Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 2561_มจร น่าน

2561_มจร น่าน

Published by Thanarat MCU Surin, 2023-06-14 04:16:39

Description: 2561_มจร น่าน

Search

Read the Text Version

การประชุมวิชาการระดบั ชาติ คร้งั ท่ี 2 MCU Nan Congress II Research and Innovation for Sustainable Mental and Social Development in Thailand 4.0 Era วทิ ยาลัยสงฆ์นครนา่ น มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย เฉลมิ พระเกยี รตสิ มเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี ท่ปี รึกษา พระราชวรเมธ,ี รศ.ดร. รองอธกิ ารบดีฝ่ายบริหาร พระราชคุณาภรณ์ เจา้ คณะจงั หวัดน่าน พระราชศาสนาภบิ าล รองเจ้าคณะจังหวัดนา่ น พระสนุ ทรมนุ ี ประธานคณะกรรมการวทิ ยาลยั สงฆน์ ครนา่ น วา่ ท่ีรอ้ ยตรสี มเดช อภิชยกลุ ทปี่ รกึ ษาวิทยาลยั สงฆ์นครน่าน คณะบรรณาธิการ พระราชปริยัตกิ ว,ี ศ.ดร. ประธานคณะกรรมการ พระราชวรมุน,ี ดร. รองประธานคณะบรรณาธิการ รศ.ดร.สรุ พล สยุ ะพรหม รองประธานคณะบรรณาธกิ าร พระมหาบุญเลิศ อนิ ฺทปญโฺ ญ,รศ.ดร. รองประธานคณะบรรณาธกิ าร พระสุธีรตั นบัณฑิต,รศ.ดร. คณะบรรณาธิการ พระครโู สภณปรยิ ัตสิ ธุ ,ี รศ.ดร. คณะบรรณาธิการ ศาสตราจารย์ ดร.วัชระ งามจิตรเจริญ คณะบรรณาธกิ าร ศาสตราจารย์ ดร.จานงค์ อดิวัฒนสทิ ธ์ิ คณะบรรณาธกิ าร รองศาสตราจารย์ ดร.ปรตุ ม์ บญุ ศรีตนั คณะบรรณาธิการ รองศาสตราจารย์ ดร.กหุ ลาบ รตั นสจั ธรรม คณะบรรณาธกิ าร ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.อนนั ต์ อปุ สอด คณะบรรณาธกิ าร พระชยานันทมนุ ี,ผศ.ดร. กรรมการและเลขานุการ พระครูปลดั วัชรพงษ์ วชริ ปญโฺ ญ,ดร. กรรมการและผู้ชว่ ยเลขานุการ อาจารย์ ดร.วรปรัชญ์ คาพงษ์ กรรมการและผูช้ ่วยเลขานกุ าร อาจารย์ ดร.ชานาญ เกิดชอ่ กรรมการและผูช้ ่วยเลขานกุ าร อาจารย์ ดร.เบญจมาศ สุขสถิตย์ กรรมการและผ้ชู ว่ ยเลขานุการ อาจารยเ์ ชษฐ์ นมิ มาทพัฒน์ กรรมการและผชู้ ่วยเลขานุการ แบบปก-รูปเล่ม : นายศุภกรชิ เขอื่ นเพชร พิมพเ์ ม่ือ : กันยายน 2561 จัดพิมพ์ในงาน : การประชมุ วชิ าการระดับชาติ คร้งั 2 วทิ ยาลัยสงฆน์ ครน่าน มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั เฉลิมพระเกยี รติสมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี ประจาปี 2561







คำนำ การประชุมวิชาการระดับชาติท่ีมีรายงานสืบเนื่องจากการประชุม (Proceedings) คร้ังที่ 2 วิทยาลัยสงฆ์ นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายท่ีมีบทบาทในการพัฒนาด้านการศึกษาและสังคม ประกอบด้วย คณะสงฆ์ จงั หวัดนา่ น กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน สานักงานคณะกรรมการ การอดุ มศกึ ษา (สกอ.) สานักงานคณะกรรมการการวจิ ัยแห่งชาติ (วช.) สานักงานคณะกรรมการป้องกนั และปราบ ปราบการทุจริตแห่งชาติประจาจังหวัดน่าน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช มงคลล้านนาน่าน จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย ศูนย์จังหวัดน่าน มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ วิทยาลัยน่าน และ วิทยาลัยชุมชนน่าน ภายใต้ หัวข้อเร่ือง “การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคมอย่างย่ังยืนในยุค Thailand 4.0” โดยมี วัตถุประสงค์เพ่ือเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของมหาวิทยาลัยและนักวิชาการสู่สาธารณะ ตามวิสัยทัศน์ของ มหาวิทยาลัย เป็นเวทีสาธารณะเสนอแนะผลงานวิชาการในประเด็นที่เกี่ยวกับพุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนายัง ประโยชนใ์ หเ้ กดิ กับทกุ ภาคส่วนของสังคม ขออนุโมทนาในวิริยะอุตสาหะของผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ของวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน และคณะ ผู้บริหาร คณาจารย์ วิทยาเขต วิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและองค์กรภาคีเครือข่าย ในการร่วมด้วยช่วยกันจัดงานและนาเสนอผลงานทางวิชาการในรูปแบบต่าง ๆ อันจะเป็นคุณูปการต่อศึกษา พระพุทธศาสนาเพื่อพัฒนาจิตใจและสังคมให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้ และหวังเป็นอย่างย่ิงว่า การ ประชุมวิชาการระดับชาติในคร้ังน้ี จะอานวยประโยชน์แก่คณาจารย์ บุคลากรในมหาวิทยาลัย และนักวิชาการ ในการสรา้ งสรรคน์ วัตกรรมใหม่ในยุคไทยแลนด์ 4.0 อยา่ งย่งั ยนื สืบไป (พระชยานันทมนุ ี,ผศ.ดร.) ผอู้ านวยการวิทยาลัยสงฆน์ ครนา่ น เฉลมิ พระเกยี รตฯิ

สารบัญ เ ร อื่ ง หน ้า ถอ้ ยแถลงของประธานคณะบรรณาธิการ ก คำ�น�ำ ง ศึกษาการบ�ำเพญ็ ตบะกบั การบรรลุธรรมตามแนวพระพุทธศาสนาเถรวาท 1 พระรุง่ โรจน์ จารุธมโฺ ม, พระมหาสุพัฒน์ วชิ ิราวุโธ, ประสพฤกษ์ รัตนยงค์ คติความเชื่อลัทธลิ งั กาวงศใ์ นวรรณกรรมทกั ษิณ 9 พระมหาพจน์ สวุ โจ, ไว ชึรัมย์ นเิ วศวทิ ยาเชิงพุทธสะท้อนผ่านวัตรปฏิบตั ิของหลวงปูห่ งษ์ พรฺ หมฺ ปญโฺ ญ 20 ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม, ธรี ทิพย์ พวงจันทร,์ พระมหาโชตนิพิฐพนธ์ สุทฺธจิตฺโต การสรา้ งบัณฑติ ท่เี ป็นคนเก่ง คนดแี ละมีความสขุ ตามแนวพทุ ธศาสนา 33 พระมหาอนิ ทร์วงศ์ อสิ ฺสรภาณ,ี จันทรสั ม์ ตาปูลงิ การศกึ ษาปรชั ญาชีวิตเพือ่ สร้างจิตสาธารณะตามหลกั พุทธปรัชญา 41 พระณัฏฐวัฒน์ ญาณปปฺ โภ ศกึ ษาเชิงวเิ คราะหห์ ลักอายตนะท่ีส่งผลต่อการบรรลธุ รรมในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท 53 พระครวู นิ ยั ธรษัฎฐพรรษ อคฺคธมโฺ ม ก�ำเนิดและพฒั นาการแมช่ ีไทย 65 แมช่ กี ฤษณา รกั ษาโฉม, พระมหาสันติ ธรี ภทโฺ ท, อรชร ไกรจักร ศาสนากบั การพัฒนา: ไสยศาสตร์ เครือ่ งราง 74 พระครูธรรมธรมะลิน กติ ตปิ าโล, พระครวู ภิ ชั ธรรมวิจติ ร, กฤตสชุ นิ พลเสน, ประเวช วะทาแกว้ , สุพชิ ฌาย์ พรพชิ ณรงค์ ถำ้� หลวงนางนอน: อาถรรพห์ รอื ธรรมชาต ิ 81 พระครวู มิ ลศลิ ปกจิ จริยศาสตรเ์ พ่ือการอย่รู ่วมกนั อยา่ งสันติในโลกนัยชาดก 89 สงิ ห์ค�ำ รกั ป่า, พระครูวรวรรณวฑิ ูรย์

พทุ ธนวตั กรรมการพัฒนาจติ ใจและปัญญาของเยาวชนไทย ยุคไทยแลนด์ 4.0 101 109 วิชญาภา เมธวี รฉัตร 120 137 อตั ลักษณ์ล้านนาตามแนวพุทธวถิ ี 152 168 อนนั ต์ อุปสอด 177 กมั มัฏฐานล้านนา: รูปแบบ วิธีปฏบิ ัติและการสบื ทอด 186 วโิ รจน์ อินทนนท์ 198 ปุราโณวาท: หลกั จรยิ ศาสตรส์ รา้ งดลุ ยภาพชีวติ แบบล้านนา 209 พิสฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์, ธเนศ ศรวี ิชัยลำ� พันธ,์ วรี ะพงษ์ แสง-ชโู ต,วิโรจน์ อินทนนท์ 220 เทคนิคการสอนเรื่องสิทธิมนุษยชนและความเปน็ พลเมอื งดี พระเอกรัตน์ มหามงฺคโล, พระเรืองเดช โชติธมโฺ ม, กิตตคิ ณุ ดว้ งสงค์ องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่นิ จงั หวัดน่านกับการมีส่วนรว่ มดา้ นการจดั การ ทรัพยากรธรรมธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อมในพนื้ ที ่ วัชชิระ หว่นั ท๊อก สว่ นประสมทางการตลาดบริการที่สง่ ผลตอ่ คุณภาพบริการในการเลือก ใช้บรกิ ารจดั ฟันของคลนิ กิ ทนั ตกรรมในพนื้ ที่ อ�ำเภอเมอื ง จังหวดั ล�ำปาง ณัฐริกา บอ่ แกว้ , ภูเบศ ปาระมี, วทันยา หลงลืม, อัจฉรา เมฆสวุ รรณ, มยุรี พรหมเทพ ปัจจัยทีส่ ่งผลตอ่ ความพึงพอใจในการใชบ้ รกิ ารสถานบันเทิงยามค�่ำคนื อ�ำเภอเมือง จงั หวดั ล�ำปาง กรรณิการ์ เล็กตว๋ั , อรณุ ศริ ิ อนุพงศ์, อิสรา สวสั ด์ไิ สว, อจั ฉรา เมฆสุวรรณ, มยรุ ี พรหมเทพ ปัจจัยทส่ี ง่ ผลต่อความรบั ผดิ ชอบต่อสังคมของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภฏั ล�ำปาง ภารจุ ี วงคษ์ า, สุเทพ ทองคำ� , อุษา โบสถ์ทอง อิทธพิ ลของความไวว้ างใจและความพงึ พอใจท่ีมตี อ่ การตัดสินใจซอื้ สินคา้ ผา่ นเพจล�ำปางช็อปปงิ้ นนทพัทธ์ กิตสิ กั , ปานตะวัน ทะแกว้ , วัชพล ยชุ มภู, อษุ า โบสถท์ อง, ขจรศกั ด์ิ วงศว์ ริ าช ปัจจยั ส่วนประสมทางการตลาดบริการและคณุ ภาพการบรกิ ารทีส่ ่งผลตอ่ การตัดสนิ ใจในการใชบ้ ริการสถานพยาบาลสตั วใ์ นอ�ำเภอเมอื ง จงั หวัดล�ำปาง เกวลิน อย่ยู ังเกตุ, กัลยา เลิศศิลา, พิชญะ ศรีจนั ทร,์ อนรุ กั ษ์ อาทิตย์กาวิน, ขจรศกั ดิ์ วงศว์ ริ าช

พฤติกรรมผู้บรโิ ภคและปัจจัยสว่ นประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตดั สินใจ 233 ซอ้ื ผลิตภณั ฑอ์ าหารเสริมนกั ศึกษาที่เรยี นระดับมหาวทิ ยาลยั ในเขตอ�ำเภอเมือง จงั หวัดล�ำปาง 244 253 ศรุ วุฒิ เที่ยงฟกุ , สิทธิพงษ์ บุญมา, อรัญญา กัลณา, อนรุ กั ษ์ อาทิตยก์ วิน, ขจรศกั ดิ์ วงศว์ ริ าช 263 271 ระบบอปุ ถัมภ์: การบรหิ ารจัดการภาครัฐแนวใหม ่ 288 300 เสนห่ ์ ใจสทิ ธ์ิ, พระพฒุ นิ ันท์ ยสพโล 316 แนวทางการบริหารงานบุคคลตามแบบแผนพฤติกรรมและจรรยาบรรณวชิ าชพี 330 ของผู้บริหารสถานศกึ ษาในโรงเรียนสังกดั ส�ำนกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษา 340 บรุ รี ัมย์ เขต 3 ยวุ ดี สุดสายเนตร, ราชยั บุณยรัตผลนิ ฉ่�ำทรพั ย์, กติ วิ ัชร ถ้วยงาม คุณลักษณะความเป็นธรรมาธิปไตยตามแนวทางพระพทุ ธศาสนา สามารถ บุญรตั น์ การบรหิ ารจัดการนำ้� อย่างย่ังยนื ตามแนวพระราชด�ำรใิ นพนื้ ทีล่ มุ่ น�้ำแม่วงก์ พระครูนวิ ิฐศลี ขนั ธ์, อัครเดช พรหมกัลป์, รัตติยา พรมกัลป์ ศกึ ษาวเิ คราะห์หลกั พรหมวิหารธรรมกบั การปฏบิ ตั งิ านของบคุ ลากร ในองค์การบริหารสว่ นจังหวดั ชลบุรี พระมหาณรงคศ์ ักดิ์ วิริยธโร, พระมหาเกษม ปญญฺ าวโร พุทธวิธีแกป้ ัญหาความขัดแยง้ ในสังคมไทย 4.0 กลั ยกร ลาภเดโช มติ กิ ารประยกุ ตใ์ ชภ้ าวะผนู้ �ำเชงิ พุทธในการเสรมิ สรา้ งศกั ยภาพทางบรหิ าร งานของผ้บู ริหารองคก์ าร: การสะท้อนมมุ มองจากการทบทวนวรรณกรรม พระมหาโชตนิพิฐพนธ์ สทุ ธฺ จติ โฺ ต, สรุ ศักดิ์ ชะมารมั ย์, วันชยั สขุ ตาม ธนรัฐ สะอาดเอีย่ ม, เรยี งดาว ทวะชาลี ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงกับการประกอบอาชีพในยคุ ประเทศไทย 4.0 กันยารัตน์ รินศรี ปัจจัยและกระบวนการสรา้ งหมบู่ ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบในจงั หวดั แพร ่ ศุภกิจ ภกั ดีแสน, ภูพาน แกว้ อัคฮาด

การพัฒนาจิตสาธารณะตามแนวทางพุทธศาสนา 360 372 พระสรุ ะ ญาณธโร 383 394 การเพม่ิ มลู คา่ ทางเศรษฐกิจจากกลว้ ยไข่โดยกลุ่มโอทอปและวสิ าหกิจชุมชน 405 จังหวัดก�ำแพงเพชร 417 429 วาสนา อาจสาลกิ รณ์ 441 452 การวิจัยเชงิ ประเมินโครงการด้านเศรษฐกจิ และสงั คมจงั หวัดก�ำแพงเพชร 471 ตรรกพร สุขเกษม, นนั ทิวัน อินหาดกรวด การวิจยั เชิงประเมนิ โครงการส่งเสรมิ การพฒั นาชมุ ชนตามแนว ทางเศรษฐกิจพอเพียงจงั หวัดก�ำแพงเพชร ชาลสิ า ศริ ิธรรมเกตุ การวิจัยเชิงประเมนิ โครงการซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สนิ ท่ีเป็นประโยชน ์ ต่อสาธารณะ จังหวดั ก�ำแพงเพชร บุญญาบารมี สว่างวงศ,์ พษิ ณุ บุญนิยม การวิจัยเชงิ ประเมินโครงการตามมาตรการส่งเสริมความเปน็ อยรู่ ะดบั ต�ำบล จงั หวัดก�ำแพงเพชร พิษณุ บญุ นยิ ม, กล้าณรงค์ สทุ ธิรอด, ธีร์วสิ ฐิ มูลงามกลู จ์ การเมอื งภาคประชาสงั คมในยคุ 4.0 ธงชัย สงิ อดุ ม, พัชรี สายบญุ เยอื้ น การฉนั ผัก ผลไม้ และอาหารทีม่ ีโซเดยี มในพระสงฆจ์ งั หวดั พิจิตร: ข้อคน้ พบและสง่ิ ทท่ี า้ ทาย พระราชสทิ ธเิ วท,ี เบญจมาศ สุขสถติ ย์, ชมพูนุท สงิ ห์มณ,ี วโรดม เสมอเช้อื การสังคมสงเคราะห์แนวพทุ ธ : แนวทางการจัดต้ังโรงพยาบาลสงฆเ์ พือ่ สวสั ดิการ ดา้ นสขุ ภาวะของพระภกิ ษุ สามเณร ดิเรก ดว้ งลอย, พระระพิน พุทธฺ สิ าโร, มลั ลกิ า ภมู ะธน หลักสูตรการพัฒนารปู แบบการศกึ ษาและสร้างสรรคก์ ารเรยี นรภู้ ูมปิ ญั ญา ทอ้ งถิ่นของกล่มุ ชาตพิ ันธุ์บนพ้ืนทสี่ งู ตามตระเวนชายแดน จงั หวดั เชยี งราย ทศั นพ์ ล ชืน่ จิตต,์ อนุชติ วัฒนาพร, หาญศกึ เลบ็ ครฑุ

การพัฒนาจิตใจผู้สงู อายใุ นยคุ 4.0 490 498 สุกัญญา สนั ป่าแกว้ 507 522 การสบื ค้น และการจัดระบบการอนรุ กั ษเ์ อกสารคมั ภรี โ์ บราณของวัดและ 533 การถ่ายทอดภมู ิปัญญาตะวนั ออกเฉียงเหนือ 545 556 เสฐียร ทัง่ ทองมะดัน 574 รปู แบบการสรา้ งความสุขในการท�ำงานในองค์กรตามหลักพุทธจติ วทิ ยา 584 ทพิ ย์ ขันแกว้ , พระครูปรยิ ตั ปิ ัญญาโสภณ, ร่งุ สุรยิ า หอมวัน 596 การจดั การท่องเที่ยวเพอ่ื การเรียนรดู้ ้านอาหาร เพอื่ เป็นนวตั กรรมในการพัฒนา การมสี ่วนร่วมของชุมชนท้องถ่ินของบา้ นปงถำ้� อ�ำเภอวังเหนือ จงั หวดั ล�ำปาง ปณั ณทัต กัลยา, กนกอร ศิริฐติ ิ ทุนทางสงั คมกบั การสร้างความมน่ั คงทางอาหารของชุมชน จงั หวัดก�ำแพงเพชร พิษณุ บุญนิยม, กล้าณรงค์ สทุ ธิรอด นเิ วศวัฒนธรรมลุ่มน�้ำพจิ ิตรของคนหาปลาในกระแสการเปลย่ี นแปลง สุภางคพ์ ิมพ์ คล้ายธานี, พระปลดั อนุชาติ นรนิ ฺโท โรงเรียนผู้สูงอายุ: การจดั การระบบสุขภาวะและสวัสดิการผูส้ งู อายุในโรงเรยี น ผสู้ ูงอายใุ นภาคใต้ สมบรู ณ์ บุญฤทธิ์ , พระครูวิรตั ิธรรมโชติ ,พรี ะพล สงสาป การตัดสนิ ใจดา้ นโลจิสติกสส์ �ำหรับการท่องเท่ยี วในแหล่งธรรมชาต ิ ของอุทยานแหง่ ชาติแจซ้ อ้ น อ�ำเภอเมืองปาน จงั หวัดล�ำปาง จฑุ ามาศ นันทะโย, พรสวรรค์ เสว,ี สุดาพร จะวะนะ, พอใจ สิงหเนตร, ขจรศักดิ์ วงศ์วิราช การเปรยี บเทียบความพึงพอใจตอ่ การเรยี นการสอนวิชาสถิติเพอื่ การสังเคราะห ์ ข้อมูลทางการศึกษา (1043411) ของนกั ศกึ ษาช้ันปีท่ี 3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏล�ำปาง ตามวธิ สี อน 3 แบบ เยาวทิวา นามคณุ , เกศนยี ์ อิน่ อ้าย Project based Learning : ทักษะการเรียนร้แู หง่ ศตวรรษทที่ 21 พระครพู ิพัฒนศ์ าสนกิจจาทร, ปยิ วรรณ หอมจันทร์

การพฒั นารูปแบบการเรยี นรแู้ นวพทุ ธจิตวิทยาส�ำหรบั เดก็ ปฐมวัย 608 พระมหาถนอม อานนฺโท, ทิพย์ ขันแกว้ ความพงึ พอใจต่อสิง่ สนับสนุนการเรยี นรู้ สาขาระบบสารสนเทศ คณะบรหิ ารธรุ กิจ 622 มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลศรีวชิ ัย 632 643 กญั ฐณา สขุ แกว้ 653 664 กลวิธกี ารสรา้ งเดก็ ไทยสองภาษาในศตวรรษท่ี 21 676 686 ภราดร สขุ พนั ธ,์ เฉลิมพล ณ เชยี งใหม่ 696 การเปลี่ยนแปลงสังคม กติกา และกลไกลของรฐั ทสี่ ่งผลต่องานบญุ บังไฟ 698 ของคนอสี านพลดั ถน่ิ พระครพู จิ ิตรวรเวท, ปริญญา นกิ รกุล วถิ ชี วี ิตของเกษตรกรปลูกปาล์มน้�ำมนั ในอ�ำเภอหนองเสอื จังหวัดปทมุ ธาน ี ภราดร กาญจนสธุ รรม ความพึงพอใจของผู้ซอื้ สินค้าในร้านขายของถูกในอ�ำเภอเมอื ง จังหวัดล�ำปาง ราวิน ใจซาว, กญั ญารัตน์ เทพา, กุศลนิ ฉลาด, พอใจ สิงหเนตร, ขจรศกั ด์ิ วงศ์วริ าช การพฒั นาคูม่ ือและสรา้ งเครอื ข่ายการสอนรายวิชาการตอ่ ต้านการทจุ รติ ในมหาวิทยาลัยในเขตภาคเหนอื ตอน ศักดสิ์ ายนั ต์ ใยสามเสน, ประทีป พชื ทองหลาง การจดั การเรยี นรแู้ บบรว่ มมือในรายวชิ าหลักสตู รภาษาจนี ส�ำหรบั คร ู ส�ำหรบั นกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลยั รามค�ำแหง ธนัชพร นามวัฒน์, คณศิ ร ธีรวิทย,์ ประกายตะวัน อตั ถะพันธ,์ุ พรรณทพิ า จันทรเ์ พง็ ภาคผนวก ค�ำสั่งแตง่ ตั้งคณะบรรณาธกิ ารเอกสารประชมุ วชิ าการระดับชาติ คร้งั ท ่ี 2 ค�ำสั่งแต่งตง้ั ผูท้ รงคณุ วฒุ ิกล่ันกรองบทความวิชาการ (Peer Review)

20 รายงานการประชมุ วชิ าการระดับชาติ คร้ังที่ 2 นเิ วศวิทยาเชงิ พุทธสะทอ้ นผ่านวตั รปฏบิ ตั ขิ องหลวงปหู่ งษ์ พรฺ หมฺ ปญโฺ ญ Buddhist Ecology as Reflected from the Observance Of Ven.LuangPu Hong Brahmapañño ธนรฐั สะอาดเอี่ยม ธรี ทิพย์ พวงจนั ทร์ พระมหาโชตนิพฐิ พนธ์ สทุ ฺธจิตฺโต (ผลเจริญ) วิทยาเขตสรุ ินทร์ บทคัดยอ่ บทความเรื่องนิเวศวิทยาเชิงพุทธสะท้อนผ่านวัตรปฏิบัติของหลวงปู่หง ษ์ พรหมปญฺโญน้ีมี วัตถุประสงค์ในการนาเสนอ 3 ประเด็น คือ (1)นาเสนอแนวคิดนิเวศวิทยาในประพุทธศาสนา (2) นาเสนอ ประวตั ขิ องหลวงปหู่ งษ์ พรหมปญโฺ ญ และ (3) นาเสนอนเิ วศวิทยาเชงิ พุทธที่ปรากฏในวัตรปฏบิ ตั ขิ องหลวงปู่ หงษ์ พรฺ หมฺ ปญโฺ ญ ซึ่งจากขอ้ มลู ที่ศกึ ษาเชิงเอกสาร ทาให้เห็นเป็นเชิงประจักษ์วา่ หลวงปู่หงษ์ พรหมปญฺโญ ได้ใช้กุศโลบายในการสอนพุทธศาสนิกชนผ่านมิติของการอนุรักษ์ทรัยพากรทางธรรมชาติ โดยหลักธรรมท่ี หลวงปู่หงษ์ พรหมปญฺโญ ได้นามาใช้อันเป็นคุณธรรมเบื้องต้น ที่จะปลูกฝังจิตสานึกภายในให้กับสาธุชน ประกอบด้วย (1) ใช้หลักเมตตาธรรม (2) ใช้ศีล 5 เป็นแกนกลางของคาสอนสั่งเพื่อรักษาระบบนิเวศ เพราะถึงแม้ท่านจะเป็นพระเกจทิ ี่มีลูกศิษย์สรา้ งวตั ถมุ งคลไปใหท้ ่านปลุกเสก แต่ทา่ นก็สอนผทู้ ่ีนาวัตถมุ งคล ของท่านไปบูชาว่า ให้มีศีล 5 ถ้าไม่มีศีล 5 แล้ว วัตถุมงคลของท่านจะไม่ขลังไม่ศักดิ์สิทธ์ิ (3) แปลงป่าไม้ จากศาสนสถานให้เป็นธรรมอุปกรณ์ในการฝึกคน(4) ใช้หลักกตัญญูเพ่ือการพัฒนาที่ย่ังยืนอน่ึง วัตรปฏิบัติ ของหลวงปู่หงษ์ พรหมปญฺโญ ด้านการดูแลระบบนิเวศดังปรากฏจากผลงานด้านการดูแลสัตว์ป่า, การอนุรักษ์ป่าไม้, การพัฒนาท่ีดิน, การพัฒนาแหล่งน้า เพื่อเป็นสมบัติไว้ให้กับลูกหลานได้สืบต่อ และการ สร้างสัมมาชีพให้กับคนในชุมชน อันส่งผลให้เป็นการพัฒนาที่หยั่งยืนและเข้มแข็งท่ีอยู่ภายใต้การนาของ หลวงปู่หงษ์ พรหมปญโฺ ญ คาสาคัญ: พระพุทธศาสนา, นิเวศวทิ ยา, หลวงปู่หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ Abstract The purposes of this article were (1) to present ecological concepts in Buddhism. (2) to present the history Ven. LuangPu Hong Brahmapañño, and (3) to explore the Buddhist ecology as reflected from the practicing of Ven. LuangPu Hong Brahmapañño. On this connection, from the documentary study,it was evident that Ven. LuangPu Hong Brahmapaññoused the Buddhist teachings through the dimension of conservation of natural resources. The principle whichVen. LuangPu Hong Brahmapañño used to be the

การวิจัยและนวตั กรรมเพอ่ื การพฒั นาจิตใจและสงั คมอยา่ งย่งั ยืนในยคุ Thailand 4.0 21 Research and Innovation for Sustainable Mental and Social Development in Thailand 4.0 basic virtue, the inner consciousness,the congregation which consisted of(1 ) using Loving kindness, (2) using five precept to be the core of his teaching to preserve ecology. Even though he concerned with sacred objects, he had taught his followers to use the sacred objects in the right way; that was encouraging themselves with the five precept (3) changing the forest to be peaceful place for human training, (4) using the gratitude for sustainabledevelopment. In addition, the performance of Ven. LuangPu Hong Brahmapañño on ecological system management, as reflected in the work of wildlife cares, forest conservation, land development, water development. It was a property for children to inherit, and to make the right people in the community. The result was a sustainable and strong development under the leadership of Ven. LuangPu Hong Brahmapañño. Keywords: Buddhism, Ecology, Ven. LuangPu Hong Brahmapañño บทนา พระพุทธศาสนามีหลักคาสอนท่ีมุ่งหวังความสงบสุข และประโยชน์ของสังคมเป็นที่ต้ัง ดังพุทธ ประสงค์ท่ีตรัสแด่พระธรรมทูตชุดแรกท่ีออกไปเผยแผ่พุทธธรรมเป็นคร้ังแรกว่า“...ภิกษุท้ังหลาย พวกเธอ จงจาริกไป เพื่อประโยชน์สขุ แก่ชนจานวนมาก เพอื่ อนเุ คราะหช์ าวโลก เพ่ือประโยชน์เกื้อกลู และความสขุ แก่ ทวยเทพและมนุษย์...”1ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงมอบบทบาทที่สาคัญในการเผยแผ่พุทธธรรมให้กับพระสงฆ์ เพ่ือวางรากฐานแห่งธรรมทางจิตวิญญาณให้กับมวลหมู่มนุษย์ ซ่ึงพระธรรมทูตชุดแรกท่ีออกไปเผยแผ่พระ สัทธรรมทุกรูปเป็นพระอรหันต์ ส่งผลใหป้ ระสบความสาเรจ็ อยา่ งมากในการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา และเป็น ท่ีตั้งแห่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชนอยา่ งรวดเร็ว กระทั่งได้มีผู้มีจติ ศรัทธามาขอบวชเพือ่ ศึกษาพระธรรมวินัย ในพระพุทธศาสนาเป็นจานวนมาก ซ่ึง “การเผยแผ่พระพุทธศาสนามีเป้าหมายหลักก็คือการสร้างสันติภาพ ใหแ้ กช่ าวโลก พระสงฆ์คอื สือ่ แห่งสันตภิ าพของโลกเพราะพระสงฆ์ (อริยสงฆ์) เป็นผู้สงบทั้งกาย วาจา และใจ เป็นแบบอย่างของผู้มีสันตปิ ราศจากความเห็นแก่ตัว การทางานของพระสงฆ์เป็นการทางานเพอื่ ให้ มิใช่เพ่ือ เอา จึงไม่แฝงไว้ด้วยความขัดแย้ง”2 ในสภาพสังคมปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร หรือที่เรียกกันว่า ยุคดิจิตอล(Digital Age) ซึ่งในแต่ละช่วงเวลา มีคลื่นของข้อมูลข่าวสารที่ไหล่บ่าอย่างมหาศาล ผ่านช่อง ทางการส่ือสารในทุกรูปแบบ ดังนั้น พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา จึงจาเป็นต้องปรับรูปแบบการดาเนินชีวิต ในสมณเพศ เพื่อให้อยู่ในสภาพสังคมปัจจุบันท่ีมีการเปล่ียนแปลงได้ตลอดเวลา และมีความจาเป็นในการ ปรับวิธีการใช้ชีวิตในรูปของสมณเพศท่ีมีกรอบของพระธรรมวินัยเป็นที่ตั้ง รวมท้ังวิธีการเผยแผ่หลักธรรม เพ่ือให้เข้าไปในจิตใจของพุทธศาสนิกชน และเป็นผู้นาด้านจิตวิญญาณของคนในสังคม ในจานวนพระสงฆ์ ผู้นาจิตวิญญาณในภาคอีสานใต้ของประเทศไทย ซึ่งเป็นพระมหาเถระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคม มีเมตตา 1 วิ.มหา.(ไทย) 4/32/40. 2 สนิท ศรสี าแดง, พระพทุ ธศาสนา: กระบวนทัศน์ใหม่, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราช วิทยาลัย, 2544), หนา้ 86.

22 รายงานการประชุมวิชาการระดบั ชาติ ครั้งที่ 2 มหานยิ มสูง และเปน็ พระนกั พัฒนาโดยเฉพาะด้านการรกั ษาปา้ ไม้ รวมทง้ั ระบบนิเวศวิทยาอนื่ ๆ ในเขตพ้ืนที่ ภาคอีสานตอนใต้ที่มีผลงานเด่นชดั น้ันคือ พระครูประสาทพรหมคุณ หรือช่ือที่ชาวบ้านคุน้ เคยและเรยี กติด ปากว่า “หลวงปู่หงส์ พฺรหฺมปญฺโญ” แห่งวัดเพชรบุรี ตาบลทุ่งมน อาเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ หลวงปู่ หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ หรือ พระครูประสาทพรหมคุณ ตามราชทินนามที่ได้รับพระราชทานจากองค์ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว นอกเหนือจากความเด่นชัดและมชี ื่อเสียงด้านวิทยาคม เมตตามหานยิ ม ดังที่ ปรากฏตามส่ือแขนงต่าง ๆ แล้วแต่อีกบทบาทหนึ่งท่ีบุคคลท่ัวไปไม่ค่อยทราบ แต่เป็นวัตรปฏิบัติท่ีหลวงปู่ หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ ได้ประพฤติวัตรปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องสม่าเสมอ ตราบเท่าถึงวันท่ีสังขารไม่เอื้ออานวย คอื วัตรปฏิบัติด้านการดูแลระบบนิเวศวทิ ยาในหลายเขตพื้นที่ ท่ีองค์หลวงปู่ ได้นาพาศิษยานุศิษย์ลงมือทา อย่างต่อเน่ือง กระทั่งปรากฏเป็นผลงานในเชิงประจักษ์ดังนั้น ในบทความน้ี ผู้เขียนจึงได้มุ่งประสงค์ในการ นาเสนอวัตรปฏิบัติและปฏิปทาของหลวงปู่หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ ในด้านการดูแลรักษาระบบนิเวศ โดยการ ประยุกต์ใช้หลักธรรมข้ันพ้ืนฐานทางพระพุทธศาสนามาเป็นแกนกลางในการสอนศิษยานุศิษย์ ให้ได้ยึดถือ ปฏิบัติน้อมนาไปเพื่อเป็นเส้นนาสายตาในการดาเนินชีวิต ซึ่งรูปแบบคาสอนและวัตรปฏิบัติขององค์หลวงปู่ หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ น้ีเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความโดดเด่นในด้านของการพัฒนาสังคมท่ีย่ังยืนโดยผ่าน กระบวนทศั น์ทางพระพทุ ธศาสนา แนวคดิ เรอ่ื งนิเวศวิทยาในพระพุทธศาสนา สมเดจ็ พระเท็นซนิ กยัตโส ทะไลลามะองค์ที่ 14 แห่งธิเบต ได้กล่าววา่ “โลกเล็กเล็กทุกที ในขณะที่ ต้องมีการพึ่งพาอาศัยกันมากขึ้น...ย่ิงกว่าที่ผ่านมาแล้ว ทุกวันนี้จะต้องอธิบายชีวิตในแงท่ ี่มีความรับผิดชอบ ต่อจักรวาลมากข้ึน มิใช่แต่เพียงความรับผิดชอบระหว่างชาติต่อชาติ มนุษย์ต่อมนุษย์เท่าน้ัน แต่มนุษย์ต้อง รับผิดชอบในรูปแบบอื่นๆ ด้วย”3จากพระดารัสของท่านองค์ทะไลลามะ เราควรตระหนักถึงความสัมพันธ์ และการเก่ียวข้องในทุกองคาพยพทุกด้าน ซึ่งพระพุทธศาสนานั่นเป็นศาสนาเพื่อธรรมชาติ และมีท่าทีและ การกระทาท่สี ่งเสรมิ สง่ิ แวดลอ้ มทางธรรมชาติโดยมรี ากฐานความเมตตา ดงั ปรากฏในพระดารัสของท่านองค์ ทะไลลามะ และไดร้ บั แรงบันดาลใจ และการสนับสนุนจากพระองค์ผทู้ รงเป็นผู้นาทางจิตวิญญาณองค์สาคัญ ของชาวพทุ ธ พระพุทธศาสนานั้นมีหลักพุทธธรรม ซ่ึงเป็นแก่นคาสอนของพระพุทธเจ้าท่ีสาคัญๆ และจาเป็นต่อ การนามาใช้ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น ดิน น้า ป่าไม้ แร่ ธาตุ น้ามัน4 นั่นคือ พระพุทธศาสนามีเนอ้ื หาและหลักการท่ีเก่ียวขอ้ งกับเรือ่ งนเิ วศวิทยาที่แตกต่างจากการศึกษาทางนิเวศท่ัวไป ซ่ึงใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์อันมีลักษณะเป็นวัตถุวิสัย แต่ในทางพระพุทธศาสนานั้นกรอบการมองทาง นิเวศวิทยามีมิติท้ังทางวัตถุวิสัยและจิตวิสัยในลักษณะที่เกี่ยวข้องกันตามกระบวนการของเหตุปัจจัย ดังที่ 3 ChatsumarnKablisingh et.al, Buddhism and Nature Conservation, (Bangkok: Thai Tibet Center, 2010), p.80. 4 มานพ นักการเรียน, พระพุทธศาสนากับสิ่งแวดล้อมศึกษา (Buddhism and Environmental Education), (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, 2546), หนา้ 151.

การวจิ ยั และนวัตกรรมเพ่อื การพัฒนาจิตใจและสงั คมอยา่ งยัง่ ยืนในยคุ Thailand 4.0 23 Research and Innovation for Sustainable Mental and Social Development in Thailand 4.0 ใจความสาคัญของพระพุทธศาสนาท่ีมีปรากฏในวนิ ยั ปิฎกวา่ “ธรรมเหล่าใด เกดิ แต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุ แหง่ ธรรมเหลา่ น้ัน และความดับแหง่ ธรรมเหลา่ นนั้ พระมหาสมณะมปี กติตรัสอย่างนี้”5 ดังนั้น แนวคิดเรือ่ งนิเวศวิทยาในพระพุทธศาสนาน้ัน “ในโลกทัศน์ของพระพุทธศาสนามลี ักษณะท่ี เชอ่ื มโยงสรรพส่งิ ในฐานะทเ่ี ป็นเหตเุ ป็นปัจจยั ต่อกันและกัน ผ่านแนวคิดการปฏบิ ัติความเป็นตวั ตน โดยมอง มนุษย์ไม่แปลกแยกจากโลกธรรมชาติ การมองโลกแบบองค์รวมและมนุษย์มิได้เป็นศูนย์กลางของโลก”6 ดังน้ัน ในทัศนะของพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้น “...มีแนวคิดจากภาวะท่ีไร้อัตตา คือ สรรพส่ิงไม่มีแก่นสาร ด้วยตัวเอง แต่อิงอาศัยกันและกันเกิดข้ึน ขาดส่ิงหน่ึงอีกสิ่งก็ไม่สมบูรณ์ แนวคิดแบบเช่ือมโยงและสอด ประสานแนวคิดด้วยหลักปฏิจจสมุปบาทให้เห็นกระบวนการสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับระบบนิเวศอื่น ๆ ที่ เป็นองคป์ ระกอบ...”7 ประวัตแิ ละผลงานโดยสังเขปของหลวงปู่หงษ์ พรฺ หฺมปญฺโญ (1) ชาตภิ ูมิ:หลวงป่หู งษ์ พรหมปญโฺ ญ“เดิมช่ือ สุวรรณหงส์ นามสกลุ จะมัวดี เกดิ เมอ่ื วนั จนั ทรท์ ี่ 5 มีนาคม 2460 ตรงกับวันแรม 7 ค่า เดือน 4 ปีมะเมีย ณ บ้านทุ่งมน ตาบลทุ่งมน อาเภอปราสาท จังหวัด สุรินทร์ โยมบิดาชื่อโบก โยมมารดาชื่ออื่น นามสกุลจะมัวดี และท่านเป็นบุตรคนท่ี 3 ในบรรดาพี่น้องร่วม บิดามารดาเดยี วกันซ่ึงมีท้งั หมด 10 คน”8 (2) การศึกษา: ในประวัติด้านการศึกษาหลวงปู่หงษ์ พรหมปญฺโญ นั้น “ท่านได้สาเร็จการศึกษา ภาคบังคับ (ป.4) ในปี พ.ศ.2475 จากโรงเรียนประชาบาลวัดอุทุมพร อาเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ส่วน การศึกษาทางธรรมน้ัน ในปีพ.ศ.2482 สอบได้นักธรรมตรี ปีพ.ศ.2483 สอบได้นักธรรมโท และในปี2485 สอบได้นักธรรมเอก”9 (3) บรรพชา-อุปสมบท:หลวงปู่หงษ์ พรหมปญฺโญ“ได้บรรพชาเม่ือวันที่ 1 พฤษภาคม 2479 ในขณะอายุ 18 ปี ณ วัดเพชรบุรี โดยมีพระอาจารย์แป้น วัดสว่างอารมณ์ ตาบลสวาย อาเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์”10 และเม่ืออายุครบ 20 ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ “เมื่อวันท่ี 14 เดอื นพฤษภาคม พ.ศ.2481 ณ พัทธสีมาวัดเพชรบุรี ตาบลทุง่ มน อาเภอปราสาท จังหวดั สุรนิ ทร์ โดยมหี ลวง ป่แู บน เป็นพระอปุ ัชฌาย์ หลวงปูจ่ ิง เปน็ พระกรรมวาจา และหลวงปูแ่ หงน เป็นพระอนสุ าวนา ได้รับฉายาวา่ “พรฺ หมฺ ปญฺโญ” แปลวา่ ผู้มปี ญั ญาประดจุ พรหม”11 5 วิ.ม.(ไทย) 4/60/73. 6 คณ าจารย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยลัย, พ ระพุ ทธศาสนากับนิเวศวิทยา, (กรุงเทพมหานคร: สานกั พิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2559), หน้า 99. 7 เร่ืองเดียวกนั , หนา้ 80. 8 อ้างใน พระครูสุวรรณจันทสรคุณ, “ศึกษาชีวิตและบทบาทการเผยแผ่ธรรมของพระครูประสาทพรหม คุณ (หงส์ พฺรหฺมปญฺโญ) วัดเพชรบุรี อาเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑติ วิทยาลัย: มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , 2547), หน้า 23. 9 เรือ่ งเดยี วกนั , หนา้ 24. 10 เรอ่ื งเดียวกัน. 11 เรื่องเดยี วกนั .

24 รายงานการประชมุ วชิ าการระดับชาติ คร้ังที่ 2 (4) การปกครอง: ในด้านการปกครองคณะสงฆ์ของหลวงปู่หงษ์ พรหมปญฺโญ สรุปได้ดังน้ี “พ.ศ. 2519 ได้รับแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งเจ้าคณะตาบลทุ่งมน พ.ศ.2525 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ. 2541 ไดแ้ ต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งเจ้าอาวาสวัดทงุ่ มนหรอื วัดเพชรบุรี และพ.ศ.2543 ได้รับพระบัญชาแต่งต้ัง ใหเ้ ป็นที่ปรกึ ษาเจ้าคณะตาบลท่งุ มน”12 (5) สมณศักด์ิและเกียรติคุณท่ีได้รับ: สืบเนื่องจากหลวงปู่หงษ์ พรหมปญฺโญ ได้ดารงอยู่ในสมณ เพศ และมีวัตรปฏิบัติท่ีถูกต้องตามหลักพระวินัย และมีปฏิปทาเป็นที่น่าเล่ือมใส เป็นท่ีพึ่งของพุทธศาสนา สนิกชนผู้เดินทางมาทั้ง 4 ทิศ กระทั่งเปน็ เหตใุ ห้พระคุณท่านได้รับการยกย่อง และเชดิ ชู ดังปรากฏจากสมณ ศักด์แิ ละเกียรติคุณทีไ่ ด้รับ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปน้ี พ.ศ.2532 ได้รบั พระราชทานแต่งต้งั สมณศักดิ์พระครู สญั ญาบตั รเจ้าคณะตาบลชั้นตรใี นราชทินนามที่ “พระครปู ระสาทพรหมคุณ” พ.ศ.2535 ไดร้ ับพระราชทาน เล่ือนสมณศกั ด์ิจากพระครูสญั ญาบัตรเจ้าคณะตาบลช้ันตรีเป็นพระครูสญั ญาบัตรเจา้ คณะตาบลชั้นโท พ.ศ. 2537 ได้รับพระราชทานเสาเสมาธรรมจักร ผู้ทาคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา พ.ศ.2540 ได้รับ พระราชทานธงพิทักษ์ป่า จากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พ.ศ.2552 ได้รับปริญญาพุทธศาสนา ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสังคมสงเคราะห์จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ.2553 ได้รับปริญญากิตติมศกั ด์ิ สาขาการบริหารการศึกษา จากมหาวทิ ยาลัยเฉลิมกาญจนา นเิ วศวทิ ยาเชงิ พุทธที่ปรากฏในวัตรปฏบิ ตั ิของหลวงป่หู งษ์ พฺรหฺมปญโฺ ญ หลวงปหู่ งษ์ พรหมปญฺโญ เมื่อได้อุปสมบทในพระพทุ ธศาสนาแล้ว ท่านได้ “...เรียนกัมมัฏฐานจาก พระอุปัชฌาย์ และได้ศึกษากัมมัฏฐานกับหลวงปู่ดิน วัดบ่อทอง หลวงปู่แจ้ม หลววปู่เทิ่ง วัดตลุง โดยได้ ศึกษาเกี่ยวกับสรรพศาสตร์วิชาต่าง ๆ จนครบวิชาแล้ว... ท่านจึงออกธุดงค์แสวงหาโมกขธรรม ณ ต่างแดน ต่อไป”13จากข้อมูลท่ีปรากฏพบว่า “หลวงปูหงส์ได้ธุดงค์ไปถึงอาเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ และได้ขอ ศึกษาสรรพวิชาจากครูอาจารย์ทงั้ เป็นพระและฆราวาส จนเป็นที่พอใจแล้ว จึงขออนุญาตลากลับเพื่อธุดงค์สู่ พนมเปญ ประเทศกัมพูชาต่อไป”14ซึ่งผลจากการท่ีหลวงปู่หงส์ใครใ่ นการด้านการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานเป็น อย่างมาก ส่งผลให้“ท่านมีปฏิปทามักน้อย สันโดษ มีความเมตตาต่อมนุษย์และสัตว์ดิรัจฉาน...เป็นพระ นักพัฒนาสังคมท้ังด้านจิตใจและด้านวัตถุ ท่านเป็นพระท่ีอยู่ตามอัตภาพไม่ต้องใช้จ่ายอะไรมาก แต่ท่ีต้อง จ่าย คือ จ่ายเพ่ือให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม...” วัตรปฏิบัติของหลวงปู่หงษ์ พรหมปญฺโญ ที่เก่ียวข้องและ ปรากฏเดน่ ชัดในดา้ นการดูแลรักษาระบบนิเวศ เชน่ “การปลูกป่า การขดุ สระ และการปลอ่ ยชีวติ สัตว์ต่าง ๆ โดยเฉพาะบรรดางทู ้ังหลาย เมื่อทา่ นเห็นใครจับมาท่านจะนาไปปล่อยในปา่ เสมอ”ดงั นั้น เพ่ือใหป้ ฏปิ ทาของ หลวงปู่หงษ์ พรหมปญฺโญ ในด้านการดูแลระบบนิเวศให้ปรากฏเด่นชัดข้ึน ผู้เขียนใคร่ขอนาเสนอแยกเป็น2 ประเดน็ หลกั ดงั ตอ่ ไปน้ี 12 เรื่องเดยี วกนั , หนา้ 28. 13 ยุทธนันต์ ประวงษ์, อิทธิ มงคล บารมี หลวงปู่หงส์ พฺรหฺมปญฺโญ, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ไทย, 2545), หน้า 3. 14 เร่อื งเดียวกนั , หนา้ 8.

การวิจัยและนวัตกรรมเพ่ือการพัฒนาจิตใจและสงั คมอยา่ งยัง่ ยนื ในยคุ Thailand 4.0 25 Research and Innovation for Sustainable Mental and Social Development in Thailand 4.0 ประเด็นที่ 1 หลักคาส่ังสอนทางพระพุทธศาสนาท่ีหลวงปู่หงษ์ พรหมปญฺโญ ใช้ในการสอน ศษิ ยานุศิษย และพุทธศาสนิกชน (1) ใช้หลักเมตตาธรรมเพ่ือคาจุนโลก:หลักเมตตา หมายถึง ความรักใคร่ ปรารถนาดี อยากให้ มนุษย์และสัตว์ทง้ั หลายมีความสุข พระพุทธศาสนาสอนเรื่องการเจริญเมตตา และกรุณาต่อสรรพสัตว์ ดังที่ ปรากฏอย่างชัดเจนในกรณียเมตตสตู ร นอกจากนน้ั นนั ทิวิสาลชาดก แสดงให้เห็นวา่ บุคคลควรแสดงเมตตา ต่อสัตว์ท่ีตนนามาฝึก เพ่ือรับใช้มนุษย์จากน้ันท้าวสักกะก็มีเทวบัญชาให้เทพแห่งฝนบันดาลให้เกิดฝนตกไป ท่วั ทิศ ท่วมแควน้ โกศลท้ังหมด สระโบกขรณี ก็เต็มด้วยน้าจดถึงแคร่บนั ใด15 อีกเร่ืองที่เป็นตวั อย่างประกอบ หลักแห่งเมตตาธรรม อันเป็นหัวใจสาคัญของหลักพุทธรรม คือ เรื่องหงส์บาดเจ็บ ความว่า ค ราวหน่ึง เจ้าชายสิทธัตถะมีพระญาติ คือ เจ้าชายเทวทัต ผู้เคยมีกรรมต่อกันในอดีตและมักอิจฉาพระองค์อยู่เสมอ เชา้ วันหนง่ึ ในฤดูใบไม้ผลิ เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จลงไปเดินเล่นในสวนพฤกษชาติอนั น่ารื่นรมย์ เจา้ ชายเทวทัต ก็เสดจ็ ไปยิงนกทกี่ าลังอพยพย้ายถนิ่ ฐานจากที่ราบในอนิ เดียสเู่ ทอื กเขาหมิ าลัย เจ้าชายเทวทัตทรงนา้ วคันธนู หมายเลง็ ไปท่หี งส์ทกี่ าลังบนิ มาเป็นฝงู ใหญ่ ลกู ธนูถกู หงสต์ ัวหน่งึ ถลาลงมาแทบพระบาทของเจ้าชายสิทธัตถะ ด้วยพระทัยเมตตาในนกบาดเจ็บ ทรงประคองนกน้ันไว้กับอก ดึงลูกศรออก แล้วชโลมยาให้ เมื่อเจ้าชาย เทวทัตมาทวงนกคืน เจ้าชายสิทธัตถะรับส่ังว่า “นกนีเป็นของเราโดยความชอบธรรมแห่งความเมตตา กรุณา”16 เร่ืองราวในพุทธประวัติตอนนี้ เป็นที่รู้จักกันดีสาหรับชาวพุทธ ซ่ึงเราจะทาความเข้าใจได้วา่ ชีวิต เป็นสิทธิของผู้มีความเมตตากรุณา ผู้เป็นเจ้าของชีวิตคอื ผู้ให้ชีวิตและมิใช่ผู้พรากชวี ิต พุทธศาสนาสอนเร่ือง การใหช้ ีวิต และมใิ ช่ทาลายชีวติ คาสอนนี้ เป็นคาสอนพ้นื ฐาน และเป็นกญุ แจดอกสาคัญเพื่อการอนุรกั ษช์ ีวติ ทั้งปวงในจักรวาล17 ปฏิปทาแห่งเมตาธรรมของหลวงปู่หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ น้ัน พระครูวิกรมประชานุกูล ได้กล่าวเอาไว้ว่า“...วิธกี ารสอนของหลวงปู่คือการประพฤติปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่างท่านไม่ด่าใครให้เสียหาย รกั ษาวินัยและกจิ วัตรอย่างเคร่งครดั มคี วามเมตตาตอ่ คนท่ัวไป ท่านสอนลูกศิษยไ์ ม่ให้นอนตน่ื สาย ให้ต่ืนแต่ เช้า จะได้ทางานได้มาก ตัวหลวงปู่เองเป็นแบบอย่างในการสอนพระสอนโยมที่มาวัด...”18ดังคาสัมภาษณ์ ของอัครินทร์ อัครรัศมีวรกุลชาวจังหวัดปทุมธานีที่ได้สัมผัสความเมตตาของท่านได้กล่าวเอาไว้ว่า“หลวงปู่ ท่านเป็นพระสงฆ์ที่มีเมตตาอยู่เสมอ เมื่อมากราบขอพรจากท่าน จะได้พบใบหน้าท่ีย้ิมแย้มแจ่มใส่ เห็นแล้ว สบายใจ ท่านเปน็ พระท่มี ีเมตตาจติ มากจรงิ ผมมาจากปทมุ ธานเี พ่อื มากราบขอพรจากท่าน มาพบทา่ นแล้วมี ความสุข”19 และนอกเหนือจากเมตตาธรรมท่ีหลวงปู่หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ ได้บาเพ็ญมาตลอดแลว้ ท่านยังเป็น เมตตาดว้ ยการเพือ่ แผ่ดา้ นวัตถุทานใหก้ ับองคก์ รต่าง ๆเพ่ือสาธารณประโยชนเ์ ปน็ จานวนมาก ดงั ปรากฏจาก บทสัมภาษณ์ของพระครูอนุสรณ์ปิยธรรม รองเจ้าคณะอาเภอปราสาทท่ีกล่าวเอาไว้ว่า “ท่านมีเมตตาธรรม สงู ท่านช่วยเหลือท้ังคณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนท่ัวไป ทั้งบรจิ าคโรงเรยี น โรงพยาบาล ช่วยเหลือกิจการ 15 อรรถกถาชาดก ภาค 2 (มจั ฉชาดก 75) หนา้ ที่ 121-122. 16 Pupul Jaya Kar, The Buddha, (India: Bombay, 1982), p.2. 17 ChatsumarnKablisingh et.al., Buddhism and Nature Conservation, (Bangkok: Thai Tibet Center, 2010), p.91. 18 อ้างใน พระครูสวุ รรณจันทรสาคณุ ,อ้างแล้ว,หน้า 61. 19 เรือ่ งเดียวกัน, หนา้ 25.

26 รายงานการประชุมวชิ าการระดับชาติ คร้ังท่ี 2 คณะสงฆ์ไว้เป็นจานวนมาก”20ดังน้ันหลวงปู่หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ ท่านจึงเป็นพระมหาเถราจารย์ ผู้เป็นที่พ่ึง ของพทุ ธศาสนิกชน ท่านจึงเปน็ ผู้อยูใ่ หเ้ ห็น เย็นใหไ้ ด้สมั ผสั (2) ใช้ศีล 5 เปน็ แกนกลางของคาสอนส่งั เพื่อรกั ษาระบบนิเวศ ศีล 5 เป็นหลักคาสอนขั้นพื้นฐานของพระพุทธศาสนา หลวงปู่หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ ได้ใช้ศีล 5 มา เป็นแกนกลางในคาสอน เพื่อรักษาระบบนเิ วศ ดังปรากฏจากคาบอกเลา่ ของพระถวิล อภวิ ฒฺฑโณว่า “...เมื่อ มผี มู้ าบูชาเชา่ วตั ถุมงคลของท่าน ๆ กจ็ ะสอนใหน้ าศีล 5 ไปประพฤติปฏบิ ตั ิก่อน ถ้าไม่มีศีล 5 แมม้ ีวัตถุมงคล ของท่านอยู่กับตัว วัตถุมงคลของท่านก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ เทวดาจะไม่คุ้มครอบคนท่ีไม่มีศีล 5...”21 ซ่ึงมีความ สอดคล้องกับคาเผือด จะมัวมี ญาติของหลวงปู่หงษ์ ท่ีได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า “คนทั่วไปอาจคิดว่าหลวงปู่ สอนให้ลกู ศิษย์ตดิ วตั ถมุ งคลจากหลวงปู่ ๆ จะสอนใหเ้ ขารกั ษาศีล 5 เป็นคนดี มใี จเมตตา ขยนั ในการทางาน เสียก่อน หลวงปู่บอกว่าคนไม่ดี ไม่มีศีล ไม่ขยัน ถึงได้วัตถุมงคลของหลวงปู่ไปก็ไม่ศักด์ิสิทธ์ิ”22ในประเด็นนี้ พิน บุญสวัสดิ์ ซ่ึงเป็นศิษย์ท่ีมีจิตศรัทธาในองค์หลวงปู่หงส์ ได้เดินทางมากราบนมัสการหลวงปู่หงษ์ ก็ได้ กล่าวไวเ้ ช่นกันว่า “...หลวงปู่ตง้ั กองทัพศลี 5 คือ สอนใหฆ้ ราวาสทุกคนท่มี าหาท่านเป็นลูกศิษย์ท่าน มารับ พร รับวัตถุมงคลจากท่านให้มีศีล 5 ก่อน เพราะถ้ามีศีล 5 แล้ว เทวดาจะคุ้มครอง วัตถุมงคลของท่านก็จะ ศักด์ิสิทธิ์...”23 ดังนน้ั แล้ว การข้อมูลเชิงประจักษ์ผ่านคาพูดของตัวบคุ คลซง่ึ เปน็ ลูกศิษยท์ ่าน ท้ังใกลแ้ ละไกล ท้ังในประเทศ และต่างประเทศ ย่อมเป็นส่ิงสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า หลวงปู่พงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ น้ัน ท่านได้ เอาศีล 5 ในพระพุทธศาสนามาเปน็ แกนกลางในการส่งั สอนพุทธศาสนกิ ชน โดยท่านได้ใช้วัตถุมงคล ซึ่งเป็น สังฆานุสสติ เป็นธรรมอุปกรณ์ในการสอนธรรมให้บุคคลท่ีแตกต่างกัน แต่มีพ้ืนฐานคือความศรัทธาในองค์ หลวงปู่หงษ์ ให้เข้าถงึ แกน่ ธรรมทางพระพุทธศาสนาอยา่ งงา่ ย ๆ กค็ ือหลกั ศลี 5 นน่ั เอง (3) แปลงป่าไม้จากศาสนสถานให้เป็นธรรมอุปกรณ์ในการฝึกคน:จากท่ีกล่าวมาจะเห็นได้ว่าป่า ไม้กับพระพทุ ธศาสนามีความเก่ียวขอ้ งสัมพันธ์กันมาตัง้ แตส่ มัยพทุ ธกาล พระพุทธเจา้ ตรัสรใู้ นปา่ เผยแผพ่ ระ ธรรมคาสั่งสอนในป้าช้า ป่าไม้จึงเป็นอุปกรณ์ในการสอนธรรม “หลวงปู่หงษ์พรหมปญฺโญ ได้ออกธุดงค์เพื่อ ฝึกจิตหาความสงบเพื่อขจัดกิเลสในป่าเขาลาเนาไพร ท่านได้รับความซาบซึ้งในการอยู่ป่าและความเข้าถึง ประโยชน์ของป่าไม้ท่านจึงนาพาลูกศิษย์ที่เป็นบรรพชิตและคฤหัสถ์อนุรักษ์ป่าไม้”24 สมดังท่ีพระพุทธองค์ ทรงตรัสไว้ในวนโรปสูตร25 ว่า “ชนเหล่าใดปลูกสวน อันน่าร่ืนรม ปลูกป่า สร้างสะพาน ขุดสระน้า บ่อน้า และทีพ่ ักอาศัยบุญย่อมเจริญแก่ชนเหลา่ นัน้ ทงั้ กลางวันและกลางคืน ตลอดกาลทกุ เมอื่ ชนเหล่านนั้ ดารงอยู่ ในธรรม สมบูรณ์ด้วนศีล ย่อมไปสวรรค์แน่นอน” จากพระสูตรนี้เป็นธรรมคาสั่งสอนท่ีทาให้เกิดการอนุรักษ์ ป่าไม้อย่างกว้างขวาง เพราะผู้ปลูกป่านอกจากได้รับผลโดยตรงอย่างแน่นอนแล้วยังได้รับบุญกุศลอีกด้วย 20 เร่ืองเดยี วกนั , หน้า 25-26. 21 เร่อื งเดียวกนั , หนา้ 60. 22 เรื่องเดยี วกัน, หนา้ 61. 23 เร่อื งเดยี วกนั , หน้า 65-66. 24 เรอ่ื งเดียวกนั , หนา้ 77. 25 ส.ส. (ไทย) 15/47/61.

การวิจัยและนวัตกรรมเพ่ือการพัฒนาจิตใจและสงั คมอย่างย่ังยนื ในยุค Thailand 4.0 27 Research and Innovation for Sustainable Mental and Social Development in Thailand 4.0 ดังนั้น ป่าเป็นสถานท่ีเหมาะแก่การบาเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมชั้นสงู สาหรับผู้ต้องการหลุดพ้น ไม่ต้องเวียน วา่ ยตายเกดิ ในวฏั ฏสงสารอีกตอ่ ไป (4) ใช้หลักกตัญญูเพอื่ การพัฒนาท่ีย่ังยนื :ตามคตคิ วามเชอื่ ทางพระพทุ ธศาสนา เชอ่ื กนั วา่ “ตน้ ไม้ แต่ละต้นเป็นที่อยู่หรือเป็นวิมานของรุกขเทวดา โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ที่เรียกว่า ต้นไม้เจ้าไพร (เจ้าป่า) เมื่อ ประชาชนเข้าไปตัดหรือทาลายต้นไม้ เท่ากับเป็นการทาลายท่ีอยู่ของรุกขเทวดา ซึ่งรุกขเทวดาอาจลงโทษ โดยการดลบันดาลให้เกิดภัยพิบัตินานัปการ แก่ผู้ตัดไม้ ดังน้ัน การมีความเคารพต่อรุกขเทวดา ทาให้ ประชาชนไม่กล้าเข้าไปตัดต้นไม้ เป็นการป้องกันต้นไม้ ป่าไม้ไม่ให้ถูกทาลายสรุปท้ายบท26ในมิตินี้ หลวงปู่ หงษ์ พรหมปญฺโญ ได้สอนพุทธศาสนกิ ชนใหก้ ตัญญูและเคารพต่อทกุ สรรพส่ิงท่ีมีคุณต่อตนเอง ดังท่ีทองย้อย จงมีเจริญ ได้กล่าวเอาไว้ว่า“...หลวงปู่สอนให้มีความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา ครูอาจารย์ และผู้มี พระคุณทั้งหลาย ท่านบอกว่าคนท่ีมีความกตัญญูกตเวทีที่ทาอะไรก็ประสบความสาเร็จ เทวดาและครู อาจารยผ์ ูม้ ีพระคุณจะรักษา...”27และเสกสรร พรหมนุช ก็ไดใ้ ห้ขอ้ มลู เพมิ่ เตมิ ในประเด็นนี้เอาไว้ว่า “...หลวง ปทู่ ่านมีความกตญั ญูกตเวทีตอ่ ครูอาจารย์ของท่านอยเู่ สมอ ทุกปีท่านจะให้การจัดงานเพื่อไหว้ครู ราลึกถงึ ครู อาจารย์ของท่านอยู่เสมอ ท่านบอกว่าลูกศิษย์ของท่านต้องมีศีล 5 มีความกตัญญูกตเวทีแล้ว เวลาประสบ ความยากลาบากด้วยเร่ืองอะไรครูอาจารย์ของท่านจะคุ้มครองรักษาให้อยู่ดี..”28 จากวัตรปฏิบัติของท่านท่ี เด่นชัดในดา้ นกตัญญขู องหลวงป่หู งษ์ พรฺ หมฺ ปญฺโญ สง่ ผลใหศ้ ษิ ยานุศิษย์ ทั้งฝ่ายบรรพชติ และคฤหัสถไ์ ด้นอ้ ม นาไปเป็นแบบอย่างในการดาเนินชวี ิต เพ่ือพัฒนาตนเอง ครอบครัว ส่งิ แวดล้อม สงั คม และประเทศชาติสืบ ถัดไป ประเด็นที่ 2 วัตรปฏิบัตขิ องหลวงปูห่ งษ์ พรหมปญฺโญด้านการดแู ลระบบนิเวศ (1) ดา้ นสัตว์ปา่ : ด้านผลงานและปฏิปทาวัตรปฏิบัติของหลวงปู่หงษ์ พรหมปญฺโญ คือการเอาสตั ว์ ป่ามีพิษ คือ งู เช่น งูเห่า งูจงอาง เป็นต้น มาช่วยเป็นรั้วทางธรรมชาติในการช่วยดูแลรักษาพื้นป่าและท่าน จะรับซื้องูท่ีชาวบ้านจับได้ แล้วให้ลูกศิษย์นาไปปล่อยในเขตพื้นท่ีป่าสาธารณะท่ีองค์หลวงปู่นาพาชาวบ้าน รว่ มกันพัฒนาและอนุรักษ์ ดังที่“หลวงปู่บอกว่า งูอาศัยอยู่ในป่า หากไมท่ าร้ายปา่ งูก็ไม่ทาร้ายคน”29ดังน้ัน นับว่าเป็นอุบายท่ีมองเห็นการเช่ือมโยงแบบอิงอาศัยซึ่งกันและกันของธรรมชาติ ท่ีเป็นไปตามระบบนิเวศ ที่หลวงปู่หงษ์ พรหมปญฺโญ ได้ใช้เป็นกุศโลบายที่ช่วยทั้งการอนุรักษ์สัตว์ป่า และอนุรักษ์ป่าไม้ไปด้วยซ่ึ ง นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน (Local Wisdom) ที่มีต้นความคิดจากหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาคือ หลกั ปฏิจจสมปุ บาทน่ันเอง (2) ด้านป่าไม้และท่ดี ิน:สบื เน่ืองจากหลวงปู่หงษ์ พรหมปญโฺ ญได้กลบั มาจาพรรษาที่วดั บ้านเกิดใน ปี พ.ศ.2517 คือวัดเพชรบุรี และประจวบเหมาะกับ “...ทางการไทยได้ประกาศให้พื้นที่บริเวณตาบลทุ่งมน 26 มานพ นักการเรียน. อา้ งแล้ว, หนา้ 158. 27 พระครสู ุวรรณจนั ทสรคณุ , อ้างแล้ว,หน้า 71. 28 เรอ่ื งเดียวกนั , หนา้ 71. 29 เรื่องเดียวกนั , หน้า 78.

28 รายงานการประชมุ วชิ าการระดับชาติ ครงั้ ที่ 2 และตาบลสมุดเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ากาไรจาน...”30 จิตสานึกของการหวงแหนป่าไม้จึงเริ่มจากนั้น และหลังจากน้ัน ตั้งแต่ปี 2526 หลวงปู่หงษ์ พรหมปญฺโญ ร่วมกับกรมป่าไม้ ดาเนินการอนุรักษ์ป่า โดยเฉพาะป่าสงวนแห่งชาติ “ปา่ กาใสจาน” พ้ืนท่ีประมาณ 15,600 ไร่ ครอบคลุมพื้นท่ี 2 ตาบล คือ ตาบล ทุ่งมน และตาบลสมุด โดยพิจารณาเห็นว่าถ้าไม่รักษาป่านี้ไว้อนาคตจะไม่มีพ้ืนที่ป่า และสัตว์ป่าอาศัยอยู่ ท่านจึงรเิ ร่ิมจ้างแรงงานท้องถ่ินสรา้ งร่ัวลวดหนาม และไดน้ าหนิ ซึ่งมีอยู่ทว่ั ไปในพืน้ ที่ใหน้ ามากองเรียงกันเปน็ แถว ล้อมรอบพนื้ ท่ีปา่ ทยี่ งั มคี วามอดุ มสมบรู ณ์ และได้มอบเงนิ จานวนหนงึ่ ใหก้ ับราษฎรใหช้ ่วยฟ้ืนฟสู ภาพปา่ โดยปลูกป่าทดแทนในวันสาคัญต่าง ๆ ทาให้สภาพป่ากลับคืนความอุดมสมบูรณ์อีกคร้ัง เรียกว่า “ป่า ประกายเพชร” ซึ่งมีพ้ืนที่ประมาณ 300 ไร่31ดังท่ี พระครูวิกรมประชานุกูล ได้กล่าวว่า องค์หลวงปู่ นอกเหนือจากเป็นนักปฏิบัติแล้ว ท่านยังมีกุสโลบายในการสอนศิษยานุศิษย์และชาวบ้าน โดยใช้ป่าไม้เป็น อุปกรณ์ในการสอนธรรม คือ การนาชาวบ้านออกไปทานข้าวกลางป่า ซึ่งชาวบ้านจะเรียกติดปากว่า “กิน ข้าวกลางป่า” “นอกจากอ่ิมบุญแล้วชาวบ้านยังได้ข้อคิดเรื่องธรรมชาติกลับบ้านเสมอ เพราะหลวงปู่มักจะ หยิบยกให้เห็นประโยชน์และคุณค่าของป่า ทั้งแหล่งอาหาร ยา สมุนไพร “ถ้าเราใช้ป่า ใช้น้า ใช้สัตว์ ก็ต้อง จัดการคืนให้เขาเหมือนเดิม ต้นไม้เมื่อตัดแล้ว ก็ให้รู้จักปลูก ปลา เมื่อกินแล้ว ก็รู้จักปล่อย เราอยากมีน้าใช้ กต็ อ้ งหมน่ั ปลูกตน้ ไม้ และรู้จกั สรา้ งแหล่งเก็บกักน้าเม่ือยามขดั สน”32 วธิ กี ารในการอนรุ กั ษ์ปา่ ไม้และพฒั นา ที่ดินของหลวงปู่หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญน้ัน ปรากฏเด่นชัดจากบทสัมภาษณ์ของ พระครูวิกรมประชานุกูล ศิษย์ ของท่านไดใ้ หข้ อ้ มลู ทสี่ าคญั เอาไว้ว่า “...การบริจาคพื้นท่ีของชาวบ้านเพ่ือจัดทาพ้ืนท่ีป่านั้นไม่ง่ายทุกรายไป บางรายก็ต้องทดแทนด้วย เงินทอง ดังน้ัน เงินทุกบาทท่ีผู้ศรัทธาบริจาคให้จึงนามาเป็นทุนรอนในการจัดหาผืนป่า ตั้งแต่ ค่าชดเชยพ้ืนท่ี หรือใชเ้ ป็นค่าแรง คา่ อาหารแกช่ าวบา้ นท่มี าช่วยกนั ปลกู ปี 2535 เมตตาธรรมและ ทานบารมีที่หลวงปู่มีให้อย่างน้าเสมอ ทาให้ชาวบ้านเกิดศรัทธาร่วมกันบริจาคท่ีหัวไร่ปลายนาให้ เป็นพื้นที่ป่า ลมหายใจของชุมชนมเี รื่องราวของป่าไม้มาเกี่ยวข้องมากข้ึน และในปีน้ีเองมีผู้บริจาค ให้เป็นพ้ืนท่ีป่าถึง 30 ราย รวมพ้ืนที่ท้ังหมดกว่า 5,000 ไร่ แล้วผืนป่าที่เกิดจากความร่วมมือของ ชาวบ้าน โดยมีหลวงปู่หงษ์เป็นศูนย์กลางนั้นมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนป่าท่ีไหนในประเทศไทย น่ันก็ คอื มรี ้ัวทั้งรวั้ ลวดหนาม และร้วั หนิ หลวงปู่หงส์ให้เหตุผลในการล้อมรัว้ ว่า เพอื่ ให้มีแนวเขตที่ชดั เจน สะดวกในการดูแลรักษา และเป็นการแบง่ เขตรับผดิ ชอบแก่ชมุ ชนรอบข้าง เพราะหลังจากการลอ้ ม รัว้ เสร็จแล้ว ก็จะมอบให้ชาวบ้านดูแลเปน็ การต้ังกรรมการข้ึนมาดูแลส่วนนัน้ ทาให้ทุกคนรู้สกึ เป็น เจ้าของรว่ มกัน หมู่บ้านไหนใกล้ปา่ สงวนไหนกต็ ั้งกรรมการขึน้ มาดูแลสว่ นนั้น ป่าบางแห่งอยู่ในการ ดูแลร่วมกันมากกว่า 1 หมู่บ้าน ก็ต้องคณะกรรมการบริหารร่วมกันตรวจตราดูแล แต่ถ้าเป็นป่าท่ี ล้อมด้วยรั้วหิน นอกจากจะมีมนุษย์เป็นเวรยามแล้ว ก็ยังมีงูสารพัดชนิดจานวนแสนกว่าตัว คอย ชว่ ยดแู ลอีกด้วย งูเหล่าน้ีหลวงปู่หงษ์ให้นามาปล่อยไว้ในป่าท่ัว ๆ ไป ซึ่งงูก็อาศัยอยู่ตามโพรงหินที่ 30 เรอ่ื งเดยี วกนั , หน้า 77. 31 ยุทธนันต์ ประวงษ์, อา้ งแลว้ , หนา้ 22. 32 พระครูสุวรรณจนั ทรสารณุ , อา้ งแล้ว, หน้า 77-78.

การวิจยั และนวัตกรรมเพอื่ การพัฒนาจิตใจและสังคมอย่างยงั่ ยืนในยุค Thailand 4.0 29 Research and Innovation for Sustainable Mental and Social Development in Thailand 4.0 อยู่รอบผนื ปา่ นั่นเอง แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่ามีชาวบ้านทไ่ี ปเก็บพืชผักในป่าเคยถูกงกู ดั แมแ้ ต่ครั้งเดยี ว ...”33 (3) ด้านพัฒนาแห่งนา:น้านับว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานท่ีสาคัญ เพราะน้าคือชีวิต หากมีน้า ก็มีชีวิต แต่เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของภาคอีสานตอนใต้ มักมีปัญหาเร่ืองแหล่งน้าไม่พอเพี ยงในการอุปโภค บริโภคในช่วงฤดูร้อน จึงเป็นเหตุให้หลวงปู่หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ ท่านก็เน้นยาสอนพุทธศาสนิกชนให้ ความสาคัญในการพัฒนาแหล่งน้าเพื่อการอุปโภคบริโภคเหมือนกัน ดังคาสอนท่ีวา“ถ้าเราใช้ป่า ใช้น้า ใช้ สัตว์ ก็ต้องจัดการคืนให้เขาเหมือนเดิม ต้นไม้เม่ือตัดแล้ว ก็ให้รู้จักปลูก ปลา เมื่อกินแล้ว ก็รู้จักปล่อย เรา อยากมีน้าใช้ ก็ต้องหม่ันปลกู ตน้ ไม้ และรู้จกั สร้างแหลง่ เก็บกกั นา้ เม่ือยามขดั สน”34 ดังนน้ั จะเห็นไดว้ ่า หลวง ปู่หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ ท่านได้ให้ความสาคัญในการพัฒนาแหล่งน้าสาธารณะเพ่ือการใช้อุปโภคบริโภคของ ชุมชน เพราะหากแหล่งน้าสาธารณะมีความสะอาด ปราศจากจากส่ิงปฏิกูลหรือสกปรก ก็ถือว่าเป็น เครื่องหมายแหง่ ความอุดมสมบูรณข์ องชุมชน เพราะเมื่อมกี ารนาน้าไปเพาะปลกู ตา่ ง ๆ ก็ไดผ้ ล สังเกตว่านับ แต่โบราณกาลมาแหล่งอารยธรรมของมนุษย์ท่ีมีความเจริญรุ่งเรืองล้วนมีบ่อเกิดอยู่ในบริเวณลุ่มแม่ น้าท่ี สาคัญท้ังนั้น (4) ด้านพัฒนาท่ีดิน:ในด้านดินก็เหมือนกันเราสามารถเห็นแนวคาสอนที่ปรากฏจากบริบทน้ี เหมือนกัน คือ หลวงปูห่ งษ์ พฺรหฺมปญโฺ ญ ทา่ นเรม่ิ จากชนี้ าและทาให้เห็น ดังปรากฏจากผลการสมั ภาษณ์ของ พระครูวิกรมประชานุกูลว่า “ถ้าเราใช้ป่า ใช้น้า ใช้สัตว์ ก็ต้องจัดการคืนให้เขาเหมือนเดิม ต้นไมเ้ มื่อตัดแล้ว ก็ให้รู้จักปลูก ปลา เม่ือกินแล้ว ก็รู้จักปล่อย เราอยากมีน้าใช้ ก็ต้องหมั่นปลูกต้นไม้ และร้จู ักสรา้ งแหล่งเก็บ กักน้าเมื่อยามขัดสน”35ดังนั้น การพัฒนาท่ีดินน้ันหลวงปู่หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ ได้สอนให้พุทธศาสนิกชนรู้จัก การใช้ดินอย่างรู้จกั คุณค่า และรจู้ ักห่วงแหนรักษาดนิ ท่ีใช้เป็นสาธารณประโยชน์ คือ เปน็ ท่ีสว่ นรวมที่ทุกคน สามารถใหไ้ ด้อย่างเท่าเทียมกนั (5) ด้านการสร้างสัมมาชีพ: ในมิติของการสร้างอาชีพให้กับชุมชนท่ีถูกต้อง ซึ่งหลักของ “สัมมาชีพ” คอื การเปน็ อยู่ หรือ การดารงอยู่ทีป่ ระกอบความบริสุทธิ์ท้งั ทางกาย,ทางวาจา และทางใจ และ ละเว้นการดารงอยู่ที่ปราศจากความทุจริตทั้งทางกาย,ทางวาจา และทางใจ ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนทั้ง แก่ตนเองและคนอ่ืนซ่ึงหลักคาสอนของหลวงปู่หงษ์ พฺรหมฺ ปญฺโญ ด้านสัมมาชีพน้นั ปรากฎจากการใหข้ ้อมูล ของพระครวู ิกรมประชานกุ ูล ทีไ่ ดก้ ล่าวถึงรปู แบบและวธิ ีการในการสง่ เสริมสมั มาชีพตามแบบฉบบั ของหลวง ปหู่ งษ์ พฺรหมฺ ปญโฺ ญ ไวด้ ังน้ี “นอกจากผืนป่านบั หม่ืนไรท้ ไ่ี ด้รับการคืนสภาพดว้ ยความเมตตาจากหลวงปแู่ ล้ว ความเข้าท่ีเป็นองค์รวมทาใหท้ ่านมองการณ์ไกลว่า การรักษาปา่ อย่างยั่งยืน ไมใ่ ช่การปลูก แต่ตอ้ งไม่ทาลาย และการไม่ทาลายก็ต้องให้ชาวบ้านมีอาชีพ หลวงปู่จึงสนับสนุนโครงการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาอาชีพ ไม่ว่าจะ เป็นการขุดคลอง ทาถนน เพื่อเป็นทางออกขอผลผลิตการเกษตร ส่งเสริมอาชีพทอผ้า ส่งเสริมโครงการสวน สมุนไพรในป่าชมุ ชน และโครงการปลูกผักกินได้ เช่น ผักหวาน เพาะพันธุ์ไข่มดแดง เลี้ยงปลาในสระน้าเพื่อ 33 เร่อื งเดยี วกัน, หนา้ 78. 34 เร่ืองเดยี วกัน, หนา้ 77-78. 35 เรือ่ งเดียวกัน, หน้า 77-78.

30 รายงานการประชมุ วิชาการระดบั ชาติ ครั้งที่ 2 เป็นแหล่งอาหาร รวมทั้งจดั ต้ังศูนย์ประชาสัมพันธ์ให้ความรคู้ วามเขา้ ใจเรือ่ งการอนุรกั ษ์ป่าไม้ เป็นศนู ย์รวม ในการจัดหางบประมาณ จดั ทาโครงการชลประทานและสาธารณูปโภคพืน้ ฐานมากมาย จัดทาฝายน้าล้นจาก ล้านา้ ชี เพ่ือใหช้ าวบา้ นทาเกษตรได้ตลอดทัง้ ปี เปน็ ตน้ ”36 ดังน้ัน ผลจากการเริ่มอนุรักษ์พ้ืนป่าและพัฒนาที่ดิน แหล่งน้า โดยการนาของหลวงปู่หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ ต้ังแต่ปี พ.ศ.2526 ได้ปรากฏผลท่ีชัดเจนในด้านการอนุรักษ์ป่า โดยมีรายละเอียดที่ยุทธนันต์ ประวงศ์37 ไดร้ วบรวมเอาไว้ ดงั นี้ พ.ศ.2526 ล้อมรั้วลวดหนาม “ป่าผู้ว่าเสนอฯ” สาเหตุท่ีมีชื่อเรียกเช่นนี้เพราะป่าแห่งน้ีอยู่ติดกับ บ้านพลับ หมู่ท่ี 6 ตาบลทุ่งมน อาเภอปราสาท ซึ่งนายเสนอ มูลศาสตร์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ิใน เวลานน้ั เกรงวา่ ปา่ แหง่ นี้จะถูกทาลาย จึงได้ขอให้หลวงปู่หงสล์ อ้ มร้วั ลวดหนามไวพ้ ้นื ท่ปี ระมาณ 70 ไร่ พ.ศ.2526 ล้อมร้ัวหิน “ป่าโครอย” พ้ืนที่ประมาณ 900 ไร่ บ้านทุ่งมน หมู่ที่ 1,2 ตาบลทุ่งมน อาเภอปราสาท จงั หวดั สรุ นิ ทร์ พ.ศ.2530 ลอ้ มรัว้ หนิ “ป่าเขาหลวงป่รู ิม” พืน้ ท่ปี ระมาณ 300 ไร่ พ.ศ.2533 “ป่าขุนแกว้ ” บ้านสะพาน หมู่ท่ี 7 ตาบลทงุ่ มุน อาเภอปราสาท จงั หวัดสุรินทร์ พื้นที่ป่า ถกู ทาลายเป็นจานวนมาก จงึ ไดร้ ว่ มกนั ฟ้ืนฟูสภาพป่าให้อดุ มสมบูรณ์เหมอื นเดิม โดยการปลกู ป่าให้เต็มพื้นท่ี มีพน้ื ท่ปี ระมาณ 60 ไร่ พ.ศ.2533 ล้อมร้ัวลวดหนาม และปรับปรุงสถานที่ “ป่าช้าบ้านสมุด” หมู่ที่ 7 ตาบลสมุด อาเภอ ปราสาท จังหวดั สรุ ินทร์ พนื้ ทปี่ ระมาณ 4 ไร่ พ.ศ.2533 ปรับปรุงสถานท่ีและฟื้นฟูสภาพป่า “ป่าช้าบ้านถนนหัก” หมู่ที่ 5 ตาบลโชคนาสาม อาเภอปราสาท จงั หวัดสรุ ินทร์ พนื้ ทีป่ ระมาณ 40 ไร่ พ.ศ.2535 ขุดสระน้า “พนมย่าจรู๊ก” หมู่ที่ 1 ตาบลทุ่งมน อาเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ลึก 2 เมตร และลอ้ มรว้ั ลวดหนามใช้สาหรับด่ืม เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ พ.ศ.2538 ปลูกป่าตามโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ เน่ืองในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50 บริเวณบ้านโคกจ๊ะ หมู่ท่ี 4 ตาบลสมุด อาเภอปราสาท จังหวัดสุรนิ ทร์ พ.ศ.2538 ล้อร้ัวลวดหนามแปลงปลูกป่าตามโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ เน่ืองใน วโรกาสทรงครองราชย์ปีท่ี 50 หม่ทู ่ี 4 บ้านโคกจ๊ะ ตาบลสมดุ อาเภอปราสาท จงั หวดั สุรนิ ทร์ พ.ศ.2539 ล้อมรั้วลวดหนาม “ท่ีสาธารณประโยชน์บ้านพลับ” และฟื้นฟูสภาพป่า โยการปลูกป่า เพิ่มเตมิ หมู่ท่ี 6 ตาบลทงุ่ มน อาเภอปราสาท จังหวดั สุรนิ ทร์ พ.ศ.2540 ขดุ สระน้าติดกบั พืน้ ท่ีแปลงปลูกปา่ ถาวรเฉลมิ พระเกียรติ บา้ นโคกจะ๊ หมทู่ ่ี 4 ตาบลสมุด อาเภอปราสาท จังหวัดสรุ นิ ทร์ 36 เรอ่ื งเดยี วกนั , หน้า 78. 37 ยทุ ธนนั ต์ ประวงศ,์ อ้างแล้ว, หน้า 23-36.

การวจิ ยั และนวัตกรรมเพ่ือการพฒั นาจิตใจและสังคมอยา่ งยง่ั ยนื ในยุค Thailand 4.0 31 Research and Innovation for Sustainable Mental and Social Development in Thailand 4.0 พ.ศ.2540 ส่งพื้นท่ีป่าเขา้ ประกวด “ชุมชนอนุรกั ษ์ทรพั ยากรป่าไม้ดีเดน่ ” และไดร้ บั พระราชทานธง “พิทักษ์ป่าเพื่อรักษาชีวิต” จานวน 4 ธง และได้เดินทางไปรับพระราชทานธงท่ี ตาหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร พ.ศ.2541 ปลูกต้นสะเดาสองข้างถนนสายทุ่งมน-ตาอี ระยะทาง 12 กิโลเมตร โครงการปลูกป่า ถาวร พ.ศ.2543 ปลกู ปา่ โอจีรสิ และจัดทานบก้นั นา้ พ.ศ.2544 กองหินล้อมรั้ว “ป่าช้าบ้านหนองรี” หมู่ท่ี 8 ตาบลทุ่งมน อาเภอปราสาท จังหวัด สุรินทร์ บทสรปุ ดงั นั้นหลวงปู่หงษ์ พรหมปญฺโญท่านเป็นพระมหาเถระท่ีมีวัตรปฏิบัติท่ีงดงาม เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา ของพุทธศาสนิกชนที่ไปกราบขอพรจากท่าน โดยท่านได้ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในการสอน พุทธศาสนิกชนให้เข้าถึงแก่นแท้ของธรรมะ โดยใช้วัตถุมงคลเป็นเพียงแค่ส่ือแห่งสังฆานุสสติเท่านั้นซ่ึงจาก ข้อมูลที่กล่าวมา ทาให้เห็นเป็นเชิงประจักษ์ว่า หลวงปู่หงษ์ พรหมปญฺโญ ได้ใช้กุศโลบายในการสอน พุทธศาสนิกชนผ่านมิติของการอนุรักษ์ทรัยพากรทางธรรมชาติ โดยหลักธรรมที่หลวงปู่หงษ์ พรหมปญฺโญ นามาใช้อันเป็นคุณธรรมเบ้ืองต้น ที่จะปลูกฝั่งจิตสานึกภายในให้กับสาธุชนประกอบด้วย (1) ได้ใช้หลัก เมตตาธรรม (2) ใช้ศลี 5 เปน็ แกนกลางของคาสอนส่ังเพื่อรักษาระบบนเิ วศ เพราะถงึ แม้ท่านจะเปน็ พระเกจิ ท่ีมีลูกศิษย์สร้างวัตถุมงคลไปให้ท่านปลุกเสก แต่ท่านก็สอนผู้ท่ีนาวัตถุมงคลของท่านไปบูชาว่า ให้มีศีล 5 ถ้าไม่มีศีล 5 แล้ว วัตถุมงคลของท่านจะไม่ขลังไม่ศักดิ์สิทธิ์ (3) แปลงป่าไม้จากศาสนสถานให้เป็นธรรม อปุ กรณ์ในการฝึกคน(4) ใช้หลักกตัญญูเพ่ือการพัฒนาท่ีย่ังยืนอนึ่ง วตั รปฏิบัติของหลวงปู่หงษ์ พรหมปญฺโญ ดา้ นการดูแลระบบนิเวศดังปรากฏจากผลงานด้านการดูแลสัตว์ป่า, การอนุรักษ์ป่าไม,้ การพัฒนาที่ดิน, การ พัฒนาแหล่งน้า เพือ่ เป็นสมบัติไว้ให้กับลูกหลานไดส้ ืบตอ่ และการสร้างสมั มาชีพใหก้ ับคนในชุมชน อันส่งผล ให้เปน็ การพฒั นาท่ีหยง่ั ยนื และเขม้ แข็งท่ีอยภู่ ายใตบ้ ารมีธรรมของหลวงปหู่ งษ์ พรหมปญฺโญ บรรณานุกรม คณาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยลัย. พระพุทธศาสนากับนิเวศวิทยา. กรุงเทพมหานคร: สานกั พมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, 2559. พระครูสุวรรณจันทสรคุณ. “ศึกษาชีวิตและบทบาทการเผยแผ่ธรรมของพระครูประสาทพรหมคุณ (หงษ์ พฺรหฺมปญฺโญ) วัดเพชรบุรี อาเภอปราสาท จังหวดั สุรินทร์.” วทิ ยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบณั ฑิต. บัณฑิตวทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2547. มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย. กรงุ เทพมหา- นคร: โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2539. มหามกุฏราชวิทยาลยั . พระไตรปิฎกภาษาไทย พระสูตรและอรรถกถาแปล. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพม์ หา มกฏราชวิทยาลัย, 2543.

32 รายงานการประชุมวชิ าการระดับชาติ คร้ังท่ี 2 มานพ นักการเรียน. พระพุทธศาสนากับสิ่งแวดล้อมศึกษา (Buddhism and Environmental Education), กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2546. ยุทธนันต์ ประวงษ์. อทิ ธิ มงคล บารมี หลวงปูห่ งส์ พฺรหฺมปญโฺ ญ. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์ไทย, 2545. สนิท ศรสี าแดง, พระพุทธศาสนา: กระบวนทัศน์ใหม่, กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราช วิทยาลยั , 2544. Pupul Jaya Kar. The Buddha. India: Bombay, 1982. ChatsumarnKablisingh et.al., Buddhism and Nature Conservation. Bangkok: Thai Tibet Center, 2010.

316 รายงานการประชุมวิชาการระดบั ชาติ คร้ังที่ 2 มิติการประยกุ ต์ใชภ้ าวะผู้นาเชิงพทุ ธในการเสริมสรา้ งศักยภาพทางบริหารงานของ ผู้บรหิ ารองค์การ: การสะท้อนมมุ มองจากการทบทวนวรรณกรรม Dimensions of The Buddhist Leadership Application for Empowering Organization Management of Executives: A Reflection on The Literature Review Perspectives พระมหาโชตนิพิฐพนธ์ สุทธฺ จิตโฺ ต (ผลเจรญิ ) ธนรัฐ สะอาดเอ่ียม วิทยาเขตสุรนิ ทร์ สุรศกั ดิ์ ชะมารัมย์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด วนั ชยั สขุ ตาม มหาวิทยาลยั ราชภัฏสรุ ินทร์ เรียงดาว ทวะชาลี วิทยาเขตขอนแกน่ บทคดั ยอ่ การศึกษาทางด้านพระพุทธศาสนาในปัจจุบันมีการขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศ และต่างประเทศจนทาให้เกิดการนาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ใน ทางการบริหารจัดการ และพัฒนาองคก์ ารต่างๆ เพือ่ ให้เกิดประสิทธภิ าพและประสิทธิผลขององค์การ ท้ังนี้การเสริมสร้างศกั ยภาพ ทางบริหารงานของผู้บริหารองค์การด้วยการประยุกต์ใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธจึงถือเป็นอีกเรื่องหน่ึงท่ีมี ความสาคัญและได้รับความสนใจจากผู้บริหารองค์การต่างๆ เป็นอย่างมาก บทความฉบับน้ีจึงมุ่งนาเสนอ ประเดน็ เก่ียวกับการประยกุ ตใ์ ช้ภาวะผูน้ าเชงิ พุทธในการเสรมิ สรา้ งศกั ยภาพทางการบรหิ ารงานของผ้บู ริหาร องค์การในมิตติ ่าง ๆ โดยการนาเสนอเร่ิมตน้ ด้วยการอธิบายถึงความหมายและความสาคัญของภาวะผู้นาเชิง พุทธ แนวความคิดเก่ียวกับภาวะผู้นาเชิงพุทธ และในตอนท้ายเป็นการนาเสนอถึงมิติการประยุกต์ใช้ภาวะ ผู้นาเชิงพุทธในการเสรมิ สร้างศักยภาพทางบริหารงานของผู้บริหารองค์การผ่านการสะท้อนมุมมองท่ีได้จาก การทบทวนวรรณกรรม ทั้งน้ีจากการวิเคราะห์พบว่า การประยุกต์ใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการเสริมสร้าง ศักยภาพทางการบริหารงานของผูบ้ ริหารองค์การประกอบด้วย 5 มิติคอื มิติทางด้านการศกึ ษา มิติทางด้าน การเมืองการปกครองและการบริหารจัดการ มิติทางด้านสาธารณสุข มิติทางด้านศาสนา และมิติทางด้าน อ่ืนๆ คาสาคญั : ภาวะผนู้ า, ภาวะผ้นู าเชิงพทุ ธ, การบริหารงาน, การเสริมสรา้ งศกั ยภาพ, ผูบ้ ริหาร

การวิจยั และนวตั กรรมเพื่อการพัฒนาจิตใจและสงั คมอยา่ งย่ังยนื ในยุค Thailand 4.0 317 Research and Innovation for Sustainable Mental and Social Development in Thailand 4.0 Abstract At present, the study of Buddhism has spread widely in both country and abroad, leading to the application of Buddhist principles for the management and development of organizations to achieve the organizational efficiency and effectiveness. Thus, the empowerment of organization management through the application of Buddhist leadership is another important issue that has attracted the attention of many executives. This article focuses on the application of Buddhist leadership in empowering organization management of executives in various dimensions. It begins with the explanation of the meaning and the importance of Buddhist leadership and the concept of Buddhist leadership. At the end, it presents a dimension to the application of Buddhist leadership in empowering organization management by reflecting on the literature review perspectives. The results of the analysis showed that the application of Buddhist leadership in empowering organization management of executives consisted of 5 dimensions, namely, educational dimension, political and administrative dimension, public health dimension, religious dimension and other dimensions. Keywords: Leadership, Buddhist Leadership, Management, Empowering, Executives ความนา เป็นท่ียอมรับกันโดยท่ัวไปมาเป็นระยะเวลายาวนานแล้วว่า การที่องค์การหรือหน่วยงานใดจะอยู่ รอดหรือไม่นั้นข้ึนอยู่กับบุคคล 2 ประเภทกล่าวคือ บุคคลประเภทแรกหมายถึงผู้ท่ีทาหน้าท่ีเป็นหัวหน้า เรียกว่าผู้นา (Leader) โดยทาหน้าที่เป็นผู้นาองค์การ และบุคคลอีกประเภทหนึ่งคือ ผู้ปฏิบัติ (Follower) ท้งั น้ีผู้นาเป็นผู้ท่มี ีพลังอานาจ สามารถโน้มนา้ วจิตใจคนอ่ืนให้ทาตามโดยอาศยั คุณงามความดี สามารถชกั จูง ใจบุคคลในองค์การให้ปฏิบัติหน้าท่ีด้วยความเต็มใจ โดยเกิดจากความศรัทธา ความเลื่อมใส ผู้นาเป็นผู้ท่ีมี ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการที่จะนาวิธีการใหม่ๆมาใช้ในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีท่ีจะทาให้ องค์การดาเนนิ งานสาเรจ็ ลลุ ่วงไปตามเปา้ หมายตามที่ตอ้ งการ แตเ่ นื่องจากในปจั จุบัน ผนู้ าขององคก์ ารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์การภาครัฐและองค์การภาคเอกชนกด็ ีกาลงั เผชิญหนา้ กบั ความท้าทายของการเปลี่ยนแปลง บริบทสภาพส่ิงแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน รุนแรง และมีพลวัตสูง อันเกิดจากอิทธิพลของกระแส โลกาภิวัตน์ ส่งผลทาให้ศักยภาพในการแข่งขันขององค์การต่างๆ สูงขึ้น การท่ีองค์การใดจะสามารถอยู่รอด ปลอดภยั ภายใต้สภาวการณ์ดังกล่าวย่อมข้นึ อยกู่ ับการตดั สินใจอันชาญฉลาด มีความสมเหตุสมผล รอบคอบ และทันต่อสถานการณข์ องผ้บู รหิ ารในฐานะทีเ่ ปน็ ผ้นู าขององค์การ ด้วยเหตุนั้น องค์การต่างๆ จึงต้องการผู้นาซึ่งเป็นบุคคลท่ีมีความรอบรู้งาน รอบรู้จุดมุ่งหมายของ งาน มีความเข้าใจตนเอง รู้จักความพอดี รจู้ ักบรหิ ารเวลา มีมนุษย์สัมพนั ธ์ และสามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อน ร่วมงานได้เปน็ อย่างดี เพอ่ื ท่ีจะสามารถนาพาองค์การพัฒนาขับเคลื่อนไปขา้ งหน้าไดอ้ ยา่ งยัง่ ยนื และมนั่ คงใน

318 รายงานการประชุมวชิ าการระดับชาติ คร้งั ที่ 2 ท่ามกลางสภาพของการแข่งขันท่ีรุนแรงดังเช่นในปัจจุบัน ภาวะผู้นาเชิงพุทธจึงถือเป็นอีกทางเลือกหน่ึงท่ี กาลังได้รับความสนใจ ตลอดจนมีการนาไปปรับใช้ในการบริหารงานของผู้บริหารขององค์การต่างๆ อย่าง กว้างขวาง โดยมผี ลการศึกษาในเชิงประจกั ษท์ ่ีรองรบั ในประเดน็ ดงั กลา่ วอยเู่ ปน็ จานวนไมน่ ้อยทส่ี ะทอ้ นภาพ ให้เห็นถึงการใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการบริหารงานของผู้บริหารองค์การภาครัฐและภาคเอกชนไทย ท่ี ประสบความสาเร็จ ดงั นั้น ในบทความชิ้นน้จี ึงได้พยายามมุ่งเน้นการวิเคราะหใ์ ห้เห็นถึงมิติการประยุกตใ์ ช้ภาวะผู้นาเชิง พุทธในการเสริมสร้างศกั ยภาพทางการบริหารงานของผู้บริหารองค์การผ่านการสะทอ้ นมุมมองท่ีได้จากการ ทบทวนวรรณกรรม โดยโครงสร้างเน้ือหาของการนาเสนอบทความวิชาการเรื่องน้ีออกเป็น 5 ส่วนคือ ส่วน แรกกลา่ วถงึ บทนา สว่ นท่ีสองอธิบายถึงความหมายและความสาคัญของภาวะผนู้ าเชิงพทุ ธ ส่วนทสี่ ามอธบิ าย ถึงแนวความคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นาเชิงพุทธ ส่วนท่ีสี่วิเคราะห์ให้เห็นถึงมิติการประยุกต์ใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธ ในการเสริมสร้างศักยภาพทางบริหารงานของผู้บริหารองค์การผ่านการสะท้อนมุมมองที่ได้จากการทบทวน วรรณกรรม และส่วนทห่ี ้าซง่ึ เปน็ สว่ นสุดทา้ ยน้นั กล่าวถึงบทสรุป ความหมายและความสาคญั ของภาวะผู้นาเชิงพุทธ 1. ความหมายของภาวะผนู้ าและภาวะผู้นาเชงิ พุทธ เมื่อกล่าวถึงคาว่าผู้นา (Leader) โดยท่ัวไปแล้วมักจะหมายเอาตัวบุคคล ในขณะที่ภาวะ ผู้นา (Leadership) จะหมายเอาคุณลักษณะในตัวบุคคล เพราะฉะน้ัน ภาวะผู้นาจึงน่าจะหมายเอา พฤติกรรมของผู้นา แต่อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการท้ังชาวไทยและชาวต่างประเทศท่ีได้ให้ความหมายหรือ นิยามของภาวะผู้นามีสว่ นทค่ี ลา้ ยคลงึ กนั คอ่ นข้างมากดงั น้คี อื ในมุมมองของนักวิชาการชาวต่างประเทศอย่าง เช่น ยุคล์ (Yukl) กล่าวว่า ภาวะผู้นาคือ พฤติกรรมส่วนตัวของบุคคลคนหนึ่งท่ีจะชักนากิจกรรมของกลุ่มให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน (Share goal) ส่วนแอนโทนาคิสและคนอื่นๆ1 Antonakis and others ได้ทาการทบทวนวรรณกรรมด้านการศึกษาภาวะ ผนู้ าในประเทศตะวันตกและสรปุ ไวว้ ่า ภาวะผนู้ าถกู ใหน้ ยิ ามในลกั ษณะเป็นกระบวนการท่ีมีอิทธิพล โดยมีผล ของการกระทาเป็นผลลัพธ์ที่เกิดข้ึนระหว่างผู้นาและผู้ตาม และกระบวนการที่มีอิทธิผลดังกล่าวอธิบายได้ จากลักษณะการใช้อานาจและพฤติกรรมของผนู้ า การรับรู้ของผตู้ าม2 อีกท้ังข้ออ้างของผนู้ า ตลอดจนบริบท ของกระบวนการใช้อิทธิพลเกิดท่ีขึ้น ในขณะที่มุมมองของนักวิชาการชาวไทยอย่าง เช่น จุมพล หนิมพานิช มองว่าภาวะผนู้ า หมายถึง ความสามารถที่ชักจูงใหบ้ ุคคลหรือกลมุ่ บคุ คลปฏิบัติงานด้วยความเต็มใจ เพือ่ ทา ให้เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ต้ังไว้บรรลุผล สาหรับมุมมองของนักการศาสนาน้ัน3 นักปราชญ์ทางพุทธ 1 รังสรรค์ ประเสริฐศร,ี ภาวะผนู้ า, (กรงุ เทพมหานคร : ธนธัชการพมิ พ์, 2544). 2 Jose C. Alves and others, Developing Leadership Theory in Asia : The Role of Chinese Philosophy, International Journal of Leadership Study, 2005, pp.3-27. 3 จุมพล หนิมพานิช, ผู้นา อานาจ และการเมืองในองค์การ, พิมพ์คร้ังท่ี 3, (นนทบุรี: โรงพิมพ์ มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช, 2551).

การวจิ ยั และนวัตกรรมเพอื่ การพัฒนาจติ ใจและสงั คมอยา่ งยง่ั ยนื ในยคุ Thailand 4.0 319 Research and Innovation for Sustainable Mental and Social Development in Thailand 4.0 ศาสนาได้กล่าวถงึ ภาวะผู้นาไว้วา่ คือคุณสมบัติ เช่น สติปัญญา ความดีงาม ความรูค้ วามสามารถของคนที่ชัก นาให้คนท้งั หลายมาประสานกัน และพากนั ไปสู่จดุ หมายทีด่ งี าม จากมุมมองของทั้งนักวิชาการและนักการศาสนาทั้งหลายที่หยิบยกข้ึนมานาเสนอขา้ งต้น นน้ั พอจะทาให้สามารถสรปุ ไดว้ ่า ภาวะผู้นา (Leadership) หมายถงึ คณุ สมบัติเฉพาะตวั ของผนู้ าทม่ี ีอิทธพิ ล ต่อบุคคลอน่ื ในอันที่จะสามารถจูงใจ ผลักดนั รวมทั้งกระตุน้ ให้บคุ คลอนื่ ดาเนนิ การตามในส่งิ ตา่ งๆอยา่ งเต็มใจ และมีส่วนร่วม โดยมีเป้าหมายอยู่ท่ีความสาเร็จของกลุ่มหรือองค์การ ดังนั้น ภาวะผู้นาจึงมีอยู่หลากหลาย รูปแบบ อาทิเช่น ภาวะผู้นาการเปล่ียนแปลง ภาวะผู้นาเชิงกลยุทธ์ ภาวะผู้นาทางวิชาการ ภาวะผู้นาเชิง จริยธรรม ภาวะผู้นาเชิงพุทธ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ในท่ีนี้จะได้กล่าวถึงเฉพาะในส่วนของภาวะผู้นาเชิง พุทธ ทั้งนี้ ภาวะผู้นาเชิงพุทธ หากให้พิจารณาจากความหมายของภาวะผู้นาดังกล่าวข้างต้น ประกอบการกาหนดคานิยามด้วยแล้วก็ย่อมที่สามารถพอจะกล่าวได้ว่า ภาวะผู้นาเชิงพุทธ (Buddhist Leadership) คอื คณุ สมบัติเฉพาะตัวของผนู้ าท่ีมอี ทิ ธิพลตอ่ บุคคลอ่ืนในอันท่ีจะสามารถจูงใจ ผลกั ดันรวมท้ัง กระตุ้นให้บุคคลอื่นดาเนินการตามในส่ิงต่างๆ อย่างเต็มใจและมีส่วนร่วม โดยมีเป้าหมายอยู่ท่ีความสาเร็จ ของกลุ่มหรือองค์การ โดยที่คุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้นาดังกล่าวจะต้องตั้งม่ันอยู่บนหลักการพ้ืนฐานของ พุทธศาสนา ซึ่งผู้ท่ีจะมีคุณสมบัติของการเป็นผู้นาเชิงพุทธหรือที่เรียกว่า ภาวะผู้นาเชิงพุทธ จะต้องเป็นผู้ที่ ยึดม่ันหรือต้ังมั่นอยู่ในหลักศีลธรรมอันดีงามของพุทธศาสนา โดยหลักธรรมที่ผู้นาหรือผู้ปกครองนิยมถือ ปฏิบัติกันนับแต่โบราณกาลเป็นต้นมาได้แก่ ราชธรรม 10 หรือทศพิธราชธรรม 10 ประการ จักรวัตร 12 ประการ เป็นต้น 2. ความสาคญั ของภาวะผู้นาเชงิ พทุ ธ ความสาคัญของภาวะผู้นาเชิงพุทธสามารถพิจารณาได้จากข้อความบางตอนท่ีปรากฏใน ธรรมกิ สูตรว่า “เมื่อฝงู โคว่ายข้ามนา้ ถา้ โคจา่ ฝงู ไปคด โคหมดทง้ั ฝูงนน้ั ก็ไปคดตามกัน เพราะโคผู้น้าไปคดฉัน ใด ในมนุษย์ก็ฉันนั้น บุคคลผู้ใดได้รับสมมติให้เป็นใหญ่ หากบุคคลผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม หมู่ประชาชน นอกนนั้ ก็จะประพฤติซ้าเสียหาย แว่นแคว้นท้ังหมดก็จะยากเข็ญ หากผู้ปกครองเป็นผ้ไู รธ้ รรม เมื่อฝูงโคข้าม น้า ถา้ โคจ่าฝงู ไปตรง โคหมดทั้งฝงู น้นั ก็ไปตรงตามกัน เพราะมีผู้น้าท่ไี ปตรงฉันใด ในหม่มู นุษยก์ ็ฉันน้นั บุคคล ผใู้ ดได้รับสมมติให้เป็นใหญ่ หากบุคคลผ้นู ั้นประพฤติชอบธรรม หมปู่ ระชาชนนอกนั้นก็จะพลอยด้าเนินตาม ทง้ั แว่นแควน้ ก็จะอยู่เป็นสุข หากผปู้ กครองตง้ั อยู่ในธรรม”4 จากข้อความในพระสูตรท่ีหยิบยกมาแสดงไว้ข้างต้น สะท้อนให้เห็นอย่างประจักษ์ชัดว่า พระพทุ ธศาสนาได้ใหค้ วามสาคัญในเรื่องของผู้นาเป็นอยา่ งมาก ท้ังน้ีเน่ืองจากมองว่าผู้นาคือบคุ คลที่สามารถ นาพาให้บุคคลผู้ตามประสบผลสาเร็จ ขณะเดียวกันก็อาจนาไปสู่ความล้มเหลวได้หากผู้นาขาดคุณธรรมใน การเป็นหลักยึดครองตน ดงั นัน้ ผู้นาทด่ี ีจึงควรดาเนินชีวิตโดยอาศัยหลกั ธรรมเป็นเครอ่ื งยึดเหน่ียวจิตใจ โดย ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาตนเอง มุ่งเน้นคน และมุ่งเน้นงานอย่างสมดุล อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาถึงผลของการ 4 พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), ภาวะผู้นา ความสาคัญ ต่อการพัฒนาคน พัฒนาประเทศ, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม, 2545).

320 รายงานการประชมุ วิชาการระดบั ชาติ ครัง้ ท่ี 2 ปฏิบัติตนอยู่ในคุณลักษณะของการเป็นผู้นาเชิงพุทธหรือภาวะผู้นาเชิงพุทธจะทาให้ผู้นาองค์การได้รับ ประโยชนท์ ีส่ าคัญดังน้ี 2.1 ประโยชน์เกิดขึ้นกับตนเอง จะทาให้ผู้นาองค์การรู้และเข้าธรรมชาติของความ เปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึนกับองค์การของตน โดยจะทาให้สามารถประพฤติปฏิบัติตนต่อกระแสความ เปลย่ี นแปลงนัน้ ๆไดอ้ ยา่ งรู้เทา่ ทันการณ์ 2.2 ประโยชน์เกิดข้ึนกับเพ่ือนร่วมงาน ผู้นาองค์การจะได้รับความไว้วางใจ และเป็นท่ี เคารพรักของเพื่อนร่วมงานทุกคน ซ่ึงจะก่อให้เกิดการทางานแบบทีมที่มีพลัง อันจะส่งผลดีทาให้องค์การมี ความเข้มแข็งและประสบความสาเร็จ 2.3 ประโยชน์เกิดข้ึนกับงานท่ีรับผิดชอบหรือองค์การ กล่าวได้ว่า ภาระงานทุกอย่าง ขององค์การจะถูกขับเคล่ือนไปสู่ความสาเร็จตามเป้าหมายท่ีวางไว้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาองค์การให้ เจรญิ รุ่งเรอื งก้าวหนา้ ไดอ้ ยา่ งม่ันคงในทสี่ ดุ แนวความคดิ เกี่ยวกบั ภาวะผู้นาเชงิ พทุ ธ ภาวะผู้นาเชิงพุทธ (Buddhist Leadership) หรือบางครั้งอาจเรียกว่าภาวะผู้นาตามหลัก พระพุทธศาสนาน้ันกล่าวได้ว่ามีหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอยู่เป็นจานวนมากมายหลายหลักธรรม ด้วยกันท่ีสามารถนามาใช้ในการเสริมสร้างภาวะผู้นาเชิงพุทธ ทั้งน้ีก็เน่ืองมาจากหลักธรรมหรือคาสอนทาง พระพุทธศาสนาส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมที่มุ่งเน้นการ พัฒนาตน พัฒนาคน และพัฒนางาน อย่างไรก็ตามภาวะผู้นาเชิงพุทธท่ีจะหยิบยกเพื่อนามากล่าวถึงในท่ีนี้ ประกอบด้วยภาวะผู้นาตามหลักทศพิธราชธรรม ภาวะผู้นาตามหลักสัปปุริสธรรม และภาวะผู้นาตามหลัก พรหมวหิ าร ดงั มีรายละเอียดท่นี า่ สนใจตามลาดบั ดงั น้ี 1 ภาวะผ้นู าตามหลกั ทศพิธราชธรรม ราชธรรม 10 หรือ ทศพิธราชธรรม หมายถึง ธรรมของพระราชา กิจวัตรท่ีพระเจ้าแผ่นดินควร ประพฤติ คุณธรรมของผู้ปกครองบา้ นเมอื ง หรอื ธรรมของนักปกครอง มี 10 ประการดังนี้5 1.1 ทาน หมายถึง การให้ คือ สละทรัพย์สิ่งของ บารุงเลี้ยง ช่วยเหลือประชาราษฎร์ และบาเพ็ญ สาธารณประโยชน์ 1.2 ศีล หมายถึง ความประพฤติดีงาม คือ สารวมกายและวจีทวาร ประกอบแต่การสุจริต รักษา กิตตคิ ุณ ให้ควรเป็นตวั อยา่ ง และเปน็ ท่เี คารพนับถือของประชาราษฎร์ มิใหม้ ขี อ้ ที่ใครจะดแู คลน 1.3 ปริจจาคะ การบริจาค คือ เสียสละความสุขสาราญ เป็นต้น ตลอดจนชีวิตของตน เพ่ือ ประโยชน์สุขของประชาชน และความสงบเรียบรอ้ ยของบ้านเมอื ง 5 พระพรหมคุณาภรณ์, (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งท่ี 16, (กรงุ เทพมหานคร : เอส. อาร.์ พรนิ้ ติง้ แมสโปรดักส์, 2551).

การวิจัยและนวตั กรรมเพื่อการพฒั นาจิตใจและสังคมอยา่ งย่งั ยนื ในยุค Thailand 4.0 321 Research and Innovation for Sustainable Mental and Social Development in Thailand 4.0 1.4 อาชชวะ หมายถึง ความซ่ือตรง คือ ซ่ือตรงทรงสัตย์ไรม้ ารยา ปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต มีความ จริงใจ ไมห่ ลอกลวงประชาชน 1.5 มัททวะ หมายถึง ความอ่อนโยน คือ มีอัธยาศัย ไม่เย่อหย่ิงหยาบคายกระด้างถือองค์ มีความ งามสงา่ เกิดแตท่ ่วงทกี ิรยิ าสุภาพนุ่มนวล ละมุนละไม ให้ไดค้ วามรักภกั ดี แต่มขิ าดยาเกรง 1.6 ตปะ หมายถึง ความทรงเดช คือ แผดเผากิเลสตัณหา มิให้เข้ามาครอบงาย่ายีจิต ระงับยับย้ัง ข่มใจได้ ไม่ยอมให้หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสาราญและความปรนเปรอ มีความเป็นอยู่สม่าเสมอ หรือ อยา่ งสามัญ มงุ่ มนั่ แต่จะบาเพญ็ เพยี ร ทากิจใหบ้ ริบูรณ์ 1.7 อักโกธะ หมายถึง ความไม่โกรธ คือ ไม่กริ้วกราด ลุอานาจความโกรธ จนเป็นเหตุให้วินิจฉัย ความและกระทากรรมต่างๆ ผิดพลาดเสียธรรม มีเมตตาประจาใจไว้ระงับความเคืองขุ่น วินิจฉัยความและ กระทาการดว้ ยจติ อันราบเรยี บเปน็ ตัวของตนเอง 1.8 อวิหิงสา หมายถึง ความไม่เบียดเบียน คือ ไม่บีบคั้นกดขี่ เช่น เก็บภาษีขูดรีด หรือ เกณฑ์ แรงงานเกินขนาด ไม่หลงระเรงิ อานาจ ขาดความกรุณา หาเหตุเบียดเบียนลงโทษอาชญาแก่ประชาราษฎร์ ผู้ใด เพราะอาศยั ความอาฆาตเกลยี ดชงั 1.9 ขันติ หมายถึง ความอดทน คือ อดทนต่องานท่ีตรากตรา ถึงจะลาบากกายน่าเหน่ือยหน่าย เพียงไร ก็ไม่ท้อถอย ถึงจะถูกยวั่ ถูกหยันดว้ ยคาเสยี ดสีถากถางอย่างใด ก็ไม่หมดกาลังใจ ไม่ยอมละทง้ิ กรณีย์ ท่บี าเพญ็ โดยชอบธรรม 1.10 อวิโรธนะ หมายถึง ความไม่คลาดธรรม คือ วางองค์เป็นหลักหนักแน่นในธรรม คงที่ ไม่มี ความเอนเอียงหวั่นไหวเพราะถ้อยคาท่ีดีร้าย ลาภสักการะ หรืออิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ใดๆ สติมั่นในธรรม ท้ังส่วนยุติธรรม คือ ความเท่ียงธรรม ก็ดี นิติธรรม คือ ระเบียบแบบแผนหลักการปกครอง ตลอดจน ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดงี ามก็ดี ไมป่ ระพฤติใหเ้ คลื่อนคลาดวบิ ตั ิไป 2 ภาวะผู้นาตามหลักสปั ปุรสิ ธรรม หลักสปั ปุรสิ ธรรม 7 หมายถึง ธรรมของสัตบุรุษ หรือธรรมของคนดี ในสัปปุริสสูตร อปุ ริปัญญาสก์ มชั ฌมิ นกิ าย ปรากฏพทุ ธโอวาทเร่ืองธรรมของคนดี (สตั บุรุษ) คนท่ีสมบูรณ์แบบ หรือมนษุ ย์โดยสมบรู ณ์ ซึ่ง ถือว่าเป็นสมาชิกท่ีดี มีคุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์ชาติ มีธรรมะหรือคุณสมบัติท่ีเรียกว่า สัปปุริสธรรม 7 ประการ คอื 6 2.1 ธัมมัญญุตา หมายถึง รู้หลักการ เมื่อดารงตาแหน่ง มีฐานะ หรือจะทาอะไรก็ตาม ต้องรู้ หลักการ รู้งาน รู้หน้าที่ รู้กฎเกณฑ์กติกาที่เกี่ยวข้อง เช่น อย่างผู้ปกครองประเทศชาติก็ต้องรู้หลักรฐั ศาสตร์ และร้กู ฎกตกิ าของรฐั คอื กฎหมาย ต้ังแต่รฐั ธรรมนญู ลงมา แลว้ ก็ยนื อยใู่ นหลกั การ ต้ังตนอยใู่ นหลักการใหไ้ ด้ ชุมชน สังคม องค์การ หรือกิจการอะไรก็ตาม ก็ต้องมีหลักการ มีกฎ มีกติกาที่ผู้นาจะต้องรู้ชัด แล้วก็ตั้งมั่น อย่ใู นหลักการนนั้ 6 อรนุช โขพิมพ์, ภาวะผู้นาของผู้บริหารตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดขอนแก่น, วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารจัดการ คณะสงฆ,์ (บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2555).

322 รายงานการประชมุ วิชาการระดับชาติ ครัง้ ท่ี 2 2.2 อัตถัญญุตา หมายถึง รู้จุดหมาย ผู้นาถ้าไม่รู้จุดหมายก็ไม่รู้ว่าจะนาคนและกิจการไปไหน นอกจากรู้จดุ หมาย มคี วามชัดเจนในจดุ หมายแล้ว จะต้องมคี วามแน่วแน่มงุ่ มั่นที่จะไปใหถ้ ึงจุดหมายดว้ ย ข้อ น้ีเป็นคุณสมบัติที่สาคัญมาก เมื่อใจมุ่งจุดหมาย แม้มีอะไรมากระทบกระทั่ง ก็จะไม่หว่ันไหว อะไรไม่ เก่ียวขอ้ ง ไมเ่ ขา้ เป้ า ไม่เขา้ แนวทางกไ็ ม่ม่วั ว่นุ วาย ใครจะพดู ว่าด่าเหนบ็ แนมเมอื่ ไมต่ รงเรอ่ื ง กไ็ มม่ ัวถือสา ไม่ เก็บเป็นอารมณ์ ไม่ยุ่งกับเร่ืองจกุ จิกไม่เป็นเร่ือง เอาแต่เร่ืองท่ีเข้าแนวทางสู่จดุ หมาย ใจมุ่งสู่เป้าหมาย อย่าง ชดั เจน และมุง่ ม่ันแน่วแน่ 2.3 อัตตัญญุตา หมายถึง รู้ตน คือ ต้องรู้ว่าตนเองคือใครมีภาวะเป็นอะไร อยู่ในสถานะใด มี คุณสมบัติ มีความพร้อม มีความถนัด สติปัญญา ความสามารถอย่างไร มีกาลังแค่ไหน มีข้อย่ิงข้อหย่อน จุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร ซึ่งจะต้องสารวจตนเองและเตือนตนเองอยู่เสมอ ท้ังน้ีเพ่ือประโยชน์ในการพัฒนา ปรับปรุงตัวเองให้มีคุณสมบัติความสามารถยิ่งๆ ข้ึนไป ไมใ่ ช่ว่าเปน็ ผู้นาแล้วจะเป็นคนสมบูรณ์ไมต่ ้องพัฒนา ตนเอง ย่ิงเป็นผ้นู ากย็ ่ิงตอ้ งพัฒนาตนเองตลอดเวลาใหน้ าได้ดีย่งิ ขน้ึ ไป 2.4 มัตตัญญุตา หมายถึง รู้ประมาณ คือ รู้จักความพอดี หมายความว่าต้องรู้จักขอบเขตขีดขั้น ความพอเหมาะท่ีจะจัดทาในเรื่องต่างๆ ท่านยกตัวอย่าง เช่น ผู้ปกครองบ้านเมืองรู้จักประมาณในการลง ทณั ฑ์อาญา และการเกบ็ ภาษี เป็นต้น ไม่ใชเ่ อาแต่จะให้ได้อย่างใจ และตอ้ งรูจ้ ักว่าในการกระทานัน้ ๆ หรือใน เรื่องราวน้ันๆ มีองค์ประกอบหรือมีปัจจัยอะไรเก่ียวข้องบ้างทาแค่ไหนองค์ประกอบของมันจะพอดี ได้ สัดส่วนพอเหมาะ การทาการต่างๆ ทุกอย่างตอ้ งพอดีถ้าไม่พอดีก็พลาดความดีจึงจะทาให้เกิดความสาเร็จท่ี แทจ้ ริง ฉะนัน้ จะตอ้ งรอู้ งค์ประกอบและปัจจยั ท่เี กี่ยวข้องและจัดใหล้ งตัวพอเหมาะพอดี 2.5 กาลัญญตุ า หมายถงึ รู้กาล คือ ร้จู กั เวลา เช่น รลู้ าดบั ระยะ จังหวะ ปริมาณ ความเหมาะของ เวลาว่า เรื่องนีจ้ ะลงมอื ตอนไหน เวลาไหนจะทาอะไรอย่างไร จึงจะเหมาะ ดงั จะเหน็ วา่ แมแ้ ตก่ ารพดู จากต็ อ้ ง ร้จู ักกาลเวลา ตลอดจนรู้จักวางแผนงานในการใช้เวลา ซึ่งเป็นเร่ืองใหญ่ เช่น วางแผนว่าสังคมมีแนวโน้มจะ เป็นอยา่ งนใ้ี นเวลาขา้ งหนา้ เท่านน้ั และเหตุการณ์ทานองน้จี ะเกิดขึน้ เราจะวางแผนรบั มือกบั สถานการณ์นั้น อยา่ งไร 2.6 ปรสิ ัญญตุ า หมายถึง รู้ชมุ ชน คือ รู้สังคมต้ังแต่ในขอบเขตท่ีกว้างขวาง คือ รู้สังคมโลก รู้สังคม ของประเทศชาตวิ ่าอยู่ในสถานการณ์อย่างไร มีปัญหาอะไร มีความต้องการโดยเฉพาะถ้าจะช่วยเหลือเขา ก็ ต้องรปู้ ัญหาร้คู วามต้องการของเขา แมแ้ ตช่ ุมชนย่อยๆ ถ้าเราจะชว่ ยเหลือเขา เราตอ้ งรูค้ วามตอ้ งการของเขา เพื่อสนองความต้องการไดถ้ กู ต้อง หรือแกไ้ ขปญั หาไดต้ รงจุด 2.7 ปุคคลัญุตา หมายถึง รู้บุคคล คือ รู้จักบุคคลท่ีเก่ียวข้อง โดยเฉพาะคนที่มาร่วมงานร่วมการ ร่วมไปด้วยกัน และคนที่เราไปให้บริการตามความแตกต่างเฉพาะตัว เพื่อปฏิบัติต่อเขาได้ถูกต้องเหมาะสม และได้ผล ตลอดจนสามารถบรกิ ารใหค้ วามชว่ ยเหลือได้ตรงตามความตอ้ งการ รูว้ ่าจะ ใช้วิธีสัมพันธ์พูดจาแนะนาติชมหรือจะให้เขายอมรับได้อย่างไร โดยเฉพาะในการใช้คน ซ่ึงต้องรู้ว่าคนไหน เป็นอย่างไร มีความถนัดอัธยาศยั ความสามารถอย่างไรเพื่อใช้คนให้เหมาะกับงาน 3. ภาวะผนู้ าตามหลกั พรหมวหิ าร พรหมวิหาร 4 หมายถึง ธรรมเป็นเครื่องอยู่อันประเสริฐ ธรรมประจาใจอันประเสริฐ หลักความ ประพฤตทิ ป่ี ระเสรฐิ บริสุทธิ์ ธรรมท่ีต้องมไี ว้เป็นหลักและกากับความประพฤติใหเ้ ปน็ ไปโดยชอบ ถูกต้องตาม

การวิจยั และนวัตกรรมเพ่อื การพัฒนาจิตใจและสังคมอย่างยงั่ ยนื ในยุค Thailand 4.0 323 Research and Innovation for Sustainable Mental and Social Development in Thailand 4.0 ทานองคลองธรรม จงึ จะช่อื ว่าดาเนนิ ชีวิตหมดจดปฏิบัติตนตอ่ มนุษยแ์ ละสัตว์ทั้งหลายโดยชอบประกอบด้วย 4 อย่าง คอื 7 3.1 เมตตา หมายถึง ความรักใคร่ ปรารถนาจะให้เขาเป็นสุข คาว่า“เมตตา”หมายถึงความสนิท สนม คือ ความรักใคร่เว้นจากราคะ ความกานัด ได้แก่ความปรารถนาให้เกิดความสุขความเจริญให้แก่ผู้อ่ืน ความปรารถนาดอี ยากให้มีความสุข ความมจี ติ อันแผไ่ มตรแี ละคิดทาประโยชน์แก่มนษุ ยแ์ ละสตั ว์ทั่วหนา้ 3.2 กรุณา หมายถึง ความสงสาร คิดจะช่วยให้เขาพ้นทุกข์ คาว่า“กรุณา”หมายถึง ความหวั่นใจ เม่ือผู้อ่ืนได้รับความทุกข์ร้อน ได้แก่ปรารถนาเพ่ือปลดเปล้ืองความทุกข์ร้อนของเขาหรือความสงสารคิดจะ ชว่ ยใหพ้ น้ ทกุ ข์ ความใฝ่ใจในอันทจี่ ะปลดเปล้ืองบาบดั ความทกุ ข์ยากเดือดร้อนของปวงสตั ว์ 3.3 มุทิตา หมายถึง ความพลอยยินดี เมื่อผู้อ่ืนได้ดี คาว่า“มุทิตา”หมายถึง ความชื่นบาน ได้แก่ ความพลอยยินดีเม่ือผู้อ่ืนได้ดี หรือความยินดีในเมื่อผู้อน่ื อยู่ดีมีสุขมีจิตใจผ่องใสบันเทิง ประกอบดว้ ยอาการ แช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอต่อสรรพสัตว์ผู้ดารงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเม่ือเขาได้ดีมีสุขเจริญงอกงาม ย่งิ ข้นึ ไป 3.4 อุเบกขา หมายถึง ความวางเฉย ไม่ดีใจไม่เสียใจเม่ือผู้อ่ืนถึงความพิบัติ คาว่า“อุเบกขา” หมายถงึ ความวางเฉย ได้แก่ วางตนเป็นกลางในเม่ือจะแผ่เมตตาไปก็ไม่สมควร เช่น เอาใจช่วยโจร เป็นต้น หรือความใจเป็นกลางอันจะใหด้ ารงอยใู่ นธรรมตามทพี่ จิ ารณาเหน็ ด้วยปญั ญา คอื มีจิตเรียบตรงเท่ยี งธรรมดจุ ตราชง่ั ไมเ่ อนเอียงด้วยรักและชังพจิ ารณาเห็นกรรมท่ีสัตว์ท้ังหลายกระทาแล้วอันควรได้ดหี รอื ชั่ว สมควรแก่ เหตอุ นั ประกอบ พรอ้ มทจ่ี ะพินิจฉัยและปฏบิ ตั ิตามธรรม รวมท้ังรจู้ ักวางเฉย สงบใจมองดูในเมอื่ ไม่มีกิจทคี่ วร ทา เพราะเขารับผิดชอบตนไดด้ ี เขาสมควรรับผิดชอบตนเองหรือเขาได้รบั ผลอนั สมควรกบั ความรับผดิ ชอบ ของตวั เอง มิติการประยุกต์ใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการเสริมสร้างศักยภาพทางบริหารงานของผู้บริหาร องคก์ ารผ่านการสะทอ้ นมุมมองทไ่ี ด้จากการทบทวนวรรณกรรม กลา่ วไดว้ า่ ในชว่ งระยะเวลาไมก่ ีป่ ีทผี่ ่านมานน้ั ดเู หมอื นวา่ ประเดน็ การบูรณาการศาสตรส์ มยั ใหมเ่ ข้า กับหลักธรรมทางพุทธศาสนาได้มีนักวิชาการ นักวิจัย ผู้บริหารองค์การ ผู้ปฏิบัติงานและผู้สนใจท่ัวไปให้ ความสนใจทาการศึกษาเพ่มิ ขน้ึ เรื่อยๆ ประเดน็ ภาวะผู้นาเชิงพุทธก็มลี ักษณะเช่นเดยี วกันที่ได้รับความสนใจ เป็นอย่างมาก โดยในระยะแรกๆ นั้นมีการศึกษาเพื่อสร้างองค์ความรู้ในเชิงแนวคิดและทฤษฎี แต่ในระยะ หลังๆ มานั้นกลับปรากฏวา่ ได้มีผู้ให้ความสนใจนาแนวคิดภาวะผู้นาเชิงพุทธไปประยุกตใ์ ช้ในทางปฏบิ ัตมิ าก ยิ่งขึ้นทั้งในองค์การภาครัฐและภาคเอกชน โดยผลงานส่วนใหญ่สะท้อนให้เห็นว่าการนาแนวความคิดภาวะ ผู้นาเชิงพุทธไปปรับใช้ในการบริหารงานของผู้บริหารองค์การภาครัฐและภาคเอกชน น้ันสามารถบูรณาการ ในทางปฏิบัติได้อย่างมีความสอดคล้องและมีความเหมาะสมเป็นอย่างมาก รวมตลอดจนท้ังช่วยส่งเสริมให้ เกดิ ประสิทธิภาพและประสทิ ธิผลขององค์การ ทัง้ น้ีจากการทบทวนวรรณกรรมต่างๆ ท่ีเกย่ี วขอ้ งกับประเด็น 7 แก้ว ชิดตะขบ, อธิบายนักธรรมตรีฉบับเตรียมสอบ, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สานักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ, 2547).

324 รายงานการประชุมวชิ าการระดบั ชาติ ครัง้ ท่ี 2 การประยุกต์ใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการเสริมสร้างศักยภาพทางบริหารงานของผู้บริหารองค์การ สะท้อนให้ เห็นว่าการประยุกต์ใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการเสริมสร้างศักยภาพทางการบริหารงานของผู้บรหิ ารองค์การ ประกอบด้วย 5 มิติคือ มิติทางด้านการศึกษา มิติทางด้านการเมืองการปกครองและการบริหารจัดการ มิติ ทางด้านสาธารณสขุ มิตทิ างด้านศาสนา และมติ ิทางด้านอ่นื ๆ มสี าระท่นี ่าสนใจในแต่ละมิติดงั นี้ 1. การประยุกต์ใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการเสริมสร้างศักยภาพทางบริหารงานของผู้บริหาร องค์การในมิติทางด้านการศึกษา ในมิติดังกล่าวน้ีย่อมสะท้อนให้เห็นว่า มีการใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการ บริหารองค์การของผู้บริหาร โดยชี้ชัดว่าภาวะผู้นาเชิงพุทธมีผลต่อความสาเร็จในงานของผู้บริหารองค์การ ทั้งน้ีโดยได้แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นกล่าวคือ ประเด็นแรกเป็นการประยุกต์ใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการ เสริมสร้างศักยภาพทางบริหารงานของผู้บริหารองค์การภาครัฐ ตัวอย่างเช่น ผลงานของพระมหาวชิรวิชญ์ คามพินิจ8 ที่ทาการศึกษาความเป็นภาวะผู้นาทางจริยธรรมตามแนวพระพุทธศาสนาของผู้บริหาร สถานศึกษาเขตภาษีเจริญ สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า ความเป็นภาวะผู้นาทางจริยธรรมตามแนว พระพุทธศาสนาของผู้บริหารสถานศึกษาเขตภาษีเจริญ สงั กัดกรุงเทพมหานครโดยรวมอย่ใู นระดับมาก เม่ือ พิจารณารายด้าน พบว่า การปฏิบัติตนอยู่ในระดับมากทุกด้านทั้งในด้านพรหมวิหารธรรม และด้าน ทศพิธราชธรรม ส่วนประเด็นท่ีสองเป็นการประยุกต์ใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการเสริมสร้างศักยภาพทาง บริหารงานของผู้บริหารองค์การภาครัฐภาคเอกชนในมิติทางด้านการศึกษานั้นสามารถศึกษาเรียนรู้และ สะท้อนภาพได้จากผลงานของอัญญา ศรีสมพร9 ท่ีทาการศึกษาการใช้ภาวะผู้นาแนวพุทธของหัวหน้า ภาควิชา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเอกชน เขตกรุงเทพมหานคร พบว่า หัวหน้าภาควิชา คณะ บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเอกชนในเขตกรุงเทพมหานครมีการใช้ภาวะผู้นาแนวพุทธในการทางานอยู่ใน ระดับมาก โดยส่วนใหญ่มีความเห็นวา่ ภาวะผู้นาแนวพุทธมีผลต่อความสาเรจ็ ในงานของหัวหน้าภาควิชาใน ระดับมาก และในการจัดอันดับความคิดเห็นภาวะผู้นาแนวพุทธแต่ละขอ้ ทีม่ ีผลต่อความสาเร็จในการทางาน พบว่า หลักธมั มัญญุตา (รู้หลัก) ในเรอ่ื งสัปปุรสิ ธรรม 7 มีความสาคัญต่อความสาเร็จของงานมากเป็นอันดับ 1 และเห็นว่าหลักอาชชวะตามหลักทศพิธราชธรรม 10 มีความสาคัญน้อยท่ีสุดในบรรดาหลักธรรมท้ัง 17 ข้อ นอกจากนีใ้ นการทดสอบสมมุตฐิ านยังพบว่า หัวหน้าภาควิชาท่ีมเี พศ ระดับการศึกษา อายุ และมีความถ่ี ในการอ่านหนังสือหลักธรรมท่ีสามารถประยุกต์ใช้ในงานต่างกัน มีการใช้ภาวะผู้นาแนวพุทธไม่แตกต่างกัน อาจเนือ่ งมาจากชาวพุทธไมว่ า่ จะเพศใดการศกึ ษาเทา่ ใด อายุตา่ งกนั เท่าใด และจะเคยอ่านหนังสือหลกั ธรรม ท่ีสามารถประยุกต์ใช้ในงาน มากน้อยเท่าใดก็ไม่สาคัญอยู่ท่ีว่าจะสามารถปฏิบัติตามหลักพุทธธรรมของ พระพุทธเจ้าไดม้ ากน้อยเท่าใด 2. การประยุกต์ใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการเสริมสร้างศักยภาพทางบริหารงานของผู้บริหาร องคก์ ารในมิตทิ างด้านการเมืองการปกครองและการบริหารจดั การ ในมิตดิ ังกล่าวน้ีย่อมสะท้อนใหเ้ หน็ ว่า มีการใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการบริหารจัดการชุมชนด้วยความยุติธรรม และเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วน 8 พระมหาวชิรวิชญ์ คามพินิจ, “ความเป็นภาวะผู้นาทางจริยธรรมตามแนวพระพุทธศาสนาของ ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาเขตภาษีเจรญิ สังกดั กรงุ เทพมหานคร”, (วารบรหิ ารการศกึ ษา มศว, 2555), หน้า 55-68. 9 อัญญา ศรีสมพร, การใช้ภาวะผู้นาแนวพุทธของหัวหน้าภาควิชา คณะบรหิ ารธุรกิจ มหาวิทยาลัย เอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร, (กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั ศรีปทมุ , 2551).

การวจิ ัยและนวตั กรรมเพ่อื การพฒั นาจิตใจและสังคมอยา่ งยั่งยนื ในยคุ Thailand 4.0 325 Research and Innovation for Sustainable Mental and Social Development in Thailand 4.0 ร่วมแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน รวมตลอดจนท้ังเกิดความร่วมมือกันทาให้งาน บรรลุผลสาเร็จตามเป้าหมายท่ีวางเอาไว้ ตัวอย่างเช่น ผลงานของไสว บุญขวัญ10 ท่ีทาการศึกษาภาวะผู้นา เชิงพุทธของกานันและผู้ใหญ่บ้าน อาเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ พบว่า กานันและผู้ใหญ่บ้านมีการนา หลกั ธรรมสัปปรุ ิสธรรม 7 ไปประยุกต์ใช้อยู่ในระดับมากท่ีสุดในเรื่องการเป็นผนู้ าทปี่ กครองดูแลคนในชุมชน ดว้ ยความยตุ ิธรรม กานนั ผู้ใหญบ่ า้ น และผู้ชว่ ยผ้ใู หญบ่ ้านนาหลกั ธรรมพรหมวหิ าร 4 ไปประยุกตใ์ ชใ้ นชมุ ชน ของผู้นาโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า กานัน ผู้ใหญ่บ้านและผชู้ ่วยผู้ใหญ่บ้าน นาหลักธรรมพรหมวหิ าร 4 ไปประยุกต์ใช้กับชุมชนอยู่ในระดบั มากท่ีสุดในเรอ่ื งการเปน็ ผนู้ าเปน็ มิตรไมตรีกับ ทกุ คนในชุมชน ผลการศึกษาการพฒั นารปู แบบภาวะผู้นาทอ้ งถิน่ เชิงพทุ ธของผนู้ าทอ้ งถิน่ ท่พี ึงประสงคพ์ บว่า ผู้นาต้องปรับกระบวนทัศน์การพัฒนาโดยใช้รูปแบบการสร้างเครือข่ายระหว่างชุมชนเพื่อเป็น กระบวนการ ขั้นตอนการทางานกับชุมชนให้มีประสิทธิภาพ ผู้นามีการพัฒนาระบบข้อมูลและองค์ความรู้เพื่อสนับสนุน ด้านข้อมูลและองค์ความรู้ท่ีจาเป็นต่อการพัฒนาการทางานให้มีประสิทธิภาพโดยผู้นาจัดทาฐานข้อมูล วิเคราะห์และประเมินสภาพชุมชน ผู้นาเรียนรู้การบรหิ ารจัดการท่ีมีประสิทธภิ าพและประสิทธิผลมี แนวคิด การทางานท่ีเกิดผลกับชุมชนโดยใช้หลักพรหมวิหาร 4 เว้นอคติ 4 มีรูปแบบในการแก้ไขปัญหาที่เกิดข้ึนใน ชุมชนโดยใช้หลกั ธรรมอรยิ สัจ 4 มาวเิ คราะห์ปัญหาท่ีเกิดข้ึนคือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แบบเชิงบูรณาการ ประชาชนมีสว่ นรว่ มแสดงความคิดเหน็ และรว่ มมือกนั ทาให้งานเกิดผลสาเร็จ 3. การประยุกต์ใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการเสริมสร้างศักยภาพทางบริหารงานของผู้บริหาร องค์การในมิตทิ างดา้ นสาธารณสุข ในมิตดิ งั กล่าวน้ีย่อมสะทอ้ นให้เห็นว่า มกี ารใชภ้ าวะผนู้ าเชิงพทุ ธในการ นาองค์การให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตัวอยา่ งเช่น ผลงานของนิตยา ปรีชายุทธ11 ท่ีทาการศกึ ษาประสบการณ์ ภาวะผู้นาตามแนวพุทธของหัวหน้าหอผู้ป่วย พบว่า 1) ความหมายของภาวะผู้นาตามแนวพุทธ หัวหน้าหอ ผู้ป่วยให้ความหมายไว้ 2 ประเด็นคือ การปฏิบัติตนเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี และการนาองค์การให้เกิด ประโยชนส์ ูงสดุ 2) ประสบการณภ์ าวะผู้นาตามแนวพทุ ธของหวั หน้าหอผูป้ ว่ ย ประกอบด้วย 3 ประเดน็ หลัก คอื 2.1) นาหลักธรรมมาใช้ในการปฏบิ ัติตน ประกอบด้วย 7 ประเดน็ ย่อย ได้แก่ (1) รักษาศีล (2) ตั้งม่ันอยู่ ในความยุติธรรม (3) สารวจตนเอง (4) ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง (5) พัฒนาตนเอง (6) มองคนอื่นในด้านดี และ (7) รู้จักอดทน 2.2) นาหลักธรรมมาใช้ในการบริหารงาน ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อยได้แก่ (1) มอบหมายงานให้เหมาะสม (2) ร่วมทุกข์ร่วมสุขในการปฏิบัติงาน (3) ปฏิบัติงานอย่างมีสติ และ (4) สอน งาน และ 2.3) นาหลักธรรมมาใช้ในการดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา ประกอบด้วย 5 ประเด็นย่อย ได้แก่ (1) รู้จัก ให้ (2) ใช้คาพูดที่ดี (3) เปดิ ใจรับฟังความคดิ เหน็ คนอน่ื (4) รจู้ ักการขอโทษ และ(5) ซื่อสัตย์ตอ่ กนั 10 ไสว บุญขวัญ, ภาวะผู้นาเชิงพุทธของกานันและผู้ใหญ่บ้าน อาเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์, วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2551). 11 นิตยา ปรีชายุทธ, ประสบการณ์ภาวะผู้นาตามแนวพุทธของหัวหน้าหอผู้ปว่ ย, วิทยานิพนธป์ ริญญา พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการพยาบาล, (บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550).

326 รายงานการประชมุ วิชาการระดบั ชาติ ครง้ั ที่ 2 4. การประยุกต์ใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการเสริมสร้างศักยภาพทางบริหารงานของผู้บริหาร องค์การในมิติทางด้านศาสนา ในมิติดังกล่าวนี้ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า มีการใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการ บริหารกิจการคณะสงฆ์อย่างมีเอกภาพและประสทิ ธิภาพ ตัวอยา่ งเช่น ผลงานของพระครูอทุ ัยกิจพพิ ัฒน์12 ที่ ทาการศึกษาภาวะผู้นาของพระสังฆาธิการจังหวัดอุทัยธานีตามหลักสัปปุริสธรรม 7 พบว่า ภาวะผู้นาของ พระสงั ฆาธิการจงั หวัดอุทยั ธานีตามหลกั สปั ปุริสธรรมโดยรวมอยู่ในระดบั มาก และเมอ่ื พิจารณาเป็นรายดา้ น โดยเรียงจากมากไปหาน้อยตามค่าเฉลี่ยสรุปได้คือ ด้านปริสัญญุตา ด้านอัตตัญญุตา ด้านอัตถัญญุตา ด้าน ปุคคลปโรปรัญญุตา ด้านธัมมัญญุตา ด้านมัตตัญญุตา และด้านกาลัญญุตา การเปรียบเทียบภาวะผู้นาของ พระสังฆาธิการจังหวัดอุทัยธานีตามหลักสัปปุริสธรรม โดยรวมปฏิเสธสมมติฐานท่ีต้ังไว้ท้ังหมด กล่าวคือ พรรษา ตาแหน่ง การศึกษานกั ธรรมการศึกษาบาลี ประสบการณ์การปฏิบัตงิ าน และแนวทางในการพัฒนา ภาวะผู้นาตามหลักสัปปุริสธรรมของพระสังฆาธิการจังหวัดอุทัยธานีคือ พระสังฆาธิการควรนาหลักสัปปุริส ธรรมทั้ง 7 มาประยุกต์ใช้ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ และส่งเสริมให้มีการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมจะทาให้ การบริหารกจิ การคณะสงฆจ์ ังหวดั อุทัยธานีเกิดเอกภาพและประสิทธิภาพยิง่ ขึ้น 5. การประยุกต์ใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการเสริมสร้างศักยภาพทางบริหารงานของผู้บริหาร องค์การในมิติทางด้านอื่นๆ ได้แก่ การประยุกต์ใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการเสริมสร้างศักยภาพทาง บริหารงานของผู้บริหารองค์การในมิติทางด้านการทหาร ซ่ึงในมิติดังกล่าวนี้ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า มีการใช้ ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการบริหารงาน เพ่ือส่งผลให้องค์การมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ผลงานของ ธมลณฏั ฐ์ พายจะโปะ๊ 13 ทท่ี าการศึกษาภาวะผนู้ าท่พี ึงประสงคต์ ามหลกั พรหมวิหาร 4: ศึกษากรณขี า้ ราชการ ทหาร สังกัดสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พบว่า ระดับภาวะผู้นาท่ีพึงประสงค์ตามหลักพรหมวิหาร 4 ของขา้ ราชการทหาร สังกดั สถาบันวชิ าการป้องกันประเทศทั้ง 4 ด้าน โดยภาพรวมในแตล่ ะด้านอยใู่ นระดับ มากทุกด้าน เม่ือพิจารณาในแต่ละด้านจะพบว่า ข้าราชการทหาร สังกัดสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ มี ความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นาที่พึงประสงค์ตามหลักอุเบกขามากที่สุด รองลงมาคือหลักเมตตา หลักมุทิตา และหลักกรุณาตามลาดับ การเปรยี บเทียบความคิดเห็นเกย่ี วกบั ภาวะผ้นู าท่ีพึงประสงค์ตามหลักพรหมวหิ าร 4 ของข้าราชการทหาร สังกัดสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ จาแนกตามปัจจั ยส่วนบุคคล พบว่า ข้าราชการทหารที่มีเพศ อายุ สถานภาพ รายได้ที่ต่างกันมีความคิดเห็นว่าภาวะผู้นาท่ีพึงประสงค์ตามหลัก พรหมวิหาร 4 โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน ส่วนข้าราชการทหารท่ีมีประเภทนายทหาร การศกึ ษาท่ีต่างกันมี ความคิดเห็นว่า ภาวะผู้นาที่พึงประสงค์ตามหลักพรหมวิหาร 4 โดยภาพรวมแตกต่างกัน ผลการวิเคราะห์ การสมั ภาษณเ์ ชงิ ลึก พบวา่ การใช้หลกั พรหมวิหาร 4 สามารถประยกุ ตใ์ ช้กบั ผ้นู าขององคก์ าร ซงึ่ ผู้นาจะต้อง มีคุณสมบัติในส่วนบุคคลและในการบริหารจัดการ โดยให้ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน เช่น ด้านการปกครอง 12 พระครอู ุทัยกิจพิพัฒน์ (วิรัต สุกอินทร์, ภาวะผู้นาของพระสังฆาธิการจังหวัดอุทัยธานีตามหลักสัปปุริส ธรรม 7, วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , 2554). 13 ธมลณัฏฐ์ พายจะโป๊ะ, ภาวะผู้นาที่พึงประสงค์ตามหลักพรหมวิหาร 4: ศึกษากรณีข้าราชการทหาร สังกัดสถาบนั วชิ าการป้องกนั ประเทศ, วทิ ยานิพนธป์ ริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, 2554).

การวิจัยและนวัตกรรมเพ่ือการพัฒนาจิตใจและสังคมอย่างย่งั ยนื ในยุค Thailand 4.0 327 Research and Innovation for Sustainable Mental and Social Development in Thailand 4.0 บังคับบัญชา ด้านการศึกษา ด้านการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นสิ่งท่ีจาเป็นในการเป็นผู้นาองค์การในยุคปัจจุบันที่ ต้องใหค้ วามสาคญั ในเร่อื งของความมีเมตตา กรณุ า มุทิตา อุเบกขา โดยเนน้ ทอ่ี ุเบกขาให้มาก สามารถนามา ปรับใชใ้ นองค์การในเรื่องของการสร้างขวัญ กาลังใจให้กับผใู้ ตบ้ ังคับบญั ชา การพัฒนาความรู้ ความสามารถ ของผู้ใต้บังคับบัญชา การพิจารณาความดีความชอบแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา และการเป็นแบบอย่างที่ดีในการ ช้ีแนะ ส่ังสอน ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ในการทางานให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเน้นให้ทุกคนมีจิต วญิ ญาณของการสานึกในหน้าท่ี ร่วมกันกาหนดทิศทางขององค์การ และมีส่วนร่วมในการทางาน เพ่ือส่งผล ใหอ้ งคก์ ารมปี ระสทิ ธภิ าพ โดยสรุป มิติการประยุกต์ใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการเสริมสร้างศักยภาพทางบริหารงานของ ผู้บริหารองค์การผ่านการสะท้อนมุมมองท่ีได้จากการทบทวนวรรณกรรมครอบคลุมมิติต่างๆ 5 มิติคือ มิติ ทางด้านการศึกษา มิติทางด้านการเมืองการปกครองและการบริหารจัดการ มิติทางด้านสาธารณสุข มิติ ทางดา้ นศาสนา และมติ ทิ างด้านอื่นๆ ดังภาพท่ี 1 มิตทิ างดา้ น มิติทางดา้ น มิตทิ างดา้ น อ่ืนๆ การศกึ ษา การเมืองการ ปกครองและ มิติการ การบริหาร ประยกุ ตใ์ ช้ภาวะ ผนู้ าเชงิ พทุ ธฯ จัดการ มติ ทิ างด้าน มิตทิ างด้าน ศาสนา สาธารณสุข ภาพที่ 1 แสดงมติ ิการประยุกตใ์ ช้ภาวะผูน้ าเชงิ พุทธในการเสรมิ สร้างศักยภาพทางบริหารงานของผบู้ รหิ าร องค์การผา่ นการสะทอ้ นมุมมองท่ีได้จากการทบทวนวรรณกรรม

328 รายงานการประชมุ วิชาการระดบั ชาติ ครัง้ ท่ี 2 บทสรุป ผลงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาวะผู้นาเชิงพุทธในการบริหารงานของผู้บริหารองค์การ ล้วนแล้วแต่เป็นหลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ที่ชชี้ ดั ใหเ้ หน็ ว่าผบู้ รหิ ารองคก์ ารตา่ งๆ ทงั้ ในส่วนของภาครฐั และเอกชน ได้ตระหนักถึงความสาคัญของภาวะผู้นาเชิงพทุ ธอย่างมากจนทาให้มกี ารประยกุ ต์ใชภ้ าวะผนู้ าเชงิ พุทธในการ บริหารงานในมิติทางด้านต่างๆ ครอบคลุมจานวนอย่างน้อย 5 มิติคือ มิติทางด้านการศึกษา มิติทางด้าน การเมืองการปกครองและการบริหารจดั การ มิติทางด้านสาธารณสขุ มติ ิทางดา้ นศาสนา และมิติทางด้านอื่น ๆ โดยที่ภาวะผูน้ าเชิงพทุ ธมีส่วนช่วยเสรมิ สร้างศักยภาพให้ผบู้ รหิ ารองคก์ ารมลี ักษณะท่ีสาคญั อาทิเช่น เป็น ผู้ที่มีความรอบรู้งาน รอบรู้จุดมุ่งหมายของงาน มีความเข้าใจตนเอง รู้จักความพอดี รู้จักบริหารเวลา มี มนุษย์สัมพันธ์ รวมตลอดทั้งสามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชาได้เป็นอย่างดีเพิ่มขึ้น ซึง่ ผู้บริหารองค์การที่มีคุณลักษณะของการเป็นผู้นาเชิงพุทธสามารถเป็นแบบอยา่ งที่ดีในการส่ังสอน ช้ีแนะ และถา่ ยทอดความรู้ และประสบการณก์ ารทางานให้แก่ผู้ใต้บังคับบญั ชา อันทาให้มีความสานึกรับผดิ ชอบใน หน้าท่ี และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มกาลังความสามารถ เพื่อที่จะช่วยกันพัฒนาองค์การให้สามารถ ขับเคลื่อนและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบผลสาเร็จ ดังน้ัน ภาวะผู้นาเชิงพุทธจึงมี ประโยชน์ทั้งต่อตัวผู้บริหารองคก์ ารเอง เพื่อนร่วมงาน และงานท่ีรับผิดชอบหรือองคก์ ารทั้งในระยะส้ันและ ระยาวเป็นอย่างมากซ่ึงเป็นเร่ืองที่ผู้บริหารองค์การทั้งหลายควรตระหนักให้ความสาคัญต่อการนาไป ประยุกต์ใช้ในทางการบริหารจัดการและพัฒนาองค์การเพ่ือก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของ องคก์ ารอย่างแท้จริงต่อไป บรรณานกุ รม แก้ว ชิดตะขบ. อธิบายนักธรรมตรีฉบับเตรียมสอบ. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์สานักงาน พระพทุ ธศาสนาแห่งชาติ, 2547. จุมพล หนิมพานิช. ผู้นา อานาจ และการเมืองในองค์การ. พิมพ์คร้ังที่ 3. นนทบุรี: โรงพิมพ์ มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช, 2551. ธมลณัฏฐ์ พายจะโป๊ะ. ภาวะผู้นาท่ีพึงประสงค์ตามหลักพรหมวิหาร 4: ศึกษากรณีข้าราชการทหาร สังกัดสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ. วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วทิ ยาลยั , 2554. นิตยา ปรีชายุทธ. ประสบการณ์ภาวะผู้นาตามแนวพุทธของหัวหน้าหอผู้ป่วย. วิทยานิพนธ์ปริญญา พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการพยาบาล. บัณฑิตวิทยาลัย : จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550. พระธรรมปิฎก, (ป.อ.ปยุตฺโต). ภาวะผู้นา ความสาคัญต่อการพัฒนาคน พัฒนาประเทศ . กรงุ เทพมหานคร: ธรรมสภาและสถาบนั บันลือธรรม, 2545. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์คร้ังท่ี 16. กรุงเทพมหานคร: เอส. อาร์. พรนิ้ ต้งิ แมสโปรดักส์, 2551.

การวจิ ัยและนวตั กรรมเพื่อการพัฒนาจติ ใจและสงั คมอย่างย่ังยืนในยุค Thailand 4.0 329 Research and Innovation for Sustainable Mental and Social Development in Thailand 4.0 พระครูอุทัยกิจพิพัฒน์ (วิรัต สุกอินทร์). ภาวะผู้นาของพระสังฆาธิการจังหวัดอุทัยธานีตามหลัก สัปปุริสธรรม 7. วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสน ศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลยั : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , 2554. พระมหาวชิรวิชญ์ คามพินจิ . ความเป็นภาวะผู้นาทางจริยธรรมตามแนวพระพุทธศาสนาของผู้บรหิ าร สถานศึกษาเขตภาษเี จรญิ สังกัดกรุงเทพมหานคร”, วารบริหารการศกึ ษา มศว, 2555. รังสรรค์ ประเสริฐศรี. ภาวะผู้นา. กรุงเทพมหานคร: ธนธัชการพิมพ์, 2544. ไสว บุญขวัญ. ภาวะผู้นาเชิงพุทธของกานันและผู้ใหญ่บ้าน อาเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์. วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์. บัณฑิต วทิ ยาลัย : มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, 2551. อัญญา ศรีสมพร. การใช้ภาวะผู้นาแนวพุทธของหัวหน้าภาควิชา คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัย เอกชนในเขตกรงุ เทพมหานคร. กรงุ เทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรปี ทมุ , 2551. อรนุช โขพิมพ์. ภาวะผู้นาของผูบ้ ริหารตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของผบู้ รหิ ารโรงเรยี นพระปริยตั ิธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดขอนแก่น. วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารจัดการคณะสงฆ์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลยั , 2555. Jose C. Alves and others. Developing Leadership Theory in Asia: The Role of Chinese Philosophy. International Journal of Leadership Study, 2005.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook