วธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์ วิธีการทางประวตั ิศาสตร์ เฮโรโดตสั Herodotus บิดาแห่งประวตั ิศาสตร์ ไดน้ าคาวา่ ประวตั ิศาสตร์ history มาจากคาในภาษากรีกวา่ historeo ท่ีแปลวา่ การถกั ทอ มาเขียนเป็ นชื่อเรื่องราวการทาสงครามระหวา่ งเปอร์เซียกบั กรีก โดยใชห้ ลกั ฐานต่าง ๆ เป็นขอ้ มูล ในการเขียนเป็ นเรื่องราว ซ่ึงคลา้ ยกบั การ ถกั ทอผืนผา้ ใหเ้ ป็นลวดลายที่ตอ้ งการ เฮโรโดตสั Herodotus จึงเป็ น นกั ประวตั ิศาสตร์คนแรก ที่นาหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ มาศึกษาเพ่อื เขียนเป็ นเร่ืองราว อยา่ งไรก็ตาม การศึกษาเหตกุ ารณ์ในอดีต อาจมีผสู้ งสยั วา่ มีทางเป็นไปไดห้ รือไม่และจะศึกษากนั อยา่ งไร เนื่องจากเหตกุ ารณ์ ประวตั ิศาสตร์ เป็นเหตกุ ารณ์ท่ีผา่ นมาแลว้ และ บางเหตุการณ์เกิดข้ึนมานานมาก จนสุดวสิ ยั ที่คนปัจจบุ นั จะจาเร่ืองราวหรือศึกษาเหตกุ ารณ์ท่ีเกิดข้ึนได้ ดว้ ยตนเอง นกั ประวตั ิศาสตร์ ไดอ้ าศยั ร่องรอยในอดีตเป็นขอ้ มลู ในการอธิบายเร่ืองราวต่าง ๆที่เกิดข้ึนในอดีต ร่องรอยที่วา่ น้ีเรียกวา่ หลกั ฐาน ประวตั ิศาสตร์ วธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์ การศึกษาประวตั ิศาสตร์ มีปัญหาท่ีสาคญั อยปู่ ระการหน่ึง คือ อดีตที่มีการฟ้ื นหรือจาลองข้ึนมาใหม่น้นั มีความถูกตอ้ ง สมบูรณแ์ ละเชื่อถือไดเ้ พียงใด รวมท้งั หลกั ฐานทเี่ ป็นลายลกั ษณ์อกั ษรและไม่เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร ที่นามาใช้ เป็นขอ้ มลู น้นั มีความ สมบูรณ์มากนอ้ ยเพยี งใด เพราะเหตุการณ์ทางประวตั ิศาสตร์มีอยมู่ ากมายเกินกวา่ ท่ีจะศึกษาหรือจดจาไดห้ มด แตห่ ลกั ฐานที่ใชเ้ ป็น ขอ้ มลู อาจมีเพยี งบางส่วน ดงั น้นั วธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์จึงมีความสาคญั เพอื่ ใชเ้ ป็นแนวทางสาหรบั ผศู้ ึกษาประวตั ิศาสตร์ หรือผทู้ ่ีจะเรียนรู้ ประวตั ิศาสตร์จะไดน้ าไปใชด้ ว้ ยความรอบคอบ ระมดั ระวงั ไม่ลาเอียง และเกิดความน่าเชื่อถอื ไดม้ ากทส่ี ุด ในการสืบคน้ คน้ ควา้ เร่ืองราวทางประวตั ิศาสตร์ มอี ยหู่ ลายวิธี เชน่ จากหลกั ฐานทางวตั ถทุ ี่ขดุ คน้ พบ หลกั ฐานที่เป็นการ บนั ทึกลายลกั ษณ์อกั ษร หลกั ฐานจากคาบอกเลา่ ซ่ึงการรวบรวมเร่ืองราวตา่ งๆทางประวตั ิศาสตร์เหลา่ น้ี เรียกวา่ วธิ ีการทาง ประวตั ิศาสตร์ วธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์ คอื การรวบรวม พจิ ารณาไตร่ตรอง วเิ คราะหแ์ ละตีความจากหลกั ฐานแลว้ นามาเปรียบเทียบ อยา่ งเป็นระบบ เพอ่ื อธิบายเหตกุ ารณ์สาคญั ท่ีเกิดข้ึนในอดีต วา่ เหตใุ ดจึงเกิดข้นึ หรือเหตกุ ารณ์ในอดีตน้นั ไดเ้ กิดและคลี่คลายอยา่ งไร ซ่ึงเป็นความมุ่งหมายทสี่ าคญั ของการศึกษาประวตั ิศาสตร์
ข้นั ตอนวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์ ข้ันตอนวธิ ีการทางประวัตศิ าสตร์ ข้นั ตอนที่ 1 การกาหนดเป้าหมาย ข้นั ตอนที่ 1 การกาหนดเป้าหมาย เป็นข้นั ตอนแรก นกั ประวตั ิศาสตร์ตอ้ งมีจุดประสงคช์ ดั เจนวา่ จะศึกษาอะไร อดีตส่วน ไหน สมยั อะไร และเพราะเหตใุ ด เป็นการต้งั คาถามท่ีตอ้ งการศึกษา นกั ประวตั ิศาสตร์ตอ้ งอาศยั การอ่าน การสงั เกต และควรตอ้ งมี ความรู้กวา้ งๆ ทางประวตั ิศาสตร์ในเร่ืองน้นั ๆมากอ่ นบา้ ง ซ่ึงคาถามหลกั ที่นกั ประวตั ิศาสตร์ควรคานึงอยตู่ ลอดเวลากค็ ือทาไมและ เกิดข้ึนอยา่ งไร ข้ันตอนที่ 2 การรวบรวมข้อมูล หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ที่ใหข้ อ้ มูล มีท้งั หลกั ฐานท่ีเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร และหลกั ฐานที่ไม่เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร มีท้งั ท่ี เป็นหลกั ฐานช้นั ตน้ (ปฐมภมู ิ) และหลกั ฐานช้นั รอง(ทตุ ยิ ภูมิ) การรวบรวมขอ้ มลู น้นั หลกั ฐานช้นั ตน้ มีความสาคญั และความน่าเช่ือถือมากกวา่ หลกั ฐานช้นั รอง แตห่ ลกั ฐานช้นั รองอธิบาย เร่ืองราวใหเ้ ขา้ ใจไดง้ ่ายกวา่ หลกั ฐานช้นั ตน้ ในการรวบรวมขอ้ มูลประเภทตา่ งๆดงั กล่าวขา้ งตน้ ควรเริ่มตน้ จากหลกั ฐานช้นั รองแลว้ จึงศกึ ษาหลกั ฐานช้นั ตน้ ถา้ เป็น หลกั ฐานประเภทไมเ่ ป็นลายลกั ษณ์อกั ษรกค็ วรเริ่มตน้ จากผลการศึกษาของนกั วิชาการที่เช่ียวชาญในแต่ละดา้ น ก่อนไปศึกษาจากของ จริงหรือสถานท่ีจริง การศึกษาประวตั ิศาสตร์ทีด่ ีควรใชข้ อ้ มลู หลายประเภท ข้ึนอยกู่ บั วา่ ผศู้ กึ ษาตอ้ งการศกึ ษาเรื่องอะไร ดงั น้นั การรวบรวมขอ้ มลู ท่ี ดีจะตอ้ งจดบนั ทึกรายละเอยี ดตา่ งๆ ท้งั ขอ้ มลู และแหลง่ ขอ้ มลู ใหส้ มบูรณ์และถกู ตอ้ ง เพอื่ การอา้ งอิงที่น่าเช่ือถือ ข้ันตอนที่ 3 การประเมินคุณค่าของหลกั ฐาน วพิ ากษว์ ิธีทางประวตั ิศาสตร์ คือ การตรวจสอบหลกั ฐานและขอ้ มลู ในหลกั ฐานเหลา่ น้นั วา่ มีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ประกอบดว้ ยการวิพากษห์ ลกั ฐานและวิพากษข์ อ้ มูลโดยข้นั ตอนท้งั สองจะกระทาควบคกู่ นั ไป เนื่องจากการตรวจสอบหลกั ฐานตอ้ ง พิจารณาจากเน้ือหา หรือขอ้ มูลภายในหลกั ฐานน้นั และในการวพิ ากษข์ อ้ มูลกต็ อ้ งอาศยั รูปลกั ษณะของหลกั ฐานภายนอก ประกอบดว้ ยการวพิ ากษห์ ลกั ฐานหรือวิพากษภ์ ายนอก การวพิ ากษห์ ลกั ฐาน (external criticism) คือ การพิจารณาตรวจสอบหลกั ฐานท่ีไดค้ ดั เลือกไวแ้ ต่ละชิ้นวา่ มีความ น่าเชื่อถอื เพียงใด แตเ่ ป็นเพยี งการประเมินตวั หลกั ฐาน มิไดม้ งุ่ ที่ขอ้ มลู ในหลกั ฐาน ดงั น้นั ข้นั ตอนน้ีเป็นการสกดั หลกั ฐานท่ไี ม่ น่าเช่ือถือออกไปการวพิ ากษข์ อ้ มลู หรือวิพากษภ์ ายใน การวพิ ากษข์ อ้ มลู (internal criticism) คือ การพิจารณาเน้ือหาหรือความหมายท่แี สดงออกในหลกั ฐาน เพอ่ื ประเมิน วา่ น่าเชื่อถือเพียงใด โดยเนน้ ถึงความถกู ตอ้ ง คณุ ค่า ตลอดจนความหมายที่แทจ้ ริง ซ่ึงนบั วา่ มีความสาคญั ต่อการประเมินหลกั ฐานที่ เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร เพราะขอ้ มลู ในเอกสารมีท้งั ที่คลาดเคล่ือน และมีอคติของผบู้ นั ทึกแฝงอยู่ หากนกั ประวตั ิศาสตร์ละเลยการ วิพากษข์ อ้ มลู ผลทีอ่ อกมาอาจจะผดิ พลาดจากความเป็นจริง
ข้ันตอนที่ 4 การตีความหลกั ฐาน การตีความหลกั ฐาน หมายถึง การพจิ ารณาขอ้ มูลในหลกั ฐานวา่ ผสู้ ร้างหลกั ฐานมีเจตนาท่แี ทจ้ ริงอยา่ งไร โดยดจู ากลีลาการ เขียนของผบู้ นั ทกึ และรูปร่างลกั ษณะโดยทว่ั ไปของประดิษฐกรรมตา่ งๆ เพอ่ื ใหไ้ ดค้ วามหมายทแ่ี ทจ้ ริงซ่ึงอาจแอบแฟงโดยเจตนา หรือไมก่ ็ตาม ในการตีความหลกั ฐาน นกั ประวตั ิศาสตร์จึงตอ้ งพยายามจบั ความหมายจากสานวนโวหาร ทศั นคติ ความเชื่อ ฯลฯ ของผเู้ ขียน และสงั คมในยคุ สมยั น้นั ประกอบดว้ ย เพอ่ื ทีจะไดท้ ราบวา่ ถอ้ ยความน้นั นอกจากจะหมายความตามตวั อกั ษรแลว้ ยงั มีความหมายที่ แทจ้ ริงอะไรแฝงอยู่ ข้นั ตอนท่ี 5 การสังเคราะห์ข้อมูล ข้นั ตอนสุดทา้ ยของวิธีการทางประวตั ิศาสตร์ ซ่ึงผศู้ ึกษาคน้ ควา้ จะตอ้ งเรียบเรียงเรื่อง หรือนาเสนอขอ้ มลู ในลกั ษณะท่ีเป็น การตอบหรืออธิบายความอยากรู้ ขอ้ สงสยั ตลอดจนความรูใ้ หม่ ความคิดใหมท่ ี่ไดจ้ ากการศึกษาคน้ ควา้ น้นั ในข้นั ตอนน้ี ผศู้ ึกษาจะตอ้ งนาขอ้ มลู ที่ผา่ นการตีความมาวเิ คราะห์ หรือแยกแยะเพอ่ื จดั แยกประเภทของเร่ือง โดยเร่ืองเดียวกนั ควรจดั ไวด้ ว้ ยกนั รวมท้งั เรื่องท่ีเก่ียวขอ้ งหรือสัมพนั ธก์ นั เรื่องที่เป็นเหตุเป็นผลซ่ึงกนั และกนั จากน้นั จึงนาเร่ืองท้งั หมดมาสงั เคราะหห์ รือ รวมเขา้ ดว้ ยกนั คือ เป็นการจาลองภาพบคุ คลหรือเหตกุ ารณ์ในอดีตข้ึนมาใหม่ เพอื่ ใหเ้ ห็นความสมั พนั ธแ์ ละความตอ่ เน่ือง โดยอธิบาย ถึงสาเหตุตา่ งๆ ทที่ าใหเ้ กิดเหตกุ ารณ์ เหตกุ ารณ์ที่เกิดข้ึน และผล ท้งั น้ีผศู้ ึกษาอาจนาเสนอเป็นเหตุการณ์พ้ืนฐาน หรือเป็นเหตกุ ารณ์ เชิงวิเคราะหก์ ไ็ ด้ ข้ึนอยกู่ บั จุดมงุ่ หมายของการศึกษา สรุปวธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์ วธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์กบั การศึกษาเหตกุ ารณ์ทางประวตั ิศาสตร์ ข้นั ตอนของวธิ กี ารทางปประวตั ศิ าสตร์ 1. การกาหนดประเดน็ ปัญหา เป็ นจุดเริ่มตน้ ของการศึกษาเรื่องราวในอดีตท่ีน่าสนใจ เพื่อเป็นแนวทางที่จะนาไปสู่การคน้ ควา้ และสืบคน้ ขอ้ มูลตา่ งๆ 2. การรวบรวมหลกั ฐาน เป็ นการสืบคน้ ขอ้ มูลจากแหล่งต่างๆ ท่ีมีอยอู่ ยา่ งหลากหลายและแตกต่างกนั เพอื่ ให้ทราบขอ้ มูลเก่ียวกบั เร่ืองราวท่ีตอ้ งการศึกษาคน้ ควา้ 3. การวิเคราะห์ การตีความและการประเมินหลกั ฐาน เป็ นการตรวจสอบหลกั ฐาน โดยเนน้ วิเคราะห์และตีความเพอื่ ให้ไดข้ อ้ เทจ็ จริงที่น่าเชื่อถือและไดร้ ับการยอมรับมากที่สุด 4. การสรุปและเชื่อมโยงขอ้ เทจ็ จริง เป็ นการประมวลขอ้ มูลจากหลกั ฐานตา่ งๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ ง เพื่อให้ไดข้ อ้ มูลที่ครบถว้ นและไดข้ อ้ เทจ็ จริงท่ีสมบูรณ์ 5. การนาเสนิขอ้ เทจ็ จริง นาเสนอขอ้ เทจ็ จริงที่ไดจ้ ากการศึกษามาเรียบเรียงและอธิบายอยา่ งสมเหตุสมผล โดยจะตอ้ งบอกที่มาของหลกั ฐานหรือแหล่งขอ้ มลู อยา่ ง ถูกตอ้ งและเปิ ดเผย เพอ่ื ใหส้ ามารถตรวจสอบได้ สมยั รัตนโกสินทร์เป็ นสมยั ท่ีมีเหตกุ ารณ์ตอ่ เน่ืองมาจากอดีตมาถึงปัจจุบนั เหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนในสมยั ก่อนหนา้ น้ี ยอ่ มส่งผลกระทบมาจนถึง ปัจจุบนั การศึกษาเหตุการณ์สาคญั สามารถศึกษาจากหลกั ฐานท่ีเป็นเอกสารต่างๆ จานวนมากเพือ่ ใหเ้ ขา้ ใจขอ้ มลู ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งชดั เจน
Search
Read the Text Version
- 1 - 3
Pages: