Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ

การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ

Published by siriwat1408, 2022-04-06 09:15:30

Description: วิจัย สมบูรณ์

Search

Read the Text Version

รายงานการวิจยั การพัฒนาทกั ษะการอา่ นจบั ใจความของนกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 โดยใช้ แบบฝึกทักษะการอ่านจบั ใจความ The development of reading comprehension skills of grade 3 students by using the reading comprehension skills exercises จัดทำโดย 1. นางสาวเบญจวรรณ สอนโต รหสั นักศกึ ษา 62031280164 2. นางสาวจฑุ ารัตน์ แกว้ ประเสรฐิ รหสั นกั ศึกษา 62031280169 3. นางสาวปยิ ะฉตั ร แสนทอง รหสั นกั ศกึ ษา 62031280178 4. นางสาวศยามล พลศักดิ์ รหัสนักศกึ ษา 62031280182 กลมุ่ เรยี น 03 สาขาวชิ าการประถมศกึ ษา รายงานวจิ ัยฉบบั นี้ เป็นสว่ นหน่ึงของรายวชิ า 1104903 วจิ ยั และสมั มนาปญั หาใน ชัน้ เรยี นระดับประถมศกึ ษา ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอตุ รดิตถ์

รายงานการวิจยั การพัฒนาทกั ษะการอา่ นจบั ใจความของนกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 โดยใช้ แบบฝึกทักษะการอ่านจบั ใจความ The development of reading comprehension skills of grade 3 students by using the reading comprehension skills exercises จัดทำโดย 1. นางสาวเบญจวรรณ สอนโต รหสั นักศกึ ษา 62031280164 2. นางสาวจฑุ ารัตน์ แกว้ ประเสรฐิ รหสั นกั ศึกษา 62031280169 3. นางสาวปยิ ะฉตั ร แสนทอง รหสั นกั ศกึ ษา 62031280178 4. นางสาวศยามล พลศักดิ์ รหัสนักศกึ ษา 62031280182 กลมุ่ เรยี น 03 สาขาวชิ าการประถมศกึ ษา รายงานวจิ ัยฉบบั นี้ เป็นสว่ นหน่ึงของรายวชิ า 1104903 วจิ ยั และสมั มนาปญั หาใน ชัน้ เรยี นระดับประถมศกึ ษา ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอตุ รดิตถ์

ก การพฒั นาทกั ษะการอา่ นจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ …………………………………………………………. นางสาวเบญจวรรณ สอนโต* นางสาวจฑุ ารตั น์ แก้วประเสรฐิ * นางสาวปิยะฉัตร แสนทอง* นางสาวศยามล พลศักด*ิ์ บทคดั ย่อ การวิจัยครั้งนี้กระทำกับกลุ่มตัวอย่างเดียวที่ถูกคัดเลือกโดยวิธีการสุ่มตามหลักการความน่าจะเป็นอย่าง งา่ ยจากนักเรยี นระดับช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรยี นบ้านเด่นเหลก็ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอตุ รดิตถ์ วตั ถปุ ระสงค์ ของการวิจยั เพื่อ 1) เพ่ือสรา้ งและหาประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกทักษะที่ใช้เทคนิคเค ดับเบิ้ลยู แอล (K W L) เพือ่ พฒั นาผลการเรียนการเรียนรู้ด้านทักษะเร่ืองการอ่านจับใจความของนักเรียน 2) เพอ่ื ทดลองและศึกษาผล การทดลองใช้ชุดแบบฝึกทักษะที่จะนำมาพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านทักษะของนักเรียนแทนนวัตกรรมเดิม จัด กิจกรรมการเรียนรู้เรือ่ งการอ่านจับใจความของนักเรียน และ 3) เพื่อวัดระดับความพึงพอใจของนักเรียน ที่มี ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการ อ่านจับใจความ ระเบียบวิธีการวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง เครื่องมือการวิจัยซึ่งผ่านการหาประสิทธิภาพแล้ว ประกอบด้วย แบบทดสอบ แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ และ แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ ขอ้ มูลดว้ ยคา่ เฉลีย่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน และ Paired - Sample t Test ผลการวิจยั พบวา่ แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สร้างขึ้นตามเทคนิคของเค ดับเบิ้ลยู แอล (K W L) นั้น ภายหลัง ทดลองใช้จัดกิจกรรมการเรียนรูเ้ รือ่ งการอ่านจบั ใจความ เพื่อการพัฒนากระบวนการเรยี นรู้ด้านทักษะการอ่าน จบั ใจความ แลว้ นำผลมาเปรียบเทยี บกบั ทักษะการอา่ นจบั ใจความท่ีอย่เู ดิมด้วยแบบทดสอบก่อน – หลังการใช้ นวัตกรรม ด้วยวิธีการดังกล่าว ทักษะการอ่านจับใจความของกลุ่มตัวอย่างที่มีอยู่เดิมอยู่ที่ระดับคุณภาพพอใช้ เมื่อเทียบกับเกณฑ์ของ สพฐ. และจากการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ อยู่ที่ระดับดีเมื่อเทียบ กับเกณฑ์เดียวกัน และเมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบด้วย Paired –Sample t Test ทักษะการอ่านจับใจความสูง กว่าเดิมที่มีอยู่เดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี 0.05 หรือที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % มีความพึงพอใจต่อเฉพาะ การทดลองใช้แบบฝกึ ทักษะการอา่ นจับใจความทีร่ ะดับดีมาก __________________________________________________________________________________ * นักศกึ ษาวิชาเอกสาขาการประถมศกึ ษา คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อตุ รดติ ถ์ นางสาวเบญจวรรณ สอนโต* นางสาว จุฑารตั น์ แก้วประเสรฐิ * นางสาวปยิ ะฉัตร แสนทอง* นางสาวศยามล พลศักดิ์*

ข The development of reading comprehension skills of grade 3 students by using the reading comprehension skills exercises …………………………………………………………. Benjawan Sonto* Jutharat Keawprasert* Phiyachat Santhong* Sayamol Polsak* Abstract This research was done with a single sample selected by a simple probability sampling method from Prathomsuksa 3 students at Ban Denlek School, Nampat District, Uttaradit Province. The objectives of this research were to 1) to establish and determine the effectiveness of the KWL-based skill training set (KWL) to improve students' learning outcomes in reading comprehension skills; Study the results of an experiment using a set of skill exercises that will be used to develop students' learning skills instead of the original innovation. Organize learning activities on reading comprehension of students and 3) to measure the level of student satisfaction. on the learning activities on the development of students reading comprehension skills by using the reading comprehension skill exercise. The research methodology was quasi-experimental. The research tools that were evaluated for effectiveness consisted of a test, a reading comprehension practice questionnaire, and a satisfaction assessment form. Analyze the data with averages. standard deviation and Paired - Sample t Test. Reading comprehension skills exercises Created according to the technique of K W L (K W L), after experimenting with activities for learning about reading comprehension for the development of the learning process in reading comprehension skills The results were then compared with existing reading comprehension skills with a pre-post test of the innovation. in such a way The reading comprehension skills of the existing sample were of fair quality. compared to the criteria of OBEC and from using the reading comprehension skill test is at a good level compared to the same criteria and when compared with Paired –Sample t Test, reading comprehension skills were significantly higher than the existing ones at 0.05 or at 95% confidence level. Very good reading comprehension __________________________________________________________________________________ * Students majoring in Primary Education, Faculty of Education, Uttaradit Rajabhat University Benjawan Sonto* Jutharat Keawprasert* Phiyachat Santhong* Sayamol Polsak*

ค สารบญั เร่ือง หนา้ บทคดั ยอ่ ........................................................................................................................ ก สารบัญ ........................................................................................................................ ค บทที่ 1 บทนำ ................................................................................................................... 1 1 ท่ีมาและความสำคัญของปัญหาการวจิ ยั ........................................................................ 4 คำถามการวิจัย .................................................................................................................. 4 วัตถุประสงค์การวิจัย .................................................................................................... 4 ผลและประโยชนท์ คี่ าดว่าจะไดร้ ับ ................................................................................. 5 ขอบเขตการวิจัย ............................................................................................................. 6 นยิ ามศพั ท์เฉพาะ ........................................................................................................... 7 สมมตฐิ านการวิจัย ..................................................................................................... 9 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยท่เี ก่ียวข้อง .................................................................................. 9 แนวคดิ ทเี่ กีย่ วข้องกับการอา่ น ....................................................................................... 12 การอ่านจบั ใจความ ..................................................................................................... 17 การสอนโดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะ ....................................................................................... 20 การสอนโดยใชเ้ ทคนิค KWL ....................................................................................... 21 งานวิจัยทเ่ี กย่ี วข้อง ..................................................................................................... 24 บทท่ี 3 วิธกี ารดำเนินการวจิ ยั ............................................................................................... 24 ระเบียบวธิ ีวจิ ัย ................................................................................................................... 24 แหล่งขอ้ มูลการวิจัย ................................................................................................ 24 เครือ่ งมอื การวิจัย ...................................................................................................... 25 การสรา้ งและหาประสทิ ธิภาพเครอ่ื งมอื การวจิ ยั ............................................................. 26 เครอ่ื งมอื รวบรวมข้อมลู ....................................................................................................... 26 วิธีการสรา้ งและหาคุณภาพ ......................................................................................... 28 การดำเนนิ การรวบรวมข้อมลู ......................................................................................... 29 การวิเคราะห์ข้อมูล ........................................................................................................ 30 การนำเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมลู ................................................................................. 31 บทท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล ........................................................................................... 31 ผลการพฒั นาแบบฝึกทักษะการอา่ นจับใจความ ...............................................................

ง เรือ่ ง หนา้ การหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม ......................................................................... 37 38 คะแนนผลสัมฤทธก์ิ ารเรยี นรู้ ....................................................................................... 39 41 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิก์ ารเรียนรู้ ......................................................................... 43 43 ระดบั ความพงึ พอใจ ..................................................................................................... 45 46 บทท่ี 5 สรปุ อภิปราย และข้อเสนอแนะผลการวจิ ัย ........................................................ สรปุ ผลการวิจัย ..................................................................................................... อภปิ รายผลการวิจยั ..................................................................................................... ข้อเสนอแนะ ................................................................................................................... บรรณานกุ รม ภาคผนวก ก (แบบฝกึ ทกั ษะการอ่านจบั ใจความ) ภาคผนวก ข (แผนการจดั การเรยี นร)ู้ ภาคผนวก ค (แบบวดั ระดับความพงึ พอใจ) ภาคผนวก ง (แบบประเมินต่างๆ) ภาคผนวก จ (ผลคะแนนของนักเรยี น)

1 บทท่ี 1 บทนำ การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 3 โดยใชช้ ดุ แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจบั ใจความ ทม่ี าและความสำคญั ของปัญหาการวิจยั พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัติความตามมาตรา 22 ว่าการจดั การ ศึกษาต้อง ยึดหลักว่า นักเรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่านักเรียนทุกคนมี ความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาตอ้ งสง่ เสริมให้นกั เรยี นสามารถพัฒนาตามธรรมชาตแิ ละเต็ม ตามศักยภาพความตาม มาตรา 24 (1) บัญญัติวา่ การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและ หน่วยงานที่เก่ียวขอ้ งจดั เนือ้ หาสาระ และกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของนกั เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และความตอนหนึ่ง (5) ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า ให้ผู้สอนสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการเรียนรู้ และความตามมาตรา 30 บัญญัติว่าให้ สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มี ประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อ พัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียนในแต่ละ สถานศกึ ษา จากความตามมาตราดังกล่าวถงึ ตีความว่า ภายหลังท่ีผสู้ อนจดั กิจกรรมการเรียนรสู้ าระการเรียนรู้ ใดๆ ด้วยวิธีและเทคนิคการสอนวิธีการใดวิธีการ หนึ่งแล้ว เมื่อทำการวัดและประเมินผลพบว่ามีผลอย่างใด อย่างหนึ่งคือ จำนวนนักเรียนทั้งชั้นเรียน จำนวนนักเรียนส่วนมากของชั้นเรียนหรือนักเรียนจำนวนส่วนน้อย ของชั้นเรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ต่ำ กว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดขึ้น ผลการประเมินดังกล่าวไม่ สามารถลงข้อสรุปว่า ผลสัมฤทธิ์การ เรียนรู้ของนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดและถูกตัดสิน ให้ “ตก” ในสาระการเรียนรู้น้นั แต่ผ้สู อนตอ้ งพงึ ตระหนักเสมอวา่ การท่นี ักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ต่ำกว่า เกณฑม์ าตรฐานที่กำหนด อาจเปน็ เพราะว่า วิธีและเทคนิคการสอนตามทผ่ี ู้สอนนำมาใช้จดั กจิ กรรมการเรียนรู้ อาจนั้นไม่สอดคล้อง กับความถนัดและความสนใจของนักเรียน ดังนั้น ผู้สอนจึงต้องค้นหาวิธีและเทคนิคการ สอนวิธีใหม่ที่ เหมาะสมกับความถนัดและความสนใจของนักเรียน การทำวิจัยของผู้สอนจะใช้เป็นหลักฐาน ยืนยันว่า วธิ แี ละเทคนิคการสอนวธิ ีใหม่ทผี่ ู้สอนนำมาใช้จัดกจิ กรรมการเรียนรูน้ ้ันมผี ลการพัฒนาผลสมั ฤทธิ์การ เรียนรู้ของนักเรียนหรือไม่อย่างไร เมื่อเปรียบเทียบเปรียบเทียบกับวิธีและเทคนิคการสอนวิธีเดิม ด้วยเหตุ ดงั กล่าวจงึ ตอบคำถามวา่ ทำไมผ้สู อนจึงต้องทำวิจัย ท้งั วจิ ัยเพือ่ พัฒนาและแก้ปัญหานักเรยี น การอา่ นจบั ใจความสำคัญ คอื การอา่ นโดยมีจุดมุง่ หมายเพ่ือเก็บสาระสำคัญ ความรู้ขอ้ มูล ทน่ี ่าสนใจ และแนวความคิดหรือทัศนะของผู้เขยี นของเรื่องที่อ่าน อกี ทัง้ ยังเปน็ การอ่านท่ีต้องการแยกแยะเร่ืองที่อ่านให้ ไดว้ ่าส่วนใดเป็นใจความหรอื ขอ้ ความท่ีสำคัญทีส่ ุด และสว่ นใด เป็นข้อความประกอบ การจับใจความจะช่วยให้ ผู้อ่านเข้าใจว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไรอย่าง โดยผู้อ่านต้องใช้ความสามารถทางภาษา ประสบการณ์หรือภูมิ หลังในด้านการแปล ความหมายของคำข้อความ เพื่อจับใจความได้รวดเร็วขึ้น ใจความสำคัญจึงหมายถึง

2 หมายถึงใจความที่เป็นแก่นของย่อหน้าที่สามารถครอบคลุมเนื้อความในย่อหน้านั้น จะเป็นใจความหรือ ประโยคเดี่ยว ๆ ได้โดยไม่ต้องมปี ระโยคอ่ืนประกอบ ในแตล่ ะย่อหนา้ จะมปี ระโยคใจความ สำคัญเพียงประโยค เดียว อย่างมากไม่เกิน 2 ประโยคเปน็ ใจความสำคัญและเด่นท่ีสดุ ในย่อหนา้ การอ่านจับใจความสำคัญถูกกำหนดเป็นตัวชี้วัดที่ ท 1.1 ป.3/3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 กำหนดข้อความเฉพาะตัวชี้วัดว่า การอ่านจับใจความจาก สื่อต่าง ๆ เช่น ฉลากยา และสินค้า นิทาน เรื่องเล่านั้น ๆ ในท้องถิ่น ข่าวและเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน วรรณคดีและวรรณกรรมในหนังสือเรยี น โรงเรียนบ้านเด่นเหล็กสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ทำหน้าที่จัดการศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับ มธั ยมศกึ ษาตอนต้น สำหรบั การจดั กิจกรรมการเรียนรตู้ าม ท 1.1 ป.3/3 ใหก้ บั นักเรียนระดบั ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 นั้นจะจัดสาระการเรียนรู้ตามหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานภาษาไทย ชุดภาษาเพื่อชีวิตภาษาพาที ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่องการอ่านจับใจความด้วยวิธีและเทคนิคการสอน แบบเดิม (นิยามคำศัพท์เฉพาะแล้ว) ส่วนการวัดและประเมินผล กำหนดผลการเรียนรู้ด้านทักษะของนักเรียน ออกเป็น 4 ระดับตามเกณฑ์การวัดและประเมินผลของหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ระดับดีมาก (ช่วงค่าคะแนนเฉลี่ยระหว่าง 80 - 100) ระดับดี (ช่วงค่าคะแนนเฉลี่ยระหว่าง70 - 79) ระดบั พอใช้ (ชว่ งค่าคะแนนเฉลี่ยระหว่าง 60 - 69) และ ระดบั ต้องปรับปรุง (ชว่ งคา่ คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 50 - 59) เกณฑ์การประเมินผ่านที่กำหนดเพื่อตัดสิน นักเรียนทั้งชั้นคอื ต้องมีผลการเรียนรู้ดา้ นทักษะ โดยมีค่าคะแนน เฉลี่ยอย่างน้อยต้องผ่านระดับดี จากจำนวนทั้งหมด 19 คน จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความ โดยวิธีและเทคนิคการสอนวิธีเดิมให้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนปีการศึกษา 2564 พบว่า เมื่อทำการวัดและประเมินทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งชั้นเรียนคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 60.58 คะแนน ซึ่งเป็นระดับคุณภาพพอใช้ซึ่งต่ำกว่าระดับดี ผลการเรียนรู้ดังกล่าวจดั เป็นปัญหาซ้ำซาก จากข้อสันนิฐานคาด ว่าสาเหตุที่ทำให้ผลการเรียนรู้ด้านทักษะของนักเรียนมีระดับคุณภาพต่ำว่าเกณฑ์ พบว่า แบบฝึกทักษะ ในหนังสือเรียนของนักเรียนมีเนื้อหาที่ยาวเกินไป และไม่มีภาพประกอบเพื่อดึงดุดความสนใจของนักเรียน รวมถึงการจัดการเรียนรู้ของครูไม่มีลำดับขั้นตอน และไม่น่าสนใจ ซึ่งการใช้วิธีและเทคนิคการสอนเดิม ไม่สามารถทำให้นักเรียนเกิดทักษะการเรียนรู้การอ่านจับใจความได้ จากสาเหตุของปัญหาดังกล่าว ลงข้อสรุปวา่ การจัดกิจกรรมการเรียนรเู้ รอ่ื งการอ่านจับใจความด้วยวธิ แี ละเทคนคิ การสอนวธิ เี ดมิ ไมส่ อดคล้อง กับความสนใจของนักเรียน ทำให้ผลการเรียนรู้ด้านทักษะของนักเรียนมีระดับคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ดังนั้น เมื่ออ้างอิงความตาม บัญญัติมาตรา 22 มาตรา 24(1) และ(5) และมาตรา 30 ของพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จึงเป็นหน้าที่ตามความบัญญัติน้ันของผู้วิจยั ในฐานะผู้สอนท่ีจะต้องทำวิจัยเพื่อ พัฒนาผลการเรียนรู้ด้านทักษะของนักเรียน เรื่องการอ่านจับใจความของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบา้ นเดน่ เหล็ก

3 จากการค้นพบหลักการอ่านจับใจความ โดยใช้ทักษะการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมใหน้ ักเรียนสามารถสร้าง ทักษะการอ่านจับใจความนั้น มีลำขั้นที่สำคัญ ประกอบด้วย 4 ลำดับขั้น ดังนี้ ขั้นแรก ตั้งจุดมุ่งหมายในการ อ่านให้ชัดเจน ขั้นที่สอง อ่านเรื่องราวอย่างคราว ๆ พอเข้าใจ และเก็บใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้า ขัน้ ทีส่ าม เม่อื อ่านจบให้ตัง้ คำถามดว้ ยตนเองว่า เรอ่ื งที่อา่ น มีใคร ทำอะไร ที่ไหน เม่ือไหร่ อย่างไร และข้ันท่ีส่ี นำสง่ิ ทส่ี รุปไดม้ าเรียบเรยี งใจความสำคัญใหมด่ ว้ ยสำนวนของตนเองเพื่อใหเ้ กดิ ความสละสลวย ชุดแบบฝึกทักษะ หมายถึง แบบฝึกเป็นกิจกรรมพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ อย่างเหมาะสม มีความหลากหลายและมีปริมาณเพียงพอที่สามารถตรวจสอบและพัฒนาทักษะ กระบวนการ การคิดกระบวนการเรียนรู้ สามารถนำผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญของสาระการ เรียนรู้ รวมทั้งทำให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจในบทเรียนด้วยตนเองได้ ถวัลย์ มาศจรัส (2546) ตัวอย่างงานวิจัย เช่น วันเพ็ญ คุณพิริยะทวี (2548, หน้า 126) ได้ทำการวิจัยการพัฒนาแบบฝึกการอ่าน จับใจความสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่าหลังจากฝึกอ่านจับใจความจากแบบฝึก การอ่านจับ ใจความสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผลการเรียนรู้ด้านการอ่านจับใจความ ของนักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปีที่ 2 หลังการใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความกับก่อนใช้ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี ระดับ 0.01 ราตรี นางาม (2551, หน้า 86-87 ได้ศึกษาการพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาไทย เพื่อจับ ใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการศึกษาพบว่า 1) ชุดฝึก ทักษะการอ่านภายาไทยเพ่ือจับใจความ กล่มุ สาระการเรยี นรู้ ภายาไทย สำหรับนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.95/ 88.65 2) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านหลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการอ่าน ภาษาไทยเพื่อจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าก่อน เรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทัศนีย์ แก้วงาม 2550, หน้า 75-76) ได้ศึกษาการพัฒนาชุดฝึก ทกั ษะการอา่ นเพื่อจบั ใจความ กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภายาไทย ของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบา้ น ทา่ หลวงนาคำ สงั กดั สำนกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ผลการศึกษาพบวา่ 1) ชดุ ฝืกทักษะ การ อ่านเพือ่ จับใจความ กลุ่มสาระการเรียนร้ภู าษาไทย ของนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.58/ 83.36 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะ การอ่านเพื่อจับใจความ กลุ่มสาระ การเรยี นรู้ภาษาไทย มีผลสมั ฤทธ์ทิ างการอ่านหลงั การเรยี นสูง กวา่ ก่อนเรยี นอย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ิทรี่ ะดบั .01 จากดังที่กล่าวมาจะเห็นว่า เมื่อวิเคราะห์เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดการใช้เทคนิคเค ดับเบิ้ลยู แอล (K W L) กับแนวคิดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะนั้น โดยแท้จริงแล้ว แนวคิดการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดแบบฝึกทักษะนั้นการใช้เทคนิคเค ดับเบิ้ลยู แอล (K W L) อีกทั้งยังมี ผลงานวิจัยสนับสนุนให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะที่พัฒนาขึ้นสา มารถทำให้ นักเรียนเรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมมาสูค่ วามเป็น รูปธรรมมีผลตอ่ การพฒั นาผลการเรียนรู้ดา้ นทักษะและความ

4 พงึ พอใจของนกั เรียน ดงั นน้ั จากสภาพปญั หา ทนี่ ักเรียนระดบั ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นบ้านเด่นเหล็กมีผล การเรียนรู้ด้านทักษะเรื่องการอ่านจบั ใจความต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานทีก่ ำหนดข้ึนผู้วิจัยในฐานะผู้สอนรายวิชา พื้นฐานภาษาไทย ชุดภาษาเพื่อชีวิตภาษาพาที ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยจึงมี แนวคิดที่จะทำวิจัยเพื่อพัฒนาพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุด แบบฝกึ ทักษะทใ่ี ช้กิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนตามเทคนิคเค ดบั เบ้ลิ ยู แอล (K W L) ผลการวจิ ยั จะนำมาใช้ เปน็ แนวทางการจัดกิจกรรมการเรยี นรเู้ ร่อื งการอา่ นจบั ใจความในรายวชิ าพนื้ ฐานภาษาไทย คำถามการวิจัย 1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกทักษะที่ใช้เทคนิคเค ดับเบิ้ลยู แอล (K W L) เพื่อ พัฒนาผลการเรียนรูด้ ้านทักษะของนักเรียน เรื่องการอ่านจับใจความของนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปที ี่ 3 ทำอย่างไร 2. ผลทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้ชุดแบบฝึกทักษะที่จะนำมาพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านทักษะ ของนักเรียนแทนนวัตกรรมเดิม จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความของนักเรียนระดับชั้น ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 เป็นอย่างไร 3. ผลวัดระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้เรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะ เปน็ อยา่ งไร วตั ถปุ ระสงคก์ ารวจิ ัย 1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกทักษะที่ใช้เทคนิคเค ดับเบิ้ลยู แอล (K W L) เพื่อ พัฒนาผลสัมฤทธกิ์ ารเรียนรเู้ รอื่ งการอ่านจบั ใจความของนักเรียนระดับช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 3 2. เพื่อทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้ชุดแบบฝึกทักษะที่จะนำมาพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านทักษะ ของนักเรียนแทนนวัตกรรมเดิม จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความของนักเรี ยนระดับช้ัน ประถมศึกษาปีท่ี 3 3. เพื่อวัดระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการ เรยี นรู้เรื่องการพฒั นาทกั ษะการอา่ นจบั ใจความของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใชช้ ดุ แบบฝึกทกั ษะ ผลและประโยชน์ทคี่ าดว่าจะไดร้ ับ 1. มีชุดแบบฝึกทักษะที่ใช้เทคนิคเค ดับเบิ้ลยู แอล (K W L) สำหรับการจัดกิจกรรม เรียนรู้เรื่องการ อ่านจบั ใจความให้กบั นกั เรยี นระดบั ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 3

5 2. นกั เรยี นระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 ทง้ั ชัน้ เรียน โรงเรียนบา้ นเดน่ เหล็กมีผลการเรียนรู้ด้านทักษะ ของนักเรียน เรื่องการอ่านจับใจความที่คุณภาพระดับดีขึน้ ไป เมื่อใช้ชุดแบบฝกึ ทักษะที่ใช้เทคนคิ เค ดับเบิ้ลยู แอล (K W L) จัดกิจกรรมการเรียนรู้แทนวธิ ีและเทคนคิ การสอนวธิ ีเดมิ 3. ทราบระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการ เรยี นร้เู รอื่ งการพฒั นาทกั ษะการอ่านจับใจความของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ 3 โดยใชช้ ดุ แบบฝกึ ทกั ษะ ขอบเขตการวิจยั 1. ขอบเขตด้านแหล่งข้อมลู 1.1 ประชากร นักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเด่นเหล็ก อำเภอน้ำปาด จงั หวดั อุตรดติ ถ์ 1.2 กลุ่มตัวอยา่ ง นกั เรยี นระดบั ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรยี นบา้ นเด่นเหลก็ อำเภอน้ำปาด จังหวดั อตุ รดติ ถ์ ประจำปกี ารศึกษา 2564 ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 19 คน ด้วยเหตุผลที่ว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เข้ามาศึกษาในโรงเรียนบ้านเด่นเหล็กนั้น มิได้มีการคัดเลือกแบบเจาะจงด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เช่น การสอบคัดเลือก เป็นต้น นักเรียนทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียบกัน ดังนั้น เมื่อเทียบเคียงกับวธิ กี ารคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง จึงเป็นการคัดเลอื กกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ความน่าจะเป็น (Probability Simple Random Sampling) 2. ขอบเขตดา้ นตัวแปร 2.1 ตวั แปรอิสระ 1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความ กับนักเรียนระดับช้ัน ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเด่นเหล็ก อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยการใช้หนังสือเรียนรายวิชา พื้นฐานภาษาไทย ชุดภาษาเพ่อื ชวี ิตภาษาพาที ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 3 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความกับนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรยี นบา้ นเด่นเหลก็ อำเภอน้ำปาด จังหวดั อุตรดิตถ์ โดยการใชช้ ุดแบบฝกึ ทักษะ 2.2 ตัวแปรตาม 1. ระดับผลการเรียนรู้การอ่านจับใจความ กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเด่นเหล็ก อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ จากการจัดกิจกรรมโดยการใช้หนังสือเรียนรายวิชา พ้ืนฐานภาษาไทย ชุดภาษาเพ่อื ชวี ิตภาษาพาที ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย 2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความกับนักเรียน ระดับช้ัน ประถมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรยี นบ้านเด่นเหลก็ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอตุ รดติ ถ์ จากการจัดกิจกรรมโดยการใช้หนังสือ เรียนรายวิชาพื้นฐานภาษาไทย ชุดภาษาเพื่อชีวิตภาษาพาที ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย 3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นบ้านเด่นเหล็ก อำเภอนำ้ ปาด จงั หวดั อุตรดติ ถ์ ทม่ี ีผลตอ่ การเรยี นรเู้ ร่อื งการอ่านจบั ใจความ โดยการทดลองใชช้ ดุ แบบฝกึ ทักษะ

6 3. ขอบเขตด้านเน้อื หา การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ตามตวั ทว่ี ัดที่ ป.3/3 ตง้ั คำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผลเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่าน มาตรฐานการเรียนรู้ ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แกป้ ญั หาในการดำเนนิ ชวี ิต และมีนิสัยรักการอา่ น และสาระที่ 1 การอ่าน 4. ขอบเขตด้านระยะเวลาและสถานที่ ทำวิจยั ณ โรงเรียนบ้านเด่นเหลก็ อำเภอน้ำปาด จงั หวดั อุตรดติ ถ์ ปกี ารศึกษา 2564 นิยามคำศพั ท์เฉพาะ 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเด่นเหล็ก อำเภอน้ำปาด จังหวดั อุตรดติ ถ์ 2. ชุดแบบฝึกทักษะ หมายถึง นวัตกรรมที่ใช้พัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ โดยให้นักเรียนได้ ปฏบิ ัติจรงิ และทำซำ้ ๆ ด้วยตนเองอยา่ งตอ่ เนอื่ ง จนสง่ เสรมิ ให้นกั เรยี นปฏิบัติได้อย่างชำนาญ 3. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิคเค ดับเบิ้ลยู แอล (K W L) หมายถึง เป็นกระบวนการ เรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการอ่าน ซึ่งสอดคล้องกับทักษะการคิดอย่างรู้ตังว่าตนคิดอะไร มีวิธีคดิ อย่างไร สามารถตรวจสอบความคิดของตนเองได้ และสามารถปรับเปลี่ยนกลวิธีการคิดของตนเองได้ โดย ผู้เรียนจะได้รับการฝึกให้ตระหนักในกระบวนการทำความเข้าใจตนเอง มีการวางแผน ตั้ง จุดมุ่งหมาย ตรวจสอบความเข้าใจของตน มีการจัดระบบข้อมูลเพื่อการดึงมาใช้ภายหลังได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ประกอบดว้ ย 3 ขัน้ ตอน ดังน้ี 1. ข้ันรู้ = K (Know) ผู้สอนจะต้งั ประเด็น (หรือหวั ขอ้ บทเรียน) ใหผ้ ู้เรียนทุกคนทราบ หลังจากน้ันจึง ปล่อยให้ผูเ้ รียนแต่ละคนได้คิด และให้ผู้เรียนแต่ละคน (หรือแต่ละกลุม่ ) ได้เขียน สาระต่าง ๆ ที่ผู้เรียนมคี วาม ร้อู ยู่แล้วเกี่ยวกบั ประเด็นท่ีผู้สอนตง้ั ไว้ในกระดาษที่ผูส้ อนแจกให้ 2. ขั้นต้องการเรียน = W (Want) หลังจากที่ผู้เรียนบันทึกสาระต่างๆ ที่ตนเองมี ความรู้อยู่แล้ว เกี่ยวกับประเด็น (หรือหัวขอ้ บทเรียน) ที่ผู้สอนตั้งไว้แลว้ ผู้สอนจะใหผ้ ู้เรียนบันทึกถึง ความต้องการทีเ่ ก่ียวกบั สาระหรอื ขอ้ มลู ต่าง ๆ ท่ผี ู้เรียนตอ้ งการจะเรียนรู้เพมิ่ มากยง่ิ ขึ้น ซึ่งอาจจะ บันทกึ เปน็ หัวขอ้ ยอ่ ย ๆ กไ็ ด้ ถา้ เปน็ กิจกรรมกลุ่มสามารถให้กลุ่มช่วยกันคิดว่า ต้องการเรียนรู้สิ่งใด เพิ่มเติมในหัวข้อที่ผู้สอนก าหนดไว้ หลังจาก นั้นจะมีการจัดการเรียนรู้ตามปกติ ซึ่งอาจให้ผู้สอน เป็นผู้นำชั้นเรียนหรือปล่อยให้ผู้เรียนศึกษาบทเรียนแต่ เพียงลำพงั จากสื่อตา่ ง ๆที่ผสู้ อนจดั ไว้ให้ หรืออาจจะใหผ้ ูเ้ รียนออกไปค้นคว้าหาความรู้เกย่ี วกับหวั ข้อย่อย ๆ ที่ ผู้เรยี นบนั ทกึ ไว้ในกระดาษ ชอ่ ง W 3. ขั้นเรียนรู้แล้ว = L (Learned) ในขั้นสุดท้ายนี้ จะให้ผู้เรียนบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ แล้วจากขั้นตอนที่ผ่านมา และให้ผู้เรียนชว่ ยกันสรุปวา่ สิ่งที่ผูเ้ รียนรู้แล้ว(K) สิ่งที่ผู้เรยี นต้องการเรียน (W) และ สิ่งทผ่ี ูเ้ รียนเรียนร้แู ล้ว (L) มคี วามสมั พนั ธ์กันหรือไม่ อย่างไรและสรุปผลความรทู้ ่ีได้

7 4. วิธีและเทคนคิ การสอนวิธเี ดมิ หมายถงึ กจิ กรรมการเรยี นร้ทู ีผ่ ู้สอนนำมาใช้จัดกิจกรรมการ เรยี นรู้ เรื่องการอ่านจบั ใจความกบั นักเรยี นระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเด่นเหลก็ ก่อนการทดลองใชช้ ดุ แบบฝึกทกั ษะทใ่ี ชท้ ฤษฎหี ลักการอ่านจับใจความ โดยมีลำดบั ขั้นการจัด กจิ กรรมประกอบดว้ ย 4.1 การเน้ือเรื่อง 4.2 ทำแบบฝกึ หัด 4.3 วดั และประเมนิ ผล 5. ผลการเรยี นร้ดู า้ นทักษะ หมายถึง 5.1 ค่าคะแนนเฉลี่ยทั้งชั้นเรียนของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเด่นเหล็ก จากการจัดกจิ กรรมการเรยี นรเู้ รอื่ ง การอ่านจบั ใจความโดยใชว้ ิธีและเทคนิคการสอนวิธีเดมิ 5.2 ค่าคะแนนเฉลี่ยทั้งชั้นเรียนของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเด่นเหล็ก จากการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจบั ใจความจากการทดลองใชช้ ุดแบบฝึกทักษะท่ีใช้ทฤษฎีหลักการ อา่ นจับใจความจดั กิจกรรมการเรยี นรู้การอา่ นจับใจความสำคัญ 6. การพฒั นาผลการเรียนรู้ หมายถึง ค่าคะแนนเฉลยี่ ทั้งชั้นเรยี นของนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านเดน่ เหลก็ ทเ่ี พม่ิ ขน้ึ อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติท่ี α = 0.05 เมอ่ื เปรยี บเทยี บผลการเรียนดา้ นทักษะ ของนักเรียน รู้เรื่องการอ่านจับใจความระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีและเทคนิคการสอนวิธีเดิม กบั การทดลองใชช้ ดุ แบบฝกึ ทักษะทีใ่ ช้ทฤษฎีหลักการอ่านจับความสำคัญ 7. ความพึงพอใจ หมายถึง ความพึงพอใจด้านเอกสาร กิจกรรม ตัวครู บรรยากาศ และด้านทักษะ การอ่านจับใจความของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเด่นเหล็กที่มีต่อการจัดกิจกรรม การเรียนร้เู ร่ือง การอา่ นจบั ใจความโดยทดลองใชช้ ดุ แบบฝกึ ทักษะที่ใช้ทฤษฎหี ลกั การอ่านจับใจความ 8. ระดับความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเด่นเหล็กที่มีต่อการทดลองใช้ชุดแบบฝึกทักษะที่ใช้ทฤษฎีหลักการอ่านจับใจความใจความ จดั กิจกรรมการเรียนรูเ้ รือ่ งการอา่ นจบั ใจความ โดยระดับความพึงพอใจแตล่ ะดา้ น ดงั กล่าวข้อ 7 จะอ้างองิ ตาม เกณฑร์ ะดับคะแนนเฉลี่ยของบุญชม ศรีสะอาด (2545) ดังนี้ คะแนนเฉลีย่ 4.51 – 5.00 หมายถงึ มคี วามพงึ พอใจทร่ี ะดับมากสุด คะแนนเฉล่ยี 3.51 – 4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจทร่ี ะดบั มาก คะแนนเฉลยี่ 2.51 – 3.50 หมายถึง มคี วามพงึ พอใจท่ีระดับปานกลาง คะแนนเฉล่ยี 1.51 – 2.50 หมายถึง มีความพงึ พอใจทรี่ ะดบั นอ้ ย คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง มคี วามพึงพอใจทร่ี ะดับนอ้ ยสดุ

8 สมมติฐานการวิจัย สมมตฐิ านการวิจัยที่ 1 ผลจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความ กับผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเด่นเหล็ก ด้วยวิธีและเทคนิคการสอนวิธีเดิมพบปัญหาคือ ผู้เรียนส่วนใหญ่มีผลการเรียนรู้ด้าน ทักษะเฉลี่ยต่ำกว่าระดับดี ซึ่งกำหนดเป็นเกณฑ์มาตรฐานผ่านการประเมิน จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาผลการ เรยี นรู้ดา้ นทกั ษะของผู้เรยี นให้สูงขนึ้ ตามเกณฑ์มาตรฐานผ่านการประเมิน จากการศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ยี วข้องพบว่ากจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใช้เทคนคิ เค ดบั เบ้ลิ ยู แอล (K W L) การศึกษาจากผลการวิจัยของ ราตรี นางาม (2551,หน้า86-87) ได้ศึกษาการพัฒนาชุดฝึกทักษะการ อ่านภาษาไทย เพื่อจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผล การศึกษาพบว่า 1) ชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาไทยเพื่อจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภ าษาไทย สำหรับ นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.95/88.65 2) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านหลัง เรียนด้วยชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาไทยเพื่อจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับนักเรียนช้ัน ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 สงู กวา่ ก่อนเรียนอยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.01 นริสรา สุนนทราช (2554,หน้า 96) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการศึกษาพบว่า 1) แบบฝึกทักษะ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.72/86.36 2) นกั เรียนทีเ่ รยี นดว้ ยแบบฝึกทักษะมผี ลสัมฤทธิท์ างการเรียน หลงั เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มนี ัยสำคญั ทางสถิติท่ีระดับ 0.05 3)นักเรยี นทเี่ รยี นดว้ ยแบบฝึกทักษะ มคี ่าดัชนปี ระสิทธิผลการเรียนรู้เท่ากับ 0.6918 ซึ่งแสดงว่านกั เรยี นมีความรเู้ พิม่ ข้ึนรอ้ ยละ69.18 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรยี นรดู้ ้วยแบบฝึก ทักษะโดยเฉลีย่ อยใู่ นระดบั มาก

9 บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กยี่ วข้อง ในการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำวิจัยเรื่องการพัฒนาแผนการจัดการ เรียนรู้ สาระภาษาไทย ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเด่นเหล็ก เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านจับ ใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะ ผู้วิจัยทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ี เกยี่ วข้องประกอบด้วย หวั ขอ้ หลักตามลำดับดงั น้ี 1. แนวคดิ เกีย่ วกับการอ่าน 2. การอา่ นจบั ใจความสำคัญ 3. การสอนโดยใชช้ ุดแบบฝึกทกั ษะ 4. การสอนโดยใช้เทคนิคเค ดับเบิล้ ยู แอล (K W L) 5. งานวิจยั ท่ีเกีย่ วข้อง 1.แนวคดิ เกยี่ วกบั การอ่าน 1.1 ความหมายของการอา่ น การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสวงหาความรู้ และเป็นทักษะสำหรับ นักเรียนที่จะนําไปสู่การ เรยี นวิชาอ่ืนๆ ซึ่งมีนกั การศกึ ษาใหค้ วามหมายของการอ่านในแง่ตา่ งๆ ดงั เช่น จุฑามาศสุวรรณ โครธ (2519:27) ได้สรุปความหมายของการอ่านไว้ว่าการอ่าน คือ การรับรู้ใน สิ่งพิมพ์หรือ การรับรู้เครื่องหมายส่ือสารซึง่ มีความหมาย และสามารถสร้างความเข้าใจให้แก่ ผู้อ่านโดยอาศยั ประสบการณ์ของผู้อา่ น มาประกอบ การอา่ นเปน็ พฤติกรรมทางการใช้ภาษาทมี่ ลี ักษณะเฉพาะตวั เป็นพิเศษไม่ เหมือนกับการพูดการฟังการ เขียน การอ่านหมายถึงการแปล ความหมายตัวอักษรออกมา เป็นถ้อยคํา และ ความคิด แล้วนําความคิดไปใช้ประโยชน์ ตัวอักษรเป็นเครื่องหมายแทนคําพูดและคําพูดก็เป็นเพียงเสียงที่ใช้ แทนความคิดอีกทอดหนึ่ง เพราะฉะนั้น หัวใจของ การอ่านจึงอยู่ที่การเข้าใจความหมายของคํา ที่ปรากฏใน ขอ้ ความนนั้ ๆ การอ่านเป็นเสมือนกุญแจวิเศษทจ่ี ะไขไปสู่ความ กระจ่างในปัญหานานปั การ และยิ่งกว่านั้นใน แง่จิตวิทยาก็ ถือว่าการอ่านเป็นทักษะที่ต้องใช้กระบวนการอันซับซ้อนซึ่ง ต้องเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ที่แทน ความหมายของภาษาพูดเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความคิดของผู้เขียน การอ่านต้องจับ ใจความของข้อความและ สามารถผูกเป็นเร่อื งราวได้ถกู ตอ้ ง ผ้อู ่านจะตอ้ งสร้างมโนภาพขึน้ มาพรอ้ มกับการอา่ นไปดว้ ย ราชบณั ฑติ ยสถาน (2525 : 917) ให้ความหมายของการอ่าน ในพจนานกุ รมว่า \"การอา่ นเป็นการออก เสยี ง ตามตัวหนังสือหรอื การเข้าใจความจากตัวหนงั สือ สังเกตหรือ พจิ ารณาดู เพ่อื ให้เขา้ ใจ\" บันลือ พฤกษะวัน (2530: 30) ให้ความหมายของการอ่านว่า \"การอ่านเป็นการแปลสัญลักษณ์ ออกเปน็ เสยี งพูด โดยการจำรปู คําเดิมที่เคยอา่ น และรูปคําใหม่

10 ให้เกิดความเขา้ ใจได้ตรงกนั เป็นแนวทางท่ีจะช่วยให้ผู้อ่าน ได้รับความรู้จากการผสมผสานของตัว อักษร โดย การใช้ กระบวนการคิดอย่างสงู เพ่ือทำความเขา้ ใจเรอื งทีอ่ ่าน...\" นิรันดร สุขปรีดา (2530 : 11) ให้ความหมายของการอ่านว่า การอ่าน คือ การเข้าใจความหมายของ ตัวละคร หรือสัญลักษณ์ ซึ่งจะต้องอาศัยความสามารถในการแปลความ การตีความการขยายความ การจับ ใจความสำคัญ และ การสรุป สุกัญญา สีสืบสาน (2531:58) ให้ความหมายของการอ่านว่า เป็นการพัฒนาความรู้ สติปัญญา และ จิตใจของ บุคคลที่เป็นองค์ประกอบของสังคม สำหรับนักเรียนความสำเรจ็ ในการเรียนของเด็กส่วนใหญ่ขึ้นอยู่ กับความสามารถ ของการอ่าน ทงั้ นี้เพราะการอ่านเปน็ พ้ืนฐานในการเรยี นวิชาอน่ื ๆ บันลือ พฤกษะวัน (2534:2) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่านเป็นการสื่อความหมายที่จะ ถ่ายโยง ความคิด ความรู้จากผูเ้ ขียน (ผู้สื่อ) ถึงผู้อ่าน การอ่านลักษณะนี้เรียกว่า “อ่านเป็น” ผู้อ่านย่อมเขา้ ใจ ถงึ ความรู้สกึ นกึ คดิ ของผเู้ ขียน โดยผอู้ ่านแล้วสามารถประเมนิ ผลของสง่ิ ทอ่ี ่านแล้วไดด้ ้วย สขุ ุม เฉลยทรพั ย์ (2530: 27) ไดก้ ลา่ ววา่ \"การอ่านคือกระบวนการค้นหา ความหมายหรอื ความเข้าใจ จาก ตัวอักษรและ สัญลักษณ์อื่นๆ ที่ใช้แทนความคิดเพื่อเพิ่ม ประสบการณ์ของผู้อ่าน ซึ่งการอ่านให้เข้าใจ ขึ้นอยู่กับ ประสบการณ์เดิมของผู้อ่านด้วย การอ่าน ไมใ่ ช่การมองผ่านประโยค หรือย่อหน้าแต่ละย่อหน้า เท่านั้น แต่เป็นการรวบรวม การตีความและการประเมินความเห็นเหล่านั้น กระบวนการที่ก่อให้เกิดความ เขา้ ใจ เป็นการผสมผสานระหวา่ ง ทกั ษะหลายชนิดเพ่อื ให้เป็นไปตามวัตถปุ ระสงค.์ ..\" มัทนา นาคะบุตร (2542, หน้า 3) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง การตีความ หรือแปลความหมายจาก ตวั หนงั สือ (สญั ลกั ษณ)์ ที่มีผู้เขียนไว้ให้เกิดการรับรู้ เกดิ ความเขา้ ใจสารและสามารถนําไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ พจนาถ วงษ์พานิช (2547, หน้า 9) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง กระบวนการแปลความหมายจาก ตัวอักษร สัญลักษณ์ กลุ่มคํา หรือวลี และประโยคออกมาเป็นความคิดอย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความสามารถ ในการแปล การ ตคี วาม การจบั ใจความสาํ คัญ และการสรปุ ความ เพอื่ ใหเ้ กดิ ความเข้าใจอย่างมจี ุดมุ่งหมาย จากนิยามของท่านผู้รู้ที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า การอ่านหมายถึง การแปลสัญลักษณ์ออกมาจาก ตัวอกั ษรจนเกดิ การรบั รู้ เกิดความเขา้ ใจในสารนั้น และพรอ้ มทจ่ี ะสามารถถา่ ยโยงความคดิ ไปยังผู้อ่ืนต่อไปได้ โดยอาศยั ความสามารถในการแปล การตคี วาม การจับใจความสาํ คญั และการสรปุ ความ 1.2 ความสำคญั ของการอ่าน การอ่านมีความสําคัญและจําเปน็ อย่างยง่ิ ตอ่ การดําเนนิ ชวี ิตของคนในยุค ปัจจบุ ัน การอ่านช่วยพัฒนา สตปิ ญั ญา ของผูอ้ า่ น ช่วยใหผ้ อู้ า่ นเปน็ ผ้รู อบรู้และทันต่อเหตุการณ์เพราะการอ่าน เปน็ เคร่ืองมือสําคัญท่ีสุดใน การแสวงหาความรู้ เป็นสิ่งที่ส่งเสรมความคิดอ่านและความฉลาด รอบรู้ นอกจากนั้นการอ่านเป็นกิจกรรมท่ี ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินใน ยามว่างการอ่านเป็นสิ่งจําเป็นและให้ประโยชน์แก่มนุษย์ทุกด้านและทุกโอกาส ทั้งในด้านการศึกษาหาความรู้การ ประกอบอาชีพและการฟักผ่อนหย่อนใจ การอ่านช่วยส่งเสรมความรู้ ความคิดของคนเราให้เพิ่มพูนขึ้นจึงถือว่าการอ่าน เป็นพนื้ ฐานสําคัญที่จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ในสาขาวิชา ต่าง ๆ ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ผู้อ่านซึ่งการอ่าน หนังสือจะทําให้นักเรียนมีความเฉลียวฉลาด มี

11 ความรู้กว้างขวางทันสมัย มีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์รู้จักค้นคว้า ด้วยตนเอง และมีความเชื่อมั่น ใน ตนเอง การอ่านจึงมีความจําเป็นต่อชีวิต ดังที่ ไขสิริ ปราโมช ณ อยุธยาและวรนันท์ อักษรพงศ์ (2535: 47) กล่าวว่า การอ่านมีความจําเป็นต่อชีวิตของคนไทยในยุคปัจจุบัน ยิ่งกว่ายุคที่ผ่านมามาก เพราะการ เปลี่ยนแปลงทางด้านวตั ถุ วิทยาการ และความนึกคิดซ่ึงเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จึงมีคําเปรียบเทียบว่า \"ผู้ที่ไม่ อ่านหนังสือคอื ผูท้ ปี่ ิดขงั ตัวเองอยู่ในบ้าน คงรแู้ ต่โลกแคบๆ ในบ้านของตวั เองเท่านั้น ส่วนผทู้ อี่ า่ นหนงั สอื คือผู้ท่ี เปดิ ประตู หน้าตา่ งทางออกไปสโู่ ลกขา้ งนอก ซ่ึงเต็มไป ด้วยความรู้และความคดิ อันหาเขตสุดมิได\"้ สนิท ตั้งทวี (2538 : 3) การอ่านหนังสือมีส่วนช่วยสร้างความสําเร็จในการดําเนินชีวิต ได้อย่างมาก ผู้ใดมี ความสามารถพิเศษในการอ่าน มักจะได้รับความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การอ่านหนังสือเป็น สิ่งจําเป็นแก่ผู้อยู่ในวง การศึกษา เพราะผู้อยู่ในวงการศึกษาจะต้องติดตามความเคลื่อนไหวทางวิชาการอยู่ เสมอ สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์ (2542 : 136) ได้กล่าวไว้ว่าทักษะการอ่าน เป็นทักษะที่ สำคญั มาก และใช้มากในชวี ิตประจําวัน เพราะเปน็ ทักษะทีน่ ักเรยี นใชแ้ สวงหาสรรพวทิ ยา เพือ่ ความบันเทิงใจ และการ พักผ่อนหย่อนใจ ผู้มีนิสัยรักการอ่าน และมีทักษะในการอ่าน มีอัตราเร็วในการอ่านสูง ย่อมแสวงหา ความรู้และศึกษาเล่า เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนําความรู้ที่ได้จากการอ่านไปใช้ในการพูด การ เขียนได้เป็นอย่างดี หากนักเรียนมี พื้นฐานในการอ่านดีแลว้ ย่อมสามารถนําไปใชเ้ ป็นเครื่องมือในการศึกษาหา ความรใู้ นสาขาวชิ าอนื่ ๆ ได้เป็นอยา่ งดี พูนศรี อ่มิ ประไพ (2540 : 19-20) กลา่ ววา่ การอ่านเป็นสิ่งจําเปน็ ให้ประโยชน์แก่มนุษย์ มากทุกด้าน และทุกโอกาส การอ่านจะชว่ ยส่งเสริมความรู้ ความคิดของมนษุ ย์ให้เพิ่มพูนขึ้น การอ่าน เปรียบเสมือนกุญแจ สําหรับไขความรู้ ที่มีอยู่มากมายในโลก การอ่านเป็นเครือ่ งมือในการแสวงหาความรู้ การอ่านทําให้ เกิดความ เพลิดเพลิน การอ่านเป็นเครื่องมือส่งเสริมความคิด การอ่านทําให้เกิดความสําเร็จในการประกอบอาชีพ การ อ่านเปน็ เครื่องมือรับทอดทางมรดกทางวฒั นธรรมของคนรนุ่ ต่อ ๆ ไป ฐะปะนีย์ นาครทรรพ และประภาศรี สีห์อําไพ (2539 : 12) กล่าวว่า การอ่านช่วยให้คนเรียนเก่ง เพราะการ เรียนวิชาต่าง ๆ จําเป็นต้องอาศัยการอา่ น การอา่ นยงั ชว่ ยให้ผู้อ่านปรับปรุงงานตนเอง การอ่านทํา ให้ได้รับความบันเทิง ทําให้ผู้อ่านเป็นที่ยอมรับของสังคม เป็นคนที่น่าสนใจ เนื่องด้วยการอ่านมากทําให้มี ความคดิ ลึกซ้ึง สามารถแสดงความรู้ ความคิดเหน็ ได้ในทุกแง่ทกุ เวลา จากความสาํ คญั ของการอ่านที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การอ่านการแสวงหาความรู้เพ่อื นําการพัฒนาตนเอง ซ่งึ จะมี ความสาํ คัญต่อบุคคลโดยท่ัวไป ไมว่ ่าจะเปน็ ด้านการศกึ ษาหรือใชใ้ นการประกอบอาชีพต่อไป 1.3 ลกั ษณะของกระบวนการอา่ น ในการอ่านแต่ละครั้งนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นการอ่านในเรื่องเดียวกัน ผู้อ่านแต่ละคนจะได้รับประโยชน์ที่ แตกตา่ งกนั น่นั เปน็ เพราะระดบั ความสามารถในการอ่านของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน แต่ความสามารถน้ัน สามารถฝกึ ฝนกนั ได้ ดงั ทีม่ นี กั การศกึ ษาไดก้ ล่าวไว้ ดังนี้

12 พจนาถ วงษ์พานิช (2547, หน้า 9 อา้ งใน มอนโร (Monroe 1961, หนา้ 87) ได้กล่าวว่า กระบวนการ อ่าน ประกอบด้วยปัจจยั 4 ประการ ดังน้ี 1. การรบั รู้เห็นชัด ลาํ ดับความจาํ รปู คํา เข้าใจการออกเสียงหรอื อา่ นได้ 2. เข้าใจคําหรือประโยคท่ีอ่าน เปน็ การเขา้ ใจความหมายโดยอาศัยการแปลความ การตคี วาม และใช้ ประสบการณท์ ่ีเก่ยี วกับสงิ่ ท่อี า่ น 3. การตอบสนอง ได้แก่ การแสดงออกในด้านอารมณ์ ความรู้สึก ทั้งที่ต้องอาศัยพื้นฐานและ ประสบการณ์เดิม และสติปัญญา เมื่อเกิดความพอใจก็กระหายที่จะอ่านต่อไป หากเกิดความไม่พอใจก็จะเบ่ือ หรือเลิกอา่ น 4. บูรณาการ เป็นการได้รับแนวคิดจากเร่ืองราวที่อา่ น ซึ่งอาจเป็นการเพ่ิมและขยายประสบการณใ์ ห้ กว้างขึ้น บังอร ทองพูนศักดิ์ (2539, หน้า 44) กล่าวว่า กระบวนการอ่านของเด็กสามารถแบ่งได้เป็น 5 ข้ัน ดงั นี้ ขน้ั ที่ 1 ขน้ั แสดงความพร้อมในการอ่าน เปน็ ขนั้ ท่เี ดก็ ยังไมร่ ูจ้ ักวา่ การอ่านคอื อะไร ยังไมร่ ู้จักตัวอกั ษร ข้ันท่ี 2 ขนั้ เร่มิ เรียนหลักมูลฐานของการอ่าน ขั้นนเี้ ดก็ มคี วามพร้อมในการอา่ นสมบูรณ์แล้ว การเรียน ในขัน้ นี้เป็นไปอยา่ งเชื่องชา้ เด็กจะหัดจําคาํ โดยอาศัยภาพประกอบ ขั้นที่ 3 ขั้นหลักมูลฐานของการอ่านเจริญอย่างรวดเร็ว เด็กจะอ่านได้มากขึ้นและรู้จักคําใหม่เพิ่มข้ึน เด็กจะขยายขอบเขตการอ่านอกไปอีก ไม่เพียงแต่อ่านหนังสือเรียน เด็กจะสนใจหนังสือพิมพ์ ใบปลิว และ หนงั สืออื่น ๆ ขั้นที่ 4 ขั้นความสามารถและความชํานาญในการอ่านเจริญเต็มที่ ในขั้นนี้ความลําบากในการรู้จักคํา ใหม่จะหมดไปพอพบคําเด็กจะออกเสียงได้เป็นส่วนใหญ่ ถ้าไม่ทราบความหมายของคํา ก็จะรู้จักถามผู้รู้ หรือ ค้นเอาเองจาก พจนานุกรม เดก็ รจู้ ักอ่านในใจ ชว่ งสายตากว้างข้นึ เดก็ จะอา่ นหนังสือทุกประเภท รู้จัก “ตดิ ” หนังสือและรู้จักเลือกอ่าน เฉพาะหนงั สือทถ่ี ูกรสนิยมของตน ขน้ั ท่ี 5 ขัน้ การใช้การอ่านรอบรู้ เป็นขนั้ ท่สี งู ที่สดุ ของความสามารถ และความชาํ นาญในการอ่าน เด็ก จะอา่ นหนงั สอื ทุกประเภท และรู้จกั วา่ หนงั สอื ประเภทไหนควรอ่านอยา่ งไร แตน่ ักเรียนโดยทว่ั ไปไม่ได้บรรลุถึง ขนั้ นท้ี ุกคน จากความหมายดังกล่าวนั้น สามารถสรุปได้ว่า กระบวนการอ่านต้องประกอบไปด้วยการสัมผัสการ รบั รแู้ ละการ เข้าใจความหมาย 2.การอ่านจับใจความ 2.1 ความสำคญั ของการอา่ นจบั ใจความ วรรณี โสมประยรู (2537 :121-122) ไดก้ ล่าวถงึ ความสำคญั ของการอา่ นไว้โดยสรุป ดังน้ี 1. การอ่านเป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งในการศึกษาเล่าเรียนทุกระดับผู้เรียนจำเป็นตอ้ งอาศัยทักษะการ อ่านทำความเข้าใจเน้อื หาสาระของวิชาการต่าง ๆ เพอ่ื ใหต้ นเองได้รับความรูแ้ ละประสบการณ์ตามทตี่ ้องการ

13 2. ในชีวิตประจำวันโดยทั่วไปคนเราต้องอาศัยการอ่านติดต่อสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจกับบุคคลอื่น ร่วมไปกับ ทักษะการฟัง การพูด และการเขียนทั้งในด้านภารกิจส่วนตัวและการประกอบอาชีพการงานต่างๆ ในสงั คม 3. การอ่านช่วยให้บุคคลนำความรู้และประสบการณ์จากสิ่งที่อ่านไปปรับปรุงและพัฒนาอาชีพหรือ ธุรกิจการงานทีต่ วั เองกระทำอยใู่ ห้เจรญิ ก้าวหน้าและประสบความสำเรจ็ ไดใ้ นทีส่ ดุ 4. การอ่านสามารถสนองความต้องการพื้นฐานของบุคคลในด้านต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น ช่วยให้ ม่ันคงปลอดภัย ช่วยให้เป็นทีย่ อมรับของสงั คม ช่วยให้มีเกียรติยศและชือ่ เสียง ฯลฯ 5. การอ่านทั้งหลายจะส่งเสริมให้บุคคลได้ใช้ความรู้และประสบการณ์เพิ่มขึ้นอย่างลึกซึ้งและ กว้างขวาง ทำให้เปน็ ผรู้ อบรเู้ กิดความมัน่ ใจในการพูดปราศรยั การบรรยายหรืออภปิ รายต่าง ๆ นับว่าเป็นการ เพม่ิ บคุ ลิกภาพ และความนา่ เชอ่ื ถอื ใหแ้ ก่ตนเอง 6. การอ่านหนังสือหรือสิ่งพิมพ์หลายชนิดนับว่าเป็นกิจกรรมนันทนาการที่น่าสนใจมาก เช่น อ่าน หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร นวนิยาย การ์ตูน ฯลฯ เป็นการช่วยให้บุคคลรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็น ประโยชน์ และเกดิ ความเพลดิ เพลินสนุกสนานไดเ้ ป็นอยา่ งดี 7. การอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีต เช่น ศิลาจารึก ประวัติศาสตร์ เอกสารสำคัญ วรรณคดี ฯลฯ จะ ช่วยให้อนุชนรู้จกั อนรุ กั ษม์ รดกทางวฒั นธรรมของคนไทยเอาไว้และสามารถพฒั นาใหเ้ จรญิ รุ่งเรืองต่อไป นับว่าการอ่านมีความสำคัญยิ่งในชีวิตประจำวันของคนเรา เนื่องจากเราใช้การอ่านเป็นเครื่องมือใน การแสวงหาความรู้ข้อมูลข่าวสารเพิ่มพูนประสบการณ์ของตนเอง เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่างๆได้ดี ยง่ิ ข้ึนโดยเฉพาะนกั เรียนเน่ืองจากการอ่านเป็นความสามารถข้ันพื้นฐานที่สำคญั นักเรยี นจะประสบความสำเร็จ ในการเรียนมากนอ้ ยเพยี งใดนั้นขน้ึ อยกู่ บั ทักษะการอ่าน 2.2 ความหมายของการอา่ นจับใจความสำคัญ การอ่านเพื่อจับใจความหรือข้อคิด ความคิดสำคัญหลักของข้อความ หรือเรื่องที่อ่านเป็นข้อความท่ี คลุมข้อความอื่น ๆ ในย่อหน้าหนึ่ง ๆ (สำนักงานคณะงานกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน, กระทรวงศึกษาธิการ ๒๕๕๐ : ๑๓-๒๙) กล่าวไว้ว่า ใจความที่สำคัญ และเด่นที่สุดในย่อหน้า เป็นแก่นของย่อหน้าที่สามารถ ครอบคลุมเนื้อความในประโยคอื่นๆ ในย่อหน้านั้นหรือประโยคที่สามารถเป็นหัวเรื่องของย่อหนา้ น้ันได้ ถ้าตัด เนื้อความของประโยคอื่นออกหมด หรือสามารถเป็นใจความหรือประโยคเดี่ยว ๆ ได้ โดยไม่ต้องมีประโยคอื่น ประกอบ ซึง่ ใน แต่ละย่อหนา้ จะมีประโยคในความสำคญั เพยี งประโยคเดียว หรอื อยา่ งมากไมเ่ กนิ ๒ ประโยค 2.3 ลักษณะของใจความสำคญั ต้ังทวี (2528 : 27) ไดก้ ลา่ วถึงลักษณะของใจความสำคัญไว้ดงั น้ี 1. ใจความสำคัญ เป็นข้อความที่ทำหน้าที่คลุมใจความของข้อความอื่นๆ ในตอนนั้น ๆ ไว้หมด ขอ้ ความนอกนั้นเป็นเพียงรายละเอยี ด หรือขยายใจความสำคญั เทา่ น้ัน 2. ใจความสำคัญของขอ้ ความหนึ่ง ๆ หรือยอ่ หน้าหนงึ่ ๆ ส่วนมากมเี พียงประการเดยี ว 3. ใจความสำคญั สว่ นมากมีลกั ษณะเปน็ ประโยค อาจเป็นประโยคเดีย่ วหรือประโยคซบั ซอ้ น

14 กไ็ ด้ แตใ่ นบางกรณใี จความสำคัญไมป่ รากฏเป็นประโยค เปน็ เพียงใจความที่แฝงอยู่ในข้อความตอนน้ัน ๆ 4. ใจความสำคญั ที่มลี กั ษณะเป็นประโยค ส่วนมากจะปรากฏอยู่ตน้ ข้อความ 2.4 ประโยชนข์ องการอ่านจับใจความ การอ่านจับใจความเป็นความสามารถทีผ่ ูอ้ ่านจะจำประเด็นสำคัญท่ีได้จากการอ่าน ผู้มีความสามารถ ในการ อ่านจับใจความ จะช่วยในการอ่านหนังสือ การอ่านจับใจความสำคัญได้ก่อประโยชน์จากการอ่าน มากมาย เพราะ การ อ่านจบั ใจความเปน็ ทกั ษะที่มคี วามจําเป็น ในชวี ิตประจำวนั นกั เรียน นักศกึ ษา ตอ้ งใช้ใน การแสวงหาความรู้และเม่ือจบ ไปแลว้ ก็ต้องนําไปใช้ในชีวติ ประจำวัน หากขาดดา้ นการอ่านจับใจความนี้แล้ว นี้ ย่อมประสบความล้มเหลวในการอ่าน เพราะอ่านจับใจความเป็นกุญแจดอกสำคัญท่ีช่วยพัฒนาการอ่านของ เดก็ ให้กา้ วหนา้ ไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างเต็มท่ี ส่วน สุปราณีพฤติการณ์ (2530: 29)ไดก้ ล่าวถึงประโยชน์ ของ การอ่านจับใจความว่า \"ผู้มีประสบการณ์ทางการอ่าน หนังสือมาก ย่อมได้รับประโยชน์จาก การอ่านหนังสือ เล่มหนึ่งๆ มากกว่าผู้อื่นจากข้อความที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การอ่าน จับใจความมีประโยชน์อย่างยิ่งที่นํามา ใช้ เป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้ และมคี วามจาํ เป็นเพือ่ ใชใ้ นชวี ิตประจำวัน 2.5 หลักการอ่านจบั ใจความ การอ่านจับใจความเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์นั้น จะต้องมีหลักเกณฑ์ในการอ่าน คืออ่านเรื่องราว ทั้งหมดให้เข้าใจ จับใจความสำคัญของแต่ละตอน แล้วตั้งคําถามสั้น ๆ ว่าใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร แล้วสรุป ใจความสำคัญของทุกๆตอน และขยายความในคาํ ตอบเมื่อต้องการ รายละเอียด สว่ นการอ่านจบั ใจความจะให้ ได้ผลนั้นนักเรียนต้องมีความรู้ พื้นฐาน ในการอ่าน ต้องเข้าใจความหมายของคํา ต้องมีสมาธิในการอ่าน มี สุขภาพกายและจิตใจดี และต้องมีการฝึกฝนอยู่เสมอ ดังที่ จรวยพร ธรนินทร์ (2529: 21) ได้ให้หลักการอ่าน จบั ใจความไวว้ า่ ต้องให้ นกั เรียนร้จู ักคำศัพท์ใหม่ๆ เพ่ือใหเ้ กิด ความพอใจและใหน้ ักเรียนรู้จักความหมายของ คําอยา่ งแตกฉานจะทำให้นักเรียนอ่านหนังสอื ไดอ้ ยา่ งกว้างขวาง เข้าใจ เน้อื เรอื่ งและจับประเด็นได้ นอกจากน้ี วนิดา โสภาภัณฑ์ (2530: 19) และพูนศรีเชิดชัย(2531: 14)ได้ให้หลักการอ่านจับ ใจความไว้สอดคล้องกันว่า นกั เรยี นต้องรู้จุดม่งุ หมายในการอ่าน ประการสำคญั ต้องพยายามจบั ใจความสำคัญของเร่ืองให้ ได้รู้แนวคิดของ เรอื่ งว่าเปน็ หลกั การอา่ นจบั ใจความสามารถทำไดด้ งั นี้ 1.การเขา้ ใจความหมาย หลักเบื้องต้นในการจับใจความของสารที่อ่าน คือ การเข้าใจความหมาย ความหมาย มีหลายระดับ นับตั้งแต่ระดับคํา สํานวน ประโยค และข้อความ คําและสํานวน เป็นระดับ ภาษาที่ต้องทําความเข้าใจเป็น อันดบั แรก เพราะ เปน็ ระดับทจ่ี ะนําไปสู่ความเข้าใจ ความหมายของประโยคและข้อความ 1.1 ความหมายของคํา ความหมายของคําโดยทั่วไป มี 2 อย่าง คือ ความหมายโดยตรง และ ความหมายโดยนัย

15 ความหมายโดยตรง เป็นความหมายตามรูปคําที่กำหนดขึ้นและรับรู้ ได้เข้าใจตรงกัน ความหมาย ประเภทนี้เป็น ความหมายหลกั ทีใ่ ช้สื่อสารทำความเข้าใจกัน คําที่มีความหมายโดยตรงในภาษาไทยมลี กั ษณะ อยา่ งหนึง่ ที่อาจเป็นอปสุ รรคในการ ส่อื สารลักษณะดังกล่าว คอื การพอ้ งคํา คําพ้องในภาษาไทยมีอยู่ 3 อย่าง ได้แก่ คาํ พ้องรูป คําพอ้ งเสียง และคาํ พ้องรูปพอ้ งเสียง คําที่พ้องท้งั 3 ลกั ษณะนีม้ คี วามหมายตา่ งกัน คําพอ้ งรปู คอื คําท่สี ะกดเหมือนกัน แตอ่ อกเสียงตา่ งกัน เช่น เพลารถ กับ เพลาเยน็ คาํ แรกออกเสียง ว่า เพลา คาํ หลงั ออกเสียงวา่ เพ-ลา การพอ้ งรปู เปน็ อปุ สรรคต่อการอา่ น และทำความเข้าใจ คําพ้องเสียง คือ คําที่ออกเสียงเหมือนกัน แต่สะกดต่างกัน เช่น การ กาน กานต์ กานท์กาล กาฬ การณ์ กาญจน์ คําทั้งหมดนี้ออกเสียงว่า “กาน” เหมือนกัน การพ้องเสียง เป็นอุปสรรคต่อการอ่านเพื่อความ เข้าใจ คําพ้องรูปพ้องเสียง คือ คําที่สะกดเหมือนกัน และออกเสียงอย่างเดียวกัน โดยรูปคําจะเหน็ ว่าเปน็ คํา เดียวกนั แต่จะมีความหมายต่างกนั ดงั ตวั อย่างต่อไปน้ี ขัน หมายถงึ ขนั หมายถงึ ขัน หมายถงึ ขัน หมายถึง การทําใหแ้ นน่ ภาชนะตกั นํา้ ความรสู้ กึ ชอบใจ การสง่ เสยี งรอ้ งของไกต่ วั คําพ้องรูปพ้องเสียงเป็นอุปสรรคต่อการฟังและอ่านเพื่อความเข้าใจ วิธีท่ีจะช่วยให้เข้าใจความหมาย ของคําพ้อง จะตอ้ งดคู าํ ขา้ งเคียง หรอื คําที่ประกอบกนั ในประโยค หรือข้อความนั้นท่เี รียกว่า บริบท ดังตัวอยา่ ง ต่อไปนี้ ขนั ชะเนาะให้แนน่ หยิบขันให้ทีซิ เขารู้สกึ ขนั ไกข่ ันแตเ่ ช้ามืด เขาขนั อาสาจะไปติดตอ่ ให้ นอกจากจะดูคําข้างเคียง หรือคําทป่ี ระกอบในประโยคแล้ว บางทีต้องอาศยั สถานการณ์ เชน่ ประโยค ทว่ี า่ “ทําไมต้องดกู ัน คําว่า “ดู” ในสถานการณ์ทั่วไป หมายถึง การมอง แต่ในสถานการณ์เฉพาะ เช่น การสอบ ดู จะมี ความหมายวา่ ลอกกนั เอาอย่างกนั ในบทร้อยกรอง ตอ้ งอาศยั ฉนั ทลักษณ์ เช่น สมั ผสั เปน็ ตน้ ตัวอยา่ งเช่น อย่าหวงแหนจอกแหนใหแ้ ก่เรา (แหน/แหน) พอลมเพลาก็เพลาลงสายัณห์ (เพลา/เพ-ลา) คําที่มีความหมายโดยตรงอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ คําศัพท์ คําศัพท์ คือ คําที่ต้องแปลความเป็นคําไทยที่ นํามาจาก ภาษาอืน่ เช่น ภาษาบาลี สนั สกฤต เขมร เปน็ ตน้ เช่น สมโภช รโหฐาน สคุ ติ โสดาบนั บคุ คล จตรุ า บาย เป็นต้น รวมทั้ง ศัพท์บัญญัติทั้งหลายที่ใช้ในวงวิชาการ หรือธุรกิจบางอย่าง เช่น มโนทัศน์ เจตคติ กรมธรรม์ เป็นต้น ศัพท์ดังกล่าวนี้ จําเป็นต้อง ศึกษาว่ามีมูลมาอย่างไร ประกอบขึ้นอย่างไร และมีความหมาย อยา่ งไร

16 ความหมายโดยนัย เป็นความหมายที่ส่ือหรือนําความคิดให้เกี่ยวโยงไปถงึ บางสิ่งบางอย่างที่มีลกั ษณะ หรือ คุณสมบัติเหมือนกับคําที่มีความหมายโดยตรง บางท่านเรียกว่า ความหมายรอง หรือความหมายแฝง เปรียบเทียบโดย อาศัยนยั ของความหมาย ของคําเดมิ ตวั อยา่ งเชน่ เธอมีใบหน้ายม้ิ แยม้ แจม่ ใส เขาทํางานเอาหนา้ (หมายถงึ ทํางานเพ่อื ผลประโยชนข์ องตน) เด็กสาดโคลนกันเลอะเทอะ เขาสาดโคลนคุณพอ่ (หมายถงึ ใสร่ า้ ย) ต้นไมต้ น้ นเ้ี ปลอื กสวย หล่อนรวยแต่เปลือก (หมายถึง ไม่ร่ํารวยจริง) มีความหมายเชิงเปรียบเทียบกับคุณสมบัติของสิ่งท่ี นํามากลา่ ว เช่น เขาเป็นสงิ ห์สนาม (หมายถึง เปน็ คนเล่นกีฬาเก่ง) 1.2 ความหมายของสํานวนซง่ึ เป็นข้อความท่มี ีความหมายพิเศษไปจากคําท่ปี ระกอบอยใู่ นข้อความน้ัน ไม่ได้มี ความหมายตามรูปคาํ ความหมายของสํานวนมีลักษณะเป็นเชิงเปรียบเทียบโดยอาศัยนัยของความหมายตามลักษณะหรือ คุณสมบัติ ของขอ้ ความน้ัน เช่น อ้อยเขา้ ปากช้าง ไกแ่ กแ่ มป่ ลาชอ่ น วัวหายลอ้ มคอก หมายถึง ของตกไปอยู่ในมอื ผ้อู นื่ แลว้ ไม่มีทางไดค้ นื หมายถึงผู้ที่มคี วามจดั จา้ น เจนสงั เวียน หมายถงึ เมื่อเกิดความเสียหายแล้วจึงหาทางปอ้ งกนั สาํ นวนตา่ ง ๆ ท่นี าํ ไปกลา่ วเปรียบเทยี บให้เขา้ กบั สถานการณ์ เรียกวา่ คําพังเพย เชน่ เมื่อหายแล้วจึง คิด หาทางป้องกัน ก็เปรียบว่า วัวหายล้อมคอก เป็นต้น ความหมายของสํานวนมีลักษณะเหมือนความหมาย โดยนัย คอื ต้องตีความ หรือแปล ความหมายตามนัยของคําหรอื ขอ้ ความนัน้ ๆ 2. การเขา้ ใจลกั ษณะของขอ้ ความ ขอ้ ความแตล่ ะข้อความต้องมีใจความอันเปน็ จดุ สําคัญของเรื่อง ใจความของเร่ือง จะปรากฏที่ประโยค สาํ คัญ เรยี กว่า ประโยคใจความ ประโยคใจความจะปรากฏอยใู่ นตอนใด ของข้อความก็ได้ โดยปกติจะปรากฏ ในตอนต่าง ๆ ดงั นี้ ปรากฏอยู่ในตอนต้นของข้อความ ตัวอย่าง เช่น “ภัยอันตรายที่จะเป็นเครื่องทําลายชาติอาจเกิดข้ึน และมีมา ได้ทั้งแต่ภายนอก ทั้งที่ภายใน อันตรายที่จะมีมาแต่ภายนอกนั้น ก็คือ ข้าศึกศัตรูยกมาย่ํายีตีบ้านตี เมืองเรา การทีข่ ้าศึก ศัตรจู ะมาตีนนั้ เขาย่อมจะเลอื กหาเวลาใดเวลาหนึ่งซึ่งชาติ กําลงั ออ่ นอยู่ และมิได้เตรียม ตัวไวพ้ รอ้ มเพื่อต่อสู้ป้องกันตน เพราะฉะนั้นในบทที่ 2 ขา้ พเจา้ จึงได้ เตือนท่านทั้งหลายอย่าได้เผลอตัว แต่ข้อ

17 สําคญั ท่ีสดุ ซ่ึงเปน็ เคร่ืองทอนกําลัง และ เสียหลัก ความมั่นคงของชาติ คือ ความไม่สงบภายในชาตินั้นเอง จึง ควรอธิบายความข้อน้ีสกั หนอ่ ย” (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอย่หู วั , หนา้ ปลกุ ใจเสอื ปา่ ) 3. การเขา้ ใจลกั ษณะประโยคใจความ เมื่อเข้าใจลักษณะของข้อความว่าต้องมีประโยคใจความ และปรากฏอยู่ในตอนต่าง ๆ ของขอ้ ความ แลว้ ตอ้ ง เขา้ ใจต่อไปวา่ ประโยคใจความเปน็ อย่างไร ประโยคใจความคือขอ้ ความท่ีเป็นความคดิ หลักของหัวข้อ หรือเรื่องของ ข้อความนั้น ๆ ความคิดหลักนี้คือประโยคใจความที่จะปรากฏในตอนใดตอนหนึ่งของข้อความที่ กล่าว แล้ว ฉะนั้นการที่ จะทราบว่าประโยคใดเป็นประโยคใจความ ต้องพิจารณาจากหัวข้อเรื่อง ประโยค ใจความมกั มเี น้ือหาสอดคล้องกับหัวขอ้ เร่ือง ในกรณีท่ไี ม่ทราบหัวข้อเรื่องต้องเข้าใจวา่ ส่วนทีเ่ ป็นประโยคใจความนัน้ จะมีเนื้อหาหลัก ของเน้ือความ อื่นที่ ประกอบกันขึ้นเป็นข้อความนั้น ถ้าขาดส่วนที่เป็นใจความ เนื้อความอื่นก็เกิดขึ้นไม่ได้หรือความหมาย ออ่ นลง 2.6 วธิ ีการอา่ นจบั ใจความ การอ่านจับใจความที่มีประสิทธิภาพนั้น นักเรียนจะต้องสามารถจับใจความได้ อย่างรวดเร็วและ ถูกต้องซึ่งจะต้องมีกลวิธีในการอ่านเพื่อจับใจความสําคัญของเรองที่อ่านได้ คือ ครั้งแรกให้อ่านผ่านๆไป ก่อน เพือ่ ให้รวู้ า่ เป็นเรอื งเก่ยี วกบั อะไร จดุ ใดเปน็ จดุ สําคัญของเรื่อง ตอ่ ไป จงึ อา่ นใหล้ ะเอยี ด ทําความเข้าใจเนือ้ เรื่อง ให้ ชัดเจน แล้วตอบคําถามสั้นๆ ทดสอบความเข้าใจและสุดท้ายจึงเรียบเรียงใจความสําคัญของเนื้อเรื่องด้วย ตนเอง ส่วน เรื่องที่นํามาให้นักเรียนปึกอ่านจับใจความ ควรเป็นเรื่องที่เหมาะสมกับระดับชั้นเรียนและ ความสามารถของนักเรียน ครู ควร แนะให้นักเรียนรู้ว่าใจความสําคัญของเรื่อง มักอยู่บรรทัดแรกๆ หรืออยู่ ตอนสรปุ ท้ายเร่ือง ครคู วรต้งั คาํ ถาม เป็น ตอนๆให้นกั เรียนอา่ นข้อความเพื่อหาคําตอบ และ'iเก'ให้เล่าเร่ืองย่อ แกให้สรุปความว่าในเรื่องกล่าวถึงใคร ทําอะไร ที่ ไหน อย่างไร ทําไมและเกิดผลอย่างไร แล้วเขียนปันทึกย่อ ไว้ การอ่านจับใจความต้องแกตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาแกอย่าง ต่อเนื่องแกให้ถูกวิธีตั้งแต่ท่านั่ง ต้องนั่งในท่า สบาย หลังไม่งอ เคล่อื นสายตาจากจดุ ท่สี ายตาจบั ตวั หนังสือตอ่ ไปเร่ือยๆ พยายาม ลดการมองย้อนกลับ ศึกษาคําศัพท์เพิ่มขึ้น หัดจับประเด็นสําคัญที่อ่าน มีการปันทึกผลการ อา่ น ทกุ ครง้ั เพ่ือ เสรมิ แรงในการอ่าน 3. การสอนโดยใช้แบบฝกึ ทักษะ 3.1 ความหมายและความสำคญั ของแบบฝกึ ทักษะ การฝึกเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ในการเรียนการสอน ดังนั้นการฝึกโดยการใช้แบบ ฝึกเป็น การจัดสภาพการณ์เพื่อให้ผู้ฝึกเปลี่ยนพฤติกรรมจนสามารถปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ในการสร้างแบบฝึกต้องคำนงึ ถึงหลักการสร้างจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับ แบบฝึกลักษณะของแบบ ฝึกท่ดี ี ประโยชน์ของแบบฝึก หลักการนำไปใช้ เปน็ ตน้ จากการศึกษา ความหมายของแบบฝึกทักษะ ได้มีผู้ให้ ความหมายไวต้ ่างๆ กัน ดังนี้

18 5 ปริศนา พลหาร (2549) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกหรือ แบบฝึกหัดหรือแบบ เสริมทกั ษะหมายถึงการจัดประสบการณ์ฝึกโดยใชต้ ัวอย่างปญั หาหรือคำส่ัง ทต่ี ง้ั ขึ้นเพ่อื ให้นักเรียนเป็นผู้ลงมือ ปฏบิ ัติกจิ กรรมเองและเกิดความร้คู วามเขา้ ใจและมีทักษะเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้นักเรียนมพี ัฒนาการในการเรียนรู้ และสามารถนำความรู้ความสารมารถไปใช้ แกป้ ัญหา นกั เรียนเรยี นรอู้ ย่างสนุกสนาน 3.2 หลักการสร้างแบบฝกึ ทักษะ ส่งิ สำคัญทีค่ วรคำนึงถงึ การสรา้ งแบบฝึกคือขั้นตอนและหลักในการสรา้ งซ่ึง ซีลและกลาสโลว์ (Seel&Glasgow,1990) ได้เสนอแนะไว้ว่า ในการจัดสถานการณ์ทางการเรียน การสอนนั้นสามารถกำหนด ขอบเขตเนื้อหาจากหลักสูตร โดยกำหนดจากหน่วยการเรียนย่อย ๆ ไปสู่หนว่ ยการเรยี นใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม ในการออกแบบการสอนหรอื การสรา้ งแบบฝึกควร คำนึงถึงองคป์ ระกอบดงั ต่อไปน้ี 1. เนื้อหาท่ีคดั เลอื กมาสรา้ งแบบฝกึ ต้องอิงจดุ ประสงคร์ ายวิชา 2. กลวธิ ีท่ใี ช้ในการสอนตอ้ งองิ ทฤษฎีและผลการวิจัยทีม่ ผี ้ทู ำไวแ้ ลว้ 3. การวดั ต้องอิงพฤติกรรมการเรียนรู้ 4. รู้จกั นำเทคโนโลยมี าใชป้ ระกอบเพอื่ ให้แบบฝึกมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า สมพร ตอยยีบี (2554) ได้กล่าวไว้ว่า การสร้างแบบฝึกทักษะต้องมีหลักการและ แนวทางต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นการกำหนดแบบฝึกที่ชัดเจน แน่นอน และภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะสมกับวัย ควรมีความยากง่าย แตกตา่ ง และตอ้ งมหี ลายรูปแบบ เพ่อื ใหน้ กั เรียนมโี อกาส ในการใชภ้ าษาอยา่ งมีประสิทธิภาพ และแบบฝึกนั้น มีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนมากไม่ว่า จะเป็นด้านผู้เรียนทำให้เด็กเกิดความเข้าใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้น และในด้านครูผู้สอนเกี่ยวกับ เนื้อหาวิชาที่สอนและกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพ มากยงิ่ ขึ้น 3.3 ประโยชนข์ องแบบฝึกทักษะ แบบฝึกมีความจําเป็นอย่างย่งิ ต่อครูผสู้ อนภาษาไทยในการท่ีจะทําใหน้ ักเรยี นได้ฝึกฝนในส่ิงท่ีตนเรียน ไปแล้วให้ เกดิ ความชํานาญยง่ิ ขึ้น มนี กั วชิ าการทางการศึกษาได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ตา่ งกนั ดงั น้ี กรรณิการ์ ศุกรเวทย์ศิริ (2533, หน้า 54) กล่าวว่า การฝึกทักษะทําให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรง เข้าใจ บทเรียนได้ง่ายขึน้ นอกจากนี้ การฝึกฝนจะทําใหน้ ักเรียนมคี วามเชื่อมั่น สามารถประเมินผลงานของตัวเองได้ ตลอดจน ได้ฝกึ ให้นกั เรยี นมคี วามรับผิดชอบตอ่ งานทีไ่ ด้รับมอบหมาย สามารถทาํ เองไดต้ ามลําพงั รัชนี ศรีไพวรรณ ( 2527 : 12 ) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกทกั ษะไว้วา่ 1. ทําใหน้ ักเรียนเข้าใจบทเรียนได้มากขึน้ 2. ให้ครทู ราบความเขา้ ใจของนกั เรียนทม่ี ีต่อการเรียน 3. ช่วยให้ครูสามารถปรับปรุงเนื้อหาวิธีสอน และกิจกรรมใหม่แต่ละบทเรียน 4 ช่วยเด็กให้ เรียนได้ดตี ามความสามารถของเดก็ 4. ฝึกให้เดก็ มีความเชือ่ ม่ันและสามารถประเมนิ ผลงานของตนเองได้ 5. ฝกึ ให้เดก็ ทาํ งานตามลาํ ดบั มคี วามรบั ผดิ ชอบในงานทไี่ ด้รับมอบหมาย

19 อดุลย์ ภูปลม้ื (2539, หนา้ 24-25) กลา่ วว่าประโยชน์ของแบบฝกึ มีดงั น้ี 1. ช่วยให้ผ้เู รยี นเข้าใจบทเรียนไดด้ ีข้นึ 2. ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นจดจําเนอื้ หาของบทเรยี น และคําศัพท์ตา่ ง ๆ ไดค้ งทน 3. ทําใหเ้ กิดความสนกุ สนาน 4. ทําให้นักเรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง 5. สามารถนาํ แบบฝกึ มาทบทวนเนื้อหาเดิมดว้ ยตนเองได้ 6. ทําให้ครผู สู้ อนทราบความบกพรอ่ งของนกั เรียน 7. ทําให้ประหยัดเวลา 8. ทําให้นกั เรยี นสามารถนาํ ภาษาไปใชส้ อื่ สารได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ จากท่านผู้รู้ได้กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า แบบฝึกมีความจําเป็นต่อการเรียนภาษาไทยมาก เพราะแบบฝึก จะช่วยให้นักเรยี นสามารถจดจําเน้ือหาในบทเรียนได้ และแบบฝึกยงั สามารถนํากลับมาทบทวน เนอื้ หาเดมิ ทีเ่ รยี นไปแล้วได้ 3.4 รูปแบบของแบบฝกึ ทกั ษะ กุศยา แสงเดช, 2545 กล่าวว่ารูปแบบของแบบฝึกควรมีความหลากหลายเพื่อป้องกันไม่ให้ ผเู้ รียนเกดิ ความเบือ่ หน่าย ไม่อยากทำ และได้เสนอรูปแบบของแบบฝกึ ไว้ดงั นี้ 1. แบบถูกผิด เป็นแบบฝึกที่เป็นประโยคบอกเล่าให้ผู้เรียนอ่านแล้วเลือกใส่ เครื่องหมายถูก หรือผิดตามดุลยพนิ จิ ของผู้เรียน 2. แบบจับคู่ เป็นแบบฝึกที่ประกอบด้วยคำถามหรือตัวปัญหาซึ่งเป็นตัวยืนไว้ ในสดมภ์ ซ้ายมือโดยมีที่ว่างไว้หน้าข้อ เพื่อให้ผู้เรียนเลือกหาคำตอบที่กำหนดไว้ในสดมภ์ขวามือ มาจับคู่กับคำถามให้ สอดคล้องกนั โดยใช้หมายเลขคำตอบไปวางไวท้ ว่ี ่างหนา้ ข้อคำถาม หรือจะ ใช้โยงเส้น 3. แบบเติมคำหรือแบบเติมข้อความ เป็นแบบฝึกที่มีข้อความไว้ให้แต่จะเว้น ช่องว่างไว้ให้ ผ้เู รียนเติมคำหรือข้อความทข่ี าดหายไป ซ่งึ คำทน่ี ำมาเตมิ อาจให้เตมิ อย่างอสิ ระ หรอื กำหนดตัวเลอื กให้เติมก็ได้ 4. แบบหลายตัวเลือก เป็นแบบฝึกเชิงแบบทดสอบ โดยมี 2 ส่วน คือส่วนที่ เป็นคำถาม ซึ่ง จะต้องเป็นประโยคคำถามที่สมบูรณ์ชัดเจน ส่วนที่ 2 เป็นตัวเลือก คือคำตอบซึ่ง อาจมี 3-4 ตัวเลือกก็ได้ ตวั เลอื กท้ังหมดจะมตี วั เลือกทถี่ ูกต้องท่สี ดุ เพยี งตวั เดยี วส่วนท่ีเหลือเป็น ตัวลวง 5. แบบอตั นยั คอื ความเรยี งเป็นแบบฝกึ ที่มตี วั คำถาม ผู้เรียนเขียนบรรยาย ตอบอย่างเสรี ไม่ จำกัดคำตอบ แต่จำกัดในเรื่องเวลา อาจใช้ในรูปคำถามทั่วไปหรือเป็นคำสั่งให้ เขี ยนเรื่องราวต่าง ๆ กำหนดเวลาที่จะใช้ในแบบฝกึ แต่ละตอนใหเ้ หมาะสมก็ได้ 3.5 ลักษณะของแบบฝึกทกั ษะ ในการสร้างแบบฝึกทักษะมีองค์ประกอบหลายประการ ซึ่งได้มีนักการศึกษาหลายท่าน ให้ ขอ้ เสนอแนะเกี่ยวกับลักษณะของแบบฝึกท่ดี ี ไว้ดงั นี้ กสุ ยา แสงเดช (2545) ไดก้ ล่าวแนะนำผ้สู รา้ งแบบฝกึ ให้ยดึ ลกั ษณะแบบฝึกทด่ี ดี ังนี้

20 1. แบบฝึกที่ดีควรความชัดเจนทั้งคำสั่งและวิธีทำ คำสั่งหรือตัวอย่างแสดงวิธี ทำที่ใช้ไม่ควร ยากเกินไป เพราะจะทำความเข้าใจยาก ควรปรับให้งา่ ยและเหมาะสมกับ ผู้ใช้ เพื่อนักเรียนสามารถเรียนด้วย ตนเองได้ 2. แบบฝึกที่ดีควรมีความหมายต่อผู้เรียนและตรงตามจุดหมายของการฝึก ลงทุนน้อย ใช้ได้ นาน ทันสมัย 3. ภาษาและภาพทีใ่ ชใ้ นแบบฝกึ เหมาะกับวัยและพนื้ ฐานความรขู้ องผู้เรียน 4. แบบฝึกที่ดีควรแยกฝึกเป็นเรื่อง ๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไป แต่ควรมี กิจกรรมหลาย แบบเพ่ือเรา้ ความสนใจ และไม่เบื่อในการทำและฝึกทักษะใดทักษะหน่งึ จน ชำนาญ 5. แบบฝึกที่ดีควรมีทั้งแบบกำหนดคำตอบในแบบและให้ตอบโดยเสรี การเลือกใช้ คำ ข้อความ รูปภาพในแบบฝึก ควรเป็นสิ่งที่นักเรียนคุ้นเคยและตรงกับความสนใจของ นักเรียน ก่อให้เกิดความ เพลิดเพลินและพอใจแก่ผู้ใช้ ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรู้ว่านักเรียนจะ เรียนได้เร็ว ในการกระทำที่ทำให้เกิด ความพงึ พอใจ 6. แบบฝกึ ท่ีดคี วรเปิดโอกาสใหผ้ ้เู รียนไดศ้ ึกษาดว้ ยตนเองใหร้ ู้จกั คน้ ควา้ รวบรวมสิ่งทีพ่ บเห็น บอ่ ยๆ หรอื ที่ตัวเองเคยใช้ จะทำใหผ้ เู้ รยี นเขา้ ใจเร่ืองน้ันๆ มากย่ิงข้นึ และ รู้จักนำความรูไ้ ปใชใ้ นชีวติ ประจำวัน ไดอ้ ย่างถูกต้อง มีหลกั เกณฑแ์ ละมองเห็นวา่ สง่ิ ทไ่ี ด้ฝกึ น้ันมี ความหมายต่อเขาตลอดไป 7. แบบฝึกที่ดีควรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนแต่ละคนมี ความแตกต่าง กันในหลาย ๆ ด้าน เช่น ความต้องการ ความสนใจ ความพร้อม ระดับสติปัญญา และประสบการณ์ เป็นต้น ฉะน้ัน การทำแบบฝึกแตล่ ะเร่อื งควรจดั ทำให้มากพอและมีทกุ ระดับ ต้งั แต่ ง่าย ปานกลาง จนถึงระดบั ค่อนข้าง ยาก เพื่อว่าทงั้ นกั เรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน จะได้ เลอื กทำไดต้ ามความสามารถ ทั้งน้ีเพื่อให้นักเรียนทุกคน ไดป้ ระสบความสำเร็จในการทำแบบฝกึ 8. แบบฝึกที่จัดทำเป็นรูปเล่ม นักเรียนสามารถเก็บรักษาไว้เป็นแนวทางเพื่อ ทบทวนด้วย ตนเองตอ่ ไป 9. การที่นักเรียนได้ทำแบบฝึก ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนได้ ชัดเจน ซ่งึ จะช่วยใหค้ รูดำเนินการปรบั ปรุงแกไ้ ขปัญหาน้ัน ๆ ไดท้ นั ท่วงที 10. แบบฝึกที่จัดขึ้น นอกจากมีในหนังสือเรียนแล้วจะช่วยให้นักเรียนได้ ฝึกฝนอย่างเต็มที่ 11. แบบฝึกที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้ว จะช่วยให้ครูประหยัดแรงงานและเวลา ในการที่ จะต้องเตรียมแบบฝึกอยูเ่ สมอ ในดา้ นผเู้ รยี นไมต่ ้องเสียเวลาในการลอกแบบฝึกจาก ตำราเรียนหรือกระดานดำ ทำใหม้ เี วลาและโอกาสได้ฝึกฝนทกั ษะต่างๆได้มากขึ้น 12. แบบฝึกชว่ ยประหยดั ค่าใช้จ่ายเพราะการพิมพ์เป็นรปู เล่มท่แี น่นอน ลงทนุ ต่ำแทนที่จะใช้ พิมพ์ลงกระดาษไขทุกครั้งไป นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการที่ผู้เรียน สามารถบันทึกและมองเห็น ความก้าวหนา้ ของตนไดอ้ ย่างมีระบบและมรี ะเบียบ

21 4. การสอนโดยใชเ้ ทคนิคเค ดบั เบล้ิ ยู แอล (K W L) 4.1 ความหมายของเทคนคิ เค ดบั เบิล้ ยู แอล (K W L) เป็นกระบวนการเรยี นรู้ที่เนน้ ให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการอ่าน ซึ่งสอดคล้องกับทักษะการคิดอย่างรู้ตังวา่ ตน คิดอะไร มีวิธีคิดอย่างไร สามารถตรวจสอบความคิดของตนเองได้ และสามารถปรับเปลี่ยนกลวิธีการคิดของ ตนเองได้ โดยผู้เรียนจะได้รับการฝึกให้ตระหนักในกระบวนการทำความเข้าใจตนเอง มีการวางแผน ต้ัง จุดมุ่งหมาย ตรวจสอบความเข้าใจของตน มีการจัดระบบข้อมูลเพื่อการดึงมาใช้ภายหลังได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 3 ขน้ั ตอน ดังนี้ 1. ขั้นรู้ = K (Know) 2. ขน้ั ตอ้ งการเรียน = W (Want) 3. ขั้นเรียนรู้แลว้ = L (Learned) 4.2 ขน้ั ตอนของเทคนิคเค ดบั เบิล้ ยู แอล (K W L) ทศิ นา แขมมณี (2545) กลา่ วถงึ ขน้ั ตอนของเทคนคิ เค ดบั เบิล้ ยู แอล (K W L) ไวด้ ังนี้ 1. ขน้ั รู้ = K (Know) ผูส้ อนจะต้งั ประเด็น (หรอื หวั ขอ้ บทเรยี น) ให้ผูเ้ รยี นทกุ คนทราบ หลังจากน้ันจึง ปล่อยให้ผูเ้ รียนแตล่ ะคนได้คิด และให้ผู้เรียนแตล่ ะคน (หรือแต่ละกลุ่ม) ได้เขียน สาระต่าง ๆ ที่ผู้เรียนมคี วาม รอู้ ยแู่ ล้วเก่ยี วกับประเด็นทผ่ี สู้ อนต้งั ไวใ้ นกระดาษทผี่ ูส้ อนแจกให้ 2. ขั้นต้องการเรียน = W (Want) หลังจากที่ผู้เรียนบันทึกสาระต่างๆ ที่ตนเองมี ความรู้อยู่แล้ว เกี่ยวกับประเด็น (หรือหัวขอ้ บทเรยี น) ที่ผู้สอนตัง้ ไว้แลว้ ผู้สอนจะให้ผู้เรียนบนั ทึกถึง ความต้องการทีเ่ กี่ยวกับ สาระหรือข้อมลู ต่าง ๆ ท่ีผู้เรยี นตอ้ งการจะเรยี นร้เู พิม่ มากยง่ิ ขึ้น ซง่ึ อาจจะ บันทึกเป็นหัวขอ้ ย่อย ๆ กไ็ ด้ ถา้ เป็น กิจกรรมกลุ่มสามารถให้กลุ่มช่วยกันคิดว่า ต้องการเรียนรู้สิ่งใด เพิ่มเติมในหัวข้อที่ผู้สอนก าหนดไว้ หลังจาก นั้นจะมีการจัดการเรียนรู้ตามปกติ ซึ่งอาจให้ผู้สอน เป็นผู้นำชั้นเรียนหรือปล่อยให้ผู้เรียนศึกษาบทเรียนแ ต่ เพยี งลำพังจากสือ่ ตา่ ง ๆทีผ่ ูส้ อนจัดไว้ให้ หรอื อาจจะใหผ้ ู้เรียนออกไปค้นคว้าหาความรูเ้ กยี่ วกับหวั ข้อย่อย ๆ ท่ี ผู้เรยี นบนั ทกึ ไวใ้ นกระดาษ ช่อง W 3. ขั้นเรียนรู้แล้ว = L (Learned) ในขั้นสุดท้ายนี้ จะให้ผู้เรียนบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ แล้วจากขั้นตอนที่ผ่านมา และให้ผู้เรยี นชว่ ยกันสรุปวา่ สิ่งที่ผูเ้ รียนรู้แล้ว(K) สิ่งที่ผู้เรยี นต้องการเรียน (W) และ ส่งิ ทผี่ ้เู รยี นเรียนรู้แลว้ (L) มคี วามสมั พันธก์ นั หรือไม่ อยา่ งไรและสรุปผลความรู้ทไ่ี ด้ 5. งานวจิ ัยที่เก่ยี วข้อง พิทักษ์ เมฆอรุณ( 2543,หน้า 61) ได้ทำการวิจัยเรื่องชุดฝึกการอ่านภาษาไทยเพื่อการเข้าใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาไทยเพื่อการเข้าใจความ ผลการวิจยั พบว่าชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาไทยเพ่ือการเข้าใจ ความสำหรบั นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ที่ สร้างขน้ั มีประสทิ ธภิ าพ 86.40/84.00 สงู กว่าเกณฑท์ ีก่ ำหนด

22 วันเพ็ญ คุณพิริยะทวี (2548,หน้า126) ได้ทำการวิจัยการพัฒนาแบบฝึกการอ่านจับใจความสำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่าหลังจากฝึกอ่านจับใจความจากแบบฝึก การอ่านจับใจความสำหรับ นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 2 ผลการเรียนรู้ดา้ นการอ่านจับใจความของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 2 หลัง การใชแ้ บบฝึกการอ่านจับใจความกบั ก่อนใช้ แตกต่างกันอย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ทิ ี่ระดบั 0.01 อาภรณ์พรรณ พงษ์สวัสดิ์(2550,หน้า94)ได้ทำการวิจัยการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับ ใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWLPlus โรงเรียนอนุบาลกาญจนบรุ ี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต1 ปีการศึกษา 2550 ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถด้าน การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการจัดการเรยี นรู้ดว้ ยเทคนิค KWL Plus แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังการจัด การเรียนรู้สูงกว่าก่อนการ จัดการเรียนรู้ นักเรียนมีความสามารถด้านการอ่านจับใจความนิทานอยู่ในระดับสูงและมีความสามารถด้าน การอ่านจบั ใจความบทรอ้ ยกรองอยู่ในระดับปานกลาง นกั เรียนมีความคิดเห็นตอ่ การจดั การเรียนรู้ ดว้ ยเทคนิค KWLPlus อย่ใู นระดบั เห็นด้วยยมากทุกด้าน วรัญชนก อุ่มสกลุ (2552,หนา้ 71)ไดศ้ กึ ษาการพัฒนาแบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาไทย โดยใช้สื่อ ท้องถิ่นพิษณุโลก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการศึกษาพบว่า 1)ผลการสร้างและหา ประสิทธิภาพของแบบฝึกมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุดทุกด้าน X=(4.48) และผลการหาประสิทธิภาพ ของแบบฝึกมีประสทิ ธภิ าพ 78.05/81/67 2) ผลการทดลองใช้ แบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาไทย โดยใช้ สื่อท้องถิ่นพิษณุโลก นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.01 3) ผลการประเมินความพึงพอใจ นักเรียนมีความพึงพอใจตอ่ การเรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับ ใจความภาษาไทย โดยภาพรวม มคี วามพึงพอใจในระดับมาก(X=4.02) ประพณิ พร เย็นประเสรฐิ (2548,หนา5้ 6)ไดศ้ ึกษาการพฒันาแบบฝึกการอา่ นจบั ใจความภาษาไทยโดย ใช้สื่อท้องถิน่ นนทบรุ สี ำหรับนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรยี นชลประทานวิทยา ผลการศกึ ษาพบว่า 1)แบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาไทยโดยใช้สื่อท้องถิ่นนนทบุรีสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มี ประสทิ ธิภาพเทา่ กบั 88.82/89.00 2)ผลสมั ฤทธ์ใิ นการอ่านจบั ใจความภาษาไทยของนกั เรยี นสูงขนึ้ หลงั การใช้ แบบฝึกการอา่ นจบั ใจความภาษาไทยอย่างมนี ัยสำคัญทางสถิตทิ ่รี ะดับ 0.05 ทัศนีย์ แก้วงาม (550,หนา้ 75-76) ไดศ้ กึ ษาการพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านท่าหลวงนาคำสังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ี การศึกษาอุบลราชธานีเขต 5 ผลการศึกษาพบว่า 1)ชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทยของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 3 มีประสิทธิภาพเทา่ กบั 84.58/83.36 2)นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย มผี ลสมั ฤทธทิ์ างการอา่ นหลังการเรยี นสูงกวา่ กอ่ นเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.01 พเยาว์ สิ่งวี (2551,หน้า141-142) ได้ศึกษาผลการจดัการเรียนรู้แบบร่วมมือกลุ่มสาระ การเรียนรู้ ภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค CIRC สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัด

23 ดอนไก่เตี้ยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบุรีเขต 1 ผลการศึกษาพบว่า 1)ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับ ใจความสำคญั ของนักเรียนประศึกษาปีที่ 3 หลงั การได้รับการสอนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค CIRC สูงกว่าก่อน ได้รบั การสอนแบบรว่ มมือโดยใช้เทคนคิ CIRC อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติทรี่ ะดบั 0.01 2)พฤตกิ รรมการทำงาน กลุ่มของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ท่ไี ด้รบั การสอนแบบรว่ มมือโดยใช้เทคนิค CIRC โดยภาพรวมนักเรียน มกี ารปฏิบัตอิ ย่ใู นระดับปานกลาง และมีการพฒั นาขนึ้ ตามลำดับ ราตรี นางาม (2551,หน้า86-87) ได้ศึกษาการพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาไทย เพื่อจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ผลการศึกษาพบวา่ 1) ชุดฝึกทกั ษะการ อ่านภาษาไทยเพื่อจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 88.95/88.65 2) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านหลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการอ่าน ภาษาไทยเพื่อจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าก่อน เรยี นอยา่ งมีนัยสำคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดับ 0.01 นริสรา สุนนทราช (2554,หน้า 96) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการศึกษาพบว่า 1) แบบฝึกทักษะ มีประสิทธิภาพเท่ากั บ 87.72/86.36 2) นกั เรยี นท่เี รยี นดว้ ยแบบฝึกทักษะมผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน หลังเรียนสูงกวา่ ก่อนเรียนอย่าง มีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ่ีระดับ 0.05 3)นกั เรยี นท่เี รยี นดว้ ยแบบฝึกทักษะ มีค่าดัชนปี ระสิทธิผลการเรียนรู้เท่ากับ 0.6918 ซง่ึ แสดงว่านกั เรียนมคี วามรูเ้ พิม่ ขนึ้ ร้อยละ69.18 4) นักเรียนมคี วามพงึ พอใจต่อการเรยี นรดู้ ้วยแบบฝึก ทักษะโดยเฉลย่ี อยใู่ นระดบั มาก ไสว นามเกตุ (2555, หนา้ 96) ดา้ ศึกษาการปฏิบตั ิการพฒั นาการอ่านภาษาไทยเพ่ือจบั ใจความโดยใช้ แบบฝกึ ทษั ะชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนบา้ นโปร่งสำนกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศึกษาศรสี ะเกษ เขต 1 ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลปฏิบัติการพัฒนาการอ่าน ภาษาไทยเพื่อจับใจความโดยใช้แบบฝึกทักษะคะแนน เฉลี่ยร้อยละวงจรที่ 1-3 โดยใช้แบบผลสัมฤทธิ์ รวมคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 88.20 จำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 80 ทั้ง 3 วงจร ซึ่งสูงกว่า เกณฑ์จึงสรุปได้ว่านักเรียนมีคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์การเปรียบเทียบทางการ เรียนหลงั เรียน สงู กว่าก่อนเรยี น 2) เพ่ือเปรยี บเทยี บผลการปฏบิ ัติการพัฒนาการอา่ นภาษาไทยเพ่ือจับใจความ ก่อน และหลังโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านทั้ง 3 วงจรนักเรียนมีคะแนนรวมเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน เทา่ กบั 16.76/26.46 นักเรียนมคี วามสามารถอา่ นและสรุปใจความสำคัญของเรื่องไดต้ ้ังคำถามจากเรื่องที่อ่าน ได้ตรงประเด็น

24 บทท่ี 3 วิธีดำเนินการวิจยั การวิจัยในชั้นเรียนเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 3 โดย ใชช้ ุดแบบฝกึ ทักษะ ผวู้ จิ ยั ดำเนนิ การวิจัยตามกรอบของหวั ข้อตา่ ง ๆ ดงั น้ี 1.ระเบยี บวธิ วี จิ ัย ดำเนนิ การวิจัยโดยใชร้ ะเบียบวธิ ีการวิจยั ก่ึงทดลอง (Quasi Experiment Research) วเิ คราะห์ข้อมูล จากข้อมูลเชงิ ปรมิ าณ (Qualitative Data) ร่วมกับข้อมูลเชงิ คุณภาพ (Quantitative Data) 2.แหลง่ ข้อมลู การวิจยั 2.1 ประชากร นักเรียนระดับชั้นระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเด่นเหล็ก เทียบเคียงประชากรที่มี จำนวนไม่จำกัด(Infinite Population) การระบุเช่นนี้อ้างตามเหตุผลดังกล่าวแล้วในหัวข้อขอบเขตการวิจัย ด้านประชากรของบทท่ี 1 2.2 กลุ่มตัวอยา่ ง นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเด่นเหล็ก อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ประจำปีการศึกษา 2564 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 19 คน ด้วยเหตุผลที่ว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เข้ามาศึกษาในโรงเรียนบ้านเด่นเหล็กน้ัน มิได้มีการคัดเลือกแบบเจาะจงด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เช่น การสอบคัดเลือก เป็นต้น นักเรียนทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียบกัน ดังนั้น เมื่อเทียบเคียงกับวิธีการคัดเลือกกลุ่มตวั อย่าง จึงเป็นการคัดเลือกกลุม่ ตัวอย่างดว้ ยวธิ กี ารสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ความนา่ จะเปน็ (Probability Simple Random Sampling) 3.เครอื่ งมือการวิจัย 3.1 เครื่องมือการวิจัยที่เป็นนวัตกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ทางด้านทักษะ ของ นกั เรียนคอื ชดุ แบบฝกึ ทักษะ สำหรบั พฒั นาความสามารถดา้ นการอา่ น ปรับปรงุ ผลการเรยี นรู้เร่อื งการอ่านจับ ใจความ นักเรียนระดบั ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรยี นบ้านเด่นเหล็ก อำเภอนำ้ ปาด จงั หวัดอุตรดติ ถ์ 3.2 เคร่ืองมอื สำหรบั การรวมรวมข้อมลู 3.2.1 แบบทดสอบเพื่อวัดความรู้ทางด้านทักษะการอ่านจับใจความ ของนักเรียนระดับช้ัน ประถมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรียนบา้ นเดน่ เหล็ก

25 3.2.2 แบบวัดระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเด่น เหล็กท่ีมีต่อการจดั กิจกรรมการเรียนรโู้ ดยการใชช้ ดุ แบบฝึกทักษะ 4.การสร้างและหาประสทิ ธิภาพเครอ่ื งมือการวิจยั ดำเนินการสร้างและหาประสิทธิภาพทั้งเชิงเหตุผล (RationalApproach) และเชิงประจักษ์ (Empirical Approach) ตามแนวคดิ ของ เผชญิ กจิ ระการ (2544) ตามลำดบั ขน้ั ดงั น้ี 1. ทำการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวขอ้ งเพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการ เกี่ยวข้องกับการสร้างการพัฒนาการอ่านจับใจความโดยใช้นิทานคุณธรรม ซึ่งการวิจัยนี้จะสร้างหรือพัฒนาจะ อา้ งอิงตามแนวคิด ทฤษฎี หลกั การ วิธกี ารของ 2. สร้างฉบับร่าง(ยกร่างการพัฒนาการอ่านจับใจความโดยชุดแบบฝึกทักษะ โดยอ้างอิงจาก ผลการศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ ก่ยี วขอ้ งดงั กลา่ วขอ้ 1 ก่อนหนา้ 3. สรา้ งแบบประเมนิ ความเหมาะสมของนวัตกรรมทสี่ ร้างหรอื พฒั นาข้ึนเพื่อพัฒนา/ปรับปรุง ผลการเรียนรู้ด้านทักษะของนักเรียน เพื่อให้ผู้เชียวชาญประเมินประสิทธิภาพเชิงเหตุผล วิธีการสร้างแบบ ประเมนิ ความเหมาะสมแสดงแลว้ ในภาคผนวก 4. นำการพัฒนาการอ่านจับใจความโดยชุดแบบฝึกทักษะ ที่สร้างเป็นฉบับร่างแล้วไปให้ ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งสิ้นจำนวน 3 คน ทำการประเมินความเหมาะสมด้วยแบบประเมิน แต่ละข้อคำถาม (Item)ของแต่ละประเด็นท่ีประเมินต้องมีค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 3.50 จึงจะตัดสินว่า ข้อคำถามที่ประเมินมีความ เหมาะสม 5. นำการพัฒนาดา้ นการอ่านจับใจความโดยชุดแบบฝึกทกั ษะ กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย จากการทดลองจดั กิจกรรมการเรียนร้โู ดยชดุ แบบฝึกทกั ษะ สำหรับพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน ปรับปรุง ผลการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่3 โรงเรียนบ้านเด่นเหล็ก ที่ผ่านการ ประเมนิ ดงั กล่าวข้อ 4 มาแกไ้ ขปรับปรุงตามคำแนะนำของผูเ้ ชีย่ วชาญ 6. จัดทำรูปเล่ม การพัฒนาด้านการอ่านจับใจความโดยชุดแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะ สำหรับพัฒนาความสามารถด้านการ อ่าน ปรับปรุงผลการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเด่น เหล็ก 7. นำชุดแบบฝกึ ทักษะ ทจ่ี ัดทำเป็นรูปเล่มแลว้ มาทดลองใช้เพ่ือหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 3 ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มตัวอย่างการวิจัย การหาประสิทธิภาพจะใช้ วิธกี ารเทยี บกับเกณฑป์ ระสทิ ธิภาพ E1/E2 = 80/80เม่ือ E1 หมายถึง รอ้ ยละของคะแนนรวมทั้งหมดจากการทำกิจกรรม และการทดสอบย่อย ระหว่างการทดลองใช้ การพัฒนาการอ่านจับใจความโดยชุดแบบฝึกทักษะ ซึ่งเกณฑ์การประเมินผ่านคือ ร้อย ละ 80

26 E2 หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมทั้งหมดจากการทำแบบทดสอบภายหลังสิ้นสุด การทดลองใช้ การพฒั นาการอา่ นจบั ใจความโดยชุดแบบฝกึ ทกั ษะ ซ่ึงเกณฑก์ ารประเมนิ ผ่านคือ รอ้ ยละ 80 เกณฑ์การตัดสินประสิทธิภาพจากการทดลองใช้การพัฒนาการอ่านจับใจความโดยชุดแบบฝึกทักษะ จะเทียบ เทียบกับเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดขึ้นว่า ถ้าค่าร้อยละของคะแนนที่คำนวณของ E1= 80 แสดงว่า ประสิทธิภาพของ E1 เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 80 แต่ถ้ามากกว่า หรือน้อยกว่า ±2.5 แสดงว่า ประสิทธิภาพ ของ E1 สูงกว่า หรือ น้อยกว่าเกณฑ์ที่ตั้ง ต้องปรับนวัตกรรมให้เท่ากับเกณฑ์ที่ตั้งคือ 80/80 ส่วนการตัดสิน ประสิทธภิ าพของ E2 ทำเชน่ เดียวกบั E1 และถ้ารอ้ ยละของคะแนนระหวา่ ง E1และ E2 ต่างกันมากกวา่ รอ้ ยละ 5 แสดงว่าประสิทธิภาพของชดุ แบบฝกึ ทกั ษะ มปี ระสทิ ธิภาพไม่เปน็ ไปตามเกณฑ์ ตอ้ งทำการปรบั ปรงุ ใหม่ 8. จัดทำรูปเล่มชุดแบบฝึกทักษะ พร้อมสำหรับการนำไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับช้ัน ประถมศกึ ษาปท่ี ี่ 3 โรงเรยี น โรงเรยี นบา้ นเด่นเหล็กซ่งึ เปน็ กลมุ่ ตวั อยา่ งการวิจัย ข้อตกลง เนื่องด้วยปัจจัยจำกัดบางประการคือ 1) โรงเรียนบ้านเด่นเหล็ก เป็นโรงเรียนขนาดเล็กซึ่ง สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 3 แล้วเปิดการเรียนการสอนเพียงชั้นเรียนเดียวและมีนักเรียน จำนวนทั้งสิ้น 19 คน 2) ขาดโรงเรียนที่มีบริบทใกล้เคียงกัน 3) ความยินยอมของโรงเรียนที่มีบริบทใกล้เคียง กันที่จะให้ผู้วิจัยนำการพัฒนาการอ่านจับใจความโดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะ มาทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้น เดยี วกนั เพอ่ื หาประสทิ ธิภาพเชงิ ประจักษ์ เพราะเงื่อนไขของระยะเวลาและความแตกตา่ งของการจัดทำหลักสูตร สถานศึกษา ด้วยปจั จยั จำกัดดังกลา่ ว จงึ สรา้ งข้อตกลงวา่ การทำวิจยั ครั้งนีผ้ ู้วจิ ยั ขอละเวน้ การหาประสิทธิภาพ เชิงประจักษข์ องการพฒั นาการอ่านจับใจความโดยใชช้ ดุ แบบฝกึ ทักษะ เครอื่ งมอื รวบรวมขอ้ มูล 1. ชนิดของเครอ่ื งมอื เครื่องมอื ท่ีใชร้ วบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1.1. ชดุ แบบฝกึ ทักษะ เพ่อื พัฒนาการอ่านจับใจความ มีจำนวน 1 ชดุ 5 ตอน 1.2. แผนการจดั การเรียนรู้ชดุ แบบฝกึ ทักษะ เพือ่ พัฒนาการอ่านจบั ใจความ จำนวน 1 ชุด 1.3. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดแบบฝึกทักษะ เพื่อพัฒนาการอ่านจับ ใจความ วิธีการสรา้ งและหาคุณภาพ ดำเนินการสร้างและหาประสิทธภิ าพท้ังเชิงเหตผุ ลและเชิงประจักษ์ตามลำดับขัน้ ดังนี้ 1. ทำการทบทวนเอกสารและงานวจิ ัยทเี่ ก่ยี วข้องเพ่ือศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลกั การ วธิ กี ารท่ี เก่ียวขอ้ งกบั การสรา้ งแผนการจัดการเรียนรู้ของชุดแบบฝกึ ทักษะ เพ่อื พัฒนาการอ่านจับใจความ เครอื่ งมอื รวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดจะสรา้ งตามแนวคดิ ทฤษฎี หลกั การ วิธกี ารต่าง ๆ ดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตรสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เอกสาร ตำรา ขอบข่ายเนื้อหาคำอธบิ ายรายวิชา สาระการเรยี นรู้และมาตรฐานการเรียนรู้ เพื่อกำหนดขอบเขตเนือ้ หา บทเรียน และจุดประสงคก์ ารเรยี นรดู้ ้านการอ่านจบั ใจความ

27 1.2 ศึกษาเอกสาร หนังสือต่างๆ และงานวิจัยที่เกี่ยวกับการอ่านจับใจความเพื่อ นำมาใช้ในการเขียนแผน 2. สร้างฉบับร่างชุดแบบฝึกทักษะ เพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความ มีจำนวน 1 ชุด 5 ตอน แผนการจัดการเรียนรู้ชุดแบบฝึกทักษะ เพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความ จำนวน 1 ชุด แบบสอบถามความพึง พอใจของนักเรียนต่อชุดแบบฝึกทักษะ เพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความ โดยอ้างอิงผลการศึกษาเอกสารและ งานวจิ ยั ที่เกย่ี วข้องดงั กล่าวขอ้ 1 กอ่ นหนา้ 3. สรา้ งแบบประเมินคา่ ดรรชนคี วามสอดคล้อง (Index of Item –Objective Congruence: IOC) เพ่อื ใหผ้ ู้เชียวชาญทำการประเมินค่าความเท่ียงตรงเชงิ เน้ือหา (Content Validity) ของเครอ่ื งมอื รวบรวมขอ้ มลู แบบประเมินทส่ี รา้ ง IOC กล่าวแลว้ ในภาคผนวก 4. นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่สร้างเป็นฉบับร่างไปให้ผู้เชี่ยวชาญทำการประเมิน ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาด้วยแบบประเมิน IOC แต่ละข้อคำถาม(Item) ของแต่ละประเด็นที่ประเมินต้องมี คา่ เฉลีย่ อยา่ งนอ้ ย 3.50 จงึ จะตดั สนิ ว่า ข้อคำถามน้นั มีความเทีย่ งตรง ผลการประเมนิ พบว่า 4.1 แต่ละข้อคำถามของแบบสอบถามวัดความเหมาะสมของนวัตกรรมมีค่าดรรชนี ความสอดคล้องระหว่าง 0.50 ถึง 1.00 จึงลงข้อสรุปว่า แบบสอบถามเพื่อวัดความเหมาะสมของนวัตกรรมมี ความเท่ียงตรง ผลการประเมินแตล่ ะข้อคำถามของแบบสอบถามวัดความเหมาะสมของนวัตกรรมแสดงแล้วดัง ภาคผนวก 4.2 แต่ละข้อคำถามของแบบทดสอบมีค่าดรรชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.20 ถึง. 0.80 จึงลงข้อสรุปว่า แบบทดสอบสอบมีความเที่ยงตรง ผลการประเมินแต่ละข้อคำถามของแบบทดสอบแสดง แลว้ ดังภาคผนวก 4.3 แต่ละข้อคำถามของแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจมีค่าดรรชนีความ สอดคล้องระหว่าง 0.20 ถึง 0.80 จึงลงข้อสรุปวา่ แบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจมีความเที่ยงตรง ผล การประเมินแต่ละข้อคำถามของแบบถามวดั ระดับความพึงพอใจแสดงแลว้ ดังภาคผนวก 5. นำเครอ่ื งมอื รวบรวมข้อมลู แตล่ ะชนิดทีผ่ ่านการประเมินดังกล่าวข้อ 4 มาแก้ไข ปรับปรงุ ตามคำแนะนำของผู้เชีย่ วชาญ (ถา้ ม)ี 6. จดั ทำรูปเล่มเครื่องมือรวบรวมขอ้ มลู แตล่ ะชนดิ ทีท่ ำการแก้ไขแล้ว 7. นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่จัดทำเป็นรูปเล่มแล้วมาหาค่าความเชื่อม่ัน (Reliability) ซง่ึ เป็นการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ โดยใช้กบั นกั เรียนระดับชั้นประถมศกึ ษาป่ีที่ 3 โรงเรียน บา้ นเด่นเหล็ก จำนวน 19 คนซ่งึ เป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มตัวอย่างการวิจัย การหาคา่ ความเชื่อม่ันด้วยวิธีการหาค่า สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficienty) โดยมีเกณฑ์การประเมินผ่านทั้งฉบับ ที่ 0.7 ถ้านอ้ ยกว่าตอ้ งทำการปรับปรุงเครอ่ื งมือใหม่ 8. ปรับปรุงเครอ่ื งมอื รวบรวมขอ้ มูลแตล่ ะชนิดหากพบวา่ ค่าสมั ประสิทธแ์ิ อลฟาต่ำกว่า 0.7

28 9. ยกเว้นแบบทดสอบ จัดทำรูปเล่มเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด พร้อมสำหรับการ นำไปใช้กบั นกั เรียนระดับช้ันประถมศกึ ษาปีท่ ี่ 3 โรงเรียนบา้ นเด่นเหลก็ ซึง่ เปน็ กลมุ่ ตัวอยา่ งการวิจยั สำหรับแบบทดสอบนั้น เมื่อทำการประเมินความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นแล้ว ก่อนนำไปใช้ กับ นักเรียนระดับชั้นซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างการวิจัย ต้องดำเนินการต่อจากข้อ 8 เพื่อหาค่าความยากง่าย และค่า อำนาจ การจำแนกต่อดังน้ี 10. นำแบทดสอบแต่ละข้อมาวิเคราะห์ความยากง่ายด้วยโปรแกรมสำเร็จรปู ข้อคำถามที่ดีของ แบบทดสอบประเภท 4 ตวั เลอื กจะมีคา่ ความยากงา่ ยระหวา่ ง 0.20 – 0.80 11. นำแบบทดสอบแต่ละข้อมาวิเคราะห์ค่าอำนาจการจำแนกโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป/ ใชว้ ธิ ีการตรวจนับโดยเรียงลำดับคะแนนจากสูงสดุ ลงมาร้อยละ 27 ของจำนวนนักเรยี นทั้งหมด เรียกว่ากลุ่มมี คะแนนสูง และเรียงลำดับจากคะแนนต่ำสุดขึ้นมาร้อยละ 27 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด เรียกว่ากลุ่มมี คะแนนต่ำ นับจำนวนนกั เรียนทตี่ อบแบบทดสอบถกู ทุกขอ้ ทงั้ กลุม่ ทม่ี ีคะแนนสงู และกลมุ่ ท่ีมีคะแนนตำ่ จากนัน้ จึงคำนวณหาค่าอำนาจการจำแนกโดยใช้สูตร P = (P_H+P_L)/2nแบบทดสอบที่มีค่าอำนาจการจำแนกต้ัง 0.2 เปน็ แบบทดสอบทส่ี ามารถใช้ได้ 12. จัดทำรูปเล่มของแบบทดสอบ พรอ้ มสำหรบั การนำไปทดลองใช้กับนกั เรียนระดับ ช้ันระดับช้ันประถมศึกษาป่ที ี่ 3 โรงเรยี นบา้ นเด่นเหล็ก ซงึ่ เป็นกลุ่มตวั อย่างการวจิ ัย ข้อตกลง เนื่องด้วยปัจจัยจำกัดบางประการเช่นเดียวกับดังกล่าวแล้วในหัวข้อ “วิธีการสร้างและหา คุณภาพของนวัตกรรม” จึงสร้างข้อตกลงว่า การวิจัยครั้งนี้จะละเว้นการหาประสิทธิภาพ เชิง ประจักษ์ซึ่ง ประกอบด้วย การหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลทุกชนิด การหาค่าความยากง่ายและค่า อำนาจการจำแนกซึง่ เฉพาะสำหรบั แบบทดสอบ การดำเนินการรวบรวมข้อมลู ดำเนนิ การรวบรวมข้อมูลตามลำดับขัน้ ดงั นี้ 1. ทำการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) อาจารย์พี่เลี้ยง/ครูพี่เลี้ยง โดยกรอบคำถามการ สัมภาษณป์ ระกอบด้วย 1.1 เรื่อง/สาระการเรียนรู้ที่นักเรียนทั้งชั้นเรียนมีปัญหาผลการเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์การ ประเมนิ ผ่านซำ้ ซากคือ เรอื่ ง/สาระการเรียนรูใ้ ด 1.2 เรื่อง/สาระการเรียนรู้ดังกล่าว 1.1 กำหนดเกณฑ์การวัดและประเมินผลผลการเรียนรู้ เป็นก่ีระดับ แต่ละระดับกำหนดเกณฑ์ประเมิน และเกณฑ์การประเมินผ่านทั้งรายบุคคล และทั้งชั้นเรียน กำหนดอยา่ งไร 1.3 ผลการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ดังกล่าวข้อ 2 นักเรียนทั้งชั้นเรียนมคี ่าคะแนนเฉลยี่ จากการวัดและประเมนิ ผลอยใู่ นระดบั ใด โดยประมาณคิดเปน็ ร้อยละเท่าใดของจำนวนนักเรยี นทั้งหมด 1.4 วิธีการสอนและเทคนคิ การสอน(ถ้ามี)ทใี่ ชส้ ำหรบั การจดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ ำอยา่ งไร

29 1.5 สาเหตุที่ทำให้นักเรียนทั้งชั้นเรียนมีผลการประเมินผลการเรียนรู้ผ่านต่ำกว่าเกณฑ์การ ประเมนิ ผา่ นเป็นเพราะเหตุใด 1.6 ขอ้ เสนอแนะหรือแนวทางในการแกป้ ัญหาทำอยา่ งไร 2. ทำการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) นักเรียนที่ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองหรอื สาระการเรียนรู้หรือทำการวิจัยมาก่อนแล้ว โดยกรอบคำถามเป็นการสัมภาษณ์เพื่อให้อธิบายสาเหตุที่ทำให้ผล การเรยี นร้เู รอ่ื ง/สาระการเรียนรทู้ ่ที ำวิจยั ตำ่ กวา่ เกณฑ์การประเมนิ ผา่ น 3. ประชุมนกั เรยี นระดับชั้นประถมศึกษาปท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 จำนวน 19 คน เพื่อ ชีแ้ จงทำความเข้าใจการจดั กิจกรรมการเรยี นรูเ้ ก่ยี วกบั การทดลองใช้ผลการเรียนรู้เร่ืองการพัฒนาด้านการอ่าน จับใจความโดยชุดแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จากการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ ชุดแบบฝึกทักษะ สำหรับพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน ปรับปรุงผลการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความ นกั เรียนระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปีท3ี่ โรงเรียนบา้ นเดน่ เหล็ก อำเภอน้ำปาด จังหวดั อตุ รดิตถ์ 4. ทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ผลการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาด้านการอ่านจับใจความโดยชุด แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยชุดแบบฝึกทักษะ สำหรับ พัฒนาความสามารถด้านการอ่าน ปรับปรุงผลการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความ นักเรียนระดับช้ัน ประถมศึกษาปที ี่3โรงเรยี นบ้านเดน่ เหลก็ กับนักเรียนกลมุ่ ตัวอยา่ งการวจิ ัยในช้ันเรียนดงั กลา่ วข้อ 4 5. ทำการทดสอบหลังการใช้ผลการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาด้านการอ่านจับใจความโดยชุดแบบฝึก ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จากการกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะ สำหรับพัฒนา ความสามารถด้านการอา่ น ปรับปรงุ ผลการเรียนรูเ้ รอ่ื งการอ่านจบั ใจความ นกั เรยี นระดับชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี3 โรงเรียนบ้านเด่นเหล็ก ผลการเรียนรูจ้ ากการทดสอบคือความความรู้ที่เกิดจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้ พัฒนาด้านการอ่านจบั ใจความโดยชุดแบบฝกึ ทักษะ สำหรับพัฒนาความสามารถด้านการอ่านปรับปรุงผลการ เรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที 3 กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างการวิจัยในช้ัน เรียน 6. เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ด้วยค่าคะแนนเฉลี่ยระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง/สาระการ เรียนรู้การพัฒนาด้านการอ่านจับใจความโดยชุดแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้วิธีและ เทคนิคเค ดับเบ้ลิ ยู แอล (K W L) กบั ค่าคะแนนเฉลี่ยจากการใชก้ ารพฒั นาด้านการอา่ นจับใจความโดยชุดแบบ ฝึกทกั ษะ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย จากการจดั กิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะ สำหรับพัฒนา ความสามารถดา้ นการอ่าน ปรับปรุงผลการเรยี นรู้เรือ่ งการอา่ นจับใจความ นักเรียนระดับชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี3 โรงเรยี นบา้ นเด่นเหล็ก 7. ใหน้ ักเรยี นตอบแบบสอบถามวดั ระดับความพงึ พอใจด้วยแบบวัดระดับความพึงพอใจ การวเิ คราะห์ขอ้ มลู 1. การวิเคราะห์ขอ้ มลู เพ่อื หาคณุ ภาพและประสิทธภิ าพของเคร่อื งมือการวจิ ัย

30 1.1 ความเหมาะสมของนวัตกรรมท่สี รา้ ง/พัฒนาเพ่ือพฒั นา/ปรบั ปรุงผลการ เรียนรู้ของนักเรยี น วเิ คราะหด์ ว้ ยคา่ เฉล่ีย และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานโดยโปรแกรมสำเรจ็ รปู 1.2 ประสิทธิภาพของนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาขึ้นเพื่อพัฒนา/ปรับปรงุ ผลการเรียนรู้ของ นกั เรียน วเิ คราะหด์ ้วยเกณฑป์ ระสิทธิภาพ E1/E2 โดยโปรแกรมสำเร็จรูป 1.3 ความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหาของเครื่องมือรวบรวมข้อมลู แต่ละชนิด วิเคราะห์ด้วย IOC โดย ใชโ้ ปรแกรมสำเรจ็ รปู 1.4 ความเชอื่ มั่นของเคร่ืองมอื รวบรวมขอ้ มลู แต่ละชนดิ วิเคราะหด์ ว้ ยค่าสมั ประสิทธิ์ แอลฟาของครอนบาค โดยใช้โปรแกรมสำเรจ็ รปู 1.5 ความยากง่ายของแบบทดสอบแต่ละข้อ วเิ คราะหโ์ ดยใช้โปรแกรมสำเรจ็ รปู 1.6 คา่ อำนาจการจำแนกของแบบทดสอบแต่ละข้อ วิเคราะหโ์ ดยใช่โปรแกรมสำเรจ็ รูป 2.การวิเคราะหข์ ้อมูลการวจิ ยั 2.1 ผลการเรียนรู้ของนักเรียน วิเคราะห์ดว้ ยค่าเฉล่ีย และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน ซึ่งสูตรการคำนวณกลา่ วแล้วในส่วนของการวิเคราะหค์ วามเหมาะสมของนวัตกรรมท่ีสร้าง/พฒั นาเพื่อพัฒนา/ ปรบั ปรงุ ผลการเรยี นรู้ของนักเรียน 2.2 ผลการพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักเรียน วิเคราะห์ด้วย Pair - Sample t-Test โดย กำหนดระดบั นัยสำคญั ทางสถิติท่ี α 0.05 ใช้โปแกรมสำเรจ็ รูป 2.3 ระดบั ความพึงพอใจ วเิ คราะห์ด้วยค่าเฉลยี่ และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน สตู รการคำนวณ ใช้เช่นเดียวกับสูตรวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับความพึงพอใจ วิเคราะห์ ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วน เบย่ี งเบนมาตรฐานด้วยโปรแกรมสำเรจ็ รูป 2.4 เกณฑ์ประเมินระดับความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ด้วยช่วงระดับค่าเฉลี่ยตาม เกณฑ์ของดงั นี้ ช่วงระดบั คา่ เฉลย่ี หมายถงึ ระดับความพึงพอใจ คา่ เฉลย่ี 1.00 – 1.49 หมายถงึ มคี วามพอใจตอ่ การอ่านนอ้ ยที่สดุ คา่ เฉลยี่ 1.50 – 2.49 หมายถงึ มคี วามพอใจต่อการอา่ นนอ้ ย ค่าเฉลีย่ 2.50 – 3.49 หมายถงึ มคี วามพอใจต่อการอ่านปานกลาง คา่ เฉลีย่ 3.50 - 4.49 หมายถึง มคี วามพอใจต่อการอ่านมาก คา่ เฉลี่ย 4.50 - 5.00 มีความพอใจต่อการอ่านมากทีส่ ดุ การนำเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู นำเสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มูลดว้ ยตาราง พรอ้ มท้งั บรรยายเป็นความเรยี งประกอบ

31 บทที่ 4 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล การวิจัยเรือ่ ง การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดแบบ ฝกึ ทกั ษะการอ่านจบั ใจความผูว้ จิ ยั เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามประเดน็ ของวตั ถปุ ระสงค์การวิจัย ดังนี้ 1.เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะที่ใช้เทคนิคเค ดับเบิ้ลยู แอล (K W L) เพื่อพัฒนา ผลสมั ฤทธกิ์ ารเรยี นรเู้ รอ่ื งการอ่านจับใจความของนกั เรียนระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 3 2.เพื่อทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้ชุดแบบฝึกทักษะที่จะนำมาพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านทักษะ ของนักเรียนแทนนวัตกรรมเดิม จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความของนักเรียนระดับช้ัน ประถมศกึ ษาปีที่ 3 3.เพื่อวัดระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการ เรยี นรู้เร่อื งการพฒั นาทกั ษะการอา่ นจับใจความของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝกึ ทักษะ ผลการพฒั นาแบบฝกึ ทักษะการอ่านจบั ใจความ 1. แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ มีจำนวนทั้งหมด 5 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 สลากสินค้า ตอนที่ 2 วรรณคดี ตอนท่ี 3 เรอื่ งเลา่ สั้นๆ ในทอ้ งถนิ่ ตอนที่ 4 เหตกุ ารณ์ในชวี ติ ประจำวัน และตอน ที่ 5 นิทาน 2. เทคนคิ เค ดบั เบ้ิลยู แอล (K W L) แผนการจดั การเรียนรูจ้ ำนวน 1 แผน ใช้จดั กิจกรรมการเรียนรู้ เรอ่ื ง การอ่านจบั ใจความ และใช้เวลา 1 ช่วั โมง ดังนี้

32 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ภาษาไทย แผนการจดั การเรียนรู้ รายวชิ า ภาษาไทย ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 3 เรอ่ื ง การอ่านจับใจความ รหัสวชิ า (ท 13101) วนั ทส่ี อน เวลา 1 ชวั่ โมง ผ้สู อน นางสาวเบญจวรรณ สอนโต ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 นางสาวจุฑารัตน์ แก้วประเสริฐ รหสั นักศกึ ษา 62031280164 นางสาวปยิ ะฉัตร แสนทอง รหัสนักศกึ ษา 62031280169 นางสาวศยามล พลศักด์ิ รหัสนกั ศึกษา 62031280178 รหัสนกั ศึกษา 62031280182 มาตรฐานการเรยี นรู้ ท 1.1 ใชก้ ระบวนการอา่ นสร้างความร้แู ละความคิดเพ่ือนำไปใชต้ ดั สินใจแกป้ ญั หาในการดำเนินชีวติ และมีนิสัยรกั การอ่าน ตวั ช้ีวัด ป 3/3 ตัง้ คำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผลเกย่ี วกับเรื่องที่อา่ น จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1. สรุปสาระสำคญั จากเรื่องท่ีอา่ นได้ (K) 2. อา่ นจับใจความสำคญั ได้ถูกต้อง (P) 3. ม่งุ มั่นในการทำงาน (A) สาระสำคญั การอ่านจับใจความของเร่ืองทอี่ ่าน เป็นการอา่ นทำความเขา้ ใจความหมายของคำ ตลอดจนจดั ลำดับ เหตุการณใ์ นเร่ืองทอ่ี ่าน สรปุ สาระสำคัญของเรื่องนัน้ ๆ ตอบคาํ ถามเชิงเหตผุ ล และสรุปขอ้ คิดจากเรื่องท่ีอา่ นได้ สาระการเรยี นรู้ - การอา่ นจบั ใจความสำคัญจากเรือ่ งสั้น - การอ่านจบั ใจความสำคัญจากนิทาน - การอ่านจบั ใจความสำคัญจากเหตกุ ารณใ์ นชวี ิตประจำวัน - การอา่ นจบั ใจความสำคัญจากฉลากสนิ คา้ - การอา่ นจบั ใจความสำคัญจากวรรณคดี

33 คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 1. มงุ่ มัน่ ในการทำงาน กิจกรรมการเรยี นรู้ (จดั กจิ กรรมการเรียนรแู้ บบ K W L) ขนั้ ที่ 1 ขัน้ รู้ K=Know (10 นาที) 1. ครแู ละนกั เรียนกลา่ วทกั ทายกนั 2. นกั เรยี นรับแบบทดสอบก่อนเรยี น เรอ่ื ง การอ่านจบั ใจความ คนละ 1 ชุด 3. ครอู ธิบายคำช้ีแจงแบบทดสอบก่อนเรียน 4. นักเรียนลงมือทำแบบทดสอบก่อนเรียน เรอ่ื ง การอ่านจับใจความ (5 นาที) 5. อภิปรายและสนทนารว่ มกัน เกี่ยวกับความสำคัญของการอา่ น และองค์ประกอบของแบบฝึกทกั ษะ การอ่านจบั ใจความ 6. ครูแจง้ จุดประสงค์การเรยี นรู้ และส่งิ ทนี่ ักเรียนจะต้องทราบหลังจากการจัดกจิ กรรมการเรยี นรูใ้ น ครงั้ นี้ ขั้นท่ี 2 ขัน้ ต้องการเรยี น W=Want (10 นาที) 1. ครูเปิดโอกาสใหน้ ักเรยี น บอกความต้องการในประเดน็ ต่างๆ ทอี่ ยากจะทราบหรอื เรียนรเู้ พม่ิ เตมิ เก่ียวกับการอ่านจับใจความ 2. ครบู นั ทกึ ความตอ้ งการของนกั เรยี น และสอดแทรกประเดน็ ตา่ งๆ ในเนื้อหาทีเ่ ตรยี มไว้ 3. ครอู ธิบายหลกั การ และวิธีการอา่ นจับใจความท่ีถูกต้อง 4. นักเรียนสอบถามข้อสงสัยต่างๆ ก่อนท่จี ะเร่ิมทำแบบฝึกทักษะการอา่ นจับใจความ ขน้ั ท่ี 3 ข้ันเรียนรูแ้ ลว้ L=Learned (40 นาท)ี 1. นกั เรยี นรบั แบบฝึกทักษะการอา่ นจับใจความ คนละ 1 ชุด 2. ครูอธบิ ายคำชี้แจงในแบบฝกึ ทกั ษะการอ่านจับใจความ 3. นักเรียนลงมอื ทำแบบฝกึ ทักษะ ฝึกอา่ นเน้ือเรื่อง สรปุ ใจความสำคัญของเร่ือง และตอบคำถาม 4. ครูและนกั เรียนรว่ มกนั อภิปรายและสรปุ เนื้อเรื่องในแบบฝึกทกั ษะ 5. นกั เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง การอ่านจบั ใจความ 6. ครขู อบใจนักเรยี นทุกคนที่ตั้งใจเรยี นและต้ังใจปฏิบัติกิจกรรม สอ่ื /แหลง่ เรยี นรู้ 1. แบบทดสอบกอ่ นเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความ 2. แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจับใจความ 3. แบบทดสอบหลังเรียน เร่อื ง การอ่านจบั ใจความ

34 การวัดและการประเมนิ ผล วิธีการวัด เครือ่ งมอื วดั ผล เกณฑก์ ารผา่ น การวัดผล จุดประสงค์ จดุ ประสงค์ ไดค้ ะแนน คณุ ภาพระดับ ด้านความรู้ความเขา้ ใจ (K) แบบฝึกทกั ษะการอา่ น แบบประเมินแบบฝึก สรปุ สาระสำคญั จากเรื่องท่อี า่ นได้ จบั ใจความ ทักษะการอา่ นจบั 2 ขนึ้ ไป ใจความ ดา้ นทักษะกระบวนการ (P) การตอบคำถาม แบบประเมนิ การตอบ อา่ นจับใจความสำคัญไดถ้ ูกต้อง คำถาม ดา้ นคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ (A) การสงั เกต แบบประเมินการสังเกต ม่งุ มนั่ ในการทำงาน พฤติกรรม เกณฑ์การผา่ นระดับคณุ ภาพตั้งแต่ 2 ขึ้นไป

35 เกณฑ์การประเมนิ ผล(Rubric) เกณฑ์การใหร้ ะดบั คะแนน น้ำหนกั รวม คะแนน คะแนน ประเดน็ การประเมิน ระดบั 4 ระดับ 3 ระดับ 2 ระดบั 1 (ดมี าก) (ปรบั ปรุง) ด้านความรคู้ วาม ทำแบบฝึกทักษะ (ดี) (พอใช)้ เข้าใจ (K) การอา่ นจบั สรปุ สาระสำคญั จาก ใจความได้ ทำแบบฝกึ ทักษะ ทำแบบฝึกทักษะ ทำแบบฝึก เรอ่ื งท่ีอ่านได้ ถูกต้อง 30 ข้อ การอ่านจับ การอ่านจบั ทักษะการอา่ น ดา้ นทักษะ ตอบคำถามได้ กระบวนการ (P) ถูกต้อง ครบถว้ น ใจความได้ถกู ต้อง ใจความได้ถกู ต้อง จับใจความได้ 3 12 อา่ นจับใจความสำคญั และยกตวั อยา่ ง ได้ถูกต้อง ประกอบได้ 25-29 ข้อ 24-28 ข้อ ถูกต้องน้อยกว่า ด้านคณุ ลกั ษณะอนั มคี วามมงุ่ มัน่ พงึ ประสงค์ (A) ต้ังใจปฏิบัติงาน 23 ขอ้ มงุ่ มัน่ ในการทำงาน ดว้ ยความ กระตือรือรน้ ตอบคำถามได้ ตอบคำถามได้ ตอบคำถามได้ รวม และมีความ ถกู ต้อง ครบถ้วน ถกู ต้อง รบั ผิดชอบ แตไ่ ม่ถูกต้อง 3 12 มีความมุ่งม่นั ต้งั ใจ มคี วามมงุ่ มนั่ ต้องคอย 3 12 ปฏิบตั ิงานดว้ ย ตงั้ ใจปฏบิ ตั ิงาน ตักเตือนให้ ความ ปฏบิ ัตงิ าน กระตือรอื ร้น 36 ระดบั คุณภาพ 4 หมายถงึ ดีมาก 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง พอใช้ 1 หมายถงึ ปรับปรุง

36 บนั ทึกผลหลังสอน 1. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ที่ 1 สรปุ สาระสำคัญจากเรื่องทอี่ ่านได้ (K) นกั เรียนมผี ลการเรยี นระดับ 4 (ดมี าก) คิดเปน็ รอ้ ยละ…………………… นักเรียนมผี ลการเรียนระดบั 3 (ด)ี คิดเปน็ รอ้ ยละ…………………… นกั เรยี นมผี ลการเรียนระดับ 2 (พอใช)้ คดิ เปน็ ร้อยละ…………………… นักเรยี นมผี ลการเรยี นระดบั 1 (ควรปรับปรุง) คิดเป็นร้อยละ…………………… 2. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ที่ 2 อ่านจับใจความสำคญั ไดถ้ ูกต้อง (P) นกั เรยี นมผี ลการเรยี นระดบั 4 (ดีมาก) คดิ เป็นร้อยละ…………………… นักเรยี นมีผลการเรียนระดบั 3 (ดี) คดิ เปน็ ร้อยละ…………………… นักเรียนมีผลการเรยี นระดบั 2 (พอใช)้ คดิ เปน็ ร้อยละ…………………… นักเรียนมผี ลการเรียนระดับ 1 (ควรปรบั ปรงุ ) คิดเปน็ ร้อยละ…………………… 3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ท่ี 3 มงุ่ ม่ันในการทำงาน (A) นกั เรยี นมีผลการเรียนระดบั 4 (ดีมาก) คดิ เปน็ ร้อยละ…………………… นกั เรียนมีผลการเรยี นระดบั 3 (ดี) คดิ เปน็ ร้อยละ…………………… นกั เรียนมีผลการเรียนระดับ 2 (พอใช้) คิดเปน็ ร้อยละ…………………… นกั เรียนมีผลการเรียนระดับ 1 (ควรปรบั ปรุง) คิดเปน็ ร้อยละ…………………… ปัญหา/อุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..... ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ ...................................................ผสู้ อน ()

37 รายละเอียดของ แบบฝึกทกั ษะการอา่ นจับใจความ (แสดงแล้วดงั ภาคผนวก ก) 2. การหาประสิทธภิ าพของนวตั กรรม 2.1 การหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผล (Rational Approach) เมื่อประเมินความเหมาะสมของ แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ด้วยแบบประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน ผลการ ประเมินแสดงดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1: แสดงผลการประเมินความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ จากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน ประเดน็ ทป่ี ระเมนิ รายการประเมนิ ���̅��� ������������. คำชี้แจง ขอ้ ปฏบิ ตั ิอ่านเข้าใจงา่ ย 5.00 0.00 ใชภ้ าษาถกู ต้อง เหมาะสม 5.00 0.00 กระชับ ได้ใจความ 4.67 0.58 ละเอยี ดครบถว้ น 4.33 0.58 เนอ้ื หา โครงสร้างของเนอื้ หาชดั เจน มีความสัมพันธ์ตอ่ เนอื่ ง 5.00 0.00 ใชภ้ าษาเหมาะสมกบั วัยของนกั เรยี น 4.67 0.58 ปริมาณเนอ้ื หาเหมาะสม 4.00 1.00 ความยาวของเนอ้ื หาในแต่ละตอนเหมาะสม 4.67 0.58 การเรยี งลำดบั เนื้อหามคี วามเหมาะสม 4.67 0.58 สือ่ การจดั การเรยี นรู้ ภาพประกอบสอดคล้องกบั เนอ้ื หา 5.00 0.00 การจดั ภาพเหมาะสมเป็นระเบียบ 5.00 0.00 ตกแตง่ สวยงาม 5.00 0.00 ชดุ กิจกรรมท่ีหลากหลาย 5.00 0.00 สง่ เสริมการเรยี นรู้ ความเขา้ ใจในเนอ้ื หา 4.33 0.58 สะดวก งา่ ยตอ่ การนำไปใช้ 4.67 0.58 คำถาม อ่านเขา้ ใจง่าย 5.00 0.00 มคี วามชัดเจน 4.67 0.58 กระชับ ได้ใจความ 4.67 0.58 ตรงประเดน็ 5.00 0.00 การเรียงลำดับความยากง่าย 4.33 0.58 จากตารางที่ 1 พบว่า แต่ละรายการที่ประเมินของแต่ละประเด็นมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.00 ซึ่งผ่านเกณฑ์ ประเมนิ ขน้ั ตำ่ คอื 3.50 ดังน้นั จงึ สรปุ ว่า แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจับใจความ มคี วามเหมาะสม

38 2.2 การหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ (Empirical Approach) วิธีการหาประสิทธิภาพเชิง ประจักษ์ของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ จะใช้วิธีการเทียบกบั เกณฑ์ประสิทธิภาพ E1/E2 = 80/80 โดย นำแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ที่หาประสิทธิภาพเชิงเหตุผลแล้วไปทดลองกับกลุ่มนักเรียนที่เป็นคนละ กลุ่มกับเป้าหมายการวิจัย แต่ตามข้อตกลงดังระบุในบทที่ 3 ว่า เนื่องด้วยปัจจัยจำกัดบางประการคือ 1) โรงเรียนบ้านเด่นเหล็ก อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งสำหรับนักเรียนระดับชั้นช้ัน ประถมศึกษาปีที่ 3 เปิดการเรียนการสอนเพียงชั้นเรียนเดียวและมีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 19 คน และ 2) ขาด ความยนิ ยอมของโรงเรียนทมี่ ีบริบทใกล้เคยี งกันทีจ่ ะให้ผวู้ ิจัยนำแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความมาทดลองใช้ กับนักเรียนระดับชั้นเดียวกันเพื่อหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์การทำวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยขอละเว้นการหา ประสทิ ธิภาพเชิงประจักษข์ องแบบฝกึ ทักษะการอา่ นจับใจความ ดงั ขอ้ ตกลงแลว้ ในบทท่ี 3 1. คะแนนผลสมั ฤทธ์ิการเรียนรู้ จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความ ด้วยนวัตกรรมที่แตกต่างกัน 2 นวัตกรรม กับนกั เรียนระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี3 โรงเรียนบ้านเดน่ เหลก็ ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา2564 จำนวน 19 คน ซึง่ เป็นกลุ่มตัวอย่าง ครง้ั แรกโดยการทดลองใช้ แบบทดสอบการอ่านจบั ใจความ ส่วนครง้ั ท่ีสอง โดยทดลองใช้ แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ คะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของกลุ่มตัวอย่างจากวิธีการจัดกิจกรรมการ เรยี นรู้ด้วยนวัตกรรมทแี่ ตกต่างกนั ทั้ง 2 นวตั กรรม แสดงดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 : แสดงคะแนนผลสัมฤทธิก์ ารเรียนรู้เรือ่ งการอ่านจับใจความจากการจดั กิจกรรมที่แตกตา่ งกัน 2 นวัตกรรมกับกลุ่มตัวอย่างเดียวกัน นวัตกรรมแรกโดยทดลองใช้แบบทดสอบการอ่านจับใจความ และชุด แบบฝกึ ทักษะการอา่ นจับใจความ เมอื่ คะแนนเต็มของแต่ละนวัตกรรมเท่ากับ 30 คะแนน ท่ี คะแนนผลสมั ฤทธิ์การเรียนรขู้ อง คะแนนผลสัมฤทธ์ิการเรียนรูข้ อง นวัตกรรมแรก นวัตกรรมท่สี อง 1 24 24 2 19 22 3 19 25 4 20 22 5 17 19 6 16 20 7 18 24 8 21 25

39 ตารางที่ 2 : แสดงคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความจากการจัดกิจกรรมที่แตกต่างกัน 2 นวัตกรรมกับกลุ่มตัวอย่างเดียวกัน นวัตกรรมแรกโดยทดลองใช้แบบทดสอบการอ่านจับใจความ และชุด แบบฝึกทกั ษะการอา่ นจบั ใจความ เมอ่ื คะแนนเต็มของแต่ละนวัตกรรมเทา่ กบั 30 คะแนน (ตอ่ ) ที่ คะแนนผลสัมฤทธิก์ ารเรยี นรู้ของ คะแนนผลสัมฤทธก์ิ ารเรยี นรู้ของ นวตั กรรมแรก นวัตกรรมทส่ี อง 9 19 24 10 24 30 11 25 24 12 19 23 13 19 21 14 17 19 15 16 21 16 18 23 17 18 24 18 21 27 19 24 26 รวม รวมคะแนน 374 รวมคะแนน 443 19 คน ���̅��� 19.68421 ������������ 2.78992 หรอื คิด ���̅��� 23.3157 ������������ 2.7498 หรือคิดเป็นรอ้ ย เป็นรอ้ ยละ 65.614 ละ 77.719 จากตารางที่ 2 พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความ โดยทดลองใช้ แบบทดสอบการอ่านจับใจความกับกลุ่มตัวอย่างกลุ่มตัวอย่างมีค่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ 374 คะแนน คดิ เป็นร้อยละ 65.614 ค่าส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานเท่ากับ2.78992 และเมอื่ จัดกิจกรรมการเรยี นรู้เร่ือง เดียวกันโดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความกับกลุ่มตัวอย่างเดิม กลุ่มตัวอย่างมีค่าคะแนนเฉลี่ย ผลสัมฤทธิ์การเรยี นรู้ 443 คะแนน คดิ เป็นรอ้ ยละ 77.719 คา่ สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 2.7498 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ เมื่อใช้วิธีการทางสถิติ Pair - Sample t-Test วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความ ระหว่างการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้โดยครัง้ แรกทดลองใช้แบบทดสอบการอ่านจับใจความ และครั้งหลังทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของกลุ่ม ตัวอย่างจากการจดั กิจกรรมการเรียนรดู้ ้วย 2 นวตั กรรมทแี่ ตกต่างกันดังกลา่ วแสดงดังตารางที่ 3

40 ตารางที่ 3: แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้แบบทดสอบการอ่านจับใจความและ โดยทดลองใชแ้ บบฝึกทกั ษะการอา่ นจับใจความ เมอ่ื α = 0.05 หรือทีร่ ะดับความเชื่อมน่ั 95 % Pair - Sample t Test นวตั กรรม จำนวน คะแนน ค่าคะแนน สว่ นเบีย่ งเบน เกณฑร์ ะดับผลการเรยี นรขู้ อง สพฐ. แบบทดสอบ (คน) เตม็ เฉลยี่ ( ̅������) มาตรฐาน ที่กำหนดและระดบั ผลการเรยี นรู้ (������������������ ) ทีเ่ ทยี บ เกณฑ์ สพฐ. ดี (70-79%) การอ่านจับ 19 30 19.68 2.79 ผลการเรียนรู้ พอใช้ (65.61%) ใจความ แบบฝกึ ทักษะ เกณฑ์ สพฐ. ดี (70-79%) การอา่ นจบั 19 30 23.32 2.75 ผลการเรียนรู้ ดี (77.71%) ใจความ Pair –Sample Statistics Pair Sample t df Sig. (2-tailed Confidence Level (%) Correlation Sig. .000 95 Pair Pre-Post .001 -7.398 18 1. การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้เรือ่ ง การอ่านจับใจความ โดยครั้งแรกทดลองใช้แบบทดสอบการอ่านจับ ใจความ และครั้งที่สองโดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ พบว่า มีผลต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ของกลุ่มตัวอยา่ งแตกตา่ งกนั อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติที่ α 0.05 หรือทรี่ ะดบั ความเชอื่ ม่นั 95% 2. เมื่อวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทียบค่าคะแนนเฉลยี่ พบวา่ การจัดกจิ กรรมการเรียนร้เู รื่องการอ่านจับใจความ โดยทดลองใช้แบบทดสอบการอ่านจับใจความ มีค่าคะแนนเฉลี่ย 65.614 ส่วนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง เดียวกนั โดยทดลองใช้แบบฝกึ ทักษะการอา่ นจับใจความ มีค่าคะแนนเฉลย่ี 77.719 ดังนัน้ การจดั กิจกรรมการ เรยี นร้โู ดยทดลองใช้แบบทดสอบการอ่านจับใจความ มีผลตอ่ ผลสมั ฤทธ์ิการเรียนรู้ของกลมุ่ ตวั อย่างต่ำกว่าการ ทดลองใช้แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นจบั ใจความอย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ิท่ี α 0.05 หรือทร่ี ะดบั ความเช่อื ม่ัน 95% 3. พบว่า การจัดกจิ กรรมการเรียนรเู้ ร่ือง การอา่ นจับใจความ โดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับ ใจความกล่มุ ตวั อยา่ งมีค่าคะแนนเฉลยี่ รอ้ ยละ 77.719 ซึง่ เมอ่ื เทียบกบั เกณฑ์ของ สพฐ. พบวา่ มผี ลสมั ฤทธ์ิการ เรยี นรทู้ ่ีระดับดี ดงั น้นั จงึ สรปุ วา่ ที่ระดับมีนยั สำคญั ทางสถิติท่ี α 0.05 หรือทร่ี ะดับความเชอื่ ม่นั 95% การจดั กิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความ โดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความมีผลต่อการ

41 พัฒนาผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้เรื่องดังกล่าวของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเด่นเหล็ก อำเภอน้ำปาด จังหวดั อุตรดิตถ์ ระดับความพึงพอใจ จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความ โดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับ ใจความกบั นักเรียนระดบั ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 3 ปีการศึกษา 2564 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 19 คน เมื่อวเิ คราะห์ ระดับความพงึ พอใจ ผลการวเิ คราะหแ์ สดงดังตารางท่ี 4 ตารางที่ 4: แสดงระดบั ความพงึ พอใจของนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 ปกี ารศกึ ษา 2564 จำนวน 19 คนที่มีต่อการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับ ใจความ ประเดน็ และรายการท่ีประเมิน ���̅��� ������������. ระดับความพึง พอใจ เนอื้ หา มากทส่ี ดุ ความถูกต้องของเน้อื หา 4.84 0.37 มากท่สี ดุ เหมาะสมกับนักเรียน 5.00 0.00 มากทีส่ ดุ การเรียงลำดบั เนื้อหาเปน็ ขัน้ ตอน 5.00 0.00 มากที่สุด มีความทนั สมัย 4.79 0.42 มากทส่ี ุด เขา้ ใจง่าย และชดั เจน 5.00 0.00 มากทส่ี ดุ นา่ สนใจ 4.74 0.45 มากทส่ี ดุ รวม ( ���̅��� = 4.895 ������������. = 0.228) มากทส่ี ุด การจดั กจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบKWL มากที่สุด มีการทบทวนกอ่ นเรยี น 5.00 0.00 มากท่สี ดุ นักเรยี นมคี วามสนุกสนานในการทำกิจกรรม 5.00 0.00 มากทส่ี ดุ เปิดโอกาสให้นักเรียนซกั ถามขอ้ สงสัย 5.00 0.00 มากทส่ี ดุ ระยะเวลาในการจัดการเรียนรู้มคี วามเหมาะสม 4.74 0.45 มากที่สุด ส่งเสรมิ ใหน้ ักเรยี นพฒั นาความสามารถดา้ นการอา่ นจับ 5.00 0.00 มากทส่ี ดุ ใจความ รวม ( ���̅��� = 4.948 ������������. = 0.201) มากทส่ี ุด

42 ตารางที่ 4: แสดงระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 19 คนที่มีต่อการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับ ใจความ (ตอ่ ) ประเดน็ และรายการทปี่ ระเมิน ���̅��� ������������. ระดบั ความพึง พอใจ ความพงึ พอใจต่อผสู้ อน มากทสี่ ดุ มคี วามรูค้ วามเข้าใจในเนือ้ หาที่สอนเป็นอย่างดี 4.74 0.45 มากทส่ี ุด รับฟังความคิดเหน็ ของนักเรยี น 4.84 0.37 มากทส่ี ดุ มีบคุ ลกิ ภาพดี แต่งกายเรียบร้อย 5.00 0.00 มากทส่ี ุด สามารถถ่ายทอดความรไู้ ดอ้ ย่างชัดเจน และเขา้ ใจไดง้ ่าย 4.79 0.42 มากท่ีสุด พูดจาไพเราะ 4.79 0.42 มากที่สดุ รวม ( ���̅��� = 4.832 ������������. = 0.188) มากทส่ี ุด สอ่ื การจัดการเรยี นรู้ มากทส่ี ุด มีจำนวนกจิ กรรมท่ีเหมาะสม 4.74 0.45 มากที่สุด ตกแต่งสวยงาม 5.00 0.00 มากท่สี ุด ภาพประกอบสอดคล้องกับเน้ือหา 5.00 0.00 มากทส่ี ดุ คำช้ีแจงมีความชดั เจน เข้าใจงา่ ย 5.00 0.00 มากทส่ี ดุ คำถามอา่ นเขา้ ใจงา่ ย 4.84 0.37 มากทสี่ ุด รวม ( ���̅��� = 4.916 ������������. = 0.226) มากท่สี ุด รวมทั้งหมด ( ���̅��� = 4.898 ������������. = 0.020) มากที่สุด จากตารางที่ 4 พบว่า เมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวม นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้าน เด่นเหล็ก ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 จำนวน 19 คน มคี วามพงึ พอใชต้ ่อการทดลองใชแ้ บบฝึกทักษะการ อ่านจบั ใจความ จดั กจิ กรรมการเรียนรู้เร่ือง การอา่ นจับใจความ ระดับมากทีส่ ุด ( ������̅ = 4.948 ������������. = 0.201) แต่เมื่อวิเคราะห์เป็นรายด้านโดยเรียงลำดับระดับค่าเฉลี่ยจากระดับมากสุดไปหาน้อยสุด 3 ลำดับ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อดา้ นด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้แบบKWL ( ������̅ = 4.948 ������������. = 0.201) สูงสุด มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด รองลงมาคือด้านสื่อการจัดการเรียนรู้รวม ( ������̅ = 4.916 ������������. = 0.226) มี ความพงึ พอใจระดับมากท่ีสุด และลำดับสุดทา้ ยคือด้านเน้ือหา ( ������̅ = 4.895 ������������. = 0.228) มีความพึงพอใจ ระดบั มากท่สี ดุ

43 บทท่ี 5 สรุป อภิปราย และขอ้ เสนอแนะผลการวจิ ยั สรุปผลการวจิ ยั เป้าหมายของการวิจัยเพื่อต้องการการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านจับ ใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทยของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเด่นเหล็ก อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ทั้งนี้ เพราะว่าจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยหนังสือเรียนภาษาพาทีชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า นักเรียนมีการ เรียนรู้ด้านทักษะที่ระดับดี เม่ือเทียบกับเกณฑ์ของ สพฐ. ซึ่งระดับผลการเรียนรู้ด้านทักษะดังกล่าวต่ำกว่าระดับ ดี ซ่งึ เปน็ เกณฑ์ประเมินผ่าน ด้วยสาเหตุดังกล่าว ผู้วจิ ัยในฐานะผู้สอนจึงต้องการทำการวิจยั เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ด้านทกั ษะเร่ืองการอ่านจับใจความ โดยอาศัยเทคนิคเค ดบั เบ้ลิ ยู แอล (K W L) ซ่งึ เปน็ ผลจากการทบบทวนเอกสารและงานวจิ ัยที่เก่ียวข้อง นักวิจัยจึงพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความพร้อมทั้งกำหนดสมมติฐานการวิจัยว่า การทดลองใช้แบบฝึก ทักษะการอ่านจับใจความจัดกิจกรรมการเรียนรู้จะมีผลต่อการพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านทักษะเรื่องการอ่านจับ ใจความและระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชัน้ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบา้ นเด่นเหล็ก อำเภอ นำ้ ปาด จงั หวัดอุตรดิตถ์ เมื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 19 คนซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างด้วยนวัตกรรมที่แตกต่างกัน 2 วิธี และวิธีแรกใช้หนังสือ เรียนภาษาพาทีช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 และวธิ ที ่ีสองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความแล้วนำระดับการเรียนรู้ ดา้ นทกั ษะของกลุม่ ตัวอยา่ งจากการใชน้ วตั กรรมท่ีแตกตา่ งกันท้ัง 2 วธิ ี มาเปรียบเทยี บกนั ผลการวิจัยพบว่า 1. เมื่อเทียบระดับผลการเรียนรู้ด้านทักษะกับเกณฑ์ของ สพฐ. กลุ่มตัวอย่างมีผลการเรียนรู้ด้านทักษะท่ี ระดับพอใช้ จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยหนังสือเรียนภาษาพาทีชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และที่ระดับดี จาก การจัดกิจกรรมการเรียนรดู้ ว้ ยแบบฝกึ ทักษะการอ่านจับใจความ 2. เมื่อเปรยี บเทียบระดบั ผลสัมฤทธก์ิ ารเรยี นรู้ของกลมุ่ ตวั อย่างจากการจดั กิจกรรมการเรียนรดู้ ้วย นวัตกรรมท่แี ตกต่างกนั การวิเคราะหเ์ ปรยี บเทียบจะใช้ Paired – Sample t Test หรือ พบวา่ ระดับผลสัมฤทธ์ิ การเรียนรขู้ องกล่มุ ตัวอยา่ งจากการใช้หนังสือเรยี นภาษาพาทีช้ันประถมศึกษาปที ่ี 3 ตำ่ กว่า จากการทดลองใช้ แบบฝึกทักษะการอา่ นจบั ใจความอย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ิท่ี 0.05 หรือทรี่ ะดับความเชื่อมนั่ 95% 3. เมื่อทำการประเมินระดับความพึงพอใจซึ่งกำหนดเป็น 4 ด้าน ประกอบด้วยด้านเนื้อหา ด้านการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบ K W L ด้านความพงึ พอใจต่อผสู้ อน และ ด้านสอ่ื การจดั การเรียนรู้ พบวา่ กลุ่มตัวอย่างมี ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยภาพรวมทุกด้านที่ระดับดีมาก และมีความพึงพอใช้เฉพาะต่อ การใช้แบบฝกึ ทกั ษะการอ่านจับใจความทรี่ ะดบั ดีมาก

44 จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวข้อ 1 -3 สรุปว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้แบบฝึก ทักษะการอ่านจับใจความมีผลต่อการพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านทักษะเรื่องการอ่านจับใจความ ของนักเรียน ระดับชั้นระดับชั้นประถมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรยี นบ้านเด่นเหล็ก อำเภอน้ำปาด จงั หวัดอุตรดิตถ์อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิตทิ ี่ 0.05 หรอื ที่ระดับความเชื่อมนั่ 95% โดยนกั เรียนจะมีผลการเรียนรู้ด้านทักษะท่รี ะดับดี มีความพึงพอใจ โดยภาพรวมทุกด้านที่ระดบั ดมี ากและมีความพึงพอใช้เฉพาะตอ่ การใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความที่ระดับ ดีมาก เป้าหมายของการวิจัยเพื่อต้องการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความโดยอาศัยเทคนิคเค ดบั เบล้ิ ยู แอล (K W L) ท้งั นเี้ พราะจากผลการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องพบว่า งานวิจัยเร่ืองการ พัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ นวัตกรรมที่ใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความของงานวิจัยที่อ้างอิง มีบางประเด็นท่ีต้อง ปรับปรงุ เชน่ ควรมีกจิ กรรมที่หลากหลาย และมรี ปู ภาพประกอบ ด้วยสาเหตดุ งั กล่าวผ้วู ิจัยจึงมีความสนใจว่า แบบฝกึ ทกั ษะการอ่านจับใจความ ทพ่ี ฒั นาน้ัน เมอ่ื นำมาทดลองจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้การเรยี นรู้เรื่องการอ่าน จับใจความ กับกลุ่มตัวอย่าง แล้วเปรียบเทียบกับการทดลองใช้หนังสือเรียนภาษาพาทีชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กับกลุ่มตัวอย่างเดมิ ระดับผลการเรียนรู้ด้านทกั ษะของกลุม่ ตัวอย่างจากการทดลองใช้ 2 นวัตกรรมทีแ่ ตกต่าง กันจะเปน็ อย่างใด เมื่อจัดกิจกรรมการเรยี นรู้เรื่องการอ่านจบั ความกับนักเรียนระดบั ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยทดลองใช้หนังสือเรียนภาษาพาที ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องเดียวกันซ้ำอีกครั้งหนึ่งกับโดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะ การอ่านจับใจความ ผลการวจิ ัยพบวา่ 1. เมื่อเทียบกับเกณฑ์ของ สพฐ. กลุ่มตัวอย่างมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ที่ระดับดี เมื่อถูกจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยทดลองใช้หนังสือเรียนภาษาพาทีชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งระดับดังกล่าวต่ำกว่าเกณฑ์ตั้งแต่ระดับ ดี ขณะที่ถูกจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มตัวอย่างมีผลการเรียนรู้ ดา้ นที่ระดับดี ซึ่งระดบั ดงั กล่าวสูงกว่าเกณฑต์ ง้ั แต่ระดับ ดี 2. เมื่อเปรียบเทียบระดับผลการเรียนรู้ด้านทักษะของกลุ่มตัวอย่างด้วย Paired – Sample t Test ระดับผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของกลุ่มตัวอย่างจากการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยหนังสือเรียนภาษาพาทีช้ัน ประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งระดับดังกล่าวต่ำกว่าเกณฑ์จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะการ อ่านจับใจความอย่างมีนัยสำคญั ทางสถิติ 0.05 หรือที่ระดบั ความเชอ่ื ม่ัน 95% 3. เมื่อทำการประเมินระดับความพึงพอใจซึ่งกำหนดเป็น4 ด้าน ประกอบด้วยด้านเนื้อหา ดา้ นการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบ K W L ด้านความพึงพอใจต่อผู้สอน และ ด้านสื่อการจัดการเรียนรู้ เมื่อวิเคราะห์โดย ภาพรวมทุกด้าน กลมุ่ ตัวอย่าง มีความพึงพอใจต่อการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้โดยทดลองใช้หนงั สือเรียนภาษาพา ทีชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ระดับค่อนข้างน้อย และมีความพึงพอใช้เฉพาะต่อการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับ