คาวา่ “ชนะตน” หมายถึง ชนะใจตนเอง ชนะกเิ ลสทห่ี ลอกให้โลภ ให้โกรธ ให้หลง เพราะโดยธรรมดา มนุษย์เราแพก้ เิ ลสอยู่ตลอดเวลา ในขณะทเ่ี ราเอาชนะในการ แขง่ ขนั กฬี า เราดใี จ แต่เราหารูไ้ ม่ว่า เรากาลังพ่ายแพ้ให้กบั ความหลง ในขณะทเี่ รา ชนะคแู่ ข่งทางธรุ กิจ เรากระหย่มิ ยิ้มย่อง แตเ่ ราหารูไ้ มว่ า่ เรากาลังพ่ายแพใ้ ห้กับความ โลภในขณะท่เี ราไดช้ ยั ชนะจากการสู้รบปรบมือกับศรตั รูคอู่ าฆาต เราสะใจ แต่เราหารไู้ ม่ วา่ เรากาลังพา่ ยแพ้ใหก้ ับความโกรธ จะเห็นได้ว่า ชยั ชนะภายนอก หรือชยั ชนะในทางโลก ไมว่ ่าเราจะชนะอะไร ชนะใคร ชนะในเรื่องใดก็ตาม เรายังพ่ายแพ้ให้กับกิเลสอย่ตู ลอดเวลาดังนนั้ การชนะ ภายนอกนน้ั จงึ ถือว่าเปน็ ชยั ชนะทไ่ี ม่ประเสรฐิ อะไร เปน็ แต่เพียงการชงิ ดชี ิงเด่นกันตาม กระแสโลกเท่าน้นั ชนะแลว้ ก็กลับแพ้ได้ ไมแ่ นน่ อนแตก่ ารชนะใจตวั เอง หรือการชนะกิเลส ทกี่ ลุ้มรุมจิตใจของเราน่ีสิ ถงึ จะถอื ว่าเป็นชัยชนะทป่ี ระเสริฐ
ผู้ประพฤติธรรม หมายถงึ บุคคลท่ปี ระพฤติธรร จะเปน็ บคุ คลท่ีละเวน้ ความ ชั่ว สร้างสมอบรมแต่กรรมดี หมัน่ ทาบญุ รักษาศีล เจรญิ ภาวนา อันเป็นหนทางแห่ง การสร้างบารมีและเข้าสคู่ วามพ้นทกุ ข์ เมอื่ เปน็ อยดู่ ว้ ยอาการอยา่ งนี้ คอื ใช้ชีวิตด้วย การประพฤตธิ รรม ใชห้ ลักธรรมเป็นหลกั ในการดาเนินชีวติ เขายอ่ มห่างไกลจากอบายมุข คอื ทางแห่งความเสื่อมทุกประเภทและหันหน้าเข้าสคู่ วามสขุ ความเจรญิ โดยสว่ ยนเดียว ดงั นนั้ บคุ คลผู้ที่ประพฤติตามธรรมอย่เู สมอ จึงเปน็ บุคคลท่หี า่ งจากความทุกข์ มคี วามสุข เป็นผลท่จี ะไดร้ บั เพราะการกระทาของเขา เป็นสาเหตแุ หง่ ความสุขโดยส่วนเดยี ว
ความเบียดเบียน คือ การทาให้คนอื่นหรือสัตว์อ่นื เดือดรอ้ น หรอื การข่ม เหงรงั แกกนั ไมว่ ่าจะเปน็ ทางกาย ทางวาจา หรอื ทางใจก็ตาม ความเบียดเบียนทางกาย ไดแ้ ก่ การขม่ เหงรังแกผูอ้ น่ื การทาร้ายรา่ งกาย หรือการ กระทาใด ๆ ท่ีเปน็ การสร้างทกุ ข์สร้างโทษใหแ้ ก่ผู้อ่ืน ทาให้เขาต้องเป็นทุกขเ์ ดือดร้อน ความเบยี ดเบียนทางวาจา ได้แก่ การใชว้ าจาทาใหผ้ ้อู ่นื เปน็ ทุกขเ์ ดือดร้อน เช่น การด่า การนนิ ทา การวา่ ร้าย เป็นตน้ ซ่ึงทาใหเ้ กดิ ทกุ ข์เกิดโทษแก่ผ้อู น่ื ความเบียดเบียนทางใจ ไดแ้ ก่ การคิดอาฆาตพยาบาทผู้อืน่ คิดไปในทางทจี่ ะสร้างทุกข์สร้างโทษให้แกผ่ อู้ ืน่ หากมนษุ ยแ์ ละสัตวท์ ง้ั หลายไม่เบียดเบียนกัน อยรู่ ่วมกนั ด้วยความเมตตา และเอื้อเฟ้ือซง่ึ กนั และกนั ดารงชีวติ โดยยดึ หลกั พรหมวิหารธรรม ๔ ประการ ความทุกข์ ความเดือดร้อนย่อมจะไมม่ ี จะมีก็แต่ความสุขกายสบายใจเทา่ นั้น
สทั ธรรม แปลวา่ ธรรมของสตั บุรุษ ไดแ้ ก่ ธรรมะขององค์สมเด็จพระ สมั มาสัมพทุ ธเจ้า ท่ีพระองค์ตรสั รแู้ ลว้ นามาสัง่ สอนเหลา่ สาวกให้รตู้ าม พระสัทธรรมนั้น เปน็ ส่งิ ท่ีเปน็ ความจรงิ เป็นของทีอ่ ยู่คู่โลกมานานแลว้ เพียงแต่ยังไมม่ ีคน ค้นพบและนามาบอกต่อกนั ให้รแู้ ละปฏบิ ัติตาม ชาวโลกท้ังหลายจงึ ยังมืดบอดอยู่กบั ส่ิงที่ไม่ เปน็ สาระเม่ือพระพทุ ธเจ้าอุบตั ขิ ึ้นมาในโลกแลว้ พระองค์ตรสั รพู้ ระสทั ธรรม และทรงเหน็ วา่ เปน็ ประโยชนต์ ่อชาวโลก เป็นส่ิงที่จะทาใหช้ าวโลกมีสติปัญญาในการดารงชีวิต และพบ แสงสว่างแห่งชีวิตได้ ดงั น้ันการแสดงพระสัทธรรม จึงเป็นสง่ิ ท่ีนาความสขุ มาให้ ทั้งแกผ่ ู้แสดงเอง เพราะ ในขณะแสดงพระสทั ธรรม จิตใจไมถ่ ูกกเิ ลสครอบงา เปน็ อสิ ระจากกิเลสท้ังปวง และยัง เป็นการชี้ทางแหง่ ความสุขความเจรญิ ให้แกผ่ ู้อื่นด้วย ผแู้ สดงพระสัทธรรมยอ่ มได้ความสขุ อย่างนี้
ปราชญ์ หมายถึง ผู้มปี ัญญา มคี วามเฉลยี วฉลาด รู้จักละสิ่งทไี่ ม่เป็น ประโยชน์ ทาเฉพาะสิ่งท่ีเป็นประโยชน์ เว้นจากสิ่งท่ีเป็นบาป ทาแต่ส่งิ ท่เี ปน็ บุญ ศีล เป็นคณุ ธรรมขั้นพน้ื ฐานอยา่ งหนึง่ ท่มี นษุ ยท์ ุกคนจะตอ้ งมี เพราะศลี ทาใหม้ นุษย์ยงั คง รักษาสภาวะของมนุษยเ์ อาไวไ้ ด้ ถา้ ขาดศลี เสียแลว้ สภาวะของมนุษย์กย็ ่อมจะลดลง ตามลาดบั ศลี เปน็ รากฐานของบุญกศุ ลข้นั สูง คอื การเจริญภาวนา ท่กี ล่าวเช่นน้ันกเ็ พราะว่า คนที่ จะเจริญภาวนาหรือปฏบิ ัติกรรมฐาน จนสามารถไดฌ้ านได้สมาบตั ิ หรอื ไดบ้ รรลุมรรค ผลนพิ พานไดน้ น้ั จาเป็นต้องมศี ลี ทีบ่ ริสทุ ธิ์เสยี ก่อนจงึ จะทาได้ เพราะถา้ ศีลไมบ่ ริสุทธเ์ิ สยี แล้ว การปฏบิ ัติกรรมฐานกไ็ มไ่ ด้ผล ดงั นน้ั ปราชญ์ หรือบัณฑติ ผู้ฉลาดทั้งหลาย เล็งเห็นความสาคัญและอานิสงส์อันยง่ิ ใหญ่ ของการรักษาศีลแลว้ จึงพยายามรักษาศลี ใหบ้ ริสุทธ์ิผดุ ผอ่ งอยู่เสมอ ไมใ่ หข้ าด
น.ส.วลิ าสณิ ีร์ ช่วยพฒั น์ ม.3/1 เลขท่ี 33
Search
Read the Text Version
- 1 - 7
Pages: