Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์

วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์

Published by jnlbcnsp, 2019-05-12 19:09:57

Description: วารสาร ปีที่ 2 ฉบับ 3 ก.ย.- ธ.ค.61

Search

Read the Text Version

»‚·Õè©ººÑ·Õè¡¹ÑÂÒ¹¸Ñ¹ÇÒ¤Á ISSN:1686-0152 

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ขุ ภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธปิ ระสงค์ ISSN: 1686-0152 ปที ี่ 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม 2561) เจา้ ของ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสทิ ธิประสงค์ วัตถุประสงค์ เพอ่ื ส่งเสริมและเผยแพรผ่ ลงานวิชาการในรูปแบบรายงานการวิจัย (Research article) บทความทางวิชาการ (Academic article) และบทความปริทัศน์ (Review article) สาขาการพยาบาล และวิทยาศาสตร์สุขภาพ กาหนดการออกวารสาร ฉบบั ที่ 1 มกราคม – เมษายน ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สิงหาคม ฉบับท่ี 3 กนั ยายน – ธันวาคม คณะผ้จู ัดทา ทีป่ รึกษา ดร.ปทั มา ผ่องศริ ิ ผอู้ านวยการวทิ ยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสทิ ธิประสงค์ บรรณาธกิ าร ดร.นุสรา ประเสรฐิ ศรี ผู้ช่วยบรรณาธิการ อาจารย์อภิรดี เจรญิ นุกลู อาจารย์ชนกุ ร แกว้ มณี อาจารยแ์ สงเดอื น กง่ิ แกว้ กองบรรณาธิการ รองศาสตราจารย์ ดร.สมใจ พทุ ธาพิทักษผ์ ล คณะพยาบาลศาสตร์ ม.สโุ ขทยั ธรรมาธิราช รองศาสตราจารย์ ดร.พูลสุข เจนพานชิ ย์ วิสทุ ธพิ นั ธ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธบิ ดี มหาวิทยาลยั มหิดล รองศาสตราจารย์ ดร.เนาวนิตย์ สงคราม คณะครุศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณดี สทุ ธินรากร คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.นันทวรรณ กติ กิ รรณากรณ์ คณะเภสชั ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สพุ ัตรา บวั ที คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ชชู าติ วงศ์อนชุ ิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วิริยา อ่อนสอาด คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอบุ ลราชธานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สภุ าพร ใจการณุ คณะสาธารณสุขศาสต์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุบลราชธานี ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.เพญ็ ศิริ ดารงภคภากร คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.จนิ ดารตั น์ ชัยอาจ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จดิ าภา ผกู พนั ธ์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ดร.นพ.สุธีร์ รตั นะมงคลกลุ คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ ดร.สุเพียร โภคทิพย์ โรงพยาบาลสรรพสทิ ธปิ ระสงค์ ดร.วิโรจน์ เซมรัมย์ สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั อุบลราชธานี ดร.คมวัฒน์ รุ่งเรือง วทิ ยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ ดร.นิสากร วิบูลชัย วิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม ดร.ศภุ วดี แถวเพีย วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี ขอนแกน่ ดร.กมลทพิ ย์ ตั้งหลกั มั่นคง วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อดุ รธานี ดร.พทิ ยา ศรเี มอื ง วิทยาลยั การสาธารณสุขสิรนิ ธร จงั หวดั ขอนแก่น ดร.สินศักด์ิชนม์ อ่นุ พรมมี ศูนย์อนามัยท่ี 9 นครราชสีมา ดร.ชลิยา วามะลุน โรงพยาบาลมะเรง็ อุบลราชธานี ดร.อนชุ ตรา วรรณเสวก โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี ดร.เกษราภณ์ เคนบุปผา โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จังหวดั อบุ ลราชธานี ดร.เอมอร แสงศิริ โรงพยาบาลจฬุ าลงกรณ์ สภากาชาดไทย ดร.สุภาภรณ์ ศรธี ัญรัตน์ ศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 อบุ ลราชธานี ดร.นงลกั ษณ์ อนนั ตรยิ อาจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ดร.รุง้ รงั ษี วบิ ลู ชัย สถาบันพระบรมราชชนก ดร.เพชรมณี วิรยิ ะสืบพงศ์ สถาบันพระบรมราชชนก ดร.นภชา สิงห์วีรธรรม สถาบนั พระบรมราชชนก ดร.สมรภพ บรรหารักษ์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น ดร.ปรางทิพย์ ทาเสนาะ เอลเทอร์ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี นครราชสมี า

อาจารยศ์ ทุ ธินี วฒั นกลู วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี เชียงใหม่ ดร.สรุ ศักด์ิ สุนทร วทิ ยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสพุ รรณบุรี ดร.ดลนภา ไชยสมบตั ิ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พะเยา ดร.วิไลวรรณ ปะธเิ ก คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ อาจารยจ์ รูญศรี มีหนองหว้า วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสทิ ธิประสงค์ ดร.กุลธดิ า กลุ ประฑีปญั ญา วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสทิ ธิประสงค์ ดร.สภุ ารัตน์ พสิ ยั พนั ธุ์ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสทิ ธิประสงค์ ดร.นุสรา ประเสรฐิ ศรี วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค ดร.พชั รี ใจการุณ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธปิ ระสงค์

บทบรรณาธิการ วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ เป็นวารสารท่ี เผยแพร่ผลงานวิชาการทางสุขภาพและท่ีเกี่ยวข้องกับสุขภาพ โดยจัดทา 3 ครั้ง คือ มกราคม –เมษายน, พฤษภาคม-สิงหาคม, กันยายน-ธันวาคม ของทุกปี เพื่อเป็นการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลงาน วิชาการทางสุขภาพของนักวิชาการ พยาบาล บุคลากรทางสุขภาพและทางการศึกษา รวมทั้งนักวิจัยที่ เก่ียวข้องกับสุขภาพ จึงขอเรียนท่านผู้สนใจร่วมเผยแพร่และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลงานวิชาการทางสุขภาพ อันจะก่อประโยชน์ทางสุขภาพสาหรับประชาชน และเป็นข้อมู ลพ้ืนฐานในการต่อยอดเชิงวิชาการ เชิงปฏิบัติการ และเชิงนโยบาย สาหรบั กองบรรณาธิการวารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิ ประสงค์ ได้คัดเลือกบทความวิจัยที่น่าสนในด้านต่างๆ รวม 6 เร่ือง สาหรับเสนอในวารสารวิทยาศาสตร์ สขุ ภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปที ี่ 2 ฉบับที่ 3 (กันยายน- ธนั วาคม 2561) ดังนี้ 1) ความท้าท้ายเกี่ยวกับปัญหาการต้ังครรภ์ในวัยรุ่นไทย 2) ปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับการจัดการ อาการปวดประจาเดือนในสตรีวัยรุ่น 3) การศึกษาการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชนในหมู่ 10 ตาบลขามใหญ่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 4) แนวทางการจัดการความเครียดของนักศึกษาพยาบาลช้ันปีท่ี 2 ในการขึ้นฝึกภาคปฏิบัติครั้งแรก 5) ผลของการสอนโดยใช้สถานการณ์จาลองต่อความมั่นใจใน ความสามารถในการ ช่วยฟื้นคืนชีพผู้ป่วยของ นักศึกษาวิทยาลัยการสาธารณ สุขสิรินธร จงั หวัดอุบลราชธานี และ 6) ผลของการใช้รูปแบบการสอบ OSCE เพือ่ ประเมินความรู้และทักษะทางคลินิก รายวิชาปฏิบัติการรกั ษาโรคเบ้อื งต้นของนักศึกษาพยาบาล กองบรรณาธิการหวังเป็นอย่างย่ิงว่า เนื้อหาสาระของบทความท่ีวารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ได้นาเสนอไปน้ัน จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และ เป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านเพื่อเปิดมุมมองแนวทางการพัฒนางานวิจัยทางสุขภาพของท่าน รวมทั้ง ช่วยส่งเสรมิ ปอ้ งกนั รักษาและฟื้นฟภู าวะสุขภาพ กองบรรณาธิการ

ปที ่ี 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) สารบัญ  ความท้าท้ายเก่ียวกบั ปญั หาการต้ังครรภใ์ นวยั รุ่นไทย………………………………………….1 The Challenging of Teenage Pregnancy in Thailand ณัฐยา ศรที ะแก้ว Nuttaya Sritakaew  ปจั จยั ที่มคี วามสัมพันธก์ ับการจัดการอาการปวดประจาเดือน ในสตรวี ัยร่นุ ……………………………………………………………………………………………19 Factors Related to Management of Dysmenorrhea in Female Adolescents เรืองฤทธ์ิ โทรพันธ์, อดิภา สี่แสน, อธิบดี เชื้อพนั ธ์, อภญิ ญา การินทร์, อมรา ศรเี นตร, อรทัย ทองปาน, ออ๋ มแอ๋ม ชมุ มวล, อารยิ า บุตรวาปี, กนกอร ไชยกาล Ruangrit Thoraphan, Adipha Sisaen, Athibordee Chueapun, Apinya Karin, Umara Srinet, Orathai Thongpan, Ormaem Chummual, Ariya Butwapee, Kanokon Chaiyakarn  การศึกษาการจดั การขยะมูลฝอยของประชาชนในหมู่ 10 ตาบลขามใหญ่ อ.เมอื ง จ.อุบลราชธานี………………........................………………………………………….32 Study of Garbage Management among People at Moo 10, Khamyai Sub-District, Maueng District, Ubon Ratchathani Province สิตศรรษ์ วงษอ์ นนั ต์, พัชรี ใจการุณ, รตั นา บญุ พา, วิษณุ จนั ทร์สด, นนั ทรียา โลหะไพบูลย์กุล, นภทั ร บญุ เทียม Sittasan Wong-anan, Patcharee Jaigarun, Rattana Boonpha, Witsanu Chansod, Nutariya Lohapaiboonkul, Napat Boontiam

ปที ่ี 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) สารบัญ  แนวทางการจัดการความเครียดของนักศกึ ษาพยาบาลชั้นปีท่ี 2 ในการข้นึ ฝึกภาคปฏบิ ัตคิ รั้งแรก .............................................................................48 Stress Management of the First Practice Among Nursing Students ยพุ าพร หอมสมบตั ิ, วัชรี อาภาธรี พงศ์, สุนสิ า คา้ ขึน้ , ลออวรรณ อ้ึงสกลุ Yupaporn Homsombut, Watcharee Aphateeraphong, Sunisa Khakhuen, Laorwan Oungsakul  ผลของการสอนโดยใชส้ ถานการณ์จาลองตอ่ ความม่ันใจในความสามารถ ในการชว่ ยฟื้นคืนชพี ผู้ปว่ ยของ นกั ศกึ ษาวิทยาลัยการสาธารณสขุ สริ นิ ธร จงั หวดั อบุ ลราชธานี...........................................................................................….63 The Effects of Simulation-based teaching on Perceived Self-Efficacy in Cardio Pulmonary Resuscitation of Students in Sirindhorn College of Public Health, Ubon Ratchathani Province นุชจรินทร์ แกน่ บุปผา, พนาไพร โฉมงาม, นัจรินทร์ เนืองเฉลมิ Nucharin Kaenbubpha, Panaprai Chomngam, Natjarin Nuangchalerm  ผลของการใช้รูปแบบการสอบ OSCE เพ่ือประเมินความรู้และทักษะทางคลินกิ รายวชิ าปฏิบัติการรกั ษาโรคเบ้ืองต้นของนักศึกษาพยาบาล.……………………………..……79 The Effects of an Objective Structured Clinical Examinations (OSCE) to Evaluation Knowledge and Clinical Skills in Primary Medical Care Subject of Nursing Students วัชรีวงค์ หวงั มน่ั , ชลดา กิ่งมาลา, ภาวิณี แพงสุข, ธวชั ชยั ยืนยาว Watchareewong Wangmun, Chonlada Kingmala, Pavinee Pangsuk, Thawatchai Yeunyaw

ความทา้ ทา้ ยเก่ียวกบั ปัญหาการตง้ั ครรภใ์ นวยั รุน่ ไทย ณฐั ยา ศรีทะแกว้ ปร.ด.* บทคดั ยอ่ การต้งั ครรภข์ องวยั รุ่นเป็ นปัญหาท่ีซบั ซอ้ นที่เกิดข้ ึนในหลายประทศโดยเฉพาะ ประเทศกาลังพัฒนา รวมท้ังประเทศไทย และแมว้ ่าทุกประเทศรวมท้ังประเทศไทย ไดพ้ ยายามแกไ้ ขปัญหาอย่างต่อเนื่อง แต่การต้ังครรภ์ของวัยรุ่นยังคงเกิดข้ ึนและมี แนวโนม้ เพิ่มข้ ึนทุกปี ปัจจยั ที่เก่ียวขอ้ งกบั การต้งั ครรภข์ องวยั รุน่ ในประเทศไทยประกอบ ไปดว้ ยหลายปัจจยั เช่น ปัจจยั ดา้ นตัวเด็ก ปัจจยั ดา้ นครอบครวั ปัจจยั ดา้ นเพื่อน และ ปัจจัยดา้ นปัญหาสังคมและส่ิงแวดล้อม การต้ังครรภ์ในวัยรุ่นก่อใหเ้ กิดผลกระทบ อย่างมากมาย เช่น ผลกระทบดา้ นร่างกาย อารมณ์และจิตใจ และผลกระทบต่อสังคม และไม่เพียงแต่แม่วัยรุ่นเท่าน้ันท่ีไดร้ ับผลกระทบ เด็กทารกท่ีคลอดจากแม่วัยรุ่น ครอบครวั ของแม่วยั รุ่น และสงั คมก็ไดร้ บั ผลกระทบจากการต้งั ครรภน์ ้ ี การแกไ้ ขปัญหา การต้ังครรภ์ในวัยรุ่น ในประเทศไทย ที่ ผ่านมามุ่งเน้นการป้ องกันการมีเพศสัมพัน ธ์ อย่างไม่ปลอดภัย และการพฒั นาการสอนเพศศึกษาใหม้ ีคุณภาพมากย่ิงข้ ึน โดยไดร้ ับ ความร่วมมือจากบุคคลากรดา้ นสุขภาพ เช่น พยาบาล นักสาธารณสุข นักสังคม สงเคราะห์ ท่ีไดพ้ ยายามเขา้ ไปแกไ้ ขปัญหาท้ังในโรงพยาบาลและชุมชน อย่างไรก็ตาม ปัญหาการต้งั ครรภใ์ นวยั รุ่นก็ยงั คงอยู่ และปัญหาน้ ียงั คงเพิ่มความรุนแรงข้ ึนเห็นไดจ้ าก อตั ราการต้งั ครรภข์ องวยั รุน่ ท่ีเพิ่มข้ ึน ดงั น้ันการแกไ้ ขปัญหาการต้งั ครรภใ์ นวยั รุ่นจงึ ไม่ใช่ เร่ืองง่ายเน่ืองดว้ ยขอ้ จากัดหลายประการ และมีปัจจัยท่ีเป็ นสาเหตุอย่างหลากหลาย การแกไ้ ขปัญหาการต้งั ครรภ์ในวยั รุ่นเป็ นความทา้ ทายของทุกภาคส่วน ไม่วา่ จะระดบั รัฐบาล ระดับบุคคลากรดา้ นสุขภาพ และคนไทยทุกคนท่ีตอ้ งร่วมมือกันแกป้ ัญหา เพ่ือใหเ้ กิดประสิทธิภาพมากที่สุด การเขา้ ใจปัญหาการต้งั ครรภข์ องวยั รุ่นใหค้ รอบคลุม ทุกมิติ ต้งั แต่ปัจยั ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การต้งั ครรภใ์ นวยั รุ่น ผลกระทบ การแกไ้ ขปัญหา และ แหล่งสนับสนุนต่างๆ สาหรับแม่วัยรุ่นและครอบครัว จะทาใหผ้ ู้มีส่วนไดส้ ่วนเสีย ตระหนักถึงความสาคญั ของปัญหา และร่วมหาแนวทางการแกไ้ ขปัญหาที่เหมาะสมกบั สภาพของปัญหาในบริบทของประเทศไทย คาสาคญั : วยั รุ่น, การต้งั ครรภ,์ ประเทศไทย * อาจารพ์ ยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สวนดุสิต Corresponding e-mail address: [email protected]

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 2 The Challenging of Teenage Pregnancy in Thailand Nuttaya Sritakaew Ph.D.* Abstract Teenage pregnancy is a complex problem arisen in many countries, particularly developing countries including Thailand. Although Thailand has tried to solve the problem, the number of teenage pregnancy still occurred and it tends to increase every years. There are many factors related to teenage pregnancy involving personal factor, family factor, peer pressure and social issues and environment problems. Pregnancy during young age has a vast impact on physical and mental of the youth. It is not only teenage mother that affected by pregnancy nevertheless, new born babies, family of adolescent mothers and the society was affected. Thailand has attempted to erase the problem by focusing on prevention unsafe sex and developing more effective sex education. Nurses, public health workers and social workers and all sectors were collaborated to work in hospitals and communities however, the issue of teenage pregnancy still remains. Therefore, solving this problem is not easy because of many limitations. There are various causes to be concerned and solved. Teenage pregnancy is a challenging for healthcare providers, other stakeholders and all Thai people. Deeper understanding in all dimensions of teenage pregnancy issue will lead to increase the awareness of the problem and to discover the greatest solution for Thailand. Key words: teenage, pregnancy, Thailand * Faculty of Nursing, Suan Dusit University, Bangkok, Thailand Corresponding e-mail address: [email protected]

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 3 บทนา ความรูค้ วามเขา้ ใจเกี่ยวกบั ปัญหาการต้งั ครรภ์ของวยั รุ่นมีความสาคญั อย่าง ย่ิงท่ีจะช่วยใหบ้ ุคคลากรดา้ นสุขภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวขอ้ งไดพ้ ฒั นาแนวทางการ แกไ้ ขปัญหาไดอ้ ย่างเหมาะสมกบั บริบทของสงั คมที่เปลี่ยนแปลงไป และนอกจากน้ ีจะ ก่อใหเ้ กิดการพฒั นาแนวทางการแกไ้ ขปัญหาท่ีมีประสิทธิภาพมากย่ิงข้ ึน ในปี 2560 องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าวัยรุ่นอายุระหว่าง 15 – 19 ปี จานวน 16 ลา้ นคนทวั่ โลกกลายเป็ นแม่วยั รุ่น การต้งั ครรภ์ในวยั รุ่นมีอตั ราสูงข้ ึนโดยเฉพาะ ประเทศกาลงั พฒั นารวมท้งั ประเทศไทยดว้ ยเช่นเดียวกนั 1-2 ประเทศไทยไดพ้ ยายาม วางกลยุทธ์หลายดา้ นเพ่ือแกป้ ัญหาการต้ังครรภ์ในวยั รุ่น และแผนพัฒนาสุขภาพ แห่งชาติของประเทศก็มีการวางมาตราการเพื่อพยายามจะลดอัตราการต้ังครรภ์ ในวยั รุ่นไทยใหไ้ ดม้ าตรฐานตามที่องคก์ ารอนามยั โลกกาหนด (ไม่เกิน10 % ของ การคลอดท้ังหมด)3 อย่างไรก็ตามเป็ นที่น่าเสียดายท่ีประเทศไทยยังไม่ประสบ ความสาเร็จในการแก้ไขปัญหา ถึงแมจ้ ะไดม้ ีการกาหนดนโยบายและพยายาม ลดอุบตั ิการณข์ องการต้งั ครรภใ์ นวยั รุ่นอย่างต่อเนื่อง อตั ราการต้งั ครรภใ์ นวยั รุ่นไทย ยงั สงู เกินมาตราฐานขององคก์ ารอนามยั โลกกาหนด สานักอนามยั กรมอนามยั เจริญพนั ธ์ กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า วยั รุ่นไทย จะเร่ิมมีประสบการณท์ างเพศหรือมเี พศสมั พนั ธต์ ้งั แต่อายุยงั น้อย โดยเด็กวยั รุ่นมีอายุ เฉลี่ยที่ 15.2 ปี และโดยเฉล่ียเด็กวยั รุน่ กลุ่มน้ ีไมม่ ีการป้องกนั ขณะมีเพศสมั พนั ธ์ และ ไม่มีการคุมกาเนิดที่เหมาะสม เด็กวยั รุ่นเหล่าน้ ีจึงเป็ นกลุ่มที่มีความเส่ียงของการเกิด โรคติดต่อทางเพศสมั พนั ธ์ และการต้งั ครรภไ์ ม่พึงประสงค์ จากสถิติในปี พ.ศ 2560 พบว่าอตั ราการใชถ้ ุงยางอนามยั ของวยั รุ่นเพศชายในประเทศไทยอยูร่ ะหวา่ ง 76.2% ในปี 2558 และลดลงเหลือ 75.5% ในปี 2559 ในเพศหญิงอัตราการใชถ้ ุงยาง อนามยั อยู่ระหว่าง 70.6% ในปี 2558 และ 67.7% ในปี 25594 สาเหตุที่การใช้ ถุงยางในประเทศไทยไม่แพร่หลายพบว่ามีหลายสาเหตุ เช่น ความรูส้ ึกอายในการ ซ้ ือถุงยางอนามัย ความไม่สะดวกในการซ้ ือถุงยางอนามัย การไม่ยอมรับของคู่ท่ี เชื่อวา่ การใชถ้ ุงยางอนามยั แสดงถึงความไมซ่ ่ือสตั ยต์ ่อคนรกั เป็ นตน้ 5 ในปี 2546-2560 ในประเทศไทยพบว่า แนวโนม้ ของวยั รุ่นหญิงอายุ 10 - 14 ปี คลอดบุตร เพ่ิมข้ ึนจาก 0.7:1,000 คน เป็ น 1.3:1,000 คน นอกจากน้ ีจาก สถิติในปี 2560 ระบุว่าประเทศไทยมีเด็กวัยรุ่นหญิงอายุ 10-17 ปี คลอดบุตร เพิ่มข้ ึนจาก 4.9:1,000 คน เป็ น 5.9:1,000 คน4 ซึ่งอตั ราการต้งั ครรภข์ องวยั รุ่น

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 4 ไทยท่ีแสดงท้งั หมดน้ ียงั อาจไม่ใช่อตั ราท่ีเกิดข้ ึนจริง เนื่องจากมีเด็กจานวนมากท่ีเม่ือ เริ่มต้งั ครรภก์ ็ตดั สินใจทาแทง้ เพ่ือปกปิ ดการต้งั ครรภท์ ี่เกิดข้ ึน ปัจจยั ท่ีมีผลตอ่ การตง้ั ครรภข์ องวยั รุน่ จากการการทบทวนวรรณกรรมพบวา่ หลายปัจจยั ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การต้งั ครรภ์ ของวยั รุ่น และเหตุผลสาคญั ท่ีทาใหเ้ ด็กวยั รุ่นมีเพศสมั พนั ธก์ ่อนแต่งงานและต้งั ครรภ์ ต้งั แต่อายุยงั นอ้ ย ไดแ้ ก่ การเร่ิมมีความรกั การถูกเรา้ อารมณท์ างเพศ ผลของการใช้ แอลกอฮอล์รและสารเสพติดต่างๆ ซ่ึงสามารถจาแนกปัจจัยท่ีเก่ียวขอ้ งกับการ ต้งั ครรภข์ องวยั รุน่ ไทยไดด้ งั น้ ี 1. ปัจจยั ส่วนบุคคล จากการศึกษาของไทยพบว่า วัยรุ่นไทยมีความรู้ไม่เพียงพอเก่ียวกับ การมีเพศสัมพันธ์อย่างปล่อยภัย และวัยรุ่นไทยมีการคุมกาเนิ ดอย่างไม่มี ประสิทธิภาพ ซ่ึงเพ่ิมความเสี่ยงของการต้งั ครรภใ์ นวยั หนุ่มสาว6 การต้งั ครรภใ์ นวยั รุ่น ไทยยงั เก่ียวขอ้ งกับการคุมกาเนิดท่ีไม่สมา่ เสมอ และความรูส้ ึกลาบากใจในการใช้ ถุงยางอนามยั ขณะมีเพศสมั พันธ์ เน่ืองจากจากการท่ีคู่หรือคนรกั ไม่ยอมรับการใช้ ถุงยางอนามยั เป็ นตน้ 7นอกจากน้ ีเม่ือมีการต้งั ครรภ์ข้ ึน วยั รุ่นท้งั ชายและหญิงจะตอ้ ง ตัดสินใจเกี่ยวกับการต้ังครรภ์ ซ่ึงมี 2 ทางเลือกหลัก คือ 1) การทาแท้ง 2) ดาเนินการต้งั ครรภต์ ่อ ปัจจยั ที่มีผลต่อการตดั สินใจที่จะดาเนินการต้ังครรภ์ต่อไป หรือไม่พบวา่ ข้ ึนอยู่กบั อายุ เศรษฐานะ และลกั ษณะส่วนบุคคลของเด็ก เช่น ทศั นคติ ที่มีต่อการต้ังครรภ์ และการรับการได้คาปรึกษาที่เหมาะสม8 จากการศึกษา ในประเทศอื่นๆ เชน่ ไตห้ วนั ศรีลงั กา อินเดีย แอฟริกาใต้ องั กฤษ และสหรฐั อเมริกา พบวา่ หลายปัจจยั ท่ีมอี ิทธิพลต่อการต้งั ครรภข์ องวยั รุ่น ไดแ้ ก่ การมีความรไู้ มเ่ พียงพอ เก่ียวกับการคุมกาเนิด การรับรูค้ วามสามารถของตนเองในการคุมกาเนิด และ ความลม้ เหลวในการตระหนักถึงผลของการต้งั ครรภอ์ ยา่ งจริงจงั 9-12 2. ปัจจยั ดา้ นครอบครวั ครอบครัวเป็ นหน่วยท่ีสาคัญท่ีสุดท่ีจะช่วยใหเ้ ด็กทุกวัยมีการเจริญเติบโต ท้ังทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสงั คมอย่างสมบรูณ์ ในขณะเดียวกนั ครอบครัว ก็เป็ นปัจจัยหน่ึงท่ีมีอิทธิพลต่อการต้ังครรภ์ของวยั รุ่น โดยพบว่าครอบครัวทาให้ เด็กวัยรุ่นมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศเพ่ิมข้ ึน เน่ืองจากการท่ีพ่อแม่หรือผู้ดูแลเด็ก เป็ นแบบอย่างท่ีไม่เหมาะสมแก่บุตร จากการศึกษาในประเทศอังกฤษ พบว่า

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 5 69% ของเด็กหญิงที่ต้ังครรภ์ช่วงวยั รุ่นมีผูด้ ูแลเด็ก (บิดา มารดา) มีประสบการณ์ การต้งั ครรภ์เมื่ออายุน้อย หรือมีลูกคนแรกขณะท่ีพวกเขาอายุเพียง 20 ปี 13 ภูมิหลงั ของครอบครวั มีอิทธิพลต่อการต้ังครรภ์ของวยั รุ่น จากการศึกษาในประเทศอินเดีย พบว่าเด็กสาววัยรุ่นท่ีต้ังครรภ์มัก มีประสบการณ์เกี่ยวกับการท่ีผู้ดูแลเด็ก มีความล้มเหลวในการกากับดูแลพวกเขา และครอบครัวของเด็กส่วนใหญ่ เป็ นครอบครัวที่ยากจน ทาให้พ่อแม่ไม่มีเวลาในการดูแลบุตรอย่างเต็มท่ี10 การต้งั ครรภข์ องวยั รุ่นในประเทศไทยพบวา่ บางสว่ นมสี าเหตุจากการที่ผูด้ แู ลเด็กไม่ได้ แสดงบทบาทท่ีเหมาะสมต่อเด็ก ผูด้ ูแลเด็กขาดการดูแลเอาใจใส่ทาใหเ้ ด็กมีโอกาส เขา้ ไปมีส่วนเกี่ยวขอ้ งกับการใชส้ ารเสพติด และการบริโภคเคร่ืองดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากน้ ีพบว่าผู้ดูแลเด็กหรือคนในครอบครัวเขา้ ไปเกี่ยวขอ้ งกับการแสวงหา ผลประโยชน์ทางเพศ ทาใหเ้ ด็กตกอยู่ในสถานการณ์ท่ีตอ้ งถูกละเมิดทางเพศ หรือ ขายบริการทางเพศ14 3. ปัจจยั ดา้ นแรงกดดนั จากเพ่ือนและคนใกลช้ ิด (Peer pressure) แรงกดดันจากเพื่อนหรือคนใกลช้ ิดของเด็กวยั รุ่นเป็ นปัจจยั หน่ึงท่ีก่อใหเ้ กิด การต้งั ครรภ์อย่างไม่พึงประสงค์ เช่น การไดร้ บั ขอ้ มูลท่ีไม่ถูกตอ้ งจากเพ่ือนเกี่ยวกบั เร่ืองเพศ การไดร้ บั แรงกดดนั จากแฟนหรือคนคบหาใกลช้ ิดทาใหเ้ ด็กวยั รุ่นหญิงตอ้ ง ไปเกี่ยวขอ้ งกับการมีเพศสัมพันธ์และต้ังครรภ์อย่างไม่พึงประสงค์14 นอกจากน้ ี ความคาดหวัง ความกดดันของพ่อแม่/ผูด้ ูแลเด็กที่มีมากเกินไปน้ ีทาใหเ้ ด็กวยั รุ่น ตอ้ งออกไปปลดปล่อยแรงกดดนั เหล่าน้ัน โดยหนั ไปคบเพื่อนและติดเพ่ือน หรือพึ่งพา การใช้สารเสพติดต่างๆ และการไม่แสดงบทบาทการให้คาปรึกษาแก่เด็ก การขาดความตระหนักของคนในครอบครวั /คนใกลช้ ิด ทาใหเ้ ด็กวยั รุ่นเชื่อเพ่ือนและ เช่ือขอ้ มูลจากแหล่งที่ไม่น่าเช่ือถือ ซ่ึงก็ทาใหค้ วามเส่ียงของการต้ังครรภ์ในวัยรุ่น เพิ่มข้ นึ 12,15 จากการการศึกษาเก่ียวกบั วยั รุ่นในกลุ่มฮิสแปนิกพบว่า วยั รุ่นที่ไม่ไดเ้ รียน หนังสือมีอัตราการต้ังครรภ์วัยสูงกว่าวัยรุ่นที่เรียนหนังสือ เน่ืองจากเด็กวัยรุ่นที่ ไม่ได้เรียนหนังสือมักติดเพื่อนและขาดแหล่งสนับสนุ นที่เหมาะสม 13 และ จากการศึกษาในละตินอเมริกาได้สรุปว่า วยั รุ่นมีแนวโน้มที่จะต้ังครรภ์ถา้ สมาชิก ในครอบครัว เช่น แม่ พ่ีสาว หรือน้องสาว และเพ่ือนในกลุ่มเดียวกันเคยมี ประสบการณ์การต้งั ครรภใ์ นวยั หนุ่มสาว16 จะเห็นไดว้ ่าเพื่อนและคนใกลช้ ิดของเด็ก

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 6 มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและการตดั สินใจของเด็กวยั รุ่น ซึ่งเป็ นไปตามพฒั นาการของ วยั รุ่นท่ีมกั จะติดเพื่อน เลียบแบบคนที่พวกเคา้ รสู้ ึกรกั ชอบลอง ชอบคน้ หา เป็ นตน้ 4. ปัจจยั ดา้ นสิ่งแวดลอ้ มและปัญหาสงั คม สถานบนั เทิงในประเทศไทย เชน่ ไนตค์ ลบั อาบอบนวด และรา้ นอินเทอรเ์ น็ต เปิ ดให้บริการกันอย่างแพร่หลายและเปิ ดเผย ในขณะท่ีมาตรการการควบคุม การใหบ้ ริการสาหรบั เยาวชนยงั ไม่ทวั่ ถึง จะเห็นไดจ้ ากขา่ วสารต่างๆที่เผยแพร่ในสื่อ เม่ือมีการตรวจสอบสถานบริการเหล่าน้ันก็จะพบเด็กวัยรุ่นเขา้ ไปในสถานบริการ เหล่าน้ัน สถานบริการต่างๆเหล่าน้ ีลว้ นส่งเสริมใหว้ ยั รุ่นเขา้ ไปเก่ียวขอ้ งกบั เรื่องเพศ และการมีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ปลอดภัย17 นอกจากน้ ีในประเทศไทยยังพบปัญหา เร่ืองการขายบริการทางเพศและจากรายงานพบว่า หญิงขายบริการทางเพศใน ประเทศไทยเป็ นกลุ่มที่มีอุบตั ิการณส์ ูงของการต้งั ครรภ์ในวยั รุ่นโดยมากกว่า 20.2% ของหญิงต้งั ครรภ์เป็ นหญิงขายบริการวยั รุ่น และจากสถิติพบวา่ หญิงขายบริการมกั จะ เป็ นวยั รุ่นที่มีอายุนอ้ ยกว่า 18 ปี ท่ีถูกบงั คบั บีบบงั คบั หรือหลอกลวงใหก้ ลายเป็ นผูใ้ ห้ บริการทางเพศ18 โดยเมื่อมีการต้ังครรภ์เกิดข้ ึนหญิงขายบริการส่วนใหญ่จะจบ การต้งั ครรภล์ งดว้ ยการทาแทง้ แบบผิดกฎหมาย19 ในประเทศไทยพบหญิงขายบริการประมาณ 2 ล้านคน โดย 40% ของคนกลุ่มน้ ีเป็ นเด็กหญิงอายุตา่ กว่า 18 ปี หญิงขายบริการทางเพศวยั รุ่นส่วนใหญ่ มีฐานะยากจน เด็กลุ่มน้ ีมกั มีพฤติกรรมไม่ไดใ้ ชถ้ ุงยางอนามยั ในระหว่างการทางาน จากรายงานพบว่ามีเพียง 3.8 ถุงยางอนามยั ที่ใชต้ ่อวนั สาหรบั ลูกคา้ เฉลี่ย 7.4 คน ดว้ ยเหตุน้ ีเด็กกลุ่มน้ ีจึงมีความเส่ียงสูงต่อการติดเช้ ือ HIV และ STIs มีความเสี่ยง ในการต้งั ครรภไ์ มพ่ ึ่งประสงคแ์ ละการทาแทง้ แบบผิดกฎหมาย20 ผลกระทบจากการตง้ั ครรภข์ องวยั รุน่ ก า ร ต้ั ง ค ร ร ภ์ ใ น วัย รุ่ น ก่ อ ใ ห ้เ กิ ด ผ ล ก ร ะ ท บ ท้ั ง ด้า น บ ว ก แ ล ะ ด้ า น ล บ อย่างไรก็ตามโดยส่วนใหญ่จะพบผลกระทบดา้ นลบมากท่ีสุด ผลกระทบท่ีเกิดข้ ึน มีต่อท้งั ดา้ นรา่ งกาย จิตใจ อารมณแ์ ละสงั คม สรุปไดด้ งั น้ ี 1. ผลกระทบต่อสุขภาพแมว่ ยั รุ่นและทารก ในประเทศไทยการต้ังครรภ์ช่วงวัยรุ่นเป็ นส่ิงท่ีสังคมยงั ไม่ยอมรับ ทาให้ ตอ้ งปกปิ ดการต้ังครรภ์ ดังน้ันแม่วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่เขา้ รับการฝากครรภ์ในช่วง ไตรมาสแรกของการต้ังครรภ์ ไม่ตระหนักถึงความสาคัญของการฝากครรภ์

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 7 ซึ่งทาแม่วยั รุ่นไดร้ บั การดูแลอยา่ งไมท่ วั่ ถึง และมีโอกาสเกิดภาวะโลหิตจางสูงกว่าวยั อ่ืนๆ นอกจากน้ ีพบว่าแม่ท่ีอายุน้อยมกั มีการคลอดก่อนกาหนดและทารกแรกเกิด ก็มกั มีน้าหนักแรกเกิดตา่ กว่าปกติ21 แม่วยั รุ่นที่มีอายุน้อยกว่า15 ปี ยงั มีโอกาสเกิด ภาวะแทรกซอ้ นทางสูติกรรมสูงกว่ามารดาวยั ผูใ้ หญ่22-24 และทารกแรกเกิดที่คลอด จากแม่วัยรุ่นก็มักจะต้องเขา้ รักษาในหอผู้ป่ วยหนักเพราะทารกมีน้าหนักน้อย คลอดก่อนกาหนด25-27 การศึกษาของ Isaranurug, Mo-Suwan & Choprapawon ยนื ยนั วา่ หญิงที่มีอายุตา่ กวา่ 20 ปี ในประเทศไทยมอี ตั ราการคลอดท่ีผิดปกติสูง และ มีการคลอดก่อนกาหนดจานวนมาก28 สอดคลอ้ งกับการศึกษาในหลายประเทศในแถบแอฟริกา ละตินอเมริกา เอเชีย และตะวนั ออกกลางพบวา่ แมว่ ยั รุ่นมีอตั ราการคลอดก่อนกาหนดสูง ทารกแรก เกิดน้าหนักนอ้ ย และมารดามีภาวะโรคโลหิตจางอยใู่ นระดบั สงู เม่ือเทียบกบั มารดาวยั ผูใ้ หญ่อายุ 20 -24 ปี 29 หญิงต้งั ครรภ์วยั รุ่นที่มีอายุน้อยกว่า15 ปี ส่วนใหญ่มาจาก ครอบครัวท่ีมีรายไดน้ ้อยทาใหก้ ารเจริญเติบโตดา้ นร่างกายไม่เต็มที่ ในประเทศ แถบแอฟริกา ละตินอเมริกา และเอเชีย พบว่ามาราดาอายุน้อยมีขนาดของ Cephalopelvic ไมไ่ ดส้ ดั ส่วนที่เหมาะต่อการคลอดทาใหต้ อ้ งมกี ารคลอดโดยการผ่าตดั สูง29 ทารกที่คลอดจากแม่วยั รุ่นยงั มีโอกาสจะมีความผิดปกติทางจิตใจ ความเครียด ความสามารถในการเรียนและความสามารถในการอ่านตา่ เม่ือเด็กเติบโตพบว่า มีโอกาสเขา้ ไปเกี่ยวขอ้ งกับการกระทาที่ผิดกฎหมาย การใชเ้ คร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์ การสบู บุหร่ี และการใชส้ ารเสพติดต่างๆ30 2. ผลกระทบทางจิตใจ อารามณ์ และสงั คมต่อแมว่ ยั รุ่น การต้งั ครรภท์ ี่ไม่คาดคิดในวยั รุ่นส่งผลใหแ้ ม่วยั รุ่นมีภาวะซึมเศรา้ หลงั คลอด มากข้ นึ นอกเหนือไปจากการเปลี่ยนแปลงของฮอรโ์ มนหลงั คลอดแลว้ แมว่ ยั รุ่นมกั ถูก กดดันทางสงั คมและวฒั นธรรมมากว่าวยั อ่ืนๆ ในขณะเดียวกนั แม่วยั รุ่นตอ้ งปรบั ตัว กบั บทบาทใหม่ และมีความวิตกกังวลสูงท่ีจะตอ้ งกลายเป็ นแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เม่อื บรรทดั ฐานทางวฒั นธรรมไทยยงั ไมย่ อมรบั การต้งั ครรภใ์ นวยั รุ่นและการต้งั ครรภ์ ก่อนแต่งงาน31 เช่นเดียวกนั กบั การต้งั ครรภโ์ ดยไม่ไดว้ างแผนในวยั รุ่นในประเทศอื่น ก็มีรายงานระบุว่า การต้ังครรภ์ในวัยรุ่นเพิ่มอัตราการเกิดภาวะความซึมเศรา้ หลังคลอด ซึ่งอาการซึมเศรา้ หลังคลอดมีความเก่ียวขอ้ งกับความขัดแยง้ ระหว่าง แม่วยั รุ่นและผูด้ ูแลเด็ก (บิดา มารดา) ของพวกเขาเอง32ทารกที่คลอดจากแม่วยั รุ่น

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 8 มีความเสี่ยงต่อการถูกละเลย ทอ้ ดท้ ิง เนื่องจากแมว่ ยั รุ่นไม่ไดร้ บั การดูแล ช่วยเหลือ และขาดการสนับสนุนทางสงั คมอยา่ งเหมาะสม33 จากรายงานก า รวิจัย ใ นป ระ เท ศไทย เก่ี ย วกับ ป ระส บก า รณ์ก า รต้ัง ค ร ร ภ์ ในวยั รุ่นพบว่า แม่วยั รุ่นมกั มีปัญหาในระหว่างต้ังครรภ์ เนื่องจากตอ้ งเผชิญกบั แรง กดดัน ความเครียด และปัญหาดา้ นการศึกษา (ต้องออกจากโรงเรียน) รวมถึง ประเด็นที่เก่ียวขอ้ งกบั การทาแทง้ และจากความไม่เท่าเทียมกันทางเพศส่งผลให้ วัยรุ่นหญิงท่ีต้ังครรภ์มีปั ญหาในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพเนื่ องจากรู้สึก อบั อาย และถูกตาหนิจากสงั คม34-35 เช่นเดียวกับการศึกษาในประเทศมาเลเซียระบุว่า การต้ังครรภ์ท่ีไม่พึง ประสงค์ในวยั รุ่นน้ันก่อใหเ้ กิดปัญหาหลายประการ แม่วยั รุ่นในมาเลเซียเผชิญกับ การถูกปฏิเสธจากสงั คม เน่ืองจากการต้งั ครรภก์ ่อนแต่งงานเป็ นส่ิงท่ียอมรบั ไมไ่ ดท้ าง วฒั นธรรมและทางศาสนา แม่วยั รุ่นในปมาเลเซียมกั เก็บการต้งั ครรภ์เป็ นความลับ เพราะครอบครัวและแรงกดดันทางสังคม ในท่ีสุดจะถูกบังคับใหป้ ฏิบัติตาม กฎระเบียบท่ีเก่ียวขอ้ งกับการทาแทง้ และการแต่งงาน บางครอบครัวในมาเลเซีย จะพยายามใหล้ ูกสาววยั รุ่นไดแ้ ต่งงานกบั พ่อของทารกเพื่อลดผลกระทบจากการถูก ตาหนิทางสงั คม36 ในประเทศองั กฤษแม่วยั รุ่นก็มีประสบการณเ์ กี่ยวกบั การถูกดูถูก โดยการใชถ้ อยคาที่รุนแรงจากคนในสงั คม และถูกกดดนั จากชุมชน37 แม่วัยรุ่นต้องเผชิญกับความเครียด เน่ืองจากพวกเขาขาดชีวิตช่วงวัยรุ่น ตามปกติไปอย่างส้ ินเชิงหลงั จากมีบุตร38-41 และแม่วยั รุ่นตอ้ งเผชิญกบั ความเครียด ในระหว่างต้งั ครรภ์ถึงแมจ้ ะมีครอบครัวคอยสนับสนุน แม่วยั รุ่นส่วนใหญ่ยอมรับว่า การต้ังครรภ์ท่ีไม่ไดว้ างแผนมาก่อนเป็ นเร่ืองยาก เด็กหญิงวยั รุ่นจะตอ้ งประสบกับ ความโดดเดี่ยว ถูกทอดท้ ิงจากเพ่ือน สังคม และสูญเสียโอกาสในการศึกษา เด็กเหลา่ น้ ีรูส้ ึกส้ ินหวงั เน่ืองจากการมบี ทบาทใหม่ และการเปลี่ยนแปลงบทบาทอย่าง กะทนั หนั 42-44 3. ผลกระทบครอบครวั ของแมว่ ยั รุ่น ครอบครวั ของแม่วยั รุ่นมีความเครียดและความวิตกกงั วลเพิ่มข้ ึน เน่ืองจาก ผูด้ ูแลเด็กและตวั แม่วยั รุ่นขาดความรูค้ วามและทกั ษะในการดูแลเด็กทารก ทาใหเ้ ด็ก มีโอกาสไดร้ บั การดูแลที่ไม่เหมาะสม36,45 Jackson, Marentette และ Mc Cleave ได้ สารวจกระบวนการตัดสินใจของแม่วยั รุ่นในประเทศสหรฐั อเมริกาพบว่า แม่วยั รุ่น บางส่วนไม่เห็นดว้ ยกบั การทาแทง้ และพวกเขาตัดสินใจรบั ผิดชอบการต้ังครรภ์ดว้ ย

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 9 ตนเอง ซึ่งการตดั สินใจเหล่าน้ ีเกิดจากแรงกดดนั ของสงั คม และจากความคาดหวงั ของ ครอบครวั 46 การต้ังครรภ์ของวัยรุ่นมีผลต่อครอบครัว โดยทาใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลง บทบาทของคนในครอบครวั และสมาชิกในครอบครวั อย่างรวดเร็ว บางคร้งั ทาใหเ้ กิด ความขดั แยง้ ในครอบครวั เพิ่มข้ ึน พ่อแม่หรือผูด้ ูแลเด็กของแม่วยั รุ่นบางรายจะรูส้ ึก หมดหวงั หมดหนทาง และรูส้ ึกวา่ ไมส่ ามารถควบคุมสถานการณ์ในครอบครวั ใหเ้ ป็ น ปกติได้ ความขัดแย้งในครอบครัวเพ่ิมข้ ึนจากความขัดแย้งในการแสดงบาท ที่เปลี่ยนไป และความขัดแยง้ ในการดูแลเด็กทารก47-48 การต้ังครรภ์วยั รุ่นทาให้ พัฒนาการในครอบครัวผิดปกติ และครอบครัวเองก็ต้องการความช่วยเหลือเพื่อ บรรเทาความรุนแรงของปัญหาเหล่าน้ ี49-50 East, Slonim, Horn และ Reyes รายงาน วา่ สมาชิกในครอบครวั มีเวลาใหก้ นั นอ้ ยลงเน่ืองจากตอ้ งรบั ผิดชอบเก่ียวกบั การดูแล ทารก และมีความรูส้ ึกสับสนใบบทบาทหน้าที่ของตนเอง เช่น การแสดงบทบาท พ่อแม่ ปยู า่ ตายาย อย่างไรก็ตามพบว่าการที่วยั รุ่นต้งั ครรภ์ก็ช่วยเพ่ิมความสมั พนั ธ์ ในครอบครัวใหด้ ีข้ ึน เน่ืองจากทุกคนมีเป้าหมายที่จะตอ้ งเล้ ียงดูเด็กทารกท่ีเกิดมา ใหด้ ีท่ีสุด51 ในประเทศไทยยงั ไม่พบการศึกษาวิจยั ท่ีเก่ียวกบั ครอบครวั ของเด็กหญิงวยั รุน่ และเด็กชายวยั รุ่น ในประเด็นท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การต้งั ครรภ์และผลกระทบต่อครอบครวั โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการทาความเขา้ ใจเก่ียวกับการเปลี่ยนแปลงของ ครอบครวั และปัญหาดา้ นสมั พนั ธภาพระหวา่ งพ่อแม่ ลกู ชาย และลกู สาวท่ีต้งั ครรภ์ ความทา้ ทายและแหลง่ สนบั สนุนสาหรบั แม่วยั รุ่นในประเทศไทย ปัญหาการต้งั ครรภใ์ นวยั รุ่นเป็ นเร่ืองที่ทา้ ทายสาหรบั บุคคลากรดา้ นสุขภาพ เช่น พยาบาล นักสาธารณสุข นักสงั คมสงเคราะห์ และหน่วยงานอื่นๆที่เก่ียวขอ้ ง ในประเด็น ดงั น้ ี 1. ทศั นคติเร่ืองเพศศึกษา ความทา้ ทายสาหรับผู้ทางานในประเด็นความคิดเห็นเกี่ยวกับการสอน เพศศึกษาสาหรบั เด็กไทย ท่ีมคี วามแตกต่างกนั ทาใหข้ าดความรว่ มมือจากหน่วยงาน ต่างๆ เช่น บุคคลากรทางดา้ นสุขภาพและสาธารณสุขพยายามเขา้ ไปส่งเสริมการสอน เพศศึกษาแก่นักเรียนในโรงเรียน และแก่พ่อแม/่ ผูด้ ูแลเด็ก ในขณะท่ีโรงเรียนและพอ่ แม่ ไมพ่ รอ้ มและไมส่ ามารถที่จะใหค้ วามรว่ มมือไดอ้ ยา่ งเต็มท่ี เนื่องจากโรงเรียน และ

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 10 พอ่ แมม่ ีภาระที่ตอ้ งรบั ผิดชอบหลายดา้ นมากเกินไป นอกจากน้ ีพอ่ แม/่ ผูด้ แู ลเด็ก และ โรงเรียนไม่เห็นว่าการสอนเพศศึกษาเป็ นบทบาทโดยตรงของตนเอง และการสอน เพศศึกษาเป็ นความเชื่อวา่ “ช้ ีโพรงใหก้ ระรอก” เป็ นตน้ ประกอบกบั เน้ ือหาการสอน เพศศึกษายงั เป็ นท่ีถกเถียงกนั ว่าสามารถสอนไดม้ ากน้อยเพียงใด จึงทาใหก้ ารสอน เพศศึกษาไม่ใช่เร่ืองง่าย และตอ้ งตกเป็ นบทบทของเจา้ หน้าที่ดา้ นสุขภาพแต่เพียง ฝ่ ายเดียว34,48 ดังน้ันความรูค้ วามเขา้ ใจของเด็กวยั รุ่นกี่ยวกับเพศศึกษาส่วนใหญ่ ไดม้ าจากการที่เด็กสืบหาขอ้ มลู ดว้ ยตนเอง จากเพื่อน และการลองผิดลองถูก ทศั นคติเร่ืองเพศ และการมีเพศสมั พนั ธ์อย่างปลอดภยั เป็ นเร่ืองเปราะบาง สาหรบั สงั คมไทย ดงั จะเห็นไดจ้ ากคนไทยส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการพูดคุยกนั เรื่องเพศ รวมถึงการการป้องกันต่างๆ พ่อแม่ผู้ดูแลเด็กไม่กลา้ พูดคุยและไม่กลา้ สอนบุตร เร่ืองเพศ ครหู ลีกเลี่ยงท่ีจะสอนนักเรียน รวมท้งั บุคคลากรทางดา้ นสุขภาพหลีกเล่ียงที่ จะสอนเด็กโดยตรง เป็ นตน้ 34 ทาอย่างไรใหท้ ุกคนเห็นความสาคัญของการสอน เพศศึกษา และจะสอนไดใ้ นรายละเอียดมากน้อยเพียงใดจึงเป็ นเร่ืองทา้ ทายสาหรบั บุคคลากรดา้ นสุขภาพ แพทย์ พยาบาล นักสาธารณสุข และประชาชนทุกคน 2. ความไมเ่ ท่าเทียมทางเพศ ความไมเ่ ท่าเทียมทางเพศส่งผลโดยตรงต่อปัญหาการต้งั ครรภ์ในวยั รุ่น เช่น ความเช่ือวา่ เพศชายสามารถมเี พศสมั พนั ธไ์ ดอ้ ยา่ งอิสระในขณะที่เพศหญิงไมส่ ามารถ ทาได้ ทาใหเ้ พศหญิงขาดพลังอานาจในการต่อรองเรื่องเพศไดอ้ ย่างเหมาะสม21 ทศั นคติเร่ืองเพศท่ีสงั คมใหโ้ อกาสเพศชายไดแ้ สดงออกอย่างอิสระมากกว่าเพศหญิง ทาใหเ้ พศหญิงไม่สามารถต่อรองเรื่องเพศได้ ซึ่งรวมไปถึงการต่อรองเมื่อตอ้ งการ มีเพศสมั พนั ธอ์ ยา่ งปลอดภยั หรือการปฏิเสธเม่ือไมต่ อ้ งการการมีเพศสมั พนั ธ์ตามท่ี ตนเองตอ้ งการ เป็ นตน้ เม่ือการต้ังครรภ์เกิดข้ ึนในวยั รุ่น บุคคลท่ีมกั จะถูกกดดันมากท่ีสุดก็จะเป็ น เด็กหญิงวยั รุ่นที่ต้งั ทอ้ ง สงั คมจะตีตราและมองวา่ เด็กหญิงที่ต้งั ทอ้ งเป็ นเด็กไม่ดี หรือ เป็ นคนไมด่ ี เด็กหญิงเหลา่ น้ ีจะถูกกดดนั จากเพ่ือน โรงเรียน และสงั คม ทาใหเ้ ด็กกลุม่ น้ ีขาดโอกาสในการเขา้ ส่สู งั คม ขาดโอกาสดา้ นการศึกษาและในท่ีสุดก็จะตอ้ งรบั ภาระ ในการเล้ ียงดูบุตรดว้ ยตนเอง หรือตอ้ งเขา้ ไปเกี่ยวขอ้ งกบั การทาแทง้ 6 การสรา้ งความเท่าเทียมเรื่องเพศจึงเป็ นอีกบทบาทหนึ่งที่ทุกภาคส่วนตอ้ งให้ ความสาคัญและเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนทัศนคติส่วนบุคคลเกี่ยวกับเรื่องเพศ ความเท่าเทียมทางเพศในประเทศไทยน้ันไม่ใช่เร่ืองงา่ ยและการเปล่ียนแปลงดงั กล่าว

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 11 อาจตอ้ งใชเ้ วลา และคงไมเ่ ฉพาะบุคคากรดา้ นสุขภาพเท่าน้ันท่ีจะตอ้ งเป็ นผูร้ บั ผิดชอบ การเปลี่ยนแปลงน้ ี เน่ืองจากปัญหามีความเช่ือมโยงไปในทุกภาคสว่ น 3. ปัญหาสงั คมและสิ่งแวดลอ้ ม ปัญหาทางดา้ นสงั คมและส่ิงแวดลอ้ มท่ีสนับสนุนใหเ้ ด็กวยั รุ่นไทยมีโอกาสเขา้ ไปเกี่ยวขอ้ งกบั การมีเพศสมั พันธ์อย่างไม่ปลอดภัย ถือว่าเป็ นปัญหาระดับประเทศ และจะเป็ นใครคนใดคนหน่ึงหรือเพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหน่ึงเขา้ ไปจดั การไม่ได้ การแกไ้ ขปัญหาจะต้องเร่ิมต้ังแต่ปัญหาเร่ืองความยากจน การขาดโอกาสทาง การศึกษา หรือแมก้ ระทงั่ ปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์จากการคา้ มนุษย์ ปัญหา การใชส้ ารเสพติดต่างๆ จะเห็นไดว้ ่าปัญหาเหล่าน้ ีเกิดข้ ึนอย่างเป็ นวงจร และตอ้ ง ไดร้ บั การแกไ้ ขในระดบั นโยบายประเทศและจากรฐั บาล ดงั น้ันการแกป้ ัญหาเรื่องการ ต้งั ครรภ์ในวยั รุ่นจะตอ้ งเป็ นการแกไ้ ขปัญหาที่เป็ นระบบชดั เจน และเป็ นการบรูณา การลงสู่ทุกภาคส่วนของประเทศเพ่ือช่วยกันแกไ้ ขปัญหาไดอ้ ย่างตรงจุด และให้ สามารถขจดั วงจรการต้งั ครรภใ์ นวยั รุ่นไดอ้ ยา่ งจริงจงั นอกจากการป้องกนั การต้งั ครรภ์ในวยั รุ่นแลว้ คงจะหลีกเลี่ยงไม่ไดท้ ี่จะตอ้ ง ตระหนักถึงการสนับสนุนช่วยเหลือเด็กและครอบครวั ท่ีมีการต้งั ครรภแ์ ลว้ ใหส้ ามารถ เผชิญปัญหาไปไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเด็กวัยรุ่นและครอบครัวจะต้องได้รับ การสนับสนุนจากหลากหลายหน่วยงาน รวมท้ังบุคคลากรทางดา้ นสุขภาพ จาก การศึกษาในหลายประเทศพบวา่ เด็กและครอบครวั จะไดก้ ารสนับสนุน ดงั น้ ี 1. การสนับสนุนจากหน่วยครอบครวั จากการศึกษาในประเทศสวีเดนพบว่า ครอบครัว เพ่ือน และกลุ่มของแม่ วยั รุน่ ดว้ ยกนั เป็ นแหลง่ สนับสนุนท่ีดีสาหรบั แมว่ ยั รุน่ เชน่ เดียวกบั นักสงั คมสงเคราะห์ บุคคลากรสุขภาพที่จะช่วยใหแ้ ม่วยั รุ่นรูส้ ึกมนั่ ใจมากข้ ึนระหว่างการต้ังครรภ์ การ คลอดและหลงั คลอด52 แม่วยั รุ่นท่ีมีการสนับสนุนทางสังคมท่ีดีในระหว่างต้ังครรภ์ ช่วยจะเพิ่มความสามารถในการแสดงบทบาทของการเป็ นแม่มือใหม่ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ46 นอกจากน้ ี Cooke and Owen ระบุวา่ แม่วยั รุ่นในประเทศองั กฤษมกั ประสบกบั ความลม้ เหลวในการสนับสนุนจากครอบครวั และยงั ขาดการสนับสนุนทาง สงั คมในรูปแบบอ่ืน ๆ อีกดว้ ย53 2. การสนับสนุนจากบุคคลากรดา้ นสุขภาพ MacLeod and Weaver รายงานว่า แม่วัยรุ่นจะรู้สึกถูกทอดท้ ิ งเพ ราะ บุคคลากรดา้ นสุขภาพ ไม่ใหค้ วามสนใจ และไม่ใส่ใจในความตอ้ งการของพวกเขา54

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 12 นอกจากน้ ีพบว่าการท่ีแม่วยั รุ่นไดร้ ับการสนับสนุนจากพยาบาล บุคคลากรสุขภาพ สามารถช่วยใหพ้ วกเขาดูแลตนเองได้เป็ นอย่างมีคุณภาพระหว่างการต้ังครรภ์ การคลอด และหลังคลอด สอดคลอ้ งกับจากการศึกษาในประเทศแอฟริกัน และ อเมริกนั พบว่า แม่วยั รุ่นท่ีไดร้ บั การดูแลก่อนคลอดโดยพยาบาลผดุงครรภ์ช่วยเพ่ิม ความสามารถในการดูแลตนเองไดอ้ ยา่ งดีระหวา่ งการคลอดและหลงั คลอด55 สาหรบั ในประเทศยงั ไมม่ ีแนวทางการสนับสนุนชว่ ยเหลือเด็กวยั รุ่นท่ีต้งั ครรภ์ และครอบครวั ของเด็กอยา่ งชดั เจน ซ่ึงอาจทาใหเ้ ด็กและครอบครวั ถูกทอดท้ ิงและตอ้ ง เผชิญปัญหาดว้ ยตนเอง เด็กและครอบครวั จะตอ้ งเผชิญกบั ภาวะเครียดเน่ืองจากภาระ การหาเล้ ียงชีพ และไดร้ บั แรงกดดนั จากสงั คม นอกจากน้ ีเด็กและครอบครวั เหล่าน้ ี จะขาดโอกาสในการศึกษา และจะเขา้ สู่วงจรของความยากจนต่อไป เป็ นท่ีแน่นอนว่า ปัญหาเหล่าน้ ีก็จะเกิดเป็ นวงจรอย่างต่อเน่ือง และส่งผลทาใหว้ งจรการต้ังครรภ์ ในวยั รุน่ ดาเนินต่อไปอยา่ งหลีกเลี่ยงไมไ่ ด้ สรุป ปัญหาการต้ังครรภใ์ นวยั รุ่นเป็ นปัญหาที่มีความซบั ซอ้ น เน่ืองจากสาเหตุของ ปัญหามีอย่างหลากหลายและเป็ นวงจรต่อเน่ืองกัน เช่น ทัศคติเร่ืองเพศศึกษา ความเท่าเทียมทางเพศ และรวมไปถึงปัญหาดา้ นสังคมอื่นๆ ผลกระทบของการ ต้งั ครรภ์ในวยั รุ่นเกิดข้ ึนต่อท้งั ตัววยั รุ่น ทารก ครอบครวั และสงั คม ด้งั น้ันการแกไ้ ข ปัญหาตอ้ งไดร้ ับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานและหลายระดับ เช่น หน่วยงาน รฐั บาล ผูเ้ ช่ืยวชาญดา้ นสงั คม เยาวชน และบุคคลากรดา้ นสุขภาพ ไมว่ า่ จะเป็ นแพทย์ พยาบาล นักสาธารณสุข และทุกคนลว้ นเป็ นบุคคลสาคัญท่ีจะช่วยขับเคลื่อนแนว ทางแกไ้ ขปัญหาใหเ้ กิดข้ ึนอย่างชดั เจน เพื่อใหเ้ ด็กและครอบครวั หลุดออกจากวงจร ของปัญหาการต้ังครรภ์ในวยั รุ่นน้ ีได้ ถือเป็ นความทา้ ทา้ ยของบุคคลากรที่เก่ียวขอ้ ง ท่ีจะตอ้ งตระหนักและใหค้ วามสาคญั ของการแกไ้ ขปัญหา หากมีการร่วมมือกนั แกไ้ ข ปัญหาอย่างเป็ นแบบแผนและต่อเน่ืองเช่ือว่าปัญหาน้ ีจะลดความรุนแรงลง และ สง่ ผลกระทบต่อเด็กและครอบครวั นอ้ ยท่ีสุด

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 13 เอกสารอา้ งองิ 1. UNFPA. Girlhood, not motherhood: Preventing adolescent pregnancy. New York: UNFPA; 2558. 2. Neal S, Matthews Z, Frost M, Fogstad H, Camacho AV, Laski L. Childbearing in adolescents aged 12–15 years in low resource countries: a neglected issue. New estimates from demographic and household surveys in 42 countries. Acta Obstet Gynecol Scand 2555;91:1114–8. 3. Lamchiek K. “HOW TO PREVENT UNWANTED TEENAGE PREGNANCY?”. Journal of Boromarajonani College of Nursing, Bangkok. 2558; (30)3: 97-105. 4. Bureau of Reproductive Health. สถาณการณก์ ารอนามยั เจริญพนั ธใ์ นวยั รุน่ และเยาวชน ปี 2560. The Ministry of Public Health, Thailand, 2560 5. สานักงานสนับสนุนการสรา้ งเสริมสุขภาพ. สรา้ งทศั นคติใหมใ่ นการพก ถุงยางอนามยั . กรุงเทพฯ: สานักงานสนับสนุนการสรา้ งเสริมสุขภาพ; 2561. 6. Narkbubpha R. Circumstance leading to pregnancy and problem solving process of unwanted teenage pregnancy in the phetchaburi province, Thailand. Ann Acad Med Singapore 2556;(1):S197. 7. Sriprasert I, Chaovisitsaree S, Sribanditmongkhol N, Sunthornlimsiri N, Kietpeerakool C. Unintended pregnancy and associated risk factors among young pregnant women. International Journal of Gynecology & Obstetrics 2558;1283:228-31. 8. Naravage W, Vichit-Vadakan N, Sakulbumrungsil RC, Van Der Putten M. Factors affecting decision making of low-income young women with unplanned pregnancies in Bangkok, Thailand. Southeast Asian J Trop Med Public Health 2548;36:775-82. 9. Fernando D, Nalika G, Upul S, Chrishantha WM, De Alwis R, Hemantha S, et al. Risk factors for teenage pregnancies in Sri Lanka: perspective of a community based study. Health Science Journal 2556;7:269-84.

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 14 10.Moni SA, Nair MKC, Devi RS. Pregnancy among unmarried adolescents and young adults. J Obstet Gynaecol India 2556;63:49-54. 11.Mushwana L, Monareng L, Richter S, Muller H. Factors influencing the adolescent pregnancy rate in the Greater Giyani Municipality, Limpopo Province - South Africa. International Journal of Africa Nursing Sciences 2558; 2:10-8. 12.Yako EM, Yako JM. A descriptive study of the reasons and consequences of pregnancy among single adolescent mothers in Lesotho. Curationis 2550;30:74-81. 13.Heavey EJ, Moysich KB, Hyland A, Druschel CM, Sill MW. Differences in pregnancy desire among pregnant female adolescents at a state- funded family planning clinic. J Midwifery Womens Health 2551;53:130-7. 14.Tangmunkongvorakul A, Kane R, Wellings K. Gender double standards in young people attending sexual health services in Northern Thailand. Cult Health Sex 2548;7:361-73. 15.Cirawattanakul S, Sawancharoun K, Runruangkamonkit S, Arnusonteerakul S, Chongaudomkarn D, Wattanakulkeart S, et al. Prevention of and dealing with teenage pregnancy. Khon Kaen University: Centre for reasearch and training on gender and woman's health; 2554. 16.Meade CS, Kershaw TS, Ickovics JR. The intergenerational cycle of teenage motherhood: an ecological approach. Health Psychology 2551; 27:419-29. 17.Konadu Gyesaw NY, Ankomah A. Experiences of pregnancy and motherhood among teenage mothers in a suburb of Accra, Ghana: A qualitative study. Int J Womens Health 2556;5:773-80. 18.East PL, Reyes BT, Horn EJ. Association between adolescent pregnancy and a family history of teenage births. Perspect Sex Reprod Health 2550;39:108-15.

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 15 19.Chaikoolvatana C, Powwattana A, Lagampan S, Jirapongsuwan A, Bennet T. Development of a school-based pregnancy prevention model for early adolescent female Thais. Pac Rim Int J Nurs Res Thail 2556;17:131-47. 20.Safeek R. Voluntary female sex work vs. Sex trafficking of women [Internet]. 2560 Available from: https://bluedevilbanter.wordpress. com/2556/10/13/voluntary-female-sex-work-vs-sex-trafficking- of-women/. 21.Schaffer MA, Goodhue A, Stennes K, Lanigan C. Evaluation of a public health nurse visiting program for pregnant and parenting teens. [Erratum appears in Public Health Nurs 2555;29:218-31. 22.Moraros J, Buckingham RW, Bird Y, Prapasiri S, A G-B. Low Condom Use Among Adolescent Female Sex Workers in Thailand. J HIV AIDS Soc Serv 2555;11:125-39. 23.Phupong V, Suebnukarn K. Obstetric outcomes in nulliparous young adolescents. Southeast Asian J Trop Med Public Health 2550;38:141-5. 24.Thato S, Rachukul S, Sopajaree C. Obstetrics and perinatal outcomes of Thai pregnant adolescents: a retrospective study. Int J Nurs Stud 2550;44:1158-64. 25.Traisrisilp K, Jaiprom J, Luewan S, Tongsong T. Pregnancy outcomes among mothers aged 15 years or less. J Obstet Gynaecol 2558;41:1726-31. 26.Thaithae S, Thato R. Obstetric and perinatal outcomes of teenage pregnancies in Thailand. J Pediatr Adolesc Gynecol. 2554;24:342-6. 27.Kovavisarach E, Chairaj S, Tosang K, Asavapiriyanont S, Chotigeat U. Outcome of teenage pregnancy in Rajavithi Hospital. J Med Assoc Thai 2553;93:1-8.

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 16 28.Isaranurug S, Mo-Suwan L, Choprapawon C. Differences in socio- economic status, service utilization, and pregnancy outcomes between teenage and adult mothers. Journal of the Medical Association of Thailand 2549;89:145-51. 29.Ganchimeg T, Ota E, Morisaki N, Laopaiboon M, Lumbiganon P, Zhang J, et al. Pregnancy and childbirth outcomes among adolescent mothers: a World Health Organization multicountry study. BJOG : an international journal of obstetrics and gynaecology 2557;121 Suppl 1:40-8. 30.Okonofua F. Commentary on 'Maternal and perinatal outcomes among nulliparous adolescents in low- and middle-income countries: A multi- country study'. BJOG: An International Journal of Obstetrics and Gynaecology 2556;120:1630. 31.Shaw ME, Lawlor DA. Why we measure teenage pregnancy but do not count teenage mothers? Critical Public Health 2550;17:311-6. 32.Srisaeng P. Self-esteem, stressful life events, social support, and postpartum depression in adolescent mothers in Thailand: Case Western Reserve University (Health Sciences); 2546. 33.Nelson JA, O'Brien M. Does an Unplanned Pregnancy Have Long-Term Implications for Mother-Child Relationships? Journal of Family Issues. 2555;33:506-26. 34.Sritakew N. Developing a theoretical perspective about Thai pregnant teenager and their families - a grounded theory nursing study: The university of Newcastle, Australia; 2560. 35.Whitson ML, Martinez A, Ayala C, Kaufman JS. Predictors of Parenting and Infant Outcomes for Impoverished Adolescent Parents. Journal of Family Social Work. 2554;14:284-97. 36.Tangmunkongvorakul A, Bhuttarowas P. Gender and sexual health of adolescent females in Northern Thailand. Researching Sexuality and Sexual Health in Southeast Asia and China. 2547.

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 17 37.Pattanapisalsak C. Obstetric outcomes of teenage pimigravida in Su- Ngai Kolok Hospital, Narathiwat, Thailand. Journal of the Medical Association of Thailand 2554;94:139-46. 38.Pungbangkadee R, Parisunyakul S, Kantaruksa K, Sripichyakarn K, Kools S. Experiences of early motherhood among Thai adolescents: perceiving conflict between needs as a mother and an adolescent. Thai Journal of Nursing Research 2551;12:70-82. 39.Saim N, Dufåker M, Ghazinour M. Teenagers' Experiences of Pregnancy and the Parents' and Partners' Reactions: A Malaysian Perspective. Journal of Family Violence 2557;29:465-72 40.Yardley E. Teenage Mothers' Experiences of Stigma. Journal of Youth Studies 2551;11:671-84. 41.Herrman JW. The voices of teen mothers: the experience of repeat pregnancy. MCN: The American Journal of Maternal Child Nursing 2006;31:243-9. 42.Modungwa N, Poggenpoel M, Gmeiner A. The experience of mothers caring for their teenage daughters' young children. Curationis. 2543;23(3):62-70. 43.Wahn EH, Nissen E, Ahlberg BM. Becoming and being a teenage mother: how teenage girls in South Western Sweden view their situation. Health Care for Women International. 2548;26:591-603. 44.Hulsey KP. Listening to their voices: A hermeneutic phenomenological study of teen pregnancy: Capella University; 2554. 45.Anwar E, Stanistreet D. 'It has not ruined my life; it has made my life better': a qualitative investigation of the experiences and future aspirations of young mothers from the North West of England. Journal of Public Health 2558;37:269-76.

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 18 46.Jackson LA, Marentette H, McCleave H. Teenage moms living in Nova Scotia, Canada: an exploration of influences on their decision to become a mother. International Quarterly of Community Health Education 2543;20:17-38 22. 47.Thampanichawat W, Olanratmanee B.Sex Education for Adolescents in School: A Case Study in Bangkok. Thai Journal of Nursing Council 2560;33: 83-98. 48.Lloyd SL. Pregnant adolescent reflections of parental communication. Journal of Community Health Nursing 2547;21:239-51. 49.James S, Van Rooyen D, Strumpher J. Experiences of teenage pregnancy among Xhosa families. Midwifery. 2555;28:190-7. 50.Paskiewicz LS. Pregnant adolescents and their mothers: a shared experience of teen mothering. MCN: The American Journal of Maternal Child Nursing 2544;26:33-8. 51.East PL, Slonim A, Horn EJ, Reyes BT. Effects of Adolescent Childbearing on Latino Siblings: Changes in Family Dynamics and Feelings Toward the Teen Mother. Hispanic Journal of Behavioral Sciences 2554;33:540-57. 52.Wang RH, Wang HH, Hsu MT. Factor associated with adolescent pregnancy- a sample of Taiwanese Female adolescent. Public Health Nursing 2546;20:33 53.Cooke J, Owen J. \"A Place of Our Own\"? Teenage Mothers' Views on Housing Needs and Support Models. Children & Society. 2550;21:56- 68. 54.MacLeod A, Weaver S. Are expectant teenage mothers adequately informed? British Journal of Midwifery 2545;10:144-7. 55.Ford K, Hoyer P, Weglicki L, Kershaw T, Schram C, Jacobson M. Effects of a prenatal care intervention on the self-concept and self-efficacy of adolescent mothers. Journal of Perinatal Education 2544;10:15-22.

ปัจจยั ท่มี ีความสมั พนั ธก์ บั การจดั การอาการปวดประจาเดือน ในสตรีวยั รุน่ เรอื งฤทธ์ิ โทรพนั ธ์ พย.ม.1, อดภิ า สีแ่ สน นศ.2, อธบิ ดี เช้ ือพนั ธ์ นศ.2, อภิญญา การนิ ทร์ นศ.2 , อมรา ศรีเนตร นศ.2, อรทยั ทองปาน นศ.2, ออ๋ มแอม๋ ชุมมวล นศ.2, อารยิ า บุตรวาปี นศ.2, กนกอร ไชยกาล นศ.2 บทคดั ยอ่ อาการปวดประจาเดือนในสตรีวยั รุ่นเป็ นอาการที่พบบ่อย ส่งผลใหเ้ กิดความ ทุกขท์ รมานท้ังทางดา้ นร่างกาย ดา้ นจิตใจ และดา้ นการดาเนินชีวิตประจาวนั ซ่ึงการ จดั การอาการปวดประจาเดือนที่มีประสิทธิภาพจะทาใหอ้ าการน้ันทุเลาลง และมีคุณภาพ ชีวิตดีข้ ึน การวิจยั คร้งั น้ ี มีวตั ถุประสงคเ์ พื่อศึกษาปัจจยั ท่ีมีความสมั พนั ธก์ บั การจดั การ อาการปวดประจาเดือนในสตรีวยั รุ่น กลุ่มตวั อย่าง คือนักเรียนหญิงช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 - 6 โรงเรียนแห่งหน่ึง จังหวดั อุบลราชธานี จานวนท้ังหมด 341 คน คดั เลือกกลุ่ม ตวั อยา่ งโดยการสุ่มแบบหลายวิธี (multi – stage stratified random sampling) เครื่องมือ ท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็ นท้ังหมด 5 ส่วน คือ แบบสอบถามข้อมูลทัว่ ไป แบบสอบถามความรูใ้ นการจดั การอาการปวดประจาเดือน แบบสอบถามการรบั รูอ้ าการ แบบสอบถามการจดั การอาการปวดประจาเดือน และแบบสอบถามการสนับสนุนทาง สงั คม วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยการหาค่าความถี่ รอ้ ยละ คา่ เฉลี่ย สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน และ วิเคราะหค์ วามสมั พนั ธ์ ผลการวจิ ยั พบวา่ อายุ (r = .71, p =< .001) ความรู้ (r = .62, p =< .001) การ รบั รูอ้ าการ (r = .64, p = < .001) และการสนับสนุนทางสงั คม (r = .72, p =< .001) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการจัดการอาการปวดประจาเดือนในสตรีวัยรุ่นอย่างมี นัยสาคญั ทางสถิติ (p < .001) ผลการวิจยั ในคร้งั น้ ี ควรมีการวางแผนการจดั การกับ อาการปวดประจาเดือนร่วมกับ สตรีวัยรุ่น ผู้ปกครอง ครู/อาจารย์ และบุคลากร ทางการพยาบาล และการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน การใหค้ าแนะนา หรือ สนับสนุนพฤติกรรมการดูแลตนเองที่เหมาะสม เพ่ือส่งเสริมใหม้ ีการจดั การอาการปวด ประจาเดือนที่มปี ระสิทธิภาพ คาสาคญั : การจดั การอาการ, อาการปวดประจาเดือน, สตรีวยั รุน่

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 20 ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) Factors Related to Management of Dysmenorrhea in Female Adolescents Ruangrit Thoraphan M.N.S.1, Adipha Sisaen N.S.2, Athibordee Chueapun N.S.2, Apinya Karin N.S.2 , Umara Srinet N.S.2, Orathai Thongpan N.S.2, Ormaem Chummual N.S.2, Ariya Butwapee N.S.2, Kanokon Chaiyakarn N.S.2 Abstract Dysmenorrhea in female adolescents has been frequently found symptoms and led to sufferings in physical health, mental health, and everyday life. Efficiency of dysmenorrhea management will relieve symptoms and enhance better quality of life. This descriptive correlation research aimed to examine the factors related to management of dysmenorrhea in female adolescents. The samples consisted of a total of 341 female students in Matthayom 1 - 6 of a school in Ubon Ratchathani. The samples were selected by multi – stage stratified random sampling. The instruments for data collection consisted of questionnaires on basic information, knowledge on dysmenorrhea management, dysmenorrhea perception, dysmenorrhea management, and social support. Data were analyzed by using frequency, percent, mean, standard deviation, and correlation statistic. The research findings were as follows: The research found that age (r = .71, p =< .001), knowledge (r = .62, p =< .001), perception (r = .64, p =< .001), and social support (r = .72, p =< .001) were significantly positively related to management of dysmenorrhea in female adolescents with statistical significance (p < .001). These findings suggest that management of dysmenorrhea should be planned together with female adolescents, parents, teachers, and nursing staff, as well as instructional development, giving advice, and support of appropriate self-care to enhance efficient management of dysmenorrhea. Keyword: management, dysmenorrhea, female adolescents

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 21 ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) บทนา อาการปวดประจาเดือน (Dysmenorrhea) เป็ นอาการที่พบบ่อยและมีความทุกข์ ทรมานต่อสตรีวัยรุ่นที่มีอายุ 10 - 19 ปี 1 และจะลดลงเมื่ออายุ 30 - 35 ปี 2 ดังการศึกษาในประเทศสหรฐั อเมริกา พบว่า อาการปวดประจาเดือนในสตรีวยั รุ่นท่ีมี อายุ 13 - 18 ปี สูงถึงรอ้ ยละ 903 ประเทศแคนาดา เมก็ ซิโก ตุรกี และมาเลเซีย เท่ากบั รอ้ ยละ 60, 62.4, 53.6 และ 74.5 ตามลาดบั 4-5 สอดคลอ้ งกบั ผลการศึกษาในประเทศ ไทย พบวา่ อาการปวดประจาเดือนในสตรีวยั รุ่นสูงถึงรอ้ ยละ 84.2 – 84.96 โดยมอี าการ ปวดในระดับเล็กน้อย ปานกลาง และรุนแรง คิดเป็ นรอ้ ยละ 11.9, 62.3 และ 25.8 ตามลาดับ ถึงแมว้ ่าอาการปวดประจาเดือนน้ันจะไม่ทาใหถ้ ึงแก่ชีวิต แต่ก็เป็ นสาเหตุ สาคญั ท่ีรบกวนคุณภาพชีวิตของสตรีวัยรุ่นทางดา้ นร่างกาย จิตใจ และความสามารถ ในการทาหน้าท่ี ดา้ นเศรษฐกิจ และสงั คม7 ผู้วิจัยเห็นว่า การศึกษาปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับการจัดการอาการปวด ประจาเดือนในสตรีวยั รุ่นมีความสาคญั อย่างยิ่ง โดยใชแ้ นวคิดแบบจาลองการจัดการ อาการของ Dodd และคณะ8 ซึ่งปัจจยั ที่มีความสมั พนั ธก์ บั การจดั การอาการต่างๆ ไดแ้ ก่ ปัจจยั ดา้ นอายุ ความรู้ การรบั รูอ้ าการ และการสนับสนุนทางสังคม โดยศึกษาอาการ ปวดประจาเดือนเป็ นอาการสาคัญท่ีรบกวนต่อการดาเนินชีวิตประจาวัน และบุคคล ตอ้ งการจดั การกบั อาการน้ัน เพ่ือใหอ้ าการทุเลาและมีคุณภาพชีวิตท่ีดี การศึกษาคร้งั น้ ี จะเป็ นแนวทางใน การไดม้ าซึ่งขอ้ มูลท่ีสามารถสะทอ้ นภาพรวมของการรบั รูข้ องอาการ ปวดประเดือนที่เกิดข้ ึน และผลท่ีไดจ้ ากการศึกษาจะเป็ นขอ้ มูลพ้ ืนฐานในการวิเคราะห์ แนวทางการจัดการอาการปวดประจาเดือน การใหค้ วามรูใ้ นการจัดการกับอาการ ปวดประจาเดือน เพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมานท่ีเกิดข้ ึน และให้บุคคลสามารถ ดาเนินชีวิตในการทากิจกรรมไดป้ กติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีข้ ึนต่อไป วตั ถุประสงคก์ ารวิจยั 1. เพื่อศึกษาความรู้ในการจัดการอาการ การรับรู้อาการ การสนับสนุ น ทางสงั คม และการจดั การอาการปวดประจาเดือนในสตรีวยั รุ่น 2. เพ่ือศึกษาปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับการจัดการอาการปวดประจาเดือน ในสตรีวยั รุน่ ไดแ้ ก่ อายุ ความรู้ การรบั รอู้ าการ และการสนับสนุนทางสงั คม

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 22 ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) กรอบแนวคิดการวิจยั อายุ ความรู้ การจดั การอาการปวด การรบั รอู้ าการ ประจำเดอื น การสนับสนุนทางสงั คม ภาพท่ี 1 กรอบแนวคิดการวิจยั ประยุกตจ์ ากแบบจาลองการจดั การอาการ ของ Dodd และคณะ8 วิธีดาเนินการวิจยั การวิจัยคร้ังน้ ีเป็ นการวิจัยแบบพรรณนาเชิงหาความสัมพันธ์ (Descriptive correlational research) เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอายุ ความรู้ การรับรูอ้ าการ และ การสนับสนุนทางสงั คม กบั การจดั การอาการปวดประจาเดือนในสตรีวยั รุ่น ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง 1. ประชากรคือนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 - 6 โรงเรียนแห่งหน่ึง อาเภอเมืองอุบลราชธานี จงั หวดั อุบลราชธานี ซึ่งมีนักเรียนระดับมธั ยมศึกษา จานวน 3,929 คน และเป็ นนักเรียนหญิงระดบั มธั ยมศึกษา จานวน 2,297 คน 2. การกาหนดกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 - 6 โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช อาเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เป็ นกลุ่ม ตัวอย่างจานวน 341 คน คานวณโดยใช้สูตรทาโร่ ยามาเน่ และการสุ่มตัวอย่าง แบบหลายวิธี (Multi – stage stratified random sampling)

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 23 ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) การพิทกั ษส์ ิทธ์ิของผูเ้ ขา้ ร่วมวิจยั การศึกษาวิจัยคร้ังน้ ี ผูว้ ิจัยไดม้ ีการอธิบายช้ ีแจงวัตถุประสงค์ วิธีการ ดาเนินการวิจยั และประโยชน์ที่จะไดร้ ับจากการเขา้ ร่วมการวิจยั ใหผ้ ูเ้ ขา้ ร่วมวิจยั และ ผูป้ กครองรบั ทราบ โดยผูเ้ ขา้ ร่วมวิจยั และผูป้ กครองสามารถการตดั สินใจในการเขา้ ร่วม การวิจัย หรือถอนตัวออกจากการวิจัยเม่ือใดก็ได้โดยไม่มีผลกระทบท้ังต่อผู้รวมวิจัย ขอ้ มูลจะเก็บเป็ นความลบั และการเผยแพร่ผลการวิจยั จะเป็ นลกั ษณะของภาพรวมของ การวจิ ยั เท่าน้ัน เครอ่ื งมือทใี่ ชใ้ นการวิจยั เคร่ืองมือเป็ นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็ น 5 ส่วน ไดแ้ ก่ 1) ส่วนท่ี 1 แบบสอบถามขอ้ มูลทวั่ ไป ประกอบดว้ ยปัจจยั ดา้ นบุคคล ไดแ้ ก่ ขอ้ มูลทวั่ ไป และขอ้ มูล เก่ียวกับการเจ็บป่ วย 2) แบบสอบถามความรูใ้ นการจัดการอาการปวดประจาเดือน 3) แบบสอบถามการรับรูอ้ าการปวดประจาเดือน 4) แบบสอบถามการจดั การอาการ ปวดประจาเดือน และ 5) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสงั คม การตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือ ตรวจสอบความตรงเชิงเน้ ือหา (IOC) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และ วิเคราะห์ความเช่ือมัน่ ดว้ ยวิธี สัมประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient: α) แบบสอบถามการรบั รูก้ ารประจาเดือนในสตรีวยั รุ่น แบบสอบถามการ จดั การอาการปวดประจาเดือน และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสงั คม ไดเ้ ท่ากบั .76, .70 และ .93 ตามลาดบั การเก็บรวบรวมขอ้ มูล ภายหลงั ไดร้ บั การอนุญาตในการเก็บขอ้ มูล จากผูอ้ านวยการโรงเรียนของกลุ่ม ตวั อยา่ ง ผูว้ ิจยั ไดน้ ัดพบกลุ่มตวั อย่างในชวั่ โมงศึกษาดว้ ยตนเอง แลว้ ช้ ีแจง้ วตั ถุประสงค์ วิธีการดาเนินการวิจยั รวมท้งั ประโยชน์ที่ไดร้ บั จากการร่วมวิจยั ต่อมาแจกแบบสอบถาม เพ่ือใหก้ ลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม แลว้ รวบรวมแบบสอบถามเพื่อทาการวิเคราะห์ ขอ้ มลู ต่อไป การวิเคราะหข์ อ้ มูล สถิติที่ใชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล ไดแ้ ก่ ค่าความถี่ รอ้ ยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสหสัมพนั ธเ์ พียร์สนั (Pearson’s product moment correlation coefficient: r)

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 24 ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) ผลการวิจยั 1. ขอ้ มูลส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างในคร้งั น้ ีเป็ นเพศหญิงท้ังหมด มีอายุระหว่าง 10 - 19 ปี ในระดับช้นั มัธยมศึกษาปี ที่ 1 – 6 ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ คิดเป็ น รอ้ ยละ 97.7 ประวัติการมีประจาเดือนสมา่ เสมอพบมากที่สุด คิดเป็ นรอ้ ยละ 95.6 อายุเม่ือมีประจาเดือนคร้งั แรกพบมากท่ีสุด คืออายุ 12 ปี คิดเป็ นรอ้ ยละ 43.4 อายุเมื่อ เริ่มปวดประจาเดือนคร้งั แรกพบมากท่ีสุดอายุ 12 ปี คิดเป็ นรอ้ ยละ 44.0 ระยะห่างของ รอบประจาเดือนที่พบมากที่สุดคือ 28 - 34 วนั คิดเป็ นรอ้ ยละ 38.7 และระยะเวลา มีประจาเดือนท่ีพบมากที่สุดคือมีประจาเดือนนาน 4 - 5 วัน คิดเป็ นรอ้ ยละ 49.6 ท่ีอยูอ่ าศยั บา้ นกบั ครอบครวั มากที่สุด คิดเป็ นรอ้ ยละ 88 และหอพกั คิดเป็ นรอ้ ยละ 12 2. ขอ้ มูลเก่ียวกบั ความเจ็บป่ วย พบว่า กลุ่มตัวอย่างไม่มีโรคประจาตัวท้ังหมด คิดเป็ นร้อยละ 95.6 กลุ่มตัวอย่างท่ีมีโรคประจาตัวท้ังหมด คิดเป็ นร้อยละ 4.4 โรคภูมิแพม้ ากท่ีสุดจานวน 8 คน และรองลงมาคือโรคหอบหืด จานวน 3 คน และพบวา่ กลุม่ ตวั อยา่ งทุกคนไม่มปี ัญหาเก่ียวกบั อุง้ เชิงกราน คิดเป็ นรอ้ ยละ 100 3. ความรูใ้ นการจดั การอาการปวดประจาเดือน พบวา่ มีค่าเฉลี่ยเท่ากบั 7.21 (SD = .20) เมื่อพิจารณาเป็ นรายข้อ พบว่า การจัดการอาการปวดประจาเดือน มีหลากหลายวิธีท่ีเฉพาะและแตกต่างกันออกไปตามการรับรูข้ องบุคคลและความรู้ เกี่ยวกบั อาการปวดประจาเดือนรุนแรงมากเป็ นความผิดปกติ ที่คุกคามดา้ นร่างกายและ ดา้ นจิตใจ ส่งผลใหเ้ กิดความทุกขท์ รมาน จึงมีความจาเป็ นตอ้ งปรึกษาแพทย์ มีค่าเฉลี่ย มากท่ีสุด คือ 8.6 (SD = .34) รองลงมา คือ อาการปวดเพียงเล็กน้อย การนอนพัก การเบ่ียงเบนความสนใจ และการประคบรอ้ น สามารถบรรเทาอาการปวดไดอ้ าการปวด ระดบั รุนแรง การรบั ประทานยาแกป้ วดร่วมกบั การประคบรอ้ นสามารถบรรเทาอาการได้ มีค่าเฉลี่ย 8.2 (SD = .38) ส่วนค่าเฉล่ียน้อยที่สุด คือ การรับประทานยาคุมกาเนิด สามารถบรรเทาอาการปวดประจาเดือนได้ มีค่าเฉล่ีย 4.8 (SD = .5) 4. การรับรูอ้ าการอาการปวดประจาเดือน กลุ่มตัวอย่างรับรูว้ ่ามีอาการปวด ประจาเดือน 341 ราย และรบั รูอ้ าการปวดประจาเดือนโดยรวม มีค่าเฉลี่ยเท่ากบั 3.30 (SD = 1.04) สตรีวยั รุ่นมีอาการปานกลางมีมากที่สุด คิดเป็ นรอ้ ยละ 31.70 รองลงมา มีอาการมาก คิดเป็ นรอ้ ยละ 24.90 ส่วนไม่มีอาการรุนแรง มีน้อยท่ีสุด คิดเป็ นรอ้ ยละ .30

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 25 ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 5. การจัดการอาการปวดประจาเดือน การจัดการอาการปวดประจาเดือน โดยรวม พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.78 (SD = .89) เมื่อพิจารณาเป็ นรายขอ้ พบว่า ใชย้ าแกป้ วดมีค่าเฉล่ียมากท่ีสุด คือ 9.40 (SD = 1.02) รองลงมา คือ การนอนพัก มีค่าเฉล่ีย 9.01 (SD = 1.03) ส่วนค่าเฉล่ียน้อยที่สุด คือ การนวด การลูบสัมผัส มีค่าเฉล่ีย 8.05 (SD = 1.13) 6. การสนับสนุนทางสงั คมโดยรวม พบวา่ มคี า่ เฉลี่ยเท่ากบั 43.5 (SD = .6) 7. อายุ(r = .71) และการสนับสนุนทางสังคม (r = .72) มีความสัมพันธ์ ทางบวกกบั การจดั การอาการปวดประจาเดือนอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติ (p < .001) และ อยู่ในระดับสูง ส่วนความรู้ (r = .62) และการรับรูอ้ าการ (r = .64) มีความสัมพันธ์ ทางบวกกับการจัดการอาการปวดประจาเดือนอย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติ (p < .001) อยูใ่ นระดบั ระดบั ปานกลาง การอภิปรายผล วตั ถุประสงคก์ ารวิจยั ขอ้ ท่ี 1 เพื่อศึกษาความรใู้ นการจดั การอาการการรบั รู้ อาการการสนับสนุนทางสงั คม และการจดั การอาการปวดประจาเดือนในสตรีวยั รุน่ 1.1. ความรใู้ นการจดั การอาการปวดประจาเดือน โดยรวมมคี า่ เฉลี่ย เท่ากับ 7.21 (SD = .20) อยู่ระดับสูง ท้ังน้ ีอภิปรายไดว้ ่า สตรีวยั รุ่น อายุ 10 - 19 ปี ตามพฒั นาการทางดา้ นจิตสงั คมตามแนวคิดของอีริคสนั 9 สามารถกระทาและ คิดวิเคราะห์เท่าวยั ผูใ้ หญ่ไดแ้ ละจะพยายามทากิจวัตรประจาวนั ต่างๆ ดว้ ยตนเอง การสงั เกตและประเมินอาการปวดประจาเดือน ท่ีอาจเกิดข้ ึน การหลีกเลี่ยงส่ิงท่ีเป็ น อนั ตรายต่อสุขภาพแสวงหาความรูแ้ ละขอ้ มูลเกี่ยวกบั ภาวะสุขภาพท่ีเป็ นประโยชน์แก่ ตนเองและมีความพรอ้ มในการดูแลสุขภาพของตน อาการปวดประจาเดือนถึงแม้จะ ไม่ใช่อาการที่ทาใหถ้ ึงแก่ชีวิต แต่ก็ยงั เป็ นสาเหตุสาคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของ สตรีวยั รุ่นทางดา้ นร่างกาย จิตใจ ความสามารถในการทาหนา้ ท่ี ดา้ นเศรษฐกิจ และ สงั คม7 นอกจากน้ ีอาการปวดประจาเดือน ยงั ทาใหส้ ตรีวยั รุ่นพยายามศึกษา หาขอ้ มลู เกี่ยวกบั วิธีการจดั การกบั อาการปวดประจาเดือน สง่ ผลใหม้ กี ารปฏิบตั ิพฤติกรรมและ การดูแลตนเองที่เหมาะสมตามมา สอดคลอ้ งกบั การศึกษาของ รุ่งนภา คาฮอ้ ย10 ในการจัดการความปวดโดยบิดา มารดาผูป้ ่ วยเด็กหลังผ่าตัดและปัจจยั ที่เก่ียวขอ้ ง พบวา่ ความรูม้ ีความสมั พนั ธก์ บั การจดั การกบั อาการปวด อย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติ ระดบั .05

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 26 ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 1.2. การรับรูอ้ าการอาการปวดประจาเดือนโดยรวม มีค่าเฉล่ีย เท่ากบั 3.22 (SD = 1.04) ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ท้งั น้ ีอภิปรายไดว้ ่า สตรีวยั รุ่น รบั รูอ้ าการปวดประจาเดือนท่ีเกิดข้ ึน ก่อนการตดั สินใจจดั การกบั อาการปวดน้ันดว้ ย วิธีต่างๆ ตามการรบั รูข้ องตนเอง อาการปวดประจาเดือนในสตรีวยั รุ่น อาจเกิดจาก ปั จจัยท่ีมีอิทธิพลต่ออาการ (Influencing factors) ได้แก่ ปั จจัยด้านสรีรวิทยา (Physiologic Factor) เช่น อายุ การเปล่ียนแปลงพยาธิสภาพของโรค เป็ นต้น ปัจจยั ดา้ นจิตใจ (Psychological factor) เช่น ความเครียด ความวิตกกงั วล จากการ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและผลกระทบทางด้านจิตใจเป็ นต้น และด้านสถานการณ์ (Situational factors) เช่น ระดับการศึกษาและแหล่งสนับสนุนทางสังคมของสตรี วัยรุ่นเองและรายได้ เป็ นตน้ 11 ปัจจัยดังกล่าวมีความสัมพันธ์กันและมีผลต่อการ เกิดอาการดังกล่าวขา้ งตน้ ซึ่งอาการที่เกิดข้ ึนเป็ นตวั บ่งช้ ีถึงภาวะสุขภาพ และส่งผล กระทบทางลบต่อการทาหนา้ ท่ีทางร่างกายและจิตใจของสตรีวยั รุน่ 1.3. การสนับสนุนทางสงั คมโดยรวม พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากบั 43.5 (SD = .61) ซ่ึงอยู่ในระดบั สูง ท้งั น้ ีอภิปรายไดว้ ่า ครอบครวั ในสงั คมไทยส่วนใหญ่ เป็ นครอบครัวขยาย ระบบของครอบครัวจึงมีความสัมพันธ์ต่อการจัดการอาการ ปวดประจาเดือนในสตรีวยั รุ่นและสามารถจดั การอาการของสตรีวยั รุ่นน้ันจะเรียนรู้ จากครอบครัว โดยสมาชิกในครอบครัวมีหน้าท่ีช่วยกันตอบสนองหรือทาหน้าท่ี จดั การแกไ้ ขปัญหาท่ีเกิดข้ นึ เนื่องจากการสนับสนุนทางสงั คมของครอบครวั เป็ นปัจจยั อีกดา้ นหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบตั ิและส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ตอ้ งมีการพึ่งพา หรือใหก้ าลงั ใจ และปลอบประโลม เอาใจใส่ มีการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น และ ช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน การสนับสนุ นทางสังคมทาให้บุคคลรู้สึกถึงความรัก ความมีคุณคา่ แหง่ ตน มีการยอมรบั นับถือและรสู้ ึกวา่ ตนเป็ นที่ตอ้ งการของผูอ้ ่ืน ถึงแม้ ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวในช่วงวัยรุ่นที่มีอายุ 10 - 19 ปี จะลดลง แต่ สตรีวัยรุ่นมีอาการปวดประจาเดือนโดยเฉพาะในรายท่ีมีอาการปวดมากจะทาให้ สตรีวยั รุ่นตอ้ งอยูใ่ นฐานะพึ่งพาผูอ้ ่ืนโดยเฉพาะครอบครวั สอดคลอ้ งกบั การศึกษาของ สุวิสา ปานเกษม12 พบวา่ สตรีต้งั ครรภว์ ยั รุ่นกลุ่มทดลองหลงั จากไดร้ บั การสนับสนุน ทางสงั คมจากสามี หรือมารดามีการยอมรบั การต้ังครรภ์เพ่ิมจากก่อนไดร้ บั ดงั น้ัน การสนับสนุนทางอารมณ์ท่ีเหมาะสมจึงมีผลทาใหห้ ญิงต้งั ครรภม์ ีพฤติกรรมสุขภาพ ไปในทางที่ดี

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 27 ปี ท่ี 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) วตั ถุประสงคข์ อ้ ท่ี 2 เพ่ือศึกษาปัจจยั ที่มีความสมั พนั ธก์ บั การจดั การอาการ ปวดประจาเดือนในสตรีวยั รุ่น ไดแ้ ก่ อายุ ความรู้ การรบั รูอ้ าการ และการสนับสนุน ทางสงั คม 2.1. ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งอายุกบั การจดั การอาการปวดประจาเดือนใน สตรีวยั รุ่น ผลการศึกษา พบว่า อายุมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับการจัดการ อาการปวดปะจาเดือนในสตรีวัยรุ่นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (r = .71, p < .001) แสดงวา่ อายุมีผลต่อการจดั การอาการปวดประจาเดือนของสตรีวยั รุ่น เม่อื เด็กมีอายุมาก ข้ ึนจะมีการพัฒนาทางความคิดเป็ นเหตุเป็ นผล (Formal operation period) และ มีความคิดเป็ นนามธรรมมากข้ ึน สามารถคิด วิเคราะหป์ ัญหาอย่างมีระบบระเบียบ และ แกไ้ ขปัญหาได้ สามารถรบั รูแ้ ละเขา้ ใจในภาวะสุขภาพของตน เขา้ ใจเก่ียวกับเร่ืองราว ความเจ็บปวดท่ี ซับซ้อน 13 โดยสามารถที่จะเข้าใจสาเหตุ ข้ันตอนการรักษา การพยากรณ์โรค และปัจจัยที่มีผลต่อการดาเนินของโรคทางจากตนเอง และจาก ส่ิงแวดลอ้ ม และมีประสบการณ์การเรียนรูแ้ ละการปรับตัวท่ีจะส่งผลต่อพฤติกรรม การเผชิญปัญหา และแกป้ ัญหาท่ีเกิดข้ ึนได้ ทาใหส้ ามารถที่จะเผชิญและจดั การกบั อาการ ท่ีเกิดข้ นึ ได้ 2.2. ความสมั พนั ธร์ ะหว่างความรกู้ บั การจดั การอาการปวดประจาเดือน ในสตรีวยั รุ่น ผลการศึกษา พบว่า ความรูม้ ีความสมั พนั ธท์ างบวกในระดับปานกลางกบั การจดั การอาการปวดประจาเดือนในสตรีวยั รุ่น อย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติ (r = 0.62 , p < .001) แสดงว่า ความรูม้ ีผลต่อการจัดการอาการปวดประจาเดือนในสตรีวัยรุ่น เพราะความรูเ้ ป็ นปัจจยั พ้ ืนฐานในการคิดวิเคราะห์ การตดั สินใจหรือพิจารณาเรื่องราว ต่าง ๆ และการแสวงหาความช่วยเหลือ และจะทาให้บุคคลเกิดความรอบรู้ สามารถตัดสินใจ หรือเลือกการจดั การกบั อาการปวดประจาเดือนที่ถูกตอ้ งเหมาะสม เนื่องจากมีความรูค้ วามเขา้ ใจในเร่ืองสุขภาพ ทาใหม้ ีความสามารถในการดูแลตนเอง และสามารถนาความรแู้ ละทกั ษะมาใชใ้ นการเผชิญปัญหาไดด้ ีกวา่ ผูท้ ่ีไมม่ คี วามรู1้ 4 2.3. ความสมั พันธ์ระหว่างการรบั รูอ้ าการอาการปวดประจาเดือนกับ การจดั การอาการปวดประจาเดือนในสตรีวยั รุ่น ผลการศึกษา พบว่า การรบั รูอ้ าการ อาการปวดประจาเดือน มีความสมั พนั ธท์ างบวกในระดบั ปานกลางกบั การจดั การอาการ ปวดประจาเดือนในสตรีวยั รุ่น อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติ (r = 0.64, p < .001) แสดงว่า เม่ือสตรีวยั รุ่นมีการรบั รูอ้ าการปวดประจาเดือน จะส่งผลใหส้ ตรีวยั รุ่นมีการจดั การอาการ เหล่าน้ันไดด้ ี เพ่ือขจดั หรือบรรเทาความรุนแรงของอาการน้ัน ๆ โดยการเบี่ยงเบนความ

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 28 ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) สนใจ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมสม์ ากท่ีสุด และอาการปวดประจาเดือนที่เกิดข้ ึนน้ัน สตรี วัยรุ่นสามารถรับรู้การเกิ ดอาการได้ตามประสบการณ์การรับรู้เดิ มของตน 15 เมื่อสตรีวยั รุ่นมีการรับรูว้ ่ามีอาการปวดประจาเดือนเกิดข้ ึนก็จะส่งผลใหม้ ีการจัดการ อาการเพ่ือขจดั หรือบรรเทาอาการท่ีเกิดข้ ึน สอดคลอ้ งกับการศึกษา Dodd และคณะ 8 พบว่า ผูป้ กครองจะรบั รูอ้ าการหอบของเด็กจากอาการไอการหายใจเสียงว๊ีดแลว้ จึงมีการ ตดั สินใจจดั การกบั อาการที่เกิดข้ ึน 2.4. ความสมั พนั ธร์ ะหว่างการสนับสนุนทางสงั คมกบั การจดั การอาการ ปวดประจาเดือนในสตรีวัยรุ่น ผลการศึกษา พบว่า การสนับสนุ นทางสังคม มีความสมั พนั ธ์ทางบวกในระดับสูงกบั การจดั การอาการปวดประจาเดือนในสตรีวยั รุ่น อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (r = .72, p < .001) แสดงว่าการสนับสนุนทางสังคมจาก ครอบครวั ของสตรีวยั รุ่นท่ีมีการช่วยเหลือเก้ ือกูลกนั ส่งเสริมใหเ้ ด็กมีการจัดการอาการ ปวดประจาเดือนไดด้ ี การช่วยเหลือของบิดามารดาเป็ นสิ่งช่วยใหส้ ตรีวยั รุ่นไดร้ บั ขอ้ มูล ในการจัดการดูแลตนเอง และการสนับสนุนด้านทรัพยากร (Instrument support) เป็ นการช่วยเหลือสนับสนุนการอานวยความสะดวก เช่น การบริการดา้ นการเงิน การให้ ข่าวสารต่าง ๆ เป็ นตน้ สอดคลอ้ งกับการศึกษาของ Cobb16 และ Schaefer และคณะ17 พบว่า การตอบสนองความตอ้ งการพ้ ืนฐานของบุคคลท้ังในดา้ นร่างกายอารมณ์และ สงั คมทาใหค้ รอบครัวจัดการดูแลเด็กและแกไ้ ขปัญหารวมท้ังใหก้ ารดูแลเด็กได้อย่าง เหมาะสม และ การสนับสนุนจากครอบครวั มีความสมั พนั ธท์ างบวกกบั การจดั การอาการ เนื่องจากการท่ีครอบครวั มีความรกั ความไวว้ างใจการช่วยใหก้ ารดูแลผูป้ ่ วยเหมาะสมและ เกิดพฤติกรรมท่ีส่งเสริมใหม้ ีความสามารถในการจัดการที่ดีและการสนับสนุนใน ครอบครวั ที่ช่วยเหลือเก้ ือกูลกนั จะส่งเสริมใหเ้ ด็กมีการจดั การอาการรบกวนต่าง ๆ และ การแกไ้ ขอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ก่อใหเ้ กิดภาวะแทรกซอ้ น และทาใหเ้ ด็กมีศกั ยภาพใน การดูแลตนเองไดอ้ ยา่ งเหมาะสม8 และสามารถดาเนินชีวิตไดป้ กติ18 ขอ้ เสนอแนะ 1. ดา้ นการปฏิบตั ิการพยาบาล การนาขอ้ มูลสตรีวยั รุ่นท่ีมีอาการปวดประจาเดือน ไปพฒั นาแนวทางในการให้ ความรู้ การดูแลตนเอง และวิธีการจดั การอาการปวดประจาเดือน รวมท้งั การสนับสนุน ทางสงั คมที่ส่งเสริมการดูแลสตรีวยั รุ่นท่ีมีอาการปวดประจาเดือนในการป้องกัน และ แกไ้ ขปัญหาจากอาการปวดประจาเดือนท่ีเกิดข้ ึนใหม้ ีประสิทธิภาพ

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 29 ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 2. ดา้ นการศึกษา พยาบาลชุมชน พยาบาลประจาโรงเรียน หรือครูประจาหอ้ งพยาบาลนาขอ้ มูล การจดั การอาการปวดประจาเดือนในสตรีวยั รุ่น เป็ นขอ้ มูลพ้ ืนฐานในการจดั การศึกษา เพ่ือใหส้ ตรีวยั รุ่นสามารถจดั การความปวดไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 3. ดา้ นการวิจยั ควรมีการจดั ทาวจิ ยั คร้งั ต่อไป โดยศึกษา 3.1. โปรแกรมการจดั การอาการปวดประจาเดือนในสตรีวยั รุ่น 3.2. ศึกษาการจัดการกับอาการปวดประจาเดือนในสตรีวัยรุ่น ในกลุ่ม ตวั อยา่ งอ่ืนเพิ่มเติมเพื่อใหค้ รอบคุลมสตรีทุกกลุ่มวยั กิตตกิ รรมประกาศ การศึกษาคร้ังน้ ี ผู้วิจัยขอขอบพระคุณฝ่ ายวิชาการ วิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ จงั หวดั อุบลราชธานี ที่สนับสนุนงบประมาณในการ ศึกษาวจิ ยั เอกสารอา้ งองิ 1.World Health Organization [WHO]. Child and adolescent health and development [Internet]. 2011 [cited 2018 Sep 30]. Available from: http://www.who.int/child_adolescent_health/news/archive/2011/01_0 6_2011/en/index.html 2.ศรีสมบตั ิ นวนพรตั น์สกุล. ยาที่ใชใ้ นโรคทางสูตินรีเวช. พิมพค์ ร้งั ท่ี 2. นครปฐม: มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร; 2546. 3.French L. Dysmenorrhea. American Academy of Family Physician 2005; 71:285-91. 4.Burnett MA, Antao V, Black A, Feldman K, Grenville A, Lea R, at el. Prevalence of primary dysmenorrhea in Canada. Journal of obsterics gynaecology canada 2005;27:765-70. 5.Wong LP. Attitudes toward menstruation,menstrual-related symptoms, and premenstrual syndrome among adolescent girls: a rural school based survey. Women Health 2011;51:340-64.

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 30 ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 6.Chongpensuklert Y, Kaewrudee S, Soontrapa S, Sakondhavut C. Dysmenorrhea in Thai Secondary School Students in Khon Kaen, Thailand. Thai Journal of Obstetrics and Gynaecology 2008;16:47-53 7.แสงสุรีย์ ประกอบธญั . การจดั การอาการปวดประจาเดือนในสตรีวยั รุน่ โรงเรียนบา้ นเขาเฒ่า ตาบลบางเตย อาเภอเมือง จงั หวดั พงั งา [อินเตอรเ์ นต]. 2552. [เขา้ ถึงเมื่อ 3 ก.ย. 2561] เขา้ ถึงไดจ้ าก: http://www.data. boppobec.info/emis/student.php/ 8.Dodd M, Janson S, Facione N, Fauceet E, Humphrey J. Advancing the science of symptom management. Journal of advanced nursing 2001; 33:668-76. 9.Erikson, E. Identity: Youth and crisis. New York: W. W. Norton & Company; 1968. 10.รุ่งนภา คาฮอ้ ย, อุษณีย์ จินตะเวช, นิตยา ไทยาภิรมย.์ การจดั การความ ปวดโดยบิดามารดาในผูป้ ่ วยเด็กหลงั ผาตดั และปัจจยั ที่เก่ียวขอ้ ง. พยาบาล สาร 2559:43;13-22. 11.Lenz ER, Pugh LC, Milligan RA, Giff A, Suppe F. The middle-rang Theory of Unpleasant Symptoms: An update. Advances in nursing Science 1997;17:14-27. 12.สุวสิ า ปานเกษม. ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนและการ สนับสนุนทางสงั คมต่อพฤติกรรมการออกาลงั กายของหญิงมคี รรภ.์ วารสาร พยาบาลทหารบก 2556;14:35-47. 13.นุชลี อุปภยั . จิตวทิ ยาการศึกษา. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ; 2555. 14.Miller JF. Coping with chronic illness : Overcoming powerlessness. 2nd ed. Philadelphai: F.A. Devis; 1992. 15.Lenz ER, Pugh LC, Milligan RA, Gift A, Suppe F. The middle-range theory of unplesant symptom: An update. Advance Nursing Science 1997;19:14-27. 16.Cobb S. Social support as a moderator for life stress. Psycfro matrix Medicine 1976;38:300-12.

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 31 ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 17.Schaefer C, Coyne JC, Lazarus R. The health-related function of social support. Joumal of Behavioral Medicine 1981;4:381-406. 18.Grey M, Knafl K, McCorkle R. A framework for the study of self- and family management of chronic conditions. Nursing Outlook 2006; 54:278-86.

การศึกษาการจดั การขยะมูลฝอยของประชาชนในหมู่ 10 ตาบลขามใหญ่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี สติ ศรรษ์ วงษอ์ นนั ต์ พย.บ.1*, พชั รี ใจการุณ ปร.ด.1, รตั นา บุญพา พย.ม.1, วิษณุ จนั ทรส์ ด พย.ม.1, นนั ทรียา โลหะไพบูลยก์ ุล วท.ม.1, นภทั ร บุญเทยี ม ปร.ด.1 บทคดั ยอ่ ขยะมลู ฝอยเป็ นปัญหาท่ีชุมชนในปัจจุบนั กาลงั เผชิญ โดยเฉพาะชุมชนก่ึงเมืองก่ึง ชนบท เพ่ือความเขา้ ใจและการร่วมมือการจดั การขยะของประชาชนในชุมชนกึ่งเมืองกึง ชนบท การศึกษาคร้งั น้ ีจึงเป็ นการศึกษาเชิงสารวจ โดยมีวตั ถุประสงคเ์ พื่อศึกษาขอ้ มูล การจดั การขยะมูลฝอยของชุมชน ความรูเ้ ก่ียวกบั ขยะมูลฝอยและการคดั แยกขยะมูลฝอย เจตคติท่ีมีต่อการจดั การขยะมูลฝอย พฤติกรรมการจดั การขยะมูลฝอยในครวั เรือน และ การมีส่วนร่วมของประชาชนดา้ นการจดั การขยะมลู ฝอย กลุม่ กลุ่มตวั อยา่ ง คือประชาชน ใน หมู่ 10 ตาบลขามใหญ่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี และสุ่มกลุ่มตวั อย่างแบบง่าย (N = 243) เครื่องมือท่ีใชใ้ นการวิจัยคร้ังน้ ี คือ แบบสอบถาม ประกอบดว้ ย ขอ้ มูลทัว่ ไป ขอ้ มูลการจดั การขยะมูลฝอยของชุมชน ความรู้ เจตคติ พฤติกรรม และการมีส่วนร่วม ของประชาชน และวิเคราะห์ขอ้ มูลโดยใชส้ ถิติบรรยาย ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่ม ตวั อย่างส่วนใหญ่ส่วนลดปริมาณขยะในครวั เรือนโดยการไม่สรา้ งขยะใหเ้ พ่ิมข้ ึน (รอ้ ยละ 94.2) มีการคดั แยกขยะ (รอ้ ยละ 82.3) วิธีการท้ ิงขยะในครวั เรือนโดยการ แยกขยะท่ี ขายไดแ้ ละไม่ไดก้ ่อนท้ ิง (รอ้ ยละ53.5) การจดั การขยะในครวั เรือนจะเป็ นการส่งต่อให้ เทศบาล (รอ้ ยละ 90.5) ขยะที่ท้ ิงมากที่สุดคือ ผกั ผลไม้ และเศษอาหาร (รอ้ ยละ 45.3) และตอ้ งการไดร้ บั ความรูเ้ พ่ิมเติมเก่ียวกบั การจดั การขยะ คือ วธิ ีการแยกขยะอย่างถูกวิธี (ร้อยละ 33.3) 2) ความรู้ เจตคติ พฤติกรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชน ดา้ นการจดั การมลู ฝอย เท่ากบั 8.27 (SD = 2.00 ), 2.48 (SD = .33 ), 32.23 (SD =4.57) และ 3.36 (SD = .79) ตามลาดบั ผลการวิจยั คร้งั น้ ีมีขอ้ เสนอแนะว่า แมก้ าร 1 อาจารยป์ ระจาภาควชิ าการพยาบาลอนามยั ชุมชน วิทยาลยั พบาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 33 ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) จดั การมูลฝอยของชุมชนอยู่ในระดับดี และมีขอ้ คน้ พบในเรื่องการท้ ิงขยะประเภทผัก อาหาร และการจดั เก็บขยะท่ีส่งต่อเทศบาลเป็ นหลกั ซึ่งขอ้ มลู ดงั กล่าวควรมกี ารต่อยอด นวตั กรรมการจดั การขยะของชุมชน อาทิ ป๋ ุยชีวภาพ/กา๊ สชีวมวล หรือการพฒั นารูปแบบ การจดั การขยะในชุมชนแบบมสี ่วนร่วมการวิจยั ในคร้งั ต่อไป คาสาคญั : การจดั การขยะมลู ฝอย, ชุมชน, อุบลราชธานี

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 34 ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) Study of Garbage Management among People at Moo 10, Khamyai Sub-District, Maueng District, Ubon Ratchathani Province Sittasan Wong-anan B.N.S.1*, Patcharee Jaigarun Ph.D.1, Rattana Boonpha M.N.S1, Witsanu Chansod M.N.S1, Nutariya Lohapaiboonkul M.Sc1, Napat Boontiam Ph.D1 Abstract Garbage is a current problem in community, especially in suburb community. To understand and co- operate garbage management among people at suburb community, the exploratory study was needed. The purpose of the study was to study information, knowledge, attitude, behavior, and participation of garbage management. Samples were people who were in Moo 10, Tumbon Khamyai, Meung district, Ubon Ratchathani province, by simple random sampling (N = 243). Instrument was an accepted questionnaire including general data, information of garbage management, knowledge, attitude, behavior, and participation. Data analysis was descriptive statistic. Results showed two parts. First, samples showed reducing garbage (94.2%), separating garbage (82.3), using separation for selling and discarding (53.5%), sending subdistrict municipality garbage (90.5%), doing discarded food (45.3%), and suitable method of separating garbage (33.3%). Second, means for knowledge, attitude, behavior, and participation were 8.27 (SD = 2.00), 2.48 (SD = .33), 32.23 (SD =4.57), and 3.36 (SD = .79) respectively. It is recommended that although garbage management was good, some was interesting and concerned in dong discarded food and sending subdistrict municipality garbage. This Further study should be more study in qualitative study and development of garbage management. Keyword: garbage management, community, Ubon Ratchathani 1 Nursing instructor, Department of Community Health Nursing, Boromarajonani College of Nursing, Sanpasithiprasong

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 35 ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) บทนา จากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันท้ังทางดา้ นวฒั นธรรม ศาสนา การใชช้ ีวิตความเป็ นอยู่ รวมไปถึงดา้ นเทคโนโลยีที่มีมากข้ ึน โดยใชเ้ วลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะปัจจุบนั มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สังคม ประกอบกับค่านิยมการบริโภค ส่งผลให้มีการผลิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ กัน เพ่ือตอบสนอง ความตอ้ งการของผูโ้ ภคมากข้ ึนท้ังสินคา้ และบรรจุภัณฑส์ ่วนใหญ่มีกระบวนการผลิตที่ ซบั ซอ้ น ใชว้ สั ดุท่ีสลายตวั ตามธรรมชาติชา้ และยากแก่การกาจดั จะทาใหเ้ กิดวสั ดุเหลือ ใชจ้ านวนมาก จึงเป็ นเหตุใหป้ ริมาณขยะมูลฝอยเพ่ิมข้ ึนทุกปี รวมไปถึงเศษวสั ดุเหลือใช้ ภายในครวั เรือนท่ีเกิดข้ ึนภายหลงั จากการบริโภคสินคา้ ต่าง ๆ จากการจดั เก็บและกาจดั ที่ไม่ถูกตอ้ ง ไม่มีประสิทธิภาพ จึงเกิดขยะมูลฝอยตกคา้ ง ทาใหเ้ ป็ นแหล่งเพาะพันธุ์ ของเช้ ือโรค และก่อใหเ้ กิดมลพิษและปนเป้ ื อนต่อส่ิงแวดลอ้ ม ขยะมูลฝอย เป็ นปัญหาหน่ึงที่เป็ นผลต่อเนื่องจากสถานการณ์การเปล่ียนแปลง ปัจจุบนั จากพระราชบญั ญตั ิการสาธารณสุข1 ไดอ้ ธิบายว่า ขยะมูลฝอยคือเศษกระดาษ เศษผา้ เศษอาหาร เศษสินคา้ ถุงพลาสติก ภาชนะที่ใส่อาหาร เถา้ มลู สตั ว์ หรือซากสตั ว์ รวมตลอดถึงส่ิงอื่นใดท่ีเก็บกวาดจากถนน ตลาด ที่เล้ ียงสตั วห์ รือท่ีอื่น และส่ิงที่ตามมา คือมลพิษที่เกิดจากขยะมูลฝอย ในปัจจุบันพบว่า แนวโน้มของปริมาณขยะมูลฝอยท่ี เกิดข้ ึนทวั่ ประเทศไทยเพิ่มข้ ึน จากรายงาน พ.ศ. 2559 พบว่า มีปริมาณขยะมูลฝอยท่ี เกิดข้ ึนของประเทศไทย 27.06 ลา้ นตัน และ พ.ศ. 2561 พบ มีปริมาณขยะมูลฝอย เกิดข้ ึนประมาณ 27.8 ลา้ นตนั 1-2 แมจ้ ะดูไม่แตกต่างมาก แต่ขอ้ มูลน้ ีก็แสดงถึงการคงที่ และมีแนวโนม้ เพิ่มข้ ึนของปริมาณขยะในประเทศไทย ปัจจุบันรัฐบายมีนโยบายในการเร่งรัดแกไ้ ขปัญหาการจัดการขยะ เป็ นวาระ แหง่ ชาติที่ตอ้ งไดร้ บั การแกไ้ ขเป็ นลาดับแรก ภายใตแ้ ผนแม่บทการบริหารจดั การขยะมูล ฝอยของประทศ พ.ศ. 2559-25643 โดยใหด้ าเนินการตาม Road map การจดั การขยะ มูลฝอยและของเสียอันตรายที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อกาจัดมูลฝอยตกคา้ งสะสมในสถานที่กาจัดในพ้ ืนที่วิกฤต สรา้ งรูปแบบ การกาจดั ขยะและของเสียอนั ตรายที่เหมาะสม วางระเบียบมาตรการการบริหารจดั การ ขยะมลู ฝอยและของเสียอนั ตราย และสรา้ งวินัยของคนในชาติ โดยมุง่ เร่ืองการคดั แยกขยะ เพ่ือนากลบั มาใชใ้ หมท่ ้งั การรีไซเคิล และการแปรรูปเป็ นพลงั งาน4รวมท้งั ไดม้ ีการจดั ทา แผนแม่บทดา้ นการป้องกันและแกไ้ ขปัญหามลพิษจากขยะและของเสียอนั ตราย ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ที่เป้ าหมายใหญ่เป็ นการลดภัยส่ิงแวดล้อมจาก

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 36 ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) ขยะอิเล็กทรอนิกสแ์ ละเศษพลาสติก2 การจดั การขยะจึงเป็ นบทบาทของท้งั ระดับบุคคล ชุมชน และประเทศท่ีตอ้ งรว่ มมือร่วมใจในการจดั การขยะอยา่ งเป็ นรูปธรรม สาหรบั จงั หวดั อุบลราชธานี ซึ่งเป็ นจงั หวดั หนึ่งท่ีกาลงั พฒั นาทางดา้ นเศรษฐกิจ และสงั คม ทาใหม้ ีรายงานว่า มีปริมาณขยะมากท่ีสุดในเขตพ้ ืนท่ีสานักงานส่ิงแวดล้อม ภาคที่ 12 (อุบลราชธานี รอ้ ยเอ็ด ยโสธร อานาจเจริญ และมุกดาหาร) พ.ศ. 2560 ปริมาณขยะวนั ละ 1,481.72 ตัน คิดเป็ นรอ้ ยละ 45.515 และสาหรบั ชุมชนขามใหญ่ จงั หวดั อุบลราชธานี ก็เป็ นอีกชุมชนที่เป็ นแบบก่ึงเมืองก่ึงชนบทท่ีกาลงั พฒั นาเช่นกนั ที่ มีประชากรจานวนมากถึง 9,077 ราย และเฉพาะหมู่ 10 ของตาบลขามใหญ่มีประชากร ถึง 1 ใน 4 ของประชากรของตาบลขามใหญ่ (500 ครวั เรือน หรือ 3,951 ราย)6 รวมท้งั ในชุมชนน้ ีเป็ นหน่ึงของตาบลท่ีมีแนวโน้มจะเพิ่มประชากรเพิ่มอีกอย่างต่อเน่ื อง ขยะมูลฝอยอาจเป็ นปัญหาหน่ึงที่ตอ้ งเผชิญต่อไป จากการรายงานพบว่า มีปริมาณขยะ มูลฝอยที่เกิดข้ ึนใหม่ต่อวนั พ.ศ. 2558 ที่มีปริมาณ 10.60 ตนั ต่อวนั และ พ.ศ. 2559 จานวน 15.74 ตันต่อวัน 7-8 และใน พ.ศ. 2560 ปริมาณขยะที่เก็บขนได้เดือนละ ประมาณ 604 ตนั (สานักปลดั , 2560) จากปริมาณขยะจานวนมากน้ ี อาจส่งผลใหเ้ กิด การหมกั หมมเน่าเป่ื อยส่งกลิ่นเหม็นคลุง้ หรือกองขยะอาจเป็ นแหล่งชุมนุมของสัตว์ นาโรคสารพดั ชนิด เช่น ยุง แมลงวนั หนู แมลงสาบ ฯลฯ ยามท่ีฝนตกลงมาในฤดูฝน ก็ชะเอาส่ิงสกปรกเน่าเหม็นในกองขยะไหลไปยังพ้ ืนที่ใกลเ้ คียง และอาจจะไหลลง ท่อระบายน้าอีกดว้ ย จากปัญหาที่เกิดข้ ึน ผูว้ ิจยั ไดเ้ ล็งเห็นถึงความสาคัญในจุดน้ ีจึงไดท้ าการศึกษา ขอ้ มูลการจัดการมูลฝอยของชุมชน ความรูเ้ ก่ียวกับมูลฝอยและการคัดแยกมูลฝอย เจตคติที่มีต่อการจัดการมูลฝอย พฤติกรรมการจัดการมูลฝอยในครัวเรื อน และ การมีส่วนร่วมของประชาชนดา้ นการจดั การมูลฝอยของประชาชนในการจดั การขยะมูล ฝอยใน หมู่ 10 ตาบลขามใหญ่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อเป็ นขอ้ มูลพ้ ืนฐานในวาง แผนการจดั การรปู แบบการจดั การการเก็บขยะในตาบลขามใหญ่และพ้ ืนที่อื่นๆ ต่อไป วตั ถุประสงคก์ ารวิจยั เพื่อศึกษาขอ้ มูลการจัดการมูลฝอยของชุมชน ความรูเ้ กี่ยวกับมูลฝอยและ การคัดแยกมูลฝอย เจตคติท่ีมีต่อการจัดการมูลฝอย พฤติกรรมการจัดการมูลฝอย ในครัวเรือน และ การมีส่วนร่วมของประชาชนดา้ นการจัดการมูลฝอยของประชาชน ในการจดั การขยะมลู ฝอยใน หมู่ 10 ตาบลขามใหญ่ อ.เมอื ง จ.อุบลราชธานี

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 37 ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) กรอบแนวคิดการวิจยั การวิจยั คร้งั น้ ีเป็ นวิจยั เชิงสารวจ (Survey study) ซ่ึงเป็ นการศึกษาขอ้ มูลการ จดั การมูลฝอยของชุมชน ความรูเ้ กี่ยวกบั มูลฝอยและการคัดแยกมูลฝอย เจตคติที่มีต่อ การจดั การมูลฝอย พฤติกรรมการจัดการมูลฝอยในครวั เรือน และ การมีส่วนร่วมของ ประชาชนดา้ นการจัดการมูลฝอยของประชาชนในการจัดการขยะมูลฝอยใน หมู่ 10 ตาบลขามใหญ่ อ.เมอื ง จ.อุบลราชธานี วิธดี าเนินการวิจยั ดงั มีการดาเนินการวิจยั ดงั น้ ี 1. ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง 1.1 ประชากร คือ ประชาชนที่อาศยั ในหมู่ 10 ตาบลขามใหญ่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 1.2 การกาหนดกลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนท่ีอาศัยในหมู่ 10 ตาบล ขามใหญ่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี การเก็บขอ้ มูลเป็ นลกั ษณะแบบสารวจ คานวณจาก สูตร Taro Yamane 9 ไดก้ ลุ่มตวั อยา่ งท้งั หมด 243 ครวั เรือน โดยกาหนดคุณสมบตั ิดงั น้ ี 1) ผูอ้ ยูอ่ าศยั ในหมู่ 10 ตาบลขามใหญ่ อ.เมอื ง จ.อุบลราชธานี 2) สามารถส่ือสารเขา้ ใจ โดยใชภ้ าษาไทย และ 3) ยินดีใหค้ วามร่วมมือในการวิจยั คณะผูว้ ิจยั สุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) สุ่มอย่างง่าย จาก 3 คุม้ ของหมู่ 10 ตาบลขามใหญ่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ดงั น้ันการศึกษาคร้งั น้ ีรวมกลุ่ม ตวั อยา่ งท้งั หมด คือ 250 ครวั เรือน ( ตารางท่ี 1) ตารางท่ี 1 กลุม่ ตวั อยา่ งในการวจิ ยั จาแนกตามหมบู่ า้ น คุม้ ท่ี หลงั คาเรือน จานวน 65 ดงเก่า 169 100 77 ขามลุ่ม 256 243 สกุลเงิน 199 รวม 624

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 38 ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 2. การพิทกั ษส์ ิทธิ์ของผูเ้ ขา้ ร่วมวิจยั การศึกษาวิจยั คร้งั น้ ีผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการจริยธรรมการ วิจยั ในคน วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ จงั หวดั อุบลราชธานี (EC 10/2561) และภายหลงั ไดร้ บั อนุญาตเพื่อเก็บขอ้ มูล คณะผูว้ จิ ยั ไดม้ ีการอธิบายช้ ีแจงให้ ประชาชนผูเ้ ขา้ ร่วมวิจยั ไดร้ บั ทราบถึงวตั ถุประสงค์ วิธีการดาเนินการวิจยั และประโยชน์ ท่ีจะไดร้ บั จากการเขา้ ร่วมการวิจยั ประชาชนผูเ้ ขา้ ร่วมของการวิจยั คร้งั น้ ีเป็ นการตดั สินใจ ในการเขา้ ร่วมการวจิ ยั ซึ่งผูร้ ว่ มวิจยั สามารถถอนตวั ออกจากการวิจยั เมื่อใดก็ไดโ้ ดยไม่มี ผลกระทบท้งั ต่อผูร้ วมวจิ ยั ขอ้ มลู จะเก็บเป็ นความลบั และไมม่ ีการระบุหรือแสดง ขอ้ ความ ในแบบบนั ทึกขอ้ มูลท่ีจะระบุถึงผูร้ ่วมวิจยั ได้ การนาขอ้ มลู ไปอภิปรายหรือเผยแพร่จะทา ใน ลกั ษณะของภาพรวมของการวจิ ยั เท่าน้ัน 3. เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการวิจยั เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็ นแบบสอบถาม (Questionnaire ) ของ นัยนา เดชะ10 ประกอบดว้ ย 1. ขอ้ มลู ทวั่ ไป จานวน 7 ขอ้ 2. ขอ้ มลู การจดั การมลู ฝอยของชุมชน จานวน 6 ขอ้ 3. ความรูเ้ กี่ยวกบั มูลฝอยและการคดั แยกมูลฝอย จานวน 12 ขอ้ โดยตอบถูกเป็ น 1 ตอบไม่ใช่เป็ น 0 และใชเ้ กณฑแ์ บ่งคะแนนระหวา่ ง 0-12 คะแนน คือ คะแนนมากกว่า 9.48 (คะแนนรอ้ ยละ 80-100) อยูใ่ นระดบั สูง คะแนน 7.20- 9.48 (คะแนนรอ้ ยละ 60-79) อยู่ในระดับปานกลาง และ คะแนนน้อยกว่า 7.20 (คะแนนนอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 60) อยูใ่ นระดบั ตา่ 4. เจตคติท่ีมีต่อการจัดการมูลฝอย จานวน 10 ขอ้ เป็ นแบบมตราวัด ประมาณค่า (rating scale) โดยมีเกณฑ์ใหค้ ะแนน 3 ระดบั คือ เห็นดว้ ย (3 คะแนน) ไมแ่ น่ใจ (2คะแนน) ไมเ่ ห็นดว้ ย (1 คะแนน) ถา้ เน้ ือหาเป็ นลกั ษณะบวกใหค้ ะแนนตรง ตามเน้ ือหา และถา้ เน้ ือหาเป็ นลกั ษณะลบจะใหค้ ะแนนตรงขา้ ม แลว้ ใชเ้ กณฑป์ ระเมิน คือ คะแนนมากกว่า 2.81 อยู่ในระดับสูง คะแนนระหว่าง 2.15-2.81 อยู่ในระดับปาน กลาง และ คะแนนนอ้ ยกวา่ 2.15 อยู่ในระดบั ตา่ 5. พฤติกรรมการจดั การมูลฝอยในครัวเรือน จานวน 14 ขอ้ เป็ นแบบ มาตราวัดประมาณค่า (rating scale) โดยมีเกณฑ์ให้คะแนน 3 ระดับ คือ ทุกคร้ัง (3 คะแนน) บางครง้ั (2 คะแนน) และไมเ่ คย (1 คะแนน) และใชเ้ กณฑแ์ บ่งคะแนน คือ คะแนนมากกว่า 27.15 (คะแนนรอ้ ยละ 80-100) อยู่ในระดับสูง คะแนน 25.77-

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 39 ปี ท่ี 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 27.15 (คะแนนรอ้ ยละ 61-79) อยู่ในระดับปานกลาง และ คะแนนน้อยกว่า 25.77 (คะแนนน้อยกวา่ รอ้ ยละ 60) อยูใ่ นระดบั ตา่ 6. การมีส่วนร่วมของประชาชนดา้ นการจัดการมูลฝอย จานวน 25 ขอ้ ขอ้ เป็ นแบบมาตราวดั ประมาณค่า (rating scale) โดยมีเกณฑใ์ หค้ ะแนน 5 ระดับ คือ มากท่ีสุด (5 คะแนน) มาก (4 คะแนน) ปานกลาง (3 คะแนน) นอ้ ย (2 คะแนน) และ น้อยท่ีสุด (1 คะแนน) และใชเ้ กณฑแ์ บ่งคะแนนการมีส่วนร่วมของประชาชนดา้ นการ จดั การมูลฝอย คือ คะแนน 4.51-5.00 อยู่ในระดบั มากที่สุด, คะแนน 3.51-4.50 อยู่ในระดับมาก, คะแนน 2.51-3.50 อยู่ในระดับปานกลาง, คะแนน 1.51-2.50 อยูใ่ นระดบั นอ้ ย และ คะแนน 1.00-2.50 อยูใ่ นระดบั น้อยท่ีสุด 2. การตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือ แบบสอบถามเก่ียวกบั การจดั การมูลฝอยของ นัยนา เดชะ7 ท่ีผ่านการ ตรวจสอบความตรงเชิงเน้ ือหาจากผูเ้ ช่ียวชาญจานวน 3 ท่าน และค่าความน่าเช่ือถือดว้ ย ค่าสมั ประสิทธิแอลฟ่ า (Coefficient) ของครอนบาค และค่า สูตรของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน 20 (KR-20) ดงั น้ ี ค่าสมั ประสทิ ธิแอลฟ่ า ตวั แปร นยั นา เดชะ ทดลองใชจ้ ริง กลมุ่ ตวั อยา่ ง (2557) (N=30) (N=243) 1. ความรูเ้ ก่ยี วกบั มลู ฝอยและการคดั .71 .75 .74 แยกมลู ฝอย* 2. เจตคติท่ีมตี ่อการจดั การมลู ฝอย .82 .71 .70 3. พฤติกรรมการจดั การมลู ฝอยใน .85 .75 .77 ครวั เรือน 4. การมีสว่ นรว่ มของประชาชนดา้ น .95 .85 .96 การจดั การมลู ฝอยของประชาชนใน การจดั การขยะมลู ฝอย *KR-20 4. การเก็บขอ้ มูลการรวบรวม คณะผูว้ ิจยั ดาเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ตามขน้ั ตอนดงั น้ ี 1. ทาหนังสือจากวทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ เพื่อขออนุญาตเก็บขอ้ มูลในประชาชนที่อาศัยในหมู่ 10 ตาบลขามใหญ่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 40 ปี ท่ี 2 ฉบบั ที่ 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) 2. ติดต่อผู้นาชุมชนท่ีสุ่มได้ โดยทางโทรศัพท์ เพ่ือแจง้ ใหท้ ราบ เก่ียวกบั วตั ถุประสงค์ วิธีการดาเนินการวิจยั และประโยชน์ที่จะไดร้ บั ของการเก็บขอ้ มูล พรอ้ มกบั ขออนุญาตเก็บขอ้ มูลกบั ประชาชนท่ีเป็ นกลุ่มตวั อยา่ ง พรอ้ มกบั นัดวนั และเวลา 3. ในวันที่เก็บข้อมูล ตรวจสอบรายชื่อของแต่ละครัวเรือน สุ่มประชาชน เพ่ือใหค้ รบจานวนที่คาดหวงั ไว้ หลงั จากน้ันช้ ีแจงและขอความร่วมมือให้ กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม เม่ือตอบเสร็จแลว้ ใหส้ ่งคืนที่คณะผู้วิจัย โดยไดร้ ับ แบบสอบถามกลบั มาและมีขอ้ มูลท่ีตอบสมบูรณท์ ุกฉบบั คิดเป็ นรอ้ ยละ 100 คณะผูว้ ิจยั จึงไดน้ าแบบสอบถามท้งั หมดไปใชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มลู คร้งั น้ ี จานวนท้งั ส้ ิน 243 ฉบบั 5. การวิเคราะหข์ อ้ มูล 1. ขอ้ มลู ทวั่ ไป นามาแจกแจงความถ่ี และคานวณหาค่ารอ้ ยละ 2. ขอ้ มูลการจัดการมูลฝอยของชุมชน ความรูเ้ กี่ยวกับมูลฝอยและ การคัดแยกมูลฝอย เจตคติท่ีมีต่อการจัดการมูลฝอย พฤติกรรมการจัดการมูลฝอย ในครัวเรือน และ การมีส่วนร่วมของประชาชนดา้ นการจัดการมูลฝอยของประชาชน ในการจดั การขยะมูลฝอย นามาแจกแจง คา่ เฉล่ีย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ผลการวิจยั 1. ขอ้ มูลทวั่ ไปของกลุ่มตัวอย่าง ไดแ้ ก่ เพศ อายุ สถานะสมรส ระดบั การศึกษา อาชีพ รายไดเ้ ฉลี่ยต่อเดือน และสถานภาพในชุมชน กลุ่มตวั อยา่ งโดยส่วนใหญ่ เป็ นเพศ หญิง คิดเป็ นรอ้ ยละ 67.5 อยู่ในช่วงอายุ 21-60 ปี คิดเป็ นรอ้ ยละ 71.2 สถานะสมรส คิดเป็ นรอ้ ยละ 72 ระดบั การศึกษาอยู่ในระดบั ประถมศึกษา คิดเป็ นรอ้ ยละ 46.9 อาชีพ คา้ ขาย/ธุรกิจส่วนตวั คิดเป็ นรอ้ ยละ 22.6 รายไดเ้ ฉล่ียต่อเดือน เป็ นไมเ่ กิน 5,000 บาท คิดเป็ นรอ้ ยละ 39.9 และสถานภาพในชุมชน เป็ นประชาชนทวั่ ไป คิดเป็ นรอ้ ยละ 79 2. ขอ้ มลู การจดั การมูลฝอยของชุมชน ความรเู้ กี่ยวกบั มูลฝอยและการคดั แยกมูล ฝอย เจตคติที่มีต่อการจัดการมูลฝอย พฤติกรรมการจัดการมูลฝอยในครวั เรือน และ การมีส่วนร่วมของประชาชนดา้ นการจดั การมูลฝอยของประชาชนในการจดั การขยะมูล ฝอย พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีขอ้ มูลการจดั การมูลฝอยของชุมชนส่วนใหญ่ส่วนในการลด ปริมาณขยะในครวั เรือนโดยการไม่สรา้ งขยะใหเ้ พิ่มข้ ึน (รอ้ ยละ 94.2) มกี ารคดั แยกขยะ (รอ้ ยละ 82.3) วิธีการท้ ิงขยะในครวั เรือนโดยการ แยกขยะที่ขายไดแ้ ละไม่ไดก้ ่อนท้ ิง (รอ้ ยละ53.5) การจดั การขยะในครวั เรือนจะเป็ นการส่งต่อใหเ้ ทศบาล (รอ้ ยละ 90.5)

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 41 ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) ขยะท่ีท้ ิงมากท่ีสุดคือ ผกั ผลไม้ และเศษอาหาร (รอ้ ยละ 45.3) และตอ้ งการไดร้ บั ความรู้ เพ่ิมเติมเก่ียวกบั การจดั การขยะ คือ วธิ ีการแยกขยะอยา่ งถูกวธิ ี (รอ้ ยละ 33.3) ความรูเ้ ก่ียวกับมูลฝอยและการคัดแยกมูลฝอยเท่ากับ 8.27 (SD = 2.00 ) เจตคติท่ีมีต่อการจัดการมูลฝอยเท่ากับ 2.48 (SD = .33 ) พฤติกรรมการจัดการ มูลฝอยในครวั เรือนเท่ากับ 32.23 (SD =4.57 ) และ การมีส่วนร่วมของประชาชน ด้านการจัดการมูลฝอยของประชาชนในการจัดการขยะมูลฝอย เท่ากับ 3.36 (SD = .79 ) ตารางท่ี 2 แสดงจานวนและรอ้ ยละของการจดั การมูลฝอยของประชาชน การจดั การมลู ฝอย จานวน รอ้ ยละ 1.มีส่วนในการลดปริมาณขยะในครวั เรือนโดยการไม่ สรา้ งขยะใหเ้ พม่ิ ข้ นึ ใช่ 229 94.2 ไมใ่ ช่ 14 5.8 2. การคดั แยกขยะกอ่ นท้ ิง แยก 201 82.7 ไมแ่ ยก 42 17.3 3. วิธีการท้ ิงขยะในครวั เรือน แยกขยะท่ีขายไดแ้ ละไมไ่ ดก้ ่อนท้ ิง 130 53.5 ท้ ิงรวมกนั ในถุงเดียว 44 18.1 แยกถุงขยะตามแต่ละประเภทกอ่ นท้ ิง 69 28.4 4. การจดั การขยะในครวั เรือน กองบนพ้ ืนดิน 7 2.9 ใส่ในหลุมขยะ 11 4.5 ฝังกลบ 28 เผา 3 1.2 ส่งต่อใหเ้ ทศบาล 220 90.5 5. ครวั เรือนของท่านท้ ิงขยะประเภทใดมากท่ีสุด (เฉพาะจานวนที่มากที่สุด) ผกั ผลไม้ และเศษอาหาร 110 45.3 กล่อง กระดาษ และหนังสือพมิ พ์ 46 18.9 ขวด กระป๋ อง และถุงพลาสติ 82 33.7 กล่องโฟม และวสั ดุที่ทามาจากโฟม 32 13.2

วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 42 ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) การจดั การมลู ฝอย จานวน รอ้ ยละ เศษไม้ กงิ่ ไม้ ใบไม้ และดอกไม้ 24 9.9 วสั ดุท่ีชารุดแลว้ เช่น โตะ๊ เกา้ อ้ ี และตู้ 5 2.1 ขวดแกว้ หลอดไฟ และกระจก 7 2.9 เศษเหล็ก โลหะ และกระป๋ องอะลูมเิ นียม 5 2.2 6. ตอ้ งการไดร้ บั ความรูเ้ พิ่มเติมเก่ยี วกบั การจดั การ ขยะ(เฉพาะจานวนที่มากท่ีสุด) 81 33.3 วธิ ีการแยกขยะอยา่ งถูกวธิ ี 80 32.9 วธิ ีการลดปริมาณขยะ 73 30.0 วธิ ีทาป๋ ุยหมกั ชีวภาพ/น้าหนักชีวภาพจากขยะเปี ยก 79 32.5 การนาวสั ดุเหลือใชม้ าประยุกตใ์ ชใ้ หม่ ตารางที่ 3 แสดงค่าเฉล่ียเลขคณิต และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของ ความรู้ เจตคติ พฤติกรรม และการมสี ว่ นรว่ มของการจดั การมูลฝอยของประชาชน การจดั การมลู ฝอย Mean SD ระดบั 1. ความรูเ้ ก่ียวกบั มลู ฝอยและการคดั แยกมลู ฝอย 8.27 2.00 ปานกลาง 2. เจตคติท่ีมตี ่อการจดั การมลู ฝอย 2.48 .33 ปานกลาง 3. พฤติกรรมการจดั การมลู ฝอยในครวั เรือน 32.23 4.57 สูง 4. การมีส่วนรว่ มของประชาชนดา้ นการจดั การมลู 3.36 .79 ปานกลาง ฝอยของประชาชนในการจดั การขยะมลู ฝอย 3.31 .97 4.1 การคน้ หาปัญหาและสาเหตุของปัญหา ปานกลาง การจดั การมลู ผลในชุมชน 3.27 .95 4.2 การวางแผนการแกไ้ ขปัญหาการจดั การ ปานกลาง มลู ฝอยในชุมชน 4.3 การดาเนินงานการจดั การมลู ฝอยใน 3.50 .86 ปานกลาง ชุมชน 4.4 การรบั ผลประโยชน์ 3.44 .84 ปานกลาง 4.5 การติดตามและประเมนิ ผล 3.36 .94 ปานกลาง

วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 43 ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 3 (กนั ยายน-ธนั วาคม 2561) การอภิปรายผล ขอ้ มูลการจดั การมูลฝอยของชุมชน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีขอ้ มูลการจัดการ มูลฝอยของชุมชนส่วนใหญ่มีส่วนในการลดปริมาณขยะในครวั เรือนโดยการไม่สรา้ ง ขยะใหเ้ พ่ิมข้ ึน(รอ้ ยละ 94.2) มีการคัดแยกขยะ (รอ้ ยละ 82.3) วิธีการท้ ิงขยะ ในครวั เรือนโดยการ แยกขยะท่ีขายไดแ้ ละไม่ไดก้ ่อนท้ ิง (รอ้ ยละ53.5) การจดั การ ขยะในครวั เรือนจะเป็ นการส่งต่อใหเ้ ทศบาล (รอ้ ยละ 90.5) ขยะท่ีท้ ิงมากท่ีสุดคือ ผกั ผลไม้ และเศษอาหาร (รอ้ ยละ 45.3) และตอ้ งการไดร้ บั ความรูเ้ พิ่มเติมเกี่ยวกบั การจัดการขยะ คือ วิธีการแยกขยะอย่างถูกวิธี (ร้อยละ 33.3) สอดคลอ้ งและ แตกต่างกบั นัยนา เดชะ10 ประเด็นขอ้ มูลการจดั การมูลฝอยของชุมชนที่สอดคลอ้ ง คือ มีส่วนในการลดปริมาณขยะในครัวเรือนโดยการไม่สร้างขยะให้เพ่ิมข้ ึน การคัดแยกขยะ ผัก ผลไมแ้ ละเศษอาหารเป็ นส่ิงท่ีท้ ิงมากที่สุดในครัวเรือน และ วิธีการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธีเป็ นสิ่งท่ีตอ้ งการเพิ่มพูนความรู้ สาหรับประเด็น ที่ต่างกนั คือ วิธีการท้ ิงขยะในครวั เรือนท่ีเป็ นการท้ ิงรวมกนั ในถุงเดียวและเน้นการ เผาขยะ แสดงใหเ้ ห็นว่า พ้ ืนท่ีกลุ่มตัวอย่าง เป็ นพ้ ืนที่ก่ึงเมืองก่ึงชนบทเช่นเดียวกับ กลุ่มตัวอย่างของ นัยนา เดชะ ซ่ึงประชาชนในพ้ ืนดังกล่าวอาจจะมี พฤติกรรม เปลี่ยนแปลงไปตามสังคม ท่ีมีความเป็ นอยู่ท่ีเร่งรีบในแต่ละวัน เห็นได้จาก กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็ นวยั ทางาน ต้ังแต่อายุ 21-60 ปี ทาใหอ้ าจมีการเลือก บริโภคผัก ผลไม้ อาหารและน้าดื่ม ในรูปแบบสาเร็จรูป เพราะสะดวกสบาย ไมเ่ สียเวลาในการเตรียมและประกอบอาหาร จึงอาจส่งผลใหม้ ี ขยะจากประเภทส่ิง อุปโภคบริโภคเป็ นจานวนมาก แต่ก็ยงั มีความพยายามที่จะไมส่ รา้ งขยะและพยายาม จะจัดการแยกขยะตามความสะดวกที่จะสามารถทาได้ โดยเฉพาะกลุ่มตัวอย่างจะ จดั การขยะในครวั เรือนโดยส่งต่อใหเ้ ทศบาลในการจดั เก็บขยะเป็ นหลกั สอดคลอ้ งกบั ก่ิงแกว้ ปะติตังโข และนงลกั ษณ์ ทองศรี11 ที่ศึกษาขยะในชุมชนกึงเมืองก่ึงชนบท จงั หวดั บุรีรมั ย์ ที่พบว่า ขยะในพ้ ืนท่ีดงั กล่าวมาจากท่ีประชาชนในพ้ ืนท่ีดังกล่าวส่วน ใหญ่ซ้ ืออาหารจากตลาดหรือรา้ นคา้ อาจทาใหม้ จี านวนขยะมลู ฝอยมากข้ ึนตาม และ การศึกษาของ สุรารักษ์ ขาวอิ่น, นงเยาว์ อุดรมศ์ และสุสณั หา ย้ ิมแยม้ 12 ท่ีพบว่า ชุมชนก่ึงเมืองก่ึงชนบทในจังหวดั เชียงใหม่ มีการขยายตัวของเศรษฐกิจ ประชาชน มจี านวนมากข้ นึ ทาให้ มขี ยะจานวนมากข้ นึ ตามลาดบั ความรู้เกี่ยวกับมูลฝอยและการคัดแยกมูลฝอยของประชาชน พบว่า กลุ่มตวั อย่างส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยของความรูเ้ ก่ียวกบั มูลฝอยและการคดั แยกมูลฝอย