ไฟฟา้ น่ารู้ ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหน่ึงซึ่งเก่ียวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนท่ีของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ กอ่ ให้เกดิ พลังงานอืน่ เช่น ความรอ้ น แสงสว่าง การเคล่ือนท่ี ไฟฟ้าเกดิ ขนึ้ ได้อย่างไร สสารที่มีในโลกน้ีประกอบด้วยอนุภาคเล็ก ๆ ซึ่งเราเรียกว่า อะตอม (Atoms) ภายในอะตอม จะประกอบไปด้วยอนุภาคไฟฟ้าเล็กๆ 3 ชนิด คืออิเล็กตรอน โปรตอนและนิวตรอน โดยท่ีอิเล็กตรอน จะมีประจุไฟฟ้าเป็นลบ โปรตอนมีประจุไฟฟ้าเป็นบวก และในนิวตรอนมีประจุไฟฟ้าเป็นกลาง การอยู่ ร่วมกันของอนุภาคท้ังสามในอะตอมเป็นลักษณะท่ีโปรตอนและนิวตรอนรวมกันอยู่ตรงกลาง เรียกว่า นิวเคลียส และมีอิเล็กตรอนโคจรอยู่รอบ ๆ ภายในอะตอมจะมีอิเล็กตรอนโคจรอยู่รอบ ๆ นิวเคลี ยส เป็นวง ๆ ซึ่งอิเล็กตรอนที่อยู่วงนอกสุดเรียกว่า อิเล็กตรอนอิสระ และถ้าอิเล็กตรอนท่ีอยู่วงนอกน้ี ได้รับพลังงานก็จะทําให้อิเล็กตรอน เคล่ือนที่ไปอยู่ในอะตอมท่ีถัดไปทาให้เกิดการไหลของอิเล็กตรอน พลังงานทจี่ ะทาํ ใหอ้ เิ ล็กตรอน ในวัตถุตัวนําไหลได้ คือเคร่ืองกําเนิดไฟฟ้า ซ่ึงจะทําหน้าที่ทั้งการรับและจ่าย อิเล็กตรอนเรียกว่า ข้ัวไฟฟ้า โดยกาหนดไว้ว่าข้ัวที่รับอิเล็กตรอนเรียกว่า ข้ัวบวก ข้ัวท่ีจ่ายอิเล็กตรอน เรยี กว่าขั้ว ลบ แหลง่ กาเนดิ ไฟฟ้าแบง่ ออกไดเ้ ป็น 6 วธิ ีดงั น้ี 1. เกิดจากการเสียดสี (Friction) เกิดข้ึนได้จากการนําวัตถุต่างกัน 2 ชนิดมาขัดสีกัน เช่น จากแท่งยางกับผ้าขนสตั ว์ แทง่ แกว้ กบั ผา้ แพร แผ่นพลาสติกกับผ้าและหวกี บั ผม เปน็ ต้น 2. เกิดจากการทําปฏิกิริยาทางเคมี (Chemicals) เม่ือนําโลหะ 2 ชนิดที่แตกต่างกันเช่นสังกะสี กับทองแดงจุ่มลงในสารละลายอิเล็กโทรไลท์ โลหะทั้งสองจะทําปฏิกิริยาเคมี กับสารละลายอิเล็กโทรไลท์ โดยอเิ ลก็ ตรอน(ประจลุ บ)จากทองแดงจะถูกดูดเข้าไปยังข้ัวของสังกะสี เมื่อทองแดงขาดประจุลบจะเปล่ียน ความตา่ งศกั ย์ไฟฟา้ เปน็ บวกทันทีเรียกว่าข้ัวบวก ส่วนสังกะสีจะเป็นข้ัวลบตามความต่างศักย์ ส่วนประกอบ ของไฟฟ้าเกิดจากการทําปฏิกิริยาทางเคมีแบบเบื้องต้นนี้ ถูกเรียกว่า โวลตาอิกเซลล์ (Voltaic Cell) ไฟฟ้าเกิดจากการทําปฏิกิริยาทางเคมี ท่ีผลิตขึ้นมาใช้งานจริงน้ัน ได้นําเอาหลักการของโวลตาอิกเซลล์ ไปใชง้ าน โดยการสรา้ งเซลลไ์ ฟฟ้าทใี่ ห้ศักยไ์ ฟฟา้ สงู มากขนึ้ คอื ใหแ้ รงดันเพมิ่ ข้ึน แบ่งไดเ้ ปน็ 2 แบบคือ 1). เซลล์ปฐมภูมิ (Primary Cell) เป็นแหล่งกําเนิดไฟฟ้าท่ีให้กระแสไฟฟ้าตรง ผู้ที่คิดค้นได้คนแรก คือ เคานต์ อาเลสซันโดร ยูเซปเป อันโตนีโอ อานัสตาซีโอ วอลตา นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี
โดยใช้แผ่นสังกะสีและแผ่นทองแดงจุ่มลงในสารละลายของกรดกามะถันอย่างเจือจาง มีแผ่นทองแดง เป็นขั้วบวก แผ่นสังกะสีเป็นขั้วลบ เรียกว่า เซลล์วอลเทอิก เม่ือต่อเซลล์กับวงจรภายนอก ก็จะมี กระแสไฟฟ้าไหลจากแผ่นทองแดงไปยังแผ่นสังกะสี ขณะท่ีเซลล์วอลเทอิกจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับหลอดไฟ แผน่ สังกะสี จะค่อย ๆ กรอ่ นไปทลี ะนอ้ ยซงึ่ จะเปน็ ผลทาํ ให้กําลังในการจ่ายกระแสไฟฟ้าลดลงด้วย และเม่ือ ใช้ไปจนกระทั่งแผ่นสังกะสีกร่อนมากก็ต้องเปลี่ยนสังกะสีใหม่ จึงจะทําให้การจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ต่อไป เทา่ เดิม ข้อเสียของเซลล์แบบน้ีคือ ผู้ใช้จะต้องคอยเปลี่ยนแผ่นสังกะสีทุกคร้ังท่ีเซลล์จ่ายกระแสไฟฟ้าลดลง แตอ่ ย่างไรก็ตามเซลลว์ อลเทอิกนี้ ถือว่าเป็นต้นแบบของการประดิษฐ์เซลล์แห้ง (Dry Cell) หรือถ่านไฟฉาย ในปจั จุบัน ท้ังเซลลเ์ ปียกและเซลลแ์ ห้งนีเ้ รียกว่า เซลล์ปฐมภูมิ (Primary Cell) ข้อดีของเซลล์ปฐมภูมิน้ี คือ เม่อื สร้างเสรจ็ สามารถนาํ ไปใชไ้ ดท้ ันที 2). เซลล์ทุติยภูมิ (Secondary Cell) เป็นเซลล์ไฟฟ้าที่สร้างข้ึนแล้วต้องนําไปประจุไฟเสียก่อน จึงจะนํามาใช้ และเม่ือใช้ไฟหมดแล้วกส็ ามารถนาํ ไปประจุไฟใช้ได้อกี โดยไม่ตอ้ งเปลย่ี นส่วนประกอบภายใน และเพ่ือให้มีกระแสไฟฟ้ามากจะต้องใช้เซลล์หลาย ๆ แผ่นต่อกันแบบขนานแต่ถ้าต้องการให้แรงดัน กระแสไฟฟ้าสูงข้ึนก็ต้องใช้เซลล์หลาย ๆ แผ่นต่อแบบอนุกรม เซลล์ไฟฟ้าแบบน้ีมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สตอเรจเซลล์ หรือ สตอเรจแบตเตอร่ี (Storage Battery) 3. เกิดจากความร้อน (Heat) ไฟฟ้าเกิดจากความร้อน เกิดขึ้นได้โดยนําแท่งโลหะหรือแผ่นโลหะ ต่างชนิดกันมา 2 แท่ง หรือ 2 แผ่น เช่น ทองแดง และเหล็ก นําปลายข้างหน่ึงของโลหะทั้งสองต่อติดกัน โดยการเชอ่ื มหรือยึดด้วยหมุด ปลายที่เหลืออีกด้านนําไปต่อกับเข้ามิเตอร์วัดแรงดันไฟฟ้า เมื่อให้ความร้อน ท่ีปลายด้านต่อติดกันของโลหะทั้งสอง ส่งผลให้เกิดการแยกตัวของประจุไฟฟ้า เกิดศักย์ไฟฟ้าข้ึน ทป่ี ลายด้านเปดิ ของโลหะแสดงค่าออกมาท่ีมเิ ตอร์ 4. เกดิ จากแสงสว่าง (Light) สารบางชนิดเมือ่ อยใู่ นทมี่ ดื จะแสดงปฏิกิรยิ าใด ๆ ออกมา แต่เมื่อถูก แสงแดดแล้วสารน้ันสามารถท่ีจะปล่อยอิเล็กตรอนได้ เป็นเวลาหลายสิบปีนักวิทยาศาสตร์พยายาม ที่จะเปล่ียนแปลงพลังงานไฟฟ้าแต่ยังนําแสงสว่างมาใช้ประโยชน์ได้น้อยมาก เช่น อุปกรณ์ชนิดหนึ่ง ท่ีเรียกว่า โฟโตวอลเทอิกเซลล์ ซ่ึงประกอบด้วยวัตถุวางเป็นชั้น ๆ เม่ือถูกกับแสงสว่างอิเล็กตรอนที่เกิดข้ึน จะวิ่งจากด้านบนไปสู่โวลต์มิเตอร์แล้วไหลกลับมาชั้นล่างเมื่อดูท่ีเข็มของโวลต์โฟโต้เซลล์มิเตอร์ จะเห็น ได้อย่างชัดเจนว่ามีกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้น ยังมีหลอดอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า โฟโตวอลเทอิกเซลล์ (อิเล็กตริก อาย หรือ พี.อี.เซลล์) ซ่ึงใช้มากในวงการอุตสาหกรรม เช่น ในกล้องถ่ายรูปท่ีมีเครื่องวัดแสงโดยอัตโนมัติ ระบบไฟฟ้าอัตโนมัติหน้ารถยนต์ เคร่ืองฉายภาพยนตร์ เสียงสวิตช์ปิดเปิดประตูอัตโนมัติ โดยจะมีหลักการ ทํางานแบบงา่ ย ๆ เมือ่ ลาํ แสงมากระทบโฟโตเซลล์กจ็ ะเกิดอิเล็กตรอนไหลในวงจรนน้ั ๆ ได้ 5. เกิดจากแรงกดดัน (Pressure) เมื่อเราพูดใส่ไมโครโฟนหรือโทรศัพท์แบบต่าง ๆ คล่ืนของ ความแรงกดดันของพลังงานเสียงจะทําให้แผ่นไดอะแฟรมเคลื่อนไหว ซึ่งแผ่นไดอะแฟรมจะทําให้ขดลวด เคล่ือนที่ผ่านสนามแม่เหล็กจึงทาให้เกิดพลังงานไฟฟ้าซ่ึงถูกส่งไปตามสายจนถึงเคร่ืองรับไมโครโฟนที่ใช้กับ เคร่อื งขยายเสียงหรอื เครื่องส่งวิทยุก็ใช้หลักการเช่นนี้เหมือนกัน อย่างไรก็ตามไมโครโฟนทุกชนิดมีหลักการ ทํางานที่เหมือนกนั คือใชเ้ ปล่ียนคลื่นแรงกดของเสียงใหเ้ ป็นไฟฟา้ โดยตรงนนั่ เอง
6. เกิดจากสนามแม่เหล็ก (Magnetism) จากการทดลองของไมเคิล ฟาราเดย์นักวิทยาศาสตร์ ชาวอังกฤษพบว่าเมอื่ นําแทง่ แม่เหลก็ เคล่ือนทผ่ี า่ นขดลวดหรือนาํ ขดลวดเคล่ือนท่ีผ่านสนามแม่เหล็ก จะเกิด แรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนาํ ขึน้ ในขดลวดน้นั และยงั สรุปต่อไปไดอ้ ีกวา่ กระแสไฟฟ้า จะเกดิ ได้มากหรือนอ้ ย ขึน้ อยู่กับ - จาํ นวนขดลวด ถา้ ขดลวดมีจานวนมากก็จะเกิดแรงดนั ไฟฟา้ เหนี่ยวนํามากดว้ ย - จาํ นวนเส้นแรงแมเ่ หล็ก ถา้ เสน้ แรงแม่มจี านวนมากก็จะเกดิ แรงดันไฟฟ้าเหน่ยี วนํามากดว้ ย - ความเร็วในการเคลื่อนทีข่ องแมเ่ หล็ก ถา้ เคลื่อนที่ผ่านสนามแม่เหล็กเร็วข้ึนก็จะเกิดแรงดันไฟฟ้า เพ่ิมข้ึน ซ่ึงต่อมาได้นําหลักการน้ีมาคิดประดิษฐ์เป็นเครื่องกําเนิดไฟฟ้าหรือเยนเนอเรเตอร์ (Generator) หลักการของเครอ่ื งกาํ เนิดไฟฟา้ อาศัยตัวนําเคลื่อนทตี่ ัดสนามแม่เหล็กจะเกิดแรงดันไฟฟ้าข้ึนในลวดตัวนํา ส่วนประกอบของวงจรไฟฟา้ วงจรไฟฟา้ เป็นการนําเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนําไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่าน ต่อถึงกันได้น้ันเราเรียกว่าวงจรไฟฟ้า การเคลื่อนท่ีของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟ ไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าดังการแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอร่ีต่อเข้ากั บหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดท้ังวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับ ก็เพราะวา่ กระแสไฟฟา้ ไม่สามารถไหลไดต้ ลอดทั้งวงจรเนื่องจากสวิตซเ์ ปดิ วงจรไฟฟ้าอยนู่ ัน่ เอง วงจรไฟฟา้ ปดิ วงจรปิดคือวงจรท่ีกระแสไฟฟ้าไหลได้ครบวงจรทําให้โหลดหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าท่ีต่ออยู่ในวงจร นั้นๆ ทาํ งาน วงจรไฟฟ้าเปิด วงจรเปิดคือวงจรที่กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ครบวงจรซึ่งเป็นผลทําให้เคร่ืองใช้ไฟฟ้าท่ีต่ออยู่ ในวงจรไม่สามารถจ่ายพลังงานออกมาได้สาเหตุของวงจรเปิดอาจเกิดจากสายหลุด สายขาด สายหลวม สวติ ซ์ไม่ตอ่ วงจรหรือเครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ ชาํ รดุ เปน็ ต้น ภาพแสดงวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น สว่ นประกอบหลักมี 3 สว่ นแต่ละส่วนมีหน้าที่การทางานดงั นี้ 1. แหล่งจ่ายไฟฟ้า เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ท่ีใช้พลังงานไฟฟ้า โดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนํามาได้จากหลายแหล่งกําเนิด เช่น จากปฏิกิริยาเคมี จากขดลวดตัด สนามแมเ่ หลก็ และจากแสงสวา่ ง เป็นตน้ บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V
2. โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทํางาน โหลดจะทําหน้าที่ เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอ่ืนๆ เช่น เสียง แสงความร้อน ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น โหลดเป็นคํากล่าวโดยรวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น ตู้เย็น พัดลมเครื่องซักผ้า โทรทัศน์ วิทยุ และเคร่ืองปรับอากาศ เป็นต้น โหลดแต่ละชนิดจะใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน ซ่ึงแสดง ดว้ ยค่าแรงดัน กระแส และกําลังไฟฟ้า 3. สายไฟต่อวงจร เป็นสายตัวนําหรือสายไฟฟ้า ใช้เช่ือมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ ทําให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบ ท่ีแหล่งจ่ายอีกครั้ง สายไฟฟ้าท่ีใช้ต่อวงจรทําด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพ่ือให้เกิดความปลอดภัย ในการใชง้ าน การต่อวงจรไฟฟา้ ส่วนสาํ คญั ของวงจรไฟฟา้ คอื การตอ่ โหลดใชง้ าน โหลดที่นํามาตอ่ ใช้งานในวงจรไฟฟ้าสามารถต่อได้ เป็น 3 แบบด้วยกัน ได้แก่ วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม (Series Electrical Circuit) วงจรไฟฟ้าแบบขนาน (Parallel Electrical Circuit) และวงจรไฟฟ้าแบบผสม (Series - Parallel Electrical Circuit) 1. การต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนกุ รม วงจรอนุกรมหมายถึงการนําเอาอุปกรณ์ทางไฟฟ้ามาต่อกันในลักษณะท่ีปลายด้านหน่ึง ของอุปกรณ์ตัวท่ี 1 ต่อเข้ากับอุปกรณ์ตัวที่ 2 จากน้ันนําปลายท่ีเหลือของอุปกรณ์ตัวที่ 2 ไปต่อกับอุปกรณ์ ตัวท่ี 3 และจะต่อลักษณะนี้ไปเรื่อยๆซึ่งการต่อแบบนี้จะทําให้กระแสไฟฟ้าไหลไปในทิศทางเดียว กระแสไฟฟ้าภายในวงจรอนุกรมจะมีค่าเท่ากันทุกๆจุด ค่าความต้านทานรวมของวงจรอนุกรมน้ันคือการ นําเอาคา่ ความตา้ นทานท้ังหมดนํามารวมกันส่วนแรงดันไฟฟ้าในวงจรอนุกรมนั้นแรงดันจะปรากฏคร่อมตัว ตา้ นทานทุกตัวที่จะมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านซึ่งแรงดันไฟฟ้าที่เกิดข้ึนจะมีค่าไม่เท่ากันโดยสามารถคํานวณหา ไดจ้ ากกฎของโอห์ม รปู แสดงวงจรไฟฟา้ แบบอนุกรม ลกั ษณะคณุ สมบตั ขิ องการต่อวงจรแบบอนกุ รม 1. ในวงจรหรือสว่ นใดสว่ นหน่งึ ของวงจรอนกุ รมจะมีกระแสไหลผา่ นในทิศทางเดียวเท่านน้ั 2. แรงดันตกคร่อมที่ความต้านทานแต่ละตัวในวงจรเม่ือนํามาร่วมกันจะมีค่าเท่ากับแรงดันที่จ่าย ใหก้ ับวงจร 3. คา่ ความต้านทานยอ่ ยแต่ละตวั ในวงจรเมอื่ นาํ มารวมกนั กจ็ ะมีค่าเท่ากับค่าความต้านทานรวมกัน ทง้ั หมดในวงจร
4. กาํ ลงั และพลังงานไฟฟา้ ท่เี กิดขึน้ ท่ีความตา้ นทานย่อยแต่ละตัวในวงจรเมื่อนํามารวมกันก็จะมีค่า เท่ากําลงั และพลังงานไฟฟา้ ท้งั หมดในวงจร การต่อวงจรไฟฟา้ แบบขนาน วงจรที่เกิดจากการต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าต้ังแต่ 2 ตัวขึ้นไปให้ขนานกับแหล่งจ่ายไฟมีผลทําให้ค่าของ แรงดันไฟฟ้าท่ีตกคร่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละตัวมีค่าเท่ากันส่วนทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้าจะมีตั้งแต่ 2 ทิศทางข้ึนไปตามลักษณะของสาขาของวงจร ส่วนค่าความต้านทานรวมภายในวงจรขนานจะมีค่าเท่ากับ ผลรวมของส่วนกลับของค่าความต้านทานทุกตัวรวมกันซ่ึงค่าความต้านทานรวมภายในวงจรไฟฟ้าแบบ ขนานจะมีค่าน้อยกว่าค่าความต้านทานภายในสาขาท่ีมีค่าน้อยที่สุดเสมอและค่าแรงดันที่ตกคร่อมความ ต้านทานไฟฟา้ แตล่ ะตัวจะมีค่าเท่ากับแรงเคลอ่ื นของแหล่งจ่าย รปู แสดงวงจรไฟฟ้าแบบขนาน ลักษณะคณุ สมบตั ขิ องการตอ่ วงจรแบบขนาน 1. แรงดันท่ีตกคร่อมที่อิลิเมนท์หรือท่ีความต้านทานทุกตัวของวงจรจะมีค่าเท่ากันเพราะว่า เป็นแรงดนั ตวั เดียวกนั ในจดุ เดียวกัน 2. กระแสที่ไหลในแต่ละสาขาย่อยของวงจรเมื่อนํามารวมกันจะมีค่าเท่ากับกระแสท่ีไหลผ่านวงจร ทงั้ หมดหรอื กระแสรวมของวงจร 3. ค่าความนําไฟฟ้าในแต่ละสาขาย่อยของวงจรเม่ือนํามารวมกันจะมีค่าเท่ากับค่าความนําไฟฟ้า ทั้งหมดของวงจร 4. กําลังไฟฟ้าที่เกิดข้ึนท่ีอิลิเมนท์หรือค่าความต้านทานในแต่ละสาขาในวงจรเม่ือนํามาร่วมกัน ก็จะมคี า่ เทา่ กับกาํ ลังและพลงั งานไฟฟ้าท้ังหมดของวงจร การตอ่ วงจรไฟฟา้ แบบผสม เป็นการต่อวงจรไฟฟ้าโดยการต่อรวมกันระหว่างวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรมกับวงจรไฟฟ้า แบบขนาน ภายในวงจรโหลดบางตัวต่อวงจรแบบอนกุ รม และโหลดบางตวั ต่อวงจรแบบขนาน การต่อวงจร ไม่มีมาตรฐานตายตัว เปลยี่ นแปลงไปตามลกั ษณะการต่อวงจรตามตอ้ งการ การวิเคราะหแ์ ก้ปัญหาของวงจร ผสมต้องอาศัยหลักการทํางานตลอดจนอาศัยคุณสมบัติของวงจรไฟฟ้าท้ังแบบอนุกรมและแบบขนาน ลกั ษณะการตอ่ วงจรไฟฟา้ แบบผสม
รปู แสดงวงจรไฟฟา้ แบบผสม ลักษณะคุณสมบัตขิ องการตอ่ วงจรแบบผสม เป็นการนําเอาคุณสมบัติของวงจรอนุกรม และคุณสมบัติของวงจรขนานมารวมกัน ซึ่งหมายความว่า ถ้าตําแหน่งท่ีมีการต่อแบบอนุกรมก็เอาคุณสมบัติของวงจรการต่ออนุกรมมาพิจารณา ตาํ แหนง่ ใดที่มกี ารตอ่ แบบขนานก็เอาคุณสมบตั ิของวงจรการตอ่ แบบขนานมาพจิ ารณาไปทีละขั้นตอน รูปแสดงการตอ่ ใชง้ านของหลอดฟลูออเรสเซนต์ รูปแสดงการตอ่ หลอดแบบมไี ส้
Search
Read the Text Version
- 1 - 6
Pages: