Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารประกอบการเรียนภาษาไทย

เอกสารประกอบการเรียนภาษาไทย

Published by Kaweekan Sangthong, 2023-07-13 15:26:26

Description: เอกสารประกอบการเรียนภาษาไทย

Search

Read the Text Version

1

2

3 ใบความรู้ท่ี 1 การอา่ นออกเสียงบทร้อยกรอง ๑. ความหมายของ “การอ่านทำนองเสนาะ” การอ่านทำนองเสนาะคือวิธีการอ่านออกเสียงอย่างไพเราะตามลีลาของบทร้อยกรองแต่ละประเภท หรือ หมายถึง การอ่านตามทำนอง (ทำนอง = ระบบเสียงสูงต่ำ ซ่ึงมีจังหวะส้ันยาว) เพื่อให้เกิดความเสนาะ (เสนาะ, น่า ฟัง, ไพเราะ, วังเวงใจ) ๒. วตั ถุประสงคใ์ นการอ่านทำนองเสนาะ การอ่านทำนองเสนาะเป็นการอ่านให้คนอ่ืนฟัง ฉะนั้นทำนองเสนาะต้องอ่านออกเสียง เสียงทำให้เกิด ความรู้สึก-ทำให้เห็นความงาม-เห็นความไพเราะ-เห็นภาพพจน์ ผู้ฟังสัมผัสด้วยเสยี งจึงจะเข้าถึงรสและความงามของ บทร้อยกรองที่เรียกว่าอ่านแล้วฟังพร้ิงเพราะเสนาะโสต การอ่านทำนองเสนาะจึงมุ่งให้ผู้ฟังเข้าถึงรสและเห็นความ งามของบทร้อยกรอง การอ่านบทร้อยกรองแต่ละประเภทสามารถอ่านไดห้ ลายวิธี เชน่ การขบั ไดแ้ ก่ การขับเสภา การขบั ลำนำสู่ขวญั ขบั ลำนำกลอ่ มช้าง การร้อง ได้แก่ การรอ้ งเพลงทำนองต่างๆ เช่น เพลงไทย เพลงไทยสากล การกลอ่ ม ไดแ้ ก่ การกล่อมเด็ก เห่กลอ่ มพระบรรทม การเห่ ได้แก่ การเห่เรือ เห่ชมสงิ่ ตา่ งๆ การแหล่ ไดแ้ ก่ การแหลเ่ ทศน์ แหล่เพลงในลักษณะตา่ งๆ การสวด ไดแ้ ก่ การสวดคำฉันท์ การสรภัญญะ สวดโอเ้ อวหิ ารราย การพากย์ ได้แก่ การพากย์โขน หรอื ทำนองพากยใ์ นบทพากยต์ า่ งๆ การว่า ไดแ้ ก่ การวา่ เพลงพน้ื เมือง หรอื เพลงปฏิพากยต์ ่างๆ ๓. รสที่ใชใ้ นการอ่านทำนองเสนาะ ๓.๑ รสถอ้ ย (คำพดู ) แต่ละคำมรี สในคำของตวั เอง ผู้อา่ นจะตอ้ งอา่ นใหเ้ กดิ รสถ้อย ตัวอย่าง สักวาหวานอื่นมหี ม่ืนแสน ไมเ่ หมือนแม้นพจมานที่หวานหอม กลน่ิ ประเทยี บเปรียบดวงพวงพะยอม อาจจะน้อมจติ โน้มดว้ ยโลมลม แมน้ ลอ้ ลามหยามหยาบไมป่ ลาบปลืม้ ดังดูดดื่มบอระเพด็ ต้องเข็ดขม ผู้ดีไพร่ไม่ประกอบชอบอารมณ์ ใครฟงั ลมเมนิ หนา้ ระอาเอย (พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงบดนิ ทรไ์ พศาลโสภณ) ๓.๒ รสความ (เรอื่ งราวทีอ่ ่าน) ข้อความท่ีอา่ นมีเรื่องราวเก่ยี วกับอะไร เชน่ โศกเศร้า สนุกสนาน ต่นื เต้น โกรธ รัก เวลาอา่ นต้องอ่านให้มลี ีลาไปตามลักษณะของเนื้อเร่ืองนนั้ ๆ ตวั อย่าง : บทโศกตอนที่นางวนั ทองไปส่งพลายงามใหไ้ ปหาย่าทองประศรีทีส่ พุ รรณบุรี ลกู กแ็ ลดูแมแ่ มด่ ลู ูก ตา่ งพนั ผูกเพียงว่าเลือดตาไหล สะอ้ืนร่ำอำลาด้วยอาลยั แลว้ แข็งใจจากนางตามทางมา

4 เหลยี วหลังยงั เหน็ แมแ่ ลเขมน้ แม่ก็เห็นลูกน้อยละหอ้ ยหา แตเ่ หลียวเหลียวเลย้ี วลบั วบั วญิ ญาณ์ โอ้เปลา่ ตาต่างสะอ้นื ยืนตะลึง ภาขนุ ชา้ งขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม : สนุ ทรภ)ู่ ๓.๓ รสทำนอง (ระบบเสยี งสงู ตำ่ ซ่ึงมีจังหวะสน้ั ยาว) ในบทร้อยกรองไทยจะประกอบด้วย ทำนองต่าง ๆ เชน่ ทำนองโคลง ทำนองฉนั ท์ ทำนองกาพย์ ทำนองกลอนและทำนองรา่ ย เปน็ ต้น สัตว์ พวกหนึ่งน้ีชื่อ พหุบา ทาแฮ มี อเนกสมญา ยอกย้อน เทา้ เกิดยงิ่ จตั วา ควรนับ เขานอ มาก จวบหมนิ่ แสนซ้อน สุดพน้ ประมาณฯ (สตั วาภิธาน : พระยาศรีสนุ ทรโวหาร (นอ้ ย อาจารยางกรู ) ๓.๔ รสคล้องจอง ในบทร้อยกรองต้องมีคำคล้องจอง ในคำคลอ้ งจองนัน้ ตอ้ งให้ออกเสยี งต่อเน่ืองกนั โดย เน้นสมั ผัสนอกเป็นสำคัญ เช่น ถึงโรงเหล้าเตากล่ันควันโขมง มีคันโพงผกู สายไวป้ ลายเสา โอ้บาปกรรมนำ้ นรกเจยี วอกเรา ใหม้ วั เมาเหมือนหน่งึ บ้าเป็นน่าอาย ทำบญุ บวชกรวดน้ำขอสำเรจ็ พระสรรเพชญโพธญิ าณประมาณหมาย ถึงสรุ าพารอดไมว่ อดวาย ไมใ่ กล้กรายแกล้งเมินกเ็ กนิ ไป ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก สดุ จะหกั หา้ มจิตคิดไฉน ถงึ เมาเหลา้ เช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนปี้ ระจำทุกคำ่ คืน (นิราศภูเขาทอง : สนุ ทรภ่)ู ๓.๕ รสภาพ เสยี งทำให้เกดิ ภาพ ในแต่ละคำจะแฝงไปด้วยภาพในการอา่ นใหเ้ หน็ ภาพต้องใช้ เสียงสูง-ตำ่ ดัง - ค่อย แล้วแต่จะให้เกิดภาพอย่างไร เช่น “มดเอ๋ยมดแดง เล็กเลก็ เรย่ี วแรงแขง็ ขยนั ” “สพุ รรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธ์” “อยุธยายศล่มแลว้ ลอยสวรรค์ ลงฤๅ” ๔. หลกั การอ่านทำนองเสนาะ มดี ังน้ี ผู้อ่านทำนองเสนาะไดไ้ พเราะตอ้ งเป็นผู้ที่มีเสียงใส ดัง กังวาน สำหรับผู้ทีม่ ีน้ำเสียงไม่แจ่มใส ถ้าฝึกหัด ออกเสียงให้ถูกต้อง จดจำทำนองลีลาและลักษณะฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์แต่ละประเภทได้ ก็สามารถอ่านออก เสยี งใหน้ า่ ฟงั ได้แม้จะไมไ่ พเราะเทา่ กับคนท่ีเสยี งดี ๑. ต้องมีความรู้เรื่องฉันทลักษณ์ของบทร้อยกรองท่ีจะอ่าน ก่อนอ่านให้แบ่งคำแบ่งวรรคให้ถูกต้องตาม หลกั คำประพนั ธเ์ สียก่อนโดยตอ้ งระวังในเร่อื งความหมายของคำดว้ ย เพราะคำบางคำอ่านแยกคำกันไม่ได้ เช่น “สร้อยคอขนมยรุ ะ ยูงงาม” (ขน-มยรุ ะ, ขนม-ยรุ ะ) “หวนห่วงม่วงหมอนทอง อีกอกร่องรสโอชา” (อกี -อก-ร่อง, อ-ี กอ-กร่อง) “ดเุ หว่าจบั เตา่ รา้ งรอ้ ง เหมือนจากห้องมาหยารัศมี” (จับ-เต่า-รา้ ง, จับ-เต่า) “แรงเหมือนมดอดเหมือนกา กล้าเหมือนหญิง” (เหมอื น-มด, เหมือน-มด-อด)

5 ๒. อ่านออกเสยี งธรรมดาให้คล่องก่อน ๓. อ่านใหช้ ัดเจน โดยเฉพาะออกเสียง ร ล และคำควบกล้ำให้ถกู ต้อง เช่น “เกิดเปน็ ชายชาตรอี ย่าขี้ขลาด บรรยากาศปลอดโปรง่ โล่งสมอง หยบิ นำ้ ปลาตราสบั ปะรดให้ทดลอง ไหนเลา่ น้องครมี นวดหนา้ ทาใหท้ ี เนือ้ นนั้ มโี ปรตีนกินเข้าไว้ คนเคราะหร์ ้ายคลุ้มคล่งั เรอื่ งหนังผี ใช้นำ้ คลองกรองเสยี ก่อนจึงจะดี เหน็ มาลคี ล่ีบานหน้าบ้านเอย” ๔. อา่ นใหเ้ ออื้ สัมผสั เรียกวา่ คำแปรเสยี ง เพ่ือให้เกดิ เสยี งสัมผัสทีไ่ พเราะ เชน่ พระสมุทรสุดลึกล้น คณนา (อา่ นวา่ พฺระ-สะ-หมุด-สุด-ลกึ -ลน้ คน-นะ-นา) ขา้ ขอเคารพอภิวาท ในพระบาทบพติ รอดสิ ร (อา่ นวา่ ขา้ -ขอ-เคา-รบ-อบ-พ-ิ วาด ใน-พฺระ-บาด-บอ-พิด-อะ-ดดิ -สอน ขอสมหวังตัง้ ประโยชน์โพธิญาณ (อา่ นว่า ขอ-สม-หวฺ งั -ต้ัง-ปฺระ-โหฺยด-โพด-ทิ-ยาน) ๕. มสี มาธิในการอ่าน ระวัง ๓ ต อยา่ ให้ตกหล่น อยา่ ตอ่ เติม และอย่าตตู่ วั ๖. อ่านให้ถกู จงั หวะ ถูกทำนองของคำประพันธ์น้ัน ๆ ๗. ผ้อู า่ นตอ้ งใส่อารมณ์ตามรสความของบทประพันธ์นัน้ ๆ รสรกั โศก ตน่ื เต้น ขบขัน โกรธ แล้วใส่ นำ้ เสียงใหส้ อดคล้องกับรสหรืออารมณต์ า่ ง ๆ เหล่านั้น ๘. มศี ิลปะในการใช้เสยี ง ต้องร้จู กั การผอ่ นเสยี ง ทอดเสยี ง หลบเสียง เอือ้ นเสียง คร่ันเสยี ง ครวญเสียง กระแทกเสยี ง ดังนี้ 8.1 การใช้ไมโครโฟน ไม่ใหป้ ากจอ่ ชิดไมโครโฟน จนเกนิ ไป 8.2 การใชเ้ สียง ควรออกเสียงให้พอเหมาะ ไมต่ ะโกน หรอื ดดั เสยี งจนไมเ่ ป็นธรรมชาติ 8.3 การทอดเสยี ง เมอ่ื อา่ นใกลจ้ ะจบต้องอ่านทอดเสยี ง ผ่อนจังหวะใหช้ า้ ลง 8.4 การหลบเสียง คือ การเปลี่ยนเสียงหรือหกั เสียง หลบจากเสยี งสูง ไปตำ่ 8.5 การเอือ้ นเสยี ง คือ การลากเสียงช้าๆ และไวห้ างเสียง เพือ่ ให้เขา้ จงั หวะและไพเราะ 8.6 การครั่นเสยี ง คือ การทำเสยี งให้สะดดุ เมื่ออ่านถงึ ตอนทีส่ ะเทอื นอารมณ์ 8.7 การครวญเสยี ง คอื การเออื้ นเสยี งให้เกิดความรสู้ ึกตามอารมณข์ องการครำ่ ครวญ 8.9 การกระแทกเสยี ง คือ การลงเสียงให้หนกั เปน็ พิเศษเม่ือตอ้ งการแสดงอารมณ์โกรธ ๙. อา่ นใหเ้ สียงดงั (พอที่จะได้ยินกนั ท่ัวถงึ )ไม่ใชต่ ะโกน ๑๐. เวลาจบใหท้ อดเสยี งชา้ ๆ ๑๑. รกั การอ่านทำนองเสนาะ หมั่นฝึกฝนและเชื่อมัน่ ในตัวเอง ๕. ประโยชนท์ ี่ได้รับจากการอ่านทำนองเสนาะ ๑. ชว่ ยให้ผูฟ้ งั เข้าถงึ รสและเห็นความงามของบทร้อยกรองทอี่ ่าน ๒. ช่วยใหผ้ ู้ฟงั ไดร้ ับความไพเราะและเกิดความซาบซงึ้ (อาการร้สู ึกจับใจอยา่ งลึกซ้ึง) ๓. ช่วยให้เกิดความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน ๔. ชว่ ยใหจ้ ดจำบทรอ้ ยกรองได้รวดเรว็ และแมน่ ยำ จำเนอื้ เรื่องได้ ๕. ช่วยกลอ่ มเกลาจติ ใจให้เป็นคนอ่อนโยนและเยือกเยน็ (ประโยชนโ์ ดยออ้ ม) ๖. ชว่ ยสืบทอดวฒั นธรรม ในการอา่ นทำนองเสนาะไว้เป็นมรดกต่อไป กลวธิ กี ารอ่านบทร้อยกรอง การอ่านโคลงให้เสนาะ การอ่านโคลงมี 2 วิธี

6 วธิ ที ี่ 1 การอา่ นโคลงทำนองธรรมดา คอื การอ่านออกเสยี งธรรมดา แตม่ กี ารแบง่ ช่วงเสียงให้ เป็นจังหวะตามข้อบงั คับของโคลงชนิดนัน้ วธิ ที ี่ 2 การอ่านโคลงทำนองเสนาะ คือ การอา่ นตามจังหวะ ทำนองสูงต่ำตามทโ่ี บราณกำหนดไว้ จังหวะและทำนอง มลี ักษณะสำคัญคอื จงั หวะ คือ ระยะทีก่ ำหนดไว้เป็นตอนๆ จงั หวะของโคลงมี 2 ลักษณะ คือ - จังหวะหลกั ของโคลง จะตกตรงคำทา้ ยวรรคและท้ายบท ซึง่ มักเปน็ คำส่งหรอื รับสมั ผสั - จงั หวะเสริมของโคลง คอื จงั หวะภายในวรรคซ่งึ นอกจากจะเพิ่มความไพเราะ ยงั ให้ ประโยชนใ์ นการผ่อนคลายลมหายใจด้วย ทำนอง คือ ระเบียบเสียงสูงต่ำซึ่งมีจังหวะตามแบบอย่างทั้งบท แต่บางคำจะขึ้นสูงต่ำตามเสียง วรรณยุกต์ ทำนองของโคลงสี่ คือ อ่านด้วยเสียงระดับเดียวกันท้ังบท แต่บางคำจะข้ึนลงสูงต่ำตามเสียงวรรณยุกต์ ยกเวน้ วรรคแรกของบาทที่ 3 จะอ่านเสยี งสูงกวา่ ทกุ วรรค วิธีการอ่านบทแสดงอารมณ์ตา่ งๆ 1. บทรัก ปรับเสยี งใหน้ ุ่มนวลและเบากวา่ เสยี งตามปกตแิ ละไมส่ บตาผูฟ้ ังคนใดพเิ ศษ 2. บทเศร้า บทสงสาร ควรครั่นเสียง เครือเสยี ง อา่ นเนิบช้ากว่าปกติ ปรับสีหน้าใหเ้ ศรา้ สรอ้ ย 3. บทตืน่ เตน้ ใช้น้ำเสียงเร้าใจ ปรบั เสียงใหด้ ังหนักเบาตามบทอ่าน ทำสีหน้า แววตา ให้ดูตื่นเต้น 4. บทสรู้ บ บทตอ่ สู้ ใหอ้ ่านเรว็ กว่าปกติ เนน้ คำท่คี วรเน้นและอ่านให้กระชับ อ่านเตม็ เสียง 5. การอ่านทอดเสียงตอนจบ การทอดเสียงตอนจบเป็นการเปล่งเสียงคำตามปกติแล้วผ่อนเสียงให้แผ่วสูง โดยปกติตำแหน่งที่ทอดเสียง คือคำท้ายวรรค การทอดเสียงในตอนจบจึงต้องให้ยาวกว่าขณะจบวรรค ต้องชะลอ จังหวะให้ชา้ ลงกวา่ เดมิ และทอดเสียงยาวกวา่ ทุกคร้งั การอ่านฉันท์ ฉันทเ์ ปน็ คำประพันธ์ท่ีแต่งยากท่ีสดุ เพราะมีลกั ษณะบงั คับ คำหนักคำเบาหรือคำครุ-ลหุ ลักษณะบังคบั ของฉันท์ประเภทต่างๆ 1. วิชชุมมาลาฉันท์ 8 วิชชุ แปลวา่ สายฟ้า มาลาแปลวา่ ดอกไมห้ รือพวงดอกไม้ทร่ี ้อยอย่างเปน็ ระเบยี บ มีความหมายรวมว่า ระเบยี บแห่งสายฟ้า 2. อินทรวิเชยี รฉนั ท์ 11 มีความหมายว่า เพชรของพระอินทร์ 3. อินทรวงศ์ฉันท์ 12 เปน็ ฉันท์ ใชส้ ำหรับบรรยายความเรียบๆ 4. วสนั ตดลิ กฉันท์ 14 มีความไพเราะ สดชน่ื เหมือนสายฝนอนั ชนื่ ใจเหมาะสำหรับเน้ือหาทีเ่ ก่ยี วกบั การ พรรณนา การชมความงามของอาคารสถานที่ หรือการสดดุ ีในความรัก 5. ลทั ทลุ วิกกีฬติ ฉนั ท์ 19 มีความหมายวา่ เสอื ผยองหรือเสอื คะนองเหมาะกบั เนื้อหาที่ศักด์สิ ิทธ์ิ เพ่ือความ ขลงั เช่นบทไหว้ครู 6. อที สิ ังฉันท์ 20 เป็นฉนั ท์ท่ีใชก้ บั เนอื้ หาท่แี สดงถึงอารมณร์ นุ แรง เช่น โกรธมาก รกั มาก การอ่านฉันท์ ตอ้ งจำฉันทล์ ักษณ์ของฉนั ท์แตล่ ะประเภท ซงึ่ กำหนดจำนวนคำครุ ลหุต่างกนั และทำนอง การอ่านต่างกนั

7 การอ่านคำประพันธป์ ระเภทร่าย นิยมอ่านหลบเสียงสูงให้ต่ำลงในระดับของเสียงที่ใช้อยู่ ส่วนเสียงตรีท่ีหลบต่ำลงนั้นอาจเพ้ียนไปบ้าง เช่น น้อยน้อย เปน็ นอยนอย แตเ่ สยี งจตั วา แมจ้ ะหลบเสียงตำ่ ลงมักจะไมเ่ พ้ียน การอ่านร่ายทุกชนิดจะอ่านทำนองเหมือนกัน คือ ทำนองสูงด้วยเสียงระดับเดียวกัน และการลงจังหวะจะ อยทู่ ท่ี ้ายวรรคของทุกวรรค สว่ นจะอ่านด้วยลีลาใดน้ันขึน้ อยู่กบั อารมณ์ตามเนือ้ ความ ดังน้ี เนือ้ ความแสดงอารมณเ์ ศรา้ ใช้นำ้ เสียงเบาลง สั่นเครอื และทอดเสยี งให้ชา้ ลงกวา่ ปกติ เนอ้ื ความแสดงอารมณ์โกรธ ใช้น้ำเสยี งหนกั แนน่ เน้นเสียงดังกว่าปกติ กระชับ สั้น เน้ือความแสดงอารมณ์ขบขัน ผู้อ่านต้องพยายามทำเสียงให้แสดงถึงความขบขัน โดยท่ี ตัวเองต้องไม่ หวั เราะขณะอา่ น เนื้อความบรรยายหรือพรรณนา ต้องอ่านตามอารมณ์ของเนื้อความน้ัน เช่น บรรยายหรือพรรณนา ความงาม ใชน้ ้ำเสียงแจม่ ใส ไม่ดัง หรอื ไมเ่ บาเกินไป เน้อื ความแสดงความศักด์สิ ทิ ธ์หิ รือย่งิ ใหญ่ ใช้นำ้ เสียงหนกั แน่น เน้น แต่ไมห่ ้วน เนอ้ื ความสงั่ สอน ใชน้ ำ้ เสยี งไมด่ งั หรือเบาเกนิ ไป เน้นคำทส่ี ั่งสอน แต่ไมห่ ้วน เนอ้ื ความบรรยายการตอ่ สู้ ใช้น้ำเสยี งดงั หนกั แน่น ห้วน กระชับ เน้ือความแสดงความตกใจ ใช้นำ้ เสยี งหนกั เบา เสียงสั่นตามเน้อื ความ เนอ้ื ความตดั พ้อต่อวา่ ใช้นำ้ เสยี งหนกั บา้ ง เนน้ บ้าง สะบดั เสียงบ้าง การอ่านร่ายพยายามอ่านให้จบวรรค เพราะจังหวะหลักของร่ายทุกชนิดจะอยู่ท่ีปลายวรรค ซ่ึงเป็นคำส่ง สัมผัส ส่วนจังหวะเสริมจะอยู่ที่คำรับ ดังนั้นเมื่ออ่านถึงคำรับสัมผัสจะต้องเน้นเสียงหรือทอดเสียง ซ่ึงเป็นเสมือน การแบ่งวรรคไปในตัว เชน่ ลูกรักเจ้าแม่เอย เจ้าเคยมาอาศัยน่ังนอน จังหวะหลกั อยู่ทค่ี ำส่งสมั ผสั คอื เอย จังหวะ เสริมอยทู่ ค่ี ำรบั สมั ผสั คอื เคย การอ่านตอนจบผ้อู ่านจะต้องทอดเสยี งให้ยาวกวา่ การทอดเสยี งทา้ ยวรรคอื่น ๆ เพื่อใหผ้ ู้ฟงั รู้วา่ เรอื่ งท่ีฟัง กำลังจะจบแล้ว และเปน็ การสร้างความประทบั ใจให้ผู้ฟังต้องการฟงั อีก การแตง่ คำประพันธ์ประเภทร่าย คำประพนั ธ์ประเภทร่ายยาว หน่ึงบทจะมีก่ีวรรคก็ได้ แตส่ ่วนมากมี ๕ วรรคข้ึนไป วรรคหน่ึง ๆ มีตั้งแต่ ๖ คำข้ึนไป ถึง ๑๐ คำหรือมากกว่า มีบังคับเฉพาะระหว่างวรรค คือ คำสุดท้ายของวรรคจะส่งสัมผัสไปที่คำท่ี ๑ ถึง ๕ ของวรรคต่อไป เมอ่ื จบตอนมักมีคำสร้อย เช่น “นน้ั แล” “น้แี ล” ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก เป็นร่ายยาวสำหรับเทศน์ จะมีคำศัพท์บาลีขึ้นก่อน แล้วแปลเป็น ภาษาไทย แล้วจึงมีร่ายตาม ในระหว่างการดำเนินเร่ืองจะมีคำบาลีค่ันเป็นระยะ ๆ คำบาลีนั้นมีความหมาย เกีย่ วเนือ่ งกบั ขอ้ ความทต่ี ามมา

8 ใบความรู้ คณุ คา่ ของวรรณคดไี ทย คณุ ค่าด้านเนอื้ หา ๑. คุณค่าด้านเนือ้ หา สามารถวเิ คราะหใ์ นประเด็นตา่ งๆ ไดด้ ังนี้ ๑.๑ ได้รบั ความร้คู วามเข้าใจในเรื่องต่างๆ เชน่ ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี สภาพสงั คม การเมืองการปกครอง การดำรงชีวิตของคนในสมัยน้ันๆ และความรอู้ นื่ ๆ ๑.๒ ได้รับประสบการณ์ กวถี า่ ยทอดประสบการณ์ที่เกิดจากการมองโลกอยา่ งกว้างขวาง และลุ่มลกึ กลายเปน็ ประสบการณร์ ่วมระหว่างผูอ้ า่ นกับกวี ๑.๓ พัฒนาจิตใจผู้อ่าน อ่านแลว้ สบายใจ สามารถกลอ่ มเกลาจติ ใจให้อ่อนโยน ใหข้ อ้ คิด คตธิ รรม สอนใหป้ ระพฤติดี ประพฤติชอบ จรรโลงใจใหเ้ กดิ กำลังใจยามทที่ อ้ แท้ คณุ คา่ ด้านวรรณศิลป์ 2. คณุ คา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์ วรรณคดีทไ่ี ดร้ บั ยกย่องวา่ ดเี ด่นต้องมีกลวิธีการประพนั ธ์ทดี่ ี เย่ียม ใช้คำเหมาะสมกับลักษณะหน้าที่ของคำ ถูกต้องตรงความหมาย เหมาะสมกับเน้ือเร่ืองและมีเสียงเสนาะ ซ่ึง ผู้อ่านจะเกิดจินตนาการตามเน้ือเรื่องได้ เข้าใจสำนวนโวหารและภาพพจน์ เสมือนได้ยินเสียง ได้เห็นภาพเกิด อารมณส์ ะเทอื นใจ มีความรู้สกึ คล้อยตาม ดังน้ี ๒.๑ การใช้โวหาร ๒.๑.๑ บรรยายโวหาร เปน็ การเลา่ เรื่อง เลา่ เหตุการณท์ ม่ี ีเวลาสถานท่ี ซึง่ แสดง ให้เหน็ ความสมั พนั ธ์ต่อเนอ่ื งกนั ๒.๑.๒ พรรณนาโวหาร เป็นการให้รายละเอยี ดของเรอ่ื งราว เพ่ือให้ผู้อ่านเห็นสภาพหรือ ลักษณะท่ีละเอียดลออ และพรรณนาความรู้สึกกระทบอารมณ์ความรู้สึกของผู้อ่าน ทั้งน้ีการพรรณนาทำให้ผู้อ่าน มองเห็นภาพ การพรรณนาจึงมกั แทรกอยู่ในการเล่าเรื่องหรอื การบรรยาย ๒.๑.๓ เทศนาโวหาร คอื โวหารทม่ี ุ่งในการส่ังสอน โน้มน้าวจิตใจผอู้ า่ นให้คล้อยตาม ๒.๑.๔ สาธกโวหาร คือ โวหารท่ีมีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้เกดิ ความชัดเจนด้วยการยกตัวอย่าง ประกอบ เพอื่ อธบิ ายสนบั สนนุ ความคดิ เห็นให้นา่ เช่ือถือ ๒.๑.๕ อปุ มาโวหาร คือ โวหารเปรยี บเทียบส่ิงหน่ึงกับอกี สิ่งหนงึ่ เพือ่ ให้ผ้อู ่านเข้าใจมาก ขึ้น ๒.๒ การใช้ภาพพจน์ เป็นการพลิกแพลงภาษาให้แปลกออกไปกว่าท่ีเป็นอยู่ปกติ ทำให้เกิดรส กระทบความร้สู ึกและอารมณ์ตา่ งกับภาษาท่ใี ช้อยา่ งตรงไปตรงมา ดังน้ี ๒.๒.๑ อุปมา คือ การเปรียบเทียบสิ่งหน่ึงคล้ายหรือเหมือนกับอีกส่ิงหน่ึง โดยมีคำแสดง ความเปรียบ เชน่ เปรียบ ประดุจ ดุจ ดั่ง เหมอื น ราวกับ ราว เพียง เพี้ยง ฯลฯ อนั ความคิดวทิ ยาเหมอื นอาวธุ ประเสรฐิ สุดซ่อนใสเ่ สียในฝกั สงวนคมสมนึกใครฮกึ ฮกั จงึ คอ่ ยชกั เชือดฟนั ใหบ้ รรลัย (จากเพลงยาวถวายโอวาท: สุนทรภ)ู่

9 ๒.๒.๒ อุปลักษณ์ คือ การเปรียบส่ิงหน่ึงเป็นอีกส่ิงหนึ่ง ซ่ึงแตกต่างจากการอุปมา โดย อปุ ลกั ษณ์มักใช้คำว่า เป็น คือ ในการเปรยี บ เรามีนาวาทิพยท์ ำด้วยมุกดา มคี วามปรารถนาเป็นใบ มคี วามอำเภอใจเป็นหางเสือ (จากกามนติ : เสฐียรโกเศศ – นาคะประทีป) เปรยี บ เช่น ๒.๒.๓ สัญลักษณ์ คือ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งแทนอีกส่ิงหน่ึง โดยไม่มีคำแสดงความ “เขาเปน็ คนเจา้ ชู้มาก เห็นเปล่ยี นตุ๊กตาหนา้ รถประจำเลย” ๒.๒.๔ อติพจน์ คือ การใช้ถ้อยคำท่ีกล่าวผิดไปจากความเป็นจริง โดยกล่าวถึงสิ่งหน่ึง เปรยี บเทยี บกับสง่ิ ท่ีดเู กินมากกว่าความจริง เอยี งอกเทออกอ้าง อวดองค์ อรเอย เมรุชบุ สมุทรดินลง เลขแต้ม อากาศจกั จารผจง จารึก พอฤๅ โฉมแมห่ ยาดฟา้ แยม้ อยรู่ อ้ นฤๅเห็น (จากโคลงนิราศนรนิ ทร:์ นายนรินทร์ธเิ บศร์) ๒.๒.๕ บคุ คลวัต คอื การกล่าวถงึ สิ่งทไ่ี ม่มีชีวิตจติ ใจใหม้ กี ารกระทำเหมือนมนุษย์ มะนาวน้อยอยา่ พลอยไปเหลิงเลน่ ตะวนั เยน็ ลงไปจะไมแ่ จง้ ผักชียี่หร่าไยตาแดง ตะกร้าเก่านอนตะแคงเฝา้ คอยดู (จาก “รารา้ งอยา่ งแรง้ ไร”้ : แรคำ ประโดยคำ ) ๒.๒.๖ สทั พจน์ คอื การใช้คำเลยี นเสียงธรรมชาติ เกือบรงุ่ ฝงู ช้างแซ่ แปรน๋ แปร๋น กรวดป่ามาแกร๋นแกรน๋ เกร่ินหย้าน ฮูมฮูมอู่มอึงแสน สนั่นรอบ ขอบแฮ คึกคึกทึกสะเทือนสะท้าน ถน่ิ ไม้ไพรพรม (โคลงนริ าศสุพรรณ: สนุ ทรภู่)

10 ๒.๓ การเล่นเสยี ง คือการเลือกสรรคำทมี่ ีเสยี งสมั ผสั กัน ได้แก่ การเล่นเสยี งอกั ษร เสียงสระ และ เสียงวรรณยกุ ต์ เพื่อเพิ่มความไพเราะ และแสดงความสามารถของกวีที่แม้จะเล่นเสียงของคำแตย่ ังคงความหมายไว้ ได้ ดงั บทประพันธ์ เสนาสสู ู่สู้ ศรแผลง ยง่ิ ค่ายหลายเมอื งแยง แย่งแยง้ รกุ ร้นร่นรนแรง ฤทธิ์รีบ ลวงล่วงลว้ งวังแลว้ รวบเรา้ เอามา ๒.๓.๑ การเล่นเสียงอักษร คือการใช้คำท่ีมีเสียงพยัญชนะเดียวกันหลายๆ พยางค์ติดกัน เพื่อความไพเราะ จากบทประพนั ธด์ งั นี้ รกุ -รน้ -รน่ -รน-แรง-ฤทธ์ิ-รีบ เป็นเสยี ง /ร/ ๒.๓.๒ การเล่นเสียงสระ คือ การใช้สัมผัสสระที่มีเสียงตรงกัน ถ้ามีตัวสะกดก็ต้องเป็น ตัวสะกดในมาตราเดยี วกนั เชน่ สู-สู่-ส้,ู คา่ ย-หลาย ๒.๓.๓ การเล่นเสยี งวรรณยุกต์ คือการใช้คำที่ไลร่ ะดับเสียง ๒ หรือ ๓ ระดับ เปน็ ชดุ ๆ เช่น ลวง-ล่วง-ลว้ ง 2.4 รสวรรณคดี 2.4.1 เสาวรจนีหรือชมโฉม เป็นลีลากวีใช้ถ้อยคำชมความงามของตัวละครชมความงาม ของสิ่งตา่ งๆ หรอื สถานที่ ตวั อย่าง เช่น เดือนจรัสโพยมแจ่มฟ้า ผบิ ได้เห็นหนา้ ลอราชไซรด้ เู ดือน ดุจแล พิศคิ้วพระลอราช ตาเหมือนตามฤคมาศ ประดุจแกว้ เกาทัณฑ์ ก่งนา พศิ กรรณงามเพริศแพร้ว กลกลบี บงกชแก้ว อกี แกม้ ปรางทอง เปรียบนา (ลลิ ติ พระลอ) 2.4.2 นารีปราโมทยห์ รอื บทโอ้โลม เป็นลีลาที่กวีใช้ถ้อยคำแสดงความรกั ใคร่เก้ียวพาราสี กนั หรือพดู ใหเ้ พลดิ เพลิน ตัวอยา่ งเช่น ประจงจบู ลบู ผมแล้วชมพักตร์ น่ารักนวลเนอื้ เจ้านิม่ น่ิม นำ้ ตาคลอเป่ียมอยูเ่ รยี มรมิ เจา้ เยอื้ นย้ิมสกั หน่อยเถิดกลอยใจ (ขนุ ชา้ งขุนแผน) 2.4.3 พิโรธวาทังหรือบริภาษเป็นลีลาที่กวีใช้ถ้อยคำเพื่อแสดงความโกรธขุ่นเคือง เยาะ เยย้ ตดั พ้อตอ่ ว่าเหนบ็ แนมซ่งึ กันและกันของตัวละคร ตัวอยา่ งเช่น เสียแรงลกู ผูกใจจะได้พง่ึ พ่อโกรธขง้ึ สิ่งไรเปน็ ใหญห่ ลวง โอ้มพี ่อก็ไมเ่ หมือนเพอื่ นท้ังปวง มีแต่ลวงลกู รกั ไปหักคอ รู้กระนีม้ ิอยากเรียกพ่อดอก จะไปบอกแม่วันทองให้ฟอ้ งพ่อ (ขุนช้างขุนแผน) 2.4.4 สัลลาปังคพิสัยหรือบทคร่ำครวญ เป็นลีลาท่ีกวีใช้ถ้อยคำเพ่ือแสดงความโศกเศร้า หวนไห้ อาลยั อาวรณ์ พรำ่ เพอ้ ตวั อยา่ งเชน่ ลูกกแ็ ลดูแม่แม่ดลู ูก ตา่ งพันผกู เพยี งว่าเลือดตาไหล สะอื้นร่ำอำลาดว้ ยอาลยั แลว้ แข็งใจจากนางตามทางมา

11 เหลยี วหลงั ยังเห็นแมแ่ ลเขม้น แม่กเ็ หน็ ลูกน้อยละห้อยหา แต่เหลียวเหลียวเลย้ี วลบั วับวญิ ญาณ์ โอ้เปลา่ ตาต่างสะอื้นยนื ตะลงึ (ขุนช้างขุนแผน) คณุ คา่ ด้านสงั คม 3. คณุ ค่าดา้ นสงั คมและสะท้อนวถิ ไี ทย วรรณคดเี ป็นวัฒนธรรมทางภาษาทแ่ี สดงใหเ้ ห็นถึงความ เจรญิ รุ่งเรืองในอดีต บอกเล่าเร่ืองราวด้านชีวติ ความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนยี มประเพณี สภาพสังคมหรือ ความร้สู ึกนกึ คดิ ของคนในสังคม คุณค่าด้านข้อคิด 4. ข้อคิดท่ีสามารถนำไปประยุกต์ใชใ้ นชีวิตประจำวัน การอ่านวรรณคดี ผู้อ่านจะได้รับข้อคิดต่างๆ ทส่ี ามารถนำไปประยุกต์ใชใ้ นชีวติ ประจำวันได้

12 แบบทดสอบก่อนเรียน เรือ่ ง พระเวสสันดรชาดก กัณฑ์มทั รี ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 คำชี้แจง จงเลอื กคำตอบที่ถูกท่ีสุดเพยี งคำตอบเดยี ว ๑. มหาเวสสันดรชาดก แตง่ ดว้ ยคำประพนั ธ์ประเภทใด ๑. รา่ ยสภุ าพ ๒. รา่ ยยาว ๓. รา่ ยดนั้ ๔. รา่ ยโบราณ 2. พระนางมทั รี เป็นแบบอย่างของผหู้ ญงิ ในดา้ นใด ๑. มคี วามมานะอดทน ๒. มคี วามเมตตากรุณา ๓. มคี วามจงรกั ภกั ดตี ่อสามี ๔. มคี วามเสียสละ 3. มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มทั รี มลี กั ษณะดีทีส่ ดุ คือขอ้ ใด ๑. บรรยายโวหารให้เห็นภาพ ๒. ใชพ้ รรณนาโวหารไดอ้ ารมณค์ วามร้สู ึกเปน็ อย่างดี ๓. ใช้คำเลียนเสยี งธรรมชาตใิ หเ้ ห็นภาพ ๔. ใช้คำกล่าวเกนิ จรงิ ใหเ้ หน็ ภาพ 4. โวหารทด่ี ีเดน่ ทส่ี ุดในมหาเวสสันดรชาดกกณั ฑ์มัทรี ๑. บรรยายโวหาร ๒. พรรณนาโวหาร ๓. อปุ มาโวหาร ๔. สาธกโวหาร 5. รสวรรณคดที ีด่ ีเดน่ ทสี่ ดุ ในมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรีคอื อะไร ๑. เสาวรจนี ๒. นารปี ราโมทย์ ๓. พโิ รธวาทงั ๔. สลั ปังคพสิ ัย 6. ขณะท่ีพระนางมัทรีกลับจากปา่ น้ัน เทวดาไดล้ งมาขัดขวางและจำแลงแปลงกายเปน็ อะไร ๑. ราชสีห์ อาชาไนย เสือโคร่ง ๒. ราชสหี ์ พญานาค คชสาร ๓. อาชาไนย โคนม เสือเหลอื ง ๔. เสอื โคร่ง เสือเหลือง ราชสหี ์ 7. เหตใุ ดพระเวสสนั ดร จึงไม่บอกพระนางมัทรีให้ทราบตั้งแต่แรกวา่ ได้ทานบตุ รท้ังสองให้แก่ชูชกไปแล้ว ๑. กลวั พระนางทำใจไม่ได้ ๒. ไม่มคี วามจำเปน็ ต้องบอก ๓. กลวั พระนางตามเอาคืน ๔. กลัวพระนางหนไี ป

13 8. “ เจ้ามัทรผี มู้ ีรปู งาม ไฉนวันนี้จงึ กลบั เสียจนค่ำไมห่ ่วงลูกห่วงผวั บา้ งเลย มาตกทุกข์ได้ยากอยู่ด้วยกันเทา่ นี้ ยงั จะมาประพฤตมิ ดิ หี รือไร” ข้อความน้จี ัดเปน็ รสวรรณคดีใด ๑. เสาวรจนี ๒. นารปี ราโมทย์ ๓. พโิ รธวาทัง ๔. สัลปงั คพิสยั 9. ข้อใดเป็นพรรณนาโวหาร ๑. สุดนัยนาทีแ่ มจ่ ะตามไปเล็งแล ๒. สุดโสตแล้วทแี่ ม่จะซับทราบสำเนยี ง ๓. สุดปญั ญาสุดค้นเหน็ สุดคดิ ๔. สมุ ทุมพุ่มพฤกษาปา่ สงู ยางใหญไ่ พรระหง ๑0. ขอ้ ความในข้อใดให้ความรู้สกึ แตกตา่ งจากข้ออืน่ ๆ ๑. เยน็ ยะเยอื กเงียบสงัดเหงา ๒. เยือกเยน็ ระย่อทกุ ขอ์ กสตั ว์ ๓. ความร้อนความรักจะจุกอก ๔. หงุบง่วงดวงพระพกั ตรผ์ ดิ เผือด ใช้ขอ้ ความตอ่ ไปนี้ตอบคำถามขอ้ ๑1 – ๑4 1. แสงจันทรเ์ หมือนหนง่ึ น้ำพลอยพร้อยอยพู่ รายๆ 2. ดเุ หวา่ ละเมอรอ้ งก้องพนาเวศ 3. แต่ย่างเหยียบเกรียบกรอบก็เหลยี วหลัง 4. พุม่ ไมค้ รึ้มเปน็ เงาเงาชะโงกเงอ้ื ม ๑1. ขอ้ ใดเปน็ โวหารภาพพจนท์ ี่ทำใหเ้ กดิ จินตภาพ ๑2. ขอ้ ใดเปน็ โวหารบคุ คลวตั ๑3. ข้อใดเปน็ โวหารสทั พจน์ ๑4. ข้อใดเป็นอปุ มาโวหาร 15. เพราะเหตุใดเทพยดาจึงตอ้ งจำแลงตนมาเป็นเสือเหลอื ง เสอื โครง่ และราชสหี ์เพือ่ ขวางทางเสดจ็ ของพระนาง มัทรี ๑. ตอ้ งการขม่ ขู่ให้พระนางมัทรีเกิดความกลัว จะได้ไม่ทอดท้ิงสองกมุ ารไปไหน ๒. เพอ่ื ถ่วงเวลาใหช้ ูชกพาสองกุมารไปได้ไกล ๆ ๓. เพ่อื ไม่ใหพ้ ระนางมัทรีกลับมาทันขดั ขวางการบำเพ็ญบุตรทาน ๔. ตอ้ งการจับพระนางมทั รีกิน เพื่อลงโทษพระเวสสันดรที่มอบสองกุมารแก่ชูชก ชอื่ สกุล.......................................................................................................ชนั้ ....................เลขท.ี่ ..................

14 ใบงานท่ี 1 การแตง่ คำประพันธ์ประเภทร่าย จดุ ประสงค์ : อธบิ ายคำประพันธ์ประเภทรา่ ยได้ คำชแี้ จง 1.เติมคำลงในช่องวา่ ง ใหม้ คี วามหมายชัดเจน 2.จงแตง่ คำประพันธ์ประเภทรา่ ย 1. ฉันทลักษณข์ องคำประพันธป์ ระเภทรา่ ยยาว การแต่งรา่ ยยาว บทหนง่ึ จะต้องมี.........................วรรค แตส่ ่วนมากกำหนดไวว้ ่าบทหนึ่งตอ้ งมี....... วรรคขึน้ ไป วรรคหนง่ึ ๆ จะต้องมจี ำนวนคำตั้งแต.่ ............ถงึ ............คำ หรือมากกว่า การส่งสัมผสั คำสดุ ทา้ ยของวรรคหน้า ต้องสัมผัสกับคำที.่ .......หรือ........หรอื .........หรอื ........หรอื ...... ของวรรคถัดไป 2. ฉันทลักษณ์ของคำประพันธป์ ระเภทร่ายสุภาพ การแต่งร่ายสภุ าพ วรรคหนึง่ จะต้องม.ี ..........คำ บทหนงึ่ จะต้องมี...........วรรคข้นึ ไป ความยาวกี่ วรรคก็ได้ แต่ 3 วรรคก่อนจะตอ้ งเป็นคำประพันธ์ประเภท........................เสมอ 3. จงแต่งคำประพันธป์ ระเภทร่าย ตวั อย่าง ชื่อฉนั ชลาลยั หรือกค็ ือแหล่งแห่งน้ำ ปู่ให้คำขยายความเป็นสายนำ้ ไม่ไหลกลับ เป็นคนคอยชอบจะรับฟังปัญหาของเพ่ือนเพ่ือน มีน้ำใจ ไมร่ ู้เลอื น ไมข่ ัดเคือง โกรธใคร ได้นานนาน ไม่ใชค่ นข้รี ำคาญเเตเ่ ปน็ มติ รจิตใจดี ตวั ฉันน้รี ักเด็ก ตวั เล็กเล็ก ผอมไมส่ งู สายตาส้นั ใฝ่ฝันเป็นนสิ ติ คณะอักษร ฝากร่ายกานท์กลอนเปน็ บนั ทึกฉะนี้แลฯ ............................................................................................................................................................... .......... .......................................................................................................... ............................................................... ............................................................................................................ ............................................................. ................................................................................................................................................................. ........ ............................................................................................................ ............................................................. .............................................................................................................. ........................................................... ................................................................................................................................................................... ...... ......................................................................................................................................................................... ................................................................................................................ ......................................................... ..................................................................................................................................................................... .... ......................................................................................................................................................................... .................................................................................................................. ....................................................... ....................................................................................................................................................................... .. ชื่อ สกลุ ................................................................................................ช้นั .......................เลขที.่ .....................

15 ใบงานท่ี 2 การอ่านคำในเรอ่ื งพระเวสสันดรชาดก กัณฑม์ ัทรี แบบฝกึ หดั การอ่านออกเสียงคำ รา่ ยยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มทั รี คำชแ้ี จง : จงเขยี นคำอ่านของคำต่อไปนี้ ๑. พระมทั รี อา่ นวา่ .................................................................................................................................. ๒. ผลาผล อ่านวา่ .................................................................................................................................. ๓. เดียรดาษ อ่านวา่ .................................................................................................................................. ๔. แสรกคาน อา่ นว่า........................................................แปลว่า............................................................... ๕. บทจร อ่านว่า...................................................................................................................... ............ ๖. พญาพาฬมฤคราช อา่ นวา่ ........................................................................................................................ ๗. มรคา อา่ นว่า...................................................................................................................... ............ ๘. ทศนัขเบญจางค์ อ่านวา่ ....................................................แปลว่า............................................................... ๙. บริจาริกากร อา่ นวา่ ........................................................แปลว่า............................................................... ๑๐. อฏุ ฐาการ อา่ นวา่ ........................................................แปลว่า............................................................... ๑๑. มุจลนิ ท์ อา่ นวา่ ........................................................แปลวา่ ............................................................... ๑๒. กเลวระ อา่ นวา่ ........................................................แปลว่า........................................................ ....... ๑๒. นิ่งมธั ยสั ถ์ อา่ นวา่ ........................................................แปลวา่ ............................................................... ๑๓. พระราชสมภาร อา่ นว่า..................................................แปลวา่ ............................................................... ๑๔. เบญจางคจรติ อ่านวา่ ..................................................แปลวา่ ............................................................... ๑๕. บริภาษณานาง อ่านว่า..................................................แปลว่า............................................................... ๑๖. กระลี อา่ นว่า........................................................แปลว่า............................................................... ๑๗. พื้นปริมณฑล อา่ นว่า..................................................แปลว่า............................................................... ๑๘. โบกขรณี อา่ นวา่ ........................................................แปลวา่ ............................................................... ๑๙. ประถมยาม อ่านว่า........................................................แปลว่า............................................................... ๒๐. ปัจจุสมัย อา่ นวา่ ........................................................แปลว่า............................................................... ๒๑. หิมเวศ อ่านว่า........................................................แปลว่า............................................................... ๒๒. ศิโรเพฐน์ อา่ นวา่ ........................................................แปลวา่ ............................................................... ๒๓. กฤดาภินิหาร อา่ นวา่ ..................................................แปลวา่ ............................................................... ๒๔. สตั พธิ รตั น์ อา่ นว่า........................................................แปลว่า............................................................... ๒๕. ทานพาหิรกะ อา่ นว่า...................................................แปลวา่ ............................................................... ชื่อ สกุล......................................................................................ช้นั .................เลขท.่ี ...........................

16 ใบงานท่ี 3 การจับใจความสำคญั รา่ ยยาวมหาเวสสนั ดรชาดก กัณฑม์ ัทรี คำชี้แจง : จงตอบคำถามต่อไปน้ี ๑. ผแู้ ต่งเรอื่ ง มหาเวชสันดรชาดก กณั ฑ์มัทรี คือใคร ตอบ.......................................................................................................................................................... ๒. ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก เป็นชาดกเรื่องที่ย่ิงใหญ่ที่สุด โดยกล่าวถึงเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ซ่ึง เสวยพระชาตเิ ป็นพระเวสสันดร เดมิ แตง่ เปน็ ภาษาใด ตอบ.......................................................................................................................................................... ๓. ต่อมามกี ารแปลเปน็ ใด ตอบ.......................................................................................................................................................... ๔. มหาชาตสิ ำนวนแรก คอื เรือ่ งใด ตอบ...................................................................................................... .................................................... ๕. ทำไมมหาชาติในเร่ืองแรกไมส่ ามารถเทศน์ใหจ้ บภายใน ๑ วัน ตอบ.......................................................................................................................... ................................ ๖. กัณฑ์ใดทพ่ี ระนางผสุ ดี พระธิดาพระเจ้ากรงุ มัทราชไดพ้ ร ๑๐ ประการจากพระอินทร์ ตอบ.......................................................................................................................... ................................ ๗. กัณฑ์ใดที่มีพราหมณ์ ๘ คนมาทูลขอช้างปัจจัยนาเคนทร์ พระเวสสันดรก็พระราชทานให้ ทำให้ประชาชนโกรธ แคน้ และขอให้เนรเทศพระเวสสันดรออกจากเมือง ตอบ.......................................................................................................................... ................................ ๘. กัณฑ์ใดท่ีกษัตริย์ท้ัง ๖ พระองค์ได้พบกันต่างก็ดีพระทัยและเสียพระทัย กันแสงจนสลบไป เสนาอำมาตย์ ทง้ั หลายก็โศกเศรา้ จนสลบไปดว้ ย พระอนิ ทรจ์ ึงบนั ดาลใหฝ้ นโบขรพรรษตกลงมา ตอบ......................................................... ................................................................................................. ๙. กัณฑ์ใดท่ีพระเวสสันดรได้บริจาค สัตตสดกมหาทาน คือบริจาค ช้าง ม้า รถ โคนม สนม ทาสหญิง ทาสชาย อย่างละ ๗๐๐ ตอบ................................................ .......................................................................................................... ๑๐. กณั ฑใ์ ดทพ่ี ระอนิ ทร์แปลงกายเปน็ พราหมณม์ าทลู ขอพระนางมัทรี พระเวสสันดรก็ให้ ตอบ.................................................................... ...................................................................................... ชื่อ สกลุ .......................................................................................................ชน้ั ....................เลขท.่ี ..................

17 ใบงานที่ 4 การวิเคราะห์ พระเวสสันดรชาดก กัณฑม์ ัทรี คำชแ้ี จง จงตอบคำถามต่อไปนี้ ๑. “แต่แม่เที่ยวเซซังเสาะแสงทุกแห่งห้องหิมเวศท่ัวประทศทุกราวป่า สุดสายนัยนาท่ีแม่จะตามไปเล็งแล สุดโสต แล้วท่ีแม่จะซับทราบฟังสำเนียง สุดสุรเสียงท่ีแม่จะรำ่ เรียกพิไรร้อง สุดฝีเท้าที่แม่จะเยื้องย่องยกย่างลงเหยียบดิน ก็ สุดส้ินสุดปัญญาสุดหาสุดค้นเห็นสุดคดิ ” ขอ้ ความขา้ งตน้ มีคณุ ค่าด้านวรรณศลิ ป์ดา้ นใดเด่นทส่ี ุด ตอบ.................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ............................................ ๒. จากคำประพนั ธ์ในข้อที่ ๑ จงยกตัวอย่างข้อความ ทมี่ คี ุณค่าดา้ นวรรณศิลป์ เลน่ เสียงพยญั ชนะมากที่สดุ ตอบ.......................................................................................................................... ........................................ ......................................................................................................................................................................... ๓. “เหตุไฉนไม้ทม่ี ีผลเป็นพุ่มพวง ก็กลายกลบั เป็นดอกดวงเดยี รดาษอนาถเนตร แถวโนน้ ก็แก้วเกดพิกุลแกมกบั กาหลง ถดั น่ันก็สายหยดุ ประยงค์และยมโดย พระพายพัดก็รว่ งโรยรายดอกลงมนู มอง” ข้อความข้างตน้ มคี ณุ คา่ ดา้ นวรรณศลิ ปด์ า้ นใดเดน่ ท่สี ุด ตอบ.......................................................................................................................... ........................................ ............................................................................................................................................................ ............. ๔. “แตย่ า่ งเหยียบเกรียบกรอบกเ็ หลยี วหลัง พระโสตฟงั ใหห้ วาดแว่วว่าสำเนียงพระลูกแก้วเจ้าบน่ อยู่งึม ๆ พมุ่ ไมค้ รึ้ม เป็น เงา ๆ ชะโงกเงื้อม พระเนตรเธอลายเล่อื มเหน็ เปน็ รปู คนตะค่มุ ๆ อยู่คล้าย ๆ แลว้ หายไป สมเดจ็ อรไทเธอเท่ียวตะโกนกกู่ ู๋ ก้อง” ๔.๑ คำวา่ “เกรยี บกรอบ” มีคุณค่าด้านวรรณศลิ ป์ ภาพพจน์ใด ตอบ.......................................................................................................................................... ๔.๒ คำวา่ “กู่ก๋กู ้อง” มีคุณค่าวรรณศลิ ปด์ า้ นใด ตอบ........................................................................................................ .................................. ๕. “นางก็เศร้าสรอ้ ยสลดพระทัย ด่งั เอาเหล็กแดงมาแทงใจให้เจ็บจติ นีเ่ หลือทน อปุ มาเหมอื นคนไข้หนักแลว้ มิหนำ ยงั แพทยเ์ อายาพษิ มาวางซำ้ ให้เวทนา เห็นชวี าน้ีคงจะไมร่ อดไปสกั กว่ี ัน” ข้อความข้างต้น มีคณุ คา่ ด้านวรรณศิลป์ ภาพพจนใ์ ด ตอบ.............................................................................................................................. ............ ๖. “พระทรวงนางสั่นระรกิ เต้นดั่งตีปลา” ข้อความข้างต้น มีคุณค่าดา้ นวรรณศลิ ป์ ภาพพจนใ์ ด ตอบ.......................................................................................................................................... ชอื่ สกุล ........................................................................................ช้นั .........................เลขที่.................

18 ใบงานท่ี 5 พระเวสสันดรชาดก กณั ฑม์ ัทรี คำชี้แจง : จงตอบคำถามต่อไปน้ี ๑. เหตุใดเทพยดาจึงต้องแปลงกายเป็นสัตว์รา้ ยขวางทางพระนางมัทรี การกระทำของเทพยดาเหมาะสมหรอื ไม่ เพราะเหตุใด ตอบ.................................................................................................................................................................. ....................................................................................................................................... .................................. ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ๒. พระนางมัทรีทำอย่างไรเมื่อพบสัตว์ร้ายขวางทางสัญจร การกระทำดงั กล่าวของพระนางมัทรีสะท้อนความเชื่อ อย่างไร ตอบ.................................................................................................................................................................. ......................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................... .................................. ......................................................................................................................................................................... ๓. เพราะเหตุใดพระเวสสนั ดรจึงยกพระกัณหาและพระชาลีให้แกเ่ ฒ่าชชู ก ตอบ.................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ............................................ ......................................................................................................................................................................... .................................................................................. ............................................................ ........................... ๔. พระเวสสนั ดรใชอ้ บุ ายอยา่ งไรเพอ่ื ใหพ้ ระนางมัทรคี ลายทุกข์ อุบายดังกลา่ วใช้ได้ผลหรอื ไม่ เพราะเหตุใด ตอบ.................................................................................................................................................................. ...................................................................................................................................................................... ... ......................................................................................................................................................................... .................................................................................. ................................................................................ ....... ๕. เรื่องร่ายยาวเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี แสดงบุคลิกลักษณะของพระนางมัทรี อย่างไรบ้าง อธิบายพร้อม ยกตัวอยา่ ง ตอบ.................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................ ................. ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ช่ือ สกลุ .......................................................................................................ช้ัน....................เลขท่.ี ..................

19 แบบทดสอบหลังเรียน เรอื่ ง พระเวสสนั ดร กัณฑ์มัทรี ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 คำชี้แจง จงเลอื กคำตอบท่ีถูกทีส่ ุดเพียงคำตอบเดยี ว ๑.กณั ฑ์มทั รเี ป็นกณั ฑ์ที่เท่าใดในเรื่องรา่ ยยาวมหาเวสสนั ดรชาดก ก. กัณฑ์ท่ี ๘ ข. กณั ฑท์ ่ี ๙ ค. กัณฑ์ท่ี ๑๐ ง. กณั ฑท์ ี่ ๑๑ ๒. ตัวละครในข้อใดไม่มชี ่ือปรากฎในกัณฑม์ ัทรี ก. พระกัณหา ข. พระเวสสันดร ค. พญาพาฬมฤคราช ง. พระเจ้าสญชยั ๓. ปมปญั หาสำคัญในมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรคี ืออะไร ก. เทพยดาแปลงเป็นพญาเสอื โครง่ มาขวางหน้าพระนางมัทรีไว้ ข. พระเวสสนั ดรทรงยกสองกุมารให้ชชู กไปแลว้ ค. พระเวสสันดรทรงบรภิ าษพระนางมทั รีอยา่ งเสียหาย ง. พระนางมัทรีทรงตามหาสองกมุ ารตลอดท้งั คนื จนถงึ รงุ่ เช้า ๔. พระเวสสันดรทรงใชอ้ บุ ายใดที่ทำให้พระนางมัทรี “ ความโศกเสื่อมสวา่ งสงบจติ “ ก. ไมต่ อบคำถาม ข. แสดงความเกรยี้ วกราด ค. แสดงอาการหึงหวง ง. แสดงอาการครํ่าครวญ ๕. พระนางมัทรเี ม่อื ได้ฟงั คำบรภิ าษของพระเวสสันดร ความโศกกห็ ายไป เพราะเหตุใด ก. โกรธ ข. เสยี ใจ ค. เจบ็ ใจ ง. กลวั ๖. “ดูกรสงฆผ์ ูท้ รงศลี วสิ ทุ ธสิ กิ ขา เมื่อสมเด็จพระนางมทั รเี ธอได้สมปฤาดีคืนมา นางพระยาเจ้า ละอายแกเ่ ทพดานัก” ข้อใดคือเหตผุ ลท่ที ำให้พระนางมัทรีละอายแกเ่ ทพดา ก. ทที่ รงโศกเศรา้ หนกั จนถึงแก่วิสัญญีภาพ ข. ที่ความอาลยั รักพระลกู นั้นเกินควร ค. ดว้ ยเหน็ วา่ นอนอยู่บนตกั พระราชฤาษีมิบังควร ง. พระสามกี ็มไิ ด้ตรสั ปรานแี ต่สักนิดสักหน่อยหน่งึ ๗. ข้อใดมิใช่พญาพาฬมฤคราช ก. พญาไกรสรราชสหี ์ ข. พญาเสอื เหลือง ค. พญาเสือโคร่ง ง. พญาเสอื ดำ

20 ๘. เหตุใดพระเวสสันดรจึงไม่ตรัสบอกความจริงแก่พระนางมทั รีเสียต้ังแตแ่ รก ก. เพราะเกรงวา่ พระนางมัทรีจะรับความจริงไม่ได้ ข. เพราะเกรงว่าพระนางมัทรีจะตามลูกทัน ค. เพราะเกรงวา่ พระนางมัทรีจะแค้นใจจนตาย ง. เพราะเกรงว่าพระนางมัทรีจะเสยี ใจจนตาย ๙. “ทง้ั พวงแก้วและพวงทองกโ็ รยรว่ งจากกลบี เมฆกระทำสักการบชู าแกส่ มเด็จนางพระยามัทรี “ คำประพนั ธ์ทย่ี กมาน้ี พระนางมทั รไี ดร้ ับการสักการะในเร่อื งใด ก. ความซอ่ื สตั ย์ต่อสามี ข. การอนโุ มทนาในทานของพระเวสสนั ดร ค. ความรักลกู ง. ความเมตตาสงสาร ๑๐. “แถวโน้นก็แก้วเกดพิกุลแกมกับกาหลง ถัดไปกส็ ายหยดุ ประยงค์และยมโดย ยามพระพายพัด เคยร่วงโรยรายดอกลงมูนมอง “ คำประพันธน์ ้ีกลา่ วถงึ ไม้ดอกกี่ชนดิ ก. ๖ ชนิด ข. ๗ ชนดิ ค. ๘ ชนดิ ง. ๙ ชนิด ๑๑. “รศั มพี ระจนั ทรก์ ม็ ัวหมอง เหมือนเศร้าโศกแสนวิโยคเมอ่ื ยามปจั จสุ มยั ” คำที่ขีดเส้นใต้ หมายถงึ เวลาใด ก. เวลาเชา้ มืด ข. เวลากลางวัน ค. เวลายํ่าคํา่ ง. เวลากลางคืน ๑๒. “ขอพระองค์จงเปรมปรีดปิ์ ราศจากมจั ฉริยธรรมอกุศล” คำทขี่ ดี เสน้ ใต้หมายถึงอะไร ก. ความหว่ งใย ข. ความวติ กกงั วล ค. ความตระหนี่ ค. ความเสยี ดาย ๑๙. “เทพเจ้าก็สังเวชในวญิ ญาณ จึงพากันอุฏฐาการคลาไคลให้มรรคา” คำทขี่ ีดเสน้ ใต้หมายถึงอะไร ก. หลีกทาง ข. ลุกขน้ึ ค. ขยับตวั ง. พยกั หน้า ๒๐. “ สัตพิธรตั น์ “ หมายถึงแกว้ กป่ี ระการ อะไรบ้าง ก. หา้ ประการ ได้แก่ เพชร ทอง นาก เงิน ทบั ทมิ ข. หกประการ ไดแ้ ก่ เพชร ทอง เงิน ทบั ทิม ไพฑรู ย์ มุกดา ค. เจด็ ประการ ไดแ้ ก่ เพชร ทอง เงิน ทับทมิ ไพฑูรย์ มุกดา แกว้ ประพาฬ ง. แปดประการ ได้แก่ เพชร ทอง เงิน นาก ทบั ทิม ไพฑรู ย์ มุกดา แก้วประพาฬ

21 ๒๑. ข้อใดแสดงใหเ้ หน็ อารมณ์ความร้สู ึกท่ีเศร้าสะเทอื นใจของพระนางมัทรีมากท่ีสดุ ก. สองพระกรข้อนทรวงทรงพระกันแสงครวญครำ่ แล้วรำพันว่า โอเ้ จา้ ดวงสรุ ยิ นั จันทรท้ังคู่ ของแม่เอย่ แม่ไมร่ ู้เลยวา่ เจา้ จะหนพี ระมารดาไปสู่พาราใดไมร่ ู้ท่ี ข. พระคุณเอ่ยถึงพระองค์จะสงสัย ก็นำ้ ใจของมทั รนี ้ีกตเวทีเป็นไมเ้ ท้าก้าวสู่ที่ทางทดแทน อปุ มาแม้นเหมือนสดี าอันภกั ดีต่อสามรี ามบัณฑิต ค. เม่ือแรกจากไอศวรรย์มาอยดู่ งกป็ ลงจติ ไมไ่ ด้คดิ เป็นสอง หวังจะเป็นเกือกทองฉลอง บาทยุคลทง้ั คูแ่ หง่ พระคุณผัว ง. ขา้ พระบาทนี้รอ้ นรนไมห่ ยุดหย่อนแต่สักอย่าง แตเ่ ดนิ มาก็บงั เกิดประหลาดลางข้ึนกลาง พนาลี ๒๒. ข้อใดไม่มีคำไวพจน์ ก. อนึง่ พระสรุ ยิ ศรกี ็เย็นย่ําสนธยาสายัณหแ์ ล้ว ข. เปน็ เวลาพระลูกแก้วอยากนมกำหนดเสวย ค. พระพี่เจ้าของน้องเอย๋ ทั้งสามราขอเชญิ กลับไปยังรัตนคูหาหอ้ งแกว้ ง. อนึง่ น้องจะแบ่งปันผลไมใ้ ห้สักกึ่ง ครึ่งหนง่ึ นั้นน้องจะขอไปฝากพระหลานน้อยๆทง้ั สองรา ๒๓. “สุดสายนัยนาที่แม่จะตามไปเล็งแล สุดโสตแลว้ ที่แมจ่ ะซบั ทราบฟังสำเนยี ง สดุ สุรเสียงที่แม่จะ รํา่ เรียกพิไรรอ้ ง สุดฝเี ทา้ ทีแ่ ม่เย้ืองย่องยกย่างลงเหยยี บดนิ ก็สดุ สิ้น สุดปัญญาสดุ หาสดุ ค้นเห็นสดุ คิด” ศิลปะการประพนั ธ์ขอ้ ใดไมป่ รากฎในคำประพันธ์น้ี ก. การเลน่ คำสัทพจน์ ข. การพรรณนาให้เกิดความสะเทือนใจ ค. การเล่นอักษรสัมผัส ง. การซำ้ คำ ๒๔. ข้อใดดเี ดน่ ดา้ นการเล่นเสยี งและคำซ้ำ ก. แสงพระจนั ทร์ดั้นสอ่ งต้องน้ำค้างท่ีขังให้ไหลลงหยดย้อย เหมอื นหนึ่งน้ำพลอยพรอ้ ยๆอยู่ พรายๆ ข. ก็กลายกลับเปน็ ดอกดวงเดียรดาษอนาถเนตร ค. สะดุ้งพระทัยไหวหวาดวะหวดี ว่งิ วนแวะเข้าข้างทาง ง. ทุกหว้ ยธารละหานเหนิ เหวหบุ ห้องคหู าวาส ๒๕. ขอ้ ใดปรากฏโวหารสทั พจน์ ก. ทงั้ นกหกก็งัวเงียเหงาเงยี บทุกรวงรงั ข. สมเดจ็ อรไทเธอเทย่ี งตะโกนกูก่ ๋กู ้อง ค. พระพายรำเพยพัดมาฉวิ เฉื่อย ง. พระพักตรเ์ ธอฟมู ฟองไปด้วยน้ำพระเนตร ชอ่ื สกลุ ................................................................................................ชนั้ ...........................เลขที่...................

22

23 ใบความรู้ เรือ่ ง การสร้างคำในภาษาไทย (คำมลู , คำประสม) คำและพยางคม์ ีความแตกต่างกนั คำ คอื เสียงท่มี ีความหมาย และเป็นหนว่ ยที่เลก็ ทส่ี ุดในภาษาทีส่ ามารถใชส้ อ่ื สารไดต้ รงกัน พยางค์ คือ เสยี งที่เปลง่ ออกมาจะมคี วามหมายหรือไม่มีความหมายก็ได้ การสร้างคำ มดี งั น้ี 1.คำมูล คือ คำพ้ืนฐานในภาษาไทยเป็นคำยอ่ ยสุดที่มคี วามหมายชดั เจน ลักษณะของคำมูลคือ 1) เปน็ คำไทยแท้หรือคำภาษาอืน่ ก็ได้ ตัวอยา่ งคำมลู ทเี่ ป็นคำไทย เช่น แม่ กนิ น้ำ ปา่ นก มะเขอื เป็นตน้ ตัวอยา่ งคำมูลทเ่ี ป็นคำจากภาษาอ่ืน เช่น มารดา เสวย พนา สกุณา วารี เป็นตน้ ๒) เปน็ คำพยางคเ์ ดยี วหรือมากพยางคก์ ็ได้ (ถา้ เป็นคำหลายพยางค์คำมลู จะแยกพยางค์ไม่ได้) ตวั อยา่ งคำมูลพยางคเ์ ดยี ว เชน่ ฟ้า กลา้ ขวด ควา้ ง่าย สวย พรอ้ ม ยาย เป็นตน้ ตัวอย่างคำมูลหลายพยางค์ เช่น กระดาษ ขนม คะนอง ระฆัง จรวด ฉะน้ัน ศิลปะ คณะ สัปปะรด เปน็ ต้น ๒.คำประสม คือ คำที่สร้างจากคำมูลตั้งแต่ 2 คำข้ึนไป มารวมกัน เกิดเป็นคำใหม่ มีความหมายใหม่ท่ีชัดเจน คำ ประสมมีลกั ษณะที่สำคัญดงั น้ี ๑) คำท่นี ำหน้ามาประสมต้องเขียนต่างกันและมีความหมายตา่ งกนั ๒) คำทีป่ ระสมกนั แลว้ เกิดเป็นคำใหมแ่ ละมีความหมายใหม่ที่ชัดเจน ๓) คำประสมสามารถแยกออกเป็นคำมูลย่อย ๆ ได้ ตัวอย่างคำประสม เช่น ตาร้อน เตารีด ไฟฟ้า ราวตากผ้า เก้าอี้ดนตรี หมอฟัน แว่นตา ไม้เท้า เคร่อื งบนิ ตม้ นำ นอกใจ เมืองหลวง คำทขี่ ้ึนต้นด้วยคำวา่ ช่าง ชาว นัก หมอ การ ความ เครือ่ ง แม่ พ่อ จัดเป็นคำประสมได้ เชน่ ชา่ ง ช่างเชอื่ ม ช่างยนต์ ชา่ งไฟ เป็นต้น ชาว ชาวเขา ชาวนา ชาวสวน เป็นต้น นกั นักเรยี น นกั บิน นักการเมือง เป็นต้น หมอ หมอฟนั หมอดู หมอผี เปน็ ตน้ การ การบ้าน การเมือง การเรียน เป็นต้น ความ ความดี ความชวั่ ความเร็ว เปน็ ตน้ เครื่อง เคร่ืองบิน เคร่อื งเรือน เคร่ืองเขียน เป็นตน้ แม่ แมบ่ า้ น แม่เรอื น แมย่ าย เปน็ ต้น พ่อ พอ่ บา้ น พ่อครวั พอ่ มด เป็นตน้

24 ใบความรู้ เร่อื ง การสร้างคำในภาษาไทย (คำซ้ำ , คำซ้อน) คำซอ้ น เปน็ การนำคำท่ีมคี ุณสมบัตบิ างอยา่ งเหมอื นกันมารวมกัน คำซอ้ นมีคุณลักษณะที่ควรจำ ดงั น้ี 1) คำทน่ี ำมาซอ้ นตอ้ งเขยี นต่างกัน 2) คำท่นี ำมาซอ้ นต้องมีความหมายเหมอื นกัน คลา้ ยกนั หรือตรงขา้ มกนั ตวั อย่างคำซอ้ นที่มีความหายเหมอื นกัน เช่น ภูตผี รูปภาพ ดูแล เสือ่ สาด อ้วนพี ทรัพย์สมบัติ เขียวขจี ป่าเถื่อน โหดร้าย ซากศพ โศกเศรา้ เปน็ ต้น ตัวอย่างำซ้อนที่มีความหมายใกล้เคียงกัน เช่น ตบตี ขัดถู พี่น้อง หลบหลีก ขัดขวาง ถ้วยชาม กูตา ลูกหลาน ผกั ปลา เป็นต้น ตวั อย่างคำซอ้ นทีค่ วามหมายตรงขา้ ม เชน่ ช่ัวดี ถหี่ า่ ง เช้าเย็น สูงตำ่ ดำขาว ยาวสัน้ บาปบญุ อว้ นผอม ช้าเร็ว สขุ ทกุ ข์ เป็นต้น คำซอ้ นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คอื 1.คำซ้อนเพ่ือความหมาย คำซ้อนลักษณะน้ีคำที่นำมาซ้อนกันต้องมีความหมายเหมือนกันทุกคำ เช่น ทอดท้ิง กีด กนั ขดั ขวาง ส่ังสอน เบี่ยงเบน เป็นตน้ 2.คำซ้อนเพ่ือเสียง คำซอ้ นลักษณะน้ีไม่เน้นความหมาย คำที่นำมาซ้อนจะเป็นคำที่มีเสียงสัมผัสกัน เช่น เอะอะ กุ๊ งก๊ิง โยกเยง เคว้งคว้าง อดื อาด เป็นต้น คำซ้ำ เกิดจากการซ้ำเสียงและมีความหมายอย่างเดียวกันซึ่งมีลักษณะที่น่าสนใจ ดังน้ี คำซ้ำต้องเขียนเหมือนกัน ความหมายเหมือนกัน และหน้าที่เหมอื นกัน เชน่ เด็ก ๆ กิน ๆ เขยี น ๆ แผน่ ๆ ชา้ ๆ ร้อน ๆ ขา้ ง ๆ สด ๆ ใกล้ ๆ จดื ๆ หมู ๆ เปน็ ตน้ คำทีน่ ำมาซ้ำจะแสดงความหมายไดห้ ลายลักษณะ ดังนี้ 1) ซำ้ แลว้ แสดงจำนวนเอกพจน์ เชน่ - คนงานกำลังเกบ็ ของเป็นลงั ๆ (ทลี ะลัง) - ชาวสวนตัดมะม่วงทงิ้ เป็นตน้ ๆ (ทีละต้น) ๒) ซำ้ แล้วแสดงจำนวนพหพู จน์ เช่น - เดก็ ๆ เล่นฟุตบอลกันอยกู่ ลางสนาม (เด็กหลายคน) - มาบอกลูก ๆ ให้รีบเขา้ นอน (ลกู หลายคน) ๓) ซ้ำแล้วแสดงคำส่ัง เชน่ -กินดี ๆ อย่าใหเ้ ลอะเทอะ - เขยี นสวย ๆ ครจู ะด่านออก ๔) ซ้ำแลว้ แสดงความหมายไมเ่ น้นยำ้ เช่น - ผลไม้เนา่ ๆ กเ็ อาไปทิ้งซะ (ไม่ไดเ้ น้นว่าลกู ไหนเนา่ ) - คนไหน ๆ ก็รกั เธอท้งั น้นั (ไม่ไดเ้ นน้ วา่ คนใดคนหน่ึง) ๕) ซ้ำแล้วไมร่ ะบตุ ำแหนง่ ท่แี น่นอน เช่น - นกั เรียนท่ีนงั่ หลงั ๆ ลกุ ขึน้ ตอบครซู ิ (ไม่ระบวุ า่ น่ังตรงไหนแน่นอน) - พรุ่งนเี้ จอกันข้าง ๆ โรงเรียนนะ (ไมร่ ะบวุ ่าตรงไหนของโรงเรยี น) 6) ซำ้ แล้วเนน้ ย้ำความร้สู กึ เชน่ - เขาเปน็ คนดี๊ดี - ผู้หญงิ คนนน้ั ซ้วยสวย ๗) ซำ้ แลว้ มคี วามหมายเชิงเปรียบเทยี บ (ความหมายไม่เหมอื นเดิม) เชน่ - อยา่ ทำงานลวกๆ มาสง่ ครู (ทำงานไม่เรียบร้อย)

25 ใบความรู้ เรือ่ ง การสร้างคำในภาษาไทย (คำสมาส) คำสมาส คือ คำท่ีเกิดจากการนำคำในภาษาบาลีและสันสกฤตมารวมเขา้ ดว้ ยกนั เพือ่ ทำใหเ้ กดิ คำใหม่ ทม่ี ีความหมายใหม่ โดยยงั มีเค้าของความหมายเดิมอยู่ หลกั สังเกตคำสมาสในภาษาไทย 1. เกดิ จากคำมลู ตั้งแตส่ องคำขนึ้ ไป 2. เป็นคำทม่ี รี ากศัพท์มาจากภาษาบาลแี ละสนั สกฤตเท่าน้ัน เชน่ กาฬพกั ตร์ ภมู ิศาสตร์ ราชธรรม บุตรทาน อกั ษรศาสตร์ อรรถคดี ฯลฯ 3. พยางค์สดุ ทา้ ยของคำหน้า หากมสี ระ อะ หรือมตี วั การันตอ์ ยู่ ใหย้ ุบตัวน้นั ออก (ยกเว้นคำบางคำ เชน่ กจิ จะลักษณะ เปน็ ตน้ ) 4. แปลความจากหลังมาหนา้ เช่น ราชบตุ ร แปลวา่ บตุ รของพระราชา, เทวบัญชา แปลว่า คำสงั่ ของ เทวดา, ราชการ แปลวา่ งานของพระเจา้ แผ่นดนิ 5. สว่ นมากออกเสยี งพยางค์ท้ายของคำหน้า แมจ้ ะไม่มีรปู สระกำกบั อยู่ โดยจะใชเ้ สียง อะ อิ และ อุ (เชน่ เทพบตุ ร) แต่บางคำก็ไม่ออกเสียง (เช่น สมัยนิยม สมทุ รปราการ) 6. คำบาลสี ันสกฤตทม่ี ีคำว่า พระ ซงึ่ กลายเสียงมาจากบาลีสันสกฤต กถ็ ือวา่ เปน็ คำสมาส (เช่น พระกร พระจนั ทร์) 7. สว่ นใหญจ่ ะลงท้ายว่า ศาสตร์ กรรม ภาพ ภัย ศกึ ษา ศิลป์ วิทยา (เชน่ ศกึ ษาศาสตร์ ทุกขภาพ จิตวทิ ยา) ตวั อยา่ งคำสมาส ธุรกิจ กจิ กรรม กรรมกร ขณั ฑสีมา คหกรรม เอกภพ กาฬทวปี สุนทรพจน์ จีรกาล บปุ ผชาติ ประถมศึกษา ราชทณั ฑ์ มหาราช ฉนั ทลกั ษณ์ พุทธธรรม วรรณคดี อิทธิพล มาฆบูชา มจั จรุ าช วิทยฐานะ วรรณกรรม สมั มาอาชีพ หัตถศึกษา ยทุ ธวิธี วาตภยั อตุ สาหกรรม สังฆราช รตั ตกิ าล วสันตฤดู สขุ ภาพ อธกิ ารบดี ดาราศาสตร์ พุพภิกขภยั สุคนธรส วสิ าขบชู า

26 ใบงานท่ี 2.1 เรื่อง คำมลู คำมลู คือ ............................................................................................................................... ..................... ...................................................................................................................................................................... คำมูลแบ่งเปน็ .....................................ชนิดคอื ๑.......................................................................................................................................................... ๒................................................................................................................... ....................................... จงยกตวั อย่างคำมูลท่ีมีลกั ษณะตอ่ ไปน้ี ขอ้ ละ ๓ คำ ๑. คำมลู พยางคเ์ ดียว เชน่ .............................................................................................................. ๒. คำมลู สองพยางค์ เชน่ .............................................................................................................. ๓. คำมลู สามพยางค์ เชน่ ............................................................................................................. ๔. คำมลู ส่ีพยางค์ เชน่ ............................................................................................................. ชอื่ สกุล............................................................................................................ชน้ั ....................เลขที่..............

27 ใบงานท่ี 2.2 เรอ่ื ง คำซ้ำ คำชแี้ จง จงยกตัวอย่างคำซำ้ ทม่ี ลี ักษณะต่อไปนี้ ข้อละ ๒ คำ ๑. ซำ้ คำนามแล้วแสดงความเป็นพหพู จน์ เช่น ................................................................................................ ๒. ซำ้ คำกรยิ าแลว้ แสดงกิริยาอาการซ้ำๆ เชน่ ................................................................................................ ๓. ซ้ำคำวเิ ศษณแ์ ล้วบอกความไมเ่ จาะจง เชน่ ................................................................................................ ๔. ซำ้ เพ่ือแสดงอาการหรือเหตกุ ารณท์ ่ีตอ่ เน่ือง เช่น ................................................................................................ ๕. ซ้ำเพ่ือเลียนเสียงธรรมชาติ เชน่ ................................................................................................ ๖. ซำ้ โดยใช้เสียงสูงเนน้ ความหมาย มกั ใช้ในภาษาพดู ท่ไี มเ่ ปน็ ทางการ เช่น ..................................................... ๗. ซำ้ แลว้ เกิดความหมายใหม่ ๗.๑ งู ๆ ปลา ๆ หมายถงึ ............................................................................................... แตง่ ประโยค............................................................................................... ๗.๒ กล้วย ๆ หมายถึง............................................................................................... แตง่ ประโยค............................................................................................... ๗.๓ สง่ ๆ หมายถึง............................................................................................... แตง่ ประโยค............................................................................................... ๗.๔ หยก ๆ หมายถึง............................................................................................... แต่งประโยค............................................................................................... ๗.๕ ลวก ๆ หมายถงึ ............................................................................................... แตง่ ประโยค............................................................................................... ชอ่ื สกุล...........................................................................................................ช้ัน....................เลขท่ี..............

28 ใบงานท่ี 2.3 เรื่อง คำซ้อน ๑. คำซ้อนมี.................ชนิด คอื ................................................................................................................ ๒ จงยกตัวอย่างคำซอ้ นเพ่ือความหมาย ต่อไปนี้ ข้อละ ๒ คำ ๑.๑ ความหมายเหมือนเดิม เชน่ ......................................................................................................... ๑.๒ ความหมายแคบหรอื เฉพาะเจาะจงมากกว่าเดิม เช่น ...................................................................... ๑.๓ ความหมายกว้างกว่าเดิม เชน่ ......................................................................................................... ๑.๔ ความหมายเปล่ียนไปจากเดิม เช่น .................................................................................................... ๑.๕ ความหมายไมแ่ น่นอน ข้ึนอยกู่ ับสถานการณก์ ารใช้ ส่วนใหญ่เปน็ คำซอ้ นจากคำที่มีความหมาย ตรงกันข้าม เชน่ ......................................................................................................... ๓. จงยกตวั อยา่ งคำซ้อน ท่ีมีวธิ ีสรา้ งดังต่อไปนี้ ๓.๑ สรา้ งจากคำไทยกับภาษาถ่ิน เชน่ อว้ น........ ผี........... เสื่อ......... พัด...... ง.ู ........ คอย........ บา้ น......... ภ.ู ......... ด.ู .......... ๓.๒ สร้างจากคำไทย กับ คำไทย เช่น ใหญ.่ ........ ก่อ.......... แบง่ ........ ชุก....... ขบั ......... ขดั ....... ๓.๓ สรา้ งจากคำไทย กับ คำยมื ภาษาอ่ืน บาลี + ไทย ..........ใจ รูป.......... สูญ......... ............ทาง ไทย + บาลี รา่ ง......... ข้า.......... ชา้ ง......... ถนิ่ .......... สันสกฤต + ไทย .........กรี้ยว .........เหงา้ ..........สนิ ...........เศร้า ไทย + สันสกฤต สงิ .......... สร้าง......... ผวิ .......... เนอื ง......... ไทย + เขมร เงยี บ........ แบบ........ โง.่ ........ ดา่ ......... เขมร + ไทย ...........อก ..........หา ...........มอง .............หา จีน + ไทย ...........รา้ น ..........เฉล่ีย .........ส่วน ..........ทิ้ง ๓.๔. สรา้ งจากคำภาษาต่างประเทศทุกคำ บาลี + บาลี รูป......... กิจ........ ภยั ......... สบถ........... บาลี + สันสกฤต อดุ ม........ เวร......... เวท.............. ยาน.............. สันสกฤต + บาลี ฤทธ์ิ......... ภกิ ษุ......... มิตร.......... ยักษ์.......... สันสกฤต + สนั สกฤต ทรพั ย์........ เคราะห์...... วจิ ิตร........ วพิ ากษ์........... เขมร + เขมร เสนียด......... เลอ........ โสรจ......... เฉลิม.........

29 ๒. ซอ้ นเพอ่ื เสียง เครง่ ............. ๒.๑ นำคำมลู ทม่ี ีความหมายและเสียงใกลเ้ คยี งกันมาซ้อนกนั เชน่ ก่อรา่ ง............ เกง่ ......... แข่ง........ ขัด............ ๒.๒ นำคำทไ่ี ม่มคี วามหมาย แตม่ เี สยี งกลมกลนื กับคำมูลหลกั มาซ้อน โดยความหมายของคำมลู เดมิ ไม่ เปลย่ี นแปลง เชน่ ครน้ื ....... โคลง........... งง........... งด.......... โจง่ .............. ขอ้ สังเกต ๑. คำซอ้ นที่มีมากกวา่ ๒ พยางค์ มักมเี สยี งสมั ผัส หรอื มีการซำ้ พยางค์ เชน่ สมั ผสั สระ คุยโม้......... จดุ หมาย............ ภเู ขา............. ซำ้ พยางค์ที่ ๑ กับ ๓ ไดด้ บิ .......... ห้องนำ้ ............. ทำบุญ............ ซำ้ พยางคท์ ่ี ๒ กบั ๔ กินด.ี ....... น่ังกนิ ............ มอื ห่าง........... ชอ่ื สกุล............................................................................................................ช้นั ....................เลขที่..............

30 ใบงานที่ 2.4 เรอ่ื ง คำประสม คำชแี้ จง ให้พจิ ารณาขอ้ ความตอ่ ไปน้ี แล้วทำเครอ่ื งหมาย / หน้าข้อความที่มีคำประสม และ เครือ่ งหมาย X หนา้ ข้อความทไ่ี ม่มคี ำประสม ๑. ...............เขามแี ผลเปน็ ทใ่ี บหนา้ ๒. ...............เขาไดร้ บั บาดเจบ็ มีแผลเป็นรอยลกึ น่ากลวั ๓. ...............แมเ่ ลย้ี งของเขารักเขาเหมอื นลูกแท้ๆ ๔. ...............แมเ่ ลย้ี งเขามาดี จึงมีคนชมว่าเขาเป็นคนมีมารยาทดี ๕. ...............แมม่ ดพาลูกมดตัวนอ้ ยๆ ไตต่ ามกนั มาเป็นแถว ๖. ...............แมม่ ดในนิยายใจรา้ ยเสมอ ๗. ...............พวกกินแล้วไมจ่ ่าย เขาเรียกว่าชกั ดาบ ๘. ...............ซามูไรชักดาบเมอ่ื ถึงคราวต้องสู้ ๙. ...............ครคู อื แม่พิมพ์ของชาติ ๑๐. ...............เขาวานแมพ่ มิ พ์งานทง้ั หมด คำชแี้ จง จงแยกคำประสมตามโครงสรา้ งของคำ ตอ่ ไปน้ี ลงในช่องว่างให้ถกู ต้อง น้ำปลา ใจดี ถว่ั ตดั เคร่อื งใน ทองมว้ น มอื หนัก รถม้า เพง่ เลง็ ตาตำ่ เบ้ียล่าง ใบพัด ดอกเบยี้ ตาปลา ซักฟอก คอแข็ง คัดเลือก เรือแจว หวั นอก ข่มขู่ เข็มทิศ วงใน บ้านพัก คนกลาง ใจกว้าง ปิดบัง คำนาม + คำนาม คำนาม + คำวิเศษณ์ คำนาม + คำกรยิ า คำนาม + คำบุพบท คำกริยา + คำกรยิ า ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ชื่อ สกุล.....................................................................................ชั้น....................เลขท.ี่ .............

31 ใบงานที่ 2.5 เรือ่ ง คำสมาส คำชแี้ จง จงเขยี นเครอ่ื งหมาย / หนา้ ขอ้ ท่ีกล่าวถูกตอ้ ง และเขยี นเครอื่ งหมาย x หน้าขอ้ ที่กล่าวไม่ถูกต้อง ............. ๑. คำสมาสเกิดจากคำบาลี สนั สกฤตเท่านัน้ .............. ๒. คำสมาสคือคำมูลตัง้ แต่ ๒ คำขึน้ ไป .............. ๓. คำสมาสพยางคท์ า้ ยของคำหน้าไม่ประวิสรรชนยี ์ หรือเปน็ ตัวการันต์ .............. ๔. การแปลความหมายคำสมาสโดยมากแปลจากคำหลงั ไปคำหน้า .............. ๕. การอา่ นคำสมาสต้องอ่านออกเสียงต่อเน่ืองกัน .............. ๖. คณิตศาสตร์ เกิดจาก คณติ + ศาสตร์ .............. ๗. ผลผลติ เป็นคำสมาสเพราะเปน็ คำบาลี สนั สกฤต .............. ๘. ผลไม้เปน็ คำสมาสท่เี กิดจาก ผล + ไม้ .............. ๙. ชลบรุ ี ไม่ใชค่ ำสมาส เพราะไม่ได้อ่านออกเสยี งต่อเนื่อง .............. ๑๐. คำที่มี “พระ” นำหน้าคำบาลีสันสกฤตจดั เป็นคำสมาส คำช้ีแจง จงเขยี นคำอ่านคำสมาสตอ่ ไปนี้ ๑. วิทยฐานะ อ่านว่า .................................................................................... ๒. มัธยมศกึ ษา อา่ นวา่ .................................................................................... ๓. สุนทรพจน์ อ่านว่า ............................................................................... ๔. วรรณคดี อ่านว่า .................................................................................... ๕. ทัศนคติ อา่ นว่า .................................................................................... ๖. อกั ขรวธิ ี อ่านวา่ .................................................................................... ๗. กิจการ อ่านว่า .................................................................................... ๘. ประวัติศาสตร์ อ่านว่า .................................................................................... ๙. ธรุ กจิ อา่ นวา่ .................................................................................... ๑๐. อิสรภาพ อ่านว่า .................................................................................... ชอื่ สกุล...........................................................................................................ช้นั ....................เลขท่.ี .............

32 แบบทดสอบ การเพม่ิ คำในภาษา ตอนที่ ๑ จงจบั คคู่ ำซ้อนต่อไปน้ีโดยนำตัวอักษรทางขวามือมาเติมหน้าข้อทส่ี ัมพันธก์ นั ..............๑ ยาก ก. ขัง ..............๒ บาป ข. ทาง ..............๓ ทบุ ค. ขจี ..............๔ ลู่ ง. ทอง ..............๕ ขดั จ. ง่าย ..............๖ สด ฉ. ตี ..............๗ เงนิ ช. บุญ ..............๘ ขงึ ซ. ชื่น ..............๙ ซู่ ฌ. ถู ..............๑๐ เขียว ญ. ซา่ ตอนที่ ๒ จงนำคำซอ้ นต่อไปน้ี แยกเขียนลงในตารางให้ถูกต้อง ตามชนิดของคำซ้อน กกั ขัง อว้ นผอม หนักเบา ถ้วยชาม ข่มขู่ รุงรงั ถูกแพง ใชจ้ ่าย ยูย่ ี่ งอแง คำซอ้ นความหมายทำนองเดียวกนั คำซ้อนความหมายตรงกันข้าม คำซ้อนเพ่ือเสยี ง

33 ตอนท่ี 3 จงเลือกคำตอบทถ่ี ูกท่ีสดุ เพยี งคำตอบเดียว ค. ลูกเสือ ง. หมอดู ๑. ขอ้ ใดเปน็ คำประสมที่เกิดจากคำนามกับคำนาม รถไฟ ง. ลอ้ รถ ใบไม้ ง. เข็มทิศ ก. หมูหวาน ข. เคร่ืองบนิ ชาวบา้ น ง. บา้ นนอก รองเทา้ ง. ไมเ้ ท้า ๒. ขอ้ ใดเป็นคำประสมที่เกดิ จากคำนามกับคำวิเศษณ์ นำ้ ซปุ ง. เครอื่ งพมิ พ์ดดี รปู ถา่ ย ง. ลูกเลน่ ก. รถมา้ ข. ของหวาน ค. พวงหรีด ง. เขม็ ทิศ ทิศเหนอื ง. โรงนา ๓. ข้อใดเปน็ คำประสมที่เกดิ จากคำนามกับคำกรยิ า ค. รปู ถ่าย ง. เครือ่ งพมิ พด์ ีด ก. เรอื แจว ข. ไฟฟา้ ๔. ขอ้ ใดเป็นคำประสมที่เกิดจากคำนามกับคำบพุ บท ก. แมบ่ า้ น ข. พ่อบา้ น ค. ๕. ขอ้ ใดเปน็ คำประสมท่ีเกิดจากคำกริยากบั คำกรยิ า ก. น้ำใจ ข. ห่อหมก ค. ๖. ขอ้ ใดเป็นคำประสมที่เกิดจากคำไทยกับคำไทย ค. ก. ลูกกญุ แจ ข. หมอดู ๗. ขอ้ ใดเปน็ คำประสมที่มิได้เกดิ จากคำไทยกับคำไทย ก. ลูกน้ำ ข. ลูกนอ้ ง ค. ๘. ขอ้ ใดเปน็ คำประสมท่ีเกิดจากคำไทยกับคำภาษาเขมร ก. แม่ยาย ข. นาปรงั ค. ๙. ข้อใดเป็นคำประสมท่ีเกิดจากคำไทยกับคำภาษาอังกฤษ ก. เหยือกน้ำ ข. หม้อน้ำ ค. ๑๐. คำประสมขอ้ ใดเป็นคำกริยา ก. ถอื ตัว ข. เครอ่ื งบิน ค. ชือ่ สกุล...........................................................................................................ชน้ั ....................เลขท.ี่ .............

34

35 ใบงานท่ี 1 มารยาทและคุณธรรมในการสื่อสาร คำช้ีแจง : จงเขียนข้อความ เร่ืองราว นิทาน ท่ีสะท้อนการใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนเหมาะสมแกโ่ อกาส กาลเทศะ และบุคคลได้อย่างสร้างสรรค์ ความยาวไมเ่ กนิ 20 บรรทัด จุดประสงค์ : เขียนขอ้ ความ เรอื่ งราว นทิ าน ท่สี ะท้อนการใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนเหมาะสมแก่โอกาส กาลเทศะ และบุคคลได้อย่างสร้างสรรค์ ชื่อเรอ่ื ง................................................................................................ ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ....................................................................................................................................................... ................................ ............................................................................................. .......................................................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ................................................................................................................................................................... .................... ......................................................................................................... .............................................................................. ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................................................................... ........ ..................................................................................................................... .................................................................. ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ....................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ......................................................................................................................................... .............................................. ....................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ช่ือ สกุล..........................................................................................ชน้ั ........................เลขท.่ี ................................

36 ใบงานที่ ๒ การถามและการตอบ คำชแ้ี จง : จงตอบคำถามตอ่ ไปนี้ จดุ ประสงค์ : ตง้ั คำถามและตอบคำถามได้ ๑.การต้งั คำถามและการตอบทดี่ ี จะต้องมลี ักษณะอยา่ งไร .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ๒.ใหต้ ัง้ คำถามเพอ่ื ได้ข้อเทจ็ จริง พร้อมตอบ (จำนวน ๒ คำถาม) .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ๓.ใหต้ ัง้ คำถามเพื่อให้ได้ขอ้ คิดเห็น พรอ้ มตอบ (จำนวน ๒ คำถาม) .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ๔.ให้ต้ังคำถามเพอ่ื ใหไ้ ด้คำตอบหลากหลาย พรอ้ มตอบ (จำนวน ๒ คำถาม) .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. .. ช่อื สกลุ ................................................................................ช้นั .......................เลขที่................................

37 แบบทดสอบเร่อื ง การถามและการตอบ คำช้ีแจง : จงเลอื กคำตอบทีถ่ กู ทสี่ ุดเพียงคำตอบเดยี ว 1.การถามเปน็ องค์ประกอบของหวั ใจนกั ปราชญ์ในข้อใด ก. ข้อ 1 ข. ขอ้ 2 ค. ข้อ 3 ง. ข้อ 4 2.ข้อใดเปน็ คำถามที่แสดงอธั ยาศยั ไมตรี ไมห่ วงั คำตอบอยา่ งจรงิ จงั ก.ไปไหนมา ข. เธอทำอะไรอยู่ ค.ใครอย่บู ้าน ง. ส่งการบา้ นแลว้ หรอื ยงั 3.การถามเมอื่ ฟงั คำบรรยายแลว้ จดั เป็นคำถามประเภทใด ก. ถามเพอ่ื ร้ขู ้อเทจ็ จริง ข. ถามเพือ่ ตรวจสอบวา่ รู้ข้อเท็จจริงหรือไม่ ค. ถามเพื่อแสดงอธั ยาศัยไมตรี ง. ถามเพอ่ื แสดงความสนใจ 4.การถามตอบระหว่างพระภิกษุ 2-3 รูป ในการเทศน์ ปจั ฉา วิสชั นา เปน็ การถามในจุดประสงค์ใด ก. เพอ่ื รู้ขอ้ เทจ็ จริง ข.เพ่ือเป็นกลวธิ ใี นการใหค้ วามรู้ ความคดิ ค. เพื่อแสดงอธั ยาศัยไมตรี ง. เพื่อแสดงความสนใจ 5.ข้อใดเป็นการอธบิ ายความหมายของการถามได้ถกู ตอ้ งท่สี ุด ก. การส่งสารให้ผรู้ บั สารบอกขอ้ เทจ็ จรงิ หรือความคิดเห็น ข. การส่งสารเพื่อให้ผรู้ บั สารไดแ้ สดงความเหน็ อยา่ งเตม็ ที่ ค. การสง่ สารเพ่อื ใหผ้ รู้ บั สารแสดงเหตผุ ลตามข้อเทจ็ จรงิ ง. การส่งสารเพอื่ ให้ผูร้ ับสารตอบขอ้ ความใหก้ ระชบั ชัดเจน 6.ข้อใดเปน็ การอธบิ ายการตอบให้ถูกต้องที่สุด ก. การแสดงเหตุผล ข. การสง่ สารเพอ่ื ตอบสนองหลังจากทีไ่ ด้รบั ทราบคำถามแล้ว ค. การจัดลำดับเนอื้ หาใหเ้ ปน็ ขนั้ ตอนง่ายต่อการฟัง ง. การแสดงเหตผุ ลทปี่ ระกอบด้วยตวั อย่างทชี่ ดั เจน 7.คำถาม \"กินขา้ วหรอื ยัง\" \"กลับแลว้ หรือ\" เป็นคำถามตามจดุ ประสงค์ใด ก. เพ่ือใหร้ ู้ข้อเทจ็ จรงิ ข. เปน็ กลวิธใี ห้ความรู้และข้อคดิ ค. เพือ่ แสดงอธั ยาศยั ไมตรี ง. เพื่อแสดงความสนใจ 8.ขอ้ ควรคำนงึ ในการถามคอื ขอ้ ใดถูกต้องท่ีสุด ก. มารยาท บุคคล สาระ ข. มารยาท บุคคล ภาษา ค. มารยาท กาลเทศะ ภาษา ง. มารยาท บุคคล กาลเทศะ สาระ ภาษา 9.วิธตี อบคำถามทด่ี ีทส่ี ุดควรเปน็ ข้อใด ก. ตอบใหต้ รงคำถาม ตอบใหแ้ จ่มชดั ตอบใหเ้ หมาะกาลเทศะ ข. ตอบใหต้ รงคำถาม ตอบให้แจม่ ชัด ตอบใหถ้ กู ใจผู้ฟงั ค. ตอบให้ตรงคำถาม ตอบให้แจม่ ชดั ตอบใหค้ รบถว้ น ง. ตอบใหต้ รงคำถาม ตอบให้แจม่ ชัด ตอบให้เหมาะกับบุคคล 10.คำตอบข้อใดเป็นการถามขอ้ เท็จจรงิ ก. อะไรเปน็ สาเหตสุ ำคญั ท่ีทำใหช้ าวชนบทอพยพเขา้ มาอย่ใู นเมอื งหลวง ข. ระหวา่ งปดิ ภาคฤดูรอ้ นนกั เรยี นควรใชเ้ วลาวา่ งอย่างไร ค. จงเปรยี บเทียบภูมิอากาศของประเทศไทยกบั ประเทศมาเลเซีย ง. ทำอย่างไรจงึ จะเรียนภาษาตา่ งประเทศให้ใชก้ ารไดจ้ รงิ ชือ่ สกุล.................................................................................................ชัน้ ........................เลขท่.ี ................................

38 แบบทดสอบ เรื่อง การพดู ต่อประชมุ ชน คำชี้แจง : จงเลอื กคำตอบท่ถี กู ทส่ี ดุ เพียงคำตอบเดยี ว 1. การพูดต่อประชุมชนคืออะไร ก. การพูดทแี่ สดงความรู้แกผ่ ้ฟู ัง ข. การพูดท่ีเสนอแนะต่าง ๆ ต่อผูฟ้ ังจำนวนมาก ค. การพดู แสดงความรแู้ ก่บุคคลอาชพี เดียวกนั ง. ผูฟ้ งั เปน็ จำนวนมากมีพน้ื ความรู้ รสนิยม แตกตา่ งกนั 2. ส่ิงสำคญั ทส่ี ดุ ในการพดู ต่อประชมุ ชนคือข้อใด ก. สารทีผ่ พู้ ดู สง่ ออกไปต้องเป็นประโยชน์ตอ่ สังคม ข. สารทผ่ี พู้ ูดส่งออกไปต้องเป็นเร่ืองสนกุ สนาน ค. สารทีผ่ พู้ ดู สง่ ออกไปรบั ฟังได้กับบุคคลทว่ั ไป ง. สารที่ผ้พู ูดส่งออกไปต้องเป็นเร่ืองทสี่ งั คมกำลังสนใจ 3. การพดู ต่อประชุมชน แบ่งตามวธิ ีนำเสนอ ข. 3 ประเภท ก. 2 ประเภท ง. 5 ประเภท ค. 4 ประเภท 4. การกลา่ วเปดิ ประชมุ การกล่าวปราศรัย และการกลา่ วรายงานเปน็ การพูดแบบใด ก. การพูดโดยวธิ อี า่ นจากรา่ ง ข. การพดู โดยวธิ ที ่องจำ ค. การพูดโดยอาศัยตน้ รา่ ง ง. การพูดโดยฉบั พลัน 5. การพูดแบบใดทีเ่ สียเวลาและไม่ใคร่เป็นธรรมชาติ ข. การโดยวธิ ที ่องจำ ก. การพูดโดยอาศัยตน้ ร่าง ง. การพดู โดยวิธีท่องจำและวธิ อี าศัยตน้ ร่าง ค. การพดู โดยวิธีอา่ นจากร่าง 6. ขอ้ ใดเปน็ อวจั นภาษาในการพดู ข. การใช้กิริยาทา่ ทาง ก. การอา่ น ง. การพูดประกอบการใชส้ อ่ื อุปกรณ์ ค. การใช้สอื่ อุปกรณ์ 7. หากทา่ นต้องกลา่ วปราศรัยเน่ืองในโอกาสไดร้ ับเลอื กเข้ารบั ตำแหนง่ ใหม่ในหนว่ ยงานเพื่อให้การพดู ครั้งนีป้ ระสบ ความสำเร็จตามจดุ มุ่งหมายและเปน็ ธรรมชาติทา่ นควรเลือกวิธีการพดู แบบใด ก. การพดู โดยวิธีอา่ นจากร่าง ข. การพูดโดยอาศยั ตน้ รา่ ง ค. การพดู โดยวธิ กี ารทอ่ งจำ

39 ง. การพดู โดยฉับพลนั 8. หากมีผ้ฟู งั คนหนึ่งวิจารณผ์ พู้ ดู ซึง่ พูดต่อหน้าประชุมชนวา่ \"ฉนั วา่ เขาพดู ดีอยหู่ รอกแตถ่ ้าสบตากับผู้ฟัง หนอ่ ย และหน้ายิม้ สกั นิด การพูดวันน้จี ะดีมากทเี ดียว\" ท่านคดิ วา่ ผู้พูดมีจดุ บกพร่องในข้อใด ก. ขาดการวเิ คราะหผ์ ู้ฟัง ข. ขาดความเช่ือมั่นในตวั เอง ค. ขาดความจริงใจต่อผ้ฟู ัง ง. ขาดอวัจนภาษาบางประการ 9. การเตรยี มการพูดทีด่ ีควรมีลำดับอย่างไร ข. 1, 3, 2, 4 1. กำหนดขอบข่ายของเร่ืองท่ีพดู ง. 2, 4, 1, 3 2. กำหนดเรือ่ งและจดุ มงุ่ หมายทจี่ ะพดู 3. เตรียมเนอ้ื หาและลำดับเรือ่ งทจ่ี ะพูด 4. ซักซอ้ มการพดู และการใช้ภาษา ก. 1, 2, 3, 4 ค. 2, 1, 3, 4 10. การปาฐกถามีลักษณะสำคัญตามข้อใด ก. เป็นการพูดโตแ้ ย้งระหวา่ งบคุ คล 2 ฝา่ ย ข. เป็นการพดู ท่ีไม่เปดิ โอกาสใหผ้ ู้ฟังซักถามปัญหา ค. เปน็ การพูดสำคัญผู้ฟังต้องประกอบอาชีพเดียวกนั ง. ผูป้ าฐกถาต้องเป็นผเู้ ชย่ี วชาญเฉพาะดา้ น

40 แบบทดสอบ เรือ่ ง การพดู ตอ่ ประชุมชน คำชแี้ จง : จงเลือกคำตอบทถี่ ูกท่สี ุดเพียงคำตอบเดียว ๑. ขอ้ ใดใหค้ วามหมายของการพูดได้ถูกต้องชดั เจนที่สดุ ก. การตดิ ต่อสอ่ื สารของมนุษยด์ ้วยการใชถ้ อ้ ยคำและน้ำเสียง ข. พฤติกรรมการใชถ้ ้อยคำ น้ำเสียง และอากปั กิรยิ าของมนุษย์ ค. การเปล่งเสียงออกมาเปน็ ถ้อยคำเพ่ือระบายอารมณ์ของมนุษย์ ง. การถ่ายทอดความรสู้ ึกนึกคดิ ของผู้พูดไปยังผฟู้ ังดว้ ยนำ้ เสียง ถ้อยคำและกิรยิ าท่าทางต่าง ๆ ๒. ขอ้ ใดให้ความหมายของการพูดต่อท่ปี ระชมุ ชนได้ถกู ต้องชดั เจนท่สี ดุ ก. การทบ่ี คุ คลแสดงความรู้ ความรูส้ ึกต่อหน้าคูส่ นทนา ข. การท่บี คุ คลเสนอแนะข้อคิดเหน็ ตอ่ หน้าทปี่ ระชมุ สาธารณะ ค. การท่ีบคุ คลกล่าวแสดงความรู้สึกนึกคดิ ของตนในหอ้ งบนั ทึกเสียง ง. การที่บุคคลพดู แสดงความรู้ ความร้สู กึ นึกคดิ ต่อหน้าผู้ฟังจำนวนมาก ๓. ข้อใดเป็นความจำเป็นในการพดู ต่อที่ประชุมชน ก. เพื่อเปน็ การสร้างความสัมพันธ์ในหมูค่ ณะ ข. เพอ่ื ขอร้องผอู้ ่นื ให้เหน็ ความสำคัญของตน ค. เพือ่ ถ่ายทอดวิทยาการใหม่ ๆ สู่บคุ คลอื่น ง. เพื่อใหส้ มาชกิ ในสงั คมฝึกฝนและนำไปปฏบิ ัติได้ ๔. สำนวนคำในขอ้ ใดแสดงให้เห็นถงึ ความสำคัญของการพูด ก. พูดไปสองไพเบ้ีย น่งิ เสยี ตำลึงทอง ข. พดู ดีเปน็ ศรีแก่ตัว พดู ชั่วอปั ราชัย ค. สำเนยี งสอ่ ภาษา กริ ิยาส่อสกุล ง. ปากปราศรัย ใจเชือดคอ ๕. องคป์ ระกอบใดของการพดู ที่สามารถช้ีวดั ไดว้ ่าการพูดในครงั้ น้นั สัมฤทธิผล ก. ผ้ฟู ัง ข. สาร ค. ส่ือ ง. ผลตอบสนอง

41 ๖. การเตรียมตัวผพู้ ูด สงิ่ แรกท่ผี ู้พดู ต้องรู้คือ ก. เรอ่ื งที่พูด ข. วัตถุประสงค์ของการพูด ค. ลลี าท่าทางการพูด ง. การรู้จักผ้ฟู ัง ๗. การเตรียมตวั ผู้พดู มปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร ก. ไมใ่ ห้ลมื เนื้อเร่ือง ข. พูดได้น่าสนใจ ค. จติ ใจม่นั คงไม่สะทกสะท้าน ง. พูดได้สนุก ๘. การพูดลักษณะใดเปน็ การพูดจูงใจใหผ้ ู้ฟงั ยอมรับไดด้ ีทีส่ ุด ก. พดู อ่อนน้อมถ่อมตน ข. พดู แสดงน้ำเสยี งและลีลาทน่ี ่าฟัง ค. พูดแสดงเหตผุ ลและข้อเทจ็ จริง ง. พดู วิจารณแ์ ละให้ข้อคดิ เห็น ๙. คำวา่ “พดู เปน็ ” หมายความวา่ อย่างไร ก. กลา้ ท่จี ะพูด ข. ออกเสยี งชัดเจน ค. พดู ไพเราะสำนวนสละสลวย ง. โนม้ น้าวใจผู้ฟังให้คล้อยตามได้ ๑๐.ขอ้ ใดจดั เป็นวจั นภาษาในการพูดต่อท่ปี ระชุมชน ก. ใช้คำพดู ทสี่ ุภาพ ใชน้ ้ำเสยี งท่ีนุม่ นวล ข. รักษาท่วงทีและกริ ยิ าอาการใหอ้ ่อนโยน ค. ใชแ้ ววตาทแ่ี สดงความเป็นมิตร ง. ยิ้มแยม้ แจม่ ใส สบตาผู้ฟังทุกคน ชอื่ สกุล.................................................................................................ช้ัน........................เลขท.ี่ ................................

42

43 ความหมายและความสำคญั ของการอ้างอิงข้อมลู สารสนเทศ การอ้างอิงข้อมูลสารสนเทศ คือ การบอกแหล่งของข้อความท่ีผู้เขียนนำมาอ้างอิงประกอบการเรียบเรยี ง รายงาน การแสดงแหล่งท่ีมาของข้อความหรือเน้ือหาทางวิชาการที่ผู้ค้นคว้าได้จากแหล่งสารสนเทศต่างๆ ท้ังส่ือ ส่ิงพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ผู้ค้นคว้าสามารถทำได้ทันทีในเน้ือหาเฉพาะในขณะท่ีอ้างข้อความ แล้ว รายงานรายละเอียดทางบรรณานุกรมอย่างละเอียดไว้ท้ายงานในรปู บรรณานุกรม ความสำคญั ของการอา้ งอิง 1.เพ่ือแสดงการรบั รใู้ นสิทธิของเจ้าของ หรอื ลขิ สิทธิ์ ของเจา้ ของแนวคิดหรอื ผลงานน้ันเปน็ สำคัญ ซ่ึงเปน็ การแสดงถงึ จรยิ ธรรมทางวชิ าการ และใหเ้ กยี รติแกเ่ จา้ ของผลงานท่นี ำมาใชอ้ ้างอิง 2.เปน็ การแสดงหลกั ฐาน และเพิ่มน้ำหนักความนา่ เชื่อถอื ของสารสนเทศที่นำเสนอ 3.ช่วยให้ผูอ้ า่ นเขา้ ถึงข้อมูลหรอื ตรวจสอบแหลง่ ท่ีมาของข้อมลู หรอื หลกั ฐานเดมิ ได้ 4.ชว่ ยใหผ้ อู้ า่ นสามารถค้นหาขอ้ มูลอา่ นประกอบเพม่ิ เติมได้มากยิ่งขน้ึ หากต้องการศึกษา เพิ่มเตมิ 5.ป้องกันการละเมดิ ลขิ สทิ ธ์ิ

44 แบบทดสอบการเขียนรายงานเชิงวชิ าการ จงเลอื กคำตอบท่ีถกู ทสี่ ดุ เพียงหนงึ่ เดียว ๑. ข้อใดคือความหมายของคำวา่ รายงาน ก. การเสนอผลการปฏบิ ัตงิ าน ข. การเสนอข้อมลู ท่ีไดจ้ ากการอา่ น ค. การเสนอรายละเอียดของเน้อื หาวิชาทเ่ี รียน ง. การเสนอผลจากการศกึ ษาคน้ คว้าอยา่ งมรี ะบบ ๒. งานเขยี นขอ้ ใดไมใ่ ช่การเขยี นเชงิ วชิ าการ ข. การเขยี นรายงานการวิจยั ก. การเขยี นบนั ทึก ง. ค. รายงานการทดลอง ๓. ข้อใดเป็นขนั้ ตอนแรกของการเขียนรายงานเชิงวชิ าการ ก. วางโครงเรอื่ ง ข. กำหนดจดุ มุง่ หมาย ค. เลือกหัวขอ้ รายงาน ง. ค้นคว้าและรวบรวมข้อมลู ๔. การกำหนดว่าจะเขียนเรื่องอะไร เขยี นแนวไหนและประเด็นใด จัดอยูใ่ นขน้ั ตอนใดของการเขยี นรายงานเชิง วชิ าการ ก. วางโครงเรอ่ื ง ข. เลอื กหวั ขอ้ รายงาน ค. ๕. ภาคผนวกของการเขียนรายงานเชิงวิชาการ ควรแสดงข้อมลู ในข้อใด ก. บอกลำดบั เนื้อหา ข. สารบญั ภาพ ค. รายละเอียดในการลำดับเนอ้ื หา ง. จุดประสงคใ์ นการเขยี นรายงาน ๖. ขอ้ ใดเรยี งลำดับส่วนประกอบของรายงานไดถ้ ูกต้อง ก. ปกนอก ปกใน คำนำ สารบญั เนอ้ื เร่ือง บรรณานุกรม ข. ปกนอก ปกใน สารบญั คำนำ เน้อื เรื่อง บรรณานุกรม ค. ปกนอก ปกใน บรรณานกุ รม สารบัญ คำนำ เน้อื เรือ่ ง ง. ปกนอก ปกใน เนื้อเรอื่ ง สารบัญ คำนำ บรรณานุกรม ๗. บรรณานกุ รม หมายถงึ อะไร ก. การรวบเอกสาร หนงั สือ เทป วีดโี อ ข. การทำบญั ชีคำศพั ท์ท่ีปรากฏอยใู่ นรายงาน ค. การอธิบายศัพท์ยากทป่ี รากฏอยู่ในรายงาน ง. ท่มี าของเนอ้ื หาหรือเอกสารทเ่ี กี่ยวข้องกบั การทำรายงาน

45 ๘. ภาคนผนวก หมายถึงอะไร ก. การรวบเอกสาร หนังสอื เทป วีดโี อ ข. การทำบญั ชีคำศพั ท์ท่ีปรากฏอยใู่ นรายงาน ค. การอธิบายศัพท์ยากทป่ี รากฏอย่ใู นรายงาน ง. เนือ้ หาหรอื เอกสารท่ีเก่ยี วข้องกบั การทำรายงาน 9. ส่วนประกอบใดเรียงต่อจากเน้ือหา ข. สารบัญ ก. คำนำ ง. ภาคผนวก ค. บรรณานุกรม 10. ขอ้ ใดเปน็ ขัน้ ตอนแรกของการทำรายงาน ข. กำหนดโครงเรื่อง ก. รวบรวมข้อมลู ง. กำหนดขอบเขตของเร่ือง ค. กำหนดหวั ขอ้ เร่ือง ๑๑. โครงเรื่องรายงานทางวชิ าการ เรื่อง “สงิ่ เสพติดในประเทศไทย” ต่อไปน้ีควรจะเรียงตามลำดับใดจึงจะไดค้ วาม เป็นลำดับถกู ต้อง ๑. โทษของส่งิ เสพติด ๒. ปัญหาส่ิงเสพติดในประเทศไทย ๓. สาเหตุของการตดิ ส่งิ เสพติด ๔. ประเภทและชนดิ ของสิง่ เสพตดิ ๕. การป้องกนั มิใหเ้ ปน็ ทาสส่ิงเสพติด ก. ๑ ๕ ๔ ๓ ๒ ข. ๒ ๔ ๕ ๓ ๑ ค. ๒ ๔ ๓ ๑ ๕ ง. ๓ ๔ ๑ ๒ ๕ ๑๒. การเขียนรายงานเรื่อง “การกลับมาระบาดของ COVID-19” ควรเน้นในประเดน็ ใด ก. สาเหตุของการกลับมาระบาดของ COVID-19 ข. มาตรการแก้ไขปญั หาการกลบั มาระบาดของ COVID-19 ค. อุปสรรคของการเฝ้าระวงั การกลับมาระบาดของ COVID-19 ง. การกลายพนั ธ์ของเช้ือโรคทีเ่ ป็นสาเหตขุ องโรค COVID-19 ชอ่ื สกุล.......................................................................................ช้นั ........................เลขท่.ี ...............................

46

47 ใบงานที่ 1 ความเปน็ มาของเร่อื ง ลลิ ิตตะเลงพา่ ย คำชแ้ี จง : จงตอบคำถามตอ่ ไปน้ี จุดประสงค์ : บอกความเป็นมาของเรื่องลลิ ิตตะเลงพา่ ยได้ ๑. ผ้แู ต่ง “ลิลติ ตะเลงพ่าย” ทรงมพี ระนามเดมิ ว่า……………………………………………………………………………….. ๒. ผแู้ ตง่ “ลลิ ิตตะเลงพา่ ย” ทรงเปน็ พระราชโอรสองคท์ ่ี………………ของ...............………………………………….. กบั .............................................................................................................................................................. ๓. ผู้แตง่ “ลลิ ติ ตะเลงพ่าย” ได้บรรพชาเปน็ สามเณรท่วี ดั ............................................................................... ๔. ตำแหน่ง “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า” ของผูแ้ ตง่ พระมหากษตั รยิ ผ์ ้ทู รงพระราชทานคือ........................... ..................................................................................................................................................... .................... ๕. “วนั กรมสมเดจ็ พระปรมานุชติ ชิโนรส” ตรงกับ......................................................................................... ๖. องคก์ ารการศกึ ษา วิทยาศาสตรแ์ ละวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( UNESCO ) ประกาศยกย่องสมเดจ็ พระมหา สมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ติ ชิโนรสเปน็ บุคคลดีเด่นทางด้าน............................................................. ๗. ผลงานเร่อื งอ่ืนๆ ของ สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ิตชิโนรส ไดแ้ ก.่ .................................... ............................................................................................................................. ............................................ ๘. ตะเลงพา่ ย หมายถึง.................................................................................................................................... ๙. สงครามยทุ ธหัตถี คอื .................................................................................................................................. ๑๐. คำวา่ “โจม” “จู่” “จ้วง” และ “บำรู” สื่อความหมายว่า................................................................... ๑๑. คำวา่ “ขนุ ต่อขุน” หมายถึงใครกบั ใคร.................................................................................................. ๑๒. ลิลติ ตะเลงพ่ายแต่งด้วยคำประพนั ธป์ ระเภท...............................................................อันเปน็ การแต่งคำ ประพนั ธส์ ลับกันระหว่าง.........................................................กับ................................................................................. ๑๓. เรอ่ื ง ลลิ ิตตะเลงพา่ ย แต่งข้นึ เพื่อ............................................................................................................. ............................................................................................................................. ............................................ ...................................................................................... ................................................................................... ๑๔. เน้อื หาการทำสงครามในเร่ือง ลลิ ิตตะเลงพา่ ย เป็นเหตุการณใ์ นประวัติศาสตรท์ ่ีมีการบันทึกไวใ้ น.......... ......................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................ ๑๕. เน้ือหาของเร่ือง ลลิ ติ ตะเลงพ่ายสว่ นที่มาจากจินตนาการของกวีไดแ้ ก่.................................................... ...................................................................................................................... ................................................... ชอ่ื สกุล......................................................................................ช้นั ........................เลขที่.................................

48 แบบทดสอบท่ี 1 ความเป็นมาของเรอ่ื ง ลิลติ ตะเลงพ่าย คำช้แี จง : จงตอบคำถามตอ่ ไปนี้ ๑. ผปู้ ระพนั ธ์เรอื่ ง ลิลติ ตะเลงพา่ ย คอื ขอ้ ใด ข สมเด็จพระญาณสงั วร ก พระเทพโมลี (กลนิ่ ) ง สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส ค เจา้ พระยาพระคลงั (หน) ๒. ข้อใดไมใ่ ช่ผลงานของผแู้ ต่งลลิ ิตตะเลงพา่ ย ข กฤษณาสอนน้องคำฉนั ท์ ก สมุทรโฆษคำฉันท์ ง มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมาร ค พระปฐมสมโพธกิ ถา ๓. คำว่า “ตะเลง” ในลลิ ติ ตะเลงพา่ ยหมายถงึ ชนชาติใด ก ยวน ค พม่า ข เขมร ง กะเหรยี่ ง ๔. ลิลติ ประกอบดว้ ยคำประพนั ธ์ชนิดใด ก โคลง ร่าย ค โคลง ฉันท์ ข ฉนั ท์ กาพย์ ง กาพย์ กลอน ๕. จดุ ประสงค์ในการแตง่ ลิลติ ตะเลงพ่ายคอื ขอ้ ใด ก บนั ทึกเหตุการณป์ ระวัตศิ าสตร์ ข เฉลมิ พระเกียรติสมเดจ็ พระเอกาทศรถ ค เปน็ การถวายความอาลยั แดพ่ ระมหาอปุ ราชา ง สดุดีวีรกรรมของสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ๖. พระมหาอปุ ราชของพระเจา้ หงสาวดอี งคใ์ ดที่กรธี าทัพมารกุ รานไทยและสวรรคตในการศึก ก พระเจ้าหงสาวดบี เุ รงนอง ข พระเจ้าหงสาวดนี นั ทบุเรง ค พระเจ้าหงสาวดี ง พระเจา้ หงสาวดีตะเบงชะเวตี้ ๗. ลลิ ติ ตะเลงพา่ ย เริม่ ตน้ เน้อื เร่ืองดว้ ยการกลา่ วถงึ เรือ่ งใด ก บอกเหตุผลของการแตง่ ลิลติ ตะเลงพ่าย ข ชมความงามของบ้านเมืองสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยา ค ชมบุญบารมขี องสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ง สรรเสริญพระบารมขี องพระสัมมาสัมพทุ ธเจา้ ๘. พระมหาอปุ ราชาใช้เสน้ ทางเข้าตีกรงุ ศรอี ยธุ ยาผ่านทางด่านใด ก ดา่ นพนมทวน ข ดา่ นเมาะตะมะ ค ดา่ นเมาะลำเลงิ ง ดา่ นเจดียส์ ามองค์ 9. บทร้อยกรองขอ้ ใดไมไ่ ด้กลา่ วถึงอาวธุ ก กล้าต่อกลา้ ชงิ มนั่ กลนั่ ต่อกลั่นชงิ รอน ข ศรต่อศรยงิ ยืน ปนื ตอ่ ปนื ยิงยนั ค ตาวคู่คูต่ าวตอ่ หอกหันร่อหอกรับ ง เง้อื ดาบฟันฉะฉาด งา่ งา้ วฟาดฉะฉับ ๑0. พิธกี รรมข้อใดท่ีไมไ่ ด้กลา่ วไวใ้ นลลิ ติ ตะเลงพา่ ย ก ละวา้ เซ่นไก่ ค โขลนทวาร ค ตัดไมข้ ม่ นาม ง โองการแชง่ นำ้ ช่ือ สกุล......................................................................................ช้นั ........................เลขที่.................................

49 คำชี้แจง แบบทดสอบท่ี 2 ความเป็นมาของเรอ่ื ง ลิลติ ตะเลงพา่ ย : จงเลือกคำตอบท่ถี ูกท่ีสดุ เพยี งคำตอบเดียว ๑. เรอื่ งลลิ ติ ตะเลงพา่ ยเป็นผลงานการประพันธ์ของผ้ใู ด ก. พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยู่หัว ข. เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ค. พระยาพิศณปุ ระสาทเวช ง. สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานชุ ิตชิโนรส ๒. ผ้ปู ระพันธ์เรอื่ ง ลลิ ิตตะเลงพ่าย มคี วามเกย่ี วข้องกับอะไรกบั พระพุทธศาสนา ก. มีผลงานการประพนั ธเ์ กี่ยวกบั พระพุทธศาสนา ข. เคยออกบวชเป็นพระภกิ ษุ ค. เปน็ ผู้อุปถมั ภบ์ ำรุงพระศาสนา ง. เปน็ พระภกิ ษุ เปน็ สมเด็จพระสังฆราชและเป็นเจา้ อาวาสวดั พระเชตพุ นฯ ๓. ลิลติ คือคำประพนั ธป์ ระเภทใด ก. คำประพันธท์ ี่แตง่ ใหก้ าพย์และโคลงสลับกัน ข. คำประพนั ธ์ทแ่ี ต่งให้กลอนและกาพย์สลับกนั ค. คำประพนั ธ์ทแ่ี ตง่ ให้กาพย์และกลอนสลับกนั ง. คำประพนั ทแ่ี ตง่ ใหร้ า่ ยและโคลงสลับกัน ๔. ขอ้ ใดเป็นจุดประสงค์สำคัญในการแต่งเรอื่ งลิลติ ตะเลงพ่าย ก. เพือ่ เฉลิมพระเกยี รตสิ มเด็จพระนเรศวรมหาราช ข. เพ่ือแสดงความสามารถของกวี ค. เพอ่ื ให้มวี รรณคดเี พิ่มปริมาณขึน้ ง. เพือ่ ยกย่องสถาบนั กษัตริย์ ๕. ทำไมเร่อื งลิลิตตะเลงพ่าย จึงไดร้ ับการยกย่องเปน็ วรรณคดีมหากาพย์ ก. เพราะเป็นการสดุดวี รี กรรมของกษัตรยิ ์ ข. เพราะเปน็ การสดุดีนักการทหาร ค. เพราะเป็นการยกย่องบุคคลสำคัญของชาติ ง. เพราะเป็นการสดุดวี ีกรรมนักรบในการทำยทุ ธหตั ถี

50 ๖. ในการแต่งลิลติ มักแต่งด้วยคำประพนั ธ์ชนิดใดเป็นอนั ดับแรก ก. กลอน ข. ร่าย ค.โคลง ง. ฉนั ท์ ๗. วนั ท่ี ๑๑ ธนั วาคม ของทุกปี เป็นวนั อะไร ข. วนั รัฐธรรมนญู ก. วันกรมสมเดจ็ พระปรมานุชิตชิโนรส ง. วนั ชาติ ค. วนั จักรี ๘. พ.ศ. ๒๕๓๒ องค์การศึกษาวิทยาศาสตรแ์ ละวฒั นธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ประกาศยกยอ่ งสมเด็จพระมหา สมณเจ้า กรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรสให้เปน็ อะไร ก. เปน็ บุคคลดีเดน่ ทางดา้ นการศกึ ษาระดบั โลก ข. เป็นบุคคลดีเด่นทางดา้ นภาษาไทยระดบั โลก ค. เปน็ บุคคลดเี ดน่ ทางด้านวัฒนธรรมระดับโลก ง. เป็นบคุ คลดเี ดน่ ทางด้านวฒั นธรรมระดับชาติ ๙. ลลิ ติ ตะเลงพา่ ยเปน็ วรรณคดปี ระเภทใด ข. วรรณคดีสภุ าษิตคำสอน ก. วรรณคดพี ทุ ธศาสนา ง. วรรณคดีเฉลิมพระเกียรต์ิ ค. วรรณคดีบันทึกความรสู้ ึกของผเู้ ดนิ ทาง ๑๐. ในเร่ืองลิลิตตะเลงพ่าย กลา่ วถงึ การทำยุทธหัตถรี ะหวา่ งใครกับใคร ก. ระหว่างสมเด็จพระเอกาทศรถกบั พระเจ้านันทบุเรง ข. ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับพระมหาอปุ ราชา ค. ระหว่างสมเด็จพระมหาจักพรรดิกับพระมหาอุปราชา ง. ระหวา่ งสมเด็จพระเอกาทศรถกับพระมหาอุปราชา ชอ่ื สกุล.....................................................................................ช้นั ........................เลขที่.................................


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook