Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หน่วยที่2 การสร้างข้อมูล

หน่วยที่2 การสร้างข้อมูล

Published by Sang25562512, 2017-11-08 00:59:53

Description: หน่วยที่2 การสร้างข้อมูล

Search

Read the Text Version

ขอ้ มลู (Data) หมายถงึ ขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื เร่อื งราวท่ีเก่ยี วขอ้ งกบั สง่ิ ตา่ ง ๆ เช่น คน สตั ว์ สง่ิ ของสถานท่ีฯลฯ โดยอยู่ในรูปแบบท่ี เหมาะสมต่อการสอ่ื สาร การแปลความหมายและการประมวลผล ซ่งึ ขอ้ มูลอาจจะไดม้ าจากการสงั เกต การรวบรวม การวดั ขอ้ มลู เป็ นไดท้ ง้ัขอ้ มูลตวั เลขหรอื สญั ญลกั ษณ์ใด ๆ ท่สี าคญั จะตอ้ งมีความเป็ นจรงิ และต่อเน่ืองตวั อย่างของขอ้ มูล เช่นคะแนนสอบ ชือนักเรยี น เพศ อายุ เป็นตน้

สารสนเทศ (Information) หมายถงึ ขอ้ มูลท่ไี ดผ้ ่านกระบวนการประมวลผลแลว้ อาจใชว้ ธิ งี า่ ย ๆ เช่น หาค่าเฉลย่ี หรอื ใชเ้ ทคนิคขน้ั สูงเช่น การวจิ ยั ดาเนินงาน เป็นตน้ เพอ่ื เปล่ยี นแปลงสภาพขอ้ มลู ทวั่ ไป ใหอ้ ยูใ่ นรูปแบบท่มี ีความสมั พนั ธ์หรอื มีความเก่ยี วขอ้ งกนั เพอ่ื นาไปใชป้ ระโยชน์ในการตดั สนิ ใจหรอื ตอบ ปญั หาต่าง ๆ ได้

ขอ้ มูลท่เี ราพบเหน็ ทกุ วนั น้ี มีหลายรูปแบบเช่นเป็นตวั เลข ขอ้ ความ รูปภาพ เสยี งตา่ ง ๆ เรา สามารถรบั รูข้ อ้ มลู ไดจ้ ากสว่ นต่าง ๆ ดงั น้ี1. การรบั รูข้ อ้ มูลทางตา ไดแ้ ก่ การมองเหน็ เช่น ขอ้ มูลภาพ จากหนงั สอื โทรทศั น์ เป็นตน้2. การรบั รูท้ างหู ไดแ้ ก่ การไดย้ ินเสยี งผ่านเขา้ มา ทางหู เช่น ขอ้ มูลเสยี งเพลง เสยี งพดู เสยี งรถ เป็ นตน้

3. การรบั รูท้ างมือ ไดแ้ ก่ การสมั ผสั กบั ขอ้ มูล เช่น การ จบั เส้อื ผา้ แลว้ รูส้ กึ ว่านุ่ม เป็น เน้ือผา้ เป็นตน้4. การรบั รูท้ างจมูก ไดแ้ ก่ การไดก้ ลน่ิ เช่น หอม กลน่ิ อาหาร กล่นิ ดอกไม้ กลน่ิ ขยะ เป็นตน้5. การรบั รูท้ างปาก ไดแ้ ก่ การรูส้ กึ ถงึ รส โดยการ สมั ผสั ทางล้นิ เช่น เผ็ด หวาน ขม เป็นตน้

แหล่งทม่ี าของข้อมูล1. ขอ้ มลู ปฐมภมู ิ หมายถงึ ขอ้ มูลท่ไี ดจ้ ากการรวบรวมหรอื บนั ทกึ จากแหล่งขอ้ มลู โดยตรง ซ่งึ อาจจะไดจ้ ากการ สอบถาม การสมั ภาษณ์ การสารวจ การจดบนั ทกึ ตลอดจนการจดั หามาดว้ ยเครอ่ื งจกั รอตั โนมตั ติ ่างๆ ท่ี ดาเนินการจดั เกบ็ ขอ้ มลู ได้ เช่นเคร่อื งอา่ นรหสั แทง่ เคร่อื งอา่ นแถบแม่เหลก็ ขอ้ มลู ปฐมภมู ิจงึ เป็นขอ้ มูล พ้นื ฐานท่ไี ดม้ าจากจุดกาเนิดของขอ้ มลู น้นั ๆ

2. ขอ้ มูลทตุ ยิ ภมู ิ หมายถงึ ขอ้ มลู ท่มี ีผูอ้ น่ื รวบรวมไวใ้ หแ้ ลว้ บางครง้ั อาจจะมีการประมวลผลเพอ่ื เป็นสารสนเทศ ผูใ้ ชข้ อ้ มลู ไม่จาเป็นตอ้ งไปสารวจเอง ตวั อยา่ งจาก ขอ้ มูลสถติ ติ ่างๆ ท่หี น่วยงานรฐั บาลทาไวแ้ ลว้ เช่น สถติ ิจานวนประชากรแต่ละจงั หวดั สถติ กิ ารสง่ สนิ คา้ ออก สถติ กิ ารนาสนิ คา้ เขา้ ขอ้ มูลเหลา่ น้ีมีการ ตพี มิ พเ์ ผยแพร่เพอ่ื ใหใ้ ชง้ านได้ หรอื นาเอาไป ประมวลผลต่อ

มาตราการวดั• การวดั เป็นการกาหนดตวั เลขใหก้ บั สง่ิ ท่ตี อ้ งการศึกษา ภายใตก้ ฎเกณฑท์ ่แี น่นอน ผูว้ จิ ยั จาเป็นจะตอ้ งทราบ คณุ ลกั ษณะของขอ้ มลู ท่ถี กู วดั เพอ่ื ใชใ้ นการพจิ ารณาวา่ จะเลอื กใชว้ ธิ กี ารทางสถติ ใิ ดจงึ จะเหมาะสม ดงั นน้ั จงึ ควร ทราบวา่ ขอ้ มลู ท่ถี กู วดั มาน้นั อยู่ในมาตราการวดั ระดบั ใด ซ่ึงมาตราการวดั แบ่งออกเป็น 4 ระดบั คือ

1 มาตราการวดั ระดบั นามบญั ญตั ิ (Nominal Scale) เป็นระดบั ท่ีใช้ จาแนกความแตกต่างของสง่ิ ท่ตี อ้ งการวดั ออกเป็นกลมุ่ ๆ โดยใช้ ตวั เลข เช่น ตวั แปรเพศ แบ่งออกเป็นกลมุ่ เพศชายและกลมุ่ เพศหญิง ในการกาหนดตวั เลขอาจจะใชเ้ ลข 1 แทนเพศชาย และเลข 2 แทน เพศหญิง ตวั แปรระดบั การศึกษา แบ่งออกเป็นกลมุ่ ท่มี ีการศึกษาตา่ กวา่ ปรญิ ญาตรี อาจจะแทนดว้ ยเลข 1 กลมุ่ ท่มี ีการศึกษาระดบั ปรญิ ญา ตรี อาจจะแทนดว้ ยเลข 2 และกลมุ่ ท่มี กี ารศึกษาสูงกวา่ ระดบั ปรญิ ญา ตรี อาจจะแทนดว้ ยเลข 3 เป็นตน้ ตวั เลข 1 หรอื 2 หรอื 3 ท่ใี ชแ้ ทน กลมุ่ ต่าง ๆ น้นั ถอื เป็นตวั เลขในระดบั นามบญั ญตั ไิ มส่ ามารถนามา บวก ลบ คูณ หาร หรอื หาสดั สว่ นได้

2 มาตราการวดั ระดบั เรยี งอนั ดบั (Ordinal Scales) เป็นระดบั ท่ใี ช้ สาหรบั จดั อนั ดบั ท่หี รอื ตาแหน่งของสง่ิ ท่ตี อ้ งการวดั ตวั เลขใน มาตราการวดั ระดบั น้ีเป็ นตวั เลขท่บี อกความหมายในลกั ษณะมาก-นอ้ ย สูง-ตา่ เกง่ -ออ่ น กว่ากนั เช่น ด.ช.ดาสอบไดท้ ่ี 1 ด.ช.แดงสอบไดท้ ่ี 2 ด.ญ.เขียวสอบไดท้ ่ี 3 หรอื การประกวดรอ้ งเพลง นางสาวเขียวได้ รางวลั ท่ี 1 นางสาวชมพไู ดร้ างวลั ท่ี 2 นางสาวเหลอื งไดร้ างวลั ท่ี 3 เป็น ตน้ ตวั เลขอนั ดบั ท่แี ตกต่างกนั ไม่สามารถบง่ บอกถงึ ปรมิ าณความ แตกต่างได้ เช่น ไมส่ ามารถบอกไดว้ า่ ผูท้ ่ปี ระกวดรอ้ งเพลงไดร้ างวลั ท่ี 1 มีความเกง่ มากกว่าผูท้ ่ไี ดร้ างวลั ท่ี 2 ในปรมิ าณเทา่ ใด ตวั เลขใน ระดบั น้ีสามารถนามาบวกหรอื ลบ กนั ได้

3 มาตราการวดั ระดบั ช่วง (Interval Scale) เป็นระดบั ท่สี ามารถกาหนดค่า ตวั เลขโดยมชี ่วงหา่ งระหวา่ งตวั เลขเท่า ๆ กนั สามารถนาตวั เลขมา เปรยี บเทยี บกนั ไดว้ า่ วา่ มีปรมิ าณมากนอ้ ยเทา่ ใด แต่ไม่สามารถบอกไดว้ า่ เป็นก่เี ทา่ ของกนั และกนั เพราะมาตราการวดั ระดบั น้ีไม่มี 0 (ศูนย)์ แท้ มีแต่ 0 (ศูนย)์ สมมติ เช่น นายวชิ ยั สอบได้ 0 คะแนน มไิ ดห้ มายความว่าเขาไม่มี ความรู้ เพยี งแตเ่ ขาไม่สามารถทาขอ้ สอบซ่งึ เป็นตวั แทนของความรูท้ ง้ั หมด ได้ หรอื อณุ หภมู ิ 0 องศา มไิ ดห้ มายความวา่ จะไม่มคี วามรอ้ น เพยี งแตม่ ี ความรอ้ นเป็น 0 องศาเท่าน้นั จุดท่ไี ม่มคี วามรอ้ นอยู่เลยกค็ อื ท่ี -273 องศา ดงั น้นั อณุ หภมู ิ 40 องศาจงึ ไม่สามารถบอกไดว้ า่ มคี วามรอ้ นเป็น 2 เท่าของ อณุ หภมู ิ 20 องศา เป็นตน้ ตวั เลขในระดบั น้ีสามารถนามาบวก ลบ คูณ หรอื หารกนั ได้

4 มาตราการวดั ระดบั อตั ราสว่ น (Ratio Scale) เป็นระดบั ท่ี สามารถกาหนดค่าตวั เลขใหก้ บั สง่ิ ท่ตี อ้ งการวดั มี 0 (ศูนย)์ แท้ เช่น น้าหนกั ความสูง อายุ เป็นตน้ ระดบั น้ี สามารถนาตวั เลขมาบวก ลบ คูณ หาร หรอื หาอตั ราสว่ น กนั ได้ คอื สามารถบอกไดว้ ่า ถนนสายหน่ึงยาว 50 กโิ ลเมตร ยาวเป็น 2 เทา่ ของถนนอกี สายหน่ึงท่ยี าวเพยี ง 25 กโิ ลเมตร

ตัวแปรในการวจิ ยั 13

ตวั แปร (Variables) หมายถงึ คุณสมบตั ิ หรือคุณลักษณะท่แี ตกต่างกันของปรากฏการณ์ซ่งึ อาจเป็ นส่งิ ของท่ีมีชวี ติ หรือไม่มีชวี ติ หรือเหตุการณ์ต่างๆ เช่น เพศ สามารถแปรได้เป็ น หญิง หรือ ชาย อายุ สามารถแปรได้เป็ น จานวนปี ของอายุ ความคดิ เหน็ ต่อนโยบายของรัฐบาล สามารถแปรได้เป็ น เหน็ ด้วย ไม่เหน็ ด้วย หรือ เฉยๆ 14

พฤตกิ รรมการเลือกตัง้ สามารถแปรได้เป็ น เลือกเพราะนโยบายพรรค เลือกเพราะผู้สมัคร เลือกเพราะหวั คะแนน หรือด้วยเหตุผลอ่นื ๆ การมีส่วนร่วมในการดแู ลรักษาแม่นา้ เจ้าพระยาสามารถแปรได้เป็ น มีส่วนร่วมมากท่สี ุด มาก ปานกลาง น้อยน้อยท่สี ุด หรือไม่มมี สี ่วนร่วม เป็ นต้น คุณสมบตั ขิ องส่งิ ใดกต็ าม ถ้าเป็ นได้อย่างเดียวคุณสมบตั นิ ัน้ ก็ไม่เป็ นตวั แปร เช่น ถ้าคุณเหน็ ด้วยกับนโยบายของรัฐบาลเหมือนกันหมด ความคดิ เหน็ ต่อนโยบายของรัฐบาลกไ็ ม่เป็ นตัวแปร เป็ นต้น 15

ประเภทของตัวแปร 1. พจิ ารณาจากคุณสมบตั ติ ัวแปร แบ่งออกเป็ น 2 แบบ 1.1 ตวั แปรเชงิ ปริมาณ (Quantitative Variables) เป็ นตวัแปรท่มี คี ุณสมบตั เิ ป็ นตวั เลขท่สี ามารถวดั ความแตกต่างๆ ของคุณลักษณะต่างๆ ท่มี ีอย่ไู ด้แน่นอน เช่น ตวั แปรเก่ียวกบั รายได้รายจ่าย อายุ ส่วนสูง นา้ หนัก ระยะทาง เป็ นต้น 12. ตัวแปรเชิงคุณภาพ (Qualitative Variables) เป็ นตัวแปรท่ไี ม่สามารถวัดความแตกต่างของคุณลักษณะท่มี ีอยู่ได้แน่นอน เช่น ตัวแปรเก่ยี วกับ เพศ สถานภาพการสมรส เขตท่ีอยู่อาศยั เป็ นต้น 16

2. พจิ ารณาจากลักษณะด้านความหมายท่ใี ช้ แบ่งออกเป็ น2 แบบ 2.1 ตวั แปรแนวความคดิ (Conceptual Variables) เป็ นตวัแปรท่มี ีลักษณะเป็ นนามธรรม เช่น ตวั แปรเก่ยี วกบั ทศั นคติความเช่ือในศาสนา ความสนใจ ความเหน็ เป็ นต้น2.2 ตัวแปรปฏบิ ตั กิ าร (Operational Variables) เป็ นตวั แปรท่ผี ู้วจิ ยั กาหนดความหมายและขอบเขตเพ่อื ให้มีผลในทางปฏิบัติสามารถทาการวดั หรือตรวจสอบได้ ตัวแปรปฏบิ ัตกิ ารอาจจะพฒั นาจากตวั แปรแนวความคดิ ต่างๆ เช่น ความเช่ือในศาสนาหมายถงึ การปฏิบตั ติ ามคาส่ังสอน ความเคร่งครัดในการทาพธิ ีกรรม ความถ่ีในการเข้าร่วมพธิ ีกรรมเป็ นต้น 17

3. พจิ ารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างตวั แปรท่ีเกิดขนึ้ แบ่งออกได้เป็ นหลายแบบด้วยกนั ท่สี าคญั ได้แก่3.1 ตัวแปรอสิ ระ (Independent Variables) เป็ นตวั แปรท่ีผู้วจิ ัยกาหนดให้เป็ นตวั แปรท่มี ีอทิ ธิพลต่อตวั แปรอ่นื ๆ (โดยเฉพาะตวั แปรตาม) เม่อื ตัวแปรอิสระเปล่ียนแปลงจะทาให้ตัวแปรอ่นื ๆ เปล่ียนแปลงไปด้วย ตวั แปรอิสระอาจเรียกว่าเป็ นตัวแปรเหตุ ตวั แปรต้นก็ได้ เพราะตัวแปรท่เี กดิ ขนึ้ ก่อน โดยท่ัวไปตวั แปรอสิ ระจะมีความถาวรมากกว่าตัวแปรตาม เช่น สถานภาพการสมรสกบั ความคดิ เหน็ เก่ยี วกบั การวางแผนครอบครัว สถานภาพการสมรสเปล่ียนแปลงได้ยากกว่าความคิดเหน็ สถานภาพการสมรสจงึ มีสถานภาพเป็ นตวั แปรอสิ ระ 18

3.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variables) อาจเรียกว่าเป็ น“ตัวแปรผล” ตวั แปรตามเป็ นตวั แปรท่ผี ู้วจิ ยั คาดหวังว่าจะเกิดผลในลักษณะเช่นไร โดยพจิ ารณาความสัมพนั ธ์กบั ตัวแปรอสิ ระท่กี ล่าวมาแล้ว เม่ือตวั แปรอิสระท่เี ป็ นตัวแปรท่เี กิดขนึ้ก่อนตัวแปรตามกจ็ ะเกดิ ขนึ้ ภายหลัง เช่น อายุกับการย้ายถ่นิ ตัวแปรอสิ ระและตัวแปรตามเป็ นตัวแปรท่มี คี วามสาคญัมากเพราะผู้วจิ ยั จะต้องพยายามกาหนดความสัมพนั ธ์ของตวัแปรทงั้ สองประเภทนีใ้ ห้ครบถ้วนและชัดเจนเพ่อื เป็ นแนวทางในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล และวเิ คราะห์ข้อมูลให้ครบถ้วน 19

3.3 ตวั แปรแทรก (Intervening Variables) เป็ นตัวแปรท่ีอยู่ในระหว่างความสัมพนั ธ์ของตวั แปรอสิ ระและตวั แปรตามเป็ นตวั แปรท่จี ะช่วยให้ความสัมพนั ธ์นัน้ ชัดเจนขึน้ เช่นความสัมพนั ธ์ระหว่างการศกึ ษากับการมีบุตร ซ่งึ หากพิจารณาให้ดีจะพบว่าความสัมพนั ธ์ระหว่างการศึกษากบั การมีบุตรนัน้จะมีตวั แปรเก่ยี วกับการใช้วธิ ีการคุมกาเนิดเข้ามาเก่ียวข้องด้วย XIY(ตวั แปร (ตวั แปรแทรก) (ตวั แปรตาม)อิสระ) วธิ ีการ การมีบุตร 20

3.4 ตัวแปรมาก่อน (Antecedent Variables)เป็ นตวั แปรท่อี ยู่นอกความสัมพนั ธ์ของตวั แปรอสิ ระและตวั แปรตาม แต่จะมีอิทธิพลต่อตวั แปรอสิ ระท่จี ะส่งผลถงึ การมีความสัมพนั ธ์กบั ตวั แปรตามได้AXY(ตวั แปรมาก่อน) (ตัวแปรอิสระ) (ตัวแปรตาม)อาชพี ของบดิ า การท่นี ักศึกษาเข้า ความสนใจทาง เรียน การเมือง 21

3.5 ตวั แปรกด (Suppressor variables) เป็ นตัวแปรท่ที าให้ความสัมพนั ธ์ระหว่างตวั แปรอสิ ระกับตวั แปรตามไม่เกิดขนึ้ ทงั้ ท่ีควรจะมีความสัมพนั ธ์กนั ต่อเม่ือได้ควบคุมตวั แปรกดไว้แล้วจะพบว่ามีความสัมพนั ธ์เกิดขนึ้ เช่น อายุการย้ายถ่นิ ท่นี ่าจะมีความสัมพนั ธ์กัน (ตวั แปรกด) เขตท่อี ย่อู าศยั S X Y 22(ตัวแปรอสิ ระ) (ตวั แปรตาม) อายุ การย้ายถ่นิ

3.6 ตัวแปรบดิ เบอื น (Distorter Variables) เป็ นตวั แปรท่ีทา ให้ความสัมพนั ธ์ระหว่างตัวแปรอสิ ระและตัวแปรตามเปล่ียนไปในทศิ ทางตรงกนั ข้ามกล่าวคอื แทนท่จี ะมีความสัมพนั ธ์ในเชิงบวกกบั เปล่ียนไปมีความสัมพนั ธ์ในเชิงลบเช่น อายุกบั การยอมรับนวัตกรรมท่พี บกันโดยท่วั ไปว่าผู้ท่มี ีอายุมากมักจะรับนวตั กรรมได้ช้า แต่เม่อื นาระดบั การศกึ ษาเข้ามาพจิ ารณาประกอบหรือใช้เป็ นตวั ควบคุมกลับพบว่าย่งิ มีอายุมากย่งิ รับนวัตกรรมได้เร็วขนึ้ ความสัมพนั ธ์ในลักษณะนีร้ ะดับการศกึ ษาจะเป็ นตวั แปรบดิ เบอื น 23

(ตวั แปร บดิ เบอื น) ระดบั การศึกษา D X +Y(ตวั แปรอิสระ) - อายุ (ตวั แปรตาม) 24 การยอมรับ นวัตกรรม

3.7 ตัวแปรประกอบ (Component Variables) คือตวัแปรท่เี ป็ นส่วนหน่ึงของตวั แปรอสิ ระท่มี ีผลต่อตัวแปรตามในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง เช่น ชัน้ ทางสังคมกับทศั นคตติ ่อการทางานชัน้ ทางสังคมเป็ นตัวแปรอสิ ระท่จี ะมีตัวแปรองค์ประกอบหลายอย่างเข้ามาร่วมกนั เช่น อาชีพ ระดบั การศึกษาของพ่อแม่ รายได้ หรือชาตพิ นั ธ์ เป็ นต้น 25

3.8 ตัวแปรเกนิ หรือตวั แปรซ้อน (Extraneous Variables)เป็ นตวั แปรท่ที าให้ตวั แปรอสิ ระและตัวแปรตามมีความสัมพนั ธ์กนั ทงั้ ๆ ท่อี าจจะไม่มคี วามสัมพนั ธ์กนั ในเบอื้ งต้น (ตัวแปรอิสระ) X E Y(ตวั แปร (ตวั แปรตาม) 26ภายนอก)

ประเภทความสัมพนั ธ์ของตวั แปร1. ความสัมพนั ธ์แบบไม่สมมาตร (Asymmetrical Relationship)2. ความสัมพนั ธ์แบบสมมาตร (Symmetrical Relationship)3. ความสัมพนั ธ์แบบตอบโต้ (Reciprocal Relationship) 27

1. ความสัมพนั ธ์แบบไม่สมมาตร เป็ นความสัมพนั ธ์ท่เี ป็ นเหตุและผล (CasualRelationship) คอื จะมีตัวแปรตวั หน่ึงหรือมากกว่าท่มี ีสถานภาพเป็ นตัวแปรอสิ ระ หรือตัวแปรเหตุท่จี ะมีอิทธิพลหรือผลต่อตัวแปรอ่นื ท่มี สี ถานภาพเป็ นตัวแปรตาม หรือตวัแปรผล เช่น ประสิทธิภาพในการทางานกลุ่มมผี ลต่อการบรรลุสู่เป้ าหมายท่กี ลุ่มตงั้ ไว้ 28

2. ความสัมพนั ธ์แบบสมมาตร เป็ นความสัมพนั ธ์ท่บี อกได้ว่ามีความสัมพันธ์กนัระหว่างตัวแปร แต่ระบุไม่ได้ว่าตวั แปรใดเป็ นตวั แปรเหตุตวั แปรใดผล เช่น ความสามารถในการเล่นบาสเกตบอล และวอลเลย์บอลท่สี ัมพนั ธ์กันแต่บอกไม่ได้ว่าความสามารถในการเล่นกีฬาชนิดใดเป็ นตัวแปรเหตุและชนิดใดเป็ นตัวแปรผล รวมทงั้ ไม่สามารถกาหนดทศิ ทางของความสัมพนั ธ์ท่เี กิดขนึ้ ได้อีกด้วย 29

3.ความสัมพนั ธ์แบบตอบโต้ เป็ นความสัมพนั ธ์ระหว่างตวั แปรท่ตี อบโต้ซ่ึงกนั และกัน สถานภาพของตวั แปรอสิ ระและตวั แปรตามจะสลับสถานภาพกันในแต่ละช่วงเวลา เช่น ปัญหาของคนในชนบทท่มี ีตวั แปรท่สี าคญั อยู่ 3 ตวัคอื ความไม่รู้ ความยากจนและความเจบ็ ป่ วย ท่เี ราพบว่าความสัมพนั ธ์ในเชงิ ตอบโต้กนั เช่น ความไม่รู้นาสู่ไปความยากจน หรือ ความยากจนนาไปสู่ความเจบ็ ป่ วย ความเจบ็ ป่ วยนาไปสู่ความยากจน เป็ นต้น 30


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook