Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ผลการนวดไทยต่อระดับความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และอาการปวดของผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด

ผลการนวดไทยต่อระดับความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และอาการปวดของผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด

Published by patumrassamee, 2019-08-30 01:03:53

Description: ผลการนวดไทยต่อระดับความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และอาการปวดของผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด

Search

Read the Text Version

40 ทากิจวัตรประจาวัน รวมถึงการทางานบ้านและการออกกาลังกาย (p=0.009) และผลกระทบของ อาการปวดต่อการทากจิ วัตรประจาวันรวมการทางานบ้านและการออกกาลงั กาย (p<0.05) กิติยา โกวิทยานนท์และปนดา เตชทรัพย์อมร, 2553[38] ได้ศึกษาเปรียบเทียบผลการ รักษาผู้ป่วยปวดคอจาก Myofascial Pain Syndrome ด้วยการนวดไทยกับอัลตร้าซาวด์ โดย แบ่งกลมุ่ ตัวอย่างเปน็ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกรักษาด้วยอัลตรา้ ซาวด์ กลมุ่ ทสี่ องรกั ษาด้วยวิธีนวดไทยสัปดาห์ ละ 3 วัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ กอ่ นและหลงั การรักษาทาการวัดชว่ งองศาการเคล่อื นไหวของคอผ้ปู ว่ ย ดว้ ยเครื่อง cervical range of motion (CROM) ประเมนิ ระดบั ความปวดโดย visual analog scale (VAS) แบบประเมินความเจ็บปวดขณะปฏิบัติกิจวัตรประจาวัน (functional rating index:FRI) และ ประเมนิ ความพงึ พอใจหลงั การรกั ษา พบว่าการรักษาท้ังการนวดแผนไทยและอัลตร้าซาวด์ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอจาก MPS สามารถเพิ่มการเคลื่อนไหวของคออย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p = 0.001) ระดับความเจ็บปวดและ คะแนนความเจ็บปวดขณะปฏิบัตกิ ิจวัตรประจาวันหลังรกั ษาท้ังสองวิธลี ดลงอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติ (p = 0.001) การนวดไทยสามารถเพมิ่ ความสามารถในการปฏิบัติกิจวตั รประจาวนั และผู้ปว่ ยมคี วาม พงึ พอใจการรกั ษาโดยวธิ ีนวดแผนไทยมากกว่าวิธีอลั ตรา้ ซาวด์ เลขา ดีรูป, 2555[39] ศึกษาการเปรียบเทียบผลการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อและเย่ือ พงั ผดื มัยโอฟาสเช่ียลบรเิ วณบ่า ด้วยวิธีฝังเขม็ แบบจุดไกลและการใช้ dry needing ผลการวิจัยพบว่า หลังการรักษา ทั้ง 2 กลุ่ม มคี ่า pain score ลดลง และค่าพิสัยการเคลื่อนไหวของคอในท่าเอยี งคอไป ด้านข้าง เพ่ิมขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p-value<0.05) แต่เม่ือเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม ไม่มี ความแตกตา่ งกนั อย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ิ (p-value>0.05) เรนู มีชนะ, 2542[40] ทาการศึกษาเปรียบเทียบการนวดไทยประยุกต์กบั การใช้ยาพาราเซ ตามอลในบุคคลที่มีอาการปวดศีรษะเนื่องจากความเครียด โดยแบ่งกลุ่มทดลองออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่ม ทดลองใช้วิธีการนวดไทยประยุกต์และกลุ่มเปรียบเทียบใช้ยาพาราเซตามอลเพ่ือลดอาการปวดศีรษะ บันทึกมาตรวัดความเจ็บปวด สัญญาณชีพของบุคคลก่อนและหลังการทดลอง ความพึงพอใจ และ ผลลัพธ์ของการนวดในกลุ่มนวดไทยประยุกต์ พบว่าในกลุ่มทดลองที่ไดร้ ับการนวดไทยประยุกต์มีผล เปลี่ยนแปลงผลต่างของชีพจรได้อย่างมีนัยสาคัญ และสามารถเปลี่ยนแปลงผลต่างของค่าความดัน systolic ได้ เช่นเดียวกับสามารถลดอาการปวดศีรษะได้ทันทีหลังนวด ในนาทีท่ี 10,20,30 และ 60 ลดอาการปวดศีรษะลงไม่ปวดเลย ร้อยละ 10,13.3 , 33.3 และ 66.7 อย่างต่อเน่ืองตามลาดับ ใน กลมุ่ ใชพ้ าราเซตามอลลดอาการปวดศีรษะไมป่ วดเลยได้ในนาทีท่ี 30 และ 60 รอ้ ยละ 13.3 และ 46.7 ตามลาดบั และพบวา่ การนวดไทยประยุกตช์ ่วยบรรเทาความเจบ็ ปวดได้มากกว่าการใช้พาราเซตามอล ในทุกชว่ งเวลาอย่างมนี ยั สาคัญ

41 ชาธิปตั ย์ เครือพาณิชย์ และคณะ, 2554[41] ทาการศึกษาผลแบบทันทีของการนวดไทยใน การบรรเทาอาการปวดในผปู้ ่วยปวดศีรษะจากความเครียดแบบ Episode tension-type headache โดยศกึ ษาผลทันทีของการนวดไทยต่อระดับความร้สู กึ ปวด และระดับความรู้สกึ กดเจบ็ และองศาการ เคล่อื นไหวของคอ เปรียบเทียบกลมุ่ นวดไทยกับกล่มุ ทน่ี อนพักในผู้ปว่ ยท่ีมีอาการปวดศรี ษะจาก ความเครยี ด จานวน 60 คน ผลวจิ ยั พบว่า หลังการรกั ษาทันทขี องอาการปวดศรี ษะลดลงอยา่ งมี นัยสาคญั ทางสถิติ (1.97±1.40, 3.07±1.92 คะแนน; P<0.01) ทงั้ กลุ่มนวดไทยและกลมุ่ นอนพัก และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่ามีความแตกตา่ งกนั อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติ (0.89 คะแนน, 95% Cl อยู่ระหวา่ ง 0.03 ถึง 1.48 ; P<0.01) ระดบั ความรู้สกึ กดเจบ็ พบวา่ กล่มุ นวดไทยมีการเพมิ่ ขึ้น อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิ (2.14 ±0.76 kg/cm2 ; P<0.01) แต่ไม่พบการเปลยี่ นแปลงในกลุ่มนอนพกั เปรยี บเทยี บระหว่างกลมุ่ พบว่ามคี วามแตกต่างอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิติ ในกลุ่มนวดไทยมีการ เพม่ิ ขนึ้ ขององศาการเคลือ่ นไหวของคอมากกว่ากลุ่มนอนพักอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ิ กฤติฤณ กุลเวนิ และคณะ, 2556[42] ทาการศึกษาผลการรักษาผูป้ ว่ ยปวดคอหรอื หลัง สว่ นบนจาก Myofascial Pain Syndrome ดว้ ยการนวดไทยรว่ มกับการประคบสมุนไพรต่อระดับ ความเจ็บปวดความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจาวันและการวัดการเคลอ่ื นไหวของคอโดยการ ใช้เครอ่ื ง Cervical rang of motion ในรปู แบบการศึกษาวิจยั กึ่งทดลอง ในกลมุ่ ตวั อยา่ ง 32 คน โดย การนวดไทยรว่ มกับการประคบสมุนไพร 2 ครัง้ /สปั ดาห์ เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ประเมินระดบั ความ ปวด การปฏบิ ตั ิกจิ วัตรประจาวนั และวัดองศาคอด้วยเคร่ือง cervical rang of motion ก่อนและหลงั การรกั ษา ผลการศึกษาพบกวา่ กลมุ่ ตัวอย่างมีระดบั ความปวดคอหรอื หลังส่วนบนจาก Myofascial Pain Syndrome ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจาวันและการวดั การเคลื่อนไหวของคอ ลดลงนอ้ ยกว่าก่อนได้รบั การนวดไทยร่วมกับประคบสมนุ ไพรอย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ิ (p<0.05) พรี ดา จนั ทรว์ ิบลู ย,์ ศุภะลักษณ์ ฟักคา, 2553 [43] ทาการศึกษาประสิทธิผลของการนวด แบบราชสานักในการรักษากลุ่มอาการปวดกล้ามเน้ือหลงั ส่วนบนของผ้มู ารบั บรกิ ารในศูนย์วิชาชีพ แพทย์แผนไทยประยกุ ต์ มหาวิทยาลัยราชภฏั สวนสุนันทา วิจัยในรปู แบบกึ่งทดลองในผูป้ ว่ ยกลมุ่ อาการปวดกล้ามเนื้อหลงั สว่ นบนและไมไ่ ด้รบั การรักษาด้วยวธิ ีอืน่ ๆ เปรียบเทียบผลการนวดกอ่ นและ หลงั พบว่าระดบั ความปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนบนของกลุม่ ตวั อย่างหลังการนวดแบบราชสานกั เพอื่ รกั ษาลดลงอย่างมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิ (p-value<0.001)

42 คญั ฑมารา สทิ ธิไกรพงษ์ และคณะ, 2557[44] ศกึ ษาเปรยี บเทยี บประสิทธผิ ลการนวดไทยกับ การใชย้ าไดโคลฟแี นค(Diclifenac) ในการลดอาการปวดบ่า พบวา่ ท้งั สองกลุ่มมอี งศาการเคล่ือนไหว ของคอและเงยหนา้ ไม่ตา่ งกัน ในกลุ่มทไ่ี ด้รับการนวดสามารถเอยี งคอไดม้ ากกว่ากลมุ่ ท่ีไดร้ ับยาอยา่ งมี นยั สาคญั ทางสถิติ (P<0.05) จากงานวิจยั ที่ไดส้ ืบค้นพบวา่ ปญั หาดา้ นสขุ ภาพจิตมีความสมั พันธ์ต่อโรคกลุม่ อาการปวด กล้ามเนื้อและเยื้อกระดกู การนวดไทยเป็นอกี หน่ึงแนวทางการรักษาที่ส่งผลตอบสนองต่อการรักษา อาการของโรคในทางด้านบวก ผู้ปว่ ยมีความพงึ พอใจต่อการรักษา งานวจิ ยั เกยี่ วกบั ความวติ กกังวล และความซึมเศรา้ ในกลุม่ อาการปวดกล้ามเน้ือและเย่ือพังผดื ยงั มผี ทู้ าการศึกษาวจิ ยั น้อย ผู้วิจยั จึงมี ความสนใจทีจ่ ะศึกษาในเรื่องดังกลา่ ว เพอ่ื เปน็ การสนบั สนนุ ผลการรกั ษาโดยการนวดไทยตามศาสตร์ แพทย์แผนไทย

43 บทที่ 3 ระเบยี บวิธวี ิจยั (Research Methodology) การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการนวดไทยต่อระดับความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และอาการปวดของผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืดที่มารับบริการนวด แผนไทย ณ คลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยใช้ รูปแบบการวิจัยแบบก่ึงทดลอง (Quasi-experimental research) 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ( Population and Sample ) ประชากรกลุ่มเป้าหมาย ( Target population ) คือ ผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเน้ือและ เย่ือพังผดื (Myofascial pain syndrome) ประชากรตัวอย่าง ( Population samples ) คือ ผู้ป่วยท่ีมีอาการปวดกล้ามเน้ือแบบและ เย่ือพังผืด (Myofascial pain syndrome) ที่มารับบริการนวดแผนไทยแบบราชสานักท่ีคลินิกแพทย์ แผนไทยประยกุ ต์ คณะแพทยศาสตรท์ ่ียินยอมเขา้ รว่ มการวจิ ัย ในชว่ งทท่ี าการศกึ ษาและเกบ็ ข้อมลู เกณฑ์การคัดเข้า ( Inclusion Criteria) 1. มอี ายุระหวา่ ง 18 - 60 ปี 2. สมคั รใจและยินยอมเขา้ ร่วมการวจิ ยั 3. สามารถอา่ น ฟัง พูด และเขยี นภาษาไทยได้ 4. ไมไ่ ดร้ ับการรกั ษาโดยวิธีอ่นื ๆ ในระหวา่ งที่เข้าร่วมการวิจยั เช่น กายภาพบาบัด ฝังเข็ม ยาแกป้ วด เปน็ ตน้ 5. ได้รบั การวินจิ ฉัยจากแพทยแ์ ผนไทยประยุกตว์ า่ เปน็ โรคกลุ่มอาการปวด กล้ามเน้ือและเย่ือพังผืด (Myofascial Pain Syndrome ) ตามเกณฑ์วินิจฉัย MPS แนวเวชปฏิบัติ กลุ่มอาการปวดเร้ือรังระบบกระดูกและกล้ามเน้ือ Myofascial Pain Syndrome สมาคมศึกษาเรื่อง ความปวดแห่งประเทศไทย 6. มรี ะดบั คะแนนความวติ กกงั วล ความซมึ เศร้าอย่างใดอย่างหน่ึง ในระดับ 8 คะแนนขนึ้ ไป เกณฑก์ ารคดั ออก ( Exclusion Criteria ) - ใช้ยาแกป้ วดหรอื ยาคลายกล้ามเน้ือ - ไมส่ ามารถตดิ ตามการรกั ษาได้ตามกาหนด - มภี าวะแทรกซอ้ นหลังการรกั ษาหรือเขา้ รว่ มการวจิ ยั

44 โดยมีขน้ั ตอนการเกบ็ ข้อมูลดงั น้ี 1. ขอความยนิ ยอมในการเข้ารว่ มวิจยั ณ คลินกิ แพทยแ์ ผนไทยประยกุ ต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยผู้วิจัยเป็นผู้ดาเนินการอธิบายเก่ียวกับวัตถุประสงค์ วิธีการท่ีปฏิบัติต่อ อาสาสมัคร ประโยชน์และความเสี่ยงท่ีอาจเกิดขึ้นในการเขา้ ร่วมวิจัย ตลอดจนตอบข้อสงสัยจนผ้ปู ่วย ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมวิจัยจนเข้าใจ และให้เวลาตัดสินใจโดยอิสระ ก่อนที่จะลงนามให้ความยินยอม เข้าร่วมในการวิจยั 2. ผู้เข้าร่วมศึกษาจะได้รับการรกั ษา ทงั้ หมด 3 คร้งั ในวันจนั ทร์ พุธ และศุกร์ ของสัปดาห์ ด้วยวิธีการนวดไทยแบบราชสานกั โดยผ้วู ิจยั คร้ังที่ 1 ผ้เู ขา้ ร่วมวิจัยทาแบบสอบถาม ในสว่ นท่ี 1 ได้แก่ แบบสอบถามข้อมลู ทว่ั ไป และขอ้ มูลส่วนบุคคล ส่วนท่ี 2 ไดแ้ ก่ แบบสอบถามความวิตกกังวลและซึมเศร้าก่อนการรักษา และ โดยผู้วิจัยเป็นผู้ประเมินในส่วนท่ี 3 ได้แก่ แบบวัดระดับความปวดฉบับภาษาไทย ประเมินระดับ ความปวดก่อนการรกั ษา วดั vital sign /การตรวจร่างกายเฉพาะที่ โดยผ้วู จิ ยั และรับการรักษาโดย การนวดแผนไทย ( กดจดุ แบบราชสานัก ) ใชเ้ วลาประมาณ 60 นาที คร้ังที่ 2 ผู้ร่วมวิจัยจะได้รับการรักษาต่อเนื่องโดยการนวดแผนไทย ( กดจุดแบบราช สานัก ) รวมระยะเวลา 40 นาที ครั้งที่ 3 ผู้ร่วมวิจัยทาแบบสอบถามส่วนที่ 2 ได้แก่ แบบสอบถามความวิตกกังวลและ ซึมเศร้าก่อนการรักษา และส่วนที่ 3 แบบวัดระดับความปวดฉบับภาษาไทย ประเมินระดับความ ปวดหลงั การรกั ษา วัด vital sign /การตรวจรา่ งกายเฉพาะท่ี โดยผวู้ จิ ยั ใชเ้ วลาประมาณ 60 นาที โปรแกรมการนวดไทย ( Intervention ) การนวดไทยแบบราชสานัก ในที่น้ีอ้างอิงสตู รการรักษาตามศาสตร์การแพทยแ์ ผน ไทย ทาการรกั ษาโดยแพทยแ์ ผนไทยประยกุ ต์ท่ีมีใบประกอบโรคศลิ ปะแพทย์แผนไทยประยกุ ต์ - นวดแผนไทย ( กดจดุ แบบราชสานัก ) 30 นาที - ประคบสมุนไพร 10 นาที สูตรการนวดรกั ษา กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืดส่วนล่างตามสูตรการรักษาโรคลมปลายปัตคาต สญั ญาณ 1 และสัญญาณ 3 หลงั 1. นวดพนื้ ฐานขา เปดิ ประตูลม 2. นวดพน้ื ฐานหลังและสญั ญาณ 1,2,3 เน้น สญั ญาณ 1 และ 3 3. นวดพน้ื ฐานขาด้านนอกและสญั ญาณ 1,2,3 เน้น สญั ญาณ 2 และ 3 4. นวดพืน้ ฐานขาดา้ นในและสญั ญาณ 1,2 เนน้ สัญญาณ 1 และ 2

45 กลมุ่ อาการปวดกล้ามเนื้อและเย่ือพงั ผดื สว่ นบนตามสตู รการรกั ษาโรคลมปลายปัตคาต สญั ญาณ 4 และสญั ญาณ 5 หลงั 1. นวดพื้นฐานบ่า 2. นวดพน้ื ฐานและสญั ญาณ 4,5 หลัง เน้นสญั ญาณ 4 และ 5 3. นวดสญั ญาณ 4 หัวไหล่ 4. นวดพ้ืนฐานหลงั 3.2 การสมุ่ ประชากรของกลุ่มตัวอย่าง ขนาดตัวอยา่ งเม่ือต้องการเปรยี บเทยี บค่าเฉล่ียของกลุ่มตวั อย่างกบั คา่ เฉลยี่ เปน็ มาตรฐาน คอื ������ = [(������������+������������)������]2 ������2−������1 เมอ่ื σ คือ ค่าสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานของขอ้ มลู ประชากร ซ่ึงจะได้จากการศึกษาในอดีต หรอื ท่มี ีการอา้ งมาก่อน ������α คอื ค่า Z เมือ่ กาหนดขนาดของ type I error แทนคา่ 0.05 ������������ คือ คา่ Z เมื่อกาหนดขนาดของ type II error แทนค่า 0.10 ไดจ้ ากผลการวจิ ยั ระดบั ความปวดจากงานวจิ ยั กติ ิยา โกวทิ ยานนท์และปนดา เตชทรพั ย์อมร ศกึ ษาเปรยี บเทียบผลการรักษาผู้ปว่ ยปวดคอจาก Myofascial Pain Syndrome ด้วยการ นวดไทยกบั อลั ตราซาวน์ แทนค่า ������������ = 1.96 , ������������ = 1.28 ,������̅2 = 20.5 ,������1̅ = 3.5 , ������ = 2.7 (1.96) + (1.28)������2.7 2 ������ = [ 20.5 − 3.5 ] ������ = 5.33 เพือ่ ความสะดวกในการเลือกเก็บข้อมลู ผู้วจิ ัยจึงคิดเป็น 20 คน

46 3.3 การสังเกตและการวัด (Observation & Measurement) เครอ่ื งมอื ทใี่ ช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม แบ่งออกเปน็ 4 สว่ น สว่ นที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมลู พนื้ ฐานท่ัวไปของกลุ่มตัวอยา่ ง ประกอบด้วย อายุ เพศ รายได้ สถานภาพสมรส น้าหนัก อาชีพ โรคประจาตัว การทางาน/อิริยาบถ ระยะเวลาการ ทางานตอ่ วัน การนอนหลับ สว่ นท่ี 2 แบบวดั Hospital Anxiety and Depress Scale ฉบับภาษาไทย (Thai Hads) แบบวัดอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้า ออกแบบโดยธนา นิลชัยโกวิทย์ มา โนช หล่อตระกูล และ อุมาภรณ์ ไพศาลสุทธิเดช โดยทาการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งในโรงพยาบาล รามาธิบดี โดยใชเ้ ครื่องมือในการวัดความวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าของผู้ป่วยเมอื่ เปรียบเทียบกับ การวินิจฉัยของจิตแพทย์ สามารถใช้วดั อาการวิตกกงั วลและอาการซึมเศร้าในผู้ปว่ ยกลมุ่ ท่ศี ึกษาและ ในผ้ปู ่วยกลุ่มท่ัวไปได้ โดยมีความไว (sensitivity) และความจาเพาะ (specificity) สาหรับอาการวิตก กังวล เท่ากับร้อยละ 100 และ 86.0 ตามลาดับ และมีความไว (sensitivity ) และความจาเพาะ (specificity) สาหรับอาการซึมเศร้า เท่ากับรอ้ ยละ 85.71 และรอ้ ยละ 91.3 ตามลาดบั เมื่อใช้ cut – off point ที่คะแนน > 11 เป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่ามีความผิดปกติทางจิตเวช มีค่า Cronbach’s alpha coefficient เท่ากับ 0.8551 สาหรับ anxiety sub-scale และ 0.8259 สาหรับ depression sub-scale เป็นแบบประเมินที่ให้ผู้ป่วยตอบด้วยตนเอง ประกอบด้วยข้อคาถาม 14 ข้อ แบ่งเป็นคาถามสาหรับวิตกกังวล 7 ข้อ ได้แก่ข้อที่เป็นเลขค่ีท้ังหมด และอาการซึมเศร้า 7 ข้อ ได้แก่ ข้อทเี่ ป็นเลขค่ทู ้ังหมด การให้คะแนน คาตอบแต่ละข้อแบบ Likert scale มีคะแนนข้อละตั้งแต่ 0-3 คะแนน การคิดคะแนนแยกเป็นส่วนของอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศรา้ มีพิสัยของคะแนนในแต่ ละสว่ นได้ตัง้ แต่ 0-21 คะแนน 0-7 คะแนน เปน็ กลุม่ ทีไ่ ม่มีความผดิ ปกติทางจติ เวช 8-10 คะแนน เป็นกลุ่มท่ีมอี าการวิตกกังวลหรืออาการซึมเศร้าสูง แต่ยังไม่ผิดปกติ ชัดเจน (doubtful cases) 11-21 คะแนน เป็นกลุ่มท่ีมีอาการวิตกกังวล หรืออาการซึมเศร้าในข้ันที่ถือว่าเป็น ความผดิ ปกติทางจิตเวช (cases)

47 ส่วนที่ 3 แบบประเมนิ ระดบั ความปวด - แบบประเมินความปวดฉบบั ภาษาไทย (Short-form McGill Pain Questionnaire Thai version) ดั ด แ ป ล ง แ ล ะ พั ฒ น า จ า ก Short – form McGill Pain Questionnaire โดย วสุวัฒน์ กิติสมประยูรกลุ จักกริช กล้าผจญ และ อภิชนา โฆวินทะ ทาการ ออกแบบและดัดแปลงเป็นภาษาไทย รวมท้ังทาการทดสอบกับผู้ป่วยท่ีมีความเจ็บปวดจากโรคระบบ ประสาทหรือจากโรคของระบบกระดูกและกล้ามเน้ือ จานวน 60 ราย ความเที่ยงของเน้ือหา วดั เป็น ค่า conbrach’s alpha มีค่าเทา่ กบั 0.7881 โดยแบบประเมนิ มีท้งั หมด 15 ขอ้ ส่วนท่ี 1 แสดงลักษณะความปวด/อาการปวด (pain descriptors) แบ่งเป็นด้านความรู้สึก (sensory score) จานวน 11 ข้อ และด้านอารมณ์ (affective score) จานวน 4 ข้อ แต่ละข้อมี คะแนน 0 – 3 คะแนน ในการวิจัยนี้จึงดัดแปลงในส่วนที่ 2 เป็นแบบประเมินความปวดแบบ Face rating scale และมหี มายเลขกากับต้งั แต่ 0 – 10 โดย ระดับ 0 หมายถึง ไมม่ อี าการปวดเลย ระดบั 1-3 หมายถงึ ปวดเล็กนอ้ ยพอทนได้ ระดับ 4-6 หมายถงึ ปวดปานกลาง ระดบั 7-10 หมายถงึ มีอาการปวดรนุ แรงจนไม่สามารถทนได้ 3.4 การรวบรวมขอ้ มูล (Data Collection) การศึกษาวิจัยคร้ังนี้ ผวู้ ิจยั เปน็ ผูเ้ กบ็ รวบรวมขอ้ มลู ดว้ ยตนเอง โดยมีข้ันตอนดังนี้ 1. ศึกษาจากเอกสาร โดยศึกษาจากหนังสือ วารสาร งานวิจัย วิทยานิพนธ์ รายงานการ ประชุม เอกสารราชการ และเอกสารอน่ื ๆ ทเ่ี ก่ียวขอ้ งทั้งภาษาไทยและภาษาองั กฤษ 2. จัดทาหนังสือจากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แ จ้ ง ข อ ค ว า ม อ นุ เ ค ร า ะ ห์ จ า ก ค ลิ นิ ก แ พ ท ย์ แ ผ น ไ ท ย ป ร ะ ยุ ก ต์ ค ณ ะ แ พ ท ย ศ า ส ต ร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ เพือ่ ขอเก็บรวบรวมขอ้ มลู 3. ขอความยินยอมจากกลุ่มตัวอย่าง โดยให้ผู้วิจัยให้คาอธิบาย ตอบข้อสงสัย และกลุ่ม ตัวอย่างสามารถตดั สนิ ใจอยา่ งอสิ ระในการเขา้ รว่ มการวจิ ัยและสามารถออกจากการวิจัยเมื่อใดก็ได้ 4. การเก็บรวบรวมข้อมลู โดยผ้วู ิจยั ทาการเก็บขอ้ มลู ดว้ ยตนเอง 5. ผวู้ ิจัยตรวจสอบความครบถว้ นของขอ้ มูลและคาตอบ เพ่ือให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์นาข้อมูลที่ ไดม้ าคดิ คะแนนและวิเคราะห์

48 3.5 การวิเคราะหข์ ้อมูล (Data Analysis) ใช้โปรแกรม SPSS ( Statistic Package for Social Science ) ในการวิเคราะห์ขอ้ มูลทาง สถิตดิ งั นี้ 1. ใชส้ ถติ ิเชงิ พรรณนา ( Descriptive Statistics) เพอ่ื อธบิ ายลักษณะทัว่ ไปของกลุ่มตวั อย่าง ท่จี ะทาการศึกษา ได้แก่ คา่ เฉล่ยี (������̅) รอ้ ยละ (Percentage) ความถี่ (Frequency) ส่วนเบ่ียงเบน มาตรฐาน (Standard deviation) 2. ใชส้ ถิติเชิงอนมุ าน ( Inferential Statistics ) เพอื่ หาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความวติ กกงั วล ความซึมเศร้า โดยใช้สถิติ Pair t-test และความปวดโดยใช้สถิติ Wilcoxon sign rank test เพ่ือใช้ เปรยี บเทียบผลการนวดแผนไทย ก่อนและหลงั การรักษา 3.6 ขอ้ พิจารณาด้านจรยิ ธรรม (Ethical Consideration) ขอ้ พิจารณาทางจริยธรรม (Ethical Consideration) ข้อมูลที่ได้จากการวิจัย เป็นตอบแบบสอบถาม ซึ่งแสดงความรู้สึกส่วนตัว โดยอิสระ ดังนั้นผู้วิจัยจะเก็บข้อมูลเป็นความลับ ไม่นาข้อมูลส่วนตัวมาเปิดเผย รวมท้ังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วม การวิจัยได้รับทราบข้อมูลในการทาวิจัย และการแสดงความยินยอมในการเข้าร่วมการวิจัย ก่อนทา การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลมีสิทธิท่ีจะปฏิเสธการเข้าร่วมวิจัย เมื่อใดก็ได้ ผู้วิจัยจะระมัดระวัง อนั ตรายท่ีจะเกิดข้ึนท้ังทางรา่ งกายและจิตใจ รวมทงั้ ผเู้ ข้าร่วมโครงการวิจัยสามารถมีอิสระทีจ่ ะสมัคร ใจเข้าร่วมโครงการโดยไม่มีการข่มขู่ บังคับใดๆ จากผู้วิจัย หรือผู้ที่มีอิทธิพลอานาจ และผู้วิจัยจะไม่ แสวงหาประโยชน์จากผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย เพ่ือความก้าวหน้าทางวิชาการ และจะไม่ทอดท้ิงหรือ แบ่งแยกบุคคลหรือกลุ่มคนท่ีอาจะได้ประโยชน์จากความก้าวหน้าของการวิจัย ข้ันตอนและวิธีการ ศกึ ษาวิจยั ไดย้ ึดหลักจรรยาบรรณของการวิจยั ในมนษุ ย์ ดงั นี้ 1. หลักความเคารพในบุคคล (respect for person) ผู้วิจัยให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน จน ผูเ้ ข้าร่วมวิจัยเข้าใจเป็นอย่างดี และตัดสินใจอย่างอสิ ระในการให้ความยินยอมเข้าร่วมการวิจัย ผู้วิจัย จะเก็บรักษาความลับของผู้ให้ข้อมูล การรายงานผล การศึกษาจะไม่ระบุช่ือ ตาแหน่ง สถานท่ีพัก อาศัยของผู้ให้ข้อมูล ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันว่าการศกึ ษาน้ีจะไม่มีการละเมดิ สิทธิส่วนบุคคล ให้การ เคารพในการให้คายินยอมเข้าร่วมโครงการวิจัย โดยได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง พอเพียง ไม่ปิดบังข้อมูล เกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการวิจัย ผู้ให้ข้อมูลไม่ถูกชักจูงด้วยอามิสสินจ้าง และมี สิทธทิ จ่ี ะถอนตัวจากโครงการวจิ ยั โดยไมต่ อ้ งชดใช้คา่ เสยี หาย 2. หลักการให้ประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดอันตราย (Beneficence / Non-malfeasance) ผู้เข้าร่วมวิจัยอาจมีความเส่ียงเล็กน้อยที่ไม่มากกว่าความเส่ียงในชีวิตประจาวัน หรือ Minimal risks

49 เช่น เสียเวลา ไม่สะดวก แต่การเก็บข้อมลู จะไม่ก่อให้เกิดความเสยี หาย หรือมีผลกระทบต่อบุคคล หรอื องค์การที่อ้างองิ ถงึ 3. หลักยุติธรรม (justice) ผู้เข้ารว่ มวิจัยสามารถเป็นผทู้ ่ีมีเช้ือชาติ ศาสนา หรือฐานะใดก็ ได้ มีเกณฑ์การคดั เลือกอย่างชัดเจน มีการกระจายความเสี่ยงและมกี ารสุ่มตวั อย่างประชากรอย่าง เท่าเทยี มกัน 3.7 ข้อจากดั ในการทาวิจยั (Limitations) การวิจัยในครั้งนี้เก็บข้อมูลในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเน้ือและเย่ือพังผืด ท่ีมารับบริการ นวดแผนไทยที่คลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์เท่านั้น ด้วยระยะเวลาจากัดทาให้ไม่สามารถเก็บ ประชากรกลุ่มตัวอยา่ งได้มากนกั โดยระยะเวลาตง้ั แตเ่ ดอื น พฤศจิกายน – กมุ ภาพนั ธ์ 3.8 ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะได้รบั การวิจยั (Expected Benefit and Application) 1. เพอ่ื ลดการใช้ยาและภาวะเสี่ยงจากผลแทรกซ้อนของการใช้ยา 2. เพ่อื เป็นแนวทางในการวางแผนการรักษา สรา้ งโปรแกรมในการป้องกันและสง่ เสริม สขุ ภาพจิต - กายทดี่ ี 3. เพอื่ เป็นการสง่ เสรมิ และสนบั สนนุ การแพทย์แผนไทยในการดูแล รกั ษา และสง่ เสริม สุขภาพแก่ประชาชนควบคูก่ ับแพทย์แผนปัจจบุ นั

50 3.9 การบริหารงานและตารางปฏิบตั ิงาน (Administration and Time Schedule) ตารางปฏิบัตงิ าน (Time Schedule) กาหนดระยะ 2556 2557 ขน้ั ตอนการ ต พ ธ ม ก มี เม พ มิ ก ส ก ต พ ดาเนินการ ค. ย. ค. ค พ. ค. ย ค ย. ค. ค. ย. ค. ย ขนั้ เตรยี มการ 1.1 ศึกษา เอกสารและ วรรณกรรมท่ี เก่ยี วขอ้ ง 1.2 เขียนโครง ร่างวิทยานพิ นธ์ 1.3 เสนอโครง ร่างวิทยานพิ นธ์ 1.4 ปรับปรงุ แกไ้ ข ขัน้ ปฏบิ ตั กิ าร 2.1 เกบ็ รวบรวม ขอ้ มลู โดยเก็บ หลงั จากผา่ นการ รบั รองจาก คณะกรรมการ พิจารณา จริยธรรมการ วิจยั แล้ว 2.2 นาข้อมูลท่ี ไดม้ าวเิ คราะห์ 3. ขั้นสรปุ ผล 3.1 พมิ พ์ รายงาน 3.2 เสนอ วิทยานพิ นธ์

51 บทที่ 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยแบบก่ึงทดลอง (Quasi-Experimental Research) ใน ประชากรท่ีเป็นกลุ่มตวั อยา่ ง ซ่ึงเปน็ อาสาสมัครท่ีมอี าการปวดในกลุ่มโรคปวดกลา้ มเนื้อและเยื่อพังผืด ร่วมกบั ความวติ กกังวลความซึมเศรา้ มอี ายุระหวา่ ง 18 - 60 ปี จานวน 20 คน เพอ่ื ศึกษาผลการนวด ไทยต่อระดับความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และอาการปวดของผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเน้ือและ เยื่อพังผืดท่ีมารับบริการนวดแผนไทย ณ คลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ผู้วิจยั ได้นาเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ในรปู ของตารางประกอบคาบรรยาย โดยแบ่งเป็นลาดบั ดงั น้ี ตอนท่ี 1 ข้อมูลท่วั ไปของกลุ่มตัวอย่างแสดงคา่ เฉลีย่ (������̅) รอ้ ยละ (Percentage) ความถี่ (Frequency) โดยใชส้ ถติ ิพรรณนา (Descriptive Statistics) ตอนท่ี 2 แสดงความชกุ ของระดบั ความวติ กกังวล(Anxiety) ความซมึ เศรา้ ความ ปวด ก่อนและหลงั การรกั ษา โดยใช้สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) ตอนที่ 3 แสดงผลการวเิ คราะห์ความแตกต่างของความวิตกกังวล ความซึมเศร้า ความปวด กอ่ นและหลังการรกั ษา

52 ตอนท่ี 1 ขอ้ มูลทวั่ ไปของกลมุ่ ตัวอย่าง ตารางที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอยา่ ง แสดงคา่ เฉลีย่ (���̅���) ร้อยละ (Percentage) ความถ่ี (Frequency) n = 20 ปจั จยั ทีศ่ กึ ษา จานวน(n) ร้อยละ(%) อายุ ( ปี ) - - ≤ 20 13 65.0 21 – 30 7 35.0 31 ปขี น้ึ ไป (Mean = 30 ,SD= 7.02,Min = 23, Max = 48,) 8 40.0 12 60.0 เพศ ชาย หญิง สถานภาพสมรส 13 65.0 โสด (ยังไม่เคยแตง่ งาน) 7 35.0 แต่งงาน/อยดู่ ้วยกนั ฉนั สามภี รรยา -- หมา้ ย(คูส่ มรสเสียชวี ติ ) -- แยกกันอยู่ (จากปัญหาชวี ติ คู่) -- จานวนบตุ ร (คน) 15 75.0 ไมม่ บี ตุ ร 4 20.0 มีบุตร 1 คน 1 5.0 มบี ุตร 2 คน

ปัจจัยที่ศกึ ษา จานวน(n) 53 วุฒกิ ารศกึ ษา - ร้อยละ(%) ไม่ไดเ้ รยี น 1 ประถมศึกษาหรอื เทยี บเท่า - - มัธยมศึกษาหรอื เทียบเท่า 4 5.0 อาชวี ศึกษาหรอื เทียบเท่า 12 - ปริญญาตรี 3 20.0 สงู กวา่ ปริญญาตรี 60.0 15.0 ศาสนา พทุ ธ 19 95.0 อสิ ลาม 1 5.0 ครสิ ต์ -- อ่ืนๆ (ระบ)ุ -- อาชีพ -- เกษตร/ทาไรส่ วน 1 5.0 ขา้ ราชการ/รฐั วสิ าหกจิ 4 20.0 พนักงานบรษิ ัทเอกชน 7 35.0 รับจ้างทั่วไป 4 20.0 ธุรกจิ ส่วนตวั 4 20.0 อ่นื ๆ (โปรดระบุ) - นักศึกษา - พนกั งานมหาวทิ ยาลัย/อาจารย์

ปัจจยั ทศี่ ึกษา จานวน(n) 54 รายได้เฉลย่ี ต่อเดอื น (บาท) 7 ร้อยละ(%) น้อยกวา่ หรอื เทา่ กับ 15,000 9 15,001 – 25,000 4 35.0 มากกว่า 25,000 45.0 (Median = 20,000 , SD = 60575.08, Min = 9000, 20 20.0 Max = 250000) - - 100.0 ระยะเวลาในการทางานตอ่ สัปดาห์ (วัน) - - 5 วนั หรือมากกวา่ - - 3-4 วัน - น้อยกว่าหรือเท่ากับ 2 วนั 9 - อาชีวศกึ ษาหรอื เทียบเทา่ 7 ไมไ่ ด้ทางาน 1 45.0 7 35.0 อิรยิ าบถแต่ละวนั (สว่ นใหญ)่ ตอบไดม้ ากกวา่ 1ข้อ 5.0 นง่ั นาน 1 35.0 เดิน/ยนื นาน ยกของหนกั 17 5.0 เขียนหนงั สือหรือใช้ computer ตอ่ เน่อื ง 3 อืน่ ๆ (โปรดระบ)ุ 85.0 - ขับรถ 15.0 โรคประจาตวั ไมม่ ี มี (โปรดระบ)ุ -ความดันโลหติ สงู (2) -ไมเกรน (1)

ปจั จยั ท่ศี ึกษา จานวน(n) 55 การนอนหลับ (ช่วั โมง ) 2 รอ้ ยละ(%) 4 ชั่วโมง 5 6 ชั่วโมง 8 10.0 7 ชว่ั โมง 5 25.0 8 ชว่ั โมง 40.0 (Mean = 6.7 , SD =1.17,Min=4.0, Max=8.0 ) 25.0 บริเวณท่ีมีปวดกลา้ มเน้ือและเผอื่ พังผดื 20 100.0 กลา้ มเน้อื หลงั สว่ นบน (คอ บ่า ไหล่ ) -- กลา้ มเนื้อหลงั สว่ นล่าง (หลงั บน้ั เอว ขา ) จากตารางท่ี 1 แสดงข้อมูลท่ัวไปของกล่มุ ตัวอย่างผ้ปู ่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเน้ือและเย่ือ พังผืดที่มีความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และความปวดร่วมด้วย ท้ังหมด 20 คน พบว่ากลุ่มตัวอย่าง เพศชาย 8 ราย (ร้อยละ 40) เพศหญิง 12 ราย (ร้อยละ 60) ซ่ึงมีอายุเฉลี่ย 30 ปี ส่วนใหญ่อยู่ใน สถานภาพโสด (ร้อยละ 65) รองลงมาสถานะแต่งงาน/อยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา (ร้อยละ 35) ส่วน ใหญ่ไม่มีบุตร (ร้อยละ 75) มีวุฒิการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 60) นับถือศาสนาพุทธ (ร้อยละ 95) อาชีพส่วนใหญ่ ได้แก่ รับจ้างทั่วไป( ร้อยละ 35) พนักงานเอกชน (ร้อยละ 20) ธุรกิจ สว่ นตัว (รอ้ ยละ 20) ข้าราชการ/รัฐวิสาหกจิ (ร้อยละ 5) และอื่นๆ (ร้อยละ 20) โดยกลมุ่ ตัวอยา่ งมี รายได้เฉล่ยี 41,509.90 บาท/เดอื น (SD=60575.08) โดยรายไดต้ ่าสดุ อยู่ท่ี 9,000 บาท/เดอื น และมี รายได้สูงสุด 250,000 บาท/เดือน ระยะเวลาในการทางานต่อสัปดาห์ของกลุ่มตัวอย่างท้ังหมดอยู่ที่ 5 วัน/สัปดาห์หรือมากกว่า และอิริยาบถส่วนใหญ่ในแต่ละวันคือการนั่งต่อเนื่องนาน (ร้อยละ 45) รองลงมาไดแ้ ก่ อิรยิ าบถการเดิน/ยืนนาน และเขยี นหนงั สือหรอื ใช้ computer ต่อเน่ือง (ร้อยละ 35) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจาตัว (ร้อยละ 85) มีโรคประจาตัวร้อยละ 3 ได้แก่ โรคความดัน โลหิตสูง 2 ราย และโรคไมเกรน 1 ราย ระยะเวลาในการนอนหลับตอ่ วนั ส่วนใหญ่อยู่ที่ 7 ช่ัวโมง/วัน (ร้อยละ 40) และมอี าการปวดกล้ามเน้อื หลงั ส่วนบน (คอ บ่า ไหล่)

56 ส่วนท่ี 2 ระดับความวิตกกงั วล ความซึมเศรา้ ความปวด ก่อนและหลังการรกั ษา ตารางท่ี 2 แสดงความชุกของความวิตกกงั วล ก่อนและหลังการรกั ษา (n = 20) ปัจจัยที่ศกึ ษา กอ่ นการรกั ษา หลงั การรักษา จานวน(n) รอ้ ยละ(%) จานวน(n) ร้อยละ(%) ความวติ กกงั วล (Anxiety) - ไมม่ ีความผิดปกติทางจติ เวช (0-7 - - 17 85.0 คะแนน) - มีอาการวติ กกงั วลแต่ยังไมผ่ ิดปกติ 10 50.0 3 15.0 ชดั เจน (8-10 คะแนน) - มีอาการวิตกกงั วลในขน้ั ที่ถอื วา่ เป็น 10 50.0 - - ความผดิ ปกตทิ างจิตเวช (11-21 คะแนน) จากตารางที่ 2 การใช้แบบสอบถาม HADS ในกลุ่มตัวอย่าง พบกลุ่มที่มีอาการวิตกกังวลแต่ ยังไม่ผิดปกติทางจิตเวช (8-10 คะแนน) ร้อยละ 50 และกลุ่มที่มีอาการวิตกกังวลผิดปกติทางจิตเวช (11-21 คะแนน) รอ้ ยละ 50 เช่นกัน ตารางท่ี 3 แสดงความชกุ ของความซึมเศรา้ ก่อนและหลังการรกั ษา (n = 20) ปจั จยั ทีศ่ กึ ษา กอ่ นการรกั ษา หลงั การรกั ษา จานวน(n) รอ้ ยละ(%) จานวน(n) ร้อยละ(%) ความซมึ เศรา้ (Depression) - ไม่มีความผิดปกตทิ างจติ เวช 6 30.0 17 85.0 (0-7 คะแนน) - มีอาการซึมเศรา้ แตย่ งั ไมผ่ ิดปกตชิ ดั เจน 11 55.0 3 15.0 (8-10 คะแนน) - มอี าการซมึ เศร้าในขนั้ ท่ีถอื วา่ เปน็ 3 15.0 - - ความผดิ ปกตทิ างจติ เวช (11-21 คะแนน) จากตารางท่ี 3 การใช้แบบสอบถาม HADS ในกลุ่มตัวอย่าง พบกลุ่มท่ีมีอาการซึมเศร้าแต่ยัง ไมผ่ ิดปกตทิ างจิตเวช (8-10 คะแนน) รอ้ ยละ 55 และกล่มุ ทมี่ อี าการวิตกกงั วลผิดปกติทางจิตเวช (11- 21 คะแนน) รอ้ ยละ 15

57 ตารางท่ี 4 แสดงความชุกและระดับของความปวด ก่อนและหลังการรักษา (n = 20) ปจั จัยท่ศี ึกษา กอ่ นการรักษา หลงั การรกั ษา จานวน(n) ร้อยละ(%) จานวน(n) รอ้ ยละ(%) ระดับความปวด (PainScore) ความปวดระดบั 0 - - 5 25.0 ความปวดระดบั 2 1 5.0 12 60.0 ความปวดระดับ 4 7 35.0 3 15.0 ความปวดระดบั 6 7 35.0 - - ความปวดระดบั 8 5 25.0 - - ความปวดระดบั 10 ---- ระดับความปวด ( PainScore) ก่อนการรักษาพบว่าก่อนการรักษากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มี ระดับความปวด ท่ีระดับ 4 (รอ้ ยละ 35 ) และระดบั 6 (ร้อยละ35) รองลงมาคอื ระดับ 8 (รอ้ ยละ 25) หลังการรักษาด้วยการนวดแผนไทยพบว่าระดับความปวดของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 2 (ร้อยละ 60) รองลงมาคอื ระดับความปวด 0 (ร้อยละ 25) และระดับความปวด 4 (รอ้ ยละ 15) ตารางท่ี 5 แสดงความถ่ี ร้อยละของแบบวดั ความปวดฉบบั ภาษาไทย (n=20) ลกั ษณะความปวด กอ่ นการรักษา หลงั การรักษา จานวน(n) ร้อยละ(%) จานวน(n) รอ้ ยละ(%) ปวดแบบตุบๆ 19 95.0 13 65.0 ปวดจ๊ดี 9 45.0 2 10.0 ปวดเหมอื นถกู แทง 1 5.0 1 5.0 ปวดแปลบ๊ 13 65.0 2 10.0 ปวดเกร็ง 18 90.0 13 65.0 ปวดเหมอื นถกู แทะ 2 10.0 - - ปวดแสบปวดรอ้ น 4 20.0 1 5.0 ปวดตือ้ ๆ 19 95.0 15 75.0 ปวดหนักๆ 18 90.0 11 55.0 กดเจบ็ 20 100.0 17 85.0 ปวดเหมอื นแตกเป็นเส่ียง 3 15.0 1 5.0 รู้สกึ เหนอื่ ยล้า 19 95.0 7 35.0 รสู้ กึ ไม่สบาย 15 75.0 4 20.0 รสู้ ึกหวาดกลัวความเจบ็ ปวด 8 40.0 2 10.0 รสู้ กึ ทรมาน 19 95.0 7 35.0

58 จากตารางที่ 5 แสดงความถี่ รอ้ ยละของลักษณะความปวดแบบต่างๆ ตามแบบวัดความปวด ฉบับภาษาไทย พบว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมีลักษณะความปวดแบบกดเจ็บ และลักษณะความปวด ก่อนการรักษาส่วนใหญ่ ได้แก่ ลักษณะความปวดแบบตุบๆ (ร้อยละ 95) ปวดตื้อๆ (ร้อยละ 95) รู้สึก เหน่ือยล้า (ร้อยละ 95) และรู้สึกทรมาน (ร้อยละ 95) รองลงมาคือลักษณะความปวดแบบปวดเกร็ง (รอ้ ยละ 90) ปวดหนักๆ (ร้อยละ 90) รสู้ ึกไม่สบาย (รอ้ ยละ 15) และในหลงั การรักษามลี ักษณะความ ปวดส่วนใหญ่ ได้แก่ กดเจ็บ(ร้อยละ 85.0) ปวดตื้อๆ (ร้อยละ 75.0) ปวดเกร็ง (ร้อยละ 65.0) และ ปวดแบบตบุ ๆ (รอ้ ยละ 65.0) สว่ นที่ 3 ผลการวเิ คราะห์ความแตกต่างของความวติ กกังวล ความซึมเศรา้ ความปวด กอ่ นและ หลังการรักษา 3.1 ความวติ กกังวล ตารางท่ี 6 แสดงผลการวเิ คราะหค์ ่าเฉลย่ี ระดับความวติ กกังวลเปรียบเทียบก่อนและหลังการ รกั ษา จากกลมุ่ ตัวอยา่ งทั้งหมด โดยใช้สถิติ Paired-sample T test ปัจจยั ทศี่ ึกษา กอ่ นการรกั ษา หลังการรักษา t p-value mean SD mean SD ความวติ กกังวล 10.6 1.57 5.4 1.63 11.60 <0.001 แสดงค่าเฉลยี่ (mean) และค่าเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (SD) จากตารางท่ี 6 พบว่าค่าเฉล่ียของระดับความวิตกกังวลก่อนและหลังการรักษา มีความ แตกต่างอย่างมนี ัยสาคัญทางสถติ ิ โดยก่อนการรกั ษาค่าเฉลี่ยของระดับความวิตกกังวลอยู่ที่ 10.60 ค่า เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.57 และหลังการรักษาค่าเฉล่ียของระดับความวิตกกังวลอยู่ที่ 5.4 ค่า เบีย่ งเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.63

59 3.2 ความซึมเศรา้ ตารางที่ 7 แสดงผลการวเิ คราะหค์ ่าเฉลี่ยระดับความซึมเศรา้ เปรียบเทียบก่อนและหลังการรักษา จากกลมุ่ ตวั อยา่ งทั้งหมด โดยใชส้ ถติ ิ Paired-sample T test ปัจจยั ทศี่ ึกษา กอ่ นการรักษา หลงั การรักษา t p-value mean SD mean SD ความซึมเศรา้ 8.4 2.66 4.5 2.46 6.67 <0.001 แสดงคา่ เฉล่ยี (mean) และค่าเบีย่ งเบนมาตรฐาน (SD) จากตารางท่ี 7 พบว่าคา่ เฉล่ียของระดับความซมึ เศรา้ ก่อนและหลงั การรักษา มีความแตกต่าง อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ โดยก่อนการรักษาค่าเฉลี่ยของระดับความซึมเศร้าอยู่ที่ 8.4 ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 2.66 และหลังการรักษาค่าเฉลี่ยของระดับความวิตกกังวลอยู่ท่ี 4.5 ค่าเบ่ียงเบน มาตรฐานเท่ากับ 2.46 3.3 ความปวด ตารางท่ี 8 แสดงผลการวิเคราะห์ค่าเฉล่ียระดบั ความปวดเปรียบเทียบก่อนและหลังการรกั ษา โดย ใชส้ ถิติ Wilcoxon Sign rank test ปัจจยั ท่ศี กึ ษา ก่อนการรกั ษา หลังการรักษา p-value mean SD mean SD ความปวด 5.6 1.79 1.8 1.28 <0.001 แสดงค่าเฉล่ยี (mean) และคา่ เบ่ียงเบนมาตรฐาน (SD) จากตารางท่ี 8 พบวา่ คา่ เฉล่ยี ระดับคะแนนความปวดก่อนและหลังการรกั ษา มีความแตกตา่ ง อย่างมีนัยสาคัญ โดยก่อนการรักษาระดับคะแนนความปวดของกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ 5.6 ค่าเบ่ียงเบน มาตรฐานเท่ากับ 1.79 และหลังการรักษาการรักษาระดับคะแนนนความปวดของกลุ่มตัวอย่างอยู่ท่ี 1.80 คา่ เบีย่ งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 1.28

60 3.4 ศกึ ษาความแตกต่างของความเปล่ียนแปลงคะแนนความปวดในกลุ่มผู้ป่วยท่ีมีความวิตก กงั วลและความซมึ เศร้าในระดบั ตา่ งๆ ตารางที่ 9 แสดงผลการศกึ ษาความแตกต่างของความเปลย่ี นแปลงคะแนนความปวดในผูป้ ่วยทม่ี ี ความวิตกกังวลในระดบั ต่างๆ โดยสถิติ Mann- Whitney ความวิตกกงั วล จานวน mean SD Mann- p-value (n) Whitney - ไม่พบวา่ มภี าวะวติ กกังวล - - 1.398 -2.324 0.031 (0-7 คะแนน) - มภี าวะวติ กกงั วลแตย่ ังไมผ่ ดิ ปกตชิ ัดเจน 10 3.2 (8-10 คะแนน) - มภี าวะวติ กกังวลในข้ันที่ถอื ว่าเปน็ ความผดิ 10 4.4 ปกตทิ างจิตเวช (11-21 คะแนน) จากตารางที่ 9 พบวา่ คา่ ความเปลีย่ นแปลงของระดบั ความปวดในกลมุ่ ท่ีมคี วามวติ กกงั วลมี ความแตกต่างกนั อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิติ โดยพบวา่ ในกลุ่มท่มี ีอาการวิตกกงั วลในขน้ั ที่ถอื ว่าเป็น ความผิดปกตทิ างจติ เวช (11-21 คะแนน) มีคะแนนความเปลี่ยนแปลงหรือความปวดลดลงมากกว่าใน กลมุ่ ตวั อย่างมอี าการวติ กกงั วลแต่ยังไม่ผิดปกตชิ ดั เจน (8-10 คะแนน) ตารางที่ 10 แสดงผลการศกึ ษาความแตกต่างของความเปลย่ี นแปลงคะแนนความปวดในผ้ปู ่วยท่ี มีความซึมเศรา้ ในระดบั ตา่ งๆ โดยสถิติ Kruscal Wallis ความซมึ เศร้า จานวน mean SD Kruscal p-value (n) Wallis - ไมพ่ บวา่ มีภาวะซึมเศร้า 6 3.0 1.09 6.392 0.041 (0-7 คะแนน) - มภี าวะซมึ เศรา้ แต่ยังไมผ่ ดิ ปกตชิ ดั เจน 10 3.8 1.08 (8-10 คะแนน) - มีภาวะซมึ เศร้าในข้นั ทถี่ อื ว่าเปน็ ความผดิ 10 5.3 1.15 ปกติทางจิตเวช (11-21 คะแนน) จากตารางที่ 10 พบว่า คา่ ความเปลย่ี นแปลงของระดับความปวดในกลมุ่ ที่มีความซึมเศรา้ มี ความแตกต่างกันอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติ โดยพบวา่ ในกลุ่มทม่ี ีอาการซึมเศร้าในขน้ั ท่ีถอื วา่ เป็น ความผิดปกติทางจิตเวช (11-21 คะแนน) มีคะแนนความเปล่ยี นแปลงหรอื ความปวดลดลงมากกว่าใน กลุม่ ตวั อย่างมอี าการซึมเศรา้ แต่ยงั ไม่ผิดปกติชดั เจน (8-10 คะแนน)

61 3.4 แบบวัดระดบั ความปวดฉบับภาษาไทย ตารางท่ี 11 แสดงลักษณะของความปวดเปรียบเทียบก่อนและหลงั การรักษา มีอาการปวด* ดีขน้ึ ** ไม่ดขี ึน้ *** ลกั ษณะความปวด จานวน รอ้ ยละ จานวน รอ้ ยละ จานวน รอ้ ยละ (n) (%) (n) (%) (n) (%) ปวดแบบตบุ ๆ 19 95.0 18 90.0 1 5.0 ปวดจด๊ี 9 45.0 7 35.0 2 10.0 ปวดเหมือนถกู แทง 2 10.0 1 5.0 1 5.0 ปวดแปลบ๊ 17 85.0 13 65.0 4 20.0 ปวดเกร็ง 19 95.0 15 75.0 4 20.0 ปวดเหมือนถูกแทะ 7 35.0 2 10.0 5 25.0 ปวดแสบปวดร้อน 8 40.0 4 20.0 4 20.0 ปวดต้อื ๆ 20 100.0 17 85.0 3 15.0 ปวดหนกั ๆ 20 100.0 16 80.0 4 20.0 กดเจบ็ 20 100.0 15 75.0 5 25.0 ปวดเหมอื นแตกเป็นเสย่ี ง 9 45.0 3 15.0 6 30.0 รู้สึกเหนอื่ ยล้า 20 100.0 18 90.0 2 10.0 รสู้ กึ ไม่สบาย 17 85.0 14 70.0 3 15.0 รู้สึกหวาดกลัวความเจ็บปวด 14 70.0 9 45.0 5 25.0 รู้สกึ ทรมาน 19 95.0 17 85.0 2 10.0 *มีอาการปวด = มอี าการปวดก่อนการรักษา ตง้ั แตร่ ะดบั ความปวดท่ี 1 คะแนนขึ้นไป **ดีขึ้น = มรี ะดับความปวดลดลงต้งั แต่ 1 คะแนนข้ึนไปเมอ่ื เทียบก่อนและหลงั การรกั ษา ***ไม่ดขี ึน้ = มรี ะดับความปวดเทา่ เดมิ เม่ือเทยี บกอ่ นและหลังการรกั ษา จากตารางที่ 11 แสดงลักษณะของความปวดเปรียบเทียบก่อนและหลังการรักษาของกลุ่ม ตัวอย่าง พบว่า ลักษณะความปวดของกลุ่มตัวอย่าง 20 คน มีลักษณะแบบปวดต้ือๆ ปวดหนักๆ กด เจ็บและรู้สึกเหนื่อยล้า เปรียบเทียบก่อนและหลังการรักษาของลักษณะความปวดแบบต่างๆ พบว่า หลังการนวดรักษาอาการปวดในลักษณะต่างๆส่วนใหญ่ดีขึ้น โดยเฉพาะอาการปวดแบบตุบๆ ปวด แปล๊บ ปวดเกร็ง ปวดต้ือๆ ปวดหนักๆ กดเจ็บ รวมถึงความรู้สึกเหน่ือยล้า รู้สึกไม่สบาย และรู้สึก ทรมาน ในขณะเดียวกันอาการปวดที่คงเดิมหรือไม่ดขี ึ้นได้แก่ ปวดเหมือนถูกแทง ปวดเหมือนถูกแทะ ปวดแสบปวดรอ้ น และปวดเหมอื นแตกเปน็ เส่ียง

62 บทที่ 5 สรุปผลการวจิ ยั อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยคร้ังน้ีเปน็ การศึกษาผลการนวดไทยต่อระดบั ความวติ กกังวล ความซึมเศร้า และอาการปวดของผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเย่ือพังผืดท่ีมารับบริการนวดแผนไทย ณ คลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาผลของการนวดไทยต่อระดับความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และความปวดในผู้ป่วยกลุ่มอาการ ปวดกล้ามเน้ือและเยื่อพังผืด กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นอาสาสมัครท่ีมีอาการปวดกล้ามเน้ือในกลุ่ม อาการปวดกล้ามเน้ือและเย่ือพังผืด (MPS) มีอายุระหว่าง 18-60 ปี โดยระหว่างการเข้าร่วม โครงการวิจัยกลุ่มตัวอย่างไม่ได้รับการรักษาโดยวิธีอื่นๆ เช่น กายภาพบาบัด ฝังเข็ม หรือยาแก้ปวด เปน็ ต้น และยินยอมเข้าร่วมในการศกึ ษาวิจยั รวมทั้งรว่ มมอื ในการตอบแบบสอบถาม เครื่องมือท่ีใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดอาการ วิตกกังวลและอาการซึมเศร้า ฉบับภาษาไทย (Thai Hads) และแบบประเมินความปวด โดยกลุ่ม ตัวอย่างที่ผ่านการคัดกรองตามเกณฑ์การคัดเข้าสู่โครงการ รวมทั้งส้ิน 20 คน โดยจะทาการทดลอง ติดต่อกัน 3 ครั้ง แต่ละคร้ังห่างกัน 2 วัน ผู้วิจัยจะวัดระดับความปวด ความวิตกกังวล ความซึมเศร้า ก่อนการรักษา(ก่อนเข้าการศึกษา)และหลังการรักษา(ส้ินสุดการศึกษา) โดยหลังสิ้นสุดการศึกษา อาสาสมัครสามารถมาติดตามผลการรักษาได้ครบ 20 คน โดยการวิจัยคร้ังน้ีได้รับการผ่าน คณะกรรมการจริยธรรมการวิจยั คณะแพทยศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั 5.1 สรปุ ผลการวจิ ัย ผลการศกึ ษาลักษณะกลมุ่ ตวั อย่าง จากการศกึ ษากลมุ่ ตวั อยา่ ง 20 คน พบเพศหญงิ มากกว่าเพศชาย ส่วนใหญม่ อี ายุไม่เกิน 30 ปี สถานภาพโสด รองลงมามีสถานะแต่งงาน/อยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา อาชีพส่วนใหญ่รับจ้างทั่วไป ระยะเวลาการทางานต่อสัปดาห์ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดอยู่ท่ี 5 วัน/สัปดาห์หรือมากกว่า มีอิริยาบถ ส่วนใหญ่ในแต่ละวันคือการนั่งตอ่ เน่ืองนาน เขียนหนังสือหรือใช้ computer ต่อเนือ่ ง ระยะเวลาการ นอนหลับต่อวัน ส่วนใหญ่เท่ากับ 7 ช่ัวโมงต่อวัน โดยในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมีอาการปวดกล้ามเน้ือ หลังสว่ นบน (คอ บา่ ไหล)่

63 ผลการศึกษาความชุกของความวิตกกงั วล ความซมึ เศรา้ และความปวดกอ่ นการรกั ษา ความชกุ ของความวิตกกงั วลก่อนการรกั ษาในกลมุ่ ตวั อย่างท้งั หมด รอ้ ยละ 100 และพบ ความชุกของความซึมเศร้า ร้อยละ 70 และในกลุ่มตัวอย่างท้ังหมดมีระดับความปวดส่วนใหญ่อยู่ท่ี ระดับ 4 และระดบั 6 ซง่ึ ถือวา่ อยใู่ นระดับความปวดปานกลาง ผลการศกึ ษาผลการนวดไทยตอ่ ระดบั ความวติ กกังวล ความซึมเศรา้ และความปวด ผลการศึกษาค่าเฉลย่ี คะแนนความวิตกกังวลกอ่ นและหลงั การรักษา โดยใช้สถติ ิ Paired-sample T test มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ โดยก่อนการรักษาค่าเฉลี่ยของ ระดับความวติ กกังวลอยู่ที่ 10.60 ±1.57 และหลงั การรกั ษาอยูท่ ่ี 5.35 ±1.63 (p<0.001) ผลการศึกษาค่าเฉลี่ยของระดับความซึมเศร้าก่อนและหลงั การรักษา มคี วามแตกตา่ งอย่างมี นัยสาคัญทางสถิติ โดยก่อนการรักษาค่าเฉลี่ยของระดับความซึมเศร้าอยู่ที่ 8.4±2.66 และหลังการ รักษาอยูท่ ่ี 4.5±2.46 (p<0.001) ผลการศึกษาค่าเฉลี่ยคะแนนระดับความปวดก่อนและหลังการรักษา โดยใช้สถิติทดสอบ Wilcoxon signed rank test พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.001) โดยมี คา่ เฉล่ียก่อนการรกั ษาเทา่ กับ 5.6±1.79 และค่าเฉลย่ี หลงั การรักษาเท่ากบั 1.8±1.28 5.2 อภปิ รายผลการวิจัย ผลการศึกษาในกลุ่มตัวอยา่ งท่มี อี าการปวดกล้ามเนือ้ และเย่ือพังผดื (MPS) ซ่ึงมีความวติ ก กังวล ความซึมเศร้า และความปวดร่วมด้วย พบว่าความวิตกกังวลซึมเศร้าและอาการปวดกล้ามเน้ือ และเยื่อพังผืดในเพศหญิงพบมากกว่าเพศชาย ส่วนใหญ่กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ยในช่วง 20- 30 ปี สอดคล้องกับรายงานอัตราความชุกของความวิตกกังวลพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และพบมาก ในเกณฑ์อายุประมาณ 20-35 ปี[2] และงานวิจัยของนพ.อานนท์ ในปี 2553 พบอัตราความชุกของ อาการปวดกล้ามเนื้อและเย่ือพังผืด (MPS) ในกลุ่มประชากรไทย พบในเพศหญิงได้บ่อยกว่าเพศชาย [10] และกลุ่มที่ทางานเบามีโอกาสเส่ียงต่อการเกิด MPS ได้บ่อยกว่ากลุ่มที่ทางานหนกั ซ่ึงในช่วงอายุท่ี พบอยู่ในช่วงของวัยทางานโดยในกลุ่มน้ีมีปัจจัยกระตุ้นจารเกิดโรคจากอิริยาบถ ประจาวัน ความเครียดจากการทางาน จากการศึกษายังพบว่าในกลุ่มตัวอย่างทั้ง 20 คน มีอาการปวดกลา้ มเน้ือ ในบริเวณบ่าช่วงบน (คอ บ่า ไหล่ ) ซ่ึงสอดคล้องกับข้อมูลอิริยาบถส่วนใหญ่น่ังต่อเน่ืองนาน ใช้ คอมพิวเตอร์หรือเขียนหนังสอื ต่อเนอ่ื งนาน ผลการศึกษาความชุกของความวิตกกังวล ความซึมเศร้า ในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ และเยื่อพังผืด พบกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 100 อยู่ในเกณฑ์ที่มีความวิตกกังวลแต่ยังไม่ผิดปกติชัดเจน และกลุม่ ทีมีอาการวติ กกังวลในขัน้ ท่ีถือวา่ เป็นความปิดปกตทิ างจิตเวช และร้อยละ 70 อยู่ในเกณฑ์ท่ี มีความซึมเศร้าแต่ยงั ไมผ่ ดิ ปกติชัดเจนและกลุ่มทีมีความซมึ เศร้าในข้ันทถี่ ือว่าเป็นความปิดปกติทางจิต

64 เวช ซึ่งสอดคล้องกับรายงานที่ผ่านมาพบว่า ร้อยละ 89.3 ของผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและ เยอ่ื พังผืด (MPS) มีภาวะวิตกกังวล และร้อยละ 22.9 มภี าวะซึมเศร้า[] ส่วนการศึกษาของธนินทร ใน ปี 2554 พบปัญหาสุขภาพจิตเท่ากับร้อยละ 39.19 ในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเน้ือและเยื่อพังผืด (MPS) [37] จากผลการศึกษาพบความชุกของความวิตกกังวลซึมเศร้าในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวด กล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (MPS) ในคร้ังนี้สอดคล้องกับแนวเวชปฏิบัติกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง ระบบกระดูกและกลา้ มเน้ือ พบวา่ ภาวะวติ กกังวล ความเครยี ด ซึมเศร้า เป็นปัจจยั เกอื้ หนุนให้เรื้อรังท่ี พบได้บ่อยในกลุ่มอาการปวดกล้ามเน้ือและเยื่อพังผืด (MPS) กายและจิตสัมพันธ์กันในหลายๆครั้ง พบว่าปัจจยั ทางด้านจิตใจเป็นตัวกระตุ้นท่ีทาให้เกิดอาการทางกายไดจ้ ึงอาจเปน็ อีกหนึง่ สาเหตุท่ีทาให้ พบภาวะวติ กกงั วลซมึ เศรา้ รว่ มกบั อาการปวดกล้ามเนือ้ และเย่ือพังผดื ผลการศึกษาพบว่าผลการนวดไทยต่อระดับความวิตกกังวล ความซึมเศร้า ลดลงอย่างมี นัยสาคัญทางสถิติเป็นไปถามสมมติฐานการวิจัย ซึ่งสอดคล้องกับ Field ในปี 1998 การนวดสามารถ เพิ่มการทางานของเส้นประสาทเวกัส (Vagus nerve) และช่วยกระตุ้นการแสดงออกทางสีหน้า ลด การหลั่งฮอร์โมน Cortisal ซ่ึงเป็นฮอร์โมนที่สร้างความเครียด และช่วยสร้าง Serotonin กับ Dopamine ที่ทาให้รู้สึกสุขสบาย ทาให้มีผลในการลดความเครียดและภาวะซึมเศร้าได้[35] อีกท้ังการ นวดด้วยวิธีการกด การบีบ เป็นการสัมผัสท่ีส่งผลต่อระบบลิมบิค ซึ่งทาหน้าที่ในการตอบสนองด้าน อารมณ์ ถูกกระตุ้นน้อยลง ทาให้ร่างกายมีการผ่อนคลายได้ในระดับลึก รับรู้ถึงความเป็นสุขได้[34] และในการนวดน้ันสง่ ผลใหก้ ล้ามเนื้อผอ่ นคลาย ลดอาการตึงเกร็ง จึงทาให้ผปู้ ่วยรสู้ ึกสบาย ผอ่ นคลาย รวมท้ังการประคบสมุนไพรหลังการนวด น้ามันหอมระเหยและความร้อนจากลูกประคบเป็นอีกหน่ึง ปัจจัยที่ช่วยทาให้กล้ามเน้ือผ่อนคลาย สบายทั้งด้านร่างกายและจิตใจในงานวิจัยต่อไปอาจพิจารณา แยกกลุ่มตัวอย่างเพ่ือดูความแตกตา่ งของผลการนวดไทยเพยี งอย่างเดียวเปรียบเทียบกับการนวดไทย ร่วมกบั การประคบสมนุ ไพรเพือ่ ใหเ้ ห็นผลการศึกษาท่ชี ัดเจนข้ึน ผลการศึกษาพบว่าการนวดไทยมีผลลดระดับความปวดได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติเป็นไป ตามสมมติฐานการวิจัย ซึ่งสามารถอธิบายได้จากทฤษฎี Gate-control theory การนวดไทยร่วมกับ การประคบสมุนไพร เป็นการกระตุ้นเส้นใยประสาทขนาดใหญ่ ทาให้มีการยับย้ังหรือปิดก้ันกระแส ประสาทความปวดที่ไขสันหลัง จึงทาให้ไม่มีกระแสประสาทส่งผ่านไปยังสมองส่วนกลางเป็นผลให้ ความเจ็บปวดลดลง[28] อีกทั้งการนวดเป็นการลดอาการตึงเกร็งของกล้ามเน้ือและกระตุ้นการ ไหลเวียนของเลือดจึงทาให้อาการปวดลดลง ซ่ึงสอดคล้องกับการศึกษา ของกฤติฤณและคณะ ในปี 2556 พบว่าผลการรักษาผู้ป่วยปวดคอหรือหลังส่วนบนจาก Myofascial pain syndrome ด้วยการ นวดไทยร่วมกับประคบสมุนไพร 2 คร้ัง/สัปดาห์ เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ในกลุ่มตัวอย่างมีอาการ ปวดลดน้อยลงกว่าก่อนได้รับการนวดไทยร่วมกับประคบสมุนไพร[42] ซึ่งมีความแตกต่างกันในแง่ของ การติดตามการรักษา โดยในการศึกษาของผู้วิจัยมีการนัดติดตามการรกั ษา 3 คร้งั ซึ่งเป็นรปู แบบใหม่

65 ของการติดตามผลระยะสั้นสามารถเห็นผลความเปล่ียนแปลงได้ท้ัง 3 ด้าน ในการวิจัยคร้ังต่อไป อาจ มีการพจิ ารณาเพ่ิมระยะเวลาและจานวนคร้ังในการตดิ ตาม ประเมนิ ผล ผลการศึกษาความแตกต่างของความเปล่ียนแปลงคะแนนความปวดในผู้ป่วยที่มีความวิตก กังวล ความซึมเศร้าในระดับต่างๆ พบว่า การนวดไทยมีผลต่อคะแนนความเปลี่ยนแปลงหรือความ ปวดในกลุ่มที่มีความวิตกกังวล ความซึมเศร้าในระดับที่มีอาการวิตกกังวลหรือซึมเศร้าในขั้นท่ีถือว่า เป็นความผิดปกติทางจิตเวช (11-21 คะแนน) มากกว่าในกลุ่มท่ีมีอาการวิตกกังวลแต่ยังไม่ผิดปกติ ชัดเจน (8-10 คะแนน) เป็นไปได้ว่าในกลุ่มท่ีมีระดับความวิตกกังวลความซึมเศร้าในข้ันท่ีถือว่าเป็น ความผิดปกติทางจิตเวช มักมีอาการทางด้านร่างกายร่วมด้วยเช่นอาการปวดกล้ามเน้ือเรื้อรังเม่ือรับ การรักษาทาให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย ลดอาการปวด ทาให้เกิดความสุขสบายท้ังทางด้านร่างกายและ จิตใจ 5.3 ข้อเสนอแนะ 1. ในการทาวจิ ัยครงั้ ต่อไปควรมีการเพิ่มระยะติดตามผลการรักษาและจานวนกลุ่มตัวอยา่ ง เพื่อใหส้ ามารถเหน็ ผลทดลองได้ชดั เจนมากขน้ึ 2. ในการทาวิจยั เกีย่ วกบั ผลการนวดไทยในครั้งต่อไป ควรนาเครอ่ื งมอื หรืออปุ กรณท์ าง การแพทย์แผนปัจจุบันมาเป็นตัววัดประสิทธิผลด้วย อาทิเช่น การวัดความตึงตัวของกล้ามเน้ือ เคร่ืองวัดองศาการเคลอื่ นไหวของคอ เปน็ ต้น 3. การศกึ ษาน้เี ปน็ การศึกษาในกลมุ่ ผู้ป่วยอาการปวดกลา้ มเน้ือและเยื่อพังผดื ณ คลินิก แพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หากนาผลไปอ้างอิงอาจต้อง พจิ ารณาลักษณะของกลุ่มตัวอยา่ งน้ันๆดว้ ยว่ามคี วามเหมือนหรอื แตกตา่ งกนั อยา่ งไร

รายการอ้างอิง 1. สานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาต.ิ ภาวะสังคมไทยไตรมาสหนงึ่ ปี 2556. ความสขุ มวลรวมของคนไทยลดลง รวมทั้งโรคความเครยี ดยังคงมแี นวโน้มสูงขนึ้ ปที ี่ 10, ฉบับท่ี 2: 6. 2. สานกั พัฒนานโยบายสขุ ภาพระหวา่ งประเทศ. การศึกษาคาความสญู เสียปสุขภาวะเนื่องจาก ความบกพรองทางสขุ ภาพ จากความผิดปกตทิ างจิตของประชากรไทย พ.ศ.2547. [ออนไลน์]. เข้าถงึ ได้จาก: http://www.hiso.or.th/hiso/picture/reportHealth.2547. 3. คณะกรรมการพัฒนาระบบบริการที่ตอบสนองตอ่ ปัญหาสุขภาพที่สาคญั (สาขาสขุ ภาพจติ และจิต เวช). แผนพัฒนาระบบริการสขุ ภาพสาขาสขุ ภาพจติ และจิตเวช. พมิ พ์ครั้งที่ 1. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากัด, 2556. 4. “รบั รู้รับมอื กบั ความเครยี ดด้วยปัญญา.” [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ไดจ้ าก: http://www.si.mahidol.ac.th /2554 5. สถาบนั วจิ ยั การแพทยแ์ ผนไทย. รายงานสถานการณผ์ ู้มารบั บริการด้านการแพทยแ์ ผนไทยใน สถานบริการสาธารณสุขของรฐั ปี 2546-2550. [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ได้จาก: http://www.dtam.moph.go.th/images/document/research-thai. 2556 6. อุบลกาญน์ ยอดต่อ. ความชกุ และปัจจยั ทีส่ มั พนั ธ์กบั Myofascial pain syndrome ในผปู้ ว่ ยท่ี เข้ารบั การรกั ษาทคี่ ลินิกแพทยแ์ ผนไทย โรงพยาบาลสุราษฎรธ์ านี. วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญา มหาบัณฑิต ภาควชิ าจติ เวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย,2554 7. ประดิษฐ์ ประทปี ปะวนชิ . Myofascial Pain Syndrome:A common Problem in Clinical Pratice. พิมพค์ รง้ั ที่ 1. กรุงเทพมหานคร : บริษทั อมรินทรป์ ริ๊นตง้ิ แอนพบั ลิชช่งิ จากดั (มหาชน), 2542 8. สมาคมศึกษาเร่อื งความปวดแหง่ ประเทศไทย. แนวทางเวชปฏบิ ัตกิ ลมุ่ อาการปวดเร้อื รังระบบ กระดูกและกล้ามเนื้อ Myofascial Pain Syndrome, Fribromyalgia. พิมพค์ ร้ังท่ี 1. กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัท อมรินทร์ปรน๊ิ ติง้ แอนพับลิชชง่ิ จากัด (มหาชน), 2552

67 9. Simons DG. Myofascial Pain Syndrome due to trigger points In Goodgold J, ed. Rehabilitation Medicine. St. Louis: Mosby,1988;686-273 10. อานนท์ พงศธรกลุ พาณชิ , พรฑิตา ชัยอานวย, ไพจติ ต์ อศั วบด,ี อรุ ุยา กอ้ งเกยี รตงิ าม. Myofascial Pain Syndrome in Thai community. จุลสารรมู าติสซัม่ 2538;4:2-9 11. วณี า อยู่ภู่. การวเิ คราะห์องค์ประกอบความวิตกกงั วลของมารดาหลงั คลอดบตุ รคนแรก. ปรญิ ญานิพนธ์ สาขาวจิ ยั และสถติ ิการศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ,2549. 12. เกศนิ ี คาเหลา. การสารวจระดบั ความวิตกกังวลของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลสงั กัด มหาวิทยาลัยในกากบั ของรัฐ. วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญามหาบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร,2553. 13. กิตติยาภรณ์ ภูครองหนิ . ผลของการฝึกผอ่ นคลายต่อระดบั ความวิตกกังวลและความสามารถ ในการเผชิญปญั หาในผู้ป่วยมะเรง็ เต้านมทไ่ี ด้รับเคมบี าบัด. [วิทยานิพนธ์ปรญิ ญาพยาบาล พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต].ขอนแกน่ : บณั ฑติ วิทยาลัยมหาวิทยาลยั ขอนแกน่ ; 2539. 14. สวุ นีย์ เกย่ี วกิ่งแก้ว. การพยาบาลจติ เวช. คร้งั ท่ี -. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, 2554. 15. ศ.นพ.จาลอง ดิษยวณิช. แนวคดิ เชิงพุทธของความวติ กกังวล[ออนไลน์].2556. แหล่งท่ีมา: http://www.lanna.mbu.ac.th/panya/no_60/vitok.asp[6 เมษายน 2558] 16. วกิ พิ เี ดีย. ขีณาสพ[ออนไลน]. 2558. แหลง่ ทม่ี า : https://th.wikipedia.org/wiki 17. ภรดิ า วชั รโชติ. ความวิตกกังวล. [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก: http://www.vichaiyut.co.th. 2556. 18. ศรีเรือน แก้วกงั วาน. ทฤษฎจี ติ วทิ ยาบคุ ลกิ ภาพ. 9th ed. กรงุ เทพ: สานกั พมิ พ์ หมอชาวบ้าน; 2544. 19. อตนิ ชุ มาลากลุ ณ อยุธยา. ภาวะวิตกกังวลและซมึ เศร้าในนิสิตคณะแพทยศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์ มหาวิทยาลยั . วิทยานพิ นธฺมหาบณั ฑิต, สาขาวชิ าสขุ ภาพจิต จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , 2546. 20. Supawan. ทฤษฎบี ุคลิกภาพของ Sigmand Freud[ออนไลน์].2553. เข้าถงึ ได้จาก: http://www.bloggang.com/mainblog. 21. ธรณนิ ทร์ กองสขุ และคณะ. ความชกุ ของโรคซมึ เศร้าในคนไทย : ผลจากการสารวจระบาด วิทยาโรคทางจิตเวชในคนไทยการศกึ ษาระดบั ชาติ ปี 2551. [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ได้จาก: http://www.dmh.go.th/downloadportal/Morbidity/Depress2551.pdf. 2551.

68 22. ปริยศ กิตตธิ ีระศักด์.ิ ภาวะซึมเศร้า. [ออนไลน์]. เขา้ ถึงได้จาก: http://www.nurse.tu.ac.th/pdf/. 2556. 23. โรงพยาบาลมนารมย.์ โรคซึมเศรา้ . [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก: http://www.manarom.com/sara/depression.html. 2558. 24. อรพรรณ ลือบญุ ธวชั ชัย,พีรพนธ์ ลือบญุ ธวัชชยั .การบาบดั รกั ษาทางจติ สงั คมสาหรบั โรคซมึ เศร้า (พิมพ์คร้งั ท1ี่ ).กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์บรษิ ัทธนาเพลส;2553. 25. ทิพวรรณ ไตรตลิ านนั ท.์ การประยกุ ต์ทฤษฎคี วามสามารถตนเองในการปรับเปล่ยี นพฤติกรรม เพ่อื ลดอาการปวดหลังสว่ นลา่ งเรื้อรัง โรงพยาบาลรามาธิบดี. [วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญาวิทยา ศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าเอกสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์]. กรุงเทพฯ: บัณฑิต วิทยาลยั มหาวิทยาลัยมหดิ ล; 2541. 26. พวงทอง ไกรพิบูลย.์ ปวด เจบ็ (Pain). [ออนไลน์]. เข้าถึงไดจ้ าก: http://haamor.com/th/%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%94/.2558 27. อานวย ถิฐาพันธ์. ความปวด Pain : concept & mechanism. [ออนไลน์]. เข้าถงึ ไดจ้ าก: http://ramacme.ra.mahidol.ac.th/th/?q=node/15. 2552. 28. ศุภกจิ สุวรรณไตรย์. การประยกุ ตท์ ฤษฎคี วามสามารถตนเองร่วมกับการนวดแบบราชสานัก ต่อพฤตกิ รรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยปวดบ่า ตน้ คอ และศรี ษะ คลนิ ิกอายรุ เวทแพทย์แผน ไทยประยกุ ตก์ รงุ เทพมหานคร. [วิทยานพิ นธ์ปริญญาวทิ ยาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาสขุ ศกึ ษา]. กรงุ เทพฯ: บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยศรนี ครทิ รวโิ รฒ; 2548. 29. “พระราชบัญญตั ิวชิ าชีพการแพทย์แผนไทย.” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงได้จาก: http://www.dtam.moph.go.th/index.php/2556 30. มลู นิธกิ ารแพทย์แผนไทยพฒั นา. ประวัตวิ ิวัฒนาการและการประยุกต์ใชก้ ารแพทย์แผนไทย. พิมพ์ครง้ั ท่ี 1. กรุงเทพมหานคร:บริษทั สามเจรญิ พาณิชย,์ 2550 31. มลู นิธิฟ้นื ฟสู ง่ เสรมิ การแพทย์ไทยเดิมและโรงเรียนอายุรเวทธารง สถานการแพทย์แผนไทย ประยุกต์. หตั ถเวชกรรมแผนไทย(การนวดไทยแบบราชสานัก) การนวดพืน้ ฐาน. พิมพ์คร้ังท่ี 2. กรงุ เทพมหานคร : ศภุ วนชิ การพิมพ์, 2554 32. Frank H. Netter, Atlas of human anatomy. 1906-1991.

69 33. มูลนธิ ฟิ น้ื ฟสู ง่ เสริมการแพทยไ์ ทยเดมิ ฯ. หัตถเวชกรรมไทย(นวดแบบราชสานัก). พมิ พค์ รั้งท1่ี . กรงุ เทพมหานคร : พฒิ เณศปรนิ๊ ต้ิงเซนเตอรจ์ ากดั , 2548 34. พวงผกา ตันกจิ จานนท์. ประสิทธิผลของโปรแกรมคลายเครยี ดโดยการประยุกตท์ ฤษฎี ความสามารถตนเอง รว่ มกับการนวดไทยและการดดั ตน เพื่อการคลายเครยี ด ในสตรวี ัย กลางคน ตาบลพระยืน อาเภอพระยนื จงั หวัดขอนแก่น. วิทยานิพนธป์ รญิ ญา สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสุขศึกษาและการสง่ เสรมิ สขุ ภาพ บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น. 2550. 35. Tiffany Field P, Director TRI, Miami F, USA. Touch A Parent’s Guide to Infant Massage 2006. 36. อภิญญา เอ่ียมตระการ, วารี จริ อดศิ ัย และฉฐั ยา จิตประไพ. การศึกษาความชุกและปัจจัยที่ เกย่ี วข้องกบั อาการวิตกกงั วลและซึมเศร้าในผู้ป่วยคลนิ คิ ปวดหลัง โรงพยาบาลรามาธบิ ดี. เวช ศาสตร์ฟ้นื ฟูสาร ปที ี่ 8. ฉบับท่ี 1 (2541) 37. ธนินทร สมนึก. ภาวะสุขภาพจติ ของผู้ป่วยกลุม่ อาการปวดกลา้ มเนอื้ และเยอ่ื พงั ผดื มัยโอฟาส เชี่ยล. [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ได้จาก: http://www.siriraj-irbak.si.mahidol.ac.th. 2554 38. กติ ิยา โกวทิ ยานนท์, ปนดา เตชทรัพยอ์ มร. เปรียบเทยี บผลการรักษาผูป้ ว่ ยปวดคอจาก Myofascial Pain Syndrome ด้วยการนวดไทยกับอัลตรา้ ซาวด.์ วารสารการแพทย์แผน ไทยและการแพทย์ทางเลือก ปที ่ี 8, ฉบบั ท่ี 2-3(2553) 39. เลขา ดรี ูป. การเปรยี บเทยี บผลการรักษาอาการปวดกล้ามเนือ้ และเยือ่ พังผืดมัยโอฟาสเช่ยี ล บริเวณบ่าด้วยวิธฝี งั เขม็ แบบจุดไกลและการใช้ dry needing. วารสารสมาคมเวชศาสตร์ ป้องกันแหง่ ประเทศไทย ปที ี่ 2, ฉบบั ที่ 2(2555) 40. เรณู มชี นะ. เปรยี บเทียบผลของการนวดไทยประยกุ ต์กบั การใช้ยาพาราเซตามอลในบคุ คลที่ มีอาการปวดศีรษะเน่อื งจากความเครยี ด. วทิ ยานิพนธ์ปริญญามหาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั มหิดล, 2544. 41. ชาธิปัตย์ เครือพาณชิ ย,์ อไุ รวรรณ ชชั วาล, วิชยั อึงพนิ จิ พงศ์และกรรณิการ์ คงบุญเกียรติ. ผลแบบทนั ทขี องการนวดไทยในการบรรเทาอาการปวดในผปู้ ่วยปวดศรี ษะจากความเครยี ด แบบ Episodic tension-type headache. วทิ ยานพิ นธ์ปรญิ ญามหาบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น, 2553.

70 42. กฤตฤณ กลุ เวิน, เจษฎา อดุ มพิทยาสรรพ์ และปานจติ วรรณภิระ. ผลการรักษาผปู้ ่วยปวดคอ หรอื หลงั สว่ นบนจาก Myofascial Pain Syndrome ดว้ ยการนวดไทยรว่ มการประคบ สมนุ ไพร. วารสารการวิจัย ปีที่ 6, ฉบับที่ 2 (2556) 43. พีรดา จนั ทรส์ บิ ูลย,์ ศภุ ะลกั ษณ์ ฟักคา. ประสิทธผิ ลของการนวดแบบราชสานักในการรกั ษากลุ่ม อาการปวดกล้ามเน้อื หลังส่วนบนของผู้มารบั บรกิ ารในศูนยว์ ชิ าชพี แพทย์แผนไทยประยุกต์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนสุนนั ทา. มหาวิทยาลยั ราชภฎั สวนสนุ นั ทา, 2553 44. คัญฑมารา สทิ ธิไกรพงษ์. การศึกษาประสทิ ธิผลการนวดไทยกับการใช้ยาไดโคลฟีแนค (Diclofenac) ในการลดอาการปวดบ่า. วารสารวชิ าการสาธารณสุข ปที ี่ 23, ฉบับที่ 5(2557) 45. ชนินทร์ ลีวานนั ท์. Thai Traditional Massage for Back Pain. [ออนไลน์].http://thaicamdb.info/show_research.php/2549 46. วินยั พากเพยี ร, สทิ ธิศกั ด์ิ หรรษาเวก. แนวทางการวินิจฉยั และรักษาโรคออร์โธปดิ ิกส์:ระบบ สนั หลัง-โรคและการบาดเจ็บ. พิมพ์ครัง้ ท่ี 1. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พจ์ ามจรุ ีโปรดักท,์ 2555 47. สถาบันการแพทยแ์ ผนไทย. แนวทางเวชปฏิบตั กิ ารแพทยแ์ ผนไทย. พิมพค์ รั้งท่ี 2. กรงุ เทพมหานคร : องคก์ ารสงเคราะหท์ หารผา่ นศกึ , 2553 48. วิไล อุดมพิทยาสรรพ์. ผลการนวดไทยตอ่ การลดอาการปวดศรี ษะจากความเครยี ด. [วิทยานิพนธป์ ริญญาพยาบาลศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการพยาบาลผูใ้ หญ่]. สงขลา: บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์; 2543. 49. Richard L. Drake, Wayne Vogl, Adam W.M. Mitchell. Gray’s Anatomy for student,2005. 50. สันต์ หตั ถีรตั น์. ตาราซกั ประวัตแิ ละตรวจรา่ งกาย. พมิ พ์ครั้งท่ี 3. กรุงเทพฯ: พิมพ์ดี; 2550. 51. ฉตั รศิริ ปยิ ะพมิ ิลสทิ ธ์.ิ การใช้ SPSS เพ่ือการวิเคราะห์ข้อมลู . เอกสารการเรียนการสอนระดบั ปรญิ ญาโท สาขาการวัดผลการศึกษา. มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ ประสานมติ ร; 2542.

ภาคผนวก

72 แบบสอบถาม เรื่อง ผลการนวดไทยตอ่ ระดบั ความวิตกกังวล ความซึมเศรา้ และอาการปวดของผู้ป่วยกลุ่มอาการ ปวดกล้ามเน้ือและเยอ่ื พังผดื ทม่ี ารับบรกิ ารนวดแผนไทย ณ คลนิ ิกแพทย์แผนไทยประยกุ ต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนท่ี 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและขอ้ มลู ส่วนบุคคล คาชแี้ จง : โปรดตอบแบบสอบถามทุกคาถาม โดยทาเครอื่ งหมาย  ลง ในตัวเลือกท่ี เป็นคาตอบของทา่ น และเติมขอ้ มูลในช่องวา่ ง (………) ให้ตรงกับความเปน็ จริง 1. อายุ ................................................... ปี 2. เพศ ชาย 1 หญิง 2 3. สถานภาพสมรส โสด (ยงั ไม่เคยแตง่ งาน) 1 แต่งงาน/อยดู่ ว้ ยกนั ฉนั สามภี รรยา 2 หมา้ ย(คูส่ มรสเสยี ชวี ิต) 3 หย่ารา้ ง 4 แยกกนั อยู่ (จากปัญหาชวี ติ คู่) 5 4. ปจั จบุ ันทา่ นมีบุตร (ถา้ มี) จานวน .........................................................คน 5. วุฒิการศกึ ษา ไมไ่ ดเ้ รียน 1 ประถมศกึ ษาหรอื เทยี บเท่า 2 มธั ยมศกึ ษาหรือเทียบเทา่ 3 อาชวี ศึกษาหรือเทียบเท่า 4 ปรญิ ญาตรี 5

73 สงู กวา่ ปริญญาตรี 6 6. ศาสนา พทุ ธ 1 ครสิ ต์ 3 อสิ ลาม 2 .อ่ืนๆ (โปรดระบ)ุ 4 ............................................... 7. อาชพี เกษตรกร/ทาไรส่ วน 1 รบั จ้างทว่ั ไป 4 ข้าราชการ/รัฐวิสาหกจิ 2 พนักงานบริษัทเอกชน 3 ธุรกจิ ส่วนตวั 5 อืน่ ๆ (โปรดระบุ) 6 ....................................................... 8. รายไดเ้ ฉลย่ี ท้ังหมดต่อเดือนของท่าน รายไดท้ งั้ หมด ………………………………………………………………….. บาท/เดอื น 9. โดยเฉล่ยี ใน 1 สัปดาห์ ท่านใชเ้ วลาในการทางานกี่วัน 5 วันหรอื มากกว่า 1 3-4 วัน 2 นอ้ ยกว่าหรือเท่ากบั 2 วัน 3 ไม่ได้ทางาน 4 10. อิริยาบถแต่ละวนั (สว่ นใหญ่ ) นัง่ 1 เดิน/ยืน 2 ยกของหนัก 3 เขยี นหนังสอื หรือใช้ computer ตอ่ เนือ่ ง 4 อื่นๆ (โปรดระบุ) 5 ................................................................................. 11. ท่านมโี รคประจาตัวหรอื ไม่ ไมม่ ี 1 มี 2 โปรดระบุ …………………………..................................................... 12. การนอนหลบั วนั ละ .................................................................... ชว่ั โมง

74 ส่วนที่ 2 แบบสอบถาม Hospital Anxiety and Depression Scale ฉบบั ภาษาไทย (Thai Hads) แบบสอบถามชุดนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยให้ผู้ดูแลรักษาท่านเข้าใจอารมณ์ความรู้ สึกของท่าน ในขณะเจ็บป่วยได้ดขี ึ้น กรุณาอา่ นข้อความแต่ละข้อ และทาเคร่ืองหมายถกู ในช่องคาตอบที่ใกล้เคยี ง กบั ความรู้สกึ ของทา่ น ในชว่ ง 1 สัปดาหท์ ีผ่ ่านมา มากทสี่ ดุ และกรุณาตอบทุกข้อ 1. ฉันร้สู กึ ตึงเครียด  1. เปน็ ส่วนใหญ่  2. บ่อยครั้ง  3. เปน็ บางครั้ง  4. ไมเ่ ปน็ เลย 2. ฉนั รูส้ ึกเพลิดเพลินใจกับสิ่งต่างๆ ท่ีฉนั เคยชอบได้  1. เหมือนเดิม  2. ไมม่ ากเทา่ แต่ก่อน  3. มเี พียงเล็กนอ้ ย  4. เกอื บไมม่ ีเลย 3. ฉนั มีความรสู้ ึกกลัวคลา้ ยกับว่ากาลังจะมเี รื่องไมด่ เี กิดขน้ึ  1. มี และค่อนข้างรนุ แรงดว้ ย  2. มี แตไ่ ม่มากนัก  3. มีเพยี งเลก็ นอ้ ย และไม่ทาให้กังวลใจ  4. ไม่มเี ลย 4. ฉันสามารถหวั เราะและมีอารมณ์ขนั ในเร่อื งต่างๆได้  1. เหมือนเดมิ  2. ไมม่ ากนัก  3. มีน้อย  4. ไมไ่ ด้เลย 5. ฉนั มีความคิดวติ กกงั วล  1. เปน็ มากทเี ดยี ว  2. บ่อยมาก  3. เป็นบางครงั้ แต่ไม่บ่อย

75  4. ไมเ่ ป็นเลย 6. ฉนั รสู้ กึ แจ่มใสเบกิ บาน  1. ไม่มีเลย  2. ไมบ่ ่อยนัก  3. เป็นบางครัง้  4. เปน็ สว่ นใหญ่ 7. ฉนั สามารถทาตัวตามสบาย และรสู้ ึกผ่อนคลาย  1. เหมือนเดมิ  2. ได้โดยทว่ั ไป  3. ไม่บอ่ ยนัก  4. ไมม่ ีเลย 8. ฉันรู้สกึ วา่ ตวั เองคิดอะไร ทาอะไร เชือ่ งชา้ ลงกวา่ เดมิ  1. เกอื บตลอดเวลา  2. บอ่ ยครง้ั  3. เปน็ บางครง้ั  4. ไม่เคยเปน็ 9. ฉนั รูส้ กึ ไม่สบายใจ จนทาใหป้ ่ันป่วนในทอ้ ง  1. ไม่เป็นเลย  2. เป็นบางครง้ั  3. คอ่ นข้างบอ่ ย  4. บอ่ ยมาก 10. ฉนั ปลอ่ ยเน้ือปลอ่ ยตัว ไมส่ นใจตวั เอง  1. ใช่  2. ไม่ค่อยใส่ใจเท่าท่ีควร  3. ใส่ใจนอ้ ยกวา่ แต่กอ่ น  4. ยงั ใสใ่ จเหมอื นเดิม 11. ฉันรูส้ กึ กระสับกระส่าย เหมือนกับจะอยู่นง่ิ ๆ ไมไ่ ด้  1. เป็นมากทีเดียว  2. คอ่ นขา้ งมาก  3. ไมม่ ากนกั  4. ไม่เป็นเลย

76 12. ฉนั มองสิ่งตา่ งๆในอนาคต ดว้ ยความเบิกบานใจ  1. มากเท่าท่เี คยเป็น  2. ค่อนขา้ งนอ้ ยกว่าทเ่ี คยเปน็  3. นอ้ ยกวา่ ทีเ่ คยเปน็  4. เกอื บจะไมม่ ีเลย 13. ฉันรู้สึกผวาหรือตกใจขน้ึ มาอยา่ งกะทันหัน  1. บ่อยมาก  2. คอ่ นข้างบ่อย  3. ไม่บ่อยนัก  4. ไมม่ ีเลย 14. ฉันรู้สึกเพลิดเพลินไปกบั การอา่ นหนังสือ ฟังวทิ ยุ หรือดโู ทรทศั น์ หรือกิจกรรมอนื่ ๆทเ่ี คยเพลดิ เพลินได้  1. เป็นส่วนใหญ่  2. เปน็ บางครัง้  3. ไมบ่ อ่ ยนัก  4. นอ้ ยมาก

77 สว่ นที่ 3 แบบวดั ระดบั ความปวดฉบบั ภาษาไทย (Short – form McGill Pain Questionnaire Thai version) และ Vital sign แบบวัดระดับความปวดฉบับภาษาไทย (Short – form McGill Pain Questionnaire Thai version) คร้งั ท่ี ...................................... วนั ท่ปี ระเมิน .................................................................................... ไมป่ วด/รสู้ กึ ปวด/รสู้ ึกน้อย ปวด/รสู้ กึ ปานกลาง ปวด/รสู้ กึ มาก รบกวนชีวติ ประจาวัน จนทนไมไ่ ด้ ไม่รบกวนชวี ติ ประจาวัน 2)…………………. 3)………………... 2)…………………. 3)………………... ปวดตุบ๊ ๆ 0)………….… 1)…………….. 2)…………………. 3)………………... 2)…………………. 3)………………... ปวดจีด๊ 0)………….… 1)…………….. 2)…………………. 3)………………... 2)…………………. 3)………………... ปวดเหมือนถกู แทง 0)………….… 1)…………….. 2)…………………. 3)………………... 2)…………………. 3)………………... ปวดแปลบ๊ 0)………….… 1)…………….. 2)…………………. 3)………………... 2)…………………. 3)………………... ปวดเกร็ง 0)………….… 1)…………….. 2)…………………. 3)………………... ปวดเหมอื นถูกแทะ 0)………….… 1)…………….. 2)…………………. 3)………………... 2)…………………. 3)………………... ปวดแสบปวดรอ้ น 0)………….… 1)…………….. 2)…………………. 3)………………... ปวดตื้อๆ 0)………….… 1)…………….. 2)…………………. 3)………………... ปวดหนกั ๆ 0)………….… 1)…………….. กดเจ็บ 0)………….… 1)…………….. ปวดเหมือนแตกเปน็ เส่ยี ง 0)………….… 1)…………….. รูส้ ึกเหนอื่ ยล้า 0)………….… 1)…………….. รสู้ กึ ไมส่ บาย 0)………….… 1)…………….. รู้สกึ หวาดกลวั ความเจ็บปวด 0)………….… 1)…………….. รู้สึกทรมาน 0)………….… 1)……………..

78 Vital Sign และการตรวจรา่ งกายเฉพาะท่ี Vital sign ความดนั โลหิต ( Blood pressure ) ………………………………………………. ชีพจร ( Pulse Rate ) …………………………………………………………….. อตั ราการหายใจ ( Respiratory Rate ) …………………………………………… อณุ หภมู ิร่างกาย ( Temperature ) ………………………………………………. น้าหนัก ......................................... กโิ ลกรมั ส่วนสงู ………………………….. เซนติเมตร BMI …………………………

79 คณะแพทยศาสตร์ เอกสารข้อมูลคาอธบิ ายสาหรบั ผ้เู ขา้ รว่ มโครงการวิจยั จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย (Information sheet for research participation) หน้า 1/5 ช่ือโครงการวิจัย ผลการนวดไทยต่อระดับความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และอาการปวดของผู้ป่วย กลุม่ อาการปวดกลา้ มเน้ือและเยอ่ื พังผืดทม่ี ารบั บริการนวดแผนไทย ณ คลินิกแพทยแ์ ผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ผู้ทาวจิ ยั ชอื่ นางสาวจริ ภรณ์ แนวบุตร ทอี่ ยู่ ภาควชิ าจติ เวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั ตกึ ธนาคารกรุงเทพฯ โรงพยาบาลจฬุ าลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม 4 ปทมุ วัน กรุงเทพฯ 10330 เบอร์โทรศัพท์ โทร 0-22564298, 0-22564346 เรยี น ผู้เขา้ รว่ มโครงการวจิ ัยทุกทา่ น ท่านได้รับเชิญให้เข้าร่วมในโครงการวิจัยน้ีเน่ืองจากท่านเป็นผู้ป่วยท่ีมารับบริการ ณ คลินิก แพทย์แผนไทยประยกุ ต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ กอ่ นท่ีท่านจะตดั สินใจเขา้ ร่วม ในการศึกษาวิจัยดังกล่าว ขอให้ท่านอ่านเอกสารฉบับน้ีอย่างถ่ีถ้วน เพื่อให้ท่านได้ทราบถึงเหตุผลและ รายละเอียดของการวิจยั ในคร้ังน้ี หากทา่ นมีขอ้ สงสยั ใดๆ เพิ่มเตมิ กรณุ าซักถามจากผู้วิจัยซึ่งจะเปน็ ผู้ สามารถตอบตอบคาถามและใหค้ วามกระจ่างแก่ท่าน ท่านสามารถขอคาแนะนาในการเข้าร่วมโครงการวิจัยน้ีจากครอบครัว เพื่อนของท่าน และ แพทย์ประจาตัวของท่านได้ ทา่ นมีเวลาเพียงพอในการตัดสินใจอย่างอิสระ ถ้าท่านตัดสินใจแล้วว่าจะ เขา้ รว่ มโครงการวจิ ัยนี้ ขอใหท้ า่ นลงนามในเอกสารแสดงความยนิ ยอมของโครงการวจิ ยั น้ี เหตผุ ลและความเป็นมา ความวิตกกังวลและความซึมเศร้าเป็นสาเหตุหน่ึงที่ส่งผลกระทบท้ังต่อร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะในช่วงท่ีสังคมโลกเปลี่ยนไป การใช้ชีวิต การทางาน ส่งผลให้เกิดความวิตกกังว ลและ ซมึ เศร้าได้ง่าย และในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืดพบว่าภาวะทางดา้ นจิตใจเป็นอีก ปัจจัยหน่ึงท่ีส่งผลต่ออาการปวดได้ การศึกษาถึงผลการนวดไทยต่อระดับความวิตกกังวล ความ ซึมเศร้า และอาการปวดของผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืดที่มารับบริการนวดแผน ไทย ณ คลนิ กิ แพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์จะช่วยในการวาง แผนการรักษาและส่งเสริมสุขภาพ ท้ังยังนาไปสู่แนวทางในการพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาสุขภาพจิต และงานวิจยั ต่อไป

80 คณะแพทยศาสตร์ เอกสารขอ้ มลู คาอธิบายสาหรับผเู้ ขา้ ร่วมโครงการวจิ ยั จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย (Information sheet for research participation) หนา้ 2/5 วัตถปุ ระสงค์ของการศึกษา เพื่อศกึ ษาผลของการนวดแผนไทยตอ่ ระดับความวิตกกังวล ความซมึ เศร้าและความปวดของ ผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเย่ือพังผืดท่ีมารับบริการนวดแผนไทย ณ คลินิกแพทย์แผนไทย ประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดย จานวนผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย จานวน 20 คน วิธกี ารท่ีเกย่ี วขอ้ งกับการวจิ ยั หากท่านตกลงเขา้ ร่วมการวจิ ยั จะมีข้ันตอน ดงั ต่อไปนี้ ทา่ นจะไดร้ ับการรักษา ทงั้ หมด 3 ครง้ั ในวันจันทร์ พธุ และศุกร์ ของสัปดาห์ ดว้ ย วิธกี ารนวดไทยแบบราชสานักโดยผู้วิจยั คือ นางสาวจิรภรณ์ แนวบุตร คร้ังที่ 1 ผู้วจิ ยั ขอให้ท่านตอบแบบสอบถาม ในส่วนที่ 1 ได้แก่ แบบสอบถามขอ้ มลู ทวั่ ไปและ ข้อมูลส่วนบุคคล จานวน 12 ข้อ ส่วนที่ 2 ได้แก่ แบบสอบถามความวิตกกังวลและซึมเศร้าก่อนการ รักษา จานวน 13 ข้อ และโดยผ้วู ิจัยเป็นผู้ประเมินในส่วนที่ 3 ได้แก่ แบบวัดระดับความปวดฉบับ ภาษาไทย จานวน 15 ข้อ ประเมนิ ระดบั ความปวดก่อนการรักษา ระดับ 0 - 10 วัด vital sign / การตรวจร่างกายเฉพาะที่ โดยผู้วิจัย และรับการรักษาโดยการนวดแผนไทย ( กดจุดแบบราชสานัก ) ใช้เวลาประมาณ 60 นาที คร้ังท่ี 2 ทา่ นจะได้รบั การรักษาต่อเน่ืองโดยการนวดแผนไทย ( กดจุดแบบราชสานัก ) รวม ระยะเวลา 40 นาที คร้ังท่ี 3 ผู้วิจัยขอให้ท่านตอบแบบสอบถามส่วนท่ี 2 ได้แก่ แบบสอบถามความวิตกกังวล และซึมเศร้าก่อนการรักษา และส่วนที่ 3 แบบวัดระดับความปวดฉบับภาษาไทย ประเมินระดับ ความปวดหลังการรักษา วัด vital sign /การตรวจรา่ งกายเฉพาะท่ี โดยผู้วิจัย ใชเ้ วลาประมาณ 60 นาที โดยโปรแกรมการนวดไทย ( Intervention ) การนวดไทยแบบราชสานัก ในทน่ี ี้อ้างองิ สตู รการรกั ษาตามศาสตรก์ ารแพทยแ์ ผนไทย ทา การรกั ษาโดยแพทยแ์ ผนไทยประยกุ ตท์ ่ีมใี บประกอบโรคศิลปะแพทย์แผนไทยประยุกต์ - นวดแผนไทย ( กดจุดแบบราชสานกั ) 30 นาที - ประคบสมนุ ไพร 10 นาที โดยผ้วู จิ ยั เปน็ ผรู้ ับผดิ ชอบคา่ ใช้จ่ายท่ีเกดิ ขึน้ จากการเข้ารว่ มวจิ ยั ของทา่ น

81 คณะแพทยศาสตร์ เอกสารขอ้ มูลคาอธบิ ายสาหรับผเู้ ข้าร่วมโครงการวิจยั จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย (Information sheet for research participation) หน้า 3/5 ความเส่ยี งท่ีอาจได้รบั ความเสี่ยงจากการเข้าร่วมการวิจัยครั้งน้ีมีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อย คือ อาจจะทาให้ท่าน เสียเวลาหรือไม่สะดวกระหว่างท่ีท่านเข้ารว่ มโครงการวจิ ัย หากมีภาวะแทรกซ้อนเกดิ ขึน้ ทา่ นสามารถ ผวู้ ิจยั ได้ที่ 0-81850-9930 หรอื 0-82419-7474 ประโยชน์ที่ท่านอาจไดร้ บั ท่านจะไม่ได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมวิจัย แต่ผลการศึกษาท่ีได้จะเป็นประโยชน์ในการ นาไปสู่แนวทางในการวางแผนการส่งเสริม ดูแลและรักษาผู้ป่วย ณ คลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ และในศาสตรก์ ารรกั ษาทางแพทยแ์ ผนไทยตอ่ ไป คา่ ตอบแทนผู้ร่วมวจิ ยั ท่านจะไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนในการเข้าร่วมการวิจัยนี้ หลังส้ินสุดการเข้าร่วมวิจัยติดตาม การรักษา 3 ครงั้ ทา่ นจะไดร้ บั ยาหม่องน้าสมุนไพรเปน็ การแสดงความขอบคุณ ค่าใช้จา่ ยของท่านในการเข้าร่วมการวจิ ยั ทา่ นจะไมม่ คี ่าใชจ่ า่ ยในการเข้าร่วมวจิ ัย ข้อปฏิบัตขิ องทา่ นขณะท่รี ่วมในโครงการวจิ ยั ขอให้ทา่ นปฏบิ ตั ิดังนี้ - ขอให้ท่านให้ข้อมูลทางการแพทย์ของท่านท้ังในอดีตและปัจจุบัน แก่ผู้ทาวิจัยด้วยความ สตั ย์จรงิ - ขอใหท้ า่ นแจ้งผทู้ าวจิ ัยทราบถึงความผิดปกตทิ เี่ กดิ ข้ึนระหวา่ งที่ท่านเข้ารว่ มในโครงการวิจัย อนั ตรายทอ่ี าจเกิดขึ้นจากการเขา้ รว่ มในโครงการวิจยั และความรบั ผดิ ชอบของผู้ทาวจิ ัย หากท่านพบอันตรายเกิดจากการทาวิจัยท่านจะได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมทันที หาก พิสูจน์ว่าท่านปฏิบัติตามคาแนะนาของผู้วิจัยแล้ว ผู้วิจัยยินดีจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการ รักษาพยาบาลของท่าน และการลงนามในเอกสารให้ความยินยอม ไม่ได้หมายความว่าท่านได้สละ สทิ ธ์ิทางกฎหมายตามปกตทิ ท่ี า่ นพึงมี ในกรณีที่ท่านได้รับอันตรายใดๆ หรอื ตอ้ งการข้อมูลเพ่ิมเติมท่ีเก่ียวข้องกบั โครงการวิจยั ท่าน สามารถติดต่อกับผู้ทาวิจัย คือ นางสาวจิรภรณ์ แนวบุตร โทร 0-81850-9930 , 0-82419-7474 ไดต้ ลอด 24 ชั่วโมง

82 คณะแพทยศาสตร์ เอกสารข้อมลู คาอธบิ ายสาหรับผู้เขา้ ร่วมโครงการวจิ ยั จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย (Information sheet for research participation) หน้า 4/5 การเขา้ ร่วมและสิ้นสุดการเข้าร่วมโครงการวิจัย การเข้าร่วมโครงการวิจัยครั้งน้ีเป็นไปโดยสมัครใจ หากท่านไม่สมัครใจจะเข้าร่วมการศึกษา แล้วสามารถถอนตัวได้ตลอดเวลา การขอถอนตัวออกจากโครงการวิจัยจะไม่มีผลต่อการรับบริการ ตามปกติของทา่ นแตอ่ ย่างใด ทางเลือกหรอื กระบวนการการรกั ษาอ่นื ๆในกรณที ่ีท่านไมเ่ ข้ารว่ มในโครงการวิจัย ในกรณีที่ท่านไม่เข้าร่วมในโครงการวิจัย ท่านสามารถเข้ารับการตรวจรักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน หรือแพทย์ทางเลือกอ่ืนๆ ได้ เช่น การฝังเข็มโดยแพทย์แผนจีน การทากายภาพบาบัด ยาแก้ปวด/ คลายกล้ามเน้ือ ฯลฯ การปกปอ้ งรักษาขอ้ มลู ความลบั ของอาสาสมคั ร ข้อมูลที่อาจจะไปสู่การเปิดเผยตัวท่าน จะได้รับการปกปิดและไม่เปิดเผยแก่สาธารณชน ใน กรณีที่ผลการวิจัยได้รับการตีพิมพ์ ช่ือและท่ีอยู่ของท่านจะต้องได้รับการปกปิดอยู่เสมอ โดยเฉพาะ รหัสประจาโครงการวจิ ัยของทา่ น หากท่านยกเลิกการให้สิทธ์ิดังกล่าว ท่านสามารถแจ้ง หรือเขียนบันทึกขอยกเลิกการให้คายินยอม โดยส่งไปท่ี ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ( ตึกธนาคารกรุงเทพฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1873 ถนนพระราม 4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทร 0-22564298, 0-22564346 ) หากท่านขอยกเลิกการให้คายินยอมหลังจากทที่ ่านได้เขา้ ร่วมโครงการวิจัยแล้ว ข้อมูลส่วนตัว ของท่านจะไม่ถูกบันทึกเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามข้อมูลอ่ืนๆ ของท่านอาจถูกนามาใช้เพ่ือประเมิน ผลการวิจัย และทา่ นไม่สามารถกลับมาเข้าร่วมในโครงการครั้งน้ีได้อีก ท้ังนี้เน่ืองจากข้อมูลของทา่ นที่ จาเป็นสาหรับการใชเ้ พ่ือการวจิ ยั ไมไ่ ด้ถูกบันทึก

83 คณะแพทยศาสตร์ เอกสารขอ้ มูลคาอธบิ ายสาหรบั ผู้เขา้ ร่วมโครงการวจิ ัย จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั (Information sheet for research participation) หนา้ 5/5 สิทธิ์ของผู้เข้าร่วมโครงการวิจยั ในฐานะที่ท่านเป็นผูเ้ ขา้ ร่วมโครงการวิจยั ท่านจะมีสทิ ธิใ์ นการตัดสินใจดงั ต่อไปน้ี 1. ท่านจะได้รับทราบถงึ ลักษณะและวัตถุประสงค์ของการวจิ ยั ในครัง้ น้ี 2. ทา่ นจะได้รับการอธิบายเกี่ยวกับระเบยี บวธิ วี จิ ัยของการวิจัย 3. ท่านจะไดร้ ับทราบการอธบิ ายถึงความเส่ียงเกี่ยวกับความไม่สบายท่ที ่านจะไดร้ ับจากการวิจยั 4. ท่านจะได้รบั ทราบการอธบิ ายถึงประโยชน์ทีท่ า่ นอาจได้รบั จากการวจิ ยั 5. ท่านจะไดม้ โี อกาสซกั ถามเกย่ี วกับงานวิจยั หรอื ขน้ั ตอนท่เี ก่ียวขอ้ งกับการวจิ ัย 6. ท่านจะไดร้ บั ทราบวา่ การยินยอมเข้าร่วมโครงการวิจัยนี้ ท่านสามารถขอถอนตัวจากโครงการ เม่อื ใดกไ็ ด้ โดยผู้เข้ารว่ มวจิ ยั ในโครงการวิจัยสามารถขอถอนตวั ออกจากโครงการวิจัยโดยไม่มี ผลกระทบใดๆ ท้งั สนิ้ 7. ทา่ นจะได้รับสาเนาเอกสารใบยนิ ยอมที่มีทงั้ ลายเซน็ และวันที่ 8. ท่านมีสทิ ธใิ นการตดั สนิ ใจว่าจะเขา้ รว่ มในโครงการวจิ ัยหรอื ไม่ก็ได้ โดยปราศจากการใช้ อิทธิพลข่มขู่ หากทา่ นไมไ่ ดร้ บั การชดเชยอันควรตอ่ การบาดเจบ็ หรือการเจบ็ ปว่ ยที่เกิดข้นึ โดยตรงจากการ วิจยั หรอื ทา่ นไม่ได้รับการปฏบิ ัตติ ามท่ปี รากฏในเอกสารขอ้ มลู คาอธบิ ายสาหรบั ผเู้ ขา้ ร่วมในการวิจัย ท่านสามารถร้องเรียนไดท้ ี่คณะกรรมการจริยธรรมการวจิ ัย คณะแพทยศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์ มหาวิทยาลยั ตึกอานนั ทมหดิ ลชนั้ 3 โรงพยาบาลจฬุ าลงกรณ์ ถนนพระราม 4 ปทุมวัน กรงุ เทพฯ 10330 โทรศพั ท์ 0-2256-4455 ต่อ 14, 15 ในเวลาราชการ ขอขอบพระคุณในการรว่ มมือของทา่ นมา ณ ท่นี ้ี ………………………………………………………………………………………….

84 คณะแพทยศาสตร์ เอกสารขอ้ มลู คาอธบิ ายสาหรบั ผู้เข้ารว่ มโครงการวจิ ยั จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั (Information sheet for research participation) หน้า 1/2 การวิจัยเรอ่ื ง ผลการนวดไทยตอ่ ระดับความวติ กกังวล ความซึมเศร้า และอาการปวดของผปู้ ว่ ยกลมุ่ อาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพงั ผืดท่ีมารับบรกิ ารนวดแผนไทย ณ คลนิ ิกแพทยแ์ ผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ วันท่ใี หค้ ายินยอม วันที่ ………………….………เดอื น…………………………………..………………. พ.ศ………………….…… ขา้ พเจา้ นาย/นาง/ นางสาว…………………………………………………………………….…………………………….….ท่ี อยู่……………………………………………………..……………...……ได้รายละเอยี ดจากเอกสารข้อมูลสาหรับ ผู้เขา้ ร่วมโครงการวจิ ยั ทีแ่ นบมาฉบับวันท่ี…………………………………………และข้าพเจ้ายนิ ยอมเข้าร่วม โครงการวิจยั โดยสมคั รใจ ขา้ พเจา้ ไดร้ บั สาเนาเอกสารแสดงความยินยอมเข้ารว่ มโครงการวจิ ยั ทข่ี ้าพเจา้ ไดล้ งนาม และ วนั ทพ่ี ร้อมด้วยเอกสารข้อมลู สาหรับผู้เขา้ รว่ มโครงการวิจัย ท้งั นกี้ อ่ นท่ีจะลงนามในใบยนิ ยอมใหท้ า การวจิ ัยคร้ังน้ี ขา้ พเจ้าไดร้ ับการอธบิ ายจากผู้วิจัยถงึ วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั ระยะเวลาของการทา วิจยั วธิ ีการวิจยั อันตรายหรอื อาการท่ีอาจเกิดขึน้ จากการวจิ ยั รวมท้งั ประโยชน์ทีจ่ ะเกิดข้ึนจากการ วิจยั และแนวทางการรกั ษาโดยวิธีอืน่ อย่างละเอียด ขา้ พเจา้ มีเวลาและโอกาสเพยี งพอในการซกั ถาม ขอ้ สงสยั จนมคี วามเขา้ ใจอย่างดแี ล้ว โดยผวู้ จิ ัยได้ตอบคาถามตา่ งๆ ดว้ ยความเต็มใจ ไม่ปิดบงั ซอ่ นเรน้ จนขา้ พเจ้าเข้าใจข้าพเจา้ รับทราบจากผวู้ จิ ยั วา่ หากเกิดอนั ตรายใดๆ จากการทาวิจยั ดงั กลา่ ว ผู้เขา้ ร่วม วจิ ยั จะได้รับการรักษา พยาบาลโดยไมเ่ สียคา่ ใชจ้ ่าย ขา้ พเจา้ มีสทิ ธ์ิที่จะบอกเลิกเข้าร่วมในโครงการวจิ ัยเมื่อใดก็ได้ โดยไมจ่ าเปน็ ต้องแจ้งเหตผุ ล และการบอกเลิกการเขา้ ร่วมการวจิ ยั นี้ ซง่ึ จะไม่มีผลตอ่ การรักษาโรคหรอื สิทธิอ่นื ๆ ที่ข้าพเจา้ จะพึง ได้รบั ต่อไป ผ้วู ิจยั รับรองว่าจะเก็บขอ้ มูลส่วนตวั ของข้าพเจา้ เปน็ ความลบั และจะเปดิ เผยได้เฉพาะเมื่อ ไดร้ บั การยนิ ยอมจากข้าพเจา้ เทา่ นั้น บคุ คลอืน่ ในนามของบริษัทผ้สู นบั สนนุ การวิจัย คณะกรรมการ พิจารณาจรยิ ธรรมการวจิ ยั ในคน สานักงาน คณะกรรมการวจิ ยั ในคน อาจไดร้ ับอนุญาตให้เข้ามาตรวจ และประมวลขอ้ มลู ของผู้ร่วมวิจยั ทัง้ นจี้ ะตอ้ งกระทาเพ่ือวตั ถปุ ระสงคใ์ นการตรวจสอบความถูกตอ้ ง ของข้อมลู เทา่ น้ัน

85 คณะแพทยศาสตร์ เอกสารข้อมูลคาอธบิ ายสาหรบั ผเู้ ข้ารว่ มโครงการวิจัย จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั (Information sheet for research participation) หน้า 2/2 ผู้วจิ ัยรบั รองวา่ จะไม่มีการเกบ็ ข้อมูลใดๆ ของข้าพเจา้ เพิ่มเติม หลงั จากที่ข้าพเจา้ ขอยกเลิก การเขา้ ร่วมโครงการวิจัย และต้องการให้ทาลายเอกสารและ/หรือตัวอยา่ งทใ่ี ชต้ รวจสอบทง้ั หมดท่ี สามารถสบื คน้ ถึงตวั ขา้ พเจ้าได้ ข้าพเจา้ มสี ทิ ธิ์ท่ีจะตรวจสอบหรือแก้ไขขอ้ มูลส่วนตัวของข้าพเจา้ และสามารถยกเลกิ การให้ สิทธใิ นการใชข้ ้อมูลส่วนตัวของข้าพเจ้าได้ โดยตอ้ งแจง้ ให้ผู้วิจยั ทราบ ขา้ พเจ้าได้ตระหนกั วา่ ข้อมูลในการวจิ ัยไม่มีการเปดิ เผยช่อื จะผ่านกระบวนการต่างๆ เชน่ การเกบ็ ข้อมลู การบนั ทึกข้อมูลในแบบบันทึกและในคอมพวิ เตอร์ การตรวจสอบตา่ งๆ เช่น การเก็บ ขอ้ มลู การบนั ทึกข้อมลู ในแบบบนั ทกึ และในคอมพวิ เตอร์ การตรวจสอบ การวิเคราะห์ และการ รายงานขอ้ มลู เพื่อวัตถปุ ระสงค์ทางวิชาการเท่าน้ัน ขา้ พเจ้าได้อ่านข้อความข้างต้นและมีความเข้าใจดีทกุ ประการแลว้ ยนิ ดเี ข้ารว่ มในการวจิ ัย ดว้ ยความเตม็ ใจ จงึ ได้ลงนามในเอกสารแสดงความยนิ ยอมน้ี …………………………………………………………….…. ลงนามผใู้ หค้ วามยินยอม (……………………………………………………….…….) ชอ่ื ผ้ยู นิ ยอม ตัวบรรจง วันท…ี่ ………..เดอื น……………..…………………….. พ.ศ……….……… ข้าพเจ้าได้อธบิ ายถงึ วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั วิธีการวิจยั ความเสย่ี งท่ีอาจเกิดขน้ึ จากการ วจิ ยั รวมทั้งประโยชน์ที่จะเกิดขนึ้ จากการวจิ ัยอย่างละเอยี ด ขา้ พเจา้ ได้ทราบและมีความเขา้ ใจดีแลว้ พร้อมลงนามในเอกสารแสดงความยินยอมดว้ ยความเตม็ ใจ ………………………………………….………………………….. ลงนามผู้ทาวิจยั ( นางสาว จริ ภรณ์ แนวบุตร ) ช่ือผูท้ าวิจัย ตัวบรรจง วนั ท…่ี ………..เดอื น……………….. พ.ศ…………… ………………………………………………………………….…. ลงนามพยาน (…………………………………………………………………….) ชือ่ พยาน ตวั บรรจง วันท่ี………..…..เดอื น………..……….. พ.ศ………………

86 ประวัติผู้เขียนวิทยานิพนธ์ ชื่อ : นางสาว จริ ภรณ์ แนวบตุ ร วนั เดอื นปเี กดิ : วนั ที่ 7 กนั ยายน 2530 จังหวดั ยโสธรประวัติผ้เูขยีนวทิยานิพนธ์ ปัจจบุ นั อายุ 27 ปี ประวตั ิการศกึ ษา : ปพี .ศ. 2553 สาเร็จการศึกษาวิทยาศาสตร์บัณฑิต (แพทย์แผนไทยประยุกต์) คณะ แพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีพ.ศ. 2556 ศกึ ษาต่อวิทยาศาสตรม์ หาบัณฑติ หลักสูตรสขุ ภาพจิต ภาควชิ าจิตเวช คณะแพทยศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย ประวัติการทางาน: ปพี .ศ. 2553 ทางานในตาแหน่งเจ้าหน้าท่ีแพทย์แผนไทยประยุกต์ วิทยาลัย การแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญญบุรี (คลองหก) ทางานในตาแหน่ง sale- marketing สถาบนั เวชศาสตร์ความงามแผนไทย ปพี .ศ. 2554 – ปัจจุบัน ทางานในตาแหน่ง แพทย์แผนไทย คลินิกแพทย์แผนไทย ประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์

87