เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชาเลอื ก สาระการประกอบอาชีพ รายวชิ า หลักการเกษตรอนิ ทรีย(์ อช 02007) ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย อําเภอกระทมุ่ แบน สาํ นกั งานส่งเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จงั หวดั สมุทรสาคร กระทรวงศึกษาธกิ าร
เอกสารประกอบการเรยี น หลักสตู รการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ระดับประถมศกึ ษา มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย สาระการประกอบอาชพี รายวชิ าหลกั การเกษตรอินทรยี ์ ( อช 02007) ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั อาํ เภอกระทุ่มแบน สาํ นกั งานสง่ เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั จังหวัดสมทุ รสาคร สํานักงานส่งเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย สํานกั งานปลัดกระทรวงศกึ ษาธิการ กระทรวงศึกษาธกิ าร
คํานาํ เอกสารประกอบการเรียน ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย สาระการ ประกอบอาชีพ รายวิชาหลักการเกษตรอินทรีย์(อช 02007) เล่มน้ีจัดทําข้ึนโดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือ ใช้เป็นส่ือ ประกอบการเรียน การสอน รายวิชาหลักการเกษตรอินทรีย์( อช 02007) มีเนื้อหาตรงตามจุดประสงค์รายวิชา มาตรฐานรายวิชาและคําอธิบายรายวิชา หลักสูตร การศึกษานอกระบบละการศึกษาระการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ผู้เรียนสามารถศึกษาค้นคว้า เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เข้าใจง่าย และสามารถนําไปใช้ใน ชวี ิตประจาํ วนั ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอําเภอกระทุ่มแบน มุ่งเสริมการเรียนรู้ ตาม นโยบายส่งเสริมการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ จึงจัดทําเอกสารประกอบการเรียน ระดับระดับประถม ศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย สาระการประกอบอาชีพ รายวิชาหลักการเกษตรอินทรีย์ (อช 02007) สําหรับประกอบการเรียน การสอน ตลอดจนเป็นแนวทางในการเรียนรู้ของนักศึกษา และหวัง เป็นอย่างย่ิงว่า เอกสารเล่มน้ี จะเป็นประโยชน์แก่ครูการศึกษานอกโรงเรียน สถานศึกษานักศึกษา หน่วยงาน เครือข่าย และผู้สนใจท่ัวไป ในการนําไปใช้ให้เกิดประโยชน์ หน่วยงานภาคีเครือข่าย และผู้สนใจท่ัวไป ในการนําไปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชนท์ างการศกึ ษาตอ่ ไป ศนู ยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาํ เภอกระท่มุ แบน ตุลาคม 2554
สารบัญ หน้า คาํ แนะนําการใชแ้ บบเรยี น 1 คําอธิบายรายวชิ า 2 บทท่ี 1 ช่องทางและการตดั สนิ ใจเลอื กประกอบอาชพี เกษตรอินทรยี ์ 3 แบบทดสอบก่อนเรียน 8 ช่องทางและการตัดสินใจเลอื กประกอบอาชีพเกษตรอนิ ทรีย์ 12 ปัญหาการเกษตร 13 แบบทดสอบหลังเรยี น 14 บทที่ 2 หลกั การเกษตรอนิ ทรีย์ 16 แบบทดสอบก่อนเรยี น 21 ความหมาย ความสาํ คญั เกษตรอนิ ทรยี ห์ ลักการเกษตรอินทรีย์ 24 มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 28 การเจริญเตบิ โตของพชื 36 ธรรมชาตขิ องดิน 38 การปรับปรงุ ดินโดยใชส้ ารอนิ ทรีย์ 40 แบบทดสอบหลังเรียน 41 บทที่ 3 การปลกู พืช 42 แบบทดสอบกอ่ นเรียน 43 การปลูกพชื 47 การดูแลรักษา 51 การผลิตสารอนิ ทรยี ์เพ่อื ปอ้ งกันและกาํ จัดศตั รพู ืช 52 แบบทดสอบหลงั เรยี น 53 บทท่ี 4 การอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อม 55 แบบทดสอบกอ่ นเรยี น การอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม
สารบัญ (ต่อ) หนา้ 68 คุณธรรมในการประกอบอาชีพ 71 ปัญหาและอุปสรรคในการประกอบอาชพี 74 แบบทดสอบหลังเรยี น 76 บรรณานุกรม 77 คณะผ้จู ดั ทาํ
คาํ แนะนาํ ในการใชช้ ุดวชิ าวิชาเลอื กสาํ หรับผ้เู รียน 1. ชุดวิชาน้ีไม่ใช่ข้อสอบ ผู้เรียนไม่ควรวิตกกังวลเพราะเป็นบทเรียนที่สร้างขึ้นเพ่ือให้สามารถศึกษาได้ด้วย ตนเอง 2. ชุดวิชาเล่มนี้ประกอบด้วยบทความย่อยหลายๆ ตอน ซึ่งแต่ละตอนมีแบบทดสอบก่อนเรียนและหลัง เรยี นเพื่อวัดความรคู้ วามเขา้ ใจของเนอื้ หาแตล่ ะบท 3. การเขียนคาํ ตอบทุกขอ้ ให้เขียนคําตอบทผี่ ูเ้ รียนเตรยี มไว้ 4. การทําแบบทดสอบก่อนเรียน เม่ืออ่านแบบทดสอบแล้วเขียนกระดาษคําตอบ ถ้าข้อใดตอบไม่ได้ ไม่ ต้องวดิ กกังวลหรือเสยี เวลา สามารถเดาคาํ ตอบได้ เพราะผู้เรยี นยงั ไมม่ ีความรูใ้ นเรอื่ งน้นั ๆ มาก่อน 5. อ่านแล้วทําความเข้าใจกับเนื้อหาไปตามลําดับ ขณะศึกษาบทเรียนและปฏิบัติกิจกรรม ต้องไม่เปิดดู เฉลยคําตอบกอ่ น ตอ้ งมีความซื่อสตั ยต์ อ่ ตนเอง 6. ถ้าขอ้ ใดตอบผดิ มหิ มายความว่าไม่เกง่ แตอ่ าจเพราะยงั ไม่เข้าใจเน้ือหาบางสว่ นในสว่ นตอนน้นั ๆ ให้กลับไปทบทวนทําความเข้าใจเฉพาะตอนนั้นอีกคร้ัง และลองทําแบบทดสอบใหม่ ก่อนท่ีจะศึกษา ตอนตอ่ ไป 7. เมื่อศึกษาจนจบรายวิชาแล้ว จะมีแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อประเมินว่าผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ เนื้อหาท้ังหมดมากน้อยเพียงใดอีกครั้งหน่ึง ซึ่งถ้าผู้เรียนต้ังใจศึกษาแต่ละตอน จะสามารถผ่าน การ ทดสอบได้โดยง่าย 8. ผู้เรียนต้องเชื่อม่ันในตนเอง ไม่ต้องเปรียบเทียบผู้อ่ืน เพราะบทเรียนนี้ทดลองใช้แล้ว พบว่าสามารถ เรียนได้เข้าใจทุกคน เพียงแต่ใช้เวลามาก น้อยต่างกัน เม่ือนักเรียนเข้าใจข้ันตอนทั้งหมดดีแล้วและ พรอ้ มที่จะเร่มิ เรยี นให้อา่ นหน้าท่ตี ่อไป
คําอธิบายรายวิชาอช 02007หลกั การเกษตรอนิ ทรีย์ จาํ นวน 2 หนว่ ยกติ ระดับประถมศกึ ษา/มธั ยมศึกษาตอนตน้ /มัธยมศกึ ษาตอนปลาย มาตรฐาน 3.2 มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจ ทกั ษะในอาชีพท่ตี ัดสินใจเลอื ก มาตรฐาน 3.3 มคี วามรู้ ความเข้าใจในการจดั การอาชพี อย่างมคี ุณธรรม ศึกษาและฝึกทักษะเกี่ยวกบั เร่อื งตอ่ ไปน้ี ชอ่ งทางและตัดสนิ ใจเลือกประกอบอาชีพเกษตรอนิ ทรยี ์ ปญั หาการเกษตรในปจั จุบัน ความหมาย และความสําคญั ของเกษตรอินทรยี ์ หลักการเกษตรอินทรีย์ มาตรฐานเกษตรอนิ ทรยี ์ การ เจรญิ เตบิ โตของพืช ธรรมชาติของดนิ การปรบั ปรงุ ดนิ โดยการใชส้ ารอนิ ทรยี ์ การปลกู พชื การดแู ลรกั ษา การ ผลติ สารอนิ ทรยี ์เพอ่ื การปอ้ งกันและการกําจดั ศัตรพู ืช การอนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม ปลกู ฝัง คณุ ธรรมในอาชพี เกษตร การจัดประสบการณเ์ รียนรู้ 1. วางแผนการเรียนรู้ 2. ศึกษาเอกสาร หนังสอื และสอ่ื อืน่ ๆ เช่นวดี โี อเทปบรรยาย ไสล์ อนิ เตอรเ์ น็ต เป็นต้น 3. เชิญผ้ปู ระสบความสําเร็จในอาชีพมาบรรยาย สาธติ แลกเปลีย่ นประสบการณร์ ว่ มกัน 4. ศึกษาดงู านตามสถานท่ี ท่ดี ําเนนิ กิจกรรมทางด้านเกษตรธรรมชาติ มกี ารสาธิต ทดลองและฝกึ ปฏิบัตจิ รงิ 5. ฝกึ ปฏบิ ัติ ทดลองใช้ บนั ทกึ การทดลองใช้ 6. รวมกลุม่ อภิปรายรายปัญหา และหาแนวทางพฒั นา การวดั ผลและประเมินผล ประเมนิ จากสภาพจริงจากกระบวนการเรียนรู้ วัตถุประสงค์รายวชิ า 1. ผู้เรียนสามารถอธิบายช่องทางและการตัดสนิ ใจเลือกและการตดั สนิ ใจเลือกประกอบอาชีพเกษตร อนิ ทรีย์ได้ 2. ผู้เรยี นสามารถอธบิ ายปญั หาการเกษตรปัจจบุ ันได้ 3. ผู้เรยี นสามารถอธบิ ายความหมายและความสําคัญของการเกษตรอินทรีย์ได้ 4. ผเู้ รยี นสามารถอธบิ ายหลกั การเกษตรอนิ ทรยี ไ์ ด้ 5. ผเู้ รียนสามารถอธบิ ายมาตรฐานเกษตรอนิ ทรยี ไ์ ด้ 6. ผ้เู รยี นสามารถอธิบายการเจรญิ เติบโตของพชื ได้
7. ผเู้ รียนสามารถอธิบายธรรมชาตขิ องดนิ ท่ีเหมาะสมกบั พชื ที่ปลกู ได้ 8. ผเู้ รียนสามารถอธบิ ายการปรบั ปรงุ ดนิ โดยวิธกี ารเกษตรอินทรยี ์ได้ 9. ผู้เรยี นสามารถอธิบายการปลกู พืชเกษตรอินทรีย์ได้ 10. ผูเ้ รียนสามารถอธบิ าการดูแลรักษาพืชเกษตรอนิ ทรีย์ได้ 11. ผู้เรียนสามารถอธิบายการผลิตสารอินทรยี ์เพ่อื การป้องกันและกําจัดศตั รพู ชื ได้ 12. ผู้เรยี นสามารถอธิบายวิธกี ารอนุรกั ษท์ รัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ มได้ 13. ผเู้ รียนสามารถอธบิ ายคณุ ธรรมในการประกอบอาชีพได้ 14. ผู้เรียนสามารถอธิบายปัญหาอุปสรรคในการประกอบอาชพี ได้ ขอบขา่ ยเนือ้ หา บทที่ 1 ช่องทางและการตดั สนิ ใจเลือกประกอบอาชีพเกษตรอนิ ทรยี ์ 1. ช่องทางและการตัดสินใจเลอื กประกอบอาชพี เกษตรอินทรยี ์ 2. ปญั หาการเกษตร 3. ความหมายความสําคัญของเกษตรอินทรีย์ บทที่ 2 หลักการเกษตรอินทรยี ์ 1. หลักการเกษตรอินทรีย์ 2. มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 3. การเจริญเตบิ โตของพืช 4. ธรรมชาติของดนิ 5. การปรบั ปรงุ ดนิ โดยใช้สารอินทรยี ์ บทท่ี 3 การปลกู พืช 1. การปลกู พืช 2. การดแู ลรกั ษา 3. การผลติ สารอนิ ทรยี ์เพ่ือป้องกัน กําจัดศตั รูพชื บทที่ 4 การอนรุ ักษท์ รพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ ม 1. การอนุรกั ษท์ รัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม 2. คุณธรรมในการประกอบอาชีพ 3. ปญั หาและอุปสรรคในการประกอบอาชีพ
~1~ บทที่ 1 ช่องทางและการตัดสนิ ใจเลือกประกอบอาชีพเกษตรอินทรีย์ เนือ้ หา 1. ช่องทางและการตดั สินใจเลอื กประกอบอาชีพเกษตรอินทรีย์ 2. ปัญหาการเกษตร 3. ความหมายและความสาํ คัญของการเกษตรอินทรยี ์
~2~ แบบทดสอบกอ่ นเรยี น ให้ผู้เรียน X ทบั อักษร ก ข ค ง ที่เป็นคาํ ตอบ ทถี่ กู ต้องเพียงขอ้ เดยี ว 1.การแบง่ ประเภทของอาชพี แบง่ ได้กี่ประเภท ก. 1 ประเภท ข. 2 ประเภท ค. 3 ประเภท ง. 4 ประเภท 2.ขอ้ ใดคือการแบ่งอาชีพตามลกั ษณะการประกอบอาชพี ก. อาชพี เกษตรกรรม ข. อาชพี รบั จ้าง ค. อาชพี อุตสาหกรรม ง. อาชพี พาณิชยกรรม 3.ขอ้ มูลประกอบในการตัดสินใจเลือกอาชพี คือข้อใด ก. ขอ้ มลู วตั ถุดิบ เงนิ ทุน กระบวนการผลิต ข. ข้อมูลตนเองข้อมลู สงั คมขอ้ มลู วิชาการ ค. ขอ้ มลู สินคา้ ขอ้ มลู ตลาดข้อมลู ผู้บริโภค ง. ขอ้ มูลลูกค้าขอ้ มลู ผขู้ ายขอ้ มูลสินค้า 4.ขอ้ ใดคอื ขอ้ มูลเกยี่ วกบั ตนเอง ก. เงนิ ทนุ ข. ตลาด ค. ทรัพยากร ง. คมนาคม 5.ปญั หาเกี่ยวกบั พอ่ ค้าคนกลางคอื ข้อใด ก. รวมหวั กนั กดสินคา้ ข. ค่าใช้จา่ ยทางการตลาดสูง ค. คา่ จ้างแรงงานสงู ง. มาตรฐานสินค้าตํา่ 6.ราคาสินคา้ เกษตรหมายถึงขอ้ ใด ก. มูลค้าแห่งการแลกเปล่ยี นของสนิ คา้ เกษตร ข. ขอ้ มลู การแลกเปล่ยี นสินคา้ ในตลาด ค. ตัวชว้ี ัดการแลกเปลีย่ นสนิ ค้าเกษตร ง. ข้อกาํ หนดการแลกเปล่ียนสินค้าเกษตร 7. ปญั หาเก่ยี วกบั สนิ คา้ เกษตรหมายถึงขอ้ ใด ก. คณุ ภาพสินค้าตํ่า ข. ไม่มตี ลาดจาํ หนา่ ย ค. ราคาสนิ ค้าเกษตรตํา่ ง. คา่ ใช้จา่ ยในการขนส่งตาํ่ 8.“อตก.” เป็นชื่อย่อของสถาบันเกี่ยวกับการตลาดสนิ ค้าการเกษตรในขอ้ ใด ก. ธนาคารเพ่ือการเกษตรและสหกรณก์ ารเกษตร ข. องคก์ ารคลงั สินค้า ค. องค์การตลาดเพ่ือเกษตรกร ง. สหกรณเ์ พอ่ื การเกษตร 9. ข้อใดเป็นหนว่ ยงานของรัฐบาลกระทรวงพาณชิ ยต์ ั้งขึ้นเพอื่ ช่วยรกั ษาระดบั สินคา้ เกษตร ก. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ข. องคก์ ารคลงั สนิ ค้า ค. องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ง. สหกรณ์เพอื่ การเกษตร 10. ระบบการผลิตทีคาํ นึงถึงสภาพแวดล้อม รักษาสมดลุ ของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีระบบจดั การนิเวศวทิ ยาท่ีคล้ายคลึงกับธรรมชาติ หลีกเลย่ี งการใชส้ ารสงั เคราะห์ คอื การเกษตรแบบใด ก. เกษตรยง่ั ยนื ข. เกษตรผสมผสาน ค. เกษตรทฤษฎใี หม่ ง. เกษตรอินทรยี ์ เฉลย 1. ข 2. ข 3. ข 4. ก 5. ก 6. ก 7. ค 8. ค 9. ข 10. ง
~3~ บทที่ 1 ชอ่ งทางและการตัดสนิ ใจเลือกประกอบอาชพี เกษตรอนิ ทรยี ์ ความรู้เก่ียวกบั อาชพี อาชีพหมายถึง การทํากิจกรรม การทํางาน การประกอบการท่ีไม่เป็นโทษต้อสังคม และมีรายได้ตอบ แทน โดยอาศัยแรงงาน ความรู้ ทักษะ อุปกรณ์ เครอ่ื งมือ วธิ กี ารแตกตา่ งกนั ไป ประเภทและลกั ษณะของอาชพี การแบ่งประเภทของอาชีพ สามารถแบ่งตามลักษณะ ได้เป็น 2 ลักษณะ คือแบ่งตามเน้ือหาวิชา ของ อาชพี และแบ่งตามลักษณะของการประกอบอาชพี 1. การแบง่ อาชพี ตามเนอื้ หาวิชาของอาชีพ สามารถจดั กล่มุ อาชพี ตามเนอ้ื หา ได้ 6 ประเภทดงั น้ี 1.1 อาชีพเกษตรกรรม ถือเป็นอาชีพหลัก และเป็นอาชีพท่ีสําคัญของประเภท ปัจจุบันประชากรของไทย ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ยังประกอบอาชีพน้ีอยู่ อาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพเกี่ยวเนื่องกับการผลิตและการจัด จาํ หน่ายสินค้า และบริการทางด้านการเกษตรซ่ึงผลผลิตและการจัดจําหน่ายและบริการทางด้านการเกษตรจากการ ใช้ในการบริโภคเป็นส่วนใหญ่แล้วยังใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตทางอุตสาหกรรมอีกด้วย ได้แก่การทํานา ทําไร่ ทาํ สวน เลี้ยงสตั ว์ ฯลฯ 1.2 อาชีพอุตสาหกรรม การทําอุตสาหกรรม หมายถึงการผลิตสินค้าอันเนื่องมาจากการนําเอาวัสดุ หรือ สินค้าบางชนดิ มาแปรสภาพใหเ้ กิดประโยชนต์ ่อผูใ้ ชม้ ากขนึ้ กระบวนการประกอบการอุตสาหกรรมประกอบด้วย วัตถุดบิ ผา น กระบวนการ ไดผลผลิต สินคา จําหนาย ผูบรโิ ภค หรอื สนิ คา ผลผลติ สําเรจ็ รปู ในขั้นตอนขบวนการผลิตมีปัจจัยมากมายนับแต่แรงงาน เครื่องจักร เคร่ืองมือ เคร่ืองใช้ เงินทุน ที่ดิน อาคาร รวมท้ังการบริหารจดั การ การประกอบอาชพี อตุ สาหกรรมแบ่งตามขนาดไดด้ งั นี้ อุตสาหกรรมในครอบครัว เป็นอุตสาหกรรมท่ีทํากันในครัวเรือน หรือภายในบ้าน ใช้แรงงานภายใน ครัวเรือน ครอบครัวเป็นหลัก บางทีอาจใช้เครื่องจักรขนาดเล็กเข้าช่วยในการผลิต ใช้วัตถุดิบ วัสดุหาได้ในท้องถิ่น มาเป็นปัจจัยมนการผลิตอุตสาหกรรมในครัวเรือน ได้แก่การทอผ้า การจักสาน การทําร่ม การทําอิฐมอญ ฯลฯ ลกั ษณะการดําเนนิ งานทไ่ี ม่เป็นระบบมากนกั รวมทั้งการใชเ้ ทคโนโลยีแบบงา่ ยๆ ไมย่ งุ่ ยากซับซอ้ น และมี การลงทุนไมม่ ากหนกั อุตสาหกรรมขนาดขนาดย่อม เป็นอุตสาหกรรมที่มีการจ้างคนงาน มากกว่า 50 คน ใช้ทุนดําเนินการ ไม่เกิน 10 ล้านบาท อุตสาหกรรมขนาดย่อม ได้แก่ อู่ซ่อมรถ โรงกลึง โรงงานทําขนมปัง โรงสีข้าว เป็นต้น ใน การดาํ เนนิ อตุ สาหกรรมขนาดยอ่ ม มขี บวนการผลติ ไมซ่ ับซ้อน ใช้แรงงานที่มีฝีมอื ไมม่ ากนัก อุตสาหกรรมขนาดกลางเป็นอุตสาหกรรมที่มีการจ้างคนงานมากกว่า 50 คน แต่ไม่เกิน 200 คน ใช้ทุน ดําเนินการมากกว่า 10 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 100 ล้านบาทอุตสาหกรรมขนาดกลาง ได้แก่อุตสาหกรรมทอกระสอบ
~4~ อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสําเร็จรูป เป็นต้น การดําเนินอุตสาหกรรมขนาดกลาง ต้องมีการจัดการท่ีดี แรงงานที่ต้องมี ทกั ษะ ความรู้ ความสามารถในกระบวนการผลติ เปน็ อยา่ งดี เพือ่ ท่จี ะไดส้ ินค้าทีม่ ีคณุ ภาพระดับเดียวกัน อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีคนงานมากกว่า 200 คนข้ึนไป เงินดําเนินการ มากกว่า 200 ลา้ นบาท อุตสาหกรรมขนาดใหญไ่ ด้แก่อตุ สาหกรรมผลิตแบตเตอร่ี อุตสาหกรรมถลุงเหล็ก เป็นต้น อุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีระบบจัดการที่ดี ใช้คนท่ีมีความรู้ มีทักษะ ความสามารถเฉพาะด้าน หลายสาขา เช่น วิศวกรรม อีเล็กทรอนิกส์ ในการดําเนินงานการผลิตมีกรรมวิธีท่ียุ่งยาก ใช้เคร่ืองจักร คนงาน เงินทุนจํานวนมาก ขึ้น มีกระบวนการผลิตที่ทันสมัยและผลิตสินคา้ ไดท้ ลี ะมากๆ มีการวา่ จา้ งบุคคลระดับผบู้ รหิ ารท่มี ีความสามารถ 1.3 อาชพี พาณชิ ยการและบริการ อาชีพพาณิชยกรรม เป็นการประกอบอาชีพที่เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างสินค้ากับเงิน ส่วนใหญ่จะมี ลักษณะซ้ือมา ขายไป ผู้ประกอบอาชีพทางพาณิชกรรม จึงจัดเป็นคนกลาง ซ่ึงทําหน้าท่ีซื้อสินค้าจากผู้ผลิตหรือ บรกิ ารตา่ งๆ นับตั้งแต่การนําวัตถุดิบจากผู้ผลิตด้านเกษตรกรรม ตลอดจนสินค้าสําเร็จรูป จากโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งคหกรรม ศิลปกรรม หัตถกรรมและการนํามาขายต่อผู้บริโภค ประกอบด้วย การค้าสินค้าส่งและการค้า สินค้าปลีก โดยอาจจัดจําหน่ายในรูปของการขายตรงหรือขายอ้อม จึงเป็นกิจกรรมท่ีสอดแทรกทุกอาชีพ การ ประประกอบอาชีพพาณิชยกรรม หรือบริการผู้ประกอบอาชีพมีความสามารถในการจัดหา มีความคิดริเร่ิม และมี คุณธรรม จงึ ทาํ ให้การประกอบอาชพี เจริญกา้ วหน้า อาชีพบริการ เป็นอาชีพท่ีทําให้ให้เกิดความพอใจแก่ผู้ซื้อ การบริการอาจเป็นสินค้าท่ีมีตัวตนหรือไม่มี ตัวตนก็ได้ การบริการท่ีมีตัวตน ได้แก่การบริการขนส่ง บริการทางการเงิน ส่วนบริการไม่มีตัวตน ได้แก่ บริการ ทอ่ งเท่ียว บรกิ ารรักษาพยาบาล เป็นตน้ 1.4 อาชีพคหกรรม ไดแ้ ก่อาชีพทีเ่ กย่ี วกับอาหาร ขนม ตดั เย็บ การเสริมสวย ดดั ผม เปน็ ต้น 1.5 อาชพี หตั ถกรรม การประกอบอาชพี หตั ถกรรมไดแ้ ก่อาชพี ที่เก่ยี วกับงานช่าง โดยการใช้มือในการผลิต ชิ้นงานเป็นส่วนใหญ่ ไดแ้ ก่อาชีพ จักสาน แกะสลกั ทอผา้ ด้วยงาน ทอสอื่ เปน็ ต้น 1.6 อาชีพศิลปกรรม การประกอบอาชีพศิลปกรรม ได้แก่อาชีพท่ีเกี่ยวข้องกับการแสดงออกในลักษณะ ตา่ งๆ เชน่ การวาดภาพ การปน้ั การดนตรี ละคร การโฆษณา ถา่ ยภาพ เปน็ ต้น 2. การแบง่ อาชพี ตามลกั ษณะของการประกอบอาชพี ลกั ษณะของการประกอบอาชพี เป็น 2 ลกั ษณะ คืออาชพี อสิ ระและอาชีพรับจ้าง 2.1 อาชีพอิสระ หมายถึง อาชีพทุกประเภทที่มีผู้ประกอบการดําเนินการด้วยตนเองแต่เพียงผู้เดียวหรือ เป็นกลุ่ม อาชีพอิสระท่ีไม่ต้องใช้คนจํานวนมาก แต่ถ้าหากมีความจําเป็นอาจมีการจ้างคนอ่ืนอาจมาช่วยงานก็ได้ เจ้าของกิจการเป็นผู้ลงทุน และจําหน่ายเอง คิดและตัดสินใจด้วยตนเองทุกเร่ืองในการบริหาร การจัดการไปอย่าง รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ การประกอบอาชีพอิสระ เช่นการขายอาหาร การขายของชํา ซ่อมรถจักรยานยนต์ ฯลฯ ในการประกอบอาชีพอิสระผู้ประกอบการจะต้องมีความรู้ ความสามารถในการบริหาร การจัดการ เช่น การตลาด ทําเลที่ตั้ง เงินทุน การตรวจสอบท่ีเกิดขึ้น มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมองเห็นภาพการดําเนินงาน ของตนเองได้ทะลุปรุโปร่ง 2.2 อาชีพรับจ้าง ที่มีผู้อ่ืนเป็นเจ้าของกิจการโดยตัวเองเป็นผู้รับจ้างให้และได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าจ้าง หรือเงินเดือน อาชีพรับจ้างประกอบด้วยบุคคล 2 ฝ่าย ซึ่งตกลงว่าจ้างกันบุคคลฝ่ายแรกเรียกว่า “นายจ้าง” หรือ
~5~ ผู้ว่าจ้างบุคคลฝ่ายหลังเรียกว่า “ลูกจ้าง” หรือผู้รับจ้างมีค่าตอบแทนผู้ท่ีว่าจ้างจะต้องจ่ายให้แก่ผู้รับจ้างให้แก่ผู้รับ จ้างเรียกว่า “ค่าจ้าง” การประกอบอาชีพรับจ้าง โดยท่ัวไปมีลักษณะเป็นการรับจ้างทํางานในสถานประกอบการ หรอื โรงงาน เป็นการรับจ้างโดยทั่วไปมีลักษณะเป็นการรับจ้างในสถานประกอบการหรือโรงงาน เป็นการรับจ้างใน ลักษณะขายแรงงาน โดยรับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน หรือค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน หรือค่าตอบแทนท่ีตาม ชิ้นงานท่ีทําได้ อัตราค่าจ้างข้ึนอยู่กับการกําหนดของเจ้าของประกอบการ หรือนายจ้าง การทํางานผู้รับจ้างจะต้อง ทํางานอยภู่ ายในโรงงาน ตามเวลาทนี่ ายจ้างกาํ หนด การประกอบอาชพี รับจา้ งในลักษณะนีม้ ีขอ้ ดคี ือ ไมเ่ สีย่ งต่อการ ลงทนุ เพราะลกู จา้ งจะใชเ้ ครื่องมอื อุปกรณ์ท่ีนายจ้างจัดไว้ ให้ทํางานตามนายจ้างกําหนด แต่มีข้อเสียคือ มักจะเป็น งานซ้ําๆ เหมอื นกันทกุ วันและตอ้ งปฏิบตั ิตามระเบยี บของนายจา้ งนนั้ ในการประกอบอาชีพรับจ้างน้ันมีปัจจัยหลาย อย่างที่เอ้ืออํานวยให้ผู้ประกอบอาชีพรับจ้าง มีความเจริญก้าวหน้าได้ เช่นความรู้ความชํานาญในการทํางาน มีนิสัย ทาํ งานท่ีดีมีความกระตือรือร้น มานะ อดทน ในการทาํ งาน ยอมรับกฎเกณฑแ์ ละเชือ่ ฟังคําสั่ง มีความซ่ือสัตย์ สุจริต ความขยันมนั่ เพยี ร รบั ผิดชอบ มมี นษุ ยส์ มั พันธท์ ี่ดี รว่ มทงั้ สุขภาพอนามยั ที่ดี อาชีพต่างๆมีมากมายหลากหลายอาชีพซ่ึงบุคคลสามารถเลือกประกอบอาชีพได้ตามความถนัด ความ ตอ้ งการ ความชอบและความสนใจ ไมว่ ่าจะเป็นอาชีพใด จะเป็นอาชีพอิสระหรืออาชีพรับจ้าง หากเป็นอาชีพที่สุจริต ย่อมทําให้เกิดรายได้มทสู่ตนเองและครอบครัว ถ้าบุคลผู้นั้นมีความมุ่งม่ัน ขยัน อดทน ตลอดจนมีความรู้ ข้อมูล เกีย่ วกบั อาชีพตา่ งๆจะทําใหเ้ หน็ โอกาส ในการเข้าสอู่ าชีพและพัฒนาอาชพี ใหมๆ่ ให้เกดิ ข้นึ อยู่เสมอ องค์ประกอบในการตดั สินใจอาชีพ การตัดสินใจอาชีพ คือ การนําข้อมูลหลาย ๆด้าน ที่เก่ียวกับอาชีพท่ีจะเลือกมาพิจารณาอย่างถ่ีถ้วน รอบคอบ เพอื่ ประกอยการตัดสินใจเลอื กประกอบการใหเ้ หมาะสมกับขดี ความสามารถของตนเองให้มากท่ีสดุ มีปญั หาอุปสรรคนอ้ ยท่สี ุดการตัดสนิ ใจเลอื กอาชีพมีองค์ประกอบที่สําคญั มดี งั ตอ่ ไปน้ี 1. ข้อมลู ประกอบการตดั สินใจ ซ่งึ พิจารณาข้อมลู 3 ดา้ น คอื ก. ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง คือข้อมูลต่างๆ ท่ีเก่ียวกับการประกอบอาชีพที่ตนเองมีอยู่ เช่น เงินทุน ที่ดิน อาคารสถานที่ แรงงาน เครื่องมือ เคร่ืองใช้ วัสดุ อุปกรณ์ ความรู้ ทักษะต่างๆ ที่จะนําไปใช้ในการประกอบ อาชีพมหี รือไม่ อยา่ งไร ข. ข้อมูลเก่ียวกับสภาพแวดล้อมและสังคม เช่นผู้ท่ีมาใช้บริการ(ตลาด) ส่วนแบ่งของตลาด ทําเลการ คมนาคม ทรัพยากรท่จี ะเอ้ือที่มีในทอ้ งถิน่ แหลง่ ความรู้ ตลอดจนผลทีจ่ ะเกดิ ขึ้นตอ่ ชุมชน ค. ข้อมูลทางวิชาการ ได้แก่ความรู้เทคนิคต่างๆ ท่ีจําเป็นต่ออาชีพนั้นๆ เช่นการตรวจสอบซ่อมแก้ไข เทคนคิ การบริการลกู คา้ ทกั ษะงานอาชีพตา่ งๆ ฯลฯ เปน็ ต้น 2. ความถนัด โดยทั่วไปคนเรามีความถนัดในเชิงช่าง แต่ละคนแตกต่างกันไป เช่นความถนัดในการ ทําอาหาร ถนัดในงานประดิษฐ์ ฯลฯ ผู้ที่มีความถนัดจะช่วยทําให้การทํางานน้ันเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว สะดวก รวดเร็ว คล่องแคล้ว รวมท้ังยังช่วยให้การทํางานนั้นเป็นไปได้อย่าง สะดวก รวดเร็ว คล่องแคล้วรวมทั้งยังช่วยให้ มองเห็นลู่ทางในการพัฒนาอาชีพน้ันๆ ใหร้ ุดหนา้ ได้ดีกว่าคนท่ไี ม่มคี วาม 3. เจตคติต่องานอาชีพ เป็นความรู้สึกภายในของแต่ละคนท่ีมีต่องานอาชีพ ได้แก่ความรัก ความศรัทธา ความภูมิใจ ฯลฯ ความรู้สึกต่างๆเหล่าน้ีจะเป็นแรงผลักดันให้คนเกิดความมานะ อดทน มุ่งม่ัน ขยัน กล้าสู้ กล้า
~6~ เส่ียง ทําให้ประสบความสําเร็จในการประกอบอาชีพได้ การที่จะตัดสินใจ เลือกอาชีพ ผู้ประกอบการต้องเอา ขอ้ มลู ตา่ งๆ มาวเิ คราะห์โดยมีแนวทางในการพจิ ารณา คือ 1) วเิ คราะห์สภาพทเ่ี ป็นอยู่ หมายถึงสิ่งทเี่ ปน็ ยู่ในขณะน้ันเก่ียวกับเรื่องต่างๆ ต้องมาวิเคราะห์ตามสภาพ จรงิ ทีเ่ ปน็ อยู่ 2) วิเคราะห์ทางออก หมายถึง แนวทางในการดําเนินงานท่ีผู้วิเคราะห์เห็นว่า ในกรณีสภาพที่เป็นอยู่นั้น เป็นไปตามความต้องการ หรือตามท่ีกําหนดแต่อาจมีแนวทางการดําเนินงาน หรือทางออกอ่ืนๆท่ีทําให้เป็นไปตามที่ ต้องการ ไดอ้ กี หลายวธิ ี ซ่ึงตอ้ งตดั สนิ ใจเลอื กทางออกหรือวิธีการทเี่ หมาะสม เป็นไปไดม้ ากที่สุด 3) วิเคราะห์ความเป็นไปได้ หมายถึงการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพที่เป็นอยู่กับทางออก แนวทางทจ่ี ะดาํ เนินการนนั้ เปน็ ส่ิงท่ีสามารถจะทาํ ใหเ้ กิดขน้ึ หรอื เปน็ ไปได้จริงหรอื ไมต่ ามตามออกทคี่ ดิ ไว้ 4) ตัดสินใจเลือกเป็นการสรุปเลือกอาชีพหลังจากการวิเคราะห์ เปรียบเทียบอย่างละเอียด รอบคอบแล้ว การวิเคราะห์ความพรอ้ มและความเป็นไปได้ของอาชพี ท่ีตัดสนิ ใจเลือก เม่ือตัดสินใจที่ประกอบอาชีพใดแล้ว เพื่อให้ เกิดความมั่นใจ และเช่ือม่ันว่าอาชีพที่เลือกนั้นสามารถจะดําเนินการได้ตลอดรอดฝั่ง มีความจําเป็นต้องมีการ วเิ คราะห์ความพรอ้ มและความเปน็ ไปไดข้ องอาชพี ที่ตดั สินใจเลือก โดยมีขั้นตอนการวิเคราะห์ดังนี้
~7~ อาชีพทต่ี ัดสินใจเลอื ก ความพรอ้ มของตนเอง ความเปน็ ไปได้ของอาชีพ ในการประกอบอาชีพนนั้ -เงินทนุ -สว่ นแบ่งการตลาด -แรงงาน -การขยายงานกิจการ - วัสดุอปุ กรณ์ -ความม่นั คงในอาชีพ - สถานประกอบการณ์ -วัตถดุ บิ - คณุ สมบตั ทิ ่จี าํ เปน็ ต่อการ ประกอบอาชีพ -สขุ ภาพ -ความถนดั ใจรกั ในอาชีพ ไมพ่ ร้อม พรอ้ ม พอใจ ไม่พอใจ ล้มเลกิ ลม้ เลกิ กําหนดโครงการและ แผนงานในอาชพี ตวั อย่างการเตรียมความพรอ้ มและความเปน็ ไปได้ของอาชีพ “ขายผลไม”้ ความถนัดของตนเองในการ สัมภาษณพ์ ูดคยุ กับผูป้ ระกอบอาชีพ ประกอบอาชพี ขายผลไม้ ขายผลไมเ้ พื่อให้ไดข้ อ้ มูลต่อไปนี้ เงินทุน การประกอบอาชีพขายผลไม้ ต้องใช้เงินทุนเมื่อเริ่มกิจการจํานวนเท่าใด ถ้าเปิดใน ลักษณะเป็น ร้าน เป็นแผงลอย หรือเป็นรถเข็น จะต้องลงทุนแตกต่างกันหรือไม่ ตนเองมีทุนหรือยังถ้ามีไม่พอจะหาจากแหล่ง ใดบ้าง แรงงาน อาชีพน้ีทําคนเดียวได้หรือไม่ ถ้าต้องการมีเพ่ือนร่วมงานด้วย ถ้าจําเป็นต้องมีจะหาได้หรือไม่ อปุ กรณ์ ตอ้ งใช้เครอ่ื งมือ วัสดอุ ปุ กรณ์อะไรบา้ ง จาํ นวนเทา่ ใด หาซ้ือไดท้ ี่ไหน สถานประกอบการณ์ สถานที่จะขาย ผลไม้ จะต้องมีลักษณะอย่างไร ตนเองมีสถานท่ีนั้นหรือไม่ ถ้าไม่มีจะแก้ไขอย่างไร ถ้าเช่าหรือซื้อจะมีทุนพอหรือไม่ คุ้มกับการลงทนุ และกาํ ไร ทีจ่ ะไดห้ รือไม่ วตั ถดุ บิ จะหาซือ้ ผลไมจ้ ากแหล่งใด ไปซอื้ เองหรอื ผมู้ าส่งถึงทคี่ ุณสมบตั ิท่ี จําเป็น ในการประกอบอาชีพขายผลไม้ ต้องเป็นผู้ท่ีทีมนุษย์สัมพันธ์ดี รู้จักพูดคุย แนะนําสินค้า รู้จักบริการลูกค้า เชน่ การหอบหิว้ สนิ คา้ ไปส่งท่ีรถ มคี ุณธรรม จริยธรรม เช่นไม่โกงตาชงั่ ไม่เอาผลไมท้ ่เี น่าเสียแลว้ ให้ลกู ค้า ฯลฯ ตัวเรา
~8~ เองมีคณุ สมบัตทิ ีก่ ล่าวมาหรือไม่ สุขภาพ ตนเองมสี ขุ ภาพแขง็ แรงสมบูรณ์ ในการประกอบอาชีพขายผลไม้หรือไม่ โดยเฉพาะต้องขายในลักษณะเป็นรถเข็น ต้องเคลื่อนท่ีไปบริการลูกค้าตามสถานท่ีต่างๆความถนัด ความมีใจรักใน อาชพี ตอ้ งพิจารณาว่า อาชีพขายผลไม้ ตนเอง มีคุณสมบัติที่จําเป็นเพียงพอหรือไม่ มีความถนัดที่จะทํา หรือใจรักจะ ทาํ เพียงพอ ทจ่ี ะเผชิญปัญหาอปุ สรรคต่างๆ ในอาชีพหรือไม่ ส่วนแบ่งของตลาด ต้องพิจารณาว่าอาชีพขายผลไม้ ตามสถานที่/ทําเล แหล่งที่จะขายน้ัน มีโอกาสขายได้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน มีคู่แข่งมากน้อยแค่ไหน จะขายเข่งได้ มากน้อยแคไ่ หน จะใช้กลยทุ ธท์ างการตลาดอยา่ งไรจึงจะจงู ใจลูกคา้ การขยายงาน/กิจการ จะทําได้หรือไม่ จะมี ปัญหา อุปสรรคอะไรความม่ันคงในอาชีพ อาชีพขายผลไม้มีความม่ันคงหรือไม่ จะขายแล้วคุ้มทุนหรือไม่ จะมีผลไม้ ขายต่อเนื่องหรือไม่ ถ้าไม่ใช่เทศกาลผลไม้ท่ีขายจะแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าผลไม้น้ัน เน่าเสียจะทําอย่างไร เมื่อ วิเคราะหค์ วามพรอ้ มของตนเองในการประกอบอาชีพขายผลไม้แล้ว ตนเองตอบได้ว่ามีความพร้อมแล้ว และมีความ พอใจกบั การวเิ คราะห์ ความเป็นไปไดข้ องการประกอบอาชพี กแ็ สดงว่ามคี วามพงึ พอใจทจี่ ะดาํ เนินอาชีพขายผลไม้ได้ ขั้นต่อไปกค็ ือ การกกาํ หนดโครงการและแผนงานในการขายผลไมต้ ่อไป ปัญหาการเกษตร ปัญหาตลาดสินค้าเกษตร ปญั หาการแลกเปล่ยี นสนิ ค้าเกษตรในประเทศไทย ไดแ้ ก่ 1. ปัญหาเกี่ยวกับพ่อค้าคนกลาง ซึ่งมีการรวมหัวกันกดราคาและผูกขาดเพราะเห็นว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ เปน็ เกษตรกรรายยอ่ ย ขาดเงนิ ทุน และขาดความรทู้ างด้านการตลาด 2. ปัญหาการขายต้องผ่านระบบการขายตลาดกลางแล้วจึงส่งต่อไปยังท้องถิ่นที่ขาดแคลนอื่นๆ เพื่อ ประกอบการแปรรปู รวมทั้งเพ่ือสง่ ออกไปตา่ งประเทศ ทาํ ให้เปน็ อุปสรรคในเร่อื งของความไมค่ ล่องตัว ค่าใช้จ่ายทาง การตลาดสูงเกินไป 3. ปัญหาขาดสถาบันด้านการค้า เนื่องจากเกษตรกรขาดการรวมตัวกันเพื่อให้เกิดอํานาจการต่อรอง ดังนั้น พ่อค้าคนกลางกดราคาไดง้ า่ ย 4. ปัญหาเกี่ยวกบั คุณภาพ สนิ ค้าเกษตรสว่ นใหญ่ จดั มาตรฐานได้ยาก ผู้ซื้อต้องไปดูสินค้าด้วยตนเอง ทําให้ เสยี คา่ ใช้จ่ายสูง 5. ระบบช่างตวงวัด มีระบบทีแ่ ตกตา่ งกนั ในการซอื้ ขายสนิ ค้าบางชนดิ และบางท้องทกี่ ม็ มี าตราช่าง ตวง วัด แตกต่างกันออกไป การสง่ เสรมิ การเกษตรในประเทศไทย 1. สภาพการเกษตรท่ัวไป ส่วนใหญ่ทําการผลิตพืชและสัตว์ ท่ีจําเป็นต่อการอุปโภคและบริโภค ของคนไทย ท้ังประเทศ ท้ังยังผลิตได้เกินความต้องการและส่งออกจําหน่ายต่างประเทศจํานวนมากทุกปี ปัญหาการเกษตรส่วน ใหญ่จะมาจากการบริการของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะในด้านการพัฒนา โครงสร้างพ้ืนฐานทางเกษตรยังไม่ กว้างขวางพอ และอาจมีปัญหาจากด้านเกษตรกร เนื่องจากมีขีดความสามารถในการปรับตัวได้ไม่เท่ากับการ ววิ ฒั นาการทางดา้ นการผลิตทางการเกษตร 2. การส่งเสริมการเกษตร หมายถึง การให้บริการความรู้ ทักษะและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ทางการเกษตรแกเ่ กษตรกร เพอ่ื เปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกรที่จะนําสิ่งใหม่ๆไปใช้ในการพัฒนาอาชีพเกษตรให้ดี ขึ้น เนื่องจากสภาวการณ์ที่จะร่วมมือระหว่างรัฐและเกษตรกร โดยมีแนวทางที่ให้เกษตรกรได้รู้จักช่วยเหลือตนเอง
~9~ มากท่ีสุด และการจัดระเบียบบริหารก็มีรูปแบบสอดคล้องกับสภาพการผลิต มีหน่วยงานรับผิดชอบและสะดวกต่อ การร่วมมือประสานงานกบั หนว่ ยงานท่ีใหก้ ารสนบั สนุน 3. ปัญหาการส่งเสริมการเกษตรที่สําคัญมาจากการบริการของรัฐ ส่วนมากจะเกี่ยวกับปัจจัยการผลิตข้ัน พื้นฐานและทางด้านเกษตรกรก็จะเก่ียวกับความไม่พร้อมที่จะนําเทคโนโลยีไปใช้ให้เหมาะสม นอกจากน้ันยังมี ปัญหาท่ีเกิดจากสภาพแวดล้อมทางเกษตร ซ่ึงส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวกับภูมิประเทศรวมตั้งที่ต้ังสภาพภูมิประเทศ ภมู อิ ากาศ รวมทัง้ สภาพทตี่ ้งั ถิ่นฐานทาํ มาหากินเปน็ สาํ คญั 4. นโยบายการส่งเสริมการเกษตรที่สําคัญท่ีจะเร่งรัดการเพิ่มผลิตผล เพ่ือให้ได้ปริมาณคุณภาพตามที่ตลาด ต้องการด้วยวิธีต่างๆ ส่วนการแก้ปัญหาส่วนใหญ่จะเน้นการพัฒนาตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องคือตัวเจ้าหน้าท่ีของรัฐและ ผู้ประกอบการเพ่ือให้เกิดความร่วมมือและยกระดับความรู้ ความสามารถในการท่ีจะช่วยกันแก้ปัญหาที่เก่ียวกับการ ผลิตได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ สภาพการเกษตร 1. ลักษณะการเกษตรของไทย โดยท่ัวไปเป็นการปลูกพืชและเล้ียงสัตว์หลายชนิด ซ่ึงนอกจากสามารถ ผลิตได้เพียงพอกับความต้องการใช้อุปโภค บริโภคภายในประเทศแล้วยังสามารถผลิตส่งออกจําหน่ายต่างประเทศ เปน็ มลู คา่ ท่ีสงู มากอีกดว้ ย 2. ปัญหาการเกษตรท่ีเกิดข้ึนจากการบริการของรัฐที่สําคัญ จะมาจากการจัดการปัจจัยการผลิตข้ันพื้นฐาน ได้แก่ท่ีดินทํากิน น้ําเพ่ือการเกษตร สินเช่ือเพ่ือการเกษตรและบริการจัดจําหน่ายผลิตผลให้แก่เกษตรกรไม่ กวา้ งขวางเทา่ ที่ควร 3. ปญั หาการเกษตรที่เกิดข้นึ จากทางด้านการเกษตรที่สาํ คัญคือเกษตรกรส่วนมากยังไม่พร้อมรับบริการทาง วิชาการ ยังมีความผูกพันกับพ่อค้าหรือนายทุนท้องถิ่น ยังใช้ทรัพยากรการผลิตที่มีอยู่ไม่เต็มที่และเกษตรกรยังขาด ความสนใจในการทาํ งานเป็นกลุ่ม ความหมาย บทบาท และปัญหาเกี่ยวกับสนิ คา้ เกษตร 1. ราคาสินค้าเกษตร หมายถงึ มลู ค่าแห่งการแลกเปลี่ยนของสินคา้ เกษตรทว่ี ดั ด้วยหน่วยของเงินตรา และ บทบาทสาํ คัญสองประการใหญๆ่ คือตัวจดั สรรทรพั ยากรและตวั จดั สรรรายได้ 2. ปัญหาเกี่ยวกับราคาสินค้าเกษตร คือราคาสินค้าเกษตรและราคาสินค้าเกษตรกรตํ่า ราคาและรายได้ยัง ขาดเสถียรภาพ ซง่ึ มีผลกระทบทางด้านสวสั ดิการ ความเปน็ อย่ขู องเกษตรกร 3. ราคาสินค้าอาจถูกกําหนดได้หลายวิธีภายใต้โครงสร้างตลาดประเภทต่างๆกันตั้งแต่ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ จนถงึ ตลาดผูกขาด แต่สินคา้ ข้ันสุดท้ายจะถกู กาํ หนดภายใตต้ ลาดกึ่งแข่งขันก่งึ ผกู ขาดเปน็ สว่ นใหญ่ 4. นโยบายเกี่ยวกับราคาและรายได้เน้นทางด้านนโยบายยกระดับรายได้เกษตรกรให้สูงขึ้นโดยการพัฒนา ทางการผลิตซึ่งกระทําพร้อมการขยายตลาดและมนี โยบายพยงุ ราคาสําหรับสินคา้ บางชนดิ ดว้ ย 5. นโยบายเกี่ยวกับสินค้าและรายได้ยังรวมถึงนโยบายจัดหาปัจจัยในการผลิตราคาถูก และนโยบาย ควบคมุ ราคาขายปลีกสินค้าบางชนดิ เพื่อผ้บู รโิ ภคดว้ ย ความหมายความสาํ คัญของสถาบนั และองค์กรทางการตลาดสินคา้ เกษตร 1. สถาบันและองค์กรทางการตลาดสินค้าเกษตร หมายถึง สถาบันและองค์กรทําหน้าที่การตลาดและ อาํ นวยความสะดวกใหแ้ กส่ นิ คา้ เกษตร
~ 10 ~ 2. สถาบันและองค์กรทางการตลาดสินค้าเกษตรเป็นสถาบันและองค์กรท่ีมีความชํานาญเฉพาะอย่าง ซึ่งมี สว่ นทําให้ระบบการตลาดสินคา้ เกษตรดําเนนิ ไปยงั สะดวกและมีประสิทธิภาพยิ่งขนึ้ บทบาทและหน้าทข่ี องสถาบนั และองคก์ รทางการตลาดสนิ คา้ เกษตร หน้าท่ีของสถาบันและองค์กรทางการตลาดสินค้าเกษตรได้แก่หน้าที่ในการแลกเปลี่ยน ซ่ึงเกี่ยวกับการซื้อ ขาย สินค้าเกษตรและทางหน้าที่ทางกายภาพ ซึ่งเก่ียวกับการแปรรูปสินค้าทางการเกษตร ได้แก่การอํานวยความ สะดวกในดา้ นการตลาด ซ่ึงเกีย่ วกับการกําหนด การขา่ วสาร การเงินและการรับภาระการเส่ยี ง อาํ นาจการตลาดและอาํ นาจการเจรจาตอ่ รอง 1. อํานาจการเจรจาต่อรองหมายถึง อํานาจเปรียบเทียบระหว่างคู่กรณีสองฝ่ายท่ีเกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆ ท่ี เจรจาต่อรองกนั เช่นผู้ซอ้ื กับผ้ขู ายเจรจาต่อรองเกย่ี วกบั ราคาสินค้า 2. อํานาจตลาดมาจากแหล่งต่างๆที่สําคัญได้แก่การผูกขาดในด้านตลาด การมีเงินทุนหรือทรัพยากรมาก และการทสี่ ามารถควบคุมอุปทานของสินคา้ ทั้งดา้ นปริมาณและคณุ ภาพของสนิ ค้าทผ่ี ลติ ได้ ประเภทของสถาบนั และองคก์ รทางการตลาดสินค้าการเกษตร 1. สถาบันทางการตลาดสินคา้ เกษตร สามารถแบ่งออกได้หลายประเภทสําคัญได้แก่ พ่อค้าคนกลาง ซ่ึงแบ่ง ออกเปน็ พอ่ คา้ ขายปลกี พอ่ คา้ ขายสง่ พ่อคา้ นายหน้า พอ่ คา้ เกง็ กาํ ไร นอกจากนี้ยงั มบี ริษทั ขนสง่ องค์การคลังสินค้า และองค์การอืน่ ๆ ทเี่ กี่ยวข้องกบั ตลาดสนิ คา้ เกษตร 2. สถาบันและองค์กรทางการตลาดสินค้าการเกษตรระหว่างประเทศ ก็สามารถแบ่งออกเป็นสถาบันที่ทํา เป็นธุรกิจกับการค้าโดยตรง ซ่ึงได้แก่พ่อค้าส่งสินค้าออกและสั่งสินค้าเข้าและสถาบันหรือองค์กรที่อํานวยความ สะดวกในการคา้ ระหวา่ งประเทศท่ีสําคญั ไดแ้ ก่ ธนาคารพาณิชย์ บทบาทของสถาบนั ทางการตลาดสนิ คา้ เกษตร 1. สถาบันและองค์กรทางการตลาดสินค้าเกษตรที่สําคัญ ได้แก่พ่อค้าคนกลาง บริษัทขนส่งและองค์การ ตลาดเพ่ือเกษตรกร 2. พอ่ คา้ ขายส่งดําเนนิ งานระหวา่ งพ่อค้าขายปลีกและเกษตรกรผู้ผลิต พ่อค้าขานส่งรับสินค้าจากเกษตรกร มาขายใหพ้ ่อคา้ ขายปลกี อกี ตอ่ หนึ่ง สว่ นพ่อคา้ ขายปลกี ขายสินคา้ ให้ผบู้ รโิ ภคโดยตรง สถาบนั เกย่ี วกบั ตลาดสนิ คา้ เกษตรในภาครฐั บาล 1. ธนาคารเพ่ือการเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) เป็นธนาคารของรัฐบาลท่ีต้ังข้ึนเพ่ือให้ความ ช่วยเหลือทางการเงินแก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตรในการดําเนินงานต่างๆ ตลอดจนการรับฝาก เงินที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม หรือสิ้นระยะเวลาท่ีกําหนด ธกส.มีสํานักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพมหานคร และมีสาขาอยู่ ในจงั หวัดต่างๆท่วั ประเทศ เท่าทดี่ ําเนินงานมายงั มีปญั หาทางดา้ นความไมเ่ พียงพอของเงินก้แู ละการชําระหนคี้ ืนของผูก้ ู้ 2. องค์การคลังสินค้า(อคส.) เป็นหน่วยงานของรัฐบาล สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ต้ังขึ้นเพ่ือช่วยเหลือสินค้า การเกษตร โดยการต้งั ฉางขา้ วและคลงั สนิ ค้าในทอ้ งท่ตี า่ งๆ ซ่งึ เป็นแหลง่ รวบรวมพืชผลเกษตรเพือ่ ไว้จาํ หน่ายทัง้ ภายใน และภายนอกประเทศ จดั หาและจาํ หนา่ ยสนิ ค้าโภคภณั ฑ์ทป่ี ระชาชนจาํ เป็นตอ้ งใช้ เพ่อื ใชช้ ว่ ยรักษาระดับค่าครองชีพมิ ให้สูงเกินไป ตลอดจนการส่งเสริมการค้าของคนไทย โดยจัดให้มีบริษัทจังหวัดและร้านค้าย่อย องค์การคลังสินค้า ยัง ประสบปัญหาบางประการดําเนนิ งาน ซง่ึ สมควรรบั การแกไ้ ขโดยเรว็
~ 11 ~ 3. องค์การตลาดเพ่ือเกษตรกร(อตก.) จัดต้ังขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตรในด้าน การเกษตรในด้านการตลาด โดยการจัดต้ังตลาดเพื่อเป็นแหล่งกลางในการรับซื้อขายผลิตผลการเกษตรในราคาท่ีเป็น ธรรม และดําเนินการต่างๆเพื่อช่วยให้เกษตรกรในราคาที่เป็นธรรมและดําเนินการต่างๆ เพ่ือช่วยงานเกษตรกรมี ประสทิ ธภิ าพในการผลิตและมคี วามเป็นอย่ดู ขี น้ึ 4. สหกรณ์การเกษตร (สกก.) จัดต้ังขึ้นเพ่ือให้สินเช่ือแก่สมาชิก ทั้งในระยะสั้นและ ระยะปานกลางเพ่ือใช้ใน การจดั หาวสั ดุการเกษตร จดั หาตลาดจาํ หน่ายผลิตผลของสมาชิก จัดปรับปรุงดิน บํารุงดิน ส่งเสริมการเกษตรและให้ การศึกษาฝึกอบรมทางสหกรณ์แก่สมาชิก สหกรณ์การเกษตร แบ่งออกเป็นหลายระดับและดําเนินการท้ังทางด้านการ ใหก้ ูแ้ ละรับฝากเงนิ จากสมาชกิ ตลอดจนงานอื่นๆ อีกหลายประเภท การดําเนนิ งานของสหกรณ์การเกษตร ยังมีปัญหา บางประการ เช่นการขาดแคลนเงนิ ทุน และความไมม่ ปี ระสทิ ธิภาพในการดาํ เนินงาน ทรพั ย์สนิ ต่างๆ สถาบันเก่ียวกับตลาดสนิ คา้ เกษตรในภาคเอกชน 1. หอการค้าไทย เป็นแหลง่ รวบรวมของบรรดาพอ่ ค้านักธุรกจิ ทป่ี ระกอบวิสาหกจิ ในสาขาตา่ งๆดาํ เนินงานทอ่ี ยู่ ในขอบเขตวัตถุประสงค์ตามข้อบังคับของหอการค้าไทย มีการจัดองค์กรสําหรับฝ่ายต่างๆและมีการดําเนินงานทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ ท่ีสําคัญได้แก่ การรับรองเอกสาร งานเผยแพร่เอกสาร การให้บริการทางการค้า ตลอดจน เจรจากบั ผู้แทนการค้า จากต่างประเทศ 2. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นสถาบันทางการค้าเป็นที่รวมของสมาคมการค้าและหอการค้า ต่างประเทศ รัฐวิสาหกิจ สหกรณ์ มวี ัตถุประสงค์เพอ่ื สง่ เสริม สนับสนุนทางการคา้ ระหวา่ งสมาชิกโดยมีคณะกรรมการ เป็นผูด้ ําเนนิ การ และมผี ลงานการดําเนนิ การทางการการคา้ ดา้ นต่างๆ มาก 3. สถาบันประกันภัย สถาบันประกันภัยพืชผล เป็นการช่วยลดภาระการเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและช่วยให้ เกษตรกรมีความมั่นใจ ว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนลงแรงจองตนเองมากขึ้นกว่าเดิม การประกันภัยพืชผลใน ประเทศไทย ยังมขี อบเขตจาํ กัดมากและมปี ญั หาอปุ สรรคทค่ี วรไดร้ ับการแก้ไขใหด้ ขี ึ้น 4. บริษัทการค้าเอกชนมีบทบาทและความสําคัญต่อกิจการเกษตรของไทยมาก โดยการเป็นผู้ส่งสินค้า การเกษตรทีส่ ําคัญออกนอกประเทศ เปน็ ผู้จดั หาและจัดจําหน่ายวัสดุการเกษตร ตลอดจนเป็นผู้ผลิตสินค้าการเกษตร เพื่อบริโภคของประชาชน สถาบันระหว่างประเทศทเี่ ก่ยี วกับการตลาดสินค้าเกษตร 1. องค์การนํ้าตาลระหว่างประเทศ จัดขึ้นตามข้อตกลงท่ีว่าด้วยน้ําตาลระหว่างประเทศโดยทําหน้าที่เป็น ผู้ปฎิบัติตามความตกลง เพื่อวัตถุประสงค์ในการบริหารและให้คําปรึกษาหารือในการปฏิบัติงานเก่ียวกับสมาชิกภาพ อํานาจหน้าที่ซึ่งกําหนดข้ึนในความตกลงแต่ละฉบับ องค์การนํ้าตาลระหว่างประเทศมีสํานักงานตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มบี ทบาทในการ ส่งั น้าํ ตาลเข้าของประเทศสมาชิก ซ่ึงประกอบไปด้วยประเทศใหญ่ๆ หลาย ประเทศรวมทั้งประเทศไทยดว้ ย 2. องค์การยางธรรมชาติระหว่างประเทศ จัดขึ้นจากผลการตกลงเร่ืองยางธรรมชาติ ระหว่างประเทศของ องค์การสหประชาชาติ ปี 2523 มีสํานักงานใหญ่ต้ังอยู่ท่ีกรุงกัวลาลัมเปอร์ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐมาเลเซีย โดยมี วัตถุประสงค์ในการรักษาระดับราคายางธรรมชาติในตลาดโลกให้มีเสถียรภาพด้วยการซ้ือยางเข้าประมูลภัณฑ์กันชน การดําเนินงานหลังจากการจัดตั้งยังไม่สู้ประสบความสําเร็จหนัก เน่ืองจากไม่สามารถทําให้ราคายางธรรมชาติอยู่ใน ระดบั ผู้ท่ผี ลติ ตอ้ งการ และมักต้องแขง่ ขันกับยางสงั เคราะห์และการท่มุ ของตลาดของบางประเทศ
~ 12 ~ แบบทดสอบหลงั เรยี น ใหผ้ ูเ้ รยี น X ทบั อักษร ก ข ค ง ทเี่ ปน็ คําตอบ ท่ถี ูกตอ้ งเพยี งข้อเดียว 1. การแบง่ ประเภทของอาชีพ แบง่ ไดก้ ปี่ ระเภท ก. 1 ประเภท ข. 2 ประเภท ค. 3 ประเภท ง. 4 ประเภท 2. ขอ้ ใดคือการแบ่งอาชพี ตามลักษณะการประกอบอาชพี ก. อาชีพเกษตรกรรม ข. อาชีพรับจ้าง ค. อาชพี อุตสาหกรรม ง. อาชีพพาณิชยกรรม 3. ข้อมลู ประกอบในการตัดสินใจเลือกอาชพี คอื ขอ้ ใด ก. ขอ้ มูลวตั ถุดิบ เงินทุน กระบวนการผลติ ข. ข้อมลู ตนเองข้อมลู สังคมขอ้ มลู วชิ าการ ค. ข้อมลู สนิ ค้าขอ้ มลู ตลาดข้อมลู ผ้บู รโิ ภค ง. ขอ้ มลู ลูกค้าข้อมลู ผู้ขายข้อมูลสนิ ค้า 4. ขอ้ ใดคอื ข้อมลู เกี่ยวกบั ตนเอง ก. เงินทนุ ข. ตลาด ค. ทรัพยากร ง. คมนาคม 5. ปญั หาเก่ยี วกับพอ่ คา้ คนกลางคอื ข้อใด ก. รวมหัวกันกดสนิ ค้า ข. ค่าใช้จ่ายทางการตลาดสูง ค. คา่ จา้ งแรงงานสูง ง. มาตรฐานสินคา้ ตาํ่ 6. ราคาสนิ คา้ เกษตรหมายถึงข้อใด ก. มลู ค้าแห่งการแลกเปลีย่ นของสินคา้ เกษตร ข. ข้อมูลการแลกเปลี่ยนสินคา้ ในตลาด ค. ตวั ชีว้ ดั การแลกเปล่ียนสินค้าเกษตร ง. ขอ้ กําหนดการแลกเปลย่ี นสินค้าเกษตร 7. ปญั หาเกี่ยวกบั สินคา้ เกษตรหมายถึงข้อใด ก. คุณภาพสนิ ค้าตา่ํ ข. ไมม่ ตี ลาดจาํ หนา่ ย ค. ราคาสนิ คา้ เกษตรตํ่า ง. ค่าใชจ้ ่ายในการขนส่งตํา่ 8. “อตก.” เปน็ ช่ือย่อของสถาบนั เก่ียวกับการตลาดสินค้าการเกษตรในขอ้ ใด ก. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณก์ ารเกษตร ข. องค์การคลังสินคา้ ค. องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ง. สหกรณเ์ พื่อการเกษตร 9. ขอ้ ใดเป็นหน่วยงานของรัฐบาลกระทรวงพาณิชยต์ ั้งขน้ึ เพ่ือช่วยรกั ษาระดบั สินค้าเกษตร ก. ธนาคารเพ่ือการเกษตรและสหกรณก์ ารเกษตร ข. องค์การคลงั สนิ ค้า ค. องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ง. สหกรณ์เพือ่ การเกษตร 10. ระบบการผลิตทคี าํ นงึ ถงึ สภาพแวดลอ้ ม รกั ษาสมดุลของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมรี ะบบจดั การนิเวศวทิ ยาทค่ี ลา้ ยคลึงกบั ธรรมชาติ หลกี เลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ คือการเกษตรแบบใด ก. เกษตรยั่งยืน ข. เกษตรผสมผสาน ค. เกษตรทฤษฎใี หม่ ง. เกษตรอนิ ทรีย์ เฉลย 1. ข 2. ข 3. ข 4. ก 5. ก 6. ก 7. ค 8. ค 9. ข 10. ง
~ 13 ~ บทที่ 2 หลักการเกษตรอนิ ทรยี ์ เนื้อหา 1. ขอบขายเนอื้ หา 2. มาตรฐานเกษตรอนิ ทรยี ์ 3. การเจริญเตบิ โตของพชื 4. ธรรมชาติของดิน 5. การปรบั ปรุงดินโดยใชส้ ารอินทรีย์
~ 14 ~ แบบทดสอบกอ่ นเรยี น ใหผ้ ู้เรียน X ทบั อักษร ก ข ค ง ท่เี ปน็ คาํ ตอบ ท่ีถูกตอ้ งเพยี งขอ้ เดียว 1. หลักการสําคญั ของเกษตรอนิ ทรยี ์มกี มี่ ิติ ก. 2 มิติ ข. 3 มิติ ค. 4 มติ ิ ง. 5 มติ ิ 2. ข้อใดคือมติ ดิ า้ นนิเวศวิทยา ก. ภาวะแห่งความเป็นอยู่ท่ีดีของกายภาพ จติ ใจ สังคมและสภาพแวดล้อม ข. กระบวนทัศนท์ มี่ องเกษตรอนิ ทรยี เ์ ปน็ องค์ประกอบหนงึ่ ของระบบนิเวศ ค. ความรับผิดชอบเปน็ หวั ใจสําคัญของการบริหารจัดการการพัฒนาเกษตรอนิ ทรยี ์ ง. ความสัมพนั ธ์ของผคู้ นทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับการผลติ เกษตรอินทรยี ์ 3. เพราะเหตใุ ดจงึ เปรยี บเทยี บใบไมเ้ ปน็ ห้องครัว ก. เพราะบรเิ วณใบมอี าหารสะสมอยูม่ าก ข. เพราะใบทําหน้าท่ีสรา้ งอาหาร ค. เพราะใบพชื มอี ุปกรณใ์ นการสร้างอาหาร ง. เพราะใบพืชเป็นบริเวณเดียวท่มี ีการสะสมอาหาร 4. สมชายจุ่มรากของผักกะสังลงในนา้ํ หมึกสแี ดงและท้ิงไว้ 1 ช่ัวโมงจะสงั เกตเหน็ สิ่งใด ก. เหน็ หมึกสแี ดงเป็นจดุ ๆ ข. เหน็ นา้ํ หมกึ เปน็ เส้น ค. เหน็ นํ้าหมกึ สีแดงไหลออกจากลาํ ต้น ง. ไมม่ ีการเปลยี่ นแปลงเกิดข้นึ 5. พืชใดมีรากอากาศ ก. ไทร ข. มะม่วง ค. หญา้ แฝก ง. ขนนุ 6. ข้อใดเป็นธาตุอาหารท่มี คี วามจําเปน็ ตอ่ พชื ก. ไนโตรเจน ข. คลอโรฟลิ ด์ ค. คารโ์ บไฮเดรต ง. ไฮโดรเจน 7. ปัจจยั ในการดํารงชวี ิตขอ้ ใดท่พี ืชขาดไม่ได้ ก. ดนิ นาํ้ แสงแดด ข. ดิน น้ํา อากาศ ค. ดิน แสงแดด อากาศ ง. น้ํา อากาศ แสงแดด 8. ตอนกลางวนั เรานัง่ ตน้ ไม้แล้วรสู้ กึ อากาศสดช่ืน เปน็ เพราะเหตใุ ด ก. ไดร้ ับกา๊ ชคาบอนไดออ๊ กไซด์ท่ีพืชคายออกมา ข. ได้รับละอองนํ้าทพี่ ชื คายออกมา ค. ไดร้ ับก๊าชออกซิเจนท่พี ืชคายออกมา ง. มลี มพดั เยน็ สบาย
~ 15 ~ 9. ขอ้ ใดไมใ่ ชป่ ระโยชนจ์ ากการพรวนดิน ก. เพ่ือให้นํ้าไหลได้สะดวก ข. เพื่อให้รากพืชสามารถดดู น้ํา และธาตุอาหารไดง้ า่ ย ค. เพือ่ ช่วยพืชละลายป๋ยุ ง. เพื่อกาํ จัดไส้เดือนดิน 10. ขอ้ ใดไม่ใชเ่ หตผุ ลของการกําจดั ศตั รพู ืช ก. ไม่ใหม้ าแยง่ อาหารของพืช ข. ไมใ่ หม้ ากดั กินตน้ พืช ค. ใหต้ ้นพชื สะสมนาํ้ มากๆ ง. ป้องกันแสงแดด เฉลย 1. ค 2. ง 3.ข 4. ก 5. ก 6. ก 7. ข 8. ค 9. ข 10.ก
~ 16 ~ บทที่ 2 หลกั การเกษตรอนิ ทรยี ์ ความหมายและความสําคัญของเกษตรอินทรีย์ คําวา่ “เกษตรอนิ ทรีย์” อาจไม่สามารถสื่อสารความหมายของวิธีการทําเกษตรนี้ให้คนทุกระดับช้ันเข้าใจได้ ถ่องแท้ ในเบื้องต้น จึงอยากข้อทําความเข้าใจให้ถ่องแท้ในเบื้องต้นน้ี“เกษตรอินทรีย์” ตามความหมายท่ีปรากฏใน พจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.2525 หน้า 948 หมายถึงรา่ งกายและจิตใจ สตปิ ญั ญา สง่ิ มชี วี ติ ดังนน้ั เกษตรอนิ ทรีย์ถา้ แปลความหมายตรงๆ คือการทําเกษตรจากส่งิ มชี วี ติ (ดว้ ยจิตวิญญาณและสติปัญญา) เปน็ เกษตรแบบธรรมชาต(ิ สมคดิ ดสิ สถาพร, 2521,เมษายน) สําหรับความหมายของเกษตรอินทรีย์ ตามท่ีคณะ กรรมการพฒั นาเกษตรอินทรีย์ (2551หนา้ 4 - 5) ไดร้ วบรวมไว้ดงั นี้ 1. นิยามของสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ(International Federation Of Organic Agriculture Movement,IFOAM) ได้ให้ความหมายของเกษตรอินทรีย์ ได้ว่าได้ให้ความหมายของเกษตรอินทรีย์ได้ว่า“ระบบ การเกษตรท่ีผลิตอาหารและเส้นใยด้วยความย่ังยืนทางสิ่งแวดล้อมและนิเวศการเกษตร จึงลดการใช้ปัจจัยจาก ภายนอก และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี สังเคราะห์ เช่นปุ๋ย สารกําจัดศัตรูพืช และเวชภัณฑ์สําหรับสัตว์ แต่ ขณะเดียวกันก็ประยุกต์ใช้ธรรมชาติในการเพิ่มผลผลิต และพัฒนาความต้านทานต่อโรคของพืชและสัตว์เลี้ยง หลัก ทางเกษตรอินทรีย์ หลักการทางการเกษตรอินทรีย์ เป็นหลักสากลท่ีสอดคล้องกับเงื่อนไข ทางเศรษฐกิจ สังคม ภมู อิ ากาศ และวัฒนธรรมท้องถิ่นดว้ ย 2. นิยามของสํานักงานมาตรฐานสินคา้ เกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) หมายถึง “ระบบการจัดการผลิต ด้านการเกษตรแบบองคร์ วมทีเ่ ก้ือหนุนต่อระบบนเิ วศ รวมถึงความหลากหลายทางชวี ภาพ วงจรชวี ภาพ โดยเน้นการ ใช้วัสดุธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบสังเคราะห์และไม่ใช้พืช สัตว์ จุลินทรีย์ ที่ได้มาจากเทคนิคการดัดแปลง พันธุกรรม หรือพันธุวิศวกรรม มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์โดยเน้นการแปรรูปด้วยความระมัดระวัง เพื่อรักษาสภาพ การเปน็ เกษตรอนิ ทรีย์และคณุ ภาพท่สี ําคัญของผลติ ภณั ฑใ์ นทุกขั้นตอน” 3. นิยามของงานวิจัยของ ชนวน รัตนะวราหะ(2550) เกษตรอินทรีย์หมายถึง “ระบบหลักการเกษตรท่ีใช้ หลักการความสมดุลทางนิเวศวิทยาของธรรมชาติ มาประยุกต์ใช้ในการผลิตโดยผสมผสานกิจกรรมฝากหลากหลาย ทางชีวภาพ ของพืช สัตว์ ปศุสัตว์ ประมง ป่าไม้ ฯลฯ ได้เกิดการเกื้อกูลและหมุนเวียนใช้ในระบบนิเวศของไร่นาให้ เกิดประโยชน์สูงสุด หลีกเล่ียงการใช้ปัจจัยท่ีนําเข้าจากฟาร์ม ปฏิเสธการใช้ที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ เช่น ปุ๋ยเคมี สารกําจัดศัตรูพืช ฮอร์โมน สารปฏิชีวนะ ฯลฯ รวมท้ังไม่ใช้พันธุ์ที่ผ่านการปรับเปล่ียนทางพันธุกรรม ท้ังน้ีเพื่อให้ ผลผลิตท่ีเป็นอาหาร ยารักษาโรค และเคร่ืองนุ่งห่ม ฯลฯ ที่สะอาดและปลอดภัย ต่อสุขภาพของผู้บริโภค อนุรักษ์ และปรบั ปรุงสภาพแวดลอ้ มกับการเกษตร ไปพร้อมๆกบั การพัฒนาสงั คมและเศรษฐกิจอย่างย่ังยนื สรุปเกษตรอินทรีย์ คือระบบการผลิตที่คํานึงสภาพแวดล้อม รักษาสมดุลของธรรมชาติและความ หลากหลายทางชวี ภาพ โดยมีการจัดระบบจดั การนิเวศวิทยาท่คี ลา้ ยคลงึ กบั ธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้สังเคราะห์ ไม่ วา่ จะเปน็ ปยุ๋ เคมี สารกาํ จัดศัตรูพชื และฮอร์โมนตา่ งๆตลอดจนไม่ใชพ้ ืช สัตว์ทีเ่ กิดจากการตัดต่อทางพันธกุ รรม แนวคิดพื้นฐานของเกษตรอินทรีย์คือ การบริหารจัดการการผลิตทางการเกษตรแบบองค์รวมซึ่งแตกต่าง อย่างชัดเจนจากการเกษตรแผนใหม่ท่ีมุ่งเน้นการเพ่ิมผลผลิตชนิดใดชนิดหนึ่งสูงสุด โดยการพัฒนาเทคนิคต่างๆ
~ 17 ~ เกี่ยวกับการให้ธาตุอาหารพืชและป้องกันกําจัดส่ิงมีชีวิตอ่ืนท่ีอาจมีผลในการทําให้พืชท่ีปลูกมีผลผลิตลดลง แนวคิด เช่นน้ีเป็นแนวคิดแบบแยกส่วน เพราะแนวคิดน้ีต้ังอยู่บนฐานการมองว่า การเพาะปลูกไม่ได้สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ ดังนั้นการเลือกชนิดและวิธีการใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ มุ่งเฉพาะแต่การประเมินประสิทธิผลต่อพืช หลักที่ปลูก โดยไม่ได้คํานึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรการเกษตรหรือนิเวศการเกษตร สําหรับเกษตรอินทรีย์ซ่ึงเป็น การเกษตรแบบองค์รวมจะให้ความสําคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศการเกษตร โดยเฉพาะ อย่างยงิ่ การฟ้ืนฟคู วามอดุ มสมบรู ณข์ องดิน, การรกั ษาแหล่งน้าํ ใหส้ ะอาด และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ของฟาร์ม ท้ังน้ีเพราะแนวทางเกษตรอินทรีย์อาศัยกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศในการทําการผลิต ดังน้ัน เกษตรอนิ ทรยี ์จะประสบความสาํ เรจ็ ได้ เกษตรกรจาํ เปน็ ต้องเรยี นรู้กลไกและกระบวนการของระบบนิเวศจากเหตุผล ท่ีได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เกษตรอินทรีย์จึงปฏิเสธการใช้สารเคมีกําจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมี เนื่องจากสารเคมี การเกษตรเหล่านี้มีผลกระทบต่อกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศ นอกเหนือจากการปฏิเสธการใช้สารเคมี การเกษตรแล้ว เกษตรอินทรีย์ยังให้ความสําคัญกับการสร้างสมดุลของวงจรของธาตุอาหาร, การประหยัดพลังงาน, การอนุรักษ์ระบบนิเวศการเกษตร และการฟ้ืนฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งถือได้ว่าเกษตรอินทรีย์เป็นการ บริหารจัดการฟาร์มเชิงบวก (positive management) และการจัดการเชิงบวกนี้เองท่ีทําให้เกษตรอินทรีย์แตกต่าง อยา่ งสําคญั จากการเกษตรที่ไม่ใชส้ ารเคมีแบบปล่อยปะละเลย (ที่มักอ้างว่า เป็นการเกษตรตามแบบธรรมชาติ) หรือ เกษตรปลอดสารเคมแี ละเกษตรไร้สารพษิ ท่ีเฟ่อื งฟูในบ้านเรามานานหลายปเี น่ืองจากเกษตรอนิ ทรีย์เป็นการเกษตรที่ ให้ความสาํ คญั กบั การทาํ ฟาร์มเชงิ สร้างสรรค์ (เพื่ออนุรักษ์และฟ้ืนฟูระบบนิเวศการเกษตรในไรน่ า) ดงั นน้ั เกษตรกรท่ี หันมาทําเกษตรอินทรีย์จึงจําเป็นต้องพัฒนาการเรียนรู้เก่ียวกับธรรมชาติและการบริหารจัดการฟาร์มของตนเพิ่มข้ึน ด้วย ผลที่ตามมาก็คือเกษตรอินทรีย์จึงเป็นแนวทางการเกษตรท่ีต้ังอยู่บนกระบวนการแห่งการเรียนรู้และภูมิปัญญา เพราะเกษตรกรต้องสังเกต, ศึกษา, วิเคราะห์-สังเคราะห์ และสรุปบทเรียนเก่ียวกับการทําการเกษตรของฟาร์ม ตนเอง ซึ่งจะมีเง่ือนไขท้ังทางกายภาพ (เช่น ลักษณะของดิน ภูมิอากาศ และภูมินิเวศ) รวมถึงเศรษฐกิจ-สังคมท่ี แตกต่างจากพื้นท่ีอ่ืน เพ่ือคัดสรรและพัฒนาแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่เฉพาะและเหมาะสมกับฟาร์มของตัวเองอย่าง แท้จรงิ นอกจากนี้ เกษตรอินทรีย์ยังให้ความสําคัญกับเกษตรกรผู้ผลิตและชุมชนท้องถิ่น เกษตรอินทรีย์มุ่งหวังท่ีจะ สร้างความมั่นคงในการทําการเกษตรสําหรับเกษตรกร ตลอดจนอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีชีวิตของชุมชนเกษตรกรรม วิถี การผลิตของเกษตรอนิ ทรยี เ์ ปน็ วิถกี ารผลติ ทีเ่ กษตรกรต้องอ่อนน้อมและเรียนรู้ในการดัดแปลงการผลิตของตนให้เข้า กับวิถีธรรมชาติ อาศัยกลไกธรรมชาติเพื่อทําการเกษตร ดังน้ันวิถีการผลิตเกษตรอินทรีย์จึงเป็นวิถีแห่งการเคารพ และพง่ึ พงิ ธรรมชาติ ซ่ึงสอดคล้องกลมกลืนกบั วิถีชีวิตของชุมชนเกษตรพืน้ บ้านของสังคมไทย แต่ในขณะเดียวกัน เกษตรอินทรีย์ก็ไม่ได้ปฏิเสธการผลิตเพ่ือการค้า เพราะตระหนักว่าครอบครัวเกษตรกร ส่วนใหญ่จําเป็นต้องพ่ึงพาการจําหน่ายผลผลิตเพ่ือเป็นรายได้ในการดํารงชีพ ขบวนการเกษตรอินทรีย์พยายาม ส่งเสริมการทําการตลาดผลผลิตเกษตรอินทรีย์ท้ังในระดับท้องถ่ิน ประเทศ และระหว่างประเทศ โดยการตลาด ท้องถ่ินอาจมีรูปแบบท่ีหลากหลายตามแต่เง่ือนไขทางสภาพเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่นนั้น เช่น ระบบชุมชน สนับสนุนการเกษตร (Community Support Super Mai Agriculture - CSSMA) หรือระบบอ่ืนๆ ซ่ึงมาจากปะ เทศใดในโลก ท่ีมีหลักการในลักษณะเดียวกัน ส่วนตลาดที่ห่างไกลออกไปจากผู้ผลิต ขบวนการเกษตรอินทรีย์ได้ พยายามพัฒนามาตรฐานการผลิตและระบบการตรวจสอบรับรองท่ีสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ว่า ทุกข้ันตอน
~ 18 ~ ของการผลิต แปรรูป และการจัดการน้ันเป็นการทํางานที่พยายามอนุรักษ์และฟ้ืนฟูส่ิงแวดล้อม ตลอดจนรักษา คณุ ภาพของผลผลิตใหเ้ ปน็ ธรรมชาติเดมิ มากท่สี ุด แปลงผักเกษตรอินทรยี ์ของ “ไรป่ ลูกรัก” จงั หวัดราชบรุ ที ี่ใหน้ ักท่องเทยี่ วสามารถเลือกเก็บไดต้ ามชอบใจ โดยสรุปจะเห็นว่า เกษตรอินทรีย์เป็นระบบเกษตรท่ีมีลักษณะเป็นองค์รวม ท่ีให้ความสําคัญในเบ้ืองต้นกับ การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตร และทรัพยากรธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ละเลยมิติด้านสังคม และเศรษฐกิจ เพราะความยั่งยืนทางด้านส่ิงแวดล้อมไม่อาจดํารงอยู่ได้ โดยแยกออกจากความยั่งยืนทางสังคมและ เศรษฐกิจของเกษตรกร หลักการเกษตรอนิ ทรีย์ หลักการสําคัญ 4 ข้อของเกษตรอินทรีย์ คือ สุขภาพ, นิเวศวิทยา, ความเป็นธรรม, และการดูแลเอาใจใส่ (health, ecology, fairness and care) 1. มิตดิ ้านสขุ ภาพ เกษตรอินทรียค์ วรจะต้องสง่ เสริมและสร้างความย่ังยืนให้กับสุขภาพอย่างเป็นองค์รวม ของดนิ พชื สัตว์ มนุษย์ และโลก สุขภาวะของส่ิงมีชีวิตแต่ละปัจเจกและของชุมชน เป็นหนึ่งเดียวกันกับสุขภาวะของระบบนิเวศ การที่ผืนดิน มีความอุดมสมบูรณ์จะทําให้พืชพรรณต่างๆ แข็งแรง มีสุขภาวะท่ีดี ส่งผลต่อสัตว์เลี้ยงและมนุษย์ท่ีอาศัยพืชพรรณ เหลา่ นัน้ เปน็ อาหาร สขุ ภาวะเปน็ องคร์ วมและเปน็ ปัจจยั ที่สาํ คัญของสิง่ มีชวี ติ การมีสขุ ภาวะทดี่ ีไม่ใชก่ ารปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่ รวมถึงภาวะแห่งความเป็นอยู่ที่ดีของกายภาพ จิตใจ สังคม และสภาพแวดล้อมโดยรวม ความแข็งแรง ภูมิต้านทาน และความสามารถในการฟน้ื ตวั เองจากความเสอ่ื มถอยเป็นองค์ประกอบทีส่ าํ คญั ของสุขภาวะทีด่ ี บทบาทของเกษตรอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตในไร่นา การแปรรูป การกระจายผลผลิต หรือการบริโภค ต่างก็มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีของระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตท้ังปวง ตั้งแต่ส่ิงมีชีวิตที่มีขนาดเล็กสุดในดิน จนถงึ ตวั มนุษยเ์ ราเอง เกษตรอินทรีย์จึงมุ่งท่ีจะผลิตอาหารที่มีคุณภาพสูง และมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อสนับสนุน ให้มนุษย์ได้มีสุขภาวะท่ีดีข้ึน ด้วยเหตุนี้ เกษตรอินทรีย์จึงเลือกท่ีจะปฏิเสธการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีกําจัดศัตรูพืช เวชภัณฑ์สัตว์ และสารปรงุ แต่งอาหาร ท่ีอาจมอี นั ตรายต่อสุขภาพ 2. มิติด้านนิเวศวิทยา เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องตั้งอยู่บนรากฐานของระบบนิเวศวิทยาและวัฏจักรแห่ง ธรรมชาติ การผลิตการเกษตรจะต้องสอดคล้องกับวิถีแห่งธรรมชาติ และช่วยทําให้ระบบและวัฏจักรธรรมชาติ เพมิ่ พนู และยั่งยืนมากขนึ้
~ 19 ~ หลักการเกษตรอินทรีย์ในเร่ืองนี้ต้ังอยู่บนกระบวนทัศน์ที่มองเกษตรอินทรีย์ในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของ ระบบนิเวศทม่ี ชี วี ิต ดงั น้นั การผลติ การเกษตรจึงต้องพึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยาและวงจรของธรรมชาติ โดยการเรียนรู้และสร้างระบบนิเวศสําหรับให้เหมาะสมกับการผลิตแต่ละชนิด ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของการปลูก พืช เกษตรกรจะต้องปรับปรุงดินให้มีชีวิต หรือในการเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรจะต้องใส่ใจกับระบบนิเวศโดยรวมของ ฟาร์ม หรือในการเพาะเล้ียงสัตว์นํ้า เกษตรกรต้องใส่ใจกับระบบนิเวศของบ่อเล้ียงการเพาะปลูก เล้ียงสัตว์ หรือ แม้แตก่ ารเกบ็ เก่ียวผลผลิตจากปา่ จะต้องสอดคล้องกบั รัฐจกั รและสมดลุ ทางธรรมชาติ แมว้ ่ารัฐจักรธรรมชาติจะเป็น สากล แต่อาจจะมีลกั ษณะเฉพาะทอ้ งถนิ่ นเิ วศได้ ดงั น้ัน การจดั การเกษตรอนิ ทรียจ์ งึ จาํ เป็นต้องสอดคล้องกับเง่ือนไข ท้องถ่ิน ภูมินิเวศ วัฒนธรรม และเหมาะสมกับขนาดของฟาร์ม เกษตรกรควรใช้ปัจจัยการผลิตและพลังงานอย่างมี ประสิทธิภาพ เน้นการใช้ซา้ํ การหมุนเวยี น เพอื่ ที่จะอนุรักษ์ทรพั ยากรและสิ่งแวดลอ้ มให้มีความยงั่ ยนื ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ควรสร้างสมดุลของนิเวศการเกษตร โดยการออกแบบระบบการทําฟาร์มท่ีเหมาะสม การฟืน้ ฟูระบบนเิ วศท้องถนิ่ และการสร้างความหลากหลายทง้ั ทางพันธุกรรมและกิจกรรมทางการเกษตร ผู้คนต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับการผลิต การแปรรูป การค้า และการบริโภคผลผลิตเกษตรอินทรีย์ควรช่วยกันในการอนุรักษ์ ส่งิ แวดล้อม ทง้ั ในแงข่ องภูมินเิ วศ สภาพบรรยากาศ นเิ วศท้องถิ่น ความหลากหลายทางชวี ภาพ อากาศ และน้าํ 3. มิติด้านความเป็นธรรม เกษตรอินทรีย์ควรจะต้ังอยู่บนความสัมพันธ์ที่มีความเป็นธรรมระหว่าง สง่ิ แวดล้อมโดยรวมและสง่ิ มชี ีวิต ความเป็นธรรมน้ีรวมถึงความเท่าเทียม การเคารพ ความยุติธรรม และการมีส่วนในการปกปักพิทักษ์โลกที่ เราอาศยั อยู่ ทงั้ ในระหวา่ งมนษุ ยด์ ว้ ยกันเอง และระหวา่ งมนุษย์กบั ส่ิงมีชีวติ อื่นๆ ในหลักการด้านน้ี ความสัมพันธ์ของผู้คนที่เก่ียวข้องกับกระบวนการผลิตและการจัดการผลผลิตเกษตร อินทรีย์ในทุกระดับควรมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นธรรม ทั้งเกษตรกร คนงาน ผู้แปรรูป ผู้จัดจําหน่าย ผู้ค้า และ ผู้บริโภค ทุกผู้คนควรได้รับโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตท่ีดี และมีส่วนช่วยในการรักษาอธิปไตยทางอาหาร และช่วย แก้ไขปัญหาความยากจน เกษตรอินทรีย์ควรมีเป้าหมายในการผลิตอาหารและผลผลิตการเกษตรอ่ืนๆ ท่ีเพียงพอ และมคี ณุ ภาพทดี่ ี ในหลักการข้อนี้หมายรวมถึงการปฏิบัติต่อสัตว์เล้ียงอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสภาพการ เล้ียงให้สอดคล้องกับลักษณะและความต้องการทางธรรมชาติของสัตว์ รวมทั้งดูแลเอาใจใส่ความเป็นอยู่ของสัตว์ อย่างเหมาะสม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่นํามาใช้ในการผลิตและการบริโภคควรจะต้องดําเนินการอย่างเป็น ธรรม ทั้งทางสังคมและทางนิเวศวิทยา รวมท้ังต้องมีการอนุรักษ์ปกป้องให้กับอนุชนรุ่นหลัง ความเป็นธรรมน้ีจะ รวมถงึ ว่า ระบบการผลิต การจําหน่าย และการค้าผลผลิตเกษตรอินทรีย์จะต้องโปร่งใส มีความเป็นธรรม และมีการ นาํ ต้นทนุ ทางสังคมและสิง่ แวดล้อมมาพจิ ารณาเปน็ ตน้ ทุนการผลติ ดว้ ย 4. มิติด้านการดูแลเอาใจใส่ การบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ควรจะต้องดําเนินการอย่างระมัดระวังและ รับผิดชอบ เพ่ือปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมท้ังพิทักษ์ปกป้อง สภาพแวดล้อมโดยรวมด้วย เกษตรอนิ ทรีย์เป็นระบบที่มพี ลวตั รและมชี วี ติ ในตัวเอง ซึง่ การเปล่ียนแปลงจะเกิดข้ึนได้ท้ังจากปัจจัยภายใน และภายนอก ผู้ท่ีเก่ียวข้องกับเกษตรอินทรีย์ควรดําเนินกิจการต่างๆ เพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพและเพ่ิมผลผลิตในการ
~ 20 ~ ผลิต แต่ในขณะเดียวกันจะต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดความเส่ียงต่อสุขภาพและส่ิงแวดล้อม ดังนั้น เทคโนโลยีการ ผลิตใหม่ๆ จะต้องมีการประเมินผลกระทบอย่างจริงจัง และแม้แต่เทคโนโลยีที่มีการใช้อยู่แล้ว ก็ควรจะต้องมีการ ทบทวนและประเมินผลกนั อยเู่ นืองๆ ท้ังน้ีเพราะมนุษย์เรายังไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจอย่างดีพอเก่ียวกับระบบนิเวศ การเกษตร ที่มีความสลับซับซ้อน ดังนั้น เราจึงต้องดําเนินการต่างๆ ด้วยความระมัดระวังเอาใจใส่ในหลักการนี้ การ ดําเนินการอย่างระมัดระวังและรับผิดชอบเป็นหัวใจสําคัญของการบริหารจัดการ การพัฒนา และการคัดเลือก เทคโนโลยีที่จะนํามาใช้ในเกษตรอินทรีย์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นส่ิงจําเป็นเพ่ือสร้างหลักประกันความมั่นใจว่า เกษตรอนิ ทรียน์ ัน้ ปลอดภัยและเหมาะกับสง่ิ แวดลอ้ ม แต่อยา่ งไรก็ตาม ความร้ทู างวิทยาศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียวไม่ เพียงพอ ประสบการณ์จากการปฏิบัติ และภูมิปัญญาท้องถิ่นท่ีสะสมถ่ายทอดกันมาก็อาจมีบทบาทในการแก้ปัญหา ต่างๆ ได้เช่นกัน เกษตรกรและผู้ประกอบการควรมีการประเมินความเส่ียง และเตรียมการป้องกันจากนําเทคโนโลยี ต่างๆ มาใช้ และควรปฏิเสธเทคโนโลยีท่ีมีความแปรปรวนมาก เช่น เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม การตัดสินใจเลือก เทคโนโลยีต่างๆ จะตอ้ งพิจารณาถงึ ความจาํ เป็นและระบบคณุ ค่าของผู้ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง โดยเฉพาะผทู้ ี่อาจไดร้ ับผลกระทบ และจะตอ้ งมกี ารปรึกษาหารอื อย่างโปร่งใสและมสี ว่ นรว่ ม ทาํ ไมตอ้ งเกษตรอนิ ทรีย์ จากรายงานการสาํ รวจขององคก์ ารอาหารและเกษตรแหง่ สหประชาชาติเม่ือปี พ.ศ. 2543 พบวา่ ประเทศไทยมเี นื้อที่ทําการเกษตรอันดบั ที่ 48 ของโลก แตใ่ ช้ยาฆา่ แมลงอันดับ 5 ของโลก ใช้ยาฆ่า หญา้ อันดบั 4 ของโลก ใชฮ้ อรโ์ มนอนั ดบั ที่ 4 ของโลก ประเทศไทยนาํ เข้าสารเคมีสงั เคราะห์ทางการเกษตรเป็นเงินปี ละกว่า 3 หมื่นล้านบาท เกษตรกรต้องซื้อปัจจัยการผลิตท่ีเป็นสารเคมีสังเคราะห์เพื่อใช้ในการเพาะปลูก ซึ่งเป็น ต้นทุนการผลิตทางตรงท่ีเกษตรกรต้องแบกรับ ส่งผลให้ต้องมีการลงทุนต่อไร่สูงและต้องใช้เพิ่มข้ึนอย่างต่อเนื่อง ขณะทีร่ าคาผลผลิตไม่ไดป้ รับตัวสูงขึ้นตามสัดส่วนของต้นทุนท่ีสูงข้ึน ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนเร้ือรัง มีหนี้สินล้นพ้น ตัว ดังนั้น เกษตรอินทรีย์จะเป็นหนทางของการแก้ปัญหาเหล่าน้ีได้ การเกษตรสมัยใหม่ หรือเกษตรเชิงเด่ียว กอ่ ให้เกดิ ปญั หาทางการเกษตรมากมายดงั นี้ 1. ความอดุ มสมบูรณข์ องดนิ ถูกทาํ ลายตอ่ เนือ่ ง ส่งผลใหเ้ กดิ ความไม่สมดลุ ของธาตอุ าหารในดิน 2. ตอ้ งใชป้ ๋ยุ เคมใี นปริมาณท่ีเพ่มิ มากขน้ึ ทกุ ปี จงึ จะได้รับผลผลติ เทา่ เดมิ 3. เกดิ ปญั หาโรคและแมลงระบาด ทาํ ให้เพ่มิ ความยงุ่ ยากในการปอ้ งกนั และกําจัด 4. แมน่ ํา้ และทะเลสาบถูกปนเปอ้ื นด้วยสารเคมี และความเสอื่ มโทรมของดิน 5. พบสารเคมีปนเปื้อนในผลผลิตเกินปริมาณเกณฑ์ท่ีกําหนด ทําให้เกิดภัยจากสารพิษสะสมในร่างกาย ของผ้บู รโิ ภค 6. เกิดความไม่สมดุลของระบบนิเวศ สภาพแวดล้อมถูกทําลายเสียหายจนยากจะเยียวยาให้กลับมาคืน ดังเดมิ นอกจากน้ัน การเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรม ซ่ึงเป็นการเล้ียงสัตว์จํานวนมากในพื้นท่ีจํากัด ทําให้เกิดโรค ระบาดได้ง่าย จึงต้องใช้ยาปฏิชีวนะจํานวนมาก และต่อเนื่องทําให้มีสารตกค้างในเนื้อสัตว์และไข่ ส่งผลต่อสุขภาพ ของผู้บริโภคในระยะยาว โรควัวบ้าที่เกิดขึ้นจึงเป็นเสมือนสัญญาณอันตรายท่ีบอกให้รู้ว่า การเลี้ยงสัตว์แบบ อตุ สาหกรรมไม่เพยี งเป็นการทรมานสัตว์ แต่อาจเปน็ ภัยคุกคามต่อความอย่รู อดของมนุษยด์ ว้ ย
~ 21 ~ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (Organic Standards) เกษตรอินทรยี ์ คือระบบการผลิตที่คํานึงถึงสภาพแวดล้อมรักษาสมดุลของธรรมชาติและความหลากหลายของ ทางชีวภาพโดยมีระบบการจัดการนิเวศวิทยาที่คล้ายคลึงกับธรรมชาติและหลีกเล่ียงการใช้สารสังเคราะห์หลีกเลี่ยงการ ตัดต่อทางพนั ธุกรรมและการสรา้ งมลพษิ ในสภาพแวดล้อมโดยมงุ่ เน้นการใชอ้ นิ ทรียวตั ถุ การพ่ึงพาตนเองเพ่ือให้ผลผลิต ที่ได้ปลอดภัยจากสารพิษตกค้างปลอดภัยต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคและไม่ทําให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมมาตรฐาน เกษตรอินทรีย์ถือเป็นมาตรฐานที่ได้รับความเชื่อถือจากผู้ซื้อและผู้บริโภคอย่างมากโดยมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ใน ปัจจุบันมีทั้งมาตรฐานของประเทศไทย และมาตรฐานต่างประเทศได้แก่ มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของกรมวิชาการ เกษตรมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของสํานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศ สหรัฐอเมริกา (National Organic Program: NOP) มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศญ่ีปุ่น (Japan Organic Standard: JAS) มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศจีน (China Organic Standard) มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ สหพันธ์เกษตรอินทรยี น์ านาติ (IFOAM Organic Standard) เป็นตน้ สถาบันฯ ให้บริการฝึกอบรมมาตรฐานเกษตรอินทรีย์การจัดทําคู่มือการผลิตและเอกสารประกอบการผลิต และให้คําแนะนําในการขอรับการรับรองจากหน่วยรับรองเกษตรอินทรีย์ด้วยทีมบุคลากรท่ีมีประสบการณ์กรณีท่ี ทา่ นมีการรวมกลุ่มเกษตรกรหรอื เป็นบริษทั ฯ ท่ีมลี ูกไร่และประสงคจ์ ะพฒั นาระบบการควบคุมภายในเพ่อื การรับรอง แบบกลุ่ม สถาบันฯได้เปดิ ให้บริการดา้ นระบบการควบคุมภายใน (Internal Control System: ICS) เช่นกนั มาตรฐานเกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย\"ย่อมาจาก A.C.T.(Organic AgricultureCertification Thailand) หรือ มกท. เป็นตราของไทยเพ่ือรับรองผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกของไทย เรียกว่า Certified Organic ซึ่งเป็นสมาชิกของ IFOAM (International Federation of Organic Agriculture Movements) หรือ สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ ผลติ ภณั ฑ์ทีม่ ตี ราสัญลกั ษณน์ จ้ี ึงได้รับการรับรองระดับสากลด้วย (http://www.vcharkarn.com/vblog/39272) มกท. คือใคร 1.สํานักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้ “มูลนิธิมาตรฐานเกษตรอินทรีย์” ซึ่งจด ทะเบียนมูลนิธิเมอื่ 21 กนั ยายน พ.ศ.2544 2.ทาํ หน้าท่ีตรวจสอบและให้การรับรอง ผลติ ผลผลิตภณั ฑเ์ กษตรอนิ ทรยี ์ ตามมาตรฐานของมกท. 3.เป็นสมาชิก “สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ” (International Federation of Organic Agriculture Movements – IFOAM) ซ่ึงมีสมาชิกในประเทศต่าง ๆ กว่า 100 ประเทศท่ัวโลกเป็นหน่วยงานแรกในประเทศแถบ เอเชียท่ีได้รับการรับรองระบบ (Accreditation) จาก IFOAM เม่ือเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2545 โดยการดําเนินการ ของInternational Organic Accreditation Services.inc. (IOAS)ซึ่งทําให้ มกท.เป็นองค์กรให้บริการตรวจสอบ และรบั รองเกษตรอินทรียท์ ีเ่ ป็นทย่ี อมรับในระดับ สากล มกท. มีความเป็นมาอย่างไร พ.ศ. 2538 เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก (Alternative Agricultural Network – AAN) ซึ่งมาจาก แนวคิดเกษตรทางเลือก /ตลาดทางเลือก และการรวมตัวของเกษตรกรองค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ ส่ือมวลชน ผู้บริโภคและร้านค้าเพ่ือสุขภาพและส่ิงแวดล้อม ได้ร่วมกันจัดตั้ง “สภามาตรฐานผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมทางเลือก” ข้ึนเพื่อสนับสนุนให้เกิดระบบเกษตรกรรมที่ลดการใช้สารเคมีและลดการพึ่งพิงปัจจัยจากภายนอก และร่าง “มาตรฐานผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมทางเลอื ก” ข้นึ เมอื่ ปี พ.ศ. 2539
~ 22 ~ พ.ศ. 2541 จัดต้ังเป็น “สํานักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.)” และปรับปรุงมาตรฐานให้เป็น มาตรฐานเกษตรอนิ ทรยี ์ครัง้ แรก คอื “มาตรฐาน มกท. 2542” และพฒั นาเรื่อยมาจนถงึ ปัจจบุ ัน พ.ศ. 2542 มกท. สมัครขอรับรองระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์กับ IFOAM ได้รับการรับรองระบบตาม เกณฑ์ของ IFOAM ในปี พ.ศ. 2545 และได้รับรองระบบตาม ISO65 ในปี พ.ศ. 2538 เครือข่ายเกษตรกรรม ทางเลือก (Alternative Agricultural Network – AAN) ซึ่งมาจากแนวคิดเกษตรทางเลือก /ตลาดทางเลือก และ การรวมตัวของเกษตรกรองค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ สื่อมวลชน ผู้บริโภคและร้านค้าเพ่ือสุขภาพและ ส่ิงแวดล้อม ได้ร่วมกันจัดตั้ง “สภามาตรฐานผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมทางเลือก” ข้ึนเพ่ือสนับสนุนให้เกิดระบบ เกษตรกรรมที่ลดการใช้สารเคมีและลดการพึ่งพิงปัจจัยจากภายนอก และร่าง “มาตรฐานผลิตภัณฑ์เกษตรกรรม ทางเลือก” ข้นึ เมื่อปี พ.ศ. 2539 พ.ศ. 2541 จัดต้ังเป็น “สํานักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.)” และปรับปรุงมาตรฐานให้เป็น มาตรฐานเกษตรอนิ ทรียค์ ร้งั แรก คอื “มาตรฐาน มกท. 2542” และพัฒนาเรอ่ื ยมาจนถึงปจั จบุ นั พ.ศ. 2542 มกท. สมัครขอรับรองระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์กับ IFOAM ได้รับการรับรองระบบตาม เกณฑข์ อง IFOAM ในปี พ.ศ. 2545 และไดร้ บั รองระบบตาม ISO65 ในปี พ.ศ.2548 พ.ศ. 2538 เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก (Alternative Agricultural Network – AAN) ซ่ึงมาจาก แนวคิดเกษตรทางเลือก /ตลาดทางเลือก และการรวมตัวของเกษตรกรองค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ สื่อมวลชน ผู้บริโภคและร้านค้าเพ่ือสุขภาพและส่ิงแวดล้อม ได้ร่วมกันจัดต้ัง “สภามาตรฐานผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมทางเลือก” ขึ้นเพ่ือสนับสนุนให้เกิดระบบเกษตรกรรมที่ลดการใช้สารเคมีและลดการพ่ึงพิงปัจจัยจากภายนอก และร่าง “มาตรฐานผลติ ภณั ฑเ์ กษตรกรรมทางเลอื ก” ขึ้นเม่ือปี พ.ศ. 2539 พ.ศ. 2541 จัดต้ังเป็น “สํานักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.)” และปรับปรุงมาตรฐานให้เป็น มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ครั้งแรก คอื “มาตรฐาน มกท. 2542” และพฒั นาเร่ือยมาจนถงึ ปัจจุบนั พ.ศ. 2542 มกท. สมัครขอรับรองระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์กับ IFOAM ได้รับการรับรองระบบตาม เกณฑข์ อง IFOAM ในปี พ.ศ. 2545 และได้รบั รองระบบตาม ISO65 ในปี พ.ศ.2548 เอกสาร มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 1. เอกสาร มาตรฐานเกษตรอินทรยี ์ 2005 [ภาษาไทย] 2. ACT Organic Agriculture Standards 2005 [English] การใช้ตรา มกท. 1. เฉพาะผู้ผลิต และ/หรือผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน มกท.โดยมติของอนุกรรมการรับรอง มาตรฐาน และได้ลงนามในสญั ญาการใช้ตรากบั มกท.แล้วเท่านั้น จึงจะมสี ิทธิใช้ตรา มกท. ได้ 2. สามารถใช้ตรา มกท. และอ้างถึงการรับรองของ มกท. บนฉลากบรรจุภัณฑ์หรือบนส่ือโฆษณา นิทรรศการ สง่ิ จัดแสดง และร้านค้าได้ 3. ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามข้อกําหนดในมาตรฐาน มกท.ท่ีเกี่ยวข้องและแนวทางการใช้ตรา มกท. ทแี่ นบท้ายสัญญาการใชต้ ราอยา่ งเคร่งครัด 4. นอกจากตรา มกท. แล้ว ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการมีสิทธิในการใช้ตรา มกท. ร่วมกับตรา IFOAM accredited เพ่ือให้การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ มกท.มีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น แต่ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ
~ 23 ~ ต้องเซ็นสัญญาการใช้ตรา IFOAM เพ่ิมเติม เพ่ือยินยอมปฏิบัติตามระเบียบการใช้ตรา มกท. ร่วมกับตรา IFOAM โดยไม่มีค่าใช้จา่ ยในการทําสญั ญาเพมิ่ เติม 5. สาํ หรับปัจจัยการผลติ ทีผ่ ่านการตรวจสอบและรับรองจะมีตราเฉพาะสําหรับปัจจัยการผลิตเท่าน้ัน ไม่ใช้ ปะปนกบั ผลิตภณั ฑ์อินทรียช์ นิดอ่ืน 6. หาก มกท.พบว่ามผี ้แู อบอ้างนาํ ตรา มกท.ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรผู้แอบอ้างจะถูก ดําเนินการพิจารณาโทษตามกฎหมาย ตรารับรองผลติ ภัณฑ์ ตัวอยา่ งตรามกท. ตัวอยา่ งตรารับรองเฉพาะปัจจัยการผลติ (ภาษาองั กฤษ) (ภาษาอังกฤษ) ตัวอยา่ งตรามกท. (ไทย) ตัวอย่างตรารับรองเฉพาะปัจจัยการผลิต(ไทย)
~ 24 ~ ตัวอยา่ งการใช้ตรารบั รองบนผลิตภัณฑ์ การเจรญิ เตบิ โตของพชื ความหมายของการเจริญเติบโตของพชื หมายถงึ การท่ีพชื มกี ารเพ่มิ ความสูง เพ่ิมขนาด และมกี าร เปลย่ี นแปลงอวยั วะตา่ งๆไปตามขัน้ ตอนของพืชนัน้ ๆ กระบวนการเจริญเตบิ โตของพชื การเจริญเตบิ โตของพืช มี 3 กระบวนการ เกดิ ขึน้ คอื 1. การแบ่งเซลล์ ทําให้มีจํานวนเซลล์เพม่ิ มากขน้ึ เซลล์ทเ่ี กดิ ขนึ้ ใหมจ่ ะมลี ักษณะเหมอื นเซลล์เดิม แต่มี ขนาดเล็กกวา่ 2. การเพมิ่ ขนาดของเซลล์ เปน็ การสร้างสะสมสาร ทําให้เซลลม์ ขี นาดใหญข่ น้ึ โดยทวั่ ไปแลว้ เมอ่ื มกี ารแบ่ง เซลลแ์ ล้วกจ็ ะมกี ารเพมิ่ ขนาดของเซลลด์ ว้ ยเสมอ 3. การเปลยี่ นรปู รา่ งของเซลล์ เพื่อใหเ้ หมาะสมกับหน้าที่เฉพาะอยา่ ง เกณฑ์การวดั การเจรญิ เติบโตของพชื การวัดความสูงของพืช การนบั จํานวนโครงสร้างท่เี พิ่มขนึ้ การเปลยี่ นแปลงของโครงสร้างพืช และการวัด น้าํ หนักแห้งซ่งึ จัดเป็นเกณฑก์ ารวัดการเจรญิ เตบิ โตทด่ี ที ี่สุด ลักษณะที่แสดงวา่ พืชมกี ารเจรญิ เตบิ โต มีดงั น้ี รากจะยาวและใหญ่ข้นึ มรี ากงอกเพิ่มขน้ึ มกี ารแตกแขนงของรากมากขนึ้ ลาํ ต้นจะสงู และใหญข่ ึ้น มีการ ผลิตาท้ังตามก่งิ ตาใบ และตาดอก ดอกจะใหญ่ขน้ึ หรือดอกเปลี่ยนแปลงไปเป็นผล ใบและผลจะมีขนาดใหญ่ ข้ึน เมลด็ จะมกี ารงอกไปเปน็ ต้นออ่ นแต่การทพี่ ืชผลิตเฉพาะฮอร์โมนและเอนไซม์ยงั ไมถ่ อื วา่ มีการเจริญเตบิ โต
~ 25 ~ ภาพแสดง ต้นไมท้ ีเ่ จริญเตบิ โตได้ผลผลติ เปน็ ผล โครงสรา้ งของเมลด็ เมล็ดมีสว่ นประกอบดังน้ี 1. เปลือกหุ้มเมล็ด เป็นส่วนที่อยู่นอกสุด ทําหน้าที่ป้องกันอันตรายให้แก่เมล็ด ที่ด้านเว้าของเมล็ดจะมีรอย แผลเป็น ซ่ึงเป็นสว่ นทีเ่ คยตดิ กับรงั ไข่ และมรี ไู มโครไพล์ อยบู่ ริเวณนี้ ซ่งึ รากแรกเกดิ จะงอกออกทางรไู มโครไพล์น้ี 2. เน้ือเมลด็ เป็นสว่ นทส่ี ะสมอาหารไว้เลีย้ งต้นออ่ น 2.1 พชื ใบเลย้ี งคู่ เนื้อเมลด็ คือ ใบเลยี้ ง เชน่ พืชตระกูลถว่ั 2.2 พืชใบเล้ียงเดี่ยว เนอ้ื เมลด็ คือ เอนโดสเปริ ม์ เช่น ขา้ วโพด ขา้ ว มะพรา้ ว 3. ตน้ ออ่ น ประกอบดว้ ย 3.1 ยอดแรกเกิด จะเจรญิ ไปเปน็ ใบ 3.2 ใบเลย้ี ง ทาํ หนา้ ที่สะสมอาหารถา้ ใบเล้ยี งคู่จะมใี บหนาเพราะมีอาหารสะสม แต่ใบเลย้ี งเด่ียวจะมี ใบบางเพราะไม่มีอาหารจะสะสมแต่อาหารสะสมของใบเลย้ี งเดี่ยวจะพบในเอนโดสเปิร์มท่ีอยู่ในเมล็ด 3.3 ส่วนของตน้ อ่อนทอี่ ยเู่ หนือใบเล้ยี ง จะเจริญเป็นลาํ ต้นสว่ นบน ใบ และดอก 3.4 สว่ นของต้นออ่ นทอ่ี ยใู่ ตใ้ บเลย้ี ง จะเจรญิ เป็นลาํ ตน้ สว่ นกลาง 3.5 รากแรกเกิดจะเปน็ ส่วนแรกที่งอกผา่ นเมลด็ ออกทางรูไมโครไพลอ์ อกมากอ่ นแลว้ เจรญิ ไปเป็น รากแกว้ การเจริญเติบโตของพืชเริม่ มาจากเมล็ด ซง่ึ ประกอบด้วย เปลอื กห้มุ เมลด็ เอ็มบรโิ อ และแหล่งเก็บอาหาร ในพืชใบเลี้ยงเดย่ี วเรียกว่าเอนโดเสปริม์สําหรบั ในพืชใบเล้ยี งคู่เรยี กวา่ ใบเลย้ี ง ภาพแสดง ส่วนประกอบของเมล็ดของพืชใบเล้ียงเด่ียวและใบเลีย้ งคู่
~ 26 ~ ต้นออ่ น (เอม็ บริโอ)ของไม้ดอกบางชนดิ สรา้ งใบเลย้ี ง 2 ใบ ขณะเจริญ เราเรยี กพชื พวกนว้ี า่ พืชใบเล้ียงคู่ เชน่ ถ่วั ลิสง ใบเดยี วเรยี กวา่ พืชใบเลย้ี งเด่ียว เช่น ตน้ หญา้ ตน้ หอม ต้นพลับพลึง ภาพแสดงใบเล้ยี ง ถึงแม้ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทําให้มนุษย์ขยายพันธ์ุพืชได้มากข้ึน และ รวดเร็วกว่าแต่ก่อน อย่างไรก็ตามการขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ดยังคงมีความสําคัญเป็นอย่างมากต่อพืชหลายชนิดท่ี ข้ึนอยู่ตามธรรมชาติซ่ึงเมล็ดพืชจะงอกเป็นต้นพืชและเจริญเติบโต จนกระท่ังสามารถสืบพันธ์ุสร้างเป็นเมล็ดใหม่ได้ ต่อไป ดงั ภาพแสดงการเจรญิ เติบโตของต้นถ่วั การงอกของเมล็ดพืช การงอก คือ สภาพท่ีเมล็ดเริ่มเจริญเป็นต้นพืชต้นใหม่ การงอกของเมล็ดเกิดข้ึนเม่ือเมล็ดพืชตกลงบนดินที่ มีนํ้าอากาศ และอณุ หภูมทิ ่ีเหมาะสม เมื่อเปลือกเมลด็ ดูดซบั น้ําจนเปลือกอ่อนนุ่ม อาหารที่สะสมอยู่ในเนื้อเมล็ดจะ เป็นแหล่งพลังงานให้รากแรกเกิดงอกออกมาทางรูไมโครไพล์เป็นส่วนแรก จากน้ันเม่ือใบเลี้ยงงอกโผล่พ้นจาก เปลือกเมล็ด ยอดแรกเกิดจะเจริญไปเป็นใบแท้ ในขณะท่ีลําต้นจะยืดตัวสูงขึ้น ส่วนใบเลี้ยงจะค่อยๆ ขนาดเล็กลง และหลดุ ไปในทีส่ ุด การงอกของเมล็ดมี 2 แบบ ดงั น้ี 1. การงอกท่ีใบเลีย้ งชูขนึ้ มาเหนอื ดนิ มกั พบในพืชใบเลยี้ งคู่ เชน่ การงอกของ เมลด็ ถั่ว ละหุ่ง มะขาม มะมว่ ง 2. การงอกทใ่ี บเล้ยี งจมอยูใ่ ต้ดิน มกั พบในพืชใบเล้ียงเดยี่ วเช่น การงอกของเมล็ดขา้ ว ข้าวโพด มะพรา้ ว ภาพแสดง การเจรญิ ของเมลด็ ถว่ั
~ 27 ~ ภาพแสดง การเจรญิ ของเมล็ดขา้ วโพด ภาพแสดง การเจรญิ เตบิ โตของตน้ ถวั่ ปจั จัยทม่ี ผี ลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพืช ได้แก่ 1. อากาศ พชื ใช้แกส๊ ออกซิเจนในการหายใจ และใช้แกส๊ คาร์บอนไดออกไซดใ์ นการสรา้ งอาหาร 2. น้าํ ชว่ ยใหเ้ ปลือกเมล็ดออ่ นนุ่ม และชว่ ยละลายอาหารไปเลีย้ งต้นออ่ น ใชใ้ นกระบวนการลําเลียงน้ําและ แรธ่ าตุ ใชใ้ นการสร้างอาหาร ช่วยลดอณุ หภูมิ ภายในลําตน้ 3. แสง ใชส้ รา้ งอาหารและคลอโรฟิลล4์ . แรธ่ าตุ ใชช้ ่วยในกระบวนการตา่ ง ๆในการดํารงชวี ิตของพชื และ ชว่ ยสร้างคลอโรฟิลล์ 5. อุณหภมู ิท่ีพอเหมาะอยู่ระหวา่ ง 20 – 30 องศาเซลเซียสชว่ ยในกระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง การงอก ของเมลด็ และการทํางานของเอนไซม์
~ 28 ~ ภาพแสดง ปัจจัยทม่ี ผี ลตอ่ การเจริญเติบโตของพชื ธรรมชาตขิ องดนิ ดิน(soil) หมายถงึ วัตถุท่เี กิดข้นึ ตามธรรมชาติจากการสลายตัวทางกายภาพ และทางเคมขี องหนิ และแร่ รวมกบั สารอนิ ทรยี ์ ทเี่ กิดจากการสลายตวั ของซากพืชซากสัตว์เปน็ ผวิ ชนั้ บนทีห่ ุ้มห่อโลก ซงึ่ ดนิ จะมีลกั ษณะและ คณุ สมบตั ิตา่ งกันไปในทต่ี ่างๆ ตามสภาพภมู อิ ากาศ ภูมปิ ระเทศ วตั ถุตน้ กาํ เนิด สง่ิ มีชวี ิตและระยะเวลาการสรา้ งตัว ของดนิ โดยมีสว่ นประกอบดงั นี้ ส่วนประกอบของดิน 1. อนนิ ทรยี วัตถุ (Mineral matter) ไดแ้ ก่สว่ นของแร่ต่างๆภายในหินซง่ึ ผุพงั สึกกรอ่ นเป็นช้นิ เล็กช้นิ น้อย โดยทางเคมี ฟิสกิ ส์ และชวี เคมี 2. อินทรียวตั ถุ (Organic matter) ได้แกส่ ่วนทเ่ี กดิ จากการเน่าเปอื่ ยผพุ งั หรอื สลายตวั ของซากพืชซากสตั ว์ ทีท่ ับถมกันมีอย่ปู ระมาณ 3. นา้ํ ในสารละลายซึ่งพบอยใู่ นช่องระหวา่ งเม็ดดนิ (Aggregate) หรืออนภุ าคดนิ (Particle) 4. อากาศอยใู่ นทวี่ า่ งระหวา่ งเม็ดดนิ หรืออนภุ าคดิน กา๊ ซสว่ นใหญท่ ีพ่ บทว่ั ไปในดนิ ได้แก่ไนโตรเจน ออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ ปรมิ าตรของแตล่ ะสว่ นประกอบของดนิ ทีเ่ หมาะสมแก่การเพาะปลกู โดยทวั่ ไปจะมแี ร่ 45% อินทรยี วตั ถุ 5% น้าํ 25% และอากาศ 25% ภาพ แสดงองคป์ ระกอบของดิน
~ 29 ~ ประเภทของดิน ดินเหนียว(Clay) เปน็ ดนิ ทม่ี ีเน้อื ละเอียด ในสภาพดนิ แห้งจะแตกออกเปน็ ก้อนแข็งมาก เมอื่ เปยี กน้ําแลว้ จะ มีความยืดหยุ่น สามารถป้ันเป็นก้อนหรือคลึงเป็นเส้นยาวได้ เหนียวเหนอะหนะติดมือ เป็นดินที่มีการระบายนํ้าและ อากาศไม่ดี แต่สามารถอมุ้ นํา้ ดูดยดึ และแลกเปลย่ี นธาตอุ าหารพชื ไดด้ ี เหมาะที่จะใช้ทํานาปลูกข้าวเพราะเก็บน้ําได้ นาน ดินรว่ น (Mold) เป็นดนิ ที่เน้อื ดินคอ่ นข้างละเอียดนมุ่ มอื ในสภาพดินแห้งจะจับกันเป็นก้อนแข็งพอประมาณ ในสภาพดินช้นื จะยดื หยนุ่ ได้บ้าง เมอื่ สัมผัสหรือคลึงดินจะรู้สึกนุม่ มือแตอ่ าจจะรู้สกึ สากมืออยู่บ้างเล็กน้อย เมื่อกําดิน ให้แน่นในฝ่ามือแล้วคลายมือออก ดินจะจับกันเป็นก้อนไม่แตกออกจากกัน เป็นดินที่มีการระบายนํ้าได้ดีปานกลาง จัดเปน็ เนอ้ื ดนิ ทม่ี ีความเหมาะสมสําหรบั การเพาะปลกู ดินทราย(Sandy soil) เป็นดินที่มีอนุภาคขนาดทรายเป็นองค์ประกอบอยู่มากกว่าร้อยละ 85 เน้ือดินมีการ เกาะตวั กนั หลวมๆ มองเห็นเป็นเมด็ เดยี่ วๆ ได้ ถ้าสัมผัสดินที่อยู่ในสภาพแห้งจะรู้สึกสากมือ เม่ือลองกําดินท่ีแห้งน้ีไว้ ในอุ้งมือแล้วคลายมือออกดินก็จะแตกออกจากกันได้ แต่ถ้ากําดินท่ีอยู่ในสภาพชื้นจะสามารถทําให้เป็นก้อนหลวมๆ ได้ แต่พอสมั ผสั จะแตกออกจากกันทันที ภาพแสดงไดอะแกรมสามเหล่ยี มมาตรฐานเพือ่ จาํ แนกประเภทของเนือ้ ดนิ กําเนดิ ดนิ ดินประกอบขน้ึ จากหินที่ผพุ งั จงึ มอี งค์ประกอบเปน็ แรด่ ินเหนยี ว (Clay mineral) ซ่ึงพฒั นามาจากแร่ ประกอบหินบนเปลอื กโลก ได้แก่ เฟลดส์ ปาร์ ควอรตซไ์ มกา้ เปน็ ต้นตารางที่ 1 แสดงให้เห็นถงึ การผพุ งั ของแรแ่ ต่ละ ชนดิ ซง่ึ ทําให้เกดิ แร่ดนิ เหนียวและประจุตา่ งๆ ซ่ึงอย่ใู นรปู ของสารละลายตารางที่ 1 การผุพงั ของแร่
~ 30 ~ CO2และ H2O ผลติ ผลหลกั ผลติ ผลรอง ---> แร่ดนิ เหนียว + ทราย, ประจุ (โซเดียม แคลเซยี ม แร่ เฟลด์สปาร์ ---> ทราย โปแตสเซยี ม) ---> แรด่ ินเหนยี ว ควอรตซ์ + ทราย, เหล็กออกไซด์, ประจุ (โซเดยี ม แคลเซยี ม โปแต ไมก้า ---> - สเซยี มแมกนเี ซียม) แคลไซต์ -> ประจุ (แคลเซยี มไบคารบ์ อเนต) ในภาพท่ี 2 แสดงใหเ้ ห็นถึงการผพุ งั ของแร่เฟลด์สปารซ์ งึ่ เป็นสว่ นประกอบของหินตน้ กําเนิดดนิ (Parent rock) เมอื่ ฝนตกลงมา น้าํ ฝนจะละลายคาร์บอนไดออกไซดใ์ นอากาศทําให้มสี ภาพเปน็ กรดออ่ นๆ (กรดคารบ์ อนกิ ) นา้ํ ฝนบนพ้ืนผวิ ซึมลงสูเ่ บอ้ื งล่างและทําปฏิกริ ิยากบั แรเ่ ฟลด์สปาร์ทีอ่ ยใู่ นหนิ ทําให้เกิดการผุพังทางเคมี (Chemical weathering) แตกสลายเปน็ เม็ดทราย (ซลิ กิ า), แรด่ ินเหนยี ว (Clay mineral), ประจโุ ซเดยี ม แคลเซยี ม และโปแตสเซียม ในรปู ของสารละลาย ซ่งึ เป็นแรธ่ าตุท่สี ําคญั สาํ หรบั พืชตอ่ ไป ภาพที่ 2 การผุพงั ของเฟลดส์ ปาร์ ดิน เป็นตะกอนวัสดุบนเปลือกโลกท่ีมีพัฒนาการท่ีเก่ียวข้องกับสิ่งแวดล้อมอันได้แก่ บรรยากาศ นํ้า และ สิ่งมีชีวิตเราจะเรียกตะกอนวัสดุเหล่านี้ว่า“ดิน” ก็ต่อเม่ือมีส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิต เช่นซากพืช ซากสัตว์ เข้ามา เก่ียวข้องหากเป็นแต่เพียงตะกอนวัสดุที่ไม่เกี่ยวข้องกับส่ิงมีชีวิตก็จะเรียกว่า “เรโกลิธ” (Regolith) เช่น ผงตะกอน บนดวงจนั ทร์ ซง่ึ เกิดจากการพุ่งชนของอุกกาบาตแม้ว่าเราจะเห็นว่ามีดินอยู่โดยทั่วไปทว่าความจริงดินมีอยู่น้อยมาก เมื่อเทียบสัดส่วนปริมาณกับหินท่ีอยู่บนเปลือกโลกแต่กระน้ันดินก็มีความสําคัญมากสําหรับสิ่งมีชีวิตบนพ้ืนโลกดิน
~ 31 ~ ตรึงธาตุไนโตรเจนและคาร์บอนจากบรรยากาศมาสร้างธาตุอาหารที่สําคัญสําหรับส่ิงมีชีวิตในเวลาเดียวกันสิ่งมีชีวิต เองก็ทําใหห้ นิ ผพุ งั กลายเป็นดนิ จะเหน็ ได้ว่า ดนิ สิ่งมชี ีวติ และสิ่งแวดลอ้ ม มีอทิ ธิพลซ่งึ กันและกันเป็นอย่างมาก ดังที่ แสดงในภาพท่ี 3 ภาพท่ี 3 ปัจจยั ที่มีอทิ ธิพลตอ่ ดิน ดินมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาคุณสมบัติบางประการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น อุณหภูมิ และ ปริมาณน้ํา (ทกุ นาที)ในขณะที่คุณสมบัติบางประการเปล่ียนแปลงช้ามาก เช่น ชนิดของแร่ (อาจต้องใช้เวลาเป็นร้อย หรอื พันป)ี คุณสมบตั ิของดินจะเป็นอย่างไรนน้ั ขน้ึ อย่กู ับปัจจยั หลกั สาํ คญั 5 ประการ ดังน้ี 1. วตั ถุต้นกาํ เนิดดิน ดินจะเป็นอย่างไรข้ึนกับวัตถุต้นกําเนิดดิน ได้แก่ หินพ้ืน (Parent rock) อินทรียวัตถุ ผิวดินด้ังเดิมหรือช้ันหินตะกอนที่เกิดจากการพัดพาของนํ้า ลม ธารนํ้าแข็ง ภูเขาไฟหรือวัตถุท่ีเคลื่อนท่ีลงมาจาก พน้ื ท่ลี าดชัน 2. สภาพภูมิอากาศ ความร้อน ฝน นํ้าแข็ง หิมะ ลม แสงแดด และแรงกระทบจากสิ่งแวดล้อมอื่นๆซ่ึงทําให้ วัตถุตน้ กาํ เนดิ ผพุ งั แตกหัก และมีผลตอ่ กระบวนการเกดิ ดนิ วา่ จะเกดิ เร็วหรือชา้ 3. ส่ิงมีชวี ติ พชื และสตั วท์ ง้ั หมดทอี่ าศยั อยูใ่ นดินหรือบนดิน (รวมถึงจุลินทรยี ์ และมนุษย์)ปริมาณน้ําและธาตุ อาหารที่พืชต้องการมีผลต่อการเกิดดินสัตว์ท่ีอาศัยอยู่ในดินจะช่วยย่อยสลายของเสียและช่วยเคล่ือนย้ายวัตถุต่างๆ ไปตามหน้าตดั ดิน ซากพชื และสัตวท์ ่ีตายแลว้ จะกลายเป็นอินทรียวัตถุซ่ึงทําให้ดินสมบูรณ์ขึ้นการใช้ที่ดินของมนุษย์ก็ มผี ลต่อการสร้างดนิ ด้วยเช่นกัน 4. ภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศจะมีผลต่อดินอย่างไรน้ันขึ้นอยู่กับตําแหน่งของดินตามลักษณะภูมิประเทศ เช่น ดนิ ทีเ่ ชิงเขาจะมคี วามชืน้ มากกว่าดนิ ในบรเิ วณพื้นท่ีลาดและพื้นที่ที่ได้รับแสงอาทิตย์โดยตรงจะทําให้ดินแห้งเร็ว ข้ึน
~ 32 ~ 5. เวลา ปัจจัยขา้ งตน้ ท้ังหมดเก่ยี วข้องกบั เวลาเนอ่ื งจากเมือ่ เวลาผา่ นไปการพัฒนาของชนั้ ดินจะเพ่มิ ข้นึ คาบเวลา นาที ชัว่ โมง วัน คาบเวลา เดือน ปี คาบเวลา ร้อยปี พนั ปี หม่ืนปี อุณหภมู ิ ปฏิกริ ยิ าของดนิ ชนิดของหนิ แร่ ปรมิ าณความชนื้ สีของดิน การกระจายของขนาดอนภุ าคดนิ ชอ่ งวา่ งของในดิน โครงสร้างของดิน การสรา้ งชน้ั ดิน ปริมาณอนิ ทรยี วัตถใุ นดิน ความอดุ มสมบรู ณ์ของดิน จุลินทรยี ด์ นิ ความหนาแน่น ตาราง 2 สมบตั ขิ องดินทเ่ี ปลีย่ นไปตามเวลา หน้าตัดดนิ ปัจจัยต่างๆ ของการกําเนิดดินทําให้ได้ดินที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างมาก ดินในภูมิประเทศหน่ึงๆจะมี ลักษณะเฉพาะของตัวเอง เราเรียกภาคตัดตามแนวด่ิงของชั้นดินเรียกว่า “หน้าตัดดิน” (Soil Horizon) หน้าตัดดิน บอกถึงลักษณะทางธรณีวิทยาและประวัติภูมิอากาศของภูมิประเทศที่เกิดข้ึนมาก่อนหน้าน้ีนับพันปีรวมถึงว่ามนุษย์ ใชด้ นิ อยา่ งไร อะไรเป็นสาเหตใุ ห้ดินน้ันมีสมบตั เิ ชน่ ในปจั จบุ ันตลอดจนแนวทางที่ดีทีส่ ดุ ในการใช้ดิน ภาพท่ี 4 ช้นั ดนิ
~ 33 ~ หน้าตัดดินประกอบด้วยดินที่ทับถมกันเป็นชั้นๆ เรียกว่า “ชั้นดิน” (Soil horizon) ชั้นดินบางช้ันอาจจะบาง เพียง 2-3 มิลลิเมตร หรือหนากว่า 1 เมตร ก็ได้ เราสามารถจําแนกช้ันดินแต่ละช้ันจากสีและโครงสร้างของอนุภาค ดินทแี่ ตกตา่ งกัน นอกจากนัน้ ยงั สามารถใช้คณุ สมบตั อิ ่ืนๆทีแ่ ตกต่างกันระหวา่ งดนิ ชั้นบนและดินช้ันล่างได้อีกด้วยดิน บางชั้นเกิดจากการพังทลายและถูกชะล้างโดยกระแสน้ําดินบางช้ันเกิดจากตะกอนทับถมกันนานหลายพันปีนัก ปฐพวี ิทยากําหนดชื่อของชั้นดินโดยใช้ลักษณะทางกายภาพ ดงั น้ี ช้ันโอ (O Horizon)เป็นดินช้ันบนสุดมักมีสีคลํ้าเนื่องจากประกอบด้วยอินทรียวัตถุ (Organic) หรือ ฮิวมัสซึ่ง เปน็ ซากพืชซากสตั ว์ ซึ่งทําให้เกดิ ความเปน็ กรดดนิ ชัน้ โอส่วนใหญจ่ ะพบในพื้นท่ีป่า ส่วนในพื้นที่การเกษตรจะไม่มีชั้น โอในหนา้ ตดั ดินเนือ่ งจากถกู ไถพรวนไปหมด ช้ันเอ (A Horizon)เป็นดินช้ันบน (Top soil) เป็นส่วนท่ีมีนํ้าซึมผ่านดินชั้นเอส่วนใหญ่ประกอบด้วยหินแร่ และอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายสมบูรณ์แล้วอยู่ด้วยทําให้ดินมีสีเข้ม ในพื้นที่เกษตรกรรมดินชั้นเอจะถูกไถพรวนเมื่อมี การยอ่ ยสลายของรากพืชและมกี ารสะสมอนิ ทรยี วัตถุโดยปกตโิ ครงสร้างของดินจะเป็นแบบก้อนกลม แต่ถ้าดินมีการ อัดตัวกันแน่นโครงสร้างของดนิ ในชั้นเอจะเปน็ แบบแผน่ ชั้นบี (B Horizon)เป็นชั้นดินล่าง (subsoil) เน้ือดินและโครงสร้างเป็นแบบก้อนเหลี่ยม หรือแท่งผลึก เกิด จากการชะล้างแร่ธาตุต่างๆของสารละลายต่างๆ เคล่ือนตัวผ่านช้ันเอ ลงมามาสะสมในช้ันบี ในเขตภูมิอากาศชื้นดิน ในชั้นบสี ่วนใหญ่จะมีสนี ้าํ ตาลปนแดง เน่อื งจากการสะสมตวั ของเหลก็ ออกไซด์ ชั้นซี (C Horizon)เกิดจากการผุพังของหินกําเนิดดิน (Parent rock) ไม่มีการตกตะกอนของวัสดุดินจากการ ชะลา้ งและไมม่ ีการสะสมของอินทรียวัตถุ ชน้ั อาร์ (R Horizon)เปน็ ช้นั ของวัตถตุ ้นกําเนดิ ดนิ หรือ หนิ พน้ื (Bedrock) เนือ้ ดิน (Soil Texture) เนื้อดิน หมายถึง องค์ประกอบเชิงกายภาพของดินเราจะสังเกตได้ว่า ดินในแต่ละสถานท่ีมีลักษณะแตกต่าง กันเน่ืองจากดินประกอบขึ้นจากของอนุภาคตะกอนหลาย ๆ ขนาดอนุภาคที่ใหญ่ที่สุดคืออนุภาคทราย (Sand) อนุภาคขนาดรองลงมาคือ อนุภาคทรายแป้ง (Silt) และอนุภาคที่มีขนาดเล็กท่ีสุดคือ อนุภาคดินเหนียว (Clay)ดัง ภาพที่ 5 ภาพที่ 5 อนภุ าคของดนิ ดินมีหลายชนิด เช่น ดินทราย ดินร่วน ดินเหนียวข้ึนอยู่กับขนาดอนุภาคของตะกอนท่ีผสมกันเป็นดิน อาทิ เช่น ดินทรายมีเนื้อหยาบเน่ืองจากประกอบด้วยอนุภาคขนาดใหญ่เช่นเม็ดทรายซึ่งมีขนาดใหญ่จึงมีช่องว่างให้นํ้าซึม
~ 34 ~ ผ่านอย่างรวดเร็ว ดินเหนียวมีเนื้อละเอียดมากเน่ืองจากประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กมาก จึงไม่มีน้ําช่องว่างให้ น้ําซมึ ผ่านส่วนดินรว่ นมสี ว่ นผสมเป็นอนุภาคขนาดปานกลางเช่น ทรายแป้ง เป็นส่วนใหญ่จึงมีความเหมาะสมในการ ป ลู ก พื ช ส่ ว น ใ ห ญ่ เ นื่ อ ง จ า ก น้ํ า ซึ ม ผ่ า น ไ ด้ ไ ม่ ร ว ด เ ร็ ว จ น เ กิ น ไ ป ส า ม า ร ถ เ ก็ บ กั บ ค ว า ม ช้ื น ไ ด้ ดี นักปฐพวี ทิ ยาแบ่งดนิ ออกเปน็ 12 ชนิดโดยการศึกษาสัดสว่ นการกระจายอนภุ าคของดินตามรูปที่ 6 เช่น - ดนิ ทรายร่วนประกอบดว้ ยอนภุ าคทราย 80%, อนุภาคทรายแปง้ 10%, อนุภาคดินเหนยี ว 10% - ดินร่วนประกอบด้วยอนภุ าคทราย 40%, อนภุ าคทรายแป้ง 40%, อนุภาคดนิ เหนียว 20% - ดนิ เหนยี วประกอบดว้ ยอนุภาคทราย 20%, อนุภาคทรายแปง้ 20%, อนภุ าคดินเหนียว 60% การจําแนกดนิ ช่วยใหเ้ ราเขา้ ใจถงึ คณุ สมบัตขิ องดินประเภทต่างๆ ได้แก่ความสามารถในการกกั เกบ็ นาํ้ และการ ถา่ ยเทพลงั งานความร้อนซ่งึ สามารถนําไปใช้ประโยชนใ์ นทางเกษตรกรรม และวศิ วกรรม เปน็ ต้น ภาพท่ี 6 สัดส่วนการกระจายตัวของอนุภาคดนิ
~ 35 ~ โครงสร้างดนิ (Soil Structure) โครงสรา้ งดนิ หมายถงึ รูปแบบของการยึดและการเรยี งตัวของอนุภาคเดยี่ วของดนิ เป็นเม็ดดินในหน้าตัดดิน เม็ดดินแต่ละชนิดมีความแตกตา่ งกันท้งั ดา้ นขนาดและรูปรา่ ง ซงึ่ แบ่งออกเป็น 7 ชนิดคอื แบบกอ้ นกลม (Granular )มรี ูปร่างคลา้ ยทรงกลมเม็ดดนิ มขี นาดเลก็ ประมาณ 1 - 10 มลิ ลเิ มตรมกั พบใน ดนิ ชนั้ A มีรากพชื ปนอยมู่ ากเนอ้ื ดนิ มีความพรุนมาก จึงระบายน้ําและอากาศไดด้ ี แบบกอ้ นเหลยี่ ม (Blocky)มีรปู ร่างคล้ายกลอ่ งเมด็ ดินมขี นาดประมาณ 1-5 เซนติเมตร มักพบในดินชั้น B มีการ กระจายของรากพืชปานกลางนํ้าและอากาศซมึ ผา่ นได้ แบบแผน่ (Platy)กอ้ นดนิ แบนวางตัวในแนวราบและซ้อนเหลื่อมกันเปน็ ชน้ั ขดั ขวากรากพืช นํา้ และ อากาศซมึ ผา่ นไดย้ าก มักเปน็ ดนิ ชน้ั A ทถี่ กู บีบอดั จากการบดไถของเครื่องจักรกลการเกษตร แบบแท่งหัวเหลี่ยม (Prismatic)ก้อนดินแต่ละก้อนมีผิวหน้าแบบและเรียบเกาะตัวกันเป็นแท่งหัวเหลี่ยม คล้ายปริซึม ก้อนดินมีลักษณะยาวในแนวดิ่งส่วนบนของปลายแท่งมักมีรูปร่างแบน เม็ดดินมีขนาด 1 – 1เซนติเมตร มกั พบในดินชนั้ B น้าํ และอากาศซมึ ได้ปานกลาง
~ 36 ~ แบบแท่งหัวมน (Columnar)มีการจบั ตัวคลา้ ยคลงึ กบั แบบแทง่ หัวเหลยี่ มแตส่ ่วนบนของปลายแทง่ ลกั ษณะกลมมน ปกคลมุ ดว้ ยเกลือ เม็ดดินมขี นาด 1 - 10 เซนติเมตรมกั พบในดนิ ชน้ั Bและเกิดในเขต แหง้ แลง้ นาํ้ และอากาศซึมผ่านได้นอ้ ยและมีการสะสมของโซเดยี มสูง แบบอนุภาคเดย่ี ว (Single Grained)ไมม่ กี ารยึดตวั ติดกันเป็นกอ้ น มกั พบในดนิ ทราย ซง่ึ น้ําและอากาศ ซึมผ่านได้ดี ประโยชนข์ องดนิ ดนิ มีประโยชนม์ ากมายมหาศาลตอ่ มนษุ ยแ์ ละสิง่ มีชวี ติ อน่ื ๆ คือ 1. ประโยชน์ต่อการเกษตรกรรมเพราะดินเป็นต้นกําเนิดของการเกษตรกรรมเป็นแหล่งผลิตอาหารของ มนุษย์ในดินจะมีอินทรียวัตถุและธาตุอาหารรวมทั้งนํ้าที่จําเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชอาหารที่คนเราบริโภคใน ทกุ วนั น้มี าจากการเกษตรกรรมถงึ 90% 2. การเลี้ยงสัตว์ดินเป็นแหล่งอาหารสัตว์ทั้งพวกพืชและหญ้าที่ขึ้นอยู่ตลอดจนเป็นแหล่งท่ีอยู่อาศัยของสัตว์ บางชนิดเช่น งู แมลง นาก ฯลฯ 3. เป็นแหล่งท่ีอยู่อาศัยแผ่นดินเป็นท่ีตั้งของเมือง บ้านเรือนทําให้เกิดวัฒนธรรมและอารยธรรมของชุมชน ตา่ งๆ มากมาย 4. เป็นแหล่งเก็บกักนํ้าเนอ้ื ดินจะมีส่วนประกอบสําคัญ ๆ คือส่วนที่เป็นของแข็ง ได้แก่ กรวด ทราย ตะกอน และส่วนท่ีเป็นของเหลว คือน้ําซึ่งอยู่ในรูปของความชื้นในดินซึ่งถ้ามีอยู่มากๆก็จะกลายเป็นน้ําซึมอยู่คือนํ้าใต้ดินนํ้า เหลา่ นจ้ี ะค่อย ๆ ซมึ ลงทต่ี ํา่ เชน่ แม่นา้ํ ลาํ คลองทาํ ใหเ้ รามีน้าํ ใช้ไดต้ ลอดปี การปรบั ปรุงดนิ โดยใช้สารอินทรยี ์ ปัญหาที่เกิดข้ึนจากการพังทลายหรือการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดินน้ันจะทําให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ติดตามมา เช่นดนิ ขาดความอุดมสมบูรณท์ าํ ให้เกษตรกรต้องซอ้ื ปยุ๋ เคมมี าบํารุงดินเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลตะกอนดินที่ ถกู ชะลา้ งทาํ ให้แม่น้ําและปากแม่น้ําตนื้ เขนิ ตอ้ งขดุ ลอกใช้เงินเป็นจํานวนมากเราจึงควรป้องกันไม่ให้ดินพังทลายหรือ เสอ่ื มโทรมซง่ึ สามารถกระทาํ ได้ด้วยการอนรุ กั ษด์ ิน
~ 37 ~ 1. การใช้ที่ดินอย่างถูกต้องเหมาะสมการปลูกพืชควรต้องคํานึงถึงชนิดของพืชที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของ ดินการปลูกพืชและการไถพรวนตามแนวระดับเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินนอกจากนี้ควรจะสงวน รักษาที่ดินท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ไว้ใช้ในกิจการอ่ืนๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัยเพราะท่ีดินท่ีมีความอุดม สมบูรณแ์ ละเหมาะสมในการเพาะปลกู มอี ยูจ่ ํานวนน้อย 2. การปรับปรุงบํารุงดินการเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน เช่นการใส่ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอกการปลูกพืชตะกูลถั่วการ ใสป่ นู ขาวในดินทเ่ี ปน็ กรดการแกไ้ ขพ้นื ท่ีดนิ เค็มดว้ ยการระบายน้ําเขา้ ทด่ี นิ เป็นต้น 3. การป้องกันการเส่อื มโทรมของดนิ ไดแ้ ก่ การปลูกพืชคลมุ ดินการปลกู พืชหมนุ เวียน การปลูกพชื บังลมการ ไถพรวนตามแนวระดบั การทาํ คันดินปอ้ งกันการไหลชะล้างหนา้ ดินรวมทง้ั การไม่เผาปา่ หรอื การทําไร่เล่ือนลอย 4. การใหค้ วามชมุ่ ช้นื แกด่ ินการระบายนํ้าในดนิ ที่มีนํ้าขังออกการ
~ 38 ~ แบบทดสอบหลงั เรียน ใหผ้ ู้เรียน X ทบั อกั ษร ก ข ค ง ทเ่ี ปน็ คาํ ตอบ ที่ถูกต้องเพียงข้อเดยี ว 1. หลักการสาํ คญั ของเกษตรอินทรียม์ กี ี่มิติ ก. 2 มิติ ข. 3 มิติ ค. 4 มิติ ง. 5 มิติ 2. ขอ้ ใดคอื มิตดิ ้านนเิ วศวทิ ยา ก. ภาวะแห่งความเป็นอยู่ท่ดี ีของกายภาพ จติ ใจ สงั คมและสภาพแวดล้อม ข. กระบวนทศั นท์ ี่มองเกษตรอินทรีย์เปน็ องค์ประกอบหนงึ่ ของระบบนเิ วศ ค. ความรับผิดชอบเปน็ หัวใจสําคัญของการบรหิ ารจัดการการพฒั นาเกษตรอนิ ทรยี ์ ง. ความสมั พันธ์ของผ้คู นท่ีเกีย่ วข้องกบั การผลิตเกษตรอินทรีย์ 3. เพราะเหตใุ ดจึงเปรียบเทียบใบไมเ้ ป็นหอ้ งครวั ก. เพราะบรเิ วณใบมีอาหารสะสมอยูม่ าก ข. เพราะใบทาํ หน้าท่ีสรา้ งอาหาร ค. เพราะใบพืชมีอปุ กรณ์ในการสรา้ งอาหาร ง. เพราะใบพืชเป็นบริเวณเดียวท่ีมกี ารสะสมอาหาร 4. สมชายจ่มุ รากของผกั กะสงั ลงในน้ําหมกึ สีแดงและทงิ้ ไว้ 1 ช่ัวโมงจะสังเกตเหน็ สง่ิ ใด ก. เห็นหมกึ สแี ดงเป็นจดุ ๆ ข. เหน็ นา้ํ หมึกเปน็ เส้น ค. เห็นนาํ้ หมึกสีแดงไหลออกจากลําต้น ง. ไมม่ ีการเปลยี่ นแปลงเกิดข้ึน 5. พืชใดมรี ากอากาศ ก. ไทร ข. มะมว่ ง ค. หญ้าแฝก ง. ขนุน 6. ข้อใดเปน็ ธาตุอาหารทมี่ ีความจําเปน็ ตอ่ พชื ก. ไนโตรเจน ข.คลอโรฟิลด์ ค. คารโ์ บไฮเดรต ง.ไฮโดรเจน 7. ปจั จัยในการดํารงค์ชวี ติ ข้อใดทีพ่ ชื ขาดไม่ได้ ก. ดนิ นํา้ แสงแดด ข. ดนิ น้ํา อากาศ ค. ดิน แสงแดด อากาศ ง. นํา้ อากาศ แสงแดด 8. ตอนกลางวันเรานง่ั ตน้ ไมแ้ ล้วรู้สึกอากาศสดช่ืน เปน็ เพราะเหตุใด ก. ได้รบั ก๊าชคาบอนไดอ๊อกไซคท์ พ่ี ชื คายออกมา ข. ได้รบั ละอองน้าํ ที่พืชคายออกมา ค. ได้รับก๊าชออกซิเจนท่พี ชื คายออกมา ง. มลี มพัดเย็นสบาย
~ 39 ~ 9. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ประโยชน์จากการพรวนดิน ก. เพ่ือให้นํ้าไหลได้สะดวก ข. เพือ่ ให้รากพชื สามารถดดู นํ้า และธาตุอาหารไดง้ า่ ย ค. เพ่อื ช่วยพชื ละลายปยุ๋ ง. เพ่อื กาํ จัดไส้เดอื นดนิ 10. ขอ้ ใดไม่ใชเ่ หตผุ ลของการกําจัดศตั รพู ชื ก. ไม่ใหม้ าแยง่ อาหารของพืช ข. ไม่ใหม้ ากดั กินตน้ พืช ค. ใหต้ ้นพชื สะสมนํ้ามากๆ ง. ปอ้ งกนั แสงแดด เฉลย 1. ค 2. ง 3.ข 4. ก 5. ก 6. ก 7. ข 8. ค 9. ข 10.ก
~ 40 ~ บทท่ี 3 การปลกู พืช เน้ือหา 1.การปลูกพืช 2.การดูแลรักษา 3.สารผลิตสารอินทรยี ์
~ 41 ~ บททดสอบกอ่ นเรียน ตอนที่ 1 ให้ผูเ้ รียน X ทับอกั ษร ก ข ค ง ทีเ่ ป็นคําตอบท่ถี ูกตอ้ งเพยี งข้อเดยี ว 1. ขอ้ ใดไมใ่ ชป่ ระโยชนข์ องปุ๋ยพืชสด ก. เพิ่มปริมาณอินทรีย์ในดนิ ข. เพิ่มปรมิ าณน้ําในดิน ค. เพิ่มผลผลติ ของพืชในสงู ขนึ้ ง. ทาํ ใหด้ นิ ร่วนซุยสะดวกในการเตรียมดิน 2. ข้อใดการปอ้ งกันและกาํ จดั แมลงโดยวิธีกล ก. การใชม้ อื จบั แมลงมาทาํ ลาย ข. การใชก้ ําดักแสงไฟ ค. การใช้ยาฆ่าแมลง ง. การใช้สารสกัดจากตน้ สะเดา 3. โครงสร้างสว่ นใดของพชื มีหนา้ ทีส่ งั เคราะหด์ ้วยแสง ก. ราก ข. ใบ ค. ลาํ ต้น ง. ดอก 4. ตัวหาํ้ คอื สิ่งมชี ีวติ ทีด่ ํารงชีวติ โดยการกนิ แมลงศัตรูพชื เปน็ อาหารเพือ่ การเจรญิ เตบิ โตคือขอ้ ใด ก. นก ข. ไสเ้ ดือน ค. หอยเชอร่ี ง. เพลย้ี สีน้าํ ตาล 5. ควรใช้สารสกดั จากสะเดาฉดี พน่ เวลาใดจะได้ผลดี ก. เวลาเช้า ข. เวลากลางวัน ค. เวลาเยน็ ง. เวลากลางคืน ตอนท่ี 2 ใหผ้ เู้ รียนขีดเคร่ืองหมาย 9หนา้ ขอ้ ความท่ถี กู เคร่อื งหมาย ¯ หน้าขอ้ ความท่ีผดิ ..........6. พชื เป็นสิ่งมชี ีวิต สามารถกินอาหาร เจรญิ เติบโต และสืบพนั ธไ์ุ ด้ ..........7. นอกจากนา้ํ อาหาร และแสงแดดแลว้ พืชยงั ต้องการก๊าชออกชิเจน ในการหายใจ ..........8. ถ้าเราปลูกต้นไมใ้ นรม่ ต้นไม้จะเอนไปในทศิ ทางแสงแดดสอ่ งถงึ ..........9. ถ้าในดินไม่มนี ้ําพืชก็สามารถใช้รากดดู อาหารจากดนิ ขึ้นมาใช้ได้ .........10. ธาตอุ าหารของพืช คือสารอาหาร 5 ประเภท ไดแ้ ก่ คาโบไฮเดรต โปรตนี วติ ามนิ เกลือแร่ และไขมนั เฉลย 1. ข 2. ข 3. ข 4. ก 5. ค 6. 9 7.9 8.9 9. 9 10. ¯ บทที่ 3
~ 42 ~ บทท่ี 2 การปลกู พชื ในธรรมชาติน้ัน ต้นไม้เจริญเติบโตหรือโตขึ้นได้ในพื้นที่ ท่ีมีความเหมาะสมของพันธุ์พืชแต่ละชนิด คุณภาพของดินมีความจําเป็นต้องมีคุณสมบัติในการยึดลําต้น การอุ้มนํ้า การถ่ายเทอากาศ และง่ายที่รากจะไชชอน ไดส้ ะดวก เพอ่ื ใหพ้ ืชเจรญิ เติบโต ตามความประสงค์ของผู้ปลูกหรือวัสดุปลูกควรมีความอุดมสมบูรณ์มีคุณภาพดีดังนี้ ดินร่วนโปร่ง น้ําหนักเบา ระบายนํ้าได้ดี ถ่ายเทอากาศได้ท่ัวถึง ดูดซับนํ้าได้ดี มีธาตุอาหาร หรือปุ๋ยท่ีพืช ตอ้ งการอย่างสมบูรณ์ ไมม่ คี วามเปน็ กรด เป็นดา่ ง มากเกนิ ไป มีความแนน่ พอทจี่ ะยึดลาํ ตน้ ทรงตวั อยู่ได้ ไมม่ ีสารเคมี ที่เป็นพิษต่อรากพชื อินทรยี วัตถุ ประกอบด้วยเศษซากไม้ ใบไม้ผุ ไมแ้ หง้ แกลบ ขยุ มะพร้าว ฟางข้าว เปลอื กถั่ว เป็นตน้ ปยุ๋ คอก ประกอบไปดว้ ย มูลสัตว์ตา่ งๆ เช่นวัว ข้หี มู ขไ้ี ก่ ขค้ี วาย และขคี้ า้ งคาว เป็นตน้ การปลูกพืชหมุนเวียน ได้แก่การใช้ปุ๋ยพืชสด และการปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ นอกจากจะปรับสภาพ เนื้อดินให้ดีข้ึนแล้ว ยังพบว่ามีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช แต่อาจจะไม่มากนัก เหมือน ปุย๋ เคมีก็ตาม ความเป็นกรด เปน็ ด่าง หรือมีค่าพเี อ็ช(pH) ที่มคี วามเหมาะสมมีค่า pH ระหว่าง 5.5 -7.5 เช่นการ เตรียมดินปลกู ไม้กระถางควรมีคา่ pH ระหว่าง 5.5 – 6.0 เชน่ กลอ๊ กซเี นียอาฟริกนั ไวโอแลท บีโกเนยี และกหุ ลาบ เป็นต้น ช่วงความเป็นกรด เป็นด่างหรือ pH ของดินปลูก 5.5 -6.0 ถือเป็นช่วงท่ีเหมาะสม สําหรับ ไม้ กระถาง หรอื ไม้ดอกกระถางอายุยืน เช่นไฮเดรนเยีย เบญจมาสหนู กหุ ลาบ เปน็ ตน้ เพราะระบบรากพืช สามารถ ใช้ธาตุอาหาร หรือปุ๋ย ได้ดี ดินปลูกที่ดี มีอายุใช้งานได้นาน คงทน ไม่สลายหรือยุบตัวเร็ว ดินปลูกท่ีมีส่วนผสมของ ใบไม้ผุ ฟางขา้ ว หรือหญา้ แหง้ การปลูกพชื เกษตรกรระดับท้องถิ่น เน้นการปลูกพืช หลักเพียงอย่างเดียว ซึ่งสามารถแยกตามลักษณะพืชท่ีปลูก และ วธิ กี ารปลกู ไดด้ ังนี้ 1. การทาํ นา การทํานา ในแตล่ ะภมู ภิ าคของไทยแต่ละภาคแตกต่างกัน 1.1 นาดาํ พืน้ ท่ีสว่ นใหญอ่ าศยั น้าํ ฝน ปลกู ข้าวพน้ื เมือง พันธด์ุ ี เชน่ ขาวดอกมะลิ และพันธท์ุ ีร่ ัฐแนะนํา 1.2 นาหว่าน มักจะอยู่ในเขตชลประทาน เช่นนานํ้าตม บางส่วนเพาะปลูก ได้มากกว่า 1 ครั้ง โดยใช้ ขา้ วพันธขุ์ า้ วไมไ่ วแสง 1.3 นาหยอด ปลกู ในบรเิ วณทฝี่ นตกนอ้ ย เช่นพนั ธ์ุข้าวไร่ มกั จะไดผ้ ลผลติ ต่ํา 2. การปลกู พชื ไร่ 2.1 ออ้ ย 2.2 มันสาํ ปะหลัง 2.3 ยาสูบ 2.4 ขา้ วโพด ข้าวฟ่าง
Search