Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สัตว์ป่าสงวน

สัตว์ป่าสงวน

Published by Kanpichcha Surakhai, 2021-03-28 06:59:19

Description: สัตว์ป่าสงวน

Search

Read the Text Version

สัตว์ปา่ สงวน ๑๕ ชนดิ สัตว์ปา่ สงวน หมายถงึ สตั ว์ปา่ ทีห่ ายาก กาหนดตามบัญชที า้ ยพระราชบญั ญัติสงวนและ คุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๐๓ จานวน ๙ ชนิด เป็นสัตว์ปา่ เล้ยี งลกู ด้วยนมท้ังหมด ได้แก่ แรด กระซู่ กูปรี ควายปา่ ละองหรือละม่ัง สมัน เน้ือทราย เลียงผา และกางผา สัตว์ป่าสงวนเหล่านห้ี ายาก หรือใกล้จะสญู พันธ์หุ รืออาจจะสูญพันธไุ์ ปแลว้ จึงจาเป็นตอ้ งมีบทบญั ญัติเข้มงวดกวดขนั เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอนั ตราย แกส่ ัตว์ป่าที่ยังมชี วี ิตอยู่ หรือซากสัตวป์ ่า ซึ่งอาจจะตกไปอย่ยู ังตา่ งประเทศด้วยการซ้ือขาย ต่อมาเมอ่ื สถานการณ์ของสตั วป์ ่าในประเทศไทย เปลยี่ นแปลงไป สตั ว์ป่าหลายชนดิ มีแนวโน้มถกู คกุ คามเสยี่ งต่อการ สูญพันธมุ์ ากย่ิงข้ึน ประกอบกบั เพื่อใหเ้ กิดความสอดคล้องกับความรว่ มมือระหวา่ งประเทศในการ ควบคุมดูแลการคา้ หรือการลักลอบคา้ สัตว์ป่าในรูปแบบต่างๆ ตามอนุสญั ญาวา่ ดว้ ยการค้าระหว่าง ประเทศ ว่าด้วยชนิดสัตว์ปา่ และพืชปา่ หรือ CITES ซ่งึ ประเทศไทยได้รว่ มลงนามรับรองอนสุ ัญญาในปี พ.ศ.๒๕๑๘ และไดใ้ ห้สัตยาบนั เมื่อวนั ท่ี ๒๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๖ นบั เปน็ สมาชิกลาดบั ที่ ๘๐ จึงได้มีการ พจิ ารณาแกไ้ ขปรบั ปรงุ พระราชบญั ญตั ิฉบับเดิม และตราพระราชบญั ญัติสงวนและคุ้มครองสตั ว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ ขึ้นใหม่เม่อื วันท่ี ๑๙ กุมภาพนั ธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ สัตวป์ า่ สงวนตามในพระราชบัญญัตฉิ บบั ใหม่ หมายถึงสตั วป์ า่ ท่ีหายากตามบญั ชีทา้ ยพระราชบัญญัติฉบับน้ี และตามที่กาหนดโดยตราเปน็ พระราช กฤษฎกี า ทาใหส้ ามารถเปลี่ยนแปลงชนิดสตั ว์ปา่ สงวนได้โดยสะดวก โดยออกเป็นพระราชกฤษฎกี าแก้ไข หรือเพมิ่ เติมเทา่ นน้ั ไม่ต้องถึงกบั ต้องแกไ้ ขพระราชบัญญัตอิ ย่างของเดิม ท้ังนไี้ ดม้ ีการเพ่มิ เติมชนดิ สตั วป์ า่ ทม่ี สี ภาพล่อแหลมต่อการสูญพนั ธุ์ อย่างย่ิง ๗ ชนิด และตดั สตั วป์ ่าท่ีไม่อยู่ในสถานะใกล้จะสูญ พันธ์ุ เนื่องจากการท่ีสามารถเพาะเล้ียงขยายพันธ์ุได้มาก ๑ ชนิด คือ เน้ือทราย รวมกับสัตว์ป่า สงวนเดิม ๘ ชนิด รวมเป็น ๑๕ ชนิด ได้แก่ นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร แรด กระซู่ กูปรี ควายป่า ละอง หรือละม่ัง สมัน เลียงผา กวางผา นกแต้วแล้วท้องดา นกกระเรยี น แมวลายหินอ่อน สมเสร็จ เก้งหม้อ และพะยนู นกเจ้าฟา้ หญิงสิรินธร Pseudochelidon sirintarae ลกั ษณะ : นกนางแอ่นที่มลี าตัวยาว ๑๕ เซนตเิ มตร สีโดยทว่ั ไปมีสดี าเหลือบเขียวแกมฟ้า โคนหางมีแถบสี ขาว ลกั ษณะเดน่ ไดแ้ ก่ มีวงสีขาวรอบตา ทาใหด้ ูมดี วงตาโปนโตออกมา จงึ เรียกวา่ นกตาพอง นกทโ่ี ตเตม็ วยั มแี กนขนหางค่กู ลางย่นื ยาวออกมา ๒ เส้น อปุ นิสัย : แหลง่ ผสมพันธ์ุวางไข่ และท่ีอาศยั ในฤดรู อ้ นยงั ไมท่ ราบ ในบรเิ วณบึงบอระเพ็ด นกเจ้าหญงิ สิริน ธรจะเกาะนอน อยู่ในฝงู นกนางแอน่ ชนดิ อ่นื ๆ ทเ่ี กาะอยตู่ ามใบอ้อ และใบสนุ่นภายในบึงบอระเพ็ด บางคร้ังก็พบอย่ใู นกลุ่มนกกระจาบ และนกจาบปกี ออ่ น กลมุ่ นกเหล่าน้ีมจี านวนนับพันตัว อาหารเช่อื ได้วา่

ไดแ้ ก่แมลงท่โี ฉบจับไดใ้ นอากาศ ที่อยู่อาศัย : อาศยั อยตู่ ามดงออ้ และพืชน้าในบริเวณบงึ บอระเพ็ด เขตแพรก่ ระจาย : พบเฉพาะในประเทศไทย พบในช่วงเดือนพฤศจกิ ายนจนถงึ เดอื นมนี าคม ซึง่ เป็นช่วง ฤดหู นาว สถานภาพ : นกชนิดนี้สารวจพบครงั้ แรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ จังหวดั นครสวรรค์ หลังจาก การคน้ พบคร้ังแรกแล้วมีรายงานพบอกี ๓ คร้ัง แต่มีเพียง ๖ ตัวเท่าน้ัน นกเจ้าฟ้าหญงิ สริ ินธร เปน็ สัตวป์ ่า สงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตวป์ ่า พ.ศ.๒๕๓๕ สาเหตขุ องการใกล้จะสูญพนั ธุ์: นกเจ้าฟา้ หญิงสิรินธร เป็นนกท่ีสาคัญอย่างย่งิ ในดา้ นการศกึ ษา ความสมั พนั ธ์ของนกนางแอ่น เพราะนกชนิดทมี่ ีความสัมพันธ์กบั นกเจ้าฟ้าหญิงสริ นิ ธรมากทสี่ ุด คอื นก นางแอ่นคองโก (Pseudochelidon euristomina ) ที่พบตามลาธารในประเทศซาอีร์ ในตอนกลางของ แอฟริกาตะวนั ตก แหล่งที่พบนกทั้ง ๒ ชนดิ นีห้ ่างจากกนั ถึง ๑๐,๐๐๐ กิโลเมตร ประชากรในธรรมชาติ ของนกเจา้ ฟา้ หญงิ สิรนิ ธรเชอื่ ว่ามีอยูน่ ้อยมาก เพราะเปน็ นกชนิดท่โี บราณที่หลงเหลอื อยูใ่ นปจั จบุ ัน แต่ละ ปใี นฤดหู นาวจะถกู จับไปพร้อมๆกบั นกนางแอน่ ชนิดอนื่ นอกจากนี้ทีพ่ กั นอนในฤดูหนาว คอื ดงออ้ และ พชื น้าอ่ืนๆที่ถกู ทาลายไปโดยการทาการประมง การเปล่ียนหนองบงึ เป็นนาข้าว และการควบคมุ ระดบั น้า ในบงึ เพอื่ การพฒั นาหลายรูปแบบ สิ่งเหล่านี้ก่อใหเ้ กิดผลเสียต่อการคงอยู่ของพืชนา้ และต่อนก เจ้าฟา้ หญงิ สริ นิ ธรมาก แรด Rhinoceros sondaicus ลักษณะ : แรดจัดเป็นสัตวจ์ าพวกมีกีบ คือมเี ล็บ ๓ เลบ็ ทั้งเท้าหนา้ และเทา้ หลัง ตัวโตเตม็ วัยมีความสงู ที่ ไหล่ ๑.๖-๑.๘ เมตร นา้ หนกั ตวั ๑,๕๐๐-๒,๐๐๐ กโิ ลกรมั แรดมีหนงั หนาและมีขนแข็งขนึ้ ห่างๆ สีพนื้ เปน็ สเี ทาออกดา ส่วนหลังมีสว่ นพบั ของหนัง ๓ รอย บรเิ วณหัวไหล่ดา้ นหลังของขาคู่หน้า และด้านหน้าของ ขาคูห่ ลัง แรดตวั ผู้มีนอเดยี วยาวไมเ่ กิน ๒๕ เซนตเิ มตร ส่วนตัวเมียจะเหน็ เป็นเพียงปุ่มนูนขนึ้ มา อปุ นสิ ัย : ในอดีตเคยพบแรดหากนิ รว่ มเป็นฝูง แตใ่ นปจั จุบนั แรดหากินตัวเดยี วโดดๆ หรอื อยูเ่ ป็นคใู่ นฤดู

ผสมพนั ธุ์ อาหารของแรดได้แก่ ยอดไม้ ใบไม้ กิง่ ไม้ และผลไมท้ ่ีร่วงหลน่ บนพ้นื ดนิ แรดไม่มฤี ดูผสมพนั ธุ์ท่ี แน่นอน จึงสามารถผสมพันธ์ไุ ด้ตลอดปี ตกลูกคร้ังละ ๑ ตัว ต้ังท่องนานประมาณ ๑๖ เดือน ทอี่ ยู่อาศัย: แรดอาศยั อยู่เฉพาะในบริเวณป่าดิบชื้นที่มีความอดุ มสมบรู ณ์ หรือตามป่าทบึ ริมฝ่ังทะเล ส่วน ใหญ่จะหากนิ อยู่ตามพืน้ ท่ีราบ ไมค่ ่อยขนึ้ บนภเู ขาสงู เขตแพรก่ ระจาย : แรดมีเขตกระจายต้งั แต่ประเทศบังคลาเทศ พม่า ไทย ลาว เขมร เวยี ดนาม ลงไปทาง แหลมมลายู สุมาตรา และชวา ปัจจุบันพบนอ้ ยมากจนกลา่ วไดว้ ่า เกอื บจะหมดไปจากผืนแผ่นดนิ ใหญ่ ของทวีปเอเชียแล้ว เชื่อว่ายังอาจจะมคี งเหลืออยู่บา้ งทางเทือกเขาตะนาวศรี และในป่าลกึ ตามแนวรอยต่อ จงั หวัดระนอง พังงา และสุราษฎรธ์ านี สถานภาพ : ปจั จบุ นั แรดจัดเปน็ สัตวป์ ่าสงวนชนิดหนึ่งใน ๑๕ ชนดิ ของประเทศไทย และจัดอยู่ ใน Appendix 1ของอนุสัญญา CITES ทั้งยงั เป็นสตั ว์ปา่ ท่ีใกล้จะสูญพันธ์ตุ าม U.S.Endanger Species สาเหตุของการใกล้จะสูญพนั ธ์ุ : เช่นเดียวกับแรดทพี่ บบริเวณอ่ืนๆ ท่ีพบในประเทศไทยถูกลา่ และทาลาย อย่างหนัก เพื่อต้องการนอหรือสว่ นอน่ื ๆ เชน่ กระดกู เลือด ฯลฯ ซ่ึงมีคุณคา่ สูงย่ิง เพ่ือใช้ในการบารงุ และ ยาอื่นๆ นอกจากนี้บริเวณป่าท่ีราบทแ่ี รดชอบอาศัยอยูก่ ็หมดไป กลายเป็นบ้านเรือนและเกษตรกรรมจน หมด กระซู่ Dicerorhinus sumatrensis ลกั ษณะ : กระซูเ่ ป็นสตั ว์จาพวกเดยี วกบั แรด แต่มลี ักษณะลาตัวเล็กกวา่ ตัวโตเตม็ วยั มคี วามสูงท่ีไหล่ ๑-๑.๕ เมตร นา้ หนกั ประมาณ ๑,๐๐๐ กิโลกรัม มีหนังหนาและมีขนขึน้ ปกคลมุ ทงั้ ตวั โดยเฉพาะในตัวที่มอี ายุน้อย ซึง่ ขนจะลดนอ้ ยลงเมื่อมีอายุมากขน้ึ สีลาตวั โดยทว่ั ไปออกเป็นสเี ทา คลา้ ยสขี เี้ ถา้ ด้านหลงั ลาตัว จะปรากฏรอย พับของหนังเพียงพบั เดียว ตรงบริเวณดา้ นหลงั ของขาคหู่ น้า กระซทู่ ั้งสองเพศมนี อ ๒ นอ นอหนา้ มคี วามยาว ประมาณ ๒๕ เซนตเิ มตร ส่วนนอหลงั มีความยาวไมเ่ กนิ ๑๐ เซนตเิ มตร หรือเป็นเพยี งตุ่มนนู ข้นึ มาในตวั เมีย อปุ นิสัย : กระซ่ปู ีนเขาได้เกง่ มีประสาทรบั กลิ่นดมี าก ออกหากนิ ในเวลากลางคนื อาหาร ไดแ้ ก่ พวกใบไม้ และผลไม้ป่าบางชนดิ ปกติกระซูจ่ ะใช้ชวี ติ อยอู่ ย่างโดดเดย่ี ว ยกเวน้ ในฤดผู สมพันธุ์ หรอื ตัวเมียเล้ียงลกู อ่อน ตกลกู คร้ังละ ๑ ตัว มรี ะยะตง้ั ทอ้ ง ๗-๘ เดอื น ในทเ่ี ล้ยี งกระซู่มีอายุยนื ๓๒ ปี

ทอ่ี ยู่อาศยั : กระซู่อาศยั อยตู่ ามปา่ เขาทม่ี ีความหนารกทบึ ลงมาอยู่ในป่าทร่ี าบตา่ ในตอนปลายฤดูฝนซง่ึ ใน ระยะนัน้ มีปรกั และน้าอยู่ทั่วไป เขตแพรก่ ระจาย : กระซ่มู เี ขตแพร่กระจายตงั้ แตแ่ คว้นอสั สมั ในประเทศอนิ เดยี บังคลาเทศ พม่า ไทย เวยี ดนาม มลายู สมุ าตรา และบอเนยี ว ในประเทศไทยมรี ายงานวา่ พบกระซู่อยู่ในเขตรักษาพนั ธ์สุ ัตว์ป่าหลาย แห่งได้แก่ ภูเขยี ว จังหวดั ชยั ภมู ิ เขาสอยดาว จงั หวดั จนั ทบุรี ห้วยขาแข้ง จังหวัดอทุ ัยธานี ท่งุ ใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบรุ ี และคลองแสง จงั หวัดสุราษฏรธ์ านี และในบรเิ วณอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง ได้แก่ แกง่ กระจาน จงั หวัดเพชรบุรี และเขอ่ื นบางลาง จังหวดั ยะลา และบริเวณป่ารอยต่อระหวา่ งประเทศกับมาเลเซีย สถานภาพ : ปจั จุบนั กระซจู่ ัดเปน็ สัตว์ปา่ สงวนชนิดหนึ่งใน ๑๕ ชนิดของประเทศไทย อนุสญั ญา CITES จดั ไว้ ในAppendix I และ U.S. Endanger Species Act จดั ไวใ้ นพวกทีใ่ กล้จะสูญพันธ์ุ สาเหตขุ องการใกล้จะสูญพันธุ์ : กระซู่ปจั จบุ ันใกล้จะสูญพันธไ์ุ ปจากโลก เนอื่ งจากถูกล่าเพื่อเอานอ และ อวยั วะทกุ ส่วนของตัว ซึง่ มีฤทธ์ใิ นทางเปน็ ยา กระซจู่ ึงถูกลา่ อยูเ่ นอื งๆ ประกอบกับกระซูม่ ีอยใู่ นธรรมชาตนิ อ้ ย และประชากรแต่ละกลุ่มและแมแ้ ต่กลุ่มเดียวกนั ก็อยูห่ ่างกันมากไมม่ โี อกาสจับคู่ขยายพันธุไ์ ด้ กปู รีหรอื โคไพร Bos sauveli ลกั ษณะ : กูปรเี ป็นสตั ว์ปา่ ชนดิ หนงึ่ เช่นเดยี วกบั กระทิงและวัวแดง เม่อื โตเต็มที่มคี วามสูงท่ีไหล่ ๑.๗-๑.๙ เมตร นา้ หนกั ๗๐๐-๙๐๐ กิโลกรัม ตัวผูม้ ีขนาดลาตัวใหญก่ ว่าตัวเมยี มาก สีโดยทัว่ ไปเปน็ สีเทาเขม้ เกอื บ ดา ขาท้งั ๔ มีถุงเท้าสีขาวเช่นเดียวกบั กระทงิ ในตัวผ้ทู ี่มีอายมุ าก จะมีเหนยี งใต้คอยาวห้อยลงมาจน เกอื บจะถึงดิน เขากูปรีตวั ผู้กับตัวเมียจะแตกตา่ งกนั โดยเขาตัวผู้จะโค้งเปน็ วงกว้าง แลว้ ตวี งโค้งไป ข้างหนา้ ปลายเขาแตกออกเป็นพ่คู ลา้ ยเส้นไม้กวาดแขง็ ตวั เมียมเี ขาตีวงแคบแล้วมว้ นข้ึนดา้ นบน ไม่มพี ู่ที่ ปลายเขา อปุ นสิ ยั : อยรู่ วมกนั เป็นฝงู ๒-๒๐ ตวั กนิ หญ้า ใบไม้ดนิ โปง่ เป็นครั้งคราว ผสมพนั ธใ์ุ นราวเดือนเมษายน ต้ังท้องนาน ๙ เดอื น จะพบออกลูกอ่อนประมาณเดอื นธนั วาคมและมกราคม ตกลูกครงั้ ละ ๑ ตัว ท่อี ยู่อาศยั : ปกตอิ าศยั อยู่ตามปา่ โปร่ง ท่ีมีทุ่งหญา้ สลับกับปา่ เตง็ รังและในปา่ เบญจพรรณท่ีค่อนข้างแล้ง

เขตแพร่กระจาย : กปู รีมเี ขตแพร่กระจายอยใู่ นไทย เวยี ดนาม ลาว และกัมพูชา สถานภาพ : ประเทศไทยมีรายงานวา่ พบกูปรอี ยู่ตามแนวเทือกเขาชายแดนไทย-กมั พูชา และลาว เม่อื ปี พ.ศ.๒๕๒๕ มีรายงานพบกูปรีในบรเิ วณเทือกเขาพนมดงรกั กปู รจี ัดเป็นสตั วป์ า่ สงวนชนิดหนึ่งใน ๑๕ ชนดิ ของประเทศไทย และอยใู่ น Appendix I ตามอนุสญั ญา CITES สาเหตุของการใกลจ้ ะสญู พนั ธ์ุ : ปัจจุบนั กปู รีเปน็ สัตว์ปา่ ทีห่ ายากกาลังใกลจ้ ะสูญพันธุห์ มดไปจากโลก เนอื่ งจากการถกู ล่าเปน็ อาหารและสภาวะสงครามในแถบอินโดจีน ซ่งึ เป็นแหล่งอาศัยเฉพาะกูปรี ทาให้ ยากในการอย่รู ว่ มกันในการอนรุ ักษ์กูปรี ควายปา่ Bubalus bubalis ลักษณะ : ควายป่าเป็นสตั ว์ชนดิ เดียวกับ ควายบ้าน แต่มีลาตวั ขนาดลาตัวใหญก่ วา่ มีนิสัยวอ่ งไว และดุ ร้ายกว่าควายบา้ นมาก ตวั โตเตม็ วยั มีความสงู ท่ไี หลเ่ กือบ ๒ เมตร น้าหนักมากกว่า ๑,๐๐๐ กิโลกรัม สี ลาตัวโดยทั่วไปเป็นสีเทา หรือสีน้าตาลดา ขาทง้ั ๔ สีขาวแก่ หรือสีเทาคล้ายใส่ถุงเทา้ สีขาว ด้านล่างของ ลาตวั เปน็ ลายสขี าวรปู ตัววี (V ) ควายป่ามเี ขาท้งั ๒เพศ เขามขี นาดใหญ่กวา่ ควายเล้ียง วงเขากางออก กวา้ งโคง้ ไปทางดา้ นหลัง ดา้ นตัดขวางเป็นรปู สามเหลย่ี ม ปลายเขาเรยี วแหลม อุปนสิ ัย : ควายปา่ ชอบออกหากนิ ในเวลาเช้า และเวลาเยน็ อาหารไดแ้ ก่ พวกใบไม้ หญ้า และหน่อไม้ หลังจากกนิ อาหารอมิ่ แล้ว ควายปา่ จะนอนเค้ียวเอ้ืองตามพุ่มไม้ หรือนอนแชป่ รกั โคลนตอนช่วงกลางวนั ควายป่าจะอยรู่ ว่ มกนั เป็นฝงู ฤดผู สมพันธอุ์ ยรู่ าวๆ เดอื นตุลาคมและพฤศจกิ ายน ตกลกู ครง้ั ละ ๑ ตัว ตงั้ ทอ้ งนาน ๑๐ เดอื น เท่าทท่ี ราบควายป่ามีอายุยืน ๒๐-๒๕ ปี เขตแพร่กระจาย : ควายปา่ มเี ขตแพรก่ ระจายจากประเทศเนปาลและอินเดีย ไปสิน้ สดุ ทางด้านทศิ ตะวนั ออกที่ประเทศเวยี ดนาม ในประเทศไทยปจั จุบันมคี วายป่าเหลืออยบู่ ริเวณเขตรักษาพันธ์ุสตั วป์ า่ ห้วย ขาแข้ง จังหวัดอทุ ยั ธานี

สถานภาพ : ปัจจุบันควายป่าทเ่ี หลอื อยู่ในประเทศไทยมีจานวนนอ้ ยมาก จนน่ากลัววา่ อกี ไม่นานจะหมดไป จากประเทศ ควายปา่ จัดเปน็ สตั ว์ป่าสงวนชนดิ หนง่ึ ใน ๑๕ ชนดิ ของประเทศไทย และ อนุสญั ญา CITES จัดควายป่าไว้ใน Appendix III สาเหตขุ องการใกลจ้ ะสูญพันธุ์ : เนื่องจากการถูกล่าเพือ่ เอาเนื้อและเอาเขาทีส่ วยงาม และการสูญเชือ้ พันธ์ุ เนื่องจากไปผสมกับควายบา้ น ที่มีผู้เอาไปเล้ียงปล่อยเป็นควายปละในป่า ในกรณหี ลังน้บี างคร้งั ควายปา่ จะติดโรคตา่ งๆ จากควายบ้าน ทาใหจ้ านวนลดลงมากยิ่งขึ้น ละองหรือละม่ัง Cervus eldi ลักษณะ : เปน็ กวางที่มขี นาดโตกว่าเนอื้ ทราย แตเ่ ล็กกว่ากวางป่า เมื่อโตเต็มวัยมคี วามสูงท่ีไหล่ ๑.๒-๑.๓ เมตร น้าหนัก ๑๐๐-๑๕๐ กิโลกรัม ขนตามตัวทั่วไปมีสีนา้ ตาลแดง ตัวอายุน้อยจะมจี ดุ สขี าวตามตัว ซึ่งจะ เลือนกลายเปน็ จุดจางๆ เมือ่ โตเต็มท่ใี นตวั เมยี แต่จุดขาวเหลา่ นจ้ี ะหายไปจนหมด ในตวั ผู้ตวั ผู้จะมีขนท่ี บรเิ วณคอยาว และมีเขาและเขาของละอง จะมีลักษณะต่างจากเขากวางชนิดอน่ื ๆ ในประเทศไทย ซึ่งที่กิ่ง รับหมาท่ีย่ืนออกมาทางดา้ นหนา้ จะทามุมโคง่ ต่อไปทางด้านหลงั และลาเขาไมท่ ามมุ หักเช่นทีพ่ บในกวาง ชนิดอน่ื ๆ อุปนิสัย : ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเลก็ ตวั ผู้ท่โี ตเต็มวัยจะเขา้ ฝงู เม่ือถึงฤดูผสมพนั ธุ์ ออกหากินใบหญ้า ใบไม้ และผลไมท้ ั้งเวลากลางวนั และกลางคนื แตเ่ วลาแดดจัดจะเข้าหลบพักในทีร่ ม่ ละอง ละมั่งผสมพนั ธใุ์ น เดอื นกุมภาพันธจ์ นถงึ เดือนเมษายน ตั้งท้องนาน ๘ เดือน ออกลูกครง้ั ละ ๑ ตัว ที่อยู่อาศยั : ละองชอบอยตู่ ามปา่ โปร่ง และป่าทงุ่ โดยเฉพาะป่าท่ีมีแหลง่ นา้ ขัง เขตแพร่กระจาย : ละองแพร่กระจายในประเทศอินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพชู า เวียดนาม และเกาะ ไหหลา ในประเทศไทยอาศัยอยู่ในบรเิ วณเหนอื จากคอคอดกระขน้ึ มา สถานภาพ : มรี ายงานพบเพียง ๓ ตวั ที่เขตรักษาพนั ธสุ์ ัตวป์ า่ ห้วยขาแข้ง จงั หวัดอุทัยธานี ละอง ละม่ัง จดั เปน็ ป่าสงวนชนดิ หนงึ่ ใน ๑๕ ชนดิ ของประเทศไทย และอนสุ ัญญา CITES จัดอย่ใู น Appendix

สาเหตุของการใกลจ้ ะสูญพนั ธุ์ : ปจั จบุ ัน ละอง ละมั่งกาลังใกล้จะสญู พันธุห์ มดไปจากประเทศไทย เนื่องจากสภาพป่าโปรง่ ซึ่งเปน็ ทีอ่ ยู่อาศัยถกู บกุ รกุ ทาลายเปน็ ไรน่ า และท่ีอยู่อาศยั ของมนุษย์ ท้งั ยังถกู ล่า อย่างหนักนบั ตง้ั แต่หลังสงครามโลกครั้งทีส่ องเปน็ ต้นมา สมนั หรอื เนอ้ื สมัน Cervus schomburki ลักษณะ : เน้ือสมนั เปน็ กวางชนิดหน่ึงทเี่ ขาสวยงามที่สุด ในประเทศไทย เม่ือโตเต็มวยั จะมคี วามสูงท่ีไหล่ ประมาณ ๑ เมตร สีขนบนลาตัวมีสนี ้าตาลเขม้ และเรยี บเปน็ มัน หางค่อนข้างสั้น และมสี ขี างทางตอนลา่ ง สมนั มเี ขาเฉพาะตัวผู้ ลกั ษณะเขาของสมนั มีขนาดใหญ่ และแตกก่ิงกา้ นออกหลายแขนง ดูคลา้ ยสมุ่ หรือ ตะกร้า สมนั จงึ มชี ่ือเรยี กอีกอยา่ งหนึง่ วา่ กวางเขาสุ่ม อปุ นิสยั : ชอบอยรู่ วมกันเป็นฝงู เลก็ ๆ โดยเฉพาะในฤดผู สมพันธ์ุ หลังจากหมดฤดูผสมพันธ์ุ และตัวผู้จะ แยกตัวออกมาอยู่โดดเดย่ี ว สมนั ชอบกินหญ้าโดยเฉพาะหญา้ อ่อน ผลไม้ ยอดไม้ และใบไม้หลายชนดิ ท่อี ยู่อาศัย : สมันจะอาศัยเฉพาะในทุ่งโล่ง ไม่อยูต่ ามปา่ รกทบึ เนอื่ งจากเขามีก่งิ ก้านสาขามาก จะเกี่ยวพนั พนั กบั เถาวัลยไ์ ด้ง่าย เขตแพร่กระจาย : สมันเปน็ สตั ว์ชนดิ ที่มเี ขตแพร่กระจายจากดั อย่ใู นบริเวณท่รี าบภาคกลางของประเทศ เทา่ น้นั สมยั ก่อนมชี กุ ชมุ มากในที่ราบลมุ่ แมน่ า้ เจา้ พระยา บรเิ วณจังหวดั รอบกรุงเทพฯ เชน่ นครนายก ปทมุ ธานี และปราจีนบรุ ี และแม้แต่บริเวณพื้นทีร่ อบนอกของกรุงเทพฯ เชน่ บริเวณพญาไท บางเขน รงั สติ ฯลฯ สถานภาพ : สมนั ไดส้ ูญพันธไุ์ ปจากโลกและจากประเทศไทยเมือ่ เกือบ ๖๐ ปีทแ่ี ล้ว สมนั ยังจดั เปน็ ป่า สงวนชนิดหน่ึงใน ๑๕ ชนิดของประเทศไทยโดยมีวตั ถุประสงคเ์ พื่อควบคมุ ซาก โดยเฉพาะอย่างยิง่ เขาของ สมนั ไม่ให้มีการสง่ ออกนอกราชอาณาจักร สาเหตขุ องการสูญพนั ธุ์ : เนอ่ื งจากแหล่งท่ีอยู่อาศัยได้ถูกเปลีย่ นเปน็ นาข้าวเกอื บทงั้ หมด และสมันที่ เหลืออยูต่ ามทห่ี า่ งไกลจะถูกลา่ อย่างหนักในฤดนู า้ หลากท่วมทอ้ งทุ่ง ในเวลาน้นั สมนั จะหนีนา้ ขนึ้ ไปอยู่ รวมกันบนที่ดอนทาให้พวกพรานลอ้ มไลฆ่ า่ อยา่ งงา่ ยดาย

กวางผา Naemorhedus griseus ลกั ษณะ : กวางผาเปน็ สัตวจ์ าพวก แพะแกะเช่นเดยี วกบั เลยี งผา แตม่ ีขนาดเลก็ กว่า เม่อื โตเต็มท่ีมคี วาม สูงท่ไี หล่มากกว่า ๕๐ เซนตเิ มตร เพียงเล็กนอ้ ย และมนี ้าหนกั ตวั ประมาณ ๓๐ กโิ ลกรัม ขนบนลาตวั สี นา้ ตาล หรือสีนา้ ตาลปนเทา มแี นวสีดาตามสันหลงไปจนจดหาง ด้านใตท้ อ้ งสจี างกว่าดา้ นหลัง หางส้ันสี ดา เขาสีดามีลกั ษณะเปน็ วงแหวนรอบโคนเขา และปลายเรียวโค้งไปทางด้านหลงั อุปนิสัย : ออกหากนิ ตามทโี่ ล่งในตอนเยน็ และตอนเช้ามืด หลับพักนอนตามพุ่มไม้ และชะง่อนหินในเวลา กลางคนื อาหาร ได้แก่ พืชที่ขนึ้ ตามสนั เขาและหนา้ ผาหิน เชน่ หญ้า ใบไม้ ก่ิงไม้ และลูกไม้เปลือกแข็ง จาพวกลูกก่อ กวางผาอยู่รวมกนั เป็นฝูงๆละ ๔-๑๒ ตัว ผสมพันธใ์ุ นราวเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม ออกลูกครอกละ ๑-๒ ตัว ต้ังทอ้ งนาน ๖ เดือน ที่อาศยั : กวางผาจะอยู่บนยอดเขาสูงชันในทรี่ ะดับน้าสูงชันมากกว่า ๑,๐๐๐ เมตร เขตแพรก่ ระจาย : กวางผามีเขตแพรก่ ระจายต้ังแต่แควน้ แพร่กระจาย ต้งั แต่แคว้นแคชเมยี ร์ลงมาจนถึง แควน้ อัสสมั จีนตอนใต้ พมา่ และตอนเหนือของประเทศไทย ในประเทศไทยมีรายงานพบกวางผาตามภูเขา ทส่ี งู ชนั ในหลายบริเวณ เชน่ ดอยมอ่ นจอง เขตรกั ษาพนั ธ์สุ ัตว์ปา่ อมก๋อย ดอยเลย่ี ม ดอยมือกาโด จงั หวัด เชียงใหม่ และบรเิ วณสองฝ่งั ลานา้ ปิงในอทุ ยานแห่งชาติแม่ปงิ จังหวัดตาก สถานภาพ : กวางผาจัดเป็นสตั วป์ ่าสงวนชนดิ หน่งึ ใน ๑๕ ชนดิ ของประเทศไทยและอนสุ ญั ญา CITES จดั ไว้ในAppendix I สาเหตุของการใกลจ้ ะสญู พนั ธ์ุ : เน่อื งจากการบกุ รกุ ถางป่าทท่ี าไรเ่ ลอื่ นลอยของชาวเขาในระยะเริ่มแรก และชาวบา้ นในระยะหลงั ทาใหท้ อี่ าศัยของกวางผาลดน้อยลง เหลืออยเู่ พยี งตามยอดเขาที่สงู ชนั ประกอบ กับการลา่ กวางผาเพ่ือเอาน้ามันมาใชใ้ นการสมานกระดูกท่หี กั เช่นเดียวกับเลียงผา จานวนกวางผาใน ธรรมชาติจึงลดลงเหลอื อยู่น้อยมาก

นกแต้วแลว้ ทอ้ งดา Pitta gurneyi ลกั ษณะ : เปน็ นกขนาดเลก็ ลาตวั ยาว ๒๑ เซนตเิ มตร จัดเป็นนกทม่ี ีความสวยงามมาก นกตวั ผู้มีส่วนหัวสี ดา ท้ายทอยมสี ฟี า้ ประกายสดใส ดา้ นหลังสีน้าตาลติดกับอกตอนลา่ ง และตอนใตท้ ้องท่มี ดี าสนิท นกตัว เมยี มีสสี ดใสนอ้ ยกวา่ โดยท่ัวไปสลี าตวั ออกน้าตาลเหลือง ไมม่ ีแถบดาบนหนา้ อกและใต้ท้อง นกอายุนอ้ ยมี หัว และคอสีนา้ ตาลเหลอื ง ส่วนอกใต้ท้องสีน้าตาล ท่ัวตัวมลี ายเกล็ดสีดา อุปนิสยั : นกแต้วแล้วท้องดาทารังเปน็ ซุม้ ทรงกลม ด้วยแขนงไม้และใบไผ่ วางอยู่บนพ้นื ดิน หรอื ในกอ ระกา วางไข่ ๓-๔ ฟอง ทั้งพ่อนกและแมน่ ก ช่วยกนั กกไข่และหาอาหารมาเล้ียงลูก อาหารได้แก่หนอนดว้ ง ปลวก จิ้งหรดี ขนาดเล็ก และแมลงอน่ื ๆ ท่ีอยู่อาศัย : นกแตว้ แล้วท้องดาชนิดนี้พบอาศัยอยูเ่ ฉพาะในบริเวณปา่ ดงดิบตา่ เขตแพร่กระจาย : พบตั้งแต่ตอนใตข้ องประเทศพม่า ลงมาจนถงึ เขตรอยต่อระหว่างประเทศไทย กับ ประเทศมาเลเซยี สถานภาพ : เคยพบชุกชุมในระยะเมื่อ ๘๐ ปีก่อน แต่ไม่มีรายงานทางวทิ ยาศาสตรเ์ ลยต้ังแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๕ จนมีรายงานพบคร้งั ล่าสุดเม่ือเดือนมถิ ุนายน พ.ศ.๒๕๓๑ นกแตว้ แล้วท้องดา ไดร้ ับการจดั ให้เปน็ สตั วช์ นิด ที่หายากชนดิ หน่ึง ในสิบสองชนิดท่หี ายากของโลก สาเหตุของการใกลจ้ ะสูญพันธ์ุ : นกชนิดน้ี จัดเปน็ สัตวท์ ่อี าศัยอยูเ่ ฉพาะในปา่ ดงดิบตา่ ซ่งึ กาลังถกู ตดั ฟนั อย่างหนกั และสภาพท่ีอยู่เช่นน้ีมนี ้อยมากในบรเิ วณเขตคุม้ ครองในภาคใต้ นอกจากนี้ เนอ่ื งจากเปน็ นกท่ี หายากเป็นทต่ี ้องการของตลาดนกเลย้ี ง จงึ มรี าคาแพง อันเป็นแรงกระตนุ้ ใหน้ กแต้วแล้วท้องดาถูกล่ามาก ยิ่งขึน้

สวนสัตวด์ ุสิต มีจัดแสดงให้ชมและศึกษา http://www.dusitzoo.org/index.php?option=com_content&task=view&id=47&Itemid=50 นกกระเรียน Grus antigone ลักษณะ : เปน็ นกขนาดใหญเ่ มือ่ ยืนมีขนาดสงู ราว ๑๕๐ เซนติเมตร สว่ นหัวและคอไม่มีขนปกคลุม มี ลักษณะเป็นปุ่มหยาบสีแดง ยกเวน้ บรเิ วณกระหม่อมสเี ขียวอมเทา ในฤดูผสมพนั ธม์ุ ีสีแดงส้มสดขนึ้ กว่าเดมิ ขนลาตัวสเี ทาจนถงึ สีเทาแกมฟ้า มีกระจุกขนสีขาวหอ้ ยคลุมส่วนหาง จะงอยปากสีออกเขียว แขง้ และเท้าสีแดงหรือสีชมพูอมฟา้ นกอายุนอ้ ยมีขนสนี า้ ตาลทั่วตัว บนส่วนหวั และลาคอมขี นสีนา้ ตาลเหลือง ปกคลมุ ในประเทศไทยเปน็ นกกระเรียนชนดิ ยอ่ ย Sharpii ซึ่งไม่มีวงแหวนสีขาวรอบลาคอ อปุ นสิ ยั : ออกหากินเป็นคแู่ ละเป็นกลุม่ ครอบครวั กนิ พวกสัตว์ เชน่ แมลง สัตวเ์ ลอ้ื ยคลาน กบ เขียด หอย ปลา กุง้ และพวกพืช เมลด็ ข้าวและยอดหญ้าออ่ น ทารังวางไขใ่ นฤดฝู นราวเดอื นมถิ ุนายน ปกตวิ างไข่ จานวน ๒ ฟอง พ่อแมน่ กจะเลี้ยงดลู ูกอีกเปน็ เวลาอยา่ งน้อย ๑๐ เดอื น ท่อี ยู่อาศยั : ชอบอาศยั ตามทงุ่ หญา้ ท่ชี ้ืนแฉะ และหนองบึงทใ่ี กล้ป่า เขตแพร่กระจาย : นกกระเรียนชนดิ ย่อยนี้ มเี ขตแพรก่ ระจายจากแควน้ อัสสัมในประเทศอินเดยี ประเทศ พม่า ไทย ตอนใต้ลาว กัมพูชา เวียดนามตอนใต้ ถึงเมืองลูซนุ ประเทศฟิลิปปินส์ บางครง้ั พลัดหลงไปถงึ ประเทศมาเลเซยี และยังมีประชากรอีกกลุ่มหน่ึงในรัฐควนี แลนดป์ ระเทศออสเตรเลีย สถานภาพ : นกกระเรยี นเคยพบอยู่ท่ัวประเทศ ครง้ั สดุ ทา้ ยเมือ่ ปี พ.ศ.๒๕๐๗ พบ ๔ ตวั ที่วดั ไผล่ ้อม จังหวดั ปทุมธานี จากนน้ั มรี ายงานทีไ่ ม่ยืนยันว่าพบนกกระเรียน ๔ ตัว ลงหากินในท่งุ นาอาเภอขุขนั ธ์ จังหวัดศรสี ะเกษ เมอื่ เดอื นมกราคม พ.ศ.๒๕๒๘

แมวลายหนิ ออ่ น Pardofelis marmorata ลกั ษณะ : แมวลายหินอ่อนเป็นแมวป่าขนาดกลาง น้าหนกั ตวั เมอ่ื โตเตม็ ที่ ๔-๕ กโิ ลกรมั ใบหูเล็กมนกลมมี จุดด้านหลังใบหู หางยาวมีขนหนาเป็นพวงเด่นชัด สขี นโดยทัว่ ไปเปน็ สีน้าตาลอมเหลือง มลี ายบนลาตัว คล้ายลายหนิ อ่อน ดา้ นใต้ท้องจะออกสเี หลืองมากกวา่ ดา้ นหลังขาและหางมีจุดดา เท้ามพี ังผดื ยดื ระหวา่ ง นว้ิ นิว้ มีปลอกเลบ็ สองชั้น และเล็บพับเก็บไดใ้ นปลอกเล็บท้ังหมด อปุ นสิ ัย : ออกหากินในเวลากลางคนื ส่วนใหญ่มักอยบู่ นตน้ ไม้ อาหารไดแ้ กส่ ัตว์ขนาดเลก็ แทบทุกชนิด ตั้งแต่แมลง จิง้ จก ตกุ๊ แก งู นก หนู กระรอก จนถึงลิงขนาดเล็ก นิสยั คอ่ นข้าดรุ ้าย ทอี่ ยู่อาศยั : ในประเทศไทยพบอยูต่ ามปา่ ดงดิบเทือกเขาตะนาวศรแี ละปา่ ดงดิบชน้ื ในภาคใต้ เขตแพร่กระจาย : แมวปา่ ชนดิ น้ีมเี ขตแพร่กระจายตงั้ แต่ประเทศเนปาล สกิ ขิม แคว้นอสั สัม ประเทศ อินเดยี ผ่านทางตอนเหนอื ของพมา่ ไทย อนิ โดจีน ลงไปตลอดแหลมมลายู สุมาตราและบอรเ์ นยี ว สถานภาพ : แมวลายหนิ ออ่ นจดั เปน็ สัตวป์ า่ ชนิดหน่งึ ใน ๑๕ ชนดิ ของประเทศไทย และ อนุสัญญา CITES จดั อยใู่ นAppendix I สาเหตุของการใกลจ้ ะสูญพนั ธุ์: เนื่องจากแมวลายหินอ่อนเปน็ สตั ว์ทห่ี าไดย้ าก และมีปริมาณในธรรมชาติ ค่อนขา้ งต่า เมือ่ เทียบกับแมวป่าชนดิ อน่ื ๆ จานวนจงึ นอ้ ยมาก และเนอื่ งจากถิ่นท่ีอยู่อาศัยถูกทาลาย และ ถกู ล่าหรือจับมาเป็นสตั ว์เลี้ยงทม่ี รี าคาสูง จานวนแมวลายหินอ่อนจึงนอ้ ยลง ดา้ นชีววิทยาของแมวป่าชนิด นยี้ งั รกู้ ันน้อยมาก

สมเสร็จ Tapirus indicus ลกั ษณะ : สมเสร็จเป็นสัตว์กีบคี่ เทา้ หน้ามี ๔ เลบ็ และเท้าหลังมี ๓ เลบ็ จมูกและริมฝีปากบนยน่ื ออกมา คลา้ ยงวง ตามขี นาดเล็ก ใบหรู ูปไข่ หางส้ัน ตัวเต็มวัยมีน้าหนกั ๒๕๐-๓๐๐ กิโลกรมั ส่วนหัวและลาตัว เป็นสีขาวสลับดา ต้ังแต่ปลายจมกู ตลอดท่อนหัวจนถงึ ลาตวั บริเวณระดับหลังของขาคู่หนา้ มสี ดี า ท่อน กลางตัวเปน็ แผ่นขาว สว่ นบริเวณโคนหางลงไปตลอดขาคหู่ ลัง จะเปน็ สดี า ขอบปลายหูและริมฝีปากขาว ลกู สมเสร็จลาตัวมลี ายเป็นแถบ ดลู ายพร้อยคลา้ ยลกู แตงไทย อปุ นิสยั : สมเสรจ็ ชอบออกหากินในเวลากลางคืน กินยอดไม้ กง่ิ ไม้ หน่อไม้ และพืชอวบน้าหลายชนิด มัก มดุ หากินตามทร่ี กทบึ ไม่ค่อยชอบเดนิ หากินตามเสน้ ทางเก่า มปี ระสาทสัมผัสทางกล่ินและเสยี งดมี าก ผสม พนั ธ์ุในเดือนเมษายนหรือเดือนพฤษภาคม ตกลูกคร้งั ละ ๑ ตวั ใช้เวลาต้ังท้องนานประมาณ ๑๓ เดือน สมเสรจ็ ทีเ่ ลีย้ งไว้มีอายนุ านประมาณ ๓๐ ปี ทอี่ ยู่อาศัย : สมเสร็จชอบอยู่อาศัยตามบริเวณทร่ี ม่ ครมึ้ ใกล้หว้ ยหรือลาธาร เขตแพร่กระจาย : สมเสร็จมีเขตแพรก่ ระจายจากพมา่ ตอนใต้ ไปตามพรมแดนด้านทิศตะวันตกของ ประเทศไทย ลงไปสุดแหลมมลายูและสุมาตรา ในประเทศไทยจะพบสมเสร็จไดใ้ นปา่ ดงดิบตามเทือกเขา ถนนธงชัย เทือกเขาตะนาวศรี และปา่ ทั่วภาคใต้ สถานภาพ : ปจั จุบนั สมเสรจ็ จัดเปน็ สัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน ๑๕ ชนดิ ของประเทศไทย และจดั โดย อนสุ ัญญาCITES ไวใ้ น Appendix I และจดั เปน็ สตั ว์ที่ใกลจ้ ะสูญพันธต์ุ าม U.S. Endanger Species Act. สาเหตุของการใกล้จะสญู พันธ์ุ : การลา่ สมเสรจ็ เพอื่ เอาหนงั และเนือ้ การทาลายป่าดงดบิ ที่อย่อู าศยั และหา กนิ โดยการตัดไม้ การสรา้ งเข่อื นกักเกบ็ นา้ และถนน ทาให้จานวนสมเสรจ็ ลดปริมาณลงจนหาได้ยาก

เก้งหม้อ Muntiacus feai ลักษณะ : เก้งหม้อมีลกั ษณะโดยทั่วไป คล้ายคลึงกบั เกง้ ธรรมดา ขนาดลาตัวไลเ่ ล่ียกัน เม่ือโตเต็มท่ีน้าหนัก ประมาณ ๒๐ กโิ ลกรัม แต่เก้งหม้อจะมสี ีลาตัวคลา้ กว่าเก้งธรรมดา ด้านหลงั สีออกน้าตาลเข้ม ใต้ท้องสี นา้ ตาลแซมขาว ขาส่วนที่อย่เู หนือกบี จะมีสดี า ด้านหน้าของขาหลังมีแถบขาวเห็นได้ชัดเจน บนหนา้ ผาก จะมเี สน้ สดี าอย่ดู า้ นในระหว่างเขา หางสน้ั ดา้ นบนสีดาตัดกบั สีขาวด้านล่างชัดเจน อุปนิสยั : เก้งหมอ้ ชอบอาศัยอย่เู ดยี่ ว ในป่าดงดิบ ตามลาดเขา จะอยู่เปน็ คู่เฉพาะฤดผู สมพนั ธุ์เท่านน้ั ออก หากินในเวลากลางวนั มากกวา่ ในเวลากลางคนื อาหารได้แก่ ใบไม้ ใบหญา้ และผลไม้ปา่ ตกลูกครง้ั ละ ๑ ตวั เวลาตงั้ ทอ้ งนาน ๖ เดือน ทีอ่ ยู่อาศยั : ชอบอย่ตู ามลาดเขาในป่าดงดิบและหุบเขาท่ีมีปา่ หนาทบึ และมลี าธารนา้ ไหลผ่าน เขตแพร่กระจาย : เก้งหม้อมีเขตแพร่กระจาย อยใู่ นบรเิ วณตง้ั แต่พมา่ ตอนใตล้ งไปจนถงึ ภาคใต้ตอนบน ของประเทศไทยเทา่ น้ัน ในประเทศไทยพบในบริเวณเทือกเขาตะนาวศรลี งไปจนถึงเทือกเขาภเู กต็ ใน บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตวป์ ่าคลองนาคา และเขตรกั ษาพนั ธส์ุ ตั ว์ป่าคลองแสง ในจังหวดั ระนอง สรุ าษฎร์ ธานีและพังงา สถานภาพ : องคก์ ารสวนสัตว์ ได้ประสบความสาเร็จในการเพาะเลยี้ งเก้งหมอ้ มาต้ังแตป่ ี พ.ศ.๒๕๒๘ ใน ปจั จุบันเก้งหม้อจดั เปน็ สัตว์ป่าสงวนชนิดหน่งึ ใน ๑๕ ชนิดของประเทศไทย และองคก์ าร IUCN จัดเก้ง หม้อใหเ้ ป็นสตั ว์ป่าทีใ่ กล้จะสูญพันธ์ุ สาเหตขุ องการใกลจ้ ะสญู พันธุ์ : ปจั จุบนั เปน็ สัตว์ป่าที่หายากและใกล้จะสูญพนั ธ์หุ มดไปจากประเทศ เนอ่ื งจากมีเขตแพรก่ ระจายจากดั และท่อี ย่อู าศยั ถูกทาลายหมดไปเพราะการตดั ไม้ทาลายป่า การเกบ็ กกั น้าเหนือเขือ่ นและการลา่ เป็นอาหาร เก้งหม้อเปน็ เนอ้ื ท่นี ิยมรับประทานกนั มาก

พะยูนหรือหมนู า้ Dugong dugon ลกั ษณะ : พะยนู จัดเปน็ สัตว์เลย้ี งลกู ด้วยนมชนดิ หน่งึ ที่อาศยั อยูใ่ นนา้ มีลาตัวเพรียวรูปกระสวย หางแยก เป็นสองแฉก วางตวั ขนานกับพื้นในแนวราบ ไม่มีครบี หลัง ปากอยู่ตอนล่าง ของส่วนหนา้ รมิ ฝีปากบนเปน็ ก้อนเนอ้ื หนา ลักษณะเป็นเหลี่ยมคลา้ ยจมูกหมู ตัวอายนุ ้อยมีลาตัวออกขาว ส่วนตัวเตม็ วัยมสี ีชมพูแดง เมือ่ โตเต็มวัยจะมีนา้ หนักตัวประมาณ ๓๐๐ กิโลกรัม อปุ นสิ ัย : พะยูนอยรู่ ่วมกนั เปน็ ครอบครวั หลายครอบครัวจะหากินเปน็ ฝงู ใหญ่ ออกลูกครัง้ ละ ๑ ตวั ใช้ เวลาต้ังท้องนาน ๑๓ เดอื น และจะโตเตม็ ทเ่ี มื่อมีอายุ ๙ ปี ที่ยอู่ าศัย : ชอบอาศัยหากนิ พชื จาพวกหญ้าทะเลตามพ้ืนท้องทะเลชายฝ่ัง ทง้ั ในเวลากลางวันและกลางคนื เขตแพรก่ ระจาย : พะยนู มีเขตแพร่กระจาย ต้ังแต่บรเิ วณชายฝ่งั ตะวันออกของทวปี อาฟรกิ า ทะเลแดง ตลอดแนวชายฝงั่ มหาสมุทรอินเดียไปจนถงึ ประเทศฟิลิปปนิ ส์ ไตห้ วนั และตอนเหนอื ของออสเตรเลีย ใน ประเทศไทยพบไม่บ่อยนัก ทั้งในบริเวณอา่ วไทยแถบจงั หวดั ระยอง และชายฝั่งทะเลอันดามัน แถบจังหวัด ภูเกต็ พงั งา กระบ่ี ตรัง สตูล สถานภาพ : ปจั จบุ ันพบพะยูนนอ้ ยมาก พยนู ที่ยังเหลืออยู่จะเป็นกลุ่มเล็กหรืออยู่โดดเด่ียว บางคร้งั อาจจะ เขา้ มาจากน่านน้าของประเทศใกล้เคยี ง พะยนู จดั เป็นสัตวป์ ่าสงวนชนดิ หนง่ึ ใน ๑๕ ชนิดของประเทศไทย และจัดโดยอนุสญั ญา CITES ไวใ้ น Appendix I สาเหตขุ องการใกล้จะสญู พันธุ์ : เน่อื งจากพะยูนถกู ล่าเพอ่ื เปน็ อาหาร ติดเครื่องประมงตาย และเอาน้ามัน เพ่อื เอาเป็นเชือ้ เพลิง ประกอบกบั พะยูนแพรพ่ นั ธไุ์ ดช้ า้ มาก นอกจากน้ีมลพิษที่ก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลง สภาพแวดล้อมตามชายฝงั่ ทะเล ไดท้ าลายแหล่งหญา้ ทะเล ที่เปน็ อาหารของพยนู เป็นจานวนมาก จงึ นา่ เปน็ หว่ งวา่ พะยนู จะสญู สิ้นไปจากประเทศในอนาคตอันใกลน้ ้ี

เลยี งผา,เยือง,กูรา,โครา Capricornis sumatraensis ลักษณะ : เลียงผาเปน็ สตั ว์จาพวกเดยี วกับ แพะและแกะ เมอ่ื โตเต็มท่ีมคี วามสงู ทไ่ี หล่ประมาณ ๑ เมตร ขายาวและแข็งแรง ใบหูยาวคลา้ ยใบหูลา ขนตามลาตัวค่อนขา้ งยาว หยาบและมีสีดา ด้านท้องขนสจี าง กว่า มีขนเป็นแผงยาวบนสนั คอและสนั หลงั มีเขาท้ังในตัวผูแ้ ละตัวเมยี เขามลี ักษณะตอนโคนกลม หยัก เป็นวงแหวนโดยรอบคอ่ ยๆ เรยี วไปทางปลายเขาโคง้ ไปทางด้านหลงั เลก็ น้อย อปุ นิสยั : ในเวลากลางวนั จะพักอาศัยอยใู่ นถา้ หรือในพุ่มไม้ ออกหากินในตอนเยน็ ถงึ พลบคา่ และในเวลา เช้ามืด อาหารได้แก่พชื ต่างๆ ทุกชนดิ เลียงผามปี ระสาทหู ตา และรบั กล่ินได้ดี ผสมพันธใ์ุ นช่วงปลาย เดอื นตลุ าคม ตกลกู ครงั้ ละ ๑-๒ ตัว ใช้เวลาตั้งทอ้ งราว ๗ เดอื น ในที่เลีย้ ง เลียงผามีอายุยาวกว่า ๑๐ ปี ท่ีอาศยั : เลียงผาอาศัยอยตู่ ามภเู ขาทีม่ หี น้าผาสูงชันมีป่าปกคลุม เขตแพรก่ ระจาย : เลียงผามีเขตแพรก่ ระจาย ต้งั แตแ่ คว้นแคชเมยี ร์ มาตามเทือกเขาหมิ าลยั จนถึงแคว้น อัสสัม จีนตอนใต้ พม่า อนิ โดจนี มลายู และสมุ าตรา ในประเทศไทยพบอาศัยอยตู่ ามภูเขาสูงในหลาย ภมู ิภาคของประเทศ เช่น เทือกเขาตะนาวศรี เทือกเขาถนนธงชัย เทอื กเขาเพชรบูรณ์ และภูเขาทั่วไปใน บริเวณภาคใต้ รวมทั้งบนเกาะในทะเลทอี่ ยไู่ ม่หา่ งจากแผ่นดินใหญม่ ากนกั สถานภาพ : เลยี งผาจดั เป็นสตั ว์ป่าสงวนชนิดหน่งึ ใน ๑๕ ชนิดของประเทศไทย และ อนุสัญญา CITES จดั เรียงผาไวใ้ น Appendix I สาเหตขุ องการใกลจ้ ะสูญพนั ธ์ุ : ในระยะหลังเลยี งผามจี านวนลดลงอยา่ งรวดเร็ว เนือ่ งจากการลา่ อย่าง หนกั เพือ่ เอาเขา กระดูก และน้ามันมาใช้ทายาสมานกระดกู และพ้นื ท่ีหากนิ ของเลียงผาลดลงอยา่ งรวดเร็ว จากการทาการเกษตรตามลาดเขา และบนพื้นท่ีทไ่ี ม่ชันจนเกนิ ไป


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook