เปดิ ธรรมทถี่ ูกปิด : อานาปานสติ ภิกษุท้ังหลาย ! แม่นำ้�คงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน หลง่ั ไปสทู่ ศิ ปราจนี บา่ ไปสทู่ ศิ ปราจนี ฉนั ใด ภกิ ษผุ เู้ จรญิ โพชฌงค์ ๗ ก็ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไป สู่นิพพาน โอนไปส่นู ิพพาน ฉนั นั้นเหมือนกัน ก็ภิกษุ ผเู้ จริญโพชฌงค์ ๗ กระทำ�ให้มากซ่ึงโพชฌงค์ ๗ อย่างไร ยอ่ มเปน็ ผ้นู อ้ มไปสู่นิพพาน โน้มไปสนู่ ิพพาน โอนไปสู่ นิพพาน. ภิกษทุ ้งั หลาย ! ภกิ ษุในธรรมวนิ ัยน้ี ย่อมเจรญิ สติสมั โพชฌงค์ อันอาศยั วเิ วก อันอาศัยวริ าคะ อันอาศัย นิโรธ นอ้ มไปในการสละ ยอ่ มเจรญิ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อนั อาศัยวิเวก อนั อาศัยวริ าคะ อนั อาศัยนโิ รธ น้อมไปในการสละ ย่อมเจริญ วิริยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อนั อาศยั วริ าคะ อันอาศยั นโิ รธ นอ้ มไปในการสละ ย่อมเจริญ ปีติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ นอ้ มไปในการสละ 79
พุทธวจน - หมวดธรรม ยอ่ มเจรญิ ปัสสทั ธสิ มั โพชฌงค์ อนั อาศยั วเิ วก อนั อาศัยวริ าคะ อันอาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ย่อมเจริญ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวริ าคะ อันอาศัยนโิ รธ น้อมไปในการสละ ยอ่ มเจรญิ อเุ บกขาสมั โพชฌงค์ อันอาศัยวเิ วก อันอาศยั วิราคะ อนั อาศยั นโิ รธ น้อมไปในการสละ ภิกษุท้ังหลาย ! ภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ กระท�ำ ให้มาก ซึง่ โพชฌงค์ ๗ อย่างนี้แล ย่อมเปน็ ผู้ นอ้ มไปสูน่ ิพพาน โนม้ ไปสู่นพิ พาน โอนไปส่นู ิพพาน. 80
พุทธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมท่ถี กู ปิด : อานาปานสติ เจริญอานาปานสติ 16 ชอื่ วา่ ไม่เหนิ หา่ งจากฌาน -บาลี เอก. อํ. ๒๐/๕๔-๕๕/๒๒๔. ภิกษุทง้ั หลาย ! ถ้าภิกษุ เจรญิ อานาปานสติ แมช้ ่ัวกาลเพยี งลดั นวิ้ มอื ภิกษนุ ้เี รากลา่ วว่า อยู่ไมเ่ หินหา่ งจากฌาน ทำ�ตามคำ�สอนของพระศาสดาปฏิบัติตามโอวาท ไมฉ่ นั บณิ ฑบาตของชาวแวน่ แควน้ เปลา่ กจ็ ะปว่ ยกลา่ วไป ไยถงึ ผกู้ ระท�ำ ให้มากซึง่ อานาปานสตนิ น้ั เลา่ . 81
พุทธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมที่ถกู ปิด : อานาปานสติ 82
พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมทีถ่ ูกปดิ : อานาปานสติ อานาปานสติ 17 เป็นสขุ วหิ ารระงบั ไดซ้ ึง่ อกุศล -บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๐๖/๑๓๕๒-๑๓๕๔. -บาลี มหา. ว.ิ ๑/๑๒๘-๑๓๑/๑๗๖-๑๗๘. (ทรงปรารภเหตุที่ ภิกษุทั้งหลายได้ฆ่าตัวตายบ้าง ฆา่ กนั และกนั บา้ ง เนอื่ งจากเกดิ ความอดึ อดั ระอา เกลยี ดกายของตน เพราะการปฏบิ ตั อิ สภุ ภาวนา จงึ ไดท้ รงแสดงอานาปานสตสิ มาธแิ ก่ ภกิ ษเุ หลา่ นน้ั ) ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! อานาปานสตสิ มาธนิ ีแ้ ล อนั บุคคลเจริญแล้ว ทำ�ให้มากแล้ว ย่อมเป็นของรำ�งับ เปน็ ของประณตี เปน็ ของเยน็ เปน็ สขุ วหิ าร และยอ่ มยงั อกศุ ลธรรมอนั เปน็ บาป อนั เกดิ ขน้ึ แลว้ และเกดิ ขน้ึ แลว้ ให้อนั ตรธานไป ใหร้ ำ�งับไป โดยควรแกฐ่ านะ. ภิกษุท้ังหลาย ! เปรียบเหมือนฝุ่นธุลีฟุ้งขึ้น แห่งเดือนสุดท้ายของฤดูร้อน ฝนหนักท่ีผิดฤดูตกลงมา ย่อมท�ำฝุ่นธุลีเหล่าน้ันให้อันตรธานไป ให้ร�ำงับไปได้ โดยควรแกฐ่ านะ ข้อนี้ฉนั ใด 83
พทุ ธวจน - หมวดธรรม ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคล เจรญิ แลว้ ท�ำ ใหม้ ากแลว้ กเ็ ปน็ ของระงบั เปน็ ของประณตี เป็นของเย็น เปน็ สขุ วิหาร และย่อมยงั อกศุ ลธรรมอัน เปน็ บาป ทีเ่ กิดข้นึ แลว้ และเกดิ ขึ้นแล้ว1 ให้อันตรธานไป ให้รำ�งบั ไปได้ โดยควรแก่ฐานะได้ ฉนั นนั้ . ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! กอ็ านาปานสตสิ มาธิ อนั บุคคล เจริญแลว้ ทำ�ใหม้ ากแล้ว อยา่ งไรเลา่ ? ที่เป็นของร�ำ งับ เป็นของประณีต เปน็ ของเยน็ เปน็ สุขวิหาร และย่อมยงั อกุศลธรรม อนั เป็นบาปทเี่ กดิ ข้นึ แลว้ และเกิดข้ึนแล้ว ให้อนั ตรธานไป ใหร้ �ำ งบั ไปได้ โดยควรแก่ฐานะได.้ ภิกษุทง้ั หลาย ! ภกิ ษใุ นกรณนี ้ี ไปแลว้ สปู่ า่ กต็ าม ไปแล้วสู่โคนไม้ก็ตาม ไปแล้วสู่เรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขา เข้ามาโดยรอบแล้ว ต้ังกายตรง ด�ำรงสติม่ัน ภิกษุน้ัน มสี ตหิ ายใจเข้า มสี ติหายใจออก เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว เม่อื หายใจออกยาว ก็รู้ชดั ว่าเราหายใจออกยาว 1 บาลี = อุปฺปนฺนุปฺปนฺน 84
เปดิ ธรรมที่ถูกปิด : อานาปานสติ เมื่อหายใจเข้าส้ัน ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าส้ัน เม่อื หายใจออกส้นั ก็รูช้ ดั ว่าเราหายใจออกสนั้ (แตน่ ไ้ี ด้ตรสั ไว้อย่างเดียวกนั ซ่ึงเหมอื นในหน้า ๑–๔ ทกุ ประการ). ภิกษทุ ง้ั หลาย ! อานาปานสตสิ มาธิ อนั บุคคล เจรญิ แลว้ ทำ�ให้มากแลว้ ด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมเป็น ของรำ�งบั เปน็ ของประณตี เปน็ ของเยน็ เปน็ สขุ วหิ าร และย่อมยังอกุศลธรรมอันเป็นบาป ที่เกิดข้ึนแล้ว และเกิดข้ึนแล้ว ให้อันตรธานไป ให้รำ�งับไปได้ โดยควรแก่ฐานะ ดังน้ี แล. 85
พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมที่ถกู ปิด : อานาปานสติ อานาปานสติ 18 สามารถก�ำจดั บาปอกศุ ลไดท้ กุ ทศิ ทาง -บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๐๘/๑๓๕๗. อานนท์ ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญ กระทำ�ให้มากแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ กอ็ านาปานสตสิ มาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว กระท�ำ ให้มาก แลว้ อยา่ งไร จงึ มีผลใหญ่ มอี านิสงสใ์ หญ่ ? อานนท ์ ! ในกรณนี ี้ ภกิ ษไุ ปแลว้ สปู่ า่ หรอื โคนไม้ หรอื เรอื นวา่ งกต็ าม นงั่ คขู้ าเขา้ มาโดยรอบ ตงั้ กายตรง ด�ำรง สตเิ ฉพาะหนา้ เธอนนั้ มสี ตหิ ายใจเขา้ มสี ตหิ ายใจออก เม่ือหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว เม่ือหายใจออกยาว ก็รู้ชดั วา่ เราหายใจออกยาว เม่ือหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าส้ัน เมื่อหายใจออกส้ัน กร็ ูช้ ดั วา่ เราหายใจออกสั้น (แตน่ ไ้ี ดต้ รัสไว้อยา่ งเดียวกนั ซงึ่ เหมือนในหนา้ ๑–๔ ทกุ ประการ). 86
เปิดธรรมที่ถกู ปดิ : อานาปานสติ อานนท ์! อานาปานสตสิ มาธิ อนั บคุ คลเจรญิ แลว้ กระท�ำใหม้ ากแลว้ อยา่ งนแี้ ล ยอ่ มมผี ลใหญ่ มอี านสิ งสใ์ หญ.่ อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกยาว ก็รชู้ ดั ว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น เมอ่ื หายใจออกส้นั กร็ ู้ชัดว่าเราหายใจออกสนั้ ยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะ ซึ่งกายทัง้ ปวง หายใจเขา้ ” ว่า “เราเปน็ ผรู้ ้พู รอ้ มเฉพาะ ซ่งึ กายท้งั ปวง หายใจออก” ยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผทู้ �ำ กายสงั ขาร ให้ร�ำ งับ หายใจเข้า” วา่ “เราเป็นผทู้ �ำ กายสงั ขารให้รำ�งับ หายใจออก” อานนท์ ! สมยั นน้ั ภกิ ษนุ น้ั ชื่อวา่ เปน็ ผู้เหน็ กายในกายอยเู่ ปน็ ประจ�ำ เปน็ ผมู้ คี วามเพยี รเผากเิ ลส มี สมั ปชญั ญะ มสี ติ น�ำ อภชิ ฌาและโทมนสั ในโลกออกเสยี ได.้ อานนท์ ! เราย่อมกล่าวลมหายใจเข้าและลม หายใจออก ว่าเป็นกายอนั หนึง่ ๆ ในกายทั้งหลาย. 87
พทุ ธวจน - หมวดธรรม อานนท์ ! เพราะเหตุน้ันในเร่ืองน้ี ภิกษุนั้น ยอ่ มชอ่ื วา่ เปน็ ผเู้ หน็ กายในกายอยเู่ ปน็ ประจ�ำ มคี วามเพยี ร เผากเิ ลส มสี ัมปชัญญะ มสี ติ นำ�อภิชฌาและโทมนสั ในโลกออกเสียได.้ อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ ยอ่ มท�ำการฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะ ซ่ึงปีติ หายใจเข้า” ว่า “เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซ่ึงปีติ หายใจออก” ยอ่ มท�ำการฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะ ซ่ึงสุข หายใจเข้า” ว่า “เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซ่ึงสุข หายใจออก” ยอ่ มท�ำการฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะ ซงึ่ จติ ตสงั ขาร หายใจเขา้ ” ว่า “เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึง่ จิตตสงั ขาร หายใจออก” ย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ� จิตตสังขารให้รำ�งับ หายใจเข้า” ว่า “เราเป็นผู้ทำ� จิตตสังขารให้ร�ำ งับ หายใจออก” 88
เปดิ ธรรมท่ถี กู ปิด : อานาปานสติ อานนท์ ! สมยั นน้ั ภกิ ษนุ น้ั ชอ่ื วา่ เปน็ ผเู้ หน็ เวทนา ในเวทนาทง้ั หลายอยเู่ ปน็ ประจ�ำ มคี วามเพยี รเผากเิ ลส มสี ัมปชญั ญะ มสี ติ น�ำ อภิชฌาและโทมนสั ในโลกออก เสียได.้ อานนท์ ! เรายอ่ มกลา่ ววา่ การท�ำ ในใจเปน็ อยา่ งดี ตอ่ ลมหายใจเขา้ และลมหายใจออก วา่ เปน็ เวทนาอนั หนง่ึ ๆ ในเวทนาทง้ั หลาย. อานนท์ ! เพราะเหตุนั้นในเร่ืองนี้ ภิกษุน้ัน ยอ่ มชอ่ื วา่ เปน็ ผเู้ หน็ เวทนาในเวทนาทง้ั หลายอยเู่ ปน็ ประจ�ำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำ�อภิชฌา และโทมนสั ในโลกออกเสยี ได้. อานนท ์ ! สมยั ใด ภกิ ษุ ย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซง่ึ จติ หายใจเขา้ ” วา่ “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะซง่ึ จติ หายใจออก” ย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ�จิตให้ ปราโมทยย์ ง่ิ หายใจเขา้ ” วา่ “เราเปน็ ผทู้ �ำ จติ ใหป้ ราโมทยย์ ง่ิ หายใจออก” 89
พทุ ธวจน - หมวดธรรม ยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผทู้ �ำ จติ ใหต้ ง้ั มน่ั หายใจเขา้ ” วา่ “เราเปน็ ผทู้ �ำ จติ ใหต้ ง้ั มน่ั หายใจออก” ยอ่ มท�ำการฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผทู้ �ำจติ ใหป้ ลอ่ ย อยู่ หายใจเขา้ ” วา่ “เราเปน็ ผทู้ �ำจติ ใหป้ ลอ่ ยอยู่ หายใจออก” อานนท ์! สมยั นนั้ ภกิ ษนุ นั้ ชอื่ วา่ เปน็ ผเู้ หน็ จติ ในจติ อยเู่ ปน็ ประจ�ำ มคี วามเพยี รเผากเิ ลส มสี มั ปชญั ญะ มสี ติ น�ำอภชิ ฌาและโทมนสั ในโลกออกเสยี ได.้ อานนท ์ ! เราไมก่ ลา่ วอานาปานสติ วา่ เปน็ สง่ิ ท่ี มไี ดแ้ กบ่ ุคคลผู้มีสติอันลมื หลงแลว้ ไม่มสี ัมปชัญญะ. อานนท์ ! เพราะเหตุนนั้ ในเรื่องนี้ ภิกษนุ ้นั ยอ่ ม ชอ่ื วา่ เปน็ ผเู้ หน็ จติ ในจติ อยเู่ ปน็ ประจ�ำ มคี วามเพยี รเผากเิ ลส มสี มั ปชญั ญะ มสี ติ น�ำ อภชิ ฌาและโทมนสั ในโลกออกเสยี ได.้ อานนท์ ! สมยั ใด ภกิ ษุ เธอยอ่ มทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผเู้ ห็นซ่ึง ความไมเ่ ท่ียงอยู่เปน็ ประจำ� หายใจเข้า” ว่า “เราเป็น ผู้เหน็ ซง่ึ ความไม่เทย่ี งอยเู่ ป็นประจ�ำ หายใจออก” เธอย่อมท�ำ การฝึกหดั ศกึ ษาว่า “เราเป็นผเู้ หน็ ซ่ึง ความจางคลายอย่เู ปน็ ประจ�ำ หายใจเขา้ ” ว่า “เราเปน็ ผูเ้ หน็ ซ่งึ ความจางคลายอยูเ่ ปน็ ประจ�ำ หายใจออก” 90
เปดิ ธรรมท่ีถกู ปดิ : อานาปานสติ เธอยอ่ มท�ำ การฝึกหัดศึกษาวา่ “เราเป็นผเู้ หน็ ซง่ึ ความดบั ไมเ่ หลอื อยเู่ ปน็ ประจ�ำ หายใจเขา้ ” วา่ “เราเปน็ ผู้เหน็ ซ่ึงความดบั ไม่เหลืออยเู่ ป็นประจ�ำ หายใจออก” เธอยอ่ มทำ�การฝกึ หัดศกึ ษาว่า “เราเปน็ ผเู้ หน็ ซงึ่ ความสลดั คืนอยูเ่ ปน็ ประจำ� หายใจเขา้ ” วา่ “เราเปน็ ผเู้ หน็ ซึง่ ความสลดั คืนอยเู่ ป็นประจำ� หายใจออก” อานนท์ ! สมยั นน้ั ภกิ ษนุ น้ั ชอ่ื วา่ เปน็ ผเู้ หน็ ธรรม ในธรรมทง้ั หลายอยเู่ ป็นประจ�ำ มีความเพียรเผากิเลส มสี มั ปชญั ญะ มีสติ น�ำ อภิชฌาและโทมนัสในโลกออก เสยี ได.้ อานนท์ ! ภิกษุน้ัน เปน็ ผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะเป็น อยา่ งดแี ลว้ เพราะเธอเหน็ การละอภชิ ฌาและโทมนสั ทง้ั หลาย ของเธอน้ันดว้ ยปญั ญา. อานนท์ ! เพราะเหตุนั้นในเร่ืองนี้ ภิกษุน้ัน ยอ่ มชอ่ื วา่ เปน็ ผเู้ หน็ ธรรมในธรรมทง้ั หลายอยเู่ ปน็ ประจ�ำ มคี วามเพยี รเผากเิ ลส มสี มั ปชญั ญะ มสี ติ น�ำ อภชิ ฌาและ โทมนัสในโลกออกเสยี ได้. 91
พทุ ธวจน - หมวดธรรม อานนท์ ! เปรียบเหมือนกองฝุ่นใหญ่มีอยู่ท่ี หนทางใหญ่ ๔ แพรง่ ถา้ เกวยี นหรอื รถมาจากทศิ ตะวนั ออก กบ็ ดขยก้ี องฝนุ่ นน้ั ถา้ เกวยี นหรอื รถมาจากทางทศิ ตะวนั ตก กบ็ ดขย้ีกองฝุ่นน้นั ถา้ เกวยี นหรอื รถมาจากทางทศิ เหนือ ก็บดขย้ีกองฝุ่นน้ัน ถ้าเกวียนหรือรถมาจากทางทิศใต้ กบ็ ดขยีก้ องฝนุ่ นน้ั น้ีฉันใด อานนท์ ! เมื่อบุคคลมีปกติเห็นกายในกายอยู่ เป็นประจ�ำ ย่อมก�ำจัดบาปอกุศลธรรมท้ังหลายโดยแท้ เมอ่ื บคุ คลมปี กตเิ หน็ เวทนาในเวทนาทง้ั หลายอยเู่ ปน็ ประจ�ำ ย่อมก�ำจัดบาปอกุศลธรรมท้ังหลายโดยแท้ เม่ือบุคคล มปี กตเิ หน็ จติ ในจติ อยเู่ ปน็ ประจ�ำ ยอ่ มก�ำจดั บาปอกศุ ลธรรม ทงั้ หลายโดยแท้ เมอื่ บคุ คลมปี กตเิ หน็ ธรรมในธรรมทงั้ หลาย อยเู่ ปน็ ประจ�ำ ยอ่ มก�ำจดั บาปอกศุ ลธรรมทงั้ หลายโดยแท้ ฉันนน้ั เหมอื นกนั . 92
พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมทีถ่ กู ปิด : อานาปานสติ อานาปานสติ 19 ละไดเ้ สยี ซง่ึ ความฟงุ้ ซา่ น -บาลี ฉกกฺ . อํ. ๒๒/๔๙๘/๓๘๖. ภิกษทุ งั้ หลาย ! ธรรม ๓ ประการน้ี ๓ ประการ อย่างไรเล่า คือ ความเป็นผู้ว่ายาก ๑ ความเป็นผู้มี มติ รชวั่ ๑ ความฟุ้งซ่านแห่งจติ ๑. ภิกษทุ ั้งหลาย ! นี้แลธรรม ๓ ประการ. ภกิ ษุท้งั หลาย ! ธรรม ๓ ประการ อันภิกษพุ ึง ท�ำ ให้เจรญิ เพอื่ ละธรรม ๓ ประการเหล่าน้ี ๓ ประการ อย่างไรเล่า ? คือ (๑) ความเป็นผู้ว่าง่าย อันภิกษุพึงให้เจริญ เพอื่ ละความเป็นผู้ว่ายาก (๒) ความเป็นผู้มีมิตรดี อันภิกษุพึงให้เจริญ เพ่อื ละความเป็นผมู้ มี ิตรชว่ั (๓) อานาปานสติ อันภิกษุพึงให้เจริญ เพ่อื ละความฟ้งุ ซา่ นแห่งจิต. ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! นีแ้ ลธรรม ๓ ประการ อนั ภิกษุ พึงทำ�ใหเ้ จริญ เพอ่ื ละธรรม ๓ ประการเหล่านั้น. 93
พุทธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมที่ถกู ปิด : อานาปานสติ 94
พุทธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมทีถ่ กู ปดิ : อานาปานสติ อานาปานสติ 20 ละเสียได้ซ่ึงความคับแค้น -บาลี อิติว.ุ ข.ุ ๒๕/๒๙๒–๒๙๓/๒๖๔. ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! เธอทงั้ หลาย (๑) จงเป็นผู้พิจารณาเห็นอารมณ์ว่าไม่งาม ในกายอยู่ (๒) จงเข้าไปตั้งอานาปานสติไว้เฉพาะหน้า ในภายใน (๓) จงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในสังขาร ทั้งปวงอยเู่ ถิด. ภกิ ษุทงั้ หลาย ! (๑) เมื่อเธอทั้งหลายพิจารณาเห็นอารมณ์ว่า ไม่งามในกายอยู่ ยอ่ มละราคานสุ ัยในเพราะความเปน็ ธาตุงามได้ (๒) เมื่อเธอท้ังหลายเข้าไปต้ังอานาปานสติ ไว้เฉพาะหน้าในภายใน ธรรมเป็นที่มานอนแห่งวิตก ท้ังหลาย (มจิ ฉาวติ ก) ในภายนอก อันเป็นไปในฝกั ฝา่ ย แห่งความคบั แค้น ย่อมไม่มี 95
พทุ ธวจน - หมวดธรรม (๓) เมื่อเธอทั้งหลายพิจารณาเห็นความไม่ เทย่ี งในสงั ขารท้ังปวงอยู่ ย่อมละอวิชชาได้ วิชชายอ่ มเกิด ข้นึ . ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอารมณ์ว่าไม่งามในกาย มสี ตเิ ฉพาะในลมหายใจ มคี วามเพยี รทกุ เมอื่ พิจารณา เห็นซง่ึ นิพพาน อนั เป็นทร่ี ะงบั สังขารทงั้ ปวง ภิกษนุ ัน้ แล ผ้เู ห็นโดยชอบ พยายามอยู่ ยอ่ มน้อมไปใน นพิ พาน อนั เปน็ ทีร่ ะงบั แหง่ สังขารทั้งปวง ภิกษนุ ัน้ แล ผอู้ ยจู่ บอภญิ ญา สงบระงบั ลว่ งโยคะเสยี ไดแ้ ลว้ ชอื่ ว่าเปน็ มนุ ี. 96
พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมท่ีถูกปดิ : อานาปานสติ อานาปานสติ 21 วหิ ารธรรมของพระอริยเจา้ -บาลี มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๔๑๒-๔๒๓/๑๓๖๔-๑๓๖๘. ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ถา้ พวกปรพิ าชกเดยี รถยี ล์ ทั ธอิ น่ื จะพึงถามเธอท้งั หลาย อยา่ งนวี้ า่ “ท่านมีผู้มีอายุ ! พระสมณโคดม ทรงอยู่จ�ำพรรษา ส่วนมาก ด้วยวิหารธรรมไหนเลา่ ?” ดังน้.ี ภิกษุท้งั หลาย ! เม่อื พวกเธอถูกถามอย่างน้แี ล้ว พงึ ตอบแกพ่ วกปรพิ าชกเดยี รถยี ล์ ทั ธอิ น่ื เหลา่ นน้ั อยา่ งนว้ี า่ “ท่านผู้มีอายุ ! พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอยู่ ตลอดพรรษากาลเป็นอันมาก ด้วยวิหารธรรมคือ อานาปานสติสมาธิ แล” ดังน.ี้ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ในกรณนี ้ี เราเปน็ ผมู้ สี ติ หายใจเขา้ มีสตหิ ายใจออก เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว เม่ือหายใจออกยาว ก็รชู้ ัดว่าเราหายใจออกยาว เม่ือหายใจเข้าส้ัน ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น เม่อื หายใจออกสั้น ก็รชู้ ัดว่าเราหายใจออกสั้น 97
พทุ ธวจน - หมวดธรรม (แตน่ ไ้ี ดต้ รสั ไวอ้ ยา่ งเดยี วกนั ซงึ่ เหมอื นในหนา้ ๑–๔ ทกุ ประการ). ภิกษุท้ังหลาย ! เมอ่ื ใครผใู้ ดจะกลา่ วสงิ่ ใดใหถ้ กู ตอ้ งชอบธรรม วา่ เปน็ อรยิ วหิ ารกด็ ี วา่ เปน็ พรหมวหิ ารกด็ ี วา่ เปน็ ตถาคตวหิ ารกด็ ี เขาพงึ กลา่ วอานาปานสตสิ มาธิ นแี้ หละ วา่ เปน็ อรยิ วหิ าร ว่าเปน็ พรหมวหิ าร วา่ เปน็ ตถาคตวิหาร. ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! ภกิ ษเุ หลา่ ใดยงั เปน็ เสขะ ยงั ไมล่ ุ ถงึ ธรรมทต่ี อ้ งประสงคแ์ หง่ ใจ ปรารถนาอยซู่ ง่ึ โยคเขมธรรม อนั ไมม่ อี ะไรยง่ิ กวา่ ภกิ ษเุ หลา่ นน้ั เมอ่ื เจรญิ แลว้ ท�ำ ใหม้ าก แลว้ ซง่ึ อานาปานสตสิ มาธิ ยอ่ มเปน็ ไปเพอ่ื ความสน้ิ ไป แหง่ อาสวะทง้ั หลาย. ส่วนภิกษุทั้งหลายเหล่าใด เป็นอรหันต์ ส้ิน อาสวะแล้ว มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว มีส่ิงที่ต้องทำ� อันตนทำ�เสร็จแล้ว มีภาระอันปลงลงแล้ว มีประโยชน์ ตนอันลุถึงแล้ว มีสัญโญชน์ในภพท้ังหลายสิ้นรอบแล้ว เป็นผู้หลุดพน้ แลว้ เพราะรโู้ ดยชอบ 98
เปิดธรรมท่ถี ูกปิด : อานาปานสติ ภิกษทุ งั้ หลายเหลา่ น้นั เม่อื เจรญิ ทำ�ใหม้ ากแล้ว ซงึ่ อานาปานสตสิ มาธิ ย่อมเปน็ สขุ วหิ ารในทฏิ ฐธรรมนี้ ดว้ ย เพ่อื ความสมบรู ณ์แหง่ สติสมั ปชญั ญะดว้ ย. ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! ฉะนน้ั เมอ่ื ใครจะกลา่ วสง่ิ ใดให้ ถกู ตอ้ งชอบธรรม วา่ เปน็ อริยวิหารกด็ ี ว่าเปน็ พรหมวิหาร ก็ดี ว่าเปน็ ตถาคตวหิ ารก็ดี เขาพึงกลา่ ว อานาปานสติสมาธนิ ี้แหละ ว่าเปน็ อรยิ วหิ าร วา่ เปน็ พรหมวหิ าร วา่ เปน็ ตถาคตวหิ าร ดงั น.้ี 99
พทุ ธวจน - หมวดธรรม 22 เจรญิ อานาปานสติ ความหว่ันไหวโยกโคลงแหง่ กาย และจิต ย่อมมีขนึ้ ไมไ่ ด้ -บาลี มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๓๙๙-๔๐๐/๑๓๒๒-๑๓๒๖. ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทอดพระเนตร เหน็ พระมหากัปปินะ ผู้มีกายไมโ่ ยกโคลง แล้วได้ตรัสแก่ ภกิ ษทุ ้งั หลายว่า ภกิ ษุท้ังหลาย ! พวกเธอเหน็ ความหวน่ั ไหว หรอื ความโยกโคลงแห่งกายของมหากัปปนิ ะบา้ งหรือไม่ ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เวลาใดทข่ี า้ พระองคท์ ง้ั หลาย เห็นทา่ นผูม้ อี ายุนง่ั ในท่ามกลางสงฆก์ ็ดี นงั่ ในที่ลบั คนเดียวกด็ ี ในเวลานัน้ ๆ ขา้ พระองค์ทงั้ หลายไม่ไดเ้ หน็ ความหวั่นไหว หรือ ความโยกโคลงแหง่ กายของทา่ นผ้มู ีอายุรูปนนั้ เลย พระเจา้ ข้า !” ภิกษุทั้งหลาย ! ความหว่ันไหวโยกโคลงแห่ง กายกต็ ามความหวนั่ ไหวโยกโคลงแหง่ จติ กต็ ามมขี นึ้ ไมไ่ ด้ เพราะการเจรญิ ท�ำ ใหม้ ากซง่ึ สมาธใิ ด ภกิ ษมุ หากปั ปนิ ะนน้ั เปน็ ผไู้ ดต้ ามปรารถนา ไดไ้ มย่ าก ไดไ้ มล่ �ำ บาก ซง่ึ สมาธนิ น้ั . 100
เปดิ ธรรมท่ีถกู ปิด : อานาปานสติ ภิกษุท้ังหลาย ! ความหวน่ั ไหวโยกโคลงแหง่ กาย กต็ าม ความหวนั่ ไหวโยกโคลงแหง่ จิตกต็ าม มีข้นึ ไม่ได้ เพราะการเจริญทำ�ให้มากซง่ึ สมาธิเหล่าไหนเลา่ ? ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ความหวน่ั ไหวโยกโคลงแหง่ กาย กต็ าม ความหวน่ั ไหวโยกโคลงแหง่ จติ กต็ าม ยอ่ มมไี มไ่ ด้ เพราะการเจรญิ ท�ำ ใหม้ ากซง่ึ อานาปานสตสิ มาธ.ิ ภิกษุทง้ั หลาย ! เมอ่ื อานาปานสตสิ มาธิอนั บคุ คล เจรญิ ทำ�ใหม้ ากแลว้ อยา่ งไรเล่า ความหว่ันไหวโยกโคลง แห่งกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งจิตก็ตาม จงึ ไม่มี ? ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! ในกรณนี ้ี ภกิ ษไุ ปแลว้ สปู่ า่ หรอื โคนไม้ หรอื เรอื นวา่ งกต็ าม นง่ั คขู้ าเขา้ มาโดยรอบ ตง้ั กายตรง ด�ำ รงสตเิ ฉพาะหนา้ เธอนน้ั มสี ตหิ ายใจเขา้ มสี ตหิ ายใจออก เม่ือหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดวา่ เราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้าส้ัน ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น เมอื่ หายใจออกสนั้ กร็ ชู้ ดั ว่าเราหายใจออกสัน้ (แต่นไ้ี ดต้ รัสไว้อย่างเดยี วกัน ซึ่งเหมอื นในหนา้ ๑–๔ ทกุ ประการ). 101
พุทธวจน - หมวดธรรม ภิกษุทง้ั หลาย ! เมอ่ื อานาปานสตสิ มาธิ อนั บคุ คล เจรญิ ท�ำใหม้ ากแลว้ อยา่ งนแี้ ล ความหวน่ั ไหวโยกโคลง แห่งกายกต็ าม ความหว่ันไหวโยกโคลงแห่งจิตกต็ าม ย่อมมไี ม่ได้ ดังนี้. 102
พุทธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมทีถ่ กู ปดิ : อานาปานสติ เจรญิ อานาปานสติ เป็นเหตใุ ห้รู้ลมหายใจ อันมเี ป็นครงั้ สุดท้ายกอ่ นเสียชวี ิต 23 -บาลี ม. ม. ๑๓/๑๔๐-๑๔๒/๑๔๖. ราหุล ! เธอจงเจริญอานาปานสติภาวนาเถิด เพราะอานาปานสตทิ บ่ี คุ คลเจรญิ กระท�ำ ใหม้ ากแลว้ ยอ่ ม มีผลใหญ่ มอี านสิ งส์ใหญ่ ก็อานาปานสติ อนั บุคคลเจรญิ แล้วอย่างไร กระทำ�ให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลใหญ่ มอี านิสงสใ์ หญ่ ? ราหุล ! ในกรณนี ้ภี กิ ษไุ ปแลว้ สปู่ า่ หรอื โคนไม้หรอื เรอื นวา่ งกต็ าม นง่ั คขู้ าเขา้ มาโดยรอบ ตง้ั กายตรง ด�ำ รงสติ เฉพาะหนา้ เธอนน้ั มสี ตหิ ายใจเขา้ มสี ตหิ ายใจออก เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว เมอื่ หายใจออกยาว กร็ ชู้ ัดวา่ เราหายใจออกยาว เม่ือหายใจเข้าส้ัน ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าส้ัน เมอ่ื หายใจออกสัน้ ก็รชู้ ัดว่าเราหายใจออกส้ัน (แตน่ ไี้ ดต้ รสั ไวอ้ ยา่ งเดยี วกนั ซง่ึ เหมอื นในหนา้ ๑–๔ ทกุ ประการ). 103
พทุ ธวจน - หมวดธรรม ราหุล ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว กระท�ำ ใหม้ ากแลว้ อยา่ งนแ้ี ล ยอ่ มมผี ลใหญ่ มอี านสิ งสใ์ หญ.่ ราหุล ! เมื่อบุคคลเจริญ กระทำ�ให้มากซึ่ง อานาปานสติอยา่ งนแี้ ลว้ ลมอสั สาสะ (ลมหายใจเข้า) ปสั สาสะ (ลมหายใจออก) อนั จะมีเปน็ ครง้ั สดุ ท้าย เม่อื จะดับจติ นน้ั จะเป็นส่งิ ทีเ่ ขารแู้ จง้ แล้วดบั ไป หาใชเ่ ปน็ สิง่ ท่ีเขาไมร่ แู้ จง้ ไม่ ดังน.้ี 104
พุทธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมท่ีถูกปดิ : อานาปานสติ ธรรมเปน็ เครอื่ งถอนอัส๎มมิ านะ 24 ในปจั จุบนั -บาลี นวก. อํ. ๒๓/๓๖๓/๒๐๕. ภิกษุทงั้ หลาย ! นเ้ี ปน็ สงิ่ ทหี่ วงั ได้ ส�ำหรบั ภกิ ษุ ผมู้ มี ติ รดี (กลยฺ าณมติ ตฺ ) มสี หายดี (กลยฺ าณสหาย) มพี วกพอ้ งดี (กลยฺ าณสมปฺ วงกฺ ) คอื จกั เปน็ ผมู้ ศี ลี ส�ำรวมดว้ ยการส�ำรวม ในปาติโมกข์ ถึงพร้อมดว้ ยมารยาทและโคจร มีปกตเิ หน็ เปน็ ภยั ในโทษทง้ั หลาย แมม้ ปี ระมาณนอ้ ย สมาทานศกึ ษา ในสิกขาบททั้งหลายอยู่ ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! นเ้ี ป็นสง่ิ ท่ีหวงั ได้ สำ�หรบั ภกิ ษุ ผมู้ มี ติ รดี มีสหายดี มพี วกพ้องดี กลา่ วคอื กถาเปน็ เครอื่ ง ขดู เกลากเิ ลสอยา่ งยง่ิ เปน็ ธรรมเครอ่ื งสบายแกก่ ารเปดิ โลง่ แหง่ จติ ไดแ้ ก่ อปั ปจิ ฉกถา (เรอ่ื งปรารถนานอ้ ย) สนั ตฏุ ฐกิ ถา (เรื่องสนั โดษ) ปวิเวกกถา (เรอ่ื งความสงัด) อสังสัคคกถา (เรอ่ื งไมค่ ลกุ คล)ี วริ ยิ ารมั ภกถา (เรอ่ื งมคี วามเพยี ร) สลี กถา (เรอ่ื งศลี ) สมาธกิ ถา (เรอ่ื งสมาธ)ิ ปญั ญากถา (เรอ่ื งปญั ญา) 105
พุทธวจน - หมวดธรรม วมิ ุตตกิ ถา (เรอื่ งวิมตุ ต)ิ วมิ ุตตญิ าณทสั สนกถา (เรือ่ ง วมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ) เธอ จกั เปน็ ผไู้ ดโ้ ดยงา่ ย ไดโ้ ดยไมย่ าก ไมล่ ำ�บาก ซึง่ กถาเช่นน้ี ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! นเ้ี ปน็ สงิ่ ท่ีหวังได้ ส�ำ หรับภกิ ษุ ผู้มมี ติ รดี มีสหายดี มีพวกพอ้ งดี กล่าวคือ จักเปน็ ผมู้ ี ความเพยี รอนั ปรารภแลว้ เพอ่ื การละซง่ึ อกศุ ลธรรมทง้ั หลาย เพื่อการถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย มีกำ�ลัง (จิต) มคี วามบากบัน่ ม่ันคง ไมท่ อดธรุ ะในกุศลธรรมท้งั หลาย. ภิกษุทัง้ หลาย ! น้เี ปน็ สิ่งทห่ี วงั ได้ ส�ำ หรับภกิ ษุ ผูม้ มี ติ รดี มสี หายดี มพี วกพอ้ งดี กล่าวคอื จักเป็นผู้ มีปญั ญา ประกอบด้วยปญั ญาเครื่องใหร้ ซู้ ่งึ ความเกิด และความดบั (อทุ ยตถฺ คามิน)ี อนั เปน็ ปญั ญาที่เป็นอรยิ ะ เปน็ เครื่องเจาะแทงกิเลส ให้ถงึ ซึ่งความสนิ้ ทกุ ขโ์ ดยชอบ. ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! ภกิ ษผุ ตู้ ง้ั อยใู่ นธรรม ๕ ประการ เหลา่ นี้แลว้ พงึ เจริญธรรม ๔ ประการให้ยิง่ ข้นึ ไป คือ 106
เปดิ ธรรมท่ีถกู ปดิ : อานาปานสติ (๑) เจรญิ อสภุ ะ เพอื่ ละ ราคะ (๒) จรญิ เมตตา เพ่ือ ละ พยาบาท (๓) เจริญ อานาปานสติ เพ่อื ตัดเสยี ซง่ึ วิตก (๔) เจรญิ อนิจจสัญญา เพ่ือ ถอน อัสม๎ ิมานะ. ภิกษุท้ังหลาย ! เม่ือภิกษุมีอนิจจสัญญา อนตั ตสญั ญา ยอ่ มตง้ั มน่ั ผมู้ อี นตั ตสญั ญา ยอ่ มถงึ การ ถอนเสยี ไดซ้ ง่ึ อสั ม๎ มิ านะ คอื นพิ พาน ในทฏิ ฐธรรมเทยี ว. 107
พุทธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมที่ถกู ปิด : อานาปานสติ 108
พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมทถ่ี กู ปิด : อานาปานสติ วิธีการบม่ วิมตุ ตใิ หถ้ งึ ที่สดุ 25 -บาลี นวก. อํ. ๒๓/๓๖๙/๒๐๗. -บาลี อ.ุ ขุ. ๒๕/๑๒๖-๑๒๙/๘๘-๘๙. เมฆิยะ ! ธรรมทัง้ หลาย ๕ ประการ เป็นไปเพือ่ ความสุกรอบ (ปริปาก) ของเจโตวิมุตติที่ยังไม่สุกรอบ. ๕ ประการอย่างไรเลา่ ? ๕ ประการคอื ๑. เมฆิยะ ! ในกรณีนี้ ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี เมฆิยะ ! นี้เป็นธรรมข้อที่หนึ่ง เป็นไปเพือ่ ความสุกรอบของเจโตวิมุตตทิ ่ยี ังไมส่ กุ รอบ. ๒. เมฆิยะ ! ข้ออื่นยังมีอีก คือภิกษุเป็นผู้มี ศลี สำ�รวมแลว้ ดว้ ยการสำ�รวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อม ดว้ ยมรรยาทและโคจร มีปกตเิ ห็นเปน็ ภยั ในโทษทัง้ หลาย แม้มีประมาณน้อย สมาทานอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เมฆยิ ะ ! น้เี ป็นธรรมข้อที่สอง เปน็ ไปเพอื่ ความสกุ รอบ ของเจโตวมิ ุตตทิ ่ยี ังไม่สกุ รอบ. ๓. เมฆยิ ะ ! ขอ้ อน่ื ยงั มอี กี คอื ภกิ ษเุ ปน็ ผไู้ ดต้ าม ปรารถนา ไดไ้ มย่ าก ไดไ้ ม่ล�ำ บาก ซง่ึ ธรรมกถาอันเปน็ เคร่อื งขูดเกลากิเลสอย่างย่งิ เป็นท่สี บายแก่การเปิดโล่ง 109
พุทธวจน - หมวดธรรม แหง่ จติ ไดแ้ ก่ อปั ปจิ ฉกถา (เรอ่ื งปรารถนานอ้ ย) สนั ตฏุ ฐกิ ถา (เรื่องสันโดษ) ปวิเวกกถา (เรื่องความสงดั ) อสงั สคั คกถา (เรอ่ื งไมค่ ลกุ คล)ี วริ ยิ ารมั ภกถา (เรอ่ื งมคี วามเพยี ร) สลี กถา (เรอ่ื งศลี ) สมาธกิ ถา (เรอ่ื งสมาธ)ิ ปญั ญากถา (เรอ่ื งปญั ญา) วิมุตติกถา (เรื่องวิมุตติ) วิมุตติญาณทัสสนกถา (เร่ือง วิมตุ ติญาณทัสสนะ) เมฆยิ ะ ! นเ้ี ปน็ ธรรมขอ้ ทส่ี าม เปน็ ไป เพอื่ ความสกุ รอบของเจโตวิมตุ ตทิ ี่ยงั ไมส่ ุกรอบ. ๔. เมฆิยะ ! ข้ออ่ืนยังมีอีก คือภิกษุเป็นผู้มี ความเพียร อนั ปรารภแล้ว เพอ่ื ละอกุศลธรรมท้งั หลาย เพ่ือยังกุศลธรรมท้ังหลายให้ถึงพร้อม เป็นผู้มีกำ�ลัง มคี วามบากบน่ั มน่ั คง ไมท่ อดทง้ิ ธรุ ะในกศุ ลธรรมทง้ั หลาย เมฆิยะ ! นี้เป็นธรรมข้อท่ีสี่ เป็นไปเพ่ือความสุกรอบ ของ เจโตวิมตุ ตทิ ย่ี ังไมส่ ุกรอบ. ๕. เมฆิยะ ! ข้ออื่นยังมีอีก คือภิกษุเป็นผู้มี ปญั ญา ประกอบดว้ ยปญั ญา เปน็ เครอ่ื งถงึ ธรรมสจั จะแหง่ การตั้งข้ึนและการตง้ั อย่ไู ม่ได้ อนั เป็นอริยะ เปน็ เครอื่ ง ช�ำ แรกกเิ ลส ใหถ้ งึ ความสน้ิ ทกุ ขโ์ ดยชอบ เมฆยิ ะ ! นเ้ี ปน็ ธรรมขอ้ ทห่ี า้ เปน็ ไปเพอ่ื ความสกุ รอบแหง่ เจโตวมิ ตุ ตทิ ย่ี งั ไม่สุกรอบ. 110
เปดิ ธรรมทถี่ กู ปิด : อานาปานสติ เมฆิยะ ! เมอ่ื ภกิ ษเุ ปน็ ผมู้ มี ติ รดี สหายดี เพอ่ื นดี ต่อไปนี้เปน็ สง่ิ ที่เธอพงึ หวังได้ คือจกั เปน็ ผู้มศี ีล ฯลฯ จกั ไดโ้ ดยงา่ ยซึ่งธรรมกถา ฯลฯ จักเป็นผปู้ รารภความเพยี ร ฯลฯ จกั เปน็ ผมู้ ีปัญญา ฯลฯ. เมฆิยะ ! ภกิ ษนุ นั้ ตงั้ อยู่ในธรรม ๕ ประการ เหล่านีแ้ ล้ว พึงเจรญิ ธรรม ๔ ประการให้ย่ิงข้ึนไป คอื (๑) เจริญ อสภุ ะ เพ่ือ ละราคะ (๒) เจริญ เมตตา เพอ่ื ละพยาบาท (๓) เจรญิ อานาปานสติ เพ่อื ตัดเสียซ่งึ วติ ก (๔) จรญิ อนจิ จสญั ญา เพอ่ื ถอนอสั ม๎ มิ านะ กล่าวคือ เมื่อเจรญิ อนิจจสญั ญา อนัตตสญั ญา ย่อม ม่นั คง. ผู้มอี นตั ตสัญญา ยอ่ มถึงซึ่งการถอนอัสม๎ ิมานะ คอื นพิ พาน ในทฏิ ฐธรรม นนั่ เทียว. 111
พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมทถี่ ูกปดิ : อานาปานสติ สญั ญา ๑๐ ประการ ในฐานะ 26 แหง่ การรกั ษาโรคดว้ ยอ�ำนาจสมาธิ -บาลี ทสก. อ.ํ ๒๔/๑๑๕-๑๒๐/๖๐. อานนท์ ! ถา้ เธอจะเขา้ ไปหาภกิ ษคุ ริ มิ านนทแ์ ล้ว กลา่ วสญั ญา ๑๐ ประการแกเ่ ธอแลว้ ขอ้ นเี้ ปน็ ฐานะทจี่ ะมไี ด้ คือภิกษุคิริมานนท์ฟังสัญญาสิบประการแล้ว อาพาธอัน เป็นทุกข์หนักของเธอ ก็จะระงับไปโดยควรแก่ฐานะ สญั ญา ๑๐ ประการ นน้ั คอื อนจิ จสญั ญา อนตั ตสญั ญา อสภุ สญั ญา อาทนี วสญั ญา ปหานสญั ญา วริ าคสญั ญา นโิ รธสญั ญา สพั พโลเกอนภริ ตสญั ญา สพั พสงั ขาเรส-ุ อนจิ จสญั ญา อานาปานสต.ิ อานนท ์ ! อนจิ จสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท ์ ! ภิกษุในกรณีนี้ ไปสู่ป่า สู่โคนไม้ หรือสู่เรือนว่าง พิจารณาอยู่โดยประจักษ์อย่างนี้ ว่า “รูป ไม่เที่ยง เวทนา ไม่เที่ยง สัญญา ไม่เที่ยง สังขาร ไมเ่ ท่ยี ง วญิ ญาณ ไม่เทยี่ ง” ดงั น้ี เป็นผเู้ หน็ ซ่งึ ความไมเ่ ทย่ี งในอปุ าทานขนั ธท์ ง้ั หา้ เหลา่ นอ้ี ยู่ ดว้ ยอาการ อยา่ งน้ี นีเ้ รยี กวา่ อนจิ จสญั ญา. 112
เปดิ ธรรมทถี่ ูกปิด : อานาปานสติ อานนท ์ ! อนัตตสัญญา เปน็ อยา่ งไรเล่า ? อานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้ ไปสู่ป่า สู่โคนไม้ หรือสู่เรือนว่าง พิจารณาอยู่โดยประจักษ์อย่างนี้ ว่า “ตา เปน็ อนัตตา รูป เปน็ อนตั ตา หู เป็นอนัตตา เสียง เป็นอนัตตา จมกู เปน็ อนัตตา กลิน่ เป็นอนัตตา ลิ้น เปน็ อนตั ตา รส เปน็ อนตั ตา กาย เปน็ อนตั ตา โผฏฐพั พะ เปน็ อนตั ตา ใจ เปน็ อนตั ตา ธรรมารมณ์ เปน็ อนตั ตา” ดงั น้ี เปน็ ผเู้ หน็ ซง่ึ ความเปน็ อนตั ตาในอายตนะทง้ั ภายในและ ภายนอกหก เหลา่ น้อี ยู่ ด้วยอาการอย่างนี้ น้ีเรยี กวา่ อนตั ตสัญญา. อานนท์ ! อสุภสัญญา เปน็ อยา่ งไรเลา่ ? อานนท ์ ! ภกิ ษใุ นกรณนี ้ี เหน็ โดยประจกั ษซ์ ง่ึ กายนี้ นแี่ หละ แตพ่ ้นื เท้าขึน้ ไปถึงเบอื้ งบน แตป่ ลายผมลงมาถงึ เบ้ืองล่าง ว่า มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่ สะอาดมปี ระการต่างๆ คอื กายนมี้ ี ผม ขน เล็บ ฟัน หนงั เนือ้ เอน็ กระดกู เยอื่ ในกระดูก ไต หัวใจ ตบั พังผดื ม้าม ปอด ล�ำไส้ ล�ำไสส้ ดุ อาหารในกระเพาะ อจุ จาระ นำ้� ดี เสลด หนอง โลหิต เหงื่อ มัน น้ำ� ตา นำ้� เหลอื ง นำ้� ลาย น้ำ� เมือก นำ�้ ลน่ื หลอ่ ขอ้ นำ้� มตู ร เปน็ ผเู้ หน็ ความไมง่ ามในกายนอี้ ยู่ ด้วยอาการอย่างน้ี น้เี รยี กวา่ อสุภสัญญา. 113
พุทธวจน - หมวดธรรม อานนท์ ! อาทนี วสัญญา เปน็ อยา่ งไรเล่า ? อานนท์ ! ภกิ ษุในกรณีนี้ ไปสู่ปา่ สโู่ คนไม้ หรอื สู่เรอื นวา่ ง พิจารณาอยโู่ ดยประจกั ษอ์ ย่างนี้ ว่า “กายนม้ี ี ทุกขม์ าก มีโทษมาก คอื ในกายนม้ี อี าพาธต่างๆ เกดิ ขน้ึ กล่าวคอื โรคตา โรคหู โรคจมูก โรคลนิ้ โรคกาย โรคที่ ศรี ษะ โรคทห่ี ู โรคทป่ี าก โรคทฟ่ี นั โรคไอ โรคหดื ไขห้ วดั ไขม้ พี ษิ รอ้ น ไขเ้ ซอ่ื งซมึ โรคกระเพาะ โรคลมสลบ ลงแดง จกุ เสยี ด เจบ็ เสยี ว โรคเรอ้ื รงั โรคฝี โรคกลาก โรคมองครอ่ ลมบา้ หมู โรคหดิ เปอ่ื ย โรคหดิ ดา้ น คดุ ทะราด โรคละออง โรคโลหติ โรคดซี า่ น เบาหวาน โรคเรมิ โรคพพุ อง รดิ สดี วงทวาร อาพาธมดี เี ปน็ สมฏุ ฐาน อาพาธมเี สมหะเปน็ สมฏุ ฐาน อาพาธมลี มเปน็ สมฏุ ฐาน ไขส้ นั นบิ าต ไขเ้ พราะ ฤดแู ปรปรวน ไขเ้ พราะบรหิ ารกายไมส่ ม�ำ่ เสมอ ไขเ้ พราะ ออกก�ำ ลงั เกนิ ไขเ้ พราะวบิ ากกรรม ความไมส่ บายเพราะ ความหนาว ความรอ้ น ความหวิ ความระหาย การถา่ ย อจุ จาระ การถา่ ยปสั สาวะ” ดงั น้ี เปน็ ผเู้ หน็ โทษในกายน้ี อยู่ ด้วยอาการอย่างน้ี นีเ้ รยี กว่า อาทนี วสญั ญา. 114
เปดิ ธรรมทถ่ี ูกปดิ : อานาปานสติ อานนท์ ! ปหานสัญญา เปน็ อยา่ งไรเลา่ ? อานนท์ ! ภกิ ษใุ นกรณนี ้ี ไมย่ อมรบั ไวซ้ ง่ึ กามวติ ก ทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ยอ่ มละ ยอ่ มบรรเทา กระท�ำ ใหส้ น้ิ สดุ ใหถ้ งึ ความไมม่ อี กี ตอ่ ไป ไมย่ อมรบั ไวซ้ ง่ึ พย๎ าปาทวติ กทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ยอ่ มละ ยอ่ มบรรเทา กระท�ำ ใหส้ น้ิ สดุ ใหถ้ งึ ความไมม่ ี อกี ตอ่ ไป ไมย่ อมรบั ไวซ้ ง่ึ วหิ งิ สาวติ กทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ยอ่ มละ ย่อมบรรเทา กระทำ�ให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีอีกต่อไป ไมย่ อมรบั ไวซ้ ง่ึ อกศุ ลธรรมทง้ั หลายอนั เปน็ บาปทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ยอ่ มละ ยอ่ มบรรเทา กระท�ำ ใหส้ น้ิ สดุ ใหถ้ งึ ความไมม่ อี กี ต่อไป นีเ้ รยี กวา่ ปหานสัญญา. อานนท์ ! วิราคสญั ญา เป็นอยา่ งไรเล่า ? อานนท ์ ! ภิกษใุ นกรณีน้ี ไปส่ปู ่า ส่โู คนไม้ หรือ สเู่ รอื นวา่ ง พจิ ารณาอยโู่ ดยประจกั ษ์ อยา่ งนว้ี า่ “ธรรมชาตนิ น่ั สงบ ธรรมชาตนิ น่ั ประณตี กลา่ วคอื ธรรมชาตอิ นั เปน็ ท่ี ระงับแห่งสังขารท้ังปวง เป็นที่สลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เปน็ ทสี่ น้ิ ไปแหง่ ตณั หา เปน็ ความจางคลาย เปน็ ความดบั เยน็ ” ดงั น้ี นีเ้ รยี กว่า วริ าคสัญญา. 115
พุทธวจน - หมวดธรรม อานนท์ ! นิโรธสญั ญา เป็นอยา่ งไรเลา่ ? อานนท์ ! ภกิ ษุในกรณนี ้ี ไปสปู่ ่า สู่โคนไม้ หรอื สเู่ รอื นวา่ ง พจิ ารณาอยโู่ ดยประจกั ษ์ อยา่ งนว้ี า่ “ธรรมชาตนิ น่ั สงบ ธรรมชาตนิ ัน่ ประณีต กลา่ วคือ ธรรมชาติอันเป็น ทร่ี ะงบั แหง่ สงั ขารทั้งปวง เป็นที่สลัดคืนซ่ึงอปุ ธทิ ั้งปวง เปน็ ทส่ี ้ินไปแหง่ ตณั หา เป็นความดบั เปน็ ความดบั เยน็ ” ดังนี้ นี้เรียกวา่ นิโรธสญั ญา. อานนท ์! สพั พโลเกอนภริ ตสญั ญา เปน็ อยา่ งไรเลา่ ? อานนท ์ ! ภกิ ษใุ นกรณนี อ้ี นสุ ยั (ความเคยชนิ ) ใน การต้ังทับ ในการฝังตัวเข้าไปยึดม่ันแห่งจิตด้วยตัณหา อปุ าทานใดๆ ในโลก มอี ยู่ เธอละอยซู่ ง่ึ อนสุ ยั นน้ั ๆ งดเวน้ ไม่เขา้ ไปยดึ ถืออยู่ นเ้ี รยี กว่า สพั พโลเกอนภิรตสญั ญา (ความส�ำ คญั ในโลกทง้ั ปวงวา่ เปน็ สง่ิ ไมน่ า่ ยนิ ด)ี . อานนท์ ! สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา เป็น อย่างไรเลา่ ? อานนท ์! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมอึดอัด ย่อมระอา ย่อมเกลียดชัง ต่อสังขารท้ังหลายท้ังปวง นี้เรียกว่า สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา (ความส�ำคัญว่าไม่เที่ยงใน สงั ขารทง้ั ปวง). 116
เปดิ ธรรมทถ่ี ูกปดิ : อานาปานสติ อานนท์ ! อานาปานสติ เปน็ อย่างไรเลา่ ? อานนท ์ ! ในกรณีนี้ ภิกษไุ ปแล้วสู่ปา่ สู่โคนไม้ หรือสู่เรอื นวา่ ง ก็ตาม นั่งคขู้ าเขา้ มาโดยรอบ ตัง้ กายตรง ดำ�รงสติเฉพาะหน้า มสี ตหิ ายใจเข้า มีสตหิ ายใจออก. เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว เมือ่ หายใจออกยาว ก็ร้ชู ัดว่าเราหายใจออกยาว เม่ือหายใจเขา้ ส้นั ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเขา้ สัน้ เมอ่ื หายใจออกส้นั ก็รูช้ ัดวา่ เราหายใจออกสั้น เธอยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ ม เฉพาะซ่งึ กายทงั้ ปวง หายใจเข้า” วา่ “เราเป็นผรู้ พู้ รอ้ ม เฉพาะซ่งึ กายทั้งปวง หายใจออก” เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ� กายสังขารให้รำ�งับ หายใจเข้า” ว่า “เราเป็นผู้ทำ� กายสังขารใหร้ ำ�งบั หายใจออก” เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศกึ ษาว่า “เราเปน็ ผรู้ ้พู ร้อม เฉพาะซ่ึงปีติ หายใจเขา้ ” ว่า “เราเปน็ ผู้รพู้ รอ้ มเฉพาะ ซึ่งปีติ หายใจออก” 117
พุทธวจน - หมวดธรรม เธอย่อมทำ�การฝึกหดั ศึกษาวา่ “เราเปน็ ผรู้ ูพ้ ร้อม เฉพาะซง่ึ สขุ หายใจเข้า” ว่า “เราเป็นผูร้ พู้ รอ้ มเฉพาะ ซ่ึงสุข หายใจออก” เธอยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ ม เฉพาะซึง่ จิตตสังขาร หายใจเขา้ ” ว่า “เราเป็นผู้ร้พู รอ้ ม เฉพาะซง่ึ จติ ตสงั ขาร หายใจออก” เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ� จิตตสังขารให้รำ�งับ หายใจเข้า” ว่า “เราเป็นผู้ทำ� จิตตสังขารให้ร�ำ งบั หายใจออก” เธอยอ่ มทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผรู้ ู้พร้อม เฉพาะซง่ึ จติ หายใจเขา้ ” วา่ “เราเป็นผู้ร้พู ร้อมเฉพาะ ซงึ่ จติ หายใจออก” เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผ้ทู ำ�จิต ให้ปราโมทย์ย่ิง หายใจเข้า” ว่า “เราเป็นผู้ทำ�จิตให้ ปราโมทยย์ ง่ิ หายใจออก” เธอย่อมทำ�การฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผ้ทู ำ�จิต ให้ตั้งม่ัน หายใจเข้า” ว่า “เราเป็นผู้ทำ�จิตให้ตั้งมั่น หายใจออก” 118
เปิดธรรมท่ีถูกปดิ : อานาปานสติ เธอย่อมท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผทู้ �ำ จิต ให้ปลอ่ ยอยู่ หายใจเข้า” ว่า “เราเปน็ ผทู้ �ำ จิตให้ปลอ่ ยอยู่ หายใจออก” เธอย่อมทำ�การฝกึ หัดศกึ ษาว่า “เราเป็นผเู้ ห็นซึ่ง ความไม่เทยี่ งอยเู่ ป็นประจ�ำ หายใจเขา้ ” วา่ “เราเป็น ผ้เู หน็ ซงึ่ ความไม่เทีย่ งอยู่เป็นประจำ� หายใจออก” เธอย่อมทำ�การฝึกหดั ศึกษาวา่ “เราเป็นผเู้ ห็นซ่งึ ความจางคลายอยเู่ ป็นประจ�ำ หายใจเข้า” วา่ “เราเปน็ ผู้เหน็ ซ่งึ ความจางคลายอยู่เปน็ ประจ�ำ หายใจออก” เธอยอ่ มท�ำ การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเปน็ ผเู้ หน็ ซง่ึ ความดบั ไมเ่ หลอื อยเู่ ปน็ ประจ�ำ หายใจเขา้ ” วา่ “เราเปน็ ผู้เห็นซง่ึ ความดบั ไม่เหลืออยู่เปน็ ประจำ� หายใจออก” เธอย่อมทำ�การฝกึ หดั ศกึ ษาวา่ “เราเป็นผเู้ หน็ ซง่ึ ความสลัดคนื อยเู่ ปน็ ประจำ� หายใจเขา้ ” วา่ “เราเป็น ผเู้ ห็นซง่ึ ความสลดั คนื อยเู่ ป็นประจำ� หายใจออก” น้ีเรียกวา่ อานาปานสติ. 119
พุทธวจน - หมวดธรรม อานนท์ ! ถา้ เธอจะเขา้ ไปหาภกิ ษคุ ริ มิ านนท์ แลว้ กลา่ วสัญญาสิบประการเหลา่ นแี้ ก่เธอแล้ว ขอ้ น้เี ปน็ ฐานะ ท่ีจะมีได้ คือภิกษุคิริมานนท์ฟังสัญญาสิบประการแล้ว อาพาธอนั เป็นทุกข์หนกั ของเธอกจ็ ะระงับไป โดยควรแก่ ฐานะ. ล�ำดบั นนั้ แล ทา่ นอานนทจ์ �ำเอาสญั ญาสบิ ประการเหลา่ นี้ ในส�ำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เข้าไปหาท่านคิริมานนท์ แลว้ กลา่ วสญั ญาสบิ ประการแกท่ า่ น เมอ่ื ทา่ นคริ มิ านนทฟ์ งั สญั ญา สบิ ประการแลว้ อาพาธกร็ ะงบั ไปโดยฐานะอนั ควร. ทา่ นคริ มิ านนท์ หายแลว้ จากอาพาธ และอาพาธกเ็ ปน็ เสมอื นละไปแลว้ ดว้ ย แล. 120
พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมท่ถี กู ปิด : อานาปานสติ 121
ธรรมะแวดล้อม
พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมที่ถกู ปดิ : อานาปานสติ ธรรมเป็นอุปการะเฉพาะแก่ 27 อานาปานสติภาวนา -บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๓๕-๑๓๖/๙๖-๙๘. (นัยที่หนึง่ ) ภกิ ษุทั้งหลาย ! ภกิ ษผุ ้มู ุ่งประพฤติ กระท�ำ อานาปานสติ ซ่ึงประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ยอ่ มแทงตลอด อกุปปธรรม (ผมู้ ธี รรมไมก่ �ำ เรบิ ) ได้ต่อกาลไมน่ านเทยี ว. ๕ ประการอย่างไรเล่า ? ภิกษทุ งั้ หลาย ! ๕ ประการคอื ในกรณนี ้ี ภกิ ษุ ๑. เปน็ ผมู้ คี วามตอ้ งการนอ้ ย มกี จิ นอ้ ย เลย้ี งงา่ ย สันโดษในบรกิ ขารแห่งชีวิต ๒. เปน็ ผมู้ ีอาหารน้อย ประกอบตนอยู่ในความ เปน็ ผมู้ ที อ้ งอนั พร่อง 124
เปดิ ธรรมทถี่ กู ปิด : อานาปานสติ ๓. เป็นผู้ไม่มีความมึนชา ประกอบตนอยู่ใน ความตนื่ ๔. เป็นผู้มีสุตะมาก ทรงสุตะ ส่ังสมสุตะ คือ ธรรมเหล่าใดอันงดงามในเบ้ืองต้น งดงามในท่ามกลาง งดงามในที่สุด แสดงอยซู่ ึ่งพรหมจรรย์อนั บรสิ ทุ ธบ์ิ ริบรู ณ์ สน้ิ เชงิ พรอ้ มทง้ั อรรถะและพยญั ชนะ ธรรมมลี กั ษณะเหน็ ปานนน้ั เปน็ ธรรมทเ่ี ธอสดบั แลว้ มาก ทรงจ�ำ ไว้ คลอ่ งปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดดี ้วยทิฏฐิ ๕. พจิ ารณาเหน็ เฉพาะอยซู่ ง่ึ จติ อนั หลดุ พน้ แลว้ (ตามลำ�ดับ) อย่างไร. ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! ภิกษผุ มู้ ่งุ ประพฤติกระท�ำ อานาปานสติ ซ่ึงประกอบด้วยธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล ยอ่ มแทงตลอดอกปุ ปธรรม ไดต้ อ่ กาลไมน่ านเทยี ว. 125
พทุ ธวจน - หมวดธรรม (นัยที่สอง) ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! ภิกษุผ้เู จรญิ อานาปานสติ ซง่ึ ประกอบดว้ ยธรรม ๕ ประการ ยอ่ มแทงตลอดอกปุ ปธรรม ไดต้ อ่ กาลไมน่ านเทยี ว. ๕ ประการอยา่ งไรเล่า ? ภิกษุทัง้ หลาย ! ๕ ประการ คือ ในกรณีน้ี ภกิ ษุ ๑. เปน็ ผมู้ คี วามตอ้ งการนอ้ ย มกี จิ นอ้ ย เลย้ี งงา่ ย สันโดษในบริกขารแหง่ ชวี ิต ๒. เป็นผู้มีอาหารน้อย ประกอบตนอยูใ่ นความ เป็นผู้มีท้องอันพรอ่ ง ๓. เป็นผู้ไม่มีความมึนชา ประกอบตนอยู่ใน ความตน่ื ๔. เปน็ ผไู้ ดต้ ามปรารถนา ไดโ้ ดยไมย่ าก ไดไ้ ม่ ล�ำ บาก ซง่ึ กถาอนั เปน็ ไปเพอ่ื การขดู เกลากิเลส เป็นท่ี สบายแกธ่ รรมเครอื่ งเปดิ โลง่ แห่งจิต คือ 126
เปิดธรรมที่ถกู ปิด : อานาปานสติ อัปปจิ ฉกถา (เรือ่ งปรารถนานอ้ ย) สนั ตฏุ ฐิกถา (เรอ่ื งสนั โดษ) ปวเิ วกกถา (เร่อื งความสงัด) อสังสคั คกถา (เรื่องไมค่ ลุกคล)ี วริ ยิ ารัมภกถา (เรื่องมีความเพยี ร) สลี กถา (เรือ่ งศลี ) สมาธิกถา (เรื่องสมาธ)ิ ปัญญากถา (เร่อื งปัญญา) วิมุตติกถา (เรอื่ งวมิ ุตต)ิ วมิ ุตตญิ าณทสั สนกถา (เรื่องวิมุตตญิ าณทัสสนะ) ๕. พจิ ารณาเหน็ เฉพาะอยซู่ ง่ึ จติ อนั หลดุ พน้ แลว้ (ตามล�ำ ดับ) อยา่ งไร. ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ภกิ ษผุ เู้ จรญิ อานาปานสติ ซง่ึ ประกอบดว้ ยธรรม ๕ ประการ เหล่านี้แล ย่อมแทงตลอดอกุปปธรรม ได้ ต่อกาลไมน่ านเทยี ว. 127
พุทธวจน - หมวดธรรม (นยั ท่สี าม) ภกิ ษุท้งั หลาย ! ภิกษุผกู้ ระทำ�ใหม้ ากซ่ึง อานาปานสติ ซึ่งประกอบด้วย ธรรม ๕ ประการ ยอ่ มแทงตลอดอกปุ ปธรรม ไดต้ อ่ กาลไมน่ านเทยี ว. ๕ ประการอยา่ งไรเลา่ ? ภิกษทุ ้งั หลาย ! ๕ ประการ คอื ในกรณนี ้ี ภกิ ษุ ๑. เปน็ ผมู้ คี วามตอ้ งการนอ้ ย มกี จิ นอ้ ย เลย้ี งงา่ ย สนั โดษในบริกขารแหง่ ชวี ติ ๒. เป็นผมู้ อี าหารน้อย ประกอบตนอยใู่ นความ เปน็ ผ้มู ีทอ้ งอนั พรอ่ ง ๓. เป็นผู้ไม่มีความมึนชา ประกอบตนอยู่ใน ความตนื่ ๔. เป็นผู้อยู่ป่า มีเสนาสนะอนั สงัด ๕. พจิ ารณาเหน็ เฉพาะอยซู่ ง่ึ จติ อนั หลดุ พน้ แลว้ (ตามล�ำ ดับ) อยา่ งไร. 128
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204