษาดี ไมม่ ใี คร นิยมชมชอบนกั ผลกค็ อื ลทั ธิเต๋าจึงค่อยๆ เสือมไป เพราะคนจนี ยงี เชือเรอื งไสยศาสตร์ ทาํ ให้พวกนับถือลทั ธขิ องขงจือพากันเหยยี ดหยาม กเ็ พราะเหยียดหยามลทั ธเิ ตา๋ ทาํ ให้ คนจีนไมส่ นใจวทิ ยาศาสตร์จงึ ทําให้วิทยาศาสตรใ์ นจีนไม่ค่อยก้าวหนา้ เพราะไปหลง ตําหนลิ ทั ธิเต๋า ลทั ธเิ ต๋านันคน้ พบเรืองทางวิทยาศาสตรม์ ากอ่ นชนชาตใิ ด เช่น การ ประดิษฐ์ดินปน นอกจากนีความปรารถนาของผนู้ ยิ มลัทธเิ ต๋าในอนั ทีจะค้นหาความจริง เกยี วกับชวี ติ และหนีปญหาตา่ งๆ ด้วยการไปชวี ิตใกล้ธรรมชาติ ทาํ ให้คน้ พบยา สมนุ ไพร ซงึ ทําให้เกิดววิ ฒั นาการด้านความรู้ทางแพทย์ 3
เส้นทางสายแพรไหม เศรษฐกิจเสน ทางสายแพรไหม ราชวงศ ฮัน่ - เป็นยุคทองดา นการคา ของจนี มีการคา ขายกบั อาณาจักรโรมนั อาหรับ และอินเดยี โดยเสน ทางการคา ทีเ่ รียกวา เสนทางสายไหม( Silk Rood ) เสน ทางสายไหมมี 3 สายหลัก 1.สายทะเลทราย เกิดข้ึนในสมัยราชวงศฮ นั่ เริ่มจากนครซี อาน มงุ สทู ิศตะวนั ตกผา นมณฑลกานซู ถึงเมอื งตนุ หวงศนู ยก ลางการเดนิ ทางบนถนนสายนี้ แลวแบง ออกเป็น 2 สาย คือ - สายเหนือ จากเมืองตุนหวง มุงสูทางเหนือของทะเลทรายตากลามากัน ผา นเมืองอูเออเลอ คูเซอ คาชการ แลวเขาเอเชียกลาง ผา นเมืองทชั เคนท บุคารา (ในประเทศอุซเบกสิ ถาน) แลวเขา กรุงแบกแดด ประเทศอิรัก ผานทะเลทรายซเี รีย สิน้ สุดทก่ี รุงอีสตันบูล ประเทศตรุ กี - สายใต จากเมอื งตุนหวง มงุ สทู างใตของทะเลทรายตากลามา กัน ผา นเมอื ง เหอเกียนยารคั คาน ไปบรรจบสายแรกท่คี าชการ เชาสเู อเชยี กลาง หรอื แยกลงใต ผานท่ีราบสงู คาราโครามสู เมือง กลิ กิต ตักศิลา ประเทศปากีสถาน หรอื แยกเขา สู อัฟกานิสถาน ไปสิน้ สุดท่ีอีสตนั บูล หรือแยกเขา เมอื งอัมรสิ า เมืองกัลกตั ตา ประเทศอนิ เดีย ตามเสน ทางเผยแพรพ ทุ ธ ศาสนา 4
ร2.สายทงุ หญา เป็นเสน ทางท่แี ยกจากเมืองซอี าน ขา มเทือกเขาเทียนซาน ถึงเมืองบาลคิ ูนแลวไปทาง ทศิ ตะวันออกเฉียงเหนือสเู ทอื กเขาอลั ไต เอเชยี กลาง ทงุ หญา แพรร ีตอนกลางของประเทคาซคั สถาน ทเี่ ป็น แหลง อาศัยของมา สวรรค เน่ืองจากอดุ มสมบูรณไป ดว ยหญา อาหารของมา เสนทางนี้ยังมอี กี เสน ทางหน่ึง ทแ่ี ยกไปทางเทือกเขาเทียนซานตอนเหนือสูเมืองฮา ม่ี ทหู ลูฟ าน อหู ลูมฉู ีอีล่ี กอ นเขา สเู อเชียกลาง 3.สายทะเล เรมิ่ จากทะเลจีนใต มณฑลกวางตุง หรือ มณฑลฟเู จยี้ นตอนใตข องจีนเขาสูคาบสมทุ รมลายู ผา นประเทศไทย มาเลเซยี เขาสูเ กาะสุมาตราไปยงั มหาสมุทรอินเดยี ผานศรลี ังกา อินเดยี เขาสู ทะเลแดงข้ึนฝั่งที่อยี ิปตก อ นมุง สูก รงุ โรม ประเทศ อติ าลีในปัจจบุ นั เสนทางนี้เจรญิ รงุ เรอื งมากในสมัย จักรพรรดิหยงเลอ (Yong Le) แหงราชวงศห มิง ระหวา ง พ.ศ. 1948-1976 ท่ีพระองคไ ดใ หแมทพั ขันทีนามวา เจิง้ เหอ (Zheng He) เดินเรือคา ขายเสน ไหม ผาไหม และสนิ คา อ่ืนๆ กับประเทศตางๆ มากกวา 30 ประเทศ ตลอดเสนทางสายไหมสาย ทะเล 5
ความเจรญิ ทางด้านวทิ ยาการต่างๆ ในสมยั ราชวงศ์ซางพบว่าชาวจนี รู้จกั เลียงไหมเพือนาํ มาทอผ้าและใชเ้ ครืองสํารดิ ทีขามี รวดลายประดบั รวมทังเครืองปนดินเผาต่างๆ ในสมยั ตอ่ มา คือ สมัยราชวงศ์โจวทีมี ความเจรญิ ตอ่ เนอื งถึง ๘๐๐ ป เปนสมยั ทมี ีการวางรากฐานความเจรญิ ของจีนในสมัย ตอ่ มาทงั ทางดา้ นการปกครอง(โอรสสวรรคต) ความคดิ และเทคโนโลยมี ีการปรับปรุง ถนน ขยายการคา้ มีการผลติ รถศึกอาวุธต่างๆ ทีไดร้ บั การอิทธพิ ลตา่ งๆพวกเรร่ อ่ น ตะวนั ตกทมี ีความหน้าในดา้ นชลประทาน การปองกันนําท่วมและประดษิ ฐ์คนั ไถเหล็ก เปนครังแรกตลอดจนการมใี ช้เหรยี ญทองแดงใน ระบบเงนิ ตรา ต่อมาในสมยั ราชวงศ์ จินมีการออกกฎหมายใชบ้ ังคบั ด้านขนบธรรมเนยี มประเพณี ระบบเงนิ ตรา และการชัง ตวงวัดแม้แต่ เพราะเกวยี นกใ็ หเ้ ปนระบบเดียวกนั หมดนับเปนสมัยทเี ปน การจัดระบบ การปกครองใหมใ่ นสมยั นีมีการสร้างงานสถาปตยกรรมทยี ิงใหญ่ 6
´´ซึงปจจุบันได้รับการยกยอ่ งให้เปนหนงึ ในสิงมหัศจรรย์ของโลกคือกาํ แพงเมอื งจีน ที สร้างขึนเพือปองกันพวกอารยชนทีรุกรานจีน ประกอบไปด้วยปอมปราการขนาดใหญ่ สร้างอย่เู ปนระยะ ในสมัยนีมีการสร้างราชวังขนาดใหญแ่ ละสุสานทีฝงทรัพย์สินมคี ่า และรูปปนขนาดเท่าตัวจริงของนักรบและมา้ จาํ นวนมาก ตอ่ มาในสมยั ทีนบั เปนสมัย แห่งความรุง่ เรืองทสี ุดของจนี คอื สมัยราชวงศ์ฮันซงึ มคี วามเจรญิ ทางดา้ นการปกครอง การคา้ ศาสนาการ ศึกษา และศิลปะวทิ ยาการมีการค้นพบงานดา้ นวทิ ยาศาสตร์และ ประดษิ ฐกรรมหลายอย่างเชน่ พบจุดดับบนดวงอาทติ ยก์ ารพยากรณ์เกยี วกับดินฟา อากาศ การเกิดสุริยคราส การทาํ ปฏทิ ินซงึ มคี วามถกู ต้องแม่นยาํ กาสร้างวดั เครือง แผน่ ดินไหวการผลิตแลกเกอร์ เปนต้น อารยธรรมจนี มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการ อารยธรรมชาตอิ ืนทังในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้ สิงของเครอื งใชบ้ างอยา่ ง เชน่ เครอื งเคลอื บ ผ้าไหม กระดาษ ความรูบ้ างอยา่ ง เชน่ การปลูกฝรกั ษาโรคไดก้ ระจาย ไปถงึ ดินแดนเอเชียกลางและยุโรป ความเจริญของโลกในปจจุบนั ส่วนหนึงไดเ้ กดิ จาก การสร้างสรรคอ์ ารยธรรมของคนเอเชียมาตงั แต่สมยั โบราณ 7
การปกครองระบบกษัตรยิ ์ ´1. ระบบกษัตรยิ ์ เชอื วา่ จกั รพรรดิเปน “ โอรส แหง่ สวรรค์ ” มอี ํานาจเด็ดขาด แต่พระมหา กษัตริยท์ ีไม่อาจปกครองให้เกิดความสงบสุข เทียงธรรม กอ็ าจมีการยึด อาํ นาจเปลียนผู้ ปกครองได้ 2. ระบบศักดนิ าเริมต้นใน “ ราชวงศ์โจว ” จักรพรรดเิ ปนโอรสแห่งสวรรค์ แตต่ อบแทน ขุนนางด้วยการมอบทีดินใหแ้ ต่ขุนนางต้องนาํ ผลผลติ มาถวายกษัตรยิ ์ และชว่ ยเหลอื เมือเกิด สงคราม 3. สมยั จักรวรรดิเรมิ ต้นใน “ ราชวงศ์ฉิน ” จนิ ซีฮ่องเต้ ทรงรวบรวมจีนเปนจักรวรรดิมี อํานาจเดด็ ขาดควบคมุ ดแู ลดนิ แดนโดยตรง แต่ ปกครองด้วยการยึดหลักกฎหมาย ´4. ระบบสาธารณรัฐชาตติ ะวนั ตกตอ้ งการขยาย อทิ ธิพลในจีน ทาํ ให้เกิด ความกดดันการเมอื ง ภายในการเกิดสงครามฝน ระหว่างจนี กบั องั กฤษ จนี แพ้ต้องทํา “ สนธสิ ัญญานานกงิ ” จีนตอ้ งเปด เมืองทา่ ให้ชาวตา่ งชาติเขา้ อยู่อาศัยและทาํ การค้า จนี ต้องยอมยกเกาะฮ่องกงใหอ้ งั กฤษทําการเช่า และยังเกดิ ปญหามากมาย ดร.ซุนยตั เซ็น กอ่ การ ปฏิวัตลิ ้มล้างราชวงศ์แมนจู จดั ตงั ระบอบการ ปกครองแบบสาธารณรฐั โดยให้ ยวน ซีไข ขนึ เปนประธานาธบิ ดี ต่อมามกี ารเปลยี นแปลงเปน ระบอบคอมมวิ นสิ ต์ โดย เหมา เจ๋อ ตงุ ใช้ นโยบาย “ กา้ วกระโดดไกล ” ผนู้ าํ คนต่อมาคือ เตงิ เสียว ผงิ ใชน้ โยบายพัฒนาประเทศ ทเี รยี ก วา่ “ นโยบายสีทนั สมัย ” ซงึ จีนได้เปดเสรที าง เศรษฐกิจมากขนึ 8
สถานทีท่องเทียวสาํ คัญ (ในปจจุบนั ) อนสุ าวรยี ม์ ารดาแมน่ าํ เหลือง (Huang He Mu Qing) รปู ปนมารดาแม่นําเหลอื ง สลกั จากหนิ แกรนติ มีความยาว 6 เมตร กว้าง 2.2 เมตร และสูง 2.6 เมตร มี นาํ หนกั กวา 60 ตัน ตงั อยชู่ ว่ งกลางถนนปนเหอลู่ สรา้ งเสรจ็ เมอื ป ค.ศ. 1986 ทีสําคญั คอื เปนงาน ประตมิ ากรรมทีเปนสัญลกั ษณต์ วั แทนของชนชาวจีน ทมี ีชอื เสียงมากทีสุดรูปหนึง ใครมาหลนั โจวตอ้ ง แวะมา โชคดีในวนั ทีมา มกี องถ่ายสารคดีมาถ่ายทําเรืองราวของศิลปนผสู้ รา้ งงานศิลปะชินนพี อดี เลยถอื เปนโชคสองชันของผมไป งานประตมิ ากรรมชนิ นีมลี ักษณะเปนรปู นอนตะแคง ศอกดนั ศรีษะชนั ปราย ตามองลูกนอ้ ยทีนอนอิงแอบอยขู่ ้างๆ ซงึ ความพีคมันอยู่ทสี ายตาของแมท่ นี างมองดูลูกน้อยนนั คนจนี เคา้ เหน็ ตรงกันวา่ ช่างเปนแววตาแห่งความอบอุ่นเหลือเกิน เปยมด้วยความรกั เปนทสี ุด เปรยี บไปกเ็ หมอื นรปู ปนนกี บั แม่นาํ หวงเหอ เสมือนเปนแม่ทีหล่อเลยี งมวลประชาชนชาวจนี หลายรอ้ ยลา้ นคนมาตงั แต่อดีต จนถงึ ปจจุบนั มปี ระวตั คิ วามเปนมายาวนานกว่า 4,000 ป งานประติมากรรมชนิ นี จึงสรา้ งความประทบั ใจให้กบั คนจีนทงั แผน่ ดนิ เปนอยา่ งมาก จึงไมค่ วรพลาดหากไดม้ โี อกาสมีหลนั โจว ครบั 9
สะพานแห่งแรกแมน่ าํ เหลือง หรอื สะพานเหล็กจงซาน “หวงเหอตอี เิ ฉียว” แปลว่า สะพานแห่งแรกแมน่ าํ เหลอื ง เปนสะพานข้ามแม่นําหวงเหอ แรกสร้างตงั แต่ ราชวงศ์หมิ ป ค.ศ. 1372 โดยซง่ กวั กง(เทียบตาํ แหน่งเจา้ พระยา) นามเฝงเสิง อยูห่ า่ งจากตวั เมอื งหลาน โจวสมยั นัน ไปทางทศิ ตะวันตก เปนสะพานแบบพาดบนเรอื ทรี อ้ ยติดกันดว้ ยเชอื กและโซ่ หรือสะพานแบบ ลอยนํานนั เอง ต่อมาในป ค.ศ. 1376 เว่ยกวั กง นามเตงิ อวี ไดย้ า้ ยตวั สะพานออกไปอกี กลายเปนหา่ ง จากตัวเมอื งหลานโจวไปทางทศิ ตะวนั ตก จงึ ตังชือสะพานว่า เจนิ เหวียนเฉยี ว ซงึ ในป ค.ศ. 1942 เปลยี น ชือสะพาน เปนสะพาน จงซานเฉียว (สะพานเหล็กดร.ซุนยัดตเซน็ ) เพือเปนการระลึกถึ ง ดร.ซนุ ยัตเซน็ บิดาแห่งจนี ใหม่ 10
อุทยานเขาเจดียข์ าว หรอื วดั ไปถ่าซาน ตงั อยู่บนเขาไปถ่าซาน ฝงเหนอื แม่นําหวงเหอ หรือแม่นาํ เหลือง ในเมือง หลานโจว องคเ์ จดยี ์ดังเดมิ สร้างเพือระลกึ ถงึ พระลามะทเิ บตนกายศาก ยะรปู หนึง ให้ไปเข้าเฝาเจง็ กสี ขา่ น ราชนั แหง่ มองโกล แต่เกิดอาพาธ และมรณภาพเสียก่อนทีเมืองหลานโจว องค์เจดยี เ์ ดิมนัน ไมเ่ หลอื ให้เห็น อกี แล้ว แตท่ เี ห็นในปจจบุ นั นัน เปนการสร้างขึนใหม่โดยเจ้าเมืองของ หลานโจว สมยั ราชวงศ์หมงิ ศักราชจงิ ไท่ (ค.ศ.1450-1456) • ตอ่ มาในสมยั ราชวงศ์ชิง ศักราชคังซปี ที 54 (ค.ศ.1715) ไดม้ กี าร บรู ณะปฏสิ ังขรณค์ รังใหญ่ ทงั ตงั ชือใหม่ว่า ฉอื เอินชือ องคเ์ จดยี ์ขาว มี เจด็ ชันแปดด้าน เปนสถาปตยกรรมอย่างจีน สูง 17 เมตร สูงจากระดบั นาํ พืนประมาณ 300 เมตร ฐานเจดยี ์เปนรปู ทรงกลมแบบทิเบต มี ลวดลายแกะสลักอิฐเปนลายเถาดอกไม้และลายหงส์ นับเปนศิลปะกรรม แบบผสมผสาน ปจจุบนั แดดและลมได้กัดเซาะสีขาวไปหมดแลว้ คงเห็น แตส่ ีธรรมชาตขิ องอิฐ 11
Search
Read the Text Version
- 1 - 14
Pages: