บทที่ 1 บทนา 1. ความเป็ นมาและความสาคญั ของปัญหา เป็นการเกร่ินนาหรืออารัมภบทแสดงใหเ้ ห็นถงึ ความสาคญั และความจาเป็นท่จี ะตอ้ งทาศึกษา หรือเหตุผลที่สมควรตอ้ งมีการ ศกึ ษาปัญหาพิเศษเร่ืองน้ี โดยพยายามกาหนดปัญหาใหช้ ดั เจนท้งั ในดา้ น การเกดิ ควาการกระจายตวั ของปัญหา หรือดา้ นอ่นื ๆ ใหเ้ ขา้ ถึงขอ้ เท็จจริงของมรุนแรง ปัญหาอยา่ ง แทจ้ ริง ดว้ ยการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวขอ้ ง ตรวจสอบสถิติ สอบถามความเห็นจากบุคคลที่เกี่ยวขอ้ ง และแสวงหาเหตุผลท่ีน่าเป็นไปได้ จากทฤษฎีและสาขาที่เก่ียวขอ้ ง โดยเขียนโนม้ นา้ ว จูงใจใหผ้ อู้ ่าน คลอ้ ยตามเห็นดว้ ยวา่ ทาไมตอ้ งทาศึกษาเร่ืองน้ี เช่น ยงั ประสบปัญหาอยแู่ กไ้ ขไมไ่ ด้ โดยใชค้ วามคิด ตวั เองใหม้ ากท่ีสุด ● ปัญหา คอื ผกั ส่วนมากมกั จะมสี ารพษิ เเละ การลงทนุ ทีส่ ูง ไดผ้ ลลพั ธ์ท่ีนอ้ ย ข้อดขี องการปลกู บนดาดฟ้า ทีเ่ รียกไดว้ า่ ลงทุนนอ้ ยกวา่ แตไ่ ดผ้ ลลพั ธ์มาก ข้อเสียของการปลกู บนดาดฟ้า เป็นวธิ ีปลกู ท่ีตอ้ งดแู ลอยา่ งใกลช้ ิด ตอ้ งมคี วามรู้ ความชานาญ และ ประสบการณ์ในการดแู ลรักษา ● ความสาคัญ ใชพ้ ้นื ท่บี นดาดฟา้ หรือระเบยี งบา้ น นามาตอ่ ยอดพ้นื ทด่ี ว้ ยการสร้างความ มนั่ คงทางอาหาร และเพิ่มพ้ืนทส่ี ีเขียว โดยวธิ ีการปลกู ผกั รับประทานเอง หรือจะปลกู ขายดว้ ย อปุ กรณ์สาหรับปลูก กล็ ว้ นแต่หาง่าย ไมย่ ่งุ ยาก ไม่วา่ จะเป็น แตงโมกระถาง ถาดสาหรับปลกู ไฮโดร โปนิกส์ หรือกะลามะพร้าว ท่สี ามารถทาสวนผกั ลอยฟ้าได้ แมใ้ นพ้นื ทีจ่ ากดั มีการลงทุนนอ้ ย แต่ให้ ผลลพั ธ์ท่ีมากกวา่ ข้อดขี องปัญหา เป็นแหลง่ พกั ผอ่ นหยอ่ นใจ และเป็นแหล่งเรียนรู้ในดา้ นการผลิตอาหารของ คนเมืองได้ เเก้ไขปัญหา การลงทุน ผลลพั ท่ีจะไดม้ ามากข้ึน มีความทนทาน รากแขง็ แรงกวา่ การปลูกบนดิน สามารถใชด้ ินตอ่ ไดเ้ รื่อยๆ
2 ● สรุปเป้าหมาย และ เหตผุ ลท่ีทา ท่ีอยอู่ าศยั ของหลายๆคน มกั ไมม่ ีท่ีดินวา่ งๆหนา้ บา้ นไวป้ ลกู ผกั เพอ่ื แกป้ ัญหาสิ่งเหลา่ น้ี จึงเปลย่ี นดาดฟ้าใหม้ าเป็นสวนผกั ดงั น้นั ผศู้ กึ ษาจึงมุง่ ศกึ ษา การปลกู ผกั บนดาดฟ้า เพื่อการสร้างความมน่ั คงทางอาหาร และ เพมิ่ พ้นื ที่สีเขียว ลดมลพษิ ทาง อากาศ โดยวิธกี ารปลูกผกั รับประทานเองบนดาดฟ้า รูปแบบการเขยี น ความเป็ นมาและความสาคญั ของปัญหา ปัญหาวจิ ยั เขียนจากกวา้ งไปแคบ(ลกึ ) เขียนเรื่องทว่ั ๆ ไป กวา้ ง แคบ เขียนเร่ืองเฉพาะ สรุปช้ีใหเ้ ห็นปัญหา ท่ศี กึ ษาเพอ่ื แกป้ ัญหา กอบแกว้ ตะนะพนั ธุ.์ 2557(กนั ยายน, 26). “หลกั การเขยี น ความเป็ นมา และความสาคญั ของ ปัญหา | Kobkaew ....” [ออนไลน์]. ท่ีมา : http://kobkaewtk.wordpress.com/ 2. วตั ถุประสงค์ หมายถึงแนวทางหรือทิศทางในการคน้ หาคาตอบ เป็นเร่ืองที่ตอ้ งการทา - เป็นการกาหนดวา่ ตอ้ งการศกึ ษาในประเดน็ ใดบา้ งในเร่ืองที่จะศกึ ษาคน้ ควา้ โดยบ่ง บอกสิ่งที่จะทา ท้งั ขอบเขต และคาตอบที่คาดวา่ จะไดร้ ับ - เป็นการนาเอาความคิดของประเดน็ ปัญหามาขยาย รายละเอยี ด โดยใชภ้ าษาที่ชดั เจน เขา้ ใจง่าย เขียนเป็นขอ้ หรือเขียนรวมเป็นขอ้ เดียวกนั
3 - อยา่ นาประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะไดร้ ับมาเขียนเพราะประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะไดร้ ับเป็นผลท่ี คาดวา่ จะเกิดข้ึนหลงั จากสิ้นสุดการศกึ ษาคน้ ควา้ แนวการเขยี นวตั ถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า 1.วตั ถปุ ระสงคเ์ ขียนในรูปเป้าหมายการศกึ ษาคน้ ควา้ ไม่ใช่วธิ ีการ 2.วตั ถุประสงคส์ อดคลอ้ งกบั ช่ือเร่ือง 3.วตั ถปุ ระสงคช์ ดั เจน ไม่กากวม 4. ใหใ้ ชค้ าว่า “เพอ่ื ” คาที่ใช้สาหรบั การเขยี นวตั ถุประสงค์ เช่น เพือ่ ศกึ ษา เพื่อสารวจ เพ่ือคน้ หา เพื่อบรรยาย เพ่ืออธิบาย เพอื่ พฒั นา เพือ่ เปรียบเทียบ...กบั ... เพอื่ พสิ ูจน์ เพ่ือแสดงใหเ้ ห็น เพ่ือศึกษาความสมั พนั ธ์ เพอื่ ประเมิน เพื่อ สงั เคราะห์ เพอื่ เปรียบเทียบ....กบั ........ เพอ่ื ศึกษาอิทธิพลของ......ที่มีต่อ.. เพ่ือศกึ ษาอิทธิพล ของ...ท่ีมีต่อ... เพอื่ วิเคราะหป์ ัจจยั ท่ีมี / ส่งผล/อทิ ธิพล/ผลกระทบ... 3. สมมุตฐิ าน (ถา้ มี)
4 สมมุติฐานเป็นการคาดคะเนหรือการทายคาตอบอยา่ งมีเหตุผลท่ีคาดไวล้ ว่ งหนา้ การเขียน สมมุติฐานควรมเี หตุผลที่สาคญั คือ เป็นขอ้ ความที่มองเห็นแนวทางในการดาเนินการ 4. ขอบเขตของการศึกษา 4.1 ประชากรทใี่ ช้ในการศึกษา ประชากร หมายถึง สมาชิกทกุ หน่วยของส่ิงท่ีสนใจศกึ ษา ซ่ึงไมไ่ ดห้ มายถึงคนเพียง อยา่ งเดียว ประชากรอาจจะเป็นสิ่งของ เวลา สถานที่ ฯลฯ เช่น ถา้ สนใจความคดิ เห็นของคน ไทยที่มีต่อการเลอื กต้งั ประชากร คือ คนไทยทุกคน หรือถา้ สนใจอายกุ ารใชง้ านของเคร่ือง คอมพิวเตอร์ยห่ี อ้ หน่ึง ประชากรคือเคร่ืองคอมพิวเตอร์ยห่ี อ้ น้นั ทุกเครื่อง แต่การเกบ็ ขอ้ มลู กบั ประชากรทุกหน่วยอาจทาใหเ้ สียเวลาและค่าใชจ้ ่ายท่ีสูงมากและบางคร้ังเป็นเร่ืองท่ีตอ้ ง ตดั สินใจภายในเวลาจากดั การเลือกศกึ ษาเฉพาะบางส่วนของประชากรจึงเป็นเร่ืองที่มีความ จาเป็น เรียกวา่ “กลุ่มตวั อยา่ ง” ประเภทของประชากร จาแนกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1. ประชากรทีม่ จี านวนจากดั เป็นประชากรท่ีสามารถนบั จานวนได้ เช่น จานวน นกั ศกึ ษา จานวนนกั เรียน ฯลฯ 2. ประชากรท่ีมจี านวนไม่จากดั เช่น จานวนเมด็ ทราย ดวงดาวบนทอ้ งฟ้า ฯลฯ รูปแบบการเขยี นประชากรท่ใี ช้ในการศกึ ษา ประชากรที่ใชใ้ นการศึกษาคร้ังน้ี ไดแ้ ก่ นกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี5/8 โรงเรียนปัว จานวน ....................หอ้ งเรียน เป็นนกั เรียนท้งั ส้ิน.............คน
5 4.2 กล่มุ ตวั อย่างทใี่ ช้ในการศึกษา กลมุ่ ตวั อยา่ ง หมายถึง ส่วนหน่ึงของประชากรท่ีนามาศกึ ษาซ่ึงเป็นตวั แทนของ ประชากร การทก่ี ลุ่มตวั อยา่ งจะเป็นตวั แทนท่ดี ีของประชากรเพอ่ื การอา้ งอิงไปยงั ประชากร อยา่ งน่าเชื่อถือไดน้ ้นั จะตอ้ งมกี ารเลือกตวั อยา่ งและขนาดตวั อยา่ งที่เหมาะสม ซ่ึงจะตอ้ งอาศยั สถติ ิเขา้ มาช่วยในการสุ่มตวั อยา่ งและการกาหนดขนาดของกล่มุ ตวั อยา่ ง ประเภทของการสุ่มตวั อย่าง การสุ่มตวั อยา่ งมีหลายวธิ ี แต่ครูแนะนาการสุ่มตวั อยา่ งสาหรับนกั เรียน คือ 1. การสุ่มตวั อย่างแบบง่าย นิยมใชก้ นั 2 วิธีคือ 1.1 การจบั ฉลาก 1.2 การใชต้ ารางเลขสุ่ม 1.2.1 การจบั ฉลาก ใชก้ บั ประชากรขนาดเลก็ มขี ้นั ตอนคือ (1) เขียนบญั ชีรายช่ือ โดยรวบรวมทุกๆหน่วยของประชากรและให้ หมายเลขกากบั เช่น รายช่ือเจา้ หนา้ ที่ทุกคนในแผนก รายชอื่ นกั เรียน ทุกคนในช้นั เรียน (2) ทาฉลากหมายเลขเท่ากบั ประชากรเป้าหมายท่ีอยใู่ นบญั ชีรายช่ือ (3) นาฉลากมาเคลา้ ปนกนั ใหท้ ว่ั (4) จบั ฉลากข้ึนมาคร้ังละ 1 ใบใหค้ รบจานวนตวั อยา่ งทต่ี อ้ งการ 1.2.2 การใชต้ ารางเลขสุ่ม นิยมใชก้ บั ประชากรขนาดใหญ่ท่ีมีบญั ชีรายชื่อ ทุกหน่วยยอ่ ยของประชากรไวแ้ ลว้ โดยปกติตารางเลขสุ่มน้ีสร้างข้ึนจากการ สุ่มโดยเคร่ืองคอมพวิ เตอร์ มขี ้นั ตอนดงั น้ี (1) กาหนดขนาดตวั อยา่ งท่ีตอ้ งการสุ่ม (2) กาหนดจานวนหลกั ตวั เลขทตี่ อ้ งการสุ่ม (3) กาหนดทิศทางการอา่ นใหแ้ น่ใจวา่ จะอา่ นจากขวาไปซา้ ย หรือบนมาล่าง
6 (4) หาเลขเริ่มตน้ โดยการสุ่มเช่นสุ่มตวั เลขโดยกาหนดในใจวา่ จะเลือกตวั เลขใด (5) เรียกเลขสุ่มจนครบตามจานวนตวั อยา่ งจึงหยดุ 2. การสุ่มตวั อย่างแบบเป็ นระบบ เป็นการสุ่มตวั อยา่ งจากหน่วยยอ่ ยของประชากรที่มี ลกั ษณะใกลเ้ คียงกนั มีข้นั ตอนการสุ่มดงั น้ี 2.1 สุ่มหน่วยเริ่มตน้ 2.2 คานวณระยะห่างของหน่วยต่อไป ระยะห่างระหว่างหมายเลข ( ) จานวนประชากรท้ังหมด ( คน) จานวนกล่มุ ตวั อย่าง ( คน) 2.3 นบั ระยะห่างเท่าๆ กนั เช่น 10 , 20 , 30 ... 2.4 กาหนดหมายเลขตวั อยา่ งดงั น้ี เลขเร่ิมตน้ 10 ตวั อยา่ งเช่น มปี ระชากร 800 คน ตอ้ งการตวั อยา่ ง 80 คน 2.5 สุ่มเลขเริ่มตน้ หรือจบั สลากกไ็ ดใ้ น 800 คน สมมุติไดเ้ ลข 5 ดงั น้นั จึงสุ่มทุกๆ 10 คน สุ่มจนไดค้ รบจานวนกลุ่มตวั อยา่ ง รูปแบบการเขยี นกลุ่มตวั อย่างท่ใี ช้ในการศึกษา กลมุ่ ตวั อยา่ งท่ีใชใ้ นการศกึ ษาคร้ังน้ีเป็นนกั เรียน(ท่ี...)ระดบั ช้นั ...................................... โรงเรียน....................................... ปี การศกึ ษา 2565 จานวน 5 คน (นคร เสรีรักษ์และภรณี ดีราษฎร์วเิ ศษ , 2555 อ้างถงึ ใน กอบแก้ว ตะนะพนั ธ์ุ , 2557.) 4.3 เนื้อหาทใี่ ช้ในการศึกษา
7 เน้ือหาที่ใชใ้ นการศึกษาเป็นเน้ือหาท่ีเลอื กจากปัญหาที่พบในโรงเรียนหรือเรื่องที่นกั เรียนสนใจ คือ .......................(ระบุเร่ืองที่นกั เรียนสนใจ ต้งั ชือ่ เรื่อง)......................... 4.4 ระยะเวลา ระยะเวลาที่ใชใ้ นการศกึ ษาคร้ังน้ี ดาเนินการในปี การศกึ ษา 2565 5. ประโยชน์ทีค่ าดว่าจะได้รับ เป็นความสาคญั ของการศกึ ษาที่ผศู้ ึกษาพจิ ารณาว่าการศกึ ษาเร่ืองน้นั ทาใหท้ ราบผลการศึกษา เรื่องอะไร และผลการศกึ ษาน้นั มปี ระโยชนต์ ่อใคร อยา่ งไร เช่น การระบุประโยชน์ที่เกิดจากการนาผล การศึกษาไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้ หรือนาไปเป็นแนวทางในการปฏบิ ตั ิ หรือแกป้ ัญหา หรือพฒั นาคุณภาพ หลกั ในการเขียนมดี งั น้ี 1. ระบุประโยชน์ที่อาจเกิดจากผลที่ไดจ้ ากการศกึ ษา 2. สอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงคแ์ ละอยใู่ นขอบเขตของการศึกษาท่ีไดศ้ ึกษา 3. ในกรณีที่ระบุประโยชนม์ ากกว่า 1 ประการ ควรระบุเป็นขอ้ 4. เขียนดว้ ยขอ้ ความส้นั กะทดั รัด ชดั เจน 5. การระบุน้นั ผศู้ ึกษาตอ้ งตระหนกั ว่ามีความเป็นไปได้ การศกึ ษาคน้ ควา้ ทุกเร่ือง ผศู้ กึ ษาว่าผลการศกึ ษาจะก่อใหเ้ กิดประโยชนอ์ ยา่ งไร ประโยชนข์ อง การศึกษามีไดห้ ลายลกั ษณะ เช่น การนาผลการศกึ ษาไปใชใ้ นการกาหนดนโยบาย ปรับปรุงการ ปฏิบตั ิงาน ใชเ้ ป็นแนวทางการตดั สินใจ การแกป้ ัญหา หรือศึกษาคน้ ควา้ ต่อไป คาท่ใี ช้สาหรับการเขยี นประโยชน์ทีค่ าดว่าจะได้รับ เช่น 1. เพ่ือเป็นแนวทางในการพฒั นา.......................................... 2. ไดท้ ราบถงึ สาเหตุ( ทศั นคติ ) ของนกั เรียน.............................ท่ีม.ี .........
8 3. เป็นแนวทางในการ...........................................( เช่น ศึกษาปัญหาต่างๆ ท่ีมีในโรงเรียน) 4. นกั เรียนมคี วามพงึ พอใจต่อ...................... 5. ผลการศกึ ษาที่พบ ช่วยใหเ้ กิด(องคค์ วามรู้ใหม่ วธิ ีการใหม่ แนวทางใหม่ การจดั การเรียนรู้ ใหม่) ใน........ (นิภา ศรีไพโรจน์ , 2556 อ้างถึงใน กอบแก้ว ตะนะพนั ธ์ุ , 2557.)
9 บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กย่ี วขอ้ ง (เกรน่ิ นา) การศึกษาในครง้ั นี้ ผ้ศู ึกษาไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวิจัยทเ่ี กยี่ วข้อง โดยแบง่ เนอ้ื หาของ เอกสารและงานวจิ ยั ออกเป็นหัวขอ้ ต่างๆ ดงั นี้ 1. ความหมายของ... ( ตวั แปรทีศ่ ึกษา : ถ้ามมี ากกว่า 1 ให้แยกขอ้ ) 2. แนวคิด/ทฤษฎีในเรอ่ื ง... ( ตัวแปรทีศ่ กึ ษา : ถ้ามีมากกวา่ 1 ใหแ้ ยกข้อ) 3. ความสาคัญของ... ( ตัวแปรที่ศึกษา : ถ้ามมี ากกวา่ 1 ให้แยกข้อ) 4. องค์ประกอบของ... ( ตวั แปรท่ศี ึกษา : ถ้ามมี ากกวา่ 1 ใหแ้ ยกข้อ) 5. งานวิจยั ท่เี ก่ียวขอ้ ง 5.1 งานวิจัยในประเทศ 5.2 งานวิจยั ตา่ งประเทศ นามาจาก ••ตารา••บทความทางวชิ าการ••ส่ิงพมิ พต์ ่าง ๆ
10 บทที่ 3 วธิ ีดาเนินการศึกษาค้นคว้า (เกร่ินนา) ในการศกึ ษาคร้ังน้ี ผศู้ ึกษาไดท้ าการศกึ ษา..............................(ชื่อ เรื่อง)........................ซ่ึงมีวิธีการดงั น้ี 1. ระเบียบวธิ ีทีใ่ ช้ในการศึกษา ในการศึกษาใชร้ ูปแบบการสารวจ สืบคน้ ขอ้ มูล จากหนงั สือ อินเตอร์เน็ต และตอบ แบบสอบถาม 2. ประชากร/กลุ่มตวั อย่าง 2.1 ประชากร ประชากรที่ใชใ้ นการศกึ ษาคร้ังน้ี เป็นนกั เรียนระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี........(ตามตวั อยา่ ง ของนกั เรียน)...... โรงเรียนปัว ปี การศกึ ษา 25... จานวน.................หอ้ งเรียน เป็นนกั เรียน ท้งั สิ้น........คน 2.2 กลุ่มตวั อย่าง ใหเ้ ขยี นวา่ กลมุ่ ตวั อยา่ งไดม้ าโดยวิธีใด มีข้นั ตอนอย่างไรบา้ ง
11 กลุม่ ตวั อยา่ งท่ีใชใ้ นการศกึ ษาคร้ังน้ีไดแ้ กน่ กั เรียนระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี..(ตามตวั อยา่ งของ นกั เรียน)..... โรงเรียนปัว ปีการศกึ ษา 25... จานวน............หอ้ งเรียน เป็นนกั เรียน ท้งั ส้ิน........คน ไดม้ าโดยสุ่มอยา่ งง่าย เพือ่ ตอบแบบสอบถามที่สร้างข้ึน 2.3 ระยะเวลาท่ใี ช้ในการศึกษา ระยะเวลาท่ีใชใ้ นการศกึ ษา ในปีการศกึ ษา 25... 3. วธิ ีดาเนินการศึกษา ผศู้ กึ ษาไดด้ าเนินการตามข้นั ตอนดงั น้ี 3.1 กาหนดเร่ืองท่ีจะศกึ ษา โดยสมาชิกท้งั ..... คน ประชุมร่วมกนั และร่วมกนั คิดและ วางแผน ว่าจะศกึ ษาเรื่องใด ( สมาชิกกลมุ่ ท้งั ..... คน ไดม้ าโดยนาผลการเรียนวชิ าภาษาไทยพ้นื ฐาน มาจดั แบ่งกล่มุ เก่ง กลาง ออ่ น) 3.2 สารวจปัญหาท่ีพบในโรงเรียน ซ่ึงมที ้งั ปัญหาดา้ นผเู้รียน ครูผสู้ อน อาคาร สถานที่ สิ่งแวดลอ้ มในโรงเรียน ฯลฯ 3.3 เลือกเร่ืองท่ีจะศึกษา โดยเลอื กเรื่องท่ีสมาชิกมีความสนใจมากท่ีสุด เพ่อื เป็นแรงจูงใจใน การคน้ หาคาตอบ 3.4 ศกึ ษาแนวคิดในการแกป้ ัญหา ( ในขอ้ น้ียงั ไมส่ ามารถดาเนินการไดเ้ น่ืองจาก การเรียน รายวชิ า IS1 เวลามจี ากดั ผศู้ กึ ษาจึงทาไดเ้ ฉพาะการสารวจความคิดเห็นและสร้างเครื่องมือ (แบบสอบถาม) ศกึ ษาเพยี งเพ่ือใหม้ คี วามรู้ ความเขา้ ใจ เรื่องกระบวนการวจิ ยั เท่าน้นั 3.5 ต้งั ช่ือเร่ือง 3.6 สมาชิกท้งั ..... คนของกลุ่ม พบครูผสู้ อนเพอ่ื ปรึกษา วางแผนและรับฟังความคิดเห็น ปรับปรุงแกไ้ ข
12 3.7 เขียนความสาคญั ความเป็นมาของปัญหา วตั ถปุ ระสงค์ สมมุติฐาน ขอบเขตการวจิ ยั และ ประโยชน์ทีค่ าดว่าจะไดร้ ับ โดยศกึ ษาขอ้ มูลจากหนงั สือ วิทยานิพนธแ์ ละสืบคน้ ขอ้ มลู จาก อินเตอร์เน็ต และจดบนั ทึกในโครงร่างรายงานเชิงวิชาการ (ตามใบงาน) 3.8 สร้างเครื่องมอื ท่ีเป็นแบบสอบถาม จานวน............ขอ้ 3.9 นาเคร่ืองมือที่ปรับปรุงแลว้ ไปใชก้ บั กลุ่มตวั อยา่ ง 3.10 รวบรวมขอ้ มลู 3.11 วิเคราะห์ขอ้ มลู 3.12 สรุปการศึกษา 4. เครื่องมือทีใ่ ช้ในการศึกษา เครื่องมือท่ีใชใ้ นการศึกษาคร้ังน้ี คือ แบบสอบถาม ( หรือแบบประเมินความพงึ พอใจ) 1 ฉบบั ซ่ึงมีรายละเอยี ดดงั น้ี 4.1 ออกแบบแบบสอบถาม เรื่อง ............................................................................โดยขอคาแนะนาจากท่ี ปรึกษาหรือผสู้ อน โดยเตรียมร่างขอ้ คาถาม มลี กั ษณะเป็นขอ้ คาถามจานวน...............ขอ้ เป็นแบบ มาตราส่วนประมาณ 5 ระดบั คือ 5 หมายถงึ เห็นดว้ ยมากท่ีสุด 4 หมายถงึ เห็นดว้ ยมาก 3 หมายถึง เห็นดว้ ยปานกลาง 2 หมายถึง เห็นดว้ ยนอ้ ย 1 หมายถึง เห็นดว้ ยนอ้ ยที่สุด การพิจารณาค่าเฉลย่ี จะใชเ้ กณฑด์ งั น้ี ค่าเฉลีย่ 4.51 – 5.00 หมายถึง เห็นดว้ ยมากที่สุด
13 ค่าเฉลยี่ 3.51 – 4.50 หมายถงึ เห็นดว้ ยมาก ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง เห็นดว้ ยปานกลาง ค่าเฉล่ีย 1.51 – 2.50 หมายถึง เห็นดว้ ยนอ้ ย ค่าเฉลีย่ 1.00 – 1.50 หมายถึง เห็นดว้ ยนอ้ ยท่ีสุด 4.2 สร้างแบบสอบถาม เร่ือง..............................................................................โดยขอคาแนะนา จากท่ีปรึกษาหรือผสู้ อน จากน้นั นามาปรับปรุงแกไ้ ข แลว้ นาไปตรวจสอบความเหมาะสม 4.3 นาแบบสอบถามเร่ือง................................................................ท่ี แกไ้ ข ปรับปรุงแลว้ ใหก้ ลุ่มตวั อยา่ งประเมนิ หลงั จากน้นั นาผลท่ีไดม้ าหาค่าเฉลย่ี 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล การศกึ ษาคร้ังน้ีไดด้ าเนินการโดยนาแบบสอบถามที่สร้างข้นึ ใหน้ กั เรียนกลุ่มตวั อยา่ งตอบ จานวน..........คน และเก็บรวบรวมขอ้ มลู จากนกั เรียน ท่ีเป็นกลุ่มตวั อยา่ ง โดยผศู้ กึ ษาท้งั ..... คน ดาเนินการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลดว้ ยตนเอง 6. การวเิ คราะห์ข้อมูล ในการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ผศู้ กึ ษาไดว้ เิ คราะหข์ อ้ มูล ดงั น้ี 6.1 นาแบบสอบถามท้งั หมดท่ีตอบโดยนกั เรียนกลมุ่ ตวั อยา่ ง มาหาค่าคะแนนรวม 6.2 นาผลรวมมาคิดค่าร้อยละและการหาค่าเฉล่ยี 7. สถติ ทิ ใ่ี ช้ในการศึกษา สถติ ิที่ใชใ้ นการศึกษาคร้ังน้ี คือ ร้อยละและการหาค่าเฉลี่ย
14
Search
Read the Text Version
- 1 - 14
Pages: