พลงั งานทดแทน พลังงานทดแทน คอื อะไร พลงั งานทดแทน หรือ พลังงานทางเลอื ก คอื พลังงานที่กาลงั จะถกู นามาใชท้ ดแทนพลังงานแบบเดิมหรือเป็นพลงั งานที่เปน็ ทางเลือกใหม่นอกเหนือจากท่ใี ช้กนั อยู่ในปัจจบุ ัน เนื่องจากวา่ พลังงานที่ใชอ้ ย่ใู นปัจจบุ นั กาลงั จะหมดไปในอนาคตอันใกล้นี้ หรือเพราะมมี ลพิษตอ่ สง่ิ แวดล้อมมากจนเกินไป และนามาซึง่ ภาวะปัญหาโลกร้อน พลงั งานที่ใช้ในปจั จุบนั สว่ นใหญ่เปน็ พลงั งานท่ไี ดจ้ ากฟอสซลิ เช่น ถา่ นหิน, ปิโตรเลียม และ แก๊สธรรมชาติ ซึ่งปลอ่ ยคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาล และ มี มลพษิ ค่อนข้างสงู ตวั อย่างของพลังงานทดแทนหรอื พลงั งานทางเลือกที่สาคัญ เชน่ – พลังงานลม เช่น การใช้กังหันลมเพอื่ ผลิตกระแสไฟฟ้า – พลังงานน้า เชน่ การใชพ้ ลงั งานศักย์ของน้าในเขอ่ื นหมุนไดนาโมเพื่อผลิตกระแสไฟฟา้ – พลังงานแสงอาทิตย์ เช่น การผลิตไฟฟ้าทไี่ ด้จากแผงโซลาร์เซลล์ – พลงั งานน้าขึ้นนา้ ลง – พลงั งานความร้อนจากใตพ้ ภิ พ – เชือ้ เพลงิ ชวี ภาพ – พลังงานชีวมวล ในชว่ งน้ีมีกระแสเทรนด์พลังงานทดแทนหรอื พลงั งานทางเลอื กประเภทหน่ึงท่ีกาลงั ไดร้ ับความนิยมขึ้นอยา่ งมาก นั่นคอื พลังงานหมนุ เวียน(Renewal Energy) คอื พลงั งานท่ีมีใหใ้ ช้ได้ตลอดเวลาไม่หมดหรือสามารถนากลับมาใช้ใหมไ่ ด้หรอื สามารถที่จะ สรา้ งขึ้นมาใช้ใหม่ในเวลาท่ไี ม่นาน เชน่ พลงั งานแสงอาทติ ย์ พลังงานลม พลังงานนา้ พลังงานไฮโดรเจน พลงั งานที่ไดจ้ ากพืชท่ี สามารถปลูกข้นึ มาใชใ้ หม่ได้เรอ่ื ยๆ พลงั งานชีวมวล พลงั งานทดแทน โดยทั่วไปหมายถงึ ระเบิดนวิ เคลีย พลงั งานท่ใี ชท้ ดแทนพลังงานจากดวงอาทิตยท์ ่อี ยู่บนฟา้ เชน่ ถา่ นหนิ , ปโิ ตรเลยี ม และ แก๊สธรรมชาตซิ ึ่งปล่อยคาร์บอนไดอ๊อกไซด์มหาศาลอนั เป็นสาเหตุโลกร้อน ตัวอย่างพลงั งานทดแทนท่สี าคัญ เช่น พลงั งานลม, พลงั งานน้า, พลังงานแสงอาทติ ย์, พลังงานน้าข้ึนนา้ ลง,พลงั งานคลื่น, พลงั งานความร้อนใตพ้ ิภพ, เช้อื เพลิง ชีวภาพ พลงั งานน้ามันดบิ นา้ มันปาลม์ พลงั งานน้ามันพชื จากเต่าในทะเลทราย เป็นต้น ในปี 2555 ประเทศไทยใชพ้ ลังงาน ทดแทนเพียง 18.2% ของพลงั งานทงั้ หมด เพิ่มขนึ้ จากปีก่อนหน้า เพียง 1.8% โดยท่ีพลงั งานแสงอาทติ ย์ และเชอื้ เพลิงชีวภาพ
เพ่มิ ขน้ึ 23% แต่ พลังงานจากฟนื ถ่าน แกลบ และวสั ดเุ หลือใชท้ างเกษตร โดยนามาใช้เปน็ เชื้อเพลงิ ดงั้ เดิม มอี ัตราลดลง 10% (อาจเป็นเพราะมวลชีวภาพดังกล่าวถูกแปรรูปไปเปน็ เชื้อเพลงิ ชีวภาพไปแล้ว) พลังงานทดแทนอกี ประเภทหน่ึงเปน็ พลังงานทถ่ี กู ทาข้ึนใหม่(renewable)ไดอ้ ย่างต่อเน่อื ง (เช่นมวลของลมกลุ่มแรกผา่ นกังหัน ลมไป มวลของลมกลุ่มใหม่ก็ตามมาอยา่ งตอ่ เน่อื งเป็นตน้ ) เรียกว่า พลังงานหมนุ เวยี น (องั กฤษ: Renewal Energy) ไดแ้ ก่ แสงอาทติ ย์ ลม น้า และไฮโดรเจน เป็นตน้ (บางตาราว่า มวลชีวภาพ ก็เป็นพลังงานหมุนเวียน ขึ้นกับวา่ มนั ทาข้ึนใหมไ่ ด้อย่าง ตอ่ เน่อื งหรือไม)่ ตามแผนพฒั นาและสง่ เสรมิ การใช้พลังงานทดแทน 15 ปี ระหวา่ ง 2555-2564 มีแผนที่จะให้มีการใช้พลังงานทดแทนเปน็ สัดส่วน 20% ของพลงั งานทั้งหมด การศึกษาและพัฒนาพลังงานทดแทนเปน็ การศึกษา ค้นคว้า ทดสอบ พัฒนา และสาธติ ตลอดจนสง่ เสรมิ และเผยแพร่พลังงานทดแทน ซ่งึ เปน็ พลังงานทส่ี ะอาด ไม่มผี ลกระทบตอ่ สงิ่ แวดล้อม และเปน็ แหล่งพลังงานท่ี มอี ยู่ในท้องถิ่น เช่น พลังงานลม แสงอาทิตย์ ชวี มวล และอน่ื ๆ เพอ่ื ใหม้ กี ารผลิต และการใชป้ ระโยชน์อย่างแพร่หลาย มี ประสทิ ธิภาพ และมคี วามเหมาะสมทั้งทางดา้ นเทคนิค เศรษฐกจิ และสงั คม สาหรับผู้ใช้ในเมอื ง และชนบท ซ่ึงในการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาพลังงานทดแทนดงั กล่าว ยังรวมถงึ การพัฒนาเครื่องมือ เคร่อื งใช้ และอุปกรณเ์ พอ่ื การใชง้ านมปี ระสิทธภิ าพสูงสดุ ด้วย งานศึกษา และพัฒนาพลังงานทดแทน เปน็ ส่วนหนงึ่ ของ แผนงานพัฒนาพลังงานทดแทน ซง่ึ มโี ครงการที่เก่ียวข้องโดยตรงภายใตแ้ ผนงานนีค้ ือ โครงการศึกษาวิจัยด้านพลงั งาน และมี ความเช่ือมโยงกบั แผนงานพัฒนาชนบทในโครงการจดั ต้งั ระบบผลติ ไฟฟา้ ประจุแบตเตอร่ีดว้ ยเซลล์แสงอาทติ ย์สาหรับหมูบ่ า้ น ชนบทท่ไี ม่มไี ฟฟา้ โดยงานศึกษา และพัฒนาพลงั งานทดแทนจะเปน็ งานประจาทีม่ ลี ักษณะการดาเนนิ งานของกิจกรรมต่างๆ ในเชงิ กว้างเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยพี ลงั งานทดแทน ทั้งในด้านวชิ าการเชงิ ทฤษฎี และอปุ กรณเ์ ครื่องมือทดลอง และการทดสอบ รวมถึงการสง่ เสริมและเผยแพร่ ซ่งึ จะเป็นการสนับสนนุ และรองรับความพร้อมในการจัดต้ังโครงการใหม่ๆ ในโครงการศึกษาวจิ ัยด้านพลงั งานและโครงการอ่ืนๆ ทเี่ กีย่ วข้อง เช่น การศึกษาค้นคว้าเบอ้ื งต้น การตดิ ตามความก้าวหนา้ และรว่ มมือประสานงานกบั หน่วยงานทเ่ี กย่ี วขอ้ งในการพฒั นาตน้ แบบ ทดสอบ วเิ คราะห์ และประเมนิ ความเหมาะสมเบ้ืองต้น และเป็นงานส่งเสริมการพัฒนาโครงการท่ีกาลงั ดาเนินการให้มีความสมบรู ณย์ ่งิ ข้ึน ตลอดจนสนบั สนุนใหโ้ ครงการที่เสร็จส้ิน แล้วได้นาผลไปดาเนินการสง่ เสริม และเผยแพรแ่ ละการใชป้ ระโยชน์อยา่ งเหมาะสมตอ่ ไป ประเภทของพลงั งานทดแทน ในปจั จุบันเรอ่ื งพลังงานเปน็ ปัญหาใหญข่ องโลก และนับวันจะมผี ลกระทบรนุ แรงต่อมวลมนุษยชาตมิ ากขึ้นทุกที การไฟฟ้าฝ่าย ผลติ แห่งประเทศไทยกเ็ ปน็ อีกหนึ่งหนว่ ยงานทใี่ หค้ วามสาคญั ในการรว่ มหาหนทางแก้ไข ทาการศึกษา คน้ ควา้ สารวจ ทดลอง ติดตามเทคโนโลยอี ยา่ งจริงจังและต่อเนอ่ื งมาโดยตลอด เพอื่ เตรียมพรอ้ มสาหรบั การนาพลงั งานทดแทนและเทคโนโลยีใหมๆ่ ในดา้ นพลงั งานทดแทนเข้ามาใช้ในประเทศไทยต่อไป โดยคานึงถึงทรพั ยากรและสิ่งแวดล้อมซง่ึ พอจะจาแนกประเภทของ พลังงานทดแทนไดด้ ังนี้
พลงั แสงอาทิตย์ ดวงอาทิตยใ์ ห้พลงั งานจานวนมหาศาลแกโ่ ลกของเรา พลังงานจากดวงอาทติ ยจ์ ัดเป็นพลงั งานหมุนเวียนที่สาคัญทีส่ ดุ เป็น พลงั งานสะอาดไมท่ าปฏิกริ ยิ าใดๆอนั จะทาให้ส่งิ แวดลอ้ มเปน็ พิษ เซลลแ์ สงอาทิตย์จงึ เป็นสงิ่ ประดษิ ฐ์ทางอิเลค็ ทรอนิคสช์ นิด หน่งึ ทีถ่ กู นามาใชผ้ ลติ ไฟฟ้า เนอ่ื งจากสามารถเปล่ยี นเซลลแ์ สงอาทิตย์ให้เปน็ พลงั งานไฟฟ้าไดโ้ ดยตรง สว่ นใหญเ่ ซลล์ แสงอาทิตย์ทามาจากสารกงึ่ ตัวนาพวกซิลคิ อน มปี ระสทิ ธิภาพในการเปล่ียนพลังงานแสงอาทติ ยใ์ ห้เป็นพลังงานไฟฟ้าไดส้ งู ถึง 44 เปอร์เซนต์ ในสว่ นของประเทศไทยซ่ึงตั้งอยบู่ ริเวณใกล้เส้นศูนย์สตู ร จึงไดร้ บั พลังงานจากแสงอาทิตยใ์ นเกณฑส์ ูง พลังงานโดยเฉลี่ยซง่ึ รับ ไดท้ ัว่ ประเทศประมาณ 4 ถงึ 4.5 กิโลวัตต์ช่ัวโมงต่อตารางเมตรตอ่ วัน ประกอบดว้ ยพลงั งานจากรังสีตรง (Direct Radiation) ประมาณ 50 เปอรเ์ ซนต์ ส่วนที่เหลือเปน็ พลังงานรังสกี ระจาย (Diffused Radiation) ซึ่งเกิดจากละอองน้าในบรรยากาศ(เมฆ) ซงึ่ มี ปรมิ าณสูงกว่าบรเิ วณที่ห่างจากเสน้ ศูนยส์ ตู รออกไปทัง้ แนวเหนอื – ใต้ดว้ ย พลังงานลม เป็นพลังงานธรรมชาตทิ เี่ กดิ จากความแตกต่างของอุณหภูมิ 2 ที่ ซึง่ สะอาดและบริสทุ ธ์ใิ ช้แล้วไม่มีวนั หมดสิ้นไปจากโลก ได้รับ ความสนใจนามาพัฒนาใหเ้ กิดประโยชนอ์ ยา่ งกว้างขวาง ในขณะเดยี วกัน กงั หันลมกเ็ ป็นอปุ กรณ์ชนดิ หน่ึงทีส่ ามารถนา พลังงานลมมาใชใ้ ห้เปน็ ประโยชน์ได้ โดยเฉพาะในการผลติ กระแสไฟฟ้า และในการสูบน้า ซง่ึ ได้ใช้งานกันมาแล้วอยา่ ง แพรห่ ลายพลังงานลมเกิดจากพลังงานจากดวงอาทติ ยต์ กกระทบโลกทาให้อากาศร้อน และลอยตวั สงู ขึ้น อากาศจากบริเวณอ่ืน ซง่ึ เยน็ และหนาแน่นมากกว่าจงึ เขา้ มาแทนท่ี การเคล่ือนท่ีของอากาศเหลา่ นี้เป็นสาเหตุให้เกดิ ลม และมีอิทธิพลต่อสภาพลมฟ้า อากาศในบางพ้ืนทีข่ องประเทศไทย โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งแนวฝัง่ ทะเลอันดามนั และดา้ นทะเลจีน(อ่าวไทย) มีพลังงานลมทอ่ี าจ นามาใชป้ ระโยชน์ในลกั ษณะพลังงานกล (กงั หนั สบู นา้ กงั หนั ผลติ ไฟฟ้า) ศักยภาพของพลงั งานลมทส่ี ามารถ นามาใช้ประโยชน์ ไดส้ าหรับประเทศไทย มีความเรว็ อยูร่ ะหว่าง 3 – 5 เมตรตอ่ วินาที และความเข้มพลงั งานลมทีป่ ระเมินไว้ได้อยู่ระหว่าง 20 – 50 วตั ตต์ ่อตารางเมตร พลังงานความร้อนใตพ้ ภิ พ พลังงานความร้อนใตพ้ ิภพ [Geothermal – Geo (พื้นดิน) Thermal (ความรอ้ น)] หมายถงึ การใชง้ านอยา่ งหนกั จากความร้อนด้านใน ของโลก แกนของโลกนั้นร้อนอย่างเหลือเชื่อ โดยร้อนถงึ 5,500 องศาเซลเซียส (9,932 องศาฟาเรนไฮท์) จากการประมาณ การเมื่อเร็วๆ น้ี ดงั นั้นจึงไมน่ ่าแปลกใจเลยว่าแมแ้ ตพ่ น้ื ผิว 3 เมตรดา้ นบนสุดของโลกก็มีอุณหภูมิใกล้เคยี ง 10-26 องศา เซลเซียส (50-60 องศาฟาเรนไฮท์) อย่างสม่าเสมอตลอดท้ังปี นอกจากนี้กระบวนการทางธรณวี ิทยาท่แี ตกต่างกันทาใหใ้ นบาง ท่ีมีอุณหภูมิสูงกว่ามาก
นาความรอ้ นมาใช้งาน ในท่ที แ่ี หล่งเก็บนา้ ร้อนจากความรอ้ นใตพ้ ภิ พอยูใ่ กลผ้ วิ โลก น้าร้อนนั้นสามารถสง่ ผ่านท่อโดยตรงไปยงั ท่ีทตี อ้ งการใชค้ วามร้อน นเี่ ปน็ วิธกี ารหนง่ึ ทคี่ วามร้อนใตพ้ ภิ พสามารถใช้ทาน้ารอ้ นในการทาความร้อนใหบ้ ้าน ทาให้เรอื นกระจกอุ่นขึ้น และแม้แต่ ละลายหิมะบนถนน แมใ้ นสถานท่ีท่ีไมม่ ีแหลง่ เก็บความรอ้ นใตพ้ ภิ พทส่ี ามารถเขา้ ถึงได้โดยงา่ ย เคร่ืองปั๊มความร้อนจากพืน้ ดินสามารถสง่ ความร้อน สพู่ ื้นผิวและส่อู าคารได้ สง่ิ น้เี ป็นไปไดใ้ นทกุ แหง่ นอกจากนเ้ี น่ืองจากอุณหภมู ิใต้ดินนัน้ เกือบคงทท่ี ั้งปี ทาให้ระบบเดยี วกนั นี้ท่ี ชว่ ยสง่ ความร้อนให้อาคารในฤดหู นาวจึงสามารถทาความเย็นใหอ้ าคารในฤดูร้อนได้ การผลติ กระแสไฟฟา้ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนใตพ้ ภิ พใช้บ่อน้าความลึกสงู สดุ 1.5 กโิ ลเมตร (1 ไมล์) หรอื ลกึ กวา่ นั้น ในบางครั้งเพอื่ ให้สามารถเขา้ ถงึ แหล่งสารองนา้ จากความร้อนใตพ้ ิภพท่ีกาลงั เดอื ด โรงไฟฟา้ บางแหง่ ใชไ้ อนา้ จากแหล่งสารองเหล่านโ้ี ดยตรงเพือ่ ทาใหใ้ บพดั หมุน สว่ นโรงไฟฟ้าอื่นๆ ปั๊มน้าร้อนแรงดันสงู เข้าไปในแท็งกน์ า้ ความดันตา่ ทาให้เกดิ “ไอน้าชว่ั ขณะ” ซงึ่ ใชเ้ พอ่ื หมุนกงั หนั ของ เคร่ืองกาเนิดไฟฟา้ โรงไฟฟ้าสมัยใหมใ่ ช้น้าร้อนจากพนื้ ดนิ เพื่อทาความรอ้ นใหก้ ับของเหลว เชน่ ไอโซบิวทนี ซ่งึ เดือดที่อุณหภมู ิ ต่ากว่าน้า เม่อื ของเหลวชนดิ น้รี ะเหยเป็นไอและขยายตวั มันจะทาให้ใบพดั เคร่ืองกาเนิดไฟฟา้ หมุน ข้อดขี องพลังความรอ้ นใต้พิภพ ปัม๊ นา้ มนั ก๊าซไฮโดรเจนในเมืองเรย์จาวิก ซึง่ เรมิ่ จ่ายเช้ือเพลงิ ไฮโดรเจนทน่ี ากลับมาใช้ใหม่ไดใ้ ห้กบั รถบสั 3 คัน เชอ้ื เพลิงนีผ้ ลติ ขึ้นจากน้าท่ใี ชพ้ ลังความรอ้ นใตพ้ ภิ พ ซึง่ อดุ มสมบรู ณใ์ นประเทศไอซ์แลนด์ การผลิตพลังความรอ้ นใต้พิภพแทบไม่ก่อมลพษิ หรอื ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเลย พลังงานน้เี งียบและน่าเช่อื ถืออย่างทส่ี ดุ โรงงานไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พภิ พผลติ พลงั งานประมาณ 90% ตลอดเวลา เมื่อเทียบกับ 65-75% ของโรงไฟฟ้าเชอื้ เพลงิ ฟอสซิล แตโ่ ชคร้ายที่ถึงแมว้ ่าหลายประเทศมีแหล่งสารองความร้อนใต้พิภพที่อดุ มสมบรู ณ์ แตแ่ หล่งพลงั งานหมุนเวียนที่ได้รบั การ พสิ จู น์วา่ ดแี ล้วนี้ถูกนามาใช้ประโยชนต์ า่ มาก นา้ ร้อนที่ถกู นาไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าแล้วนั้น แม้อุณหภมู ิจะลดลงบ้าง แตก่ ย็ งั สามารถนาไปประยกุ ต์ใช้ในการอบแห้ง และใช้ ในหอ้ งเยน็ สาหรับเก็บรักษาพืชผลทางการเกษตรได้ นอกจากนน้ั น้าท่เี หลอื ใช้แล้วยังสามารถนาไปใชใ้ นกิจการเพ่ือ กายภาพบาบัด และการทอ่ งเที่ยวได้อีก ท้ายท่สี ุดคอื นา้ ทัง้ หมดซงึ่ ยังมีสภาพเปน็ นา้ อ่นุ อยู่เลก็ นอ้ ย จะถูกปลอ่ ยลงไปผสมกับ น้าตามธรรมชาติในลานา้ ซ่ึงนับเป็นการเพ่มิ ปรมิ าณนา้ ให้กบั เกษตรกรในฤดแู ล้งได้อกี ทางหนึง่ ด้วย
ข้อควรระวงั จากการใช้พลงั งานความร้อนใตพ้ ิภพ พลงั งานความรอ้ นใต้พิภพ สามารถนามาใช้ประโยชน์ได้หลายประการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อย่างไรกต็ ามการใช้ประโยชน์จาก แหลง่ พลังงานความร้อนนี้ แม้จะไม่กอ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบที่รา้ ยแรงต่อสิ่งแวดลอ้ ม แตก่ ็ควรทาการศึกษาเพ่ือทาความเขา้ ใจและ หาทางป้องกันผลกระทบทีอ่ าจจะเกิดตามมาได้ ผลกระทบท่ีอาจเกิดข้นึ จากการใชพ้ ลงั งานความรอ้ นใตพ้ ภิ พสามารถสรุปได้ ดังน้ี – ก๊าซพิษ โดยทัว่ ไปพลงั งานความร้อนที่ได้จากแหล่งใตพ้ ิภพ มักมีก๊าซประเภทที่ไม่สามารถรวมตวั ซ่งึ ก๊าซเหล่าน้ีจะมอี ันตราย ต่อระบบการหายใจหากมกี ารสดู ดมเข้าไป ดังน้นั จึงตอ้ งมีวิธีกาจดั กา๊ ซเหล่าน้โี ดยการเปลีย่ นสภาพของก๊าซให้เป็นกรด โดยการ ใหก้ ๊าซนั้นผ่านเข้าไปในน้าซงึ่ จะเกิด ปฏิกริ ยิ าเคมีไดเ้ ป็นกรดซัลฟิวริกข้นึ โดยกรดนี้สามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ได้ – แร่ธาตุ น้าจากแหลง่ พลงั งานความรอ้ นใตพ้ ภิ พในบางแหล่ง มปี รมิ าณแร่ธาตตุ ่างๆ ละลายอยใู่ นปริมาณที่สงู ซ่ึงการนาน้านน้ั มาใชแ้ ล้วปล่อยระบายลงไปผสมกบั แหลง่ น้าธรรมชาติบนผวิ ดินจะส่งผลกระทบตอ่ ระบบน้าผวิ ดินทใ่ี ชใ้ นการเกษตรหรอื ใช้ อปุ โภคบริโภคได้ ดงั นั้นกอ่ นการปล่อยน้าออกไป จึงควรทาการแยกแรธ่ าตตุ ่างๆ เหล่าน้นั ออก โดยการทาให้ตกตะกอนหรอื อาจใช้วิธอี ดั น้าน้ันกลับคนื สู่ใต้ผิวดนิ ซ่งึ ต้องใหแ้ นใ่ จวา่ น้าท่ีอดั ลงไปน้ันจะไม่ไหลไปปนกับแหลง่ นา้ ใต้ดนิ ธรรมชาติท่มี ีอยู่ ความ รอ้ นปกตินา้ จากแหลง่ พลงั งานความร้อนใตพ้ ิภพ ทผ่ี ่านการใช้ประโยชน์จากระบบผลติ ไฟฟ้าแลว้ จะมีอุณหภมู ลิ ดลง แตอ่ าจยัง สูงกว่าอุณหภมู ิของน้าในแหล่งธรรมชาติเพราะยังมีความรอ้ นตกค้างอยู่ ดงั นัน้ ก่อนการระบายน้านน้ั ลงสูแ่ หล่งน้าธรรมชาติควรทาให้น้านนั้ มีอุณหภมู เิ ท่าหรอื ใกลเ้ คยี งกับอณุ หภมู ขิ องน้าในแหล่ง ธรรมชาตเิ สียก่อน โดยอาจนาไปใช้ประโยชน์อกี ครง้ั คือการนาไปผ่านระบบการอบแห้งหรือการทาความอบอุ่นให้กับบ้านเรอื น – การทรุดตวั ของแผ่นดิน ซงึ่ การนาเอาน้ารอ้ นจากใตด้ ินข้ึนมาใช้ ย่อมทาใหใ้ นแหล่งพลงั งานความรอ้ นน้ันเกิดการสูญเสยี เนื้อ มวลสารส่วนหนง่ึ ออกไป ซึ่งอาจก่อใหเ้ กิดปัญหาการทรุดตัวของแผ่นดินข้นึ ได้ ดงั นั้นหากมกี ารสบู นา้ ร้อนข้ึนมาใช้ จะต้องมีการ อัดน้าซึ่งอาจเป็นน้าร้อนที่ผา่ นการใช้งานแลว้ หรือน้าเย็นจากแหลง่ อื่นลงไปทดแทนในอัตราเรว็ ท่เี ท่ากนั เพือ่ ป้องกนั ปัญหาการ ทรดุ ตวั ของแผน่ ดิน
Search
Read the Text Version
- 1 - 5
Pages: