๓๘๔ วิถีชีวิต วัฒนธรรม อาํ เภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค หนาตกั กวาง ๒ ศอก สงู ๒ ศอก ๑ คืบ มีความงดงามและเปน ทเี่ คารพ สักการะบูชาของคนโกรกพระ ๒. วดั ทา ซดุ วัดทาซุดมีรูปปนยักษหนาบันไดทางข้ึนศาลาการเปรียญ และนอกจากน้ียังมีลายปนซุมประตู ทางข้ึนบันไดดานหนาของศาลา การเปรียญซง่ึ เปน ประติมากรรมของชางในยุคปจจบุ ัน ภาพลายปูนปน หนาซุมประตู ภาพรปู ปน ยกั ษหนา บนั ได
วถิ ชี ีวิต วฒั นธรรม อาํ เภอโกรกพระ จังหวดั นครสวรรค ๓๕๙ ๓. วดั โกรกพระใต วดั โกรกพระใต เดิมเรียกวา “วดั โพธิลงั การาม” สรางเปน วดั ประมาณ พ.ศ. ๒๓๕๐ โดยมีหลวงพอเปามาอยู และไดดําเนินการ กอสราง ในระยะเร่ิมสรางวัดไดมีนามเรียกวาวัดโกรกพระใต เพราะมี วดั โกรกพระเรยี กอยกู อ นแลว คอื (วดั โกรกพระเหนอื ) ไดร บั พระราชทาน วิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ พ.ศ. ๒๔๙๑ วัดน้ีไดมีการสอน พระปรยิ ตั ธิ รรม พ.ศ. ๒๔๗๐ มโี รงเรยี น ประถมศกึ ษาและสถานอี นามยั ภาพรปู แกะสลักไมบ านประตอู ุโบสถ
๔๓๐๔ วถิ ีชวี ิต วัฒนธรรม อําเภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค ของทางราชการอยูในบริเวณวดั ดวย และทางวดั ไดใหความอนุเคราะห ตลอดมา มปี ระตมิ ากรรมรปู ปน ปนู ฐานอโุ บสถเปน รปู หนมุ านในทา แบก ฐานอุโบสถมีลักษณะสวยงามมากและนอกจากน้ัน ยังมีการแกะสลัก ไมบ านประตแู ละหนา ตา งอโุ บสถซงึ่ ขณะนอ้ี ยใู นระหวา งการกอ สรา งยงั ไมแลวเสร็จ ภาพลายปูนปน หนมุ านท่ฐี านอุโบสถวดั โกรกพระใต ๔. วัดบางมะฝอ วดั บางมะฝอ มีประติมากรรมการปน ปนู เปนรปู ถวย และ โถแบบสังคโลกลายครามใหญโต อันเปนสัญลักษณประเพณีขาวแช ของชาวบา นบางมะฝอ ตง้ั ไวใ นบรเิ วณวดั บางมะฝอ แตเ ปน ประตมิ ากรรม ในยคุ ใหม
วิถชี ีวิต วฒั นธรรม อําเภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค ๓๔๑๕ ภาพถวยและโถแบบสงั คโลกลายคราม จิตรกรรมอาํ เภอโกรกพระ ๑. วัดบางมะฝอ สรางขึ้นเม่อื พ.ศ. ๒๓๒๒ เปน วัดทเ่ี กาแกทีต่ ั้งอยูในชมุ ชน บางมะฝอ หมทู ่ี ๒ ตาํ บลบางมะฝอ อาํ เภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค เดมิ ชอ่ื วดั จนั ทรป า ฝา ย ตอ มาไดเ ปลยี่ นชอื่ ใหต รงกบั ชอื่ หมบู า น เรยี กวา วดั บางมะฝอ ดงั ปรากฏภาพเขยี นจติ รกรรมฝาผนงั ในสมยั เกา (สนั นษิ ฐาน วาเขียนในสมัยรัชกาลที่ ๕) ภายในวิหาร เชนภาพพุทธประวัติ ภาพ พระเวสสันดร กัณฑฉกษัตริย บนศาลาการเปรียญวัดบางมะฝอ ภาพเขยี นพระเจา ๑๐ ชาติ บนฝาผนงั อโุ บสถ ซง่ึ กรมศลิ ปากรไดท าํ การ สํารวจแลว ขณะนี้อยูในระหวางการขึ้นทะเบียนเปนโบราณสถาน
๓๔๒๔ วิถีชวี ติ วฒั นธรรม อาํ เภอโกรกพระ จังหวดั นครสวรรค จติ รกรรมฝาผนงั วดั บางมะฝอ สนั นษิ ฐานวา เขยี นในสมยั รชั กาล ที่ ๕ สงั เกตไดจากเปน ภาพเขียนทีม่ ีลกั ษณะการใชแบบศิลปะตะวนั ตก เขา มาผสมผสานทมี่ ลี กั ษณะตานกมอง แตม รี ะยะใกลไ กล สว นทอี่ ยใู กล จะโตกวาและคอยๆ เล็กลงตามระยะที่อยูไกล จิตกรรมฝาผนัง วัดบางมะฝอน้ี ดูเหมือนวานาจะมีชางเขียน ๒ กลุม รูปภาพท่ีอยูใน วิหารยงั ยึดรูปแบบโบราณ คือแบบครู ดูจากการใชสีมีสีนอยและเขียน ใชสีที่มีโทนสวาง เพราะอยูภายในอาคารท่ีทึบมืด การท่ีใชสีโทนสวาง ทําใหดูชัดขึ้น และบรรยากาศภายในวิหารจะไมมืด สวนภาพท่ีอยูในโบสถ สันนิษฐานเขียนหลังจากภาพท่ีอยูใน วิหารเพราะมีหลายสีและเปนสีที่สดใส สวนรูปแบบก็เปนแบบเดียวกัน กับภาพในวิหาร คือมีระยะใกลไกล แบบเดียวกบั ศิลปะตะวันตก ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดบางมะฝอ คงเปนฝมือชางชาวบาน ทไ่ี ดฝ ก หดั และไดเ รยี นรศู ลิ ปะดา นนแ้ี ตค งไมใ ชช า งหลวงเพราะดไู ดจ าก การเขยี นตน ไมส ว นมากเปน การเขยี นแบบกระททู งั้ หมด แตช า งจะเขยี น ภาพตนไมในระยะใกลไกลเพ่อื ใหสวยงามตามยุคสมัย สวนองคประกอบ ชางเขียนไดจัดองคประกอบสวยงามมาก ไดเขียนโขดหินตนไมในตําแหนงที่วางสลับกับพื้นดิน แมน้ํา ลําคลอง เปน แบบเหมอื นธรรมชาตจิ รงิ ๆ ตน ไมบ างกลมุ กเ็ ขยี นไวห ลงั มหาปราสาท หรอื สถาปต ยกรรมเดน ขน้ึ สถาปต ยกรรมบางหลงั กเ็ ขยี นแบบบา นเรอื น ๒ ชนั้ นกี่ ช็ ใ้ี หเ หน็ วา เปน บา นเรอื นยคุ หลงั สว นกนกลวดลายเปน ลวดลาย
วิถีชวี ติ วัฒนธรรม อาํ เภอโกรกพระ จงั หวัดนครสวรรค ๓๔๓๕ สมัยรัตนโกสินทร ดูไดจากเงาใบและยอดลายไมสะบัดมาก ทั้งหมดท่ี กลาวมาแลวนี้พอสรุปไดวา จิตรกรรมฝาผนังวดั บางมะฝอ ท้ังทว่ี ิหาร และท่โี บสถ นาจะเขียนในสมัย รชั กาลท่ี ๕ จิตรกรรมฝาผนงั ภายในวิหาร ศาลาการเปรียญและพระอุโบสถ ๒. วัดทาซดุ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง บนศาลาการเปรียญวัดทาซุด ซ่ึงสันนิษฐานวาเปนการเขียนในสมัยรัตนโกสินทรตอนตน ประมาณ พ.ศ. ๒๓๖๕ ภาพเขียนดา นในศาลาการเปรียญ
๔๓๔ วถิ ชี วี ิต วัฒนธรรม อาํ เภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค วรรณกรรมอําเภอโกรกพระ วรรณกรรม-ชอ่ื บานนามเมือง วรรณกรรมพื้นบาน ขอนําเสนอเร่ืองเลาหรือตํานานของ “ชอ่ื บา นนามเมอื ง” ของอาํ เภอโกรกพระ จากการสบื คน ดว ยการสมั ภาษณ จากบคุ คลในทองถน่ิ ท่ีไดเลาสืบตอกนั มา โกรกพระ นามบาน ต.โกรกพระ อ.โกรกพระ นครสวรรค นายประกจิ ฤทธเ์ิ ทวาลยั เลา วา โกรกพระเดมิ มชี อ่ื วา โกรกดาน หรอื ไรไมท ราบได ซง่ึ เปน การเลา สบื ตอ กนั มาแตท ราบมาวา วดั โกรกพระ หนา ตลาดปจ จบุ นั นเ้ี ดมิ แลว ชอ่ื วา วดั โพธธ์ิ าราตรงหนา วดั นมี้ ที างนาํ้ ไหล ผานของแมนํ้าเจาพระยา มีวังวน น้ําไหลเช่ียว ซึ่งชาวบานหวาดกลัว กนั มาก อยูมาวันหน่งึ มีแพบรรทุกพระองคมหึมาผานมายงั วงั วนนี้ เมอื่ แพลอยมาใกลเปน ทน่ี าอัศจรรย แพลอยเขาสูวงั วนแลวคอยๆ เอียงลง พระพุทธรูปองคมหึมาคอยๆ เลื่อนลงสูทองน้ํา จากความเชื่อของ ชาวบา นวา พระพทุ ธรปู องคใ หญโ ตมหมึ าองคน เ้ี ปน การสรา งขน้ึ ของผมู ี ฐานะดีสรางข้ึนเพ่ือเส่ียงทายโดยนําพระพุทธรูปลอยนํ้า แลวแตพระ จะลอยไปอยูวัดไหนหรือหมูบานใด จากเหตุการณท่ีเกิดข้ึนในวังวนนี้ ไมก วี่ นั กไ็ ดม กี ารอญั เชญิ พระพทุ ธรปู ขนึ้ มกี ารตงั้ เสาปน จนั่ มนี กั ประดานา้ํ นาํ เชอื กพรวนไปผกู พระ พธิ กี ารชกั ลากกเ็ กดิ ขนึ้ เปน ทน่ี า แปลกประหลาด คือไมหนักเลย ชาวบานดีใจ ชวยกันลากพอเศียรโผล พระนลาฏโผล พอพระเนตรโผลพนน้ํา ชาวบานก็ไชโยโหรองกัน กลองฆองปพาทย
วถิ ีชีวติ วฒั นธรรม อําเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค ๔๓๕ ประโคมสนน่ั ฉบั พลนั นน้ั เองเชือกทผ่ี กู ขาดสะบนั้ ลง ทา มกลางชาวบา น ท้ังเสียดายและเสียใจกันท้ังหมูบาน อยูมาไดอีกวันหน่ึงไดมีชาวบาน คนหนง่ึ มาเลา วา พระพทุ ธรปู องคม หมึ านม้ี าเขา ฝน ตนวา อยากจะมาอยู วัดนี้ แตไมชอบเสียงอึกทึกครึกโครมตองการใหนิมนตพระสงฆ ๕ รูป สวดชยันโตพอแลว แลวพิธีก็เริ่มข้ึนการเคล่ือนไหวก็เหมือนวันกอน พระเศียรโผล พระนลาฏโผล พระเนตรโผลสูงจนข้ึนเหนือชาญตล่ิง มีเสียงพระสวด ชยันโตกับเสียงชักลากดังเทาน้ัน ชาวบานเงียบกริบ ฉับพลันน้ันเองเชือกท่ีผูกพระพุทธรูปก็ขาดผลึงลงทามกลางสายตา ชาวบา นและความโศกเศรา สลดและเสยี ดายทหี่ มดหวงั ทจ่ี ะไดพ ระพทุ ธรปู องคมหึมาไวบูชา ตอมาชาวบานคนเกาไดมาเลาวาพระพุทธรูปไดมา เขาฝนอีกวาโบสถเล็กไปอยูไมได รอใหโบสถใหญเสียกอนชาวบาน จึงหมดโอกาสที่จะไดพระพุทธรูปองคมหึมาไวบูชาจนมาถึงทุกวันน้ี จากเหตกุ ารณท เี่ กดิ ขนึ้ ทาํ ใหช าวบา นตงั้ ชอ่ื หมบู า นเปน “บา นโกรกพระ” เพือ่ เปนมงคลนามมาจนถึงทุกวนั นี้ โกรกพระเหนอื นามวดั ตง้ั อยเู ลขท่ี ๑๙๖ หมู ๓ บา นโกรกพระ ต.โกรกพระ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค พระมหานิคม นิคโม เลาวา วดั นไี้ ดส รา งขน้ึ ประมาณ ป พ.ศ. ๒๓๐๔ เดมิ มนี ามเรยี กวา วดั โกรกพระ ตามนามบาน ตอมาไดมีวัดอีกวัดหน่ึงอยูทางใต เรียกวัดโกรกพระใต จึงไดเรียกนามวดั นี้วาวัดโกรกพระเหนือ
๔๓๖๔ วถิ ชี วี ติ วฒั นธรรม อําเภอโกรกพระ จงั หวัดนครสวรรค โกรกพระใต นามวดั ต้ังอยูเลขท่ี ๑๐ หมู ๔ ถนนสขุ าภิบาล ๒ บา นโกรกพระ ตาํ บลโกรกพระ อาํ เภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค พระ มหาประทาน คนธ วฑุ ฒิ เลา วา วดั โกรกพระใตส รา งขน้ึ เมอ่ื พ.ศ. ๒๓๕๐ มีนามวดั ตามช่อื บาน ที่มีคาํ วา ใต ตอทายนามวดั ดวยนนั้ เพราะมีวดั โกรกพระหรอื วดั โกรกพระเหนอื อยกู อ นแลว สถานทตี่ ง้ั วดั เปน ทรี่ าบลมุ ริมฝงแมนํ้าเจาพระยาทางทิศตะวันออกซ่งึ ตื้นเขิน หวั เขานาค นามบา น ตาํ บลศาลาแดง อาํ เภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค นายฉุย พรมจักร เลาวา อยูมาวันหน่ึงไดมีครอบครัว ในหมูบานแหงหน่ึงและคนอ่ืนๆ มากันมากมายพอสมควร ตางรองรํา ทําเพลงแหนาคมีท้ังหมดสององค พอแหนาคมาไดคร่ึงทางก็หายไป หนึ่งองค ทุกคนมีความตกใจกันเพราะวาอยูดีๆ นาคก็หายตวั ไป อยูมา ไมนานนาคกผ็ ดุ ขึ้นมาบนยอดเขามีลกั ษณะเปน รปู หินสีขาวเหมือนนาค อยางแทจริงผุดขึ้นมาหนึ่งองคและมีลูกนาคผุดขึ้นมาขางหลังนาคอีก สององค เวลามองไกลๆ จะมีลกั ษณะเปน รูปงูเลื้อยอยูบนยอดเขาแลว ชาวบา นทอ่ี าศยั อยใู นหมบู า นและตง้ั ชอ่ื หมบู า นทข่ี นึ้ มาไดม ชี อื่ วา หมบู า น เขาหวั นาคมาถึงในปจ จบุ ันนี้ กระจงั งาม นามบา น ตาํ บลศาลาแดง อาํ เภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค สมคิด ทองสีมา เลาวา หมูบานทเ่ี ดิมมีนามวา กระเชียงหกั คาํ วา กระเชยี ง ทเี่ ลอื่ นไปมาบนหลงั คาเรอื การสญั จรในสมยั กอ นใชเ รอื เปนพาหนะ ตอมาคาํ วา เชียง ไดกรอนกลายมาเปน ชัง เรียกกระชงั หัก
วิถชี วี ติ วฒั นธรรม อาํ เภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค ๔๓๗๕ และคาํ วาชังไดกรอนกลายมาเปน จัง เปน กระจังหกั แตเห็นวาไมเพราะ จึงไดเปลยี่ นนามเสยี ใหมใ หเ ปน มงคลวา กระจงั งาม เปน บานกระจงั งาม ตามทใ่ี ชกันอยูในปจจบุ นั กระจงั งาม นามวัด ต้ังอยูเลขท่ี ๖ หมู ๔ บานกระจังงาม ตําบลศาลาแดง อาํ เภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค สมคิด ทองสีมา เลา วา สรา งขนึ้ เปน วดั นบั ตงั้ แต พ.ศ.๒๔๗๑ นามเดมิ วา วดั กระเชยี งหกั ตามนามหมบู า น ตอ มา พ.ศ. ๒๔๘๓ นามหมบู า นเปลย่ี นเปน กระจงั งาม นามวดั จงึ ไดเ ปลย่ี นตามไปดว ย ทต่ี งั้ วดั เดมิ นนั้ อยรู มิ บงึ ทางทศิ ตะวนั ออก ทางวัดไดสรางแพโบสถน้ําขึ้นทร่ี ิมบึงหนาวดั ดวย ดงชะพลู นามบาน ตาํ บลบางมะฝอ อําเภอโกรกพระ จังหวัด นครสวรรค พระครูนิติสารโสภณ เลาวา หมูบานดงชะพลูนี้อยูริมฝง แมนํ้าเจาพระยา แตกอนบานน้ีมีตนชะพลูมากจนเรียกวา ดง เม่ือตั้ง นามหมูบานเลยเปน บานดงชะพลู และหมบู านนี้มีวดั ดงชะพลตู ้ังอยู ซง่ึ วดั สรางมาต้ังแต พ.ศ. ๒ ๔ ๓ ๐ มีนามตามช่อื บาน เขาถา้ํ พระ นามบาน ตาํ บลเนินศาลา อาํ เภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค พระปลดั สะอาด ขนต ิพโล เลาวา หมูบานนี้มีภเู ขาถํ้าพระ อยเู ชงิ เขามวี ดั ชอ่ื วดั เขาถา้ํ พระ กระทรวงศกึ ษาธกิ ารประกาศตงั้ เปน วดั เมือ่ วนั ที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๒๓ มีนามตามชอ่ื บาน สถานที่นี้จดั เปน สถานท่ที องเท่ยี วแหงหน่งึ ของจงั หวัดนครสวรรค
๓๔๔๘ วถิ ชี วี ิต วฒั นธรรม อําเภอโกรกพระ จงั หวัดนครสวรรค ถํา้ พระ นามเขา อยูตาํ บลเนินศาลา อําเภอโกรกพระ จงั หวัด นครสวรรค ภูเขาแหงนี้มีถ้ําภายในถ้ําสลับซับซอน บริเวณกวางขวาง มีพระพุทธรูปปางตางๆ ประดิษฐานอยูในถํ้าจึงไดนามวา ถํ้าพระ รม เกลา นามเขอื่ น อยบู รเิ วณใกลเ คยี งกบั วดั เขาถาํ้ พระ ตาํ บล เนินศาลา อาํ เภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค เข่ือนรมเกลาเปนเขอ่ื น เก็บกกั นํ้า เนินกระพ้ี นามบาน ต.เนินศาลา อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค พระครูโชติจิตตทนโต เลาวาหมูบานน้ีเดิมมีเนินใหญและมีตนกระพี้ แผก งิ่ กา นสาขาใหญเ ปน ลกั ษณช าวบา นจงึ ถอื เอาเปน นมิ ติ เรยี กเปน นาม หมูบานวา “เปน เนินกระพี”้ เนินหญาคา นามบาน ต.หาดสูง อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค ออง กาเรียน เลาวา เดิมบริเวณท่เี ปนหมูบานมีเนินท่เี ปน เนินดินทเ่ี ปน หญา คาขน้ึ ปกคลมุ ไปทว่ั ตอ มาชาวบา นไดม าหกั รา งถางพงเปน หมบู า น ขึ้น จึงใหนามตามลักษณะเดิมทเ่ี ปน หญาคามาเปน “บานเนินหญาคา” และเมอ่ื ป พ.ศ.๒๔๔๐ ไดสรางวดั ขึ้นมีนามตามช่อื บาน หนองหญา นามบาน ต.หาดสูง อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค นายเชาว น้ําสม เลาวา เดิมหมูบานแหงนี้ไมมีผูคนอาศยั อยูเลยเพราะ ทดี่ นิ ยงั กวา งขวางประชาชนยงั นอ ยอยแู ละเวลาตอ มาไดม ผี คู นมาตงั้ บา น เรือนอยูใกลหนองนํ้าใหญแหงนี้ ซ่ึงหนองนํ้านี้มีนํ้าไมลึกมากนักพอถึง ชวงฤดูแลงน้ําจะแหงหมด จะมีแตหญาขึ้นเต็มไปหมด ชาวบานกลุมนี้ จึงตั้งชอ่ื หมูบานตามหนองแหงนี้ซง่ึ มีแตหญาวา “บานหนองหญา”
วิถีชีวติ วฒั นธรรม อําเภอโกรกพระ จงั หวัดนครสวรรค ๓๔๕๙ นากลาง นามบาน ต.นากลาง อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค นายเนา บัวไข เลาวา บานนากลางเดิมทีเดียวไมมีหมูบานเปนทุงโลง ไดตั้งวัดไวกลางนา ตอมาไดมีผูคนยายถ่นิ ฐานมาอยูรอบๆ วดั โดยทม่ี ี วัดอยูตรงกลาง ชาวบานจึงไดเรียกวา “หมูบานนากลาง” เพราะมีนา อยูตรงกลางหมูบาน ตั้งแตน้ันมากม็ ีผูคนมาอาศยั กันมากขึ้น นากลาง นามวดั ตงั้ อยทู หี่ มู๑ บ.นากลาง ต.นากลาง อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค พระอธิการประยูร ฐานทตโต เลาวา วัดนากลางน้ี สรางมาต้ังแต พ.ศ.๒๔๓๙ ชาวบานท่ไี ดอพยพมาตั้งถ่นิ ฐานอยูแถวนี้ ไดร ว มใจกนั จดั สรา งขน้ึ และขนานนามตามชอื่ บา น ซง่ึ หมบู า นนเ้ี ปน ทน่ี า ลอมรอบ ทาทราย นามบาน ต.นากลาง อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค พระเหม อินทปญโญ เลาวา หมูบานทาทรายน้ีต้ังอยูริมบึงมีบัวมาก บึงอยูทางทิศตะวันออกของวัดทาทราย เรียกวา บึงทาทราย กวางและ ยาวมาก เม่ือต้ังเปนหมูบานจึงไดนามตามชื่อบึง ท่ีหมูบานนี้มีวัดสราง ขึ้นตั้งแตประมาณป พ.ศ. ๒๔๘๐ เดิมมีนามวา “วดั ประทุมคงคาราม” เพราะต้ังอยูริมบึงมีบัวมาก จึงไดนามวา “วัดประทุม” ตอมาไดขนาน นามตามหมูบานวา “วัดทาทราย” บางประมงุ นามบา น ต. บางประมงุ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค นายไสว อินทยากร เลาวา บานบางประมงุ น้ันเปน หมูบานทเ่ี กิดขึ้นมา ชานานแลวและทําไมตองชื่อวาบางประมุง มีการเลากันมาวาในสมัย
๓๕๔๐ วถิ ีชวี ิต วฒั นธรรม อาํ เภอโกรกพระ จงั หวัดนครสวรรค พ.ศ.๒๔๔๐ มีประชากรจํานวนมากอพยพเขามาอยูในหมูบานเปน จํานวนมากและในหมูบานนั้นเปนปามีตนไมจํานวนมาก เชน ตนยาง เปน ตน ไมค ลมุ หมบู า น และหมบู า นนอ้ี ดุ มสมบรู ณใ นตวั ตาํ บลและหมบู า น ทาทองจนถึงบางมะฝอ จรดแมนํ้าเจาพระยา เมื่อน้ําอุดมสมบูรณ คนกจ็ ะมาอยูเปน จาํ นวนมาก ชาวบานจึงตั้งชอ่ื วา บางประมงุ คาํ วา มงุ นนั้ แปลความหมายออกมาจาก ๑.ปา ทป่ี กคลมุ หมบู า น ๒.คนจาํ นวนมาก ที่มามุงอยูกนั มาก นายทาแสนเพชรเลา เกย่ี วกบั หมบู า นบางประมงุ วา บา นบางประมงุ มีประวัติความเปนมาคือเดิมท่ีเดียวกัน หมูบานแหงนี้ยังไมมีผูคนใด มาอาศยั อยูเลย มีแตปาไมท้ังไมเลก็ ไมใหญขึ้นเตม็ ไปหมด แตพอตอมา ก็ไดมีครอบครัวของนายทอง นางผม ศรีตะลา และคนในครอบครัว ของเขาไดเขามาอาศัยอยู กอนที่จะไดพื้นท่ีทํามากินจากหมูบานแหงนี้ ไดช ว ยกนั บกุ ปา ฝา ดงแหง นด้ี ว ยความยากลาํ บากและตอ มานายทองได ไปชกั ชวนญาติพี่นองใหยายมาอยูพื้นดินตรงที่บุกเบิกนี้ เม่ือครอบครัว อนื่ ๆ ทยี่ า ยมาอยใู หมก ต็ อ งหกั รา งถางพง เพอื่ ทจ่ี ะไดส รา งทที่ าํ มาหากนิ เหมือนกับครอบครัวนายทองบาง เม่ือมีผูคนมาอยูมากหนาหลายตา ก็เลยทําใหเกิดเปนหมูบานขึ้นมาอีกหน่ึงแหง เดิมทีเดียวชาวบานเรียก หมูบานแหงนี้วา บางบางประมุงเพราะมีปามุงกันมากข้ึนเต็มไปหมด พอตอมารุนหลังๆ เรียกบานปาประมุง กลายเปนบานบางประมุง จนเทาทุกวันนี้ก็ยังเรียกหมูบานแหงนี้วา “บานบางประมงุ ”
วถิ ชี ีวติ วัฒนธรรม อาํ เภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค ๓๕๑๕ หนองตายาย นามบา น ต.บางประมงุ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค นายเร่ิม มายูร เลาวา บานหนองตายาย เปนหมูบานหนึ่งที่มีประวัติ ความเปนมาคือ หมูบานแหงนี้ไดมีสองตายาย เขามาบุกเบิกท่ีทํามา หากนิ ในหมบู า นแหง นก้ี อ นเปน ครอบครวั แรก หมบู า นทเี่ ดมิ เปน หมบู า น ทไี่ มม คี ลองไหลผา นจงึ ทาํ ใหล าํ บากตอ การทาํ มาหากนิ ดงั นนั้ สองตายาย จงึ มคี วามคดิ ขน้ึ มาไดอ ยา งหนงึ่ คอื จะตอ งชว ยกนั ขดุ หนองนาํ้ เพอื่ ทจี่ ะได มีท่ีเก็บน้ําเม่ือเวลาฝนตกมา แลวก็เปนจริงอยางท่ีตากับยายคิดไว เม่ือหนองน้ํานั้นขุดเสร็จ พอถึงหนาฝนก็มีฝนตกน้ําฝนก็ไหลรวมใน หนองน้ําแหงนั้น ตากับยายก็ไดใชน้ําในน้ันเปนที่ปลูกสิ่งของพวกผัก ผลไม และขา วในการประกอบอาชพี พอหมบู า นนม้ี คี วามสขุ อดุ มสมบรู ณ มากขึ้นจึงทาํ ใหผูคนไดอพยพมาจากถ่นิ อื่น เพ่ือทจ่ี ะอาศัยในหมูบานนี้ และครอบครัวท่ียายมาใหมก็มาตั้งถิ่นฐานใกลๆ กับหนองนํ้าที่ตายาย สองคนนี้ขุดไวและเขากเ็ ลยต้ังช่อื หมูบานแหงนี้วา “หนองตายาย” เพือ่ เปน อนุสรณใหตากบั ยายทข่ี ดุ หนองนํ้าน่นั เอง มโนราษฎร นามวัด ตั้งอยูเลขท่ี ๑ หมู ๘ บ.หนองตายาย ต.บางประมุง อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค พระอธิการฟอง ปภากโร เลาวา มโนราษฎร สรางขึ้นเม่ือป พ.ศ. ๒๔๘๐ ชาวบานเรียก “วดั หนองตายาย” ตามนามหมูบาน ท่ไี ดนามวา “วัดมโนราษฎร” น้ัน มคี วามหมายวา เปน วดั ทชี่ าวบา นรว มใจกนั สรา งขน้ึ มา ดว ยความสามคั คี พรอมเพรียงสําเร็จไดดังใจหวังหรือเปนทพ่ี อใจแกทกุ คน
๓๕๔๒ วิถีชวี ิต วัฒนธรรม อําเภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค ทาซุด นามบาน ต.บางประมุง อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค นายผอ ง จนั ทรห อม เลา วา ครงั้ ทพี่ ลายชมุ พลไดย กกองทพั มาพกั ทบ่ี า น ทัพชุมพล ครั้งท่ีจะไปตีเมืองเชียงใหมน้ัน บานทาซุด ตอมาชาวบาน จึงไดต้ังช่อื วา “บานทาซดุ ” นางพวง คงประยรู ไดเ ลา ถงึ บา นทา ซดุ วา สมยั กอ นนนั้ มแี มท พั ของทพั ชมุ พลไดย กกองทพั มาทห่ี มบู า นแหง น้ี ซง่ึ หมบู า นแหง นจ้ี ะมแี มน าํ้ ไหลผานมาจากแมนํา้ เจา พระยา ในหมบู านแหงนี้กจ็ ะมวี ดั อยใู นบริเวณ วดั กจ็ ะมีริมนํา้ ท่รี ิมนํ้าจะมีทานํ้าอยู วันหน่งึ กไ็ ดมีชางของแมทัพชุมพล ไดเดินไปกินนํ้าทท่ี านํา้ เมอ่ื เดินไปถึงก็ไดเดินไปเหยียบทานํ้าแหงน้ันจน ชดุ ตงั้ แตน นั้ มาชาวบา นแหง นนั้ กเ็ รยี กหมบู า นแหง นว้ี า “หมบู า นทา ซดุ ” ตราบจนทกุ วันนี้ ทา ซดุ นามวัด ต้ังอยูเลขท่ี ๗ ๐ หมู ๑ บ.ทาซุด ต.บางประมุง อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค พระสดุ ใจ สิริปญโญ เลาวา วดั ทาซุดสราง ขึ้นตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๓๖ เดิมมีนามวา “วัดสองคลอง” ไดเปล่ียนเปน “วดั ทาซุด” ในราว พ.ศ. ๒๔๘๐ บางคนเรียก “วัดทาซุด” พื้นท่ตี ั้งวัด เปน ทร่ี าบลุมอยูริมคลองบางประมงุ บางมะฝอ นามบาน ต.บางมะฝอ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค ผศ.อวยชยั วัยสุวรรณ เลาวา บานบางประฝอเปนหมูบานอยูริมแมน้ํา เจา พระยา มปี ระวตั คิ วามยาวนานพอสมควร เทา ทสี่ บื คน มาไดใ จความ วาในราวปลายสมยั กรงุ ศรีอยุธยาประมาณ ๒๐๐ กวาปมาแลวไทยได
วถิ ีชีวิต วฒั นธรรม อําเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค ๓๕๓๕ กวาดตอ นเชลยมอญมาจากเมอื งหงสาวดขี องพมา และใหม าตงั้ ถนิ่ ฐาน บานเรือนอยูที่เมืองประทุมหรือจังหวัดปทุมธานีในปจจุบัน ชาวมอญ เหลานี้ประกอบอาชีพทางดานเคร่ืองปนดินเผาและนําใสเรือลองขึ้นลง เรข าย กไ็ ดม าเหน็ ทาํ เลทต่ี ง้ั ของพน้ื ทที่ น่ี อี่ ดุ มสมบรู ณแ ละสะดวกในการ เดินเรือคาขาย จึงไดพากันมาต้ังบานเรือนอยูกัน ซ่ึงในบริเวณนี้เดิมมี คลองเล็กๆ แยกจากแมน้ําเจาพระยาในบริเวณลําคลองเล็กๆ น้ัน มี ตนไมชนิดหนึ่งเรียกวาตนมะฝอ ลักษณะเปนตนไมยืนตนคลายตนยาง ภเู ขา ไมชนิดนี้มีอยูเตม็ ไปหมดในบริเวณสองฝงคลอง จึงไดพากันเรียก บานนี้วา “บานบางมะฝอ” แตในปจจุบันนี้ ลําคลองไดตื้นเขินไปหมด แลว ตนมะฝอก็ถูกโคนตัดลงมาใชประโยชน พื้นทก่ี ็ใชทาํ พืชไรพืชสวน กนั ไปจนไมเห็นรองรอยเดิมอีกแลว
๓๕๔ วิถชี ีวิต วฒั นธรรม อําเภอโกรกพระ จงั หวัดนครสวรรค ศิลปะการแสดงอาํ เภอโกรกพระ ศลิ ปะการแสดงพน้ื บา นของอาํ เภอโกรกพระ ทย่ี งั คงสบื ทอดมา ถึงปจจุบัน คือ การแสดง รําโทนและการแสดง รําระบาํ ขาวแซ ๑. การแสดง “ราํ โทน” อาํ เภอโกรกพระ มกี ารละเลน พน้ื บา นทแ่ี ตกตา งจากทอ งถนิ่ อนื่ ซึ่งมีการละเลนพื้นบานทเ่ี รียกวา “การรําโทน” (หรือรําวงพื้นบาน) ซ่ึง มี ประวตั ิความเปนมา อันเปน การละเลนของชาวบาน มกั มีการเลนกนั ทกุ หมบู า น การเลน จะมผี รู าํ ผรู อ ง หรอื ผเู ลน เครอ่ื งดนตรใี หจ งั หวดั กไ็ ด อกี ทงั้ วธิ เี ลน กง็ า ยไมม พี ธิ รี ตี องซง่ึ ในแตล ะทอ งถนิ่ กจ็ ะประดษิ ฐเ นอื้ รอ ง และทา ราํ ประกอบเพลงขนึ้ มาเอง บางแหง เรยี กวา “ราํ วงตบี ท” หรอื ”ราํ วง ประกอบบท” น่ันเอง
วถิ ีชีวิต วฒั นธรรม อําเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค ๓๕๕ ผูเลน เปน ชาวบานในทองถ่นิ นั้นๆ หรือทองถ่นิ ใกลเคียงกนั ทัง้ ชายและหญิงไมจาํ กัดจาํ นวนการแตงกาย ชายนุงโจงกระเบน สวมเสื้อ คอกลม มีผาขาวมาคาดเอว สวนหญิงนุงโจงกระเบนสวมเสื้อเปดไหล หมผาสไบเฉียง เครื่องดนตรีประกอบการเลน มีฉง่ิ โทน (กลอง) กรบั ฉาบ เปนเครอ่ื งใหจังหวะ สถานท่เี ลน ใชบริเวณลานบานกวางๆ วิธีเลน แบงผูเลนออกเปน ๒ ฝาย คือ ฝายชายและฝายหญิง เมื่อนักดนตรีขึ้นเพลงแลว ฝายชายจะไปโคงฝายหญิงใหออกมารํา การราํ กจ็ ะราํ เปน วงกลมเปน คๆู แลว แสดงทา ราํ ไปตามจงั หวะของเพลง และเนื้อรอง เมื่อจบเพลงหนง่ึ แลวนกั ดนตรีกจ็ ะขึ้นเพลงใหมตอไป โอกาสทเ่ี ลน มกั เลนในงานรน่ื เริงตางๆ เชนงานนกั ขตั ฤกษ เชน วันสงกรานต สวนประโยชนท่ีไดรับ เพ่ือความสนุกสานเพลิดเพลิน หลังจากเหน็ดเหน่ือยกับการงานมาแลวและท่ีสําคัญคือเพ่ือเปนการ ประสานไมตรีกบั ชาวบานในละแวกเดียวกนั และตางถ่นิ เปนตน ปจจุบัน จะใชแสดงเพื่อการศึกษาในสถาบันตางๆ เชน มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครสวรรค
๓๕๖๔ วิถีชีวติ วัฒนธรรม อําเภอโกรกพระ จังหวดั นครสวรรค ๒. การแสดง “รําระบําขา วแซ” ชาวบานตําบลบางมะฝอ อาํ เภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค มีศิลปะการแสดง อีกประเภทหนึ่งคือ “รําระบําขาวแซ” อันมีประวัติ และการแสดง ดงั นี้ ระบาํ ขา วแซ เปน ระบาํ ทไี่ ดค ดิ ประดษิ ฐท า ราํ เมอื่ ป พ.ศ.๒๕๓๖ โดยอาจารยโรจน ออนน่มิ อาจารย ๒ โรงเรียนวัดบางมะฝอ อาจารย อบุ ล แสงอุทัย อาจารย ๒ โรงเรียนบางมะฝอ (ตําแหนงในขณะนัน้ ) สงั กดั สาํ นกั งานการประถมศกึ ษาอาํ เภอโกรกพระ และนางสาวพชั รนิ ทร แสงโพธิ์ นกั ศกึ ษาวชิ าเอกนาฏศลิ ป สถาบนั ราชภฏั นครสวรรค (ตาํ แหนง
วถิ ชี ีวิต วัฒนธรรม อาํ เภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค ๕๓๗๕ ในขณะนนั้ ) แสดงครั้งแรกเม่อื วันท่ี ๑ ๔ เมษายน ๒๕๓๙ ในงานบญุ ประเพณีขาวแช “จันทรโชคอนุสรณรําลึก” ณ โรงเรียน วดั บางมะฝอ อาํ เภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค และแสดงในงานประเพณสี งกรานต ตลอดจนงานวนั อนุรักษมรดกไทย การแสดงชดุ นี้ ประยกุ ตขึ้นจากงานบญุ ประเพณีขาวแช ซงึ่ เปน ประเพณเี กา แกข องชาวบางมะฝอ แหง เดยี วของอาํ เภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค โดยนํานาฎลีลาทารําทางนาฏศิลปไทยมาประยุกตเขากับ วิถีชีวิตความเปนอยูตลอดจนกระบวนการทําขาวแช อาหารคาวหวาน แบบโบราณของชาวบา นบางมะฝอ ซง่ึ มกี ารแสดงรวม ๔ ตอนดว ยกนั คอื ตอนที่ ๑ ชาย-หญงิ เกบ็ ผลไม ทา ราํ จะบง บอกถงึ การเกบ็ ผลไม ของชาวสวน เนื่องจากบางมะฝอเปนชุมชนท่ีตั้งอยูริมฝงแมนํ้าเจาพระยา มปี ระเพณวี ฒั นธรรมสบื ทอดกนั มายาวนาน ประชากรสว นใหญม อี าชพี เกษตรกรรม ทําไร ทาํ สวนผลไม โดยเฉพาะกลวยหอมและละมุด เปน ผลไมท ปี่ ลกู กนั มาก รสชาตหิ วานหอม กรอบ อรอ ย ผลใหญ เปน ทสี่ รา ง ช่ือเสียงใหแกหมูบานเปนอยางมากจนเปนตํานานเลาขานกันวา “ชาวบางมะฝอ เหลา กอคนดี ประเพณขี า วแช กลว ยหอมแน ละมดุ หวาน ลกู หลานหลวงพอออน ศรีแหงเมืองนครสวรรค” ตอนท่ี ๒ การทําขาวแชพรอมอาหารคาวหวาน ทาราํ จะแสดง ถึงทาทาง การปรุงอาหาร ตกแตงภาชนะสําหรบั ใสอาหาร
๕๓๘๔ วถิ ีชีวิต วฒั นธรรม อาํ เภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค ขาวแชคืออาหารชนิดหนึ่งที่จัดอยูในประเภทอาหารคาว ซ่ึง ปรุงแตงอยางประณีตพิถีพิถัน จัดใสสําหรับเคร่ืองลายครามสังคโลก เบญจรงคแ ละอนื่ ๆ ซง่ึ ชาวบา นบางมะฝอ ไดส ะสมเกบ็ รกั ษาไวต งั้ แตส มยั ปู ยา ตา ทวด ในปหนง่ึ ๆ ถึงจะไดนําออกมาลาง เชด็ ใหสะอาด บรรจง เรยี งใสโ ตกหรอื ถาดทองเหลอื ง ซง่ึ ไดผ า นการขดั สจี นขน้ึ เงาวาว แลว นาํ ไปใสสาแหรกหวายหาบไมคานประกอบดวยขาวแช ๑ สําหรับ และ อาหารหวาน ๑ สาํ รบั แลว นาํ ไปวดั ในชว งกอ นเพลของวนั ท่ี ๑๔ เมษายน ของทุกๆ ป ซง่ึ ตรงกบั เทศกาลสงกรานตพอดี ตอนท่ี ๓ แสดงถึงการเลนพื้นบานท่ีสนุกสนานของหนุมสาว คือการรําโทน การรํากลองยาว การรดน้ําดําหัว เปนตน ตอนที่ ๔ ขบวนแหห าบขา วแชข องชาวบา นบางมะฝอ แสดงทา ราํ ใหเ หน็ วา ชาวบา งมะฝอ ไดห าบสาํ รบั ขา วแชอ อกจากบา นไปเพอ่ื ถวายพระ ทวี่ ดั ในวนั ที่ ๑๔ เมษายน ของทกุ ๆ ป การแตง กายของผแู สดงชาย- หญงิ จะแตงกายแบบพื้นเมืองภาคกลาง เครื่องดนตรี ใชวงปพาทยเครื่อง ๕ ผสมกลองยาวปจจุบัน การแสดงระบาํ ขา วแช จะแสดงในเทศกาลงานสงกรานต และแสดงเพอ่ื การศึกษาในสถาบันการศึกษาในจังหวัดนครสวรรคดนตรี วงปพาทย เครอ่ื ง ๕ ผสมกลองยาว ใชสาํ หรับการแสดง การราํ ระบาํ ขาวแซ ฉิ่ง โทน กรับ ฉาบ เปน เคร่อื งดนตรีใหจังหวะ การแสดง รําโทน กีฬา กีฬาพ้ืนบานในปจจุบัน ไมปรากฏนํามาเลน แตก็ยังปรากฏ ในสถานศึกษาบางเปน การสาธิตเพื่อการศึกษา
วิถชี ีวติ วัฒนธรรม อาํ เภอโกรกพระ จงั หวัดนครสวรรค ๓๕๙๕ ๕บทท่ี วัฒนธรรมทองถน่ิ วิถีชีวิต ลักษณะการต้ังถ่ินฐานสวนใหญจะตั้งบานเรือนเปนกลุมหนา แนนในบริเวณที่พ้ืนราบและบริเวณแหลงน้ํา และแมน้ําเพ่ือใชสําหรับ อปุ โภคและบรโิ ภค มวี ดั โรงเรยี นเปน ศนู ยก ลาง ประชาชนสว นใหญน บั ถอื ศาสนาพทุ ธ มสี ถาบนั วดั และพระสงฆม บี ทบาทตอ ความเปน อยทู กุ ระยะ ของประชาชน นอกจากน้ีวัดยังเปนท่ีชุมนุมของชาวบานในการจัดงาน ตางๆ ตลอดจนเปน ท่พี ักผอนหยอนใจ อีกท้ังยังรับบริการประชาชนใน ดา นพธิ กี รรมตา งๆ อกี ดว ย ประชาชนบางสว นเปน ชาวไทยเชอ้ื สายมอญ และชาวไทยเชื้อสายจีน การแตงกาย การแตงกายในสมัยกอนจะแตงกายตามวิถีการดําเนินชีวิต ชายจะนุงกางเกงขากวยสีเขม เชนสีดําหรือสีน้ําเงิน สวมเส้ือมอฮอม ใสหมวกใบลาน สวนหญิงนุงผาโจงกระเบนผาลายหรือผาโจงกระเบน สเี ขม สวมเสอ้ื แขนกระบอก สวมงอบสาํ หรบั หลงั เลกิ งานในชวี ติ ประจาํ วนั
๓๖๐๔ วิถชี ีวิต วฒั นธรรม อําเภอโกรกพระ จงั หวัดนครสวรรค ชายมักจะนุงโสรง สวมเส้ือคอกลมเน้ือบางสีขาวมีผาขาวมาพาดไหล สว นหญงิ สวมเสอ้ื คอกระเชา สว นในงานเทศกาลหรอื งานบญุ ชายหญงิ จะพถิ พี ถิ นั แตง กายเปน พเิ ศษดว ยผา สสี นั สวยงาม ชายจะนงุ กางเกงขายาว สวมเสื้อเช้ิต หญิงนุงผาซิ่น สวมเส้ือลูกไม ประดับดวยเคร่ืองประดับ ประเภทสรอยคอ สรอยขอมือทองคํา คาดเข็มขัดทองหรือนาค หอย พวงกุญแจเพ่อื แสดงฐานะทางการเงิน ตอมาไดมีการเปล่ียนแปลงดานการแตงกายในสมัยจอมพล ป.พบิ ลู สงคราม ชาวบา นจะนงุ ผา ซน่ิ แทนโจงกระเบน ใสเ สอื้ แขนสนั้ แต ปจ จบุ นั นชี้ ายหญงิ แตง กายแบบสากลนยิ ม แตม กี ารหนั มาใชผ า ฝา ยและ ผาพื้นเมืองทอกนั มากขึ้น
วิถชี วี ิต วัฒนธรรม อําเภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค ๓๖๕๑ อาชีพ ชาวบานโกรกพระ จะประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทาํ นา ทาํ ไร ทําสวนผลไม เปนสวนใหญและมีอาชีพอ่ืนๆ ไดแก คาขาย ทําธุรกิจ รับราชการ รัฐวิสาหกิจ เลี้ยงสัตวและรบั จาง เปน ตน มรดกภูมิปญ ญาทอ งถ่นิ มรดกภูมิปญญาทองถิ่นของอําเภอโกรกพระ ท่ีไดรับการข้ึน ทะเบียนเปนมรดกภูมิปญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดนครสวรรค มี จาํ นวน ๕ รายการและยงั เปน สินคา OTOP ท่ไี ดรบั ความนิยม ๑. เครื่องจักสานบานดงชะพลู ๒. กลวยกวนขาวตมมัด ๓. เรือจาํ ลองโบราณ ๔. น้ําพริกแกงอูเฆ ๕. ผลิตภัณฑและการแปรรูปจากนกกระจอกเทศ
๓๖๒๔ วถิ ชี วี ติ วฒั นธรรม อําเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค ๑. เคร่ืองจกั สานบานดงชะพลู กลุมวิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมจักสานบานดงชะพลู หมูท่ี ๖ ตําบลบางมะฝอ อาํ เภอโกรกพระ จังหวดั นครสวรรค เปน กลุมทจี่ ัดตั้ง ขึ้นโดยการรวมกลุมแมบานท่ีมีฝมือจักสานเม่ือวางจากงานดาน เกษตรกรรม (อาชีพหลัก) กลุมแมบานจะจกั สานผลิตภณั ฑตาง ๆ จาก ไมไผ เชน เสื่อราํ แพน, ตะกรา, กระจาด เปน ตน ซึ่งเปน การถายทอด ภมู ปิ ญ ญาทอ งถน่ิ มาจากบรรพบรุ ษุ สาํ หรบั ไวใ ชใ นครวั เรอื นและประชากร ในหมูบาน ไดยึดเปนอาชีพเสริมเร่ือยมา จนมาเมื่อป พ.ศ. ๒๕๔๘ นางอัมพร รัตนวรสุทธ์ิ ไดนําผลิตภัณฑจกั สานลงทะเบียนผูผลิตสินคา OTOP เมอ่ื ป พ.ศ. ๒๕๕๑ และไดจ ดทะเบยี นเปน วสิ าหกจิ ชมุ ชนหตั ถกรรม จกั สานพื้นบานบานดงชะพลู เมอื่ วนั ท่ี ๑๘ กมุ ภาพนั ธ ๒๕๕๒ โดยการ รวมตัวของกลุมแมบานท่มี ีฝมือจักสาน ทต่ี ้ังกลุมเลขที่ ๔ /๓ หมูท่ี ๖ ตําบลบางมะฝอ อําเภอโกรพระ จงั หวดั นครสวรรค โทรศัพท ๐๘๕-๔๔๗๘๖๗๕
วิถชี ีวติ วัฒนธรรม อําเภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค ๓๖๓๕ ๒. กลว ยกวนขา วตมมัด นางเรณู คุมชาติ ประธานกลุมแมบานเกษตรกรบางประมุง ไดค ดิ คน การทาํ กลว ยกวนขา วตม มดั หรอื กลว ยกวนทห่ี อ แบบขา วตม มดั ที่วางขายในจังหวัดนครสวรรค ไดริเร่ิมการบรรจุดวยผลิตภัณฑใหม อนั เปน ภมู ปิ ญ ญาของคนไทยทน่ี าํ วสั ดเุ หลอื ใชใ นทอ งถน่ิ ใหเ กดิ ประโยชน สงู สดุ โดยการใชใ บตองแหง แทนพลาสตกิ จนไดร ปู ลกั ษณใ หมท สี่ วยงาม นาซื้อหาเปน ของฝากไมนอยหนาไปกวากลวยกวนท่อี ื่นๆ ก็คือ รสชาติ ของกลวยกวนในใบตองท่หี อน่ันเอง ซงึ่ แตเดิมคณุ เรณู คุมชาติ ไดบอกวา ทางเคหะกิจเกษตรไดนาํ เอากลวยกวนท่หี อใบตองจากท่อี ื่นมาเปน ตนแบบ เปนแทงกลมๆ ยาว ขนาด ๒ ขอนิ้ว รัดปลายท้งั ๒ ดานมาใหดเู ปน ตวั อยาง จึงไดนาํ มา พจิ ารณาเหน็ วา แปลกดี ถา จะทาํ แบบนบ้ี า งคดิ วา นา จะทาํ เปน แบบขา วตม มดั เพอื่ สรา งความแปลกใหมก น็ า จะดแี ละคงเปน ทส่ี นใจของผซู อ้ื เพอื่ นาํ ไปเปนของฝาก และประกอบกับกลุมแมบานกลุมนี้ก็ทําขาวตมมัดหอ ใบตองกนั เปน ทุกคนอยูแลว จึงไดรวมตวั กันทําขึ้น โดยใชวัสดทุ ม่ี ีอยูใน ทองถ่ินอันเปนการประหยัดคาใชจายอีกทางหน่ึง ในท่ีสุดก็ประสบผล สาํ เรจ็ โดยปจจุบันเปน สินคาทน่ี ิยมและมีชอื่ เสียงไปทั่วประเทศในดาน ของฝากท่ีระลึกของชาวบางประมุง สามารถใชบริโภคไดอยางอรอย ดีเยี่ยมและปจจุบันไดพัฒนาการโดยใชวัสดุไมไผมาจักสานเปนชะลอม ใสบรรจเุ พ่อื ใหเกิดความสวยงามยง่ิ ขึ้น
๓๖๔ วิถีชวี ติ วัฒนธรรม อําเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค เอกลักษณของกลุมแมบานนี้ จะใชวัสดุในการหอบรรจุดวย ใบตองแหง แบบขา วตม มดั คอื ตอ งใชใ บตองแหง ทคี่ าตน หรอื ใบตองแก ที่ตัดมาตากแหงถาใบตองแหงจะใชใบตองของกลวยน้ําวาหรือ กลว ยหกั มกุ เทา นนั้ โดยเลอื กเอาใบทแี่ หง แตก า นยงั ตง้ั ตดิ อยบู นตน ตาม แนวเดิม ถาเปนกานที่หักลูลงมาไมนิยม ใชเพราะใบตองจะแหงกรอบ เกินไป ใบท่ีเลือกจะตองไมมีเช้ือราเปนอันขาด ชวงการเก็บ ตองเปน เชาตรูเพรานํ้าคางจะชวยมิใหใบกรอบ เม่ือเลือกไดแลวจึงนํามาฉีก เปนชิ้นใหญๆ เชด็ ใหสะอาดพรอมฉีกตามแนวขวาง ใชกรรไกรตัดตาม แนวยาวใหไ ดค วามกวา งประมาณ ๑.๕ นวิ้ แลว นาํ ไปบรรจใุ นถงึ พลาสตกิ รัดปากถงุ ใหแนนเพ่อื มิใหแหงกรอบ หากจะนาํ มาใชจะตองใชผาชุบนาํ้ บิดหมาดๆ วางทับไวชั้นบนสุดจะไดไมแหงเมอ่ื ถูกลม เปนตน ผลิตภัณฑกลวยกวนแมเรณู ประธานกลุม : นางเรณู คุมชาติ
วถิ ีชีวิต วฒั นธรรม อําเภอโกรกพระ จังหวดั นครสวรรค ๓๖๕ สถานท่ีติดตอ : วิสาหกิจชุมชนกลุมแมบานเกษตรกรรมบาง ประมงุ ๔๐/๒ หมู ๕ บานประมงุ ตาํ บลบางประมุง อาํ เภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค ๖๐๑๗๐ เบอรโทรติดตอ: ๐๘๗-๙๐๙๙๔๑๗ , ๐๕๖-๒๐๒๐๐๗ Facebook : กลวยกวน แมเรณู ๓. เรือจาํ ลองโบราณ ในสมัยโบราณการจัดต้ังชมุ ชนมกั ทําตามริมน้าํ เชน คนตําบล บางมะฝอ อาํ เภอโกรกพระ ตง้ั ชมุ ชนอยรู มิ แมน าํ้ เจา พระยา วถิ ชี วี ติ ของ คนในสมัยกอนจึงผูกพันกับน้ําอยางแนบแนนท้ังในดานการดํารงชีวิต การคมนาคม และการคา กลายเปน วฒั นธรรมโบราณและมรดกลํ้าคา การสญั จรไปมาของมวลชนสว นใหญท ไ่ี มอ ยรู มิ นาํ้ ตอ งใชก ารเดนิ ดว ยเทา หรือเกวียนเทียมสตั วสเ่ี ทา หรือการไปมาหาสกู นั อาจใชเรือพายไปตาม แมนํ้าลําคลองใชทาํ มาหากินบาง ใชในการขนสงบาง คร้ันความเจริญ มากขึ้น มีการสรางถนนหนทางเช่อื มตอระหวางเมือง ทําใหการใชเรือ เปน พาหนะลดนอยลง นอกจากน้ันความเจริญทางเทคโนโลยีทําใหเรือ ท่ีใชเปนพาหนะทางทะเลเปล่ียนจากเรือใบเปนเรือที่ใชเครื่องยนตหรือ ใชเ ครอื่ งบนิ ในการเดนิ ทางทาํ ใหเ รอื หลายๆ รปู แบบหายสาบสญู กลายเปน ของโบราณไป ทาํ ใหเ กดิ แนวคดิ การสรา งเรอื จาํ ลองเพอื่ ใชเ ปน สง่ิ ประดบั หรือตกแตงภายในบานและหรือเพื่อใหเปนการสืบทอดทางวัฒนธรรม
๖๓๖๔ วิถชี วี ติ วัฒนธรรม อาํ เภอโกรกพระ จังหวดั นครสวรรค สมยั เกา ๆ ของไทย เรือทใ่ี ชใ นการสญั จรไปมาสว นมากจะเปน เรอื สาํ เภา เรอื ใบสาํ เภา หรอื เรยี กสน้ั ๆ วา “เรอื สาํ เภา” เปน พาหนะสาํ คญั ท่ีใชกันมากในสมัยที่ไมมี “เรือกลไฟ” เปนเรือท่ีขนสินคาขึ้นลองเพ่ือ การคา ระหวา งประเทศ รปู รา งเรอื มลี กั ษณะปา นเกง ทา ยสงู และทา ยเรอื ยน่ื ออกไมมีกระดกู งเู ลก็ เรือ เสากระโดงมกั สงู และใชใบแขวนทม่ี ีพรวน ใบขนาบขวางยาวตลอด เช่ือวาเรือสําเภามีการพัฒนาและดัดแปลง มาจากแพหรอื คาํ วา “สาํ ปน ” เปน ภาษาจนี แปลวา “ไมก ระดาน ๓ แผน ” ดังนน้ั จึงอาจเรียกไดวาเปน เรือสําเภาขนาดเล็ก ภาพผลิตภณั ฑเ รือจาํ ลองโบราณ ประธานกลุม : นายสมพงษ ฐิตะธรรมท่ที าํ การกลุม : ๑๓ ๖/๕ หมูที่ ๕ ตาํ บลบางมะฝอ อาํ เภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรคเบอรโทร ติดตอ : ๐๘๗ -๓๑๖๙๔๕๕
วิถชี วี ติ วัฒนธรรม อาํ เภอโกรกพระ จงั หวัดนครสวรรค ๖๓๕๗ ๔. น้าํ พริกแกงอูเฆ นํ้าพริกเคร่ืองแกงซึ่งคนไทยคิดคนขึ้นเพ่ือใชทําอาหารไทย ประเภทแกง ผัดเผ็ดซ่ึงมีสวนผสมสมุนไพรหลายอยาง จึงมีคนคิดทํา เปน นา้ํ พรกิ แกงขน้ึ เพอ่ื ควบรวมสว นผสมตา งๆ เขา ดว ยกนั เพอื่ ใหส ะดวก เวลาทําอาหารประเภทแกง ผัด เพราะนอกจากจะชวยยนระยะเวลา ในการเตรียมอาหารแตละครั้งแลวยังสามารถทํานํ้าพริกเคร่ืองแกง ครงั้ ละเยอะๆ แลว เกบ็ ไวใ ชใ นครงั้ ตอ ไปไดอ กี ดว ยสมาชกิ กลมุ มคี วามรู ความชํานาญเปนภูมิปญญาชาวบานท่ีปฏิบัติกันมาซ่ึงกลุมรับจัดทํา จาํ หนายท้ังขายปลีกและขายสงท้ังในและนอกหมูบาน การตาํ พริกแกง สมาชิกจะผลิตโดยใชแรงงานคนเกือบตลอดกระบวนการกลุมยังไมมี ทท่ี าํ การเปน ของตวั เอง อาศยั บา นสมาชกิ เปน ทท่ี าํ การ กลมุ ผลติ นา้ํ พรกิ แกงเผด็ พริกแกงสม พริกแกงเขียวหวาน น้ําพริกเผา ซง่ึ สามารถผลิต ไดวันละ ๕๐ กิโลกรัม ปจ จุบันกลุมตองการเครอ่ื งบดท่ีมีขนาดใหญขึ้น เพื่อใหสามารถผลิตไดในปริมาณที่มาก ภาพผลิตภณั ฑนํา้ พริกแกงอูเฆ
๓๖๔๘ วถิ ีชีวิต วัฒนธรรม อําเภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค ประธานกลุม : นางสาวนํ้าผึ้ง ประสาทสิทธิ์ ทตี่ ง้ั กลมุ : กลมุ นาํ้ พรกิ แกงอเู ฆ ๑๙ /๑ หมทู ี่ ๔ บา นอเู ฆ ตาํ บล เนนิ กวา ว อาํ เภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค ๖๐๑๗๐ เบอรโ ทรตดิ ตอ :๐๕๖-๒๙๗๒๐๖,๐๘๒-๗๐๑๗๐๑๓ ๕. ผลิตภณั ฑแ ละการแปรรูปจากนกกระจอกเทศ ป พ.ศ.๒๕๔๔ ไดเ รมิ่ เลยี้ งและแปรรปู เนอ้ื และหนงั นกกระจอกเทศ ในชว งเวลาตอ มาไดย อดเรอ่ื งเครอ่ื งหนงั นาํ มาผลติ เปน ผลติ ภณั ฑเ รม่ิ ใชเ อง จําหนายในกลุมเพ่ือนฝูงและภายในชมรมคนและออกจําหนายใน ทองตลาดในป พ.ศ.๒๕๔๕ ตอมา ไดสงคัดสรร OTOP ไดรับมาตรฐาน มผช. และ OTOP ๕ ดาว ระดบั ประเทศ นับเปน ผูประกอบการรายแรก ของเมืองไทยท่นี ําหนังนกกระจอกเทศมาผลิตงาน Hand Made ฟารมนกกระจอกเทศมีการดําเนินกิจการดานผลิตภัณฑ เครื่องหนัง กลุมฯ มีผลิตภัณฑเครื่องหนังประเภท เข็มขัด, กระเปา สะพาย,กระเปาสตางค,เครื่องหนัง ทุกรูปแบบที่ลูกคาส่ังตัด มีหนัง นกกระจอกเทศเปนหลัก โดยใชวัตถุดิบจากแผนกแปรรูปเนื้อสัตวและ ยงั มีหนงั จระเข หนงั แพะ อืน่ ๆ ที่นีม่ ีลกู คาประจําและขาจร มีท้ังลกู คา ในประเทศและตางประเทศ
วถิ ชี วี ติ วฒั นธรรม อาํ เภอโกรกพระ จงั หวัดนครสวรรค ๖๓๙๕ สถานทต่ี งั้ ฟารม นกกระจอกเทศนครสวรรค ๓๒ หมู ๔ ตาํ บล เนินกวาว อําเภอโกรกพระ จังหวดั นครสวรรค ๖๐๑๗๐ โทร ๐๘๙- ๘๓๙-๒๕๔๗ Facebook : ฟารมนกกระจอกเทศนครสวรรค ผูบริหาร ฟารม : นายอุปทาน จิกิตศิลปน
๓๗๐๔ วิถีชวี ติ วัฒนธรรม อําเภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค ประเพณีทองถิน่ ประเพณที อ งถนิ่ ของอาํ เภอโกรกพระ ทจี่ ะกลา วถงึ น้ี เปน ประเพณี ทยี่ งั คงสืบทอดอยูจนถึงปจ จุบัน ประเพณีการทาํ บญุ งานสงกรานตส ืบสานงานบญุ ขาวแช ประเพณกี ารทาํ บญุ งานสงกรานตส บื สานงานบญุ ขา วแชป ระเพณี เลย้ี งขา วแชน ก้ี ลา วไดว า เปน ประเพณที มี่ อี ยเู ฉพาะบา นบางมะฝอ เทา นนั้ สวนในท่ีอ่ืนไมเคยไดยินวามีประเพณีน้ีเลยและยังสืบไมไดวามีข้ึนมา ตั้งแตครั้งใด ทราบจากคําบอกเลาของผูเฒาอายุราว ๗๐ กวาปขึ้นไป (เมอื่ พ.ศ. ๒๕๒๒ ) กร็ แู ตว า เปน ประเพณีทสี่ ืบเนอื่ งมาจากมอญ เพราะ จากการสืบคนและสันนิษฐานแลวปรากฏวา ราวๆ ปลายรัชกาลที่ ๓ หรือตนรชั กาลท่ี ๔ สยามประเทศไดกวาดตอนผูคนเชลยมอญมาจาก
วิถชี วี ิต วัฒนธรรม อําเภอโกรกพระ จงั หวัดนครสวรรค ๗๓๑๕ กรุงหงสาวดี ใหมาต้ังบานเรือนอยูท่ีเมืองประทุม (จังหวัดปทุมธานีใน ปจ จบุ นั น)้ี และในจาํ นวนมอญทถี่ กู กวาดตอ นมาในครง้ั นเี้ ปน นางชพี ลอย ซึ่งทราบภายหลังวาเปนภรรยาคนหน่ึงของพระยาปทุมหัวหนามอญ ท่ีอพยพมานั่นเอง ไดมาต้ังบานเรือนอยูติดกับวัดทางทิศใตอันเปน ตนตระกลู “ทองพิทกั ษ” ในปจจุบันนี้ (ขออนญุ าตตอผูใชนามสกุลนี้มา ณ ท่ีนี้ ดวยท่ีไดกลาวถึง) ไดนําเอาประเพณีเล้ียงขาวแชมาเผยแพร ตอ มาชาวบา นทเ่ี หน็ วา เปน ประเพณที ดี่ จี งึ ยอมรบั และปฏบิ ตั ติ อ ๆ กนั มา จนถึงปจจุบัน ประเพณีงานบุญขาวแชนี้เปนประเพณีที่ลูกหลานของ ชาวบานบางมะฝอ ตั้งบานเรือนอยูทางทิศใตของวัดบางมะฝอ หมูที่ ๓ ตําบลบางมะฝอ อําเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค ลูกหลานของ คุณยายท้ังสองซ่ึงยังจําความไดและยังมีชีวิตอยูคือ คุณยายทองปาน เตโช (นามสกุลเดิม สังขเดช) เปนผูเลาเกย่ี วกับประวัติขาวแช การจัดสาํ รบั ขา วแชไ ปถวายพระ
๓๗๒๔ วิถีชีวิต วัฒนธรรม อาํ เภอโกรกพระ จงั หวัดนครสวรรค ขาวแช เปนอาหารไทยที่เปนมรดกตกทอดทางวัฒนธรรม มี เอกลักษณเฉพาะตัวทางดานรสชาติและความประณีตในการปรับปรุง รวมทั้งการประดบั ตกแตงดวยฝมืออยางงดงาม แสดงใหเห็นถึงวิถีชีวิต ของคนโบราณ อนั เปน ชีวิตท่ไี มรีบรอน ทําใหมีเวลาคิดประดิดประดอย ดดั แปลงอาหารตา งๆ ไดม ากมายเพอ่ื ใหเ หมาะสมกบั สภาพดนิ ฟา อากาศ และฤดูกาลท่มี ีอาหารรสชาติตางๆ ใหเลือก การเลี้ยงขาวแชของชาวบางมะฝอนี้จะทํากันปละคร้ังเทานั้น ไมทํากันพรํ่าเพร่ือ กลาวคือ เม่ือถึงวันท่ี ๑๓ เมษายน ของทุกๆ ป ชาวบา นทง้ั หมดจะรว มกนั ทาํ บญุ ณ ศาลาการเปรยี ญวดั บางมะฝอ โดย มัคทายกวัด จะประกาศใหทราบวาสงกรานตในปน้ีจะทําบุญกันก่ีวัน และจะกําหนดใหวันไหนเปนวันเล้ียงขาวแช ซ่ึงโดยมากมักจะกําหนด ใหทราบกันแตเน่นิ ๆ เน่ืองจากวนั เลี้ยงขาวแชนี้เทากับการเปนการรวม หมูญาติของบางมะฝอทีเดียว เพราะชาวบางมะฝอไมวาจะไปประกอบ อาชีพหรือทําภารกิจอยูในทองถ่ินใดก็ตาม วันเล้ียงขาวแชจะตองมา รวมงานบุญนี้อยางพรอมหนากนั ทุกๆ ป โดยมากมกั จะกาํ หนดใหตรง กบั วันหยุดราชการ (ในปจ จบุ นั กาํ หนดในวนั ท่ี ๑๔ เมษายน ของทกุ ป) การทําสาํ รบั ขาวแชกท็ าํ กนั อยางประณีต เมอื่ ทาํ เสรจ็ แลวกจ็ ะ ใหบ ตุ รหลานทเี่ ปน โสดแตง ตวั เรยี บรอ ยสวยงาม นาํ สาํ รบั ขา วแชใ สห าบ โดยหาบไปวดั ในเวลาเพลซง่ึ ภาชนะทใ่ี สข า วแชน นั้ จะไมใ ชภ าชนะธรรมดา ใครมีภาชนะโบราณของเกาก็จะนํามาใส เชน ชามสังคโลก เคร่ือง
วิถชี วี ิต วัฒนธรรม อาํ เภอโกรกพระ จังหวดั นครสวรรค ๗๓๓๕ เบญจรงคถ ว ยชดุ กงั ไสและของชดุ โบราณทเี่ ปน ของจรงิ แทร อ ยเปอรเ ซน็ ต เมอื่ นําสํารบั กับขาวยกขึ้นบนศาลาแลว มคั ทายกจะเขียนสลาก แลวไป ใหเจาของสํารับจับวาจะไดถวายพระภิกษุรูปใด เม่ือทราบแลวก็จะนํา เอาสํารับกับขาวของตนไปต้ังหนาพระภิกษุรูปน้ัน โดยไมไดเลือกวาจะ ตอ งนาํ ไปถวายกบั พระภกิ ษรุ ปู ใด ไมว า จะเปน พระบวชใหมห รอื พระเกา ก็ยินดีถวายท้ังนั้น ขณะทพ่ี ระสงฆกําลังฉันขาวแชกจ็ ะมีพระสงฆแสดง พระธรรมเทศนา ๑ กณั ฑ เวลาประมาณ ๑๓ .๐๐ น. จึงจะเริ่มทาํ การ สรงนา้ํ พระพทุ ธรปู และพระสงฆต ามลาํ ดบั การสรงนา้ํ พระจะมปี ระชาชน ในตาํ บลใกลเ คยี ง เชน ตาํ บลตะเคยี นเลอ่ื น ตาํ บลโกรกพระ มาสรงนาํ้ พระ กันอยางสนกุ สนาน สืบสานงานบญุ ขา วแช ตาํ นานเกลาเลาขานเมอ่ื กาลกอน ประชากรบางมะฝอแสนสุขศรี ขาวเตม็ นาไมเต็มสวนผลมากมี ทกุ ชีวีเปยมลนน้ําใจกัน เจาพระยากวางใหญใสสะอาด เปนโอกาสสรรคสรางถน่ิ สวรรค สามคั คีกอกิจรวมผูกพนั ชืน่ ชีวนั สรางชีวิตจิตศรัทธา
๗๓๔ วิถีชวี ิต วัฒนธรรม อําเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค ภมู ิปญ ญาคนรุนกอนทานเลิศนกั เอกลกั ษณสอนลกู หลานสืบรกั ษา บุญกระดกู บรรพชนกตัญุตา กระทํามารวมกุศลตรษุ สงกรานต อีกงานบุญขาวแชน้ันโดดเดน ทกุ อยางเนนความเปนไทยใหสืบสาน เย็นฉาํ่ ช่นื ขาวหอมตรึงติดนาน ร่าํ ลือขานบางมะฝอกอประเพณี ผูคนตางยิ้มแยมดูแจมใส เบญจรงคใสเครอ่ื งคาวหวานงามสดสี หาบสาแหรกหวานไมคานออนชอยดี เสียงดนตรีบรรเลงเพลินเพลงไทย บุญเรามีมรดกลํ้าเลอคา ตองรกั ษาเสริมส่งิ สขุ ทกุ สมยั จรรโลงอารยธรรมค้ําจุนใจ คนรุนใหมทอสายใยใหโลกยล สนุ ันทา สตุ ตสันต – รอยกรอง (อดีตครโู รงเรียนโกรกพระ)
วถิ ีชีวิต วฒั นธรรม อําเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค ๗๓๕ รุกขมรดก ๑. ยางนา สถานที่ หมทู ่ี๕บา นบางฉา อาํ เภอโกรกพระจงั หวดั นครสวรรค อายุ ประมาณ ๑๕๐ ป ขนาด เสนรอบวง ๑๕๐ ซม. (โดยประมาณ) ความสงู ๔๐ เมตร (โดยประมาณ) ยางนา
๗๓๖๔ วิถชี ีวติ วัฒนธรรม อําเภอโกรกพระ จงั หวัดนครสวรรค ประวัติของตน ไมโดยสังเขป ตน ไมเ กดิ จากดอกของตน ยางนา ไดล อยตามนา้ํ บรเิ วณหมบู า น บางฉา ไดเกิดตนยางข้ึนตามธรรมชาติ เมื่อประมาณ ๑๕๐ ปที่แลว ในบรเิ วณนม้ี มี ากมายหลายตน เมอ่ื สงครามโลกครง้ั ที่ ๒ จบลง มนี ายทหาร มาตัดตนไมบริเวณริมแมนํ้าเจาพระยา แตเน่ืองจากตนยางนาตนนี้ มีลักษณะลําตนไมสวย นายทหารจึงไมไดตัดตนยางนาตนนี้ไป เจา ของ (หนว ยงาน/บคุ คล) สาธารณะ แหลง ขอ มลู อา งองิ ผใู หข อ มลู ผใู หญบ า น, สมาชกิ สภา อบต., ผสู งู อายใุ นหมบู า น
วิถีชีวติ วฒั นธรรม อําเภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค ๗๓๗๕ สถานท่ี ๒. ตะเคียนทอง วัดบางประมงุ หมูท่ี ๕ ตําบลบางประมงุ อายุ อาํ เภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค ขนาด ประมาณ ๑๐๐ ป เสนรอบวง ๓๗๔ ซม. (โดยประมาณ) ความสูง ๕๐ เมตร (โดยประมาณ) ตะเคียนทอง
๓๗๘๔ วถิ ชี ีวติ วัฒนธรรม อําเภอโกรกพระ จังหวดั นครสวรรค ประวตั ิของตน ไมโดยสังเขป จากคําบอกเลาของนายสม เกษโกมล อายุ ๙๐ ปเลาวา คนปลกู ตนตะเคียนตนนี้คือ นายสาน เกษโกมล บิดาของตนเอง ปลูก จาํ นวน ๓ ตน ในเขตวดั บางประมงุ เพราะบดิ ามคี วามเชอ่ื วา ตน ตะเคยี น เปน ตนไมทม่ี ีความศกั ดสิ์ ิทธิ์ ทส่ี าํ คญั เปน ไมยืนตน นายสมเลาตออีกวา ชาวบานแถวนี้มักจะมาขอเลขเส่ียงโชคในวันหวยออก ตามความเช่ือ ที่วาตนตะเคียนมักมีผีนางตะเคียนสิงอยู ซึ่งชาวบานก็ไดโชคลาภจาก ตน ตะเคยี นนอ้ี ยบู อ ยครงั้ ชาวบา นจงึ ไดน าํ แพรสสี ดใสไปผกู เพอ่ื เปน การ บชู าตนตะเคียน เจา ของ (หนว ยงาน/บุคคล) วดั บางประมงุ ผูใหข อ มูล นายสม เกษโกมล อายุ ๙๐ ป
วิถชี วี ิต วัฒนธรรม อาํ เภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค ๗๓๙๕ ๖บทท่ี แหลงทองเทย่ี วเชิงวัฒนธรรม สถานทแี่ หลง ทองเท่ยี วเชิงวฒั นธรรม ๑. วดั บางมะฝอ (วดั บางมะฝอ นา จะเปน แหลง ทอ งเทยี่ วทางวฒั นธรรมได เพราะ มสี ถาปต ยกรรม ประตมิ ากรรม จติ รกรรม จาํ นวนมาก และกรมศลิ ปากร ไดสาํ รวจขึ้นทะเบียนเปนโบราณวตั ถุ)
๓๘๐๔ วถิ ชี ีวติ วฒั นธรรม อาํ เภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค อาหารการกิน ๑. ผลไมตามฤดูกาล ๒. ผลิตภัณฑแปรรูปจากกลวย กลวยกวน กลวยตาก กลวยฉาบ
วถิ ีชีวติ วัฒนธรรม อาํ เภอโกรกพระ จังหวดั นครสวรรค ๘๓๑๕ ๓. นํ้าพริกแกงอูเฆ ๔. ขาวแช (เฉพาะเทศกาลสงกรานต)
๓๘๒๔ วถิ ีชีวติ วัฒนธรรม อําเภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค ของที่ระลึก ๑. เคร่อื งจักสานบานดงชะพลู ๒. กลวยกวนขาวตมมัด
วิถีชวี ติ วฒั นธรรม อําเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค ๘๓๕๓ ๓. เรือจาํ ลองโบราณ ๔. นํ้าพริกแกงอูเฆ
๘๓๔ วถิ ีชวี ิต วฒั นธรรม อําเภอโกรกพระ จงั หวัดนครสวรรค ๕. ผลิตภณั ฑและการแปรรูปจากนกกระจอกเทศ
วถิ ชี ีวติ วัฒนธรรม อาํ เภอโกรกพระ จงั หวัดนครสวรรค ๓๘๕ ๗บทท่ี บุคคลผูทาํ คุณประโยชน ดา นวัฒนธรรมทค่ี วรยกยอง พลตํารวจตรีมนตรี จินดา พลตาํ รวจตรีมนตรี จินดา อดีตผูบังคบั การตํารวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ ประวัติโดยยอ ชอ่ื พลตาํ รวจตรมี นตรี จนิ ดา อดตี ผบู งั คบั การตาํ รวจภธู รจงั หวดั อุตรดิตถ เกิดวนั ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๔๙๗ ปจจบุ นั (พ.ศ. ๒๕๖๓ ) อายุ ๖๖ ป
๓๘๖๔ วิถชี วี ติ วฒั นธรรม อาํ เภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค ภมู ิลาํ เนาบานเกิด หมูท่ี ๒ ตาํ บลบางประมุง อาํ เภอโกรกพระ จงั หวัดนครสวรรค ทอ่ี ยปู จ จบุ นั ๓ /๖ ซอยทา ดนิ แดง ตาํ บลบา นกลว ย อาํ เภอเมอื ง จังหวัดชยั นาท ๑๗๐๐๐ ประวตั ิการศึกษาและอบรม - ประถมศึกษา โรงเรียนวดั ทาซุด (เจริญศิลป) - มธั ยมศึกษาตอนตน โรงเรียนนครสวรรค - มธั ยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท กรงุ เทพฯ - อุดมศึกษา โรงเรียนนายรอยตํารวจ สามพราน นครปฐม (รุนท่ี ๒๙ ) - ปริญญาตรี รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต (รร. นรต.), นิติ ศาสตรบัณฑิต, นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคาํ แหง หลกั สตู รผูกาํ กบั ตํารวจรุนที่ ๒๒ หลักสูตรผูบริหารงานชั้นสงู กรมตํารวจ รุนที่ ๒ ผลการปฏิบัติงานดีเดนเม่ือคร้ังรบั ราชการ - พ.ศ. ๒๔๔๑ เมือ่ คร้ังดาํ รงตําแหนงหวั หนา สภ.อ.มโนรมย ไดรบั รางวัล ระบบสายตรวจดีเดน โรงพักเพ่ือประชาชนดีเดน สถานีท่ี
วถิ ชี วี ติ วัฒนธรรม อาํ เภอโกรกพระ จงั หวัดนครสวรรค ๘๓๗๕ มีมวลชนสัมพนั ธดีเดน - เมื่อคร้ังดาํ รงตาํ แหนง หัวหนา สภ. พนมไพร ไดรับรางวลั จัดระบบสายตรวจดีเดน โครงการประกวดการฝกของตํารวจดีเดน โครงการประกวดสถานีบริการ (ตูยาม) ดีเดน - พ.ศ. ๒๕๔๖ เมื่อคร้ังดํารงตําแหนงหัวหนา สภ.ตากฟา ไดรับรางวัลชุดมวลชนสัมพันธดีเดน รางวัลจากกระทรวงสาธารณสุข โครงการท่ที าํ งานนาอยู นาทาํ งาน - พ.ศ. ๒๕๔๙ – ๒๕๕๒ เมื่อคร้ังดํารงตําแหนงหัวหนา สภ.อ.ทาตะโก ไดรับรางวัลชุดมวลชนสัมพันธดีเดน ๓ ปซอน ติดตอ กันเปนสถานีแรกในภาค ๖ - ๕ มกราคม ๒๕๕๗ มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ แตง ตง้ั ใหเ ปน นายตาํ รวจราชสาํ นกั เวรรบั ราชการสนองพระเดชพระคณุ - ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๗ กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความ มน่ั คงของมนษุ ย ไดม คี าํ สงั่ ที่ ๔๙๖ /๒๕๕๗ ลงวนั ท่ี ๒๙ ตลาคม ๒๕๕๗ แตงต้ังเปน คณะทํางานทานรัฐมนตรี มีอาํ นาจหนาท่เี สนอแนะทางดาน วิชาการ นโยบายยุทธศาสตร งานแผนปฏิบัติราชการของ คสช. งาน สรางความปรองดองสมานฉันทของคนในชาติ งานศูนยปฏิบัติการใน ภารกิจกระทรวงพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย การประสาน งานตดิ ตามงานแทนทา นรฐั มนตรกี ระทรวงพฒั นาสงั คมและความมนั่ คง ของมนษุ ย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110