เอกสารประกอบการสอนวิชา ประวตั ศิ าสตร์พระพุทธศาสนา (BU 5001) 79 แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 4 บทท่ี 4 นกิ ายในพระพุทธศาสนา เนือ้ หาประจาบท 1. บทนา 2. นกิ ายเถรวาท 3. นกิ ายมหายาน 4. หลกั การสาคัญของนิกายมหายาน 5. นกิ ายสาคัญของมหายานในประเทศอนิ เดีย 6. สรปุ ท้ายบท คาถามทา้ ยบท เอกสารอา้ งอิงประจาบทที่ 4 จุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม 1. นกั ศกึ ษาสามารถทาการเรยี บเรียงเน้ือหา สรุปความคิด และถ่ายทอดเนอ้ื หาได้ด้วยตนเอง 2. นักศึกษาสามารถสรุปเนอื้ หาสาคญั ๆ ดว้ ยกราฟกิ ต่าง ๆ เช่น แผนภมู ิ, แผนที่ความคิด, กราฟ, ตาราง เป็นต้น ลงใน Google Sites/Google Slides/PowerPoint และส่งใน Google Classroom ของ อาจารย์ได้ 3. นกั ศกึ ษาสามารถนาเสนองานหนา้ ห้องเรยี นด้วยเทคโนโลยตี ่าง ๆ ได้ 4. นักศกึ ษาสามารถทางานเป็นกลมุ่ และทางานเดีย่ วได้ 5. คะแนนผลการทดสอบ Posttest ของนักศึกษาเพิ่มข้ึนจากคะแนนผลการทดสอบ Pretest อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติ กจิ กรรมการเรยี นการสอน 1. แบ่งกลุ่มนักศึกษาให้ศึกษาจากบทเรียนออนไลน์ของอาจารย์ หนังสืออ่ืนท่ีเกี่ยวข้อง เว็บไซต์ และส่ือออนไลน์ เช่น YouTube ฯลฯ ทาการวิเคราะห์เน้ือหา ด้วยการเรียบเรียง สรุปความคิด และ ถา่ ยทอดเนอื้ หาออกมาเป็นรายงานออนไลนด์ ้วย Google Sites/Google Slides/PowerPoint 2. นักศึกษานาเสนอหน้าช้ันเรียนด้วยการอภปิ ราย/การแสดงความคดิ เห็น/การถามและการตอบ คาถาม/การตคี วามและการอธบิ ายเน้ือหาด้วยเหตุและผล 3. ตอบคาถามท้ายบท/ค้นคว้าเพ่ิมเติมในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องจากห้องสมุดและเว็บไซต์ และเขียน รายงานออนไลน์ด้วย Google Sites/Google Slides/PowerPoint ส่งใน Google Classroom ของ อาจารย์ผสู้ อน สื่อการเรยี นการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน 2. แบบเรยี นออนไลน์/สอื่ การเรียนการสอนออนไลน์/Ebook 3. Computer/Projector/Google Classroom/Youtupe/ Video Clips/ Google Sites/Google Slides/ PowerPoint
80 การวดั ผลและการประเมินผล 1. ประเมินคุณธรรมจริยธรรม ในการเข้าช้ันเรียนตรงเวลา และประเมินพฤติกรรมด้านจิต สาธารณะในการทากิจกรรมท้ังในและนอกห้องเรียนจากรายงานออนไลน์ โดยใช้แบบ Checklist จานวน 10 คะแนน 2. ประเมินความรโู้ ดยการทดสอบกลางภาค จานวน 20 คะแนน และสอบปลายภาค จานวน 40 คะแนน รวม 60 คะแนน 3. ประเมินทักษะทางปัญญา โดยใช้ Rubrics จากการอภิปราย/การแสดงความคิดเห็น/การถาม ตอบ/การวิเคราะหเ์ น้อื หาท่เี รยี น/การสรปุ เนือ้ หา/การนาเสนอหน้าชัน้ เรียน จานวน 10 คะแนน 4. ประเมินทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ โดยใช้แบบสังเกต จากการ ทางานกล่มุ /การนาเสนอหน้าช้ันเรียน/การตรงเวลาในการส่งงานท่ีมอบหมายและการอ้างองิ ผลงานคนอ่ืน จานวน 10 คะแนน 5. ประเมินทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การส่ือสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศโดยใช้ Rubrics ในการนาเสนอหน้าชั้นเรียนด้วยเทคโนโลยี และตรวจรายงานออนไลน์ของนักศึกษา จานวน 10 คะแนน
เอกสารประกอบการสอนวิชา ประวัตศิ าสตร์พระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 81 บทท่ี 4 นิกายในพระพทุ ธศาสนา 1. บทนา นิกายในศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธมีนิกายที่สาคัญอยู่ 2 นิกาย อันเกิดจากความวิบัติ 2 ประการคือ ทิฏฐิสามัญญตา และศลี สามัญญตา ของคณะสงฆ์หลังพุทธปรินพิ พาน มีเคล้าแห่งการแตกแยกตง้ั แต่การสังคายนาคร้ังท่ี 1 และมีความชดั เจนยิ่งขน้ึ ในการสังคายนาครง้ั ที่ 2 อนั เปน็ เหตุใหม้ ีการตคี วามพระธรรมวินัยแตกตา่ งกนั คอื 1. นิกายเถรวาท ได้แก่นิกายที่ทางคณะสงฆ์อันมีพระยศกาลัณฑบุตรเถระถือตามแนวพระพุทธ บัญญัติดังที่พระเถระท้ังหลาย โดยมีพระมหากัสสปะเป็นประธานได้ทาการสังคายนาไว้ พระสงฆ์คณะน้ี เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สถวีระ หรือในกาลต่อมาถูกพวกนิกายมหายานเรียกว่า หีนยาน ซึง่ แปลว่า ยานเลว ยานเล็ก ยานคับแคบ ไม่สามารถขนสัตว์โลกไปสู่ความพ้นทุกข์ได้มาก เพราะมีวัตรปฏิบัติอันเข้มงวด กวดขัน ทาให้ผู้ปฏิบัติบรรลุจุดหมายปลายทางได้ยาก แต่ในการประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกครั้ง แรกที่ศรีลังกาเม่ือ พ.ศ. 2493 ท่ีประชุมได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้เลิกใช้คาว่า หีนยาน และให้ใช้คาว่า เถรวาท แทน เพราะเห็นว่า คาว่า หีนยาน เกิดขึ้นเพราะการแก่งแย่งแข่งขัน ก่อให้เกิดความแตกแยกมา ตลอดตง้ั แตอ่ ดตี นกิ ายเถรวาทนตี้ ัง้ ม่ันอยู่ในประเทศศรีลังกา ไทย พมา่ ลาว และกมั พูชา 2. นิกายอาจริยวาท ได้แก่ นิกายที่พระภิกษุชาววัชชีถือตามที่อาจารย์ของตนได้แก้ไขข้ึนในการ สังคายนาครงั้ ที่ 2 พระสงฆ์คณะนี้เรียกตัวเองอีกอย่างหนึง่ ว่า มหาสงั ฆิกะ และในเวลาต่อมาเรียกตัวเองว่า มหายาน ซึ่งแปลว่า ยานใหญ่ สามารถบรรทุกสัตว์โลกไปสู่ความพ้นทุกข์ได้มาก เพราะการแก้ไขวัตร ปฏิบัติให้อานวยความสะดวกสบายยิ่งขึ้นจะสามารถนาสัตว์ไปสู่ความพ้นทุกข์ได้จานวนมาก นิกาย มหายานนี้แพร่หลายในประเทศทิเบต จีน มองโกเลีย เกาหลี เวียดนาม สิกขิม และภูฏาน ทง้ั นิกายเถรวาทและนิกายมหายานโดยหลักการใหญ่ก็ลงรอยกัน แม้ว่านิกายมหายานจะมลี ัทธิ นิกายแยกย่อยออกไปอีกมาก มีพระสูตร และพระคัมภีร์ศาสนาเพ่ิมขึ้นในระยะหลังอีกเป็นอันมากก็ตาม ดังน้ัน ในบทน้ีจะกล่าวถึงนิกายหลักและนิกายย่อยของทั้งสองนิกายโดยละเอียด เพ่ือให้นักศึกษาได้รู้ เข้าใจ สามารถรวบรวม เรียบเรียง และถ่ายทอดเน้ือหาไดด้ ้วยตนเองต่อไป 2. นิกายเถรวาท หลกั ฐานฝา่ ยบาลีได้แยกนิกายเถรวาทออกเปน็ นกิ ายต่าง ๆ ดงั น้ี เถรวาท/ สถวรี วาท มหิสาสกวาท วชั ชีปตุ ตกวาท/ วชั ชีปตุ ตวาท สรวาสตกิ วาท/ ธมั มคตุ ตวาท/ธมั ม ธมั มตุ ตริยวาท/ ภทั รยานิกวาท สพั พตั ถิกวาท คตุ ตกิ วาท ธมั มตตริกวาท กสั สปิ กวาท สงั กนั ติกวาท สตุ กวาท/สตุ ตวาท คณั ณคริกวาท/ฉนั สมิติยวาท นาคาริกวาท
82 หลกั ฐานฝา่ ยสนั สกฤตไิ ด้แยกนกิ ายเถรวาทออกเปน็ นิกายต่าง ๆ ดังนี้ เถรวาท • เหมวันตวาท • สรวาสติกวาท/สพั พตั ถกิ วาท • กัสสปิกวาท • สังกนั ติกวาท • สุตกวาท/สตุ ตวาท • ธมั มคุตตวาท/ธัมมคตุ ตกิ วาท • สรวาสตวิ าท • กาศยปิกวาท • เสาตรันติกวาท • มหสิ สาสกวาท • ธัมมคุปตวาท • วาตสปี ตุ รยิ วาท • ศนั นาคารกิ วาท • สามมมีติยวาท • ภัทรยานยิ วาท • ธรรโมตตริยวาท นิกายเถรวาท นิกายเถรวาทคือนิกายด้ังเดิมของพระพุทธศาสนา เป็นนิกายสืบเน่ืองมาจากมติของพระอรหันต์ ในคราวปฐมสังคายนาโดยตรง ดังน้ัน จึงถูกเรียกว่า เถรวาท หรือ สถวีรวาท เจริญรุ่งเรืองอยู่ในภาคกลาง ของอินเดียเร่ือยมา ต้ังแต่สมัยพระเจ้าอชาตศรัตรูจนถึงรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นเวลากว่า 300 ปี ต่อมาได้แตกออกเป็น 2 นิกายคือ มหิสาสกวาทกับวัชชีปุตวาท หลังจากนั้นนิกายทั้งสองก็แตก นิกายย่อยออกไปดังภาพท่ีแสดงไว้เบ้ืองต้นแล้ว เถรวาทได้แพร่หลายออกไปทั่วชมพูทวีปและนานา ประเทศ แต่เป็นท่ีน่าสังเกตว่า นิกายเถรวาทเจริญรุ่งเรืองอยู่ในอินเดียเป็น เวลานาน แต่กลับไม่มี รายละเอียดมากเท่ากับประเทศศรีลังกาท่ีมีประวัติความเป็นมาชัดเจนมากกว่า ตลอดระยะเวลากว่า 2,500 กวา่ ปี นิกายเถรวาทได้รบั การเผยแผไ่ ปยงั ประเทศศรีลงั กาโดยการนาของพระมหนิ ทร์โอรสพระเจ้า
เอกสารประกอบการสอนวิชา ประวตั ศิ าสตร์พระพุทธศาสนา (BU 5001) 83 อโศกมหาราชในรชั สมัยของพระเจ้าเทวานมั ปิยติสสะในปี พ.ศ. 236 ทรงประกาศตนเป็นพทุ ธศาสนูปถมั ภ์ ทรงโปรดให้มีการอุปสมบท ก่อสร้างวิหารเจดีย์มากมาย และส่งทูตเพื่อทูลขอคณะภิกษุณีมาเพื่อทาการ อปุ สมบทให้แก่หญิงชาวลังกาและทูลขอหน่อต้นพระศรีมหาโพธ์ิจากพุทธคยาเพื่อทาการปลูกไวท้ ี่ศรีลังกา พระเจ้าอโศกมหาราชทรงโปรดให้พระธิดาท่ีได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีพระนามว่า สังฆมิตตาเถรี พร้อมด้วย บริวาร 1,000 คน ไปยังประเทศศรีลังกา พร้อมด้วยหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงให้ปลูกไว้ในมหาเมฆวัน อทุ ยาน ต่อมาทรงอปุ ถัมภ์การสังคายนาครง้ั ท่ี 1 ในประเทศศรีลงั กามีรายละเอียดดงั กล่าวแลว้ ในบททแี่ ล้ว หลังจากนั้นนิกายเถรวาทได้เจริญรุ่งเรืองเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และเถรวาทยังแพร่หลายมายังสุวรรณภูมิ โดยการนาของพระโสณะและพระอุตตระ ในคราวสังคายนาครั้งท่ี 3 โดยตามหลักฐาน สุวรรณภูมิ ก็คือ ประเทศไทย พม่า ลาว และเขมร น่ันเอง (โพธินันทะ, ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา, 2543, หน้า 386- 398) นิกายเถรวาทหรือสถวีรวาทน้ีได้แตกออกเป็น 2 นิกายในกาลต่อมาคือ 1) นิกายมหิสาสกวาท และ 2) นิกายวัชชีบุตร ดังน้ัน ในที่นี้จะกล่าวถึงรายละเอียดของแต่ละนิกายพอสังเขปสังเขปตามลาดับ การแตกนิกายของแต่ละนิกายดัง (โพธินันทะ, 2543, หน้า 295-385) และ (ดอกบัว, 2554, หน้า 92- 112) ได้ให้รายละเอียดไว้ดงั น้ี 1. นิกายมหสิ าสกวาท ในปกรณ์ฝ่ายบาลีกลา่ วว่า นกิ ายมหิสาสกวาทไดแ้ ยกมาจากเถรวาทโดยตรง ผู้ก่อตง้ั เป็นพราหมณ์ ท่ีมีความแตกฉานในพระเวท จนได้รับยกย่องขึ้นเป็นปุโรหิต ได้หันมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนา ออก อุปสมบท แล้วได้นาหลักธรรมในพระเวทมาปรุงแต่งผสมกับพระพุทธพจน์ ต้ังนิกายข้ึนช่ือว่า มหิสาสกะ ส่วนบันทึกของกุยกีกล่าวว่า ผู้ก่อต้ังนิกายน้ีเป็นพระราชา ออกผนวชแล้วตั้งนิกายนี้ข้ึน แต่การสอบสวน ทางประวัติศาสตร์ พบว่า นกิ ายนี้มีจุดกาเนิดท่แี มน่ ้ามหีทางภาคตะวันตกและภาคใตข้ องอินเดีย มีอิทธิพล อยู่ในแคว้นอวันตี วนวาสี มหิสมณฑล และเกรละ หลังจากนั้นได้แพร่ขยายไปยังลังกาทวีป ใน พุทธ ศตวรรษท่ี 9 สมณะฟาเหียนได้มาพบคมั ภรี ์วินัยปฎิ กและคมั ภีรส์ ังยกุ ตาคมของนิกายนท้ี ่ีเกาะลงั กา และได้ อัญเชิญไปยังประเทศจีนเพ่ือจะทาการแปลเป็นภาษาจีน แต่ท่านได้เสียชีวิตก่อน ผู้ท่ีทาการแปลเป็น ภาษาจีนคือพระพุทธชีวะชาวแคว้นกาศมีระท่ีได้เดินทางมาประเทศจีน ณ วัดเล่งกวงย่ี สาเรจ็ เป็นหนังสือ 30 ผกู ใหช้ ื่อวา่ โหงวฮุงลุก หรือ ปัญจอัธยายมหิสาสกวินัย หลกั ธรรมสาคัญของนิกายมหสิ าสกวาท 18 ขอ้ ดังนี้ 1. ถือว่าอดีต อนาคต ไม่มีสภาวะอยู่จริง แต่ปัจจุบันมีอยู่ แต่ภายหลังกลับถือว่าอดีต อนาคตมี สภาวะอยูจ่ รงิ 2. ถอื ว่าการแทงทะลอุ ริยสจั 4 เป็นไปในขณะเดียวกนั 3. ถือวา่ ปถุ ุชนไมส่ ามารถละราคะ โทสะได้ 4. ถอื วา่ พาหริ ศาสดาไมส่ ามารถบรรลุอภิญญา 5 ได้ 5. ถอื ว่าไม่มพี รหมจริยวาสในเทวโลก 6. ถือวา่ ไมม่ ีอนั ตรภาวะ ภายหลงั ถือว่ามอี ันตรภาวะ 7. ถือว่าพระอรหันต์ไมส่ รา้ งสมบญุ สมภาร 8. ถอื ว่าปญั จวญิ ญาณมที ้งั วิราคะและสราคะ 9. ถอื วา่ มโี ลกยิ สัมมาทิฐิ 10. ถือวา่ ไมม่ โี ลกยิ ศรัทธนิ ทรยี ์ 11. ถือว่าอนุสัยไม่ใช่จิต ไม่ใช่เจตสิก ไม่มีอารมณ์ ต่างกับสังโยชน์ อนุสัยเป็นจิตตวิปยุตต์ แต่ สงั โยชน์เป็นจติ ตสัมปยตุ ต์
84 12. ถือวา่ ปุญญาภสิ งั ขารไม่เป็นเหตแุ หง่ ภพโดยตรง 13. ถอื วา่ พระโสดาบันอาจเสื่อมได้ แตพ่ ระอรหันตไ์ ม่เสื่อม 14. ถือว่ามรรคและวิมุตติของพระพุทธเจ้าและพระสาวกเสมอเหมือนกัน เพราะต้องอาสัย อรยิ มรรค 8 เหมือนกัน 15. ถือว่าพระพุทธเจา้ สงเคราะห์อยใู่ นสงฆ์ การถวายแกส่ งฆจ์ ึงมีผลานสิ งส์ใหญ่ 16. ถอื วา่ โดยปรมัตถ์ไม่มบี คุ คลหรืออัตตาเปน็ ผ้เู วยี นวา่ ยตอ่ ชาติต่อภพ 17. ถอื ว่าไมม่ โี ลกุตตรฌาน มีแตส่ มาธจิ ิตเทา่ นัน้ 18. ถอื วา่ สังขารทัง้ หลายเกดิ ดบั ทุกขณะ มหสิ าสกวาทไดแ้ ตกออกเปน็ 2 นกิ ายในกาลต่อมาคือ 1) สรวาสติกวาทหรอื สัพพตั ถกิ วาท และ 2) ธรรมคุตตวาท มเี นือ้ หาโดยสังเขปดงั น้ี นกิ ายสรวาสตกิ วาท นิกายสรวาสติกวาท มีคาเรียกต่าง ๆ กันคือ สรวาสติกวาทินบ้าง สัพพัตถิกวาทบ้าง หรือ สัพพัตถิกวาทินบ้าง แพร่หลายในอินเดียภาคกลางและภาคเหนือ มีแคว้นมถุรา แคว้นกาศมีระ แคว้นคันธาระเป็นศูนย์รวม และได้แผ่ขยายออกไปยังเอเชียกลางและจีนในยุคสังคายนาครั้งที่ 3 มคี ณาจารย์ผู้เป็นตน้ นิกายคอื พระราหุลภัทร อย่ใู นวรรณกษัตริย์ ดังน้ัน นกิ ายนี้จงึ เลือกใช้ภาษาสันสกฤต อันเป็นภาษาของคนวรรณะสูงมาเป็นภาษาในการจดจารึกพระธรรมวินัยในรัชสมัยของ พระเจ้ากนิษกะ มรี ายละเอียดดังกลา่ วแล้วในบทท่ี 3 คณาจารย์ทสี่ าคญั ของนิกายสรวาสตกิ วาทในรชั สมัยของพระเจา้ กนษิ กะมหาราชมีดงั ต่อไปน้ี 1. พระปารศวะเถระ เป็นพราหมณ์ชาวมคธ บวชเม่ือแก่ในวัย 80 ปี ท่านบาเพ็ญเพียร 3 ปี ก็ได้ บรรลุพระอรหันต์สมดังท่ีท่านได้ตั้งสัจจะอธิฐานว่า หากไม่ได้บรรลุอรหัตตผลพร้อมท้ังอภิญญา 6 วิโมกข์ 8 ไซร้ จะไม่ขอเอาสีข้างกระทบที่นอนเลย ท่านเป็นผู้แนะนาให้พระเจ้ากนิษกะมหาราชชุมนุมสงฆ์ทา สังคายนา และท่านได้เป็นประธานในการสังคายนาในครั้งน้ัน พร้อมทั้งได้แต่งคัมภีร์พระสุตตันตอุปเทศ ศาสตร์ แต่ตน้ ฉบบั ได้สญู หายไปแลว้ 2. พระวสุมิตร เป็นชาวคันธาระ ท่านปรารถนาพุทธภูมิ ได้รับเลือกให้เป็นผู้แถลงมติของท่ี ประชุมคัมภีร์ในการสังคายนาท่ีได้เรียบเรียงคัมภีร์มหาวิภาษา และได้รับการยกย่องจากพระเจ้ากนิษกะ มหาราชมาก 3. พระธรรมตาระ เป็นผู้แต่งคัมภีร์อรรถกถาพระธรรมบทและคัมภีร์สังยุกตอภิธรรมหฤทัย ศาสตร์ คมั ภีรป์ ัญจวสั ตุวภิ าษาศาสตร์ 4. พระศรี โฆษะ เป็นผ้แู ตง่ คมั ภรี อ์ ภธิ รรมอมฤตรสศาสตร์ ในคัมภรี ์มหาวภิ าษา 5. พระพทุ ธเทวะ เปน็ หนงึ่ ในคณะผู้แตง่ คมั ภีรม์ หาวิภาษา 6. พระอัศวโฆษ เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงอย่างมากรูปหน่ึง เนื่องจากได้แต่งหนังสือที่มีชื่อเสียงไว้ มากมาย เช่น พุทธจริต สูตราลังการ รัฐบาลสูตร ทศอกุศลธรรม ปฏิปทาสูตร นิครนถปุจฉา เป็นต้น แต่ พระอัศวโฆษ ปรากฏว่ามีหลายรปู ด้วยกัน จึงเป็นการยากท่ีจะหาข้อสรุปว่า เป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ ใน คมั ภีร์มหายาน ภาสยะระบุวา่ พระอัศวโฆษมีด้วยกันถึง 6 รปู แต่ในท่ีนีจ้ ะกล่าวถึงพระอัศวโฆษทีม่ ชี ีวติ อยู่ ในพุทธศตวรรษท่ี 6 ปรากฏในสูตรสันสกฤตช่ือมหามายาสูตร โดยระบุว่าท่านเป็นผู้แต่งมหายานศรัทโธต ปาทศาสตร์ ซงึ่ เป็นความเชื่อของนักการศึกษากล่มุ หน่งึ เทา่ น้ัน สว่ นนักการศึกษาท่านอื่นๆ ต่างมคี วามเห็น แตกกันออกไป บ้างกลา่ ววา่ ทา่ นเป็นเพียงบุคคลในเทพนิยาน ไมม่ อี ยู่จรงิ ทา่ นมปี ระวัตโิ ดยย่อดงั น้ี ท่านอัศวโฆษเป็นชาวเมืองสาเกตในแคว้นอโยธยา มีความรอบรู้ แตกฉานในพระเวทและเป็นนัก จนิ ตกวีมีช่ือเสียง และเป็นนักโตว้ าทีฝีปากเอกท่านหน่ึง ไม่ปรากฏช่ือเดมิ ของท่าน ตามประวัตเิ ล่าวา่ ท่าน
เอกสารประกอบการสอนวิชา ประวัตศิ าสตรพ์ ระพุทธศาสนา (BU 5001) 85 เที่ยวออกโต้วาทีกับพระภิกษุในแคว้นมคธและอินเดียตอนกลาง ท้าท้ายปุจฉาวิสัชชนาข้อธรรมในลัทธิ พราหมณ์กับพระพุทธศาสนาว่าของใครจะวิเศษลึกซึ้งกว่า ปรากฏว่าไม่มีภิกษุรูปใดตอบโต้อภิปรายสู้ท่าน ได้ จนวันหน่ึง พระปราศวะเถระได้จาริกมาจากอินเดียเหนือมายังมคธ ได้ยินช่ือเสียงของท่านจึงขอ ประกาศโต้อภิปรายกับท่านอัศวโฆษท่ามกลางชุมนุมของพระราชา สมณะ ชี พราหมณ์ และราษฎร อัศว โฆษทระนงในความรู้ของตนและกล่าวดูหมิ่นพระปารศวะด้วยคาท้าว่า หากตนแพ้จะตัดล้ินออก แต่กลับ เป็นฝ่ายแพ้หลังการอภิปรายสิ้นสุดลง พระปารศวะไม่ประสงค์ให้อัศวโฆษตัดลิ้นตนเอง แต่ขอให้บวช ทดแทน หลังจากบวชท่านได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยจนแตกฉานลึกซึ้ง เกิดความดื่มด่าใน พระพุทธศาสนายงิ่ นกั ทา่ นออกเทศนาเผยแผ่พระธรรมคาสอนจนมีชอ่ื เสียงว่า เปน็ ผ้ทู เ่ี ทศนาไดไ้ พเราะจับ ใจของผฟู้ ังทวั่ ทัง้ อนิ เดยี คราวหน่งึ มคธได้เปิดศึกกับพวกง้วยสี พระเจ้ากนิษกะมหาราชได้ยกทัพมาล้อมเมอื งปาฏลีบุตรไว้ ฝ่ายนครปาฏลีบุตรเห็นว่าไม่อาจสู้ได้ จึงขอสงบศึก แต่ต้องเสียค่าชดเชยเป็นทองจานวน 3 โกฏิ และไม่มี ทองจะให้แม้แต่โกฏิเดียว พระเจ้ากนิษกะมหาราชจึงขอบาตรของพระพุทธเจ้า และตัวพระอัศวโฆษ ทดแทนจานวนทองทั้งหมด พระราชากรุงปาฏลีบุตรจึงจาใจมอบให้ไป และได้อัญเชิญบาตรของ พระพุทธเจ้า และตัวพระอัศวโฆษกลับราชธานี ทรงได้ยินเสียซุบซิบนินทาจากเหล่าเสนาบดีและอามาตย์ ว่า พระพุทธบาตรนั้นมีคา่ คู่ควร แต่ทาไมภิกษุรปู เดียวถงึ จะมรี าคาค่าตัวสูงขนาดน้ัน พระองค์จึงมีรับสั่งให้ นาม้า 7 ตัวไปอดอาหาร 6 วัน แล้วให้ชุมนุมสงฆ์ พร้อมท้ังเหล่าเสนาบดีและอามาตย์น้อยใหญ่ เพื่อทาให้ ประจักษ์คุณวิเศษของท่านอัศวโฆษ ทรงอาราธนาให้ท่านอัศวโฆษแสดงธรรม ท่ีประชุมได้ฟังพระธรรม เทศนาอันไพเราะจับใจ เกดิ ความซาบซงึ้ รวมทั้งม้า 7 ตัวนั้น ที่พระองค์ให้นามาฟังเทศนาด้วย ไม่ยอมกิน หญ้าท่ีมหาดเล็กนาไปให้ขณะฟังธรรม จนน้าตาไหล กิตติศัพท์ของท่านอัศวโฆษจึงโด่งดังไปท่ัวอินเดีย เหนือว่า ท่านสามารถแสดงธรรมถึงขนั้ สัตว์เดรัจฉานมมี ้าเป็นต้นก็ยังซาบซ้ึง ดังน้ันท่านจึงไดส้ มญานามว่า อัศวโฆษ มาต้ังแตน่ น้ั งานนิพนธ์ท่ีมีชื่อเสียงที่สดุของท่านเร่ืองหน่ึงคือ พุทธจริต ท่ีท่านแต่งเป็นมหากาพย์ ด้วยบทกวี อันไพเราะ มีลีลาแห่งชีวิตอันบรรเจิด พรรณนาพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรมโปรดสัตว์ จึง ถงึ ดับขันธปรินิพพาน จานวน 2,110 โศลก ปจั จุบนั เหลือเพียง 1,011 โศลกเท่าน้นั และไดร้ ับการแปลเป็น ภาษาจีนโดยพระธรรมรักษ์ในพุทธศตวรรษที่ 9 และยังได้รับการแปลเป็นภาษาธิเบตอีกดว้ ย ได้รับการยก ย่องจากพุทธบริษัทฝ่ายสาวกยานและมหายานเป็นอย่างมาก ถึงกับนามาเป็นบทสวดสรรเสริญพระ รัตนตรัยในอารามทั้งในอินเดียและนอกอินเดียจนถึงปัจจุบัน ท่านได้รับยกย่องจากนักปราชญ์ทาง วรรณคดีสันสกฤตว่าเป็นรตนกวีช้ันเย่ียมท่านหนึ่ง เสมอท่านฤาษีวาลมีกิ ผู้นิพนธ์มหากาพย์รามายณะ และเสมอท่านกาลิทาสผู้รจนา เมฆทูต และรฆุวงศ์ อีกด้วย และท่านยังมีงานนิพนธ์ที่มีชื่อเสียงอีกมาก ดังกล่าวแลว้ ขา้ งต้น นอกจากคณาจารย์ท้งั 6 ท่านดังกล่าวแล้ว ยังมคี ณาจารย์อีกจานวนมากทมี่ ีชีวิตก่อนรัชสมัยพระ เจ้ากนิษกะมหาราช มีพระเถระชื่อว่า พระอุปคุปต์ เป็นต้น ที่เป็นคณาจารย์ที่สาคัญของนิกายน้ี และ คณาจารย์ที่มีชีวิตหลังรัชสมัยของพระเจ้ากนิษกะมหาราชอีกจานวนมาก แสดงให้เห็นว่านิกายสรวาสติ กวาทเคยร่งุ โรจน์ในอินเดยี รว่ มพันปี นกิ ายสรวาสตกิ วาทไดแ้ ตกออกไปเปน็ นิกายกัสสปิกวาทในกาลต่อมา มีเน้อื หาโดยสังเขปดงั น้ี นกิ ายกัสสปิกวาท ในบาลีปกรณ์ระบุว่า นิกายกัสสปิกวาท น้ีเป็นก่ิงนิกายของสรวาสติกวาทในศตวรรษท่ี 2 แต่ใน สันสกฤตระบุว่าเกิดในพุทธศตวรรษที่ 3 มีบุรพาจารย์ผู้ก่อต้ังช่ือว่า กาศยปิยะ หรือ กัสสปะ จึงเรียกว่า นิกายกาศยปิยะวาท ตามชื่อผู้ก่อต้ัง เล่ากันว่า ท่านสาเร็จเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ หลักธรรม ในนิกายนี้ส่วนมากคล้ายกับนิกายธรรมคุปตะวาท โดยศาสตราจารย์ ริส เดวิด สันนิษฐานว่า
86 พระกัสสปะรูปนี้น่าจะเป็นรูปเดียวกันกับพระกัสสปโครต พระธรรมทูตในรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช นั่นเอง ซ่ึงท่านได้เดินทางไปเผยแผ่ธรรมวินัยท่ีหิมวันตประเทศในคราวนั้น หลังจากน้ันนิกายกัสสปิกวาท แตกออกไปเปน็ นกิ ายสงั กนั ติวาท และนิกายสุตตวาท มเี น้ือหาโดยสังเขปดงั นี้ นิกายสงั กนั ติวาทและนิกายสุตตวาท ในปกรณ์บาลีระบุว่า นิกายสุตตวาท น้ีแยกออกมาจาก นิกายสังกันติวาท โดยนิกายน้ีแยก ออกมาจากนิกายกัสสปิกวาท ซ่ึงนิกายกัสสปิกวาทแยกออกมาจานิกายสรวาสติกวาทอีกต่อหนึ่ง ส่วน นิกายสุตตวาท ในปกรณ์สันสกฤตเรียกว่า เสาตรันติกวาท น้ันแยกมาจากนิกายสรวาสติกวาทโดยตรง ตามทัศนะของเสถียร โพธินันทะ ท่านสันนิษฐานว่า นิกายสังกันติวาทและนิกายสุตตวาทน่าจะเป็นนิกาย เดียวกัน แต่นิกายสังกันติกวาทคงเกิดข้ึนในพุทธศตวรรษที่ 2 แล้วค่อยๆ ขยายหลักธรรมจนมาถึงพุทธ ศตวรรษท่ี 4 จึงเกิดเป็นนิกายสุตตวาทข้ึนมาอยา่ งชัดเจน ส่วนมติฝ่ายบาลีถือว่านิกายทั้ง 2 เกิดข้ึนในพุทธ ศตวรรษท่ี 2 จงึ ยังคงเป็นปัญหาท่ีจะต้องวินิจฉัยกนั ต่อไป อน่ึง ปกรณ์ฝ่ายจีนระบวุ า่ นิกายเสาตรันติกวาท มีทั้ง ปุราณเสาตรันติกวาท (หัวเก่า) และ นวเสาตรันติกวาท (หัวสมัยใหม่) โดยพวกหัวเก่ามีความคิด ผสมผสานระหว่างสรวาสตกิ วาทและนิกายวัชชีบุตร คือถือวา่ บุคคลหรืออตั ตาปรมัตถ์ แต่พวกหัวสมัยใหม่ ปฏิเสธแนวคิดนั้น เหตุน้ีจึงเป็นท่ีแน่ชัดว่า นิกายสุตตวาทหรือเสาตรันติกวาทนี้แยกออกมาจากนิกาย สรวารสติกวาทตามมตขิ องฝ่ายสันสกฤตแนน่ อน ไม่ใช่แยกมาจากนกิ ายกัสสปกิ วาทดงั ฝ่ายบาลกี ล่าว ต่อมาภายหลงั มพี ระเถระช่อื กาตยายนีบุตรได้รจนาคัมภรี ์ชญาณปรสถานศาสตร์ ทาใหค้ ณาจารย์ ฝ่ายสรวาสติกวาทหันมานิยมคัมภีร์อภิธรรมกันมากเป็นพิเศษ ถึงกับนับถือเป็นคัมภีร์สาคัญที่สุด ทาให้ คณาจารย์บางรูปไม่พอใจ เช่น พระกุมารลัพธะ เพราะท่านถือว่าอภิธรรมเป็นเพียงภาษิตของพระสาวกที่ ได้ทาการอธิบายขยายความของพระพุทธพจนเ์ ท่าน้ัน หลักที่แท้จริงควรอยู่ที่พระสุตตันตปิฎกมากกว่า จึง แยกตัวออกมาเผยแผ่พระสุตตันตปิฎกเป็นสาคัญ จึงถูกเรียกว่า สุตตวาท ในภาษาบาลี หรือเสาตรันติกวาท ในภาษาสันสกฤต ตามประวัติเล่าว่า พระกุมารลัพธะน้ีเป็นชาวเมืองตักกศิลา มีชีวิตอยู่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 3 หรือาจร่วมสมัยกับพระกาตยายนีบุตร ท่านเป็นต้นกาเนิดของ นวเสาตรันติกวาท (พวกหัวสมัยใหม่) นั่นเอง เป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม สามารถรจนาอักษรได้ถึง 32,000 คาตอ่ วันทีเดียว ท่านได้นิพนธ์ปกรณ์วิเศษประกาศคติธรรมฝ่ายเสาตรันติกวาทไวห้ ลายสิบปกรณ์ ค ว า ม คิด เห็น ข อ ง ท่า น มีอิท ธิพ ล ม า ก ก ว่า พ ร ะ ก า ต ย า ย นีบุต ร ม า ก เป็น ที่ย อ ม รับ ข อ ง คณาจารย์ฝ่ายสรวาสติกวาทหลายรูป เช่น พระธรรมตาระ และพระพุทธเทวะ เป็นต้น ทัศนะของนิกายเสาตรันติกวาทถูกกล่าวโจมตีเป็นอย่างมากในคัมภีร์วิภาษาศาสตร์ขอ งนิกายสร วาสติกวาท จงึ เปน็ เหตุให้ท้ังสองนิกายตา่ งโต้แยง้ กันเร่ือยมาในด้านปรัชญา นิกายน้ีแพรห่ ลายในทางเหนือ ของอนิ เดีย แต่ที่น่าเสียดายคอื ไม่เหลอื คมั ภรี ์ของนิกายนี้ตกทอดมาถึงปัจจุบนั ทาได้เพียงศึกษาจากปกรณ์ ฝา่ ยสรวาสตกิ วาทซ่งึ เป็นปฏิปกั ตร์กันเท่านัน้ อาจไมไ่ ด้ขอ้ มูลทเ่ี ป็นธรรมนักเพราะอคติของอีกฝ่ายนั่นเอง นกิ ายธรรมคุตตวาท ในปกรณ์บาลีระบุว่า นิกายธรรมคุตตวาท น้ีแยกออกมาจากนิกายมหิสาสกวาทพร้อมกับนิกาย สรวาสติกวาทในพุทธศตวรรษที่ 2 เรยี กเป็นภาษาบาลีว่า ธมมฺ คตุ ฺต สว่ นทา่ นวสุมติ รกลา่ วไว้วา่ แยกออกใน พทุ ธศตวรรษท่ี 3 ในบันทึกจึนกล่าววา่ ผูก้ อ่ ตัง้ นกิ ายช่ือ พระธรรมคปุ ตะ จึงเรยี กว่า นกิ ายธรรมคุปตะวาท ท่านเป็นผู้เลื่อมใสในพระมหาโมคคัลลานะมากและเป็นผูน้ าลัทธิพราหมณ์เข้ามาเจือในนิกาย จัดแบ่งพระ ธรรมวนิ ัยออกเป็น 5 หมวดคล้ายกบั นิกายมหาสงั ฆกิ ะคือ สูตรปิฎก 1 วนิ ัยปฎิ ก 1 อภิธรรมปิฎก 1 ธรณณี ปิฎก 1 และโพธิสัตว์ปิฎก 1 กล่าวกันว่า วินัยปิฎกได้ถูกแปลเป็นภาษาจีนโดยพระพุทธยศและเต๊กฮุด เหนียม พ.ศ. 953 เป็นหนังสือ 60 ผูก ชื่อว่า ส่ีฮงลุก หรือ จตุรอัธยายธรรมคุปตะวินัย ได้รับการนับถือ แพร่หลายในประเทศจีน พุทธศตวรรษที่ 12 กาลต่อมา หลวงจีนเต้าซวง ได้จัดต้ังนิกายใหม่ขึ้นชื่อว่า นกิ ายวินัย โดยอาศัยธรรมคุปตะวินยั นี้เป็นแบบแผนในการปฏิบัติ ยังมีศาสตราจารย์อกี ท่านชื่อวา่ ไซรสุ กิ
เอกสารประกอบการสอนวิชา ประวัติศาสตรพ์ ระพุทธศาสนา (BU 5001) 87 หรือ ซูซูกิ สันนิษฐานว่า พระธรรมคุปตะรูปนี้น่าจะเป็นรูปเดียวกันกับพระโยนกธรรมรักขิต หัวหน้าพระ ธรรมทูตในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช และนิกายนี้มอี ิทธพิ ลทางเหนือและภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ของอนิ เดยี ตลอดจนบางท้องถ่นิ ในเอเซยี กลางอีกดว้ ย หลักธรรมสาคัญของนิกายธรรมคุปตะวาทมี 5 ข้อดังน้ี 1.ถือว่าทานทถ่ี วายพระพุทธองคม์ ผี ลานสิ งส์มากกวา่ ถวายสงฆ์ 2. ถือว่าการบูชาพระสถูปเจดีย์มบี ญุ สมภารโอฬารนกั หนา 3. ถือวา่ วมิ ุตติของพระพทุ ธเจ้าและพระอรหันตสาวกแม้จะเสมอกัน แต่มรรคที่ใหส้ าเรจ็ ผดิ กัน 4. ถอื วา่ พาหริ ศาสดาไมม่ ผี บู้ รรลุอภญิ ญา 5 5. ถอื ว่ารปู กายของพระอรหนั ต์กเ็ ปน็ อนาสวะ 2. นิกายวัชชปี ตุ ตกวาท นิกายวัชชีปุตตกวาท มีช่ือเรียกต่างๆ กัน คือ นิกายวัชชีบุตรบ้าง นิกายวาตสีปุตรียวาทบ้าง นิกายวัชชีปุตตุกวาทบ้าง ได้แตกมาจากนิกายเถรวาทในพุทธศตวรรษที่ 1 มีมูลเหตุมาจากความเห็น ขัดแย้งการปฏิบัติพระวินัย 10 ประการในคราวสังคายนาคร้ังท่ี 2 แต่มีหลายมติที่เห็นต่าง บางมติเห็นว่า แตกมาจากนิกายสรวาสติกวาทในพุทธศตวรรษท่ี 3 บางมติเห็นว่าแตกมาจากเหมวันตวาท แต่หากศึกษา ให้ถ่องแท้แล้วมติแรกเป็นท่ีน่าเชื่อถือมากกว่า เพราะพวกภิกษุวัชชีบุตรมีต้นกาเนิดท่ีกรุงเวสาลี มีความ เคารพนับถือพระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวาและพระราหุลเถระว่าเป็นบูรพาจารย์ และยกย่องคัมภีร์สา รีปุตตาธรรม อันเป็นนิพนธ์ของพระสารีบุตร คัมภีร์น้ีมีความคล้ายคลึงกับคัมภีร์วิภังคปกรณ์ เป็นอาจริย ภาษิตขยายความพุทธพจน์คล้ายพระอภิธรรม และได้ถูกท่ายทอดสืบมาจนถึงยุคแตกนิกาย แต่ละนิกาย ต่างพยายามอธิบายขยายความแตง่ เตมิ ใหเ้ ขา้ กับหลักธรรมของตน อิทธิพลของนิกายวัชชีปุตตกวาทได้แพร่หลายเจิดจ้าอยู่ในอินเดียเป็นเวลานาหลายศตวรรษจาก มคธไปภาคตะวันตกและภาคใต้ของอินเดีย แต่เน่ืองจากนิกายน้ีถือว่ามีอาตมันหรืออัตตาในหลักธรรม จึง ถูกโจมตีจากนิกายต่างๆ เช่น นิกายเถรวาท นิกายมหาสังฆิกวาท นิกายสรวาสติกวาท และนิกายเสาตริ นตกิ วาท หลักธรรมทสี่ าคญั ของนกิ ายวัชชปี ุตตกวาท 4 ขอ้ ดังน้ี 1. ถือว่าบุคคลหรืออัตตาปรมัตถ์ มีบุคคลความจริงแท้แน่นอนในปรมัตถ์ ไม่ใช่สมมติบัญญัติ บุคคลในท่ีนี้ไม่ใช่ขันธ์ 5 เป็นสภาวะยืนโรงสืบสันตติเป็นสภาวะน้ันๆ ซึ่งแตกต่างจากมติของนิกายอื่นๆ เช่น เถรวาท ท่ีถือว่าจิตท่ีเกิดเป็นสนั ตติเป็นสภาวะน้ันๆ จากภพน้ีไปสู่ภพอื่น กล่าวสรุปคือเชื่อว่าเกิดเป็น อะไรก็จะเป็นเชน่ นั้นต่อไปในภพชาตติ ่อๆ ไป เช่น บุคคลได้บรรลุพระโสดาบัน เคลื่อนจากมนุษย์ไปเกิดใน เทวโลก ก็ยังคงเป็นโสดาบันแม้ในภพภูมิของเทวดา มีความแตกต่างกันไปตามสภาวะของภพภูมินั้นๆ แต่ สภาวะของบุคคลน้ันเที่ยงไม่แปรผัน ความเชื่อเช่นน้ีนิกายต่างๆ มองว่าเป็นการตีความพระพุทธพจน์ท่ี ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะขาดโยนโิ สมนสิการ อาจจัดเป็นสัสสตทิฏฐิ อนั เป็นมิจฉาทฏิ ฐิได้ 2. สังขารทั้งหลายบางเหล่าตั้งอยู่ได้ช่ัวคราว บางเหล่าเกิดดับทุกขณะไม่เว้นว่าง เช่น มหาปฐพี มณฑลในโลกของเรานี้สามารถธารงสภาพอยู่ตลอดอายุของกัลป์ๆ หนึ่ง ภายหลังเม่ือสิ้นกัลป์มหาปฐพีจึง วิบัติไปตามด้วย เปน็ ตน้ 3. ถือว่าปญั จวิญญาณเป็นวิราคะและกไ็ มอ่ ืน่ จากสราคะ ปัญจวิญญาณเป็นอนาวรณ์ ฝา่ ยอพั ยาก ตะ ไม่สามารถจาแนกดีชั่วได้ จึงสงเคราะห์ลงในฝ่ายวิราคะ และไม่สามารถทาลายกิเลสได้ ไม่เหมือนชวน จิต ดังน้นั จงึ กล่าวได้วา่ ก็ไม่อน่ื ไปจากสราคะด้วย 4. ถอื ว่าพาหิรศาสดาก็อาจบรรลอุ ภญิ ญา 5 ได้
88 การแตกนิกายของวัชชีบุตรมี 2 ทัศนะคือ 1) มองว่านิกายภัทรยานิกวาทได้แตกออกเป็นนิกาย ฉนั นาคาริกวาท แล้วนิกายฉันนาคาริกวาทได้แตกออกเปน็ นิกายสมิติวาทตามลาดับ 2) มองว่า นิกายวิชชี ปุตตวาทนี้แตกนิกายออกไปอีก 4 นิกายได้แก่ 1) นิกายธัมมุตตริกวาท และ 2) นิกายภัทรยานิกวาท 3) นิกายฉันนาคาริกวาท และ 4) นิกายสมิติยวาท ซ่ึงในที่นี้จะขอกล่าวตามทัศนะท่ี 2 โดยมีรายละเอียดพอ สงั เขปดงั นี้ นิกายธัมมุตตริกวาท ฝ่ายบาลีเรียกว่า ธัมมุตริกวาท ฝ่ายสันสกฤตเรียกว่า ธัมโมตตริยวาท นิกายนิกายภัทรยานิกวาท ฝ่ายบาลีเรยี กว่า ภัทรยานิกวาท ฝ่ายสันสกฤตเรยี กว่า ภัทรยานิยวาท นิกาย ฉันนาคาริกวาท ฝ่ายบาลีเรียกชื่อว่า ฉันนาคาริกวาท หรือ คัณณคริกวาท ฝ่ายสันสกฤตเรียกว่า ศนั นาคาริกวาท และนิกายสมิตวิ าท ฝ่ายบาลเี รียกชอ่ื ว่า สมิติวาท ฝ่ายสันสกฤตเรียกว่า สามมีติยวาทิน ท้ัง 4 นิกายมีทัศนะคล้ายคลึงกับนิกายวัชชีบุตร แตกต่างกันเพียงปลีกย่อยเท่าน้ัน แต่นิกายสมิตวาทมี อิทธิพลมากท่ีสุดในนิกายทั้ง 4 ท่ีกล่าวมา ภายหลังรุ่งเรืองเกินนิกายแม่เสียด้วยซ้า และยังกลืนนิกายแม่ เข้าเป็นอันเดียวกันอีกด้วย ด้วยเหตุน้ัน นิกายน้ีจึงถูกเรียกอีกชื่อว่า สมิติยะวัชชีบุตร เลยทีเดียว ในจดหมายเหตุของนักธรรมจาริกของจีนบันทึกไว้ว่า นิกายสมิติยะมีอิทธิพลมากในอินเดียจนถึงพุทธ ศตวรรษท่ี 12 ท่านสมณะเฮีย่ นจงั เล่าว่า ในแคว้นมาลวะที่เดียวมีภกิ ษุนิกายน้อี าศัยอยู่มากถึง 20,000 รูป นอกจากนี้ยังกระจายไปทั่วภาคตะวันออกของอีนเดียอีกด้วย พระเจ้าหรรษวรรธนะ พระกนิษฐาของพระ เจ้าศีลาทติ ย์ทรงเลอ่ื มใสนิกายนี้อยา่ งมากและทรงมีความเจนจบในหลกั ธรรมของนิกายสมิติยะมาก หลักธรรมสาคญั ของนิกายสมติ ยิ ะ 11 ข้อไดแ้ ก่ 1. ถือวา่ มบี ุคคลโดยความจรงิ แท้ในปรมตั ถ์ 2. ถือว่ามีอันตรภาวะ เพราะเหตุบุคคลผู้อันตราปรินิพพายีมีอยู่ ซ่ึงอันตราปรินิพพายีเป็นช่ือ ประเภท 1 ใน 5 ประเภทของพระอนาคามี คือ 1) อันตราปรินิพพายี พระอนาคามีผู้จะปรินิพพานใน ระหว่างอายุยังไม่ทันถึงกึ่ง 2) อปุ หัจจปรินิพพายี พระอนาคามีผู้จะปรินิพพานต่อเม่ืออายพุ ้นก่ึงแล้วจนถึง ที่สุด 3) สสงั ขารปรนิ ิพพายี พระอนาคามผี ู้จะปรินิพพานดว้ ยต้องใช้ความเพียรมาก 4) อสังขารปรินิพพายี พระอนาคามีผู้จะปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความเพียรมาก และ 5) อุทธังโสโตอกนฏิ ฐาคามี พระอนาคามีผู้ มกี ระแสในเบ้ืองบนสู่อกนฏิ ฐภพ 3. ถือว่าไม่มีรูปชีวิตินทรีย์ มีแต่ความธารงอยู่แห่งรูปธรรม แต่ความธารงอยู่แห่งรูปธรรมไม่ควร เรียกว่าเปน็ รปู ชวี ติ นิ ทรีย์ 4. ถือว่าวัญญัติก็เป็นสีล (เป็นเพียงอาการทางร่างกายเท่าน้ัน ไม่ใช่เจตนางดเว้นจากบาปอันเป็น ตัวศีลตามมติของเถรวาท) 5. ถือว่าอนุสยั เป็นอัพยากตะ กล่าวคือ อนุสัยกิเลสเป็นอเหตุกะและเป็นจิตตวิปยุตตสังขารธรรม ไมไ่ ดป้ ระกอบกับจติ แตส่ งั เคราะห์ลงในสงั ขารขันธ์ 6. ถือว่ามีฌานใรระหว่าง กล่าวคือ มีฌานค่ันอยู่ระหว่างปฐมฌานและทุติยฌานต่อกัน เรียกว่า ฌานันตริยะ ได้แก่ฌานที่ไม่มีวิตก แต่มีวิจาร จะบังเกิดข้ึนเม่ือปฐมฌานดับไปแล้ว และทุติยฌานยังไม่ บังเกดิ 7. ถือว่าการประพฤตพรหมจรรย์ไม่มีในเทวโลก ด้วยฐานะ 3 ประการคือ 1) เป็นผู้มีความอาจ หาญ 2) เป็นผู้มสี ติต้งั มัน่ และ 3) เปน็ ผปู้ ระพฤติพรหมจรรย์ 8. ถือวา่ ปถุ ชุ นก็ละกามราคะ พยาบาทได้ กลา่ วคือละได้ด้วยรปู าวจรมรรค ไมใ่ ชล่ ะดว้ ยอรยิ ฌาน 9. ถือวา่ บคุ คลละกิเลสไดเ้ ปน็ สว่ น ๆ 10. ถือวา่ การท่ีความดับของสังขารก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยเหมือนกัน กล่าวคือความดับของสงั ขาร ก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยมาทาให้ดับเหมือนการเกิดด้วย เช่น สังขารธรรม ย่อมมีอุปปาทะเกิดขึ้น ฐิติความ
เอกสารประกอบการสอนวิชา ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพุทธศาสนา (BU 5001) 89 ต้ังอยู่ ภังคะความแปรดับไป ภังคะจักเกิดข้ึนได้ต้องอาศัยความไม่มีแห่งฐิติเป็นเหตุบันดาล ถ้ายังมีฐิติอยู่ ตราบใด ภงั คะกม็ ไี มไ่ ด้ตราบนั้น 11. ถอื ว่าอสังขตธรรมไมม่ ีสภาวะอย่ดู ้วยตวั ของมนั เอง 3. นิกายมหายาน หลักฐานฝ่ายบาลีได้แยกนกิ ายมหายานออกเป็นนกิ ายตา่ ง ๆ ดังนี้ มหาสงั ฆกิ ะ / • เอกพั โยหาริกวาท มหายาน • พหสุ สตุ กิ วาท • ปัญญตั กิ วาท • โคกลุ กิ วาท หลักฐานฝา่ ยสนั สกฤตได้แยกนกิ ายมหายานออกเป็นนกิ ายตา่ ง ๆ ดงั นี้ นิกายอปร เอกวยหาริกวาท เสลยิ วาท โลโกตรวาท •อตุ รเสลยิ วาท โคกลุ กิ วาท มหาสงั ฆิกะ นิกายอปร /มหายานเสลิยวาท นิกายไจติกวาท นิกายพหศุ รติ ยวาท นิกายปัญญตั วาท นกิ ายมหายานเร่มิ ก่อตัวขึน้ ชัดเจนเม่ือราวพทุ ธศตวรรษท่ี 6-7 โดยเป็นคณะสงฆ์ที่มคี วามเห็นตา่ ง จากนิกายเดิมที่มีอยู่ 18 - 20 นิกายในขณะน้ัน แนวคิดของมหายานพัฒนามาจากแนวคิดของ นกิ ายมหาสังฆิกะและนิกายท่แี ยกไปจากนิกายน้ี จดุ ต่างจากนกิ ายดั้งเดิมคือคณะสงฆก์ ลุม่ น้ใี ห้ความสาคัญ กบั การเป็นพระโพธิสัตวแ์ ละเน้นบทบาทของคฤหัสถ์มากกว่าเดิม จึงแยกออกมาต้ังนิกายใหม่ เหตุท่ีมีการ พฒั นาแนวคิดแบบมหายานขนึ้ นนั้ เน่ืองมาจากสาเหตุหลัก ๆ ดังน้ี 1. แรงผลักดันจากการปรับปรุงศาสนาพราหมณ์ มีการแต่งมหากาพย์รามายณะและมหาภารตะ เพื่อดึงดูดใจผู้อ่านให้ภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า กาหนดให้มีพระเจ้าสูงสุด 3 องค์ คือพระพรหมพระนารายณ์
90 พระอิศวร ประกอบกับได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์ ศาสนาพราหมณ์จึงฟ้ืนตัวอย่างรวดเร็ว ฝ่ายพุทธ ศาสนาจงึ จาเปน็ ต้องปรบั ตัว 2. แรงบันดาลใจจากบุคลิกภาพของพระพุทธองค์ ฝ่ายมหายานเห็นว่าพระพุทธองค์เป็นบุคคลท่ี ยิ่งใหญ่ ไม่ควรสิ้นสุดหลังจากปรินิพพาน ทาให้เหมือนกับว่าชาวพุทธขาดท่ีพึ่ง จึงเน้นคุณความดีของ พระองค์ ในฐานะที่เป็นพระโพธิสัตว์ เน้นให้ชาวพุทธปรารถนาพุทธภูมิ บาเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์ ช่วยเหลือผู้อนื่ ภายหลังจึงเกดิ แนวคิดตรีกายของพระพทุ ธเจา้ 3. เกิดจากบทบาทของพุทธบริษัทที่เป็นคฤหัสถ์ เพราะลัทธิมหายานเน้นที่การบาเพ็ญบารมีของ พระโพธิสัตว์ ซ่งึ พระโพธิสัตวเ์ ป็นคฤหัสถไ์ ด้ จงึ เปน็ การเปดิ โอกาสใหค้ ฤหัสถ์เขา้ มามีบทบาทมากข้นึ คณาจารย์ที่สาคัญของนิกายมหายานคือ พระอัศวโฆษ พระนาคารชุน พระวสุพันธุ เป็นต้น หลังจากการก่อตัวของนิกายมหายาน ซึ่งมีจุดเด่นคือสามารถปรับตัวให้เข้ากับความเชื่อด้ังเดิมท่ีแตกต่าง ไปในแต่ละท้องถิ่นได้ง่ายกว่านิกายเถรวาท ซ่ึงเป็นแบบด้ังเดิมได้แพร่กระจายออกจากอินเดียไปในทวีป เอเชียหลายประเทศ ความเลื่อมใสความเคารพอย่างสูงในองค์พระพุทธเจ้า ทาให้คนทั้งหลายไม่อยากคิด ในทานองว่า การปรินิพพานของพระพุทธเจ้านั้นหมายถึงความดับสูญสลาย ต้องการให้พระพุทธเจ้ายังมี อยู่เป็นอยู่เสมอไม่เปลี่ยนแปลง เรื่องที่ยกเอาพระธรรมข้ึนมาแทนพระพุทธเจ้าน้ันเป็นเรื่องยากในการจะ ทาให้ปุถุชนทัง้ หลายยอมรับ ดังปรากฏให้เห็นมาแล้วว่า ในประเทศอินเดียเอง ความคิดและความต้องการ ของมนุษย์นั้มีความสาคัญมากในการตั้งหลักศาสนา เช่น ในยุคพราหมณะ พราหมณ์ได้สร้างพระพรหมท่ี เรียกว่า ปรพรหม ให้ไม่มีเนื้อ มีตัวมีตนนั้น พระพรหมมีลักษณะเป็นจิต และจิตก็ไม่มีรูปร่างอย่างมนุษย์ เป็นนามธรรม เมื่อเทพเจ้าคอื พระพรหมมลี ักษณะเปน็ จิต การบวงสรวงบูชาเพือ่ ขอให้อานวยผลประโยชน์ ต่าง ๆ ตามวิสัยของพวกปุถุชนย่อมไม่สามารถทาหรือมองเห็นได้ด้วยประสาทสัมผัสท้ัง 5 และไม่เป็นท่ี ชอบใจของคนทว่ั ไปเทา่ ใดนัก เป็นเพราะไมส่ ามารถบูชาปรพรหม ซ่ึงเป็นสภาวธรรมน้ันได้ ไม่รวู้ ่าเป็นอะไร น่ันเอง ดังนั้น เพื่อให้ตรงกับความประสงค์และรสนิยมของประชาชน พราหมณ์จึงดัดแปลงแก้ไขเรื่อง พรหมอีกนิดหน่อย แกไ้ ขจากปรพรหมมาเปน็ อปรพรหม อปรพรหมก็คอื พรหม หรอื อศิ วร เป็นเทพเจา้ ท่ีมี ตัวมีตน ไม่เป็นนามธรรมเหมือนอย่างปรพรหม สามารถจะอานวยประโยชน์ให้แก่ผู้เคารพบูชาได้ พวก พราหมณ์นัน้ ฉลาดปรับปรุงพระเจา้ ให้ทันสมัยใหม่อยูเ่ สมอ แล้วจึงประกาศแก่ประชาชนว่า ความจริงพระ พรหมนั้นมีตัวตนและมถี ึง 4 หน้า 8 กร สามารถมองดทู ิศทั้ง 4 ได้ในเวลาเดียวกัน และดูความเป็นไปของ ชาวโลกได้ทกุ หนทกุ แหง่ พร้อมกันได้ ชว่ ยชาวโลกได้มากกวา่ เมอ่ื พระพรหมมีตัวตน และยังมถี ึง 4 หนา้ อีก แถมยังไม่มีภรรยา ไม่ยุ่งเก่ียวข้องด้านกามารมณ์เหมือนพระอินทร์ ประชาชนต่างก็นิยมชมชอบพอใจ แนวความคิดของพราหมณ์ที่สรา้ งพระพรหมเป็นที่พอใจของประชาชนนี้เอง ทาใหศ้ าสนาพราหมณ์ - ฮนิ ดู ย่ิงใหญแ่ ละมีอิทธิพลเหนอื จติ ใจของชาวอนิ เดียอยา่ งไม่เส่ือมคลาย ขบวนการของการเคล่ือนไหวพระพุทธศาสนามหายานก็เป็นเช่นเดียวกัน ความต้องการไม่อยาก เห็นพระพุทธเจ้าดับสูญมีกาลังแรงมาก แรงจนกระทั่งแม้เม่ือก่อนที่จะแตกแยกออกเป็นมหายาน ผู้รู้ ในทางพระพุทธศาสนา ต่างคิดหาวิธีการที่จะทาให้คนมพอใจ ท้ายที่สุดต้องสร้างแนวคิดข้ึนมาว่า พระพุทธเจ้านั้นมิได้มีองค์เดียว แต่ยังมีอีกหลายพระองค์ท่ีจะมาตรัสรู้ข้างหน้า จึงได้เกิดมีพระพุทธเจ้าใน อนาคตขึ้น พระพุทธศาสนาได้ดัดแปลงอนุโลมตามความต้องการของประชาชนด้วยการคิดเร่ืองราวใน พระพุทธศาสนาว่าจะมีสิ่งใดที่พอจะแก้ไขได้ เพ่ือสนองความเช่ือถือดังกล่าว มหายานได้คิดหลัก โพธิจิต ข้นึ คือ การท่ีคนเราจะมุ่งไปสู่พุทธภูมิได้น้ัน จาตอ้ งบาเพ็ญพระโพธิญาณ คือการกระทาตนให้เป็นโพธิสัตว์ ซ่งึ เป็นการชาระจิตใจให้บริสุทธิ์ และสิ่งจาเป็นที่สดุ ท่ีพระโพธิสัตว์ต้องปฏิบัติก็ได้แก่ ความเมตตากรุณาใน การโปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ พระโพธิสัตว์จึงต้องสะสมบารมีต่าง ๆ ในแต่ละชาติเพื่อมุ่งหวังพุทธภูมิเป็น
เอกสารประกอบการสอนวิชา ประวตั ิศาสตรพ์ ระพุทธศาสนา (BU 5001) 91 จุดหมายปลายทาง ฉะนั้น เมื่อบุคคลใดเกิดความทุกข์ความเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือ แทนที่จะ กราบอ้อนวอนพระเจ้าของศาสนาพราหมณ์ให้ช่วย ก็เปลี่ยนมาเป็นบูชาขอให้พระโพธิสัตว์ช่วย เน่ืองจาก พระโพธสิ ตั วป์ ระกอบดว้ ยมหากรุณาอนั ไมม่ ีทีส่ น้ิ สดุ เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ นิกายมหายานต้องการฟ้ืนฟูพระพุทธศาสนา ในเวลานั้นศาสนา พราหมณ์เจริญรุ่งเรืองขึ้นมามาก นิกายมหายานจึงเกิดขึ้นมาเพ่ือเป็นคู่แข่งท่ีสาคัญของศาสนาพราหมณ์ ตามสถานการณบ์ ังคับใหเ้ กดิ พระเถระองค์สาคัญ ๆ ท่ีเปน็ ทพั หนา้ ในสมัยนั้น กไ็ ดแ้ ก่ พระอัศวโฆษ ซ่ึงเปน็ ผู้แตง่ คมั ภรี ม์ หายาน ศรัทโธปาทศาสตร์ และต่อมา พระนาคารชุนก็เป็นองค์ท่ีสาคัญที่สุดท่ีต้ังนิกายมหายานจนสามารถเป็น นิกายท่ีทรงอิทธิพลมาก และได้แต่งหนังสือชื่อ ปรัชญามาธยมิกศาสตร์ หนังสือเล่มนี้ได้รวมเอาปรัชญา ของนานานิกายในพุทธศาสนาไว้ด้วย ในที่น้ีจะกล่าวถึงรายละเอียดของแต่ละนิกายที่สาคัญของนิกาย มหายานตามลาดับดัง (โพธินันทะ, ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา, 2543, หน้า 268-294) (ดอกบัว, 2554, หนา้ 88-92) (ฐติ ญาโณ), 2548, หนา้ 185-192) ได้ให้รายละเอยี ดไว้ดงั นี้ นิกายเอกวยหาริกวาท นิกายนี้ฝ่ายบาลีเรียกว่า เอกโพยหารี และอรรถกถาแห่งเภทธรรมมติจักรศาสตร์ของกุยกีระบุว่า นิกายนี้ถือว่า โลกิยธรรมและโลกุตตรธรรมไม่มีสภาวธรรมอยู่โดยแท้จริงเลย มีสักแต่ว่าเป็นบัญญัติโวหาร เท่านั้น ดังน้ัน จึงขัดแย้งกับฝ่ายมหาสังฆิกะ ทาให้ต้องแยกตัวออกไปเป็นอีกนิกายหนึ่ง แต่มติส่วนใหญ่คง เหมอื นกบั ฝ่ายมหาสังฆิกะ นิกายโลโกตรวาทิน นิกายนี้ไม่มีชื่อปรากฏในปกรณ์ฝ่ายบาลี มีคติว่า โลกิยธรรมเท่านั้นท่ีไร้แก่นสาร ปราศจาก สภาวธรรมอยู่จริง แต่โลกุตตรธรรมเปน็ ของมีจริงเปน็ จริงหรือสาสวธรรมทัง้ ปวงไมม่ ีภาวะปรมัตถเ์ ลย มีอยู่ สักแต่ว่าบัญญัติเท่าน้ัน ส่วนในอนาสวธรรมมีภาวะปรมัตถ์ มตินอกน้ันเหมือนกับนิกายแม่คือนิกาย มหาสงั ฆิกะนน่ั เอง นกิ ายโคกลุ ิกะ นิกายน้ีมีคติว่า พระอภิธรรมเท่าน้ันที่เป็นพุทธพจน์ท่ีแท้จริง ส่วนวินัยและพระสูตรเป็นเพียง อบุ ายธรรมทพ่ี ระพุทธเจา้ ทรงสอนสัตว์โดยลาดับเพ่ือให้เข้าถึงอภิธรรมเท่านั้น ด้วยเหตนุ ้ี ทาให้การปฏิบัติ ต่อพระวินัยหย่อนยาน เช่น เรื่องไตรจีวร ภิกษุจะมีหรือไม่มีก็ได้ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้ท้ังสอง ประการ สดุ แต่จะพอใจ สะดวกเช่นไรกย็ ึดปฏิบัตติ ามน้ัน เร่ืองท่ีอยู่อาศัย ภิกษุจะอยู่ในวดั ก็ได้ ไม่อย่ใู นวัด ก็ได้ การฉันอาหารในยามวิกาลจะฉันหรือไม่ฉันก็ได้ สาคัญคืออย่าไปยึดถือติดในเรื่องวินัยหรือข้อวัตรจน ทาให้ขัดขวางการขจัดกิเลสออกจากใจได้ ทาอย่างไรก็ได้ ให้เอาชนะกเิ ลสตัณหาให้ได้เรว็ ท่ีสุด เปน็ อันใช้ได้ เล่าว่า พระทีเ่ ปน็ ต้นนกิ ายเคยเป็นคนในวรรณพราหมณ์มาก่อน มีทฏิ ฐิอย่างอื่นตรงกันกบั นิกายแม่ มุ่งเผย แผ่พระอภธิ รรมเป็นหลักเท่านน้ั นิกายพหศุ รตุ ิยะ นิกายนีฝ้ ่ายบาลีเรียกว่า พหสุ สุติกวาท แตกออกมาจากนิกายโคกุลิกะวาทตามมญั ชุศรีปุจฉาสูตร บันทึกไว้ แต่ในเภทธรรมมติจักรศาสตร์ระบุว่าแตกออกมาจากนิกายมหาสังฆิกะโดยตรง ส่วนมติในอรรถ กถาวัตถรุ ะบุว่า แตกออกมาจากนิกายโคกุลกิ ะวาท เชอื่ กันว่า ต้นนิกายเป็นพระอรหันต์ท่ีเข้าสมาบัตติ ้ังแต่ สมัยพุทธกาลจนถงึ พ.ศ. 200 จึงออกจากสมาบัติมายังแคว้นอังคตุ ราปะ เพราะเห็นว่าลัทธิของมหาสังฆิกะ ที่กาลังเผยแผ่อยู่ยังไม่สมบูรณ์ จึงแสดงข้อธรรมอันลึกซึ้งสมบูรณ์ตามท่ีได้สดับรับฟังมาจากพระโอษฐ์ของ พระพุทธองค์ ปรากฏว่าหลักธรรมท่ีแสดงนั้นมีคติของลัทธิมหาสังฆิกะแทรกอยู่ อน่ึง ยังมีเร่ืองเล่าว่า แท้จริงนิกายน้ีเป็นนิกายสืบมาแต่พระอานนทเถรเจ้า พุทธอุปัฏฐาก ผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะด้าน พหุสูตร และยังมีความเช่ืออีกว่า เป็นก่ิงนิกายของนิกายสรวาสติกวาทก็มี พระดารัส 5 ประการดัง
92 กล่าวคือ อนิจจ ทุกฺข อนตฺตา ศูนฺยตา นิพฺพาน จัดเป็นโลกุตตระ ข้อน้ีแตกต่างจากนิกายมหาสังฆิกะ นิกายโลโกตรวาทิน นิกายโคกุลิกะ ที่ถือว่า พระพุทธวจนะล้วนเป็นโลกุตตระ ส่วนหลักธรรมอื่น ๆ คง เหมือนกันนกิ ายมหาสงั ฆิกะ นิกายปรัชญาปติวาทิน นิกายนี้ฝ่ายบาลีเรียกว่า ปัญญัติวาท มีประวัติเล่าว่า สืบสายมาจากพระมหากัจจายนะ มี หลักธรรมว่า ทุกข์ไม่ใช่ขันธ์ อายตนะ 12 เป็นเพียงมายา ไม่มีอกาลมรณะ กรรมเป็นเหตุเป็นอธิปติปัจจัย อนันตรปัจจยั แกว่ บิ าก บญุ กศุ ลเป็นเหตปุ จั จยั ให้ไดบ้ รรลอุ ริยมรรค นอกนัน้ คงเหมือนนิกายมหาสงั ฆิกะ นิกายไจติยครี ี นกิ ายอปรเสลยิ ะ นิกายอุตตรเสลยิ ะ ทั้ง 3 นกิ ายน้ีมีมติว่า พระโพธิสัตวท์ ้ังหลายยังไม่ละทุคติ การบูชาสถูปเจดีย์ ไม่มีผลานสิ งส์โอฬาร เพราะสถูปเป็นวัตถุไร้วิญญาณ ไม่อาจเป็นทักขิเณยยบุคคล แต่ได้บุญบ้างเหมือนกัน ถ้าบูชาด้วยใจที่ บรสิ ทุ ธิ์ผ่องแผ้วจรงิ ๆ นกิ ายอุตตระปถะ นิกายนี้เป็นนิกายผสมระหว่างนิกายมหาสังฆิกะกับเถรวาท โดยมีหลักธรรมท่ีมีชื่อเสียงจากกถา วตั ถุ มีข้อสาคญั ๆ ดงั นี้ 1. ถือวา่ พระพุทธองค์ไมม่ ีพระมหากรุณา เพราะเป็นโลกุตตรภาวะ ไม่ควรมีกรุณาอันจัดเป็นราคา นุสัย อันมสี ัตวเ์ ป็นอารมณ์ ซ่งึ เป็นฝ่ายโลก 2. ถือว่าบคุ คลละกเิ สสได้ทั้งสามกาล 3. ถอื ว่าคฤหัสถ์ก็เปน็ พระอรหันต์ได้ 4. ถือว่าบรรลุพระอรหัตผลพร้อมด้วยการผุดเกิดได้ เช่น เทวดาอาจเข้าถึงอรหัตตผลได้ตั้งแต่ ขณะแรกแหง่ ปฏิสนธทิ เี ดยี ว 5. ถอื วา่ ธรรมทั้งปวงของพระอรหนั ต์เป็นธรรมปราศจากอาสวะ 6. ถอื ว่าบคุ คลผูส้ ตั ตกั ขตั ตุปรมะ พระโสดาบนั เปน็ ผูเ้ ทยี่ งตอ่ การเกดิ 7 ครั้ง 7. ถือว่าบุคคลผู้ถงึ พรอ้ มด้วยทฏิ ฐิ (พระโสดาบนั ) ละทุคติได้ 8. ถือว่าความยินดีในส่ิงที่ไม่ชอบใจมีอยู่ โดยอ้างเอาพุทธภาษิตมาอ้างเป็นหลักว่า “โส เอว อนุ โรธวิโรธ สมปนฺโน ย กิญฺจิ เวทน เทยติ สขุ วา ทกุ ฺข วา อทกุ ฺขมสุข ต เวทน อภินนฺทติ อภิวทติ อชฺโฌสาย ตฏิ ฐฺ ตีติ” 9. ถือว่าทานบรสิ ทุ ธ์ิได้ทางฝา่ ยทายกฝา่ ยเดยี ว ไมบ่ รสิ ทุ ธไิ์ ด้โดยฝ่ายปฏิคาหก 10. ถือว่าบคุ คลฆ่ามารดาแมโ้ ดยไมไ่ ดเ้ จตนากเ็ ปน็ อนัตรยิ กรรม 11. ถือวา่ สัตว์ที่มีบารมีแก่กล้าพอ อาจตรสั รู้ไดต้ ้ังแต่อยูใ่ นครรภ์ นอกจากน้ียังมีความเห็นเช่น ถือว่าอากาศเป็นสังขตะ นิโรธสมาบัติเป็นอสังขตะ มีคติอยู่ 6 ทิฏฐิ เป็นอัพยากตะ สามญั ญผล 4 ทาให้แจ้งด้วยมรรคอนั เดยี ว อุจจาระปสั สาวะของพระพุทธเจ้าหอมเกินคันธ ชาติอื่น ฯลฯ นิกายเวตุลลกะ นิกายน้ีมีประวัติท่ีคลุมเครือ น่าจะเป็นกิ่งนิกายมหาสังฆิกะ เพราะเคยแพร่หลายอยู่ในอภัยคีลี วิหาร ในศรีลังกาอยู่ช่วงหน่ึง และมีหลายอย่างพัวพันอยู่กับมหายาน ทัศนะของนิกายนี้ทราบได้จากกถา วตั ถุดงั น้ี 1. ถือวา่ ไมพ่ งึ กลา่ วว่าพระสงฆ์ (หมายเอามรรค 4 ผล 4) รบั ประทาน ด่มื เค้ียว ลิม้ รสอาหารได้ 2. ถอื วา่ ไมพ่ ึงกลา่ วว่าทานทถี่ วายสงฆ์มีผลมาก 3. ถอื วา่ ไมพ่ งึ กล่าววา่ ทานท่ีถวายแด่พระพทุ ธเจ้ามีผลมาก 4. ถอื ว่า ไม่พึงกล่าวว่าพระสงฆ์รับของทาบุญได้
เอกสารประกอบการสอนวิชา ประวัตศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 93 5. ถอื ว่า ไมพ่ งึ กล่าวว่าพระสงฆ์ยังของทาบุญให้บริสุทธิไ์ ด้อกี ดว้ ย 6. ถอื ว่า ไมพ่ ึงกล่าววา่ พระพุทธเจา้ ดารงอยู่ในโลกมนุษย์ 7. ถือว่า ไม่พึงกล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเอาไว้ แต่ควรกล่าวว่าเป็นพระพุทธนิมิตท่ี ทรงแสดงไว้ วาทะของนิกายเวตุลลกะข้อนี้ทาให้เห็นว่ามีความใกล้ชิดกับนิกายมหายานอย่างมาก เพราะ อธิบายว่า พระพุทธองค์ทรงเนรมิตพระกายอีกพระกายหนึ่งมาสั่งสอนพระธรรม บัญญัติพระวินัยเพื่อ อบรมสั่งสอนสัตว์ในมนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก ซ่ึงภายหลังได้ปรากฏในความเชื่อเร่ืองตรีกายของ มหายานในนามว่า นิรมาณกาย ดังนั้น นิกายเวตุลลกะจึงได้รับการเพ่งเล็งว่ามีเค้าความเป็นนิกาย มหายาน 4. หลกั การสาคัญของนิกายมหายาน อุดมคติของมหายาน หลักการแห่งโพธิสัตว์ภูมินี้ถือว่าเป็นหลักธรรมสาคัญยิ่งของนิกายมหายานทุกนกิ ายทั้งนิกายหลัก และนิกายย่อยต่างมีความเห็นพ้องต้องกัน ดัง (อนนท์จารย์, 2551, หน้า 133-135) และ (แสนบุราณ, 2548, หน้า 27-29) ได้กล่าวไว้ว่า โพธิสัตว์ภูมิ เป็นสาเหตุให้เกิดพุทธภูมิ บุคคลจะบรรลุพุทธภูมิได้ต้อง ผ่านการบาเพ็ญจริยธรรมของพระโพธิสัตว์ก่อน ดังน้ัน โพธิสัตว์ภูมิจึงเป็นสาเหตุให้เกิดพุทธภูมิ โดย หลักการที่สาคัญยิ่งของพระโพธิสัตว์คือจะต้องโปรดสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ก่อนตนเอง และต้องพยายามให้ สรรพสัตว์เรียนรู้ธรรมตามท่ีพระโพธิสัตว์ได้รู้ด้วยตนเองเสียก่อน ตราบใดสรรพสัตว์ยังจมอยู่ในกองทุกข์ พระโพธิสัตว์จะไม่ยอมบรรลุธรรมเป็นอันขาด โดยหลักการที่สาคัญท่ีพระโพธิสัตว์ต้องมีหลักปรัชญาชีวิต ในการช่วยขนสัตวโลกให้ข้ามพ้นสังสารทุกข์ ต้องประพฤติไม่อาจละเว้นได้โดยยึดหลักอุดมคติประจาใจ อย่างสงู สง่ อยู่ 3 ประการ คอื 1. หลักมหาปัญญา นิกายมหายานมุ่งไปท่ีหลักธรรมท่ีลุ่มลึก อธิบายหลักธรรมต่าง ๆ ด้วยหลัก ปรัชญาและตรรกวิทยาอยา่ งละเอียด เช่น หลักอนัตตา นิกายมหายาน เรยี กใหม่ว่าศนู ยตา หรือ สุญญตา และอธิบายธรรมนั้นอย่างละเอียด ลกึ ซึ้ง และกวา้ งขวาง ยกตัวอย่างท่านนาครชุนแหง่ ปรัชญามาธยมิก ได้ อธิบายเร่ืองศูนยตาไว้อย่างละเอียดลออมาก หานักปราชญ์ด้านพุทธศาสนาท่านใดมาอธิบายได้ลุ่มลึกเท่า ท่านได้ และพุทธศาสนิกชนจะต้องเข้าถึงศุนยตาทั้ง 2 อย่างก่อนจึงจะพ้นทุกข์ได้ คือ ปุคคลศูนยตา และธัมมศนู ยตา ไม่ยึดม่นั ถือม่ันในทั้งบคุ คลและธรรม แม้แต่พระนพิ พานก็ไมค่ วรยึดมัน่ นิกายมหายานถือ วา่ นีค่ อื ปฏิปทาของพระโพธสิ ตั ว์ชัน้ สูงต้องปฏบิ ัติ 2. หลกั มหากรณุ า นกิ ายมหายานมุง่ ใหพ้ ระโพธสิ ัตว์และพทุ ธศาสนกิ ชนต้ังโพธสิ ัตว์จิตมุ่งพทุ ธภูมิ เพ่ือโปรดสรรพสัตว์ ไม่ควรมุ่งเพียงอรหันตภูมิ โดยมองว่าเป็นการเห็นแก่ตัวที่มุ่งช่วยเหลือตนเองให้พ้น ทุกข์เท่านนั้ แต่ควรมุ่งพุทธภูมิเปน็ หลัก จะไดช้ ่วยเหลอื สรรพสัตว์ให้ได้มากที่สุดเท่าทจ่ี ะมากได้ เป็นความ กรุณาอันย่ิงใหญ่ อาศัยความกรุณาอันย่ิงใหญ่นั้น พระโพธิสัตว์อาจทาลายชีวิตของสัตว์อื่นได้ เพียงเพ่ือ หยุดไม่ให้สัตว์นั้นทากรรมหนักมากกว่าน้ัน หากส่ังสอนตักเตือนแล้วไม่ยอมเช่ือฟัง แม้ตนจะตกนรกอเวจี เพราะกรรมนน้ั พระโพธสิ ัตวก์ ต็ ้องยอม 3. หลักมหาอุบาย หมายความว่า พระโพธิสัตว์ต้องรู้จักอุบายที่ฉลาดในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ มีปฏิภาณรอบรู้ สามารถชักนาสัตว์โง่เขลาให้เข้าถึงสัจธรรม ซึ่งกุศโลบายของพระโพธิสัตว์แต่ละองค์ใน การแสดงธรรมชักจูงให้สรรพสัตว์บรรลุธรรมนั้น แต่ละองค์ต้องมีปฏิภาณไหวพริบ รู้จักอัธยาศัย (อธิมุติ) ของสรรพสตั ว์กอ่ นแสดงธรรม เพือ่ แสดงธรรมใหถ้ ูกจริตและอุปนิสยั ของสัตวน์ ้ัน ๆ ได้ พระโพธสิ ตั วเ์ ปรยี บ ดงั แพทย์ผู้เช่ยี วชาญในการรกั ษาโรค สามารถจดั ยาใหถ้ กู กบั โรค และรักษาหายขาดได้ ดงั น้ัน จึงมกี ารเพิ่ม พระสูตรและพิธีการมากมายเข้ามาให้เหมาะสมกับการปฏิบัติของพระโพธิสัตว์และถูกจริตของเวไนยสัตว์ ทงั้ หลาย
94 อดุ มคติของพระโพธิสัตวท์ ้ังสามข้อน้ี นับเปน็ หัวใจของนกิ ายมหายาน ขอ้ แรกหมายถงึ การบาเพ็ญ ประโยชน์ของตนให้เพยี บพร้อมสมบูรณ์ ส่วนสองข้อหลัง เป็นการบาเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น มคี วามกรณุ า ช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ และเป็นการสืบอายุพระศาสนาพร้อมท้ังเผยแผ่คาส่ังสอนของพระพุทธเจ้าให้ แพรห่ ลายอกี ด้วย ความเชือ่ เร่ืองตรีกาย ความเห็นของฝ่ายมหายานน้ันพระพุทธเจ้าเป็นทิพยภาวะ มีภาวะความเป็นอยู่คู่กับโลกเสมอ อย่าคิดว่าการปรินิพพานของพระพุทธองค์เป็นภาวะขาดศูนย์โดยส้ินเชิง การปรินิพพานของพระองค์เป็น เพียงภาพมายาเท่าน้ัน โดยความเป็นจริงแล้ว พระพุทธเจ้านั้นเป็นอนาทิ เป็นอนันตะ ด้วยความ เช่ือ ดังกล่าวพระพุทธเจ้าของมหายานจึงปรากฏมีพระกาย 3 ลักษณะ เรียกกันว่า ตรีกาย ดัง (โพธินันทะ, ปรัชญามหายาน, 2522, หนา้ 15) ไดก้ ล่าวไว้ดงั น้ี 1. สัมโภคกาย คือพระกายที่เป็นทิพยภาวะ ประทับอยู่ ณ พุทธเกษตรของพระองค์ ทรงแสดง พระสัทธรรมอยู่ในแดนอ่ืน ๆ พระพุทธเจ้าท่ีเสด็จมาอุบัติในโลก ทรงแสดงพระธรรมวินัยแล้วเสด็จดับ ขันธปรินิพพานในเมืองกุสินารานั้นเป็นเพียงการแสดงให้เห็นรูปนิรมานกายของพระองค์เท่าน้ัน สัมโภคกายของพระองค์ยังคงอยู่ในพุทธเกษตรและธรรมกายของพระองค์ก็ยังเป็นอมตะ ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง และทสี่ ดุ 2. นิรมานกาย คือพระกายที่พระองค์นิรมิตขึ้นมา เป็นพระกายเนอ้ื ทค่ี นท่ัวไปสามารถมองเห็นได้ ประกอบด้วยธาตุ 4 คอื ดิน น้า ไฟ ลม และขนั ธ์ 5 คอื ตา หู จมูก ลนิ้ กาย อย่ภู ายใต้กฎไตรลักษณ์ มกี าร เกดิ แก่ เจ็บ ตาย เปน็ พระกายทีท่ รงนิรมิตมาเพ่ือบาเพญ็ พุทธกจิ 3. ธรรมกาย คือพระคณุ ท้ังหลายของพระพุทธองค์ ประกอบด้วยพระปัญญาธิคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธคิ ุณ กลา่ วคอื คุณชาตขิ องความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านัน่ เอง ความเช่ือเรอ่ื งตรยี าน ยานคือพาหนะที่ขนสัตว์ให้ไปสู่จุดหมายคือพระนิพพาน ซ่ึงมีช่ือมากมายในนิกายมหายาน แล้วแต่จะเรียกกัน เช่น โพธิสัตวยาน (ยานของพระโพธิสัตว์) พุทธยาน (ยานของพระพุทธองค์) อนุตตรยาน (ยานอันสูงสุด) และเอกยาน (ยานอันเอก) เป็นต้น กล่าวโดยสรุปมีเพียง 3 ยาน ดัง (แสน บุราณ, 2548, หนา้ 30-31) และ (อนนทจ์ ารย์, 2551, หนา้ 134-135) สรุปไว้ดังน้ี 1. สาวกยาน หมายถงึ ยานของผบู้ าเพ็ญเพยี รเพือ่ บรรลมุ รรคผลนิพพาน ดว้ ยการรูแ้ จ้งอรยิ สัจ 4 ไม่หวังพุทธภูมิ หวังเพียงบรรลุอรหันตภูมิเพื่อข้ามพ้นวัฏฏสงสารเท่าน้ัน ซึ่งหมายเอาเหล่าเถรวาทและ เหล่าสาวกทุกนกิ ายที่มุ่งบรรลุอรหนั ตภมู ิเป็นหลักนนั่ เอง 2. ปัจเจกยาน หมายถึง ปจั เจกบคุ คลผู้บาเพ็ญสมณธรรมมายาวนาน จนรแู้ จ้งเหน็ จรงิ ด้วยตนเอง แตไ่ ม่สามารถสั่งสอนสตั ว์อืน่ ให้รู้ธรรมนน้ั ๆ ตามตนเองได้ ซ่งึ หมายเอาพระปัจเจกพุทธเจ้า 3. โพธิสัตวยาน หมายถึง สัตว์ผู้มีจิตใจกว้างขวาง เอ้ือเฟื้อ โอบอ้อมอารี มีความกรุณาต่อสรรพ สัตว์อื่น ตั้งจิตบาเพ็ญเพียรบารมี ปรารถนาพุทธภูมิ ไม่หวังเพียงอรหันตภูมิเป็นจุดหมาย เพ่ือเป็น ฐานรองรบั ในการขนสัตว์ให้พน้ จากกเิ ลส ตัณหา อาสวะ และใหบ้ รรลุโพธญิ าณดังประสงค์ ยานท้ัง 3 นีม้ เี ปา้ หมายเดียวกันคือ ทาลายกเิ ลส พ้นทุกข์ เขา้ ถึงฝงั่ คอื พระนิพพาน แตแ่ ตกตา่ งกัน เพียงวิธีการในการบาเพ็ญเพียรเพ่ือให้บรรลุเป้าหมายและหยั่งรู้ถึงความลุ่มลึกของธรรมแตกต่างกัน แต่ นิกายมหายานเช่ือว่า โพธิสัตวยาน สาคัญที่สุด เพราะสัตว์ที่อาศัยยานน้ีเมื่อสาเร็จมรรคผลจะกลายเป็น พระพุทธเจ้าทั้งหมดและรู้ความลุ่มลึกของธรรมอย่างละเอียดลออ สามารถขนสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจาก กเิ ลสและวัฏฏสงสารได้มากนบั ไมถ่ ้วน
เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวัติศาสตร์พระพทุ ธศาสนา (BU 5001) 95 5. นกิ ายสาคญั ของมหายานในประเทศอินเดยี อินเดียเป็นต้นกาเนิดแห่งเจ้าลัทธิของศาสนามากมาย เป็นบ่อเกิดศิลปะวิทยาการ ตลอดถึง ศาสนาและปรัชญาต่าง ๆ การท่ีพระพุทธศาสนาจะมั่นคงอยู่ได้ต้องต่อสู้ทางความคิดกับเจา้ ลัทธิอื่น ๆ อยู่ ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ นักปราชญ์ในพระพุทธศาสนาจึงเกิดข้ึนมากมายเพื่อนาพระธรรมคาสอนของพระ พุทธองค์มาอธิบายในแงอ่ ภิปรัชญาเพ่ือต่อสู้กับเจ้าลัทธิเหล่าน้ัน มีการอธิบายและแปลความหลักธรรมใน แง่มุมต่าง ๆ มากมาย บางแง่มุมอาจก่อให้เกิดความคิดเห็นท่ีไม่ลงรอยกัน จนแตกออกเป็นนิกายต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้วในเบ้ืองต้นนั้น ในที่นี้จะกล่าวถึงกลุ่มของนิกายมหายานโดยแบ่งออกเป็นนิกายต่าง ๆ ดัง (อนนทจ์ ารย์, 2551, หน้า 235-242) ไดก้ ลา่ วไว้ดังน้ี นกิ ายศนู ยวาทิน หรอื นิกายมาธยมกิ ะ นิกายนี้มีช่ือเรียกว่า นิกายศูนยวาท บางครั้งก็เรียกว่า นิกายมาธยมิกะ แปลว่านิกายสายกลาง เกิดข้ึนราวพุทธศตวรรษที่ 7-8 ผู้ก่อต้ังคือ พระนาครชุน โดยท่านได้อธิบายด้วยระบบวิภาษวิธี ซ่ึง กอ่ ให้เกิดความต่ืนเต้นในวงการนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก หนงั สอื ปรัชญาปารมิตาสูตร หรือปรัชญาศูนยวาท เป็นผลงานสาคัญของพระนาคารชุน เป็นหนังสืออย่างท่ีโลกทางพระพุทธศาสนาไม่ เคยมีมาก่อน เป็นหนังสือที่เสนอแนวความคิดใหม่ ๆ ให้กับคนได้เข้าใจหลักพระพุทธศาสนา หนังสือ ปรัชญาปารมิตาสูตรถือเป็นเพชรน้าเอกของมหายานที่ได้อธิบายเกี่ยวกับพุทธมติด้วยหลักตรรกวิทยา (Syllogism) เช่นว่า \"การทาความช่ัวทุกอย่างควรถูกตาหนิ การพูดมุสาเป็นความช่ัวชนิดหน่ึง ฉะน้ัน การ พดู มุสาจึงควรถูกตาหนิ\" เป็นต้น ท่านไดป้ ระกาศหลักธรรมของนกิ ายจนแพร่หลาย ต่อมามีพระมหาเทวะ พระปาลิตะ พระภาววิเวก พระจันทรกีรติ และพระศานติเทวะเป็นผู้ประกาศนิกายนี้ในกาลต่อมา ตามลาดับ พระเถระผู้รจนาคัมภีร์ทีส่ าคัญของนกิ ายนปี้ ระกอบดว้ ย 1. พระนาครชุน (Nagarjuna) แต่งคัมภีร์มาธยมิกศาสตร์ขึ้น เป็นคัมภีร์หลักที่ได้แจกแจงแนวคิด ของนิกายมาธยมิกะไว้อย่างเป็นระบบ ชัดเจน ละเอียดลึกซ้ึง หาที่เปรียบไม่ได้ ท่านได้รับการยกย่องว่า เป็นปรมาจารย์ผ้ยู ง่ิ ใหญ่ 2. พระอัศวโฆษ (Asvaghosa) แต่งเรื่องพุทธจริตเป็นมหากาพย์ และเร่ืองอื่น ๆ อีกมากมาย ได้รับยกย่องอยา่ งกวา้ งขวางอกี รปู หนึง่ 3. พระมาธวาจารย์ (Madhavacharya) แต่งเร่ืองสรวาทรรศนะสังครหะ เป็นกาลังสาคัญในการ บุกเบกิ นกิ ายน้ีเชน่ กัน หลกั ธรรมที่สาคัญ นิกายนี้เนน้ ทางสายกลาง หลักปจั จยการ และหลักสญู ญตา นอกจากประกาศ แนวคิด ทฤษฎีสุญญตาแล้ว ยังวิพากย์มติต่าง ๆ ของนิกายอื่น ๆ ในพระพุทธศาสนาไว้มากมาย และมติ ของปรัชญาฮินดแู ละเชนไวด้ ว้ ย มอี ิทธพิ ลและบทบาทในอินเดีย จนี ธเิ บต และญปี่ ุ่น นิกายมาธยมิกะได้แสดงทัศนะไว้ว่า สิ่งที่เป็นจริงจะต้องตั้งอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง การมีอยู่และ การเกิดข้ึนของมันจะต้องไม่ข้ึนกับสื่งอื่น แต่ทุกสง่ิ ทุกอย่างทเี่ หน็ นน้ั ต้งั อยู่บนเง่ือนไขบางอยา่ งเสมอ ดังน้ัน จึงไม่อาจบอกว่ามันเป็นจริงได้ แต่ก็ไม่อาจบอกได้ว่ามันไม่เป็นจริงตามน้ันได้ทีเดียว เพราะว่าส่ิงที่ไม่มีอยู่ จริงเช่นวิมานในอากาศไม่เคยเกิดข้ึนมาให้เห็น ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนว่ามีอยู่ แต่เมื่อพยายามท่ีจะเข้าใจ ถึงสภาพการมีอยู่ของมัน ก็ไม่อาจจะยืนยันให้แน่ชัดลงไปได้ ไม่อาจจะบอกว่ามันจริงหรือมันไม่จริง หรือ ทงั้ จรงิ และไม่จรงิ หรอื ไมใ่ ช่ทั้งจริงและไมจ่ ริง คาว่า สุญญตา (Sunyata) หรือ ความว่าง (Voidness) เป็นช่ือเรียกลักษณะที่แท้จริงของสรรพ เส่ิงทไี่ ม่อาจกาหนดใหแ้ น่ชดั ลงไปได้ ดังนั้น สุญญตา จงึ หมายถงึ ลกั ษณะที่เป็นเงอ่ื นไขของสรรพสิง่ รวมท้ัง ลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไม่คงท่ีและกาหนดใหแ้ น่ชัดลงไปไม่ได้ โดยทา่ นนาครชนุ กลา่ วว่า
96 “ข้อเท็จจริงของการเกิดท่ีเป็นเง่ือนไขเรียกว่า สุญญตา ไม่มีส่ิงใดท่ีเกิดข้ึนได้โดยไม่อิงอาศัย เงอื่ นไขใด ๆ ดงั นั้น ไมม่ ีสง่ิ ใดท่ีไมใ่ ชส่ ุญญะ” อธิบายได้ว่า คาว่า ศูนยตา ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรเลย เหมือนกับเลขศูนย์ของไทยเรา คา ว่า ศูนยตา ต่างกับคาว่า อุจเฉทะ หรือ นัตถิกะ ซึ่งแปลว่า ขาดศูนย์ไม่มีอะไรเลย เป็นคาปฏิเสธแบบ เด็ดขาด ศูนยตา หมายถึง ความไมม่ ีสวลักษณะหรือสวภาวะเท่านั้น คอื ไม่มีส่งิ ใดในโลกที่จะเปน็ อยู่ด้วยตัว มันเอง โดยไม่มีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น ๆ อีก นิกายศูนยวาทถือว่า ทุกส่ิงเป็นสิ่งสัมพันธ์กันหมด มีข้อ เปรียบเทียบที่เห็นได้ง่ายก็คือ ความยาวกับความส้ัน โดยความรู้สึกทั่วไปของคนเราเข้าใจว่ามันมีอยู่ แต่ โดยความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้มีอยู่อย่างที่เราเข้าใจ จะเห็นว่า ความยาวและความส้ันมีได้เพราะ ความสัมพันธ์กนั ถ้าปราศจากความสมั พันธ์กนั แล้วความยาวความสั้นก็ไม่มี น่ันหมายความว่า สวลกั ษณะ ของความยาวและความสน้ั ไม่มี เมอ่ื สวลักษณะไม่มเี ช่นนี้ จึงเรยี กว่า ศนู ยตา ตามทัศนะของนกิ ายนี้ ยนื ยัน ว่าส่ิงต่าง ๆ มีอยู่ตามเงื่อนไขของมัน กล่าวคือไม่ยืนยันว่าส่ิงต่าง ๆ มีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริง ตาม หลักปัจจยการ (Theory of Dependent Origination) อันเป็นทางสายกลาง ปัจจยการนี่เองที่ หมายถึงศูนยวาทตามทัศนะของมาธยมิกะ นอกจากจะกล่าวถึงโลกแห่งปรากฏการณ์ (Phenomena) อัน อยู่ภายใต้กฏปัจจยการแล้ว ยังกล่าวถึงสภาพที่ดารงอยู่ตามสภาพด้วยตัวของมันเอง (Noumenon) ไม่ เปล่ียนแปลง และไม่อิงอาศัยเงื่อนไขใด ๆ อยู่เบ้ืองหลังโลกแห่งปรากฏการณ์นี้ กล่าวคือสภาพของพระ นพิ พานในระดบั ปรมัตถสจั จะน่ันเอง มื่อกล่าวโดยสรุปแลว้ ปรชั ญาศูนยตาของท่านนาคารชุนน้ันถือว่าทุกสิ่งทุกอยา่ งไม่มีอะไรจะคงอยู่ เป็นอยดู่ ้วยสภาวะของตัวมันเองไดโ้ ดยสมมติสัจจะ ทุกสิ่งทุกอย่างทเ่ี ราเหน็ และไม่เหน็ เป็นเพียงภาพมายา โดยปรมัตถสัจจะแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นศูนยตา แม้แต่การหลุดพ้นก็เป็นศูนยตา ท่านนาคารชุนได้ อธิบายว่า เม่ือสังขตะเป็นศูนยตา อสังขตะก็เป็นศูนยตาไปด้วย นิพพานจึงไม่เป็นทั้งภาวะและอภาวะ ไม่ เป็นทั้งอัตตาและอนัตตา อยู่เหนือสภาวะทั้งสองโดยสิ้นเชิง และกล่าวสรุปให้ส้ันเข้าไปอีกได้ความว่า นกิ ายศูนยวาทิน หรือ นิกายมาธยมิกวาทนิ ถือว่าทกุ สิง่ ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเปน็ รปู ธรรมหรอื นามธรรม หรือ ไม่ว่าจะเป็นกายหรือจิต ล้วนแต่มีสภาพสูญ หรือว่างเปล่าจากตัวตัน กล่าวอีกนัยหน่ึง คือเป็นอนัตตา ทัง้ หมดนนั่ เอง นิกายโยคาจาร นิกายโยคาจาร นิกายน้ีบางคร้ังก็เรยี กว่า วิชญาณวาท หรือ วิญญาณวาท มีความเห็นท่ีตรงกัน ข้ามกับนิกายศูนยวาท และเป็นนิกายคู่ปรับของนิกายศูนยวาทเป็นอย่างมาก คณาจารย์ผู้เป็นต้นกาเนิด ของนิกายนี้คือ พระไมตรียนาถ หรือ ไมเตรยะ ท่านได้เขียนคัมภีร์ช่ือว่า อภิสมยลังการ มีศิษยานุศิษย์ท่ี เด่นอยู่ท่านหน่ึงช่ือว่า พระอสังคะ ท่านได้แต่งตารามากมาย เช่น โยคาจารภูมิศาสตร์ เป็นต้น และมี น้องชายอกี คนหนึ่งชื่อวา่ วสพุ ันธุ ท่านอสังคะและวสพุ ันธุ เดิมน้นั บวชเรยี นอยใู่ นนิกายสรวาสติวาท แล้ว แปลงมาเป็นมหายานในกาลต่อมา และยังมีอาจารย์ที่สาคัญในนิกายน้ีอีกหลายท่าน อาทิ พระสภิรมติ พระทินนาคะ พระธรรมปาละ พระธรรมกีรติ พระศานตรักษิตะ และท่านกมลศีละ นิกายนี้เจริญสูงสุดใน สมยั ของพระอสังคะและพระวสุพันธุ โดยท่านอสงั คะเรียกช่ือนิกายว่า โยคาจาร ส่วนท่านวสุพันธุ เรียกชื่อ ว่า วชิ ญาณวาทะ (มหณรงคช์ ยั , 2556, หนา้ 95) พระเถระผรู้ จนาคมั ภรี ท์ ่สี าคญั ของนิกายน้ีประกอบด้วย 1. พระอสังคะ ท่านรบั อรรถาธิบายจากพระศรีอารยเมตไตรย์ท่ีเมืองอโยธยา ในอินเดียภาคกลาง โดยพระศรีอายเมตไตรย์ได้แสดงศาสตร์ท้ัง 5 อันเป็นหลักการของโยคาจาร ต่อมาท่านอสังคะได้นิพนธ์ อารยวาจาปกรณ์ศาสตร์ และมหายานสัมปริครหศาสตรข์ นึ้ เผยแพร่ปรชั ญาสายนี้
เอกสารประกอบการสอนวิชา ประวัตศิ าสตรพ์ ระพุทธศาสนา (BU 5001) 97 2. พระวสพุ นั ธุ เป็นผทู้ าใหน้ ิกายโยคาจารเจรญิ ร่งุ โรจน์อย่างแท้จริงในราวพทุ ธศตวรรษท่ี 10 โดย ท่านได้เขียนปกรณ์วิเศาทางอภิธรรมของฝ่ายเถรวาทไว้มากถึง 500 ปกรณ์ ต่อมาได้รับคาสั่งสอนจาก พ่ีชาย จนเกิดความเลื่อมใสในนิกายมหายาน จึงได้แต่งคัมภีร์ประกาศปรัชญาโยคาจารย์จานวน 500 ปกรณเ์ ชน่ เดียวกนั เล่มท่สี าคัญท่สี ดุ คอื วิชญาณปติมาตราตรีทศศาสตร์ ในกาลต่อมามีคณาจารย์จานวนมากที่นาคาสอนโยคาจารมาแนะนาสั่งสอนที่มหาวิทยาลัยนาลัน ทา ท้ังท่ีเป็นพระภิกษุและฆราวาส ท่านที่มีช่ือเสียงและมีบทบาทสาคัญ ได้แก่ ท่านทินนาคะ (ศิษย์ของ พระวสุพันธุ) เป็นผู้แต่งคัมภีร์ประมาณสมุจจัย ท่านธรรมปาละ (ศิษย์ของท่านทินนาคะ) ท่านเป็น อธิการบดีมหาวิทยาลัยนาลันทา และทา่ นศีลภัทระ (ศิษย์ท่านธรรมปาละ) เป็นอาจารย์ของซวนฉ่าง หรือ พระถังซัมจ๋ัง หลวงจีนท่ีเดินทางมาศึกษาพระพุทธศาสนาท่ีอินเดียและบันทึกเหตุการณ์สคัญ ๆ ของพระ พทุ ธศาสตร์ให้ชนรุน่ หลังได้ศึกษามากมาย เป็นท่รี ู้จักกันดนี ั่นเอง หลักธรรมที่สาคัญ นิกายโยคาจารมีหลักปรัชญาว่า สรรพสิ่งในโลกล้วนเป็นภาพสะท้อนออกไป จากดวงจติ เรยี กวา่ อาลยวิญญาณ อาลยวญิ ญาณคอื ธาตุรู้ มีหนา้ ทีอ่ ยู่ 3 ประการคอื 1. มีหน้าท่ีรู้เก็บ คือเก็บเอาพลังของการกระทาทุกอย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ส่ิงต่าง ๆ ที่ถูก นามาเกบ็ ไว้ในอาลยวญิ ญาณน้ีเรียกว่า พีชะ เชน่ กุศลพีชะ อกุศลพชี ะ อัพยากตพีชะ เปน็ ตน้ 2. มีหน้าที่รู้ก่อ คือก่อสร้างอารมณ์ต่าง ๆ ออกมา เช่น อารมณ์ โลภ โกรธ หลง เป็นต้น เป็นปรากฏการณ์ของอาลยวิญญาณทั้งสิ้น รวมท้ังสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเช่น ภูเขา แม่น้า ห้วย หนอง คลอง บึง เปน็ ต้น 3. มีหน้าท่ีปรุง คือปรุงแต่งอารมณ์ให้วิจิตรพิสดารออกไป เป็นไปตามกระแสแห่งตัณหา ปรุงแต่ง กรรมดีบ้าง กรรมช่ัวบ้าง ก่อให้เกิดผลวิบาก ส่งผลเป็นพีชะเข้าไปเก็บไว้ในอาลยวิญญาณอีกวนเวียนอยู่ อย่างนจ้ี นกว่าจะสนิ้ ภพหมดชาติ กล่าวโดยสรุปคือ นิกายโยคาจารเป็นพวกประเภทจิตนิยมแบบอัตวิสัย (Subjecttive Idealism) เพราะนิกายนี้ถือว่า จิตเป็นส่ิงสาคัญกว่าร่างกายหรือวัตถุ โดยสอนว่า โลกวัตถุเป็นเพียงมโนภาพ เพราะ เป็นส่ิงท่ีถูกปรุงแต่งออกไปจากพีชะในจิต ถ้าไม่มีอาลยวิญญาณเสียแล้ว ส่ิงทั้งหลายทั้งปวงก็ไม่มี เหมือนกับดวงอาทิตย์ ความจริงแล้วมีดวงเดียว แต่ปรากฏเป็นหลายดวงแก่คนตาพิการ เป็นต้น มันเป็น ภาพสะท้อนออกไปจากพีชะในจิตนั่นเอง ถ้าจะมีคาถามว่าเจ้าพีชะน้ันมาจากไหน ก็ตอบได้ว่าเจ้าตัวพีชะ น้ันเป็นอนมตัคคพีชะคือพีชะท่ีมีเบื้องต้นท่ามและที่สุดไม่มีใครรู้ได้ ถ้าจะถามต่อไปวา่ ถ้าโลกทางวัตถุเป็น เพียงมโนภาพ ซ่ึงกระจายออกมาจากพีชะในอาลยวิญญาณแล้ว เราก็สามารถสร้างบ่อน้ามันข้ึนใน เมืองไทย สร้างภูเขาน้าแข็งในเมืองไทยได้ ก็ตอบได้ว่าไม่ได้ เพราะส่ิงบางอย่างในโลกน้ีเกิดจากสหกรรม ของมนษุ ย์และสัตว์ดิรัจฉานร่วมกนั ย่อมมีกาเนิดแหล่งทีช่ ดั เจน จะมาสับเปล่ยี นภายหลังตามความชอบใจ ของใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้เลย นี้คือทัศนะของนิกายโยคาจาร และเหตุท่ีชื่อว่า โยคาจาร เพราะมีลักษณะ กระตือรือร้นท่ีจะไตส่ วน (โยคะ) กบั มีการประพฤติท่ีดีงาน (อาจาระ) รวมกัน จิตท่ีมีลักษณะเป็นเหมือนท่ี เก็บของ (Storehouse) เรียกว่า อาลยวิชญาณ (Alayavijnana) หรืออาลยวิญญาณ มิใช่อาตมัน (Soul) ที่มีลักษณะเป็นตัวยืนไม่เปล่ียนแปลง แต่เป็นกระแสของสภาวะที่แปล่ียนแปลงอย่างต่อเน่ืองด้วยการขัด เกลาทางวัฒนธรรม และการรู้จักควบคุมตัวเองที่อาลยวิญญาณ จะค่อยๆ หยุดสภาวะทางจิตที่ไม่น่า ปรารถนาไม่ให้เกิดขึ้นและพัฒนาไปสู่สภาพแห่งพระนิพพานในที่สุด มิฉะน้ัน จะก่อให้เกิดความคิด ความ ต้องการ และความยึดมั่นถือมั่น ผูกมัดบุคคลให้ติดอยู่กับโลกภายนอกอันเป็นมายามากย่ิงขึ้น ๆ (อนนท์ จารย์, 2551, หน้า 238-239) นิกายศูนยวาทกับนิกายโยคาจาร เป็นคู่ปรับกันมาทุกยุคทุกสมัย เหมือนขมิ้นกับปูนหรือน้ากับ น้ามัน ไม่สามารถจะระคนปนกันไปได้ ข้อท่ีแตกต่างกันก็คือความเห็นในเรื่อง สวลักษณะหรือสวภาวะ นิกายศูนยวาทถือว่า โดยโลกสมมติ โลกนิรุตติ หรือ โลกบัญญัติแล้ว ส่ิงทั้งหลายทั้งปวงไม่มีสวลักษณะ
98 หรือสวภาวะในตัวของมันเอง เป็นมายาท้ังหมด และโดยปรมัตถสัจจะแล้ว สิ่งท้ังหลายทั้งปวงเป็นศูนยตา แต่นิกายโยคาจารถือว่า โดยโลกสมมติ โลกนิรุตติ หรือโลกบัญญัติแล้วสิ่งทั้งหลายท้ังปวงจะเป็นมายาไป ท้ังหมดไม่ได้ แม้มองจากภายนอกจะไม่ใช่ของจริง แต่พีชะท่ีมาจากอาลยวิญญาณจนเป็นบ่อเกิดของภาพ เหล่านั้นมีสวลักษณะอยู่ด้วย โดยปรมัตถ์ก็ไม่ได้สูญเสียไปทั้งหมด ยกตัวอย่าง ถ้าทุกส่ิงทุกอย่างไม่มี สวลักษณะอยภู่ ายในตวั ของมันเองแลว้ คนเราทาความชวั่ วนั นี้ พรุ่งน้กี ไ็ ม่ต้องรบั ความชั่วท่ีตัวเองได้กระทา ไว้ ถ้าไม่มีสวลักษณะหรือสวภาวะอยู่แล้วใครเล่าจะเป็นคนคอยรับบุญรับบาป นายแดงทาความชั่ววันนี้ พรุ่งน้ีก็กลายเป็นคนละคนไปแล้วไม่ต้องรับความช่ัวท่ีตัวก่อไว้ เหมือนกับปลูกมะละกอถ้าไม่มีสวลักษณะ อยูก่ ็กลายเป็นมะมว่ งมะพร้าวไป สรุปแล้วนิกายทั้ง 2 ตีความหมายให้คานิยามสวลักษณะแตกต่างกัน ฝ่ายศูนยวาทถือว่าขึ้นช่ือ ว่าสวลักษณะแล้วจะต้องเที่ยงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ฝ่ายโยคาจารถือว่าสวลักษณะน้ันเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถึงจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ยังรักษาคุณสมบัติเดิมเอาไว้ได้ ดังนั้น ฝ่ายศูนยวาทจึงประณามพวกโยคา จารวา่ เป็นพวกสัสสตวาท ฝา่ ยโยคาจารกป็ ระณามพวกศูนยวาทว่าเป็นพวกนตั ถิกวาทะ ดงั น้ัน จึงกล่าวสรุปสนั้ ๆ ได้วา่ นกิ ายโยคาจาร หรือ วิญญาณวาทิน ถือว่าจิตเทา่ นน้ั ที่เป็นความ จรงิ ทุกส่ิงทุกอยา่ งมาจากจิต หรอื จิตเป็นบ่อเกิดของสรรพสง่ิ นกิ ายจิตตอมตวาท นิกายจิตอตวาท หรือเรียกอีกอย่างว่า นิกายอัสติวาทิน นิกายนี้ไม่ปรากฏนามผู้ก่อตั้ง แต่เจริญ มากในสมัยราชวงศ์คุปตะเป็นสมัยท่ีมีการฟื้นฟูวรรณคดีสันสกฤตและปรัชญาฮินดู เป็นยุคทองแห่ง วรรณคดีสันสกฤต ทาให้อิทธพิ ลทางปรชั ญาฮนิ ดไู ดเ้ ข้ามาครอบงาทัศนะของนักคิดชาวพทุ ธในยุคน้ีอยมู่ าก พระเถระผรู้ จนาคมั ภีร์ทสี่ าคัญของนกิ ายน้ีประกอบด้วย คัมภีร์ส่วนใหญ่แต่งขึ้นหลังสมัยพระนาครชุน ในราชวงศ์คุปตะ ส่วนใหญ่เป็นคัมภีร์ที่อยู่ใน วรรณคดีพระสูตรสันสกฤต เช่น ศรีมาลาเทวีสิงหนาทสูตร ศูรางคมสมาธิสูตร ตถาคตครรภสูตร สุวรรณ ประภาสสตู ร พุทธยานสาครสมาธสิ ูตร อจนิ เตยยสูตร วเิ ศษจนิ ตาพรหมปริปฤจฉาสูตร เปน็ ต้น หลักธรรมท่ีสาคัญ คาสอนของมหายานนิกายน้ีมีความเห็นตรงกันข้ามกับนิกายศูนยวาทและ โยคาจาร คือสอนว่า จักรภพมีรากฐานมาจากสมบูรณภาพ จากสิ่งนี้เองสมบูรณภาพจึงก่อให้เกิดจักรภพ ชีวิตขึ้น ภาวะอันเป็นแก่นเดิมของโลกคือความจริงแท้ แม้แต่สิ่งมายาก็มีรากฐานมาจากภาวะอันแท้จริง น่ันเอง นิกายจิตอมตวาทมีทัศนะเกี่ยวกับเร่ือง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถือว่าเป็นเพียงส่วนเบ้ืองต้นเท่าน้ัน เป็นเพียงปริยายธรรม ยงั มีธรรมที่สุขุมคมั ภีรภาพไปกวา่ นั้น คอื ธรรมท่แี สดงถึง นจิ จัง สขุ ัง และอตั ตา การ ที่พระองค์ทรงแสดงอนัตตาก็เพื่อให้เราได้เข้าถึงอัตตาที่แท้จริง กล่าวคือสมบูรณภาพหรือพุทธภาวะ โลก จะปรากฏข้ึนไดก้ ็ต้องอาศัยสมบูรณภาพนี้เป็นแก่น เพราะฉะนั้น สรรพสง่ิ เม่ือมองในแง่สมบูรณภาพนับว่า เป็นภาวะอันเดียวกัน คือทุก ๆ ส่ิงมีอยู่ในพุทธภาวะ และพุทธภาวะมีอยู่ในทุก ๆ ส่ิง นิกายน้ีได้อธิบายว่า ธรรมดาของจิตหรือสมบูรณภาพนัน้ เทย่ี งแท้ ไม่เกิด ไม่ดบั เบอื้ งตน้ ไม่ปรากฏ เบ้อื งปลายไม่ปรากฏ แต่ที่ เหน็ เกดิ ดับนั้นเป็นเพียงอาการของจิตเท่านัน้ ไม่ใชต่ วั จิต เพราะฉะนั้น จิตจึงไม่ใช่วิญญาณขันธ์ (ความเห็น อย่างนี้ทุกนิกายก็ไม่เห็นด้วย) จึงกล่าวตาหนิพวกจิตอมตวาทว่าเป็นพวกขันธ์ 6 เม่ือจิตไม่ใช่วิญญาณขนั ธ์ จิตจึงเป็นผู้รู้ขันธ์ เป็นผู้ปล่อยขันธ์ เป็นผู้วางขันธ์ เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ ย่อมมีปกติส่องแสงสว่าง แต่ บางคราวเกิดมืดมัว ก็มิได้หมายความว่าดวงอาทิตย์นั้นอับแสงไป แต่เป็นด้วยเหตุเมฆหมอกมาปกคลุม เปรียบเหมือนดังกิเลสมาตัณหามาบังพุทธภาวะในปุถุชน จิตอมตวาทเชื่อมั่นว่า สัตว์ทั้งปวงในวันหนึ่ง ข้างหน้าต้องตรสั รเู้ หมือนกนั ต้องไดเ้ ป็นพุทธะหมด เพราะทกุ คนมีโพธจิ ิตอยู่ในตัว ท่านเปรียบประดุจท้องมหาสมุทรในยามปกติย่อมราบเรียบ ยังไม่เกิดคล่ืน เพราะมหาสมุทรคือ พุทธภาวะหรือจิตแท้ ต่อมาถูกลมพัดมาคือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ลูกคล่ืนท่ีเกิดขึ้นแต่ละลูก
เอกสารประกอบการสอนวิชา ประวตั ศิ าสตร์พระพุทธศาสนา (BU 5001) 99 เปรียบเสมือนสัตว์ต่าง ๆ เกิดแล้วก็ดับไปในมหาสมุทร แต่มีคาถามว่า อวิชชามีก่อนหรือพุทธภาวะมีก่อน หากจะตอบว่า อวิชชามีก่อนพุทธภาวะนั้น ก็ไม่ใช่พุทธภาวะแท้ เพราะไม่รู้มีก่อนรู้ รู้นั้นจึงไม่ใช่รู้จริง ใช้ ไม่ได้ และหากตอบว่า พุทธภาวะมีก่อนอวิชชา ก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะหากตอบเช่นนั้น พระอริยะจะ กลับไปเป็นปุถชุ นได้ นกิ ายจติ อมตวาทตอบว่า พทุ ธภาวะกบั อวชิ ชามีไม่กอ่ นไม่หลังกนั มีมาดว้ ยกัน นบั แต่ ภาวะเร่ิมตน้ ไม่ปรากฏ เหมือนธาตุทองกบั ดินทรายจะบอกว่าอะไรเกิดก่อนเกิดหลังไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทิศ นะของนกิ ายนเี้ ปน็ ปรชั ญาฮินดแู ปรรปู พวกศนุ ยวาทและโยคาจารร่วมกนั คัดคา้ น แต่อิทธิพลของนิกายน้ีมี มากกว่า พระพุทธศาสนาจึงถูกปรัชญาของพราหมณ์กลืนไปในยุคหลังน้ี ส่วนใหญ่จะเป็นพวกนิกายนี้ ทงั้ สน้ิ (โพธปิ์ ระสิทธิ์ศาสตร์, 2539, หน้า 172-174) ดังน้ัน จึงกล่าวสรุปส้ัน ๆ ได้ว่า นิกายอัสติวาทิน หรือ นิกายจิตอตวาท ถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างใน โลกนี้ แม้มีมากมาย แต่เม่ือแบ่งประเภทแล้ว มีเพียง 2 ประเภท คือ รูปธรรมและนามธรรม หรือ กายกับ จิต ท้ังสองอย่างนมี้ อี ยจู่ รงิ นกิ ายพทุ ธตนั ตรยาน พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานในสมัยปลายราชวงศ์คุปตะ ในราวศตวรรษท่ี 6-7 ได้รับเอาลัทธิ ตันตระของฮนิ ดูเข้ามาปะปนในพระพุทธศาสนา เรียกว่า พุทธตันตรยาน มันตรยาน รหัสยาน คุยหยาน สหัชยาน หรือ วัชรยาน เรียกอีกอย่างว่า ลัทธิตันตระ จุดประสงค์ก็ต้องการจะแข่งกับฮินดูทาให้ ประชาชนหันกลับมานับถือเป็นจานวนมาก เพราะตรงกับกิเลสของชาวบ้าน แต่พอถึงพุทธศตวรรษท่ี 10 จึงได้ประกาศตัวออกมาอย่างชัดเจน ผู้ก่อต้ังคือ พระไวโรจน์พุทธเจ้า ต่อมาพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ ได้ รวบรวมไว้ และได้บรรจคุ าสอนไวใ้ นเจดีย์เหลก็ ของอนิ เดียใต้ ตอ่ มาท่านนาครชนุ ได้เปิดกรพุ ระธรรมลึกลับ น้ี แล้วประกาศแก่ชาวโลกและถ่ายทอดแก่ท่านนาคโพธิ ในราวพุทธศตวรรษท่ี 11 ต่อมาท่านนาคโพธิได้ ถ่ายทอดใหแ้ ก่ท่านศุภกรสิงหะทาการเผยแผ่นิกายน้สี บื ต่อมา หลกั คาสอนท่สี าคัญ คมั ภีรท์ ่ีสาคญั ของนิกายน้ีสว่ นใหญ่บันทกึ เป็นภาษาสันสกฤตแปลเป็นภาษาจีนจานวนมาก และท่ี สาคัญมอี ยู่ 3 คมั ภรี ์คอื 1) มหาไวโรจนสตู ร 2) วชั รเสขสตู ร และ 3) อรรถกถามหาวโรจนสตู ร หลักปรัชญาของนิกายนี้เป็นแบบเดยี วกับมหายาน แต่มีวิธีการหรืออุปายต่างออกไป โดยมกี ารใช้ ญาณทัศน์ และโยคะอื่น ๆ เข้ามา การฝึกเหล่านี้ได้อิทธิพลจากลัทธิตันตระของศาสนาฮินดู วัชรยานใน ทิเบตกอ่ ตั้งโดยท่านปัทมสัมภวะ (เกดิ ในดอกบัว) เป็นผู้สอนนิกายมนตรยานในธิเบต โดยการอุปถัมร์ของ พระเจ้าถิสรองเดดสันแห่งธิเบต เมื่อปี พ.ศ. 1290 มีการจัดให้มีนักบวชลามะข้ึนและแพร่หลายในแคว้น อุทยานและกาศมรี ะ ตลอดจนนาเอาพธิ ีเซ่นพลี ยักษ์ ปีศาจตามความเชื่อของลทั ธบิ อน อนั เปน็ ลทั ธดิ ้ังเดิม ของธิเบตเข้ามาผสมกลมกลืนกลับหลักธรรมของนิกายมนตรยานหรือวัชรยานนี้ในธิเบตอีกด้วย เหตุผลท่ี ช่ือว่า วัชรยาน เพราะเช่ือว่าเป็นยานพาหนะอันเป็นเพชรท่ีสามารถตัดกิเลสได้อย่างส้ินเชิง และที่ชื่อว่า ตันตระ เพราะหมายถึง ความสืบเนื่องแห่งจิตวัญญาณ แต่เมื่อพูดถึงตันตระ มักหมายเอาคุยหมนตร์ ซ่ึง เป็นมนต์ลี้ลับที่ไม่มีการเขียนหรือพิมพ์ แต่สืบทอดจากครูอาจารย์โดยตรง เรียกว่า อภิเษก ชาวธิเบตมี ความเคารพรักท่านปัทมสัมภวะมาก ถึงกับบูชายกย่องให้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ท่ี 2 และให้มีรูปบูชาของ ทา่ นในวัดธิเบตทุกวดั ขนานนามรปู บูชานั้นวา่ พระผูค้ วรบูชาแปดรปู กาย เลยทเี ดียว ยุคแรกนักบวชในนิกายนี้ไม่เรียกว่าภิกษุ เรียกว่า มหาสิทธา มักอยู่ตามป่า ต่อมาในราวพุทธ ศตวรรษท่ี 10 เป็นต้นมา ได้เกิดแตกแยกสาขาออกไปอีก 2 คือ 1) ทักษิณจารี พวกนี้ยังประพฤตติ ามพระ ธรรมวินัย เพราะถอื ว่ายังเป็นพระภิกษุท่ีประพฤติพรหมจรรย์ และ 2) วามจารี พวกนี้ไม่รักษาพรหมจรรย์ มีลักษณะเป็นหมอผี คืออยู่ในป่าช้าใช้กะโหลกผีเป็นบาตร และมีภาษาเรียกกันเฉพาะ เรียกว่า สนธยา ภาษา พวกนี้ถือการเสพกามคุณเป็นการลุวิโมกข์ มีการสร้างให้พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์มีศักดิ
100 กล่าวคือ ชายาคู่บารมี นั่นเอง จะเห็นได้ว่า มีพระพุทธรูปปางอุ้มกอดศักดิ โดยอ้างว่า การบรรลุนิพพาน ต้องทาธุชายธาตุหญิงมาสมานกัน ธาตุชายเป็นอุบาย ธาตุหญิงเป็นปรัชญา เพราะฉะนั้น อุบายบวก ปรัชญาได้ผลคือพระนิพพาน พวกทักษิณจารีตีความให้เป็นธรรมว่า สัญลักษณ์เหล่าน้ี จะถือตรงตัวไม่ได้ เช่น ในคัมภีร์สนธนมาลาของท่านอนังควัชระ ศิษย์คนหน่ึงในนิกายนี้ กล่าวว่า สาธุควรได้รับการบาเรอ จากสตรีเพศ เพื่อให้เสวยมหามธุรา ซึ่งข้อความนี้เป็นสนธยาภาษา จะต้องไขความว่า สตรีเพศในท่ีนี้ท่าน ให้หมายเอาปัญญา สาธุเป็นเพศชาย จะต้องสร้างอุบายเพื่อร่วมเป็นเอกีภาพ แล้วจะเข้าถึงพระนิพพาน แตพ่ วกวามจารีไมก่ ลา่ วเชน่ นน้ั กลับถือเอาตรงตามตวั อักษร และสอนว่า ผใู้ ดมอบสตรีให้สิทธะ จะได้กุศล แรงและยงั ตคี วามอักษร ม. 5 ตัว อันเป็นกรรมวิธีทางโยคะอยา่ งหนึ่งของนกิ ายมตรยานคือ สอนว่า สิทธะ ควรได้รับการบารุงจาก 1) มัสยา ปลา 2) มางสะ เนื้อ 3) ไมรยะ น้าเมา 4) มุทรา ย่ัวให้เกิดกามราคะ กาหนัด และ 5) ไมถุนะ เสพเมถนุ แต่พวกทักษณิ จารตี คี วาม ม. 5 ตัว วา่ หมายถึง ปัญจขันธ์ 5 จนกระท่ังราว พ.ศ. 1400 จึงแพร่เข้าสู่มหาวิทยาลัยทางพุทธศาสนาในยุคนั้น คือ มหาวิทยาลัย นาลันทาและมหาวิทยาลัยวิกรมศิลาวัชรยานเส่ือมจากอินเดียเมื่อราว พ.ศ. 1700 ซึ่งเป็นผลสืบ เน่ืองมาจากการรุกรานอินเดียของชาวมุสลิม ทาให้ขาดผู้อุปถัมภ์พุทธศาสนา วัชยานได้แพร่หลายไปสู่ ทิเบตและกลายเป็นพุทธศาสนานิกายหลักที่นั่น บางส่วนได้แพร่หลายต่อไปยังจีนและญ่ีปุ่นเกิดเป็นนิกาย เชนเหยน หรือม่ีจงุ ในจีน และนิกายชินกอนในญ่ปี ุ่น นิกายน้ีมีความเห็นว่าลาพังเน้ือแท้ของธรรมะ ยากท่ีประชาชนจะเข้าถึงได้ง่าย ๆ จึงคิดแก้ไขให้ เหมือนศาสนาฮินดู มีการปลุกเสกลงเลขยันต์ ร่ายเวทมนต์ อาคมขลัง สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา เสริม บารมี คือถือหลักอาคมมนต์ขลังเป็นสิ่งสาคัญ จนแทบจะไม่เหลือหลักธรรมแท้ ๆ อยู่เลย อรรถกถา มหาวโรจนสูตร สดุ ทา้ ยก็ยังรับหลกั 5 ม. ของตนั ตระเข้ามาใช้ประพฤติปฏิบัติอย่างเต็มตัวดังกล่าวแล้วน้ัน โดยอธิบายว่า สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้บรรลุนิพพาน และเป็นเพียงมายา ผู้ท่ีหวังต้องการไป นิพพานต้องหาความสาราญในเรื่องเหล่าน้ี เม่อื เสพสุขความสาราญจนเต็มทถี่ งึ ที่สุด จะเกิดความเบอื่ หน่าย ไปเอง คนท่ีไมไ่ ด้ผ่านส่งิ เหลา่ นม้ี าจะไม่อาจบรรลุนิพพานได้ เพราะจิตใจยังมีความลังเลสงสยั บางแห่งก็นา สตรีมาบูชาพระปลดเปลื้องเส้ือผ้า ทาการร่ายรา บางแห่งหนักไปกว่านั้น มีการแสดงอนาจารต่อหน้า พระสงฆด์ ้วย เนือ่ งจากนิกายน้ีถือคาถาอาคมเป็นสาคัญ จงึ มีสงิ่ เหลา่ นเี้ กดิ ข้นึ ตามมาคอื 1. พระอาทิพุทธ คือพระพุทธเจ้า เป็นประธานในสากลโลก เป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง เป็นภาคหนึ่ง ของพระอาทิพุทธที่แบ่งภาคลงมา พระปฏิมาจะอยู่ในรูปพระทรงเครื่องมีเครื่องประดับมากมาย น่ีคือจุด กาเนิดของพระพุทธรูปทรงเคร่ือง โดยมจี ุดกาเนิดจากนกิ ายนเี้ อง 2. พระธยานิพุทธะ 5 พระองค์ คือ พระไวโรจนพุทธะ พระอักโษภยพุทธะ พระอโมฆสิทธิพุทธะ พระอมิตาภพุทธะ และพระรัตนสมภาพพุทธะ สีพระวรกายของพระธยานิพุทธะทั้ง 5 พระองค์ คือ สี เหลือง สเี ขียว สแี ดง สนี า้ เงนิ และสแี สด ตามลาดบั 3. พระพุทธเจ้าและพระโพธสิ ัตว์มปี างดุ ปางโกรธ และปางดีใจ ในทานองเดียวกบั เทพเจา้ ของ ชาวฮินดู แต่ไม่ใช่ดุหรือโกรธจริง ๆ เป็นเพียงมายา ลักษณะที่พระองค์เนรมิตข้ึนมาเพ่ือปราบมาร ทานอง หนามยอกเอาหนามบ่ง การจะปราบอันธพาลจะปราบด้วยความใจดีอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีอานาจบังคับ เดด็ ขาด จึงจะสาเร็จได้ 4. ธารณี เป็นการบัญญัติให้มีมนต์ประจาองค์พระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย สั้นบ้าง ยาวบ้าง มนต์แต่ละบทล้วนมีอานุภาพมาก มีความขลังเป็นอย่างมาก เช่น สวดจบเดียวจะได้รับอานิสงส์ เป็นพระอินทร์หลายร้อยชาติ หรอื เพยี งเขียนมนต์ลงในผนื ผ้าแขวนเอาไว้ ใครเดินลอดจะได้รบั อานิสงส์ ทา ให้บาปที่ทามา 90 กัลป์สญู หายในบดั ดล เชน่ โอม มณี ปทฺเม หมุ ฺ (โอม ดวงแก้วเกิดในดอกบัว) เป็นต้น 5. บัญญัติมุทระ เป็นเคร่ืองหมายต่าง ๆ มีการกรีดน้ิว ยกมือ ดุจปางพระพุทธรูป มีมากมายเป็น รอ้ ยภาคหรือร้อยปาง โดยเช่ือวา่ อาการเหล่านเ้ี ป็นเคร่ืองหมายของอานาจล้ีลับ เชน่ ผภู้ าวนาด้วยการตรึก
เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวัตศิ าสตร์พระพุทธศาสนา (BU 5001) 101 ถึงพระพระโพธิสัตว์องค์ใดองค์หนึ่ง ต้องทามุทระตามปางของพระโพธิสัตว์องค์นั้น มุทระที่สาคัญ เช่น สมาธิมุทระ อภัยมุทระ วติ ักกมทุ ระ และภมิสัมผัสมุทระ เป็นต้น 6. บัญญัติมฑทลบูชา หรือท่ีเรียกันว่า มนตรเวที เช่น ก่อนทาพิธีใด ๆ ต้องมีเครื่องบูชาตาม จานวน จะต้องจัดบริเวณพธิ ีด้วยอุปกรณ์อย่างน้ันอย่างนี้ เชน่ มณฑลบชู า จะเห็นได้จากพธิ ีพุทธาภิเษกใน เมืองไทย ซ่งึ ได้รับอทิ ธิพลมาจากนกิ ายนนี้ นั่ เอง (อนนทจ์ ารย์, 2551, หนา้ 241-381) ลักษณะหรือสัญลักษณ์ดังกล่าวมาท้ัง 6 ประการนั้น ปัจจุบันมีให้พบเห็นเป็นจานวนมาก ในทุก แหง่ โดยเฉพาะนิกายมหายานสายธิเบต จนี เป็นตน้ ดงั น้นั จงึ กลา่ วสรุปส้ัน ๆ ไดว้ ่า นิกายพทุ ธตันตรยาน หรอื มันตรยาน ได้นาหลักธรรมในศาสนาฮินดูเข้ามาผสมผสานกับพระธรรมคาสอนของพระพุทธศาสนา ปรับปรุงให้ถูกใจปุถุชนสามัญท่ัวไป เพื่อสนองกิเลสของชาวบ้าน เน้นพิธีกรรม เวทมนต์ คาถา อาคม สัญลักษณ์ พิธีปลุกเสก ลงเลขยันต์ มากกว่าคาสอน โดยพระสงฆ์ทาหน้าท่ีเหมือนพราหมณ์ในการ ประกอบพิธี ซึ่งนิกายน้ีได้แผ่อิทธิพลมาจนถึงประเทศไทยด้วยแม้กระท่ังปัจจุบันที่มีพิธีกรรมมากมายของ พระสงฆไ์ ทยก็ลว้ นมีจดุ กาเนดิ มาจากนิกายนี้น่ันเอง 6. สรุปท้ายบท นิกายในพระพุทธศาสนาท่ีเกิดข้ึนมากมายดังกล่าวแลว้ ล้วนเกิดจากความไม่เสมอกัน 2 ประการ คือ ทิฏฐิสามัญญตา และศีลสามัญญตา โดยจุดกาเนิดของความแตกแยกน้ีมีเคล้ามาตั้งแต่คราวปฐม สังคายนา พระสงฆ์ได้มีความคิดเห็นไม่ตรงกันในด้านพระวินัยเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในยุคเริ่มต้น ต่าง ยึดทิฏฐิของฝ่ายตนเป็นสาคัญ โดยต่างฝ่ายต่างอ้างว่าได้ยินได้ฟังมาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธองค์ เร่ิม แตกเป็น 2 นิกายหลัก ๆ คือ นิกายเถรวาทด้ังเดิม มีพระมหากัสสปะเป็นประธานองค์ปฐม และนิกาย มหาสังฆิกะของพวกภิกษุวัชชีบตุ ร ความขดั แยง้ ดงั กล่าวได้ปรากฏชัดขึน้ เร่อื ย ๆ ในคราวสังคายนาครั้งท่ี 2 และ 3 อันมสี าเหตมุ าจากวตั ถุ 10 ตามหลกั ฐานฝ่ายบาลี หรอื ทิฏฐิ 5 ประการของมหาเทวะตามหลกั ฐาน ฝ่ายสันสกฤต ต่อมาเกิดจากการตีความพระธรรมวินัยของนิกายมหายานเป็นการเฉพาะ ซ่ึงส่วนใหญ่นา พระธรรมคาสอนของพระพุทธองค์มาอธิบายในแง่อภิปรัชญา บางพวกยกย่องพระอภิธรรมเหนือพระสูตร แต่บางพวกกลับมองว่าพระสูตรและพระวินัยสาคัญกว่า มีการโต้แย้งลงมติไม่เห็นด้วยกับการตีความใน หลักธรรมเหล่าน้ันจากฝ่ายเถรวาท เป็นส่วนใหญ่และมีมติเห็นด้วยเพียงเล็กน้อยเท่านั้นดังกล่าวแล้วใน เบื้องต้น ต่อมาเถรวาทได้แตกออกไปเป็นนิกายมหิสาสกวาทและนิกายของวัชชีบุตร ในกาลต่อมานิกาย มหิสาสกวาทได้แตกออกไปอีก 2 นิกายคือนิกายสรวาสติกวาทหรือสัพพัตถิกวาท และธัมมุตตวาท ต่อมา ท้ังสองนิกายก็แตกออกไปตามลาดับคือ นิกายสรวาสติกวาทแตกออกเป็นนิกายกัสสปิกวาท จากกัสสปิก วาทก็แตกออกเป็นนิกายสังกนั ตวิ าทและนกิ ายสุตตวาท หลงั จากนน้ั นกิ ายสังกันติวาทก็แตกออกเป็นธรรม คุตตวาทตามลาดับ แต่การแตกนิกายของนิกายต่าง ๆ ดังกล่าวมาต่างมีหลักฐานท่ีแตกต่างกันระหว่าง ปกรณ์ฝ่ายบาลแี ละสนั สกฤตมรี ายละเอยี ดดงั กลา่ วไว้แล้วในเบือ้ งต้นนน้ั ส่วนการแตกนิกายของวัชชีบุตรมี 2 ทัศนะคือ 1) มองว่านิกายภัทรยานิกวาทได้แตกออกเป็น นิกาย ฉันนาคาริกวาท แล้วนิกายฉันนาคาริกวาทได้แตกออกเป็นนิกายสมิติวาทตามลาดับ 2) มองว่า นิกายวิชชีปุตตวาทน้ีแตกนิกายออกไปอีก 4 นิกายได้แก่ 1) นิกายธัมมุตตริกวาท และ 2) นิกายภัทรยานิ กวาท 3) นิกายฉันนาคาริกวาท และ 4) นิกายสมิติยวาท รวมเป็น 12 นิกาย ตามปกรณ์ฝ่ายบาลี ได้แตก ออกเปน็ 17 นกิ าย ตามปกรณ์ฝ่ายสนั สกฤต (ไมไ่ ด้สรปุ การแตกนกิ ายตามปกรณ์ฝ่ายสนั สกฤตในส่วนน้ี ให้ ศึกษาจากแผนผงั หนา้ 81) นิกายมหาสังฆิกะได้แตกออกเป็นนิกายเอกวยหาริกวาท นิกายโลโกตรวาทิน นิกายโคกุลิกะ นิกายพหุศรุติยะ นิกายปรัชญาปติวาทิน นิกายไจติยคีรี นิกายอปรเสลิยะ (ได้แตกย่อยเป็นอุตรเสลิยะอีก
102 ตอ่ หนึ่ง) นิกายอุตตระปถะ และนกิ ายเวตุลลกะตามลาดับ ส่วนการแตกของแต่ละนิกายต่างมรี ายละเอียด ปลีกย่อยไปดงั กลา่ วแล้วในเบอ้ื งตน้ นนั้ การนับนิกายของมหาสังฆิกะหรือมหายานนั้น ถ้านับตามปกรณ์ฝ่ายสันสกฤต ได้แตกออกเป็น 9 นิกาย แต่ถ้านับรวมมหาสังฆกะและมหายานด้วย รวมเป็น 15 นิกาย ถ้านับตามปกรณ์ฝ่ายบาลี นับรวม เป็น 4 นิกาย แต่ถ้านับรวมมหาสังฆกะและมหายานด้วย รวมเป็น 6 นิกาย (ไม่ได้สรุปการนับตามปกรณ์ ฝ่ายบาลีในส่วนน้ี ศึกษาได้จากแผนผังหน้า 89) ซ่ึงการนับนิกายนี้อาจมีความคลาดเคล่ือนอยู่บ้าง เนอ่ื งจากมีการตีความแตกต่างกันออกไป แม้กระทัง่ การนับพุทธศักราชของเถรวาทและมหายานยังมีความ แตกต่างกัน โดยเถรวาทนับเป็นพุทธศักราชท่ี 1 หลังพระพุทธองค์ปรินิพานไปแล้ว 1 ปี แต่มหายาน นับเป็นพุทธศักราชท่ี 1 ต้ังแต่วันปรินิพพานของพระพุทธองค์ นับเป็นพุทธศักราชที่ 2 หลังพระพุทธองค์ ปรนิ ิพานไปแลว้ 1 ปี ดงั นั้น จงึ เป็นเรอ่ื งธรรมดาท่กี ารนับเรื่องอื่น ๆ จึงมกี ารคลาดเคลอ่ื นดว้ ยเช่นเดียวกัน แต่จากการศึกษาพบว่า พระสงฆ์ทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งเผยแผ่คาสอนของพระพุทธองค์ให้ เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบัน มีจุดมุ่งหมายสูงสุดอย่างเดียวกันคือ เพื่อทาให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน อันเป็น ทางพ้นทุกข์ เปรยี บเสมือนปกี สองข้างของนก จะขาดขา้ งใดขา้ งหนงึ่ เสยี ไมไ่ ด้
เอกสารประกอบการสอนวชิ า ประวตั ิศาสตรพ์ ระพุทธศาสนา (BU 5001) 103 คาถามทา้ ยบท 1. ให้นักศึกษาสรุปนิกายท่ีสาคัญของนิกายเถรวาทและนิกายมหายานด้วยกราฟิกที่เหมาะสมและ นาเสนอหน้าช้ันเรียนด้วย PowerPoint หรอื Google Sites 2. ให้นักศกึ ษาสรุปประวัติและบทบาทของนักคิดท่ีสาคัญของนิกายเถรวาทและนิกายมหายานด้วย กราฟกิ ทเ่ี หมาะสมและนาเสนอหนา้ ชนั้ เรยี นดว้ ย PowerPoint หรือ Google Sites 3. สรุปประเภทของนิกายมหายาน อธิบาย และอภิปรายพอสังเขป 4. จงเปรียบเทียบทัศนะของนิกายมหายานกับนิกายเถรวาทว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกัน อยา่ งไร 5. ตามทัศนะของนักศึกษานิกายเถรวาทและมหายานมีความสาคัญและคุณค่าต่อสังคมอย่างไร อภปิ ราย
104 เอกสารอา้ งองิ ประจาบทท่ี 4 ประยงค์ แสนบรุ าณ. (2548). พระพุทธศาสนามหายาน. กรงุ เทพฯ: สานักพิมพโ์ อเดยี นสโตร์. พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ). (2548). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา (พิมพ์คร้ังท่ี 5). กรุงเทพฯ: มหามกฏุ ราชวิทยาลยั . ฟืน้ ดอกบัว. (2554). ประวตั ิศาสตร์พระพุทธศาสนา. กรงุ เทพฯ: ศลิ ปาบรรณาคาร. สุขพัฒน์ อนนท์จารย์. (2551). เอกสารประกอบการสอนวิชาพระพุทธศาสนามหายาน. เลย: คณะศาสนา และปรัชญา วิทยาลัยศาสนศาสตร์ศรีล้านช้าง วิทยาเขตศรีล้านช้าง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราช วทิ ยาลัย. สมุ าลี มหณรงค์ชยั . (2556). พุทธศาสนามหายาน. กรุงเทพฯ: สานกั พิมพศ์ ยาม. เสถยี ร โพธนิ นั ทะ. (2522). ปรัชญามหายาน. กรงุ เทพฯ: สานกั พมิ พ์บรรณาคาร. เสถยี ร โพธนิ ันทะ. (2543). ประวัตศิ าสตร์พระพุทธศาสนา. กรุงเทพฯ: มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั . อภิชัย โพธิป์ ระสทิ ธิศ์ าสตร์. (2539). พระพุทธศาสนามหายาน (เล่มที่ พิมพ์คร้งั ท่ี 4). กรงุ เทพฯ: มหามกุฏ ราชวิทยาลัย.
Search
Read the Text Version
- 1 - 26
Pages: