บทท่ี 3 รปู แบบการนิเทศ การนิเทศมีรูปแบบท่ีหลากหลาย เม่ือพิจารณาจากอดีตมาถึงปจั จุบันจะพบว่ามีนกั วชิ าการแบ่งรปู แบบการนิเทศไวแ้ ตกต่างกนั ตามยุคสมยั ทงั้ ในประเทศและต่างประเทศ แต่เน่ืองจากรูปแบบ และลกั ษณะการนิเทศไม่แตกต่างกนั นัก คอื จะเน้นการนิเทศแบบตรวจตราและแบบประชาธปิ ไตยเป็นส่วนใหญ่ จงึ ไม่ไดแ้ ยกตามยุคสมยั แต่แบ่งการนิเทศตามรปู แบบการนาไปใชแ้ ทนรปู แบบการนิเทศ แฮรสิ (Harris,1985) แบง่ การนิเทศตามลกั ษณะทเ่ี ด่นของการนิเทศ ได้ 2 แบบ ดงั น้ี 1. การนิเทศแบบเน้นการใหค้ าแนะนา(Tractive Supervision) แบบน้ีผนู้ ิเทศจะให้คาแนะนา ใหผ้ ไู้ ดร้ บั การนิเทศนาไปปรบั ปรงุ แกไ้ ข 2. การนิเทศแบบเน้นความเป็นพลวตั (Dynamic Supervision) แบบน้ีผนู้ ิเทศจะจุดประกายทางด้านความคิดเพ่ือส่งเสริมให้ผู้ได้รบั การนิเทศนาไปปฏิบตั ิ ผู้ได้รบั การนิเทศสามารถใช้ความรู้ ความสามารถตลอดจนประสบการณ์ท่ตี นเองมมี าปรบั ปรุงการสอนตามความเหมาะสมกบั สภาพความเป็นจรงิ ดี เทนเนอร์ และ แอล เทนเนอร์ (D. Tanner and L. Tanner,1987) แบ่งการนิเทศตามลกั ษณะของผนู้ ิเทศได้ 4 แบบ ดงั น้ี 1. การนิเทศแบบตรวจตรา(Inspection Supervision) การนิเทศแบบน้ีเป็นแบบเก่าแก่ท่มี ใี ช้มานาน ผูน้ ิเทศจะตรวจการทางานของสถานศกึ ษาให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ระเบยี บของหลกั สตู รทก่ี าหนดไว้SE 743 21
2. การนิเทศแบบเน้นผลงาน (Supervision as Production) การนิเทศแบบน้ีจะดูผลงานของสถานศกึ ษาว่าสามารถผลติ ผเู้ รยี นออกสสู่ งั คมอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพหรอื ไมม่ ากน้อยเพยี งใด บางคนเรยี กการนิเทศแบบวทิ ยาศาสตร์ เพราะมกี ารวางแผนการทางานอย่างเป็นระบบระเบยี บตรวจสอบยอ้ นกลบั ไดอ้ ยา่ งเป็นขนั้ ตอนทช่ี ดั เจน 3. การนิเทศแบบคลนิ ิก (Clinical Supervision) การนิเทศแบบน้ีเน้นทก่ี ารปรบั ปรุงกระบวนการเรยี นการสอนในลกั ษณะทพ่ี จิ ารณาและแกไ้ ขตามความเหมาะสมของผไู้ ดร้ บั การนิเทศแต่ละแหง่ จงึ คลา้ ยกบั การรกั ษาอาการเจบ็ ปว่ ยของคนไข้ ใหม้ กี ารฟ้ืนฟูสภาพไดด้ ขี น้ึ แต่การนิเทศการศกึ ษาจะมุ่งใหผ้ ู้ได้รบั การนิเทศเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมการเรยี นการสอนใหม้ ีความเหมาะสม โดยผนู้ ิเทศและผไู้ ดร้ บั การนิเทศจะไดพ้ บปะเผชญิ หน้ากนั และรบั คาแนะนาไปปรบั ใชต้ ามความเหมาะสมและความจาเป็นเพอ่ื ประโยชน์ของการใชง้ าน 4. การนิเทศแบบเน้นการพฒั นา (Developmental Supervision) การนิเทศแบบน้ีเน้นพฒั นาผูไ้ ดร้ บั การนิเทศ ใหม้ คี วามรูค้ วามสามารถในการแกไ้ ขปญั หาของตนเองได้ ตามสถานการณ์ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในสถานศกึ ษา กลคิ แมน(Glickmam,1981) ไดแ้ บ่งวธิ กี ารนิเทศแบบน้ีเป็น 3 วธิ คี อื วธิ ที ่มี กี ารชน้ี า ไม่มกี ารชน้ี า และวธิ ผี สมผสาน โดยพจิ ารณาตามความสามารถของผไู้ ดร้ บั การนิเทศ การนิเทศในประเทศไทยมกี ารนารปู แบบการนิเทศของต่างประเทศมาใชข้ ณะเดยี วกนักม็ กี ารพฒั นารปู แบบการนิเทศของตนเองขน้ึ มาเพ่อื ใหเ้ หมาะสมกบั สภาพสงั คมของไทย ซง่ึ มีรปู แบบหลายรปู แบบดงั ต่อไปน้ี การนิเทศการสอนแบบค่สู ญั ญา การนิเทศการสอนแบบคู่สญั ญา(Buddy Supervision)(บูรชยั ศริ มิ หาสาคร, 2552,Online) คอื การนิเทศโดยตรงทเ่ี ปิดโอกาสใหค้ รู 2 คน ไดด้ งึ เอาศกั ยภาพทางการสอนทม่ี อี ยใู่ นตวั ของแต่ละคนออกมาแลกเปล่ยี นเรยี นรกู้ นั โดยเรม่ิ ต้นจากการจบั คู่สญั ญา เพ่อื สรา้ งมติ รสมั พนั ธอ์ นั ดตี ่อกนั และใชส้ มั พนั ธภาพอนั ดนี ้ี เป็นตวั นาไปสกู่ จิ สมั พนั ธห์ รอื ความสาเรจ็ ในการจดั กระบวนการเรยี น22 SE 743
การสอนแบบน้ีใชร้ ะบบกระบวนการทางานแบบกลุ่มสมั พนั ธ์ (Group Process) และใช้แนวคดิ ทม่ี ุง่ ทงั้ การพฒั นาคนและพฒั นางาน คอื เน้นมติ รสมั พนั ธ์ (Concern for People) และกจิ สมั พนั ธ์(Concern for Production)เป็นหลกั เพราะทุกคนย่อมมที งั้ ขอ้ ดแี ละขอ้ เสยี อย่ใู นตวั เอง โดยถ้ามคี วามชอบทเ่ี หมอื นกนั จะทาใหเ้ ป็นเพ่อื นกนั ได้ง่ายขน้ึ การนิเทศก็จะเป็นไปอยา่ งราบรน่ื การนิเทศการสอนแบบกลั ยาณมิตร การนิเทศการสอนแบบกลั ยาณมติ ร (อญั ชลี ธรรมะวธิ กี ุล, 2009, Online) เป็นการชแ้ี นะและช่วยเหลอื ดา้ นการเรยี นการสอนในกลุ่มเพ่อื นครูดว้ ยกนั มหี ลกั การนิเทศทเ่ี น้นประเดน็ สาคญั 4 ประการ คอื 1) การสรา้ งศรทั ธา ผนู้ ิเทศจะตอ้ งสรา้ งศรทั ธา เพ่อื ใหเ้ พอ่ื นครยู อมรบั และเกดิ ความสนใจทจ่ี ะใฝร่ ทู้ ี ใฝป่ รบั ปรงุ การจดั กระบวนการเรยี นรู้ 2) การสาธติ รปู แบบการสอน ผใู้ หก้ ารนิเทศจะตอ้ งแสดงใหเ้ ป็นทป่ี ระจกั ษ์ชดั ว่า การสอนทเ่ี น้นผเู้ รยี นเป็นสาคญั นนั้ สามารถปฏบิ ตั แิ ละทาไดจ้ รงิ ๆ และเพอ่ื นครสู ามารถนารปู แบบไปประยกุ ตใ์ นชนั้ เรยี นได้ 3) การร่วมคดิ แลกเปลย่ี นเรยี นรู้ ผนู้ ิเทศและผรู้ บั การนิเทศ จะตอ้ งมกี ารพบปะกนั อย่างสม่าเสมอ มกี ารรว่ มคดิ แกป้ ญั หาและแลกเปลย่ี นเรยี นรใู้ นการจดั กระบวนการเรยี นรู้ ซง่ึ กนั และกนั 4) การตดิ ตามประเมนิ ผลตลอดกระบวนการ ผนู้ ิเทศจะตอ้ งบนั ทกึ การนิเทศอยา่ งสม่าเสมอ สงั เกตและรบั ฟงั ขอ้ มลู ป้อนกลบั จากเพ่อื นครผู รู้ บั การนิเทศ ศกึ ษาปญั หาและแนวทางแกไ้ ข เพอ่ื สรา้ งสงั คมแหง่ การเรยี นรขู้ น้ึ ใหมอ่ ยา่ งเป็นระบบและตอ่ เน่ืองสบื ไป จุดประสงคข์ องการนิเทศแบบน้ี (สุมน อมรววิ ฒั น์, 2545, หน้า217-220)เพ่อื พฒั นากระบวนการเรยี นรู้ ซง่ึ ประกอบดว้ ยการเปิดใจ การใหใ้ จ การรว่ มใจ ตงั้ ใจสรา้ งสรรคค์ ุณภาพและเงอ่ื นไขทไ่ี มเ่ น้นปรมิ าณงานแต่เน้นคุณภาพ รปู แบบการนิเทศของไทยจะมลี กั ษณะของความสมั พนั ธท์ างใจเขา้ มาเกย่ี วของ โดยจะเป็นการช่วยเหลอื กนั อย่างจรงิ ใจ เพ่อื ใหง้ านดาเนินไปในทศิ ทางท่ถี ูกตอ้ งตามความต้องการของผนู้ ิเทศและผไู้ ดร้ บั การนิเทศรว่ มกนัSE 743 23
การนิเทศแบบร่วมพฒั นา การนิเทศแบบร่วมพฒั นา(Cooperative Development Supervision) (ศริ วิ รรณ์ฉายะเกษรนิ , 2542, Online) เป็นปฏสิ มั พนั ธท์ างการนิเทศระหว่างผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาศกึ ษานิเทศกแ์ ละครูผสู้ อน ในกระบวนการนิเทศการศกึ ษาทม่ี งุ่ แกป้ ญั หาและพฒั นาการเรยี นการสอนอย่างเป็นระบบ โดยใชเ้ ทคนิคการนิเทศการสอนเป็นปจั จยั หลกั บนพน้ื ฐานของสมั พนั ธภ์ าพแหง่ การรว่ มคดิ ร่วมทา พงึ พา ช่วยเหลอื ยอมรบั ซง่ึ กนั และกนั ใหเ้ กยี รตแิ ละจรงิ ใจต่อกนั ระหว่างผนู้ ิเทศ ผสู้ อนและค่สู ญั ญา เพ่อื รว่ มกนั พฒั นาทกั ษะวชิ าชพี อนั จะสง่ ผลโดยตรงต่อการพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา การนิเทศแบบน้ีมงุ่ แกป้ ญั หา และพฒั นาการเรยี นการสอนอยา่ งเป็นระบบ เพอ่ื ยกระดบั คณุ ภาพการเรยี นของผเู้ รยี น โดยการปรบั ปรุงการปฏบิ ตั งิ านของผสู้ อนใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพสงู ขน้ึ การนิ เทศแบบสอนงาน การนิเทศสอนงาน(Coaching) (อญั ชลี ธรรมะวธิ กี ุล, 2009, Online) เป็นการนิเทศท่ีเน้นการพฒั นาผลการปฏบิ ตั งิ าน (Individual Performance) และพฒั นาศกั ยภาพ (Potential)ของครู การนิเทศแบบน้ีจดั เป็นการส่อื สารอยา่ งหน่ึงซง่ึ จะทาอย่างเป็นทางการและ/หรอื ไมเ่ ป็นทางการกไ็ ด้ โดยมกี ารปฏสิ มั พนั ธ์ระหว่างผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา และครผู สู้ อน เป็นการส่อื สารแบบสองทาง (Two way Communication) ทาใหผ้ บู้ รหิ ารสถานศกึ ษา และครูผทู้ าการสอนได้รว่ มกนั แกไ้ ขปญั หาต่าง ๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ การนิเทศแบบน้ีจะก่อใหเ้ กดิความสมั พนั ธอ์ นั ดรี ะหว่างผสู้ อนงาน (Coach) และผถู้ ูกสอนงาน (Coachee) ซง่ึ การสอนงานท่ีดจี ะเกิดได้ก็ต่อเม่อื มคี วามพร้อม โดยเป็นความพร้อมของทงั้ ผู้สอนงานและผู้ถูกสอนงานรว่ มกนั เพอ่ื เสรมิ สรา้ งและพฒั นาครู ใหม้ คี วามรู้ (Knowledge) ทกั ษะ (Skills) และคุณลกั ษณะเฉพาะตวั (Personal Attributes) ในการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ใหป้ ระสบผลสาเร็จตามเป้าหมายท่ีกาหนดไว้ (Result Oriented) โดยจะต้องมกี ารตกลงยอมรบั ร่วมกนั(Collaborative) ระหวา่ งผนู้ ิเทศและครผู ไู้ ดร้ บั การนิเทศ โดยการนิเทศการสอนงานจะมงุ่ เน้นไปทก่ี ารพฒั นาผลการปฏบิ ตั งิ านของครผู สู้ อนเป็นสาคญั (Individual Performance)กระบวนการนิ เทศ กระบวนการนิเทศ (Process of Supervision)(ปรยี าพร วงศอ์ นุตรโรจน์, 2548, หน้า39) หมายถึง ขนั้ ตอนในการดาเนินงานและการปฏิบตั ิงานการนิเทศอย่างมีระบบ มีการ24 SE 743
ประเมินสภาพการทางาน การจดั ลาดบั งานท่ีต้องทา การออกแบบงาน การประสานงานตลอดจนการอานวยการใหง้ านลุลว่ งไป กระบวนการนิเทศจะมีความสอดคล้องกับรูปแบบของการนิเทศ จึงขอกล่าวถึงกระบวนการทเ่ี ป็นสากล ซง่ึ ประเทศไทยไดน้ ามาประยุกตใ์ ชแ้ ละพฒั นาเขา้ กบั กระบวนการการนิเทศของไทยเอง ควบคกู่ บั กระบวนการนิเทศทไ่ี ทยคดิ และพฒั นาขน้ึ ดงั รายละเอยี ดต่อไปน้ี กระบวนการนิเทศของแฮรสิ (Harris, 1985) เดมิ แฮรสิ แบ่งกระบวนการไว้ 5 ขนั้ คอืกระบวนการวางแผน, กระบวนการจดั ระเบียบงาน, กระบวนการนา, การควบคุม และการประเมนิ ผล ต่อมาไดพ้ ฒั นาใหม้ คี วามสมบูรณ์เหมาะสมกบั การนิเทศมากขน้ึ โดยเน้นการวางแผนการปฏบิ ตั งิ านมากกว่าการควบคุมงานเหมอื นทเ่ี คยแบ่งไว้ ทาใหม้ ขี นั้ ตอนเพมิ่ ขน้ึ เป็น 6ขนั้ ตอนดงั น้ี (ปรยี าพร วงศอ์ นุตรโรจน์, 2548, หน้า 41 - 43) 1. การประเมนิ สภาพการทางาน (Assessing) เป็นกระบวนการศกึ ษาถงึ สภาพต่างๆเพอ่ื ใหไ้ ดข้ อ้ มลู เพอ่ื เป็นตวั กาหนดการเปลย่ี นแปลง มกี ระบวนการยอ่ ยๆดงั น้ี - การวเิ คราะหข์ อ้ มลู เพอ่ื จะศกึ ษาถงึ ธรรมชาตแิ ละความสมั พนั ธข์ องเรอ่ื งต่างๆ - การสงั เกตเป็นการมองสง่ิ รอบตวั ดว้ ยความละเอยี ดถถ่ี ว้ น - การทบทวนเป็นการตรวจสอบสงิ่ รอบตวั อยา่ งตงั้ ใจ - การวดั พฤตกิ รรมการทางาน - การเปรยี บเทยี บพฤตกิ รรมการทางาน 2. การจดั ลาดบั ความสาคญั ของงาน (Prioritizing) เป็นกระบวนการกาหนดความสาคญั ของงาน ตามเป้าหมายวตั ถุประสงค์และกจิ กรรมตามลาดบั ความสาคญั ซ่งึประกอบดว้ ยหวั ขอ้ ต่อไปน้ี - การกาหนดเป้าหมาย - การกาหนดวตั ถุประสงคเ์ ฉพาะ - การกาหนดทางเลอื กSE 743 25
- การจดั ลาดบั ความสาคญั ของงาน 3. การออกแบบวธิ กี ารทางาน (Designing) เป็นกระบวนการวางแผนหรอื กาหนดโครงการต่างๆ เพอ่ื กอ่ ใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลง โดยประกอบดว้ ยกระบวนการยอ่ ยๆ ดงั น้ี - การจดั สายงานเป็นการจดั สว่ นประกอบต่างๆของงานใหส้ มั พนั ธก์ นั - การหาวธิ กี ารนาเอาทฤษฎี หรอื หลกั การไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิ - การเตรยี มการต่างๆใหพ้ รอ้ มทจ่ี ะทางาน - การจดั ระบบการทางาน - การกาหนดแผนในการทางาน 4. การจดั สรรทรพั ยากร (Allocating Resources) เป็นกระบวนการกาหนดทรพั ยากรต่างๆ ใหเ้ กดิ ประโยชน์สงู สดุ ในการทางาน ซง่ึ ประกอบดว้ ยกระบวนการยอ่ ยๆ ดงั น้ี - การกาหนดทรพั ยากร ทต่ี อ้ งใชค้ วามตอ้ งการของหน่วยงานต่างๆ - การจดั สรรทรพั ยากรไปใหห้ น่วยงานต่างๆ - การกาหนดทรพั ยากร ทจ่ี าเป็นจะตอ้ งใชส้ าหรบั ความมงุ่ หมายเฉพาะอยา่ ง - การมอบหมายบุคลากร ใหท้ างานในแต่ละโครงการหรอื แต่ละเป้าหมาย 5. การประสานงาน (Coordination) เป็นกระบวนการทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั งาน เวลา วสั ดุอุปกรณ์ และส่ิงอานวยความสะดวกทุกๆอย่าง เพ่ือให้การเปล่ียนแปลงบรรลุผล ซ่ึงประกอบดว้ ยกระบวนการยอ่ ยๆ ดงั น้ี - การประสานการปฏบิ ตั งิ านในฝา่ ยต่างๆใหด้ าเนินการไปดว้ ยความราบรน่ื - การสรา้ งความกลมกลนื และความพรอ้ มเพรยี งกนั26 SE 743
- การปรบั การทางานในสว่ นต่างๆใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพใหม้ ากทส่ี ดุ - การกาหนดเวลาในการทางานในแต่ละชว่ ง - การสรา้ งความสมั พนั ธใ์ หเ้ กดิ ขน้ึ 6. การอานวยการ (Directing) เป็นกระบวนการทม่ี อี ทิ ธพิ ลต่อการปฏบิ ตั ิ เพ่อื ใหเ้ กดิสภาพทเ่ี หมาะสมทจ่ี ะสามารถบรรลุผลแห่งการเปลย่ี นแปลงใหม้ ากทส่ี ุด มกี ระบวนการย่อยๆดงั น้ี - การแต่งตงั้ บุคลากร - การกาหนดแนวทางหรอื กฎเกณฑใ์ นการทางาน - การกาหนดระเบยี บแบบแผนเกย่ี วกบั เวลา ปรมิ าณ หรอื อตั ราเรง่ ในการทางาน - การแนะนาการปฏบิ ตั งิ าน - การตดั สนิ ใจเกย่ี วกบั ทางเลอื กในการปฏบิ ตั งิ าน เน่ืองจากกระบวนการนเิ ทศของไทยมลี กั ษณะทค่ี ลา้ ยคลงึ กนั จงึ ขอกลา่ วเฉพาะกระบวนการทม่ี ลี กั ษณะเดน่ บางกระบวนการ ดงั น้ี กระบวนการนิเทศการสอนแบบค่สู ญั ญา กระบวนการนิเทศการสอนแบบคสู่ ญั ญา (บรู ชยั ศริ มิ หาสาคร, 2552, Online)มี 4ขนั้ ตอน ดงั น้ี ขนั้ ท่ี 1 การเสนอนแนวคดิ 1. ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาเสนอแนวคดิ เกย่ี วกบั การนิเทศการสอนแบบค่สู ญั ญาให้ครใู นโรงเรยี นทดลอง นาไปปฏบิ ตั ิ ภายใตก้ ารสนบั สนุนทุกรปู แบบSE 743 27
2. เมอ่ื ครยู อมรบั หลกั การแลว้ ใหค้ รจู บั ค่สู ญั ญาทม่ี ปี ญั หาการเรยี นการสอนในวชิ าเดยี วกนั หรอื ชนั้ เดยี วกนั เพอ่ื รว่ มกนั วางแผนการนิเทศ เชน่ สงั เกตการสอน เขยี นแผนการจดั การเรยี นรแู้ ละเตรยี มสอ่ื การสอน เป็นตน้ 3. คสู่ ญั ญาแต่ละคนเขยี นแผนการจดั การเรยี นรูใ้ นวชิ าทม่ี ปี ญั หา โดยต่างฝา่ ยต่างเขยี นแผนการจดั การเรยี นรตู้ ามแนวคดิ ของตน ขนั้ ท่ี 2 การสาธติ (สมมตวิ า่ ครู A เป็นคสู่ ญั ญากบั ครู B) 1. ครู A สาธติ การสอนตามแผนการสอนของตน โดยมคี รู B เป็นผสู้ งั เกตการสอน และบนั ทกึ จุดเดน่ จดุ ดอ้ ยของครู A ตามแบบสงั เกตการสอน 2. ครู B สาธติ การสอนตามแผนการสอนของตนในวชิ าทม่ี ปี ญั หาเดยี วกบั ครู Aโดยมคี รู A เป็นผสู้ งั เกตการสอนและบนั ทกึ จดุ เด่นจุดดอ้ ยตามแบบสงั เกตการสอนเชน่ เดยี วกนั 3. ครู A และครู B รว่ มกนั วเิ คราะหว์ จิ ารณ์จุดเด่นจดุ ดอ้ ยของกนั และกนั เพ่อื นาจุดเดน่ ของแต่ละคนมาพฒั นาใหด้ ยี ง่ิ ขน้ึ และชว่ ยกนั ปรบั ปรงุ แกไ้ ขจุดดอ้ ย 4. ครู A และครู B นาจุดเด่นของแต่ละคนมาบรู ณาการ เพอ่ื สรา้ งนวตั กรรมหรอืแนวทางแกป้ ญั หาในรปู แบบใหม่ ทน่ี าเอาสว่ นดขี องแต่ละคนมาผสมผสานกนั ขนั้ ท่ี 3 การปฏบิ ตั ิ 1. ครู A และครู B นาวธิ กี ารสอนทไ่ี ดร้ บั การปรบั ปรงุ ตามขนั้ ท2่ี ขอ้ ท4่ี มาใช้ปฏบิ ตั กิ ารสอนในวชิ าเดมิ หรอื ในบทเรยี นต่อไป 2. ครู A และครู B นิเทศการสอนซง่ึ กนั และกนั อกี ครงั้ หน่ึง แลว้ สรุปผลการนิเทศการสอน ขนั้ ท่ี 4 การวดั และประเมนิ ผล 1. ครู A และครู B รว่ มกนั วดั และประเมนิ ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นของผเู้ รยี นหากยงั ไมบ่ รรลุจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ คสู่ ญั ญาตอ้ งกลบั ไปคน้ ควา้ หาความรหู้ รอื แนวคดิ ทฤษฎีทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ปญั หานนั้ เพม่ิ เตมิ เพอ่ื นามาแลกเปลย่ี นเรยี นรู้ และใชแ้ กป้ ญั หารว่ มกนั อนั จะจาไปสวู่ ธิ กี ารแกป้ ญั หาใหม่28 SE 743
2. ถา้ ผเู้ รยี นมผี ลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นบรรลุตามวตั ถุประสงคแ์ ลว้ คสู่ ญั ญาควรแสดงความยนิ ดรี ว่ มกนั เพอ่ื เป็นขวญั กาลงั ใจและเป็นแรงจงู ใจใฝส่ มั ฤทธใิ ์ นการทางาน กระบวนการของการนิเทศแบบกลั ยาณมิตร กระบวนการของการนิเทศแบบกลั ยาณมติ ร มกี ระบวนการดงั น้ี(อญั ชลี ธรรมะวธิ กี ุล,2009, Online) 1. ไมม่ งุ่ เน้นปรมิ าณ - เน้นความชดั เจนของขนั้ ตอน วธิ กี าร 2. สานพลงั อาสา - เรม่ิ ทศ่ี รทั ธา / อาสาสมคั ร / ไมใ่ ชก่ ารสงั่ การ 3. เสวนารว่ มกนั - ใชอ้ ปรหิ านิยธรรม 7 ดงั น้ี - หมนั่ ประชมุ เป็นเนืองนิตย์ - พรอ้ มเพรยี งทากจิ ทพ่ี งึ ทา - ปฏบิ ตั ติ ามหลกั การทว่ี างไว/้ สงิ่ ใดดอี ยรู่ รู้ กั ษา - ศรทั ธา ยอมรบั นบั ถอื กนั และกนั - ไมบ่ งั คบั /ไมห่ า้ หนั่ /ลแุ กอ่ านาจบงั คบั บญั ชา - พฒั นาไปตามสภาพจรงิ ของสถานศกึ ษาทเ่ี ป็นเรอ่ื งชดั แจง้ - คมุ้ ครองเสรมิ แรง ใหก้ าลงั ใจ 4. สรา้ งสรรคค์ วามเป็นมติ ร - ชกั ชวนใหร้ ว่ มกนั พฒั นา 5. ฝึกคดิ มงุ่ มนั่ - มคี วามเพยี ร อดทน รจู้ กั ใชเ้ หตุผล 6. ทุกวนั ปฏบิ ตั ิ - ทาอยา่ งต่อเน่อื ง 7. จดั ทาบนั ทกึ แนวทาง - รจู้ กั สงั เกตแลว้ บนั ทกึ กระบวนการนิเทศการสอนแบบรว่ มพฒั นา กระบวนการนิเทศการสอนแบบรว่ มพฒั นา มลี กั ษณะคลา้ ยกระบวนการของการนิเทศแบบอน่ื ๆแต่มขี นั้ ตอนมากกวา่ ดงั น้ี(ศริ วิ รรณ์ ฉายะเกษรนิ , 2542, Online) 1. คสู่ ญั ญาตกลงรว่ มกนั 2. วเิ คราะหป์ ญั หาการเรยี นการสอนรว่ มกนั 3. กาหนดวตั ถุประสงคใ์ นการแกป้ ญั หาหรอื พฒั นาSE 743 29
4. วางแผนการสอนและผลติ สอ่ื 5. วางแผนการนิเทศการสอน 6. สอนและสงั เกตการณ์สอน 7. วเิ คราะหผ์ ลการสอนและผลการสงั เกตการสอน 8. ใหข้ อ้ มลู ป้อนกลบั ซง่ึ กนั และกนั 9. วางแผนการสอนและการนิเทศการสอนตอ่ เน่ืองสรปุ จากรปู แบบและกระบวนการนิเทศขา้ งตน้ พบวา่ การนิเทศจะตอ้ งเปิดใจกวา้ งและเรยี นรู้ร่วมกนั ทุกฝ่าย ทุกคน เพ่อื แก้ปญั หาในหอ้ งเรยี นและสถานศกึ ษาใหอ้ ยู่ในระดบั มาตรฐานท่ีสงั คมยอมรบั ได้ การมปี ฏสิ มั พนั ธ์อนั ดจี ะก่อใหเ้ กดิ มติ รภาพทง่ี ดงาม สานต่อในการนิเทศครงั้ถดั ไปดว้ ยจงึ ควรใชถ้ อ้ ยคาและทา่ ทางทเ่ี ป็นมติ รในการแนะนาชว่ ยเหลอืแบบฝึ กหดัจงตอบคาถามต่อไปน้ี 1. จงออกแบบการนิเทศทเ่ี หมาะสมกบั สถานศกึ ษาในชมุ ชนของทา่ น 2. รปู แบบการนิเทศของต่างประเทศและของไทยเหมอื นหรอื ต่างกนั อยา่ งไร 3. ขนั้ ตอนการนิเทศของต่างประเทศและของไทยเหมอื นหรอื ต่างกนั อยา่ งไร30 SE 743
Search
Read the Text Version
- 1 - 10
Pages: