ศาสตร์แห่งการตคี วามแนวพุทธ 1 (Buddhist Hermeneutics) โดย โดนัลด์ เอส. โลเปส แปลโดย พระมหาสมบูรณ์ วฑุ ฺฒิกโร,ดร2. ……………………………………………………………………………………………………… บทนา พระผมู้ ีพระภาคตรัสกบั ทา่ นพระอานนทว์ า่ อานนท์ บางทีพวกเธออาจจะคิดวา่ ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงลบั ไป แลว้ พวกเราจะไมม่ ีพระศาสดา ขอ้ น้ีพวกเธอไมพ่ ึงเห็นอยา่ งน้นั ธรรมและวนิ ยั ที่เราแสดงแลว้ บญั ญตั ิแลว้ แก่เธอท้งั หลาย จะเป็นศาสดา ของเธอท้งั หลาย หลงั จากเราล่วงลบั ไป 3 น้ีคือโอวาทคร้ังสุดทา้ ยของพระพทุ ธเจา้ ก่อนที่จะเสดจ็ ดบั ขนั ธปรินิพพาน การจากไป ของศาสดาผกู้ ่อต้งั ศาสนาไดท้ ิ้งภาวะยงุ่ ยากไวใ้ หแ้ ก่ชุมชนทางศาสนา(พุทธบริษทั ) กล่าวคือ เมื่อ พระพทุ ธเจา้ ไมอ่ ยเู่ สียแลว้ จึงเกิดปัญหาวา่ อานาจ (authority) จะไปสถิตอยทู่ ่ีไหน จริงอยู่ พระเจา้ พุทธเจา้ ตรัสกบั พระอานนทว์ า่ คาธรรมวนิ ยั ที่พระองคแ์ สดงและบญั ญตั ิไวจ้ ะเป็นศาสดาแทน พระองค์ อะไรคือคาสอนของพระองค์ ? และที่บอกวา่ คาสอนจะเป็ นศาสดาน้นั หมายความวา่ อยา่ งไร ? การพจิ ารณาประเดน็ ปัญหาเหล่าน้ี นาไปสู่ส่ิงที่อาจจะเรียกไดว้ า่ “อรรถปริวรรตศาสตร์ เชิงพุทธ” ศพั ทว์ า่ “อรรถปริวรรตศาสตร์” (hermeneutics)4 เป็นคาท่ีเราไดย้ นิ อยบู่ ่อย ๆ ใน สาขาวชิ าไบเบิลศึกษา (Biblical studies) ปรัชญา และวรรณคดีวิจารณ์ มีการนิยามความหมายไว้ 1แปลจากบทนาของหนงั สือช่ือ Buddhist Hermeneutics (Honolulu : University of Hawai Press, 1988) เขียนโดย Donald S. Lopez, JR. (Edited), 2 คณบดีบณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั 3 From the Mahaparinibbannasutta (60), translated by Henry Clarke Warren in Buddhism in Translation (New York: Athenneum, 1984), p. 104 ดูพระไตรปิ ฎกเลม่ ที่ 10 ขอ้ 261 หนา้ 164 (พระไตรปิ ฎก ภาษาไทย ฉบบั มจร.ฯ)-ผู้แปล 4 คาวา่ “อรรถปริวรรตศาสตร์” (hermeneutics) พจนานุกรมศพั ทป์ รัชญา องั กฤษ-ไทย ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน ไดใ้ หค้ วามหมายไวว้ า่ (๑) ในทางเทววทิ ยา หมายถึง การอธิบายความหมายของเรื่องราวตา่ ง
๒ อยา่ งหลากหลาย ครอบคลุมท้งั แนวคิดเรื่องการแปลความ การอรรถาธิบาย (exegesis) การตีความ และการทาความเขา้ ใจ สาหรับวตั ถุประสงคข์ องงานชิ้นน้ี อรรถปริวรรตศาสตร์ จะใชใ้ น ความหมายกวา้ ง เกี่ยวกบั การสร้างหลกั การสาหรับถอดความหมาย (retrieval of meaning) โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ความหมายจากคมั ภีร์ ศาสตร์น้ีจะเรียกวา่ เป็นศาสตร์ใหมก่ ็ไม่เชิงนกั หากแต่ เป็นระบบการตีความที่สร้างข้ึนโดยกลุ่มศาสนาจารยใ์ นศาสนายวิ และศาสนาคริสตย์ คุ ตน้ อยา่ งไร กต็ าม ปัจจุบนั ความสนใจในอรรถปริวรรตศาสตร์ส่วนมากจะมุ่งสนใจไปที่ทฤษฎีแห่งการตีความ สมยั ใหม่มากกวา่ โดยเริ่มสืบสายแนวคิดมาต้งั แต่งานของ ฟรีดริช ชเลียร์มาเชอร์ (Friedrich Schleiermacher) ต่อไปจนถึงงานในศตวรรษที่ 20 ของ มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) รูดอล์ฟ บลั ต์มานน์ (Rudolf Bultmann) ฮันส์-จอร์จ กาดาเมอร์ (Hans-Georg Gadamer) และ พอล ริโคเออร์ (Paul Ricoeur) แน่นอนวา่ การตีความคมั ภีร์ศกั ด์ิสิทธ์ิน้นั ไม่ไดจ้ ากดั กรอบอยใู่ นจารีตประเพณีของ ศาสนายวิ -คริสตเ์ ทา่ น้นั แมใ้ นพระพทุ ธศาสนาก็ถือวา่ เป็นประเด็นสาคญั เช่นกนั ซ่ึงปัญหาท่ีนกั ตีความพุทธพจนไ์ ดเ้ ผชิญบางอยา่ งก็แตกตา่ งจากตะวนั ตก ประการแรก คือ พระพุทธศาสนามี คมั ภีร์ศกั ด์ิสิทธ์ิท่ีมีเน้ือกวา้ งขวางมากมาย ท้งั ความยาวนานของการเสด็จออกบาเพญ็ พทุ ธกิจของ พระพทุ ธเจา้ และการสร้างพระสูตรท่ีอา้ งวา่ เป็นพทุ ธพจน์ของสาวกรุ่นหลงั โดยเฉพาะในฝ่ าย มหายาน หลายสูตรไดแ้ ต่งข้ึนภายหลงั พทุ ธกาลเกินกวา่ 1,000 ปี เนื่องจากไดเ้ กิดปัญหาเชิง ปรัชญาในอธิบายคาสอนที่สืบทอดมา ดงั น้นั คมั ภีร์ใหม่ ๆ ที่อา้ งความศกั ด์ิสิทธ์ิของพุทธพจน์จึง ถูกแตง่ ข้ึนเพือ่ ช้ีแจงปัญหาเหล่าน้นั และเพอ่ื สร้างความสมเหตุสมผลของสถานะหลกั ธรรมบาง ประการ จริง ๆ แลว้ การขาดยทุ ธศาสตร์แห่งการตีความในพระพุทธศาสนาเม่ือเปรียบเทียบกบั จารีตของยวิ และคริสตแ์ ลว้ อาจจะเป็นเหตุผลหน่ึงท่ีทาให้มีการแตง่ คมั ภีร์มหายานเพมิ่ ข้ึนมา ดงั ตวั อยา่ งที่โอริเกน (Origen) ไดพ้ ฒั นาระบบคาสอน 3 ระดบั (trichotomy) ในพระคมั ภีร์ คือ ระดบั ตวั อกั ษร (literal) ระดบั ศีลธรรม (moral) และระดบั จิตวญิ ญาณ (spiritual) เพอ่ื ท่ีจะคน้ หาแก่น ปรัชญาธรรมในคมั ภีร์ไบเบิล สาหรับชาวพุทธ ดูเหมือนจะใชว้ ธิ ีเขียนพระสูตรข้ึนมาใหมห่ รือไม่ กใ็ ชว้ ธิ ีเติมเน้ือหาใหม่ ๆ เขา้ ไปในคมั ภีร์ท่ีมีอยแู่ ลว้ ความศกั ด์ิสิทธ์ิ (Authority) ของคมั ภีร์เหล่าน้ี ไมไ่ ดถ้ ูกต้งั คาถามจากชาวพทุ ธมหายานผไู้ ดเ้ ผชิญกบั ปัญหาการตีความคาสอนมาอยา่ งต่อเน่ืองใน หลายรูปแบบ ท้งั หมดของความพยายามก็คือการคน้ หาคาสอนที่เป็นตวั แทนของพระศาสดา ๆ ในคมั ภีร์ไบเบิล (๒) ในทางปรัชญาสงั คม หมายถึง วชิ าที่เกี่ยวกบั การสืบคน้ และการตคี วามพฤติกรรมมนุษย์ และสถาบนั ต่าง ๆ วา่ เป็ นไปโดยมีเจตนา (๓) ในทางอตั ถิภาวนิยม หมายถึง การคน้ หาจดุ หมายของการเป็ นมนุษย์
๓ นอกจากขนาดอนั มหึมาของคมั ภีร์แลว้ (ตวั อยา่ งเช่น คมั ภีร์พระพทุ ธศาสนาในภาค ภาษาจีนที่แปลเป็นภาษาองั กฤษ ตอ้ งใชก้ ระดาษในการตีพมิ พไ์ มน่ อ้ ยกวา่ 500,000 แผน่ ) พทุ ธ ศาสนานิกายตา่ ง ๆ ในอินเดีย เอเชียอาคเนย์ ทิเบต จีน เกาหลี และญ่ีป่ ุน กไ็ ดเ้ ผชิญกบั ปัญหาอ่ืน ๆ ในการพยายามที่จะตีความคาสอนของพระพทุ ธเจา้ เหมือนนายแพทยท์ ่ีไม่จดั ยาชนิดเดียวกนั เพ่ือ รักษาโรคทุกอยา่ ง พระพุทธเจา้ ก็ไม่ทรงสอนคนทุกคนดว้ ยคาสอนเดียวกนั หรืออยา่ งท่ีท่าน นาคารชุนกล่าวไวใ้ นคมั ภีร์ “รัตนาวลี” (Ratnavali, IV. 94-96) ที่วา่ นกั ไวยากรณ์เร่ิมต้นด้วยการสอนให้อ่านตัวอักษรฉันใด พระพุทธเจ้ากฉ็ ันนน้ั ทรงแสดงธรรมที่ผ้ฟู ังจะสามารถเข้าใจได้ง่าย สาหรับบางคนทรงสอนธรรมเพ่ือให้ละบาป บางคนทรงสอนธรรม เพื่อให้บาเพญ็ บุญ บางคนทรงธรรมระดบั ทวิภาวะ (duality-ภาวะ เป็นคู่ เช่น ถูก-ผดิ , ดี-ชว่ั , บาป-บุญ, กศุ ล-อกศุ ล-ผ้แู ปล) บางคนทรง สอนธรรมระดบั อทวิภาวะ (non-duality-ภาวะไมเ่ ป็นคู่ คือ โลกตุ รธรรม อนั อยเู่ หนือดี-ชว่ั , บาป-บุญ, กุศล-อกศุ ล--ผ้แู ปล) บาง คนทรงสอนธรรมระดับลึกซึ้ง เมื่อเข้าใจสารัตถะแห่งศูนยตาและ กรุณาแล้ว ช่ือว่าเป็นมรรคาแห่งการบรรลุอนุตตรโพธิญาณ5 กล่าวกนั วา่ พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงธรรมแตกตา่ งกนั แก่ประชาชนที่มีพ้นื ฐานต่างกนั ท้งั ในดา้ นความสนใจ อุปนิสยั ความสามารถ และระดบั สติปัญญา ยง่ิ ไปกวา่ น้นั ยงั มีประเพณีที่ รักษาสืบตอ่ กนั มาวา่ ในฐานะเป็นพระพุทธเจา้ ซ่ึงเป็นผตู้ รัสรู้แลว้ คาสอนของพระองคจ์ ะตอ้ งไม่ มีขอ้ ผดิ พลาดและความขดั แยง้ แต่เราจะสร้างความกลมกลืนไดอ้ ยา่ งไรระหวา่ งขอ้ ความที่วา่ “ตน แลเป็ นทพี่ ง่ึ ของตน” 6 (the self is one’s protector) กบั ขอ้ ความที่วา่ “ไม่มตี วั ตน” (there is no self) คาสอนที่วา่ “ทกุ ข์เป็ นสิ่งทค่ี วรกาหนดรู้ สมุทยั ควรละ นิโรธ ควรทาให้แจ้ง และมรรค ควรทาให้ เจริญ” จะไปกนั ไดอ้ ยา่ งไรกบั คาประกาศท่ีวา่ “ไม่มที กข์ ไม่มีสมุทยั ไม่มีนิโรธ และไม่มมี รรค” และเราจะตีความอยา่ งไรกบั ขอ้ ความในงานวรรณดคีท่ีแต่งข้ึนภายหลงั ท่ีวา่ “จากราตรีท่ี 5 P.L. Vaidya, ed., Madhyamakasastra of Nagarjuna (Darbhanga: Mithila Institute, 1960), p. 310. 6 พทุ ธภาษิตที่วา่ “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ” นกั วชิ าการทางพระพทุ ธศาสนาชาวตะวนั ตกที่มี พ้ืนฐานมาจากศาสนาแบบเทวนิยมมกั จะตีความวา่ พระพทุ ธเจา้ ยอมรับทฤษฎี “อตั ตา” โดยใชป้ ระโยค ภาษาองั กฤษวา่ “The Self is lord of the self” แปลวา่ อตั ตาใหญ่ (อตั ตาปรมตั ถ)์ เป็ นที่พ่งึ ของอตั ตาเลก็ (อตั ตา สมมติ) ดู Ananda K. Coomaraswamy and I.B.Horner, The Living Thought of Gotama the Buddha (London: Cassell & Co.,Ltd., 1949), p. 174. --ผู้แปล
๔ พระพทุ ธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณจนถึงราตรีทพ่ี ระองค์เสด็จดบั ขนั ธปรินิพพาน พระ ตถาคตไม่ได้ตรัสอะไรเลยแม้แต่คาเดยี ว” นิกายหลกั ๆ ของพทุ ธปรัชญาอินเดีย แตล่ ะนิกายต่างก็สร้างแนวคิดเป็นของตนเองวา่ เป็นทศั นะข้นั สุดทา้ ยของพระพุทธเจา้ อยา่ งไรกต็ าม นิกายเหล่าน้นั ก็ยงั คงเผชิญกบั ความยงุ่ ยากใน การอธิบายขอ้ ความต่าง ๆ ที่ดูเหมือนวา่ จะขดั แยง้ กบั ส่ิงท่ีเคยเขา้ ใจวา่ เป็นจุดยนื ข้นั สุดทา้ ยของ พระพุทธเจา้ ในคาสอนบางประเดน็ ปัญหาน้ีไดเ้ ป็ นตวั กระตุน้ ใหเ้ กิดการพฒั นาสูตรแห่งการ ตีความข้ึนในอินเดีย น้ีคือจุดเร่ิมตน้ ของอรรถปริวรรตศาสตร์เชิงพุทธ สถานการณ์ท่ีซบั ซอ้ น ยง่ิ ข้ึนไปอีกก็คือแมพ้ ระพุทธเจา้ เองกท็ รงแสดงหลกั การการตีความไวใ้ นพระสูตร มีตวั อยา่ ง จานวนหน่ึงที่ถูกมองวา่ พระพุทธเจา้ เองกไ็ ดท้ รงแสดงอรรถกถาแกอ้ รรถคาสอนบางอยา่ งท่ี พระองคแ์ สดงไวใ้ นคร้ังก่อน ๆ ขณะที่ตวั ในอยา่ งอีกจานวนหน่ึง พระองคไ์ ดว้ างกฎสาหรับตีความ คาสอนของพระองคเ์ อง ดงั แนวทางหน่ึงท่ีพบใน “จตุปรตสิ รณสูตร” (สูตรวา่ ดว้ ยที่พ่ึง ๔ อยา่ ง) ทรงใหห้ ลกั แห่งการยดึ ถือ 4 ประการ คือ (1) จงถือคาสอนเป็ นสรณะ ไม่ใช่ถือครูเป็นสรณะ (2) จงถืออรรถะ (ความหมาย)เป็นสรณะ ไม่ใช่ถือตวั อกั ษรเป็นสรณะ (3) จงถืออรรถท่ีไขความแลว้ (นีตารถะ) เป็นสรณะ ไม่ใช่ถืออรรถที่ควร ไขความ(เนยารถะ )เป็นสรณะ (4) จงถือญาณหยง่ั รู้(ชญาน)เป็นสรณะ ไมใ่ ช่ถือวญิ ญาณ(ความรู้ ทางอายตนะ)เป็นสรณะ 7 หลกั การอื่น ๆ ทรงแสดงไวใ้ น สัมธินิรโมจนสูตร บทที่ 7 ในที่น้ีทรงจาแนกคาสอน ออกเป็ น 3 ข้นั สองข้นั แรก ทรงประกาศหลกั ธรรมพ้ืนฐานเบ้ืองตน้ ข้นั ท่ีสามและข้นั สุดทา้ ย ทรง แสดงหลกั ธรรมข้นั ตรงแทแ้ น่นอน สถานการณ์ในประเทศจีนมีความสลบั ซบั ซอ้ นดว้ ยปัจจยั หลายประการ เม่ือหลกั ธรรม ทางพระพุทธศาสนาแผเ่ ขา้ ไปยงั จีนในสมยั ราชวงศฮ์ น่ั ก็ไดป้ ะทะกบั บรรยากาศทางวฒั นธรรมที่ แตกตา่ งจากวฒั นธรรมอินเดีย ยงิ่ ไปกวา่ น้นั พระสูตรของพุทธศาสนากม็ าถึงในลกั ษณะตามบุญ ตามกรรม (ไปตายเอาดาบหนา้ -ผ้แู ปล) ในไมช่ า้ ชาวจีนก็รู้สึกงงงวยกบั การอา้ งเอาคมั ภีร์เป็ นศาสดา แทนพระพุทธเจา้ พวกเขาจึงตอบสนองดว้ ยการสร้างระบบการจดั ช้นั คมั ภีร์ข้ึนมา ดว้ ยการจดั วาง ลาดบั และชนิดของพระสูตรตา่ ง ๆ ใหต้ รงตามวนั เวลาที่พระพุทธเจา้ แสดงไวแ้ ละแสดงแก่ใคร 7 พึงเทียบกบั ศพั ทภ์ าษาบาลีวา่ “นตี ตฺโถ” และ “เนยฺยตฺโถ” ดูเพิ่มเติมใน พระไตรปิ ฎกเล่มท่ี 20 ขอ้ 26 หนา้ 59 (พระไตรปิ ฎกภาษาบาลี ฉบบั มหาจุฬาฯ) -ผู้แปล
๕ เหมือนกบั กรณีของอินเดีย ที่เกิดการแผข่ ยายของแนวคิดในพระสูตรเร่ืองคาสอนข้นั สูงสุดและข้นั สุดทา้ ยของพระพทุ ธเจา้ ตวั อยา่ งเช่น นิกายเทียนไท้ (T’ien-t’ai) ไดจ้ ดั สัทธรรมปุณฑริกสูตรไว้ ในตาแหน่งสูงสุด และ นิกายฮวั เยน็ (Hua-yen)8 ไดจ้ ดั อวตงั สกสูตรอยใู่ นตาแหน่งสูงสุด ชาวญี่ป่ ุนตอนแรกก็รับเอารูปแบบแนวคิดของจีนมา ภายหลงั จึงไดส้ ร้างจุดยืนในดา้ น การตีความท่ีแยกตวั เองเด็ดขาดออกมาในระหวา่ งยคุ สมยั “กามากรุ ะ” เมื่อนิกายเซ็น นิกายสุขาวดี และนิกายนิชิเรน ไดอ้ า้ งวา่ การตีความคาสอนพระพุทธเจา้ ของพวกตนเป็ นยานเดียวท่ีนาไปสู่การ ตรัสรู้ได้ ชาวทิเบตซ่ึงไดร้ ับประโยชน์จากการเผยแผเ่ ขา้ ไปของพระพุทธศาสนาในยคุ หลงั สามารถสร้างยทุ ธศาสตร์แห่งการตีความที่เกิดข้ึนในอินเดียไดอ้ ยา่ งหลากหลาย นอกจากน้นั พวก เขายงั มีภารกิจในการคน้ หาความหมายและความคงเส้นคงวาในวรรณคดีลึกลบั ของตนั ตระและได้ พฒั นาหลกั แห่งการตีความจนถึงท่ีสุด ภาวะยงุ่ ยาก (dilemma) ในการตีความที่พระพทุ ธศาสนาไดเ้ ผชิญอยใู่ นรูปแบบต่าง ๆ โรเบิร์ต เอ.เอฟ. เธอร์แมน (Robert A.F.Thurman) ไดส้ รุปไวว้ า่ ลองคิดดูสิว่า พระเยซูสอนมาประมาณ 50 ปี สาวกคนใกล้ชิดเกิดขึน้ ต้งั หลายพนั คน สาหรับแนวการของพระองค์น้ัน พระองค์ได้ปรับ เนือ้ หาคาสอนให้สอดคล้องกับความสามารถ และอุปนิสัยของสาวก แต่ละคน ในขณะท่ีคนบางกล่มุ พระองค์เน้นในเรื่องศรัทธาหรือ ความจงรักภักดี บางกล่มุ ทรงสอนให้ยึดถือในเร่ืองสติปัญญา และ บางกล่มุ ทรงสอนให้ยึดถือการทางานด้วยความรักและความเมตตา กรุณา ซ่ึงพระองค์กไ็ ด้รับสั่งอย่เู นื่อง ๆ ว่าให้ใคร่ครวญพิจารณาเชิง วิพากษ์ซึ่งความหมายระดับลึกแห่งคาสอนของพระองค์ บางครั้งก็ ทรงให้หลักการตีความคาสอนของพระองค์เอง ซึ่งหลักการอันนัน้ บางคร้ังกร็ วมถึงการตัดทิง้ ซึ่งคาสอนที่ถกู ต้องสมบรู ณ์ดีซ่ึงพระองค์ แสดงไว้ในคร้ังก่อน ๆ บางครั้งกป็ รากฏว่า หลักการ 2 อย่างซึ่งอ้าง ถึงกันและกนั ว่าเป็นเพียงเงื่อนไขที่สมเหตสุ มผลในบริบทหน่ึง ๆ เท่าน้นั ถึงแม้จะมีความขัดแย้ง (กนั เอง) ปรากฏชัดเจนอย่างนี้ พระองค์กย็ งั ได้รับการยอมรับในฐานะองค์มหิทธานุภาพสูงสุด ไม่ 8 นิกาย “ฮัวเยยี่ น” หรือบางท่านเรียกวา่ “หวั เหยยี น” ญ่ีป่ ุนเรียกวา่ “เคงอน” (Kegon) เป็ นชื่อนิกาย หน่ึงของเซน สานกั น้ีถือคาสอนในอวตงั สกสูตรเป็ นสาคญั –ผู้แปล
๖ อาจมีความขดั แย้งในตัวเองได้ และสุดท้ายสาวกกล่มุ ต่าง ๆ กร็ ักษา บันทึกการประกาศคาสอนของพระองค์สืบ ๆ กันมาในสถานท่ีที่ แตกต่างกนั บางกล่มุ กไ็ ม่รู้ด้วยซ้าไปว่ายงั มีกล่มุ อ่ืน ๆ อย่ทู ั้งในช่วง ที่พระศาสดายงั มีชีวิตอย่แู ละหลังจากที่ท่านล่วงลบั ไปแล้ว สภาพการณ์อย่างนี้ ได้มาปรากฏผลที่อนชุ นรุ่นหลงั ท่ีรู้สึกงงงวยกบั เนือ้ หาคาสอนจานวนมากมาย เขาเหล่าน้ันถกู ตรึงให้ยึดมนั่ ในจารีต คัมภีร์อันศกั ด์ิสิทธิ์ท่ีบอกว่าเป็นรูปแบบเดียวเท่าน้ันท่ีถกู ต้องอย่าง แท้ จริ ง9 บทความในงานชิ้นน้ี จะนาเสนอวถิ ีทางต่าง ๆ ท่ีพระอรรถกถาจารยช์ าวพทุ ธ (exegetes) ไดป้ ฏิบตั ิต่อสถานการณ์อยา่ งน้ี งานชิ้นน้ีไม่ไดม้ ีวตั ถุประสงคท์ ่ีจะช้ีถึงอรรถปริวรรต ศาสตร์เชิงพุทธท่ีถูกตอ้ งแน่นอนบางอยา่ ง หากแตม่ ุ่งเสนอประเดน็ ปัญหาบางประการท่ีปราชญ์ ชาวพทุ ธไดเ้ ผชิญในการตีความคมั ภีร์ของตน รวมท้งั หลกั การตีความที่ทา่ นเหล่าน้นั ไดพ้ ฒั นาข้ึน มาเพอื่ รับมือกบั ปัญหาเหล่าน้นั เป็นการยากท่ีจะสรุปประเด็นสาคญั ๆ ของแต่ละบทความในงานชุดน้ี (เป็นงานรวม บทความจากนกั เขียนหลายคน-ผ้แู ปล) อยา่ งไรก็ตาม มีหลายประเด็นถือวา่ เป็ นแกนกลางใน กิจกรรมการตีความในพระพุทธศาสนา และไดร้ ับการรับรองวา่ เป็นหลกั การพิจารณาแบบรวบรัด ประเดน็ เหล่าน้ีรวมท้งั การใชห้ ลกั คาสอนเร่ือง “อบุ าย” (upaya) เป็นหลกั แห่งการตีความ บทบาท ของการพฒั นาจิตวญิ ญาณในการทาความเขา้ ใจคมั ภีร์ ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งศาสตร์แห่งการตีความ กบั คาสอนเรื่องความหลุดพน้ (soteriology) และคาถามเก่ียวกบั ความมีอยขู่ องสานึกทาง ประวตั ิศาสตร์ในพระพุทธศาสนา เป็นที่ทราบกนั วา่ พระพุทธศาสนานิกายหลกั ๆ ในเอเชียมีความเช่ือร่วมกนั อยา่ งหน่ึง วา่ พระพทุ ธเจา้ ไม่ทรงสอนส่ิงเดียวกบั คนทุกคน หากแต่ทรงปรับเน้ือหาคาสอนให้สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการ ความสนใจ และความสามารถของผฟู้ ังแตล่ ะคน กล่าวกนั วา่ พระองคส์ อนส่ิง เหมาะสมที่สุดสาหรับคนแต่ละคน ยง่ิ ไปกวา่ น้นั วธิ ีการของพระองคด์ ูเหมือนจะให้อิสระทางคิด มากกวา่ ท่ีจะใหย้ อมรับคาสอนแบบงมงาย พระองคเ์ นน้ ใหส้ าวกรับเอาเฉพาะส่ิงที่เห็นวา่ ถูกตอ้ ง เหมาะสมเท่าน้นั ดงั พระดารัสท่ีวา่ 9 Gershom Scholem, “Religious Authority and Mysticism,” in On the Kabbalah and Its Symbolism (New York: Schocken Books, 1969), p. 13.
๗ อุปมาเหมือนทองท่ีถกู หลอม ถกู ตัด และถกู ขดั สีนั่นแหละ ภิกษุ และบัณฑิตทั้งหลาย กค็ วรทาเช่นนัน้ ควรวิเคราะห์คาสอนของเรา ก่อนแล้วจึงยอมรับ ผ้ไู ม่ทาเช่นนน้ั หาชื่อว่ามีความเคารพในเราไม่ 10 แตเ่ ราควรจะวเิ คราะห์คาสอนเหล่าน้ีอยา่ งไร? ในเมื่อพุทธศาสนานิกายตา่ ง ๆ มีความ เช่ือมนั่ วา่ พระพุทธเจา้ ไมใ่ ช่นกั “อไญยนิยม” (agnostic)11 คาสอนของพระองคไ์ ม่เคยไดร้ ับการ ยอมรับวา่ เป็ นรูปแบบที่ปราศจากเน้ือหาข้นั สูงสุดท่ีถูกเสริมแต่งโดยการตีความท่ีสาวกของ พระองคค์ ิดข้ึนมา ท่านเหล่าน้นั คอ่ นขา้ งจะเช่ือวา่ ลกั ษณะเชิงปริศนาเทา่ น้นั ท่ีปรากฏในคาสอน ของพระองค์ และเชื่ออีกวา่ ทรรศนะข้นั สุดทา้ ย (ข้นั ยตุ ิ) ของพระองคส์ ามารถจะสืบคน้ หาได้ การหาทางท่ีจะตดั สินทรรศนะข้นั สุดทา้ ยน้ี จึงกลายเป็นภารกิจสาคญั ในอรรถปริวรรตศาสตร์เชิง พุทธ และไมใ่ ช่เรื่องแปลกเลยท่ีคาสอนเรื่อง “อุบาย” คาสอนเรื่องกุศโลบายในการแสดงธรรม ของพระพุทธเจา้ ซ่ึงก่อให้เกิดปัญหาในการตีความคมั ภีร์ ไดก้ ลายเป็นหลกั การใหม้ ีการยอมรับใน เร่ืองการตีความ ปี เตอร์ เกรกอร่ี (Peter Gregory) ไดช้ ้ีวา่ ระบบการจดั ช้นั ของจีน (p’an chiao) ต้งั อยบู่ นฐานแนวคิดเรื่อง “อุบาย” ที่วา่ คาสอนของพระเจา้ ผกู พนั อยกู่ บั บริบทแวดลอ้ ม ดู เหมือนวา่ คาสอนเร่ือง “อุบาย” เป็นพ้ืนฐานในกระบวนการเสริมแต่งคมั ภีร์ ซ่ึงเห็นความแตกตา่ ง กนั ไดอ้ ยา่ งชดั เจนในคมั ภีร์เนตติปกรณ์ของเถรวาท กบั คมั ภีร์ชูชูชินรอนของกไู ก ดงั ท่ี จอร์จ บอนด์ (George Bond) แสดงไวว้ า่ พระอรรถกถาจารยส์ ายเถรวาทวางพ้ืนฐานยทุ ธศาสตร์การ ตีความบนแนวคิดเรื่องมรรควถิ ีแห่งการตรัสรู้ที่ลุ่มลึกลงโดยลาดบั (gradual) แลว้ ทา่ นเหล่าน้นั ก็ วาดภาพแนวคิดเรื่องการจดั ประเภทบุคคล (typology) ท่ีต้งั อยบู่ นฐานของเหตุปัจจยั เช่น ระดบั ของ การพฒั นาทางจิตใจ และระดบั ของอารมณ์ ใหแ้ ก่บุคคลผทู้ ่ีพระพุทธเจา้ แสดงธรรมโปรด แลว้ ก็ จดั ประเภทของพระสูตรและบุคคลท่ีเหมาะสมกบั พระสูตรน้นั สร้างความเช่ือมโยงระหวา่ ง ประเภทของคมั ภีร์ กบั ประเภทของบุคคล ดงั น้นั พระอรรถกถาจารยเ์ หล่าน้นั จึงสามารถที่จะแปล ความหมายลาดบั ข้นั (hierachy-ข้นั ลดหลนั่ ) ของมรรคและเป้ าหมาย ซ่ึงจาเป็นต่อการเชื่อมโยง ธรรมเขา้ กบั ความแตกตา่ งหลากหลายของบุคคล และยงั เป็นการธารงรักษาความเชื่อในเรื่อง เป้ าหมายสูงสุดหน่ึงเดียวและความหมายสูงสุดหน่ึงเดียวของธรรมดว้ ย บนั ได 10 ข้นั ของกไู ก(Kukai) ดงั ท่ี โทมสั กาสุลิส (Thomas Kasulis) อภิปรายเอาไว้ เป็นแนวคิดท่ีมีขอบเขตกวา้ งขวางมาก เป็นความพยายามที่จะประมวลรวมระดบั ข้นั ทางจิต 10 Robert A.F.Thurman, Tsong-khapa’s Speech of Gold in essence of True Eloquence (Princeton: Princeton University Press, 1984),p. 190. 11 คาวา่ “อไญยนินม” ในทางญาณวทิ ยา หมายถึง ทรรศนะท่ีถือวา่ มีความรู้บางอยา่ งที่มนุษยไ์ ม่ สามารถเขา้ ถึงได้ ในทางเทววทิ ยา หมายถึง ทรรศนะที่ถือวา่ พระเจา้ อยเู่ หนือความรู้ความเขา้ ใจของมนุษย์
๘ วญิ ญาณท้งั หมดจากระดบั ภาวะจิตในอวชิ ชา ไปจนถึงการตรัสรู้ที่เขา้ ไปรวมอยใู่ น “พระธรรมกาย” กระแสแนวคิดปรัชญาเหล่าน้ีไดม้ ีอิทธิพลท้งั ในความเช่ือเดิมของญ่ีป่ ุน รวมท้งั ลทั ธิขงจื๊อ ลทั ธิเต๋า และนิกายตา่ ง ๆ ของพระพุทธศาสนา อยา่ งไรก็ตาม กไู กกเ็ ช่นเดียวกบั นิกายเถรวาทท่ีไดท้ าให้ มองเห็นภาพความกา้ วหนา้ แห่งพฒั นาการทางดา้ นจิตวญิ ญาณจากระดบั ต่าสุดไปจนถึงระดบั สูงสุด สุดทา้ ยก็จบลงตรงท่ีประสบการณ์ในการตรัสรู้ ดงั ท่ีขา้ พเจา้ ไดต้ ้งั ขอ้ สังเกตไวใ้ นบทความเกี่ยวกบั การตีความพระสูตรมหายาน แนวคิดเร่ือง “อุบาย” ไมไ่ ดท้ าหนา้ ที่ง่าย ๆ ในฐานะเป็นการตีความเก่ียวกบั การปรับใหเ้ หมาะสม (a hermeneutic of accommodation) ซ่ึงในแง่น้ีคาสอนของพระพุทธเจา้ ท้งั หมดถูกมองวา่ เป็นการ ปรับ (เน้ือหา) ใหเ้ หมาะสม แนวคิดน้ียงั ถูกนามาใชใ้ นฐานะเป็ นการตีความเก่ียวกบั การควบคุม (a hermeneutic of control) ซ่ึงในแง่น้ีปรัชญาของคู่แข่งจะถูกหลวมรวมเขา้ ดว้ ยกนั แมก้ ระท้งั นิกายฌาน (Ch’an- ต่อมาพฒั นามาเป็ นนิกายเซนในญ่ีป่ ุน-ผ้แู ปล) ที่ทราบกนั ดีวา่ “ใชว้ ธิ ีถ่ายทอด พเิ ศษนอกคมั ภีร์” ก็ยงั เลือกท่ีจะใชค้ มั ภีร์เพื่อสนบั สนุนจุดยนื ของนิกาย ดงั น้นั แต่ละนิกายจึงวาง คมั ภีร์หรือคาสอนท่ีแตกต่างกนั ไวบ้ นยอดสุดของการจดั ตาแหน่งแบบลดหลน่ั อยา่ งนิกายเทียนไท้ กใ็ ชส้ ัทธรรมปุณฑริกสูตร นิกายฮวั เยน็ (หวั เหยยี น) ใชอ้ วตงั สกสูตร ทา่ นจนั ทกีรติ (ปราชญ์ มหายานนิกายมาธยมิก ประมาณ พ.ศ. 1200-ผ้แู ปล) ไดใ้ ช้ “อกั ษยมตินิรเทศสูตร” สาหรับทาความ เขา้ ใจ “ความหมายตรง” (นีตารถะ) และ “ความหมายจากการตีความ” (เนยารถะ) ในขณะที่ นิกาย โยคาจาร ใช“้ สัมธินิรโมจนสูตร” เป็นเกณฑต์ ดั สิน ดงั ที่ ลามอตต์ (Lamotte) ไดต้ ้งั ขอ้ สงั เกตวา่ “แต่ละนิกายมีแนวโน้มท่ีจะยึดถือคัมภีร์ ตามตัวอักษรซ่ึงสอดคล้องกับสมมติฐานของตน และ พิจารณาคัมภีร์เหล่านนั้ ซ่ึงเป็ นเหตุแห่งภาวะย่งุ ยาก (dilemmas) ว่าเป็นความหมายระดับพืน้ ฐาน เบือ้ งต้น” อยา่ งไรก็ตาม น่าจะเป็นความไขวเ้ ขวในการมองความเกี่ยวขอ้ งของการตีความกบั เร่ืองอุบายวา่ ไดร้ ับแรงจงู ใจจากการโจมตีกนั ระหวา่ งนิกายลว้ น ๆ หากแตไ่ ดร้ ับแรงจงู ใจจาก ปัญหายงุ่ ยากมากกวา่ ที่วา่ อะไรคือทรรศนะอนั สูงส่งท่ีสุดของพระพทุ ธเจา้ ? พระองคก์ าลงั ใชก้ ศุ โลบายเพอ่ื นาสาวกของพระองคไ์ ปสู่สจั ธรรมข้นั สุดทา้ ยอะไร ? โรเบิร์ต บุสเวลล์ (Robert Buswell) ไดช้ ้ีถึงคาถามพ้ืนฐานของศาสตร์แห่งการตีความของมหายานอยา่ งถูกตอ้ งวา่ อะไรคือ เน้ือหาแห่งการตรัสรู้ของพระพทุ ธเจา้ ? นิกายฌานของเกาหลี ไดต้ อบคาถามน้ีดว้ ยความพยายาม ท่ีจะกา้ วขา้ มหลกั การท่ีใชอ้ ธิบายสัจธรรมไปสู่การมีประสบการณ์ในสจั ธรรมโดยตรง โดยการตี ตราขอ้ ความในเชิงทฤษฎีวา่ “คาตาย” (dead words) และขอ้ ความท่ีส่งผลใหเ้ กิดความรู้แจง้ เห็นจริง วา่ “คาเป็ น” (live words)
๙ การแบ่งแยกน้ีนาไปสู่คาถามเกี่ยวกบั การคน้ หาเจตนารมณ์ของพระพทุ ธเจา้ ในการ ประกาศคาสอนแบบเฉพาะเจาะจง ดงั ที่ขา้ พเจา้ ไดต้ ้งั ขอ้ สงั เกตไวใ้ นบทความวา่ ความเกี่ยวขอ้ งกบั เจตนารมณ์น้ีอาจจะเดินสวนทางกบั แนวโนม้ ใหมใ่ นศาสตร์แห่งการตีความ แต่มนั ก็เป็นแกนกลาง สาคญั ของการตีความคมั ภีร์ของพทุ ธศาสนาอยา่ งไม่อาจปฏิเสธได้ ที่จริงแลว้ ไมเคิล บรอยโด (Michael Broido) กไ็ ดต้ ้งั ขอ้ สังเกตไวว้ ่า “ดเู หมือนว่าจะมีเหตุผลพอฟังได้ที่ว่าเราสามารถทาความ เข้าใจกิจกรรมแห่งการตีความเชิงพุทธได้โดยการมองกิจกรรมนีใ้ นแง่ของการสร้างข้อสมมติฐาน ด้านเจตนารมณ์” (บรอยโด ไดแ้ สดงใหเ้ ห็นวา่ น้ีเป็นความจริงของตนั ตระและของพระสูตรดว้ ย) เคร่ืองมือสาหรับตีความตา่ ง ๆ ไดค้ ิดคน้ ข้ึนมาโดยชาวพทุ ธ รวมท้งั การจดั ประเภทของความหมาย ตรง (นีตารถะ) และความหมายจากการตีความ (เนยารถะ), เจตนารมณ์พเิ ศษ 4 ประการ (อภิปราย), และตวั เลือก 6 ประการ (โกฏิ) ท่ีใชใ้ นการตีความของตนั ตระ ท้งั หมดน้ีในบางดา้ นเก่ียวขอ้ งกบั การตดั สินเจตนารมณ์ของขอ้ ความเฉพาะ ถา้ เป้ าหมายของปรัชญามหายาน คือ การนาตนเองและคนอ่ืนๆ ไปสู่ประสบการณ์ แห่งการตรัสรู้ ซ่ึงกไ็ ม่มีอะไรมากหรือนอ้ ยไปกวา่ การทวนซ้าประสบการณ์ของพระพทุ ธเจา้ โดยนยั น้ี การอภิปรายถึงผฟู้ ังคาสอนที่แสดงตามเจตนารมณ์ก็ไมไ่ ดเ้ ป็นเพียงเครื่องมือที่จะใชผ้ ลกั ใสฝ่ ายตรงขา้ มใหเ้ ป็นผฟู้ ังคาสอนระดบั พ้ืนฐานเบ้ืองตน้ หากเป็นวถิ ีทางที่นกั ตีความพยายามท่ีจะ คน้ หาตาแหน่งแห่งที่ (place-สถานะ) ของตนในทา่ มกลางบริบทท่ีอยลู่ อ้ มรอบพระพทุ ธเจา้ มากกวา่ ถา้ นกั ตีความชาวพทุ ธแสวงหาในวถิ ีทางน้ีเพอ่ื ดาเนินวาทะของ ชเลอร์มาเชอร์ ที่วา่ การที่จะเขา้ ใจคมั ภีร์ บุคคลจะตอ้ งมีประสบการณ์กบั กระบวนการทางจิตของผแู้ ตง่ (คมั ภีร์) แลว้ นกั ตีความท้งั หลายก็ถูกกาหนดวา่ ตอ้ งเป็ นผบู้ รรลุธรรม จริง ๆ แลว้ กค็ ือเป้ าหมายสูงสุดของนกั ตีความนนั่ เอง แลว้ ตามมาดว้ ยการใชป้ ระสบการณ์ในการตรัสรู้ของพระพทุ ธเจา้ ตวั ตวั ตดั สินความ สมเหตุสมผลในการตีความข้นั สุดทา้ ย เอเตียง ลามอตต์ (Etienne Lamotte) ไดจ้ ุดยนื น้ีมาจากขอ้ สุดทา้ ยของหลกั การเชื่อถือ 4 ประการ คือ การใหเ้ ชื่อถือปัญญา ไม่ให้เช่ือถือความรู้ธรรมดาสามญั ในทรรศนะของ ลามอตต์ “ปัญญาเป็นเคร่ืองสาคัญยิ่งเพียงอย่างเดียวสาหรับการตีความที่แท้จริง” โดยเขาไดใ้ ชข้ อ้ ความใน “สังธินิรโมจนสูตร” (VIII.24) เพ่ือสนบั สนุนทรรศนะของตน ดงั น้ี เพราะอาศยั ปัญญาท่ีเกิดจากการสดบั คาสอน (สุตมยปัญญา) พระ โพธิสัตว์จึงดารงตนอย่ใู นถ้อยคาของพระสูตร ยึดคัมภีร์ ตาม ตัวอักษร และยงั ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ …เพราะอาศยั ปัญญาที่เกิดจาก การคิด (จินตมยปัญญา) พระโพธิสัตว์จึงไม่ดารงตนอย่ใู นถ้อยคาของ พระสูตร หรือยึดความหมายตามตัวอักษร และเข้าใจเจตนารมณ์ …. เพราะอาศยั ปัญญาที่เกิดจากการเจริญภาวนา (ภาวนามยปัญญา) พระ
๑๐ โพธิสัตว์ไม่ว่าจะดารงตนหรือไม่ดารงตนอย่ใู นถ้อยคาของพระสูตร กต็ าม ไม่ว่าจะยึดหรือไม่ยึดคัมภีร์ตามตวั อักษรกต็ าม แต่พระ โพธิสัตว์เหล่าน้ันเข้าใจเจตนารมณ์ ซ่ึ งปรากฏผ่านภาพนิมิตซึ่ งเป็ น อารมณ์ของสมาธิท่ีสอดคล้องกบั ธรรมชาติท่ีแท้ของสิ่งท้ังหลาย12 จริง ๆ แลว้ ประสบการณ์ในการเจริญภาวนามีบทบาทสาคญั ในการตีความคมั ภีร์ ศาสนา ในกรณีของพระพุทธศาสนาก็มีตวั อยา่ งอยมู่ ากกมาย บางทีก็น่าเศร้าท่ีญาณหยงั่ รู้ ประสบการณ์ในการตรัสรู้ของพระอรรถกถาจารยก์ ไ็ มไ่ ดส้ อดคลอ้ งกนั ไปเสียท้งั หมด มีการต้งั คาถามวา่ เป็นไปไดห้ รือไม่วา่ มีการยกั เย้อื งคมั ภรั ์ใหส้ อดคลอ้ งกบั แนวทรรศนะของนิกายที่ใช้ ประสบการณ์ทางศาสนาเป็นตวั ตดั สิน เกอร์ชอม โชเลท (Gershom Scholem) การเขา้ ถึงคมั ภีร์ศกั ด์ิ สทั ธ์ิดว้ ยวธิ ีการแบบรหสั ยะ (mystical approach) ประกอบดว้ ยพ้ืนฐาน ๒ แบบที่เสริมกนั และ ขดั แยง้ กนั คือ แบบอนุรักษ์ และแบบปฏิวตั ิ ดงั ที่เขาเขียนไวว้ า่ เนื่องจากพวกเขา (นกั ตีความ) ได้รักษาพืน้ ฐานความศักดิ์สิทธ์ิของ คัมภีร์ตามจารีตตลอดมา พวกเขาจึงสามารถปฏิบัติต่อคัมภีร์ด้วย เสรีภาพท่ีเกือบจะไร้ขอบเขต ซึ่งได้สร้างความฉงนแก่พวกเราอย่าง ไม่หยดุ หย่อนในงานเขียนแนวรหัสยะ แม้กระทั่งเสรีภาพในความ สิ้นหวงั สิ้นศรัทธา การยอมรับความสมเหตุสมผลอย่างไม่ เปล่ียนแปลงของความศักด์ิสัทธ์ิของคัมภีร์ ตามจารีต กค็ ือราคาค่างวด ท่ีระบบรหัสยะเหล่านีไ้ ด้จ่ายแก่การปฏิรูปความหมายของคัมภีร์ใน การตีความของพวกเขา ตราบใดที่กรอบแนวคิดนีย้ งั คงอยู่ รากฐาน ในแง่การอนรุ ักษ์ และการปฏิวตั ิในรูปแบบของรหัสยะ กย็ งั รักษษ ความสมดลุ ของมนั เอาไว้ได้ หรือจะพูดให้ดีขึน้ หน่อยกไ็ ด้ว่า เป็น ความตึงเครียดเชิงสร้างสรรค์ (creative tension) 13 ขอ้ ยอ้ นกลบั ไปท่ีคาถามวา่ ที่ พระพุทธศาสนาเป็น “รหสั ยนิยม” หรือไม่ ? ดู เหมือนวา่ ความตึงเครียดระหวา่ งรากฐานในเชิงปฏิวตั ิและเชิงอนุรักษจ์ ะมีอยใู่ นพระพทุ ธศาสนา ความตึงเครียดท่ี แมทธิว แคปสไตน์ (Matthew Kapstien) มองเห็นในการใชศ้ พั ทเ์ ทคนิคของ พทุ ธศาสนา คือ ระหวา่ งคาวา่ “อาคม” (คมั ภีร์) กบั คาวา่ “อธิคม” (การรู้แจง้ , การบรรลุ) 12 Etienne Lamotte,ed., Samdhinirmocana Sutta: L’Explication des Mysteres (Paris: Adrien Maisonneuve, 1935), p. 105. 13 Gershom Scholem, “Religious Authority and Mysticism,” in On the Kabblah and Its Symbolism (New York: Schocken Books, 1969),p. 13.
๑๑ คากล่าวท่ีวา่ การตรัสรู้เป็นเกณฑม์ าตรฐานข้นั สุดทา้ ยสาหรับการตีความไดก้ ่อใหเ้ กิด ปัญหามากพอ ๆ กบั ที่มนั ยุติปัญหา เพราะพระพุทธศาสนาก็คือ (๑) จารีตท่ีไดพ้ ฒั นาข้ึนมาใน ประวตั ิศาสตร์ พร้อมกบั การตีความใหม่ ๆ ที่สร้างข้ึนมาเพ่ือแกป้ ัญหาวกิ ฤตตา่ ง ๆ (๒) คมั ภีร์ต่าง ๆ ท่ีถูกใชเ้ พ่ือสร้างความชอบธรรมในการตีความใหม่ ๆ และ (๓) การตีความเหล่าน้ีกไ็ ดร้ ับการ โฆษณาเผยแพร่ออกไปเพื่อสร้างความเป็ นสุดยอด (กระบวนการท้งั ๓ อยา่ งน้ี เดวิด แชปเปล (David Chappell) ไดย้ กตวั อยา่ งในกรณีของนิกายฌานและนิกายสุขาวดีในประเทศจีน) คาถามที่เหลืออยกู่ ็คือ การตรัสรู้จะลบลา้ งศาสตร์แห่งการตีความก็หรือไม่ ? ดู เหมือนวา่ เม่ือปราศจากการตรัสรู้ ศาสตร์แห่งการตีความจึงจาเป็นตอ้ งมี ดงั ท่ี อลนั สปอนเบิร์ก (Alan Sponberg) ไดต้ ้งั ขอ้ สงั เกตในการประชุมวา่ เป็ นเทคนิคท่ีทาหนา้ ที่ปลดเปล้ืองตนเองออกจาก มายาภาพ ซ่ึงก็คืออรรถปริวรรตศาสตร์แห่งความสงสยั แบบรุนแรง (radical hermeneutics of suspicion) นนั่ เอง บุคคลผยู้ งั ไม่ไดต้ รัสรู้จะตอ้ งตีความ พระอรรถกถาจารยช์ าวพุทธรู้สึกทุกขร์ ้อน จากการไมม่ ีตาแหน่งแห่งท่ี (สถานะ) เน่ืองจากทา่ นไมไ่ ดเ้ ขา้ ไปนง่ั ใกล้ ๆ พระพุทธเจา้ แลว้ สดบั คา สอนที่พระองคเ์ จาะจงแสดงแก่ท่านโดยตรง ตอนน้ีพระองคก์ ็จากไปแลว้ คนนง่ั ฟังคาสอนของ พระองคก์ ็จากไปแลว้ ตอนน้ีตอ้ งมีคาสอนเป็ นศาสดา นกั ตีความน้นั ยงั คงแสวงหาตาแหน่งแห่งที่ ของตนอยา่ งไมห่ ยดุ หยอ่ นในท่ามกลางบริบทแวดลอ้ ม (บริบทแห่งการแสดงธรรม) ท่ีไม่เหลืออยู่ แลว้ ศาสตร์แห่งการตีความของทา่ นจึงเป็นเขม็ ทิศนาทาง บางท่านไดป้ ฏิเสธการประยกุ ตท์ ฏษฎีแห่งการตีความสมยั ใหม่มาใชใ้ น พระพทุ ธศาสนา เพราะพระพุทธศาสนาขาดสานึกทางประวตั ิศาสตร์ (historical consciousness) ดงั ท่ีมีการนิยามกิจกรรมดา้ นการตีความต้งั แตย่ คุ สมยั ของไฮเดกเกอร์ (Heigegger) แต่ พระพทุ ธศาสนามีสานึกทางประวตั ิศาสตร์ โดยมกั จะเขา้ ใจกนั ในลกั ษณะของระยะห่างทางโลกียะ (temporal distance) ของตนจากพระพุทธเจา้ หรือในทฤษฎีความเลื่อมถอยของพระธรรมวนิ ยั (เช่น ทฤษฎีเกี่ยวกบั อายพุ ระพุทธศาสนา 5,000 ปี หรือทฤษฎีปัญจอนั ตรธาน-ผ้แู ปล) หรือในความ พยายามที่อธิบายการเกิดข้ึนในยคุ หลงั ๆ ของพระสูตรมหายานและตนั ตระ หรือการเนน้ ย้าในการ สืบทอดตาแหน่ง (lineage) ในจารีตของนิกายฌานและทิเบต คาร์ล บีเลเฟลต์ (Carl Bielefeld)ไดต้ ้งั ขอ้ สงั เกตในที่ประชุมวา่ เป็นขอ้ เทจ็ จริงที่วา่ ในพระพทุ ธศาสนามีบางสิ่งบางอยา่ งที่เรียกกนั วา่ ศาสตร์แห่งการตีความ เป็ นเคร่ืองหมายแห่งความแปลกแยก (sign of alienation) เป็นเครื่องหมาย แห่งระยะห่างจากจารีตท่ีนกั คิดชาวพุทธรู้สึกถึงความจาเป็นท่ีจะตอ้ งฟ้ื นฟอู ะไรบางอยา่ งข้ึนมา บีเลเฟลต์ ไดอ้ ภิปรายถึงความตึงเครียดในเชิงประวตั ิศาสตร์ (historical) และมิใช่ประวตั ิศาสตร์ (ahistorical) ดงั ท่ีปรากฏในการใชส้ ัทธรรมปุณฑริกสูตรของทา่ นจ้ืออี่ (Chih-i,-- จ้ืออี่ (พ.ศ.1074- 1140) เป็นผกู้ ่อต้งั นิกายเทียนไท้ หรือญ่ีป่ ุนเรียกวา่ เทนได ชาวญี่ป่ ุนเรียกท่านวา่ “ชิงิ” หรือ “เคฟุ”
๑๒ หรือ “ชิ เช ไท ชิ”- ผ้แู ปล ) ทา่ นจ้ืออี่ ไดป้ ระมวลสรุปหลกั ธรรมของพระพทุ ธเจา้ เป็ น 4 ประเภท คือ (1) พระสูตรหินยานสอนเร่ือง “อตั ถภิ าวะ” (being) (2) พระสูตรมหายานยคุ ตน้ สอนเร่ือง “นัตถิภาวะ” (non-being) (3) ตถาคตครรภ์ สอนท้งั อตั ถิภาวะและนตั ถิภาวะ และ (4) คาสอนอนั สมบรู ณ์ คือคาสอนในสทั ธรรมปุณฑริกสูตร ไมม่ ีอะไรนอกจากน้ี ทา่ นจ้ืออี่ มองคาสอน 4 ประเภทน้ีในฐานะเป็ นหลกั ธรรมที่พระพุทธเจา้ เปิ ดเผยตามลาดบั ทางประวตั ิศาสตร์และในฐานะ เป็นหลกั ธรรมเผยออกมาในประสบการณ์ของผปู้ ฏิบตั ิธรรม แต่ระบบทางประวตั ิศาสตร์เช่นน้นั ไดก้ ่อใหเ้ กิดปัญหาใหม่ข้ึนมา เพราะถา้ เรากาลงั มีชีวติ อยใู่ นยคุ สมยั หน่ึงซ่ึงเป็ นยคุ ท่ีคาสอน สมบรู ณ์ถูกเปิ ดเผยจนหมดสิ้นแลว้ แลว้ จะเหลืออะไรไวใ้ หเ้ ราคน้ พบอีกเล่า ? คาถามเหล่าเช่นน้ีได้ ช้ีใหเ้ ห็นสมั พนั ธภาพระหวา่ งมิติทางประวตั ิศาสตร์ กบั มิติท่ีมิใช่ประวตั ิศาสตร์แห่งธรรมชาติอนั อยู่ เหนือกาลเวลาแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจา้ และการปรากฏข้ึนแห่งการตรัสรู้น้นั อนั อยใู่ นกรอบ ของกาลเวลา ปัญหาเหล่าน้ีเรียกร้องใหเ้ ราครุ่นคิดพิจารณาต่อไป ปัญหาต่าง ๆ ท่ียงั ไมไ่ ดส้ ารวจในงานชิ้นน้ี เป็นปัญหาของกิจกรรมแห่งการตีความ ไมใ่ ช่ปัญหาของพระอรรถกถาจารยส์ มยั โบราณ หากแต่คือปัญหาของนกั พทุ ธวทิ ยา (Buddhologist) ตะวนั ตกสมยั ใหม่ แมว้ า่ จะเป็นไปไมไ่ ดใ้ นงานของกาดาเมอร์ (Gadamer) ท่ี พยายามจะแยกการศึกษาอรรถปริวรรตศาสตร์เชิงพทุ ธออกจากคาถามของอรรถปริวรรตศาสตร์ (หลกั การและขอ้ สมมติฐานเบ้ืองตน้ ของการตีความ) ของนกั วชิ าการสมยั ใหมผ่ ตู้ ีความคมั ภีร์ทาง พทุ ธศาสนา แตก่ ารแยกเช่นน้นั กไ็ ดพ้ ยายามทาไวแ้ ลว้ ในท่ีน้ี (บางทีอาจรู้เท่าไมถ่ ึงการณ์) พร้อม ดว้ ยบทความตา่ ง ๆ ที่อุทิศใหก้ บั การประเมินคา่ (evaluation) สมั พนั ธภาพเชิงพลวตั ที่มีอยรู่ ะหวา่ ง คมั ภีร์พทุ ธศาสนา กบั พระอรรถกถาจารยแ์ นวจารีต ความพยายามน้ีไดต้ ระหนกั ถึงอคติและความ เขา้ ใจเบ้ืองตน้ ที่นกั พทุ ธวทิ ยาสมยั ใหม่ (ซ่ึงแปลกแยกกบั สาขาวชิ าของตนท้งั โดยกาลเวลาและ วฒั นธรรม) นาเขา้ ไปศึกษาคมั ภีร์พุทธศาสนา หวงั วา่ งานศึกษาชิ้นน้ีจะช่วยกระตุน้ ใหเ้ กิดความใจสนยง่ิ ข้ึนในส่ิงท่ีอา้ งไวใ้ นท่ีน้ีใน ฐานะเป็นอรรถปริวรรตศาสตร์เชิงพทุ ธ ความสนใจในการนิยามความหมายของศพั ทแ์ ละวถิ ีทางที่ งานดา้ นการตีความจะไดป้ รากฏตวั ออกมาในแนวคิดทางพทุ ธศาสนาอยา่ งเท่ียงตรงมากข้ึน ไม่ เพียงแตจ่ ะมีคุณูปการต่อการเขา้ ใจพระพทุ ธศาสนาของเราเทา่ น้นั หากแต่ยงั ใหท้ างเลือกต่อการ เขา้ ถึงปัญหาการตีความในตะวนั ตกอีกดว้ ย **********************
Search
Read the Text Version
- 1 - 12
Pages: