Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore E-BOOKอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว (แก้)

E-BOOKอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว (แก้)

Published by armporramat, 2021-05-11 21:18:01

Description: E-BOOKอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว (แก้)

Search

Read the Text Version

ป่ำเบญจพรรณป่าเบญจพรรณ หรือป่าผสมผลัดใบ เป็นป่าที่มีพรรณไม้เด่น ชนิด ตามความหมายของค าว่า เบญจะ คือ ห้า 5 “” ได้แก่ ไม้สัก มะค่า แดง ประดู่ และชิงชัน พบป่าชนิดนี้ในบริเวณที่มีฤดูกาลแบ่งแยกชัดเจน มีช่วงแห้งแล้งยาวนานเกินกว่า เดือน ปริมาณน ้าฝนเฉลี่ยอยู่ในช่วง 3 1,200-1,400 มิลลิเมตรต่อปี ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 50-800 เมตรเหนือระดับน ้าทะเลต้นไม้เกือบทั้งหมดในป่าเบญจพรรณจะผลัดใบในฤดูแล้ง โดยเฉพาะตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมถึงเมษายนป่าเบญจพรรณในประเทศไทย แบ่งออกเป็น กลุ่ม คือ ป่าเบญจ2 พรรณที่มีไม้สักเป็นไม้เด่น ขึ้นคละกับไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจหลายชนิด อาทิ ประดู่ ชิงชัน มะค่าโมง แดง ไผ่ไร่ ไผ่ซางดอย และไผ่หก ส่วนอีกลักษณะหนึ่ง คือ ป่าเบญจพรรณที่ไม่มีไม้สัก มีพรรณไม้เด่นขนิดอื่นขึ้นแทน เช่น สมอพิเภก เปล้าหลวง และส้าน เป็นต้น สังคมป่าเบญจพรรณมีไม้ยืนต้นกระจายอยู่ห่าง ๆ กัน แสงตกถึงพื้นได้มาก มีพืชตระกูลหญ้าอยู่หลายชนิด ฤดูแล้งมักเกิดไฟป่าขึ้นช่วยเผาเศษซากใบไม้แห้งที่สะสมบนพื้นป่า อีกทั้งไฟยังช่วยกระตุ้นให้เมล็ดไม้หลายชนิดงอกงามดี โดยเฉพาะเมล็ดไม้สัก มะค่า และแดง ป่าชนิดนี้มีความเหมาะสมต่อการด ารงชีวิตของสัตว์ป่า เพราะไม่รกทึบเกินไปและมีพืชอาหารมาก

มีพืชอาหารมาก จึงดึงดูดนก แมลง และสัตว์กินพืชต่าง ๆ เข้ามาอาศัย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งมีป่าเบญจพรรณที่สมบูรณ์ที่สุดผืนหนึ่งอยู่กว่า แสนไร่ พบว่าเป็นแหล่งอาศัย7สุดท้ายของ นกยูง พญาแร้ง และควายป่าในประเทศไทย ป่าชนิดนี้มีอยู่ทั่วไปในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคใต้ไม่ปรากฏว่ามีอยู่ ป่าชนิดนี้มักจะมีไม้สักขึ้นอยู่ปะปนอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะทางภาคเหนือและทางภาคกลางบางแห่ง ส่วนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีป่าเบญจพรรณอยู่น้อย ลักษณะของป่าเบญจพรรณ โดยทั่วไปเป็นป่าโปร่งประกอบด้วยต้นไม้ขนาดกลางเป็นส่วนมาก พื้นที่ป่าไม่รกทึบมีไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่มาก ในฤดูแล้งต้นไม้ทั้งหมดจะพากันผลัดใบและมีไฟป่าไหม้อยู่ทั้งปีมีพันธุ์ไม้ขึ้นคละกันมากชนิด เช่น ไม้สัก แดง ประดู่ มะค่าโมง ชิงชัน ตะแบก เป็นต้น พืชชั้นล่างก็มีพวกหญ้า พวกกก ไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ เช่น ไผ่ป่า ไผ่รวก ไผ่นวล เป็นต้น

ป่ำเต็งรังป่าเต็งรังหรือที่เรียกกันว่าป่าแดง ป่าแพะ ป่าโคก ลักษณะทั่วไปเป็นป่าโปร่ง ตามพื้นป่ามักจะมีโจด ต้นแปรง และหญ้าเพ็ก พื้นที่แห้งแล้งดินร่วนปนทราย หรือกรวด ลูกรัง พบอยู่ทั่วไปในที่ราบและที่ภูเขา ในภาคเหนือส่วนมากขึ้นอยู่บนเขาที่มีดินตื้นและแห้งแล้งมาก ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีป่าแดงหรือป่าเต็งรังนี้มากที่สุดชนิดพันธุ์ไม้ที่ส าคัญ ได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง กราด พะยอม ติ้ว แต้ว มะค่าแต ประดู่ แดง มะขามป้อม มะกอก ผักหวาน สมอไทย ตะแบก เลือดแสลงใจรกฟ้า ฯลฯ ส่วนไม้พื้นล่างเป็นหญ้าหญ้าเพ็ก ปรง กระเจียวเปราะ มะพร้าวเต่า ปุ่มแป้ง โจด และหญ้าชนิดอื่นๆป่าชนิดนี้มีอยู่มากทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคใต้และชายทะเลด้านตะวันออกไม่ปรากฏว่ามีอยู่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนับว่ามีมากที่สุด คือประมาณ 70-80% ของป่าชนิดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในภาคนี้ทั้งหมด ป่าชนิดนี้มีอยู่ทั่วไปทั้งที่ราบและที่เขาสูง ดินมักเป็นทรายและลูกรัง ซึ่งจะมีสีค่อนข้างแดง ในบางแห่งจึงเรียกว่าป่าแดง ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีป่าขึ้นตามเนินที่เรียกว่าโคก จึงเรียกว่าป่าโคก ลักษณะป่าชนิดนี้เป็นป่าโปร่งมีต้นไม้ขนาดเล็กและขนาดกลางขึ้นอยู่กระจัดกระจาย

พื้นป่าไม่รกทึบ มีหญ้าชนิดต่าง ๆ และไม้ไผ่ขึ้นอยู่โดยทั่วไป พันธุ์ไม้ในป่านี้ได้แก่ เต็ง รัง พะยอม มะขามป้อม เป็นต้น

ป่ำสนเขำป่าสนหรือป่าสนเขาในประเทศไทยมักปรากฏอยู่ตามภูเขาสูงส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ซงมีความสูงจากระดับน ้าทะเลประมาณึ่ตั้งแต่700เมตรขึ้นไปป่าชนิดนี้จึงมีอยู่มากในภาคเหนือ ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอยู่บ้างไม่มากนักและบางทีอาจปรากฏในที่ซงมีระดับความสูงเพียงึ่200-300เมตรเท่านั้น ในภาคตะวันออกและภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปยังไม่ปรากฏว่าพบป่าชนิดนี้ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติป่าสนเขาโดยทั่วไปมักจะขึ้นอยู่ในที่ที่ซึ่งดินไม่ค่อยจะอุดมสมบูรณ์นัก มีความเป็นกรดสูง ลักษณะเป็นป่าโปร่งไม่ผลัดใบต้นสนเขาบางทจะขึ้นอยู่เป็นหมู่ล้วนๆโดยไม่มีต้นไม้ชนิดอื่นีปะปน แต่บางครงอาจขึ้นกระจายเป็นหย่อมๆหรือขึ้นปะปนั้อยู่กับชนิดพันธุ์ไม้ของป่าดงดิบเขา หรือป่าแดงก็มีชนิดพันธุ์ไม้ที่ส าคัญของป่าชนิดนี้ คือ สนสองใบและสนสามใบ ส่วนต้นไม้ชนิดอื่นๆที่ขึ้นอยู่ด้วยกันได้แก่จ าพวกพันธุ์ไม้ป่าดงดิบเขา เช่นก่อชนิดต่างๆหรือพันธุ์ไม้ป่าแดงบางชนิด คือเต็ง รัง เหียง พลวง เหล่านี้ เป็นต้น

ลักษณะของป่าสนป่าชนิดนี้จ าแนกโดยอาศัยชนิดพันธุ์ไม้เป็นหลักเพียงอย่างเดียว คือป่าที่มีไม้สนสองใบ และสนสามใบ เป็นพันธุ์ไม้เด่น ไม้ชั้นบนจะประกอบด้วยสนล้วนๆ ป่าสนเขาปกติปรากฎอยู่ ที่ระดับต ่ากว่าป่าดงดิบเขาหรืออาจอยู่ในระดับเดียวกันแต่ในพื้นที่ๆแห้งแล้งกว่าหรือบริเวรที่ดินเก็บน ้าได้ไม่ดีพบได้ตั้งแต่ระดับความสูง200เมตร ถึง1800เมตรจากระดับน ้าทะเลส่วนใหญ่กระจายอยู่ทางภาคเหนือและภาตะวันออกเฉียงเหนือโครงสร้างของป่ามี3ชั้นเรือนยอด ชั้นบนสุดเป็นไม้สนอาจเป็นชนิดหนึ่งชนิดใดในสองชนิดส่วนพันธุ์ไม้ชั้นรองส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ไม้ในป่าดงดิบเขา โดยเฉพาะพันธุ์ไม้ในวงศ์ก่อ เช่น ก่อแอบ ก่อสีเสียด ก่อแหลม ก่อเดือย ก่อแป้น ก่อน ้า และก่อหม่นพันธุ์ไม้นอกเหนือจากก่อ คือ ก ายาน สลักป่า หว้า เหมือดคนตัวผู้ เหมือดจี้ ไม้พุ่มประกอบด้วย มันปลา ส้มอ๊อบแอ๊บ เป้งดอยปรงเขา และหัวแหวน พืชคลุมดินในป่าสนเขาจะมีความผันแปรกันไปซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะโครงสร้างของป่าเช่นปริมาณของแสงและปริมาณใบสนที่ล่วงหล่นคลุมดินป่าสนในภาคเหนือบางแห่งมีเรือนยอดค่อนข้างทึบและมีใบหล่นคลุมดินหนา จะมีพืชคลุมดินน้อย ป่าสนทางภาคตะวนออกเฉียงเหนือเรือนยอดชั้นับน ค่อนข้างโปร่ง จะมีพืชคลุมดินขึ้นหนาแน่น พืชคลุมดินส่วนใหญ่เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ที่ส าคัญ คือ ตองกง แขมหลวง หญ้าแฝก



อุทยำนแห่งชำติน ้ำหนำวอุทยานแห่งชาติน ้าหนาวเป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในท้องที่อ าเภอหล่มเก่า อ าเภอหล่มสัก อ าเภอน ้าหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ และอ าเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เป็นอุทยานแห่งชาติที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวเขตกั้นระหว่างภาคอีสานและภาคเหนือสภาพพื้นที่ทั่วไปเป็นเทือกเขาสูงมีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์เป็นต้นน ้าล าธารมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง มีเนื้อที่ประมาณ603,750ไร่ หรือ 966ตารางกิโลเมตร ก่อตั้งเมื่อวันที่ พฤษภาคม พ ศ4. . 2515ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ตุลาคม 7 2502 ให้ก าหนดป่าน ้าหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ และป่าอื่นๆ ในท้องที่จังหวัดต่างๆ รวม ป่า เป็นอุทยานแห่งชาติ ในปี พ ศ14 . . 2511กรมป่าไม้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปท าการส ารวจเบื้องต้นเกี่ยวกับสภาพพื้นที่บริเวณป่าน ้าหนาวปรากฏว่ามีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ มีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง ตลอดจนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด กรมป่าไม้จึงได้น าเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติซึ่งได้มีมติในคราวประชุมครั้งที่ 1/2513 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2513 เห็นชอบให้ออกพระราชกฤษฎีกาก าหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 142เมื่อวันที่ พฤษภาคม 32515ก าหนดบริเวณป่าน ้าหนาว ในท้องที่

ต าบลบ้านโคก อ าเภอเมืองเพชรบูรณ์ ต าบลบ้านกลาง ต าบลบ้านติ้ว ต าบลห้วยไร อ าเภอหล่มสัก ต าบลน ้าหนาว อ าเภอ่หล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ และต าบลห้วยยาง อ าเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เป็นอุทยานแห่งชาติ เนื้อทประมาณี่603,750ไร่ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม89ตอนที่71ลงวันท พฤษภาคมี่42515เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งที่ ของประเทศ ต่อมากองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ได้มี5หนังสือที่ กส0708/2214ลงวันที่1เมษายน2523ให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทุกแห่งได้ตรวจสอบพิจารณาชื่อต าบลที่ตกหล่นในอุทยานแห่งชาติทรับผิดชอบซึ่งอุทยานี่แห่งชาติน ้าหนาวได้มีหนังสือที่กส0708( )/223นนลงวันที่11มีนาคม2525รายงานว่าตามประกาศคณะปฏิวติ ฉบับที่ั142ลงวันที่ พฤษภาคม32515ได้ก าหนดแนวเขตอุทยานแห่งชาติซึ่งครอบคลุมถึงทองที่ต าบลปากช่องและต าบลท่าอิ้บุญ อ าเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ด้วย แต่มิได้ระบุชื่อต าบลทั้ง2ไว้ กรมป่าไม้จึงได้เสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติได้มีมติในคราวประชุมครั้งที่3/2523เมื่อวันที่21ตุลาคม2523เห็นชอบให้ออกพระราชกฤษฎีกาก าหนดขยายเขตอุทยานแห่งชาติเพิ่มเติมต าบลที่ตกหล่นได้ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกาขยายเขตอุทยานแห่งชาติน ้าหนาวในท้องที่ต าบลท่าอิบุญ และต าบลปากช่อง อ าเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ พ ศ. . 2525ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม99ตอนที่137ลงวันที่26กันยายน2525

ลักษณะภูมิประเทศอุทยานแห่งชาติน ้าหนาวตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นเขตกั้นระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือสภาพพื้นที่ทั่วไปเป็นเทือกเขาสูงทอดยาวผ่านจังหวัดชัยภูมิและจังหวัดเพชรบูรณ์มีลักษณะเป็นเนินยอดป้านที่เกิดจากการยกตัวของเปลือกโลกบริเวณนี้ในอดีต มีความสูงอยู่ระหว่าง 650-1,200 เมตรจากระดับน ้าทะเลประกอบด้วย ภูกุ่มข้าว ภูผาจิตหรืออีกชื่อหนึ่ง ภูด่านอี“ป้อง ซึ่งเป็นจุดสูงสุด ที่มีความสูง ” 1,271 เมตรจากระดับน ้าทะเล ประกอบขึ้นเป็นป่าต้นน ้าล าธาร ต้นก าเนิดของล าธารสายยาว เช่น แม่น ้าป่าสัก แม่น ้าพอง แม่น ้าเลย ห้วยขอนแก่น ห้วยน ้าเชิญ ซึ่งไหลลงสู่เขื่อนอุบลรัตน์ และเขื่อนจุฬาภรณ์

ลักษณะภูมิอำกำศโดยทั่วไปอากาศหนาวเย็นในตอนดึกและตอนเช้า ส่วนใหญ่ตอนกลางวันอากาศเย็นสบายจึงกล่าวได้ว่าอุทยานแห่งชาติน ้าหนาวมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี องศาเซลเซียส ในฤดูฝนจะมีฝนตกชุกระหว่าง25 เดือนกันยายน ตุลาคมส่วนใหญ่ฤดูหนาว อากาศหนาวเย็น-มากจนบางครั้งน ้าค้างจะกลายเป็นเกล็ดน ้าแข็ง อากาศจะหนาวเย็นที่สุดในเดือนธันวาคมและมกราคมซึ่งในบางปีอุณหภูมิจะลดต ่าถึง องศาเซลเซียส0

พันธุ์พืชป่าที่พบได้ในอุทยานแห่งชาติน ้าหนาว

ต้นเกล็ดจรเข้ลักษณะ ไม้ต้นสูงได้ถึง เมตร เปลือกเรียบใบประกอบ ใบย่อย 20 2-4 คู่ใบย่อยเรียงตรงข้าม สีเขียวเข้ม รูปไข่ รูปไข่แกมรูปรี รูปรี หรือ รูปไข่กลับแกมรี ขนาดกว้าง 3-9 เซนติเมตร ยาว 3.5-20 เซนติเมตร ฐานรูปลิ่มกว้าง ปลายเรียวแหลมถึงมนดอกมีขนาดเล็ก ออกเป็นช่อ ดอกสีค่อนข้างเหลือง กลีบเลี้ยงแยกจากกัน กลีบดอกเป็นหลอดปลายแยก ผลเป็นฝักประโยชน์ย่างหรืออังไฟประคบบรรเทาอาการปวด ใบบดน ามาเป็นยาฆ่าเหา รากใช้เป็นยาเบื่อปลาเนื้อไม้ใช้ในการก่อสร้าง

ต้นก่อลิ้มลักษณะสูง8-20เมตรเปลือกต้นมีสีน ้าตาลหรือสีเทาเงินเปลือกชั้นในเป็นเส้นใยสีส้มอ่อน ใบมีขนาด3.5-9เซนติเมตรขอบใบมีหยักประโยชน์ใบ สามารถเอามาขยี้ทาแผลแมลงสัตว์กัดต่อยได้

ต้นไก่แดงลักษณะสูง2 0 - 03เมตร ใบทรงรี ปลายแหลมขอบใบเรียบหรือหยักเล็กน้อย โคนใบแคบหรือมน ใบหนาอวบน ้า จะรู้สึกนิ่มมือเมื่อได้สัมผัส ดอกเป็นดอกเดี่ยวแต่รวมเป็นกระจุกที่ปลายยอดหรือตามง่ามใบ มีลักษณะเป็นหลอดโค้ง ผลมีฝักเล็กเรียวยาว ข้างในมีเมล็ดสีน ้าตาลออกด าประโยชน์ปลูกเป็นไม้ประดับเชื่อว่าเป็นว่านทางเสน่ห์เมตตามหานิยมด้านสมุนไพร ใช้ใบต าพอกบริเวณที่ถูกแมลงกัดต่อยให้ผลดียิ่ง

ส้ำนใบเล็กลักษณะมีขนาดใหญ่ เป็นไม่ผลัดใบ หรือผลัดใบระยะสั้น ล าต้นมักมีปุ่มปม กิ่งอ่อนมีขน เรือนยอดเป็นพุ่มกลมสีเขียวทึบ ปลายกิ่งห้อยลง สูงได้ถึง เมตรใบเดี่ยวเรียงสลับที่ปลายกิ่งรูปไข่กลับหรือ30รูปวงรีกว้าง7-13เซนติเมตร ยาว 10-25เซนติเมตรประโยชน์ยาพื้นบ้านอีสานใช้ ราก แช่น ้าดื่ม แก้อาการท้องเสีย แก่นหรือราก ฝนน ้ากิน แก้ไข้ ผลสุก รสเปรี้ยว น ามาปรุงรสอาหาร

เทพทำโรลักษณะไม้ยืนต้นขนาดกลาง ใหญ่ สูงประมาณ -10 - 30 .ม เป็นพันธุ์ไม้ที่มีความหอมในทุกๆ ส่วน ตั้งแต่ใบ ดอก ล าต้นรากประโยชน์เนื้อไม้นิยมใช้ในการแกะสลักเป็นของเคารพบูชาของประดับตกแต่งอาคารบ้านเรือน และของที่ระลึกต่างๆ

ต้นล ำไยป่ำลักษณะเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงประมาณ 5-12เมตร ลักษณะของต้นเป็นทรงเรือนยอดแผ่กว้างถึงค่อนข้างกลมประโยชน์ผลสุกมีรสหวานใช้รับประทานเป็นผลไม้ได้ผลสุกน ามาใช้ท าส้มต าร่วมกับผลตะโกเนื้อไม้หรือล าต้นใช้ส าหรับการก่อสร้างเนื้อไม้สามารถน ามาใช้ท าเป็นฟืนที่ให้ความร้อนสูงได้

ต้นอบเชยลักษณะในสภาพธรรมชาติทรงพุ่มอาจสูงตั้งแต่1 0 - 51เมตรเส้นผ่าศูนย์กลางล าต้นประมาณ 30-50เซนติเมตรประโยชน์เปลือกต้นและเนื้อไม้ มีรสเผ็ด หวานชุ่ม มีกลิ่นหอม เป็นยาร้อนออกฤทธิ์ต่อไตม้ามและกระเพาะปัสสาวะใช้เป็นยาบ ารุงร่างกายท าให้ร่างกายอบอุ่นช่วยกระจายความเย็นในร่างกายท าให้เลือดหมุนเวียนดี

ต้นมะกอกลักษณะน ามาท าน ้ามันมะกอกเป็นพืชท้องถิ่นในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นไม้ยืนต้น ล าต้นออกสีเทาออกขาวนวล ต้นโค้งงอ ดอกสีขาวครีมขนาดเล็ก กลิ่นหอม ผลเล็กเท่านิ้วหัวแม่มือ ผลดิบสีเขียว ผลสุกเปลี่ยนเป็นสีน ้าตาลแดงหรือสีม่วงประโยชน์เนื้อมะกอกรับประทานได้แต่มีรสเฝื่อนเพราะมีสารอัลคาลอยด์จึงต้องน าไปดองเกลือก่อนรับประทานน ้ามันมะกอกใช้ปรุงอาหารแทนน ้ามันพืชหรือเนย ใช้ผสมในน ้าสลัด และใช้เป็นยารักษาโรคทางเดินอาหาร บ ารุงกระดูก บ ารุงผม

ต้นมะห้อลักษณะไม้ต้นผลัดใบ สูง 15-30 เมตร กิ่งอ่อน ใบอ่อนและช่อดอก มีขนนุ่มปกคลุม ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียนสลับ ใบย่อยออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปรีหรือรูปขอบขนาน ปลายเรียวแหลม โคนมน ดอก เล็กสีขาว ออกเป็นช่อโปร่งแตกแขนงตามปลายกิ่ง ผล รูปไข่ สีเขียว เมื่อสุกสีแดงอมส้มประโยชน์ผล สามารถน ามารับประทานได้

ต้นนิโครธลักษณะผิวเปลือกเรียบสีขาวปนเทา ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่ มีความเงามัน กว้าง 10-14 เซนติเมตร ยาว 15-20 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบโค้งกว้างออกเป็นคู่สลับกันแขนงใบมีระหว่าง คู่ก้านใบ4-6อวบยาว2-5เซนติเมตร ผลกลมโต วัดผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ1-1.5เซนติเมตรประโยชน์เปลือกต้นใช้แก้อาการท้องเดินเมล็ดใช้เป็นยาเย็นและยาบ ารุง ผลใช้รับประทาน



สัตว์ป่าที่พบได้ในอุทยานแห่งชาติน ้าหนาว

ช้ำงลักษณะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่อาศัยอยู่บนบก เท้าเป็นกีบ มีลักษณะกลม มีงวงยาวความยาวของล าตัวจากหัวจรดโคนหางยาวประมาณ400 เซนติเมตรหางยาวประมาณ100-150เซนติเมตรใบหูกว้างประมาณ 40-50เซนติเมตรเมื่อโตเต็มที่จะมีน ้าหนักประมาณ3,500-4,000กิโลกรัม3.5-4.0 )ตัน ความสูงบริเวณไหล่เฉลี่ยประมาณ240-270เซนติเมตร

กวำงลักษณะกวาง เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอันดับสัตว์กีบคู่ ที่จัดอยู่ในวงศ์ Cervidae มีลักษณะขนยาวหยาบสีน ้าตาล ตัวผู้มีเขาเป็นแขนง ผลัดเขาปีละครั้ง ตัวเมียมีขนาดเล็กกว่าและไม่มีเขา ความยาว1.8-2เมตร ความสูง85-150เซนติเมตร น ้าหนักโดยเฉลี่ย 160-180กิโลกรัม

เสือโคร่งลักษณะ ล าตัวมีสีเหลืองแดงหรือสีขมิ้น มีแถบสีด าหรือน ้าตาลพาดตามล าตัวตลอดในแนวตั้ง บริเวณหน้าอก ส่วนท้องและด้านในของขาทั้งสี่มีสีขาวครีม บางตัวอาจมีสีออกเหลือง มีกระบอกปากค่อนข้างยาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน ้านมอันดับสัตว์กินเนื้อ น ้าหนักโดยเฉลี่ย90-300กิโลกรัมขึ้นอยู่กับช่วงวัย มีความเร็วที่ 45-65กิโลเมตร ชั่วโมง/

หมูป่ำลักษณะ หมูป่ามีความยาวหัว ล าตัว -9 0 -1 8 0 เซนติเมตร หางยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ความสูงหัวไหล่ประมาณ 55-110 เซนติเมตร น ้าหนัก 50-350กิโลกรัม ส่วนหมูเลี้ยงอาจมีน ้าหนักได้มากถึง 450กิโลกรัม ผิวสีด าหรือเทาเข้ม มีขนขึ้นจาง ๆ ทั่วทั้งตัวขนมันวาวสีด าหรือน ้าตาลขนบริเวณสันหลังยาวเป็นพิเศษ

เก้งลักษณะ มีรูปร่างโดยรวมคือมีขนตามล าตัวสีน ้าตาลอาจมีสีอื่นผสมแตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิดเขามีขนาดเล็กกว่ากวางในสกุลอื่นใต้ตามีต่อมน ้าตาเห็นได้ชัดเจนเป็นเส้นสีด าเป็นร่องยาว ตัวผู้เมื่อโตเต็มที่จะมีเขี้ยวงอกออกมาจากมุมปาก หางมีขนาดสั้นเวลาตกใจจะร้องว่าเอิ๊บๆแล้วกระโดดหนีไป น ้าหนักโดยเฉลี่ยอยู่ที่ กิโลกรัมความยาว เซนติเมตร2299

ลิงลักษณะ ลิง หรือ วานรเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีความยาวล าตัวโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 75-95เซนติเมตร ความสูง55-65เซนติเมตร น ้าหนักตัว19-37กิโลกรัมชอบกินกล้วยและผลไม้ป่าเป็นอาหาร

อุทยานแห่งชาติน ้าหนาว อ น ้าหนาว จ เพชรบูรณ์ . . 67260081-9626236อุทยานแห่งชาติน ้าหนาวเวลำท ำกำร: วันอาทิตย์ 8 –16:30:00วันจันทร์ 8 –16:30:00วันอังคาร 8 –16:30:00วันพุธ 8 –16:30:00วันพฤหัส 8 –16:30:00วันศุกร์8 –16:30:00วันเสาร์8 –16:30:00ติดต่อ อุทยำนแห่งชำติน ้ำหนำว

จัดท าโดยชื่อ นาย ปรมัตถ์ สมปางเอกนวัตกรรมมัลติมีเดีย สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์1มีนาคม พ ศ. .2564


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook