บทบาท หนา้ ท่ีและอานาจของวุฒสิ ภา รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้บญั ญตั ใิ ห้รฐั สภา ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก จานวน ๕๐๐ คน ซ่ึงมาจากการเลือกต้ังแบบแบ่งเขตเลือกต้ังจานวน ๓๕๐ คน และมาจาก แบบบัญชีรายช่ือของพรรคการเมืองจานวน ๑๕๐ คน สาหรับวุฒิสภานั้นประกอบด้วย สมาชิกจานวน ๒๐๐ คน ซ่ึงมาจากการเลือกกันเองของบุคคลในกลุ่มอาชีพด้านต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ในวาระเริ่มแรกตามบทเฉพาะกาลได้กาหนดให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก จานวน ๒๕๐ คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวาย คาแนะนา ในระหว่าง ๕ ปีแรกนับแต่วันท่ีมีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนั้น วุฒิสภา จะมีบทบาทสาคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเปล่ียนผ่าน ทางการเมืองการปกครองตามท่ีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น การเข้าไปมีส่วนร่วมกับ สภาผ้แู ทนราษฎรในการให้ความเห็นชอบบุคคลซ่งึ สมควรได้รับการแต่งต้ังเป็นนายกรฐั มนตรี หรือการใหว้ ฒุ ิสภามีหน้าที่และอานาจในการติดตาม เสนอแนะ และเรง่ รัดการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ และการจัดทาและดาเนินการ ตามยุทธศาสตร์ชาติ เป็นต้น ซึ่งวุฒิสภาตามบทบัญญัติหลักและบทเฉพาะกาลมีโครงสร้าง ท่ีมา หนา้ ท่แี ละอานาจที่แตกตา่ งกันในบางประการ ดังต่อไปน้ี วฒุ สิ ภาตามบทบัญญัติหลัก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้วุฒิสภามีโครงสร้าง ที่มา หน้าที่และอานาจ ดงั น้ี ๑. โครงสร้างและทมี่ าของวฒุ สิ ภา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๗ ไดบ้ ัญญตั ิให้วฒุ สิ ภาประกอบดว้ ยสมาชิกจานวน ๒๐๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลผู้มีความรู้ ความเช่ียวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทางานหรือเคยทางานด้านต่าง ๆ ท่ีหลากหลายของสังคม โดยในการแบ่งกลุม่ ต้องแบ่งในลกั ษณะทที่ าใหป้ ระชาชนซ่ึงมสี ิทธสิ มัครรับเลือกทกุ คนสามารถ อยใู่ นกล่มุ ใดกลุ่มหน่งึ ได้ การแบ่งกลุ่ม จานวนกลุ่ม และคุณสมบัติของบุคคลในแต่ละกลุ่ม การ สมัครและรับสมัคร หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกันเอง การได้รับเลือก จานวนสมาชิก วุฒิสภาท่ีจะพึงมีจากแต่ละกลุ่ม การขึ้นบัญชีสารอง การเล่ือนบุคคลจากบัญชีสารองข้ึน
๒ ดารงตาแหน่งแทน และมาตรการอ่ืนใดที่จาเป็นเพ่ือให้การเลือกกันเองเป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซ่ึง สมาชิกวุฒิสภา และเพื่อประโยชน์ในการดาเนินการให้การเลือกดังกล่าวเป็นไปโดยสุจริต และเท่ียงธรรม จะกาหนดมิให้ผู้สมัครในแต่ละกลุ่มเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกัน หรือจะ กาหนดให้มีการคัดกรองผู้สมัครรับเลือกด้วยวิธีการอ่ืนใดท่ีผู้สมัครรับเลือกมีส่วนร่วม ในการคัดกรองก็ได้ โดยการเลือกสมาชิกวุฒิสภาน้ัน ให้ดาเนินการตั้งแต่ระดับอาเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศเพ่ือให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ในระดับประเทศ ในกรณีที่ตาแหน่งสมาชิกวุฒิสภามีจานวนไม่ครบ ๒๐๐ คน ไม่ว่าเพราะ เหตุตาแหน่งว่างลงหรือด้วยเหตุอ่ืนใดอันมิใช่เพราะเหตุถึงคราวออกตามอายุของวุฒิสภา และไม่มีรายชื่อบุคคลท่ีสารองไว้เหลืออยู่ ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาเท่าท่ี มีอยู่ แต่ในกรณีที่มีสมาชิกวุฒิสภาเหลืออยู่ไม่ถึงก่ึงหน่ึงของจานวนสมาชิกวุฒิสภาท้ังหมด และอายุของวุฒิสภาเหลืออยู่เกินหน่ึงปี ให้ดาเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภาขึ้นแทนภายใน ๖๐ วันนับแต่วันท่ีวุฒิสภามีสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหน่ึง ในกรณีเช่นว่าน้ี ให้ผู้ได้รับเลือก ดังกล่าวอยใู่ นตาแหนง่ ได้เพยี งเท่าอายขุ องวุฒสิ ภาทีเ่ หลืออยู่ ๒. หน้าทแี่ ละอานาจของวุฒิสภา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้วุฒิสภามีหน้าที่ และอานาจ ดงั ตอ่ ไปน้ี ๒.๑ การพิจารณาและการกลนั่ กรองกฎหมาย รัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้วุฒิสภามีหน้าท่ีและอานาจทั้งการ พิจารณากฎหมายร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในฐานะรัฐสภา และการกลั่นกรองกฎหมาย ทส่ี ภาผูแ้ ทนราษฎรได้ลงมตใิ หค้ วามเห็นชอบแลว้ ดังนี้ ๑) การพจิ ารณาร่างพระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ัน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๒ ได้บัญญัติว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ใหเ้ สนอต่อรฐั สภา และใหร้ ัฐสภาประชมุ ร่วมกันเพ่ือพจิ ารณาร่างพระราชบญั ญัตปิ ระกอบ รัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน โดยการออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สาม ต้อง มีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยมากกว่าก่ึงหนึ่งของจานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ รัฐสภา ถ้าท่ีประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกาหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเหน็ ชอบตามรา่ งของผเู้ สนอ
๓ ท้ังน้ี ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ จะเสนอได้ ก็แต่โดยคณะรัฐมนตรี โดยข้อเสนอแนะของศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระ ที่เกี่ยวข้อง หรือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจานวน สมาชิกทั้งหมดเท่าท่ีมีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ซ่ึงเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๑ สาหรับการออกเสียงลงคะแนนร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญในวาระที่หน่ึงขั้นรับหลักการ และวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลาดับมาตรา ใหถ้ ือเสยี งข้างมากของรฐั สภา และภายใน ๑๕ วนั นับแตว่ ันท่ีรัฐสภาใหค้ วามเหน็ ชอบรา่ ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้รัฐสภาส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญน้ันไปยังศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระท่ีเก่ียวข้อง เพ่ือให้ ความเห็น ในกรณีที่ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เก่ียวข้อง ไม่มี ข้อทักท้วงภายใน ๑๐ วนั นับแต่วนั ทไี่ ดร้ บั ร่างดังกล่าว ใหร้ ัฐสภาดาเนินการตอ่ ไป ในกรณีท่ีศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระ ท่ีเก่ียวข้อง เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ มีข้อความใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือทาให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตาม บทบญั ญัตขิ องรัฐธรรมนูญได้ ให้เสนอความเห็นไปยงั รัฐสภาและให้รัฐสภาประชุมร่วมกัน เพื่อพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นดังกล่าว ในการนี้ ให้รัฐสภามีอานาจแก้ไขเพิ่มเติมตามข้อเสนอของศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กร อสิ ระตามที่เห็นสมควรได้ และเมื่อดาเนนิ การเสร็จแล้ว ใหร้ ัฐสภาดาเนินการตอ่ ไป ทั้งนี้ กอ่ นทนี่ ายกรฐั มนตรจี ะนารา่ งพระราชบญั ญัติประกอบ รัฐธรรมนูญข้ึนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๑ ประกอบมาตรา ๑๔๕ ได้บัญญัติให้นายกรัฐมนตรีรอไว้ ๕ วัน นับแต่วันท่ีได้รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ันจากรัฐสภา หากไม่มีกรณีท่ี จะต้องส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพ่ือพิจารณาวินิจฉัย ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๘๑ ของรัฐธรรมนูญ ก็ให้นายกรัฐมนตรีนาข้ึนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายใน ๒๐ วนั นับแต่วนั พน้ กาหนดเวลาดงั กล่าว เพ่อื พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยต่อไป ๑ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย มาตรา ๑๔๘ บญั ญตั ิว่า “มาตรา ๑๔๘ ก่อนทน่ี ายกรัฐมนตรีจะนาร่างพระราชบัญญัตใิ ดขนึ้ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลง พระปรมาภิไธยตามมาตรา ๘๑ (๑) หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของท้ังสองสภารวมกันมีจานวนไม่น้อยกว่าหน่ึงในสิบของ จานวนสมาชิกท้ังหมดเท่าที่มีอยู่ของท้ังสองสภา เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราข้ึน โดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้เสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภา
๔ ๒) การกลน่ั กรองรา่ งพระราชบัญญตั ิ ๒.๑) รา่ งพระราชบญั ญตั ทิ ว่ั ไป ในการเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้น รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อน เม่ือสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติและ ลงมติเห็นชอบแล้ว ให้สภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัติน้ันต่อวุฒิสภา โดยวุฒิสภาต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติท่ีเสนอมาน้ันให้เสร็จภายใน ๖๐ วัน แต่ถ้า ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน๒ วุฒิสภาต้องพิจารณา ให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน ทั้งน้ี เว้นแต่วุฒิสภาจะได้ลงมติให้ขยายเวลาออกไปเป็นกรณี พิเศษซ่งึ ต้องไมเ่ กิน ๓๐ วัน โดยกาหนดวันดังกล่าวใหห้ มายถึงวันในสมัยประชมุ กล่าวคือ จะนับเฉพาะจานวนวันในสมัยประชุมเท่าน้ัน หากมีการปิดสมัยประชุมระหว่างการ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับน้ัน ๆ จะไม่นับเวลาในระหว่างที่มีการปิดสมัยประชุม มารวมด้วย และให้เริ่มนับต้ังแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัติน้ันมาถึงวุฒิสภา แต่ระยะเวลา ดังกล่าวไม่ให้นับรวมระยะเวลาที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าวุฒิสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติไม่เสร็จภายในกาหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่า วฒุ สิ ภาไดใ้ หค้ วามเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัตินน้ั แล้วแต่กรณี แล้วให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับความเห็นดังกล่าวส่งความเห็นนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจ้งให้ นายกรฐั มนตรีทราบโดยไมช่ กั ช้า (๒) หากนายกรฐั มนตรเี หน็ วา่ ร่างพระราชบญั ญตั ิดังกลา่ วมขี ้อความขดั หรือแย้งตอ่ รัฐธรรมนูญหรอื ตราขนึ้ โดยไม่ถูกต้องตาม บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้ส่งความเห็นเช่นว่าน้ันไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพ่ือวินิจฉัย และแจ้งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรและ ประธานวุฒิสภาทราบโดยไม่ชกั ช้า ในระหว่างการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีจะนาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นทูลเกล้า ทูลกระหมอ่ มถวายเพอื่ พระมหากษตั รยิ ท์ รงลงพระปรมาภิไธยมไิ ด้ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติน้ันมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตาม บทบญั ญตั แิ หง่ รัฐธรรมนูญ และข้อความดงั กลา่ วเปน็ สาระสาคัญใหร้ ่างพระราชบัญญตั นิ ้ันเปน็ อนั ตกไป ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่มิใช่กรณีตามวรรคสาม ให้ ขอ้ ความทข่ี ดั หรือแย้งต่อรัฐธรรมนญู นนั้ เปน็ อันตกไป และให้นายกรฐั มนตรีดาเนินการต่อไปตามมาตรา ๘๑” ๒ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๓๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติวา่ “ มาตรา ๑๓๔ ร่างพระราชบัญญตั ิเกย่ี วด้วยการเงิน หมายความถึงรา่ งพระราชบัญญัตวิ ่าด้วยเรือ่ งใดเรื่องหนึ่ง ดังต่อไปน้ี (๑) การต้งั ขนึ้ ยกเลกิ ลด เปล่ียนแปลง แกไ้ ข ผอ่ น หรอื วางระเบียบการบงั คบั อนั เกีย่ วกับภาษีหรอื อากร (๒) การจัดสรร รับ รักษา หรือจ่ายเงินแผน่ ดิน หรอื การโอนงบประมาณรายจ่ายของแผน่ ดนิ (๓) การกเู้ งิน การค้าประกัน การใช้เงินกู้ หรือการดาเนินการที่ผูกพันทรัพย์สินของรฐั (๔) เงนิ ตรา ฯลฯ ฯลฯ”
๕ ในกรณีท่ีสภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัติ เกี่ยวด้วยการเงินไปยังวุฒิสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องแจ้งให้วุฒิสภาทราบ ด้วยและให้ถือเป็นเด็ดขาด หากประธานสภาผู้แทนราษฎรมิได้แจ้ง ให้ถือว่า ร่างพระราชบัญญัตนิ ้ันไม่เป็นร่างพระราชบัญญตั ิเกย่ี วด้วยการเงิน เมื่อวุฒิสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเสร็จแล้ว รฐั ธรรมนญู มาตรา ๑๓๗ ไดบ้ ัญญตั ิใหด้ าเนินการดังต่อไปน้ี (๑) ถ้าวุฒิสภาเห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ให้นายกรัฐมนตรีนาขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพ่ือพระมหากษัตริย์ทรงลง พระปรมาภิไธย และเม่ือประกาศในราชกิจานุเบกษาแล้ว ให้ใชบ้ ังคบั เปน็ กฎหมายได้ (๒) ถ้าวุฒิสภาไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ใ ห้ ยั บ ย้ั ง ร่ า ง พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ น้ั น ไ ว้ ก่ อ น แ ล ะ ส่ ง ร่ า ง พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ นั้ น คื น ไ ป ยั ง สภาผแู้ ทนราษฎร (๓) ถ้าวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติ ตามที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมน้ันไปยังสภาผู้แทนราษฎร ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วย กับการแก้ไขเพ่ิมเติม ให้นายกรัฐมนตรีนาข้ึนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพ่ือ พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ถ้าเป็นกรณีอ่ืน ให้แต่ละสภาต้ังบุคคลซึ่งเป็นหรือ มิได้เป็นสมาชิกแห่งสภาน้ัน ๆ มีจานวนเท่ากันตามท่ีสภาผู้แทนราษฎรกาหนดประกอบ เป็นคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้น และให้ คณะกรรมาธิการร่วมกันรายงานและเสนอร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกัน ได้พิจารณาแล้วต่อสภาทั้งสอง ถ้าสภาท้ังสองต่างเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติที่ คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนาขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย ไม่ว่า อีกสภาหนึง่ จะได้พจิ ารณารา่ งพระราชบัญญัติน้ันแล้วหรือไม่ ใหย้ ับยั้งร่างพระราชบญั ญัติ น้ันไว้ก่อน ในกรณีท่ีวุฒิสภาไม่ส่งร่างพระราชบัญญัติคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎรภายใน กาหนดเวลาตามมาตรา ๑๓๖๓ ใหถ้ ือว่าวุฒิสภาได้ให้ความเหน็ ชอบในร่างพระราชบญั ญัติ ๓ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย มาตรา ๑๓๖ บัญญตั วิ า่ “มาตรา ๑๓๖ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณารา่ งพระราชบัญญตั ิและลงมติเห็นชอบแล้ว ให้สภาผูแ้ ทนราษฎรเสนอร่าง พระราชบัญญัตินั้นตอ่ วุฒสิ ภา วุฒสิ ภาต้องพิจารณารา่ งพระราชบญั ญตั ทิ ี่เสนอมานัน้ ใหเ้ สร็จภายในหกสบิ วัน แต่ถ้ารา่ งพระราชบญั ญัติ น้ันเปน็ รา่ งพระราชบญั ญัตเิ ก่ยี วด้วยการเงินตอ้ งพิจารณาให้เสร็จภายในสามสิบวัน ท้งั น้ี เว้นแตว่ ฒุ สิ ภาจะได้ลงมตใิ ห้ขยายเวลาออกไปเป็น กรณีพิเศษซ่ึงต้องไม่เกินสามสิบวัน กาหนดวันดังกล่าวให้หมายถึงวันในสมัยประชุม และให้เร่ิมนับแต่วันท่รี ่างพระราชบัญญัตินั้นมาถึง วุฒสิ ภา ระยะเวลาในวรรคหนึ่ง ไม่ให้นับรวมระยะเวลาท่ีอยใู่ นระหว่างการพจิ ารณาของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๓๙
๖ นั้น และให้นายกรัฐมนตรีนาขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลง พระปรมาภิไธยต่อไป ในกรณีท่ีวุฒิสภายับยั้งร่างพระราชบัญญัติฉบับใด สภาผู้แทนราษฎรจะยกร่างพระราชบัญญัติที่ยับย้ังไว้ข้ึนพิจารณาใหม่ได้เมื่อพ้น ๑๘๐ วัน นับแต่วันท่ีวุฒิสภาส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร สาหรับ กรณีการยับยั้งตามมาตรา ๑๓๗ (๒) หรือเม่ือพ้น ๑๘๐ วัน นับแต่วันที่สภาใดสภาหนึ่ง ไม่เห็นชอบด้วย สาหรับกรณีการยับยั้งตามมาตรา ๑๓๗ (๓) แต่ระยะเวลา ๑๘๐ วัน ให้ลดเหลือ ๑๐ วัน ถ้าร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับย้ังไว้น้ันเป็นร่างพระราชบัญญัติ เก่ียวด้วยการเงิน เม่ือพ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยัน ร่างที่ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรหรือร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณา ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหน่ึงของจานวนสมา ชิกทั้งหมดเท่าท่ีมีอยู่ของ สภาผู้แทนราษฎรแล้ว ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัติน้ันเป็นอันได้รับความเห็นชอบจาก รัฐสภา และใหน้ ายกรฐั มนตรีนาขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลง พระปรมาภไิ ธยตอ่ ไป ทั้งนี้ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนาร่างพระราชบัญญัติขึ้น ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพ่ือพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๕ ได้บัญญัติให้นายกรัฐมนตรีรอไว้ ๕ วันนับแต่วันท่ีได้รับร่างพระราชบัญญัติ น้ันจากรัฐสภา หากไม่มีกรณีที่จะต้องส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา วินิจฉัย ตามท่ีบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๘ ของรฐั ธรรมนูญ ก็ใหน้ ายกรฐั มนตรีนาข้ึนทูลเกล้า ทูลกระหม่อมถวายภายใน ๒๐ วันนับแต่วันพ้นกาหนดเวลาดังกล่าว เพื่อพระมหากษัตริย์ ทรงลงพระปรมาภไิ ธยตอ่ ไป ในระหว่างที่มีการยับยั้งร่างพระราชบัญญัติไว้น้ัน คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่าง เดียวกันหรอื คล้ายกันกับหลักการของรา่ งพระราชบัญญัตทิ ี่ต้องยับยงั้ ไว้มิได้ และในกรณีท่ี สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติท่ีเสนอหรือส่งให้พิจารณานั้น เป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของ ร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภา สง่ ร่างพระราชบัญญัตดิ ังกล่าวให้ศาลรฐั ธรรมนูญวินิจฉัย ถา้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็น ถ้าวุฒิสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติไม่เสร็จภายในกาหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าวฒุ สิ ภาไดใ้ ห้ความเหน็ ชอบใน รา่ งพระราชบญั ญตั ินัน้ ฯลฯ ฯลฯ”
๗ ร่ า ง พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ท่ี มี ห ลั ก ก า ร อ ย่ า ง เ ดี ย ว กั น ห รื อ ค ล้ า ย กั น กั บ ห ลั ก ก า ร ข อ ง รา่ งพระราชบญั ญัตทิ ต่ี อ้ งยับยงั้ ไว้ ใหร้ ่างพระราชบัญญตั นิ ั้นเปน็ อนั ตกไป ๒.๒) รา่ งพระราชบัญญตั ิเกย่ี วกับงบประมาณรายจา่ ย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจาปี งบประมาณ ร่างพระราชบัญญตั ิงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอน งบประมาณรายจ่าย สภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๑๐๕ วัน นับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาถึงสภาผู้แทนราษฎร ถ้าสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกาหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบกับ ร่างพระราชบัญญัติน้ัน และให้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อวุฒิสภาเพื่อพิจารณา ในการพิจารณาของวุฒิสภานั้น วุฒิสภาต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ ภายใน ๒๐ วันนับแต่วันท่ีร่างพระราชบัญญัติน้ันมาถึงวุฒิสภา โดยจะแก้ไขเพ่ิมเติมใด ๆ มิได้ ถ้าพ้นกาหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าวุฒิสภาเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัตินั้น ในกรณีเช่นน้ีและในกรณีที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ให้นายกรัฐมนตรีนาขึ้นทูลเกล้า ทลู กระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยตอ่ ไป ทั้งนี้ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจาปีงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพ่ิมเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพ่ือ พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๕ ได้บัญญัติให้ นายกรัฐมนตรีรอไว้ ๕ วันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้นจากรัฐสภา หากไม่มี กรณีท่ีจะต้องส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ตามท่ีบัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๔๘ ของรัฐธรรมนญู กใ็ หน้ ายกรฐั มนตรนี าข้ึนทลู เกลา้ ทูลกระหมอ่ มถวายภายใน ๒๐ วันนับแตว่ นั พน้ กาหนดเวลาดังกล่าว เพ่ือพระมหากษัตริยท์ รงลงพระปรมาภิไธยตอ่ ไป อน่ึง ตามมาตรา ๑๔๔ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจาปีงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ รายจ่ายของสภาผู้แทนราษฎร วุฒสิ ภา หรือคณะกรรมาธกิ าร จะมีการเสนอ การแปรญตั ติ หรือการกระทาด้วยประการใด ๆ ท่ีมีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวฒุ ิสภา หรือ กรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทา มไิ ด้ และหากมีการกระทาดงั กลา่ ว มาตรา ๑๔๔ วรรคสาม ของรัฐธรรมนญู บญั ญตั ิว่า ใน กรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภามีจานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของ จานวนสมาชิกทง้ั หมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา เห็นว่ามีการกระทาที่ฝ่าฝืนบทบญั ญัติตาม
๘ วรรคสอง ให้เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา และศาลรัฐธรรมนูญต้อง พิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วันนับแต่วันท่ีได้รับความเห็นดังกล่าว ในกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการกระทาท่ีฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคสอง ให้การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทาดังกล่าวเป็นอันสิ้นผล ถ้าผู้กระทาการดังกล่าวเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้กระทาการน้ันสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่ วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคาวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกต้ังของผู้นั้น แต่ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทาการหรืออนุมัติให้กระทาการหรือรู้ว่ามีการกระ ทา ดังกล่าวแล้วแต่มิได้ส่ังยับย้ัง ให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตาแหน่งท้ังคณะนับแต่วันที่ ศาลรัฐธรรมนูญมีคาวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของรัฐมนตรีท่ีพ้นจาก ตาแหน่งนนั้ เวน้ แต่จะพิสจู น์ได้ว่าตนมไิ ด้อยู่ในที่ประชมุ ในขณะท่ีมมี ติ และใหผ้ ู้กระทาการ ดงั กล่าวตอ้ งรบั ผดิ ชดใช้เงนิ นั้นคนื พรอ้ มดว้ ยดอกเบย้ี ๓) การอนมุ ัติพระราชกาหนด พระราชกาหนดเป็นกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้น ให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติตามคาแนะนาของคณะรัฐมนตรี โดยการอนุมัติพระราช กาหนดแบง่ เป็น ๒ กรณี ดงั นี้ ๓.๑) พระราชกาหนดทว่ั ไป ในกรณีที่เพอ่ื ประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัย ของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือ ป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกาหนดให้ใช้บังคับดังเช่น พระราชบัญญัติก็ได้ การตราพระราชกาหนดนั้น ให้กระทาได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรี เห็นว่าเปน็ กรณฉี กุ เฉินทีม่ คี วามจาเปน็ รบี ด่วนอันมิอาจหลกี เลีย่ งได้ ในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไป ให้คณะรัฐมนตรีเสนอ พระราชกาหนดน้ันต่อรัฐสภาเพ่ือพิจารณาโดยไม่ชักช้า ถ้าอยู่นอกสมัยประชุมและการรอ เปิดประชมุ สมัยสามญั จะเป็นการชักช้า คณะรัฐมนตรีต้องดาเนินการให้มีการเรยี กประชุม รัฐสภาสมัยวิสามัญเพ่ือพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกาหนดโดยเร็ว ถ้า สภาผู้แทนราษฎรไม่อนุมัติ หรือสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติแต่วุฒิสภาไม่อนุมัติและ สภาผู้แทนราษฎรยืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหน่ึงของจานวนสมาชิก ท้ังหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ให้พระราชกาหนดนั้นเป็นอันตกไป แต่ท้ังน้ี ไมก่ ระทบต่อกจิ การที่ได้เปน็ ไปในระหวา่ งที่ใช้พระราชกาหนดน้นั
๙ หากพระราชกาหนดดังกลา่ วมีผลเปน็ การแก้ไขเพิม่ เติม หรือยกเลิกบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด และพระราชกาหนดนั้นต้องตกไป ให้บทบัญญัติ แห่งกฎหมายท่ีมีอยู่ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก มีผลใช้บังคับต่อไปนับแต่วันท่ี การไม่อนุมัติพระราชกาหนดนั้นมีผล ถ้าสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอนุมัติ พระราชกาหนดนั้น หรือถ้าวุฒิสภาไม่อนุมัติและสภาผู้แทนราษฎรยืนยันการอนุมัติด้วย คะแนนเสียงมากกว่าก่ึงหนึ่งของจานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ให้พระราชกาหนดน้ันมีผลใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติต่อไป การอนุมัติหรือไม่อนุมัติ พระราชกาหนด ให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในกรณีไม่อนุมัติ ใหม้ ีผล ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา การพิจารณาพระราชกาหนด ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และการยืนยันการอนุมัติพระราชกาหนด จะต้อง กระทาในโอกาสแรกที่มกี ารประชุมสภาน้ัน ๆ ๓.๒) พระราชกาหนดเกี่ยวด้วยภาษอี ากรหรือเงนิ ตรา ในกรณีที่มีความจาเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วย ภาษีอากรหรือเงินตราซึ่งจะตอ้ งได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพ่ือรักษาประโยชน์ ของแผ่นดนิ พระมหากษตั ริย์จะทรงตราพระราชกาหนดให้ใช้บังคบั ดงั เชน่ พระราชบัญญัติ ก็ได้ สาหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาและผลของการอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกาหนด เกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตรานนั้ มีลักษณะเช่นเดียวกันกับหลักเกณฑ์การพิจารณาและ ผลของการอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกาหนดทั่วไปทุกประการ แต่ในกรณีท่ีเป็นการตรา พระราชกาหนดขึ้นในระหว่างสมัยประชุม จะต้องนาเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ภายใน ๓ วัน นบั แต่วันถดั จากวันประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ๔) การแก้ไขเพมิ่ เตมิ รฐั ธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ได้กาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการแก้ไข เพมิ่ เติมรฐั ธรรมนูญไว้ ดงั ตอ่ ไปน้ี การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญท่ีเป็นการเปลี่ยนแปลงการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปแบบของรัฐจะกระทามิได้ สาหรับญัตติขอแก้ไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญต้องมาจาก คณะรัฐมนตรี หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจานวน สมาชิกท้ังหมดเท่าท่ีมีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ สมาชิกวุฒิสภาจานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าท่ีมีอยู่ของ ท้ังสองสภา หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จานวนไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คน ตามกฎหมายวา่ ด้วยการเข้าช่ือเสนอกฎหมาย
๑๐ ญัตติขอแก้ไขเพ่ิมเติมต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพ่ิมเติมต่อรัฐสภาและให้รัฐสภาพิจารณาเป็นสามวาระ การออกเสียงลงคะแนนในวาระ ที่หน่ึงข้ันรับหลักการ ให้ใช้วิธีเรียกช่ือและลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียง เห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพ่ิมเติมนั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจานวนสมาชิกท้ังหมดเท่าที่มี อยขู่ องท้งั สองสภา ซึง่ ในจานวนน้ีต้องมีสมาชิกวุฒสิ ภาเห็นชอบดว้ ยไมน่ ้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจานวนสมาชกิ ท้ังหมดเท่าท่มี ีอยขู่ องวฒุ สิ ภา การพิจารณาในวาระที่สองข้ันพิจารณาเรียงลาดับมาตรา โดยการออกเสียงในวาระที่สองน้ี ให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ แต่ในกรณีท่ีเป็น ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมท่ีประชาชนเป็นผู้เสนอ ต้องเปิดโอกาสให้ผู้แทนของ ประชาชนท่ีเข้าชื่อกันได้แสดงความคิดเห็นด้วย เมื่อพิจารณาในวาระท่ีสองเสร็จส้ิน ให้รอ ไว้ ๑๕ วนั เมอ่ื พ้นกาหนดน้ีแล้ว ใหร้ ฐั สภาพิจารณาในวาระทส่ี ามตอ่ ไป การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สามขั้นสุดท้าย ให้ใช้วิธี เรียกช่ือและลงคะแนนโดยเปดิ เผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะใหอ้ อก ใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่าก่ึงหนึ่งของจานวนสมาชิกท้ังหมดเท่าท่ีมีอยู่ของท้ังสองสภา โดยในจานวนน้ีต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองท่ีสมาชิกมิได้ดารง ตาแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของทุกพรรคการเมืองดังกล่าวรวมกัน และมี สมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจานวนสมาชิกท้ังหมดเท่าท่ีมีอยู่ ของวุฒิสภา เมื่อมีการลงมติเห็นชอบดังกล่าวแลว้ ให้รอไว้ ๑๕ วัน แล้วจึงนาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพ่ิมเติมข้ึนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย โดยให้นายกรัฐมนตรเี ป็นผู้นาขึ้นทลู เกล้าทูลกระหม่อมถวาย และเมื่อประกาศในราชกิจจา นุเบกษาแล้ว ให้ใชบ้ ังคับเป็นรัฐธรรมนูญได้ อย่างไรก็ดี ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะได้นาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพ่ิมเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย หากเป็นกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพ่ิมเติม เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๑ บทท่ัวไป หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ หรือหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องท่ีเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของ ผู้ดารงตาแหน่งต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือเร่ืองที่เก่ียวกับหน้าท่ีหรืออานาจของศาล หรือองค์กรอิสระ หรือเร่ืองท่ีทาให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติตามหน้าท่ีหรือ อานาจได้ ก่อนดาเนินการนาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมข้ึนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติก่อน
๑๑ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพ่ิมเติม จึงให้ ดาเนนิ การนาร่างรฐั ธรรมนูญแก้ไขเพม่ิ เติมข้นึ ทลู เกลา้ ทูลกระหมอ่ มถวายตอ่ ไป นอกจากนี้ กอ่ นนายกรัฐมนตรีจะได้นาความกราบบังคมทลู เพ่ือ ทรงลงพระปรมาภิไธย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของ ทง้ั สองสภารวมกนั มีจานวนไม่นอ้ ยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของสมาชิกทง้ั หมดเทา่ ที่มีอยขู่ องแต่ละ สภา หรือของท้ังสองสภารวมกัน แล้วแต่กรณี มีสิทธิเข้าช่ือกันเสนอความเห็นต่อประธาน แห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกหรือประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภา ลงมติเห็นชอบแล้ว ขัดต่อมาตรา ๒๕๕ กล่าวคือ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญท่ีมีผล เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือไม่ หรือมีลักษณะเป็นการแก้ไขเพ่ิมเติม หมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๒ พระมหากษตั รยิ ์ หรอื หมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเตมิ รัฐธรรมนญู หรือเรื่องท่ีเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดารงตาแหน่งต่าง ๆ ตาม รัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เก่ียวกับหน้าที่หรืออานาจของศาลหรือองค์กรอิสระ หรือเร่ืองที่ ทาให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติตามหน้าท่ีหรืออานาจได้ หรือไม่ และให้ประธาน แห่งสภาท่ีได้รับเร่ืองดังกล่าวส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันท่ีได้รับเรื่อง ท้ังนี้ ในระหว่างการพิจารณา วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีจะนาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพ่ิมเติมดังกล่าวข้ึน ทลู เกล้าทูลกระหมอ่ มถวายเพือ่ พระมหากษัตรยิ ท์ รงลงพระปรมาภไิ ธยมไิ ด้ ๒.๒ การควบคมุ การบรหิ ารราชการแผน่ ดิน รัฐธรรมนูญ ได้กาหนดให้วุฒิสภามีหน้าท่ีและอานาจในการ ควบคมุ การบริหารราชการแผ่นดนิ ดงั ตอ่ ไปน้ี ๑) การต้งั กระทู้ถาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ บัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภามีสิทธิต้ัง กระทู้ถามรัฐมนตรีในเรื่องใดเกี่ยวกับงานในหน้าที่ โดยจะถามเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ ทง้ั น้ี ตามข้อบงั คับการประชมุ วฒุ ิสภา สาหรับการตัง้ กระทู้ถามด้วยวาจาหรอื กระทู้ถามสด นั้น ตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาเป็นอานาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่ตาม รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กาหนดให้สมาชิกวุฒิสภามีอานาจในการต้ังกระทู้ถามด้วย วาจาได้เช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่รัฐมนตรีย่อมมีสิทธิที่จะไม่ตอบกระทู้ เม่ือคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเร่ืองน้ันยังไม่ควรเปิดเผยเพราะเป็นเร่ืองเกี่ยวกับความปลอดภัย หรอื ประโยชน์สาคัญของแผน่ ดิน
๑๒ ๒) การเปิดอภิปรายทว่ั ไปในวฒุ สิ ภา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๓ บัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภาจานวน ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจานวนสมาชิกท้งั หมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา มีสิทธิเข้าช่ือขอเปิด อภิปรายทั่วไปในวุฒิสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือช้ีแจงปัญหาสาคัญ เกีย่ วกบั การบริหารราชการแผ่นดินโดยไมม่ ีการลงมติ ๓) การเปิดอภิปรายท่วั ไปในท่ปี ระชมุ รฐั สภา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๕ บัญญัติให้ในกรณีที่มีปัญหาสาคัญ เกี่ยวกับความม่ันคงปลอดภัยหรือเศรษฐกิจของประเทศสมควรท่ีจะปรึกษาหารือร่วมกัน ระหว่างรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี ผู้นาฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรจะแจ้งไปยังประธาน รัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายท่ัวไปในท่ีประชุมรัฐสภาก็ได้ ในกรณีนี้ ประธานรัฐสภา ต้องดาเนินการให้มีการประชุมภายใน ๑๕ วันนับแต่วันท่ีได้รับการแจ้ง แต่รัฐสภาจะลง มตใิ นปัญหาท่ีอภิปรายมไิ ด้ โดยให้ประชมุ ลับและคณะรัฐมนตรีมีหนา้ ทตี่ ้องเข้ารว่ มประชุม ด้วย ๔) การต้ังคณะกรรมาธกิ าร วุฒิสภามีอานาจเลือกสมาชิกวุฒิสภาตั้งเป็นคณะกรรมาธิการ สามัญ และมีอานาจเลือกบุคคลผู้เป็นสมาชิกหรือมิได้เป็นสมาชิกตั้งเป็นคณะกรรมาธิการ วสิ ามัญ เพื่อกระทากิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเร่ืองใด ๆ และรายงาน ผลการพิจารณาให้วุฒิสภาทราบตามระยะเวลาที่วุฒิสภากาหนด การกระทากิจการ การสอบหาขอ้ เท็จจริง หรือการศึกษาเรอื่ งใด ๆ ต้องเป็นเรอื่ งท่ีอยู่ในหน้าท่ีและอานาจของ สภา และหน้าท่ีและอานาจตามท่ีระบุไว้ในการต้ังคณะกรรมาธิการก็ดี ในการดาเนินการ ของคณะกรรมาธิการก็ดี ต้องไม่เป็นเรื่องซ้าซ้อนกัน ในกรณีที่การกระทากิจการ การสอบหาข้อเท็จจริง หรือการศึกษาในเรื่องใดมีความเกี่ยวข้องกัน ให้เป็นหน้าที่ของ ประธานวุฒิสภาที่จะต้องดาเนินการให้คณะกรรมาธิการท่ีเก่ียวข้องทุกชุดร่วมกัน ดาเนินการ และในการสอบหาข้อเท็จจริงนั้น คณะกรรมาธิการจะมอบอานาจหรือ มอบหมายให้บคุ คลหรือคณะบคุ คลใดกระทาการแทนมไิ ด้ คณะกรรมาธิการมีอานาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรอื เรียก บุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทาหรือในเร่ืองท่ีพิจารณา สอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาอยู่น้ันได้ แต่การเรียกเช่นว่านั้นมิให้ใช้บังคับแก่ผู้พิพากษา หรือตุลาการท่ีปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อานาจในกระบวนวิธีพิจารณาพิพากษาอรรถคดี หรือการบริหารงานบุคคลของแต่ละศาล และมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ดารงตาแหน่งในองค์กร
๑๓ อสิ ระท่ีเกีย่ วกับการปฏิบัติตามหน้าที่และอานาจโดยตรงในแต่ละองค์กรตามบทบัญญัติใน รฐั ธรรมนญู หรือตามพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู แล้วแต่กรณี ให้เป็นหน้าที่ข องรัฐมนต รีที่รับผิด ชอบในกิ จก ารท่ี คณะกรรมาธิการสอบหาข้อเท็จจริงหรอื ศึกษา ท่ีจะต้องสั่งการให้เจ้าหนา้ ที่ของรัฐในสังกัด หรือในกากับ ให้ข้อเท็จจริง ส่งเอกสาร หรือแสดงความเห็นตามที่คณะกรรมาธิการเรียก ในการนี้ ให้วฒุ ิสภาเปิดเผยบันทึกการประชุม รายงานการดาเนนิ การ รายงานการสอบหา ข้อเท็จจริง หรือรายงานการศึกษา แล้วแต่กรณีของคณะกรรมาธิการให้ประชาชนทราบ เว้นแตว่ ฒุ ิสภามมี ตมิ ใิ ห้เปดิ เผย ๒.๓ การให้คาแนะนาหรือการให้ความเห็นชอบให้บุคคลดารง ตาแหนง่ รัฐธรรมนูญ ได้กาหนดให้วุฒิสภามีหน้าที่และอานาจในการ ใหค้ าแนะนาหรอื การให้ความเห็นชอบใหบ้ ุคคลดารงตาแหน่ง ดงั ตอ่ ไปน้ี ๑) ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู จานวน ๙ คน โดยผู้ได้รับการคัดเลือกหรือสรรหาเพ่ือแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าก่ึงหนึ่ง ของจานวนสมาชิกท้ังหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ในกรณีที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบ ผู้ได้รับการสรรหาหรือคัดเลือกรายใด ให้ดาเนินการสรรหาหรือคัดเลือกบุคคลใหม่แทน ผู้นั้น แล้วเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป เม่ือผู้ได้รับการสรรหาหรือคัดเลือก ไดร้ ับความเหน็ ชอบจากวฒุ ิสภาแล้ว ให้เลอื กกนั เองใหค้ นหนึ่งเปน็ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ แลว้ แจง้ ผลใหว้ ุฒิสภาทราบ และให้ประธานวุฒิสภานาความกราบบังคมทลู เพื่อทรงแต่งต้ัง ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรม ราชโองการ โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีวาระการดารงตาแหน่ง ๗ ปี นับแต่วันที่ พระมหากษัตริย์ทรงแตง่ ตงั้ และใหด้ ารงตาแหนง่ ไดเ้ พียงวาระเดียว ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเพ่ือแต่งต้ังให้ดารง ตาแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ถ้ามีผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาจานวน ไม่น้อยกว่า ๗ คน ให้ผู้ได้รับความเห็นชอบเลือกกันเองให้คนหน่ึงเป็นประธาน ศาลรัฐธรรมนูญแล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบโดยไม่ต้องรอให้มีผู้ได้รับความ เห็นชอบครบ ๙ คน และเมื่อโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งต้ังแล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนูญ ดาเนินการตามหนา้ ท่ีและอานาจตอ่ ไปพลางก่อนได้ โดยระหว่างนั้นใหถ้ อื วา่ ศาลรฐั ธรรมนูญ ประกอบดว้ ยตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญเทา่ ทีม่ ีอยู่
๑๔ ทั้งน้ี รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๐๕ บัญญัติว่า ผู้ได้รับความ เห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยท่ียังมิได้พ้นจากตาแหน่งตาม มาตรา ๒๐๒ (๖) (๗) หรือ (๘) หรือยังประกอบวิชาชีพตาม (๙) อยู่ กล่าวคือ ยังเป็น ข้าราชการซึ่งมีตาแหน่งหรือเงินเดือนประจา หรือยังเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือกรรมการหรือท่ีปรึกษาของ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือยังเป็นผู้ดารงตาแหน่งใดในห้างหุ้นส่วนบริษัท หรือ องค์กรที่ดาเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกาไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือยังเป็นลูกจ้างของ บุคคลใด หรือยังเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระอยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิก ประกอบวิชาชีพตามมาตรา ๒๐๒ (๖) (๗) (๘) หรือ (๙) แล้ว ต่อประธานวุฒิสภาภายใน เวลาที่ประธานวุฒิสภากาหนด ซ่ึงต้องเป็นเวลาก่อนที่ประธานวุฒิสภาจะนาความกราบ บังคมทูล ในกรณีที่ไม่แสดงหลักฐานภายในกาหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ และใหด้ าเนนิ การคัดเลอื กหรือสรรหาใหม่ ท้ังนี้ บทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นใช้บังคับกับการเข้าสู่ตาแหน่ง ของกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผน่ ดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และกรรมการ สทิ ธิมนุษยชนแห่งชาตดิ ้วย ๒) คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกต้ังประกอบด้วยกรรมการจานวน ๗ คน ซ่งึ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคาแนะนาของวุฒิสภา จากบุคคลผู้มคี วามรู้ความ เช่ียวชาญในสาขาวิชาการต่าง ๆ ท่ีจะยังประโยชน์แก่การบริหารและจัดการการเลือกต้ัง ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีความซ่ือสัตย์สุจริตเป็นท่ีประจักษ์ ซ่ึงได้รับการ สรรหาจากคณะกรรมการสรรหา จานวน ๕ คน และเป็นบุคคลผ้มู ีความรู้ ความเชย่ี วชาญ และประสบการณ์ด้านกฎหมาย มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นท่ีประจักษ์ และเคยดารง ตาแหน่งไม่ต่ากว่าอธิบดีผู้พิพากษา หรือตาแหน่งไม่ต่ากว่าอธิบดีอัยการมาแล้วเป็นเวลา ไมน่ ้อยกวา่ ๕ ปี ซ่งึ ได้รบั การคัดเลือกจากท่ปี ระชมุ ใหญศ่ าลฎกี า จานวน ๒ คน โดยมวี าระ ในการดารงตาแหน่ง ๗ ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตรยิ ์ทรงแต่งต้ัง และให้ดารงตาแหน่งได้ เพียงวาระเดยี ว
๑๕ ๓) ผู้ตรวจการแผน่ ดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินมีจานวน ๓ คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรง แต่งตั้งตามคาแนะนาของวุฒิสภา จากผู้ได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา โดยมี วาระการดารงตาแหน่ง ๗ ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งต้ัง และให้ดารงตาแหน่ง ได้เพยี งวาระเดยี ว ๔) คณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประกอบด้วยกรรมการจานวน ๙ คน ซ่ึงพระมหากษัตริย์ทรงแต่งต้ังตามคาแนะนาของ วุฒิสภา จากผู้ได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา โดยให้มีวาระในการดารง ตาแหน่ง ๗ ปี นับแต่วันท่ีพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดารงตาแหน่งได้เพียงวาระ เดียว ๕) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงิน แผ่นดิน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ประกอบด้วยกรรมการ จานวน ๗ คนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคาแนะนาของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งได้รับการ สรรหา โดยมีวาระในการดารงตาแหน่ง ๗ ปี นับแต่วันท่ีพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ ดารงตาแหน่งได้เพียงวาระเดียว และให้มีผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนหน่ึง ซึ่ง พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคาแนะนาของวุฒิสภา ซ่ึงได้รับการเสนอช่ือจาก คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน โดยผู้ที่ได้รับการเสนอช่ือเพ่ือแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการตรวจเงิน แผ่นดิน ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิก วุฒิสภาท้ังหมดเท่าที่มีอยู่ ในกรณีที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอช่ือเพื่อ แต่งต้ังเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ดาเนินการเสนอช่ือบุคคลใหม่เพื่อแต่งต้ังเป็น ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแทนผู้น้ัน แล้วเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป และให้ประธานวุฒิสภานาความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และเปน็ ผ้ลู งนามรบั สนองพระบรมราชโองการ ๖) คณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประกอบด้วย กรรมการจานวน ๗ คนซึง่ พระมหากษตั ริย์ทรงแตง่ ต้ังตามคาแนะนาของวุฒสิ ภา จากผู้ไดร้ ับ การสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา โดยมีวาระในการดารงตาแหน่ง ๗ ปี นับแต่วันท่ี พระมหากษัตริยท์ รงแตง่ ต้ัง และใหด้ ารงตาแหนง่ ไดเ้ พียงวาระเดยี ว
๑๖ ท้ังนี้ วุฒิสภายังมีหน้าท่ีและอานาจในการพิจารณาให้บุคคล ดารงตาแหน่งในองค์กรต่าง ๆ ตามท่ีกฎหมายบัญญัติไว้ เช่น การให้ความเห็นชอบในการ แต่งตั้งและการพ้นจากตาแหน่งของอัยการสูงสุดตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและ พนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ การเลือกกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และการเลือกกรรมการติดตามและประเมินผลการ ปฏิบัติงาน ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคล่ืนความถี่และกากับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ การให้ความ เห็นชอบในการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตาแหน่งของเลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นต้น นอกจากนี้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ วุฒิสภาไม่มีอานาจในการถอดถอนบุคคลออกจากตาแหน่ง ซึ่งแตกต่างจากอานาจของ วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ ทบี่ ัญญัตใิ หว้ ุฒสิ ภามีอานาจในการถอดถอนบุคคล ออกจากตาแหนง่ ๒.๔ หน้าท่แี ละอานาจของวฒุ สิ ภาในเร่อื งอนื่ ๆ นอกจากหน้าที่และอานาจดังกล่าวข้างต้นแล้ว รัฐธรรมนูญยังได้ บัญญตั ิใหว้ ฒุ ิสภามหี น้าทแี่ ละอานาจในเร่อื งอน่ื ๆ ดังนี้ ๑) การทาหน้าท่ีในฐานะรัฐสภาและในฐานะวุฒิสภา ซึ่งเป็น การทาหน้าท่ีในระหว่างท่ีไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าด้วยเหตุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ หรือเหตุอ่ืนใด ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ ที่บัญญัติ วา่ “มาตรา ๑๒๖ ในระหว่างท่ีไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าด้วย เหตุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ หรือเหตุอื่นใด จะมีการประชุม วฒุ สิ ภามไิ ด้ เวน้ แต่ (๑) มีกรณีท่ีรัฐสภาต้องดาเนินการตามมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ หรอื มาตรา ๑๗๗ (๒) มีกรณีท่ีวุฒิสภาต้องประชุมเพื่อทาหน้าท่ีพิจารณาให้ บคุ คลดารงตาแหนง่ ใดตามบทบญั ญตั ิแหง่ รฐั ธรรมนูญ
๑๗ เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้วุฒิสภาดาเนินการประชุมได้ โดยให้ประธานวุฒิสภานาความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียก ประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ และให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการ ในกรณีตาม (๑) ให้วุฒิสภาทาหน้าท่ีรัฐสภา แต่การให้ความ เห็นชอบตามมาตรา ๑๗๗ ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจานวนสมาชิก ท้งั หมดเท่าทมี่ อี ย่ขู องวุฒสิ ภา” ๒) การทาหน้าท่ีร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในฐานะรัฐสภา ซ่ึงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ ที่บัญญัติว่า “มาตรา ๑๕๖ ในกรณตี ่อไปน้ี ให้รฐั สภาประชมุ ร่วมกัน (๑) การให้ความเห็นชอบในการแต่งต้ังผู้สาเร็จราชการแทน พระองค์ตามมาตรา ๑๗ (๒) การปฏิญาณตนของผู้สาเร็จราชการแทนพระองค์ต่อ รัฐสภาตามมาตรา ๑๙ (๓) การรับทราบการแก้ไขเพ่ิมเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วย การสบื ราชสนั ตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ ตามมาตรา ๒๐ (๔) การรับทราบหรือให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ ตามมาตรา ๒๑ (๕) การให้ความเห็นชอบในการปิดสมัยประชุมตามมาตรา ๑๒๑ (๖) การเปิดประชุมรฐั สภาตามมาตรา ๑๒๒ (๗) การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๓๒ (๘) การปรึกษาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือ ร่างพระราชบัญญัติใหม่ตามมาตรา ๑๔๖ (๙) การพจิ ารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๔๗ (๑๐) การเปิดอภิปรายท่ัวไปตามมาตรา ๑๕๕ และมาตรา ๑๖๕ (๑๑) การตราข้อบงั คับการประชุมรัฐสภาตามมาตรา ๑๕๗ (๑๒) การแถลงนโยบายตามมาตรา ๑๖๒
๑๘ มาตรา ๑๗๗ (๑๓) การให้ความเห็นชอบในการประกาศสงครามตาม สัญญาตามมาตรา ๑๗๘ (๑๔) การรับฟังคาช้ีแจงและการให้ความเห็นชอบหนังสือ (๑๕) การแกไ้ ขเพ่ิมเติมรฐั ธรรมนญู ตามมาตรา ๒๕๖ (๑๖) กรณอี ่นื ตามทีบ่ ัญญตั ิไว้ในรฐั ธรรมนญู ” ๓) การให้ความคิดเห็นในการจัดทามาตรฐานทางจริยธรรม ซ่ึงเป็นไปตามรัฐธรรมนญู มาตรา ๒๑๙ ท่ีบญั ญัตวิ ่า “มาตรา ๒๑๙ ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกัน กาหนดมาตรฐานทางจริยธรรมข้นึ ใช้บังคบั แก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดารงตาแหน่ง ในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของ ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ และเม่ือประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับ ได้ ทั้งน้ี มาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวต้องครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิและ ผลประโยชน์ของชาติ และต้องระบุให้ชัดแจ้งด้วยว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจรยิ ธรรมใดมีลกั ษณะร้ายแรง ในการจัดทามาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง ให้รับฟัง ความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย และเมื่อ ประกาศใช้บังคับแล้วให้ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และ คณะรัฐมนตรีด้วย แต่ไม่ห้ามสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะรัฐมนตรีที่จะกาหนด จริยธรรมเพิ่มข้ึนให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าท่ีของตน แต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับ มาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง และใหป้ ระกาศในราชกิจจานเุ บกษา” ๓. หน้าทีแ่ ละอานาจของสมาชิกวฒุ ิสภา นอกจากหน้าที่และอานาจของวุฒิสภาแล้ว สมาชิกวุฒิสภายังมีหน้าที่ และอานาจในกรณอี น่ื ๆ ตามท่บี ญั ญัติไว้ในรฐั ธรรมนญู ดังน้ี ๓.๑ ตามมาตรา ๘๒ ของรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา จานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่ มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาท่ีตนเป็นสมาชิกว่าสมาชิกภาพ ของสมาชกิ คนใดคนหนง่ึ แห่งสภานน้ั ส้นิ สุดลงตามเหตุท่ีกาหนดหรือไม่ โดยใหป้ ระธานแห่ง สภาทีไ่ ด้รบั คารอ้ งส่งคารอ้ งนั้นไปยงั ศาลรฐั ธรรมนูญเพ่ือวินจิ ฉัย
๑๙ ๓.๒ ตามมาตรา ๑๒๓ ของรัฐธรรมนูญ ทบี่ ญั ญตั ใิ ห้สมาชกิ สภาผแู้ ทน ราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองสภารวมกัน หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีจานวน ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าท่ีมีอยู่ของท้ังสองสภามีสิทธิเข้าชื่อร้อง ขอต่อประธานรัฐสภาให้นาความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียก ประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญได้ โดยให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้นาความกราบ บงั คมทูลและลงนามรบั สนองพระบรมราชโองการ ๓.๓ ตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญ ท่ีบัญญัติว่า ในกรณีท่ีมี ปัญหาสาคัญเก่ียวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความ คิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยัง ประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายท่ัวไปในท่ีประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ ในกรณี เช่นว่าน้ี รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมไิ ด้ ๓.๔ ตามมาตรา ๑๗๓ ของรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติว่า ก่อนท่ี สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาจะได้อนุมัติพระราชกาหนดใด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาจานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจานวนสมาชิกท้ังหมดเท่าที่มีอยู่ของ แต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกว่าพระราช กาหนดน้ันไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๗๒ วรรคหน่ึง กล่าวคือ การออกพระราชกาหนดไม่ใช่ กรณีเพ่ือประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ โดยให้ประธาน แห่งสภาน้ันส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับความเห็น เพ่ือวินิจฉัย และให้รอการพิจารณาพระราชกาหนดน้ันไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับแจ้ง คาวินิจฉัยของศาลรฐั ธรรมนูญ ๓.๕ ตามมาตรา ๒๓๖ ของรัฐธรรมนูญ ทบี่ ญั ญัติให้สมาชิกสภาผ้แู ทน ราษฎร สมาชกิ วฒุ สิ ภา หรือสมาชกิ ของทง้ั สองสภาจานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจานวน สมาชิกทั้งหมดเท่าท่ีมีอยู่ของท้ังสองสภาหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกต้ังจานวน ไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ คนมีสิทธิเข้าช่ือกล่าวหาว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติผู้ใดกระทาการตามมาตรา ๒๓๔ (๑)๔ โดยย่ืนต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วย ๔ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย มาตรา ๒๓๔ บัญญตั ิว่า “มาตรา ๒๓๔ คณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทุจริตแหง่ ชาตมิ หี นา้ ทีแ่ ละอานาจ ดังตอ่ ไปนี้ (๑) ไต่สวนและมีความเห็นกรณีมีการกล่าวหาว่าผู้ดารงตาแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดารงตาแหน่งใน องค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดนิ ผู้ใดมพี ฤตกิ ารณ์รา่ รวยผิดปกติ ทุจริตต่อหนา้ ที่ หรอื จงใจปฏิบัตหิ นา้ ที่หรือใช้อานาจขัดต่อ บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพ่ือดาเนินการต่อไปตาม รัฐธรรมนญู หรอื ตามพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าด้วยการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ รติ
๒๐ หลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทาตามท่ี ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพอ่ื ต้ังคณะผู้ไต่สวนอิสระ จากผู้ซง่ึ มีความเปน็ กลางทางการเมอื งและมคี วามซ่ือสัตย์สุจริตเป็นทีป่ ระจกั ษ์ เพื่อไตส่ วน หาข้อเท็จจริง (๒) ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ารวยผิดปกติ กระทาความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทาความผิดต่อ ตาแหน่งหน้าท่ีราชการ หรือความผิดต่อตาแหน่งหนา้ ท่ีในการยุติธรรมเพือ่ ดาเนินการต่อไปตามพระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญว่า ด้วยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ (๓) กาหนดให้ผู้ดารงตาแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดารงตาแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงิน แผ่นดิน และเจ้าหน้าที่ของรฐั ย่นื บัญชีทรพั ย์สินและหน้ีสินของตน คสู่ มรส และบตุ รทย่ี ังไม่บรรลนุ ติ ิภาวะ รวมท้ังตรวจสอบและเปิดเผย ผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหน้ีสินของบุคคลดังกล่าว ทั้งน้ี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทจุ ริต (๔) หน้าท่แี ละอานาจอืน่ ที่บัญญตั ิไว้ในรฐั ธรรมนูญหรอื กฎหมาย ในการปฏิบัติหน้าที่ตาม (๑) (๒) และ (๓) ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่ จะตอ้ งจัดให้มีมาตรการหรอื แนวทางที่จะทาใหก้ ารปฏบิ ัตหิ น้าท่ีมีประสิทธิภาพเกิดความรวดเร็ว สจุ ริต และเท่ยี งธรรม ในกรณีจาเป็น จะมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐท่ีมีหนา้ ที่และอานาจเกี่ยวข้องกับการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริตดาเนินการแทนในเรื่องท่ีมิใช่ เป็นความผิดร้ายแรงหรือที่เป็นการกระทาของเจ้าหน้าที่ของรัฐบางระดับหรือกาหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของหน่วยธุรการของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นผู้ดาเนินการสอบสวนหรือไต่สวนเบื้องต้นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงือ่ นไขท่ีบญั ญตั ิไวใ้ นพระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วยการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ รติ ก็ได้”
๒๑ วุฒิสภาตามบทเฉพาะกาล ๑. โครงสร้างและท่มี าของวุฒิสภาตามบทเฉพาะกาล รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บทเฉพาะกาล มาตรา ๒๖๙ ได้บญั ญัติ ให้วุฒิสภาในวาระเริ่มแรก ประกอบด้วยสมาชิกจานวน ๒๕๐ คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งตามท่ีคณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคาแนะนา โดยมีท่ีมาจาก คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาซ่ึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งต้ังจาก ผู้ทรงคุณวฒุ ซิ ึ่งมีความรแู้ ละประสบการณใ์ นดา้ นตา่ ง ๆ และมีความเปน็ กลางทางการเมือง จานวนไม่น้อยกว่า ๙ คน แต่ไม่เกิน ๑๒ คน ไปดาเนินการสรรหาบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถที่เหมาะสมในอันจะเป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภาและการ ปฏิรูปประเทศมีจานวนไมเ่ กนิ ๔๐๐ คน และมาจากคณะกรรมการการเลือกตงั้ ดาเนนิ การ จัดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐๗ จานวน ๒๐๐ คน เพื่อนารายช่ือจาก ทงั้ สองส่วนดังกลา่ วสง่ ให้คณะรกั ษาความสงบแห่งชาติคัดเลือก โดยให้คัดเลือกจากผู้ได้รับ เลือกจากบัญชีรายชื่อท่ีได้รับจากคณะกรรมการการเลือกต้ังให้ได้ จานวน ๕๐ คน และ คัดเลือกรายช่ือสารองจานวน ๕๐ คน และให้คัดเลือกจากบัญชีรายช่ือที่ได้รับการสรรหา ให้ได้จานวน ๑๙๔ คน รวมกับผู้ดารงตาแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหาร สูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ ผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ เป็น ๒๕๐ คน และคัดเลือกรายช่ือสารองจากบัญชีรายช่ือท่ี ไดร้ ับการสรรหา จานวน ๕๐ คน ทั้งน้ี ใหแ้ ล้วเสรจ็ ภายใน ๓ วันนบั แตว่ ันประกาศผลการ เลอื กต้ังสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรครัง้ แรก ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาตินารายช่ือบุคคลซ่ึงได้รับการคัดเลือกข้ึน กราบบังคมทูลเพ่ือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งต้ังต่อไป และให้หัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดยอายุของ วุฒิสภาตามมาตรานี้มีกาหนด ๕ ปีนับแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งต้ัง ถ้ามีตาแหน่ง ว่างลง ให้เล่ือนรายช่ือบุคคลตามลาดับในบัญชีสารองข้ึนเป็นสมาชิกวุฒิสภาแทน โดยให้ ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ดาเนินการและเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ สาหรับ สมาชิกวุฒิสภาโดยตาแหน่งเม่ือพ้นจากตาแหน่งท่ีดารงอยู่ในขณะได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิก วุฒิสภาก็ให้พ้นจากตาแหน่งสมาชิกวุฒิสภาด้วย และให้ดาเนินการเพ่ือแต่งต้ังให้ผู้ดารง ตาแหน่งน้นั เป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยตาแหน่งแทน ท้ังนี้ ให้สมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับแต่งต้ังให้ ดารงตาแหนง่ แทนตาแหน่งที่ว่าง อยใู่ นตาแหนง่ เท่าอายขุ องวุฒิสภาท่เี หลืออยู่
๒๒ ๒. หนา้ ทีแ่ ละอานาจของวฒุ ิสภาตามบทเฉพาะกาล วุฒิสภาตามบทเฉพาะกาลน้ัน นอกจากจะมีหน้าท่ีและอานาจ เช่นเดียวกับวุฒิสภาตามบทบัญญัติหลักแล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับ ปัจจุบันยังได้เพ่ิมหน้าที่และอานาจไว้เป็นการเฉพาะ ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิรูปประเทศใน ระยะเปลย่ี นผ่านบรรลุตามเปา้ หมายท่ีบญั ญัตไิ วใ้ นรฐั ธรรมนญู ดงั น้ี ๒.๑ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเพ่ือดาเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏริ ปู ประเทศ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ บัญญัติว่า ร่างพระราชบัญญัติท่ีจะตรา ข้ึนเพ่ือดาเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ ให้เสนอและพิจารณาในที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภา ร่างพระราชบัญญัติใดที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติท่ี จะตราข้ึนเพื่อดาเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ ให้แจ้งให้ประธานรัฐสภา ทราบพร้อมกับการเสนอรา่ งพระราชบัญญัตินน้ั ในกรณีที่คณะรัฐมนตรมี ิได้แจง้ ว่าเป็นร่าง พระราชบัญญัติที่จะตราข้ึนเพื่อดาเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ หากสมาชิก วุฒิสภาเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติน้ัน เป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะตราข้ึนเพ่ือดาเนินการ ตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ สมาชิกวุฒิสภาจานวนไม่น้อยกวา่ ๑ ใน ๕ ของวุฒสิ ภา อาจเขา้ ชื่อกันร้องขอตอ่ ประธานรฐั สภาเพ่ือใหว้ นิ ิจฉยั การย่ืนคาร้องดงั กล่าวตอ้ งยืน่ ก่อนท่ี วฒุ สิ ภาจะพจิ ารณาร่างพระราชบัญญัตนิ น้ั แลว้ เสร็จ เมื่อประธานรัฐสภาได้รับคาร้องดังกล่าว ให้ประธานรัฐสภาเสนอ เรือ่ งตอ่ คณะกรรมการรว่ ม ซ่ึงประกอบดว้ ยประธานวุฒิสภาเปน็ ประธาน รองประธานสภา ผูแ้ ทนราษฎรคนหน่ึง ผู้นาฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนคณะรัฐมนตรีคนหน่ึง และ ประธานคณะกรรมาธิการสามัญคนหน่ึงซ่ึงเลือกกันเองระหว่างประธานคณะกรรมาธิการ สามัญในวุฒิสภาทุกคณะเป็นกรรมการ เพื่อวินิจฉัย โดยการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ดังกล่าวให้ถือเสียงข้างมากเปน็ ประมาณ คาวินิจฉัยของคณะกรรมการร่วมดังกล่าวให้เป็น ทีส่ ดุ และให้ประธานรัฐสภาดาเนินการไปตามคาวนิ ิจฉยั นน้ั ๒.๒ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติท่ีวุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร ยบั ย้งั ไวต้ ามมาตรา ๑๓๗ (๒) หรอื (๓) ของรัฐธรรมนญู รฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๗๑ บัญญัติให้ในวาระเริ่มแรกภายในอายขุ อง วุฒิสภาตามบทเฉพาะกาล (๕ ปี) การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่วุฒิสภาหรือ สภาผแู้ ทนราษฎรยับยง้ั ไว้ตามมาตรา ๑๓๗ (๒) หรอื (๓) ให้กระทาโดยท่ปี ระชมุ ร่วมกันของ รัฐสภา ถ้าร่างพระราชบญั ญัตินน้ั เกี่ยวกับการแกไ้ ขเพม่ิ เติมโทษหรือองค์ประกอบความผิดต่อ ตาแหน่งหน้าท่ีราชการหรือตาแหน่งหน้าท่ีในการยุติธรรม หรือความผิดของพนักงานใน
๒๓ องค์การหรอื หน่วยงานของรัฐ เฉพาะเม่อื การแก้ไขเพิ่มเติมน้ันมีผลใหผ้ ู้กระทาความผดิ พ้น จากความผิดหรือไม่ต้องรับโทษ หรือเป็นร่างพระราชบัญญัติที่วุฒิสภามีมติด้วยคะแนน เสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจานวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเท่าท่ีมีอยู่ว่ามีผลกระทบต่อ การดาเนินกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง ๒.๓ การตดิ ตาม เสนอแนะ และเร่งรดั การปฏิรปู ประเทศ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ บัญญัติให้วุฒิสภาตามบทเฉพาะกาลมี หน้าท่ีและอานาจติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพ่ือให้บรรลุเป้าหมาย ตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ และการจัดทาและดาเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่ง คณะรัฐมนตรีต้องแจ้งความคืบหน้าในการดาเนินการตามแผนการ ปฏิรูปประเทศต่อ รฐั สภาเพ่ือทราบทกุ ๓ เดือนด้วย ๒.๔ การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซ่ึงสมควรได้รับแต่งตั้งเป็น นายกรฐั มนตรี รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒๕ บัญญัติให้ในระหว่าง ๕ ปีแรกนับแต่ วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการ แต่งต้ังเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดาเนินการตามมาตรา ๑๕๙๖ เว้นแต่การพิจารณา ๕ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย มาตรา ๒๗๒ บัญญตั ิว่า “มาตรา ๒๗๒ ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันทม่ี รี ัฐสภาชุดแรกตามรฐั ธรรมนูญน้ี การให้ความเห็นชอบบคุ คลซึ่งสมควรได้รับ แตง่ ตงั้ เป็นนายกรัฐมนตรใี หด้ าเนินการตามมาตรา ๑๕๙ เว้นแต่การพจิ ารณาใหค้ วามเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง ใหก้ ระทาใน ทีป่ ระชุมร่วมกนั ของรัฐสภา และมตทิ ี่เหน็ ชอบการแต่งต้ังบคุ คลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียง มากกว่ากง่ึ หนึ่งของจานวนสมาชิกทงั้ หมดเท่าท่มี อี ย่ขู องทงั้ สองสภา ในระหวา่ งเวลาตามวรรคหนึ่ง หากมกี รณีท่ไี มอ่ าจแต่งต้ังนายกรฐั มนตรีจากผู้มชี ่ืออย่ใู นบัญชีรายชือ่ ที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ ตามมาตรา ๘๘ ไม่ว่าดว้ ยเหตุใด และสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันจานวนไมน่ ้อยกว่ากึง่ หน่งึ ของจานวนสมาชิกทง้ั หมดเท่าทม่ี ีอยู่ของ ทัง้ สองสภาเข้าชื่อเสนอตอ่ ประธานรัฐสภาขอใหร้ ัฐสภามีมตยิ กเว้นเพอื่ ไมต่ อ้ งเสนอชือ่ นายกรฐั มนตรจี ากผู้มชี ือ่ อยใู่ นบญั ชรี ายชือ่ ท่ีพรรค การเมอื งแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ในกรณเี ชน่ น้ัน ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชมุ รว่ มกันของรัฐสภาโดยพลนั และในกรณที ่ีรัฐสภามี มตดิ ว้ ยคะแนนเสยี งไมน่ ้อยกว่าสองในสามของจานวนสมาชิกทง้ั หมดเท่าทม่ี อี ยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้ดาเนินการตามวรรคหน่ึง ตอ่ ไป โดยจะเสนอชอ่ื ผู้อยู่ในบญั ชรี ายชือ่ ท่ีพรรคการเมืองแจ้งไวต้ ามมาตรา ๘๘ หรือไมก่ ็ได้” ๖ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย มาตรา ๑๕๙ บัญญัตวิ า่ “มาตรา ๑๕๙ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซ่ึงสมควรได้รับการแต่งต้ังเป็นนายกรัฐมนตรีจาก บุคคลซึ่งมคี ณุ สมบตั แิ ละไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ และเปน็ ผู้มีช่อื อยู่ในบญั ชีรายชอื่ ท่ีพรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่สมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจานวนสมาชิก ทั้งหมดเทา่ ท่มี ีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร การเสนอชื่อตามวรรคหนึ่งต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าหน่ึงในสิบของจานวนสมาชิกท้ังหมดเท่าท่ีมีอยู่ของสภา ผ้แู ทนราษฎร
๒๔ ให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง ใหก้ ระทาในท่ีประชุมร่วมกันของรฐั สภา และมติที่เหน็ ชอบการแต่งตง้ั บุคคลใดให้เป็นนายกรฐั มนตรีตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสยี งมากกวา่ กึง่ หนง่ึ ของจานวนสมาชิกท้ังหมดเทา่ ที่มีอยูข่ องท้งั สองสภา ในระหว่าง ๕ ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายช่ือท่ีพรรคการเมืองแจ้ง ไว้ตามมาตรา ๘๘๗ ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกของท้ังสองสภารวมกนั จานวนไมน่ ้อยกว่า ก่ึงหนึ่งของจานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชอื่ เสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมตยิ กเว้นเพ่อื ไม่ตอ้ งเสนอชอ่ื นายกรฐั มนตรจี ากผู้มีช่ือในบญั ชีรายช่ือท่ีพรรค การเมืองแจ้งไวต้ ามมาตรา ๘๘ ในกรณีเช่นนี้ ใหป้ ระธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีท่ีรัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของ จานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าท่ีมีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของ รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซ่ึงสมควรได้รับการแต่งต้ังเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป โดยในการเสนอชอื่ บุคคลซง่ึ สมควรได้รับแตง่ ตง้ั เป็นนายกรฐั มนตรใี นคร้งั น้นี น้ั จะเสนอชื่อผูอ้ ยู่ ในบัญชีรายช่ือที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ หรือไม่กไ็ ด้ และมติเห็นชอบในการ แต่งต้งั บุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นต้องมคี ะแนนเสยี งมากกว่าก่ึงหน่ึงของจานวน สมาชกิ ท้ังหมดเท่าที่มีอยูข่ องทัง้ สองสภา --------------------------------------------------------- มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบการแต่งต้ังบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีต้องกระทาโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีคะแนนเสียงมากกวา่ ก่ึงหน่งึ ของจานวนสมาชกิ ทั้งหมดเทา่ ท่มี อี ยขู่ องสภาผูแ้ ทนราษฎร” ๗ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๘๘ บญั ญตั วิ า่ “มาตรา ๘๘ ในการเลือกตงั้ ท่ัวไป ให้พรรคการเมอื งที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแจง้ รายชือ่ บุคคลซ่งึ พรรคการเมอื งนั้นมีมตวิ ่า จะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเพ่ือพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งต้ังเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกินสามรายช่ือต่อคณะกรรมการการเลือกต้ัง ก่อนปิดการรับสมัครรบั เลอื กต้ัง และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรายช่อื บุคคลดังกล่าวใหป้ ระชาชนทราบ และให้นาความใน มาตรา ๘๗ วรรคสอง มาใช้บงั คบั โดยอนโุ ลม พรรคการเมืองจะไมเ่ สนอรายช่อื บุคคลตามวรรคหนึง่ ก็ได้”
Search
Read the Text Version
- 1 - 24
Pages: