ใบความรู้ แผนการเรยี นรูท้ ี่ 1 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 วิชา นาฏศิลปไ์ ทยละคร 6 รหัสวิชา ศ 23208 ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ ระบำมาตรฐาน เรอื่ ง ระบำพรหมาสตร์ จำนวน 36 ชั่วโมง ประวตั ิความเปน็ มาระบำพรหมาสตร์ ระบำพรหมาสตร์ หรอื ระบำหน้าช้าง เปน็ ชดุ ทีส่ มเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจา้ ฟ้ากรมพระยานริศ รานุวัดติวงศ์ ทรงนิพนธแ์ ละปรบั ปรงุ ขึน้ สอดแทรกไวใ้ นการแสดงโขน เร่ือง รามเกียรต์ิ ตอนศึกพรหมาสตร์ กลา่ วถึงเทพบตุ รนางฟา้ จำแลง มาเริงระบำรำฟ้อนอยู่หนา้ ชา้ งทรงอินทรชิตแปลง เพื่อลอ่ ให้พลวานร หลงใหล เพลิดเพลนิ ในระบำ มทิ นั ระวังตัว แลว้ อินทรชิตแปลงจะได้แผลงศรมาเพ่อื ให้ต้องพระลกั ษมณ์ ระบำชดุ น้ีประกอบไปด้วย เพลงกลองโยนแลว้ เชดิ รอ้ งเพลงสรอ้ ยสน แต่สร้อยสนท่ขี ับร้องบรรเลง ในชดุ นี้ ปรมาจารย์ทางดนตรไี ทย ได้แตง่ ทว่ งทำนองใหม่สำหรับบรรเลงลำลองไปกบั ร้อง สอดคลอ้ งกันได้ อยา่ งสนิทสนมน่าฟงั มาก จากนั้นก็ต่อด้วยเพลงรัว เพอ่ื แสดงถงึ เทวดา นางฟา้ มารา่ ยรำกันอยา่ งสนุกสนาน ดนตรที ใี่ ชป้ ระกอบการแสดง ใช้วงปีพ่ าทยเ์ คร่ืองห้า เคร่ืองคู่ หรอื เครื่องใหญ่ ได้ตามโอกาส ประกอบด้วย ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆอ้ งวงใหญ่ ปี่ใน กลองทดั ฉ่งิ
การแตง่ กาย แตง่ กายแบบยืนเครื่องพระ – นาง
เครอื่ งแต่งกายพระ-นาง เครอ่ื งแต่งกายตัวพระ (แขนขวา แสดงเสอ้ื แขนส้ัน ไมต่ อ้ งมีอนิ ทรธนู แขนซ้าย แสดงเสอื้ แขนยาว มอี นิ ทรธน)ู 1. กำไลเทา้ 2. สนบั เพลา 3. ผ้านงุ่ 4. ห้อยขา้ ง, เจยี ระบาด, ชายแคลง 5. ฉลององค์ 6. รดั สะเอว 7. ห้อยหนา้ , ชายไหว 8.ทับกระถอบ 9. ปนั้ เหนง่ 10. กรองคอ, กรองศอ 11. ตาบหน้า, ตาบทับ, ทับทรวง 12. อนิ ทรธนู 13. พาหุรัด 14. สังวาล 15. ตาบทศิ 16. ชฏา 17. ดอกไม้เพชร (ขวา) 18. จอนหู, กรรเจยี ก, กรรเจยี กจร 19. ดอกไมท้ ัด (ขวา) 20. อุบะ, พวงดอกไม้ 21. ธำมรงค์ 22. แหวนรอบ 23. ปะวะหล่ำ 24. กำไลแผง, ทองกร เคร่อื งแตง่ กายตัวนาง 1. กำไลเทา้ 2. เสอ้ื ในนาง 3. ผา้ น่งุ 4. เขม็ ขดั 5. สะอ้งิ 6. ผา้ หม่ นาง 7. นวมนาง, กรองศอ, สรอ้ ยนวม 8.จีน้ าง, ตาบทบั , ทับทรวง 9. พาหรุ ัด 10. แหวนรอบ 11. ปะวะหรำ่ 12. กำไลตะขาบ 13. กำไลสวม, ทองกร 14. ธำมรงค์ 15. มงกุฎ 16. จอนหู, กรรเจยี ก, กรรเจยี กจร 17. ดอกไมท้ ัด (ซ้าย) 18. อบุ ะ, พวงดอกไม้ (ซ้าย)
บทร้องเพลงระบำพรหมาสตร์ ดนตรีทำเพลงกลองโยน รอ้ งเพลงสรอ้ ยสน ต่างจบั ระบำรำฟ้อน ทอดกรกรีดกรายซ้ายขวา รา่ ยเรียงเคยี งคมประสมตา เลย้ี วไล่ไขว่คว้าเปน็ ท่าทาง ซ้อนจงั หวะประเทา้ เคลา่ คล่อง เลย้ี วลอดสอดคล้องไปตามหวา่ ง วนเวยี นเหียนหันกั้นกาง เปน็ ค่คู ู่อยู่กลางอัมพร ปีพ่ าทย์ทำเพลงเรว็ – ลา โอกาสทใี่ ช้แสดง ใช้แสดงเป็นระบำเบ็ดเตลด็ แสดงในงานรนื่ เริงตา่ งๆ หรือเปน็ ระบำประกอบการแสดง โชน เร่อื ง รามเกยี รติ์ ตอน ศึกพรหมาสตร์
นาฏยศพั ท์ทส่ี ำคัญ ตัง้ วง เปน็ อาการของมือท่เี หยียดตึงท้งั 5 นว้ิ แตน่ ว้ิ หัวแม่มือหกั เข้าหาฝา่ มือเล็กน้อย การตง้ั วงทีส่ วยหรอื ถกู ต้องน้นั จะต้องหักข้อมือเข้าหาลำแขนให้มาก และทอดลำแขนใหโ้ ค้งพองาม การต้งั วงมัก เรยี กตามตำแหนง่ ท่มี ีอยู่ ซง่ึ แบง่ เป็น ❖ วงบน เป็นวงโคง้ โดยลำแขนส่วนบนลาดไหล่เลก็ น้อย ช้อนลำแขนสว่ นลา่ งขนึ้ กันวง ออกไปขา้ ง ๆ แยกเป็นวงสูงและวงต่ำ สำหรบั พระ ให้ยกสงู ระดบั แง่ศีรษะ ส่วนวงนางอยู่ระดับหางค้ิว ❖ วงบวั บาน ยกแขนคล้ายวงโค้ง แตห่ งายท้องแขนข้ึน หงายฝา่ มอื จะเป็นขา้ งใดขา้ ง หน่งึ หรือ 2 ข้างก็ได้ ❖ วงกลาง คือ สว่ นโคง้ ของลำแขนที่มิได้อยู่ระดับวงบน หรอื วงลา่ ง แต่อยู่ระดับกลาง ลกั ษณะวงกลางน้ี คือ ยกแขนให้สว่ นโคง้ อย่ขู า้ งคลา้ ยวงสงู แตล่ ดระดบั ลงให้แขนสว่ นบนลาดลงลา่ งมาก ๆ นว้ิ อยู่ระดับศอกใหต้ รงกับเกลียวขา้ ง ชอ้ นลำแขนส่วนลา่ งขึ้นบนเลก็ นอ้ ย ❖ วงล่าง คือ สว่ นโค้งของลำแขนท่ที อดโคง้ ลงมาเบื้องล่าง ลำแขนสว่ นล่างจะพลิก หงายหรือควำ่ สุดแต่กริ ยิ า คือ ทา่ ตง้ั วงมือแบควำ่ แขนสว่ นลา่ งกพ็ ลิกคว่ำ ทา่ ต้งั วงลา่ งนี้ ให้ทำวงแขนเป็น ชอ่ งระหว่างข้อลำแขนกับเกลียวข้าง ลำแขนส่วนล่างโค้งเข้าหาตัว ปลายมืออยู่ระดับหน้าทอ้ ง ❖ วงหนา้ คอื วงที่ทอดลำแขนให้โคง้ อยขู่ ้างหน้า เช่น มือซ้าย ทา่ เฉดิ ฉนิ วงหน้าของ พระต้องผายลำแขนไปขา้ ง ๆ เลก็ น้อย ส่วนนางปลายน้วิ ตรงกบั ระดบั ปาก วงนอ้ี าจสูงหรือตำ่ บา้ งเป็นบาง ท่า สดุ แต่ลีลาท่ารำนน้ั ๆ จบี เป็นอาการของมือโดยใชน้ วิ้ หวั แมม่ อื มาจรดกบั ข้อท่ีหนง่ึ ของนิว้ ช้ี ส่วนนิว้ ที่เหลอื ทง้ั สาม เหยียดตึง และกรีดออกไปเหมอื นรปู พัด และต้องหักข้อมอื เขา้ หาลำแขนเสมอ จบี มี 2 ลักษณะ คือ ❖ จบี หงาย คือ หงายข้อมือใหป้ ลายน้วิ ช้ีขึน้ บน ❖ จีบควำ่ คอื ควำ่ ข้อมือลงให้ปลายน้ิวชี้ลงลา่ ง นอกจากนี้ ลกั ษณะจีบทีน่ ำไปใช้ในแบบตา่ ง ๆ ยังแบ่งออกเป็น ❖ จีบปรกหนา้ ส่วนของมือจีบนัน้ คลา้ ยจีบหงาย เพราะลำแขนส่วนล่างเปิดหงายข้ึน หนั เข้าหาลำตวั ทง้ั แขนและมืออยู่ข้างหน้า หันจบี เข้าตรงหนา้ ❖ จบี หลงั การตง้ั จบี คว่ำไปขา้ งหนา้ แล้วคอ่ ย ๆ ลดจีบส่งแขนไปขา้ งหลงั ลักษณะจีบ กลบั หงายขึ้น ❖ จบี ปรกข้าง คลา้ ยจบี ปรกหน้า แต่ลำแขนอยขู่ า้ ง
กราย เปน็ กิรยิ าเคล่ือนไหวของมือจบี ทหี่ งาย ซ่ึงมีลำแขนเหยยี ดตรงค่อยๆ มว้ นข้อมือใหจ้ ีบ ควำ่ ลงชา้ ๆ แล้วคลายจีบจนมอื แบ แล้วตงั้ วงเฉยี งค่อนไปข้างหน้า ล่อแกว้ เปน็ อาการของมือท่ีมลี กั ษณะคล้ายจบี แต่ใช้นวิ้ กลางมากดทีข่ ้อทห่ี นึง่ ของ นว้ิ หัวแมม่ ือ ใหเ้ ป็นรปู วงกลม นิว้ ทเี่ หลือกรดี ตึง ประเทา้ เป็นกิรยิ าของเทา้ ทว่ี างอยเู่ บือ้ งหนา้ ใช้ในทา่ รำกอ่ นจะยกเท้า คือ อาการเผยอจมกู เท้าขึ้นเพียงนดิ เดียว โดยทีส่ น้ เท้ายงั ติดพน้ื อยู่ครง่ึ หน่งึ แตะลงเบา ๆ แลว้ ยกขน้ึ วธิ ปี ระนีต้ อ้ งหม่ เขา่ ก่อน ทกุ คร้งั กระทงุ้ เปน็ อาการของเทา้ ทว่ี างอยูเ่ บอื้ งหลัง กระทุ้งกอ่ นยกขนึ้ เชน่ เดียวกบั ประ หากแต่อยู่ ข้างหลงั ซึง่ ส่วนของจมกู เทา้ ทวี่ างอยู่กบั พนื้ ส่วนสน้ น้ันเปดิ อยู่ การกระทุง้ คอื การกระแทกจมูกเท้ากับพื้น เบา ๆ แล้วจงึ ยกข้นึ ขยัน่ เปน็ อาการเคล่ือนไหวเทา้ ทงั้ สอง เพ่ือพาตัวเคล่ือนไป โดยเทา้ หนึง่ วางอยู่ข้างหลังด้วย จมูกเท้า อีกเทา้ หน่งึ ยนื เต็มเท้าอยขู่ า้ งหน้า ใช้จมกู เท้าหลังยืนพื้น เพื่อชว่ ยใหเ้ ท้าหนา้ เขยิบออก เม่ือเท้า หนา้ กระเถบิ ได้แลว้ เทา้ หลังก็ตามมา ขยน่ั นีต้ ้องทำเร็ว ๆ ใหส้ ่วนของเทา้ เรียบไปกบั พน้ื และชิด ๆ กนั ไป ใหต้ วั เคล่ือนเหมือนลอยไป ถดั เท้า กริ ยิ าถัดเท้ามี 2 ชนดิ คือ ถดั เทา้ อยู่กับท่ี และถัดเทา้ เคลอ่ื นตัวไป ❖ ถัดเท้าอยกู่ ับท่ี แบง่ เป็นถดั เทา้ ไขว้ กบั ถัดเทา้ ยนื เสมอกัน สำหรับถัดเทา้ ไขวน้ ัน้ เท้า หนง่ึ ยนื อยขู่ ้างหน้า และอีกเท้าหนง่ึ อยูข่ า้ งหลัง เปิดส้นเทา้ วธิ กี ารถัด คอื วางเท้าหลังราบลงใหน้ ำ้ หนักอยู่ ขา้ งหลัง แลว้ ใช้จมกู เท้าหน้าถัดออกไป การถัดจมกู เท้าก็คือ การเสอื กจมกู เท้าไปกับพนื้ เบา ๆ แลว้ วางเท้าท่ี ถดั ราบลงใหน้ ้ำหนักอยหู่ นา้ ยกเท้าหลงั เหนือพน้ื เล็กน้อย แลว้ งวางจมูกเท้าหลังลงอกี เพือ่ ใหจ้ มกู เท้าหน้าได้ ถัดอีก ทำเชน่ น้ีตามจังหวะ ส่วนถดั เทา้ ยืนเสมอกันน้ัน คือ อาการยืนอยู่กบั ท่ี ซึง่ เท้าทัง้ สองวางอยู่คกู่ นั การ ปฏิบัตกิ ็ทำเช่นเดยี วกัน ❖ ถดั เทา้ เคลื่อนตัว ไดแ้ ก่ การถัดเทา้ เดิน โดยใช้เทา้ ขวาเป็นฝ่ายถดั จรด คอื การใชจ้ มกู เทา้ ขา้ งหน่งึ แตะลงพ้ืน โดยยกสน้ ขนึ้ มใิ หถ้ ูกกบั พ้ืน จะจรดข้างไหนก็มิได้ จำกดั แตอ่ าศยั อีกเทา้ หน่ึงเป็นฝา่ ยยืนรบั น้ำหนัก เพื่อใหอ้ ีกเท้าหนึ่งกา้ วมาจรด สะดดุ คอื อาการของเท้าที่ใชเ้ คลอ่ื นไหวประกอบทา่ รำ โดยใชเ้ ทา้ ข้างหน่ึงวางอยู่ขา้ งหน้า และอีกขา้ งหนึ่งวางอยู่ข้างหลัง วธิ ีสะดุด ใช้เทา้ หลังยืนด้วยจมกู เท้ารับนำ้ หนัก เผยอเท้าหนา้ ข้ึนเลก็ น้อย
พอใหส้ ่วนฐานเทา้ ยืนไปกบั พ้ืนได้ การเสอื กฐานเทา้ หนา้ ต้องกระทำแรง ๆ และชะงักไวเ้ หมอื นอาการสะดดุ จรงิ ๆ เม่อื สะดุดเท้าหนา้ แล้ว ใหย้ นื เท้าหนา้ นนั้ เตม็ เทา้ เพื่อรบั นำ้ หนักใหเ้ ท้าหลังกา้ วมายนื เต็มเท้าข้างหน้า บ้าง สะบดั มือ คอื อาการกิริยาของมอื ท่เี น่ืองมาจากทา่ จีบจากจีบหงาย หรอื จบี ปรกข้าง วธิ ีสะบดั ให้คลายจบี ออกพรอ้ มกบั สลดั ข้อมือออกจากลำแขน พร้อมกบั หงายฝา่ มือ ทำจงั หวะขอ้ มือแผ่มือออกเป็น ทา่ รำ แบมือคว่ำ คลายมอื คือ กิริยามอื เน่อื งมาจากจีบควำ่ ค่อย ๆ ปลอ่ ยจีบให้คลายออกให้ข้อมือหงายข้นึ ปล่อยจบี ออกชา้ ๆจนมือแบหงาย แลว้ จะกลบั ฝา่ มือต้ังขึน้ มว้ นมอื คอื กิรยิ าเนือ่ งมาจากจบี หงาย กระทำเพื่อเปลี่ยนจากมอื จบี เปน็ มือแบ วิธมี ว้ นคอ่ ย ๆ ปกั จบี หงายอยูส่ ง่ ล่างดว้ ยการมว้ นขอ้ มือลง แลว้ คลายจบี ออกให้มือแบ ทำจงั หวะทข่ี ้อมือ แล้วตง้ั วง รวมมือ คอื กิรยิ าทนี่ ำมือทัง้ สองมารวมไว้ใกล้ ๆ กนั จะเป็นมือหนงึ่ จีบ มือหน่งึ แบกไ็ ด้ เช่น ทา่ ภมรเคล้า การรวมมือรวมสูงหรือตำ่ ก็ได้ ฉายมอื คอื กิรยิ าแบมือที่ตะแคงอย่ใู นระดบั ต่ำ เสมออก ศอกงออยู่ก่อน วธิ ฉี าย เอียงศีรษะ ตรงกนั ข้ามกับมือที่ฉาย ค่อย ๆ แทงปลายนิ้วออกไปข้างหนา้ ฝ่ามอื ยังตะแคงอยู่ แลว้ ค่อย ๆ เหยยี ดออกตึง แตะเท้า คือ อาการเลน่ เทา้ ชนิดหนึง่ ทใี่ ชจ้ มกู เทา้ แตะลงบนพน้ื เบา ๆ ยกเทา้ แบ่งเป็นยกหนา้ ยกข้าง กระดกหลงั กระดกเสี้ยว กระดกเท้านี้เน่ืองมาจากกิริยาประ อยา่ งหนึง่ กระทงุ้ หลงั อย่างหนึ่ง และยกโดยปราศจากการประ หรือกระทุ้งอีกอยา่ งหน่ึง ❖ การยกเท้าหน้า สำหรบั พระให้กันเขา่ ออกไปทางเท้าท่ียก สว่ นนางไม่ต้องกันเข่า ❖ กระดกหลงั คือ อาการยกเท้าออกไปขา้ งหลัง หักขอ้ เท้าเขา้ หาลำเท้า กระดกน้เี ปน็ ทา่ สืบเนื่องมาจากการกระท้งุ แลว้ ยกเทา้ ขนึ้ ขา้ งหลังนัน่ เอง และต้องถบี เขา่ ไปข้างหลังมาก ๆ จึงจะงาม ❖ กระดกเส้ียว คล้ายกระดกหลัง แต่ผายลำขามาไว้ขา้ งๆ ตรงระดับไหล่ กระดกสน้ เทา้ ให้ฝ่าเทา้ หงายอยู่ขา้ งตวั คือ ตำ่ กวา่ สะโพกเลก็ น้อย กันเข่าหา่ งออกไปจากเข่าท่ยี ืน ระดับต่ำกว่าเขา่ ตึง ปลายเท้าขึน้ โบก เปน็ กริ ยิ ามือทเ่ี น่ืองมาจากท่าจบี แบง่ เป็นโบกพกั เพลง และโบกท่ารำท่วั ไป วิธีการโบก คือ เม่ือตวั หนั ไปทางขวา มือขวาเป็นฝา่ ยตั้งวงล่าง มอื ซ้ายเปน็ ฝา่ ยจบี หงาย ตลบเขา้ หาตวั ทัง้ สองมือ
รวมกนั อยูใ่ กลก้ บั ระดับชายพก ประกอบด้วยกริ ิยาเท้า ซึง่ เท้าขวาเป็นฝ่ายรับนำ้ หนกั เท้าซา้ ยข้างเดยี วกับ มือจบี เป็นฝา่ ยประ เม่อื ห่มเข่าประเทา้ แลว้ ให้สาวจีบออกห่างตัว ศรี ษะตัวเอยี งอยู่ขา้ งซ้ายขณะสาวจบี ออก ชายพก แขนท่ีมีมือจบี ยกสูงข้ึนทุกๆ ที คลายจบี ออกให้อยูใ่ นทา่ ต้งั วง ตงั้ วงสูงค่อนมาหน้านดิ หนึ่ง มอื ขวา สง่ จีบหลัง เมอ่ื แขนท้ังสองอยู่ทแ่ี ลว้ จะหม่ เขา่ ลง วางเทา้ ทปี่ ระดว้ ยส้นเทา้ ลกั คอ คอื การปฏบิ ัตใิ ห้ศีรษะทเี่ อยี งตรงข้ามกับไหลท่ ี่กด
ใบความรู้ แผนการเรียนรูท้ ี่ 2 ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 3 วชิ า นาฏศลิ ป์ไทยละคร 6 รหสั วิชา ศ 23208 ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ รำหน้าพาทย์ เรอ่ื ง เพลงหน้าพาทย์พญาเดิน ประวัติความเปน็ มาเพลงหน้าพาทยพ์ ญาเดนิ เพลงพญาเดินเปน็ เพลงหนา้ พาทย์ชั้นสูง ใช้ประกอบกริ ยิ าอาการไปมาท่ีไมซ่ บั ซ้อนของตัวละครผู้สูง ศักดิ์ ซ่งึ เดิมเป็นเพลงที่ใชใ้ นการสัญจรไปมาระหว่างยกั ษ์ทส่ี งู ศกั ดเิ์ ท่าน้นั นับตั้งแตย่ ักษ์ต่างเมอื งไปจนถงึ ยักษ์อุปราช และสว่ นมากมักจะใชเ้ ฉพาะการเขา้ ไปเฝา้ ผูใ้ หญเ่ ทา่ นัน้ เชน่ อินทรชิต กมุ ภกรรณ ข้ึนเฝา้ ทศกัณฐ์ เพลงหน้าพาทย์ คือเพลงทีม่ ีทำนองและจังหวะหน้าทบั กำหนดเปน็ แบบแผน รวมทั้งกำหนดโอกาส ที่ใช้ไว้อย่างแนน่ อน โดยทว่ั ไปเพลงหนา้ พาทยม์ ักจะไมม่ ีบทร้อง ใช้บรรเลงแต่ทำนองเพลงอยา่ งเดยี ว เพลง หนา้ พาทย์สว่ นมากจะมีท่ารำกำหนดไว้เฉพาะในแตล่ ะเพลง และเพลงหน้าพาทยเ์ พลงเดียวกัน การใช้ทา่ รำ ของตวั ละคร คือ พระ นาง ยักษ์ ลงิ กย็ ่อมจะแตกต่างกันไปด้วย เพลงหนา้ พาทย์ แบง่ ออกเป็น เพลงหนา้ พาทยช์ น้ั สงู และเพลงหนา้ พาทยธ์ รรมดา หนา้ พาทย์ชนั้ สูง เรยี กอีกอย่างหน่งึ ว่า “เพลงครู” ซึ่งถือวา่ เป็นเพลงท่ีศักดส์ิ ิทธิ์ ผู้ทผ่ี ่านพธิ ีครอบ และไหว้ครทู างดรุ ยิ างคศิลปแ์ ละนาฏศลิ ป์แลว้ เม่อื ได้ยนิ เพลงหน้าพาทย์ชัน้ สูงจะยกมอื ขน้ึ ไหว้ ระลึกถึงครู อาจารยท์ ่ีได้ประสิทธิป์ ระสาทวิชาให้ เพลงหน้าพาทย์ชน้ั สงู มีความหมายและความย่ิงใหญ่เฉพาะเพลง เช่น เพลงสาธกุ าร ตระนิมิต บาทสกณุ ี ชำนาญ ตระบองกนั คุกพาทย์ รวั สามลา เปน็ ต้น หน้าพาทย์ธรรมดา หมายถึง เพลงหน้าพาทย์ท่ใี ชป้ ระกอบกิริยาอารมณ์โดยปกติท่ัวไปของตวั ละคร เชน่ เพลงชา้ เพลงเรว็ เชดิ เสมอ รัว โอด เปน็ ต้น
การแตง่ กาย แตง่ กายแบบยืนเคร่อื ง บทรอ้ งและทำนองเพลง เพลงหนา้ พาทย์พญาเดินเป็นเพลงทไ่ี ม่มีบทร้อง มแี ต่ทำนอง เครอื่ งดนตรี ใชว้ งปพ่ี าทย์เคร่ืองห้า เครื่องคู่ หรือเคร่ืองใหญ่ โอกาสท่นี ำไปใช้ ใชใ้ นการแสดงโขน - ละคร
นาฏยศพั ทท์ ่สี ำคัญ ใชต้ วั หนา้ หนงั หมายถงึ การปฏบิ ตั ลิ ลี าประกอบท่ารำ เนน้ ทร่ี า่ งกายท่อนบน ตง้ั แต่เอวจรด ศรี ษะ เรม่ิ ด้วยเบือนหนา้ มองด้านขา้ ง พร้อมกบั กดไหล่ กดเกลียวขา้ ง แล้วคนื ตวั ตามจังหวะ หรอื ปฏิบัติกด ไหล่ทางด้านซ้าย แลว้ ตกั ไหล่ซา้ ยขึ้น กลับมากดไหลข่ วา กดเกลียวขา้ งทางด้านขวา แล้วเปดิ ปลายคางและ หน้าข้นึ ปฏบิ ตั เิ ช่นน้สี ลบั กนั ไป ใช้ตัวหนา้ หนังปฏิบัติไดท้ ง้ั ด้านซา้ ยและด้านขวา
ใบความรู้ แผนการเรยี นรทู้ ี่ 3 ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 วชิ า นาฏศลิ ป์ไทยละคร 6 รหัสวิชา ศ 23208 ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3 ระบำเบ็ดเตล็ด เรือ่ งฟ้อนเลบ็ เวลา 36 ชั่วโมง ประวัตคิ วามเปน็ มาเพลงฟอ้ นเลบ็ ฟ้อนเล็บเปน็ การฟ้อนชนดิ หน่ึงของชาวไทยภาคเหนือ เหตุท่เี รียกฟ้อนเล็บเพราะเรยี กตามลกั ษณะ ของผู้ฟอ้ น ผู้ฟ้อนจะต้องใสเ่ ล็บทัง้ 4 นิ้ว ยกเวน้ นิว้ หัวแมม่ ือ คล้ายกบั ฟ้อนเทยี น ซ่ึงผู้ฟ้อนจะถือเทยี นอยู่ใน มือ แบบฉบับของการฟ้อนทด่ี ีได้รกั ษาไว้เป็นแบบแผนในค้มุ เจ้าหลวง เป็นศิลปะท่นี ยิ มรำกันในราชสำนกั ไม่ คอ่ ยแพร่หลายในหมูป่ ระชาชน มาแพรห่ ลายต่อเม่ือคราวทีช่ ่างฟ้อนมาฟอ้ นในงานสมโภชพระเศวตคชเดช ดิลกช้างเผอื ก ในรชั กาลท่ี 7 โดยผฟู้ ้อนเปน็ ช่างฟ้อนของพระราชชายา เจ้าดารารัศมสี ง่ มาฟอ้ น (ชา่ งฟ้อน ใช้ เรียกหญิงสาวท่ีได้รบั การฝกึ หัดการฟ้อน เด็กสาวคนใดหน้าตาสวยงาม ท้ังมีฝมี อื ในการฟ้อนดี จะไดร้ บั เลือก เปน็ ช่างฟอ้ น) ท่ารำมีลีลาอ่อนช้อย สวยงาม ถือเปน็ ศิลปะประจำภาคเหนอื และปัจจุบันการฟ้อนเลบ็ ยังมีอยู่ เพราะเป็นวัฒนธรรมประจำท้องถิ่นควรอนรุ กั ษไ์ ว้ เคร่ืองดนตรที ใ่ี ช้ประกอบการแสดง ประกอบดว้ ยเครอื่ งดนตรีของภาคเหนือ คือ ปแ่ี น โหมง่ ฉาบ ใหญ่ กลองแอว่ หรอื กลองยาวใหญ่ กลองตะโลด๊ โป๊ด และฆ้องหุ่ย เมื่อนำมาแสดงในภาคกลาง อาจใช้ระนาด บรรเลงประกอบการแสดงดว้ ย การแต่งกาย นุ่งผ้าถุงลายขวางยาวกรอมเท้า เชงิ ผ้าปกั สวยงาม สวมเสอ้ื แขนยาว คอตั้ง ห่อสไบ สวมเคร่ืองประดบั ไดแ้ ก่ สร้อยคอ สรอ้ ยข้อมือ ตา่ งหู สร้อยตวั ผมดา้ นหนา้ เกลา้ ตง้ั สงู เล็กนอ้ ยคล้ายกระบงั ดา้ นหลังเกล้าเป็นมวยสูง ตดิ ดอกไมด้ า้ นซ้าย หอ้ ยอบุ ะยาวลงมาระดับไหล่ หรอื ตดิ ดอกไม้ทองไหวเสียบตดิ อยู่กลางศีรษะ สวมเลบ็ ทองเหลือง 8 นว้ิ ยกเว้นนิ้วหวั แม่มอื บทร้องและทำนองเพลง ใช้เพลงฟ้อนเล็บและเพลงผมี ด เน้ือร้องเป็นภาษาพน้ื เมืองของชาวไทย ภาคเหนือ โอกาสทีใ่ ช้ในการแสดง ฟ้อนเล็บใชแ้ สดงไดท้ ้ังในเวลากลางวนั และกลางคืน ซึง่ ต่างจากฟ้อนเทยี น ทีใ่ ชแ้ สดงในเวลากลางคนื ไดเ้ พยี งอย่างเดยี ว ฟ้อนเล็บใชแ้ สดงในโอกาสต้อนรบั แขกบา้ น แขกเมือง หรือ แสดงในงานรนื่ เรงิ ตา่ ง ๆ
บทรอ้ งเพลงฟอ้ นเล็บ ตป้ี าโม่ปาลา ซงั ไซยาโอมอง ฮอื โละ๊ แลเปย้ี วมะรนั โซ มโหลา รำมะแจ้ ตปี า ตะแน ป้าน ป่าน โต้เว เฮ เต้ เต โล่ ลา ฮ้า ฮา ฮา ฮา ฮา เว เต โล่ ลา กิตแต่โซ โปลัน่ เปียว เอโส เอ สา่ โล่ ลา ปีพ่ าทย์ทำเพลงผีมด นาฏยศพั ทท์ ีส่ ำคญั (ช่ือเฉพาะ) ❖ ท่าบิดบวั บาน คือ ลักษณะการมว้ นมอื จีบพร้อมกนั ท้ัง 2 มอื ตัง้ ข้อมือขวาทับข้อมือซ้าย ตง้ั วง สูงระดับตา มว้ นจบี ขวาออกด้านนอก พรอ้ มกับม้วนจีบซา้ ยเข้าดา้ นใน หมนุ ข้อมือจีบท้งั สองเปน็ วงกลม จนกระทั่งมือจีบซ้ายหมนุ มาอยขู่ า้ งบน จึงค่อยคลายจบี ออกเปน็ ต้ังวง มอื จีบขวาหมุนลงมาอยู่ข้างลา่ ง ก็ คอ่ ย ๆ คลายจบี ออกเปน็ ต้งั วง ปฏิบตั ิเช่นน้สี ลบั กนั ไป
ใบความรู้ แผนการเรยี นรู้ที่ 4 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 วิชา นาฏศลิ ปไ์ ทยละคร 6 รหสั วชิ า ศ 23208 ชือ่ หน่วยการเรยี นรู้ ระบำเบ็ดเตลด็ เร่อื ง ฟ้อนเทียน เวลา 36 ชว่ั โมง ประวตั คิ วามเปน็ มาเพลงฟ้อนเทยี น ฟอ้ นเทียนเป็นศลิ ปะพ้นื เมอื งแบบหนึง่ ของชาวไทยภาคเหนอื ผ้แู สดงเป็นหญงิ แสดงเป็นหมู่ ทำนองเพลงและท่ารำไดเ้ ขา้ มาแพรห่ ลายในกรุงเทพฯ เมอื่ คราวงานฉลองสมโภชขนึ้ ระวางพระเศวตเดช ดลิ ก พระคชาธารในรชั กาลท่ี 7 เมื่อ พ.ศ. 2470 ผฟู้ ้อนในมือจะถือเทียนจดุ ไฟทั้งสองมือ ตามปกติจะนยิ ม ฟอ้ นที่กลางแจ้งในเวลากลางคนื ฟ้อนเทยี นนี้เข้าใจว่า แตเ่ ดมิ คงจะใช้ฟ้อนสกั การะบชู าสิ่งศักดิ์สิทธ์ิ หรอื งาน พระราชพิธใี นพระราชฐาน แตต่ ่อมานำมาฟ้อนประกอบเฉพาะงานสำคัญ เชน่ ในคุ้มเจา้ หลวง ผ้ฟู ้อน ส่วนมากเปน็ เจา้ นายเชอ้ื พระวงศ์ฝา่ ยใน ความงามของการฟ้อนนี้อยู่ทแี่ สงเทียนถือสอ่ งหน้าช่างฟอ้ น และ การบิดข้อมือท่ีถือเทียนอยา่ งมีศิลปะ โดยอาการเคลือ่ นไหวไปมาอย่างชา้ ๆ เพ่ือมิให้ดวงเทยี นดบั นับเป็น ศิลปะที่งดงามนา่ ดนู ่าชมย่งิ ผทู้ ีน่ ำเอารำฟ้อนเทียนมาสอนท่ีวิทยาลยั นาฏศลิ ป คือ อาจารยล์ มลุ ยมะคุปต์ ผู้เช่ยี วชาญการสอน นาฏศิลป์ไทย สำหรับบทร้องทเ่ี ป็นของเดมิ เปน็ พระนิพนธ์ของพระราชชายา เจา้ ดารารศั มี แตบ่ ทร้องที่ใชใ้ น บทเรียนเปน็ บทท่ีแตง่ ขนึ้ โดยอาจารยม์ นตรี ตราโมท ผเู้ ชย่ี วชาญการสอนดนตรีไทย เพลงทใ่ี ช้บรรเลงและขับรอ้ งประกอบการแสดง ดนตรีบรรเลงเพลงฟ้อนเมือง เพลงร้องใชท้ ำนองเพลง ซอยน้ิ และตอนท้ายบรรเลงเพลงลาวจ้อย ดนตรที ใี่ ช้ประกอบการแสดง นำเครอ่ื งดนตรพี นื้ เมอื งเหนอื มาผสมกับเครื่องดนตรวี งปพี่ าทย์เครอ่ื งหา้ เครอื่ งดนตรีพนื้ เมืองเหนือ ประกอบดว้ ย กลองแอว กลองตะโล๊ดโป๊ด ปแ่ี น โหมง่ ฆ้องหุ่ย ฉาบใหญ่ วงปพี่ าทยเ์ คร่ืองหา้ ประกอบดว้ ย ปใ่ี น ระนาด ฆอ้ งวงใหญ่ กลองทดั ตะโพน ฉ่ิง การแตง่ กาย นุ่งผา้ ซ่นิ ยาวกรอมเท้า สวมเสอ้ื คอต้ังเข้ารูปแขนยาว ตวั ยาวจรดสะโพก ห่มสไบ เครอื่ งประดบั ประกอบด้วย สรอ้ ยคอ สรอ้ ยข้อมือ สร้อยตวั ต่างหู ผมเกล้าทรงสูง มุ่นมวยด้านหลัง และหอ้ ยอุบะด้านซ้าย ผรู้ ำจะถือเทียนขี้ผึ้งแทง่ กลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ซม. ยาว 19 ซม. จำนวน 2 เล่ม
บทร้องเพลงฟอ้ นเทยี น ปวงขา้ เจ้า ยนิ ดีทเ่ี นา ในถ่ินไทยสถาน ระเริงระร่ืน ชุมชื่นใจบาน ทุกถน่ิ เทดิ ศาน ติสุขนานา เบง่ิ ดอกไม้ ช่างงามวิไล ลออพอตา หลายสเี ลอสรร หลากพนั ธผ์ุ กา ชุ่มชนื่ นาสา พาใจใฝ่ชม ปวงประชา ยลพกั ตรล์ กั ขณา ชา่ งงามขำคม หนา้ ตาชนื่ บาน สำราญอารมณ์ จติ น้อมนยิ ม โอบอ้อมอารี มน่ั รักษา พทุ ธศาสนา แนบดวงฤดี สง่ เสรมิ ศลิ ปะ บล่ ะประเพณี ผูกมิตรไมตรี ตรึงชาติชนปวง - ดนตรีทำเพลงลาวจ้อย -
นาฏยศพั ทท์ ีใ่ ช้ประกอบท่ารำ ❖ จีบมือล่อแกว้ - การหงายมอื ใหน้ ิว้ หัวแมม่ ือ จรดกบั ปลายนิ้วกลางเป็นวงกลม สว่ นนว้ิ ท่ีเหลอื กรดี ออกไป หกั ข้อมือเขา้ หาลำแขน ❖ สอดจีบมือ - จบี มือในลักษณะจบี ควำ่ งอแขนให้เปน็ วง ค่อย ๆ สอดจีบขึ้นไปช้า ๆ แล้วปล่อยจีบหงาย มอื สูงระดบั ศรี ษะ ❖ ป้องหน้า - ยกมือข้นึ ตั้งวงขา้ งหน้าระดับตา งอแขนคว่ำฝา่ มอื ให้ปลายนวิ้ หันออกดา้ นนอก พร้อมทงั้ หกั ข้อมือ ❖ ลักคอ - ถา้ จะลักคอข้างซา้ ย ตอ้ งกดไหลข่ ้างขวา เอียงศีรษะไปขา้ งซา้ ย ถ้าจะลักคอข้างขวา ต้องกด ไหลข่ ้างซา้ ย เอียงศีรษะไปข้างขวา ❖ วิ่งซอยเท้า - คอื การย่ำเท้าทัง้ สองลงบนพนื้ ดว้ ยจมูกเท้า นิ้วท้ังห้าต้องตงึ ส่วนส้นเท้าสูงจากพื้น เล็กน้อย ยอ่ เขา่ ลง ย่ำให้มจี ังหวะสม่ำเสมอ ❖ ก้าวเท้าเรยี ง - คอื การก้าวเท้าเดนิ ไปขา้ ง ๆ โดยหนั ตัวไปดา้ นข้างซ้ายหรือขวา จะก้าวเดนิ ขึน้ หรอื เดิน ลงในลกั ษณะก้าวเท้าหน่ึงไปด้านขา้ ง ในลักษณะไขว้ไปข้างหน้า วธิ ถี ือเทียน 1. ถือในลกั ษณะตัง้ มือ โดยตั้งมอื ขึ้น กรดี น้ิวมอื ทง้ั สใ่ี หต้ ึง ใช้นิ้วชีแ้ ละนิ้วกลางคีบเทียนอยู่ใน ระหว่างนว้ิ ทั้งสอง ใช้สันนิ้วหวั แมม่ ือท่ีเหยียดตงึ ยึดปลายลำเทยี นดา้ นลา่ งให้ต้ังตรง 2. ถอื ในลกั ษณะหงายมอื หงายมอื ใหน้ ้ิวหัวแมม่ ือ นว้ิ ชี้ นว้ิ กลาง จบั แนบใหล้ ำเทียนอยู่ตรงกลาง ของนิ้วทงั้ สาม ใช้อุง้ มอื ยดึ ปลายลำเทยี นด้านล่างใหต้ ั้งตรง ส่วนน้ิวที่เหลอื กรดี ให้ตงึ หกั ข้อมือ เข้าหาลำแขน 3. ถอื ในลักษณะบิดข้อมือ สองมือถือเทยี นในลกั ษณะต้ังมือ โดยหันหลงั มอื ให้ข้อมอื ชดิ กัน แลว้ บิดขอ้ มอื ท้ังสองเคลื่อนไปจนข้อมือด้านในมาชนกนั แล้วบิดข้อมือทั้งสองเคล่อื นหลงั ให้กลับมือ ชนกนั ดังเดิม
ใบความรู้ แผนการเรียนรทู้ ี่ 5 ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 3 วิชา นาฏศลิ ปไ์ ทยละคร 6 รหัสวิชา ศ 23208 ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ ระบำเบ็ดเตล็ด เรอื่ ง รำวงมาตรฐาน4เพลง เวลา 36 ชว่ั โมง ประวัตคิ วามเปน็ มารำวงมาตรฐาน รำวงมกี ำเนดิ มาจากรำโทน แตเ่ ดมิ รำโทนเปน็ การละเล่นพน้ื เมืองอย่างหนึง่ ทน่ี ยิ มเลน่ กันในฤดู เทศกาลของท้องถิน่ บางจังหวดั คำวา่ “รำโทน” สันนษิ ฐานวา่ เรียกชอ่ื จากการเลยี นเสียงตามเครื่องดนตรี ประกอบจังหวะท่ีเป็นหลัก คือ “โทน” ซง่ึ ตเี ป็นลำนำเสยี ง “ป๊ะ โทน ป๊ะ โทน ปะ๊ โทน โทน” เครอื่ งดนตรีทใี่ ช้ในการรำโทน ได้แก่ ฉิ่ง กรบั และโทน ลักษณะการรำโทนนัน้ เป็นการรำระหว่าง ชายกบั หญิง ให้เขา้ กับจงั หวะโทน โดยไมม่ ีทา่ รำกำหนดเป็นแบบแผนตายตัว ก่อนสงครามโลกคร้ังท่ี 2 รำโทนได้นยิ มอย่างแพร่หลาย จงึ มผี ู้ประพนั ธ์ลำนำเพลงและบทรอ้ ง ประกอบการรำขนึ้ นยิ มนำไปเล่นกนั อยา่ งแพร่หลาย ตามจังหวัดอ่ืน ๆ บทรอ้ งมหี ลายลักษณะ เริ่มตั้งแต่บท ชมโฉม บทเกี้ยวพาราสี บทสัพยอกหยอกเยา้ และบทพร่ำพรอดร่ำลาจากกนั เปน็ ตน้ ตอ่ มา เม่ือ พ.ศ.2487 กรมศิลปากร ไดแ้ ต่งบทร้องและทำนองเพลงขึน้ ใหม่ 4 เพลง และต่อมาท่าน ผู้หญงิ ละเอียด พิบูลสงคราม ไดแ้ ต่งเนื้อรอ้ งใหม่อกี 6 เพลง โดยให้กรมศิลปากรและกรมประชาสัมพันธ์ แตง่ ทำนองให้ ผแู้ ตง่ บทร้อง เพลงงามแสงเดือน ชาวไทย รำซมิ ารำ และคืนเดือนหงาย คือ นายเฉลมิ เศวตนนั ท์ ผแู้ ต่งทำนองเพลง คือ อาจารยม์ นตรี ตราโมท ผูค้ ิดประดิษฐท์ า่ รำ คอื หมอ่ มครตู ่วน (ศุภลกั ษณ)์ ภทั รนาวิก อาจารยล์ มุล ยมะคุปต์ และคุณครูมัลลี คงประภสั ร์ ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง ใช้วงป่พี าทย์เคร่ืองห้า เครอ่ื งคู่ หรือเคร่ืองใหญ่ ได้ตามโอกาส การแต่งกาย แตง่ ได้หลายลกั ษณะทง้ั ชดุ ไทย ชดุ พ้นื บา้ น และชุดสากล ตามแต่ยคุ สมัย
บทร้องเพลงรำวงมาตรฐาน 4 เพลง เพลงหญิงไทยใจงาม เดือนพราวดาวแวววาวระยบั แสงดาวประดบั ส่องใหเ้ ดือนงามเดน่ ดวงหน้าโสภาเพียงเดือนเพญ็ คณุ ความดีทีเ่ หน็ เสรมิ ให้เด่นเลิศงาม ขวญั ใจหญงิ ไทยสง่ ศรชี าติ รปู งามพลิ าศใจกล้ากาจเรืองนาม เกียรตยิ ศก้องปรากฏทัว่ คาม หญงิ ไทยใจงามย่งิ เดอื นดาวพราวแพรว ดวงจนั ทรข์ วญั ฟา้ เพลงดวงจันทรข์ วัญฟ้า จนั ทร์ประจำราตรี ท่ีเทดิ ทนู คอื ชาติ ชื่นชวี าขวญั พ่ี ถนอมแนบสนิทใน แต่ขวัญพ่ีประจำใจ เอกราชอธปิ ไตย คือขวัญใจพีเ่ อย โอ้ยอดชายใจหาญ เพลงยอดชายใจหาญ นอ้ งขอรว่ มชีวี แมน้ สดุ ยากลำเคญ็ ขอสมานไมตรี นอ้ งจะสู้พยายาม กอบกรณียก์ จิ ชาติ ไม่ขอเว้นเดินตาม ทำเตม็ ความสามารถ นอ้ งรกั รักบูชาพี่ เพลงบชู านักรบ เปน็ นักสเู้ ช่ยี วชาญ ทม่ี ่ันคงท่ีมน่ั คงกล้าหาญ น้องรักรักบูชาพี่ สมศักดิช์ าตินักรบ หนักแสนหนกั พีผ่ จญ ท่ีมานะทม่ี านะอดทน เกียรติพี่ขจรจบ น้องรักรักบูชาพ่ี ท่ีขยนั ทีข่ ยนั กิจการ บากบนั่ สร้างหลักฐาน ทำทุกด้านทำทุกด้านครันครบ ทร่ี กั ชาตทิ ่ีรกั ชาติยิ่งชีวติ นอ้ งรักรักบชู าพ่ี ชาตยิ งอยูย่ งอยคู่ ู่พภิ พ เลือดเน้ือพ่ีพลีอทุ ิศ
นาฏยศพั ทท์ ่สี ำคญั ต้งั วง เป็นอาการของมือท่ีเหยยี ดตงึ ทั้ง 5 นิ้ว แตน่ ้ิวหัวแม่มือหักเข้าหาฝ่ามือเล็กน้อย การต้ัง วงทส่ี วยหรอื ถูกต้องนนั้ จะต้องหักข้อมอื เขา้ หาลำแขนให้มาก และทอดลำแขนใหโ้ ค้งพองาม การต้งั วงมัก เรยี กตามตำแหนง่ ท่ีมีอยู่ ซ่งึ แบ่งเป็น ❖ วงบน เปน็ วงโค้ง โดยลำแขนสว่ นบนลาดไหลเ่ ล็กน้อย ชอ้ นลำแขนส่วนล่างข้นึ กนั วง ออกไปขา้ ง ๆ แยกเป็นวงสูงและวงตำ่ สำหรับพระ ให้ยกสงู ระดบั แง่ศรี ษะ สว่ นวงนางอยู่ระดับหางคิว้ ❖ วงบวั บาน ยกแขนคลา้ ยวงโค้ง แต่หงายท้องแขนข้ึน หงายฝ่ามอื จะเปน็ ข้างใดขา้ ง หน่งึ หรอื 2 ข้างก็ได้ ❖ วงกลาง คือ ส่วนโคง้ ของลำแขนทีม่ ิได้อยรู่ ะดับวงบน หรือวงลา่ ง แตอ่ ยูร่ ะดับกลาง ลกั ษณะวงกลางน้ี คือ ยกแขนใหส้ ว่ นโค้งอยขู่ ้างคลา้ ยวงสงู แตล่ ดระดับลงให้แขนส่วนบนลาดลงลา่ งมาก ๆ นว้ิ อยรู่ ะดับศอกใหต้ รงกับเกลียวขา้ ง ช้อนลำแขนส่วนล่างขึ้นบนเล็กนอ้ ย ❖ วงล่าง คือ ส่วนโคง้ ของลำแขนทีท่ อดโคง้ ลงมาเบื้องล่าง ลำแขนสว่ นลา่ งจะพลิก หงายหรือควำ่ สดุ แต่กริ ิยา คือ ทา่ ตั้งวงมอื แบควำ่ แขนสว่ นลา่ งกพ็ ลิกคว่ำ ท่าตั้งวงล่างน้ี ใหท้ ำวงแขนเปน็ ชอ่ งระหวา่ งข้อลำแขนกบั เกลียวขา้ ง ลำแขนสว่ นล่างโค้งเข้าหาตวั ปลายมอื อยู่ระดับหน้าท้อง ❖ วงหน้า คือ วงท่ีทอดลำแขนให้โคง้ อยูข่ ้างหน้า เช่น มอื ซ้าย ทา่ เฉดิ ฉิน วงหน้าของ พระต้องผายลำแขนไปข้าง ๆ เล็กนอ้ ย สว่ นนางปลายนวิ้ ตรงกับระดับปาก วงน้ีอาจสูงหรือตำ่ บา้ งเปน็ บาง ท่า สดุ แต่ลีลาทา่ รำนัน้ ๆ จบี เป็นอาการของมือโดยใช้นว้ิ หวั แมม่ อื มาจรดกับข้อที่หน่ึงของน้วิ ช้ี ส่วนนิ้วท่ีเหลอื ทั้งสาม เหยียดตึง และกรีดออกไปเหมือนรปู พดั และต้องหักข้อมือเขา้ หาลำแขนเสมอ จบี มี 2 ลักษณะ คือ ❖ จีบหงาย คอื หงายข้อมือให้ปลายนิ้วชข้ี ึน้ บน ❖ จีบคว่ำ คอื ควำ่ ข้อมือลงให้ปลายนว้ิ ช้ลี งล่าง นอกจากนี้ ลกั ษณะจีบทนี่ ำไปใช้ในแบบตา่ ง ๆ ยังแบ่งออกเปน็ ❖ จีบปรกหนา้ ส่วนของมือจบี นน้ั คล้ายจบี หงาย เพราะลำแขนสว่ นล่างเปดิ หงายขน้ึ หนั เขา้ หาลำตัวทง้ั แขนและมืออยู่ข้างหนา้ หนั จบี เขา้ ตรงหนา้ ❖ จีบหลัง การตง้ั จบี ควำ่ ไปข้างหน้า แลว้ คอ่ ย ๆ ลดจีบสง่ แขนไปขา้ งหลงั ลักษณะจีบ กลบั หงายขึ้น ❖ จบี ปรกขา้ ง คล้ายจีบปรกหนา้ แตล่ ำแขนอยขู่ ้าง
กราย เปน็ กิรยิ าเคล่ือนไหวของมือจบี ที่หงาย ซึ่งมลี ำแขนเหยียดตรงค่อยๆ ม้วนข้อมือใหจ้ ีบ ควำ่ ลงชา้ ๆ แล้วคลายจีบจนมือแบ แลว้ ตงั้ วงเฉยี งค่อนไปข้างหน้า ล่อแกว้ เปน็ อาการของมอื ท่ีมีลักษณะคล้ายจบี แตใ่ ช้น้วิ กลางมากดทีข่ ้อทหี่ นงึ่ ของ นว้ิ หัวแมม่ ือ ใหเ้ ป็นรปู วงกลม นิว้ ทเี่ หลือกรีดตึง ประเทา้ เป็นกิริยาของเท้าท่ีวางอยู่เบื้องหนา้ ใช้ในทา่ รำกอ่ นจะยกเท้า คือ อาการเผยอจมูก เท้าขึน้ เพียงนดิ เดียว โดยทีส่ น้ เท้ายงั ตดิ พื้นอยู่ครึง่ หน่ึง แตะลงเบา ๆ แล้วยกขน้ึ วิธีประนีต้ ้องหม่ เขา่ ก่อน ทกุ คร้งั กระทงุ้ เปน็ อาการของเทา้ ทีว่ างอยเู่ บอื้ งหลัง กระทุ้งกอ่ นยกขึน้ เชน่ เดยี วกับประ หากแต่อยู่ ข้างหลงั ซึง่ ส่วนของจมกู เทา้ ท่ีวางอยู่กบั พ้ืนส่วนสน้ น้ันเปิดอยู่ การกระทุ้ง คือ การกระแทกจมูกเท้ากับพืน้ เบา ๆ แล้วจงึ ยกข้นึ ขยัน่ เปน็ อาการเคล่ือนไหวเท้าทั้งสอง เพื่อพาตวั เคลื่อนไป โดยเทา้ หน่งึ วางอยู่ข้างหลังด้วย จมูกเท้า อีกเทา้ หน่งึ ยนื เต็มเท้าอยู่ขา้ งหน้า ใชจ้ มกู เท้าหลังยืนพื้น เพ่ือช่วยให้เทา้ หนา้ เขยิบออก เม่ือเท้า หนา้ กระเถบิ ได้แลว้ เทา้ หลังก็ตามมา ขยนั่ นี้ต้องทำเร็ว ๆ ใหส้ ่วนของเท้าเรยี บไปกับพนื้ และชิด ๆ กันไป ใหต้ วั เคล่ือนเหมือนลอยไป ถดั เท้า กริ ยิ าถัดเท้ามี 2 ชนดิ คอื ถดั เทา้ อยู่กับท่ี และถัดเทา้ เคลอ่ื นตัวไป ❖ ถัดเท้าอยู่กับท่ี แบง่ เป็นถัดเท้าไขว้ กับถัดเท้ายนื เสมอกนั สำหรับถัดเท้าไขวน้ ัน้ เท้า หนง่ึ ยนื อยขู่ ้างหน้า และอีกเท้าหนง่ึ อยู่ขา้ งหลัง เปดิ สน้ เท้า วธิ ีการถดั คือ วางเท้าหลังราบลงใหน้ ำ้ หนกั อยู่ ขา้ งหลัง แลว้ ใช้จมกู เท้าหน้าถัดออกไป การถัดจมูกเท้ากค็ ือ การเสอื กจมูกเท้าไปกบั พืน้ เบา ๆ แลว้ วางเท้าท่ี ถดั ราบลงใหน้ ้ำหนักอยหู่ นา้ ยกเทา้ หลังเหนือพื้นเล็กนอ้ ย แล้วงวางจมูกเท้าหลังลงอกี เพือ่ ให้จมูกเทา้ หน้าได้ ถัดอีก ทำเชน่ น้ีตามจังหวะ ส่วนถัดเท้ายนื เสมอกันนั้น คือ อาการยนื อยกู่ ับท่ี ซึ่งเท้าทงั้ สองวางอยู่คู่กนั การ ปฏิบัตกิ ็ทำเช่นเดยี วกัน ❖ ถดั เทา้ เคลื่อนตวั ไดแ้ ก่ การถัดเท้าเดิน โดยใชเ้ ทา้ ขวาเปน็ ฝ่ายถดั จรด คอื การใชจ้ มกู เทา้ ข้างหน่งึ แตะลงพน้ื โดยยกสน้ ข้นึ มใิ ห้ถูกกบั พ้นื จะจรดขา้ งไหนก็มไิ ด้ จำกดั แตอ่ าศยั อีกเทา้ หน่ึงเป็นฝา่ ยยืนรบั นำ้ หนกั เพื่อให้อีกเท้าหน่งึ กา้ วมาจรด สะดดุ คอื อาการของเท้าทใี่ ชเ้ คล่ือนไหวประกอบท่ารำ โดยใช้เท้าขา้ งหน่ึงวางอยู่ขา้ งหน้า และอีกขา้ งหนึ่งวางอยู่ข้างหลัง วธิ สี ะดุด ใชเ้ ทา้ หลังยืนด้วยจมูกเทา้ รับน้ำหนัก เผยอเทา้ หนา้ ขึ้นเลก็ น้อย
พอให้ส่วนฐานเทา้ ยนื ไปกับพ้ืนได้ การเสอื กฐานเท้าหน้าตอ้ งกระทำแรง ๆ และชะงักไวเ้ หมอื นอาการสะดุด จริง ๆ เมอ่ื สะดุดเทา้ หนา้ แลว้ ให้ยืนเท้าหน้านั้นเต็มเท้า เพ่ือรบั น้ำหนกั ใหเ้ ท้าหลงั กา้ วมายืนเต็มเทา้ ข้างหน้า บา้ ง สะบดั มอื คือ อาการกริ ิยาของมือทีเ่ นอ่ื งมาจากทา่ จีบจากจีบหงาย หรอื จีบปรกขา้ ง วิธสี ะบัด ใหค้ ลายจบี ออกพรอ้ มกับสลดั ขอ้ มือออกจากลำแขน พร้อมกบั หงายฝ่ามือ ทำจงั หวะขอ้ มือแผม่ ือออกเป็น ทา่ รำ แบมือควำ่ คลายมอื คอื กริ ยิ ามือเน่ืองมาจากจีบคว่ำ ค่อย ๆ ปลอ่ ยจบี ใหค้ ลายออกให้ข้อมือหงายขน้ึ ปล่อยจีบออกชา้ ๆจนมือแบหงาย แลว้ จะกลบั ฝา่ มือตัง้ ขน้ึ มว้ นมือ คอื กริ ยิ าเน่ืองมาจากจบี หงาย กระทำเพื่อเปล่ยี นจากมอื จบี เปน็ มือแบ วธิ ีมว้ นคอ่ ย ๆ ปักจบี หงายอยสู่ ่งลา่ งดว้ ยการมว้ นขอ้ มือลง แลว้ คลายจีบออกให้มือแบ ทำจังหวะทข่ี ้อมือ แล้วตง้ั วง รวมมือ คอื กิรยิ าทน่ี ำมือทง้ั สองมารวมไว้ใกล้ ๆ กัน จะเป็นมือหนง่ึ จบี มือหนง่ึ แบก็ได้ เช่น ทา่ ภมรเคล้า การรวมมือรวมสงู หรอื ต่ำก็ได้ ฉายมือ คอื กริ ยิ าแบมือทีต่ ะแคงอยใู่ นระดบั ตำ่ เสมออก ศอกงออยู่ก่อน วธิ ีฉาย เอียงศีรษะ ตรงกนั ข้ามกับมือที่ฉาย ค่อย ๆ แทงปลายนิ้วออกไปข้างหน้า ฝ่ามอื ยังตะแคงอยู่ แล้วค่อย ๆ เหยยี ดออกตงึ แตะเทา้ คือ อาการเล่นเทา้ ชนดิ หน่งึ ทใ่ี ช้จมกู เท้าแตะลงบนพนื้ เบา ๆ ยกเท้า แบ่งเป็นยกหนา้ ยกข้าง กระดกหลงั กระดกเสี้ยว กระดกเท้านี้เน่อื งมาจากกิริยาประ อย่างหนึง่ กระทงุ้ หลังอย่างหน่งึ และยกโดยปราศจากการประ หรือกระทงุ้ อีกอย่างหนึ่ง ❖ การยกเท้าหน้า สำหรับพระให้กันเขา่ ออกไปทางเท้าทีย่ ก ส่วนนางไม่ต้องกนั เข่า ❖ กระดกหลัง คือ อาการยกเท้าออกไปข้างหลงั หกั ข้อเทา้ เขา้ หาลำเท้า กระดกนี้เปน็ ทา่ สบื เนือ่ งมาจากการกระทงุ้ แลว้ ยกเท้าขนึ้ ขา้ งหลงั นั่นเอง และต้องถีบเข่าไปข้างหลังมาก ๆ จงึ จะงาม ❖ กระดกเสี้ยว คล้ายกระดกหลงั แต่ผายลำขามาไวข้ า้ งๆ ตรงระดับไหล่ กระดกส้น เทา้ ให้ฝ่าเท้าหงายอยู่ข้างตัว คอื ต่ำกวา่ สะโพกเลก็ น้อย กันเข่าหา่ งออกไปจากเขา่ ทยี่ ืน ระดบั ต่ำกว่าเขา่ ตงึ ปลายเทา้ ขน้ึ โบก เปน็ กริ ยิ ามือทเี่ นื่องมาจากทา่ จีบ แบง่ เปน็ โบกพกั เพลง และโบกท่ารำท่ัวไป วธิ ีการโบก คอื เม่ือตัวหนั ไปทางขวา มือขวาเป็นฝา่ ยตงั้ วงล่าง มือซ้ายเปน็ ฝา่ ยจีบหงาย ตลบเข้าหาตัวทั้งสองมือ
รวมกนั อยูใ่ กลก้ บั ระดับชายพก ประกอบด้วยกริ ิยาเท้า ซึง่ เท้าขวาเป็นฝ่ายรับนำ้ หนกั เท้าซ้ายข้างเดียวกับ มือจบี เป็นฝา่ ยประ เม่อื ห่มเข่าประเทา้ แลว้ ให้สาวจีบออกห่างตัว ศรี ษะตัวเอยี งอยขู่ า้ งซ้ายขณะสาวจีบออก ชายพก แขนท่ีมีมือจบี ยกสูงข้ึนทุกๆ ที คลายจบี ออกให้อยูใ่ นทา่ ต้งั วง ตงั้ วงสูงค่อนมาหน้านิดหน่งึ มือขวา สง่ จีบหลัง เมอ่ื แขนท้ังสองอยู่ทแ่ี ลว้ จะหม่ เขา่ ลง วางเทา้ ทปี่ ระดว้ ยส้นเท้า ลกั คอ คอื การปฏบิ ัตใิ ห้ศีรษะทเี่ อยี งตรงข้ามกับไหลท่ ี่กด
ใบความรู้ แผนการเรยี นรู้ที่ 6 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 วิชา นาฏศิลป์ไทยละคร 6 รหัสวชิ า ศ 23208 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ เร่ือง เพลงปลกุ ใจบางระจัน เวลา 36 ชั่วโมง ประวัตคิ วามเปน็ มาเพลงปลุกใจบางระจัน เพลงปลุกใจ คือ เพลงที่มที ำนองหนกั แน่นเร้าใจ ก่อให้เกดิ ความสามัคคี ความรกั ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์ และรว่ มมอื กันในการป้องกันชาติ เพลงศึกบางระจนั เปน็ เพลงปลุกใจ แตง่ คำร้องและทำนองโดย นายสรุ นิ ทร์ ปยิ ะนนั ทร์ เปน็ เพลงนำเร่ืองและเพลงประกอบภาพยนตร์ เร่ือง ศึกบางระจัน ต่อมา พ.ศ. 2525 วิทยาลัยนาฏศลิ ป ได้ประดิษฐท์ า่ รำข้ึน เพื่อบนั ทึกเทปโทรทศั น์ ณ สถานโี ทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เน่อื งในงานวนั กองทพั ไทย ผูป้ ระดษิ ฐ์ทา่ รำ คือ คุณครูกรี วรศะรนิ การแตง่ กาย ชาย ใส่เส้ือแขนสนั้ ลงยนั ต์ ใส่ตะกรุด ใส่เชอื กถกั และผา้ ยนั ต์ หญิง ใส่เส้ือคอกลม แขนสามสว่ นหรอื แขนยาว นงุ่ ผ้าโจงกระเบน หม่ ผ้าตะเบงมาน ใส่ตะกรดุ อุปกรณป์ ระกอบการแสดง ถือดาบ 2 เล่ม ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง ใชว้ งดนตรสี ากล
บทรอ้ งเพลงศึกบางระจนั ศกึ บางระจนั จำให้มัน่ พน่ี ้องชาตไิ ทย เกียรติประวัตสิ ร้างไว้แต่ชนชาติไทยรุ่นหลงั แมช้ ีวิตยอมอทุ ศิ คราชาตอิ ับปาง เลือดไทยต้องมาไหลหล่งั ทาท่ัวพืน้ แผ่นดนิ ทอง ไทยคงเป็นไทยมใิ ช่ชาติเปน็ เชลย ไทยมเิ คยถอยร่นชนชาติศัตรู บางระจนั แมส้ นิ้ อาวุธจักสู้ สองดาบฟาดฟันศัตรสู ้จู นชพี ตนมลาย ตวั ตายดีกวา่ ชาตติ าย เพียงเลอื ดหยาดสดุ ท้ายขอให้ไทยคงอยู่ แดนทองของไทยมิใชศ่ ตั รู แม้ใครรุกรานเราสู้เพ่ือกู้แหลมถิน่ ไทยงาม
Search
Read the Text Version
- 1 - 26
Pages: