Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สัตว์ป่าสงวน

สัตว์ป่าสงวน

Published by Thampisut Premsingchai, 2021-09-01 02:03:38

Description: สัตว์ป่าสงวน

Search

Read the Text Version

สั ตว์ปาสงวน ด.ช.ธรรมพิสทุ ธิ์ เปรมสงิ หชัย ม.2/2 เลขท่ี 14

คาํ นาํ สตั วป ระเทศไทยมมี ากมายหลายชนิดซ่งึ ขณะนี้กําลังจะสญู พนั ธุ จงึ ไดมีการรักษาอนุรักษไ วเ ป็นสัตวสงวน ทําใหสัตวพ วกนี้ไดร ับการคมุ ครองทางกฎหมาย จงึ ยงั มชี วี ิตอยรู อด หนังสอื เลม นี้จัดทาํ เพ่ือใหผูอ านไดท ราบถงึ ลักษณะ ถิ่นกาํ เนิดของสตั วเ หลานี้ และทาํ ใหผ ู อานไดตระหนักถงึ การรักษาสัตวสงวน ด.ช.ธรรมพสิ ทุ ธิ์ เปรมสิงหช ัย ผจู ดั ทาํ

ญ บั ร า ส CONTENTS 4 ช า ง ไ ท ย 5 เ ก ง ห ม อ 6 กู ป รี 7 ละอง 8 ส มั น 9 แ ม ว ล า ย หิ น อ อ น 1 0 ก ร ะ ซู

ชา้ งไทย ประวตั ิ : คนไทยรจู ักชางมานานแลวชา งเป็นสตั วทีม่ คี วามสําคญั เก่ียวขอ งกับสถาบันหลกั ของ ประเทศและมคี วามผกู พันกบั วิถีชวี ติ ของคนไทยเสมอมาตัง้ แตอดตี จนถงึ ปัจจบุ ัน เม่อื วนั ท่ี 13 มนี าคม 2506 กระทรวงเกษตรและสหกรณ ไดมีมตเิ ลือกให ชางเผือก เป็นสัญลักษณ ประจําชาติ เน่ืองจากชางเผือกเป็นสตั วท ่ีมคี วามเกี่ยวขอ งกบั ประวตั ศิ าสตร ในสมยั โบราณ เราใชช างทําสงคราม แมท พั ตองข่ีชางรบกัน เรียกวา \"ชนชา ง\"การ ชนชางครงั้ สาํ คัญ และนาจดจําที่สดุ คือ การชนชางระ หวา งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของ ไทย กบั พระมหาอุปราชของพมา ซ่ึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นฝายชนะ ชา งมีรูปรางประหลาด เป็นสตั วบกท่ใี หญทีส่ ุด ตวั ใหญแ ตหวั เล็ก ขาใหญแ ขง็ แรงสี่ ขา มีงวงยาวถึงพ้นื งวงนัน้ คือ จมูก ทอี่ าจใชจับ ดึง ยก ลากส่ิงของ ได ชา งใชง วงสําหรับ จบั อาหารใสป าก งวงชา งออนไหว และแกวงไปมาไดงา ย เพราะไมม ีกระดูกแข็งอยูภายใน ที่โคนงวงตดิ กบั ปาก มงี าสขี าวปลายแหลมคหู น่ึงย่ืนออกมาขา งหน า งากค็ ือ เขยี้ ว ซ่งึ ยาวแหลมย่ืนออกมานอกปาก มากกวา เขีย้ วของสตั วอ ่นื ชา งใช งาเป็นอาวุธสาํ หรบั ตอ สู ศตั รู ตาชา งเลก็ มากเม่อื เทียบกบั ลําตวั แตส ามารถมองเหน็ สิ่งตา งๆ ไดด ี และเหน็ ได ไกลๆ หูชา งเป็นแผน ใหญเ หมือนพัด โบกไปมาอยูเ สมอ เม่อื มันกางใบหูออก จะไดยิน เสยี ง จากท่ีไกลๆดขี ้ึน ในประเทศไทยเรามีทัง้ ชา งปาและชา งบา น ชางบาน คือ ชา งปาท่คี นจบั มาเลีย้ งแลว นํามาฝึกไวใชงาน ตอ มามลี กู หลานออกมามากมาย จนกลายเป็นสัตวเ ลยี้ งเชน เดยี ว กบั วัว ควาย ชา งบานมมี ากในภาคกลางของประเทศ ชางเป็นสตั วฉลาด สามารถฝึกใหเ ช่อื ง แลว นําไปใชง านไดห ลายอยาง เชน ใช บรรทกุ ของและลากซุง ชางมกี ําลงั มาก และสามารถข้นึ เขาไดดี จงึ เป็นสตั วชนิดเดียวทีอ่ าจ ชว ยชวยทาํ ไมในปาได

เกง้ หม้อ เกงหมอ หรือ กวางเขาจกุ หรอื เกง ดาํ หรือ เกงดง(องั กฤษ: Fea's muntjac, Tenasserim muntjac; ช่อื วทิ ยาศาสตร: Muntiacus feae) เป็นสตั วเ ลยี้ งลูกดว ยนมใน อนั ดบั สัตวก บี คจู ําพวกกวาง มลี ักษณะคลา ยเกง ธรรมดา (M. muntjac) แตตางกนั เกงหมอ จะมีขนบริเวณลาํ ตัวทเ่ี ขมกวา ใบหน ามสี ีน้ําตาลเขม บริเวณกระหมอมและโคนขามสี ี เหลืองสด ดา นลางของลําตัวมสี นี ้ําตาลออ น ขาทงั้ 4 ขา งมสี ดี าํ จงึ เป็นที่มาของอีกช่อื สามญั ทีเ่ รียก ดานหน าดา นหลงั มสี ขี าวเหน็ ไดชัดเจน หางสัน้ หางดานบนมีสเี ขม แตดา นลา งมีสี ขาว มีเขาเฉพาะตวั ผู เขาของเกงหมอ สนั้ กวาเกงธรรมดา ผลดั เขาปีละ 1 ครัง้ มีความยาว ลาํ ตัวและหวั 88 เซนติเมตร ความยาวหาง 10 เซนตเิ มตร น้ําหนัก 22 กโิ ลกรัม มีการกระจายพนั ธุใ นภาคใตของพมา , มาเลเซีย, ภาคตะวนั ตกและภาคใตข องไทย เป็นเกงท่ีหายากทีส่ ดุ ชนิดหน่ึงของโลก ครัง้ หน่ึงเคยเช่ือวา เหลือเพยี งตวั เดียวในโลก ท่ี สวนสตั วด ุสติ [3] แตป ัจจบุ ัน ยงั พอหาไดตามปาธรรมชาตแิ ละวัดในพรมแดนไทยพมา ทพ่ี ระ สงฆเ ลีย้ งอยู เกงหมอ อาศยั อยูในปาทมี่ คี วามช้นื สูง เชน บรเิ วณหบุ เขาหรือปาดิบช้ืนใกล แหลง น้ํา อดน้ําไดไ มเกง เทาเกง ธรรมดา ออกหาอาหารตามลําพงั ในชว งเย็นหรอื พลบค่าํ แต ในบางครงั้ อาจพบอยเู ป็นคูหรอื เป็นฝงู เลก็ ๆ ในฤดูผสมพันธุ จะผสมพนั ธุในชว งฤดหู นาว ตัง้ ทอ งนาน 6 เดือน ออกลูกครัง้ ละ 1 ตัว ปัจจุบนั เป็นสตั วปาสงวนตามพระราชบญั ญตั สิ งวน และคมุ ครองสตั วป าแหง ชาติ พ.ศ. 2535

กปู รี กปู รี หรือ โคไพร ( เขมร : េ ៃ ព ถอดรูปได โคไพร แตอา นวา โกเปร็ย หรอื กูปรี แปลวา วัวปา ) มี ช่ือวิทยาศาสตร วา Bos sauveli เป็นสตั วจําพวก กระทงิ และ ววั ปา เป็นสตั วก บี คู ตัวโต โคนขาใหญ ปลายหางเป็นพขู น ปัจจบุ ันไมมกี ารรายงานการพบมานานแลว จนครงั้ หน่ึงเคยเช่อื วาสญู พันธไุ ปจากโลก เป็นท่ีเรียบรอยแลว แต ณ ปัจจุบนั เช่อื วา อาจจะยงั พอมหี ลงเหลืออยูใ นชายแดนไทยกบั กมั พูชาแถบจงั หวดั ศรสี ะเกษ รวมถึงบรเิ วณชายแดนระหวางลาวตอนใตแ ละเวียดนามดวย เพราะมักจะมขี าววาพบสัตวล ักษณะคลา ยกปู รบี อย ๆ แตก ย็ งั ไมมีหลกั ฐานยนื ยันที่นาเช่ือ ถือพอ นอกจากคาํ เลา ลอื เทานัน้ [3][4] ครงั้ หน่ึง เคยเช่อื กนั วา กปู รีอาจจะไมใ ชว ัวสายพันธุแทท่ีมอี ยูจรงิ ในธรรมชาติ แตเ ป็น เพยี งแคล ูกผสมของววั บาน (B. taurus) กับววั แดง (B. javanicus) ซ่ึงเป็นวัวปาอีกชนิด หน่ึงเทา นัน้ แตจากการตรวจสอบดวยดเี อน็ เอของนักวทิ ยาศาสตรช าวฝรงั่ เศสและนัก วิทยาศาสตรช าวไทยบงชวี้ า ไมเป็นความจริงแตอยางใด

ละอง หรือ ละมัง ละองละมงั่ ( ช่อื วทิ ยาศาสตร : Panolia eldii ) [2] เป็น สตั วเลีย้ งลกู ดว ยนม ใน อันดบั สัตวกีบคู ชนิดหน่ึง เป็น กวาง ขนาดกลาง ขนตามลาํ ตัวสนี ้ําตาลแดง แตส ีขนจะออ น ลงเม่ือเขา สู ฤดูรอ น ขนหยาบและยาว ใน ฤดูหนาว ขนจะยาวมาก แตจะรว งหลนจนดสู นั้ ลงมากในชว ง ฤดูรอ น ละองละมงั่ จะอาศัยและหากนิ ในทุง หญาโปรง ไมสามารถอยใู นปารกชฏั ได เน่ืองจากเขาจะไปติดกับกิง่ ไมเหมือน สมนั ( Rucervus schomburgki ) อาหารหลักไดแก หญา ยอดไม และ ผลไม ปาตาง ๆ เป็นสตั วทช่ี อบรวมฝงู ในอดีตอาจพบไดมากถึง 50 ตัว บางครงั้ อาจเขา ไปหากนิ และรวมฝงู กับสัตวท ใ่ี หญแ ละแขง็ แรงกวา อยาง วัวแดง ( Bos javanicus ) หรอื กระทิง ( B. gaurus ) เพ่อื พ่ึงสัตวเ หลานี้ในความปลอดภัย มฤี ดูผสม พันธุชวงเดอื น กุมภาพนั ธ – เมษายน ตัง้ ทองนาน 8 เดือน สถานภาพปัจจบุ นั เป็นสตั วที่ ใกลส ูญพันธุแลว และเป็น สตั วป าสงวน ตามพระราชบญั ญัติสงวนและคมุ ครองสัตวป า พ.ศ. 2535 ละองละมัง่ ทพ่ี บในธรรมชาติ ปัจจุบันนี้ สวนมาก เกิดจากการเพาะขยายพนั ธุโดย มนุษย

สมัน สมัน หรอื ฉมัน [2] หรือ เน้ือสมนั หรือ กวางเขาสุม [3] ( อังกฤษ : Schomburgk's deer ) เป็น สัตวเ ลยี้ งลูกดว ยนม จาํ พวก สัตวก บี คู ชนิดหน่ึง มี ช่อื วทิ ยาศาสตร วา Rucervus schomburgki มกี ารกระจายพนั ธุเฉพาะในท่รี าบลุมภาคกลางของไทยเทา นัน้ รวมถงึ ในบริเวณ กรุงเทพมหานครปัจจบุ นั ดวย โดยอาศยั อยูใ นท่ที ุงโลงกวาง ไมส ามารถหลบหนีเขาปาทบึ ได เน่ืองจากกงิ่ กานของเขาจะไปติดพนั กับกงิ่ ไม จึงเป็นจดุ ออนใหถ กู ลาไดอ ยา งงา ยดาย ใน สมยั อดตี ชาวบานจะลาสมันดว ยการสวมเขาปลอมเป็นตวั ผูเพ่อื ลอ ตวั เมยี ออกมา จากนัน้ จงึ ใชป ืนหรอื หอกพงุ ยงิ [5] ปัจจุบัน สมันสูญพนั ธแุ ลว [4] สมันในธรรมชาตติ ัวสุดทายถูกนายตํารวจคนหน่ึงยงิ ตายเม่อื พ.ศ. 2475 ทจี่ ังหวดั กาญจนบุร[ี 4] สมันตัวสดุ ทา ยในทเ่ี ลยี้ งถกู ชายขีเ้ มาตตี ายทว่ี ัดแหงหน่ึง ในตาํ บลมหาชยั จงั หวัดสมทุ รสาคร เม่อื พ.ศ. 2481[4]

แมวลายหินอ่อน แมวลายหินออ น (องั กฤษ: Marbled cat; ช่อื วทิ ยาศาสตร: Pardofelis marmorata) เป็นสัตวเลยี้ งลูกดว ยนมในวงศเ สือ (Felidae) ทีม่ ีขนาดเทา กับแมวบา น (Felis catus) แตมหี างยาวกวาและมีขนทีห่ างมากกวา หัวมขี นาดเล็ก กลมมน สีขนมี ลวดลายเป็นแถบหรือเป็นดวงคลา ยลวดลายของเสอื ลายเมฆ (Neofelis nebulosa) หรือ ลวดลายบนหินออน ไดรบั การอนุกรมวิธานโดยตวั อยางตนแบบเป็นตวั เมียทีไ่ ดตวั อยางจากประเทศไทย [2] ปัจจุบันนักวชิ าการแบงแมวลายหินออนออกเป็น 2 ชนิดยอ ย ไดแก P. m. marmorata และ P. m. charltoni ถิ่นอาศัยของแมวลายหินออนอยใู นรฐั อสั สัมทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดยี เนปาล (P. m. chartoni) เอเชียตะวันออกเฉียงใต เกาะบอรเ นียว และเกาะสุมาตรา เม่ืออยใู นปา ทบึ ตามธรรมชาตจิ ะพบเห็นไดน อย ปัจจบุ นั ยังมีการศกึ ษาคน ควาเกี่ยวกบั แมวชนิดนี้อยนู  อย และยังไมท ราบจํานวนประชากรท่แี นนอน ขณะเดียวกันปาท่ีเป็นถ่นิ อาศัยก็มพี ้นื ที่ลดลง ทําใหปัจจบุ นั แมวชนิดนี้อยใู นสถานะท่เี สีย่ งตอ การสูญพันธุ พฤติกรรมของแมวลายหนิ ออ น เม่ืออยใู นท่เี ลยี้ งคอนขางดุรายกวาเสือหรอื แมวปาชนิดอ่นื ๆ มอี ายุในสถานที่เลยี้ งยืนสุด 12 ปี

กระซู่ กระซ,ู แรดสมุ าตรา หรอื แรดขน[5] (องั กฤษ: Sumatran Rhinoceros[6]; ช่อื วทิ ยาศาสตร: Dicerorhinus sumatrensis) เป็นสตั วเ ลีย้ งลกู ดวยนมในอนั ดับสัตวกบี ค่ี จาํ พวกแรด กระซเู ป็นแรดทีม่ ขี นาดเลก็ ท่สี ุดในโลก และเป็นแรดเพียงชนิดเดียวที่อยใู นสกลุ Dicerorhinus มีลกั ษณะเดนคือมี นอ 2 นอ เหมอื นแรดแอฟริกา โดยนอจะไมตงั้ ยาวข้ึนมา เหมอื นแรดชวา นอหน าใหญก วา นอหลงั โดยทวั่ ไปยาว 15-25 ซม. ลําตัวมีขนหยาบและ ยาวปกคลมุ เม่อื โตเต็มท่ีสงู 120–145 ซม. จรดหวั ไหล ยาว 250 ซม. และมนี ้ําหนัก 500- 800 กก. กระซูอ าศัยอยูใ นปาดิบช้ืน ปาพรุ และ ปาเมฆในประเทศอินเดยี ภูฏาน บงั กลาเทศ พมา ลาว ไทย มาเลเซียอนิ โดนีเซยี และจนี โดยเฉพาะอยางย่ิงในมณฑลเสฉวน[7][8] ปัจจบุ ัน กระซูถ กู คุกคามจนอยใู นขัน้ วกิ ฤติ เหลือสังคมประชากรเพียงหกแหลง ในปา มสี แี่ หลงใน สุมาตรา หน่ึงแหลงในบอรเ นียว และอกี หน่ึงแหลง ในมาเลเซยี ตะวนั ตก จาํ นวนกระซใู น ปัจจบุ ันยากที่จะประมาณการไดเ พราะเป็นสัตวส ันโดษทม่ี ีพิสยั กระจดั กระจายเป็นวงกวาง แตคาดวา เหลอื อยไู มถงึ 100 ตัว สาเหตุอนั ดบั แรกของการลดลงของจํานวนประชากรคือ การลา เอานอซ่งึ มีคามากในการแพทยแผนจนี ขายไดถ ึง 30,000 ดอลลารสหรัฐตอกิโลกรัม ในตลาดมดื [9] นอกจากนี้ยังถูกคุกคามถ่ินอาศัยจากอุตสาหกรรมปาไมและเกษตรกรรม กระซเู ป็นสัตวส ันโดษมักอยูเพียงลาํ พังตัวเดียวยกเวนชว งจับคูผ สมพันธแุ ละเลีย้ งดลู กู ออ น กระซเู ป็นแรดทีเ่ ปลงเสียงรอ งมากที่สดุ การส่ือสารของกระซยู ังรวมถงึ การทํารอ งรอยดวย เทา บดิ งอไมห นุมเป็นรปู แบบตา ง ๆ และการถายมูลและละอองเย่ียว มีการศึกษาในกระซู มากกวา แรดชวาซ่งึ เป็นสตั วส นั โดษเหมือนกัน เพราะโปรแกรมทน่ี ํากระซู 40 ตัวมาสกู รง เลีย้ งท่ีมเี ป าหมายเพ่อื อนรุ ักษส ปีชสี น ี้ไว ในตอนแรกโปรแกรมนี้ถอื วา ประสบความลม เหลว มีกระซูต ายจํานวนมากและไมมกี ารใหกําเนิดลกู กระซเู ลยเกือบ 20 ปี การสญู เสยี กระซใู น โปรแกรมมากกวาการสูญเสียกระซใู นปาเสยี อีก

ควายปา ควายปา เป็นสตั วเ ลีย้ งลกู ดว ยนมชนิดหน่ึง มชี ่อื วิทยาศาสตรว า Bubalus arnee มี ลักษณะคลา ยควายบาน (B. bubalis) ทอี่ ยใู นสกุลเดียวกนั แตควายปาแตมลี าํ ตวั ขนาดลํา ตัวใหญกวา มนี ิสัยวองไวและดุรา ยกวา ควายบา นมาก สีลาํ ตวั โดยทัว่ ไปเป็นสีเทาหรือสี น้ําตาลดํา ขาทัง้ 4 สขี าวแกหรือสเี ทาคลายใสถ งุ เทา สขี าว ดานลา งของลําตวั เป็นลายสีขาว รูปตัวว(ี V) ควายปามีเขาทงั้ 2 เพศ เขามีขนาดใหญก วา ควายบานมาก วงเขากางออกกวา ง โคง ไปทางดา นหลัง ดานตดั ขวางเป็นรปู สามเหลย่ี ม ปลายเขาเรยี วแหลม ตัวโตเต็มวัยมี ความสูงท่ีไหลเ กอื บ 2 เมตร ความยาวหัวและลาํ ตวั 2.40–2.80 เมตร ความยาวหาง 60–85 เซนตเิ มตร น้ําหนักมากกวา 1,000 กโิ ลกรมั มีการกระจายพันธจุ ากประเทศเนปาลและอนิ เดีย ไปสิน้ สดุ ทางดานทศิ ตะวันออกทปี่ ระเทศ เวยี ดนาม ในประเทศไทยในอดตี เคยมอี ยูมากและกระจัดกระจายออกไป โดยพบมากที่บาน ลานควาย หรอื บา นลานกระบอื (ปัจจุบัน คอื อําเภอลานกระบอื จงั หวัดกาํ แพงเพชร[2]) แต สถานะในปัจจุบนั เหลืออยูแคใ นเขตรักษาพันธุสัตวป าหว ยขาแขง จงั หวัดอุทัยธานี เทานัน้ โดยจํานวนประชากรทมี่ มี ากท่สี ดุ ในธรรมชาตใิ นปัจจุบัน คือ ทอี่ ทุ ยานแหงชาติกาจริ งั คา ใน รัฐอัสสมั ของอนิ เดีย ประมาณ 1,700 ตัว[3] หากินในเวลาเชาและเวลาเย็น อาหารไดแ ก พวกใบไม หญา และหนอไม หลังจากกินอาหาร อมิ่ แลว ควายปาจะนอนเคยี้ วเอ้ืองตามพุมไม หรือนอนแชปลักโคลนตอนชวงกลางวนั ควาย ปาจะอยรู วมกนั เป็นฝูง ฤดผู สมพันธุอยูราว ๆ เดอื นตลุ าคมและพฤศจกิ ายน ตกลูกครงั้ ละ 1 ตวั ตงั้ ทอ งนาน 10 เดือน ควายปามนี ิสัยดรุ ายโดยเฉพาะตวั ผแู ละตวั เมยี ทม่ี ีลกู ออ น เม่ือพบ ศัตรูจะตีวงเขา ป องกันลูกออนเอาไว มีอายยุ นื ประมาณ 20–25 ปี โดยควายปามักตกเป็น อาหารของสตั วกินเน้ือ โดยเฉพาะเสือโครง ในอนิ เดยี ควายปามักอาศยั อยูร วมในพ้ืนทีเ่ ดยี ว กบั แรดอนิ เดีย ซ่งึ เป็นสัตวดุรา ย แมจ ะเป็นสตั วกนิ พืชเหมือนกัน แตกม็ กั ถูกแรดอนิ เดยี ทํารา ยอยูเ สมอ ๆ จนเป็นบาดแผลปรากฏตามรา งกาย[4] สถานภาพในประเทศไทย ปัจจุบันเป็นสัตวป าสงวนตามพระราชบญั ญัตสิ งวนและคุม ครอง สตั วป าแหงชาติ พทุ ธศกั ราช 2535[5]

แรด แรด เป็น สตั ว อยใู น ไฟลมั สตั วม แี กนสันหลงั ชนั้ สตั วเ ลีย้ งลกู ดว ยนม อนั ดบั สัตว กบี คี่ ในวงศ Rhinocerotidae แรดถอื วา เป็นสัตวขนาดใหญ อาจเรยี กไดวาเป็นสัตวบกที่มี ขนาดใหญท สี่ ุดรองจาก ชาง กว็ า ได เพราะแรดอาจมขี นาดยาวไดถึง 3.6-5 เมตร ความสูง ของไหล 1.6-2 เมตร น้ําหนัก 2.3-3.6 ตนั แรดมีรูปรา งโดยทวั่ ไปคอื ตาเลก็ ปากงุม เป็นรูปสามเหลย่ี มหรอื สี่เหลย่ี ม มหี นังท่ีหนามาก ในบางชนิดอาจเห็นเป็นชัน้ คลายเกราะ และมลี กั ษณะเดน ที่สุด คือ เขาบริเวณสนั จมูกท่ีงอก แหลมย่ืนยาวอกมา เรียกกนั วา \"นอ\" ซ่งึ ใชเ ป็นอาวธุ ในการพงุ ชนป องกันตวั ซ่ึงแทท่จี รงิ แลว นอของแรดนับวา เป็นเขา (horn) อยางหน่ึง แตเป็นเขาทไ่ี มม ีกระดกู เป็นแกนกลาง นอ แรดทํามาจากเคราตนิ (keratin) ซ่งึ เป็นโปรตีนทเ่ี ป็นสวนประกอบหลกั ของขน ผม และเลบ็ โดยนอแรดไมไดเ กดิ จากขนที่รวมตัวกันอยา งหนาแนนตามที่เขา ใจผดิ กัน นอแรดอาจยาวได ถึง 1.5 เมตร แรดโดยทวั่ ไปจะมีนอ 2 นอ แตบ างชนิดจะมีเพียงนอเดยี ว แรดเป็นสตั วที่ไมมีตอมเหง่ือ ดงั นัน้ จึงชอบนอนแชโ คลนหรือแชปลักเหมือนหมหู รอื สตั ว ชนิดอ่นื ๆ เพ่อื ดบั ความรอ นและไลแ มลงทม่ี ารบกวน หากนิ ในเวลากลางคนื กลางวนั นอน พักผอ นซ่ึงอาจนอนหลับในทายนื กไ็ ด แรดเป็นสัตวท่ีมีสายตาแยมาก แตม ีประสาทรับกล่นิ และประสาทหูดเี ย่ียม จึงเป็นสัตวทม่ี ี นิสยั ฉุนเฉียวงา ย โกรธงาย ประกอบกบั ขนาดลําตัวทใ่ี หญจ งึ มกั ไมค อยมศี ัตรตู ามธรรมชาติ ในปัจจุบนั มีแรดหลงเหลืออยเู พียง 5 ชนิด เทานัน้ พบในทวปี แอฟริกา 2 ชนิด ในเอเชยี 3 ชนิด และทกุ ชนิดเป็นสตั วท ่ีใกลสญู พนั ธุแ ลวทัง้ สนิ้ ศัตรขู องแรดเพียงอยางเดยี ว คอื มนุษย ทล่ี าแรดเพ่ือเอานอเน่ืองจากเช่อื วา มสี รรพคณุ ทางยา โดยเฉพาะยาจีนเช่ือวาเป็นยาเยน็ สามารถดบั พิษไขได

นกเจ้าฟาหญิงสิรนิ ธร นกเจา ฟ าหญิงสิรินธร หรอื นกนางแอนตาพอง (องั กฤษ: White-eyed River-Martin, ช่อื วิทยาศาสตร : Pseudochelidon sirintarae ) เป็นนกจบั คอนหน่ึงในสองชนิดของสกุลน กนางแอน แมน้ําในวงศน กนางแอน พบบรเิ วณบึงบอระเพด็ ในชวงฤดหู นาวเพยี งแหงเดยี วใน โลก แตอาจสญู พันธุไ ปแลวตงั้ แตปี พ.ศ. 2523 นกเจา ฟ าหญิงสิรนิ ธรเป็นนกนางแอนขนาดกลาง มีสีดาํ ออกเขียวเหลอื บ ตะโพกขาว หางมี ขนคกู ลางมแี กนย่ืนออกมาเป็นเสน เรยี วแผต รงปลาย วงรอบตาสขี าวหนา ปากสีเหลอื งสด ออกเขยี ว ทัง้ สองเพศมลี ักษณะคลา ยกัน แตนกวัยออ นไมขนหางคกู ลางมีแกนย่นื ออกมา สี ขนออกสีน้ําตาลมากกวา นกโตเตม็ วยั พฤตกิ รรมเป็นที่ทราบน อยมากรวมถึงแหลง ผสมพนั ธุ วางไข คาดวาเหมือนนกนางแอน ชนิดอ่นื ทบ่ี นิ จบั แมลงกินกลางอากาศ และเกาะคอนนอน ตามพืชน้ํ าในฤดูหนาว

อ้างอิง 1. https://www.naewna.com/likesara/479084 2.https://th.wikipedia.org/wiki/เกง หมอ 3. https://sites.google.com/site/bv540107/page1/page1-7 4. http://www.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=132&c_id= 5. https://www.google.co.th/url? sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=&ved=2ahUKEwjghOONjcvyAhUKzjg GHVwOAvoQFnoECAYQAQ&url=https%3A%2F%2Fth.wikipedia.org%2Fwiki% 2F%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%2 5B8%258B%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2588&usg=AOvVaw1F- 8TywONBJnlSzGziBD0t 6. https://th.wikipedia.org/wiki/ควายป า 7. https://th.wikipedia.org/wiki/แรด 8.https://th.wikipedia.org/wiki/นกเจา ฟ าหญิงสิรนิ ธร


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook