Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 03.BU5001-L01 ปรับ27-02-63

03.BU5001-L01 ปรับ27-02-63

Published by sudjaipookonglee, 2021-06-23 05:07:24

Description: 03.BU5001-L01 ปรับ27-02-63

Keywords: โลกทัศน์ศาสนาก่อนพุทธกาล

Search

Read the Text Version

แผนบรหิ ารการสอนประจาบทท่ี 1 บทท่ี 1 โลกทศั น์ศาสนาก่อนพุทธกาล เนือ้ หาประจาบท 1. บทนำ 2. ควำมหมำยของศำสนำ 3. องคป์ ระกอบของศำสนำ 4. ศำสนำกับลัทธิ 5. ศำสนำกับปรัชญำ 6. ววิ ัฒนำกำรของศำสนำ 7. มลู เหตขุ องกำรเกดิ ศำสนำ 8. ศำสนำประเภทต่ำงๆ 9. ศำสนำในอนิ เดยี กอ่ นสมยั พุทธกำล 10. ควำมเชื่อในคำสอนแบบปรชั ญำของนักบวชสมัยพุทธกำล 11. ควำมสำคัญและคุณค่ำของศำสนำ 12. สรปุ ท้ำยบท คำถำมท้ำยบท เอกสำรอ้ำงองิ ประจำบทที่ 1 จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. นกั ศึกษำสำมำรถทำกำรเรยี บเรียงเนื้อหำ สรปุ ควำมคดิ และถ่ำยทอดเนื้อหำไดด้ ้วยตนเอง 2. นักศึกษำสำมำรถสรุปเนอ้ื หำสำคัญ ๆ ด้วยกรำฟิกตำ่ ง ๆ เชน่ แผนภมู ิ, แผนท่ีควำมคิด, กรำฟ, ตำรำง เป็นต้น ลงใน Google Sites/Google Slides/PowerPoint และส่งใน Google Classroom ของ อำจำรย์ได้ 3. นกั ศึกษำสำมำรถนำเสนองำนหนำ้ ห้องเรียนดว้ ยเทคโนโลยีตำ่ ง ๆ ได้ 4. นกั ศึกษำสำมำรถทำงำนเป็นกลุ่มและทำงำนเด่ยี วได้ 5. คะแนนผลกำรทดสอบ Posttest ของนักศึกษำเพิ่มข้ึนจำกคะแนนผลกำรทดสอบ Pretest อย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติ กิจกรรมการเรียนการสอน 1. แบ่งกลุ่มนักศึกษำให้ศึกษำจำกบทเรียนออนไลน์ของอำจำรย์ หนังสืออื่นท่ีเก่ียวข้อง เว็บไซต์ และสื่อออนไลน์ เช่น YouTube ฯลฯ ทำกำรวิเครำะห์เนื้อหำ ด้วยกำรเรียบเรียง สรุปควำมคิด และ ถำ่ ยทอดเนื้อหำออกมำเป็นรำยงำนออนไลนด์ ว้ ย Google Sites/Google Slides/PowerPoint 2. นักศึกษำนำเสนอหนำ้ ชัน้ เรียนด้วยกำรอภิปรำย/กำรแสดงควำมคิดเหน็ /กำรถำมและกำรตอบ คำถำม/กำรตคี วำมและกำรอธบิ ำยเนือ้ หำดว้ ยเหตแุ ละผล 3. ตอบคำถำมท้ำยบท/ค้นคว้ำเพ่ิมเติมในเน้ือหำที่เกี่ยวข้องจำกห้องสมุดและเว็บไซต์ และเขียน รำยงำนออนไลน์ด้วย Google Sites/Google Slides/PowerPoint ส่งใน Google Classroom ของ อำจำรย์ผู้สอน ส่ือการเรียนการสอน 1. เอกสำรประกอบกำรสอน 2. แบบเรยี นออนไลน์/สือ่ กำรเรยี นกำรสอนออนไลน์/Ebook

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 2 3. Computer/Projector/Google Classroom/Youtupe/ Video Clips/ Google Sites/Google Slides/ PowerPoint การวัดผลและการประเมินผล 1. ประเมินคุณธรรมจริยธรรม ในกำรเข้ำช้ันเรียนตรงเวลำ และประเมินพฤติกรรมด้ำนจิต สำธำรณะในกำรทำกิจกรรมทั้งในและนอกห้องเรียนจำกรำยงำนออนไลน์ โดยใช้แบบ Checklist จำนวน 10 คะแนน 2. ประเมินควำมรู้โดยกำรทดสอบกลำงภำค จำนวน 20 คะแนน และสอบปลำยภำค จำนวน 40 คะแนน รวม 60 คะแนน 3. ประเมินทักษะทำงปัญญำ โดยใช้ Rubrics จำกกำรอภิปรำย/กำรแสดงควำมคิดเห็น/กำรถำม ตอบ/กำรวิเครำะห์เน้อื หำทเ่ี รยี น/กำรสรุปเนอ้ื หำ/กำรนำเสนอหนำ้ ช้นั เรยี น จำนวน 10 คะแนน 4. ประเมินทักษะควำมสัมพันธ์ระหว่ำงบุคคลและควำมรับผิดชอบ โดยใช้แบบสังเกต จำกกำร ทำงำนกลุ่ม/กำรนำเสนอหน้ำชั้นเรยี น/กำรตรงเวลำในกำรสง่ งำนทีม่ อบหมำยและกำรอำ้ งอิงผลงำนคนอ่ืน จำนวน 10 คะแนน 5. ประเมินทักษะกำรวิเครำะห์เชิงตัวเลข กำรส่ือสำรและกำรใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศโดยใช้ Rubrics ในกำรนำเสนอหน้ำช้ันเรยี นด้วยเทคโนโลยี และตรวจรำยงำนออนไลน์ของนักศึกษำ จำนวน 10 คะแนน

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 3 บทท่ี 1 โลกทัศน์ศาสนาก่อนพทุ ธกาล 1. บทนา โลกทัศน์ศำสนำก่อนพุทธกำลประกอบด้วยทัศนะด้ำนศำสนำ ลัทธิ ปรัชญำ ควำมเชื่อ ควำม เป็นมำของศำสนำ รวมทั้งทิฏฐิต่ำงๆ เป็นมุมมองของศำสนำพรำหมณ์ (ต่อมำเรยี กว่ำศำสนำฮินดู) ซ่ึงเป็น ศำสนำด้ังเดิมของชำวอินเดีย เกิดก่อนสมัยพุทธกำลรำว 1,000 ถึง 1,500 ปี แต่ไม่มีแหล่งอ้ำงอิงที่ยืนยัน จดุ กำเนิดของศำสนำพรำหมณไ์ ด้ชัดเจนนัก เชอื่ กันว่ำ เดิมทชี ำวอนิ เดียเรียกประเทศตนเองว่ำ ภำรตวรรษ (ท่ีอยู่ของชำวภำรตะ เป็นพระนำมของพระเจ้ำภรต ปฐมวงศ์แห่งรำชวงศ์ปำณฑวะ หรือปำณฑป ใน สงครำมมหำภำรตยุทธ) และเรียกตนเองว่ำ ชำวภำรตะ เพรำะสืบเช้ือสำยมำจำกพระเจ้ำภรต นั่นเอง ใน สมัยต่อมำจึงถูกเรียกว่ำ อินเดีย โดยเพ้ียนมำจำกกำรเปล่ียนเสียงและเรียกเพ้ียนกันมำโดยลำดับของชำว เปอรเ์ ซียในกำรเรยี กชื่อแมน่ ้ำสินธู จำกคำวำ่ สนิ ธู ฮินดู ไฮดู อินดสั และอินเดยี ตำมลำดับ ชนเผ่ำด้ังเดมิ ของอินเดียคือชนเผ่ำดรำวิเดียนหรือมิลักขะ มผี ิวดำ รูปร่ำงเต้ยี จมูกกวำ้ ง อำศัยอยู่ แถบลุ่มแม่น้ำสินธู หรือ สินธุ ประมำณ 4,000 ปีก่อนสมัยพุทธกำล มีอำชีพกสิกรรมเคำรพนับถือ ธรรมชำติเบอื้ งตำ่ คือ แผน่ ดิน ภูเขำ พฤกษำชำติ สัตว์ น้ำ และไฟ มีพิธกี รรมบูชำธรรมชำติ ตอ่ มำประมำณ 2,000 ปีก่อนสมัยพุทธกำล ชนเผำ่ อินโดอำรยัน มีผิวขำว รูปร่ำงสูงใหญ่ มีควำมชำนำญในกำรสู้รบ อพยพ มำจำกทะเลสำปแคสเปียน มำรุกรำนชนพื้นเมืองคือ เผ่ำดรำวิเดียนหรือมิลักขะ และขยำยอิทธิพลควำม เช่ือของตน กล่ำวคือกำรนับถือธรรมชำติเบ้ืองสูงคือ พระอำทิตย์ พระจันทร์ ดวงดำวต่ำงๆ ฝน ฟ้ำ ลม รวมท้ังวิญญำณของบรรพบุรุษจนพัฒนำมำเป็นเทพเจ้ำในท่ีสุด โดยแบ่งเทพเจ้ำออกเป็น 3 ประเภท คือ เป็นเทพที่สถิตอยู่ภำคพ้ืนดิน บนอำกำศ และสรำงสวรรค์ ซ่ึงเป็นกำรผสมผสำนกันระหว่ำงควำมเชื่อของ ชำวอำรยนั และชำวมลิ กั ขะ จนกระท่งั พัฒนำมำเป็นศำสนำพรำหมณใ์ นทส่ี ุด นอกจำกศำสนำพรำหมณ์แล้ว ยังมีศำสนำที่เกิดก่อนสมัยพุทธกำลอยู่หลำยศำสนำคือ ศำสนำยิว หรือยูดำย เกิดก่อนพระพุทธศำสนำประมำณ 1,700-2,000 ปี เกิดท่ีประเทศปำเลสไตน์ เป็นศำสนำเทว นิยม ศำสนำชินโต เกิดก่อนพระพุทธศำสนำประมำณ 117 ปี เกิดท่ีประเทศญ่ีปุ่น เป็นศำสนำเทวนิยม ศำสนำเต๋ำ เกิดก่อนพระพุทธศำสนำประมำณ 61 ปี เกิดที่ประเทศจีน เป็นศำสนำอเทวนิยม ศำสนำเชน เกิดก่อนพระพุทธศำสนำประมำณ 57 ปี เกิดท่ีประเทศอินเดีย เป็นศำสนำอเทวนิยม ศำสนำขงจ้ือ เกิด ก่อนพระพุทธศำสนำประมำณ 7 ปี เกิดท่ีประเทศจีน (เสถียร พันธรังษี, 2549, หน้ำ 40) และศำสนำ โซโรอัสเตอร์ เกิดก่อนพระพุทธศำสนำประมำณ 85 ปี เกิดท่ีประเทศอิหร่ำน (ประทีป สำวำโย, 2545, หนำ้ 30) ซึง่ ศำสนำเหลำ่ นต้ี ำ่ งมีจุดมุ่งหมำยสงู สุดแตกตำ่ งกนั ไปตำมทัศนะของตน ดังนั้น ในกำรศึกษำบทท่ี 1 นี้ จึงมุ่งให้นักศึกษำได้ศึกษำเนื้อหำเกี่ยวกับโลกทัศน์ศำสนำก่อน พทุ ธกำลเพอื่ นำมำวิเครำะห์ใหท้ รำบว่ำ ศำสนำมคี วำมหมำยอย่ำงไร ศำสนำมีองค์ประกอบอะไรบ้ำง อะไร คือควำมแตกต่ำงระหว่ำงศำสนำกับลัทธิ ควำมแตกต่ำงระหว่ำงศำสนำกับปรัชญำมีอะไรบ้ำง ศำสนำมี วิวัฒนำกำรมำอย่ำงไร อะไรคือมูลเหตุของกำรเกิดศำสนำ มีศำสนำอะไรบ้ำงที่เกิดขึ้นแล้ว มีศำสนำ อะไรบ้ำงทไี่ ม่ม่ผู้นับถือแล้ว (Dead Religions ศำสนำที่ตำยไปแล้ว) มีศำสนำอะไรบ้ำงท่ียังคงมีผู้นับถอื อยู่ (Living Religions) ศำสนำในอินเดียก่อนสมัยพุทธกำลเป็นเช่นไร ควำมเชื่อในคำสอนแบบปรัชญำของ นักบวชสมัยพุทธกำลเป็นอย่ำงไร และควำมสำคัญและคุณค่ำของศำสนำเป็นอย่ำงไร เพื่อเป็นแนวทำงใน กำรศึกษำโลกทัศนศ์ ำสนำก่อนพุทธกำลให้รู้และเขำ้ ใจยิ่งขนึ้ ต่อไป 2. ความหมายของศาสนา คำว่ำ \" ศำสนำ\" ตำมรูปศัพท์เดิมมำจำกคำในภำษำสันสกฤตว่ำ \"ศำสน\" ตรงกับคำในภำษำ บำลวี ่ำ \"สำสน\" หมำยถึง \"คำสงั่ สอน\" ซงึ่ สำมำรถอธิบำยควำมได้ดังต่อไปน้ี สุชีพ ปุญญำนุภำพ (2541, หน้ำ 1) กล่ำวว่ำ ท่ีชื่อว่ำ “คำสั่ง” เพรำะเป็นข้อห้ำมในกำรทำ ควำมชัว่ หมำยถงึ ศีล (สันสกฤต) หรอื สีล (บำล)ี หรอื เรียกอกี อยำ่ งวำ่ “วินยั ”

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 4 ที่ชื่อว่ำ “คำสอน” เพรำะเป็นกำรสอน แนะแนวทำงในกำรทำคุณงำมควำมดี หมำยถึง พระ ธรรม เมื่อนำคำส่ังและคำสอนมำรวมกัน จึงเรียกได้อีกอย่ำงว่ำ ศีลธรรม ประกอบด้วยข้อห้ำมใน กำรทำควำมชั่วทงั้ ปวง และหลกั ในกำรทำควำมดี และคำว่ำ ศำสนำ ยังหมำยถึง “กำรปกครอง” ได้อีกนัยหนึ่ง เพรำะเป็นกำรหมำยเอำ กำรปกครองจติ ใจของตน ควบคมุ ดูแลควำมประพฤติของตน กำรกล่ำวตกั เตือนตนเอง และรบั ผิดชอบกำร กระทำทุกอย่ำงของตนเอง เม่ือบุคคลสำมำรถปกครองและดูแลตนเองได้ ย่อมไม่ทำควำมช่ัวท้ังในที่ลับ และท่ีแจ้ง (กัลยำณมติ รเพื่อนแท้สำหรบั คณุ , 2559) ควำมหมำยของคำว่ำ \"ศำสนำ\" ในภำษำอังกฤษใช้คำว่ำ \"Religion\" มำจำกภำษำลำตินว่ำ \"Religare\" ตรงกับคำว่ำ \"Together\" แปลว่ำ กำรรวมเข้ำด้วยกัน หรือกำรรวมตนเองให้เป็นหน่ึงเดียวกับ พระเจำ้ ดังนั้น คำว่ำ \"Religion\" ท่ีเรำนำมำแปลเป็นไทยว่ำ “ศำสนำ” น้ัน จึงเป็นเรื่องของควำมสมั พันธ์ โดยศรัทธำระหว่ำงมนษุ ยก์ ับพระเจำ้ (เดือน คำด,ี 2541, หนำ้ 4) พจนำนุกรมฉบับรำชบัณฑิตยสถำน (2560) ไดใ้ ห้นิยำมไว้ดังนี้ “ลัทธิควำมเช่ือถือของมนุษย์ อันมีหลัก คือแสดงกำเนิดและควำมส้ินสุดของโลกเป็นต้น อันเป็นไปในฝ่ำยปรมัตถ์ประกำรหน่ึง แสดง หลักธรรมเก่ียวกับบุญบำปอันเป็นไปในฝำ่ ยศีลธรรมประกำรหนึ่ง พร้อมท้ังลทั ธิพิธีท่ีกระทำตำมควำมเห็น หรอื ตำมคำสง่ั สอนในควำมเช่อื ถือนนั้ ๆ” สรุปได้ว่ำ “ศาสนา” หมำยถึง หลักคำสอน หลักควำมเช่ือ หลักปฏิบัติ หลักยึดของจิตใจ หรือท่ีพ่ึงทำงใจของมนุษย์ ไม่ว่ำจะเกี่ยวข้องกับพระเจ้ำ หรือไม่เกี่ยวข้องก็ตำม เพ่ือให้มนุษย์ตั้งอยู่ใน กรอบแห่งศลี ธรรม จรรยำทด่ี ี สำมำรถอยรู่ ่วมกันไดอ้ ย่ำงสนั ติ ไมเ่ บยี ดเบียนซงึ่ กนั และกัน รู้จักควบคุมกำย วำจำ ใจของตน ไม่ให้เป็นไปในอำนำจใฝ่ต่ำ ซ่ึงศำสนำสำมำรถแยกออกตำมควำมเช่ือของชำวตะวันตก และชำวตะวันออกดังนี้ ชำวตะวันตกและชำวตะวันออกกลำง เช่ือว่ำมนุษย์น้ันถูกสร้ำงมำจำกพระเจ้ำ พระเจ้ำ สำมำรถดลบันดำลส่ิงท่ีมนุษย์ปรำถนำได้ทุกอย่ำงตำมท่ีปรำถนำ หำกทำให้พระเจ้ำน้ันพึงพอใจ ไม่ว่ำจะ เป็นกำรให้พร หรือกระท่ังกำรทำลำย หำกทำให้พระเจ้ำน้ันไม่พอใจ ดังน้ัน มนุษย์จึงต้องรับใช้พระเจ้ำ บูชำเทพเจ้ำ เพื่อให้พระเจ้ำน้ันโปรดปรำน ห้ำมสงสัยในพระเจ้ำไม่ว่ำกรณีใดๆ มีกำรสวดอ้อนวอน สรรเสริญพระเจ้ำ เช่น ศำสนำคริสต์ และศำสนำอิสลำม เป็นต้น เพรำะพระเจ้ำ หรือเทพเจ้ำ เป็นสิ่ง ศกั ด์สิ ทิ ธิ์ มีอำนำจมำก จะเห็นได้ว่ำ ชำวตะวันตกและชำวตะวันออกกลำง มีควำมสัมพันธ์กับพระเจ้ำอย่ำงเหนียว แน่น กำรปฏิบัติของศำสนิกน้ันๆ ต้องเป็นกำรเอำอกเอำใจรับใช้พระเจ้ำโดยวิธีกำรต่ำงๆ เป็นระบบควำม เช่ือและกำรปฏบิ ัติต่อพระเจำ้ อยำ่ งจงรักภกั ดี หรือควำมมีควำมสมั พันธ์แนบแน่นระหว่ำงมนุษย์กับพระเจ้ำ ซึ่งเช่ือว่ำเป็นผู้มีอำนวจเหนือธรรมชำติ โดยศำสนำในทัศนะของชำวตะวันตกนั้น ต้องประกอบด้วย ลักษณะควำมเชือ่ 4 ประกำร คอื 1) พระเจ้ำเป็นผู้สร้ำงโลกและสรรพส่งิ 2) คำสอนทั้งหมดมำจำกโองกำร ของพระเจ้ำ 3) หลักควำมเชื่อบำงอย่ำงที่อยู่เหนือกำรพิสูจน์น้ัน ศำสนิกจะต้องเช่ือโดยปรำศจำกข้อ สงสัย เพรำะเป็นคำสอนที่บริสุทธิ์ของพระเจ้ำ 4) กำรยอมมอบตน และกำรกระทำของตนและสิ่งอื่น ๆ ท่ี เกย่ี วขอ้ งกบั ตนให้พระเจำ้ ดว้ ยควำมจงรักภกั ดีโดยปรำศจำกขอ้ โต้แย้ง (เสถยี ร พนั ธรงั ษี, 2549, หนำ้ 9) ส่วนชำวตะวันออกนั้น โดยเฉพำะอินเดีย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของศำสนำมำกมำย เช่น ศำสนำ พรำหมณ์ หรือฮินดู ศำสนำพุทธ เชน ซิกซ์ เป็นต้น มีควำมเชื่อว่ำ ศำสนำนั้นต้องเป็นสิ่งศักด์ิสิทธิ์ มี เป้ำหมำยสูงสุดของชีวิต คือกำรเข้ำถึงโมกษะ หรือกำรหลุดพ้น อำจมีควำมเกี่ยวข้องกับพระเจ้ำ หรือเทพ เจ้ำในบำงศำสนำ เช่น ฮินดู เป็นต้น แต่บำงศำสนำไม่มีควำมเช่ือในเรื่องพระเจ้ำ หรอื เทพเจ้ำ มีควำมเชื่อ ในเร่ืองของกรรมเปน็ หลัก เช่น ศำสนำพุทธ เป็นต้น เช่อื ว่ำทำดี ต้องได้ดี ทำช่วั ต้องได้ชัว่ มนษุ ยจ์ ะบริสุทธิ์ ก็ได้กำรกระทำของตนเท่ำนั้น มีตนเป็นท่ีพึ่งแห่งตน ไม่ได้อยู่ในอำนำจของส่ิงศักด์ิสิทธ์ิใดๆ พระเจ้ำ หรือ เทพเจ้ำไม่สำมำรถทำให้มนุษย์บริสุทธิ์ได้ และต้องมีหลักศีลธรรม จรรยำให้ปฏิบัติเพื่อให้เข้ำถึงควำมหลุด พ้นน้ันๆ ได้ เช่น ศำสนำฮินดู มุ่งเข้ำถึงอำตมันหรือควำมเป็นอันหน่ึงอันเดียวกับพระพรหม ศำสนำพุทธ มุ่งเข้ำถึงพระนิพพำน คือกำรไม่กลับมำเกิดอีก ศำสนำเต๋ำและขงจื้อ มุ่งเข้ำถึงเต๋ำ อันเป็นสภำพท่ีเป็นสุข

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 5 นิรันดร์ เป็นต้น ท้ังน้ี ล้วนต้องอำศัยควำมเพียรพยำยำมในกำรแสวงหำควำมจริงด้วยตนเองควบคู่ไปกับ กำรปฏบิ ัติตำมหลักคำสอนในศำสนำโดยไม่สำมำรถแยกขำดออกจำกกนั ได้ คำว่ำ “ศำสนำ” ในควำมหมำยของพระพุทธศำสนำน้ัน พจนำนุกรมพุทธศำสตร์ ฉบับ ประมวลธรรมพิมพ์คร้ังที่ 12 พ.ศ. 2546 ระบุไว้ว่ำ สำสน์ หรือ ศำสนำ (คำสอน : teaching; dispensation) ประกอบดว้ ย 1. ปริยัติศำสนำ (คำสอนฝ่ำยปริยัติ, คำสอนอันจะต้องเล่ำเรียนหรือจะต้องช่ำชอง ได้แก่ สุตตะ เคยยะ ไวยำกรณะ คำถำ อุทำนะ อิติวุตตกะ ชำตกะ อัพภูตธรรมะ เวทลั ละ — teaching to be studied or mastered; textual or scriptural teaching; dispensation as text) = นวังคสตั ถสุ ำสน์ 2. ปฏิบัติศำสนำ (คำสอนฝ่ำยปฏิบัติ, คำสอนที่จะต้องปฏิบัติ ได้แก่ สัมมำปฏิปทำ อนุโลม ปฏปิ ทำ อปจั จนีกปฏปิ ทำ (ปฏปิ ทำทีไ่ ม่ขัดขวำง) อนั วัตถปฏิปทำ (ปฏิปทำท่เี ป็นไปตำมควำมมงุ่ หมำย) ธัม มำนุธัมมปฏิปทำ (ปฏิบัติธรรมอันถูกหลัก) กล่ำวคือ กำรบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์, ควำมคุ้มครองทวำรใน อินทรีย์ทั้งหลำย โภชเนมัตตัญญุตำ ชำคริยำนุโยค สติสัมปชัญญะ, สติปัฏฐำน 4, สัมมัปปธำน 4, อิทธิ บำท 4,อินทรีย์ 5, พละ 5, โพชฌงค์ 7, มรรคมีองค์ 8, — teaching to be practised; practical teaching; dispensation as practice) ที่เป็นสำคัญในหมวดน้ี ก็คือ โพธิปักขิยธรรม 37 (พระพรหม คณุ ำภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), 2558, หนำ้ 76) สรุปได้ว่ำ ชำวตะวันตกและชำวตะวันออกกลำง มุ่งแสวงหำควำมจริงหรือข้อเท็จจริงเพียง ด้ำนเดียว ไม่ได้พยำยำมท่ีจะปฏิบัติตนให้เข้ำถึงควำมจริงท่ีค้นพบนั้น กล่ำวคือแยกกำรแสวงหำควำมจริง ออกจำกศำสนำนั่นเอง ส่วนชำวตะวันออกมีควำมเชื่อว่ำ ศำสนำเป็นหลักควำมเชื่อของมนุษย์เพื่อมุ่ง แสวงหำควำมจริงและเข้ำถึงควำมจริงนั้นตำมหลักแห่งศำสนำที่ค้นพบ และต้องปฏิบัติตำมตำมหลัก ศำสนำท่ีตนได้ค้นพบแล้วนั้น โดยไม่แยกออกจำกศำสนำโดยเด็จขำด โดยเฉพำะอย่ำงย่ิงพระพุทธศำสนำ นน้ั มีคำสอนจำนวนมำกท่ีเปน็ หลักท่ีต้องศึกษำให้เข้ำใจอย่ำงแจ่มแจง้ และนอ้ มนำมำปฏบิ ัติ สำมำรถพิสูจน์ ควำมจริงได้ด้วยตนเอง ผู้มีปัญญำ หรอื ผู้รู้พึงเห็นได้ด้วยปัญญำของตน ไม่จำกัดกำลเวลำ ไม่พึ่งพิงอำนำจ ภำยนอกใดๆ ทีเ่ ป็นส่งิ ศกั ดิ์สทิ ธ์ิ ไม่วำ่ จะเป็นเวทมนต์ ไสยศำสตร์ หรือ พระเจ้ำ เปน็ ต้น 3. องค์ประกอบของศาสนา นักวิชำกำรส่วนใหญ่ได้แบ่งองค์ประกอบของศำสนำไว้ตรงกัน โดยองค์ประกอบของศำสนำ นัน้ มี 6 องคป์ ระกอบดว้ ยกนั ดงั น้ี 1. ศำสดำหรอื ผู้ก่อตง้ั (Founder or Prophet) คือผตู้ ั้งศำสนำหรือผู้สอนด้งั เดิม 2. ศำสนธรรมหรือหลักคำสอน (Teachings) คือหลักธรรมที่ศำสดำนำมำเผยแผ่จนเป็นท่ี ยอมรบั ของผปู้ ฏิบัตติ ำม 3. ศำสนบุคคลหรอื สำวก (Disciples or Priests) คอื ผู้ศึกษำ ปฏิบัติ และสืบทอดคำสอนของ ศำสดำ 4. ศำสนิกชน (Followers) คือผู้เลื่อมใสศรัทธำในหลักธรรมคำสอนของศำสดำ ปฏิบัติตำม คำสอนของศำสดำ และให้กำรอุปถมั ภ์ 5. ศำสนสถำน (Sacred Places) คือสถำนที่สำหรับประกอบพิธีกรรมทำงศำสนำ และเป็นที่ เคำรพสักกำรบชู ำ 6. ศำสนพธิ ี (Ritual Performance) คือพิธกี รรมทำงศำสนำ หรอื สญั ลกั ษณท์ ำงศำสน ดังนั้น หลักคำสอนหรือหลักควำมเชื่อใดก็ตำม หำกครบองค์ประกอบทั้ง 6 น้ีหรือครบเกือบ ทุกข้อ จัดได้ว่ำเป็นศำสนำ แต่หำกองค์ประกอบน้อยไป จัดว่ำเป็นเพียงลัทธิเท่ำน้ัน เช่น ลัทธิมำยำ ลัทธิ วญิ ญำณนิยม เปน็ ต้น (ดอกบัว, 2549, หนำ้ 3)

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 6 4. ศาสนากับลทั ธิ ควำมแตกต่ำงระหว่ำงศำสนำกบั ลทั ธสิ ำมำรถสรปุ เป็นตำรำงเปรียบเทียบใหเ้ ขำ้ ใจได้ง่ำยข้ึน ดงั ตอ่ ไปน้ี ศาสนา ลทั ธิ มีความหมายแคบกว่าลัทธิ เน้นเร่ืองศีลธรรม มีความหมายกว้างกว่า อาจรวมไปถึงเศรษฐกิจ จริยธรรม บุ ญ บาป ความดีค วามช่ัว และ การเมือง การศึกษา ปรัชญา วัฒนธรรม ส่วนแง่ จดุ มุง่ หมายสูงสดุ ของชีวิต ของศลี ธรรม จริยธรรมอาจมี หรอื ไมม่ กี ไ็ ด้ เน้นระดับศีลธรรม จริยธรรมและระดับปรมัตถ เน้นเฉพำะระดับศีลธรรมจรรยำเพ่ือให้เกิดควำม สัจจะ อันเป็นจุดมุ่งหมำยสูงสุดของชีวิตทั้งในโลกน้ี ผำสุก ควำมสงบและควำมไพบูลย์ในโลกน้ี ชำติน้ี และโลกหน้ำ เทำ่ นั้น มีพิธีกรรมที่เก่ียวเนื่องกับคาสอนในรูปของศาสน อาจมีพิธีกรรม หรือไม่มีก็ได้ สุดแท้แต่จะกาหนด พิธี บางลัทธิมี บางลทั ธไิ ม่มี มีลักษณะศักด์ิสิทธิ์ เป็นส่ิงเคำรพสูงสุด เป็นที่พ่ึง ไม่มลี ักษณะศกั ด์สิ ิทธ์ิ ทำงใจ เปน็ หลักการแทจ้ รงิ แน่นอน ไมม่ ีการเปล่ยี นแปลง อาจเปล่ียนแปลงไปตามกาลเวลาและสถานทไ่ี ด้ มีศำสดำเป็นผู้ก่อตั้ง ศำสดำอำจค้นพบเองหรือ มีเจ้ำลัทธิเป็นผู้ค้นพบหรือก่อต้ังเอง ควำมคิดหรือ ได้รับเทวโองกำรจำกพระเจ้ำ แต่สัจธรรมท่ีค้นพบ คำสอนนั้นเป็นข้อเสนอและทัศนะส่วนตัวของเจ้ำ มีอยู่ด้ังเดิม แม้ศำสดำจะไม่ค้นพบก็ยังเป็นอยู่ ลัทธิเท่ำนน้ั เป็นของใหม่ คน้ พบภำยหลงั เช่นนัน้ เป็น เรื่องท่ีเก่ียวข้องกับมนุษ ย์ท้ังโลก เพื่ อ เป็นเรอ่ื งเกย่ี วข้องกับคนบางกล่มุ เทา่ นั้น ประโยชนส์ ูงสุดของมวลมนุษยชาติ มนุษย์สำมำรถนับถือศำสนำไดห้ ลำยศำสนำในเวลำ ลทั ธไิ ม่เปน็ เชน่ น้นั เดียวกัน พจนำนุกรมฉบับรำชบัณฑิตยสถำน พ.ศ. 2554 (2560) ได้ให้ควำมหมำยของคำว่ำ “ลัทธิ” คือ คติควำมเช่ือถือ ควำมคิดเหน็ และหลักกำร ที่มีผู้นิยมนบั ถือและปฏิบัติตำมสืบเนื่องกนั มำ เช่น ลัทธิสงั คม นิยม ลัทธิชำตินิยม ลัทธิทุนนิยม ซ่ึง Cambridge dictionary (2560) ได้ให้ควำมหมำยของคำว่ำ Doctrin ไว้เป็นภ ำษ ำอังกฤษ ว่ำ doctrine (a belief or set of beliefs, especially political or religious ones, that are taught and accepted by a particular group) แปลว่ำ ควำมเช่ือ หรือ หลักควำมเชื่อ โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งทำงกำรเมือง หรือทำงศำสนำ ที่ได้รับกำรสอน หรือยอมรับกันเฉพำะ กลุ่ม เช่น ลัทธิกำรเมือง ลัทธิเหมำเจ๋อตุง เป็นต้น และลัทธิในโลกของศิลปะ เช่น ลัทธินีโอคลำสสิค (Neoclassic) เกิดเมื่อ ค.ศ. 1800 ลัทธิโรแมนติค (Romantic) เกิดเม่ือ ค.ศ. 1820 ลัทธิเรียลลิสม์ (Realism) เกดิ เม่ือ ค.ศ. 1850 เป็นต้น 5. ศาสนากับปรชั ญา ควำมแตกต่ำงระหว่ำงศำสนำกับปรัชญำ สำมำรถสรุปเป็นตำรำงเปรียบเทียบให้เข้ำใจได้ง่ำยข้ึน ดังตำรำงตอ่ ไปนี้ ศาสดาของศาสนาต้องบาเพ็ญคุณงามความดี นักปรัชญายังเป็นปุถุชนคนธรรมดาที่ยังหลงติด และเปน็ นักเสียสละอย่างสงู อยู่กับโลก มีเพียงส่วนน้อยท่ีเป็นนักเสียสละ และ มีคณุ ธรรมเต็มเปียมเย่ยี งศาสดา ก่อต้ังศำสนำเปน็ เรื่องที่ลำบำกอย่ำงย่ิง ส่วนกำรคดิ กำรคิดปรชั ญำไมย่ ำกเทำ่ ไหร่นกั ปรัชญำไม่ยำกเท่ำไหร่นกั เปน็ ความเชื่อทม่ี ีศาสดาเป็นผ้รู ิเรม่ิ เป็นการแสวงหาความรู้ของผู้รักในความรู้ อาศัย หลักตรรกศาสตรค์ ้นคดิ เท่าที่จะค้นคิดได้

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 7 มงุ่ บรสิ ทุ ธแิ์ ละหลุดพ้น ม่งุ ตรงต่อควำมจรงิ เท่ำนั้น สอนให้คนทาดี ละเว้นความชั่ว มีเมตตาต่อกัน มุ่งแสดงให้เห็นความจริงของโลกโดยมิให้งมงาย บาเพ็ญความเพียรเพอื่ ใหบ้ รรลุถึงทส่ี ุดแห่งทุกข์ ไรเ้ หตผุ ล วิธีกำรของศำสนำใช้ศรัทธำเปน็ ทต่ี ั้ง ใชก้ ำรคำดคะเนและหลักตรรกศำสตร์ปะปนกันไป มีคัมภีร์เป็น ท่ีรวบรวมคาสอน และเป็น สิ่ง อาจมีหนังสือแต่ไม่ถือว่าเป็นสิ่งศักด์ิสิทธ์ิ เป็น ศักด์สิ ทิ ธ์ิ เหมอื นหนังสอื ท่ัวๆไป มศี ำสนพธิ ีหรือพธิ ีกรรม เปน็ ระเบยี บปฏิบัติ ปรชั ญำไม่มี มีศาสนบุคคล เช่น สาวก ศาสนิกชน เปน็ ตน้ ไมม่ ีคณะบคุ คลดงั กลา่ ว กวดขันเร่ืองควำมภักดี เช่น นับถือศำสนำใดแล้ว ปรชั ญำไมม่ ี ไม่ควรนับถือศำสนำอ่ืน หรือเช่นที่กล่ำวไว้ว่ำ ชำย สำมโบสถค์ บไมไ่ ด้ เปน็ ต้น มีศาสนสมบตั ิ สว่ นปรชั ญาไมม่ ี ปรัชญาไม่มี คำสอนของศำสนำมีลกั ษณะเปน็ ปรัชญำได้ ส่วนปรชั ญำไมไ่ ดเ้ ปน็ ศำสนำ พจนำนุกรมฉบับรำชบัณฑิตยสถำน พ.ศ. 2554 (2560) ได้ให้ควำมหมำยของคำว่ำ “ปรัชญำ” คือ วิชำว่ำด้วยหลักแห่งควำมรู้และควำมจริง ซึ่งตรงกับคำภำษำอังกฤษว่ำ Philosophy (the use of reason in understanding such things as the nature of the real world and existence, the use and limits of knowledge, and the principles of moral judgment) ( Cambrigde dictionay, 2560) แปลวำ่ กำรใช้เหตุผลต่อควำมเข้ำใจ เช่น สิ่งต่ำง ๆ ท่ีเป็นธรรมชำติของโลกและสิ่งท่ีมี อยู่ตำมควำมเป็นจริง กำรใช้หรือข้อจำกัดของควำมรู้ และกฎกำรตัดสินทำงด้ำนศีลธรรม โดยคำว่ำ Philosophy มีรำกศัพท์มำจำกภำษำกรีก คือ Philos (ควำมรัก) กับคำว่ำ Sophia (ควำมรู้) ซ่ึงคำว่ำ ปรัชญำ นั้นเป็นภำษำสันสกฤตตรงกับคำภำษำบำลีว่ำ “ปัญญำ” ดังนั้น ปรัชญำจึงแปลว่ำ ควำมรักใน ควำมรู้ หรอื ควำมรกั ในปญั ญำ น่นั เอง 6. วิวฒั นาการของศาสนา 1. วิญญำณนิยม (Animism) 2. ธรรมชำตเิ ทวนิยม (Naturalism) 3. เทวนิยม (Theism) 4. อเทวนยิ ม (Atheism) วิญญาณนิยม (Animism) วิญญำณนิยมเป็นจุดเริ่มต้นของกำรกำเนิดศำสนำ เนื่องจำกว่ำมนุษย์ไม่สำมำรถหำคำตอบ จำกสิ่งที่เกิดขึ้นจำกธรรมชำติได้ แต่จำเป็นต้องยอมรับว่ำสิ่งนั้นมีผลต่อกำรดำเนินชีวิตประจำวันของตน ก่อนจะพัฒนำกำรมำเป็นควำมเช่ืออย่ำงมีเหตุมีผล (วิจิตรำ ขอนยำง, 2532 , หน้ำ 521) และเป็นลัทธิใน เวลำต่อมำ เพ่ือทำให้ตนเองรู้สึกว่ำปลอดภัย สำมำรถเอำชนะธรรมชำติได้ จึงต้องมีกำรนับถือผีประกอบ พิธีเซ่นสรวงและสร้ำงสัมพันธภำพอันดีต่อธรรมชำติ (เสถียร พันธรังสี, 2521, หน้ำ 20) มีพ้ืนฐำนอยู่ท่ี ควำมต้องกำรบรรเทำควำมกลัวต่อภัยธรรมชำติ ที่มองไม่เห็นได้ด้วยตำเปล่ำ โดยแสดงออกในรูปของพิธิ กรรมทำงมำยำ (Magic) และมีข้อห้ำม (Taboo) หรอื ในทำงภำคอีสำนเรยี กวำ่ “คะลา” เป็นกฎของสังคม เป็นขอ้ หำ้ มทีร่ ับรรู้ ว่ มกัน พลังอำนำจเหนอื ธรรมชำติมอี ยู่ 3 ลกั ษณะ คอื 1) พลงั อำนำจที่แฝงอยูใ่ นภเู ขำ แม่นำ้ ตน้ ไม้ สัตว์ 2) พลังอำนำจท่ีมีลักษณะเป็นบุคคล เช่น ผีสำงเทวดำ เจ้ำป่ำ เจ้ำเขำ วิญญำณบรรพบุรุษ 3) พลังอำนำจที่มีควำมหมำยต่อบุคคลในเผ่ำ เป็นสัญลักษณ์ที่ทุกคนยอมรับ อำจให้คุณให้ โทษได้ ดังน้ัน วิญญำณนิยม จึงนับได้ว่ำเป็นศำสนำปฐมภูมิ (Primative Religion) เป็นจุดเร่ิมต้น ของกำรกำเนดิ ศำสนำดงั กลำ่ วแล้ว

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 8 ธรรมชาติเทวนิยม (Naturalism) ธรรมชำติเทวนิยม หรือธรรมชำตินิยมเป็นวิวัฒนำกำรทำงศำสนำต่อเนื่องจำกวิญญำณนิยม เนื่องจำกมนุษย์ได้พยำยำมหำทำงพิสูจน์และทำควำมเข้ำใจในเรื่องวิญญำณให้แจ่มชัดย่ิงข้ึน มีเหตุมีผล น่ำเช่ือถือมำกขึ้นกว่ำเดิม จนกระท่ังพบว่ำวิญญำณนั้นมีควำมศักดิ์สิทธ์ิเกินกว่ำวิสัยมนุษย์จะพิสูจน์ได้ ไม่ สำมำรถพิสูจน์ได้ด้วยตำเปล่ำ หรือประสำทสัมผัสทั้ง 5 ได้ แต่อำจสัมผัสได้ด้วยสัมผัสที่ 6 ได้ น่ันคือ ใจ ตอ่ มำจงึ ได้เรยี กวญิ ญำณวำ่ เทพเจำ้ หรอื เทวดำ ซึง่ สิงสถติ อยู่ในธรรมชำตทิ ัว่ ไป และตั้งชอื่ วิญญำณน้ันตำ่ ง ๆ กันไปตำมธรรมชำตินั้น ๆ เช่น พระอำทิตย์ พระจันทร์ พระวรุณ พระอัคนี พระแม่คงคำ เป็นต้น ดังใน ศำสนำพรำหมณ์ และในศำสนำกรีกโบรำณ นอกจำกนย้ี ังตั้งชื่อบรรพบุรษุ ท่ีล่วงลับไปแล้ว ซ่ึงเป็นทเี่ คำรพ รักและนับถือ เช่น บิดำ มำรดำ วีรบุรุษ และพระมหำกษัตร์ เป็นต้น โดยถือว่ำเป็นเทพเจ้ำส่ิงสถิตอยู่ใน สถำนที่ต่ำง ๆ เช่น บ้ำนเรือน ศำลหลักเมือง ป่ำประจำหมู่บ้ำน เป็นต้น ดังท่ีเรำได้รู้จักกนั ในนำมว่ำ เจ้ำที่ เจ้ำทำง ผีบ้ำน ผีเรือน เจ้ำปู่ เจำ้ เขำ เป็นต้น (สขุ พฒั น์ อนนทจ์ ำรย์, 2550, หน้ำ 18-19) เทวนิยม (Theism) ภำยหลังต่อจำกยุคธรรมชำติเทวนิยม มนุษย์บำงพวกคิดว่ำ เทพเจ้ำ น่ำมีฐำนะสูงต่ำลดหล่ัน กนั ไป เฉกเช่นมนุษย์ มีเทพเจ้ำสูงสุดเป็นใหญ่ที่สุดในบรรดำเทพเจ้ำทั้งหลำย เช่นเดียวกับพระรำชำท่ีเป็น ใหญ่กว่ำประชำชนทั่วไป มีอำนำจสูงสุด เช่น ทรงสร้ำงโลกและสรรพสิ่ง กุมอำนำจทุกอย่ำง สำมำรถ กำหนดชะตำและควำมเป็นไปของสรรพสิง่ ของโลก เป็นต้น และยงั ควำมคดิ เหน็ แตกตำ่ งกนั ออกไปอกี เช่น บำงพวกนับถือเทพเจ้ำหลำยองค์ว่ำมีอำนำจสูงสุด เช่น ศำสนำพรำหมณ์หรือฮินดู มีพระพรหมณ์ ผู้สร้ำง พระนำรำยณ์หรือพระวิษณุ ผู้รักษำ พระศิวะหรือพระอิศวร ผู้ทำลำย เป็นต้น เรียกศำสนำน้ีว่ำ พหุเทวนิ ยม บำงพวกเชื่อว่ำมีเทพเจ้ำสูงสุดเพียง 2 องค์ คอยทัดทำนอำนำจซึ่งกันและกัน อีกหนึ่งเป็นฝ่ำยธรรม สรำ้ งแต่ควำมดี ส่วนอีกฝ่ำยเป็นฝ่ำยอธรรม สร้ำงแต่ควำมไม่ดี เช่น เทพเจ้ำของศำสนำโซโรอัสเตอร์ เป็น ต้น เรียกว่ำ ทวิเทวนิยม และยังมีบำงพวกเช่ือว่ำ เทพเจ้ำสงู สดุ ควรต้องมีเพียงองค์เดยี วเท่ำนั้น เช่น พระ ยะโฮวำ ในศำสนำคริสต์ พระอัลเลำะห์ ในศำสนำอิสลำม เป็นต้น เรียกวำ่ เอกเทวนิยม (สุขพัฒน์ อนนท์ จำรย์, 2550, หน้ำ 19) อเทวนยิ ม (Athism) จะเห็นได้ว่ำยงั มีศำสดำอีกหลำยศำสนำท่ีไม่เชอ่ื ว่ำ พระเจ้ำคือผู้สร้ำงโลกหรือสรรพส่ิงในโลก ทุกส่ิงล้วนเป็นไปตำมกฎของธรรมชำติ เป็นไปตำมเหตุปัจจัย มีควำมเช่ือว่ำจักวำล โลกเกิดขึ้นเอง โดย อำศัยเหตุปัจจัยต่ำง ๆ และเมื่อเกิดขึ้นมำแล้วก็เป็นไปเองตำมกำลังแห่งเหตุปัจจัย หำใช่กำรบันดำลของ พระเจ้ำไม่ ศำสนำประเภทนี้เกิดมำภำยหลังประมำณ 2,000 กว่ำมำนี้เอง ได้แก่ ศำสนำพุทธ และศำสนำ เชน (สุเมธ เมธำวิทยกูล, 2532, หน้ำ 25) ศำสนำเหล่ำนีม้ ีควำมเช่อื ว่ำมนษุ ย์เปน็ ผู้กำหนด เสกสรรป้ันแต่ง กันขึ้นมำเอง แล้วหลงเคำรพนับถือในส่ิงที่พวกตนได้สร้ำงข้ึนมำ ในควำมเป็นจริงแล้วไม่มีอำนำจอื่นใด สำมำรถกำหนดชะตำชวี ิตของใครหรือของสิ่งใดได้ ทุกอย่ำงล้วนมเี หตุและมีผลด้วยตัวของมนั เอง เช่นถำม ว่ำ ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน ไม่สำมำรถให้คำตัดสินได้ว่ำคำตอบใดถูกคำตอบใดผิด หำกตอบว่ำ ไก่เกิด ก่อนไข่ ก็จะมีคนถำมต่อว่ำ แล้วไก่เกิดจำกอะไร ก็จะได้คำตอบว่ำ เกิดจำกไข่ คำตอบก็จะวนเวียนอยู่ เช่นนี้ หำคำตอบตัดสินไม่ได้ เพรำะทุกสิ่งล้วนเป็นปัจจัยเนื่องกันไป ไข่คือที่มำของไก่ และไก่ก็คือทม่ี ำของ ไข่ ดังน้ัน มนุษย์บำงพวกจึงเชื่อในเรื่องของกรรม หรือกำรกระทำ ว่ำสำมำรถกำหนดให้เป็นไปตำมท่ีตน ปรำรถนำได้ เช่น หำกต้องกำรอิ่ม ต้องรับประทำนอำหำรเอง อยำกทรำบว่ำอำหำรอร่อยอย่ำงไร ต้อง รับประทำนเอง จะให้คนอื่นรับประทำนแทน แล้วเรำจะทรำบรสชำติของอำหำรน้ันเป็นไปไม่ได้ เม่ือ ตอ้ งกำรพักผ่อน ตัวเองไม่ไดพ้ ักผ่อน ใหค้ นอน่ื พักผอ่ นแทน ก็ไมส่ ำมำรถหำยเหนอ่ื ยได้ ทุกส่งิ ลว้ นมีเหตุ และปัจจัยซ่ึงกันและกัน และกำรกระทำสำมำรถบันดำลชีวิตให้เป็นไปตำมที่ตนปรำถนำได้ เทพเจ้ำหรือ พระเจ้ำไม่สำมำรถดลบันดำลให้ได้ ต้องลงมือทำเองด้วยสมอง ด้วยวิธีกำร หลักกำร ควำมรู้ที่เหมำะสม ถกู ตอ้ ง จึงจะสำเรจ็ ได้ดังปรำถนำ ดงั เช่น ศำสนำพทุ ธ เปน็ ตน้ ดังนน้ั จงึ เรยี กว่ำ อเทวนิยม 7. มลู เหตุของการเกิดศาสนา จำกกำรศึกษำมลู เหตุของกำรเกิดศำสนำของนักวิชำกำรท้ังหลำย จึงสำมำรถสรปุ ไดด้ ังนี้ 1. อวชิ ชำ หรือกำรขำดควำมรู้ (Lack of Knowledge)

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 9 2. ควำมกลัวภยั นำนำชนดิ (Fear) 3. ควำมเคำรพศรทั ธำ (Faith) 4. ควำมตอ้ งกำรเหตุผล (Want of Sources) 5. ควำมตอ้ งกำรท่ีพง่ึ ทำงใจ (Needs of Spiritual Refuge) 6. ควำมต้องกำรควำมสงบสุขของสงั คม (Social Needs of Happiness) อวชิ ชา หรือการขาดความรู้ (Lack of Knowledge) อวิชชำ ได้แก่ ควำมไมร่ ู้เหตุรู้ผล เริ่มแต่ควำมไม่รูเ้ หตุผลทำงภมู ิศำสตร์ ทำงดำรำศำสตร์ ไม่รู้ ชีววิทยำ และไม่รู้จักธรรมชำติอ่ืนๆ ที่อยู่รอบตัวเรำ เม่ือมีควำมไม่รู้เหตุผลก็เกิดควำมกลัวในพลังทำง ธรรมชำติ ต้องกำรควำมชว่ ยเหลือจำกธรรมชำติ ซึง่ เปน็ ส่ิงมีอำนำจเหนือตน จึงมีกำรสรำ้ งขนบธรรมเนียม ประเพณี เพือ่ บชู ำเอำใจสง่ิ ศักดิ์สิทธ์เิ หล่ำน้นั เพ่อื ทจี่ ะสำมำรถช่วยใหม้ นษุ ย์มคี วำมอยู่รอดไม่มภี ยั ตอ่ ๆไป ความกลวั ภยั นานาชนิด (Fear) มนุษย์จะอยู่ในโลกได้ต้องมีหน้ำที่ คือ กำรต่อสู้กับธรรมชำติ และสู้สัตว์ร้ำยนำนำชนิด และ โดยเฉพำะกับมนุษย์ด้วยกันเอง ยำมใดทีเ่ รำสำมำรถเอำชนะธรรมชำติหรือคนได้ ควำมเกรงกลัวธรรมชำติ สัตว์รำ้ ย หรือมนุษย์ย่อมไม่มี แต่ถ้ำไมส่ ำมำรถตอ่ สู้ได้ มนุษย์จะเกิดควำมก ลั วต่อส่งิ เหล่ำน้ัน และในยำม นั้นเอง ที่มนุษย์ต้องพำกันกรำบไหว้บูชำ และแสดงควำมจงรักภักดี ทำพิธีสังเวยเซ่นไหว้ต่อธรรมชำติ ดังกล่ำว ด้วยควำมหวังหรืออ้อนวอนขอให้สำเร็จตำมควำมปรำรถนำอันเป็นผลตอบแทนข้ึนมำเป็น ควำมสขุ ควำมปลอดภัย และอย่ไู ด้ในโลก ความเคารพศรทั ธา (Faith) ศรัทธำคร้ังแรกท่ีมนุษย์ทุกยุคทุกสมัยยอมเชื่อว่ำ เป็นกำลัง ก่อให้เกิดควำมสำเร็จได้ทุกเมื่อ ในกลุ่มศำสนำที่นับถือพระเจ้ำ (ศำสนำยิว ศำสนำครสิ ต์ ศำสนำอิสลำม) มุ่งเอำควำมภักดีต่อพระเจ้ำเป็น หลักใหญ่ในศำสนำ ในกลุ่มชำวอำรยันมี ศ ำสนำพรำหมณ์ (ฮินดู) มีคำสอนถึงภักติมรรค คือ ทำงแห่ง ควำมภักดี อันจะยังบุคคลให้ถึงโมกษะ คือหลุดพ้นได้ แม้ในทำงพระพุทธศำสนำก็ยอมรับว่ำศรัทธำ หรือ ควำมเช่ือ ควำมเลื่อมใสเท่ำนั้นที่จะพำข้ำมโอฆสงสำรได้ เมื่อเป็นดังน้ีแสดงว่ำมนุษย์ยอมตนให้อยู่ใต้ อำนำจของธรรมชำติเหนือตน อันเป็นสิง่ ทีม่ นุษย์สรำ้ งข้นึ เองซึ่งเรียกว่ำเทพเจ้ำ หรือพระเจ้ำ อย่ำงไรก็ตำม ผลที่เกิดตำมมำคือมนุษย์ยอมให้เครื่องเ ซ่น สังเวยแก่ธรรมชำตินั้นๆ ด้วย ลักษณะน้ีจึงเท่ำกับมนุษย์เสีย ควำมเปน็ ใหญ่ในตน ยอมอยูใ่ ตอ้ ำนำจของสง่ิ ท่ตี นคดิ วำ่ มีอำนำจเหนือตน ความตอ้ งการเหตุผล (Want of Sources) ควำมต้องกำรในท่ีนี้คือต้องกำรหำเหตุผลโดยกำรใช้ปัญญำ ศรัทธำอันเกิดจำกปัญญำคือ มูลเหตุให้เกิดศำสนำอีกทำงหน่ึง แต่ศำสนำประเภทน้ีมักเป็นฝ่ำยอเทวนิยม คือไม่สอนเร่ืองเทพเจ้ำสร้ำง โลก ไม่ถือเทพเจ้ำเป็นศูนย์กลำงแห่งศำสนำ หำกแต่ถือควำมรู้ประจักษ์จริงเป็ น สำคัญ เช่น พระพุทธศำสนำ ควำมเน้นหนักของพระพุทธศำสนำ คือ ญำณ หรือปัญ ญ ำช้ันสูงสุดที่ทำให้รู้แจ้ง ประจกั ษค์ วำมจรงิ และหลุดพน้ จำกควำมทกุ ขท์ ัง้ ปวง (พระมหำสมศกั ด์ิ ญำณโพโธ, 2560) ความตอ้ งการทพี่ ึ่งทางใจ (Needs of Spiritual Refuge) ควำมต้องกำรที่พ่ึงทำงใจเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องกำรมำก เพรำะสภำพแวดล้อมต่ำง ๆ ของตน รสู้ ึกว่ำจะไม่เป็นท่ีปลอดภัย ไม่ว่ำจะเป็นภัยจำกธรรมชำติ จำกอมนุษย์หรือจำกมนุษย์ด้วยกัน หรือจำก ธรรมดำของชีวิต เช่น ควำมผิดหวัง ควำมกังวลใจ ทรมำนใจ ควำมเจ็บ ควำมแก่ ควำมตำย ควำม พลัดพรำกจำกของรักของชอบใจ เป็นต้น ส่ิงเหล่ำน้ีทำให้มนุษย์ขำดควำมอบอุ่นทำงจิตใจ จึงจำเปน็ ต้อง มีที่ยึดเหน่ียวเพ่ือให้ชีวิตยังคงมีควำมหวังมีควำมหมำย ผู้ท่ีจะเป็นที่พึ่งยึดเหนี่ยวทำงใจได้ก็ต้องมีอำนำจ เหนือมนษุ ย์ธรรมดำ อันได้แก่ พระเจ้ำ หรือเทพเจ้ำ มนุษย์จงึ พำกันบูชำเทพเจ้ำเพือ่ ให้เกิดควำมรู้สึกว่ำ จติ ใจปลอดโปร่ง ความตอ้ งการความสงบสขุ ของสังคม (Social Needs of Happiness) กำรอยู่ร่วมกันของมนุษย์เป็นกลุ่มเป็นสังคมนั้น ส่ิงท่ีพึงปรำรถนำสำหรับสมำชิกของสังคม คือกำรอยู่ร่วมกันอย่ำงสันติสุข อย่ำงสงบเรียบร้อย ทุกคนสำมำรถหำควำมสุข ควำมสำเร็จ ควำม ปลอดภัยได้ตำมสมควรแก่อัตภำพ กำรที่จะบรรลุเป้ำหมำยเช่นน้ันได้ สมำชิกของสังคมจะต้องอยู่ใน

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 10 กฎเกณฑ์และระเบียบแบบแผน ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงำมของสังคม นอกจำกสิ่ง เหล่ำนี้จะเป็นกลไกควบคุมระเบียบสังคมให้เรียบร้อยแล้ว จำเป็นต้องมีศำสนำเข้ำไปมีบทบำทด้วยจึงจะ ได้ผลสมบูณ์มำกข้ึน เพรำะกำรที่มนุษย์จะเช่ือหรือปฏิบัติตำมกฎเกณฑ์ทำงสังคมมำกน้อยเพียงใด น้ัน ศำสนำมีควำมสำคัญมำกในกำรช่วยกล่อมเกลำโน้มน้ำวจิตใจ และสร้ำงสำนึกทำงศีลธรรมต่อ สังคม อันจะยังผลให้เกิดควำมสงบสุขร่มเย็นแก่สังคมท่ีทุกคนต้องกำร (ณัฐพงษ์ สังข์กลิ่นหอม, 2560) ดังนั้น มูลเหตุของกำรเกิดศำสนำในแต่ละศำสนำอำจมีควำมแตกต่ำงกันในรำยละเอียด ปลีกย่อย แต่ทุกศำสนำนั้นล้วนเกิดข้ึนเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของศำสนิกให้มีควำมสงบสุขทั้งแก่ตนเอง และสังคมโดยสว่ นรวมทงั้ ส้ิน 8. ศาสนาประเภทต่างๆ กำรจัดประเภทศำสนำนั้น สำมำรถจัดได้หลำกหลำย มีหลำยเกณฑ์ด้วยกัน ซึ่งนักวิชำกำร สว่ นใหญน่ ิยมจดั ประเภทไว้ใหเ้ ขำ้ ใจง่ำยดงั ตอ่ ไปนี้ 1. จัดตามช่อื ของศาสนา 1.1 มีช่ือตามผู้ตั้งศาสนา เช่น ศำสนำขงจื้อ มีช่ือตำมศำสดำคือขงจื้อ โซโรอัสเตอร์ มี ชอ่ื ตำมศำสดำคือโซโรอัสเตอร์ เป็นต้น 1.2 มีชื่อตามเนมติ ตกนาม หรือเกียรติยศของผกู้ ่อตั้ง เช่น พุทธศำสนำ ซึ่งคำวำ่ พุทธะ แปลว่ำ ผู้รู้ ผูต้ ืน่ ผเู้ บกิ บำน เปน็ ตน้ 1.3 มีช่ือตามหลักคาสอนในศาสนา เช่น ศำสนำเต๋ำ ซึ่งคำว่ำ เต๋ำ แปลว่ำ ทำงหรือ ทิพยมรรค ศำสนำชินโต แปลว่ำ ทำงแห่งเทพท้ังหลำย ศำสนำอิสลำม แปลว่ำ ยอมจำนน หรือ ยอมอ่อน น้อม (ต่อพระเจ้ำ) ศำสนำสิกซ์ แปลวำ่ ศำสนำของสำวก เป็นต้น 2. จัดตามผูน้ บั ถือ 2.1 ศาสนาท่ีตายไปแล้ว (Dead Religions) ไม่มีใครนับถือหรือดำรงไว้ คงมีช่ืออยู่แต่ ในประวตั ศิ ำสตรเ์ ท่ำนน้ั เช่น อียิปโบรำณ กรกี โบรำณ เปน็ ตน้ 2.2 ศาสนาท่ยี งั มีชวี ติ อยู่ (Living Religions) มี 11 ศำสนำ คอื 2.2.1 ศำสนำที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียตะวันออก คือ จีน และญี่ปุ่น ได้แก่ ศำสนำ ขงจือ้ ศำสนำเตำ๋ และชนิ โต 2.2.2 ศำสนำท่ีมีแหล่งกำเนิดในเอเชียใต้ คือ อินเดีย ปำกีสถำน ได้แก่ พระพุทธศำสนำ พรำหมณห์ รอื ฮนิ ดู เชน และ สกิ ซ์ 2.2.3 ศำสนำที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียตะวันตก คือ ปำเลสไตล์ เปอรเ์ ซีย และซำอุดิ อำรเบีย ไดแ้ ก่ ศำสนำยดู ำห์หรอื ยิว ครสิ ต์ โซโรอสั เตอร์ อสิ ลำมหรือมหะหมัด 3. จดั ตามชาติพันธข์ องผู้ก่อตง้ั ศาสนา 3.1 ศาสนาอารยัน ได้แก่ พรำหมณ์ หรือ ฮนิ ดู เชน พุทธ สกิ ซ์ 3.2 ศาสนาเสมิติค ได้แก่ ศำสนำยูดำห์ หรือ ยิว คริสต์ อิสลำม 3.3 ศาสนาตเู รเนย่ี น ไดแ้ ก่ เต๋ำ และขงจอื้ 4. จัดตามท่มี ีความเชอื่ เกยี่ วกบั พระเจา้ 4.1 ที่นับถอื พระเจ้า เรียก เทวนยิ ม (Theism) มี 9 ศำสนำ คือ 4.1.1 เอกเทวนยิ ม (Monotheism) ได้แก่ ยิว คริสต์ อิสลำม สิข และเต๋ำ 4.1.2 ทวิเทวนิยม (Duotheism) ได้แก่ โซโรอัสเตอร์ 4.1.2 พหุเทวนยิ ม (Polytheism) ไดแ้ ก่ พรำหมณ์หรอื ฮินดู ชนิ โต และขงจอ้ื 4.2 ทไ่ี ม่นับถอื พระเจ้า เรียก อเทวนยิ ม (Atheism) ไดแ้ ก่ พระพทุ ธศำสนำ และเชน 5. จัดตามทมี่ ีผูน้ ับถือหลายชาตหิ รือเฉพาะ 5.1 ศาสนาชาติ (National Religion) ได้แก่ศำสนำท่ีมีผู้นับถือเฉพำะในประเทศที่ แหล่งกำเนิดของศำสนำ มี 8 ศำสนำ ได้แก่ ชินโต ขงจื้อ เต๋ำ เชน สิข พรำหมณ์หรือฮินดู ยิวหรือยูดำห์ และโซโรอัสเตอร์

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 11 5.2 ศาสนาโลกหรือสากล (World Religions or Universal Religions) ได้แก่ ศำสนำทมี่ ีผู้นบั ถอื ไม่เฉพำะในประเทศนน้ั ๆ มี 3 ศำสนำ ได้แก่ 5.2.1 ศาสนาคริสต์ (Cristianity) มีผู้นับถือทั่วโลก ส่วนใหญ่ในทวีปยุโรปและ อเมรกิ ำเหนือ อเมริกำใต้ 5.2.2 ศาสนาอิสลาม (Islam) มีผู้นับถือทั่วโลก ส่วนใหญ่ในประเทศอำหรับ ปำกสี ถำน ทวปี แอฟริกำ บำงส่วนของจีน อนิ เดยี รัสเซีย และไทย 5.2.3 ศาสนาพุทธ (Buddhism) มีผู้นับถือทั่วโลกเช่นกัน ส่วนใหญ่ในทิเบต ไทย พม่ำ ลำว กัมบชู ำ เกำหลี ญีป่ ุ่น เวยี ดนำม อินเดีย และบำงส่วนของประเทศตำ่ ง ๆ ในทวีปยุโรป แอฟรกิ ำ ออสเตรเลียและอเมริกำ (สชุ พี ปญุ ญำนภุ ำพ, 2540, หน้ำ 9) 9. ศาสนาในอินเดยี ก่อนสมัยพทุ ธกาล อินเดียเป็นบ่อเกิดอำรยธรรมหลำกหลำยประกำร ฉะน้ัน ศำสนำต่ำงๆ จึงบังเกิดที่อินเดีย หลำกหลำย เป็นส่ิงท่ีน่ำศึกษำและทำควำมเข้ำใจ ซึ่ง พระมหำสมศักด์ิ ญำณโพโธ (2560) ได้กล่ำวว่ำ ศำสนำของอินเดยี กอ่ นพทุ ธกำลสำมำรถแบ่งออกได้ เป็น 3 ยคุ ดว้ ยกนั คอื 1. ยคุ พระเวท 2. ยคุ พรำหมณะ 3. ยุคอปุ นษิ ัท ยคุ พระเวท ยคุ พระเวทเป็นยคุ ที่พวกอำรยันอพยพมำจำกใจกลำงดินแดนของทวีปเอเชีย อพยพเข้ำมำต้ัง ภูมิลำเนำในลุ่มแม่น้ำสินธุ ภำคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียปัจจุบันน้ี ได้แก่ บริเวณอันเป็นที่ต้ังของ ประเทศปำกีสถำน พวกอำรยันนั้น ตำมนักประวัติศำสตร์สันนิษฐำนว่ำเป็นพวกผิวขำวท่ีเดิมมี ภูมิลำเนำ อยู่ทำงแถบทะเลสำบแคสเปี้ยน ระหว่ำงยุโรปกับเอเซีย เมื่อมีควำมขัดสนมีกำรเปลี่ยนแปลงทำงดินฟ้ำ อำกำศเกิดข้ึน พวกอำรยันจึงได้แบ่งแยกสำขำอพยพไปหำแหล่งทำมำหำกินใหม่ อันเป็นต้นตอของบรรพ บุรุษชนชำติโรมัน ชนชำติกรีกในยุโรป และเป็นต้นตอของพวกอียิปต์ในอำฟริกำเหนือ ภำยหลังเม่ือพวก อำรยันตงั้ มน่ั ในอนิ เดียแล้ว ก็ได้รวบรวมคัมภรี ์ขน้ึ ตัง้ ชือ่ ว่ำ \"คัมภรี ์พระเวท\" อันเป็นปฐมยุคของพรำหมณ์ที่ เริ่มต้นด้วยคัมภีร์พระเวท คัมภีร์พระเวทหรือไตรเพทถือกันว่ำเป็นศรุติ คือคัมภีรท์ ี่ได้รับฟังมำจำกเทพเจ้ำ ผ้สู งู ศกั ด์โิ ดยตรง คัมภีรพ์ ระเวทดังกลำ่ วน้นั ประกอบด้วย 1. ฤคเวท ได้แก่คำฉันท์ร้อยกรอง เป็นคำอ้อนวอนขอพรจำกเทพเจ้ำ และประจบเอำใจเทพ เจำ้ เหลำ่ นั้น ตลอดถึงบทสวดสรรเสรญิ เทพเจ้ำใหค้ มุ้ ครองตน สตั ว์เล้ียง ครอบครัว เปน็ ต้น 2. ยชรุ เวท ได้แกค่ ำรอ้ ยแก้ววำ่ ด้วยหลักกำรในกำรทำพิธกี รรมและบวงสรวงเทพเจำ้ ต่ำง ๆ 3. สามเวท ได้แก่คำฉันท์ร้อยกรอง ใช้สวดในพิธีบูชำถวำยน้ำโสมแก่พระอินทร์ และขับ กลอ่ มเทพเจำ้ 4. อาถรรพเวท เป็นคำถำอำคม มนต์ขลัง หรืออำถรรพณ์แก้เสนียดจัญไร ป้องกันสรรพภัย พิบัติต่ำง ๆ นำส่ิงอันเป็นมงคลมำแก่ผู้สวด และนำผลร้ำยไปให้ศัตรู (คัมภีร์นี้เกิดขึ้นภำยหลังในยุค พรำหมณะ) เทพเจ้าทส่ี าคัญในยคุ พระเวท มี 4 องค์ คอื 1. พระสาวติ รี เทพเจ้ำแห่งอำทติ ย์ เน่ืองจำกพวกอำรยันนบั ถือพระอำทิตย์มำกอ่ น 2. พระวรุณ เทพเจำ้ แหง่ ฝน 3. พระอินทร์ เทพเจ้ำผู้สร้ำงโลก เพรำะพวกอำรยันมองเห็นควำมจำเป็นท่ีโลกจะต้องมี ผสู้ ร้ำง พระอินทรจ์ งึ เกิดข้นึ มำเพอื่ สร้ำงสรรพสง่ิ 4. พระยม เทพเจ้ำแห่งควำมตำย เป็นผู้ปกครองชีวติ ในปรโลกหลังจำกมนุษยต์ ำยไปแล้ว เป็นเทพเจ้ำทำหน้ำที่ลงโทษคนทกี่ ระทำผิด

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 12 นอกจำกเทพเจ้ำทั้ง 4 องค์ดังกล่ำวแล้ว เมื่อเวลำผ่ำนไปก็มีเทพเจ้ำเกิดข้ึนมำตำมลำดับ เช่น พระรุทระ เทพเจ้ำแห่งป่ำ ผเู้ ป็นใหญ่ในเขตป่ำท้ังหมด เป็นเทพเจ้ำที่มคี วำมดุร้ำยมำกในเวลำโกรธ จึงเป็น ท่ีเกรงกลัวของชำวอนิ เดียโบรำณอยำ่ งมำก พอ ๆ กับพระวรณุ และพระอคั นี เทพเจำ้ แหง่ ไฟ ส่ิงสำคัญท่ีเกิดข้ึนในสมยั พระเวทคือ ระบบวรรณะ (Caste system) พวกอำรยันหรืออริยกะ น้นั เป็นพวกผิวขำว เจ้ำของถนิ่ เดมิ คอื พวกดรำวเิ ดียน หรอื พวกมลิ กั ขะนั้นเปน็ พวกผิวดำน้เี ปน็ ต้นเหตุของ กำรแบง่ ชนชั้นวรรณะของคนอนิ เดยี ซ่งึ ได้ขยำยออกมำเปน็ วรรณะ 4 คอื 1. วรรณะกษตั รยิ ์ เปน็ นักปกครอง มีหน้ำท่ีรักษำเขตแดนและขยำยเขตแดนหรือป้องกันเขต แดนเวลำถกู ขำ้ ศกึ ภำยนอกรกุ รำน 2. วรรณะพราหมณ์ เป็นผู้นำทำงกำรศึกษำ และประกอบพิธีทำงศำสนำ มีหน้ำที่ศึกษำใน เร่อื งไตรเพท 3. วรรณะแพศย์ เปน็ คนสำมญั ได้แก่ ชำวนำ ชำวสวน มหี นำ้ ท่ีทำงกำร ค้ำขำย 4. วรรณะศูทร เป็นพวกกรรมกร คนงำน ทำหนำ้ ท่ีรับจำ้ งทวั่ ๆ ไป ยุคพราหมณะ ในสมัยพรำหมณะน้ีพรำหมณ์ได้คิดสร้ำงเทพเจ้ำที่พิเศษข้ึนมำอีกองค์หนึ่ง คือ พระพรหม เนื่องจำกพระอินทร์แม้จะเป็นเทพเจ้ำชั้นสูงเป็นผู้สร้ำงโลกสร้ำงสรรพสิ่งก็จริง แต่มีผู้นับถือเคำรพบูชำ น้อยลง และไมส่ ำมำรถจะอำนวยประโยชน์แก่ประชำชนไดอ้ ย่ำงแท้จริง ส่วนเทพเจ้ำผู้สร้ำงโลก และสรรพ สิ่งในโลกนั้นคอื พระพรหม โดยถือกันว่ำพระพรหมเป็นเทพเจ้ำผู้บริสุทธ์ิ เพรำะไม่มีตัวตน ไมม่ ีลูก ไม่มีเมีย ไม่เก่ียวข้องทำงกำมำรมณ์เหมือนพระอนิ ทร์ แล้วประกำศแกป่ ระชำชนทั้งหลำยพูดว่ำ พระพรหมน้ันไมท่ ำ ควำมเสียหำยเหมอื นพระอินทรแ์ น่นอน เม่อื พระพรหมมีตัวตน และยังมีถึง 4 หนำ้ อีก ซ้ำยังไมม่ ีภรรยำ ไม่ย่งุ เกี่ยวขอ้ งด้ำนกำมำรมณ์ เหมือนพระอินทร์ ประชำชนต่ำงก็นิยมชมชอบพอใจ แนวควำมคิดของพรำหมณ์ท่ีสร้ำงพระพรหมเป็นที่ พอใจของประชำชนน้ี ทำให้ศำสนำพรำหมณ์-ฮินดูย่ิงใหญ่และมีอิทธพิ ลเหนือจติ ใจของชำวอินเดยี อยำ่ งไม่ เส่อื มคลำย พรำหมณไ์ ด้กำหนดหน้ำที่คอื สรำ้ งเทพเจำ้ ผู้ย่งิ ใหญ่ข้นึ มำ 3 องค์ คือ 1. พระพรหม เป็นผูส้ ร้ำง (Creator) 2. พระวิษณุ หรอื นำรำยณ์ เป็นผรู้ กั ษำ (Preserver) 3. พระศิวะ หรอื อศิ วร เป็นผ้ทู ำลำย (Destroyer) พระพรหม เป็นเทพเจ้ำด้ังเดิมของพรำหมณ์พวกพรำหมณ์ถือว่ำตนมำจำกปำกของพระ พรหม กษัตริย์จำกแขน แพศย์หรือไวศยะจำกขำหรือตะโพกส่วนศูทรจำกเท้ำของพระพรหมตำมควำมเช่ือ ของชำวอินเดียสมัยน้ันพระพรหมเป็นผู้สร้ำงสำกลจักรวำล รวมทั้งมนุษย์ สัตว์และพืชพันธ์ุธัญญำหำร ต่ำงๆทำนองเดียวกับทช่ี ำวครสิ ต์เชื่อเร่อื งพระเจ้ำ (God) ของเขำ พระพรหมไม่เพียงแต่สร้ำงมนุษย์เท่ำนั้น แต่ยังกำหนดชะตำชีวิตของมนุษย์ด้วยใครจะได้สุข ได้ทุกข์ ได้ดีได้ช่ัวอย่ำงไร วำสนำชะตำชีวิตจะสูงต่ำอย่ำงไรก็สุดแล้วแต่พระพรหมจะบันดำล เรียกว่ำ พรหมลิขิตพวกพรำหมณ์ได้เขียนเร่ืองทำนองสนับสนุนพรหมลิขิตกำรตัดสินของพระพรหมว่ำถูกต้อง ยุตธิ รรมไวห้ ลำยเรื่องเช่น เรือ่ งสองตำยำยเป็นคนจน อยู่กระต๊อบหลังเลก็ ๆ มีควำยพกิ ำรอย่ตู ัวหน่ึงยำยแก่ ดำ่ พระพรหมอยตู่ ลอดเวลำ ด่ำเชำ้ ด่ำเย็นส่วนตำยอมรับสภำพชีวติ ของตนโดยไม่ปริปำกบ่นและเช่ือวำ่ พระ พรหมทำ่ นทำถูกยตุ ธิ รรมแล้ว วันหน่ึง พระพรหมท่ำนเดือดร้อนดว้ ยคำด่ำของยำย จึงลงมำหำยำยแล้วพำยำยไปยังภพของ ท่ำนท่ีท่ำนอยู่นั้นมีสำยใยชีวิตมนุษย์และสัตว์ท้ังหลำยมำกมำย บอกยำยว่ำครำวน้ีขอให้ยำยเลือกเส้นชีวิต เอำเอง จับต้นเส้นแล้วให้ลงไปสู่โลกมนุษย์ปลำยเส้นไปจดที่ใดจะเป็นคฤหำสน์ หรือปรำสำทรำชวังก็ให้ ยำยอยู่ที่นั่นได้เลยยำยดีใจเลือกจับเส้นที่เห็นว่ำดีที่สุด สวยงำมท่ีสุดแล้วหลับตำลงมำตำมเส้นนั้นพอรู้สึก ว่ำถึงโลกมนุษย์ก็ลืมตำข้ึน ปรำกฏว่ำลงมำอยู่ท่ีกระต๊อบหลังเดิมเหลียวไปดูข้ำงๆเห็นตำคนเดิมนอนอยู่ มองไปนอกหนำ้ ตำ่ งเหน็ ควำยพิกำรตวั เดมิ นัน่ เองยำยจงึ ปลงได้ และยำยเช่ือวำ่ พระพรหมมคี วำมยุตธิ รรม

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 13 พระศิวะ พวกอินเดียเหนือได้มีควำมเชื่อเร่ืองเทพเจ้ำอีกองค์หน่ึง คือ พระศิวะ หรือบำงทีก็ เรียกว่ำ พระอิศวร สีพระกำยขำว (เพรำะชำวอินเดียเหนือแถบภูเขำหิมำลัยส่วนมำกผิวขำว)แต่ดุดันใช้ อำนำจแบบเดียวกับพวกอริยกะหรืออำรยัน มีมเหสี คือพระอุมำซ่ึงมีควำมงำมมำก ทั้งสองพระองค์ ประทับ ณ ยอดเขำ้ หมิ ำลยั เจำ้ แม่กำลีที่ดุรำ้ ยก็เป็นปำงหนึ่งของพระอุมำ พระวิษณุ ชำวอินเดียใต้มีควำมเชื่อเรื่องเทพเจ้ำอีกองค์หน่ึง คือ พระวิษณุ หรือ พระ นำรำยณ์ สีพระกำยนิลหรือดำ (เพรำะชำวอินเดียใต้ส่วนมำกผิวดำ) ประทับ ณ เกษียรสมุทร (ทะเลนม) บนหลงั อนันตนำครำช (ชำวอินเดียใตอ้ ยู่ตดิ ทะเล หำกินและคุ้นเคยทำงทะเล) พระนำรำยณ์หรือพระวิษณุ มลี กั ษณะสุภำพออ่ นโยน เมตตำปรำนี (ทำนองเดียวกับชำวอินเดียใต้ ชอบเป็นนักรมู้ ำกกวำ่ เป็นนักรบและ เปน็ เจำ้ ของถน่ิ เดมิ ชำวอนิ เดีย) เทพเจำ้ ท้ัง 3 น้ี เรยี กวำ่ \"ตรีมูรต\"ิ แปลวำ่ สำมรปู ในคมั ภีร์พระเวท พระพรหมไดส้ ร้ำงมนษุ ย์ ในระบบวรรณะ 4 ไว้ เพอื่ สนั ติจำกอวัยวะตำ่ ง ๆ ของพระองคเ์ องดังนี้ 1. ทรงสรำ้ งพรำหมณ์ จำกพระโอษฐข์ องพระองค์ 2. ทรงสรำ้ งกษัตรยิ ์ จำกพระพำหำ (แขน) ของพระองค์ 3. ทรงสร้ำงแพศย์ (พวกพ่อค้ำ) จำกพระโสณี (ตะโพก) 4. ทรงสรำ้ งศูทร (กรรมกร) จำกพระบำท ด้วยเหตุนี้เอง ระบบชนช้ัน หรือระบบวรรณะ 4 ในสังคมอินเดียจึงมีมำต้ังแต่ยุคพรำหมณะ ในอดีตเร่ือยมำจนมำถึงปัจจุบันน้ี ไม่มีใครจะสำมำรถทำลำยล้ำงได้ คงจะมีอยู่ตลอดไปตรำบนำนเท่ำนำน ในยคุ พรำหมณะน้ี เมอื่ แนวควำมคิดของพรำหมณ์ท่สี ร้ำงพระพรหมจนเป็นที่พอใจของประชำชนทวั่ ไป พวกพรำหมณ์ได้กำหนดปรัชญำในกำรดำเนินชีวิตของพวกเขำเอง ซ่ึงมีระดับข้ันตอนอยู่ 4 ระดับ หรือเรยี กว่ำอำศรม 4 ดงั นี้ 1. พรหมจารี เป็นวัยท่ีต้องศึกษำเล่ำเรียน จะเร่ิมทำพิธีเล่ำเรียนเรียกวำ่ \"อุปำนยัน\" แปลว่ำ นำชีวิตเข้ำสู่ควำมรู้ ตั้งแต่อำยุ 8 ขวบ เบื้องแรกจะต้องให้พรำหมณ์ผู้เป็นครูอำจำรย์เป็นผู้สวมคล้องด้ำย สำยศักดิ์สิทธิ์เรียกว่ำยัชโญปวีต เท่ำกับเป็นกำรประกำศและปฏิญญำณตนว่ำเป็นพรหมจำรีท่ีจะต้องเป็น นักเรียนนักศึกษำเชื่อฟังครูอำจำรย์ ในระหว่ำงเป็นพรหมจำรีน้ีต้องมีควำมประพฤติเรียบร้อย ต้องเคำรพ ตอ่ อำจำรยท์ กุ โอกำส และตอ้ งเรยี นอย่ใู นสำนักของอำจำรย์อยำ่ งน้อย 12 ปี จึงสำเรจ็ กำรศกึ ษำ 2. คฤหัสถ์ เป็นกำรแสวงหำควำมสุขทำงโลกตำมฆรำวำสวิสยั เม่ือกลับมำสู่บ้ำนแล้ว จะต้อง ทำพิธีแต่งงำนและมีบุตรอย่ำงน้อย 1 คน เพื่อใชห้ น้ีบรรพบรุ ุษและเป็นกำรป้องกันมใิ ห้บิดำมำรดำตกนรก ขุม \"ปุตตะ\" จะต้องประกอบอำชีพให้มีฐำนะม่ันคงในทำงฆรำวำส ปฏิบัติตำมกฎของผู้ครอง เรือน ตลอดจนเอำใจใส่ในกำรประกอบยญั พธิ ี 3. วนปรัสถ์ ผู้ที่สร้ำงฐำนะในทำงคฤหัสถ์ได้แล้ว มีบุตรธิดำสืบสกุลแล้วก็ยกทรัพย์สมบัติให้ บุตรธิดำแล้วออกไปอยู่ในป่ำ เพ่ือบำเพ็ญเพียรทำงใจทำคุณงำมควำมดีต้องออกไปหำควำมสุขสงบจำก ควำมวิเวกในป่ำ เรียกว่ำ วนปรัสถ์ ยังมีภรรยำเหมือนกับบคุ คลทั่วไป แต่มุง่ บำเพ็ญควำมดเี พ่ือสมั ปรำยภพ ใหม้ ำกยง่ิ ขน้ึ 4. สันยาสี พิธีบวชเป็นสันยำสี คุรุจะทำพิธีสวดมนต์บูชำพระเจ้ำ แล้วสอนให้ผู้บวชว่ำตำม เสร็จแล้วคุรุจะอบรมให้ผู้ถอื บวชทรำบทำงปฏิบัติ กำรถือบวชเป็นสนั ยำสี เป็นช่วงสุดท้ำยของชีวติ ของผู้ที่ หวังประโยชน์สูงสุด จะตอ้ งสละโลกและบตุ รภรรยำ ควำมวุ่นวำยออกบำเพ็ญพรตอยู่ในปำ่ ตลอดชีวติ เพ่ือ จดุ หมำยปลำยทำงของชีวิตคือโมกษะ ยุคอุปนิษัท ศำสนำพรำหมณ์ไดว้ ิวัฒนำกำรมำจำกยุคพรำหมณะก็มำเข้ำสู่ยุคที่ 3 ซึ่งเป็นยุคสมัยอุปนิษัท ใกล้พุทธกำล ประมำณ 100-150 ปี เม่อื ชำวอินเดยี มีควำมเป็นอยแู่ น่นอนลงไปแล้ว ทกุ คนก็เรม่ิ ฉกุ คิดค้น หำควำมจริงในชีวติ คือเห็นวำ่ ลำพังกำรบูชำบวงสรวงด้วยวิธียัญญกรรมต่ำง ๆ อย่ำงท่ีเคยประพฤติมำนั้น ไม่สู้จะได้ผลอะไรแต่อย่ำงใด ไม่สำมำรถทำบุคคลให้พ้นทุกข์ได้ ทำจิตใจให้สบำยได้ นอกจำกว่ำเป็นกำร ปลอบใจ หรือว่ำเป็นกำรบำรุงขวัญชั่วครั้งช่ัวครำวเท่ำน้ันเอง ไม่สำมำรถจะเอำชนะทุกข์ได้อย่ำงเด็ดขำด เพรำะฉะนั้น จึงมีพวกที่ต้องกำรแสวงหำควำมจริงพวกหนึ่ง หลีกเร้นปลีกวิเวกออกไปตำม ป่ำเขำลำเนำ

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 14 ไพร แล้วก็พยำยำมใช้ปัญญำของตนขบคิดหำควำมจริงว่ำชีวิตคืออะไร เรำเกิดมำทำไม ตำยแล้วจะไปไหน ซึ่งนักคิดท่ีจะตอบปัญหำเหล่ำนี้ เม่ือขบคิดไปก็พบข้อคิดจริงบำงอย่ำงบำงประกำรที่พวกเขำพบเข้ำจึงได้ รวบรวมขึ้นอกี คมั ภีรห์ นึ่งใหช้ ่อื วำ่ \"อุปนษิ ทั \" คำวำ่ \"อุปนิษัท\" นั้นหมำยควำมว่ำ น่ังเข้ำมำตีวงใกล้ๆ หรือนั่งเข้ำมำฟังใกล้ๆ เพรำะว่ำพวก ฤำษชี ีไพรทไี่ ปขบคดิ ปัญหำทำงปรัชญำทำงชีวติ พวกนี้ สมยั โบรำณไม่มีเครอื่ งขยำยเสียงไมค์โครโฟน ถ้ำไม่ เขำ้ มำตีวงใกล้ๆ กบั อำจำรย์ ก็ไมร่ เู้ รื่อง ไม่เข้ำใจว่ำอำจำรย์พูดอะไร สมยั ทป่ี รัชญำอุปนิษทั เกดิ ขน้ึ เปน็ ยคุ ท่ี ใกล้กับพุทธกำลแล้ว เป็นยุคที่นักคิดชำวอินเดียเริ่มเป็นตัวของตัวเองมำกขึ้น ไม่ผูกพัน กับระบบประเพณี ดั้งเดิม ซึ่งสมัยพระเวทถ่ำยทอดกันมำ เพรำะฉะน้ัน จึงมีนักคิดอิสระท่ีมีควำมคิดแหวกแนวออกไปจำก ระบบประเพณีด้ังเดิมของพระเวทออกไป 1. พวกไวทิกวาทะ วำทะที่ยังนับถือพระเวทเป็นปทัฏฐำน ลัทธิศำสนำในพวกน้ี ยอมรับ ประเพณีของพรำหมณ์ ไม่ปฏิเสธพระเวท ซึ่งภำยหลังได้เกิดเป็น 6 ลัทธิใหญ่ เรียกว่ำ \"ษัททรรศนะ” ประกอบดว้ ยลัทธิสำงขยะ มีมำงสำ เวทำนตะ ไวเศษกิ ะ นยำยะ และโยคะ 6 ลัทธินส้ี อนว่ำมีอตั ตำทัง้ น้ัน 2. พวกอไวทิกวาทะ คือพวกที่ปฏิเสธควำมศักด์ิสิทธิ์ของพระเวท ไม่ยอมรับประเพณีของ พรำหมณ์ ซึ่งมีลัทธิของครูทั้ง 6 ศำสนำเชนและพระพุทธศำสนำ แต่ศำสนำเชนสอนว่ำมีอัตตำ เรียกว่ำ ชี วำตมัน พวกอุจเฉททิฏฐิ อกิริยทิฏฐิ นัตถิกทิฏฐิ และลัทธิโลกำยัต (จำรวำก) ก็รวมอยู่ในพวกอไวทิกวำทะนี้ด้วย เพรำะปฏเิ สธพระเวทเหมอื นกัน ในท่ีนี้จะขอกล่ำวถึงลทั ธิโลกำยัต หรือจำรวำกอีกเล็กน้อย เพ่ือให้เข้ำใจพวก อไวทิกวำ ทะมำกยง่ิ ข้นึ ดงั นี้ ลัทธิโลกายัตหรอื จารวาก จำรวำกเป็นพวกวัตถุนิยมจัดหรือสสำรนิยม (Materialism) ผู้ก่อต้ังลัทธิน้ีคือ ฤำษีพฤหัสบดี หรือท้ำวสหมั บดีพรหม ท่ำนผู้นี้นับเป็นคนแรกที่มีทรรศนะว่ำสสำรเป็นอันติมะสัจจะ เป็นสภำพควำมจริง สูงสุด แนวควำมคิดของลัทธิโลกำยัตในสมัยนั้น บำงครั้งเป็นท่ีตลกขบขัน บำงคร้ังก็เป็นที่เกลียดชังของ พวกนักคิดในสมัยเดียวกัน เพรำะในสมัยน้ันนักคิดต่ำงๆ ทุกสำนักจะเป็นพวกจิตนิยม (Idealism) ทั้งส้ิน ลัทธิโลกำยัตหรือจำรวำก ถือว่ำประสบกำรณ์ทำงประสำทสัมผัส (Perception) เท่ำน้ัน เป็นแหล่งควำมรู้ ท่ีแน่นอนและถูกต้องแท้จริง ควำมรู้ทำงอ้อม เช่น ควำมรู้ที่เกิดจำกกำรอนุมำน (Inference) ควำมรู้ที่ ได้มำจำกกำรเรียน หรอื บอกเล่ำจำกคนอื่นเป็นควำมรู้ท่ีเชื่อถือไม่ได้ ควำมรู้เหล่ำนั้นนำไปสู่ควำมผิดเสมอ เรำไม่ควรเชื่อถือควำมรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยไม่ผ่ำนประสำทสัมผัสของเรำเสียก่อน คำสอนของลัทธิ โลกำยัตหรือจำรวำก ไดก้ ล่ำวถึงสำระสำคัญของลัทธิโลกำยัตหรอื จำรวำก ซึ่งพอจะนำมำกล่ำวโดยย่อเป็น ขอ้ ๆ ได้ดงั ต่อไปน้ี 1. ธำตทุ ง้ั หลำยมเี พียง 4 คือ ธำตุดิน นำ้ ลม ไฟ 2. ร่ำงกำย ประสำทสัมผัส และสิ่งท่ีรับรู้ได้ด้วยประสำทสัมผัส เป็นผลที่เกิดขึ้นจำกกำร รวมตวั ของธำตุต่ำง ๆ 3. วิญญำณ (Consciousness) เกิดมีขึ้นจำกกำรรวมตัวอย่ำงถูกส่วนของวัตถุ เช่นเดียวกับ คุณสมบตั ิทท่ี ำใหเ้ กิดควำมมนึ เมำของสุรำเมรยั ซงึ่ เกิดขนึ้ จำกำรหมักดองของวตั ถทุ ่ใี ชผ้ ลติ ฉะนั้น 4. ส่ิงที่เรียกวิญญำณหรืออำตมันน้ัน มิใช่อะไรอื่น ที่แท้ก็คือร่ำงกำยท่ีมีสัมปชัญญะ หรือ ควำมรูส้ ำนึกน่นั เอง 5. ควำมบันเทิงเรงิ รมย์เป็นจุดหมำยเพยี งอยำ่ งเดียวของชีวิต 6. ควำมตำยคือโมกษะหรือควำมหลุดพ้น คำสอนของลัทธิจำรวำกถือว่ำ ไม่มีสวรรค์ ไม่มี ควำมหลุดพ้น (โมกษะ) ไม่มีวิญญำณใด ๆ อยู่ในโลกอื่น ไม่มีกำรกระทำหรือกรรมของใครในวรรณะท้ัง 4 ท่ีจะก่อให้เกิดผล (ไม่มีผลของกรรม) กำรบูชำไฟ พระเวทท้ังสำม กำรร่ำยมนต์ของพวกนักบวช และกำร ทำตัวด้วยขี้เถ้ำ เป็นอุบำยวธิ ีหำเลี้ยงชีพของคนโง่ ไร้ยำงอำย กำรฆ่ำสัตว์บชู ำยัญเป็นกำรต้มตุ๋นหลอกลวง เป็นคนลวงโลก ถ้ำหำกสัตว์ที่ถูกฆ่ำในพิธีบูชำยัญจะได้ไปเกิดในสวรรค์จริงแล้ว ไฉนเลยผู้ประกอบพิธีบูชำ ยัญ ไมเ่ อำบดิ ำมำรดำของตนมำฆ่ำบูชำยัญเชน่ น้ันบำ้ งเล่ำ จำรวำกสอนให้แสวงหำควำมสุขต้งั แต่ในเวลำที่ยังมชี ีวิตอยู่ กินด่ืมใหส้ ุขสำรำญ แม้ว่ำจะต้อง เปน็ หนเ้ี ปน็ สินเขำก็ตำม เพรำะวำ่ เม่ือร่ำงกำยถึงควำมตำยถูกเขำเผำเป็นเถำ้ ถำ่ นไปแล้ว มันจะกลับฟนื้ คืน

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 15 ชพี ข้นึ มำได้อกี ไฉน พธิ ีกรรมตำ่ ง ๆ นั้น เป็นอุบำยวธิ ีหำเลี้ยงชีพของพวกพรำหมณ์น่ันเอง ผู้แต่งคัมภีรพ์ ระ เวทคอื คนโง่ง่งั คนลวงโลก เจ้ำพวกอสรู กำย จำรวำกถือว่ำคัมภีร์ดังกล่ำวเขียนข้ึนโดยพวกพระท่ีมีเล่ห์คดโกง และเล้ียงชีพด้วยกำร หลอกลวงประชำชนผู้โงเ่ ขลำ พวกพระเหล่ำน้ีสอนประชำชนให้หลงใหลกับกำรประกอบพิธีกรรมบูชำยัญ ทั้งน้ีเพ่ือพวกตนจะได้มีปัจจัยไทยธรรมเล้ียงปำกเล้ียงท้อง หำได้มีประโยชน์อันใดท่ีพึงเกิดขึ้นจำกกำร ประกอบพธิ กี รรมบูชำยัญเหล่ำน้ันแตป่ ระกำรใดไม่ ปรชั ญาการดาเนนิ ชวี ติ ของจารวาก คติกำรดำเนินชีวิตของพวกจำรวำกมปี รชั ญำชีวติ ว่ำ กิน ดื่ม และรื่นเรงิ สำรำญ มีควำมสขุ ทำง เนื้อหนังเป็นจุดหมำยปลำยทำง มนุษย์เกิดหนเดียวตำยหนเดียว ไม่มีโลกหน้ำ ไม่มีกำรเกิดใหม่ หลังจำก ตำยแล้ว คนดีคนชั่วมีจุดสุดท้ำยของชีวิตอย่ำงเดียวกันคือควำมตำย ดังนั้น มนุษย์จึงควรรีบตักตวง แสวงหำควำมสุขเสยี ให้เตม็ ท่ตี ้งั แต่ยังมชี ีวติ อยู่ กินให้เป็นสุข ดมื่ ให้เป็นสขุ และสนุกเสยี ใหเ้ ต็มอ่มิ ตำยแล้ว ก็ส้ินสุดกัน จะด่ืมสนุกสนำนอะไรไม่ได้อีกแล้ว ลัทธินี้สอนตรงกับควำมต้องกำรกิเลสของปุถุชนท่ัว ๆ ไป พวกนี้ยอมรับเอำหลักปรัชญำชีวิตของจำรวำกมำปฏิบัติได้โดยไม่รู้สึกตัวและง่ำยดำย จำรวำกยังสอนให้ คนเรำแสวงหำทรัพย์ เพรำะว่ำทรพั ย์สมบตั ทิ ำใหเ้ รำสำมำรถแสวงหำควำมสนกุ สนำนเพลดิ เพลินในชีวิตได้ อย่ำงเต็มท่ี ควำมสขุ ทำงเนอ้ื หนัง หรือควำมสุขทำงกำมำรมณ์เปน็ ควำมสุขสงู สุด คณุ ธรรมไมเ่ ป็นสง่ิ จำเป็น สำหรับชวี ติ เพรำะคนดคี นชวั่ กจ็ บลงด้วยควำมตำยเทำ่ กัน อภปิ รัชญาของจารวาก อภิปรัชญำของลัทธิโลกำยัตหรือจำรวำกน้ันถือว่ำสสำรหรือวัตถุเท่ำน้ันเป็นควำมจริงที่เป็น อันติมะ เป็นควำมรู้ที่แท้จริง ต้องเป็นควำมรู้ที่ได้รับมำทำงประสำทสัมผัสหรือควำมรู้ประจักษ์เท่ำน้ัน (Empiricism) เป็นควำมรู้ทถ่ี ูกต้องส่ิงใดท่ปี ระจักษโ์ ดยประสำทสัมผสั ไมไ่ ด้ ก็ถือวำ่ สิ่งนัน้ ไม่มีอยู่จรงิ ดังนั้น นรก สวรรค์ บำป บุญ เทวดำ ภูตผปี ิศำจ ชีวิตในโลกหน้ำ วิญญำณหรืออำตมัน พระพรหม พระเปน็ เจ้ำจึง เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เพรำะว่ำส่ิงเหล่ำนี้รับรู้ไม่ได้ด้วยประสำทสัมผัส สิ่งที่มีอยู่จริงตำมทรรศนะของพวก จำรวำกจงึ มีเพียงวัตถุเทำ่ ท่ีเรำรับร้ไู ดเ้ ท่ำน้นั อภปิ รชั ญำของจำรวำก อำจแบง่ ได้ 3 ขอ้ ได้แก่ 1. ยนื ยันวำ่ สรรพสง่ิ เกดิ มำจำกกำรรวมตวั ของธำตุทง้ั 4 2. ปฏิเสธกำรมอี ยขู่ องโลกหนำ้ และตัวตนหรอื อำตมัน 3. ปฏิเสธกำรมีอยูข่ องพระผเู้ ป็นเจำ้ โดยสิ้นเชงิ ทศั นะเกย่ี วกบั โมกษะของจารวาก ลัทธิโลกำยัตหรือจำรวำกมีควำมเห็นเก่ียวกับ “โมกษะ”ว่ำเป็นควำมหลุดพ้นจำกควำมทุกข์ ซ่ึงไม่จำเป็นต้องรีบแสวงหำในขณะนี้ และไม่มีประโยชน์อันใดด้วย ผู้ท่ียอมทนทุกข์ทรมำนหรือยอมสละ ควำมสุขทำงโลกียวิสัย เพื่อแสวงหำควำมหลุดพ้นเพ่ือบรรลุโมกษะ ได้ชื่อว่ำเป็นคนโง่เหง้ำเต่ำตุ่นตำม ทรรศนะของพวกจำรวำก กำรแสดงควำมเคำรพภักดีและอ้อนวอนบูชำพระผู้เป็นเจ้ำ ไม่ว่ำจะมีนำม อย่ำงไร ล้วนเป็นควำมโง่เหง้ำทั้งส้ิน เพรำะควำมตำยเท่ำน้ันคือโมกษะอันแท้จริงของคนทุกคน ดังน้ัน บุคคลจึงควรแสวงหำควำมสุขสนุกสนำนเพลิดเพลิน กินให้เป็นสุข สนุกให้เต็มอิ่ม ต้ังแต่ยังมีชีวิตอยู่ เม่ือ ควำมตำยมำปลิดฉำกชีวิตกเ็ ปน็ อันหมดกันไป ร่ำงกำยก็สญู สลำยไปตำมอำกำศธำตุ 10. ความเชอื่ ในคาสอนแบบปรัชญาของนกั บวชสมยั พุทธกาล พระมหำสมศักด์ิ ญำณโพโธ (2560) กล่ำวว่ำ นักบวชท่ีมีชื่อเสียงในสมัยน้ันได้แก่ ครูท้ัง 6 หรือทีท่ รำบกันดีวำ่ ลทั ธิครทู ้งั 6 (ครู ในทน่ี ม้ี ำจำกคำว่ำ ครุ มคี วำมหมำยว่ำ ศำสดำ น่นั เอง) ไดแ้ ก่ 1. ปรู ณกสั สป 2. มกั ขลโิ คสำล 3. ปกทุ ธกจั จำยนะ 4. อชิตเกสกัมพล 5. นคิ รนถ์นำฏบุตรหรือมหำวรี ะ 6. สัญชัยเวลฏั ฐบุตร

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 16 ปรู ณกัสสป เป็นนักบวชพวกเปลือยกำย ถือลัทธอิ กิรยิ วำท คือถือวำ่ บุญไม่มี บำปไม่มี ผลบุญ ผลบำปไม่มี สิ่งทั้งหลำยเกิดข้ึนเองตำมประวัติกล่ำวไว้ว่ำ มีตระกูลหน่ึง มีทำส 99 คน ทำสคนหน่ึงเกิดมำ ครบ 100 คนพอดี ดังนั้นนำยจึงตั้งชื่อทำสคนท่ีหนึ่งร้อยว่ำ \"ปูรณะ\" และนำยจะกำชับคนท้ังหลำยว่ำ ปูรณะเป็นทำสท่ีเป็นมิ่งมงคล อะไรก็ตำมที่ปูรณะทำ ไม่ว่ำจะทำดี หรือทำช่ัว กำรงำนที่ทำแล้ว หรอื ยังไม่ ทำ ห้ำมกลำ่ วโทษปูรณะ อยู่มำวันหน่ึง ปูรณะคิดว่ำ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอยู่เป็นทำสจึงได้หลบหนีออกไป ขณะที่ หนีออกไปได้ถูกโจรชิงผ้ำ เขำจึงไม่รู้แม้กระทั่งจะหำอะไรมำปกปิดร่ำงกำยตัวเอง ก็เลยเป็นผู้เปลือยกำย เดินไปตำมที่ต่ำง ๆ บังเอิญมีมนุษย์กลุ่มหน่ึงสำคัญว่ำ บุรุษคนนี้ต้องเป็นสมณะ เป็นพระอรหันต์ มีควำม มักน้อย สันโดษ จึงให้ขำ้ วนำ้ เน้อื ขนม นม เนย เปน็ ต้น ปูรณะคิดว่ำ ข้ำวปลำอำหำร เน้ือนม ขนม นม เนย ที่คนท้ังหลำยนำมำให้ คงเป็นเพรำะ สำเหตุท่ีเรำไม่นุ่งผ้ำ และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมำ เขำก็ไม่นุ่งผ้ำอีกต่อไป ถึงแม้ว่ำจะมีผ้ำนุ่งก็ตำม ถือว่ำ ตวั เองเป็นนักบวชผู้หนง่ึ และยังมีผคู้ นอีกประมำณ 500 คน พำกันบวชในสำนกั ของเขำ ปูรณกัสสปะเป็นพวก อกิริยวาที คอื สอนว่ำ \"บุญ บำป\" ไม่มี กำรกระทำทุกอยำ่ งที่ทำไปแล้ว ไม่วำ่ จะทำดีหรอื ทำช่ัว ก็ถือว่ำไม่เปน็ กำรกระทำ แม้กำรทรมำนอินทรีย์ กำรสำรวมศีล กำรกล่ำวคำสตั ย์ ก็ ไม่ก่อให้เกิดบุญอะไร และผลบุญก็ไม่ถึงแก่ผู้กระทำเช่นนั้น กำรฆ่ำสัตว์ ลักทัพย์ เป็นต้น ไม่เป็นบำปอะไร เม่อื จบสิ้นแลว้ ก็แล้วกนั ไป ไมม่ ผี ลย้อนกลับตอบสนองในภำยหลังอยำ่ งไรท้ังสนิ้ มักขลิโคสาลเป็นนักบวชเปลือยกำย เคยไปศึกษำลทั ธินิครนถแ์ ลว้ แยกตวั ตั้งลทั ธิใหม่ถือลัทธิ อเหตกุ วำท ถือว่ำสิ่งทั้งหลำยไม่มีเหตุให้เกดิ ขึ้น ทุกส่ิงลว้ นเกดิ ขึน้ เอง ตำมประวตั ิแล้วมีชวี ประวัติคลำ้ ยกับ ปรู ณกัสสปะ มกั ขลิโคสำลเป็นทำสของนำยผู้หนึง่ ครำวหนึง่ นำยใช้ให้แบกหม้อน้ำมันเดนิ ไปบนแผน่ ดนิ ท่ีมี เปือกตมล่ืนมำก นำยกำชับว่ำ แบกหม้อน้ำมันให้ดี อย่ำลื่นนะพ่อคุณ ผลท่ีสุดก็ลื่นเพรำะควำมพล้ังเผลอ และมคี วำมกลวั นำยเปน็ อยำ่ งมำกจงึ คดิ จะว่งิ หนี นำยว่งิ ไปฉดุ ผำ้ ไว้ เขำก็เลยท้งิ ผำ้ วง่ิ หนีไปเป็นคนเปลือย อกี นัยหน่ึง บำงคร้ังก็เรยี กว่ำ โคสำล หมำยถงึ เกิดในโรงโค มักขลิโคศำลเป็นพวกอเหตกุ วำที สอนว่ำ \"ควำมเศร้ำหมองหรือควำมบริสุทธ์ิ สุข ทุกข์ หรือ ควำมดี ควำมช่ัว เป็นสิ่งเกิดเองโดยธรรมชำติ ไม่มอี ะไรเป็นเหตุหรือปัจจยั สนับสนุนให้เกิดขึ้น ไม่ว่ำจะเป็นกำรกระทำของตนเองหรือคนอื่นก็ตำม ท้งั คน พำลและบณั ฑติ เมอื่ ท่องเทย่ี วไป จะสำมำรถทำทีส่ ุดแหง่ ทุกข์ได้เอง\" ปกุทธกัจจายนะ ถือลัทธิสัสสตวำท คือเกิดเป็นอะไรก็เป็นอย่ำงน้ัน ไม่มีเปลี่ยนแปลง ตำม ประวัตกิ ลำ่ วว่ำที่เรียกชื่อว่ำ ปกุทธกัจจำยนะ เรยี กกันตำมชอ่ื ตระกูลเขำ ปกทุ ธกจั จำหำ้ มนำ้ เยน็ เวลำถำ่ ย อุจจำระก็ดี กินข้ำวก็ดี ของไม่สะอำดอะไร ๆ เปื้อนก็ดี ก็ไม่ทำกิจคือชำระด้วยน้ำเย็น ได้น้ำร้อนหรือ น้ำขำ้ วแล้วจึงทำ ขำ้ มแม่น้ำหรอื น้ำในระหว่ำงทำงเดนิ ก็เข้ำใจวำ่ ศลี ของเรำขำดแลว้ จึงทำกำรก่อตะล่อม กองทรำยอธษิ ฐำนศีลแลว้ จงึ ไป ปกุธกัจจำยนะเป็นพวก นัตถิกวาที สอนวำ่ “สิ่งที่เป็นจริงแทใ้ นโลกนมี้ ีเพียง 7 อย่ำงเท่ำน้ัน คือ ดิน นำ้ ลม ไฟ สุข ทุกข์ และ ชวี ะ” ส่วนกรรมดี กรรมชวั่ บุญ บำป นรก สวรรค์ เป็นสิง่ ท่ีตั้งกนั ข้ึนเอง ทงั้ ส้ิน ไม่มีอยู่จริง ลทั ธิน้ีถือว่ำ กำรฆำ่ ผู้ถูกฆ่ำ ไมเ่ ป็นบำปกรรมใด ๆ ท้ังส้ิน เช่น เม่ือเรำใช้ดำบ ฟันลงไป บนร่ำงกำย คมดำบจะผ่ำนแทรกลงไปในระหว่ำงอนุภำคของสิ่งท่ีเป็นนิรันดร (ใน 7 สิ่งนั้น) ซ่ึงไม่มีสิ่งใด สำมำรถทำลำยหรอื แบง่ แยกได้ จงึ เท่ำกบั ไม่มีผลดผี ลร้ำยอยำ่ งไรเกิดข้ึน ควำมเห็นของปกุทธะกัจจำยนะ ที่นับได้ว่ำสำคัญตอนหน่ึงในสำมัญญผลสูตร ทีฆนิกำย สีล ขันธวรรค พระเจ้ำอชำตศัตรูได้ถำมปัญหำเรื่องสำมัญญผลแห่งกำรดำเนินชีวติ ของสมณะหรอื นักบวชว่ำจะ ได้รับผลในชีวิตนี้อย่ำงไรบ้ำง ปกุทธะกัจจำยนะไม่ทูลตอบปัญหำนี้โดยตรง แต่ตรงกันข้ำมกับแสดงทัศนะ ของตนว่ำ \"ดูก่อนมหำบพิตร สภำวะ 7 กองเหล่ำน้ี ไม่มใี ครทำ ไม่ใช่สิ่งที่ใครได้ทำไว้ ไม่มีใครเนรมิต ไม่มี ใครบัญชำให้เนรมิตไว้ เป็นสภำพย่ังยนื ตัง้ อยูม่ ั่นคงดุจยอดภูเขำ ต้งั อยมู่ ัน่ คงดจุ เสำระเนยี ด สภำวะ 7 กอง เหลำ่ นั้น ไมห่ ว่นั ไหว ไมแ่ ปรปรวน ไมเ่ บียดเบียนกันและกนั ไมอ่ ำจใหเ้ กดิ สขุ หรือทกุ ข์หรือทง้ั สขุ ท้ังทกุ ขแ์ ก่ กันและกัน สภำวะ 7 กองน้ันเป็นไฉน คือ กองดิน กองน้ำ กองลม กองไฟ สุข ทุกข์ และชีวะ สภำวะ 7 กองเหลำ่ น้ี ไม่มใี ครทำ ไมใ่ ชเ่ ปน็ ส่ิงท่ใี ครไดท้ ำไว้ ไมม่ ีใครเนรมติ ไม่มใี ครบญั ชำให้ใครมำเนรมิต เป็นสภำพ ยั่งยืน ตั้งอยู่มั่นคงดุจยอดภูเขำ ต้ังอยู่ม่ันคง ดุจเสำระเนียด สภำวะ 7 กองเหล่ำน้ัน ไม่หว่ันไหว ไม่ แปรปรวน ไม่เบียดเบียนกนั และกัน ไม่อำจใหเ้ กดิ สขุ หรือทุกข์ หรือท้ังสุขและทกุ ขแ์ ก่กันและกนั ผฆู้ ่ำเองก็

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 17 ดี ผู้ใช้ให้คนอ่ืนฆ่ำกด็ ี ผ้ไู ด้ยินเองก็ดี ผู้กล่ำวให้บุคคลอ่ืนได้ยนิ ก็ดี ผู้เข้ำใจควำมหมำยเองก็ดี ผู้ทำให้คนอื่น เข้ำใจควำมหมำยก็ดี ไม่มีอยู่ในสภำวะ 7 กองนั้น เพรำะบุคคลที่เอำศำสตรำท่ีคมกล้ำมำตัดศีรษะกันก็ไม่ ชื่อว่ำใครปลงชีวิตใคร เป็นแต่ศำสตรำสอดเข้ำไปตำมช่องแห่งสภำวะ 7 กองเท่ำน้ัน\" (ที.สีล. 11/97/299- 300) จำกขอ้ ควำมข้ำงบนน้ีเรำพอจะสำมำรถสรปุ แนวควำมคดิ ของปกุทธะกัจจำยนะได้วำ่ สภำวะ 7 กองที่เจ้ำลัทธินี้กล่ำวถึง เป็นเหมือนสสำรหรือวัตถุที่ไร้ควำมรู้สึกนึกคิด เม่ือสภำวะท้ัง 7 อย่ำง มำ รวมตัวกันอย่ำงได้สัดส่วน จึงเกิดเป็นสิ่งท่ีมีชีวิตขึ้นมำ เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ เป็นต้น ถึงแม้จะมีชีวิตก็ตำม ส่วนประกอบตำ่ ง ๆ ของสิง่ มีชีวติ กย็ งั คงเปน็ วตั ถหุ รอื สสำรน่นั เอง ดว้ ยเหตุนี้ เจ้ำลัทธิปกทุ ธะกัจจำยนะจึงเห็นว่ำ ถ้ำมีใครเอำดำบคมกริบไปตัดศีรษะของคนอื่น หรือแทงคนอ่ืนให้ตำย ก็ถือว่ำไม่มีผู้ฆ่ำหรือผู้ถูกฆ่ำ เพรำะผู้ท่ีตัดศีรษะผู้ท่ีแทงก็เป็นวัตถุ และส่ิงท่ีถูกตัด หรือถูกแทงก็เป็นวัตถุ จึงไม่มีผู้ฆ่ำและผู้ที่ถูกฆ่ำ ดังน้ัน ปกุทธะกัจจำยนะจึงเป็นพวก นัตถิกวาที กล่ำวว่ำ กรรมและผลของกรรมไม่มี และกล่ำวปฏเิ สธ ควำมดี ควำมชั่ว ถูก ผิด บุญ บำป นรก สวรรค์ โมกษะ ไม่มี โดยส้ินเชิง เม่ือสภำวะ 7 กองรวมตัวกันจึงเกิดมีสิ่งมีชีวิต เมื่อสภำวะ 7 กองแยกออกจำกกัน จิตหรือ ควำมรู้สึกกห็ มดไป ไม่มีควำมรู้สกึ นกึ คิดทจี่ ะเหลอื อยู่อีกต่อไป อชิตเกสกัมพล นุ่งห่มผ้ำทำด้วยผมคน ถือลัทธินัตถิกวำทและอุจเฉทวำท คือถือว่ำ บุญบำป ไมม่ ี ร่ำงกำยเป็นเพยี งธำตุ ตำยแล้วขำดสูญ ตำมประวตั ิเลำ่ กันว่ำอชติ เกสกัมพล เพรำะว่ำใชผ้ ำ้ กัมพลทที่ ำ ด้วยผมของมนุษย์ อชติ เกสกมั พลถอื วำ่ ธำตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เทำ่ นนั้ ท่เี ปน็ ของจริง ส่ิงอ่นื นอกนั้นล้วน เป็นมำยำ (Illusion) เกิดจำกกำรรวมตัวของธำตุ 4 เม่ือธำตุ 4 สลำยตัวแล้ว ส่ิงน้ันก็เป็นอันสูญ อชิตเกส กมั พล ปฏิเสธเรื่องควำมดี ควำมช่ัว บุญ บำป โดยส้ินเชิง กำรให้ทำนก็ดี กำรเซ่นสรวงหรอื กำรบูชำยัญก็ดี จะไม่ก่อให้เกิดผลแก่ผู้กระทำในทุกกรณี กำรใหท้ ำนเป็นกำรบญั ญัติของคนโงเ่ ขลำ กำรสอนว่ำกำรใหท้ ำน จะก่อให้เกิดผลดีแก่ผู้กระทำ กำรสอนแบบน้ีเป็นกำรสอนที่เหลวไหลไร้สำระ เป็นกำรหลอกลวงให้ผู้อื่น หลงผิด เป็นกำรสอนเพื่อประโยชน์ในกำรเล้ียงชีพของคนสอนเอง เป็นเร่ืองของคนฉลำดสอนให้คนโง่ให้ ทำน แตค่ นฉลำดรับทำน กำรกระทำใด ๆ ก็ตำมไม่มีผล ไม่ว่ำจะทำดีหรือทำช่ัว กำรคำดหวังว่ำ กำรกระทำควำมดี ย่อมจะได้รับผลดี และกำรคำดหวังว่ำ กำรกระทำช่ัว ย่อมจะได้รับผลช่ัว เป็นควำมคำดหวังท่ีว่ำงเปล่ำ เป็นกำรต้ังควำมหวังอย่ำง ลม ๆ แล้ง ๆ ซ่ึงไม่มีทำงจะสมหวังได้เลย บิดำมำรดำ ไม่มี ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติ ชอบไม่มี วิบำกกรรม จึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดทั้งส้ิน ลัทธิน้ีถือว่ำ สุข ทุกข์ เป็นเร่ืองของควำม บงั เอิญ ไม่เกี่ยวกับกรรมดี กรรมช่ัว ไม่มีนรก สวรรค์ ไม่มีกำรหลุดพ้น และไมม่ ีกำรเกิดใหม่ ตำยแล้วสูญมี คำอธิบำยบำงตอนของอชิตเกสกัมพลต่อคำตรัสถำมของพระเจ้ำอชำตศัตรู ปรำกฏอยู่ในสำมัญญผลสูตร ทีฆนิกำย สีลขันธวรรค มีเน้ือควำมว่ำ \"ดูก่อนมหาบพิตร ทานไม่มีผล การบูชาไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่ มผี ล ผลวิบากแหง่ กรรมดกี รรมชั่วไม่มี โลกนไี้ ม่มี โลกอืน่ ไม่มี มารดาบิดาไมม่ ีคณุ สัตว์ทเ่ี กดิ ผดุ ขน้ึ ไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ดาเนินชอบปฏิบัติชอบ ซ่ึงกระทาโลกนี้และโลกอ่ืนให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้ว สอนให้ผู้อื่นรู้แจ้งไม่มีในโลก คนเราน้ีเป็นแต่ประชุมมหาภูติทั้ง 4 เมือ่ ทากาลกิริยา ธาตุดินไปตามธาตุ ดิน ธาตุน้าไปตามธาตุน้า ธาตุไฟไปตามธาตุไฟ ธาตุลมไปตามธาตุลม อินทรีย์ทั้งหลายย่อมเล่ือนลอย ไปในอากาศ คนท้ังหลายมีเตียงเป็นท่ี 5 จะหามเขาไป ร่างกายปรากฏอยู่แต่ป่าช้า กลายเป็นกระดกู มี สดี จุ สนี กพิราบ การเซน่ สรวงมีเถ้าเป็นที่สดุ ทานนี้คนเขลาบัญญัตไิ ว้ คาของคนบางพวกท่พี ูดวา่ มผี ล ๆล้วนเป็นคาเปล่าคาเท็จ คาเพ้อ เพราะกายสลาย ท้ังพาลทั้งบัณฑิตยอ่ มขาดสูญพินาศสิ้น เบ้ืองหน้า แตต่ าย ยอ่ มไม่เกดิ \" (ที.สลี . 11/96/297-298) อชิตเกสกัมพลเป็นพวก นัตถิกวาที และ อุจเฉทวาที กล่ำวว่ำ ควำมรู้เกิดมำจำกประสำท สัมผัส (Perception) คือ ตำ หู จมกู ลน้ิ กำย ตำมทัศนะของอชิตเกสกมั พล จิต ไม่เปน็ ส่ิงแทจ้ ริง มันไม่ได้ แยกตำ่ งหำกจำกกำย แตว่ ่ำมันเกิดข้ึนอันเป็นผลพลอยไดจ้ ำกกำรรวมตวั กันของธำตุ 4 คอื ดิน น้ำ ลม ไฟ ซ่งึ ไดส้ ดั สว่ นเท่ำนนั้ เม่อื วตั ถุธำตุทงั้ 4 น้รี วมกันเข้ำก็เกิดขึ้นเปน็ รำ่ งกำย ควำมรู้สึกนึกคิดก็เกิดมีขนึ้ จำกเน้ือควำมข้ำงบนน้ีเรำจะเห็นได้ว่ำ แนวควำมคิดปรัชญำของอชิตเกสกัมพลนั้นเป็น แนวควำมคิดแบบสุดขั้วเป็นพวกวัตถุนิยมหรือสสำรนิยมแบบสุด ๆ คล้ำยกับลัทธิปรัชญำโลกำยัตหรือ จำรวำก

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 18 นิครนถ์นาฏบุตรหรือท่านมหาวีระ นิครนถนำฏบุตร เป็นวรรณะกษัตริย์ เดิมชื่อมหำวีระ วรธมำนะบวชในศำสนำเชน ซ่ึงมีมำนำนแลว้ แยกตัวไปต้ังลัทธิใหม่ เปลือยกำย ถอนผมด้วยแปรงตำล ยก ยอ่ งอตั ต กลิ มถำนโุ ยค คอื กำรทรมำนตนให้ลำบำกดว้ ยประกำรตำ่ ง ๆ ตำมประวัติท่ีได้ชื่อว่ำนิครนถนำฏบุตร ตำมคัมภีร์ทำงพระพุทธศำสนำกล่ำวว่ำท่ำนเป็นบุตร ของนักฟ้อน แต่ตำมควำมเป็นจริงแล้วท่ำนเป็นกษัตริย์ในลิจฉวีวงศ์ แคว้นวัชชี มีชีวประวัติคล้ำย กับ พระพุทธเจ้ำมำก นิครนถนำฏบุตรหรือเจ้ำมหำวีระตอ่ มำได้กลำยมำเป็นผู้กอ่ ตั้งศำสนำไชนะหรือเชน เป็น ศำสนำที่เกิดร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้ำ ศำสนำเชนมีศำสดำนับเน่ืองกันได้ 23 พระองค์ในอดีต ศำสดำทำง ศำสนำเชนเรียกกันว่ำ ติรถังกร 2 (Tirthankara) หมำยถึงวิญญำณท่ีสมบูรณ์ หรือชินะ องค์แรกมีนำมว่ำ \"ฤษภะ\" และองค์ที่ 24 นับเป็นองค์สุดท้ำยชื่อว่ำ วรธมำนะ หรือมหำวีระ ก็เป็นคนเดียวกับนิครนถ์นำฏ บุตร และถือว่ำเปน็ ผู้กอ่ ต้ังศำสนำเชนและพฒั นำให้เจริญร่งุ เรือง วรธมำนะมีชื่ออีกอย่ำงหน่ึงว่ำ มหำวีระ ซ่ึงมีเรื่องเล่ำว่ำขณะเยำว์วัย เจ้ำชำยวรธมำนะเสด็จ ประพำสเล่นในอุทยำนหลวงกับพวกเพื่อน ๆ ขณะที่กำลังเล่นกีฬำกันเพลิน ๆ ช้ำงพลำยตกมันเชือกหน่ึง หลุดออกจำกโรงช้ำงบุกเข้ำเขตอุทยำนและตรงเข้ำทำร้ำย เด็กพวกอ่ืนพำกันว่ิงหนีเอำตัวรอด แต่เจ้ำชำย วรธมำนะไม่มีชำติของผู้ขลำด เม่ือเห็นช้ำงเข้ำมำใกล้ก็ตั้งสติม่ันยืนตรงอยู่กับที่คอยทีอยู่ เมื่อช้ำงวิ่งเข้ำมำ ใกล้ตัวเพื่อจะทำร้ำย วรธมำนะกระโดดเข้ำจับงวงตำมวิธีท่ีได้รบั ฝึกฝนมำจำกควำญหลวง ขึ้นหลังบังคับข่ี กลบั ไปถงึ โรงช้ำงมอบใหน้ ำยควำญชำ้ งได้ เจ้ำชำยวรธมำนะเสด็จเข้ำวังโดยไม่ได้ตรัสเร่ืองนั้นแก่ใคร ๆ เลย แต่ควำญช้ำงผู้เป็นอำจำรย์ มองเห็นควำมกล้ำหำญท่ีเด็กคนอื่นไม่สำมำรถกระทำได้ จึงนำควำมไปกรำบทูลกษัตริย์สิทธำรถให้ทรง ทรำบ กิตติศัพท์ได้แพร่ กระจำยออกไปท่ัวคำมนิคมถึงควำมกล้ำหำญ คร้ังนี้ เป็นท่ีแซ่ซ้องสรรเสริญของ คนท่ัวไป จึงพร้อมเพรียงกันถวำยพระนำมใหม่ให้เจ้ำชำยว่ำ \"มหำวีระ\" แปลว่ำ ผู้กล้ำหำญท่ีย่ิงใหญ่ ก็ เหมือนกับพระมหำกษตั รยิ ไ์ ทยเรำเช่น ในหลวงรชั กำลท่ี 5 พระองคท์ รงเป็นทรี่ ักย่ิงของปวงชนชำวไทย จึง ได้รับขนำนพระนำมใหม่จำกประชำชนอีกพระนำมหนง่ึ วำ่ \"พระปิยมหำรำช\" เป็นต้น เจ้ำมหำวีระมีเชื้อชำติควำมเป็นกษัตริย์เหมือนกับพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำสืบเชื้อสำยมำจำก กษัตริย์ ศำกยวงศ์ ส่วนเจ้ำมหำวีระหรือนิครนถ์นำฏบุตรเป็นกษัตริย์สืบเช้ือสำยมำจำกลิจฉวีวงศ์ เมือง ไพศำลีในลุ่มแม่น้ำคงคำตอนบน โดยได้รับคำทำนำยจำกโหรำจำรย์โดยมีคติเป็น 2 เช่นเดียวกับเจ้ำชำย สิทธัตถะในเวลำออกบวช ศำสดำท้ังสองก็เสด็จออกบวชเม่ือพระชนมำยุใกล้เคียงกัน พระพุทธเจ้ำเสด็จ ออกบวชเม่ือพระชนมำยุ 29 เจำ้ มหำวรี ะออกบวชเมอ่ื อำยุ 30 ปี ชวี ประวัตขิ องท่ำนนิครนถน์ ำฏบตุ รน้ันมคี วำมละม้ำยคล้ำยคลึงกับพระพุทธเจ้ำ คือได้มีมเหสี แล้วและทรงเบื่อโลกออกบวช สละโลกำวิสัยแล้วเสด็จออกไปแสวงหำควำมจริงบำเพ็ญทุกรกิริยำอยู่ 12 ปี ในที่สุดก็ถือว่ำได้เป็นผู้หลุดพ้นเป็นอรหันต์ตรัสรู้เป็นสัพพัญญูข้ึนมำ แล้วก็ได้บัญญัติศำสนำใช้เวลำ 30 ปีเศษสอนสำวกของตนแพร่หลำยศำสนำไปในลุ่มแม่น้ำคงคำ ยมุนำ ในพ้ืนท่ีต่ำงๆ เช่นเดียวกับ พระพุทธเจำ้ ที่ทรงบำเพญ็ พทุ ธกจิ มำ น่ำแปลกใจท่ีว่ำศำสดำท้ัง 2 องค์น้ี ไม่เคยมีโอกำสพบปะสนทนำกันเลยในประวัติวรรณคดี บำลีก็กล่ำวถึงเสมอว่ำ ทั้งสองท่ำนได้ไปอยู่ในท่ีแห่งเดียว จำพรรษำอยู่ใกล้เคียงกัน แต่ว่ำก็ไม่เคย พบปะ กนั จัง ๆ สักครำวหน่ึงเลย ที่พบกันส่วนมำกก็เป็นว่ำนิครนถ์นำฏบุตรหรือเจ้ำมหำวีระสง่ ลูกศิษย์คนสำคัญ มำโต้วำทกี ับพระพุทธเจำ้ มีเร่ืองใหญ่ ๆ ท่ีมีควำมสำคัญอยู่2 เรื่อง ในอุปำลิวำทสูตรได้พูดถึงข้อโต้แย้งระหว่ำง 2 ศำสนำนีถ้ ึงนิครนถ์คนหน่งึ นิครนถ์คนน้มี ีชื่อว่ำทีฆตปัสสนี ิครนถ์เป็นสำวกกำลังสำคัญของศำสดำมหำวีระ ได้มำเข้ำเฝ้ำพระพุทธองค์ในท่ีแห่งหนึ่ง ซ่ึงในขณะนั้นเจ้ำมหำวีระก็จำพรรษำอยู่ในเมืองเดียวกับท่ี พระพุทธเจ้ำจำพรรษำอยู่คือเมืองเวสำลีน่ันเอง ทีฆตปัสสีนิครนถ์ได้เสนอแนวควำมคิดหลักธรรมอ้ำงถึง ศำสดำของตนว่ำ ศำสดำของตนน้ันเม่ือจะบัญญัติโทษ ทำงกำยกรรม วจีกรรม และมโนกรรม บัญญัติว่ำ โทษทำงกำยกรรม หนักกว่ำโทษทำงวจีกรรมและมโนกรรม แต่คำสอนในศำสนำชินะเรียกว่ำทัณฑะ คือ กำยทัณฑะ วจีทัณฑะ และมโนทัณฑะ ในบรรดำทัณฑะท้ัง 3 น้ัน กำยทัณฑะ หนักกว่ำวจีทณั ฑะและมโน ทัณฑะ ทีฆตปัสสีทูลถำมพระพุทธองค์ว่ำทรงมีควำมคิดเห็นอย่ำงไร พระพุทธองค์ตรัสตอบว่ำควำมเห็น

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 19 ของเรำนั้นมีควำมเห็นว่ำ มโนทัณฑะ มีโทษมำกกว่ำกำย ทัณฑะและวจีทัณฑะ ทีฆตปัสสีให้พระพุทธองค์ ยืนยัน 3 ครัง้ พระพุทธเจำ้ ก็ใหท้ ีฆตปสั สีนคิ รนถ์ยืนยัน 3 ครง้ั วำ่ วำทะของท่ำนเป็นอยำ่ งนัน้ น้ีเป็นธรรมเนียมของคนในสมัยนั้น เพรำะว่ำกลัวจะมีกำรกลับคำพูดอีกในภำยหลัง หลังจำก นน้ั ทีฆตปสั สีก็ไม่ได้โตแ้ ย้งอะไรแล้วทูลลำกลับ เมื่อกลบั มำแล้วก็ไปเฝ้ำศำสดำของตัวคือเจ้ำมหำวีระ กเ็ ล่ำ ควำมจริงให้ฟังว่ำได้ไปเฝ้ำพระสมณโคดมมำได้โต้แย้งควำมคิดเห็นอย่ำงน้ี นิครนถ์นำฏบุตรก็ชมเชยว่ำ ตอบได้ถูกต้อง และย้ำว่ำกำยทัณฑะมีโทษมำกกว่ำ ขณะนั้นอุบำลีคฤหบดีเป็นอุบำสกของเจ้ำมหำวีระนั่น แหละเปน็ คฤหบดีคนสำคัญ มีชื่อเสียงและรำ่ รวยมำกเปน็ ที่รจู้ ักของคนท่ัวไปในเมืองเวสำลไี ดน้ ่ังฟงั อยู่ดว้ ย และนิครนถ์นำฏบุตรก็มีประสงค์ท่ีจะส่งอุบำลีคฤหบดีไปโต้แย้งหักล้ำงวำทะด้วยวำทะกับพระสมณโคดม เพ่อื จะทำใหพ้ ระพุทธเจำ้ กลับมำเป็นศิษย์ของนิครนถน์ ำฏบตุ รให้ได้ ทีฆตปัสสีไดย้ ินดงั นนั้ ก็ห้ำมว่ำอย่ำส่งไปเลยท่ำนอำจำรย์ เพรำะว่ำใครๆ ก็รู้วำ่ พระสมณโคดม นั้น ใครที่ไปท้ำโต้วำทีก็แพ้กลับมำทุกรำยก็ดูอย่ำงกระผมซิยังไม่กล้ำเลย เพรำะกลัวว่ำแพ้แล้วจะต้อง กลำยเป็นลกู ศิษย์ไป นิครนถ์นำฏบุตรก็ออกปำกห้ำมทีฆตปัสสีว่ำอย่ำพูดมำกไปเลย ตรงกันข้ำมเรำกลบั มี ควำมเห็นว่ำ ถ้ำอุบำลีคฤหบดีศิษย์ของเรำไปโต้วำทะกับพระสมณโคดมแล้วจะสำมำรถทำให้พระสมณโค ดมกลับมำเป็นศิษย์ของเรำมำกกว่ำ เพรำะเรำเชื่อมั่นว่ำอุบำลีคฤหบดีมีควำมรู้ควำมเช่ียวชำญ มีปัญญำ มำก รู้เรื่องลัทธิตนและลัทธิของผู้อื่นเป็นอย่ำงดี และรู้เร่ืองศำสนำต่ำง ๆ เป็นอย่ำงมำก จะสำมำรถ เอำชนะพระสมณโคดมได้ กำรโต้วำทะในครั้งนั้นก็เน้นหนักเรื่องกรรมคือ กำยกรรม วจีกร รม และ มโนกรรม ผลของกำรโต้แย้งกันปรำกฏว่ำ อุบำลีคฤหบดีกลับใจเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้ำทูลขอ ปฏิญญำเป็นชำวพุทธ พระพุทธเจ้ำก็ทรงห้ำมว่ำอยำ่ เลยคฤหบดี อย่ำรีบด่วนมำนับถือเรำเลย เพรำะวำ่ ตัว ท่ำนน้ันใคร ๆ ก็รู้ว่ำเป็นผู้อุปถัมภ์คนสำคัญของพวกนิครนถ์ท้ังหลำยอยู่ กำรท่ีคนมีช่ือเสียงอย่ำงท่ำนมี ศรัทธำหนักแน่นในลัทธินิครนถ์อย่ำงท่ำนมำกลับใจเปล่ียนศำสนำเสียง่ำย ๆ ไม่สมควรเลย พระพุทธเจ้ำ ทรงยบั ยั้งไว้ อุบำลีคฤหบดพี อได้ยนิ ดงั นน้ั กท็ ูลตอบวำ่ ชื่นใจเหลอื เกิน ขำ้ พระองคไ์ มเ่ คยฟงั เจ้ำลทั ธิใดที่จะ มำยับย้ังควำมเลื่อมใสของข้ำพระองค์เช่นพระองค์อย่ำงนี้เลย ถ้ำเป็นเจ้ำลัทธิอื่นพอรู้ว่ำข้ำพระองค์จะ เล่ือมใสเท่ำน้ัน เขำจะเท่ียวประกำศตีฆ้องร้องเป่ำไปท่ัวเมืองแล้วว่ำ ท่ำนผู้น้ัน ๆ กลับใจมำนับถือเรำแล้ว พระพุทธเจ้ำก็ตรัสว่ำ เอำเถอะ อุบำลีท่ำนไตร่ตรองแล้วจึงทำนะ กำรท่ีท่ำนมำเปล่ียนใจเปล่ียนศำสนำมำ นับถือเรำสมควรอยู่หรือ อุบำลีทูลตอบกับพระพุทธเจ้ำว่ำ สมควรอย่ำงยิ่งพระพุทธเจ้ำข้ำ เพรำะบัดนี้ข้ำ พระองค์เห็นจริงแล้วว่ำคำโฆษณำชวนเช่ือคำเล่ำลือเสียๆ หำยๆ ที่เจ้ำลัทธิอ่ืนโจมตี พระพุทธองค์ว่ำ พระองค์มมี ำยำในกำรกลบั ใจคน วนั นี้ กำรท่ขี ้ำพระองค์มำเล่อื มใส ไม่ใชเ่ ป็นเพรำะพระองค์ใช้มำยำในกำร กลบั ใจคนแต่อย่ำงใด แต่เกิดควำมเลื่อมใสในข้อธรรมะที่พระองค์ได้ชแี้ จงคำส่ังสอนอนั มีเหตุมีผล สำมำรถ ใช้ปัญญำไตร่ตรองให้เห็นจริงได้จนข้ำพระองค์อับจนเกิดปัญญำเล่ือมใสข้ึนมำเอง เพรำะฉะน้ัน จึงขอให้ พระองค์ทรงจำข้ำพระองคว์ ่ำถงึ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เปน็ สรณะตลอดชวี ติ พระพุทธเจ้ำตรัสวำ่ คฤหบดีเม่ือท่ำนมีศรัทธำมีควำมเล่อื มใสอยำ่ งนี้ก็ตำมที แต่ว่ำตัวท่ำนเคย ให้ทำนแก่พวกนิครนถ์อย่ำงไร ก็จงให้อย่ำงนั้นนะ อุบำลีคฤหบดีทูลตอบว่ำ พระองค์ตรัสอย่ำงนี้ ทำให้ข้ำ พระองค์เล่ือมใสมำกย่ิงข้ึน เมื่อก่อนมีแต่คำโฆษณำทับถมพระพุทธองค์ว่ำ พระสมณโคดมสอนให้คนทำ ทำนแก่พระภิกษุสงฆ์สำวกของพระองค์เท่ำนั้นถึงจะได้บุญ ทำบุญทำทำนแก่นักบวชนอกศำสนำแล้วไม่ได้ บุญเลย วันนี้มำได้ยินได้ฟังกับหูตนเองแล้วยิ่งทำให้เกิดควำมศรัทธำเล่ือมใสในพระองค์มำกย่ิงข้ึนเป็น ทวีคณู ตกลงว่ำคำโฆษณำกล่ำวร้ำยทับถมที่ข้ำพระองค์ได้ยินมำแต่ก่อนหน้ำนี้ล้วนแต่เป็นคำใส่ร้ำย ป้ำยสีทั้งนั้นไม่เป็นเร่ืองจริงเลย เป็นกำรพูดของศำสดำเหล่ำนั้นเกรงวำ่ สำวกของตนจะมำเลื่อมใสพระองค์ ลำภสักกำระก็จะสูญเสียไป มำบัดนี้มำรู้ด้วยตัวเอง ฟังกับหูตัวเองแล้วข้ำพระองค์จะทำตำมพระพุทธองค์ ทุกอยำ่ งพระพทุ ธเจ้ำขำ้ จำกน้ันอบุ ำลคี ฤหบดกี จ็ ำกไป หลังจำกนั้น ข่ำวได้แพร่กระจำยไปอย่ำงรวดเร็วว่ำ อุบำลีคฤหบดีลูกศิษย์ของท่ำนนิครนถ์ นำฏบุตรท่ีมีควำมมุ่งหวังจะไปหักล้ำงวำทะด้วยวำทะเพื่อเอำพระพุทธเจ้ำมำเป็นลูกศิษย์ให้ได้ บัดน้ีถูก พระพุทธเจ้ำกลับเอำมำเป็นลูกศิษย์แล้ว นิครนถ์นำฏบุตรได้ฟังแล้วก็ยังไม่เชื่อ คิดวำ่ เป็นไปไม่ได้ทล่ี ูกศิษย์

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 20 ชั้นเอกของเรำที่มีควำมเชี่ยวชำญทั้งลัทธิตนและลัทธิของคนอื่นจะไปเป็นลูกศิษย์ของพระสมณโคดม จึง พร้อมด้วยบริวำรยกขบวนไปบำ้ นของอุบำลคี ฤหบดี พอถึงบ้ำนผู้ที่เฝำ้ หน้ำประตบู ำ้ นคฤหบดีบอกว่ำนมิ นต์ หยุดอยู่ท่ีประตูเรือนก่อน ถำ้ ท่ำนต้องกำรข้ำว ต้องกำรน้ำ ต้องกำรอำหำรชนิดใด เรำจะไปนำมำให้ที่หน้ำ ประตเู รอื น นิครนถ์นำฏบุตรบอกว่ำเจ้ำไม่รู้หรือว่ำเรำเป็นใคร เรำเป็นศำสดำของนำยเจ้ำรีบไปตำมนำย ของเจ้ำออกมำเร็ว ๆ คนเฝ้ำประตูก็ไปบอกอุบำลีคฤหบดีออกมำ อุบำลีก็เชิญให้เข้ำมำในบ้ำน ถ้ำเป็นวัน อื่น ๆ อุบำลีจะต้องตักน้ำมำล้ำงเท้ำให้นิครนถ์นำฏบุตร ปูลำดอำสนะให้นั่งในที่สูงกว่ำตนเอง และ กระทำสำมีจิกรรมอัญชลีกรรมตอ่ นิครนถ์นำฏบุตร แต่มำวนั นี้ อุบำลีคฤหบดีนง่ั อยู่ในท่ีเสมอกนั กับนิครนถ์ ไม่กระทำสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น และพูดว่ำ ดูก่อนนิครนถ์ น้ำก็มีอยู่ อำหำรก็มีอยู่ ถ้ำท่ำนปรำรถนำจะฉันน้ำก็ฉัน นำ้ ถำ้ ท่ำนปรำรถนำจะฉนั ขำ้ วก็จงฉนั ขำ้ ว ท่นี ่ังกม็ อี ยเู่ ชญิ นัง่ นิครนถ์นำฏบุตรเห็นกำรกระทำอย่ำงนั้นก็โกรธเป็นกำลัง กล่ำวว่ำอุบำลีท่ำนลืมคำปฏิญญำ ของท่ำนแล้วหรอื ก่อนท่ีท่ำนจะจำกเรำไปทำ่ นสญั ญำกับเรำวำ่ จะไปหักลำ้ งวำทะด้วยวำทะกบั พระสมณโค ดม แต่ทำไมบัดน้ีท่ำนถึงได้ทำกิริยำหยำบคำยกับเรำแบบน้ีเล่ำ อุบำลีบอกว่ำ ไม่ได้หยำบคำยเลยท่ำนผู้ เจริญ เรำได้ทำกำรปฏิสันถำรสมบูรณ์แล้ว นิครนถ์นำฏบุตรถำมอีกว่ำแล้วเรำไม่ได้เป็นศำสดำของท่ำน หรือ อุบำลีตอบว่ำไม่ใช่ จำกน้ันก็ห่มผ้ำเฉวียงบ่ำแล้วหันหน้ำไปทำงทิศท่ีพระพุทธเจ้ำประทับ เปล่งสดุดี พระพุทธคุณออกมำ นิครนถ์นำฏบุตรทนฟังไม่ได้เพรำะมีควำมเสียใจและโกรธแค้นอย่ำงยิ่งถึงกับอำเจียน เปน็ โลหิตในทน่ี ัน้ เดินกลับออกจำกเรือนของคฤหบดีไปในทนั ที น้ีเปน็ เรื่องของสองศำสนำท่ีเป็นอเทวนิยมด้วยกนั ท้ังคู่ในสมัยพุทธกำล บำงเรอ่ื งก็ตรงกันบำง เรื่องกข็ ัดแยง้ กนั ที่แย้งกันเหมือนขำวกับดำก็คือศำสนำเชน ถึงแม้ว่ำจะปฏิเสธพระเวท แตก่ ็ยังรับรองเรื่อง อัตตำที่เรียกว่ำ ชีวำตมัน ส่วนพระพุทธศำสนำสอนเรื่องอนัตตำ ไม่รับรองเรื่องชีวำตมันนี้เป็นข้อแตกต่ำง ระหวำ่ งพระพทุ ธศำสนำกับศำสนำเชน ส่วนข้อที่ตรงกันของศำสนำเชนกับพระพุทธศำสนำก็คือปฏิเสธพระเจ้ำ (God) ผู้สร้ำงโลก พระพุทธศำสนำก็ปฏิเสธพระเจ้ำผู้สร้ำงโลก ศำสนำในโลกมีเพียง 2 ศำสนำเท่ำน้ันท่ีปฏิเสธฐำนะของพระ เจ้ำเป็นผู้สร้ำงโลก คือพระพุทธศำสนำและศำสนำเชน ศำสนำนอกนั้นสอนมีพระเจำ้ เปน็ ผู้สร้ำงโลกท้ังนั้น นคิ รนถน์ ำฏบตุ รหรือเจำ้ มหำวีระเผยแพร่ศำสนำมอี ำยยุ ืนไปถึง 70 ปี และพักเทศนำสง่ั สอน คนท้ังหลำยอยู่ที่เมืองปำวำ อยู่ตรำบจนกระทั่งวำระสุดท้ำยของตนก่อนเข้ำสู่ถึงนิพพำน มหำวีระเรียก สำวกทั้งหลำยเข้ำมำส่ังสอนเป็นครั้งสุดท้ำย อนุญำตให้ศิษย์ทุกคนตั้งปัญหำถำม เพ่ือมิให้มีควำมเคลือบ แคลงสงสัยใด ๆ ในข้อธรรมของตนให้เหลืออยไู่ ด้ในภำยหลังสำวกคนหนึ่งได้ถำมว่ำ ในบรรดำคำสอนของ พระชนิ ะทง้ั ปวง คำสอนอะไรถือว่ำเป็นคำสอนสำคัญที่สุด มหำวรี ะตอบวำ่ อหิงสำ เป็นธรรมสำคญั ทีส่ ุดใน บรรดำคำสอนของเรำท้ังหมด และกล่ำวต่อไปว่ำ ตอ้ งไม่ทำรำ้ ยส่ิงที่มีชีวิต ทำงร่ำงกำย ทำงวำจำ และทำง น้ำใจ อย่ำฆ่ำสัตว์ท้ังหลำยเพื่ออำหำรของตน อย่ำล่ำสัตว์ อย่ำยิงนกตกปลำ อย่ำฆ่ำร้ินยุง แม้ว่ำมันจะกัด กินเลือดเนื้อ อย่ำทำสงครำม อย่ำต่อสู้ ศัตรู อย่ำย่ำเหยียบพืชผักใด ๆ เพรำะว่ำ สิ่งทั้งหลำยเหล่ำน้ีมี วญิ ญำณทงั้ ส้ิน จุดหมำยสูงสุดคือสอนคนให้เข้ำถึงนิรวำณหรือเข้ำถึงไกวัลยะด้วยเกวลัชญำณ จะเข้ำสู่อโลก เป็นอมตะช่วั นิจนิรันดร พ้นจำกกำรเวยี นว่ำยตำยเกิดไปได้ และหลักกำรปฏบิ ัติทจี่ ะทำตนให้เข้ำถึงนิรวำณ ไดน้ น้ั มีเพยี ง 3 ประกำร คือ 1. สมั มำญำณ คอื ควำมรู้ชอบอนั บคุ คลจะได้จำกตรี ถังกร คือศำสดำแห่งตนที่ไดส้ ่ังสอนไว้ 2. สัมมำทสั สนะ คือควำมเห็นชอบกำรเคำรพตอ่ ควำมจรงิ อำศัยศรัทธำต่อพระชินเจ้ำ 3. สัมมำจริต คือควำมประพฤติชอบ กำรประพฤติควบคุมตัณหำ อำรมณ์ ควำมคิด กำรพูด เป็นตน้ สรปุ แล้วเจ้ำมหำวรี ะสอนให้แสวงหำควำมหลดุ พน้ จำกสภำวะกำรเวียนวำ่ ยตำยเกดิ ดว้ ยกำร เว้นจำกกำรประพฤตเิ บียดเบียนชีวิตทุกชนิด ไม่พูดเท็จ ไมถ่ ือครองทรัพยส์ ินทั้งหลำยทั้งปวง แม้แตเ่ สือ้ ผ้ำ เคร่ืองนุ่งห่ม กำรลักทรัพย์ ให้ประพฤติพรหมจรรย์อย่ำงเคร่งครัด นิยมกำรทรมำนตนเองให้ ได้รับควำม ลำบำกทเ่ี รียกกนั ว่ำอตั ตกิลมถำนโุ ยค

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 21 ดังนั้นคำสอนในข้ันสูงสุดก็ยังถือว่ำมีอัตตำอยู่ เรียกว่ำ ชีวำตมัน แต่ที่เหมือนกับ พระพุทธศำสนำก็คือ ปฏิเสธกำรสร้ำงโลกโดยพระเจ้ำ และถือหลักอหิงสำ คือควำมไม่เบียดเบียนซึ่งกัน และกนั อย่ำงเข้มงวดอุกฤษฏม์ ำกทส่ี ดุ สัญชัยเวลัฏฐบุตร เป็นนักบวชประเภทปริพำชก เคยเป็นอำจำรย์เก่ำของพระสำรีบุตรและ พระโมคคลั ลำนะชอบโต้เถียง มีวำทะด้ินไดไ้ ม่ตำยตัว ตำมประวัติแล้วเรียกว่ำ สัญชยั เวลัฏฐบุตร เพรำะว่ำ เป็นบุตรของช่ำงสำน สัญชัยเวลัฏฐบุตรเป็นพวก อมรำวิกเขปิกวำที (มีวำทะกล่ำวถึงสิ่งต่ำง ๆ ซัดส่ำยไม่ ตำยตัวล่ืนแบบปลำไหล) มีลัทธิคัดค้ำน ปฏิเสธทุกทฤษฎี บำงครั้งสอนจนฟังไม่รู้เร่ือง คือสอนว่ำ โลกนี้ก็ ไมใ่ ช่ อย่ำงนัน้ กไ็ มใ่ ช่ อยำ่ งอืน่ กไ็ มใ่ ช่ มใิ ชม่ ิใชก่ ม็ ิใช่ มีควำมเห็นว่ำไม่ควรเช่ือควำมคิดเห็นของบุคคลใดๆ ท้ังส้ิน เพรำะควำมคิดเห็นเป็นสิ่งที่อำจ ผิดพลำดได้ ผู้อยใู่ นลัทธิน้ีมกั จะใช้คำปฏเิ สธเหตุผลของผอู้ ื่นวำ่ อยำ่ งนน้ั กไ็ มใ่ ช่ อยำ่ งโน้นก็ไม่ใช่ จะว่ำไมใ่ ช่ อย่ำงน้ันกไ็ ม่ใช่ จะวำ่ ไม่ใช่อย่ำงโน้นก็ไม่ใช่ สรุปควำมว่ำสอนล่ืนเหมือนปลำไหลไม่ให้ยอมรับทรรศนะของ ผูใ้ ดวำ่ ผิดหรือถกู นอกจำกครทู ง้ั 6 แลว้ ยงั มีนกั บวชประเภทต่ำงๆ อีก เฉพำะทสี่ ำคัญ ๆ มดี งั น้ี 1. ฤษี อยู่ป่ำ บำเพ็ญตบะ บำเพ็ญทุกรกิริยำ ทำยัญพิธี นั่งสำธยำยมนต์ตำมควำมถนัดดำรง ชีพโดยอำศัยผลไม้ เหงำ้ มัน บำงพวกภกิ ขำจำรมีควำมเห็นและข้อปฏบิ ัตแิ ตกตำ่ งกันเปน็ หลำยพวก 2. ปริพำชก เป็นครูพเนจร สอนปรัชญำชอบโต้เถียงเหมือนนักปรัชญำกรีก ชอบสนทนำ 3. อำชีวก แปลว่ำ ผเู้ ล้ยี งชีพชอบ เปน็ นกั บุญเปลือยกำย 4. นิครนถ์ แปลว่ำ ผู้ปรำศจำกเครื่องร้อยรัด เป็นนักบวชเปลือยกำย นักโต้ตอบปรัชญำ 5. อเจลกะ เป็นนักบวชเปลือยกำย ศิษย์ของปูรณกัสสป มักขลิโคสำล นิครนถนำฏบุตร 6. ชฎิล เปน็ ดำบสเกลำ้ ผมเป็นมวย เป็นพวกวรรณะพรำหมณ์ เชน่ อุรเุ วลกัสสปะ นทีกัสสปะ คยำกัสสปะ เปน็ ต้น สรุปได้ว่ำคนในสังคมอินเดียสมัยพุทธกำล นอกจำกเช่ือว่ำโลกเกิดข้ึนโดยกำรสร้ำงของพระ พรหมแล้วยังมีทิฏฐิหรือทฤษฎีปลีกย่อยออกไปอีกมำกมำย บำงพวกว่ำโลกเที่ยง บำงพวกว่ำไม่เที่ยงบำง พวกว่ำโลกมที ่ีสิ้นสุด คือมีขอบเขตจำกดั บำงพวกว่ำไม่มที ี่สน้ิ สดุ บำงพวกว่ำโลกหน้ำมี คือ หลังจำกตำยไป แล้ว สัตว์ท้ังหลำยต้องเกิดอีก บำงพวกว่ำไม่มีคือตำยแล้วสูญ บำงพวกว่ำมีด้วย ไม่มีด้วย บำงพวกว่ำมีก็ ไม่ใช่ ไม่มกี ็ไม่ใช่ในพวกทเี่ ช่ือว่ำตำยแลว้ เกิดก็ยังแบ่งไปอีกเป็น 2 พวก คือพวกหนึ่งถือวำ่ เกิดเป็นอะไรแล้ว ก็เป็นอย่ำงนั้นต่อไปทุกชำติไม่เปลี่ยนแปลงไปอย่ำงอ่ืน อีกพวกหน่ึงถือว่ำมีกำรเปล่ียนแปลง คือเกิดเป็น อยำ่ งนั้นบำ้ ง อยำ่ งนี้บ้ำงไม่แน่นอน ในพวกทีเ่ ห็นตำยแลว้ สูญกเ็ หมือนกันบำงพวกเห็นว่ำสญู หมด บำงพวก เหน็ ว่ำสูญเฉพำะบำงอยำ่ ง เชน่ รำ่ งกำยสูญไป แต่จิตไม่สญู เปน็ ต้น บำงพวกเหน็ วำ่ จิตกบั ร่ำงกำยเป็นอย่ำง เดียวกันไมแ่ ยกจำกกันบำงพวกเห็นว่ำจิตกับร่ำงกำยเป็นคนละอยำ่ ง แยกกันได้เพียงแต่อำศัยกนั เหมือนรถ กบั คนขับรถ ซึ่งทรรศนะเกี่ยวกบั โลกและชวี ติ นนั้ ได้เปน็ ไปอยำ่ งกว้ำงขวำงมำกไดม้ ีกำรถกปัญหำเหล่ำนก้ี ัน อย่ำงจริงจัง เอำแพ้เอำชนะกันจริง ๆ ใครถือทิฎฐิอย่ำงใดก็สั่งสอนชักชวนผู้อ่ืนให้มีควำมเห็นและปฏิบัติ เช่นนั้นด้วยตั้งเป็นสำนักหรือคณะข้ึน ปรำกฎในพรหมชำลสูตร ทีฆนิกำย สีลขันธวรรคแห่งพระ สุตตันตปิฎกว่ำ มีทิฎฐิถึง 62 ประกำรแต่เมื่อจะกล่ำวโดยย่อก็มีท่ีสำคัญอยู่ 6 ลัทธิ คือ 1) อกิริยทิฎฐิ เจ้ำ ลัทธิคือบูรณ กัสสปะ 2) อเหตุกทิฎฐิ เจ้ำลัทธิคือ มักขลิโคสำล 3) นัตถิกทิฎฐิ และอุจเฉททิฐิ เจ้ำลัทธิคือ อชิตเกสกัมพล 4) สัสสตทิฎฐิ เจ้ำลัทธิ คือ ปกุทธกัจจำยนะ 5) อมรำวิกเขปิกทิฎฐิ เจ้ำลัทธิคือ สัญชัยเว ลัฎฐบุตร 6) อัตตกิลมถำนุโยคและอเนกำนตวำท เจ้ำลัทธิคือ นิครนถ์นำฏบุตร หรือท่ำนศำสดำมหำวีระ ศำสดำองคท์ ี่ 24 ของศำสนำเชนนนั่ เอง ลัทธทิ ั้ง 6 น้ี เป็นศำสนำยั่งยืนมำจนบัดน้ีมีเพียงลทั ธิเดียว คือลัทธิของนิครนถนำฎบตุ ร ท่ีเรำ รู้จักกันปัจจุบันว่ำ ศำสนำเชน ยังมีผู้นับถืออยู่ในอินเดียหลำยล้ำนคน อยู่ในฐำนะเป็นศำสนำหน่ึงของ อินเดียแต่แพร่ออกจำกอินเดียไม่ได้ กล่ำวกันว่ำ เพรำะเคร่งครัดเกินไป นักบวชจะขึ้นรถลงเรือก็ไม่ได้ตำม ควำมเป็นจริง ลัทธิอีก 5 ลัทธิมีลัทธิของบูรณกัสสปะเป็นต้น แม้จะไม่อยู่ในฐำนะเป็นศำสนำอย่ำงศำสนำ เชนก็จริงแต่คนที่มีควำมเช่ือถืออย่ำงลัทธิท้ัง 5 น้ัน ก็มีประปรำยอยู่ทั่วโลกและมีจำนวนไม่น้อยทีเดียว รวมควำมในเร่ืองทรรศนะเกี่ยวกับโลกและชีวิตของคนสมัยน้ันว่ำใครมีควำมเห็นหรือมีควำมเล่ือมใสใน

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 22 ลทั ธิใดก็ดำเนินชวี ิตไปตำมลทั ธิควำมเช่ือถือนั้นเช่นเดียวกับคนสมัยน้ี กำรได้เป็นเจ้ำลัทธิ ในสมัยนั้นถือว่ำ เปน็ ศักดิส์ ูงเทยี บด้วยพระเจ้ำทเี ดียว พระพุทธศำสนำเป็นศำสนำเกิดขึ้นในยุคที่คำสอนของครทู ั้ง 6 ได้เแพร่หลำยและหย่ังรำกลึก ในอินเดียสมัยนนั้ หลังจำกตรัสรู้แล้วพระพทุ ธองค์ได้ทรงเสด็จออกเผยแผ่หลักธรรมคำสอนเพ่ืออนเุ ครำะห์ เพือ่ ประโยชนแ์ ละเพ่ือควำมสขุ แก่พหชู นในยุคน้ัน ซง่ึ คำสอนในพระพุทธศำสนำนั้นสวนทำงกับคำสอนของ เจ้ำลทั ธิท้งั 6 โดยส้นิ เชิง (ฟืน้ ดอกบวั , 2554, หน้ำ 12-29) สรปุ ใหเ้ ห็นขอ้ แตกต่ำงดังนี้ ปูรณกัสสปะ มีควำมเห็นเป็นอกิริยทิฏฐิ กล่ำวคือปฏิเสธกรรมหรือกำรกระทำ แต่ พระพุทธศำสนำสอนให้เชอื่ ในเร่ืองของกรรม ทำส่งิ ใดย่อมได้สิง่ น้ัน ทำดีได้ดี ทำชว่ั ได้ช่วั มักขลิโคสาล มีควำมเห็นเป็นอเหตุกทิฏฐิ กล่ำวคือปฏิเสธกรรมหรือกำรกระทำ แต่ พระพุทธศำสนำสอนว่ำทุกอย่ำงล้วนเกิดแต่เหตุ จึงจะมีปัจจัยได้ เช่น เม่ือต้องกำรต้นมะม่วง ย่อมต้อง เพำะหรือทำบก่ิงจำกตน้ มะมว่ งก่อน เป็นต้น อชิตเกสกัมพล มีควำมเห็นเป็นนัฏฐิกทิฏฐิและอุฏเฉททิฏฐิ กล่ำวคือปฏิเสธวิบำกกรรมหรือ ผลของกรรม แต่พระพุทธศำสนำสอนให้เช่ือในเร่ืองของวิบำกกรรมหรือผลกรรม เช่น เม่ือต้องกำรผล มะนำว ตอ้ งปลูกมะนำวใหโ้ ตก่อน เปน็ ตน้ ปกุทธกัจจายนะ มีควำมเห็นเป็นสัสสตทิฏฐิ กล่ำวคือปฏิเสธควำมเปลี่ยนแปลงทุกส่ิงทุก อย่ำง เพรำะเช่ือว่ำ สภำวะ 7 อย่ำงคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ สุข ทกุ ข์ และชีวะ เป็นของเที่ยงแท้ แน่นอนไม่แปร ผนั ยืนยงคงท่ี ไม่แตกสลำย ไม่มีอะไรทำลำยได้ แต่พระพุทธศำสนำสอนให้เชื่อในหลักอนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตำ สัญชยั เวลฏั ฐบุตร มีควำมเหน็ เป็นอมรำวิกเขปิกทิฎฐิ กล่ำวคอื ควำมเหน็ ทไ่ี มแ่ น่นอน ซัดสำ่ ย ไหลล่ืนเหมือนปลำไหล มักปฎิเสธว่ำ อย่ำงนี้ก็ไม่ใช่อย่ำงน้ันก็ไม่ใช่ แต่พระพุทธศำสนำสอนให้เห็นตำม ควำมเป็นจรงิ พูดตำมควำมเป็นจริง ทำตำมควำมเป็นจริง เพรำะพระพุทธศำสนำเป็นศำสนำแห่งสัจธรรม ดังนั้น ในมุมมองของพระพุทธศำสนำมองว่ำ ควำมเชื่อแบบครูทั้ง 6 เป็นมิจฉำทิฏฐิ คือ ควำมเห็นผิดเป็นทิฏฐิท่ีมีอันตรำยมำก เป็นบำปหนักท่ีสุดเน่ืองจำกว่ำ เมื่อมีควำมเห็นผิดจะนำไปสู่กำร ดำเนนิ ชวี ติ หรือกำรกระทำท่ผี ิดพลำดอื่น ๆ อีกมำกมำย นั่นเอง 11. ความสาคัญและคณุ คา่ ของศาสนา ศำสนำเป็นศำสตร์วำงแบบฉบับชีวิตให้มนุษย์ เป็นหลักพำนักยึดของมนุษย์และเป็นประทีบ ส่องสว่ำงให้มนุษย์ในกำรดำเนินชีวิตได้อย่ำงถูกต้อง โดยในสังคมโบรำณ ศำสนำเป็นโอสถคอยเยียวยำ รักษำจิตใจของมนุษย์ให้มีควำมแตกต่ำงจำกควำมเป็นสัตว์ป่ำ กล่ำวคือให้เป็นผู้มีจิตใจสงู เหมำะสมกับคำ ว่ำ มนุษย์ ซึ่งแปลว่ำ ผู้มีใจสูง ในสมัยต่อมำ ศำสนำเป็นโซ่ยึดใจของมนุษย์ท่ีมีกระแสแตกออกไปเป็นกลุ่ม ก้อน เป็นเผ่ำพันธุ์ ศำนำในสมัยปัจจุบันเป็นสำยสัมพันธ์ผูกกลุ่มมนุษย์ให้รวมตัวกันอยู่เป็นประเทศชำติ และถ้ำกำรศึกษำศำสนำได้ผล จะรวมเป็นพลังอำนำจ เป็นแรงขับเคล่ือนผูกพันประเทศกับประเทศ ชำติ กับชำติ ให้สมัครสมำนสำมัคคีกันเป็นหน่ึงได้ ในอนำคตหำกทุกศำสนำรวมกันเป็นหนึ่งได้ โลกมีศำสนำ เดียวกัน ควำมแตกแยกท่ีว่ำเป็นคนชำติน้ัน นับถือศำสนำน้ัน จะไม่มี และโลกจะพบควำมสงบสุขอย่ำง แน่นอน (เสถียร พันธรังสี, 2549, หน้ำ 548-549) ควำมสำคัญของกำรนับถือศำสนำ ทำให้เกิด ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงศำสนำกับสังคม และกำรดำเนินชีวิตของมนุษย์ เป็นสถำบันท่ีสำคัญของสังคม ช่วย กล่อมเกลำพฤติกรรมของสมำชิกในสังคม เพรำะศำสนำมีคุณค่ำและเป็นประโยชน์ต่อสังคมดัง (ประทีป สำวำโย, 2545, หน้ำ 4-5) ไดก้ ล่ำวไว้ดงั นี้ 1.เป็นศูนย์รวมใจของคนในสังคม ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่ำงสงบสุข มีกิจกรรมร่วมกัน มีเป้ำหมำยเดียวกัน นนั่ คือ กำรพ้นทุกข์ หรือเข้ำถึงควำมสขุ นิรันดร์ 2. เป็นหลักยึดของจิตใจ ทำให้คนปกครองตนเองได้ในทุกสถำน เพรำะมีหลักธรรมช่วย พฒั นำจติ ใจให้รู้จักควบคุมกำย วำจำ ใจ ไมใ่ หป้ ระทุษรำ้ ยเบยี ดเบยี นกนั ไมใ่ ห้หลงไปในอำนำจฝำ่ ยต่ำ 3. เป็นภูมิปัญญำระดับสูงทำงควำมคิดและมโนธรรมอันลึกซึ้งท่ีนำชีวิตไปสู่จุดหมำย ปลำยทำงคือ สันติสขุ

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 23 4. เป็นสิง่ ยึดเหน่ียวจิตใจของมนุษย์ในกำรดำเนินชีวิต เม่ือมีปัญหำใด ๆ มำกระทบจติ ใจ หลกั ธรรมทำงศำสนำจะเปน็ ทีพ่ ึ่งพำใจใหม้ นุษยไ์ ด้ ทำใหแ้ ก้ปัญหำดว้ ยปัญญำได้ 5. ศำสนำเป็นบ่อเกิดของศิลปวัฒนธรรมของสังคม เป็นมรดกล้ำค่ำ เป็นควำมหวัง และ วถิ ที ำงสดุ ท้ำยแหง่ ควำมอยรู่ อดของมวลมนษุ ยชำติ 6. เป็นบอ่ เกิดแห่งวทิ ยำกำรตำ่ ง ๆ ทำให้ทรัพยำกรมนษุ ย์มีคณุ ค่ำย่ิงขนึ้ ดังน้ัน ศำสนำจึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมที่มีวิวัฒนำกำร ไม่ให้เป็นสังคมป่ำเถื่อน เพรำะหลัก สำคัญที่สุดของศำสนำ คือช่วยทำให้สังคมสงบร่มเย็น ศำสนำทุกศำสนำมุ่งเน้นกำรทำควำมดี ถ้ำทุกคน เป็นคนดี สังคมโดยรวมก็จะสงบเรียบร้อย ประชำชนมีสันติสุข ในท่ีนี้จะขอกล่ำวถึงเฉพำะศำสนำที่ยังมีผู้ นับถืออยูใ่ นปจั จุบันนัน้ วำ่ มหี ลักกำรทำควำมดีที่สำคญั ดงั ต่อไปน้ี ศำสนำพรำหมณ์ - ฮนิ ดู มีหลักกำรว่ำ กำรทำควำมดเี พอื่ ควำมดีและหน้ำท่ี ศำสนำพุทธ มีหลกั กำรว่ำ ควรทำควำมดีเพ่อื ควำมดี ศำสนำครสิ ต์ มีหลักกำรว่ำ ทำควำมดีเพ่ือพระเจำ้ ศำสนำอสิ ลำม มีหลกั กำรว่ำ ทำควำมดีเพ่อื พระเจำ้ ศำสนำสิกข์ มหี ลกั กำรวำ่ ทำควำมดเี พอ่ื พระเจำ้ ศำสนำเชน มีหลกั กำรวำ่ ทำควำมดีเพื่อสนั ติ ศำสนำเต๋ำ มีหลักกำรว่ำ ทำควำมดเี พื่อกำรไปรวมอยู่กับเต๋ำ ศำสนำขงจ้ือ มหี ลกั กำรว่ำ ทำควำมดเี พื่อกำรไปรวมอยู่กบั เตำ๋ โดยแตล่ ะศำสนำมจี ดุ หมำยปลำยทำงแตกตำ่ งกันซงึ่ พอสรุปได้ตำมท่ี (สชุ ีพ ปญุ ญำนุภำพ, 2540, หน้ำ 239-244) ได้กล่ำวไว้ดังนี้ ศำสนำพรำหมณ์ – ฮินดู มจี ุดหมำยคือ ควำมกลมกลืนเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันกับพระพรหม โดยมีวิธีปฏบิ ัติ คือ บำเพญ็ โยคะ ปลกู ฝังให้เกิดควำมรู้เกยี่ วกบั พระพรหม และในขณะที่มีชีวิตอยใู่ นโลกนี้มี ควำมเชอื่ วำ่ มีกำรเวียนวำ่ ยตำยเกดิ ศำสนำพุทธ มีจุดหมำยคือ กำรเข้ำถึงพระนิพพำน คือกำรดับทุกข์โดยกำรดับกิเลสอันเป็น ต้นเหตุแห่งควำมทุกข์ทั้งปวง ไม่กลับมำเกิดอีก โดยมีวิธีปฏิบัติ คือ ปฏิบัติตำมอริยมรรค 8 คือทำงสำย กลำง ไม่ตึงไมห่ ยอ่ นจนเกนิ ไป โดยให้ละทำงอันสุดโตง่ 2 ทำง ไดแ้ ก่ ไมห่ มกมุ่นในกำม เรยี กว่ำ กำมสุขัลลิ กำนุโยค และไม่หมกมุ่นในกำรทรมำนกำย เรียกว่ำ อตฺตกิลมถำนุโยค ซึ่งอริยมรรค 8 ประกอบด้วย 1) ควำมเห็นชอบ 2) ควำมดำริชอบ 3) กำรเจรจำชอบ 4) กำรกระทำชอบ 5) กำรเล้ียงชีพชอบ 6) ควำม เพียรชอบ 7) กำรต้ังสติชอบ 8) กำรตั้งม่ันชอบ โดยข้อ1-2 จัดเป็นหลักกำรทำงปัญญำ ข้อ 3-5 จัดเป็น หลักกำรทำงศีล และข้อ 6-8 จัดเปน็ หลักกำรทำงสมำธิ และในขณะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้มีควำมเชือ่ กำรเวียน ว่ำยตำยเกดิ เรือ่ ยไปจนกวำ่ จะเข้ำถงึ พระนิพพำน คอื เช่ือในกฎของวัฏฏสงสำร ศำสนำคริสต์ มีจุดหมำยคือ กำรเข้ำถึงสวรรค์อยู่กับพระเจ้ำ โดยมีวิธีปฏิบัติ คือ ทำตำม บัญญัติของพระเจ้ำ ไม่ว่ำจะเป็นบัญญัติ 10 ประกำร หรือย่อแล้วเหลือ 6 ข้อบ้ำง 5 ข้อบ้ำง หรือ 2 ข้อ บ้ำง ตำมท่ีพระเยซูได้ย่อลงจำกบัญญัติ 10 ประกำรน้ัน และเพ่ิมเติมอีกข้อหนึ่งคือให้ทำนแก่คนอนำถำ และศำสนำคริสต์มีควำมเช่ือว่ำ กำรเกิดมีเพียงคร้ังเดยี ว หลังจำกตำยแล้วจะต้องรอกำรพิพำกษำจำกพระ เจำ้ ในวันพพิ ำกษำ ศำสนำอิสลำม มีจุดหมำยคือ กำรเข้ำถึงสวรรค์อยู่กับพระเจ้ำ โดยมีวิธีปฏิบัติ คือ 1) มี ควำมเช่ือศรัทธำในพระอัลละห์ และทูตของพระองค์ คือพระบีมหมัด 2) ทำละหมำดคือสวดอ้อนวอนหัน หน้ำไปทำงเมืองเมกกะ 3) ให้ทำน 4) อดอำหำรเวลำกลำงวันในเดือนระมะดำนหรอื รอมฎอม 5) จำริกไป ยังนครเมกกะ และมีควำมเชือ่ ว่ำ กำรเกดิ มีเพียงครง้ั เดยี ว เช่นเดียวกบั ศำสนำครสิ ต์ ศำสนำสิกข์ มีจุดหมำยคือ กำรกลมกลืนเข้ำกับชีวิตของพระเจ้ำ หรือได้รับพระมหำกรุณำ จำกพระเจ้ำ โดยมีวิธีปฏิบัติ คือ บูชำพระเจ้ำ ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้ำ และเพ่งพระนำมของพระเจ้ำ และมีควำมเชอ่ื ว่ำ มีกำรเกดิ หลำยคร้งั มีกำรเวยี นวำ่ ยตำยเกิด ศำสนำเชน มีจุดหมำยคือ โมกษะ กล่ำวคือควำมหลุดพ้นจำกเคร่ืองผูก คือกรรม ได้ชื่อว่ำ สิทธะ หรือ ผู้สำเร็จ เป็นผู่ไม่มีช้ันวรรณะ ไม่รู้สึกกระทบกระเทือนต่อกลิ่น ปรำศจำกควำมรู้สึกเร่ืองรส

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 24 และเวทนำ ไม่มีรปู ไม่มีร่ำยกำย ไมม่ ีกรรม ไม่มีควำมหวิ ไม่มคี วำมเจ็บปวด ไม่มีควำมเสยี ใจและควำมดใี จ ไม่เกดิ ไม่แก่ ไม่ตำย เสวยควำมสงบสุขอนั หำท่ีสดุ มไิ ด้ โดยมวี ธิ ีปฏิบัติ คือ กำรบำเพญ็ พรตหรอื ตบะ ตงั้ แต่ อนพุ รต 5 ข้อ จนถงึ มหำพรต 27 ขอ้ ศำสนำเต๋ำ มีจุดหมำยคือ เต๋ำ คือเข้ำถึงควำมเป็นเต๋ำหรือมรรคำ หรือทำงไปสู่ควำมเป็น อันหน่ึงอันเดียวกันกับควำมลับของธรรมชำติ โดยมีวิธีปฏิบัติคือ บำเพ็ญตนเป็นคนสงบระงับ ครองชีวิต ในทำงทีก่ ลมกลืนกบั ธรรมชำติ และมคี วำมเชอื่ ว่ำ กำรเกดิ มเี พยี งครง้ั เดียว ศำสนำขงจ้ือ มีจุดหมำยคือ เทียน หรือสวรรค์ โดยมีวิธีปฏิบัติคือ ต้ังม่ันในคุณธรรมของ ศำสนำ โดยมีจริยธรรมทำงกำย วำใจ ใจครบถ้วน ตำยไปจะเป็นวิญญำณฝ่ำยชอบทีเ่ ข้ำถึงสวรรค์ไดใ้ นที่สุด และผ้เู ป็นประมุขควรทำตัวให้ดีเป็นตัวอย่ำง และมคี วำมเช่ือว่ำ กำรเกดิ มีเพยี งครั้งเดยี ว แต่ที่มีกำรสอนให้ บชู ำบรรพบุรุษเพรำะเชือ่ ว่ำผู้ตำยไปแล้วยงั มชี ีวติ อยู่ในฐำนะของวญิ ญำณ นน่ั เอง 12. สรุปทา้ ยบท โลกทัศน์ของศำสนำก่อนพุทธกำลเป็นมุมมองหรือทัศนะท่ีมีต่อควำมเช่ือในขณะที่มีชีวิตอยู่ คือโลกนี้ และชีวิตหลังควำมตำย นั่นก็คือ โลกหน้ำ ซ่ึงแต่ละศำสนำล้วนมีมุมมองที่คล้ำยและแตกต่ำงกัน ออกไปตำมคำสอนของศำสดำน้ันๆ ซ่ึงมีจุดหมำยปลำยทำงแตกต่ำงกันออกไปท่ีพอสรุปได้คือ หำกเป็น ศำสนำเทวนิยม คือศำสนำท่ีเช่ือว่ำพระเจ้ำเป็นผู้สร้ำงโลก เป็นผู้ดลบันดำลสรรพส่ิงในโลกน้ีให้เป็นดังท่ี พระองค์ประสงค์ ไม่มีใครต้ำนทำนได้ ไม่ว่ำจะนับถือเทพเจ้ำองค์เดียวหรือหลำยองค์ก็ตำม ศำสนำเหล่ำน้ี จะมุ่งปฏิบัติเพือ่ แสดงควำมภกั ดีต่อพระเจ้ำ ศรัทธำในพระเจ้ำ ทำให้พระเจ้ำพึงพอใจ ห้ำมสงสัยในพระเจ้ำ สวดอ้อนวอน สรรเสริญพระเจ้ำ เพรำะมีจุดมุ่งหมำยคือได้อยู่กับพระเจ้ำช่ัวนิรันดร์ หรือเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกันกับพระเจำ้ สว่ นศำสนำอเทวนยิ ม คือศำสนำที่ไม่เช่ือว่ำพระเจำ้ เป็นผสู้ ร้ำงโลก เป็นต้น มีควำมเชื่อ ในกำรกระทำของตนเป็นสำคัญ จะทำส่ิงใดให้สำเร็จได้ ต้องมีควำมรักหรือพอใจในส่ิงท่ีทำ มีควำมเพียร พยำยำมลงมือทำด้วยสติและปัญญำที่มี ศึกษำค้นคว้ำหำวิธีกำร ทฤษฎี องค์ควำมรู้ท่ีถูกต้อง เอำใจใส่ หม่ันพิจำรณำใตร่ตรองด้วยปัญญำ พระเจ้ำไม่อำจชว่ ยดลบนั ดำลให้ประสบผลสำเรจ็ ได้ ถ้ำเจ้ำตัวไม่ลงมือ ทำ เปรียบเสมอื นบคุ คลรับประทำนอำหำร บุคคลน้ันจะอ่มิ เอง จะไปอ่ิมทอ้ งคนอืน่ ไม่ได้ ดังนั้น เม่ือได้ศึกษำประวัติศำสตร์ควำมเป็นมำของแต่ละศำสนำแล้วทำให้ทรำบว่ำ โลกทัศน์ ของศำสนำ ไม่ว่ำจะเป็นศำสนำเทวนิยม หรอื อเทวนิยม ลว้ นมุ่งเข้ำถึงควำมสุขนิรันดร์ แตอ่ ำจแตกต่ำงกัน ออกไปตำมคำสอนของแต่ละศำสนำ บำงศำสนำอำจมุ่งให้เขำ้ ถึงควำมสุขนั้นด้วยกำรได้อยู่กับพระเจ้ำหรือ เป็นอันหน่ึงอันเดียวกันกับพระเจ้ำในสวรรค์ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระพรหมบ้ำงในพรหมโลก เป็นเทพ เจ้ำบ้ำง บำงศำสนำอำจมุ่งให้เข้ำถึงควำมสุขน้ันด้วยกำรเข้ำถึงโมกษะ เต๋ำ นิพพำน หรือเรียกโดยรวมว่ำ ควำมหลุดพ้นจำกทุกข์ ด้วยวิธีกำรปฏิบัติตำมหลักคำสอนในศำสนำนั้นๆ ทั้งน้ีท้ังน้ัน หำกทุกศำสนำมุ่ง ปฏิบัติตำมหลักคำสอนศำสนำของตน ไม่เบียดเบียน ไม่มุ่งรำ้ ย ไม่โจมตี ไม่ประทุษร้ำย ไม่กระทำกำรใดๆ ท่ีเป็นกำรละเมิดศำสนำ อื่นๆ มีควำมเคำรพในควำมเช่ือ สิทธิและควำมศรัทธำของแต่ละศำสนำ โลกจะ พบสนั ตสิ ุขไดอ้ ย่ำงง่ำยดำย

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 25 คาถามทา้ ยบท 1. บอกควำมแตกต่ำงระหวำ่ งคำวำ่ “ศำสนำ” กับ “Religion” อภิปรำยพอสังเขป 2. ศำสนำกับลัทธิมีควำมเหมือนหรือแตกต่ำงกันอย่ำงไร อธิบำยประเด็นท่ีนักศึกษำมองว่ำ สำคญั ทสี่ ุด 3 ประเดน็ ? 3. ศำสนำกับปรัชญำมีควำมเหมือนหรือแตกต่ำงกันอย่ำงไร สรุปประเด็นตำมทัศนะของ นักศึกษำ? 4. บอกวิวัฒนำกำรของศำสนำมำโดยลำดับ สรุปประเภทของศำสนำ และบอกจุดมุ่งหมำย ของศำสนำทีย่ งั มีผนู้ ับถืออยู่ในปัจจุบนั วำ่ มคี วำมเหมือนหรือแตกต่ำงกันอย่ำงไร? 5. ตำมทัศนะของนักศกึ ษำศำสนำมีควำมสำคัญและคณุ ค่ำต่อสงั คมอยำ่ งไร อภปิ รำย? 6. ตำมมุมมองของนักศึกษำ หำกนำหลักควำมเช่ือของลัทธิจำรวำก อภิปรัชญำ ปรัชญำกำร ดำเนนิ ชวี ติ และโมกษะ มำปฏิบัติ จะเกดิ ผลดีหรอื ผลเสียต่อชีวติ และสงั คมอยำ่ งไร จงวจิ ำรณ์พอสังเขป? 7. จงวิจำรณ์เปรียบเทียบลัทธิของครูท้ัง 6 กับหลักคำสอนของพระพุทธศำสนำว่ำมีควำม เหมือนหรือแตกตำ่ งกันอยำ่ งไร? 8. ค้นคว้ำหำควำมรู้เพิ่มเติมเร่ืองวรรณะ 4 ว่ำมีลักษณะอย่ำงไร และคำว่ำ “จัณฑำล” ต่ำง จำกวรรณะทงั้ 4 อย่ำงไร สรปุ ประเดน็ ตำมควำมเข้ำใจของนกั ศกึ ษำ

เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 26 เอกสารอา้ งองิ ประจาบทที่ 1 Cambrigde dictionay. (2 2 พฤศจิกำยน 2560). ความหมายของ Philosophy. เข้ำถงึ ได้จำก https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/doctrine. กลั ยำณมิตรเพอ่ื นแทส้ ำหรบั คุณ. (21 ตลุ ำคม 2559). ความหมายของศาสนา. เข้ำถึงไดจ้ ำก http://www.kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=12496. ณฐั พงษ์ สังข์กลนิ่ หอม. (2 พฤศจิกำยน 2560). มลู เหตกุ ารณ์เกดิ ศาสนา. เข้ำถงึ ไดจ้ ำก https://sites.google.com/site/nathphngssangkhklinhxmiom/prawati. เดอื น คำด.ี (2541). ศาสนศาสตร์. กรงุ เทพฯ: มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์. ประทีป สำวำโย. (2545). สบิ เอ็ดศาสนาของโลก. กรงุ เทพฯ: อเดียนสโตร์. พจนำนกุ รมรำชบัณฑติ ยสถำน พ.ศ. 2554. (2 พฤศจิกำยน 2560). ความหมายของปรัชญา. เข้ำถงึ ไดจ้ ำก http://www.royin.go.th/dictionary/ พระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2558). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. (พิมพ์คร้งั ที่ 30). กรงุ เทพฯ: มลู นิธธี รรมทำนกุศลจิต. พระมหำสมศักดิ์ ญำณโพโธ. (2 พฤศจิกำยน 2560). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา. เขำ้ ถงึ ได้จำก http://palungjit.org/threads/ประวัติศำสตร์พระพทุ ธศำสนำ-เถรวำท-มหำยำน-พระมหำ สมศกั ดิ์-ญำณโพโธ.75562/ พระมหำสมศักดิ์ ญำณโพโธ. (22 พฤศจกิ ำยน 2560). ประวัติศาสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา. เขำ้ ถึงไดจ้ ำก http://www.history.mbu.ac.th/buddhism/bud1-2.html ฟน้ื ดอกบวั . (2549). ศาสนาเปรยี บเทียบ. (พิมพ์ครัง้ ที่ 3). กรงุ เทพฯ : บูรพำสำส์น. ฟ้นื ดอกบัว. (2554). ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนาในนานาประเทศ. กรงุ เทพฯ : ศิลปำบรรณำคำร. วจิ ติ รำ ขอนยำง. (2532 ). การศึกษาประเพณีจากวรรณกรรมพ้นื บ้านอสี าน. (ปริญญำนิพนธศ์ กึ ษำศำสตร มหำบณั ฑิต). มหำสำรคำม: มหำวิทยำลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒมหำสำรคำม. สุขพฒั น์ อนนทจ์ ำรย์. (2550). ศาสนาเปรยี บเทียบ. ขอนแก่น: คลงั นำนำวทิ ยำ. สุชีพ ปุญญำนภุ ำพ. (2540). ศาสนาเปรียบเทียบ. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรงุ เทพฯ: โรงพิมพม์ หำมกฏุ รำช วิทยำลยั . สชุ ีพ ปญุ ญำนุภำพ. (2541). สปุ ระวัติศาสตรศ์ าสนา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพร์ วมสำสน์ . สเุ มธ เมธำวทิ ยกูล. (2532). ศาสนาเปรียบเทียบ . (พิมพค์ ร้ังท่ี 2). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพโ์ อ.เอส. พริ้นติ้ง เฮำ้ ส์ . เสถยี ร พันธรังษ.ี (2549). ศาสนาเปรียบเทยี บ. (พิมพค์ รั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สขุ ภำพใจ. เสถยี ร พนั ธรงั สี. (2521). ศาสนาโบราณ. กรงุ เทพฯ : ร่งุ เร่ืองธรรม.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook