ส่ือการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย บทที่ 1 ภาษาไทยเพื่อการส่ื อสาร จั ด ทา โ ด ย นางสาว จิรภัทร์ บุญเหลือ อิเล็กทรอนิกส์ ช้ัน ปวช.2 เสนอ คุณครู นริ ศรา ทองยศ วิ ท ย า ลัย เ ท ค โ น โ ล ยี แ ล ะ ก า ร จัด ก า ร ห น อ ง ส อ ง ห้ อ ง
ภาษาเพ่ือการส่ือสาร ความรู้เบือ้ งต้นเก่ียวกบั การส่ือสาร 1. ความหมายของการส่ือสาร 2. ความสาคญั ของการส่ือสาร 3. องค์ประกอบของการ ส่ือสาร 4. หลกั ในการสื่อสาร 5. วตั ถปุ ระสงคใ์ นการส่ือสาร 6. ประเภทของการส่ือสาร 7. ปัจจยั ท่ีชว่ ยให้การสื่อสารประสบผลสาเร็จ 8. อปุ สรรคในการสื่อสาร จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกความหมายของการส่ือสารได้ถกู ต้อง 2. บรรยายความสาคญั ของการส่ือสารได้ 3. จาแนกองค์ประกอบและประเภทของการส่ือสารได้ 4. ชีแ้ จงหลกั การและวตั ถปุ ระสงค์ของการสื่อสารได้ 5. วเิ คราะห์อปุ สรรคและแก้ปัญหาในการส่ือสารได้ความหมายของการสื่อสาร
ความรู้พืน้ ฐานเร่ืองการส่ือสาร การส่ือสารเป็นปัจจยั สาคญั ในการดารงชีวิต มนษุ ย์จาเป็นต้องตดิ ตอ่ ส่ือสารกนั อย่ตู ลอดเวลา การ สื่อสารจงึ เป็นปัจจยั สาคญั อยา่ งหนงึ่ นอกเหนือจากปัจจยั พืน้ ฐานในการดารงชีวิตของมนษุ ย์ การส่ือสารมี บทบาทสาคญั ตอ่ การดาเนินชีวิตของมนษุ ย์มาก การส่ือสารมีความสาคญั อยา่ งยง่ิ ในปัจจบุ นั ซง่ึ ได้ช่ือวา่ เป็นยคุ โลกาภิวตั น์ เป็นยคุ ของข้อมลู ขา่ วสาร การส่ือสารมีประโยชน์ทงั้ ในแงบ่ คุ คลและสงั คม การสื่อสาร ทาให้คนมีความรู้และโลกทศั น์ท่ีกว้างขวางขนึ ้ การส่ือสารเป็นกระบวนการท่ีทาให้สงั คม เจริญก้าวหน้า อยา่ งไมห่ ยดุ ยงั้ ทาให้มนษุ ย์สามารถสืบทอดพฒั นา เรียนรู้ และรับรู้วฒั นธรรมของตนเองและสงั คม ได้ การส่ือสารเป็นปัจจยั สาคญั ในการพฒั นาประเทศ สร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าแก่ชมุ ชน และสงั คม ในทกุ ด้าน ความหมายของการส่ือสาร คาวา่ การส่ือสาร (communications) มีที่มาจากรากศพั ท์ภาษาลาตนิ วา่ communis หมายถึง ความเหมือนกนั หรือร่วมกนั การสื่อสาร (communication)หมายถงึ กระบวนการถา่ ยทอดขา่ วสาร ข้อมลู ความรู้ ประสบการณ์ ความรู้สกึ ความคดิ เห็น ความต้องการจากผ้สู ง่ สารโดยผา่ นสื่อตา่ ง ๆ ท่ีอาจเป็นการพดู การเขียน สญั ลกั ษณ์อื่นใด การแสดงหรือการจดั กิจกรรมตา่ ง ๆ ไปยงั ผ้รู ับสาร ซงึ่ อาจจะใช้กระบวนการส่ือสารท่ีแตกตา่ งกนั ไปตาม ความเหมาะสม หรือความจาเป็นของตนเองและคสู่ ื่อสาร โดยมีวตั ถปุ ระสงค์ให้เกิดการรับรู้ร่วมกนั และมี ปฏิกิริยาตอบสนองตอ่ กนั บริบททางการส่ือสารท่ีเหมาะสมเป็น ปัจจยั สาคญั ท่ีจะชว่ ยให้การสื่อสาร สมั ฤทธ์ิผล
บริบททางการส่ือสาร ความสาคญั ของการสื่อสาร การสื่อสารมีความสาคญั ดงั นี ้ 1. การส่ือสารเป็นปัจจยั สาคญั ในการดารงชีวิตของมนษุ ย์ทกุ เพศ ทกุ วยั ไมม่ ีใครท่ีจะดารงชีวิตได้ โดย ปราศจากการส่ือสาร ทกุ สาขาอาชีพก็ต้องใช้การสื่อสารในการปฏิบตั งิ าน การทาธุรกิจตา่ ง ๆ โดยเฉพาะ สงั คมมนษุ ย์ท่ีมีการเปลี่ยนแปลงและพฒั นาตลอดเวลา พฒั นาการทางสงั คม จงึ ดาเนนิ ไปพร้อม ๆ กบั พฒั นาการทางการส่ือสาร 2. การสื่อสารก่อให้เกิดการประสานสมั พนั ธ์กนั ระหวา่ งบคุ คลและสงั คม ชว่ ยเสริมสร้างความเข้าใจอนั ดีระหวา่ งคนในสงั คม ชว่ ยสืบทอดวฒั นธรรมประเพณี สะท้อนให้เห็นภาพความเจริญรุ่งเรือง วิถีชีวิต ของผ้คู น ชว่ ยธารงสงั คมให้อยรู่ ่วมกนั เป็นปกตสิ ขุ และอยรู่ ่วมกนั อยา่ งสนั ติ 3. การสื่อสารเป็นปัจจยั สาคญั ในการพฒั นาความเจริญก้าวหน้าทงั้ ตวั บคุ คลและสงั คม การพฒั นาทาง สงั คมในด้านคณุ ธรรม จริยธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ รวมทงั้ ศาสตร์ในการส่ือสาร จาเป็นต้อง พฒั นาอยา่ งไมห่ ยดุ ยงั้ การสื่อสารเป็ นเครื่องมือในการพฒั นาคณุ ภาพชีวติ ของมนษุ ย์และพฒั นาความ เจริญก้าวหน้าในด้านตา่ งๆ องค์ประกอบของการส่ือสาร องคป์ ระกอบที่สาคญั ของการส่ือสาร มี 4 ประการ ดงั นี ้ 1. ผ้สู ง่ สาร (sender) หรือ แหลง่ สาร (source) หมายถึง บคุ คล กลมุ่ บคุ คล หรือ หนว่ ยงานที่ทา หน้าท่ีในการสง่ สาร หรือเป็นแหลง่ กาเนดิ สาร ที่เป็นผ้เู ริ่มต้นสง่ สารด้วยการแปลสารนนั้ ให้อยใู่ นรูปของ สญั ลกั ษณ์ท่ีมนษุ ย์สร้างขนึ ้ แทนความคิด ได้แก่ ภาษาและอากปั กิริยาตา่ ง ๆ เพ่ือสื่อสาร ความคดิ ความรู้สกึ ขา่ วสาร ความต้องการและวตั ถปุ ระสงคข์ องตนไปยงั ผ้รู ับสารด้วยวธิ ีการใด ๆ หรือ
สง่ ผา่ นชอ่ งทางใดก็ตาม จะโดยตงั้ ใจหรือไม่ตงั้ ใจก็ตาม เชน่ ผ้พู ดู ผ้เู ขียน กวี ศลิ ปิน นกั จดั รายการ วิทยุ โฆษกรัฐบาล องคก์ าร สถาบนั สถานีวิทยกุ ระจายเสียง สถานีวทิ ยโุ ทรทศั น์ กองบรรณาธิการ หนงั สือพมิ พ์ หนว่ ยงานของรัฐ บริษัท สถาบนั ส่ือมวลชน เป็นต้น คุณสมบัตขิ องผู้ส่งสาร 1. เป็นผ้ทู ี่มีเจตนาแนช่ ดั ที่จะให้ผ้อู ื่นรับรู้จดุ ประสงค์ของตนในการสง่ สาร แสดงความคดิ เห็น หรือวจิ ารณ์ ฯลฯ 2. เป็นผ้ทู ี่มีความรู้ ความเข้าใจในเนือ้ หาของสารที่ต้องการจะสื่อออกไปเป็นอยา่ งดี 3. เป็นผ้ทู ่ีมีบคุ ลิกลกั ษณะที่ดี มีความนา่ เช่ือถือ แคลว่ คลอ่ งเปิ ดเผยจริงใจ และมีความรับผิดชอบ ใน ฐานะเป็นผ้สู ง่ สาร 4. เป็นผ้ทู ี่สามารถเข้าใจความพร้อมและความสามารถในการรับสารของผ้รู ับสาร 5. เป็นผ้รู ู้จกั เลือกใช้กลวธิ ีที่เหมาะสมในการสง่ สารหรือนาเสนอสาร 2. สาร (message) หมายถึง เร่ืองราวที่มีความหมาย หรือส่งิ ตา่ ง ๆ ที่อาจอยใู่ นรูปของข้อมลู ความรู้ ความคดิ ความต้องการ อารมณ์ ฯลฯ ซงึ่ ถ่ายทอดจากผ้สู ง่ สารไปยงั ผ้รู ับสารให้ได้รับรู้ และแสดงออกมา โดยอาศยั ภาษาหรือสญั ลกั ษณ์ใด ๆ ท่ีสามารถทาให้เกิดการรับรู้ร่วมกนั ได้ เชน่ ข้อความท่ีพดู ข้อความ ท่ีเขียน บทเพลงที่ร้อง รูปที่วาด เรื่องราวที่อา่ น ทา่ ทางท่ีส่ือความหมาย เป็นต้น 2.1 รหสั สาร (message code)ได้แก่ ภาษา สญั ลกั ษณ์ หรือสญั ญาณท่ีมนษุ ย์ใช้เพื่อแสดงออกแทน ความรู้ ความคดิ อารมณ์ หรือความรู้สกึ ตา่ ง ๆ 2.2 เนือ้ หาของสาร (message content) หมายถงึ บรรดาความรู้ ความคดิ และประสบการณ์ท่ีผู้ สง่ สารต้องการจะถ่ายทอดเพ่ือการรับรู้ร่วมกนั แลกเปลี่ยนเพ่ือความเข้าใจร่วมกนั หรือโต้ตอบกนั
2.3 การจดั สาร (message treatment) หมายถึง การรวบรวมเนือ้ หาของสาร แล้วนามาเรียบเรียง ให้เป็นไปอยา่ งมีระบบ เพื่อให้ได้ใจความตามเนือ้ หา ที่ต้องการด้วยการเลือก ใช้รหสั สารท่ีเหมาะสม 3. ส่ือ หรือชอ่ งทาง (media or channel) เป็นองคป์ ระกอบท่ีสาคญั อีกประการหนง่ึ ในการ สื่อสาร หมายถงึ สงิ่ ท่ีเป็นพาหนะของสาร ทาหน้าท่ีนาสารจากผ้สู ง่ สารไปยงั ผ้รู ับสาร ผ้สู ง่ สารต้อง อาศยั ส่ือหรือชอ่ งทางทาหน้าท่ีนาสารไปสผู่ ้รู ับสาร การแบง่ ประเภทของส่ือมีหลากหลายตา่ งกนั ออกไป ดงั นี ้ (สถาบนั ราชภฏั สวนดสุ ิต, 2542: 6 ) เกณฑ์การแบง่ ประเภทของส่ือ ตวั อยา่ ง 1. แบง่ ตามวิธีการเข้า และถอดรหสั สื่อวจั นะ (verbal) สื่ออวจั นะ (nonverbal) คาพดู ตวั เลข สีหน้า ทา่ ทาง นา้ เสียง หนงั สือพิมพ์ รูปภาพ 2. แบง่ ตามประสาทการรับรู้ สื่อท่ีรับรู้ด้วยการเห็น สื่อท่ีรับรู้ด้วยการฟัง ส่ือท่ีรู้ด้วยการเห็นและการฟัง นิตยสาร เทป วิทยุ โทรทศั น์ ภาพยนตร์ วีดิทศั น์ 3. แบง่ ตามระดบั การสื่อสาร หรือจานวนผ้รู ับสาร ส่ือระหวา่ งบคุ คล ส่ือในกลมุ่ ส่ือสารมวลชน โทรศพั ท์ จดหมาย ไมโครโฟน โทรทศั น์ วทิ ยุ หนงั สือพิมพ์
4. แบง่ ตามยคุ สมยั สื่อดงั้ เดมิ สื่อร่วมสมยั สื่ออนาคต เสียงกลอง ควนั ไฟ โทรศพั ท์ โทรทศั น์ เคเบลิ วีดิโอเทกซ์ 5. แบง่ ตามลกั ษณะของสื่อ สื่อธรรมชาติ ส่ือมนษุ ย์หรือส่ือบคุ คล สื่อสง่ิ พิมพ์ ส่ืออิเลก็ ทรอนิกส์ อากาศ แสง เสียง คนสง่ ของ ไปรษณีย์ โฆษก หนงั สือ นิตยสาร ใบปลวิ วิทยุ วีดทิ ศั น์ ศลิ าจารึก ส่ือพืน้ บ้าน หนงั สือ ใบขอ่ ย 6. แบง่ ตามการใช้งาน สื่อสาหรับงานทว่ั ไป สื่อเฉพาะกิจ จดหมายเวียน โทรศพั ท์ วารสาร จดุ สาร วีดทิ ศั น์ 7. แบง่ ตามการมีสว่ นร่วมของผ้รู ับสาร สื่อร้อน ส่ือเยน็ การพดู การอา่ น 4. ผ้รู ับสาร (receiver) หมายถึง บคุ คล กลมุ่ บคุ คล หรือมวลชนท่ีรับเรื่องราวขา่ วสาร จากผ้สู ง่ สาร และแสดงปฏิกิริยาตอบกลบั (Feedback) ตอ่ ผ้สู ง่ สาร หรือสง่ สารตอ่ ไปถงึ ผ้รู ับสารคน อื่น ๆ ตามจดุ มงุ่ หมายของผ้สู ง่ สาร เชน่ ผ้เู ข้าร่วมประชมุ ผ้ฟู ังรายการวิทยุ กล่มุ ผ้ฟู ังการ อภิปราย ผ้อู า่ นบทความจากหนงั สือพมิ พ์ เป็นต้น หลกั ในการส่ือสาร การสื่อสารจะประสบความสาเร็จตรงตามจดุ ประสงค์หรือไมผ่ ้สู ง่ สารควรคานงึ ถึงหลกั การส่ือสาร ดงั นี ้ (ภาควชิ าภาษาไทย สถาบนั ราชภฏั เทพสตรี ลพบรี, 2542: 13-14)
1. ผ้ทู ี่จะสื่อสารให้ได้ผลและเกิดประโยชน์ จะต้องทาความเข้าใจเร่ืององค์ประกอบในการส่ือสาร และ ปัจจยั ทางจติ วิทยาท่ีเก่ียวข้องกบั ระบบการรับรู้ การคดิ การเรียนรู้ การจา ซง่ึ มีผลตอ่ ประสทิ ธิภาพ ในการ สื่อสาร 2. ผ้ทู ี่จะสื่อสารต้องคานงึ ถึงบริบทในการส่ือสาร บริบทในการส่ือสาร หมายถึง สิ่งที่อยแู่ วดล้อมท่ีมีสว่ นใน การกาหนดรู้ความหมายหรือความเข้าใจในการสื่อสาร 3. คานงึ ถึงกรอบแหง่ การอ้างอิง (frame of reference) มนษุ ย์ทกุ คนจะมีพืน้ ความรู้ทกั ษะ เจตคติ คา่ นิยม สงั คม ประสบการณ์ ฯลฯ เรียกวา่ ภมู หิ ลงั แตกตา่ งกนั ถ้าคสู่ ่ือสารใดมีกรอบแหง่ การอ้างอิง คล้ายกนั ใกล้เคยี งกนั จะทาให้การส่ือสารงา่ ยขนึ ้ 4. การส่ือสารจะมีประสิทธิผล เม่ือผ้สู ง่ สารสง่ สารอยา่ งมีวตั ถปุ ระสงคช์ ดั เจน ผา่ นส่ือหรือชอ่ งทาง ท่ี เหมาะสม ถงึ ผ้รู ับสารท่ีมีทกั ษะในการสื่อสารและมีวตั ถปุ ระสงคส์ อดคล้องกนั 5. ผ้สู ง่ สารและผ้รู ับสาร ควรเตรียมตวั และเตรียมการล่วงหน้า เพราะจะทาให้การส่ือสารราบรื่น สะดวก รวดเร็ว เป็นไปตามวตั ถปุ ระสงคแ์ ละสามารถแก้ไขได้ทนั ทว่ งที หากจะเกิดอปุ สรรค์ ที่จดุ ใดจดุ หนง่ึ 6. คานงึ ถงึ การใช้ทกั ษะ เพราะภาษาเป็นสญั ลกั ษณ์ท่ีมนษุ ย์ตกลงใช้ร่วมกนั ในการ ส่ือความหมาย ซง่ึ ถือได้วา่ เป็ นหวั ใจในการส่ือสาร คสู่ ่ือสารต้องศกึ ษาเร่ืองการใช้ภาษา และสามารถใช้ ภาษาให้เหมาะสมกบั กาลเทศะ บคุ คล เนือ้ หาของสาร และชอ่ งทางหรือสื่อ ท่ีใช้ในการสื่อสาร 7. คานงึ ถงึ ปฏิกิริยาตอบกลบั ตลอดเวลา ถือเป็นการประเมนิ ผลการสื่อสาร ที่จะทาให้คสู่ ่ือสารรับรู้ผลของ การส่ือสารวา่ ประสบผลดีตรงตามวตั ถหุ รือไม่ ควรปรับปรุง เปล่ียนแปลงหรือแก้ไขข้อบกพร่องใด เพ่ือที่จะ ทาให้การสื่อสารเกิดผลตามที่ต้องการ
วัตถปุ ระสงค์ของการส่ือสาร คณาจารย์ มหาวิทยาลยั จฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั (2551: 17) กลา่ วถงึ วตั ถปุ ระสงค์ของการส่ือสารไว้ดงั นี ้ 1. เพ่ือแจ้งให้ทราบ (inform) ในการทาการส่ือสาร ผ้ทู าการส่ือสารควรมีความ ต้องการที่จะบอก กลา่ วหรือชีแ้ จงขา่ วสาร เรื่องราว เหตกุ ารณ์ หรือส่งิ อ่ืนใดให้ผ้รู ับสารได้รับทราบ 2. เพ่ือสอนหรือให้การศกึ ษา (teach or education) ผ้ทู าการสื่อสารอาจมีวตั ถปุ ระสงคเ์ พ่ือ จะ ถา่ ยทอดวชิ าความรู้ หรือเรื่องราวเชงิ วิชาการ เพ่ือให้ผ้รู ับสารได้มีโอกาสพฒั นาความรู้ให้เพิม่ พนู ยง่ิ ขนึ ้ 3. เพื่อสร้างความพอใจหรือให้ความบนั เทิง (please of entertain) ผ้ทู าการสื่อสารอาจ ใช้ วตั ถปุ ระสงคใ์ นการสื่อสารเพ่ือสร้างความพอใจ หรือให้ความบนั เทิงแก่ผ้รู ับสาร โดยอาศยั สารที่ตนเอง สง่ ออกไป ไมว่ า่ จะอยใู่ นรูปของการพดู การเขียน หรือการแสดงกิริยาตา่ ง ๆ 4. เพื่อเสนอหรือชกั จงู ใจ (Propose or persuade) ผ้ทู าการส่ือสารอาจใช้วตั ถปุ ระสงค์ใน การสื่อสารเพื่อให้ข้อเสนอแนะ หรือชกั จงู ใจในสิง่ ใดสง่ิ หนึ่งตอ่ ผ้รู ับสาร และอาจชกั จงู ใจให้ผ้รู ับสารมี ความคดิ คล้อยตาม หรือยอมปฏิบตั ติ ามการเสนอแนะของตน 5. เพื่อเรียนรู้ (learn) วตั ถปุ ระสงคน์ ีม้ ีความเกี่ยวข้องโดยตรงกบั ผ้รู ับสาร การแสวงหาความรู้ ของ ผ้รู ับสาร โดยอาศยั ลกั ษณะของสาร ในกรณีนีม้ กั จะเป็ นสารที่มีเนือ้ หาสาระเก่ียวกบั วิชาความรู้ เป็นการ หาความรู้เพ่มิ เตมิ และเป็นการทาความเข้าใจกบั เนือ้ หาของสารที่ผ้ทู าการส่ือสารถ่ายทอดมาถึงตน 6. เพื่อกระทาหรือตดั สินใจ (dispose or decide) ในการดาเนินชีวิตของคนเรามี สงิ่ หนง่ึ ที่ ต้องกระทา อยเู่ สมอก็คือ การตดั สนิ ใจกระทาการอยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ ซง่ึ การตดั สนิ ใจ นนั้ อาจได้รับการ เสนอแนะ หรือชกั จงู ใจให้กระทาอย่างนนั้ อยา่ งนีจ้ ากบคุ คลอ่ืนอยเู่ สมอ ทางเลือกในการ ตดั สินใจของเรา จงึ ขนึ ้ อยกู่ บั ข้อเสนอแนะนนั้
ประเภทของการส่ือสาร การจาแนกประเภทของการสื่อสาร มีผ้จู าแนกไว้หลาย ๆ ประเภท โดยใช้เกณฑ์ในการพิจารณา ตาม จดุ ประสงค์ของการศกึ ษาหรือวตั ถปุ ระสงค์ที่ต้องการจะนาเสนอ ซง่ึ สรุปได้ตามตารางดงั นี ้ เกณฑ์การแบง่ ประเภทของการสื่อสาร ตวั อยา่ ง 1. จานวนผ้ทู าการส่ือสาร 1.1 การสื่อสารภายในตวั บคุ คล (intrapersonal communication) - การพดู กบั ตวั เอง - การคดิ คานงึ เร่ืองตา่ ง ๆ - การร้องเพลงฟังเอง - การคดิ ถึงงานท่ีจะทา เป็นต้น 1.2 การส่ือสารระหวา่ งบคุ คล (interpersonal communication) - การพดู คยุ ระหวา่ งบคุ คล 2 คนขนึ ้ ไป - การพดู คยุ - การเขียนจดหมาย - การโทรศพั ท์ - การประชมุ กลมุ่ ยอ่ ย เป็นต้น
1.3 การส่ือสารกลมุ่ ใหญ่ (large group communication) - การอภิปรายในหอประชมุ - การพดู หาเรื่องเลือกตงั้ - การปราศรัยในงานสงั คม - การกล่าวปาฐกถา ในหอประชมุ - การบรรยายทางวชิ าการ ณ ศนู ย์เรียนรวม เป็นต้น 1.4 การสื่อสารในองค์กร (organizational communication) - การส่ือสารในบริษัท - การส่ือสารในหนว่ ยงาน ราชการ - การส่ือสารในโรงงาน - การส่ือสารของธนาคาร เป็ นต้น 1.5 การส่ือสารมวลชน (mass communication) การส่ือสารที่ผา่ นส่ือเหลา่ นี ้คอื - หนงั สือพิมพ์, นิตยสาร - วิทยุ - โทรทศั น์ เป็นต้น
2.การเห็นหน้ากนั 2.1 การสื่อสารแบบเผชิญหน้า (face to face communication) - การสนทนาตอ่ หน้ากนั - การประชมุ สมั มนา - การสมั ภาษณ์เฉพาะหน้า - การเรียนการสอนในชนั้ เรียน - การประชมุ กลมุ่ ย่อย เป็นต้น 2.2 การส่ือสารแบบไมเ่ ผชิญหน้า (interposed communication) - เอกสารการส่ือสารท่ีผ่าน ส่ือมวลชนทกุ ชนิด คือ - หนงั สือพมิ พ์ - วิทยุ - โทรทศั น์ - วีดทิ ศั น์การสื่อสารที่ผา่ น สื่อมวลชนทกุ ชนดิ - จดหมาย/โทรเลข/โทรสาร - อินเตอร์เน็ต เป็นต้น
3. ความสามารถในการโต้ตอบ 3.1 การสื่อสารทางเดียว (one-way communication) การส่ือสารที่ผา่ นส่ือมวลชนทกุ ชนิด คือ - วิทย/ุ โทรทศั น์/วีดิทศั น์ - โทรเลข/โทรสาร - ภาพยนตร์ เป็ นต้น 3.2 การส่ือสารสองทาง (two-way communication) - การสื่อสารระหวา่ งบคุ คล - การสื่อสารในกลมุ่ - การพดู คยุ / การสนทนา เป็นต้น 4. ความแตกตา่ งระหว่าง ผ้รู ับสารและผ้สู ง่ สาร 4.1 การส่ือสารระหวา่ งเชือ้ ชาติ (interracial communication) - ชาวไทยสื่อสารกบั คน ตา่ งประเทศ - คนจีน, มาเลย์, อินเดยี ใน ประเทศมาเลเซีย ส่ือสารกนั เป็นต้น
4.2 การส่ือสารระหวา่ งวฒั นธรรม (gosscultural communication) - การสื่อสารระหวา่ งคนไทยภาคใต้กบั ภาคเหนือหรือ ภาคอ่ืน ๆ - ชาวไทยส่ือสารกบั ชาวเขา เป็นต้น 4.3 การสื่อสารระหวา่ งประเทศ (international communication) - การเจรจาตดิ ตอ่ สมั พนั ธ์ทางการทตู - การเจรจาในฐานะตวั แทน รัฐบาล เป็นต้น 5. การใช้ภาษา 5.1 การสื่อสารเชิงวจั นภาษา (verbal communication) - การพดู , การบรรยาย - การเขียนจดหมาย, บทความ เป็ นต้น 5.2 การสื่อสารเชิงอวจั นภาษา (non-verbal communication) - การสื่อสารโดยไมใ่ ช้ถ้อยคา, คาพดู - อาการภาษา, กาลภาษา, เทศภาษา, สมั ผสั ภาษา, เนตรภาษา, วตั ถภุ าษา และปริภาษา เป็นต้น
อปุ สรรคในการสื่อสาร อปุ สรรคในการสื่อสาร หมายถึง ส่งิ ท่ีทาให้การสื่อสารไมบ่ รรลตุ ามวตั ถปุ ระสงค์ ของผ้สู ื่อสาร และผ้รู ับ สาร อปุ สรรคในการส่ือสารอาจเกิดขนึ ้ ได้ทกุ ขนั้ ตอนของกระบวนการส่ือสาร ดงั นนั้ อปุ สรรค ในการสื่อสาร จากองค์ประกอบตา่ ง ๆ ดงั นี ้ 1. อปุ สรรคที่เกิดจากผ้สู ง่ สาร 1.1 ผ้สู ง่ สารขาดความรู้ความเข้าใจและข้อมลู เก่ียวกบั สารท่ีต้องการจะสื่อ 1.2 ผ้สู ง่ สารใช้วิธีการถา่ ยทอดและการนาเสนอที่ไมเ่ หมาะสม 1.3 ผ้สู ง่ สารไมม่ ีบคุ ลกิ ภาพที่ไมด่ ี และไมเ่ หมาะสม 1.4 ผ้สู ง่ สารมีทศั นคตทิ ่ีไมด่ ีตอ่ การสง่ สาร 1.5 ผ้สู ง่ สารขาดความพร้อมในการสง่ สาร 1.6 ผ้สู ง่ สารมีความบกพร่องในการวเิ คราะห์ผ้รู ับสาร 2. อปุ สรรคท่ีเกิดจากสาร 2.1 สารไมเ่ หมาะสมกบั ผ้รู ับสาร อาจยากหรือง่ายเกินไป 2.2 สารขาดการจดั ลาดบั ท่ีดี สลบั ซบั ซ้อน ขาดความชดั เจน 2.3 สารมีรูปแบบแปลกใหม่ยากตอ่ ความเข้าใจ 2.4 สารที่ใช้ภาษาคลมุ เครือ ขาดความชดั เจน 3. อปุ สรรคที่เกิดขนึ ้ จากส่ือ หรือช่องทาง 3.1 การใช้ส่ือไมเ่ หมาะสมกบั สารที่ต้องการนาเสนอ 3.2 การใช้สื่อท่ีไมม่ ีประสิทธิภาพที่ดี
3.3 การใช้ภาษาที่ไมเ่ หมาะสมกบั ระดบั ของการส่ือสาร 4. อปุ สรรคท่ีเกิดจากผ้รู ับสาร 4.1 ขาดความรู้ในสารที่จะรับ 4.2 ขาดความพร้อมที่จะรับสาร 4.3 ผ้รู ับสารมีทศั นคตทิ ี่ไมด่ ีตอ่ ผ้สู ง่ สาร 4.4 ผ้รู ับสารมีทศั นคตทิ ี่ไมด่ ีตอ่ สาร 4.5 ผ้รู ับสารมีความคาดหวงั ในการสื่อสารสงู เกินไป ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารธุรกิจ ความรู้พืน้ ฐานเกี่ยวกบั การส่ือสารธุรกิจ คากลา่ วท่ีวา่ “มนษุ ย์เป็นสตั ว์สงั คม” นน่ั หมายความวา่ มนษุ ย์ไมอ่ าจดารงชีวิตโดยลาพงั ได้ จาเป็นต้องพง่ึ พาอาศยั กนั ด้วยเหตนุ ี ้มนษุ ย์จงึ ต้องมีการส่ือสารเพื่อสง่ ความนกึ คดิ และความรู้สกึ ให้ผ้อู ่ืนที่ ต้องเก่ียวข้องพง่ึ พาได้รับรู้ เข้าถงึ และเกิดอาการตอบสนอง ซงึ่ ความนกึ คดิ และความรู้สกึ นนั้ เราเรียกกนั วา่ “สาร” หรือบางบริบทเรียกกนั ว่า ความหมาย สาระ ใจความ เป็นต้น การส่ือสาร จงึ หมายถงึ กระบวนการที่มนษุ ย์เชื่อมโยงความนกึ คดิ และความรู้สกึ ให้ถึงกนั เพ่ือให้เกิดการตอบสนองในเชิงพงึ่ พาอาศยั ซงึ่ กนั และกนั ในการประกอบธุรกิจ นอกจากจะมีความพร้อมทางปัจจยั ธรุ กิจที่เรียกกนั วา่ 4M คอื คน (Man) ทนุ (Money) การจดั การ (Management) และวตั ถดุ บิ (Material) แล้วยงั ต้องมี องคป์ ระกอบอ่ืนๆ อีกหลายด้านที่เป็นองค์ประกอบย่อยและมีความสาคญั ในทางสนบั สนนุ และสง่ เสริมให้ ธุรกิจประสบความสาเร็จ การตดิ ตอ่ สื่อสารก็เป็นองค์ประกอบหนง่ึ ที่มีความสาคญั เพราะทกุ กระบวนการ ของการจดั การกบั ปัจจยั ทางธรุ กิจยอ่ มต้องอาศยั การส่ือสารเพื่อให้ได้มา ให้เปล่ียนแปลง ให้เกิดขึน้ เป็นต้น
และนามาซงึ่ ความสาเร็จในทางธรุ กิจ จงึ ถือได้วา่ หากไมม่ ีการส่ือสารก็คงยงั ไมม่ ีการดาเนนิ ธุรกิจเกิดขนึ ้ ดงั เชน่ การจดั การด้านการตลาด ก็จะเริ่มต้นที่การจดั ให้มีองคก์ รทางการตลาด การจดั หาบคุ ลากร การ ปฏิบตั กิ ารทางการตลาด ซง่ึ เราจะเหน็ วา่ ต้องอาศยั การสื่อสารเพื่อสง่ั การ ประสานใจ จงู ใจ ตดิ ตอ่ ประชาสมั พนั ธ์ ในทกุ ขนั้ ตอน เป็นต้น จุดประสงค์ของการส่ือสารในองค์กรธุรกิจ องค์กรธรุ กิจมีความแตกตา่ งกนั ในด้านจดุ ประสงค์ขององค์กร ซง่ึ แตล่ ะองค์กรก็จะมี วตั ถปุ ระสงคข์ องการสื่อสารแตกตา่ งกนั ไปด้วย แตอ่ ย่างไรก็ตาม เราสามารถแยกแยะถึงจดุ ประสงค์ของ การสื่อสารในองค์กรธรุ กิจได้ดงั ตอ่ ไปนี ้ 1. ส่ือสารเพื่อประชาสมั พนั ธ์ เป็นการสื่อสารให้ผ้รู ับสารได้รับรู้ขา่ วสารเพ่ือให้เกิดทศั นคตทิ ี่ดีตอ่ องคก์ ร ซง่ึ อาจจะออกมาในรูปของความศรัทธา เกิดคา่ นิยม ความชอบ เป็นต้น ได้แก่ การแนะนาองค์กร การโฆษณา สนิ ค้า การประกาศ การต้อนรับ และการรับรอง เป็ นต้น 2. ส่ือสารเพื่อการตดิ ตอ่ เป็นการส่ือสารเพ่ือเช่ือมโยงความสมั พนั ธ์ทางธุรกิจการงาน ได้แก่ การสอบถาม ขอความชว่ ยเหลือ ขออนญุ าต ขออนมุ ตั ิ และการสง่ั ซือ้ เป็นต้น 3. สื่อสารเพ่ือสง่ั การ เป็ นการส่ือสารที่มกั เกิดจากการส่ือสารแนวลง เพื่อให้เกิดการปฏิบตั แิ ละการ เปลี่ยนแปลง ได้แก่ คาสง่ั ผ้บู งั คบั บญั ชา การแถลงนโยบาย การเสนอแนะ รวมถงึ การสื่อสารตอบรับจาก ผ้ใู ต้บงั คบั บญั ชา เป็ นการเสนอแนะ การแสดงความคดิ เห็น เป็นต้น 4. สื่อสารไมตรีจิต เป็นการส่ือสารเพื่อสร้างมติ รภาพระหวา่ งบคุ คลทงั้ ภายในองค์กรและระหวา่ งองค์กร เพื่อความราบรื่นในธุรการงาน ได้แก่ การแสดงความรู้สกึ ในโอกาสตา่ งๆ การเชญิ ร่วมเป็นเกียรติ การ แนะนาบคุ คล เป็นต้น 5. ส่ือสารเพื่อให้ความรู้และแรงจงู ใจ เป็นการสื่อสารเพ่ือให้บคุ คลทงั้ ภายในและภายนอกองคก์ รได้มี ความรู้ด้านตา่ งๆ เพ่มิ ขนึ ้ หรือเกิดกาลงั ใจในการทางาน ได้แก่ การบรรยายให้ความรู้ การสมั มนา การ อบรม และการปฐมนเิ ทศ เป็ นต้น
6. สื่อสารเพ่ือวจิ ยั หรือการสืบสวนสอบสวน เป็นการสื่อสารเพื่อหาคาตอบ หรือให้ได้มาซง่ึ ข้อมลู ตา่ งๆ ที่ เป็นประโยชน์ตอ่ องค์กร ได้แก่ การทารายงานทางวชิ าการ การสมั ภาษณ์ การทาแบบสอบถาม เป็นต้น 7. สื่อสารเพื่อรายงานและปรับความเข้าใจ เป็นการสื่อสารเพื่อนาเสนอข้อเท็จจริงท่ีเป็ นปัญหาตอ่ องค์กร ตอ่ บคุ คลในองค์กร หรือระหวา่ งองคก์ ร ได้แก่ การปรับความเข้าใจ การชีแ้ จง และการเสนอรายงาน เป็ นต้น 8. สื่อสารเพ่ือประสานงาน เป็นการส่ือสารเพ่ือให้เกิดความร่วมมือในการทางานอยา่ งมีประสทิ ธิผล ได้แก่ การประชมุ วางแผน การเสนอนโยบาย และการเปลี่ยนความคดิ เห็น เป็ นต้น 9. ส่ือสารเพ่ือนิตกิ รรม เป็นการสื่อสารเพื่อให้เกิดข้อตกลงและเกี่ยวข้องกับกฎหมาย กฎระเบยี บตา่ งๆ ได้แก่ การเจรจาเพื่อตกลงทาสญั ญา การทาสญั ญา การทวงหนี ้และการฟ้ องร้อง เป็นต้น 10. ส่ือสารเพ่ือบนั เทิง เป็นการส่ือสารเพื่อให้เกิดความรื่นเริงผอ่ นคลาย ได้แก่ การแสดงบนเวที การขบั ร้อง กิจกรรมนนั ทนาการ การเสนอขา่ วสารทางหนงั สือพมิ พ์ นิตยสาร วารสาร จลุ สาร และการแสดงทอล์คโชว์ เป็ นต้น หลักการเบือ้ งต้นในการส่ือสารธุรกิจ การส่ือสารในองคก์ รธรุ กิจมีความละเอียดออ่ นและลกึ ซงึ ้ แตกตา่ งจากการส่ือสารทวั่ ไป ฉะนนั้ จงึ ควร คานงึ ถึงหลกั การเบอื ้ งต้น ดงั นี ้ 1. มีความรับผิดชอบ การสื่อสารโต้ตอบในวงการธรุ กิจยอ่ มมีผลที่ได้รับกลบั มาเสมอ ไมว่ า่ ผลจะออกมาใน ทางบวกหรือลบ ผ้สู ื่อสารต้องรับผดิ ชอบและถือวา่ เป็นคณุ ธรรมของการส่ือสารที่สาคญั ฉะนนั้ ก่อนส่ือสาร ผ้สู ่ือสารจะต้องศกึ ษาค้นคว้าไตรตรองถึงความถกู ต้องผลได้ผลเสีย โดยคานงึ ถึงเหตผุ ล ความถกู ต้องทาง กฎหมาย ความถกู ต้องทางศีลธรรม ถกู ต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณี และถกู ต้องตามสถานการณ์ 2. มีความประณีต การส่ือสารท่ีประณีตหมายถึงการเลือกสรรถ้อยคาสานวนภาษาและการเลือกเนือ้ หา สาระต้องมีความรอบคอบ ละเอียดออ่ น แม้สว่ นใหญ่จะใช้สานวนภาษาสนั้ งา่ ย และเป็นทางการก็ตาม แต่ เม่ือผลลพั ธ์ท่ีได้มีคา่ มากมาย จงึ จาเป็นต้องประณีตทงั้ ถ้อยคาและสานวน ความกระชบั ความไพเราะ สภุ าพ และการเลือกวสั ดอุ ปุ กรณ์จะต้องได้รับผลทางบวก
3. เหมาะสม การสื่อสารในทางธรุ กิจจะต้องคานงึ ถงึ กาลเทศะ บคุ คล จดุ ประสงค์ กฎระเบยี บ และ สถานการณ์ เพราะสงิ่ เหลา่ นีเ้ป็นตวั กาหนดการใช้ถ้อยคาสานวนภาษาและกาหนดเร่ืองราวท่ีจะนามา ส่ือสาร โดยอาจจะถามตนเองเสมอวา่ สื่อถึงใคร โอกาสใด สถานการณ์เป็นอย่างไร เพ่ืออะไร หรือคานงึ ถงึ วิธีการสื่อสาร ตลอดจนคานึงถงึ วฒั นธรรมไปพร้อมๆ กนั
Search
Read the Text Version
- 1 - 20
Pages: