พรอ้ มคลุกกับดนิ ลา่ งให้เข้ากนั ใชเ้ หงา้ พนั ธุอ์ ายุประมาณ 1 ปี ขึนไป ใส่หลมุ ละ 1-2 เหงา้ การปลกู ในแปลงใหญ่ นิยมไถยกรอ่ งลึกประมาณ 20-30 เซนตเิ มตร ระยะห่างรอ่ งประมาณ 70-80 เซนติเมตร จากนนั โรยดว้ ยปยุ๋ คอก และปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 เล็กนอ้ ยตามแนวยาวของรอ่ ง ก่อนวาง เหงา้ ขา่ 1-2 เหงา้ ตามความยาวของร่องท่ีระยะห่างแตล่ ะจดุ ประมาณ 70-80 เซนติเมตร แลว้ จึงคราด ดินบนกลบตลอดแนว ขอ้ แนะนาและขอ้ ควรระวัง เนอ่ื งจากข่าเปน็ พืชสมนุ ไพรที่มกี ารใชม้ าตงั แต่โบราณมาแลว้ อกี ทงั ใช้เปน็ ส่วนประกอบของอาหารทใ่ี ช้ รบั ประทานในชวี ติ ประจ้าวันหลายๆเมนู ดงั นี จงึ ไม่ค่อยพบอาการขา้ งเคยี งในการรบั ประทานขา่ แต่ อาจจะมขี อ้ ควรระวังในอาการข้างเคยี งอยู่บา้ ง ในกรณีการใชข้ ่าเป็นยาสมนุ ไพรทีใ่ ช้ทาทางผิวหนัง เนอื่ งจากบางคนอาจจะแพข้ า่ โดยอาการท่พี บกค็ อื เมื่อใชข้ า่ ทาตรงบรเิ วณทเ่ี ป็นโรคผวิ หนังแล้ว อาจจะมี อาการแสบร้อนมากก็ควรหยุดใชใ้ นทันที
20. ตะไครห้ อม ชอ่ื อ่ืนๆ/ชื่อท้องถ่นิ จะไครมะขดู , จะไครหอม (ภาคเหนอื ) , ตะไครแ้ ดง (นครศรีธรรมราช) ช่อื วทิ ยาศาสตร์ Cymbopogon nardus (L.) Rendle ชอ่ื พอ้ งวทิ ยาศาสตร์ Cymbopogon winterianus Jowitt. ช่ือสามัญ Citronella grass วงศ์ POACEAE - GRAMINEAE ถนิ่ กาเนดิ ตะไครห้ อม ตะไครห้ อมเปน็ พรรณพืชท่ีมีถ่นิ ก้าเนดิ ในบริเวณเขตรอ้ นของทวปี เอเชยี ซึง่ นา่ จะอยูใ่ นบริเวณภมู ภิ าค เอเชยี ใต้ และ เอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้ เชน่ อินเดีย ศรีลังกา พมา่ ไทย มาเลเซยี อินโดนเี ซยี เปน็ ต้น ส่วนในปจั จุบนั ได้มกี ารแพรก่ ระจายพันธไุ์ ปยงั เขตร้อนตา่ งๆทว่ั โลก และส้าหรบั ในประเทศไทย สามารถพบไดท้ ว่ั ทุกภาคของประเทศ แต่จะพบไดน้ อ้ ยกว่าตะไคร้แกง (C.Citratus Stapf) ประโยชนแ์ ละสรรพคุณตะไครห้ อม ถึงแมว้ า่ ตะไครห้ อมจะมลี กั ษณะตา่ งๆ ค่อนขา้ งที่จะคล้ายกับตะไครแ้ กงแตก่ ็นยิ มนา้ มาบรโิ ภคเหมอื น ตะไครแ้ กง ดงั นัน ในการน้ามาใชป้ ระโยชน์ จึงมีแคน่ ้ามาใชใ้ นการเกษตร และในดา้ นยาสมุนไพรเท่านัน โดยการใชป้ ระโยชนท์ างด้านเกษตรมีการใช้ นา้ มันหอมระเหยจากตะไครห้ อม ฆ่าไขแ่ ละปอ้ งกันตัวเต็ม วยั ของด้วงถวั่ เขยี ว และยังมกี ารใช้สารสกัดจากตะไครห้ อมกา้ จดั เพลียที่เข้าทา้ ลายต้นยีห่ ร่าฝรงั่ ไดอ้ ีก ดว้ ย ส่วนประโยชน์ทางด้านยาสมนุ ไพรนนั ตามต้ารายาไทยระบุถงึ สรรพคุณว่า ทังตน้ มีรสปร่า รอ้ นขม ท้าใหม้ ดลกู บบี ตัว ท้าให้แท้ง ขบั โลหติ ขบั ลมในล้าไส้ แกแ้ น่นท้อง แกร้ ดิ สีดวงในปาก เหง้า ใช้เป็นยา บีบมดลูก ขับประจ้าเดอื น ขับระดูขาว ขับปัสสาวะ ขับลมในล้าไส้ แก้จกุ เสยี ดแนน่ ทอ้ ง แกอ้ าเจียน แก้
ปากแหง้ แตก แก้แผลในปาก แกต้ านซางในลนิ และปาก บา้ รุงไฟธาตุ แก้ธาตุ แก้เลือดลมไม่ปกติ แก้ไข้ แก้ริดสดี วง ใบและกาบ น้ามากลนั่ ได้นา้ มันหอมระเหย ใช้ทาผิวหนงั กันยุง และแมลง สว่ นต้ารายาพืนบ้านระบุว่า เหง้า ลา้ ตน้ และใบ ของตะไคร้หอมนา้ มาเข้ายากบั เปลา้ ใหญเ่ ครือส้ม ลมและใบหนาดใชแ้ ก้วิงเวียน แกล้ ม แก้คลนื่ เหยี นอาเจียน นอกจากนีตะไครห้ อมยงั จดั อยู่ในตา้ รายา “พกิ ดั ตรผี ลธาตุ” ทป่ี ระกอบด้วยเครือ่ งยา 3 อย่าง คอื หัวตะไคร้หอม เหง้ากระทือ เหง้าไพล มี สรรพคุณบ้ารุงธาตไุ ฟ แก้ไขต้ วั ร้อน แกก้ ้าเดา และยาทาพระเสน้ ท่ใี ชร้ ่วมกบั สมุนไพรอีก 11 ชนิด ใชท้ า แกเ้ สน้ แกล้ มปดั ฆาฏ แกล้ มอัมพาต แก้จบั โปง แก้ตะคริว แก้เม่ือยขบ ลักษณะท่ัวไปตะไคร้หอม ตะไครห้ อมมลี ักษณะตา่ งๆ เหมือนกบั ตะไคร้แกงแทบทุกอย่างแต่มสี ว่ นทีแ่ ตกตา่ งกันคอื ดอกและกล่ิน เทา่ นัน ซงึ่ ลักษณะโดยทวั่ ไปของตะไครห้ อมมดี งั นี ตะไครห้ อมจัดเปน็ ไมล้ ม้ ลกุ อายหุ ลายปี มีความสงู ประมาณ 1-2 เมตร มเี หง้าอยู่ใตด้ นิ และมลี า้ ตน้ เทียมโผลข่ นึ มาจากเหงา้ มลี ักษณะเปน็ ข้อปล้อง รูป ทรงกระบอก ผิวเรียบ มสี ีม่วงปนแดงและมกี ลน่ิ หอมฉุนแตกตา่ งจากตะไครแ้ กง โดยจะออกเป็นกอ ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานปลายแหลม ใบยาวสากและใบโคนแผอ่ อกเปน็ กาบ มขี นขึนตรง
บริเวณโคนใบต่อกับกาบ ใบมีสีเขียว กว้างประมาณ 1-2.5 เซนตเิ มตร ยาว 60-120 เซนตเิ มตร ดอก ออกเป็นชอ่ ยาวประมาณ 1 เมตร แทงออกจากกลางต้น ดอกมสี ีน้าตาลอมแดง โดยชอ่ ดอกเป็นแบบ กระจบั ออกที่ปลายยอดของกา้ นดอก แยกเป็นหลายแขนง แตล่ ะแขนงมี 4-5 ชอ่ และมดี อกย่อยจ้านวน มาก ผลเปน็ ผลแบบแห้งตดิ เมลด็ ทรงกระบอกหรือกลม การขยายพันธุ์ตะไครห้ อม ตะไครห้ อมสามารถขยายพันธไ์ุ ด้โดยการปกั ชา้ ตน้ เหง้า สว่ นวิธกี ารปกั ช้าตน้ เหง้านนั สามารถท้าได้ เช่นเดียวกนั กบั การปกั ช้าต้นเหง้าตะไคร้ (โดยสามารถเขา้ ไปดไู ด้ในบทความเรื่องตะไคร)้ องค์ประกอบทางเคมี จากการศกึ ษาวิจยั องคป์ ระกอบทางเคมีของตะไครห้ อมพบวา่ น้ามนั หอมระเหยในตะไครห้ อมมี สว่ นประกอบที่ส้าคญั คอื camphor , borneol , cineol , eugenol , methyl eugenol , citral , dipententenre , linalool , citronellal , citronellol และ geraniol
รปู แบบและขนาดวธิ ีใช้ ใช้ขับประจา้ เดอื น ขับระดู ขบั ปสั สาวะ ขับลม แก้จกุ เสยี ดแน่นทอ้ ง โดยการนา้ เหง้ามาตม้ กบั นา้ ด่มื แก้แผลในปาก แก้ตานซางท่ลี นิ แก้ไข้ บา้ รุงธาตุ โดยการนา้ รากและเหงา้ ตม้ กับน้าดมื่ ใชเ้ ปน็ ยา ทาหรือพน่ กันยงุ และแมลงต่างๆ โดยต้าใบสดหมักในแอลอฮอล์ในอัตราสว่ น 1:1 ทาบริเวณผิวหนัง ชบุ ส้าลีแขวนเอาไว้หนา้ ประตเู ข้าออก หรอื อาจจะใช้ใบตะไคร้หอม มดั แล้วทบุ ให้ชา้ วางไวต้ ามมุมมดื ในหอ้ ง หรือใตเ้ ตียงกไ็ ด้ ในปจั จบุ ันมกี ารผลิตโลชั่นและสเปรยต์ ะไคร้หอมกนั ยงุ และแมลงมาใชแ้ ล้ว โดยสามารถ ปอ้ งกันยงุ ได้ 4-5 ชั่วโมงเลยทเี ดยี ว การศกึ ษาทางเภสชั วิทยา ฤทธ์ิขจดั รงั แค มีรายงานการศกึ ษาผลของน้ามันตะไครห้ อมซง่ึ มีฤทธต์ิ า้ นยสี ต์ทเ่ี จรญิ ไดด้ ีบนไขมัน (lipophilic yeasts) และเปน็ สาเหตขุ องการเกิดรงั แค โดยศึกษาทางคลนิ กิ ในอาสาสมคั รคนไทย 30 คน ทม่ี อี ายุระหวา่ ง 20-60 ปี ทมี่ ีอาการของการเกิดรังแคอยู่ที่ระดบั 3 เม่อื วดั ด้วย D-Squame® scale โดยการศกึ ษาครังนแี บง่ อาสมคั รออกเปน็ 3 กลมุ่ และให้ใชผ้ ลิตภณั ฑ์บา้ รุงผม (Hair Tonic) ที่ผสมนา้ มนั ตะไคร้หอม 5, 10 และ 15% วนั ละ 2 ครัง เป็นเวลา 2 สปั ดาห์ แลว้ ประเมินผลการขจดั รงั แคในวนั ท่ี 7 และ 14 ของการทดสอบ ผลการทดสอบพบวา่ ผลิตภัณฑบ์ ้ารุงผมทมี่ สี ว่ นผสมของนา้ มันตะไครห้ อม 5, 10 และ 15% มีผลลดการเกิดรงั แคได้ ในวนั ท่ี 7 (33, 75 และ 51% ตามล้าดบั ) และขจดั รงั แคไดด้ ีขนึ ในวันที่ 14 (52, 81 และ 74% ตามล้าดบั ) และยังไมท่ ้าให้เกิดอาการระคายเคอื งหรืออาการขา้ งเคยี ง ใดๆ ฤทธ์ไิ ลย่ ุงและแมลง นา้ มันตะไครห้ อม (Citronella oil) ซ่งึ เป็นน้ามนั หอมระเหยสกัดจากตน้ ตะไครห้ อม สามารถใชไ้ ลแ่ มลง และป้องกนั ยงุ ลาย ยุงกน้ ปล่อง และยุงรา้ คาญกัดได้นานประมาณ 2 ชวั่ โมงและยงั การศกึ ษาฤทธ์ิไล่ยุงของตา้ รบั นา้ มนั ตะไครห้ อม (Citronella oil) ท่ีมสี ่วนประกอบทส่ี ้าคญั คือ citronella , geraniol และ citronellol ในรปู แบบของครีม พบวา่ ต้ารับที่มีน้ามันตะไครห้ อม 17% ป้องกนั ยุงลายได้นานประมาณ 3 ช่วั โมง และเมื่อมกี ารเตมิ วานิลินซงึ่ เป็นสารเพมิ่ ความคงตวั ของนา้ มนั หอมระเหย ทา้ ใหอ้ อกฤทธไิ์ ดน้ านกว่า 4 ชั่วโมง แต่ครมี มคี วามคงตัวลดลง ส่วนต้ารับท่ีมนี ้ามันตะไคร้ หอม 14% ท่ปี ระกอบดว้ ย geraniol 52.99% ,citronella 27.35% และ citronellol 14.61% ป้องกัน ยุงลายไดป้ ระมาณ 2 ชั่วโมง เช่นเดยี วกับครีมทม่ี ีสารไล่ยุง dimethyl phthalate 20% และ diethyl toluamide 5% จ้านวนยุงทม่ี าเกาะเฉลีย่ 15 ตัว ที่เวลา 4 ช่ัวโมง และ 16 ตัว ท่เี วลา 3 ชั่วโมง ของ การทาครีมนา้ มันตะไครห้ อม และครมี สารเคมไี ล่ยงุ ตามล้าดับ
สว่ นครีมท่ีมนี ้ามนั จากใบตะไครห้ อม ความเข้มข้นร้อยละ 1.25,2.5 และ 5 มีประสิทธภิ าพในการปอ้ งกัน ยงุ กน้ ปลอ่ งไดน้ าน 2 ชัว่ โมง และที่ความเข้มขน้ ร้อยละ 10 จะป้องกนั ไดม้ ากกว่า 4 ชัว่ โมง ต้ารับครีมทีม่ ี ส่วนผสมของนา้ มันขา่ รอ้ ยละ 5 นา้ มนั ตะไคร้หอมร้อยละ 2.5 ความวานิลลินร้อยละ 0.5 มีประสทิ ธิภาพ ในการปอ้ งกนั ยุงกดั ได้นานกวา่ 6 ชวั่ โมง นอกจากนีสารสกดั เอทานอลของตะไคร้หอมผสมกับนา้ มนั มะกอกสามารถไล่ยุงลายและยงุ รา้ คาญไดน้ าน 2 ชวั่ โมง ฤทธ์ิฆา่ แมลง น้ามันหอมระเหยจากตะไครห้ อมความเขม้ ขน้ รอ้ ยละ 10 มีฤทธิไ์ ลต่ วั ออ่ นของเห็บไดน้ าน ถึง 8 ชวั่ โมง และสามารถไลต่ ัวอ่อนของเห็บพันธ์ุ Amblyomma cajennense ไดด้ ้วย ค่า EC50 และ EC90 เทา่ กบั 0.089 และ 0.343 มิลลิกรัม/ตารางเซนตเิ มตร และทคี่ วาม เขม้ ข้น 1.1 มิลลิกรัม/ตารางเซนติเมตร สามารถไลต่ ัวอ่อนของเหบ็ ไดร้ ้อยละ 90นาน 35 ช่วั โมง และสาร สกดั ด้วยเอทานอลรอ้ ยละ 10 จากต้นตะไครห้ อมแห้ง 50 กรมั /ลติ ร จะใหผ้ ลดีในการลดปรมิ าณของ หมัดกระโดดซึ่งเป็นแมลงศตั รคู ะนา้ แต่มีแนวโนม้ ทจ่ี ะทา้ ใหน้ า้ หนกั ของคะน้าลดลง สารสกดั ตะไคร้หอม ผสมกับสารสกดั จากเมลด็ สะเดา และข่า ในสดั ส่วน 10 มลิ ลลิ ิตร/น้า 1 ลติ ร มีผลลดการเข้าทา้ ลายของ เพลยี อ่อนและหนอนเจาะฝักซ่ึงเป็นแมลงศตั รูถ่วั ฝักยาว แตไ่ ม่สามารถควบคมุ การเขา้ ทา้ ลายของ แมลงวันเจาะตน้ ถั่วได้นอกจากนียงั มีฤทธไ์ิ ล่แมลงท่ีท้าลายเมล็ดข้าว ฤทธไ์ิ ลแ่ มลงวนั ผีเสอื กลางคืน และ พวกแมลงบนิ ต่างๆ ได้ดว้ ยอีก การศึกษาทางพิษวทิ ยา มีรายงานการศึกษาทางพิษวทิ ยาพบว่า เมือ่ ฉดี สารสกัดดว้ ยแอลกอฮอล์และน้าในอัตราสว่ น 1:1 จาก สว่ นของตน้ ขนาด 1 กรมั /กโิ ลกรมั เข้าทางช่องท้องหนเู ม้าส์ ไมพ่ บความเป็นพิษและยังมกี ารศกึ ษาพบว่า สารในเหงา้ ของตะไครห้ อมมีฤทธิ์บีบมดลกู และท้าใหต้ วั ออ่ นแท้งได้ ขอ้ แนะนาและข้อควรระวงั 1. สตรมี ีครรภไ์ ม่ควรรบั ประทานตะไครห้ อมทงั ในรูปแบบยาสมนุ ไพรแบบเดยี่ ว หรือ ยาต้ารับต่างๆ ทมี่ ี ตะไคร้หอมผสมอยูเ่ พราะมีฤทธ์ิบบี มดลูกและอาจท้าให้แท้งบตุ รได้ 2. ในการใช้ตะไคร้หอมในรูปแบบสเปรย์หรือโลชน่ั ทากันยงุ ไม่ควรทาบริเวณใบหนา้ หรือผวิ หนงั ทอี่ อ่ น และไม่ควรใชก้ บั ทารกหรือเดก็ อายุต่้ากวา่ 6 ขวบ 3. ในการใชต้ ะไครห้ อมเป็นสมุนไพรควรระมดั ระวังในการใช้ เช่นเดียวกันกบั สมุนไพรชนิดอนื่ โดยไมใ่ ช้ใน ปริมาณทีม่ ากจนเกินไปควรใชใ้ นปริมาณที่ต้ารบั ตา้ รายาตา่ งๆ ระบุไว้และไมค่ วรใชต้ ิดตอ่ กันเปน็ เวลานานและอาจส่งผลกระทบต่อสขุ ภาพได้ เดก็ ผ้ปู ว่ ยเรือรงั รวมถึงผู้ที่ตอ้ งรับประทานยาต่อเน่อื ง ควรปรึกษาแพทย์กอ่ นใชเ้ สมอ
21.ว่านหางจระเข้ วา่ นหางจระเข้ ชื่อสามัญ Aloe, Aloe vera, Aloin, Barbados, Jafferabad, Star cactus วา่ นหางจระเข้ ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Aloe vera (L.) Burm.f. จดั อยใู่ นวงศ์ XANTHORRHOEACEAE และ อยใู่ นวงศ์ยอ่ ย ASPHODELOIDEAE สมนุ ไพรว่านหางจระเข้ มชี อื่ ทอ้ งถิ่นอน่ื ๆ เชน่ ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนอื ), หางตะเข้ (ภาคกลาง) เป็นตน้ ต้นว่านหางจระเข้ มีถิน่ ก้าเนิดดงั เดิมในแถบชายฝ่งั ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและบรเิ วณตอนใตข้ องทวปี แอฟรกิ า โดยจัดเปน็ พรรณไมล้ ้มลุกมีอายหุ ลายปี มีความสงู ประมาณ 0.5-1 เมตร ล้าตน้ เป็นขอ้ ปลอ้ งสัน มใี บเป็นใบเดี่ยว ใบหนาและยาว อวบน้า แผ่นใบมีสีเขียว มจี ดุ ยาวสขี าวออ่ นออกเรียงเวยี นรอบตน้ โคน ใบใหญ่ ปลายใบแหลม ขอบใบหยกั มหี นามแหลมเล็ก ๆ สีขาวอยูห่ ่างกัน ข้างในใบเปน็ วุ้นสีเขยี วออ่ น ส่วนดอกว่านหางจระเข้ ออกดอกเปน็ ช่อกระจะท่ปี ลายยอด ดอกมสี แี ดงอมสเี หลือง กา้ นช่อดอกยาว โคมเชื่อมตดิ กันเป็นหลอด ปลายแยกเปน็ 6 แฉก เรียงเป็น 2 ชัน เป็นรูปแตร ส่วนผลว่านหางจระเข้ เป็น ผลแหง้ คล้ายรูปกระสวย คา้ ว่า \"อะโล\" (Aloe) มาจากภาษากรีกโบราณท่หี มายถึงวา่ นหางจระเข้ ซง่ึ เป็นค้าท่แี ผลงมาจากค้าว่า \"Allal\" ในภาษายิวทม่ี ีความหมายวา่ ฝาดหรอื ขม เพราะเมือ่ คนไดย้ ินคา้ นกี จ็ ะนึกถงึ วา่ นหางจระเขน้ ั่นเอง วา่ นหางจระเข้ปกตแิ ล้วเป็นพชื ที่ขนึ ในเขตร้อนและภายหลงั ได้แพรข่ ยายพนั ธ์ไุ ปสเู่ อเชียและยุโรป จนทุก
วันนีว่านหางจระเขก้ เ็ ป็นท่ีนยิ มของทว่ั โลกไปแลว้ โดยวา่ นหางจระเขจ้ ะมมี ากมายกว่า 300 สายพันธุ์ ซ่ึง มีตงั แต่ขนาดเลก็ กวา่ 10 เซนติเมตรไปจนถงึ สายพันธท์ุ ี่มขี นาดใหญ่ ลกั ษณะพิเศษของวา่ นหางจระเข้ก็ คือ มใี บแหลมคล้ายเข็ม มีเนอื หาและในเนอื มีน้าเมือกเหนียว เมื่อพูดถงึ สมนุ ไพรวา่ นหางจระเข้ เรามกั จะนึกถึงสรรพคุณในการรกั ษาแผลไฟไหม้ น้ารอ้ นลวก แผลสด ชว่ ยบรรเทาอาการปวดแสบปวดรอ้ น ใช้ทาเพ่ือป้องรอยแผลเปน็ มาตงั แต่เด็ก ๆ ซ่งึ สารที่สามารถใช้รักษา แผลดังกลา่ วได้เป็นสาร Glycoprotein ทม่ี ีช่อื ว่า Aloctin A เปน็ Anti-inflammatory ที่พบได้ในทกุ ๆ สว่ นของวา่ นหางจระเข้ ซึ่งนอกจากสรรพคุณดังกลา่ วแลว้ ยงั มีประโยชน์ของว่านหางจระเข้อ่ืน ๆ อกี มากมาย ไปดกู นั เลย...
สรรพคุณของว่านหางจระเข้ 1. ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน ด้วยการรับประทานเนอื วุ้น หรือจะทา้ เป็นน้าปั่นวา่ นหางจระเข้มาดม่ื ก็ ได้ กจ็ ะชว่ ยบรรเทาอาการและป้องกันโรคเบาหวานได้ 2. วา่ นหางจระเข้มสี รรพคุณชว่ ยแก้อาการปวดศรี ษะ ดว้ ยการตัดใบสดของวา่ นหางจระเขแ้ ลว้ ทา ปูนแดงดา้ นหนง่ึ แลว้ เอาด้านที่ทาปูนปดิ ตรงขมับ จะชว่ ยบรรเทาอาการปวดศีรษะได้ (ใบ) 3. วุน้ วา่ นหางจระเขม้ สี รรพคุณช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยปอ้ งกนั และลดการเกิดแผลใน กระเพาะขณะทอ้ งว่าง ชว่ ยรักษาโรคเกี่ยวกบั ระบบทางเดินอาหารต่าง ๆ 4. สรรพคณุ ว่านหางจระเขช้ ่วยแก้กระเพาะล้าไส้อกั เสบ ดว้ ยการใชใ้ บน้ามาปอกเปลอื กเอาแตว่ ุ้น นา้ มารับประทานวันละ 2 ครัง ครงั ละ 2 ชอ้ นโต๊ะ (เนือวนุ้ ) 5. ใชเ้ ปน็ ถา่ ย ยาระบาย ทีเ่ ปลอื กของว่านหางจระเข้จะมนี ้ายางสีเหลือง ในน้ายางจะมสี ารแอนท ราควโิ นน (Anthraquinone) ท่ีมีฤทธิ์เปน็ ยาระบาย หากน้าน้ายางไปเคี่ยวให้น้าระเหยออกแล้ว ทงิ ไวใ้ ห้เย็น กจ็ ะได้สารสนี ้าตาลเกือบดา้ หรอื เรียกว่า \"ยาด้า\" ซึ่งยาดา้ นีเองใช้เปน็ ส่วนผสมใน ต้ารบั ยาแผนโบราณที่ตอ้ งการใหม้ ฤี ทธ์ิเป็นยาระบายอยหู่ ลายต้ารบั (ยางในใบ) 6. ชว่ ยรักษาอาการท้องผูก ด้วยการกรดี เอายางจากว่านหางจระเข้มาเค่ียวใหง้ วด ทงิ ไวใ้ ห้เย็นจะได้ ก้อนยาสดี ้า (ยาดา้ ) แลว้ ตักมาใชป้ ระมาณช้อนชา เติมนา้ เดอื ด 1 ถว้ ย แลว้ คนจนละลาย โดย ผใู้ หญร่ ับประทานครังละ 2 ชอ้ นชาก่อนนอน แตถ่ ้าเป็นเดก็ ให้รับประทานครงั ละ 1 ชอ้ นชากอ่ น นอน 7. ช่วยรักษาริดสีดวงทวาร ดว้ ยการใช้เนือว้นุ จากใบเหลาใหเ้ ปน็ ปลายแหลมเลก็ นอ้ ย และนา้ ไปแช่ ตู้เยน็ หรือน้าแขง็ จนเนอื แขง็ แล้วน้าไปใช้เหน็บในช่องทวารหนกั ควรหมน่ั ท้าเปน็ ประจ้าวันละ 1- 2 ครงั จนกว่าจะหาย (เนอื วนุ่ ) 8. ช่วยแก้หนองใน (ราก, เหง้า) 9. ช่วยแก้มตุ กดิ หรอื ระดขู าวของสตรี (ราก, เหงา้ )
10. ทังตน้ ของว่านหางจระเขม้ รี สเยน็ ใช้ดองกบั สรุ าน้ามาดม่ื ชว่ ยขบั นา้ คาวปลาได้ (ทงั ต้น) 11. ช่วยบรรเทาและแก้อาการปวดตามข้อ ด้วยการรับประทานเนือว้นุ ครังละ 1-2 ชอ้ นโตะ๊ วันละ 3 ครังเปน็ ประจา้ จะช่วยท้าใหอ้ าการปวดดีขนึ (วุน้ จากใบ) 12. ใบว่านหางจระเขม้ ีรสเยน็ นา้ มาต้าผสมกับสุราใช้พอกรกั ษาฝไี ด้ (ใบ) 13. ชว่ ยรกั ษาแผลสด แผลจากของมคี ม แผลที่ริมฝีปาก แกฝ้ ี แก้ตะมอย ด้วยการใชว้ นุ้ จากใบน้ามา แปะบริเวณแผลให้มดิ ชิดและใช้ผ้าปิดไว้ แลว้ หยอดน้าเมือกลงตรงแผลใหช้ ุ่มอยู่เสมอ หรือจะ เตรียมเป็นขีผงึ กไ็ ด้ (ว้นุ จากใบ) 14. ชว่ ยรักษาแผลถลอกและแผลจากการถูกครูด (แผลพวกนีจะเจ็บปวดมาก) ใหใ้ ช้วนุ้ วา่ นหางจระเข้ น้ามาทาแผลเบา ๆ ในวนั แรกตอ้ งทาบอ่ ย ๆ จะชว่ ยในการสมานแผล ท้าให้แผลหายเร็วย่ิงขนึ และทา้ ให้ไม่เจบ็ แผลมาก (วุ้นจากใบ) 15. ชว่ ยรกั ษาแผลไฟไหม้ นา้ ร้อนลวก ชว่ ยดบั พิษรอ้ นบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนจากแผล ดว้ ย การใชว้ ุ้นจากใบสดท่ีลา้ งน้าสะอาด แล้วฝานบาง ๆ น้ามาทาหรอื แปะไวบ้ รเิ วณแผลตลอดเวลา จะช่วยท้าให้แผลหายเร็วมากขึนและอาจไม่เกดิ รอยแผลเปน็ ด้วย (วนุ้ จากใบ) 16. ช่วยขจัดรอยแผลเปน็ ทา้ ใหแ้ ผลเปน็ จางลง ป้องกนั การเกิดรอยแผลเป็น (วุ้นจากใบ) 17. ช่วยรักษาตาปลาและฮอ่ งกงฟุต ดว้ ยการใช้ว้นุ จากใบทลี่ า้ งสะอาดแลว้ น้ามาปดิ ไว้บรเิ วณทเ่ี ป็น และหมัน่ เปลย่ี นบ่อย ๆ จนกวา่ จะดีขึน (วนุ้ จากใบ) 18. วุ้นจากใบใช้ทาเพอื่ ปกปอ้ งผวิ จากแสงแดด ดว้ ยการใช้วุ้นจากใบทาก่อนออกแดด หรือจะใชใ้ บสด กไ็ ด้ แต่ใบสดอาจทา้ ใหผ้ วิ หนงั แห้ง เพราะใบมีฤทธิ์ฝาดสมาน ถ้าต้องการลดการทา้ ให้ผิวแหง้ ก็ อาจจะใชร้ ่วมกบั นา้ มันพชื หรอื อาจเตรียมเปน็ โลช่นั ก็ได้ (วุน้ จากใบ) 19. ช่วยรักษาอาการผวิ หนงั ไหมจ้ ากแสงแดด หรือไหม้เกรียมจากการฉายรงั สี หรือแผลเรือรังจาก การฉายรังสี โดยนา้ วนุ้ ของวา่ ยหางจระเข้มาทาผวิ บ่อย ๆ ก็จะชว่ ยลดการอกั เสบได้ แตถ่ า้ ไปนาน ๆระวงั ผวิ แหง้ ควรผสมกับนา้ มันพืช เว้นแตว่ ่าจะท้าใหผ้ ิวเปียกชมุ่ อยตู่ ลอดเวลา (ว้นุ จากใบ) 20. วุ้นจากใบใช้ทาเพอ่ื รกั ษาฝ้า (วุ้นจากใบ) 21. ช่วยรักษาโรคเรอื นกวาง (โรคสะเก็ดเงนิ ) ช่วยลดการตกสะเกด็ และลดอาการคนั ของโรคเรือน กวาง ท้าใหแ้ ผลดูดีขึน (วุ้นจากใบ) ประโยชนข์ องวา่ นหางจระเข้ 1. นํา้ ว่านหางจระเข้ สามารถชว่ ยต่อต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยชะลอความแก่ชรา และชว่ ย เสรมิ สร้างภมู คิ ุ้มกันโรคได้อีกดว้ ย
2. วา่ นหางจระเขอ้ ดุ มไปดว้ ยวิตามนิ และแรธ่ าตุ รวมไปถงึ กรดอะมโิ นอีกหลายชนิดท่จี า้ เปน็ และมี ประโยชน์ตอ่ ร่างกาย เช่น ธาตแุ มกนีเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตทุ องแดง ธาตุแมงกานสี ธาตุ ซลี เี นียม ธาตุโครเมียม วติ ามนิ เอ วิตามินซี วิตามิอี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วติ ามินบี 6 วิตามนิ บี 9 โคลนี และยังเปน็ พืชเพียงไมก่ ชี่ นดิ ทม่ี วี ติ ามนิ บี 12 ด้วย 3. ชว่ ยในการยอ่ ยอาหาร ท้าความสะอาดล้าไสใ้ หญ่ ช่วยในการดีทอ็ กซ์ล้างสารพิษในร่างกาย ชว่ ย ในการท้างานของระบบกระเพาะอาหาร และช่วยลดปรมิ าณของเชอื แบคทเี รียในลา้ ไส้ 4. จากวารสารแพทยอ์ งั กฤษตพี มิ พใ์ นปี 2000 (British medical journal) ระบุว่าสารสกดั จากว่าน หางจระเขส้ ามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ชว่ ยควบคุมความดันโลหิตและเพม่ิ การไหลเวียน ของโลหติ และอาจจะมีความเป็นไปไดว้ ่ามันสามารถช่วยลดความเสีย่ งของการเกดิ โรคหวั ใจได้อกี ดว้ ย 5. ช่วยป้องกันและแก้อาการเมารถเมาเรือ ดว้ ยการรับประทานเนอื วนุ้ วา่ นหางจระเข้หรือนํา้ ว่าน หางจระเข้เยน็ ๆ ก็จะชว่ ยบรรเทาอาการดังกลา่ วได้ 6. การใช้วนุ้ ว่านหางจระเข้ทาเปน็ ประจ้าวันละ 2-4 ครัง จะชว่ ยปอ้ งกันและลดความเสี่ยงของการ เกิดโรคมะเรง็ ผิวหนงั 7. ชว่ ยบ้ารุงผวิ พรรณ ช่วยท้าใหผ้ ิวพรรณเนยี นนุ่ม ดูชุ่มชนื แกป้ ัญหาผิวแหง้ กรา้ นตามหวั เขา่ , ข้อศอก หรือสน้ เทา้ ได้ เพียงแคใ่ ช้วุ้นจากใบวา่ นหางจระเข้แช่ในอา่ งอาบน้า ในระหว่างอาบใหใ้ ช้ เนอื วนุ้ ถูตามส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกายทตี่ ้องการ หากทา้ เปน็ ประจา้ กจ็ ะชว่ ยทา้ ใหผ้ ิวพรรณของคุณ เนยี นนมุ่ ชืน่ ชืนและเตง่ ตงึ ได้ 8. ชว่ ยเตมิ นา้ ให้ผวิ ทา้ ให้ผิวหน้าและผวิ กายชุ่มชนื และปอ้ งกันการเกดิ ริวรอยแห่งวยั เพียงแค่ใช้ว้นุ จากใบว่านหางจระเข้น้ามาพอกใหท้ ั่วบริเวณใบหน้าหรอื บริเวณผิวทตี่ อ้ งการ ทิงไว้ประมาณ 15 นาทแี ล้วลา้ งออก จะช่วยท้าให้ผิวพรรณชมุ่ ชนื สดใสและดเู ต่งตงึ ขนึ 9. วา่ นหางจระเข้รกั ษาสิว ยับยังการตดิ เชือท่ีเป็นสาเหตขุ องสวิ ชว่ ยลดรอยดา้ จากสวิ และช่วยลด ความมันบนใบหน้า เพราะในใบวา่ งหางจระเข้จะมฤี ทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ (ไม่แนะให้ใชก้ บั สิว อักเสบ เพราะจะทา้ ให้เกดิ การตดิ เชือไดง้ า่ ย) 10. ชว่ ยรักษาจุดด่างด้าตามผิวหนัง อนั เนอ่ื งมาจากแสงแดดหรอื จากอายทุ ่ีมากขนึ ด้วยการใช้วุ้นจาก ใบสดนา้ ทาทผ่ี ิววันละ 2 ครงั หลังอาบน้า และตอ้ งท้าอยา่ งต่อเนื่องสม้่าเสมอจึงจะเห็นผล 11. ชว่ ยปอ้ งกนั การเกิดฝ้า หากใช้วา่ นหางจระเข้เป็นประจา้ กจ็ ะช่วยปอ้ งกันการเกิดฝ้าไดเ้ ป็นอยา่ งดี (ไม่ใช่การรกั ษาแตเ่ ป็นการปอ้ งกัน)
12. วนุ้ จากใบสดใช้ชโลมบนเส้นผม จะชว่ ยท้าใหเ้ สน้ ผมสลวย ผมดกเปน็ เงางาม ช่วยปอ้ งกนั และขจดั รังแค ชว่ ยบ้ารงุ ต่อมท่ีรากผมใหม้ สี ุขภาพดี และยังช่วยรกั ษาแผลบนหนงั ศรี ษะไดอ้ ีกดว้ ย 13. ในฟลิ ปิ ปนิ ส์ ใช้วนุ้ จากวา่ นหางจระเข้รว่ มกับเนือในของเมลด็ สะบา้ ในการรักษาผมรว่ งหรือหนัง ศรี ษะล้าน 14. ปจั จุบนั ได้มกี ารทดลองใช้วุ้นจากใบเพือ่ รกั ษาคนไขท้ เี่ ปน็ แผลกดทบั (Bedsore) 15. ชว่ ยลบท้องลายหลังคลอด ด้วยการใช้วุ้นของว่านหางจระเขม้ าทาบริเวณท้องเป็นประจ้าทัง ในขณะตังครรภแ์ ละหลังคลอด 16. ช่วยแก้เส้นเลอื ดด้าขอดบริเวณขา ดว้ ยการใช้ว้นุ วา่ นหางจระเข้มาทาบริเวณท่ีเปน็ เสน้ เลือดขอด เปน็ ประจา้ 17. สาร Aloctin A พบวา่ มนั สามารถชว่ ยรักษาโรคต่าง ๆ ได้หลายโรค เช่น โรคมะเรง็ ช่วยแก้ อาการแพ้ รกั ษาโรคผิวหนัง เป็นต้น 18. ในปจั จบุ ันมีผลติ ภณั ฑ์ต่าง ๆ หลายรปู แบบ ทีผ่ ลติ มาจากว่านหางจระเข้ เชน่ เครือ่ งส้าอาง โลชนั สบู่ แชมพู ครมี บ้ารงุ ผิว ครีมทาใต้ตา ครมี รกั ษาฝ้า กระ จดุ ด่างด้า ครมี ทาแผลสดแผลพุพอง เจ ลวา่ นหางจระเข้ เจลทรตี เมนตบ์ ้ารุงผิวหน้า ฯลฯ 19. นอกจากนีวา่ นหางจระเข้ยังสามารถน้ามาท้าเป็นอาหารจ้าพวกของหวานได้อีกดว้ ย เชน่ น้าวนุ้ ลอยแก้ว วนุ้ แช่อิ่ม น้ามาปั่นท้าเป็นนา้ ว่านหางจระเข้ เป็นตน้ สตู รวา่ นหางจระเขพ้ อกหน้า • สูตรบ้ารุงผิวหน้า กระชบั รูขมุ ขน เพมิ่ ความชมุ่ ชนื ให้กบั ผวิ ด้วยการใชว้ ุ้นวา่ นหางจระเขบ้ ด 1 ช้อนโตะ๊ / น้าแตงกวา 1-2 ช้อนโต๊ะ / ดนิ สอพอง 1.5 ชอ้ นโตะ๊ นา้ มาผสมจนเข้ากันแลว้ ใชพ้ อก หน้าทงิ ไว้ประมาณ 15 นาทแี ลว้ ลา้ งออก • สตู รลดสิว รกั ษารอยด้าจากสิว ดว้ ยการใช้วนุ้ ว่านหางจระเข้บด 1 ช้อนโตะ๊ / ไข่ขาว 2 ชอ้ นโตะ๊ / ดินสอพอง 1.5 ชอ้ นโตะ๊ น้ามาผสมจนเข้ากัน ใช้ทาบริเวณใบหน้าทิงไว้ 15 นาทแี ลว้ ลา้ งออก • สูตรลดความมัน แก้ปัญหาจดุ ด่างด้า ดว้ ยการใช้วุ้นว่านหางจระเขบ้ ด 1 ช้อนโต๊ะ / น้ามะนาว 1 ชอ้ นชา / นา้ ผงึ 1 ช้อนชา / ดนิ สอพอง 2 ช้อนโต๊ะ นา้ มาผสมให้เข้ากนั แล้วนา้ มาพอกบรเิ วณ ใบหน้าทิงไว้ 15 นาทีแลว้ ล้างออก • สูตรผวิ หนา้ กระจา่ งใส ด้วยการใช้วุ้นวา่ นหางจระเข้ 1 ชอ้ นโตะ๊ / นมสด 1.5 ช้อนโตะ๊ / ดนิ สอ พอง 1 ช้อนโต๊ะ นา้ มาผสมจนเข้ากนั แล้วน้ามาพอกหนา้ ทงิ ไว้ 15 นาทแี ลว้ ล้างออก
• สตู รเพิม่ ความกระจา่ งใส ลดความมัน ดว้ ยการใชว้ ุ้นว่านหางจระเข้ 1 ชอ้ นโตะ๊ / นมสด 1.5 ชอ้ น โต๊ะ / ขมินผง 2 ช้อนชา น้ามาผสมจนเข้ากนั แล้วน้ามาพอกหน้าทิงไวป้ ระมาณ 15 นาทแี ลว้ ลา้ ง ออก คาแนะนาในการใชว้ ่านหางจระเข้ • การเลอื กใช้ใบจากตน้ ว่านหางจระเข้ควรเลือกต้นทีม่ ีอายมุ ากกว่า 1 ขนึ ไป และใหเ้ ลือกใบล่างสดุ เพราะจะอวบโตและมวี นุ้ มากกว่าใบท่อี ย่ดู ้านบน • เน่ืองจากวุน้ ของว่านหางจระเข้ไม่มีฤทธ์ใิ นการฆ่าเชือ ดังนนั ถา้ เป็นไปไดค้ วรปอกโดยใชเ้ ทคนคิ ปลอดเชอื Aseptic technique เพือ่ ปอ้ งกันการติดเชอื • การน้าวุ้นมาใชเ้ พ่ือรักษาแผลจา้ เปน็ ตอ้ งล้างน้าให้สะอาด เพอื่ ป้องกนั น้ายางจากเปลอื กทีม่ สี าร แอนทราควโิ นน (Anthraquinone) เพราะอาจจะท้าใหเ้ กิดอาการแพ้ได้ • วา่ นหางจระเข้จะมีคุณภาพสงู สดุ เม่อื ตดั มาแลว้ ใชท้ ันที และจะมสี รรพคุณทางยาท่ดี กี วา่ ผลิตภณั ฑส์ า้ เร็จรูป • วนุ้ ของว่านหางจระเข้จะไมค่ งตวั เท่าไหร่นกั ดังนันถ้าปอกแล้วจะเกบ็ ไว้ได้เพียง 6 ชว่ั โมงเทา่ นนั • หากน้าวา่ นหางจระเข้ไปแช่ในต้เู ย็นจนเยน็ กอ่ นการน้ามาใช้ จะช่วยท้าให้ร้สู ึกสดชนื่ เย็นสบาย มากยงิ่ ขนึ • การใช้เพอ่ื ใชเ้ ปน็ ยาถ่าย ยาระบาย ไมค่ วรใชก้ บั หญงิ ตงั ครรภ์หรือหญิงทกี่ ้าลังจะมีประจ้าเดือน รวมไปถงึ ผทู้ เี่ ป็นโรครดิ สดี วงทวารด้วย • การใช้วุ้นจากใบเพ่อื ใชเ้ ป็นยาทาภายนอก ส้าหรบั บางรายแล้วอาจจะเกดิ อาการแพไ้ ด้ (จาก งานวิจัยพบว่าไมถ่ ึง 1%) โดยลักษณะของอาการแพห้ ลงั จากหรือปิดวนุ้ ลงบนผิวหนงั จะท้าให้ ผวิ หนงั เปน็ ผน่ื แดงบาง ๆ หรอื อาจมีอาการเจ็บแสบดว้ ย โดยอาการจะแสดงหลังจากทาไปแลว้ ประมาณ 2-3 นาที ถ้าคุณมีอาการแพ้หลังการใช้วนุ้ ว่านหางจระเข้ ก็ให้รบี ล้างออกดว้ ยนา้ สะอาด และเลกิ ใช้ทันที
22. กะเพรา ชอื่ อื่น ๆ /ชอ่ื ท้องถน่ิ กา้ ก้อขาว , ก้าก้อด้า , กา้ ก้อดง (ภาคเหนอื ) , กะเพราแดง , กะเพราขาว , กะเพรา ขน (ภาคกลาง) , อตี ่ไู ทย อีต้ขู า้ (ภาคอสี าน) , หอ่ กวอ่ ซู , ห่งตปู้ ลู (กะเหร่ียง – แม่ฮอ่ งสอน) , อมิ คิมหล้า (เงยี ว - แม่ฮอ่ งสอน) ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Ocimum sanctum Linn. ชอ่ื พอ้ งวิทยาศาสตร์ Ocimum tenuiflorum Linn. ชือ่ สามญั Holy basil, Sacred Basil, Tulsi, Tulasi วงศ์ Lamiaceae ถน่ิ กาเนิดกะเพรา ต้นกะเพราเปน็ พืชพืนเมืองของเขตร้อนในถิน่ โลกเก่า คือบริเวณเขตรอ้ นของทวปี เอเชียและแอฟริกาแต่ พบมากในแถบเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้ เช่น ประเทศอนิ เดีย , ศรีลังกา , เนปาล , พมา่ , ไทย , ลาว , กมั พูชา ฯลฯ โดยสามารถพบไดท้ ังในแบบทข่ี นึ เองตามธรรมชาติ และแบบที่ปลกู ไว้เพอ่ื ใช้ ประโยชน์ เชน่ ใช้เปน็ อาหาร , สมุนไพรรักษาโรค หรือใชใ้ นดา้ นพิธีกรรมทางศาสนา เป็นต้น ประโยชน์และสรรพคุณกะเพรา 1. ลดอาการท้องอดื เฟ้อ ขบั ลม 2. แก้ปวดทอ้ ง บารุงธาตุ 3. ขับผายลม 4. แกอ้ าการจกุ เสยี ดในทอ้ ง ทาใหเ้ รอ 5. แกท้ ้องรว่ ง 6. แก้คลนื่ ไสอ้ าเจียน 7. ช่วยขับเสมหะ ขบั เหง่ือ 8. แกโ้ รคผิวหนัง 9. แก้อาการปวดทอ้ งในเดก็ ทารก 10. เป็นยาเพ่ิมนา้ นมสตรีหลงั คลอด ขับน้านม 11. บรรเทาอาการไข้เรอ้ื รัง
12. แก้ปวดฟนั 13. ทาผิวหนงั แกก้ ลากเกลื้อนและโรคผิวหนังอน่ื ๆ 14. ใช้หยอดหู แก้อาการปวดหู 15. เปน็ ยาอายุวัฒนะ 16. เป็นยารกั ษาหูด รปู แบบและขนาดวธิ ใี ช้กะเพรา กะเพราใชล้ ดอาการทอ้ งอืดเฟอ้ ขับลม ปวดทอ้ ง โดยใช้ใบสด 1 ก้ามอื (น้าหนักสดประมาณ 25 กรมั หรือใบแห้ง 4 กรมั ต้มให้เดอื ด เอาแต่น้าดม่ื หรอื จะใช้ใบกะเพราแห้ง ชงกับน้าดืม่ เป็นยาขบั ลม ถา้ ป่น เป็นผงให้ชงกบั น้ารับประทาน ในเด็กออ่ นใชใ้ บสด ใสเ่ กลอื เลก็ นอ้ ยบดให้ละเอียดผสมน้าผึงหยอดให้เดก็ อ่อนเพิ่งคลอด 2-3 หยด เป็นเวลา 2-3 วนั จะชว่ ยขับลมและถ่ายขเี ทา ใช้ แกอ้ าการคล่ืนไสอ้ าเจียน (เกดิ จากธาตุไม่ปกติ) โดยใช้ใบและยอดสด 1 กา้ มือ (ประมาณ 25 กรมั ) ต้มเอาน้าด่มื หรอื ใช้กะเพราทัง 5 ทงั สด หรือ แห้ง ชงน้าด่ืม รบั ประทานเด็กอ่อน ใช้ใบสด 3-4 ใบ ผใู้ หญ่ ใบแหง้ 1 กา้ มือ หรือ ใบสด 25 กรัม หรอื ผงแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ หรอื 2 ช้อนแกง ใชแ้ บบยาภายใน เดก็ ออ่ น - ใชใ้ บสด ใสเ่ กลือเลก็ นอ้ ย บดให้ละเอยี ด ผสมน้าผงึ หยอดให้เดก็ อ่อนเพ่งิ คลอด 2-3 หยด เป็นเวลา 2-3 วนั จะชว่ ยขับลม และถา่ ยขเี ทา ผใู้ หญ่ - ใช้ใบกะเพราแหง้ ชง กับน้าดื่ม เปน็ ยาขบั ลม ถา้ ปน่ เป็นผง ใหช้ งกับน้ารบั ประ ใช้แบบยาภายนอก ใชใ้ บสดทาบริเวณท้องเด็กอ่อน จะลดอาการทอ้ งขึน ท้องเฟ้อไดห้ รือใช้ใบสด คนั กับหาหงิ สท์ ารอบ ๆ สะดอื และฝา่ เท้าก็ใช้ไดเ้ ช่นกัน ยาเพิม่ น้านมในสตรีหลังคลอดใชใ้ บกะเพราสด 1 ก้ามอื แกงเลียงรับประทานบ่อยๆ หลังคลอดใหมๆ่ ใชเ้ ปน็ ยารกั ษากลากเกลอื นใชใ้ บสด 15-20 ใบ ตา้ หรอื ขยีให้น้าออกมา ใช้ทาถูตรงบริเวณท่ีเปน็ กลาก ทา วันละ 2-3 ครัง จนกวา่ จะหาย ใชเ้ ป็นยารักษาหดู ใช้ใบกะเพราแดงสด ขยที าตรงหัวหดู เขา้ -เยน็ จนกว่าหัวหดู จะหลุด เมล็ดกะเพราเม่อื น้าไปแชน่ ้าเมล็ดจะพองตัวเป็นเมอื กขาว เมอื กนสี ามารถใชพ้ อกบริเวณตาเมื่อตามีผล หรือฝ่นุ ละอองเขา้ ผงหรอื ฝนุ่ ก็จะออกมา ซง่ึ จะไมท่ ้าให้ตาช้าอกี ดว้ ย ใช้รากกะเพราทีแ่ ห้งดีแลว้ นา้ มาชงหรือตม้ กับน้าร้อนเพอื่ ดม่ื ซ่ึงสามารถใชบ้ รรเทาโรคธาตพุ ิการหรอื อาหารไมย่ ่อยได้
ชว่ ยแกล้ มพษิ ดว้ ยการใช้ใบกะเพราประมาณ 1 ก้ามือน้ามาต้าผสมเหลา้ ขาวแลว้ นา้ มาทาบริเวณที่เป็น ลมพิษ ใช้เปน็ ยาสมนุ ไพร ใชไ้ ลห่ รือฆ่ายงุ ใช้ทังใบสดและกิ่งสด 1 กิ่งใหญ่ ๆ เอาใบมารขยี แลว้ วางไว้ใกล้ๆ ตวั จะชว่ ยไลย่ ุงได้ และยังสามารถไลแ่ มลงไดด้ ว้ ย นา้ มนั กะเพรา เอาใบสดมากล่ัน จะได้นา้ มันกะเพรา ซง่ึ มี คณุ สมบัติไล่ยงุ ไดด้ ีกวา่ ตน้ สด ๆ
ลักษณะทัว่ ไปกะเพรา โดยทวั่ ไปแล้วกะเพราจะมีอยู่ 2 พันธ์ุคือกะเพราขาวและกะเพราแดงอยู่ในวงค์ของยห่ี รา่ โดยมีจุดสังเกต คือ กะเพราขาวมีใบและกงิ่ สเี ขียวอ่อนส่วนกระเพราแดงมใี บและกงิ่ สเี ขียวอมม่วงแดง และ กะเพราแดง มกี ลนิ่ แรงกวา่ กะเพราขาว สว่ นลักษณะทางพฤกษศาสตร์อื่น ๆ ก็เหมือนกันเกือบทังหมด คอื จดั เปน็ ไม้ พ่มุ สูง 30-60 ซม. โคนต้นคอ่ นขา้ งแข็ง กะเพราแดงลา้ ต้นสีแดงอมเขียว สว่ นกะเพราขาวล้าตน้ สเี ขียว อมขาว ยอดออ่ นมขี นสขี าว ใบ เป็นใบเดีย่ ว ออกตรงขา้ มกัน รูปรี กวา้ ง 1-3 ซม. ยาว 2.5-5 ซม. ปลาย ใบมนหรอื แหลม โคนใบแหลม ขอบใบจักเป็นฟนั เล่ือย แผ่นใบสีเขยี ว มีขนสีขาว ดอก ออกเป็นชอ่ ที่ ปลายยอด ดอกสีขาวแกมมว่ งแดงมจี ้านวนมาก กลีบเลียงโคนเชือ่ มติดกัน ปลายเรียวแหลม ดา้ นนอกมี ขน กลบี ดอกแบง่ เป็น 2 ปาก ปากบนมี 4 แฉก ปากลา่ งมี 1 แฉก ปากลา่ งยาวกวา่ ปากบน มขี น ประปราย เกสรเพศผู้มี 4 อัน ผล เป็นผลแห้ง เมื่อแตกออกจะมเี มล็ด สดี า้ รปู ไข่ การขยายพันธ์กุ ะเพรา กะเพราเปน็ พชื ท่ขี นึ ง่ายเพียงแคเ่ มล็ดที่แห้งแตกและตกไปบนดนิ หากได้น้าและอุณหภูมิทเี่ หมาะสมก็ สามารถงอกขนึ เปน็ ต้นไดแ้ ล้ว ดังนนั ในการขยายพันธกุ์ ะเพราจงึ นิยมใช้เมล็ดในการเพาะตน้ กลา้ ขึนมา
โดยหวา่ นกล้าพนั ธล์ุ งแปลงทจี่ ะใชเ้ พาะตน้ กล้า หลังจากนันจะใหน้ ้า 1-2 ครัง/วัน จนกลา้ แตกใบแท้ 2-5 ใบ ก็สามารถขดุ ต้นกล้าเพ่ือยา้ ยลงปลกู ในแปลง ในการย้ายต้นกล้า ควรให้มีดินติดรากอยูด่ ว้ ย และควรปลกู ทนั ทีเมือ่ มกี ารถอนย้ายสว่ นระยะทป่ี ลกู ใน ระหว่างแถว และหลุมปลูก ท่ี 20-40 x 20-40 เซนตเิ มตร หากปลกู เพ่อื การค้ามกั ปลกู ในระยะถขี่ นึ เช่น 20-30 x 20-30 เซนตเิ มตร หลงั จากปลูกเสร็จให้รดนา้ ให้ชุม่ ด้านการดูแลควรใหน้ ้าหลังจากปลกู วันละ 1-2 ครัง หรอื อาจให้วันเวน้ วันเมือ่ ต้นกระเพราแตกกิ่งเป็นพุ่ม ใหญ่และให้ปุย๋ คอก อัตรา 200 กก./ไร่ รว่ มกบั ปยุ๋ เคมีสูตร 15-15-15 ในอัตรา 30-50 กก./ไร่ หลงั ปลูก ประมาณ 2-4 อาทติ ย์ เมื่อตน้ กลา้ ตังต้นไดแ้ ลว้ การเกบ็ กระเพราจะเริ่มเก็บได้หลงั การปลกู 40-50 วัน และเกบ็ ได้อย่างต่อเนื่องอีกหลายเดอื น (หากไมม่ ีการเก็บโดยการถอนทังต้น) ซงึ่ ควรเกบ็ ก่งิ แก่ในระยะ ก่อนออกดอกหรอื เรมิ่ ออกดอกซึ่งจะไดก้ ระเพราท่ีมกี ลิน่ หอมแรง
23.ไผ่จดื ไผ่รอ้ ยกอ หรอื ไผจ่ ดื ทงั ต้นรสจดื มีช่ือ วิทยาศาสตร์เฉพาะว่า POGONATHERUM PANICEUM (LAMK) HACK วงศ์ POACEAE เปน็ พืชตระกลู หญา้ ตน้ สูง 1 เมตร มเี หง้าหรอื หน่อใตด้ นิ ลา้ ตน้ เปน็ ข้อปลอ้ งเหมือนไผ่ แตกเป็นกอ หนาแนน่ แตล่ ะกอไม่น้อยกว่า 100 ตน้ จงึ ถกู เรียกวา่ ไผ่ร้อยกอ ไมม่ ีขน ใบเด่ยี วออกสลับรูปรหี รอื รปู ใบหอก ปลายแหลม โคนมน สีเขียวสด ส่วนที่มาของชอ่ื \"ไผจ่ ืด\" เนื่องจากทังต้นมรี สจดื สรรพคุณ *บรรเทาอาการแพ้ต่างๆ ช่วยขบั สารพิษจากร่างกาย *ช่วยแก้ร้อนใน ช่วยขบั ปัสสาวะ ชว่ ยลดเบาหวาน ช่วยแก้อาการบวมน้า *ชว่ ยแก้กระหาย *หญงิ หลงั คลอดอยู่ไฟไม่ได้ ชาวบ้าน ด่มื ประจ้าจะช่วยขับน้าคาวปลา ชว่ ยให้มดลกู เขา้ อดู่ ี ชว่ ยให้ ผวิ พรรณเปลง่ ปลัง่ มนี ้ามีนวล *คนเมาคา้ งดื่ม แล้วจะช่วยให้หายได้ *ช่วยลดนา้ ตาลในเลือดส้าหรับผู้ที่เปน็ โรคเบาหวาน วิธีการใชส้ มุนไพร นิยมใช้ต้นสด ตดั ไผส่ ูงจากพืน ประมาณ 2 นิว 1 กา้ มอื ตม้ ได้ 1 หมอ้ กา ใชน้ ้าประมาณ 2 ลติ ร ต้มจนเดือด สามารถดื่มกนิ ไดต้ ลอดเวลา หรอื ตดั ตน้ สดมาตาก แห้ง 1กา้ มอื ตม้ ได้ 1 หม้อกา ใชน้ า้ ประมาณ2 ลิตร ตม้ จนเดอื ด ดมื่ หมดแลว้ เตมิ น้าตม้ ดืม่ ไดอ้ ีกครงั หนึ่ง สีเหลอื งใสสวยนา่ จิบ รสชาติคลา้ ยน้าชา
24.อังกาบหนู ชอ่ื สมนุ ไพร องั กาบหนู ชื่ออ่ืนๆ / ช่อื ทอ้ งถ่นิ เขียวแกว้ , เขยี วเนือ (ภาคกลาง) , มนั ไก่ (ภาคเหนอื ) ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Barleria prionitis Linn. ชื่อสามญั Porcupine flower วงศ์ ACANTHACEAE ถ่ินกาเนิดองั กาบหนู องั กาบหนูเปน็ พชื ทมี่ ีถ่นิ ก้าเนดิ ในเขตร้อนตา่ ง ๆ ท่ัวโลก โดยมเี ขตการกระจายพันธุ์ในหลายประเทศตาม เขตร้อนตา่ ง ๆ เช่น แอฟริกา อนิ เดยี ปากีสถาน มาเลเซีย พม่า ลาว กัมพูชาและไทย ส้าหรับในประเทศ ไทย มักพบขนึ หนาแนน่ เปน็ วชั พืชอย่ตู ามเขาหนิ ปูนในท่แี ห้งแลง้ ทางภาคใต้และภาคตะวันตกเฉยี งใต้ ประโยชนแ์ ละสรรพคุณอังกาบหนู 1. ช่วยตา้ นมะเรง็ 2. แก้ดบั พษิ รอ้ นในรา่ งกาย 3. แก้พษิ ตะขาบพิษงู 4. แกก้ ลากเกลื้อน 5. ชว่ ยกระต้นุ ระบบยอ่ ยอาหาร
6. ชว่ ยรกั ษาฝี 7. ชว่ ยบารงุ ธาตุท้งั สี่ 8. ชว่ ยละลายเสมหะ บรรเทาอาการไอ 9. แก้ปวดฟัน 10. แก้ไข้ แก้หวดั 11. รักษาโรคเลอื ดออกตามไรฟนั 12. แกท้ อ้ งผูก 13. แก้หูอกั เสบ 14. แกป้ วดบวมตามข้อ 15. แกอ้ าหารไมย่ ่อย 16. ช่วยฟอกเลือด 17. บรรเทาอาการคันต่าง ๆ 18. แก้พษิ แมลงสัตว์กัดตอ่ ย 19. ใชป้ ้องกันสน้ เทา้ แตก 20. แกอ้ กั เสบ 21. แกอ้ าการบวมนา้ 22. ช่วยขบั ปัสสาวะ จากการสืบคน้ ขอ้ มลู งานวิจยั ขององั กาบหนู จะเห็นได้ว่ายังไม่มีการศึกษาในคน โดยสว่ นมากจะ เปน็ การศกึ ษาในหลอดทดลองและในสัตวท์ ดลองในฤทธ์ติ า่ ง ๆ เช่น ฤทธิ์ต้านเชือแบคทีเรยี ต้านเชือรา ต้านการอกั เสบ ต้านอนมุ ูลอสิ ระ เปน็ ตน้ แต่ยังไม่มีการศึกษาวิจยั ทางคลินิกเกยี่ วกับการตา้ นมะเรง็ จงึ สรุปไดว้ า่ ต้นองั กาบหนยู ังไม่มกี ารศึกษาวิจัยเกีย่ วกบั การตา้ นมะเรง็ เปน็ เพียงการบอกเล่าต่อๆ กันมา ดังนนั หากต้องการใช้ตน้ อังกาบหนู ในการรักษามะเรง็ ควรใชค้ วบคไู่ ปกบั การรักษาโดยวิธกี ารแพทยแ์ ผน ปจั จุบนั อย่างไรก็ตามการใช้สมนุ ไพรต้องใช้อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะผ้มู ีโรคประจ้าตัว รว่ มดว้ ย ส่วนที่ มีขา่ วลือว่าอังกาบหนูสามารถรกั ษามะเร็งได้นันจะมกี ารวิจัยอกี ครัง
รูปแบบและขนาดวิธใี ชอ้ ังกาบหนู การใชป้ ระโยชนท์ างยามีรายงานการใชป้ ระโยชน์จากส่วนต่างๆดังนี ใบ นา้ คันจากใบใช้ทาแกส้ ้นเทา้ แตก ใช้ใบสดเคียวแกอ้ าการปวดฟนั ใบใช้ผสมกับนา้ ผงึ ช่วยรกั ษาโรค เลอื ดออกตามไรฟัน น้าคันจากใบใช้หยอดหู แกห้ อู ักเสบได้ ใช้แก้พษิ งู ช่วยรักษาโรคคนั ตา่ งๆ โรคปวด ตามข้อ บวม ใช้ทาแกป้ วดหลัง แก้ท้องผูก แก้โรคไขขอ้ อกั เสบ หรอื น้ามาผสมกบั นา้ มะนาวใช้แก้ขกี ลาก หรือใชผ้ สมกับน้าผึงรกั ษาเลือดออกตามไรฟนั ราก น้ามาตากแหง้ แลว้ น้ามาตม้ เป็นยาดมื่ ช่วยขบั เสมหะ ใช้เป็นยาแก้ฝี ยาลดไข้ เมอ่ื เอารากมาผสมกับ นา้ มะนาวแกข้ กี ลาก แกอ้ าหารไม่ยอ่ ยหรอื น้ามาต้าใหล้ ะเอยี ดใชใ้ สบ่ ริเวณท่ีเป็นฝีหนอง รากน้ามาตม้ ใช้ เป็นน้ายาบ้วนปาก รากและดอก องั กาบหนนู ้ามาตากแห้งใชป้ รงุ เป็นยาสมุนไพร ชว่ ยบ้ารุงธาตใุ นร่างกาย ชว่ ยเจรญิ ธาตุไฟ ไดด้ รี ากใช้เปน็ ยาลดไข้ ใช้ผสมกับนา้ มะนาวช่วยรกั ษากลากเกลือน หากน้ามาใช้ทกุ ส่วนหรือเรียกว่าทัง 5 ส่วนของต้นอังกาบหนกู ็ใช้เปน็ ยาแกไ้ ขข้ออกั เสบได้ เปลือกลา้ ต้น น้ามาบดให้เปน็ ผงกนิ ครังละคร่งึ ช้อนชา วันละ 2 ครัง ช่วยลดอาการปวดจากไขข้ออักเสบ ทงั ตน้ นา้ มาสกดั เอาน้ามันมานวดศีรษะท้าให้ผมด้า ทังตน้ น้ามาตม้ ด่ืมครงั ละ 50-100 มลิ ลิลิตร แกโ้ รค เกาต์ ไขขอ้ อักเสบ อาการบวมตามตัว ลดอาการอักเสบตามข้อ ใชเ้ ปน็ สมนุ ไพรเพม่ิ อสจุ ิ โดยน้าทงั ต้น นา้ มาท้าใหแ้ หง้ บดเปน็ ผง ใชค้ รงั ละ 6 กรมั ผสมกบั น้าผึงกนิ ในกรณีทีต่ อ่ มน้าเหลอื งบวม ใหน้ า้ รากมา ทุบใหแ้ หลก น้าไปแชใ่ นน้าซาวข้าว พอกบริเวณทีบ่ วม ยอดอ่อน น้ามาเคียวในกรณีท่ีเปน็ แผลในปาก ลักษณะทั่วไปองั กาบหนู อังกาบหนู จัดเป็นไม้พุม่ ล้าต้นสามารถสงู ไดถ้ ึง 1.75 เมตร แตกก่งิ ก้านมากท่ีซอกใบมหี นามแหลมยาว 11 มม. 2-3 อนั ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รปู ไข่แกมวงรถี ึงรูปไข่กลับกว้าง 1.8-5.5 ซม. ยาว 4.3-10.5 ซม. ปลายใบเว้าตืน โคนใบสอบ ก้านใบยาวไดถ้ งึ 2.5 ซม. ดอกเดยี่ วดคู ล้ายชอ่ เชงิ ลดทบ่ี ริเวณซอกใบใกล้ ปลายก่ิง ใบประดบั รปู แถบแกมขอบขนาน กว้าง 2-8 มม. ยาว 12-22 มม. ปลายเรยี วแหลม มขี นยาว ใบประดบั ย่อยรูปแถบแกมใบหอก กว้างได้ถึง 1.5 มม. ยาวไดถ้ งึ 14 มม. ปลายเปน็ หนามแหลม กลีบ เลยี งเชอื่ มตดิ กันแยกเป็น 2 วง วงนอกแฉรปู ไขแ่ กมขอบขนาน กวา้ งไดถ้ ึง 4 มม. ยาวไดถ้ ึง 15 มม. ปลายเว้าตนื วงในแฉกรปู แถบแกมใบหอก กวา้ ง 2 มม. ยาว 13 มม. ปลายเว้าตนื กลีบดอกเชอื่ มติดกนั เปน็ หลอดยาว ได้ถงึ 2.5 ซม. ปลายแยกเปน็ แฉกเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางกว้างได้ถงึ 3 ซม.แฉกรปู วงรแี กมขอบ
ขนานถึงรปู กลม กลีบโค้ง ผลแห้งแตกได้ ทรงรูปไขแ่ กมขอบขนาน กวา้ ง 9-11 มม. ยาว 12-16 มม. เมลด็ รปู วงรแี กมขอบขนาน 2 เมลด็ กวา้ ง 5 มม. ยาว 8 มม. มีขนคลา้ ยไหม การขยายพันธุอ์ ังกาบหนู อังกาบหนเู ป็นพรรณไม้กลางแจง้ ทเี่ จริญงอกงามได้ดใี นดินทกุ ชนิด โดยเฉพาะดินท่รี ่วนซุยระบายนา้ ได้ดี และมคี วามชนื ในระดบั ปานกลาง สามารถขยายพนั ธุ์ไดด้ ้วยเมล็ด และการตอนกง่ิ อังกาบหนูเปน็ ตน้ ไมท้ ี่ ดูแลง่าย ไมค่ อ่ ยชอบความร่มเงามาก เตบิ โตไดด้ ที งั ในบริเวณที่แสงแดดจดั เตม็ วนั หรอื แสงแดดร่มร้าไร ส่วนน้าต้องการปานกลาง โรคและแมลงมารบกวนอกี ดว้ ย ในช่วงฤดรู ้อนสว่ นของล้าตน้ เหนือดนิ มกั จะ แหง้ ตายแต่ส่วนรากยงั คงมชี วี ติ อยู่ สว่ นของล้าตน้ เหนอื ดนิ จะเจรญิ ขึนมาอีกครงั หนงึ่ ในชว่ งฤดฝู น ขอ้ แนะนาและข้อควรระวงั 1. การใชอ้ งั กาบหนใู นการรักษาโรคตา่ งๆตามสรรพคณุ ทร่ี ะบไุ ว้ ไมค่ วรใช้ในปริมาณท่ีมากเกนิ ไปและใช้ ติดตอ่ กนั เปน็ ระยะเวลานานเพราะอาจมีผลกระทบต่อระบบต่างๆของรา่ งกายได้ 2. ผ้ทู ม่ี ีโรคประจา้ ตวั เช่น โรคตับ โรคไต โรคเบาหวาน ควรใช้อย่างระมัดระวังและควรปรึกษาแพทย์ที่ให้ การรกั ษาด้วยเสมอ 3. ในการใชส้ มุนไพรองั กาบหนอู ย่างต่อเนอื่ งควรมีการเจาะเลอื ดดคู ่าการท้างานของตบั และไตอยเู่ สมอ 4. ในปจั จบุ ันยังไมม่ รี ายงานการศึกษาวจิ ัยทงั ในมนษุ ย์และสัตวท์ ดลองวา่ องั กาบหนสู ามารถรกั ษามะเร็ง ได้ ดังนันหากต้องการจา้ ใช้ในการรกั ษามะเร็งควรใข้ควบค่ไู ปกบั การรักษาของแทพยแ์ ผนปัจจบุ นั ดว้ ย
25. วา่ นชกั มดลกู ช่ือทอ้ งถิน่ / ชอ่ื อน่ื ๆ วา่ นหมาวดั (อบุ ลราชธาน)ี , ว่านทรหด , วา่ นห้าหด , ว่านพญาหัวศึก ,ว่านการบรู เลือด ช่ือวิทยาศาสตร์ ได้จากพืช 2 ชนดิ Curcuma xanthorrhiza Roxb , Curcuma comosa Roxb ชือ่ วงศ์ Zingiberaceae ถนิ่ กาเนดิ วา่ นชักมดลกู ว่านชกั มดลกู ชนิด xanthorrhiza มีถ่นิ กา้ เนิดอยู่ในเกาะบาหลี เกาะชวา กระจายพันธม์ุ าจนถึงมาเลเซีย ไทย และอินเดยี สว่ นชนดิ comosa นนั เป็นพืชพนื ถ่นิ ของไทย และนยิ มปลูกกันโดยท่ัวไป แหล่งที่ปลกู ท่มี ีชือ่ เสยี ง คือ ในจงั หวัดเลยและจงั หวัดเพชรบูรณ์ และในธรรมชาติพนื ที่ท่ีพบ มากในป่าเบญจพรรณ ท่วั ไป โดยชนิด comosa ของไทยนัน สามารถแยกชนดิ ได้เปน็ วา่ นชกั มดลกู ตัวเมีย (Curcuma comosa) และว่านชักมดลูกตวั ผู้ (Curcuma latifolia) ประโยชนแ์ ละสรรพคณุ ว่านชักมดลกู 1. รักษาเลือดออกจากมดลูกหลงั คลอด รกั ษามดลกู อกั เสบ 2. ชว่ ยทาให้มดลูกเขา้ อหู่ รอื เขา้ ท่ี มดลูกฟืน้ ตวั ได้เร็วขน้ึ 3. แก้ตับอกั เสบ 4. แกป้ วดท้อง 5. ชว่ ยขับน้าดี 6. รกั ษาอาการประจาเดือนมาไมป่ กติ 7. ปวดทอ้ งระหว่างมีประจาเดือน ตกขาว ขับน้าคาวปลา
8. ปสั สาวะกะปริดกะปรอย 9. แก้ธาตพุ กิ ารอาหารไมย่ ่อย 10. แก้รดิ สดี วงทวาร 11. รกั ษาแผลในกระเพาะอาหาร 12. ช่วยป้องกันมะเร็งชนิดตา่ งๆ 13. ลดอาการปวดบวมของแผล และตา้ นการอักเสบของแผล 14. ใชบ้ ดทาแผล หรอื น้าต้มล้างทาแผล 15. แกเ้ จบ็ ขา ปวดขา 16. ชว่ ยกระตุ้นกระบวนการสรา้ งเซลลใ์ หม่ 17. ช่วยตา้ นอนุมูลอสิ ระ ทาให้ผิวแลดูสดใส 18. ช่วยลดคอเลสเตอรอล 19. ชว่ ยในการควบคมุ น้าหนัก 20. แกท้ ้องอดื ทอ้ งเฟ้อ รูปแบบและขนาดวิธีการใช้วา่ นชกั มดลูก • น้าหัววา่ นชกั มดลูกมาฝนกบั เหล้าด่มื ปรุงเป็นยาต้ม นา้ หวั ว่านชักมดลกู หนั่ เปน็ ชิน นา้ ไปปงิ้ หรือย่างไฟ ใหแ้ หง้ ดองเหล้า 2 – 3 วัน ด่มื วันละ 2 เวลา กอ่ นอาหาร • วา่ นชกั มดลกู อบแห้ง 400 MG รับประทานครงั ละ 1 แคปซลู วนั ละ 3 ครัง ก่อนอาหาร เช้า -กลางวัน - เยน็ • ยาทา้ ให้มดลกู เขา้ อู่ น้าว่านชักมดลูกมาฝาน 3 ฝาน 7 ฝาน แล้วแตล่ ะหัว น้าประมาณลติ รครงึ่ ต้ม 3 เอา 1 กิน ครงั ละ ? แก้ว วันละ 3 ครงั ด่ืมไปจนกว่าไมเ่ จบ็ ปวด ท้องแฟบ หลังคลอด ควรกนิ หลงั จากท่ีมี นา้ นมแลว้ • ยารักษาอาการตกขาว น้ากิ่งและใบของกระบอื เจ็ดตวั 1 – 2 กา้ มอื และว่านชักมดลกู 5 – 7 แว่น ใส่
นา้ ใหท้ ่วมยา ต้มเดือดประมาณ 15 นาที ดมื่ ครังละ ? – 1 แก้ว 3 เวลา ก่อนอาหาร • ยาแก้ปวดประจ้าเดอื น นา้ โกศหวั บัว ว่านชักมดลูก ใช้ฝนกับนา้ พอกนิ หมด ฝนนาน 2 นาที จนไดน้ ้ายา สขี าวขนุ่ กลนิ่ หอม รสขม รับประทาน 1 – 2 ครัง ก็จะหาย • ยาคลอดลูกง่าย นา้ ว่านชกั มดลกู ฝานเป็นแว่น ( 4 – 5 แว่น ) แช่น้าอาบ จะท้าให้คลอดลูกง่าย • ยาแกม้ ดลกู หย่อน น้าข่าหด 2 นวิ มือ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ต้มดมื่ ครงั ละ 1 แกว้ เชา้ – เยน็ หรอื ใชข้ ่า หด 1 – 20 กีบ ว่านชักมดลกู 1 ฝาน ตะไคร้ต้น 1 – 2 กีบ ขา่ ธรรมดา (แก)่ 2 – 3 ทอ่ น ตม้ เขา้ ดว้ ยกัน ดื่ม เช้า – เยน็ • ยาแก้ปวดมดลกู ปวดทอ้ ง แกแ้ นน่ ทอ้ ง ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ท้างานหนกั ไม่ได้ ว่านชักมดลกู ฝาน 3 วา่ น ตม้ ดม่ื เฉพาะเวลาปวด • ยาสตรปี วดมดลกู น้าพริกไทยลอ่ น 7 เม็ด ดปี ลี 7 เมด็ กระเทียม 7 กลีบ ขงิ 7 ชิน ไพลสด 7 แวน่ ว่าน ชักมดลกู 7 แว่น เอาตัวยารวมกนั ต้าให้ละเอียด น้าไปตม้ ด่มื เช้า – เยน็ ประมาณ 3 วนั ก็จะหาย • แกเ้ จบ็ ขา ปวดขา ฝานว่านชกั มดลกู 7 แว่น ยา่ งไฟจนกรอบ ดองเหล้า 3 คืน กินเช้าก๊ง แลงก๊ง(คอ่ ยๆ กนิ ) • ยาสตรหี ลังคลอด (ต้ม) ท่ีมีส่วนผสมของตน้ วา่ นชักมดลกู น้ายาใสน่ า้ พอทว่ ม ต้มด้วยไฟปานกลาง นาน ครงึ่ ชั่วโมง นา้ เฉพาะส่วนนา้ มารบั ประทานครงั ละ 250 มลิ ลลิ ิตร วันละ 3 ครัง กอ่ นอาหาร หรอื ด่มื แทน นา้ รับประทานติดตอ่ กัน 1 สปั ดาหห์ รอื จนกวา่ น้าคาวปลาจะหมด แต่ไม่เกิน 15 วนั ลักษณะทั่วไปวา่ นชักมดลูก • เหง้า/หัวว่านชกั มดลกู /ว่านทรหด จัดเปน็ พืชล้มลกุ ปีเดียว อยใู่ นกลมุ่ ของขงิ ข่า โดยมีสว่ นเหง้าหรอื หวั หรอื ล้าตน้ แทอ้ ยูใ่ ต้ดนิ เหง้ามสี ีสม้ อ่อนหรอื สม้ ออกแดง • ใบ ใบว่านชักมดลกู /ว่านทรหด มีลกั ษณะใบเปน็ ใบเดย่ี ว ใบมีลักษณะรยี าว ใบมขี นาดกวา้ งประมาณ 15 – 20 ซม. ยาวประมาณ 40 – 100 ซม. ใบมองเห็นเปน็ แถบยาวของเส้นใบอยา่ งชัดเจน แถบเสน้ ใบ กวา้ งประมาณ 0.5 – 1 ซม. โดยตน้ ท่ีใบมีเส้นกลางใบเปน็ สีม่วงแดง เรยี กว่า ต้นว่านชักมดลูกตวั ผู้ ส่วน ตน้ ที่ใบมสี เี สน้ กลางใบเป็นสีเขยี ว เรยี กว่า ว่านชกั มดลกู ตัวเมยี • ดอก ดอกว่านชักมดลกู /วา่ นทรหด มลี กั ษณะเปน็ ช่อ ไมร่ วมกนั เป็นกระจกุ แยกออกในทศิ ทแ่ี ตกตา่ ง กนั บนกา้ นดอกประกอบดว้ ยก้านชอ่ ดอกยาวประมาณ 15 – 20 ซม. มีใบประดับสีชมพูอ่อน กลีบรอง ดอกสแี ดงสด และเมอ่ื เจริญเตม็ ท่จี ะมีสีเหลืองคล้ายดอกขมินชัน • วา่ นชักมดลกู /วา่ นทรหด จะเรมิ่ แทงใบในชว่ งตน้ ฝน มนี าคม – เมษายน และจะเจริญเตบิ โตจนถงึ ฤดู หนาว เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ตน้ จะเรมิ่ แกเ่ หลอื ง และเหี่ยวพับลงจนเหลอื แตส่ ่วนหวั ทอี่ ยู่ใตด้ ิน
ซึง่ จะนยิ มเกบ็ หัวมาใช้ประโยชน์ในชว่ งนจี นถงึ ก่อนช่วงทแ่ี ทงใบใหม่ ในการเก็บผลผลิตนัน ต้องเกบ็ ในชว่ งฤดหู นาวถึงฤดูแลง้ โดยสังเกตได้จากหากวา่ นชักมดลูกมีใบเห่ียวแหง้ หมดแลว้ กส็ ามารถเก็บเกย่ี วได้ พืชทงั 2 ชนดิ มีลักษณะคลา้ ยกันมาก คอื เป็นพชื ลม้ ลกุ สูงประมาณ 1 - 2 มีเหง้าใต้ดินขนาด ใหญ่ คอ่ นข้างกลม เนือภายในสเี หลือง ถ้าเปน็ ชนิด comosa จะเป็นสเี หลืองอ่อน แต่ถ้าเปน็ ชนดิ xanthorrhiza จะเป็นสเี หลอื งส้ม มีกลน่ิ ฉุนร้อน ใบเป็นใบเดยี่ ว เรียงตวั เป็นกระจกุ ใกลร้ าก ใบรูปขอบ ขนานแกมรี ถา้ เป็นชนิด xanthorrhiza ดา้ นลา่ งใบมีเส้นกลางใบสมี ่วง และมขี นที่ท้องใบ กา้ นใบสัน แต่ ถา้ เป็นชนิด comosa ด้านล่างใบมีเส้นกลางใบสเี ขียวตลอด ไม่มขี น และมกี ้านใบยาวกวา่ ดอกออกเป็น ชอ่ แทงจากพนื ดนิ สีชมพู เกสรตวั ผเู้ ป็นหมนั สีขาว ใบประดับทไี่ ม่ได้รองรบั ดอกย่อยมีสีม่วง สว่ นใบ ประดบั ท่ีรองรบั ดอกย่อยมีสีเขียวออ่ น การขยายพันธุ์ว่านชักมดลูก ว่านชักมดลูก/ว่านทรหด สามารถปลกู และขยายพันธุด์ ้วยสว่ นหวั หรือเหง้าแขนง ทงั ชนดิ ทีเ่ ป็นหวั กลม และชนิดทเ่ี ปน็ เหง้าแขนง วธิ ีการปลูกวา่ นชักมดลกู จะใช้เหง้าแขนงหรือหัวที่มีตาสา้ หรบั แทงยอด โดยหกั แบ่งออกเปน็ สว่ นๆ พร้อมปลูก ระยะการปลกู ประมาณ 15 - 20 ซม. ดว้ ยการขดุ หลุมฝงั เป็นช่วงๆ สา้ หรบั แปลงขนาดใหญ่ ควรวางแนวการปลกู เป็น แถวในระยะห่างระหว่างหลุด และแถว 15 – 20 ซม. เชน่ เดียวกัน สมนุ ไพรว่านชกั มดลูก/ว่านทรหด นิยมเกบ็ ในชว่ งฤดูหนาวจนถงึ ฤดแู ล้ง ในระยะท่ีใบเหี่ยว แหง้ หมดแล้ว เพราะในชว่ งนีจะเปน็ ระยะทว่ี า่ นชักมดลกู หยุดเจรญิ เตบิ โต และเก็บสะสมสารอาหาร และสารต่างๆได้ อย่างเต็มท่ีแลว้
ขอ้ แนะนำและข้อควรระวัง พบรายงานเพียงช้นิ เดยี วในดา้ นพิษวทิ ยา คอื garmacrone ขนาด 750 มก/กก ไม่ทาให้เกิดการตายใน หนถู บี จักร • การใช้ประโยชนว์ า่ นชักมดลกู หา้ มใชต้ ่อต่อกันในระยะเวลายาว หรือรบั ประทานวา่ นชกั มดลูกเกนิ ขนาด อาจท้าให้มอี าการปวดท้องได้ • ไมค่ วรใช้สมนุ ไพรในผู้ป่วยท่มี ีปัญหาท่อน้าดีอดุ ตนั เพราะเหง้าว่านหมาว้อมฤี ทธกิ์ ระตุ้นทางเดินนา้ ดี และอาจท้าให้เกิดอาการเสียดท้องไดใ้ นผปู้ ว่ ยท่ีเป็นนว่ิ ในถงุ น้าดี • การเก็บว่านชกั มดลูก ต้องเก็บในฤดูแล้ง ประมาณเดือน 11 แรม 1 ค้า่ ไปถงึ กลางเดือน 3 (เดือนไทย) ถ้าฝนตกแล้ว สรรพคุณจะน้อย ใชร้ ักษาไมค่ ่อยได้ผล • การต้มว่านชักมดลกู ต้องต้มจนฟองยุบลง จงึ จะใช้ไดถ้ ้ายงั ไมย่ บุ แสดงว่าใช้ไม่ได้ทา้ ใหเ้ กดิ อาการเมา เบ่อื • การใช้วา่ นชักมดลูกเพือ่ ใหม้ ดลูกเข้าอู่ แม่หลงั คลอดต้องรอใหม้ นี า้ นมกอ่ นจึงจะใช้ได้
• 26. ตะไคร้ ชือ่ อน่ื ๆ / ช่ือทอ้ งถน่ิ จักไคร (ภาคเหนือ) , คาหอม (ไทใหญแ่ ม่ฮ่องสอน) , ไคร (ภาคใต)้ , สิงไคร , หวั สิง ไคร (อีสาน) , ห่อวอตะโป่ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) , เชดิ เกรย , เหลอะเกรย (เขมร) ชือ่ สามัญ Lemongrass, West Indian lemongrass , Sweet rush ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf วงศ์ GRAMINEAE ถน่ิ กาเนิดตะไคร้ ตะไครเ้ ปน็ พืชสมุนไพรชนิดหน่ึงที่ผูกพันกบั วิถชี ีวิตของคนไทยเรามาตงั แต่อดีตแล้ว ทังนเี พราะตะไคร้ เปน็ พืชทีม่ ถี ่นิ กา้ เนิดในแถบเขตร้อนของทวปี เอเชยี เชน่ ไทย , พมา่ , ลาว , มาเลเซยี , อินโดนเี ซีย , อนิ เดยี ว , ศรลี งั กา เป็นตน้ และยงั สามารถพบไดใ้ นประเทศเขตร้อนบางประเทศในแถบอเมริกาใต้ เช่นกนั โดยทั่วไปแลว้ ตะไครจ้ ัดเป็นพชื ล้มลกุ ตระกูลหญ้าและสามารถแบ่งออกเป็น 6 ชนิด ได้แก่ ตะไคร้หอม ตะไคร้กอ ตะไครต้ ้น ตะไคร้นา้ ตะไคร้หางนาค และตะไครห้ างสิงห์ ประโยชน์และสรรพคุณตะไคร้ • ช่วยขับลม • ลดอาการทอ้ งอดื ทอ้ งเฟ้อแนน่ จกุ เสยี ด • แก้อาการเกรง็ • ชว่ ยขับเหงื่อ • แกโ้ รคทางเดนิ ปัสสาวะ แกอ้ าการขดั เบา • แกน้ ่วิ แก้ปสั สาวะเป็นเลอื ด • แก้เบ่อื อาหาร ทาให้เจริญอาหาร • ช่วยยอ่ ยอาหาร • ลดความดันโลหติ
• แก้กระษยั • เป็นยารกั ษาเกลือ้ น • แกไ้ ข้หวดั • ขับประจาเดือน ขับระดูขาว • ใชภ้ ายนอกทาแก้อาการปวดบวมตามข้อ • ช่วยขบั เหง่ือ แกก้ ระหายน้า • ชว่ ยป้องกนั โรคมะเรง็ ลาไสใ้ หญ่ • บรรเทาอาการหวดั อาการไอ มีเสมหะ • ช่วยบรรเทาอาการวงิ เวยี นศีรษะ • ชว่ ยในการรักษาอหวิ าตกโรค ใช้ส่วนของเหง้า ลา้ ต้นและใบของตะไคร้ เปน็ ส่วนประกอบของอาหารท่ีส้าคัญหลายชนดิ เชน่ ต้มย้า และอาหารไทยหลายชนิด และใช้เป็นเครือ่ งเทศประกอบอาหารสา้ หรับดับกลิน่ คาว เชน่ เดียวกบั ขงิ ขา่ ใบมะกรูด ให้อาหารมีกลน่ิ หอม และปรบั ปรุงรสใหน้ ่ารับประทานมากขึน สามารถ นา้ มาใช้ท้าเปน็ นา้ ตะไคร้ น้าตะไคร้ใบเตย ช่วยดับร้อนแกก้ ระหายได้เปน็ อยา่ งดี สามารถน้าไปแปรรปู เป็นผลติ ภัณฑ์ได้หลายชนิด เช่น เครือ่ งปรงุ อบแหง้ ตะไครแ้ ห้งส้าหรบั ชงดืม่ น้ามาสกัดเปน็ น้ามนั หอม ระเหย เป็นตน้ รูปแบบและขนาดวธิ ใี ช้ ใช้รักษาอาการขัดเบา เหง้าและลา้ ตน้ สด หรือแหง้ 1 กา้ มอื หรอื น้าหนกั สด 40-60 กรัม แห้ง 20-30 กรมั ทบุ ต้มกับน้าพอควร แบง่ ดม่ื 3 ครัง ๆ ละ 1 ถว้ ยชา (75 มลิ ลิ ิตร) ก่อนอาหาร หรือจะหั่น ตะไคร้ คั่วดว้ ยไฟอ่อน ๆ พอเหลือง ชงด้วยนา้ เดือด ปดิ ฝาทิงไว้ 5-10 นาที ดื่มแตน่ า้ 3 ครัง ครงั ละ 1 ถ้วยชา ก่อนอาหาร ใชร้ ักษาทอ้ งอดื ท้องเฟ้อแน่นจุกเสยี ด ใช้เหง้าและลา้ ตน้ สด1 ก้ามือ น้าหนกั 40-60 กรัม ทบุ พอแตก ต้มกับนา้ 2 ถว้ ยแก้ว เดอื ด 5-10 นาที ดม่ื แต่นา้ ครังละ 1/2 แกว้ วันละ 3 ครังหลงั อาหาร การใช้ตะไคร้รกั ษาอาการแนน่ จุกเสียด ตามคา้ แนะน้าของกระทรวงสาธารณสขุ (สาธารณสขุ มลู ฐาน) 1. นา้ ตะไครท้ ังต้นรวมทังรากจ้านวน 5 ต้น สบั เปน็ ทอ่ น ตม้ กบั เกลอื เตมิ นา้ ต้ม 3 ส่วน ให้ เหลือ 1 สว่ น ดื่มครงั ละ 1 ถว้ ยแกว้ ติดตอ่ กนั 3 วัน จะหายปวดท้อง 2. นา้ ล้าตน้ แกส่ ดๆทุบพอแหลกประมาณ 1 กา้ มอื (40-60 กรมั ) ต้มเอาน้าด่ืม
ใช้รักษาอาการเมาคา้ ง ใช้ต้นสดโขลกคนั เอานา้ ดื่มแก้อาการเมาในกรณีผทู้ ี่เมามากๆ ชว่ ยให้ สรา่ งเร็ว สรรพคุณทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ทไ่ี ดม้ ีการศกึ ษาวจิ ยั ทางคลนิ ิกผลปรากฏว่า นา้ ยาบ้วนปากจากตะไครส้ ามารถชว่ ยลดกล่นิ ปากท่ีเกดิ จาก เชอื แบคทีเรียบางชนดิ ลงได้และพบว่ามีความปลอดภยั จากการใช้งานในกลมุ่ ผู้ถูกทดลอง แม้ยงั คงตอ้ งมี การปรับปรงุ กล่นิ ฉนุ และรสชาติจากตะไคร้เพม่ิ เตมิ ตอ่ ไป และในนา้ มันหอมระเหยที่สกัดจากตะไครม้ ี อตั ราการรักษาผู้ป่วยโรคเกลือนอยู่ทปี่ ระมาณ 60% ในขณะที่ตัวยาคโี ตโคนาโซลมปี ระสิทธิผลทางการ รักษาสงู กวา่ คือ อยู่ท่ี 80% และมกี ารทดลองประสิทธิภาพของตะไคร้ดว้ ยการทาโลชนั่ ทม่ี ีสว่ นผสมของ น้ามันตะไคร้ลงบนแขนของผู้อาสาสมคั รทดลอง แล้วให้ผทู้ ดลองอยู่ในบริเวณที่มีตวั รินชนิด Culicoides Pachymerus อยู่อยา่ งชกุ ชุม โดยทดลองซา้ ๆ 10 ครงั เพื่อทดสอบประสิทธิผลทางการปอ้ งกันภายใน 3-6 ช่ัวโมง ผลการทดลองพบวา่ โลชั่นที่มสี ว่ นผสมของตะไคร้มีประสทิ ธิผลทางการป้องกนั ตัวรินชนิดนี ไดส้ ูงสดุ ถึงประมาณ 5 ช่วั โมง สว่ นการทดลองถงึ ประสิทธิภาพของตะไครใ้ นการป้องกันยงุ ก้นปล่องสาย พนั ธุ์ Anopheles Arabiensis ในอาสาสมคั รทดลองเพศชาย 3 คน พบว่ายากันยงุ ทม่ี สี ่วนผสมของ ตะไคร้มปี ระสทิ ธิภาพในการป้องกนั ยงุ ได้ยาวนานที่ประมาณ 3 ช่วั โมง ส่วนในเร่ืองการกา้ จดั รังแคนัน มี งานทดลองหน่ึงในไทยที่น้าเอาน้ามนั สกดั จากตะไครม้ าเป็นสว่ นผสมในผลติ ภัณฑ์นา้ มนั บ้ารุงเส้นผมแตง่ กล่ิน 5, 10 และ 15% โดยมีอาสาสมคั รทดลองเป็นคนไทยในวยั 20-60 ปี จ้านวน 30 คน ผลการ ทดลองพบวา่ ผลติ ภัณฑ์น้ามันบา้ รุงเสน้ ผมแตง่ กลน่ิ ตะไคร้มีประสทิ ธิผลตอ่ การลดปรมิ าณรังแคลงอยา่ งมี นัยสา้ คญั โดยเฉพาะในผลิตภัณฑท์ ม่ี ีส่วนผสมของตะไคร้ 10%
ลกั ษณะท่วั ไปตะไคร้ ตะไครเ้ ป็นพชื ลม้ ลกุ วงศเ์ ดยี วกบั หญา้ มักมอี ายมุ ากกว่า 1 ปี (ขนึ อยู่กับปัจจัยทางสภาพแวดลอ้ ม)ล้าต้น ตะไคร้มเี หงา้ ใตด้ นิ ล้าตน้ มลี ักษณะตงั ตรง รูปทรงกระบอก มีความสงู ได้ถึง 1 เมตร (รวมทงั ใบ) ส่วนของ ล้าต้นทีเ่ รามองเหน็ จะเปน็ ส่วนของกาบใบทอ่ี อกเรยี งชอ้ นกันแนน่ โคนต้นมีลักษณะกาบใบหุ้มหนา ผิว เรียบ และมขี นอ่อนปกคลุม สว่ นโคนมีรปู ร่างอ้วน มีสีมว่ งออ่ นเลก็ นอ้ ย และคอ่ ยๆเรยี วเลก็ ลงกลายเป็น ส่วนของใบ แกนกลางเปน็ ปลอ้ งแข็ง ส่วนนสี ูงประมาณ 20-30 ซม. ขึนอยกู่ ับความอดุ มสมบูรณ์ของดิน และพนั ธ์ุ และเปน็ ส่วนที่น้ามาใช้ส้าหรับประกอบอาหาร ใบตะไครป้ ระกอบด้วย 3 สว่ น คอื ก้านใบ (ส่วน ลา้ ตน้ ทก่ี ล่าวข้างตน้ ) หูใบ (ส่วนตอ่ ระหว่างกาบใบ และใบ) และใบ ใบตะไคร้ เปน็ ใบเดี่ยว มสี ีเขียว มี ลักษณะเรยี วยาว ปลายใบโคง้ ลูล่ งดนิ โคนใบเช่ือมตอ่ กับหูใบ ใบมีรปู ขอบขนาน ผวิ ใบสากมอื และมขี น ปกคลุม ปลายใบแหลม ขอบใบเรยี บ แตค่ ม กลางใบมีเส้นกลางใบแข็ง สขี าวอมเทา มองเห็นต่างกับแผ่น ใบชดั เจน ใบกว้างประมาณ 2 ซม. ยาว 60-80 เซนติเมตร ตะไครเ้ ป็นพชื ที่ออกดอกยาก จึงไม่คอ่ ยพบ เหน็ ดอกตะไครด้ อกจะออกดอกเป็นช่อกระจาย มกี ้านชอ่ ดอกยาว และมกี ้านช่อดอกยอ่ ยเรียงเป็นคๆู่ ในแต่ละคจู่ ะมีใบประดับรองรับ มีกลิ่นหอม ดอกมขี นาดใหญค่ ลา้ ยดอกอ้อ
การขยายพันธุต์ ะไคร้ ตะไครส้ ามารถขยายพนั ธุไ์ ด้ดว้ ย การปักช้าตน้ เหงา้ โดยตดั ใบออกใหเ้ หลอื ตอนโคนประมาณหนง่ึ คบื น้ามาปักช้าไว้สกั หนง่ึ สปั ดาหก์ จ็ ะมีรากงอกออกมา แล้วนา้ ไปลงแปลงดนิ ท่ีเตรยี มไว้ ส้าหรับวธิ กี ารปลูก ตะไคร้มีดังนี 1. การเตรยี มดนิ ตะไครช้ อบดินร่วนซุย ใหไ้ ถพลกิ ดินและไถพรวนลกึ ประมาณ 0.5 เมตร แลว้ ทา้ หลมุ แต่ ละหลมุ หา่ งกันประมาณ 0.5 เมตร 2. ลงต้นพนั ธห์ุ ลมุ ละ 3 ต้น กลบดนิ ใหพ้ อมิดรากตะไคร้ประมาณ 10 เซนตเิ มตร 3. ชว่ งแรกรดนา้ ทุกวัน แตร่ ะวังอยา่ ให้น้าเขา้ ไส้ตะไคร้เวลารดน้าใหร้ ดทีโคนตน้ ตะไครเ้ ทา่ นนั มิฉะนันตน้ ตะไคร้จะเน่าห้ามใช้สปรงิ เกอร์เป็นอันขาดต้องใหน้ า้ ท่โี คนเทา่ นนั 4. ในชว่ ง 3 วันแรกที่ปลูกให้พรางแสงแดดใหต้ ะไคร้ดว้ ย หลังจากตะไครป้ รับตวั ได้แลว้ ใหเ้ อาวสั ดพุ ราง แสงออกเพราะธรรมชาติของตะไคร้ชอบแดด และเจรญิ เตบิ โตไดด้ ีในทที่ ี่มีแสงจ้า 5. เม่ือผา่ นไป 1 เดอื นตะไคร้จะเรม่ิ ตงั กอ ใหส้ งั เกตที่ต้น ถ้าต้นเจรญิ เติบโตดี ลา้ ตน้ จะมขี นาด เสน้ ผ่าศนู ย์กลางประมาณ 1.5-2 เซนตเิ มตรกส็ ามารถตดั ไปใชห้ รือขายได้ การตัดตะไครใ้ ห้ตดั ตดิ กก แต่อยา่ ให้สะเทือนรากทอี่ ยู่ในดินเพราะตะไคร้สามารถแตกขึนมาตงั กอไดอ้ ีก ไมต่ ้องหาต้นพันธ์มุ าปลูก ใหมแ่ ทน 6. เมือ่ ตัดควรตดั ใหห้ มดกอ เพอื่ ตน้ ตะไคร้ทแ่ี ตกใหมจ่ ะได้เติบโตไดเ้ ตม็ ท่ี 7. หลัง จากตดั แลว้ ตะไคร้จะตังกอใหมภ่ ายในเวลา 1-2 เดอื นเมื่อตะไคร้โตเต็มท่แี ลว้ กส็ ามารถตัดไดอ้ กี เรื่อยไปจนกว่าตน้ จะโทรม หรอื ตะไครไ้ มแ่ ตกขึนมาอีก ตะไคร้ชอบดนิ รว่ นซุย แตก่ ็สามารถเจริญไดใ้ นดินแทบทุกชนิดเป็นพืชท่ีดแู ลงา่ ยชอบนา้ ชอบ แดดจ้า เปน็ พชื ทนแลง้ ไดด้ ี และเป็นพืชทมี่ ีโรคน้อย ศัตรูพืชก็ไมค่ ่อยมี (นา่ จะเกดิ จากการทตี่ ะไคร้มี น้ามันหอมระเหยตะไคร้ในทกุ ๆสว่ นจึงสามารถปอ้ งกันจากแมลงต่างๆได)้ ขอ้ แนะนาและข้อควรระวัง • การบริโภคตะไครห้ รือการใชต้ ะไคร้ทาบนผวิ หนงั เพอ่ื จุดประสงคท์ างการรกั ษาโรค อาจจะปลอดภยั หากใช้ตะไคร้ในชว่ งเวลาสัน ๆ ภายใตก้ ารดูแลและคา้ แนะน้าจากแพทย์ • การสูดดมสารทีม่ ีสว่ นประกอบของตะไคร้ อาจทา้ ให้เกิดผลขา้ งเคยี งทเี่ ปน็ อันตรายและเปน็ พษิ ต่อ รา่ งกายไดใ้ นผูป้ ่วยบางราย เช่น ผ้มู ีปัญหาเกี่ยวกบั สุขภาพปอด • ปรกึ ษาแพทย์ เภสชั กร และศกึ ษาขอ้ มลู บนฉลากใหถ้ ถี่ ้วนก่อนใช้ผลิตภณั ฑใ์ ด ๆ ท่มี ีสารสกัดมาจาก ตะไครก้ ่อนเสมอ เพ่อื หลีกเล่ียงการเกิดผลข้างเคียงท่ีอาจเปน็ อันตรายตอ่ สขุ ภาพหลังการบริโภค
• ระวังการใช้ตะไคร้และผลติ ภัณฑ์จากตะไคร้ในคนที่เปน็ ตอ้ หิน (glaucoma) เน่ืองจาก citral จะท้า ให้ความดนั ในลกู ตาเพ่มิ ขึน
27.ผกั วอเตอรเ์ ครส วอเตอร์เครส (Watercress) หรือ สลัดน้า ส่วนคนลาวจะเรยี กผักชนดิ นีว่าผักนา้ มชี อื่ วิทยาศาสตรว์ า่ Nasturtium officinale W.T. Aiton โดยผกั วอเตอร์เครสจดั เปน็ ราชนิ ีผกั ส้าหรับคนรักสขุ ภาพ ปจั จุบัน เปน็ ทไี่ ด้รบั ความนยิ มอย่างมากในหมู่คนรกั สุขภาพในประเทศแถบยโุ รป นวิ ซีแลนด์ และอเมรกิ า โดยมี ต้นกา้ เนิดในประเทศเนปาล นิวซีแลนด์ และอเมริกาเหนือ ส้าหรับลักษณะของผักวอเตอรเ์ ครสนี ล้าต้นและใบจะคลา้ ยผักเปด็ ไทย แต่จะต่างกนั ตรงที่ขนาดความ ยาวของใบ โดยผักวอเตอร์เครสจะมคี วามยาวมากกว่า ส้าหรบั สายพันธ์ุของผักวอเตอร์เครสมีอยู่ 2 สาย พนั ธ์ุหลัก ๆ ท่นี ิยมปลูกรับประทานกไ็ ดแ้ ก่ พันธ์ุสเี ขียวและพันธส์ุ แี ดง (หรือนา้ ตาล) นอกจากจะปลูกไว้ เพือ่ รับประทานแลว้ ยังใช้ปลูกเปน็ ไมป้ ระดับไดท้ งั ในน้าและบนดิน ส้าหรบั ในประเทศไทยนัน ผักชนิดนี เร่ิมได้รับความนยิ มมากขึนเร่ือย ๆ เมือ่ ไม่กปี่ ีที่ผ่านมา โดยมีแหล่งเพาะปลูกท่ีส้าคัญในแถบภาคเหนอื และภาคใต้ ซง่ึ เป็นที่นยิ มปลูกกันมากเพราะเป็นผกั ท่ีปลกู งา่ ย โตเร็ว รับประทานสดได้ จะน้ามาประกอบ อาหารก็อร่อยใชไ้ ด้เลยทีเดยี ว สา้ หรับคณุ คา่ ทางโภชนาการของผกั ชนดิ นขี อบอกเลยว่าเยอะมาก ๆ (ถา้ ไม่เยอะจริงจะเปน็ ราชินีผักได้ยังไง ?) ผกั วอเตอร์เครสนันมคี ุณค่าทางอาหารสงู เพราะอุดมไปดว้ ยวติ ามินและแรธ่ าตุหลายชนิดในปรมิ าณที่สูง กวา่ ผกั หลาย ๆ ชนดิ โดยมีปรมิ าณแคลเซียมสงู กว่าในนมสด มธี าตุเหล็กมากกวา่ ผักขม มวี ิตามิเอใน ปรมิ าณทส่ี ูงมาก มีวิตามนิ ซสี ูงกว่าส้ม วิตามินอีทส่ี ูงกวา่ ผกั กาดธรรมดาถึง 2 เท่าตวั ! และมงี านวจิ ัยของ มหาวทิ ยาลยั อลิ ลนิ อยส์ (University of Illinois) คณะเกษตรศาสตร์พบว่าผกั วอเตอร์เครสสามารถช่วย ตอ่ ตา้ นโรคมะเรง็ ได้ และยงั มคี ุณสมบัติชว่ ยล้างสารพิษตกค้างในรา่ งกายอกี ด้วย โดยผกั วอเตอรเ์ ครสประ มาณ 10 ยอดจะให้วิตามินเอถึง 1 ใน 4 ของท่ีร่างกายตอ้ งการในแต่ละวนั
สรรพคณุ ของผกั วอเตอรเ์ ครส 1. ชว่ ยตอ่ ต้านอนุมลู อสิ ระ ช่วยชะลอความแกช่ รา 2. ช่วยเสรมิ สรา้ งภมู คิ ุ้มกันให้กับรา่ งกาย บ้ารงุ สขุ ภาพ 3. ชว่ ยบา้ รุงและรักษาสายตาเพราะเป็นผกั ท่อี ดุ มไปดว้ ยวติ ามนิ เอ 4. สารลูทนี และเบตาแคโรทนี ในผกั ชนดิ นชี ว่ ยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเกยี่ วกบั นัยนต์ า อยา่ งเช่น ตอ้ ในตาและจอประสาทตาเสอ่ื ม 5. ชว่ ยปอ้ งกนั และรกั ษาโรคเลอื ดออกตามไรฟัน 6. เปน็ ผักทีไ่ ม่มคี อเลสเตอรอลและยงั ช่วยลดระดบั ไขมนั ในเลอื ดได้อีกดว้ ย 7. ผูเ้ ชย่ี วชาญด้านสมุนไพรเช่ือว่าผักวอเตอรเ์ ครสนันสามารถช่วยล้างเลอื ดในร่างกายได้ 8. ชว่ ยบ้ารุงและรักษากระดกู และฟนั ใหแ้ ข็งแรง 9. เหมาะสา้ หรับผูป้ ว่ ยท่ีเปน็ โรคทางเดินหายใจ 10. ชว่ ยป้องกนั โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน 11. เหมาะสา้ หรับผูป้ ว่ ยทต่ี ดิ เชอื ในทางเดินปัสสาวะ 12. ผักวอเตอร์เครสมคี ุณสมบัตชิ ่วยลา้ งสารพิษตกคา้ งในร่างกายได้ 13. ชว่ ยลดระดบั ไตรกลเี ซอไรดใ์ นกระแสเลอื ด 14. ชว่ ยลดการถูกทา้ ลายของเซลล์เม็ดเลือดขาวไดม้ ากถึง 23% 15. ชว่ ยยับยงั ป้องกนั การเกดิ โรคมะเรง็ และชว่ ยยบั ยงั การแพร่กระจายของเซลล์มะเรง็ ไปยังบริเวณ อนื่ ๆ 16. ชว่ ยป้องกนั การเกดิ โรคมะเรง็ ปอด 17. ชวยลดการเตบิ โตของเซลล์มะเรง็ ล้าไสใ้ หญ่ 18. ช่วยลดการท้าลายของ DNA ของเซลลบ์ ริเวณล้าไส้ 19. ชว่ ยยบั ยังการเจรญิ เติบโตของเซลล์มะเรง็ เตา้ นม
20. ช่วยลดอนั ตรายของการเกิดโรคมะเรง็ ท่มี ีสาเหตมุ าจากควันบุหร่ีและสารพษิ อื่น ๆ ท่ีได้รับจาก อาหารตา่ ง ๆ 21. ช่วยในการยอ่ ยอาหาร 22. มคี ุณสมบัตชิ ว่ ยในการห้ามเลอื ดเมอ่ื น้ามาผสมกบั น้าส้มสายชู ประโยชนข์ องผกั วอเตอร์เครส • น้ามารับประทานสดหรือใชป้ ระกอบอาหารไดห้ ลากหลายเมนู เช่น สลดั แกงจืด ต้มซุป ผดั ไฟ แดง ชบุ แปง้ ทอด รับประทานสดพรอ้ มกับสม้ ตา้ นา้ พริก สอดไส้แซนดว์ ชิ รวมไปถงึ ใชต้ กแต่ง อาหารให้น่ารบั ประทานย่ิงขนึ คณุ คา่ ทางโภชนาการของผักวอเตอรเ์ ครสตอ่ 100 กรมั • พลังงาน 11 กโิ ลแคลอรี • คาร์โบไฮเดรต 1.29 กรัม • นา้ ตาล 0.2 กรัม • เส้นใย 0.5 กรมั • ไขมัน 0.1 กรมั • โปรตนี 2.3 กรัม • วติ ามนิ เอ 160 ไมโครกรัม 20% • เบตาแคโรทีน 160 ไมโครกรัม 18% • ลูทนี และซีแซนทนี 5,867 ไมโครกรัม • วติ ามินบี 1 0.09 มิลลกิ รัม 8% • วิตามนิ บี 2 0.12 มลิ ลกิ รมั 10%
• วติ ามินบี 5 0.31 มลิ ลิกรัม 6% • วติ ามนิ บี 6 0.129 มลิ ลิกรัม 10% • วติ ามนิ บี 9 9 ไมโครกรัม 2% • วติ ามินซี 43 มิลลิกรัม 52% • วติ ามนิ อี 1 มิลลิกรัม 1% • วติ ามนิ เค 250 ไมโครกรมั 238% • ธาตุแคลเซียม 120 มลิ ลกิ รัม 12% • ธาตเุ หลก็ 0.2 มิลลกิ รมั 2% • ธาตุแมกนีเซยี ม 0.244 มิลลิกรมั 6% • ธาตุฟอสฟอรัส 60 มลิ ลิกรัม 9% • ธาตุโพแทสเซียม 330 มลิ ลกิ รัม 7% • ธาตโุ ซเดยี ม 41 มิลลิกรมั 3% % ร้อยละของปรมิ าณแนะน้าทร่ี ่างกายต้องการในแตล่ ะวันส้าหรบั ผูใ้ หญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)
Search