อุทยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดีต ถึงปจั จบุ ัน สานตอ่ สอู่ นาคต ๕๑ มหาสถานที่ ๔ “รตั นฆรเจดยี ”์ พระพุทธเจ้าประทับบัลลังก์สมาธิทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของต้นพระศรี มหาโพธิ์ พิจารณาพระธรรมหลายประการตลอด ๗ วนั อปุ มาดงั่ ประทับอยู่ภายในเรือน แก้วซึ่งประกอบข้ึน มีพระวินัยปิฎกเป็นผนัง อภิธรรมปิฎกเป็นหลังคา ต่อเมื่อทรง พิจารณามหาปัฏฐาน พระฉวีวรรณของพระองค์ก็ผุดผ่องบริสุทธ์ิ มีฉัพพรรณรังสีแผ่ออก จากพระวรกายไปยงั ทุกทิศในจกั รวาล
อุทยานพุทธรรมสกิ ขา จากอดตี ถึงปจั จบุ นั สานตอ่ สอู่ นาคต ๕๒ พระอภิธรรม มีเนื้อหาเกี่ยวกับปรมัตถธรรม คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน อันเป็นแก่นของ ธรรมะในพระพุทธ ศาสนาอยู่ตลอด ๗ วัน ถึงคัมภีร์ท่ี ๗ คือมหาปัฏฐาน ขณะที่ทรง พิจารณาเร่ืองของเหตุ เร่ืองของปัจจัยในปรมัตถธรรมอันเป็นที่มาของคัมภีร์ปัฏฐานอยู่ นั้น ก็ปรากฏฉัพพรรณรังสี ๖ ประการ มีสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว สีม่วง และสี เลื่อมพราย เหมือนแก้วผลึก แผ่ออกจากพระวรกายอย่างน่าอัศจรรย์ เรียกที่ตรงน้ีว่า รตั นฆรเจดยี ์ ในช่วง ๖ พรรษาแรกของการประกาศศาสนา พระพุทธองค์ยังมิได้ตรัสสอนพระ อภิธรรมแกผ่ ้ใู ด เพราะพระอภิธรรมเป็นธรรมะที่เก่ียวข้องกับปรมัตถธรรมล้วนๆ ยากแก่ การที่จะอธิบายให้เข้าใจได้โดยง่าย บุคคลที่จะรับอรรถรสของพระอภิธรรมได้นั้นต้อง เป็นบุคคลที่ประกอบด้วยศรัทธาอันมั่นคง และได้เคยสั่งสมบารมีอันเกี่ยวกับปัญญาใน เรื่องนี้มาบา้ งแล้วแต่กาลก่อน แต่ในช่วงต้นของการประกาศศาสนาน้ัน คนส่วนใหญ่ยังมี ศรัทธาและมีความเช่ือในพระพุทธศาสนาน้อย ยังไม่พร้อมที่จะรับคําสอน เกี่ยวกับปรมัตถธรรมซ่ึงเป็น ธรรมะอันลึกซ้ึงได้ พระองค์จึงยังไม่ทรงแสดงให้ทราบ เพราะถ้าทรงแสดงไปแล้ว ความสงสัยไม่เข้าใจหรือความไม่เชื่อย่อมจะเกิดแก่ชน เหล่าน้ัน เม่ือมีความสงสัยไม่เข้าใจหรือไม่เช่ือแล้วก็จะเป็นเหตุให้เกิดการดูหมิ่นต่อพระ อภธิ รรมได้ ซึง่ จะเปน็ ผลรา้ ยมากกวา่ ผลดี ล่วงมาถึงพรรษาท่ี ๗ พระพุทธองค์จึงได้ทรงแสดงพระอภิธรรมเป็นคร้ังแรก โดยเสด็จขึ้นไปจําพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพ่ือทดแทนพระคุณกตัญญูกตเวทีต่อ พระมารดา ด้วยการแสดงพระอภิธรรมเทศนาโปรดพุทธมารดา ซ่ึงได้สิ้นพระชนม์ไป ตั้งแต่ประสูติพระองค์ได้ ๗ วัน และได้อุบัติเป็นเทพบุตรอยู่บนสวรรค์ช้ันดุสิตมีพระนาม ว่า สันดุสิตเทพบุตร ในการแสดงธรรมคร้ังนี้ได้มีเทวดาและพรหมจากหมื่นจักรวาล จํานวนหลายแสนโกฏิ มาร่วมฟังธรรมด้วย โดยมีสันดุสิตเทพบุตรเป็นประธาน ณ ที่น้ัน พระพุทธองค์ทรงแสดงพระอภิธรรมแก่เหล่าเทวดาและพรหมด้วยวิตถารนัย คือแสดง โดยละเอียดพสิ ดาร ตลอดพรรษากาล คอื ๓ เดือนเต็ม พระอภธิ รรม เป็นธรรมะช้ันสูง มีเนื้อหาเกี่ยวกับปรมัตถธรรม คือ ธรรมชาติท่ีเป็น ความจริงแท้แน่นอน ที่ดํารงลักษณะเฉพาะของตนไว้โดยไม่ผันแปรเปล่ียนแปลง เป็น ธรรมที่ปฏิเสธความเป็นสัตว์ ความเป็นบุคคล ความเป็นตัวตนโดยสิ้นเชิง มี ๔ ประการ คอื ๑. จติ ๒. เจตสกิ ๓. รูป และ ๔. นิพพาน ซึ่งมคี วามหมายโดยย่อ ดังนี้ จิต คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ ได้รับอารมณ์อยู่เสมอ ทําหน้าที่ได้เห็น, ได้ยิน, รู้ กล่ิน, รู้รส, รู้สัมผัส และนึกคิดถึงเร่ืองราวต่างๆ ซ่ึงสภาวะของจิตมีท้ังหมด ๘๙ หรือ ๑๒๑ อย่าง แต่เมื่อกล่าวโดยลักษณะแล้วมีเพียง ๑ อย่างเท่านั้น คือ รู้อารมณ์ ซึ่ง
อุทยานพุทธรรมสกิ ขา จากอดตี ถึงปจั จุบัน สานต่อสอู่ นาคต ๕๓ อารมณ์ในท่ีนี้หมายถึง สี, เสียง, กลิ่น, รส และสัมผัสต่างๆ ที่จิตไปรับรู้ จิตมีช่ือเรียก หลายช่ือ เช่น วิญญาณ, มโน, มนัส, มนินทรีย์, มโนธาตุ, มโนวิญญาณธาตุ และ มนายต นะ เจตสิก คือ ธรรมชาติที่ประกอบในจิตเป็นนิตย์ ปรุงแต่งจิต ทําให้เกิดความรู้สึก นึก คิด ที่แตกต่างกัน ท้ังทางท่ีดีและไม่ดี ซ่ึงสภาวะของเจตสิกมีท้ังหมด ๕๒ อย่าง มี ลักษณะเกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์เดียวกันกับจิต และมีที่อาศัยเกิดอย่าง เดียวกันกับจิต สภาพของจิตเป็นเพียงประธานในการรู้อารมณ์ แต่การท่ีจิตโกรธหรือจิต โลภ เปน็ เพราะมเี จตสิกเขา้ ประกอบปรุงแต่งให้เกดิ ความโกรธหรือความโลภน่ันเอง จิตเป็น นิสสยะ(เป็นที่อาศัย)เปรียบเสมือนเม็ดยา เจตสิกเป็นนิสสิตะ(เป็นตัวอาศัย) เปรยี บเสมอื นตวั ยาทีอ่ ยู่ในเม็ดยา จิตและเจตสิก เป็นนามธรรมท่ีต้องเกิดร่วมกัน ต้องอิงอาศัยซึ่งกันและกัน และไม่ สามารถแยกออกจากกันได้ จติ เกิดโดยไมม่ ีเจตสิกไม่ได้ และเจตสิกเกิดโดยไม่มีจิตก็ไม่ได้ เชน่ กนั รูป คือ ธรรมชาติที่แตกดับ ย่อยยับ สลายไป ในเมื่อกระทบกับเหตุท่ีไม่ถูกกัน ได้แก่ ความเย็น ความร้อน ความหนาว เป็นต้น ร่างกายของคนเราและสัตว์มีรูปประชุม ร่วมกัน ซ่ึงสภาวะของรูปมีทั้งหมด ๒๘ ชนิด และรูปที่ประชุมกันอยู่น้ีแต่ละรูปต่างก็ แตกดับ ย่อยยับ สลายไป ตลอดเวลา หาความเท่ียงแท้ถาวรไม่ได้เลย (ดูรายละเอียดที่ ปา้ ยเรื่องขันธ์ ๕) นิพพาน เป็นธรรมชาติที่พ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัด พ้นจากการเวียนว่ายตาย เกดิ ในสงั สารวฏั ฏ์ นิพพานโดยปรยิ ายมี ๒ ลกั ษณะ คือ ๑. สอุปาทิเสสนิพพาน หมายถึง นิพพานที่เป็นไปกับขันธ์ ๕ คือ วิบาก และกมั มชรูปท่เี หลือจากกิเลสทง้ั หลาย ได้แก่ นพิ พานของพระอรหันตท์ ี่ยงั มชี วี ิตอยู่ ๒. อนปุ าทเิ สสนิพพาน คอื นิพพานทีไ่ มม่ ขี นั ธ์ ๕ ไดแ้ ก่ นพิ พานของพระอรหันต์ ที่ปรินิพพานแล้ว(สิ้นชีวิตไปแล้ว) จิต เจตสิก และรูป จะหยุดการสืบต่อและดับลงโดย ส้นิ เชิง จะไมม่ ีการเกดิ อีกคอื ไม่มีภพชาติอกี ตอ่ ไป นิพพาน เป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาท่ีพุทธศาสนิกชนทั้งหลายจะต้อง พยายามเข้าถึงให้จงได้จึงจะได้ชื่อว่าเป็นพุทธสาวก เป็นอริยบุคคล และเป็นทายาทผู้รับ มรดกธรรมในพุทธศาสนาน้ี เมื่อกล่าวถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ในทางพระอภิธรรมถือว่าบุคคลนั้นไม่มีตัวตน อยู่จริง มีแต่สิ่งซึ่งเป็นที่ประชุมรวมกันของ จิต เจตสิก และรูป เท่าน้ัน ดังนั้น ในพระ อภิธรรมจึงไม่มีเรื่องราวของบุคคล เหตุการณ์ หรือสถานท่ีซ่ึงเป็นสิ่งสมมุติเข้ามา เก่ียวขอ้ งดว้ ยเลย
อทุ ยานพทุ ธรรมสิกขา จากอดตี ถึงปัจจุบนั สานตอ่ ส่อู นาคต ๕๔ พระอภิธรรม แบ่งออกเป็น ๗ คัมภีร์ (เรียกโดยย่อว่า สัง. วิ. ธา. ปุ. กะ. ยะ. ปะ.) ไดแ้ ก่ ๑. คัมภีร์ธัมมสังคณี ว่าด้วยธรรมะท่ีประมวลไว้เป็นหมวดเป็นกลุ่ม เรียกว่า กัณฑ์ มีทั้งหมด ๔ กัณฑ์ คื(๑. จิตตวิภัตติกัณฑ์ แสดงการจําแนกจิตและเจตสิก เป็นต้น, ๒. รูปวิภัตติกัณฑ์ แสดงการจําแนกรูป เป็นต้น, ๓.นิกเขปราสิกัณฑ์ แสดงธรรมท่ีเป็น แม่บท (มาติกา) ของ ปรมัตถธรรม ๔. อัตถุทธารกัณฑ์ แสดงการจําแนกเนื้อความตาม แม่บทของปรมตั ถธรรม) ๒. คัมภีร์วิภังค์ ว่าด้วยการจําแนกมาติกาในคัมภีร์ธัมมสังคณี ทั้งติกมาติกา ๒๒ หมวด และทกุ มาตกิ า ๑๐๐ หมวด โดยแบ่งเป็น ๑๘ วิภังค์ เช่น ขันธวิภังค์ จําแนกขันธ์, อายตนวิภังค์ จําแนกอายตนะ, ธาตุวิภังค์จําแนกธาตุ, สัจจวิภังค์ จําแนกสัจจะ, อินทริย วิภังค์ จําแนกอินทรีย์, ปฏิจจสมุปบาทวิภังค์ จําแนกปฏิจจสมุปบาท(ดูรายละเอียดท่ี ป้ายเร่ืองปฏิจสมุปบาท), สติปัฏฐานวิภังค์ จําแนกสติปัฏฐาน (ดูรายละเอียดที่ป้ายเร่ือง สติปฏั ฐาน ๔) ๓. คัมภีร์ธาตุกถา ว่าด้วยคําอธิบายเรื่อง ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ และธาตุ ๑๘ โดยนํามาติกาของคัมภีร์นี้จํานวน ๑๐๕ บท และมาติกาจากคัมภีร์ธัมมสังคณีจํานวน ขันธ์ หมายถึง ขันธ์ ๕ อันประกอบด้วย รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ รูปขันธ์ ก็คือ รูป, เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ รวมเรียกว่า เจตสิก ส่วนวิญญาณขันธ์ก็คือ จิต ดังน้ัน ขันธ์ ๕ ก็คือ จิต เจตสิก และรูป น่ันเอง (ดู รายละเอยี ดทป่ี า้ ยเรื่องขันธ์ ๕) ๔. คัมภีร์ปุคคลบัญญัติ ว่าด้วยการบัญญัติ การประกาศ หรือชี้แจง ในเรื่อง ๖ เร่อื ง (๑. ขนั ธบญั ญัติ การบัญญัติเร่ืองขันธ์, ๒. อายตนบัญญัติ การบัญญัติเร่ืองอายตนะ , ๓. ธาตุบัญญัติ การบัญญัติเรื่องธาตุ, ๔. สัจจบัญญัติ การบัญญัติเร่ืองสัจจะ, ๕. อินทรยิ บญั ญัติ การบัญญตั ิเรอื่ งอนิ ทรีย์, ๖. ปคุ คลบญั ญัติ การบญั ญตั เิ รือ่ งบคุ คล ๕. คัมภีร์กถาวัตถุ ว่าด้วยการโต้วาทะเพ่ือช้ีแจงแสดงเหตุผลให้เห็นว่าวาทกถา (ความเห็น)ของฝ่ายปรวาที (พวกภิกษุในนิกายที่แตกไปจากเถรวาท ในสมัยพระเจ้า อโศกมหาราช) จํานวน ๒๒๖ กถา ล้วนผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากพระพุทธพจน์ด้ังเดิมที่ ภิกษุฝ่ายเถรวาทยึดถือปฏิบัติอยู่ วิธีการโต้วาทะใช้หลักตรรกศาสตร์ ท่ีน่าสนใจมาก นับเป็นพทุ ธตรรกศาสตร์ท่ีสมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งมใี นคมั ภีรน์ ้ี เทา่ นั้น ๖. คมั ภีรย์ มก ว่าด้วยการปุจฉา-วิสัชนา สภาวธรรม ๑๐ หมวด ด้วยวิธีการยมก คอื การถาม-ตอบ เปน็ คูๆ่ ซ่ึงเปน็ วธิ กี ารเฉพาะของคัมภีร์ยมก สภาวธรรม ๑๐ หมวด (๑. หมวดมูล (สภาวธรรมที่เป็นเหตุ , ๒. หมวดขันธ์, ๓. หมวดอายตนะ, ๔. หมวดธาตุ, ๕.
อุทยานพทุ ธรรมสิกขา จากอดีต ถึงปัจจุบนั สานตอ่ สูอ่ นาคต ๕๕ หมวดสัจจะ, ๖. หมวด สังขาร, ๗. หมวดอนุสัย, ๘. หมวดจิต, ๙. หมวดสภาวธรรมใน กุสลตกิ ะ เรียก ส้นั ๆ วา่ หมวดธรรม, ๑๐. หมวดอนิ ทรยี ์ สภาวธรรม ๑๐ หมวดน้ีทําให้แบ่งเน้ือหาของคัมภีร์ยมกออกเป็น ๑๐ ยมก เรียกชื่อตามหมวดสภาวธรรมที่เป็นเนื้อหา (๑. มูลยมก, ๒. ขันธยมก, ๓. อายตนยมก, ๔. ธาตุยมก, ๕. สัจจยมก, ๖. สังขารยมก, ๗. อนุสยยมก, ๘. จิตตยมก, ๙. ธัมมยมก, ๑๐. อนิ ทริยยมก ๗. คัมภีร์ปัฏฐาน ว่าด้วยการจําแนกสภาวธรรมแม่บท หรือ มาติกา ท้ัง ๒๖๖ บท (๑๒๒ หมวด) ในคัมภีร์ธัมมสังคณี โดยอํานาจปัจจัย ๒๔ ประการ มีเหตุปัจจัย เป็น ต้น เพ่ือให้เห็นว่าสภาวธรรมท้ังหลายปรากฏเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยท้ังส้ิน มิได้เกิด จากการบงการของผูใ้ ด แต่เป็นไปตามกฎของธรรมชาติที่เรียกว่า จิตตนิยาม กรรมนิยาม และธรรมนยิ าม ปรมัตถธรรมเป็นธรรมที่อยู่เหนือสมมติบัญญัติ หากไม่มีมนุษย์เกิดข้ึนในโลกน้ี ความหมายของส่ิงต่างๆ ที่มนุษย์บัญญัติขึ้นว่าเป็นนั่นเป็นน่ี มีชื่อเรียกอย่างนั้นอย่างน้ีก็ ย่อมไม่เกิดข้ึนเช่นกัน แม้แต่ต้นไม้ ภูเขา แม่น้ํา พ้ืนดิน ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ก็เป็น เพียงธรรมชาติที่ปราศจากความหมาย ปราศจากช่ือ คือเป็นแต่เพียงสภาวะท่ีเกิดจาก การประชุมกันของมหาภูตรูปท้ัง ๔ อันเป็นรูปธรรม(รูป) ที่ปราศจากนามธรรม(จิตและ เจตสกิ ) ซ่ึงเป็นสภาวะปรมัตถ(์ ปรมัตถธรรม) ท่พี ้นจากสมมุตบิ ญั ญัตโิ ดยสน้ิ เชงิ มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย หากกล่าวในแง่ปรมัตถธรรมแล้วถือว่าไม่มีตัวตน ไม่มี นายมี ไมม่ ีนางมา มีแต่รปู ธรรม(รูป) และนามธรรม(จิตและเจตสิก) มาประชุมกันเท่านั้น ดังนั้น ไม่ว่าตัวเราหรือผู้อ่ืนซึ่งรวมถึงสัตว์ทั้งหลายด้วยนั้น เมื่อกล่าวในแง่ปรมัตถธรรม หรือธาตุแท้ตามธรรมชาติแล้ว จะมีส่วนประกอบอยู่ ๓ ส่วน เท่าน้ันคือ จิต เจตสิก และ รูป ที่รวมกันเกิดขึ้นเป็นมนุษย์เป็นสัตว์ มีส่วนประกอบเหมือนกัน คือ จิต เจตสิก และ รูป จะมีความแตกต่างกันก็ตรงท่ีรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ ซ่ึงถูกจําแนกให้แตกต่างกัน ด้วยอาํ นาจของกรรมท่ีกระทําไว้ในอดีต จิต เจตสิก และรูป มีสามัญลักษณะ ๓ ประการ (๑. อนิจจลักษณะ คือ มี ลักษณะท่ีไม่เท่ียง ไม่คงท่ี ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา, ๒. ทุกขลักษณะ คือ มี ลักษณะท่ีทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เกิดขึ้นแล้วต้องดับไปอยู่ตลอดเวลา, ๓. อนัตต ลักษณะ คือ มีลักษณะท่ีมิใช่ตัวมิใช่ตน ไม่สามารถบังคับบัญชาได้) สามัญลักษณะทั้ง ๓ น้ี เป็นสิง่ จรงิ แท้แน่นอน เป็นกฎธรรมชาติ เรียกวา่ ไตรลกั ษณ์ โดยสรุปแล้ว จิต เจตสิก และรูป ท่ีประกอบข้ึนเป็นบุคคลหรือ เป็น สัตว์ใดๆ ก็ ตามน้นั แทจ้ ริงแล้วไมไ่ ด้มีแก่นสารอะไรเลย เป็นเพียงการประชุมกันของส่วนประกอบท่ี มีความไม่เที่ยง เกิดดับ สืบต่อกัน อย่าง รวดเร็ว เป็นสภาพท่ีหาเจ้าของมิได้ ไม่เป็นของ
อุทยานพทุ ธรรมสิกขา จากอดตี ถึงปจั จุบนั สานตอ่ ส่อู นาคต ๕๖ ใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ข้ึนต่อการบังคับบัญชาของ ผู้ใด ว่างเปล่าจากความเป็นคนนั้นคนน้ี ว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน ว่างเปล่าจาก ความเปน็ นน่ั เป็นนต่ี ามทสี่ มมุตกิ ันข้ึนมา แต่เป็นสภาวธรรมอันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ขึ้นกับเหตุ ขึ้นกับปัจจัย พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม ปรมัตถธรรมเหล่าน้ีก็คงมี อยู่ตามธรรมชาติ เป็นกฎธรรมชาติ พระพุทธองค์เป็นแต่เพียงผู้ทรงค้นพบ และนํามา เปดิ เผยให้เราทง้ั หลายไดท้ ราบเท่านน้ั สําหรับในโลกมนุษย์นั้น พระองค์ได้ทรงแสดงแก่พระสารีบุตรเป็นองค์แรก คือ ในระหวา่ งทีท่ รงแสดงธรรมอยู่บนสวรรค์ช้ันดาวดึงส์นั้น พอได้เวลาบิณฑบาต พระองค์ก็ ทรงเนรมิตพุทธนิมิตข้ึนแสดงธรรมแทนพระองค์ แล้วพระองค์ก็เสด็จไปบิณฑบาตในหมู่ ชนชาวอุตตรกุรุทวีป เม่ือบิณฑบาตเสร็จแล้วก็เสด็จไปยังป่าไม้จันทน์ ซึ่งอยู่ในบริเวณป่า หิมวันต์ใกล้กับสระอโนดาตเพ่ือเสวยพระกระยาหาร โดยมีพระสารีบุตรเถระมาเฝ้าทุก วัน หลังจากท่ีทรงเสวยแล้วก็ทรงสรุปเนื้อหาของพระอภิธรรมท่ีพระองค์ได้ทรงแสดงแก่ เหล่าเทวดาและพรหมให้พระสารีบุตรฟังวันต่อวัน โดยพระพุทธองค์ทรงแสดงพระ อภิธรรมแก่พระสารีบุตรด้วยสังเขปนัย คือ แสดงอย่างย่นย่อ เสร็จแล้วพระองค์จึงเสด็จ กลับขึ้นสู่ดาวดึงส์เทวโลกเพ่ือแสดงธรรมต่อไป ทรงกระทําเช่นน้ีทุกวันตลอด ๓ เดือน เมอื่ การแสดงพระอภธิ รรมบนเทวโลกจบสมบูรณ์แล้ว การแสดงพระอภิธรรมแก่พระสารี บุตรก็จบสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน เม่ือจบพระอภิธรรมเทศนา เทวดาและพรหม ๘๐๐,๐๐๐ โกฏิ ได้บรรลุธรรม และสันดุสิตเทพบุตร(พุทธมารดา) ได้สําเร็จเป็นพระโสดาบันบุคคล เม่ือพระสารีบุตรได้ฟังพระอภิธรรมจากพระบรมศาสดาแล้ว ก็นํามาสอนให้แก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ซึ่งเป็นศิษย์ของท่าน โดยสอนตามพระพุทธองค์วันต่อวัน และจบบริบูรณ์ใน เวลา ๓ เดือนเช่นกัน การสอนพระอภิธรรมของพระสารีบุตรท่ีสอนแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูปน้ี เป็นการสอนชนิดไม่ย่อเกินไป ไม่พิสดารเกินไป เรียกว่า นาติวิตถารนาติสังเขปนัย ภิกษุ ท้ัง ๕๐๐ รูปน้ี เคยมีอุปนิสัยมาแล้วในชาติก่อน คือในสมัยศาสนาของพระกัสสป สัมมาสัมพุทธเจ้า ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปนี้เป็นค้างคาว อาศัยอยู่ในถ้าแห่งหนึ่ง ขณะนั้นมี ภิกษผุ ูท้ รงพระอภิธรรม ๒ รูปท่ีอาศัยอยู่ในถ้ําน้ันเช่นกัน กําลังสวดสาธยายพระอภิธรรม อยู่ เมื่อค้างคาวท้งั ๕๐๐ ตัวได้ยินเสียงพระสวดสาธยายพระอภิธรรมก็รู้เพียงว่าเป็นพระ ธรรม เท่าน้ัน หาได้รู้ความหมายใดๆ ไม่ แต่ก็พากันต้ังใจฟังตั้งแต่ต้นจนจบ เมื่อส้ินจาก ชาติท่ีเป็นค้างคาวแล้วก็ได้ไป เกิดอยู่ในเทวโลกเหมือนกันทั้งหมด จนกระท่ังศาสนาของ พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้น จึงได้จุติจาก เทวโลกมาเกิดเป็นมนุษย์ ได้บวช เป็นภิกษใุ นศาสนาน้ี และไดเ้ รียนพระอภิธรรมจากพระสารีบุตรดังกล่าวแลว้ ความแตกต่างของสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน คือ สมถกรรมฐานหรือ การทาํ สมาธิ เปน็ การปฏบิ ตั ิเพอื่ ให้จติ เกิดความสงบและเกิดอภิญญา(เกิดอิทธิฤทธ์ิต่างๆ)
อทุ ยานพุทธรรมสกิ ขา จากอดีต ถึงปัจจบุ นั สานต่อสู่อนาคต ๕๗ เท่านั้น ซ่ึงไม่ใช่จุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา เพราะผลของการทําสมถกรรมฐาน หรือสมาธินั้น เป็นการข่มกิเลสไว้ชั่วขณะเท่าน้ัน ไม่สามารถทําลายกิเลสได้ ถึงแม้จะ เจริญสมถกรรมฐานถึงข้ันอรูปฌานจนได้เสวยสุขอยู่ในอรูปพรหมภูมิเป็นเวลาอัน ยาวนาน แต่ในทส่ี ดุ ก็ตอ้ งกลับมาเวยี นว่ายตายเกดิ ไม่รูจ้ ักจบจักสน้ิ จุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพ่ือให้ เกิดปัญญารู้แจ้งในสภาวธรรมตามความเป็นจริงว่า จิต เจตสิก และรูป ซ่ึงเป็น องค์ประกอบของชีวิตต่างก็มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ต่อเนื่องกันไปอย่างรวดเร็วอยู่ ตลอดเวลา เป็นสภาพที่ไม่เท่ียง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตนอะไรของใคร ไม่มี ใครเป็นเจ้าของ ไม่สามารถที่จะบังคับบัญชาได้ ว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน ปัญญาที่ ประจักษ์แจ้งในสภาวธรรมตามความเป็นจริงเช่นนี้ เมื่อมีกําลังแก่กล้าก็จะสามารถประ หานกเิ ลสและเขา้ ถงึ พระนพิ พานได้ใน ที่สุด
อทุ ยานพทุ ธรรมสิกขา จากอดีต ถึงปจั จุบนั สานต่อสูอ่ นาคต ๕๘ มหาสถานท่ี ๔ “รัตนฆรเจดีย์”7 พระชนิ สีหเ์ จา้ ผู้ไกล กิเลสปวงภยั ประทบั พายัพทิศสถาน ฉายแหลง่ โอฬาร ถ้วนเจด็ ราตรี ฉัพพรรณรงั สีเบง่ บาน สมตามวสิ ยั รตั นฆรเจดยี ์ องค์พระศาสดา ทรงพินิจธรรมวิถี ปรารภอภธิ รรมนยั อนั จกั แจ่มแจ้งแก่ใจ เหลา่ สตั วผ์ ูท้ รงปัญญา ข้าฯ ขอกราบก้มบชู า ผู้เลิศย่งิ ล้วนการณุ ย์ ฯ .............................. 7 กาพย์ฉบัง ๑๖, ประพนั ธโ์ ดย พ.อ. ศรณั ยภูมิ ผพู้ งึ่
อทุ ยานพุทธรรมสกิ ขา จากอดตี ถงึ ปัจจุบนั สานตอ่ สู่อนาคต ๕๙ มหาสถานที่ ๕ “ตน้ อชปาลนิโครธ” พระพุทธเจ้าประทับบัลลังก์สมาธิเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นไทรของคนเล้ียงแพะ ตลอด ๗ วัน ทรงขับไล่ธิดาของพญาปรนิมมิตวสวัตตีมาร ๓ นาง คือ นางตัณหา นางราคา และนางอรตี ท่ีมาประเล้าประโลม ย่ัวยวนด้วยมารยาแห่งสตรีนานาประการ ออกไปเสยี ดว้ ยพระทยั ของพระองค์ ไร้กิเลสและมลทิน
อทุ ยานพุทธรรมสิกขา จากอดีต ถงึ ปจั จุบัน สานตอ่ สอู่ นาคต ๖๐ วิชชาและญาณ พระมหาโพธิสัตว์ทรงชนะหมู่เทวบุตรมาร พอพลบค่ํา พวกเทพเทวาที่หลบล้ี หนีมารได้หวนกลับมาแวดล้อมบูชาสักการะอีกครา พระองค์ทรงบรรลุสมาบัติ ๘ (คือ คุณวิเศษเป็นท่ีอันบุคคลเข้าถึง หรือ ธรรมวิเศษที่ควรเข้าถึง, การบรรลุข้ันสูง ได้แก่ ฌาน ๘ คือ รูปฌาน ๔ และ อรูปฌาน ๔) แล้วยังอภิญญา ๓ ข้อแรกคือ (๑) อิทธิวิธิ ความรู้ที่ทําให้แสดงฤทธ์ิต่างๆ (๒) ทิพโสต ญาณท่ีทําให้มีหูทิพย์ (๓) เจโตปริยญาณ ญาณทใี่ หก้ ําหนดใจคนอ่ืนได)้ ในปฐมยามแห่งราตรี กท็ รงได้(๔)บพุ เพนิวาสานุสติญาณ เป็นพระญาณช่วยระลึกชาติย้อนหลังไป พร้อมรายละเอียดในพระชาติน้ันๆ ถึงมัชฌิม ยามก็ทรงได้ (๕)ทิพยจักษุญาณ เป็นดวงตาทิพย์เหนือดวงตามนุษย์ ทรงเห็นสัตว์การ ตายการเกิดของสัตว์ ตามอํานาจทุจริตกรรมบ้าง สุจริตกรรมบ้าง คร้ันเข้าสู่ปัจฉิมยามก็ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทหรือปัจจยาการ ทรงพิจารณาเห็นเหตุปัจจัยท่ีเป็นวงจรเกิด ทุกข์ และวงจรดับทุกข์ พร้อมๆ กับอรุณวันใหม่ปรากฏ ก็ทรงสามารถประหารกิเลสได้ อย่างเด็ดขาด เรียกว่า ตรัสรู้(๖)สัพพัญญุตญาณ หรืออาสวักขยญาณ ญาณเป็นเหตุ ส้ินอาสวะ กาลบัดน้ีพระตถาคตได้ยังกิเลสให้สูญส้ินไปจากสันดาน ได้พระโลกุตรธรรม สําเรจ็ มโนรถประสงค์ วชิ ชา ๓ ความรู้แจ้ง, ความร้วู ิเศษ ๑. ปุพเพนิวาสานสุ สตญิ าณ คอื ญาณเปน็ เหตุระลึกขันธ์ท่ีเคยอาศัยอยู่, ระลึก ชาติในอดีตท่ีผ่านมายาวไกลไปถึงส่ีอสงขัยกับแสนมหากัลป์ รู้ว่าเคยเวียนว่ายตายเกิด มาแลว้ กีภ่ พก่ีชาติ แต่ละชาติเปน็ อะไร ชอ่ื อะไร อายุเทา่ ไหร่ ปรากฏขึ้นในปฐมยาม ๒. จุตูปปาตญาณหรือทิพจักขุญาณ คือญาณกําหนดรู้จุติ(การตาย)และอุบัติ (การเกิด)แห่งสัตว์ท้ังหลาย อันเป็นไปตามกรรม ญาณท่ีเห็นการเวียนว่ายตายเกิดของ สัตว์ทั้งหลายว่า ผู้ท่ีตั้งมั่นอยู่ในสุจริต ไม่กล่าวร้ายพระอริยะเจ้าย่อมเข้าถึงสุคติภูมิ ส่วน ผู้ที่ประกอบด้วยทุจริต กล่าวร้ายพระอริยะเจ้าย่อมเข้าถึงทุคติภูมิ ปรากฎขึ้นในมัชฌิม ยาม ๓. อาสวักขยญาณ คือญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นท่ีส้ินไปแห่งอาสวะท้ังหลาย, ความรู้ท่ีทําให้ส้ินอาสวะ, ความตรัสรู้ โดยพิจารณาปฎิจจสมุปบาทท้ังฝ่ายสมุทัยวาร (วงจรเกิดทุกข์) และนิโรธวาร (วงจรดับทุกข์) ปรากฎขึ้นในเวลาปัจฉิมยาม การตรัสรู้ เกดิ ขึน้ พร้อมกับรุ่งอรณุ ของวันใหม่ วิปัสสนาญาณ ๙ (และวิปสั สนาญาณ ๑๐) วิปัสสนาญาณ ๙ คือญาณในวิปัสสนา ความรู้ ความเห็นแจ้งในสภาวะของส่ิง ทัง้ หลายตามความเป็นจริง
อุทยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดีต ถึงปจั จุบัน สานต่อสอู่ นาคต ๖๑ ๑. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ คือญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ พิจารณาเหน็ ความเกดิ ความดับของเบญจขนั ธ์ ๒. ภังคานุปัสสนาญาณ คือญาณอันตามเห็นความสลาย เห็นว่าสังขารท้ังปวง ล้วนจะตอ้ งสลายไปทง้ั หมด ๓. ภยตูปัฏฐานญาณ คือญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว เพราะล้วนแต่จะต้องสลายไป ไม่ปลอดภัยทั้งสิน้ ๔. อาทีนวานุปัสสนาญาณ คือญาณอันคํานึงเห็นโทษ เห็นสังขารท้ังปวงนั้นว่า เป็นโทษ มีความบกพร่อง ต้องระคนอยู่ด้วยทกุ ข์ ๕. นิพพิทานุปัสสนาญาณ คือญาณอันคํานึงเห็นด้วยความหน่าย เกิดความ หนา่ ย ไมเ่ พลดิ เพลนิ ติดใจ ๖. มุญจิตุกัมยตาญาณ คือญาณอันคํานึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย ปรารถนาท่ีจะ พน้ ไปเสยี จากสงั ขารเหลา่ น้ัน ๗. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ คือญาณอันคํานึงพิจารณาหาทาง การยกเอา สังขารท้ังหลายขึ้นมาพิจารณากําหนดด้วยไตรลักษณ์ เพ่ือหาอุบายหรือทางท่ีจะปลด เปลือ้ งออกไป ๘. สังขารุเปกขาญาณ คือญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร เห็น สภาวะของสังขารมีความเป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างน้ันเป็นธรรมดา จึงวางใจเป็นกลาง ได้ ไม่ยินดียินร้ายในสังขารท้ังหลาย แต่น้ันจะมองเห็นนิพพานเป็นสันติบท ญาณจึงแล่น มุง่ ไปยงั นิพพาน เลกิ ละความเกยี่ วเกาะกบั สงั ขารเสียได้ ๙. สัจจานุโลมิกญาณ หรือ อนุโลมญาณ คือญาณอันเป็นไปโดยอนุโลม(คล้อย ตาม)แก่การหยั่งรู้อริยสัจ เป็นขั้นสุดท้ายของวิปัสสนาญาณ ต่อจากน้ันก็จะเกิดโคตรภู ญาณมาคัน่ กลาง แล้วเกิดมรรคญาณทาํ ใหส้ ําเรจ็ ความเปน็ อรยิ บุคคลต่อไป ธรรมหมวดนี้ ท่านปรุงศัพท์ขึ้น โดยถือตามนัยแห่งคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค นํามาอธิบายพิสดารในวิสุทธิมรรค แต่ในอภิธัมมัตถสังคหะ ท่านเติม สัมมสนญาณ คือ ญาณทก่ี ําหนดพจิ ารณานามรูปคือ ขันธ์ ๕ ตามแนว ไตรลักษณ์ เข้ามาเป็นข้อท่ี ๑ จึง รวมเป็น วปิ สั สนาญาณ ๑๐ ญาณ ๑๖ ญาณ ๑๖ หรือโสฬสญาณ คือความหย่ังรู้ เกิดข้ึนแก่ผู้เจริญวิปัสสนาตามลําดับ พระอาจารย์ในสายวิปัสสนาธุระได้สอนสืบกันมา โดยประมวลจากคัมภีร์ปฏิสัมภิทา มรรค และวิสทุ ธมิ รรค ดังน้ี ๑. นามรปู ปริจเฉทญาณ คือญาณกาํ หนดจําแนกรนู้ ามและรูปคือรู้ว่าส่ิงท้ังหลาย มแี ต่รปู ธรรมและนามธรรม และกาํ หนดแยกรปู แยกนามได้
อุทยานพุทธรรมสิกขา จากอดีต ถึงปจั จบุ นั สานตอ่ สอู่ นาคต ๖๒ ๒. ปัจจยปริคคหญาณ คือญาณกําหนดรู้ว่านามและรูปเกิดจากเหตุปัจจัยและ เป็นปจั จัยแกก่ นั และกนั ๓. สัมมสนญาณ คือญาณกําหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามละรูปตามไตรลักษณ์ (ไมเ่ ทยี่ ง เปน็ ทุกข์ ไมม่ ตี ัวตน) ๔. – ๑๒ ได้แก่ วปิ ัสสนาญาณ ๙ ดงั กลา่ วมาแล้ว ๑๓. โคตรภูญาณ คือญาณครอบโคตร ความหย่ังรู้ที่เป็นหัวต่อแห่งการข้ามพ้น จากภาวะปถุ ุชนเชา้ สภู่ าวะอริยบุคคล ๑๔. มัคคญาณ คือญาณในอริยมรรค ความหยั่งรู้ท่ีให้สําเร็จภาวะอริยบุคคลแต่ ละข้นั ๑๕. ผลญาณ คือญาณในอริยผล ความหยั่งรู้ท่ีเป็นผลสําเร็จของพระอริยบุคคล ช้นั นนั้ ๆ ๑๖.ปัจจเวกขณญาณ คือญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวนมรรคผล กิเลสท่ี ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน (เว้นแต่พระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสท่ียัง เหลืออย)ู่ ในญาณ ๑๖ นี้ ๑๔ ข้อคือข้อ ๑-๑๓ และข้อ ๑๖ เป็น โลกียญาณ คือญาณท่ี สามารถเสื่อมไดเ้ หมือนฌานและ ๒ ข้อคือข้อ ๑๔ และ ๑๕ เป็น โลกุตตรญาณ คือญาณ ชน้ั โลกตุ ตระ อยู่เหนือหรอื พน้ จากทางโลก จะไมเ่ สอ่ื มสลายไป
อทุ ยานพทุ ธรรมสิกขา จากอดีต ถงึ ปัจจุบัน สานตอ่ สู่อนาคต ๖๓ มหาสถานที่ ๕ “ต้นอชปาลนโิ ครธ”8 พระพุทธเจ้าทรงคณุ เสวยสขุ ละมนุ วมิ ุตใิ ต้ร่มไทรงาม พวกผู้เดินตาม ธิดามารไป อชปาละคอื นาม เจด็ วันดาํ รง แพะแกะไดพ้ ักอาศัย แด่พระมนุ ี ณ ท่แี หง่ นั้นเกดิ ภยั สามตนวนย่ัวยวนองค์ กาํ จดั มารรา้ ยสญู พงศ์ สมาธิมน่ั ทวี ขา้ ฯ ขอกราบกม้ เกศี เชิดชูผปู้ ราบธดิ ามารฯ .............................. 8 กาพยฉ์ บงั ๑๖, ประพนั ธโ์ ดย พ.อ. ศรัณยภมู ิ ผู้พง่ึ
อทุ ยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดีต ถงึ ปจั จุบนั สานตอ่ สูอ่ นาคต ๖๔ มหาสถานที่ ๖ “สระมจุ ลินท”์ พระพุทธเจ้าประทับบัลลังก์สมาธิเสวยวิมุตติสุขใต้ร่มไม้มุจลินทพฤกษ์ (ต้นจิก) มีฝนตกตลอด ๗ วัน มุจลินทนาคราชเกิดความเล่ือมใส จึงขนดกาย ๗ รอบ ล้อมรอบพระวรกายพระพุทธเจ้าและแผ่พังพานปกเหนือเศียร เพ่ือป้องกันพระพุทธเจ้า จากพายฝุ น เหลือบ ยุง ลม แดด และอนั ตรายตา่ ง ๆ
อทุ ยานพุทธรรมสกิ ขา จากอดีต ถงึ ปัจจุบนั สานต่อสู่อนาคต ๖๕ ชีวิตคอื ขนั ธ์ ๕ และชีวติ ท่ีมีปญั หาคืออปุ าทานขันธ์ ๕ ชีวิตคือขันธ์ ๕ (เปน็ ทุกขต์ ามสภาวะของมนั ตามกฎไตรลกั ษณ์) ชีวติ ประกอบดว้ ยส่วนประกอบ ๕ ส่วน เรยี กวา่ ขนั ธ์ ๕ ได้แก่ ๑.รูป หมายถึง ร่างกายและส่วนประกอบฝ่ายวัตถุพร้อมทั้งพฤติกรรมและ คุณสมบัติของฝ่ายวัตถุ เป็นสภาวะท่ีแปรปรวนแตกสลายด้วยปัจจัยต่างๆ ประกอบด้วย มหาภตู รปู ๔ และอปุ าทายรูป ๒๔ ดังน้ี - มหาภูตรูป ๔ คือรูปต้นเดิม ที่มีอยู่โดยสภาวะของมัน ได้แก่ ธาตุ ๔ คือ (๑. ปฐวีธาตุ คอื สภาวะที่แผ่ไปหรอื กินเนือ้ ที่ เปน็ ธาตุแข้นแขง็ หรือธาตุดิน ๒. อาโปธาตุ คือ สภาวะทเ่ี อิบอาบหรือดูดซึม หรือซ่านไป ขยายขนาด ผนึก พูนเข้าด้วยกัน เป็นธาตุเหลว หรือธาตุน้ํา ๓. เตโชธาตุ คือสภาวะที่ทําให้ร้อน เป็นธาตุไฟ ๔. วาโยธาตุ คือสภาวะที่ ทําใหส้ ่นั ไหวเคลื่อนท่ี และค้าํ จุน เป็นธาตลุ ม) - อุปาทายรูป ๒๔ คือ รูปที่อาศัยหรือสืบเนื่องมาจากมหาภูตรูป หรือคุณและ อาการแห่งมหาภูตรูป (ได้แก่ ๑. ปสาทรูป ๕ หมายถึงรูปที่เป็นประสาทสําหรับรับอารมณ์ (ตา หู จมูก ล้ิน กาย) ๒. โคจรรูป หรือ วิสัยรูป ๔ หมายถึงรูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอินทรีย์ หรือประสาท (รูป เสียง กล่ิน รส) ๓. ภาวรูป ๒ หมายถึงรูปท่ีเป็นภาวะแห่งเพศหญิง และชาย ๔. หทยรูป ๑ ท่ีตัง้ แห่งใจ หวั ใจ ๕. ชวี ิตรูป (ชีวิตินทรีย์) ๑ หมายถึงอินทรีย์คือ ชีวิต คือรูปท่ีเป็นชีวิต ๖. อาหารรูป ๑ หรือกวฬิงการาหาร) หมายถึงรูปคืออาหารท่ีกิน ๗. ปริจเฉทรูป ๑ หรืออากาสธาตุ หมายถึงสภาวะคือช่องว่าง ๘. วิญญัติรูป ๒ หมายถึง รูปคือการเคล่ือนไหวให้รู้ความหมายกาย และด้วยวาจา ๙. วิการรูป ๓ หมายถึงรูปคือ อาการที่ดดั แปลงทําให้แปลกให้พิเศษได้ ได้แก่ความเบา ความอ่อนสลวย และความควร แก่การงาน ๑๐. ลักขณรูป ๔ หมายถึงรูปคือลักษณะหรืออาการเป็นเคร่ืองกําหนด (ความก่อตวั หรอื เตบิ ขึ้น ความสบื ต่อ ความทรดุ โทรม และความปรวนแปรแตกสลาย) ๒. เวทนา ๓ หมายถงึ การเสวยอารมณ์, ความรู้สึกรสของอารมณ์ (ความรู้สึกสุข ทุกข์ และเฉยๆ) ๓. สัญญา ๖ หมายถึงความกําหนดได้หมายรู้, ความจําได้หมายรู้อารมณ์ (ความจําได้หมายรู้รูป เสยี ง กลน่ิ รส สัมผัส และความหมายรู้อารมณ์ทางใจ เช่นว่า งาม นา่ เกลยี ด เปน็ ตน้ ) ๔. สังขาร ๓ หมายถึงสภาพท่ีปรุงแต่ง เจตนาท่ีแต่งกรรม (สภาพที่ปรุงแต่งการ กระทําทางกาย ทางวาจา และทางใจ)
อทุ ยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดตี ถงึ ปจั จบุ นั สานต่อสอู่ นาคต ๖๖ ๕. วิญญาณ ๖ หมายถึงความรู้แจ้งอารมณ์ (ความรู้อารมณ์ทางตาเห็น ทางหู ได้ยนิ ทางจมูกไดก้ ล่ิน ทางลิน้ ร้รู ส ทางกายรสู้ กึ สัมผัส และทางใจรู้ความคิด) ชีวติ ที่มีปญั หาคืออุปาทานขันธ์ ๕ (เป็นทุกข์ตามกิเลส เป็นทุกขใ์ นอรยิ สจั ส่ี) ขันธ์ ๕ ดังกล่าวมานั้น โดยสภาวะแล้วไม่มีส่ิงใดท่ีเป็นตัวตน ไม่มีตัวตน ไม่มี อะไรที่เป็นแก่นสาร ชีวิตคนเราหรือตัวคนเราจึงเป็นเพียงการประชุมเข้าของ ส่วนประกอบทั้ง ๕ ส่วน เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง ทนอยู่ สภาพเดิมไม่ได้ และอนัตตา ไม่มีตัวตน ต่อเม่ือใดคนเราเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวตน เป็นตัวตน มีตัวเรา ของเรา ย่อมก่อให้เกิดอาสวะกิเลสอันเป็นท่ีต้ังของอุปาทาน การยึด ม่ันถือม่ัน ก่อให้เกิดขันธ์ท่ีเป็นมายาซ้อนขึ้นมา ก็จะเป็นชีวิตท่ีมีปัญหา เป็นชีวิตที่ กอ่ ให้เกดิ ทกู ข์อยรู่ ่าํ ไป ขันธ์ ๕ น้ี ย่อลงมาเป็น ๒ คือ รูปและนาม (รูปขันธ์จัดเป็นรูป, ๔ ขันธ์ นอกนน้ั เป็นนาม) อีกอย่างหน่ึง จัดเข้าในปรมัตถธรรม ๔ : วิญญาณขันธ์เป็นจิต, เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ เป็นเจตสิก, รูปขันธ์ เป็นรูป (ส่วน นิพพาน เป็นขันธวินิมุต คือพ้นจากขันธ)์
อทุ ยานพุทธรรมสกิ ขา จากอดตี ถึงปัจจุบนั สานต่อสูอ่ นาคต ๖๗ เบญจศีล เบญจธรรม ศีลเป็นธรรมะข้ันพื้นฐานของมนุษย์เรียกว่า “มนุษยธรรมหรือเทวธรรม” คําว่า “พ้ืน” เป็นสิ่งสําคัญอย่างย่ิง เวลาคนจะทําอะไรจะพิจารณาถึงพ้ืนเดิมของสิ่งน้ันและทํา พ้นื ให้ดี เพราะถา้ พ้นื ไม่ดี เชน่ ตึกรามบา้ นชอ่ งใหญโ่ ตทเี่ ราเห็นอยู่ทั่วไป ต้องมีพื้นท่ีมั่นคง ต้องตอกเสาเข็มลงรากฐานให้แข็งแรงไม่เช่นนั้นจะทรุด ส่งผลไปยังส่วนอ่ืนๆ ให้ได้รับ ความเสียดายมากมาย คนเรา ถ้าพ้ืนดีทําอะไรก็ดี ไม่ว่าจะเล่าเรียนหนังสือหรือเป็นข้าราชการ เป็น พ่อค้า ชาวนา ชาวสวน ก็มีแต่ความเจริญก้าวหน้าตั้งอยู่ในสุจริตธรรม ต่างจากคนพื้น เสีย ที่ทําอะไรไม่เจริญ ศีลจึงเป็นพื้นฐานคุณงามความดีที่ต้องมี เป็นพื้นฐานคุณธรรม อน่ื ๆ เกิดข้นึ และเจรญิ ยิง่ ขนึ้ เบญจศีล หรือศีล ๕ ท่ีเป็นพ้ืนฐานของมนุษย์ คือความประพฤติชอบทางกาย และวาจา, การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย, การรักษาปกติตามระเบียบวินัย, ข้อปฏิบัติ ในการเวน้ จากความช่วั , การควบคมุ ตนใหต้ ั้งอยู่ในความไม่เบียดเบยี น ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี แปลว่าเว้นจากการปลงชีวิต, เว้นจากการฆ่าการ ประทษุ ร้ายกนั ๒. อทินฺนาทานา เวรมณี แปลวา่ เว้นจากการถอื เอาของที่เขามไิ ด้ให้, เว้นจาก การลกั โกง ละเมดิ กรรมสิทธ์ิ ทําลายทรพั ย์สนิ ๓. กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี แปลวา่ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม, เวน้ จาก การล่วงละเมิดสิ่งทผ่ี ูอ้ น่ื รักใครห่ วงแหน ๔. มุสาวาทา เวรมณี แปลว่าเวน้ จากการพดู เท็จ โกหก หลอกลวง ๕. สรุ าเมรยมชชฺ ปมาทฏฺฐานา เวรมณี แปลวา่ เวน้ จากนํ้าเมา คอื สรุ าและเมรัย อันเป็นที่ตง้ั แห่งความประมาท, เว้นจากส่งิ เสพตดิ ให้โทษ ศลี ๕ ขอ้ นี้ ในบาลีช้ันเดิมส่วนมากเรยี กว่า สิกขาบท ๕ คอื ขอ้ ปฏบิ ัตใิ นการฝึก ตนบา้ ง ธรรม ๕ บา้ ง เม่ือปฏบิ ัติได้ตามนี้ กช็ ่อื ว่าเปน็ ผู้มีศลี คือเปน็ เบอื้ งตน้ ทจี่ ัดวา่ เปน็ ผู้ มีศีล คําว่า เบญจศีล ที่มาในพระไตรปิฎก ปรากฏในคัมภีร์ช้ันอปทาน และพุทธวงส์ ต่อมาในสมัยหลัง มีช่ือเรียกเพิ่มข้ึนว่าเป็น นิจศีล คือศีลท่ีคฤหัสถ์ควรรักษาเป็นประจํา บ้าง วา่ เป็นมนุษยธรรม คือธรรมของมนษุ ย์หรือธรรมทท่ี ําให้เป็นมนุษย์บ้าง องค์ประกอบของการละเมิดศีล บุคคลจะชื่อว่าละเมิดศีลหรือศีลข้อนั้นๆ จะ ขาด ต่อเมื่อกระทาํ การครบองคท์ งั้ หมดของการละเมดิ ดังนี้ ศีลข้อ ๑ ปาณาติบาต มีองค์ ๕ คือ ๑.สัตว์มีชีวิต ๒. รู้อยู่ว่าสัตว์มีชีวิต ๓. จิต คดิ จะฆ่า ๔. มคี วามพยายาม ๕. สัตว์ตายด้วยความพยายามนนั้
อทุ ยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดีต ถงึ ปจั จบุ นั สานต่อสอู่ นาคต ๖๘ ศีลข้อ ๒ อทินนาทาน มีองค์ ๕ คือ ๑. ของผู้อ่ืนหวงแหน ๒.รู้อยู่ว่าเขาหวงแหน ๓. จติ คิดจะลัก ๔. มคี วามพยายาม ๕. ลกั ของไดด้ ว้ ยความพยายามนนั้ ศีลข้อ ๓ กาเมสุมิจฉาจาร มีองค์ ๔ คือ ๑.สตรีหรือบุรุษท่ีไม่ควรละเมิด ๒. จิต คิดจะเสพ ๓. มคี วามพยายามในการเสพ ๔. ยงั มรรคคอื อวัยวะสบื พันธใ์ ห้ถงึ กนั ศีลข้อ ๔ มุสาวาท มีองค์ ๔ คือ ๑. เร่ืองไม่จริง ๒. จิตคิดจะกล่าวให้ คลาดเคลื่อน ๓. มคี วามพยายามเกิดจากจติ ทค่ี ดิ จะกล่าวให้คลาดเคลื่อนน้ัน ๔. ผู้อ่ืนเข้า ใจความที่พูดนั้น ศีลข้อ ๕ สุราเมรัย มีองค์ ๔ คือ ๑. ส่ิงน้ันเป็นของเมา ๒. จิตใคร่จะด่ืนจะเสพ ๓. มีความพยายามเกิดจากจิตที่ใคร่จะด่ืมจะเสพน้ัน ๔. กลืนหรือเสพให้ล่วงลําคอหรือ เข้าสู่ร่างกาย สัตว์ทุกประเภท รักชีวิต รักสุขเกลียดทุกข์ เป็นเพ่ือนร่วมโลก เกิดแก่เจ็บตาย เหมอื นกนั จึงไม่ควรเบียดเบียนกัน โทษมากหรอื น้อยในอรรถกถาไดแ้ สดงหลักวินิจฉยั ดงั นี้ ปาณาติบาต ว่ามีโทษน้อยหรือโทษมาก ประกอบด้วย ๑. คุณ คอื สตั วท์ ีม่ คี ุณมาก ก็มีโทษมาก สัตว์มีคุณนอ้ ยหรือไม่มคี ุณ ก็มีโทษน้อย เชน่ ฆา่ พระอรหนั ตม์ ีโทษมากกว่าฆา่ ปุถชุ น ฆา่ สัตวช์ ่วยงาน มโี ทษมากกว่าการฆา่ สัตว์ดุ รา้ ย เป็นต้น ๒. ขนาดกาย สําหรบั สตั วจ์ ําพวกดิรัจฉานทไ่ี มม่ คี ณุ เหมอื นกนั ฆ่าสัตว์ใหญม่ ี โทษมาก ฆ่าสัตว์เลก็ มีโทษนอ้ ย ๓. ความพยายาม มีความพยายามมากในการฆา่ มโี ทษมาก มคี วามพยายาม นอ้ ย มีโทษนอ้ ย ๔. กเิ ลสหรอื เจตนา กเิ ลสหรือเจตนาแรง มโี ทษมาก กิเลสหรอื เจตนาออ่ น มี โทษนอ้ ย เช่นฆา่ ด้วยโทสะหรือจงใจเกลียดชัง มโี ทษมากกว่าฆ่าด้วยป้องกันตวั เป็นตน้ แม้ในศีลขอ้ อนื่ ๆ ท่านก็กล่าวถึงการละเมิดท่ีมโี ทษมากหรอื โทษน้อยไวแ้ นว เดียวกัน เช่น อทนิ นาทาน มโี ทษมากหรือนอ้ ย ตามคุณค่าของสงิ่ ของ คณุ ความดขี องเจ้าของ และความพยายามในการลัก การเมสมุ จิ ฉาจาร มีโทษมากหรอื น้อย ตามคุณความดีของคนทถ่ี ูกละเมิด ความ แรงของกิเลสและความเพยี รพยายาม มุสาวาท มโี ทษมากหรือน้อย แลว้ แต่ประโยชน์ท่ีจะถูกตัดรอน เปน็ เร่อื งใหญ่ หรือเร่อื งเล็กน้อย แลว้ แตผ่ พู้ ดู เชน่ คฤหัสถ์จะไม่ให้ของของตน พูดไปวา่ ไม่มี ก็ยังมีโทษ
อุทยานพุทธรรมสิกขา จากอดีต ถึงปจั จุบัน สานต่อสอู่ นาคต ๖๙ นอ้ ย แต่ถา้ เป็นพยานเทจ็ มีโทษมาก สําหรบั บรรพชติ พูดเล่นมีโทษนอ้ ย จงใจบอกของ ที่ไมเ่ คยเห็นว่าเหน็ มีโทษมาก สรุ าเมรยั การด่ืมของเมา มีโทษมากนอ้ ย ตามอกศุ ลจิตหรอื กิเลสในการท่จี ะดื่ม ตามปรมิ าณที่ด่ืม และตามผลท่ีจะกอ่ ใหเ้ กิดการกระทําผิดพลาดช่ัวร้าย เบญจธรรม ธรรม ๕ ประการพื้นฐานของชีวิต วิธีการดําเนินชีวิตเชิงบวก ๕ ข้อ เรยี งตามลําดับใหเ้ ข้าค่กู บั ศลี ๕ คือ ๑. เมตตาและกรุณา ๒. สัมมาอาชีวะ (รวมเอา ทาน การให้การเสียสละเข้าด้วย) ๓. กามสังวร คอื ความรู้จกั ยบั ย้ังควบคมุ ตนในทางกามารมณ์ หรอื เร่อื งรัก ใคร่ ไมใ่ หผ้ ดิ ศีลธรรม (บางทา่ นเลอื กเอา สทารสันโดษ คอื ความยนิ ดีด้วยคู่ครองของตน) ๔. สัจจะ การรักษาสัจจะ ๕. สติสัมปชัญญะ (รวมเอา อปั ปมาท คือความไม่ประมาท ซ่ึงได้ความ เกอื บไม่ต่างกัน) จากเหตุการณ์ในสังคมปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าคดีฆ่ากัน คดีเกี่ยวกับทรัพย์การ ฉ้อโกง ปัญหาครอบครัวเรื่องชู้สาว คดีหมิ่นประมาทและข้อพิพาทในสังคมออนไลน์ นักเลงคยี ์บอร์ด และคดีสิ่งเสพติดและอุบัติเหตุท่ีเกิดจากการขาดสติ ล้วนเกิดจากการไม่ ปฏิบัติหลักมนุษยธรรมหรือเบญจศีล เบญจธรรม ฉะน้ันถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาก็จะ วนิ าศ
อทุ ยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดีต ถงึ ปัจจุบัน สานตอ่ สอู่ นาคต ๗๐ มหาสถานที่ ๖ “สระมจุ ลินท”์ 9 ณ ภมู ภิ าคพืน้ สถาน พฤกษ์พรา่ งโอฬาร มสี ระชอ่ื มจุ ลนิ ท์ มจี อมนาคนิ ทร์ ขนดกายา ฝนตกเจด็ วันอาจณิ พระเศยี รเวยี นวน จติ เกดิ เลือ่ มใสศรัทธา พระผเู้ วน้ วาง เล้อื ยร่างจากสระขน้ึ มา พันรอบพระทศพล แผพ่ งั พานปกเบื้องบน ปอ้ งผองภยั ทว่ั สรรพางค์ ขา้ ฯ ขอกม้ กราบบาทางค์ ทางบาปดว้ ยเกลา้ โดยดฯี .............................. 9 กาพยฉ์ บัง ๑๖, ประพันธโ์ ดย พ.อ. ศรณั ยภมู ิ ผพู้ งึ่
อทุ ยานพทุ ธรรมสิกขา จากอดตี ถงึ ปัจจุบนั สานต่อสูอ่ นาคต ๗๑ มหาสถานท่ี ๗ “ตน้ ราชายตนะ” พระพุทธเจ้าเสวยวิมุติสุขภายใต้ต้นราชายตนะ (ต้นเกด) ตลอด ๗ วัน แล้วสมเด็จอมรินทราธิราชนําผลสมอมาถวาย และได้มีพาณิชสองพี่น้อง ช่ือตปุสสะ และภัลลิกะ มาถวายข้าวสัตตุผงและสัตตุก้อน พร้อมประกาศตนขอเป็นอุบาสกคู่แรก ในพระพุทธศาสนา เป็นผู้เข้าถึงรัตนะ ๒ ประการ คือ พระพุทธและพระธรรมเป็นท่ีพึ่ง ท่ีระลึก โดยมีท้าวจตุโลกบาล ถวายบาตรศิลาเพื่อให้ทรงรับข้าวสัตตุผงและข้าวสัตตุ กอ้ น
อุทยานพุทธรรมสกิ ขา จากอดีต ถงึ ปจั จบุ ัน สานตอ่ ส่อู นาคต ๗๒ บคุ คล ๔ ประเภท เทยี บกบั ดอกบวั ๔ เหล่า ๔๙ วันล่วงแล้วหลังการตรัสรู้ และการเสวยวิมุตติสุข สมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจ้าได้เสด็จกลับไปประทับยังต้นอัชปาลนิโครธ มารผู้มีบาปมาทูลเชิญให้ปรินิพพาน แล้วทรงพิจารณาไม่พบว่าจะมีผู้ใดเป็นครูอาจารย์ของพระองค์ได้นอกจากพระ โลกุตรธรรม จากน้ันทรงพิจารณาพระธรรมท่ีตรัสรู้แล้ว ทรงพบว่ามีความสุขุมคัมภีร ภาพมาก สัตว์ท่ัวไปไม่อาจรู้ตามได้ง่าย นอกจากบัณฑิตท่ีมีความพร้อมอันอุดม เพราะ สัตว์ส่วนมากติดลึกอยู่ในกิเลส ถ้าประกาศธรรม ไปก็จะเหน็ดเหน่ือยเปล่า จึงทรงพระ ดําริขวนขวายน้อย (เรียกว่า อัปโปสุกกิจ) จะไม่ทรงสอน ซ่ึงเป็นพุทธประเพณีของ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ เน่ืองจากทรงรู้ว่าดําริเช่นนี้แล้ว ท้าวมหาพรหมที่โลกบูชาจะ มาทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรมและเมื่อชาวประชารู้แล้วจะพากันเคารพพระธรรม พระดํารินั้นล่วงรู้ถึงท้าวสหัมบดีพรหม มหาพรหมถึงกับเปล่งคําว่า “โลกจักฉิบหาย แล้ว” เหล่าเทพได้สดับแล้วตกใจรีบมาสอบถาม รู้แล้วก็ปรึกษากันว่าควรที่จะไปเข้าเฝ้า กราบทูลอาราธนาให้ทรงประกาศธรรม เหตุผลในการกราบทูลให้แสดงธรรม คือบุคคลผู้ พร้อมตรัสรู้ตามมีอยู่ หากไม่ตรัสธรรม พวกเขาก็ย่อมเสียโอกาส และพระธรรมท่ีมีอยู่ใน มคธรัฐตอนนี้น้ัน ไม่บริสุทธิ์ มีมลทิน ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่ออมตมหา นฤพาน พระผู้มีพระภาคทรงรับคําทูลอาราธนาของพรหมแล้วทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธ จักษุทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายว่ามีกิเลสหนาบางต่างกัน บางพวกสอนง่าย บางพวกสอนยาก โดยทรงเห็นเป็นอุปมาอุปไมยซ่ึงปรากฎเฉพาะในชั้นพระบาลีว่า เหมือนในหนองบัวอุบล บวั ปทมุ บัวบุณฑรกิ ๔ เหลา่ คอื ๑. ดอกบัวบางเหล่าก็งอกข้ึนมาพ้นนํ้าเกือบใกล้จะบาน ปทุมชาติเหล่านี้ที่งอก ขึน้ พ้นจากน้ํา คอยสรุ ยิ รงั สสี มั ผัสกจ็ ะบานในวนั นี้ ๒. ดอกบัวบางเหล่ากเ็ จริญขึน้ มาพอเสมอหลังน้ํา กจ็ ะบานในวันพรงุ่ น้ี ๓. ดอกบัวบางเหล่าก็งอกมีก้านเจริญ แต่ยังอยู่ภายใต้น้ํายังไม่งอกข้ึนมาเสมอ นํา้ ยงั อกี สามวันจึงจะบาน ๔. ดอกบัวบางเหล่าก็พ่ึงงอกขึ้นจากเง่ายังจมอยู่ใต้นํ้า ดอกพ่ึงงอกใหม่จากเง่า นั้น มิอาจเจริญขึ้นมาตราบเท่าจนถึงบานได้ ย่อมจะพึงวินาศฉิบหายเป็นภักษาหารแห่ง หม่มู จั ฉากัจฉปชาต(ิ ปลาและเตา่ )ทงั้ ปวงสนิ้ ดอกบัวทั้ง ๔ เหล่านี้อุปมาฉันใดก็เหมือนด้วยพระสัพพัญญูทรงพิจารณาเห็นซ่ึง สัตวโลกทงั้ หลาย ๔ จาํ พวกประจกั ษแ์ จง้ ด้วยพระพทุ ธจักษุญาณก็มีอุปไมยเหมือนบุคคล ท้งั ๔ ประเภท ดงั นี้
อุทยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดีต ถงึ ปจั จุบนั สานตอ่ สู่อนาคต ๗๓ ๑. อุคฆฏิตัญญู แปลว่า ผู้พอยกหัวข้อก็รู้ ผู้รู้เข้าใจได้ฉับพลัน แต่พอท่านยก หัวข้อข้ึนแสดงก็เข้าใจ เป็นบุคคลท่ีมีอุปนิสัยวาสนามากและบารมีแก่กล้า ได้ฟังพระ สัทธรรมเทศนาโดยนัยสังเขป แต่มาตรว่าจตุปทิกคาถา(คาถาท่ีมี ๔ บาท)บทเดียว เท่านั้น พอจบลงก็ตรสั รมู้ รรคผลโดยพลนั เปน็ ปฐม อย่างย่ิง ๒. วิปจติ ัญญ แปลวา่ ผูร้ ้ตู ่อเมื่อขยายความ ผู้รู้เข้าใจได้ต่อเมื่อท่านอธิบายความ พิสดารออกไป เป็นบุคคลที่ได้ฟังพระสัทธรรมเทศนาโดยสังเขป มิอาจบรรลุ ธรรมาภิสมัย ต่อได้ฟังการจําแนก อรรถาธิบายออกไปโดยนัยพิสดาร จึงตรัสรู้มรรคผล เปน็ มชั ฌิมา ปานกลาง อย่างโท ๓. เนยยะ แปลว่าผู้ท่ีพอจะแนะนําได้ ผู้ที่พอจะค่อยช้ีแจงแนะนําให้เข้าใจได้ ด้วยวิธีการฝึกสอนอบรมต่อไป เป็นบุคคลที่ได้สดับพระธรรมเทศนาโดยนัยสังเขปและ พิสดาร ก็มิอาจตรัสรู้พระโลกุตรธรรม ต่อกระทํามนสิการ(พิจารณาในใจอย่างแยบคาย) ด้วยอุบายปัญญาแล้วสมาคมคบหาด้วยกัลยาณมิตร บําเพ็ญกิจพากเพียร เล่าเรียนใน สมถะและวิปสั สนาสืบไป จงึ ไดส้ าํ เรจ็ มรรคผล เปน็ มทุ ุ อย่างตรี ๔. ปทปรมะ แปลว่าผู้มีบทเป็นอย่างย่ิง ผู้อับปัญญา สอนให้รู้ได้แต่เพียงตัวบท คือพยัญชนะหรือถ้อยคํา ไม่อาจเข้าใจอรรถคือความหมาย เป็นบุคคลท่ีมีอุปนิสัยบารมี ยังไม่บริบูรณ์มิควรแก่ธรรมาภิสมัย แม้นถึงได้สดับพระสัทธรรมโดยย่อและพิศดาร แล้ว เสพคบหาด้วยท่านผู้เป็นกัลยาณมิตร ประกอบกิจบําเพ็ญเพียรใน ภาวนานุโยคประ การใด ก็มิอาจบรรลุธรรมาภิสมัยในชาตนิ นั้ เป็นแท้ เปน็ หินชาติ อยา่ งต่าํ แทจ้ ริง บุคคล ๓ ประเภทแรกพระสัทธรรมเทศนาพุทธานุศาสน์อาจให้สําเร็จ ประโยชน์ อันอุดม คือมรรคผลพระอมตมหานิพพานในอัตภาพชาตินน้ี แต่ปทปรมบุคคลจําพวกที่ ๔ น้ัน พระสัทธรรมพุทโธวาท จะเป็นแต่อุปนิสัยวาสนาบารมีไปในอนาคตภายภาคหน้า ทรงพิจารณาดา้ นอ่ืนๆ กอ่ นตรสั รบั แสดงพระธรรมเทศนา ดอกบวั ๔ เหลา่ เทยี บกับบคุ คล ๔ จาํ พวก ในช้ันอรรถกถา และคัมภีร์ชั้นหลัง พระอรรถกถาจารย์และพระรจนาจารย์ ได้ แสดง ดอกบวั ๔ เหล่า (พร้อมทงั้ อธบิ ายไวว้ า่ ดอกบัวเหล่าที่ ๔ นั้นไม่ได้มาในพระบาลี) เทียบกบั บคุ คล ๔ จาํ พวกข้างตน้ ดงั นี้ (๑) ดอกบัวเหล่าท่ีพ้นนํ้ารอสัมผัสแสงอาทิตย์แล้วจะบานในวันนี้ เทียบกับ บคุ คลประเภทอุคฆฏิตญั ญู (๒) ดอกบัวเหล่าที่อยู่เสมอนํ้าจะบานในวันพรุ่งนี้ เทียบกับบุคคลประเภท วิปจิตัญญู (๓) ดอกบัวเหล่าท่ีจมอยู่ในนํ้าจะบานในวนั ที่ ๓ เทียบกบั บุคคลประเภทเนยยะ
อุทยานพุทธรรมสิกขา จากอดตี ถึงปัจจุบัน สานต่อสอู่ นาคต ๗๔ (๔) ดอกบัวเหล่าท่ีมีโรคเป็นต้นท่ียังจมน้ําจะไม่บาน ท้ังเป็นอาหารของปลา และเต่า เทียบกับบุคคลประเภทปทปรมะ สรปุ บุคคลผู้หวังความเจริญในธรรม พึงพิจารณาให้ได้คติธรรมตามกําลังสติปัญญา ดังนี้ ๑. พระสมั มาสมั พุทธเจา้ ทรงพระมหากรุณาธคิ ณุ อย่างยิ่งใหญ่ดจุ หว้ งมหรรณพ ๒. พระอรรถกถาจารย์ผู้สังฆรตนะมีปัญญาล้ําเลิศประกาศ ขยาย อรรถาธิบาย เน้ือความแห่งพระพุทธพจน์ นับเป็นหิตานหิตประโยชน์ต่อการศึกษาและปฏิบัติต่อ อนชุ นในภายหลงั ๓. บุคคลพึงพิจารณาพัฒนาตัวตนในฐานะสัตว์ผู้มีปัญญาสามารถรู้แจ้งธรรมได้ และพึงเขา้ ใจสตปิ ัญญาของเพอ่ื นมนุษย์วา่ มีระดบั แตกตา่ งกนั ๔. ดอกบัวซ่ึงเกิดข้ึนในโคลนตม แต่ไม่เป้ือนด้วยโคลนตม จึงได้รับความนิยม เปน็ ดอกไมถ้ วายเปน็ พุทธบูชา ทาํ ให้ไดพ้ ุทธานุสตเิ ปน็ ทีต่ ้งั ทกุ คร้งั ทเี่ หน็ ดอกบัว
อทุ ยานพุทธรรมสกิ ขา จากอดีต ถึงปัจจบุ นั สานตอ่ สู่อนาคต ๗๕ มหาสถานท่ี ๗ “ต้นราชายตนะ”10 ประทับสิน้ เจ็ดราตรี ใต้ต้นเกดมี ราชายตนะ นาม ถวายผลสมองาม จิตนน้ั มนั่ คง องค์อนิ ทราชสยุ าม บาตรศิลาอาํ - และสองพาณิชจํานง จารึกจติ พลอย ถวายสัตตกุ อ้ น, ผง ถึงพระพทุ ธกบั พระธรรม ท้าวจตโุ ลกบาลนํา ไพให้เพ่อื ทรงใช้สอย ขา้ ฯ กราบบาทบงสุ์บนรอย ปล้ืมปร่ิมอิ่มเอมกมล ฯ .............................. 10 กาพย์ฉบงั ๑๖, ประพนั ธโ์ ดย พ.อ. ศรัณยภมู ิ ผพู้ ึ่ง
อุทยานพทุ ธรรมสิกขา จากอดตี ถงึ ปัจจุบัน สานตอ่ สู่อนาคต ๗๖ มหาสถานท่ี ๘ “ปฐมเทศนา ปฐมสาวก ครบองคร์ ตั นตรยั ” พระพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อันเป็นปฐมเทศนา โปรดปัญจวัคคีย์ บังเกิดพระอริยสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ทําให้มีพระรัตนตรัย ครบองค์ ๓ ประการคอื พระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ณ จุดนี้เป็นจุดเร่ิมต้นแห่งการ ประกาศและขับเคลื่อนกงล้อแห่งพระสัทธรรม ให้เป็นไปเพ่ือประโยชน์เก้ือกูล เพื่อสันติ สุขแกเ่ หล่าเทวดาและมนษุ ยท์ งั้ หลายตราบจนทุกวนั น้ี
อุทยานพทุ ธรรมสิกขา จากอดีต ถึงปจั จุบนั สานตอ่ ส่อู นาคต ๗๗ ธมั มจกั กัปปวัตตนสตู ร ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นปฐมเทศนา เทศนากัณฑ์แรก ที่พระพุทธเจ้าทรง แสดงโปรดปัญจวัคคีย์ ท่ีป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในวันเพ็ญเดือน ๘ พระโกณฑัญญะ เกิดดวงตาเห็นธรรม เป็นพระสงฆ์สาวกองค์แรกในพระพุทธศาสนา เป็นวันท่ีพระ รตั นตรยั ครบบรบิ ูรณ์ บังเกิดขึน้ ในโลกครัง้ แรก ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ดําเนินเรื่องเร่ิมด้วยการปฏิเสธทางสุดโต่ง ๒ ประการ คือ กามสุขัลลิกานุโยค การประพฤติตนให้หมกมุ่นยุ่งอยู่ กับความสุขในกามที่ต่ําทราม เป็นพฤติกรรมของชาวบ้าน เป็นเรื่องของปุถุชน ไม่ใช่ของอริยชน ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์ และอัตตกิลมถานุโยค การประพฤติวัตรทรมานตนให้ลําบาก ท่ีก่อให้เกิด ทุกข์ ไม่ใช่ของอริยชน ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แล้วนําเสนอทางสายกลางท่ีเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา คือข้อปฏิบัติอันเป็นทาง ซ่ึงพระตถาคตได้ตรัสรู้พิเศษแล้ว เป็นข้อ ปฏิบัติทกี่ ่อให้เกดิ ดวงตาเหน็ ธรรม ก่อให้เกิดปัญญาเป็นไปเพื่อความสงบระงับกิเลส เพ่ือ ความรยู้ ง่ิ เพอื่ ความรแู้ จ้ง และเพ่ือความดบั ทกุ ข์ มชั ฌมิ าปฏิปทา ก็คอื อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ ๑. สัมมาทฐิ ิ ความเหน็ ชอบ ๒. สมั มาสังกัปปะ ความดํารชิ อบ ๓. สัมมาวาจา การกลา่ วชอบ ๔. สมั มากมั มนั ตะ การกระทาํ ชอบ ๕. สมั มาอาชวี ะ การเลย้ี งชีพชอบ ๖. สมั มาวายามะ ความเพยี รชอบ ๗. สัมมาสติ ความระลึกชอบ ๘. สัมมาสมาธิ ความตงั้ จติ มนั่ ชอบ ต่อมากล่าวถึงเร่ืองอริยสัจ ๔ อันประกอบด้วยคือ ๑. ทุกข์ ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย ความเศร้าโศก ความรํ่าไร ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความ คับแค้นใจ การประสบกับส่ิงท่ีไม่ชอบ การพลัดพรากจากส่ิงท่ีชอบ และการไม่ได้รับส่ิงท่ี ปรารถนา กล่าวโดยสรุปรวบยอด คืออุปาทานขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ท่ีจิตคนเราข้าไปยึดม่ัน) จัดเป็นทุกข์ หน้าท่ีต่อทุกข์คือการกําหนดรู้ ๒. ทุกข สมุทัยคือเหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา ๓ คือความทะยานอยากที่ก่อให้เกิดภพใหม่ กล่าวคือ กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม ภวตัณหา ความผูกพันท่ีมีความเห็นผิด ว่าภพเที่ยง ความอยากมีอยากเป็นและ วิภวตัณหา ความผูกพันท่ีมีความเห็นผิดว่าภพ ขาดสูญ ความอยากพรากพ้นไปจากภาวะที่ไม่ปรารถนา หน้าท่ีต่อสมุทัยคือ การละ ๓. ทุกขนิโรธ คือความดับทุกข์ ได้แก่ ความดับสนิทแห่งตัณหา หน้าท่ีต่อนิโรธคือการทําให้
อุทยานพุทธรรมสกิ ขา จากอดีต ถึงปจั จุบัน สานต่อสอู่ นาคต ๗๘ แจ้งให้บรรลุถึง ๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือข้อปฏิบัติอันเป็นทางให้เข้าถึงความดับ ทกุ ข์ หน้าทต่ี อ่ มรรคคอื การลงมอื ปฏบิ ตั ิเพ่มิ พนู ใหม้ ากข้นึ ศกึ ษาไดจ้ ากวงจรต่อไปนี้
อุทยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดีต ถงึ ปจั จบุ ัน สานตอ่ สู่อนาคต ๗๙ ญาณทสั สนะหรือปญั ญาอนั รเู้ ห็นในอริยสัจ ๔ นน้ั มรี อบ ๓ อาการ ๑๒ คือ อรยิ สจั จญาณ ทุกขอรยิ สัจ ทกุ ขสมุทัย ทกุ ขนโิ รธอริยสัจ ทกุ ขนโิ รธคามนิ ี อริยสจั ปฏิปทาอรยิ สัจ สจั จญาณ ทรงหย่ังร้วู ่าน้ีคอื ทรงหยงั่ ร้วู ่านี้ ทรงหย่งั รวู้ ่าน้ีคอื ทรงหยั่งรู้ว่าน้ีคอื (ญาณหยัง่ รูอ้ รยิ สจั ตาม ทกุ ข์ คอื ความดับทกุ ข์ วธิ ดี บั ทุกข์ สภาวะ) เหตแุ หง่ ทุกข์ กจิ จญาณ เป็นสิ่งท่คี วรรู้ เปน็ สง่ิ ทคี่ วรละ เปน็ ส่งิ ท่ีควร เปน็ สงิ่ ควรเจริญ (ญาณหยัง่ รกู้ ิจทีต่ ้องทํา) ทําให้แจ้ง หรือปฏบิ ัติ กตญาณ ทรงกาํ หนดรู้แล้ว ทรงละแลว้ ซ่งึ ทรงทําใหแ้ จง้ แล้วซง่ึ ทรงเจรญิ แลว้ ซึ่ง (ญาณหยั่งรกู้ ิจที่กระทําแล้ว) ซงึ่ เหตแุ หง่ ทุกข์ ความดบั ทุกข์ วิธดี ับทุกข์ ทุกข์ ญาณทัสนะในอริยสัจ ๔ อันมีรอบ ๓ อาการ ๑๒ ของพระองค์น้ันหมดจดดี แล้ว พระพุทธองค์จึงทรงกล้ายืนยันว่า พระองค์ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณอันยอด เยี่ยมท้ังในโลกมนุษย์ เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ หมู่สมณะ พราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ อาสวกิเลสของพระองค์ไม่กลับกําเริบข้ึนอีกแล้ว พระชาตินี้เป็นท่ีสุด จะมภี พใหม่อีกกห็ าไม่ จากหลักฐานอันมปี รากฏอยู่น้ัน พบวา่ พระสัมมาสมั พุทธเจ้าตรัสเทศนาธัมมจัก กัปปวัตตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ภิกษุทั้ง ๕ เป็นปฐมแล้ว มิได้ตรัสแสดงสูตรนี้อีกเลยตลอด ระยะเวลา ๔๕ พรรษาแห่งการตรัสเทศนาเผยแผ่พระศาสนานั้น ล้วนแต่ทรงแสดง ธรรมกถาขยายความแหง่ ปฐมเทศนาในแต่ละหมวดโดยเอกเทศ
อทุ ยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดีต ถึงปัจจุบัน สานต่อสอู่ นาคต ๘๐ มหาสถานท่ี ๘ “ปฐมเทศนา ปฐมสาวก ครบองค์รตั นตรัย”11 พระองค์ผู้ทศพล สําแดงดาลดล ธัมมจกั กปั ปวัตตนงั คือหลักอริยสัจจัง สอี่ งค์ประดัง ประดษิ ฐโ์ ดยธรรมวธิ ี หัวหนา้ เบญจวคั คีย์ จติ แจง้ สวา่ งดี บรรลุดวงตาเห็นธรรม เปน็ สงฆอ์ งคแ์ รกเลศิ ลาํ้ แหง่ พุทธศาสนน์ าํ ครบถว้ นพระรตั นตรยั ขา้ ฯ ขอกราบกรานธงชัย พิเศษสกุ ใส ด้วยจติ และกายวาจาฯ ----------------------------------- 11 กาพยฉ์ บัง ๑๖, ประพนั ธ์โดย พ.อ. ศรณั ยภมู ิ ผู้พึ่ง
อทุ ยานพทุ ธรรมสิกขา จากอดตี ถึงปัจจุบนั สานตอ่ ส่อู นาคต ๘๑ ๓. เจ้าภาพสรา้ งพระฯ และศาลาปฏบิ ตั ิธรรม12 12 ขอ้ มลู ณ วันที่ ๙ ม.ค. ๖๒
อทุ ยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดตี ถึงปจั จบุ ัน สานต่อส่อู นาคต ๘๒
อทุ ยานพุทธรรมสกิ ขา จากอดตี ถึงปัจจบุ ัน สานต่อสอู่ นาคต ๘๓ ๓. สิกขา กาํ ลังพล ครอบครวั และประชาชน เขา้ มาพักผอ่ นหยอ่ นใจ ศึกษาพุทธธรรม และจดั กิจกรรมทางพระพุทธศาสนาในอุทยานพุทธรรมสกิ ขา ดังน้ี เมอ่ื วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เวลา ๐๙๐๐ พล.ท. ณฐพนธ์ ศรีสวสั ดิ์ จก.ยศ.ทบ. ได้นาํ ขา้ ราชการและประชาชนในพน้ื ท่ี ยศ.ทบ. ไหวพ้ ระสวดมนต์ และ ประกอบพิธเี วยี นเทียนเน่ืองในวนั วสิ าขบูชา
อทุ ยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดตี ถึงปจั จบุ ัน สานต่อส่อู นาคต ๘๔
อทุ ยานพทุ ธรรมสิกขา จากอดตี ถงึ ปจั จบุ นั สานต่อสอู่ นาคต ๘๕ เม่อื วนั ที่ ๔ มิถนุ ายน ๒๕๖๒ กรมยุทธศึกษาทหารบก ได้จดั โครงการส่งเสริม ศีลธรรมเพอื่ พัฒนาคณุ ภาพชีวิต เนื่องในงาน “๑๐๐ ปกี ารอนศุ าสนาจารยท์ หารไทย” ขึ้น โดยมวี ตั ถุประสงค์ ดงั นี้ ๑. เพอื่ ถวายเปน็ พระราชกุศลแด่ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจา้ อย่หู วั พระผู้พระราชทานกจิ การอนศุ าสนาจารยไ์ ทย ๒. เพื่อถวายเปน็ พระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหา ภูมพิ ลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ๓. เพื่อเฉลิมพระเกียรตสิ มเด็จพระกนษิ ฐาธริ าชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เน่อื งในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ ๖๔ พรรษา ๔. เพ่อื สง่ เสริมใหโ้ รงเรียนเหน็ ความสําคัญของกจิ กรรมสง่ เสริมศลี ธรรมด้าน ตา่ งๆ เป็นการเสริมสร้างให้นักเรยี นมีสมาธิ มสี ติปญั ญา ส่งผลดีต่อการเรียนรู้ ๕. เพือ่ สง่ เสริมสนับสนนุ และพฒั นากิจกรรมพัฒนาผเู้ รียนสาํ หรบั นักเรยี นให้ ถูกตอ้ งเปน็ มาตรฐานเดยี วกัน ๖. เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมและประเพณีทีด่ ีงามของชาวพทุ ธใหด้ ํารงอยู่ ตลอดไป ๗. เพ่อื นาํ เงนิ บริจาคจากโครงการฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสมเดจ็ พระกนิษฐาธิราช เจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเสดจ็ พระราชกุศล สมทบทุนมลู นธิ ิอานันทมหิดล ในโอกาสอนั ควรตอ่ ไป พิธีเปิดโครงการสง่ เสริมศีลธรรมเพอื่ พฒั นาคณุ ภาพชีวิต ๑๐๐ ปีการ อศจ.ไทย
อุทยานพทุ ธรรมสิกขา จากอดตี ถงึ ปจั จุบัน สานตอ่ สู่อนาคต ๘๖ ในโอกาสน้ีสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานโล่รางวัลชนะเลิศ ตามลาํ ดบั ดังน้ี ๑. การประกวดสวดมนตห์ มฯู่ ทาํ นองสรภญั ญะ ระดบั ประถมศึกษา ๒. การประกวดสวดมนตห์ มูฯ่ ทํานองสรภญั ญะ ระดบั มัธยมศึกษา ๓. การประกวดกล่าวคําอาราธนาในพุทธศาสนพิธี ๔. การประกวดบรรยายธรรมนักเรยี น ๕. การประกวดสวดมนต์แปลบาลี-ไทย ระดบั ประถมศกึ ษา ๖. การประกวดสวดมนต์แปลบาลี-อังกฤษ ระดบั มธั ยมศึกษา
อทุ ยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดีต ถึงปจั จบุ นั สานต่อส่อู นาคต ๘๗ พ.อ. วิสิทธิ์ วิไลวงศ์ ผอ.กอศจ.ยศ.ทบ. กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการฯ พล.ท. ณฐพนธ์ ศรสี วัสดิ์ จก.ยศ.ทบ. กล่าวให้โอวาทแก่นักเรียนและเปิดโครงการฯ
อทุ ยานพทุ ธรรมสิกขา จากอดีต ถึงปจั จุบนั สานตอ่ สอู่ นาคต ๘๘ รายช่ือโรงเรียนท่สี มคั รเขา้ รว่ มกิจกรรมสง่ เสริมศลี ธรรมเพอื่ พัฒนาคณุ ภาพชีวติ กรมยุทธศึกษาทหารบก แขวงถนนนครไชยศรี เขตดสุ ติ กรงุ เทพฯ วันองั คาร ที่ ๔ มิถนุ ายน ๒๕๖๒ การประกวดสวดมนต์หมฯู่ ทํานองสรภญั ญะ ระดบั ประถมศกึ ษา ๑.โรงเรียนวดั บ้านโป่ง(สามัคคคี ณุ ปู ถมั ภ)์ จ.ราชบรุ ี ๒.โรงเรียนนคิ มสรา้ งตนเอง ๒ จ.อบุ ลราชธานี ๓.โรงเรียนเมตตาวทิ ยา จ.เพชรบรู ณ์ ๔.โรงเรยี นบา้ นหนองตะไก้ จ.ชยั ภูมิ ๕.โรงเรยี นธรรมจารนิ วี ิทยา จ.ราชบรุ ี ๖.โรงเรียนวรี ศิลป์ จ.กาญจนบรุ ี ๗.โรงเรียนบา้ นหนองปนื แตก จ.เพชรบรุ ี ๘.โรงเรยี นอนบุ าลบอ่ ทอง จ.ชลบุรี ๙.โรงเรยี นวดั ท่าพูด จ.นครปฐม ๑๐.โรงเรยี นวดั ทุ่งครุ (พงึ่ สายอนุสรณ)์ กรุงเทพฯ ๑๑.โรงเรียนวดั ดสุ ิตาราม กรุงเทพฯ ๑๒.โรงเรียนวัดราชสิทธาราม กรุงเทพฯ ๑๓.โรงเรียนวัดบางเตย กรงุ เทพฯ
อทุ ยานพุทธรรมสกิ ขา จากอดีต ถงึ ปัจจุบัน สานตอ่ ส่อู นาคต ๘๙ ๑๔.โรงเรยี นไขศรปี ราโมชอนสุ รณ์ กรงุ เทพฯ ๑๕.โรงเรยี นวดั บางเสาธง กรงุ เทพฯ ๑๖.โรงเรยี นบา้ นนายสี กรงุ เทพฯ ๑๗.โรงเรียนวัดอา่ งแกว้ (จบี ปานขาํ ) กรงุ เทพฯ ๑๘.โรงเรียนวดั กระท่มุ เสอื ปลา กรุงเทพฯ ๑๙.โรงเรียนวัดบึงทองหลาง(พทิ กั ษว์ ทิ ยาคาร) กรงุ เทพฯ ๒๐.โรงเรียนเผดมิ ศกึ ษา กรงุ เทพฯ
อทุ ยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดีต ถึงปัจจุบัน สานตอ่ สู่อนาคต ๙๐ การประกวดสวดมนต์หมู่ฯ ทํานองสรภัญญะ ระดับมธั ยมศกึ ษา ๑.โรงเรียนวดั บา้ นโปง่ (สามคั คีคุณูปถัมภ)์ จ.ราชบรุ ี ๒.โรงเรียนพนัสพทิ ยาคาร จ.ชลบุรี ๓.โรงเรยี นเดชอดุ ม จ.อบุ ลราชธานี ๔.โรงเรียนเบญจมเทพอทุ ิศจังหวดั เพชรบุรี จ.เพชรบรุ ี ๕.โรงเรียนชลกนั ยานกุ ูล จ.ชลบรุ ี ๖.โรงเรยี นธาตุนารายณว์ ทิ ยา จ.สกลนคร ๗.โรงเรยี นวรี นาถศกึ ษามลู นิธิ จ.พัทลุง ๘.โรงเรียนธรรมจารนิ วี ิทยา จ.ราชบุรี ๙.โรงเรยี นเมตตาวิทยา จ.เพชรบูรณ์ ๑๐โรงเรยี นวงั นํ้าเยน็ วิทยาคม จ.สระแกว้ ๑๑.โรงเรยี นคเู มืองวิทยาคม จ.บุรรี มั ย์ ๑๒.โรงเรียนชยั บาดาลวิทยา จ.ลพบุรี ๑๓.โรงเรียนยางวิทยาคาร จ.สุรินทร์ ๑๔.โรงเรียนสระแก้ว จ.สระแกว้ ๑๕.โรงเรียนบ้านหนองตะไก้ จ.ชยั ภูมิ
อทุ ยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดีต ถึงปัจจุบนั สานตอ่ สอู่ นาคต ๙๑ ๑๖.โรงเรียนนคิ มสรา้ งตนเอง๒ จ.อบุ ลราชธานี ๑๗.โรงเรยี นสตรวี ัดระฆงั กรุงเทพฯ ๑๘.โรงเรยี นฤทธิยะวรรณาลยั กรุงเทพฯ ๑๙.โรงเรียนศรพี ฤฒา กรุงเทพฯ ๒๐.โรงเรียนนาหลวง กรุงเทพฯ. ๒๑.โรงเรยี นวัดทุง่ ครุ (พง่ึ สายอนสุ รณ)์ กรุงเทพฯ ๒๒.โรงเรียนสวุ รรณารามวิทยาคม กรุงเทพฯ ๒๓.โรงเรียนสิริรัตนาธร กรุงเทพฯ
อทุ ยานพุทธรรมสิกขา จากอดตี ถึงปจั จบุ นั สานต่อสอู่ นาคต ๙๒ การประกวดกล่าวคาํ อาราธนาในพุทธศาสนพธิ ี ๑.โรงเรยี นพนัสพิทยาคาร จ.ชลบุรี ๒.โรงเรียนธรรมจารนิ วี ิทยา จ.ราชบรุ ี ๓.โรงเรยี นเมตตาวทิ ยา จ.เพชรบูรณ์ ๔.โรงเรยี นเดชอุดม จ.อบุ ลราชธานี ๕.โรงเรียนชลกนั ยานุกูล จ.ชลบรุ ี ๖.โรงเรยี นเตรยี มอดุ มศึกษานอ้ มเกล้าปทุมธานี จ.ปทมุ ธานี ๗.โรงเรยี นบา้ นหนองนกแก้ว จ.กาญจนบุรี ๘.โรงเรยี นวดั ใหญบ่ า้ นบ่อ จ.สมุทรสาคร ๙.โรงเรียนนาคสมุทรเดชอุดม จ.อุบลราชธานี ๑๐.โรงเรยี นธาตุนารายณว์ ทิ ยา จ.สกลนคร ๑๑.โรงเรยี นทา่ มะขามวทิ ยา จ.ราชบุรี ๑๒.โรงเรยี นไขศรีปราโมชอนสุ รณ์ กรงุ เทพฯ ๑๓.โรงเรยี นคลองกุ่ม กรงุ เทพฯ ๑๔.โรงเรียนวัดอา่ งแก้ว กรุงเทพฯ ๑๕.โรงเรียนนาหลวง กรงุ เทพฯ
อทุ ยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดตี ถงึ ปจั จบุ นั สานต่อส่อู นาคต ๙๓ ๑๖.โรงเรียนเผดมิ ศกึ ษา กรุงเทพฯ ๑๗.โรงเรยี นวดั กระทมุ่ เสอื ปลา กรงุ เทพฯ ๑๘.โรงเรียนวัดพระยาทาํ กรุงเทพฯ
อทุ ยานพุทธรรมสกิ ขา จากอดีต ถึงปจั จุบัน สานตอ่ สอู่ นาคต ๙๔ การประกวดบรรยายธรรมนกั เรยี น ๑.โรงเรียนชลกันยานกุ ูล จ.ชลบรุ ี ๒.โรงเรยี นเมตตาวิทยา จ.เพชรบูรณ์ ๓.โรงเรียนวรี ศลิ ป์ จ.กาญจนบรุ ี ๔.โรงเรยี นมธั ยมวดั ดอนตมู จ.นครปฐม ๕.โรงเรียนเบญจมเทพอุทศิ จงั หวดั เพชรบุรี จ.เพชรบุรี ๖.โรงเรียนธรรมจารินวี ทิ ยา จ.ราชบรุ ี ๗.โรงเรยี นธาตุนารายณว์ ทิ ยา จ.สกลนคร ๘.ศพ.อ.วัดใหญ่สวุ รรณาราม จ.เพชรบุรี ๙.ศพ.อ. วัดใหญ่อินทาราม จ.ชลบรุ ี ๑๐.ศพ.อ.วดั สวา่ งอารมณ์ จ.เพชรบรู ณ์ ๑๑.ศพ.อ. วดั วังขนายทายกิ าราม จ.กาญจนบุรี ๑๒.ศพ.อ.วดั ทุง่ ครุ กรุงเทพฯ ๑๓.โรงเรยี นเผดมิ ศกึ ษา กรุงเทพฯ ๑๔.โรงเรียนสตรีวิทยา กรุงเทพฯ ๑๕.โรงเรยี นไขศรีปราโมชอนสุ รณ์ กรงุ เทพฯ ๑๖.โรงเรียนสาธติ สวนสนุ นั ทา กรุงเทพฯ
อทุ ยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดีต ถงึ ปจั จุบัน สานตอ่ สู่อนาคต ๙๕ ๑๗.โรงเรียนคลองก่มุ (เสรไี ทย อนุสรณ)์ กรุงเทพฯ ๑๘.โรงเรียนวัดบางเตย กรุงเทพฯ ๑๙.โรงเรยี นวดั ทุง่ ครุ กรงุ เทพฯ ๒๐โรงเรยี นนาหลวง กรงุ เทพฯ
อทุ ยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดีต ถงึ ปจั จบุ นั สานต่อสู่อนาคต ๙๖ การประกวดสวดมนต์แปลบาล-ี ไทย ระดบั ประถมศกึ ษา ๑.โรงเรียนบ้านเกาะโพธิ์ (วันคร2ู 500) จ.ชลบรุ ี ๒.โรงเรยี นวดั ช่องลาภ จ.ราชบุรี ๓.โรงเรยี นบา้ นมะขามเอน จ.ราชบุรี ๔.โรงเรียนธรรมจารินวี ทิ ยา จ.ราชบรุ ี ๕.โรงเรยี นวดั ใหญบ่ า้ นบ่อ จ.สมุทรสาคร ๖.โรงเรยี นวดั บา้ นโปง่ (สามัคคคี ณุ ปู ถัมภ)์ จ.ราชบรุ ี ๗.โรงเรยี นวดั บางเตย กรงุ เทพฯ ๘.โรงเรยี นวดั ทงุ่ ครุ(พึง่ สายอนสุ รณ)์ กรงุ เทพฯ ๙.โรงเรยี นวดั อ่างแก้ว(จบี ปานขาํ ) กรงุ เทพฯ ๑๐.โรงเรียนบ้านบางกะปิ กรงุ เทพฯ ๑๑.โรงเรยี นวัดกระทมุ่ เสอื ปลา กรงุ เทพฯ
อทุ ยานพทุ ธรรมสิกขา จากอดตี ถงึ ปจั จบุ นั สานตอ่ ส่อู นาคต ๙๗ การประกวดสวดมนตแ์ ปลบาล-ี อังกฤษ ระดบั มธั ยมศกึ ษา ๑.โรงเรียนชลกนั ยานุกลู จ.ชลบรุ ี ๒.โรงเรียนธาตนุ ารายณว์ ทิ ยา จ.สกลนคร ๓.โรงเรียนนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ ๔.โรงเรยี นวรี นาถศึกษามูลนิธิ จ.พทั ลุง ๕.โรงเรียนชยั บาดาลวิทยา จ.ลพบรุ ี ๖.โรงเรยี นพนสั พทิ ยาคาร จ.ชลบุรี ๗.โรงเรียนธรรมจารินวี ทิ ยา จ.ราชบุรี ๘.โรงเรยี นเดชอุดม จ.อุบลราชธานี ๙.โรงเรยี นเตรียมอดุ มศึกษาน้อมเกลา้ ปทุมธานี จ.ปทมุ ธานี ๑๐. โรงเรยี นสระบุรีวทิ ยาคม จ.สระบุรี ๑๑. โรงเรียนวดั ท่าพูด จ.นครปฐม ๑๒. โรงเรียนสุวรรณารามวทิ ยาคม กรุงเทพฯ
อุทยานพทุ ธรรมสิกขา จากอดตี ถึงปจั จบุ นั สานตอ่ สู่อนาคต ๙๘ ผลการจัดกจิ กรรม การประกวดสวดมนต์หมทู่ าํ นองสรภญั ญะระดบั ประถมศกึ ษา ๑. การประกวดสวดมนตห์ มู่ฯ ทาํ นองสรภญั ญะ ระดับประถมศึกษา มโี รงเรียนทไี่ ดร้ บั รางวัลชนะเลิศ คอื โรงเรยี นเมตตาวทิ ยา จังหวดั เพชรบูรณ์ ๒. การประกวดสวดมนต์หมู่ฯ ทํานองสรภัญญะ ระดับมธั ยมศึกษา มีโรงเรียนทไี่ ด้รบั รางวัลชนะเลิศ คือ โรงเรยี นพนัสพทิ ยาคาร จังหวัดชลบรุ ี ๓. การประกวดกล่าวคําอาราธนาในพุทธศาสนพิธี มีโรงเรียนทีไ่ ด้รบั รางวัลชนะเลศิ คือ โรงเรยี นธรรมจารนิ วี ิทยา จังหวดั ราชบุรี ๔. การประกวดบรรยายธรรมนกั เรียน มโี รงเรียนท่ีไดร้ ับรางวลั ชนะเลศิ คอื โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศจงั หวดั เพชรบรุ ี จ.เพชรบุรี ๕. การประกวดสวดมนตแ์ ปลบาลี-ไทย ระดบั ประถมศึกษา มีโรงเรียนทีไ่ ด้รบั รางวลั ชนะเลศิ คอื โรงเรยี นธรรมจารินวี ทิ ยา จ.ราชบุรี ๕. การประกวดสวดมนต์แปลบาลี-อังกฤษ ระดับมัธยมศกึ ษา มีโรงเรียนที่ได้รบั รางวลั ชนะเลศิ คอื โรงเรยี นเดชอดุ ม จ.อบุ ลราชธานี
อทุ ยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดตี ถึงปจั จบุ ัน สานต่อส่อู นาคต ๙๙
อทุ ยานพทุ ธรรมสกิ ขา จากอดตี ถึงปจั จบุ ัน สานต่อส่อู นาคต ๑๐๐
Search