รายงานการวิจัยในชั้นเรยี น เรอ่ื ง การพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวิชากฎหมาพาณชิ ย์ โดยใช้รูปแบบการเรียนร้แู บบร่วมมือ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 4 สายบัญชี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 นางสาวจนั ทร์จิรา ภิละคา กลมุ่ สาระการเรียนรู้การงานอาชพี โรงเรียนราชประชานเุ คราะห์ ๓๑ จังหวัดเชียงใหม่ สานกั บริหารงานการศกึ ษาพเิ ศษ สงั กัด สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
กติ ติกรรมประกาศ รายงานวิจัยในช้ันเรียนฉบับน้ี จัดทาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนในรายวิชา กฎหมายพาณิชย์ ซึ่งรายงานฉบับน้ี สาเร็จได้ด้วยดี เน่ืองจากได้รับคาแนะนาจาก ผู้อานวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 คณะครูสายบัญชี และได้รับความร่วมมือจากนักเรียน สาขาวิชาการบัญชี ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียน ราชประชานเุ คราะห์ 31 ทใ่ี ห้การสนับสนุนและสง่ เสรมิ เก่ียวกับเรอื่ งของวิจยั ในชั้นเรยี น กระทั่งสาเร็จลุลว่ งด้วยดี จงึ ขอขอบพระคณุ ทกุ ทา่ นไว้ ณ โอกาสน้ี นางสาวจนั ทร์จิรา ภิละคา ผวู้ ิจยั
สารบัญ หนา้ คานา...................................................................................................................... บทคดั ยอ่ ............................................................................................................... บทที่ 1 บทนา ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา.................................................... วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั ........................................................................... สมมตฐิ านการวจิ ยั (ถา้ มี) .......................................................................... ขอบเขตของการวิจยั .................................................................................. นยิ ามศัพท์เฉพาะ....................................................................................... ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะไดร้ บั ....................................................................... บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ียวข้อง เอกสารที่เกยี่ วข้อง..................................................................................... งานการวจิ ัยทีเ่ กยี่ วข้อง.............................................................................. บทที่ 3 วิธีดาเนนิ การวิจยั แบบแผนการวิจยั ...................................................................................... ประชากร/กลุม่ ตัวอยา่ ง............................................................................. เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการวิจัย........................................................................... ข้ันตอนการสรา้ งเครื่องมือ........................................................................ การดาเนนิ การวิจัย/การเก็บรวบรวมขอ้ มูล............................................... สถิติท่ีใชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูล................................................................
บทที่ 1 บทนา 1. ความเป็นมาและสาเหตุของปญั หา ในการจัดการเรยี นการสอนบทบาทของครูก็ได้เปล่ียนไปจากการเป็นผู้ถา่ ยทอดเนื้อหาวิชามาเป็นผกู้ ระตุ้น ให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้ในเนื้อหาสาระต่างๆ และเป็นผู้ท่ีคอยให้คาแนะนา ให้คาปรึกษาแก่ผู้เรียน โดยการจัด การศึกษาน้ันต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญท่ีสุด ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนที่ดีต้องมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาท้ังทางด้านร่างกาย ด้านสติปัญญา ดา้ นอารมณ์และด้านสังคม ดว้ ยกระบวนการสอนที่มีหลากหลายวธิ ีข้ึนอยู่กบั การพิจารณาของครูท่ีจะนามาปรับใช้ ให้มีความเหมาะสมกับเน้ือหา สาระ และจุดประสงค์ทตี่ ้องการ ซ่ึงกล่มุ สาระการเรียนรู้การงานอาชีและเทคโนโลยี เป็นกลุ่มสาระที่มาจากหลายแขนงวิชา ได้แก่ เกษตร คอมพิวเตอร์ ช่างเชื่อม และพาณิชยกรรม ซึ่งการเข้าใจใน เนื้อหาวิชากฎหมายนั้นเป็นส่งิ ที่สาคัญและมีบทบาทเป็นอย่างมากในสงั คมโลกปัจจุบันเพราะวิชากฎหมายจะเปน็ วชิ าทีข่ ดั เกลามนุษย์ใหเ้ ติบโตมาเปน็ พลเมืองดีของสังคมและสามารถปรบั ตัวเขา้ กบั ผู้คนในสังคมได้ โดยปฏบิ ัติตาม กฎระเบียบท่สี ังคมต้ังขึน้ อีกทง้ั ยงั ทาใหร้ จู้ กั การแก้ไขปญั หาได้อย่างถกู ต้องและสนั ติวธิ ี ในการสอนของผู้วิจัยนั้น ผู้วิจัยได้ปฏิบัติการสอนในรายวิชากฎหมายพาณิชย์ ของระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 สายบัญชี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 ทาใหผ้ ู้วจิ ัยได้เจอปัญหาเก่ียวกบั การเรียนรู้ของผเู้ รยี นและพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่จะมีความเบื่อหน่ายในเน้ือหาสาระของวิชากฎหมาย เน่ืองจากวิชากฎหมายเป็นวิชาท่ีมีเนื้อหา ซับซ้อนและยากต่อการทาความเขา้ ใจ โดยผเู้ รียนสว่ นใหญ่น้ันจะมีความแตกตา่ งกัน ผเู้ รียนบางส่วนสามารถเข้าใจ ในคร้ังแรกท่ีครูสอน แต่ยังมีผู้เรียนอีกบางส่วนท่ียังไม่สามารถเข้าใจได้จนกว่าจะได้รับประสบการณ์การเรียน ที่หลากหลาย อีกท้ังยังมีการเรียนโดยผ่านการท่องจาเสมอมาและแน่นอนว่าการท่องจาโดยปราศจากความเข้าใจ ย่อมทาให้ผู้เรียนไม่สนุกกับการเรียนและไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเรียน นอกจากน้ันแล้วผู้เรียนมักจะไม่สนใจ การเรียนและจะเรม่ิ เบ่ือเมือ่ ครูอธิบายชแี้ จงเพ่ิมเตมิ ในส่วนท่นี ักเรยี นไมส่ ามารถหาคาตอบเองได้ ทาใหผ้ ู้เรียนไม่ได้ รับการเรียนรู้อย่างเต็มท่ี และไม่สามารถนาความรู้ท่ีได้รับมาปรับใช้กับสถานการณ์จริงได้เลย จึงส่งผลต่อการ ดาเนนิ ชีวติ ของนักเรียนและคะแนนแบบทดสอบหลงั เรยี นของนกั เรียน จากสภาพปัญหาข้างต้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชา กฎหมายพาณิชย์ ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 สายบัญชี โรงเรียนราชประชา- นุเคราะห์ 31 โดยใช้วิธีการจดั การเรียนรู้แบบร่วมมือ เน่ืองจากการเรียนรู้แบบร่วมมือนั้นเป็นการจดั การเรียนการ สอนท่ีแบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มเล็กๆ สมาชิกในกลุ่มมีความสามารถแตกต่างกันมีการแลกเปล่ียนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตนและส่วนรวม เพ่ือให้กลุ่มได้รับ ความสาเร็จตามเป้าหมายท่ีกาหนด ในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือน้ีสามารถทาให้นักเรียนได้พัฒนาตนเองและ มีความสุขกับการเรียนรู้ที่หลากหลาย อีกทั้งยังสามารถนาความรู้ท่ีได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันและต่อยอด
ในการเรียนระดับท่ีสูงข้ึน รวมทั้งได้พัฒนาทักษะทางสังคมต่างๆ เช่น ทักษะการส่ือสาร ทักษะการทางานร่วมกับ ผู้อื่น ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ รวมทั้งทักษะในการแสวงหาความรู้ ทักษะการคิดและทักษะการแก้ไขปัญหา ทาให้ผู้เรียนได้นาความรู้ท่ีได้รับและทักษะต่างๆ ไปปรับใช้ในชีวิตประจาวันและอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนในสังคมได้อย่าง สันติสุข เมื่อเราทราบปัญหาจากการเรียนการสอนแล้ว ทางผู้วิจัยได้มีการวิเคราะห์ประเด็นปัญหา ในการจัดทา ข้อมูลวิจัย เมื่อพบแล้วจึงพิจารณาจากข้อมูลถึงวิธีการจัดการเรียนรู้ที่จะส่งผลให้นักเรียนได้เรียนรู้ทักษะ กระบวนการให้ครบถว้ นมากยง่ิ ขึ้น โดยกระบวนการจัดการเรียนการสอน โดยการเรียนการสอนท่ีมุ่งเน้นให้นักเรียนได้รู้จักทักษะการทางาน ทางานร่วมกันกับผู้อ่ืน ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ ทักษะในการแสวงหาความรู้ ทักษะการคิดและทักษะการ แก้ไขปัญหา ยอ่ มสง่ ผลต่อการทากิจกรรมของนักเรียนและเปน็ การฝึกทักษะของนักเรียนดว้ ยวิธีการจดั การเรียนรู้ แบบร่วมมือ นอกจากจะชว่ ยเพ่มิ ทกั ษะในดา้ นตา่ งๆ แลว้ ยังช่วยใหน้ ักเรียนมีผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นทด่ี ีขน้ึ 2. วตั ถุประสงค์ของการวิจยั 1. เพ่ือเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวิชากฎหมายพาณชิ ย์ โดยการจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมือ 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยวิธีการจัดการเรียนรู้ แบบรว่ มมือ 3. ประโยชนท์ คี่ าดว่าจะไดร้ บั 1. เป็นแนวคดิ ในการปรับปรงุ พัฒนาการเรยี นการสอนในรายวชิ ากฎหมายพาณชิ ย์ และวชิ าอ่ืนๆ 2. เปน็ ขอ้ มลู ในการวิจยั ในชนั้ เรยี น 4. สมมตฐิ านของการวจิ ยั ความสามารถในด้านการทางานร่วมกับผู้อื่น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สายบัญชี หลังการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้รปู แบบการเรียนรู้แบบร่วมมอื 5. ขอบเขตการวจิ ยั 1. ขอบเขตด้านเน้ือหา การเปรียบเทียบผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวชิ ากฎหมาพาณิชย์ ก่อนเรียนและหลัง เรียนของนักเรยี น โดยใชร้ ปู แบบการเรยี นรแู้ บบร่วมมือ วชิ ากฎหมายพาณชิ ย์ ตามหลักสตู ร.................................................................. 2. ประชากรของการวิจัยคร้ังนี้คือ นักศึกษาช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 สาขาการบัญชี โรงเรียนราชประชา นเุ คราะห์ 31 ในภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2562 จานวน 16 คน 3. กล่มุ ตวั อย่างคอื นักศกึ ษาชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 สาขาการบัญชี โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 .ในภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2562 จานวน 16 คน
ผลทีค่ าดว่าจะไดร้ ับ นักเรียนระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สาขาวิชาการบัญชี จานวน 16 คน มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสงู ข้ึน และสอบผา่ นเกณฑ์ 6. นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ สถานศึกษา หมายถงึ โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 ตาบลช่างเคิ่ง อาเภอแมแ่ จ่ม จงั หวดั เชียงใหม่ นกั เรียน หมายถงึ นกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 4 สาขาการบัญชี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 ปีการศึกษา 2562 ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง คะแนนท่ีได้จากแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนหลังจากเรยี น ดว้ ยวธิ ีการสอบแบบการเรียนรูแ้ บบร่วมมือ ซ่งึ วัดได้จากแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
บทท่ี 2 เอกสารทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง แนวคดิ ทฤษฎแี ละหลกั การเกี่ยวกับการเรยี นรแู้ บบร่วมมือ (Cooperative Learning) 1 ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือ Alice F.Artzt and C.M. Newman, (1999 : 448- 449) ได้ให้ความหมายของการ เรียนรู้แบบร่วมมือไว้ซ่ึงสรุปได้ว่า เป็นการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนเรียนร่วมกัน เป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อเรียนรู้ การแก้ปัญหาร่วมกัน เพ่ือให้กลุ่มประสบผลสาเร็จหรือบรรลุเป้าหมายร่วมกัน โดยสมาชิกในกลุ่ม เป็นส่วนหน่ึงท่ีจะทาให้กลุ่มประสบผลสาเร็จหรือล้มเหลว การท่ีสมาชิกจะบรรลุ เป้าหมายร่วมกัน นั้น ทุกคนต้องปรึกษาหารือกันและกัน ช่วยเหลือกันให้เกิดการเรียนรู้ในการแก้ปัญหา ครมู ีบทบาท เป็นผู้คอยใหค้ วามชว่ ยเหลือ จัดหา และชแ้ี นะแหล่งค้นคว้าข้อมลู ซึง่ ผู้เรียนเป็นผคู้ น้ คว้าเอง ซง่ึ ตวั ผู้เรียนจะเปน็ ผทู้ ม่ี ีความสาคัญในการทีจ่ ะทาให้เพอ่ื นในกลุ่มเขา้ ใจในเนื้อหาทเี่ รียน Slavin, Robert E. (1995 : 5) ได้กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นการเรียนที่ ผู้เรียนมีการแลกเปล่ียนความรู้ ความคิดกัน โดยผู้เรียนจะมีการโต้ตอบกันภายในกลุ่ม ร่วมมือกันทางานเพื่อนาไปสู่เป้าหมายและ ความสาเร็จร่วมกันของกลุ่ม วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542 : 34) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็น วิธีการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้แก่ผู้เรียนได้เรียนรู้ ร่วมกนั เปน็ กลุม่ เลก็ ๆ แตล่ ะกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ ความสามารถแตกต่างกนั โดยแตล่ ะคน มี ส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้ และในความสาเร็จของกลุ่มจันทรา ตันติพงศานุรักษ์ (2544 : 4) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีแบ่งผู้เรียนออกเป็น กลุ่มย่อย ส่งเสริมให้ผู้เรียนทางาน ร่วมกัน โดยในกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกท่ีมีความสามารถแตกต่างกัน มีการแลกเปลี่ยนความ คิดเห็น มีการช่วยเหลือพ่ึงพาซึ่งกันและกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกัน ท้ังใน ส่วนตนและ ส่วนรวม เพ่ือให้ตนเองและสมาชิกทุกคน ในกลุ่มประสบความสาเรจ็ ตามเป้าหมายท่ีกาหนด สุวิทย์ มูลคา และอรทัย มูลค า (2545 : 134)กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็น กระบวนการเรียนรู้ที่ จัดให้ผู้เรียนได้ร่วมมือและช่วยเหลือกันในการเรียนรู้โดยแบ่งกลุ่มผู้เรียนที่มี ความสามารถต่างกัน ออกเป็นกลุ่มเล็กๆ ซ่ึงเป็นลักษณะการรวมกลุ่มอย่างมีโครงสร้างที่ชัดเจนมี การท างานร่วมกัน มีการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยซ่ึงกันและกัน มีความ รับผิดชอบร่วมกันท้ังในส่วน ของตนและสว่ นรวม เพื่อใหต้ นเองและสมาชิกทกุ คนในกลมุ่ ประสบ ความสาเรจ็ ตามเป้าหมายทกี่ าหนดไว้ 13 จากความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ได้รวบรวมมาข้างต้น อาจสรุปได้ว่า การเรียนรู้แบบ ร่วมมือ เป็นการเรียนรู้ท่ีเน้นกิจกรรมกลุ่มย่อย เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนซ่ึงมีความ แตกต่างกัน ได้มีส่วน ร่วมกันอย่างแท้จริงในการร่วมกันคิด การแลกเปล่ียนความคิดเห็น และการ ช่วยเหลือกันเพ่ือให้เกิดการ เรียนรู้ร่วมกัน โดยสมาชิกในกลุ่มจะต้องมีความรับผิดชอบทั้งภาระกิจ ของตนเองและของกลุ่ม เพื่อนพา ให้กลุ่มประสบความสาเร็จรว่ มกนั
องค์ประกอบของการเรยี นร้แู บบร่วมมือ Johnson, Johnson and Holubec,(1994) (อ้างถึงในทิศนา แขมมณี, 2550 :99-101) กล่าว ว่าการเรียนรู้แบบร่วมมือ ไม่เพียงแต่เป็นการแบ่งกลุ่มให้นักเรียนช่วยกันทางานที่ได้รับ มอบหมายให้ ประสบความสาเร็จเท่านนั้ การเรยี นรู้แบบรว่ มมอื จะต้องมอี งค์ประกอบสาคญั ครบ 5 ประการดงั นี้ (1) การพง่ึ พาและเก้ือกลู กนั (Positive Interdependence) กลุ่มการเรียนรู้แบบรว่ มมือ จะต้อง ตระหนักว่า สมาชิกกลุ่มทุกคนมี ความสาคัญ และความสาเร็จของกลุ่มข้ึนกับสมาชิกทุกคนในกลุ่ม ในขณะเดียวกันสมาชกิ แต่ละคน ประสบความสาเร็จได้ก็ต่อเม่ือกลุ่มประสบความสาเร็จ ความสาเร็จของ บุคคลและของกลุ่มขึ้นอยู่ กับกันและกัน ดังนั้นแต่ละคนต้องรับผิดชอบในบทบาทหน้าท่ีของตนและใน ขณะเดียวกันก็ ช่วยเหลือสมาชิกคนอ่ืนๆด้วย เพื่อประโยชน์ร่วมกัน การจัดกลุ่มเพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีการ พ่ึงพา ช่วยเหลือเก้ือกูลกันนี้ทาได้หลายทาง เช่น การให้ผู้เรียนมีเป้าหมายเดียวกัน หรือให้ผู้เรียนกาหนด เป้าหมายในการทางาน/การเรียนรู้ร่วมกัน (Positive Goal Interdependence) การให้รางวัลตาม ผลงานของกลุ่ม (Positive RewardInterdependence) การให้รางวัลตามผลงานของกลุ่ม (Positive Resource Interdependence) การมอบหมายบทบาทหน้าท่ีในการท างานร่วมกันให้แต่ละคน (Positive Role Interdependence) (2) การปรกึ ษาหารือกันอย่างใกล้ชิด (Face-to-face promotive interaction) การทส่ี มาชิกใน กลุ่มมีการพ่ึงพาช่วยเหลือเก้ือกูลกัน เป็นปัจจัยที่จะ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในทางที่จะช่วย ให้กลุ่มบรรลุเป้าหมาย สมาชิกกลุ่มจะห่วงใย ไว้วางใจ ส่งเสริมและช่วยเหลือกันและกันในการท างาน ต่างๆรว่ มกัน สง่ ผลใหเ้ กดิ สัมพนั ธภาพที่ดี ต่อกนั (3) ความรับผิดชอบท่ีตรวจสอบได้ของสมาชิกแต่ละคน (Individual Accountability) สมาชิก ในกลุ่มการเรียนรู้ทุกคนจะต้องมีหน้าท่ีรับผิดชอบ และพยายาม ท างานท่ีได้รับมอบหมายอย่างเต็ม ความสามารถ ไมม่ ีใครที่จะได้รับประโยชน์โดยไมท่ าหน้าท่ีของ ตน ดงั น้ันในกล่มุ จงึ จาเปน็ ตอ้ งมีระบบการ ตรวจสอบผลงาน ท้ังที่เป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม วิธีการท่ีสามารถส่งเสริมให้ทุกคนได้ทาหน้าท่ีของตน อย่างเต็มท่ีมีหลายวิธี เช่น การจัดกลุ่มให้เล็ก เพ่ือจะได้มีการเอาใจใส่กันและกันได้อย่างทั่วถึง การ ทดสอบเปน็ รายบุคคล การส่มุ เรยี กช่ือให้ รายงาน ครสู ังเกตพฤติกรรมของผูเ้ รียนในกลุ่ม การจดั ให้กลุ่มมี ผู้สังเกตการณ์ การให้ผู้เรยี นสอน กนั และกนั เป็นตน้ (4) การใช้ทักษะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและทักษะการทางานกลุ่ม ย่อย (Interpersonal and Small-group skills) การเรียนรู้แบบร่วมมือจะประสบความสาเร็จได้ต้องอาศัยทักษะที่สาคัญๆ หลายประการ เช่น ทักษะทางสังคม ทักษะการปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน ทักษะการท างานกลุ่ม ทักษะการ สื่อสาร และทักษะการแก้ปัญหาขัดแย้ง รวมทั้งการเคารพ ยอมรับ และไว้วางใจกันและกัน ซ่ึงครู ควร สอนและฝกึ ให้แก่ผู้เรยี นเพ่ือช่วยใหด้ าเนนิ งานไปได้ (5) การวเิ คราะห์กระบวนการกลุม่ (GroupProcessing) กลุ่มการเรยี นรู้แบบรว่ มมอื จะต้องมีการ วิเคราะหก์ ระบวนการทางานของ กลุม่ เพ่อื ช่วยให้กล่มุ เกดิ การเรียนรู้และปรับปรุงการทางานให้ดีขึ้น การ วเิ คราะหก์ ระบวนการกลุ่ม ครอบคลุมการวเิ คราะหเ์ ก่ียวกับวิธีการทางานของกลุ่ม พฤตกิ รรมของสมาชิก
กลุ่มและผลงานของ กลุ่ม การวิเคราะห์การเรียนรู้นี้อาจทาโดยครู หรือผู้เรียน หรือท้ังสองฝ่าย การ วิเคราะห์กระบวนการ กลุ่มนี้เป็นยุทธวิธีหนึ่งท่ีส่งเสริมให้กลุ่มตั้งใจทางาน เพราะรู้ว่าจะได้รับข้อมูล ป้อนกลับ และช่วย ฝึกทักษะการรู้คิด (Metacognition)คือสามารถท่ีจะประเมินการคิดและพฤติกรรม ของตนทไ่ี ด้ทาไป ข้อดีและประโยชน์ของการเรียนร้แู บบรว่ มมือ อารี สัณหฉวี (2543 :36-37) ได้กล่าวถึงคุณค่าของการเรียนรู้แบบร่วมมือที่มีต่อนักเรียน มีดงั ตอ่ ไปน้ี (1) ทาใหน้ ักเรียนมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนสงู ข้นึ (2) ทาใหน้ กั เรียนมียทุ ธวธิ ใี นการเรยี นท่ดี ี (3) ทาใหน้ ักเรียนมีความทรงจาดีขึ้น (4) ทาใหน้ กั เรียนมแี รงจูงใจภายในมากข้ึน (5) ทาใหน้ กั เรยี นมที กั ษะทางสงั คมเพม่ิ ข้นึ (6) ทาให้นักเรียนชอบเรียนวชิ าต่างๆมากขนึ้ (7) ทาใหน้ ักเรยี นมเี จตคตทิ ีด่ ีตอ่ ครู (8) ทาใหน้ ักเรียนมีความรู้สึกทด่ี ีต่อเพื่อนนกั เรียนด้วยกนั มากข้นึ (9) ทาให้นักเรยี นรสู้ กึ ว่าตนเปน็ ท่ยี อมรบั และได้รับการสนับสนนุ จากเพ่ือน (10) ทาให้นักเรียนมคี วามรู้สกึ ที่ดีต่อตนเอง (มีความภาคภมู ใิ จในตนเอง) จันทรา ตันติพงศานุรักษ์ (2544 :41) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ วา่ มปี ระโยชนต์ ่อนักเรยี น ทงั้ ในด้านสงั คมและวิชาการดังน้ี (1) สร้างความสมั พันธ์ที่ดีระหวา่ งสมาชิก เพราะทุกๆคนรว่ มมอื ในการทางานกลมุ่ ทกุ ๆคนมสี ่วน ร่วมเทา่ เทยี มกนั ทาใหเ้ กดิ เจตคติที่ดตี ่อการเรียน (2) ส่งเสริมให้สมาชิกทุกคนมีโอกาสคิด พูด แสดงออก แสดงความ คิดเห็น ลงมือกระทาอย่าง เท่าเทยี มกนั (3) ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น เด็กเก่ง ช่วยเด็กที่ ไม่เก่งทาให้เด็กเก่ง ภาคภูมิใจ รู้จักสละเวลา ส่วนเดก็ อ่อนเกดิ ความซาบซง้ึ ในน้าใจของเพ่ือน สมาชกิ ดว้ ยกนั (4) ทาให้รู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การร่วมคิด การระดมความคิด นาข้อมูลที่ได้มา พจิ ารณาร่วมกัน เพื่อหาคาตอบทเ่ี หมาะสมท่สี ุด เปน็ การส่งเสริมใหช้ ่วยคิดหา ข้อมลู ใหม้ าก คดิ วิเคราะห์ และเกดิ การตัดสินใจ (5) ส่งเสริมทักษะทางสังคม ทาให้ผู้เรียนรู้จักปรับตัวในการอยู่ร่วมกัน ด้วยมนุษยสัมพันธ์ท่ีดี ตอ่ กัน เขา้ ใจกันและกนั
(6) ส่งเสริมทักษะการสื่อสาร ทักษะการท างานเป็นกลุ่ม สามารถทางาน ร่วมกับผู้อื่นได้ ส่ิง เหลา่ นล้ี ว้ นส่งเสรมิ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนใหส้ ูงข้ึน Johnson, Johnson and Holubec,(1994) (อ้างถึงในทิศนา แขมมณี, 2550 : 99-101- 102) ได้กล่าวถึงผลดีของการเรียนแบบร่วมมือซ่ึงได้จากการรวมรวมผลการวจิ ัยเก่ียวกับการเรียน แบบร่วมมือ ทง้ั งานวิจัยเชงิ ทดลองและงานวจิ ยั เชิงหาความสัมพันธ์ ไว้ดงั นี้ (1) มีความพยายามท่ีจะบรรลุเป้าหมายมากข้ึน (Greater efforts to achieve) การเรียนรู้แบบ ร่วมมือช่วยให้ผู้เรียนมีความพยายามที่จะเรียนรู้ให้บรรลุ เป้าหมายเป็นผลทาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงข้ึนและมีผลงานมากขึ้น การเรียนรู้มีความคงทน 16 มากข้ึน (Long-Term Retention) มีแรงจูงใจ ภายในและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ มีการใช้เวลาอย่างมี ประสิทธิภาพ ใช้เหตุผลดีขึ้น และคิดอย่างมี วจิ ารณญาณมากข้ึน (2) มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนดีขึ้น (More Positive Relationships Among Students) การเรียนรู้แบบร่วมมือช่วยให้ผู้เรียนมีน้าใจนักกีฬามากขึ้น ใส่ใจในผู้อ่ืน มากข้ึน เห็นคุณค่าของความ แตกต่าง ความหลากหลาย การประสานสมั พนั ธ์และการรวมกลมุ่ (3) มีสขุ ภาพจิตดีขึน้ (Greater Psychological Health) การเรยี นรู้แบบรว่ มมือ ชว่ ยให้ผู้เรียนมี สุขภาพจิตดีข้ึน มีความรู้สึกที่ดี เก่ียวกับตนเองและมีความเชื่อมั่นในตนเองมากข้ึน นอกจากน้ันยังช่วย พัฒนาทักษะทางสังคมและ ความสามารถในการเผชิญกับความเครียดและความผันแปรต่างๆ จากผลดี และประโยชน์ของการเรียนรู้แบบร่วมมือท่ีรวบรวมมาข้างต้น น้ันชี้ให้เห็นว่าการเรียนรู้แบบร่วมมือเป็น ประโยชน์และส่งผลดีต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งด้าน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและด้านการพัฒนาทักษะ ทางสงั คมและการอยู่ร่วมกัน ซึ่งจะเปน็ พ้ืนฐาน ชว่ ยให้ผู้เรียนเกดิ การยอมรบั ความแตกต่างของกนั และกัน สามารถปรับตัวและอยู่ในสังคมท่ีมีความ แตกต่างกันได้อย่างมีความสุข ผู้วิจัยจึงเลือกการเรียนรู้แบบ ร่วมมือมาใชใ้ นการจัดการเรยี นการสอน เพอื่ ให้เกดิ เจตคตทิ ่ดี ตี อ่ สังคมพหุวัฒนธรรม งานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวขอ้ ง ผลของการจัดการเรียนรแู้ บบรว่ มมอื โดยวธิ ีแบง่ กลุ่มผลสัมฤทธิ์ ท่มี ตี ่อผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนและ เจตคติต่อการเรยี นวิชาคอมพวิ เตอร์ ของนกั เรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 การวจิ ยั ครงั้ นี้มีวัตถปุ ระสงคเ์ พือ่ 1) เพ่ือเปรียบเทยี บผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวิชาคอมพิวเตอรข์ องนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ทไ่ี ด้รับการ จัดการเรียนรู้แบบรว่ มมือโดยวิธแี บ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ ก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เพ่อื เปรียบเทียบผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวชิ าคอมพิวเตอร์ของนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1 ทีไ่ ดร้ บั การ จดั การเรียนร้แู บบร่วมมอื โดยวิธีแบ่งกลมุ่ ผลสัมฤทธ์ิ หลังเรยี นกับเกณฑร์ ้อยละ70
3) เพ่ือเปรียบเทียบเจตคติต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีได้รับการ จัดการเรียนรแู้ บบรว่ มมือโดยวิธแี บง่ กลุ่มผลสัมฤทธ์ิ ก่อนและหลงั เรยี น 4) เพ่ือเปรียบเทียบเจตคติตอ่ การเรียนวชิ าคอมพวิ เตอร์ของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลงั เรยี นรแู้ บบ ร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธ์ิกับเกณฑ์ กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี เป็นนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนราษฎร์ปรีชาวิทยาคม ลานกระบือ จังหวัดกาแพงเพชร ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2554 จานวน 30 คน การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ใช้เวลาในการวิจัย 12 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ และแบบ วัดเจตคติต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถติ ิทดสอบที ผลการวจิ ยั พบวา่ 1. นกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 ทไ่ี ดร้ ับการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธ์ิ ในวิชาคอมพิวเตอร์ มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรูแ้ บบรว่ มมอื โดยวธิ ี แบง่ กลุ่มผลสัมฤทธ์ิ มีผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนหลงั เรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี ระดบั .05 3. นักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 ท่ไี ด้รับการจดั การเรียนร้แู บบร่วมมอื โดยวิธี แบ่งกลมุ่ ผลสัมฤทธิ์ มีเจต คติต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 4. นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยวิธี แบ่งกลุ่มผลสัมฤทธ์ิ มีเจตคติต่อการเรียนวิชา คอมพวิ เตอร์หลงั เรยี นสูงกวา่ เกณฑ์ อย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ิทีร่ ะดับ .05 ผลการจัดการเรียนรแู้ บบร่วมมือเทคนคิ STAD ทมี่ ีตอ่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และทักษะการคิด วิเคราะห์วิชาคณิตศาสตร์ของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 การวจิ ยั คร้ังน้ีมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พ่อื 1) เพื่อศึกษาเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น ของนักเรยี นทใี่ ชก้ ารจดั การเรียนรแู้ บบร่วมมอื เทคนคิ STAD กบั การจัดการเรยี นรแู้ บบปกติ 2) เพ่ือศึกษาเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนที่ใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนท่ีกาลังศึกษาอยู่ในระดับ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนท่ี 2 ปี การศึกษา 2555 ตาบลหนองตาคง อาเภอโป่งน้าร้อน จังหวัดจันทบุรี สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 2 จานวน 43 คน เป็นกลุ่มทดลอง จานวน 18 คนและกลุ่มควบคุมจานวน 25 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Samping) โดยใช้แบบทดสอบรายวิชา คณิตศาสตร์ ระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ตรวจสอบความรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนแล้วจับฉลากเลือก นกั เรียนทีม่ คี วามรู้ใกลเ้ คยี งกนั มาเป็นกลุ่มทดลองและกล่มุ ควบคมุ เคร่อื งมือทใ่ี ชเ้ พ่ือการวจิ ยั ในครง้ั น้ปี ระกอบด้วย แผนการจัด การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD จานวน 16 แผ่น แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ จานวน 16 แผน แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนและแบบทดสอบวัดความสามารถด้านทกั ษะ การคดิ วเิ คราะห์ สถติ ิที่ ใช้ในการวิเคราะหข์ ้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลีย่ คา่ เบีย่ งเบนมาตรฐานและ การทดสอบค่าที (t - test Independent)
ผลการใชช้ ดุ ฝึกทักษะการเขียนภาษาองั กฤษ โดยใชก้ ารเรยี นแบบรว่ มมือ STAD สาหรบั นกั เรียนช้ัน มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 การศกึ ษาวจิ ยั ครงั้ นี้มีวัตถปุ ระสงค์ เพ่ือหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือ STAD เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียน ศึกษาเจตคติของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีมีต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือ STAD เคร่ืองมือที่ใช้คือชุดฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือ STAD จานวน 2 ชุดฝึกทักษะ ประกอบด้วย 9 กิจกรรมกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนวัดโป่งตามุข อาเภอพานทอง เขตพ้ืนที่การศกึ ษาชลบุรี เขต 2 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2548 จานวน 28 คน ไดม้ าโดยวธิ ีการสมุ่ แบบกลุ่มโดย การจับฉลาก ดาเนินการทดลองโดยการวัดความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษทั้งก่อนและหลังเรียน ด้วย ชดุ ฝกึ ทกั ษะการเขียนภาษาองั กฤษโดยใช้การเรียนแบบ STAD หลังเรยี น วิเคราะห์เปรียบเทียบผลโดยการทดสอบ คา่ ที (t-test) คา่ ร้อยละ และค่าเฉล่ียผลการวจิ ยั ครงั้ นี้ พบวา่ 1. ชดุ ฝกึ ทกั ษะการเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้การเรียน แบบร่วมมือ STAD สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 มีประสิทธิภาพ 88.86/90.45 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. นักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ท่เี รียนด้วยชดุ ฝึกทกั ษะการเขียนภาษาองั กฤษโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือ STAD หลงั เรยี นสงู กว่ากอ่ นเรยี นอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติท่รี ะดับ .013. นักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ที่เรียนด้วย ชุดฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือ STAD มีเจตคติต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการ เขยี นภาษาองั กฤษ โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือ STAD อยู่ในระดบั ความพงึ พอใจมากที่สุด การพฒั นาบทเรยี นออนไลนโ์ ดยใชก้ ารเรียนแบบร่วมมือ เร่ืองการสอื่ สารมวลชน การวิจัยคร้ังนี้ มีวัตถุประสงค์เพ่ือ พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ออนไลน์ เพื่อหาประสิทธิภาพ ผลสัมฤทธ์ิ และความพงึ พอใจของผู้เรียนทม่ี ีต่อบทเรยี นออนไลน์โดยใช้การเรียนแบบรว่ มมือเรอ่ื งการสื่อสารมวลชน เคร่ืองมือ ท่ีใช้ในการศกึ ษาประกอบดว้ ย บทเรียนออนไลนโ์ ดยใช้การเรียนแบบรว่ มมือ เร่อื งการสอ่ื สารมวลชน แบบประเมิน คุณภาพ แบบทดสอบประสิทธิภาพ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิและ แบบประเมินความพึงพอใจ โดยใช้กลุ่ม ตัวอย่างเปน็ นกั ศึกษาสาขาวิชาคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยสี ารสนเทศ คณะครศุ าสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จานวน 40 คน ซ่ึงได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น แบบคละกัน เพ่ือ นามาจัดกลุ่มผู้เรียนแบบร่วมมือ ในอัตราส่วน สูง : ปานกลาง : และต่า เท่ากับ 1 : 2 : 1 ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนออนไลน์ท่ีสร้างข้ึนมีประสิทธิภาพ 88.25 / 87.13 สูงกว่าเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้ 85 / 85ผลการประเมิน คณุ ภาพด้านเนื้อหาของบทเรียนออนไลน์มีค่าเฉลย่ี เท่ากับ 4.43 อยใู่ นระดบั ดผี ลการประเมินคุณภาพด้านการผลิต ส่ือของบทเรียนออนไลน์มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.42 อยู่ในระดับดี เม่ือนาคะแนนสอบก่อนเรียนและคะแนนสอบหลัง เรียนมาวิเคราะห์เพื่อหาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนพบวา่ คะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมนี ัยสาคัญทาง สถติ ิท่ีระดบั 0.05 และความพงึ พอใจของกลุ่มตัวอย่างทมี่ ตี ่อบทเรยี นออนไลนม์ คี า่ เฉล่ียเท่ากบั 4.30 อยู่ในระดับดี
บทท่ี 3 วิธกี ารดาเนนิ งานการวิจัย การวจิ ัยเรื่อง “การเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิชากฎหมายพาณิชย์ กอ่ นเรยี นและหลังเรียนของ นักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 4 สายบญั ชี โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 โดยใชว้ ธิ ีการจัดการเรยี นรแู้ บบร่วมมือ” ผวู้ จิ ัยได้ดาเนินการวิจัย ตามขน้ั ตอนดงั นี้ 1. กลมุ่ เป้าหมายในการวจิ ยั 2. เครอื่ งมือทใี่ ช้ในการวจิ ัย 3. การเก็บรวบรวมขอ้ มูล 4. การวิเคราะห์ข้อมลู 5.สถติ ทิ ีใ่ ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มลู 1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 สาขาการบัญชี โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ จานวน 16 คน ใน รายวิชากฎหมายพาณิชย์ โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 7-18 ตุลาคม 2562 2. เครื่องมือท่ีใช้ในการวจิ ยั 2.1 แผนการจดั การเรียนรู้ 2.1.1 จัดทาแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชากฎหมายพาณิชย์ โดยระบุข้ันตอนในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนตามวิธกี ารสอนโดยใช้วธิ กี ารจัดการเรียนรูแ้ บบรว่ มมอื 2.2 แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของนักเรยี น 2.2.1 สร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน ที่สอดคล้องกับเนื้อหา สาระการ เรยี นรู้และวตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรตู้ ามแผนในขอ้ 2.1 2.3 แบบประเมินความพงึ พอใจของนักเรยี น 2.3.1 สร้างแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อกิจกรรมการเรยี นการสอนเรื่อง กฎหมายพาณิชย์ ด้วยวธิ กี ารจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมอื โดยจาแนกระดับความคดิ เห็นเป็น 5 ระดับ ประกอบด้วย ระดบั ที่ 5 หมายถึง พึงพอใจมากที่สดุ ระดบั ท่ี 4 หมายถงึ พึงพอใจมาก ระดบั ท่ี 3 หมายถึง พงึ พอใจปานกลาง ระดบั ที่ 2 หมายถงึ พึงพอใจนอ้ ย และ ระดบั ท่ี 1 หมายถงึ พึงพอใจน้อยทสี่ ดุ
3. วิธกี ารดาเนนิ การวิจยั ขน้ั ที่ 1 กอ่ นการทดลอง 1.1 การเขา้ ไปปฏิบตั ิการสอนในสถานศกึ ษา 1.2 นาขอ้ มลู ทไ่ี ด้มาศกึ ษาและตั้งประเด็นปัญหาท่ีจะทางานวจิ ยั 1.3 ทาโครงร่างงานวจิ ัย เกี่ยวกับเร่อื งที่จะศึกษาวิจยั พรอ้ มขอคาแนะนาจากครูพีเ่ ลยี้ ง 1.4 การจัดทาเครื่องมอื ในการทาวจิ ยั 1.5 การเตรยี มความพร้อมเพอื่ ทาการศกึ ษาวิจัย ขั้นท่ี 2 ข้ันดาเนนิ การทดลอง 2.1 ใหน้ ักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน เพอ่ื วดั พน้ื ฐานการเรียนรู้เรอื่ ง กฎหมายพาณชิ ย์ 2.2 จัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรอ่ื ง กฎหมายพาณิชย์ 2.3 จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน โดยเร่ิมจากการอธิบายและมอบหมายงานให้ นักเรียนนาไปทาเป็นกลุ่ม พรอ้ มเตรยี มให้ข้อเสนอแนะแกน่ ักเรยี น 2.4 ครูผูส้ อนใหน้ ักเรยี นนาเสนอผลงาน 2.5 ครูผู้สอนสรุปการเรียนรู้จากการดาเนินงาน พร้อมให้ข้อเสนอแนะและสรุปการประเมินการ ทางาน 2.6 หลังจากจบกิจกรรมการเรียนการสอนเร่ืองสิทธิมนุษยชนแล้ว ให้นักเรียนทาแบบทดสอบ หลงั เรยี น เพอื่ นาขอ้ มลู มาเปรียบเทียบกับการวัดผลกอ่ นเรยี น ข้นั ท่ี 3 หลงั การทดลอง 3.1 นาข้อมูลที่ได้จากการจัดกิจกรรมการเรียนเรียนรมู้ าวเิ คราะห์ผลการดาเนนิ งาน ตามรูปแบบ ท่ไี ด้วางเอาไว้ 3.2 นาข้อมลู ที่ไดจากการวเิ คราะหม์ าทาสรุปผลการวจิ ัย 3.3 จดั ทารปู เล่มงานวจิ ัย 4. วธิ กี ารเก็บรวบรวมข้อมูล เม่ือเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเสร็จเรียบร้อยแล้วได้นา ขอ้ มูลดงั กลา่ วมาดาเนนิ การวิเคราะหต์ ามข้ันตอนดังต่อไปนี้ 4.1 การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน ของ นักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 4 สายบัญชี ทีเ่ รยี นวชิ ากฎหมายพาณิชย์ ด้วยวิธกี ารสอนโดยใชว้ ิธีการจัดการ เรียนรู้ แบบรว่ มมือวเิ คราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (t-test) 4.2 วิเคราะห์การทางานด้วยกระบวนการกลมุ่ โดยใช้แบบประเมินพฤติกรรมการทางานกลุ่ม ซึ่งหาคา่ โดยวิธีการหาค่าเฉลยี่ (Mean) และค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) แปลผลค่าเฉลยี่ ได้ดงั น้ี 1.00 – 1.50 หมายถึง ระดับคณุ ภาพ อยู่ในระดบั ควรปรบั ปรงุ 1.51 – 2.50 หมายถงึ ระดบั คณุ ภาพ อยู่ในระดบั พอใช้
2.51 – 3.50 หมายถงึ ระดบั คณุ ภาพ อยใู่ นระดบั ดี 3.51 – 4.00 หมายถงึ ระดบั คุณภาพ อยใู่ นระดับ ดีมาก 4.3 วิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้แบบ ประเมินความพึงพอใจต่อกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน หาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) แปลผลค่าเฉลี่ยได้ดงั นี้ 1.00 – 1.49 หมายถงึ มคี วามพึงพอใจ อยใู่ นระดับ น้อยทสี่ ุด 1.50 – 2.49 หมายถงึ มีความพงึ พอใจ อยใู่ นระดบั นอ้ ย 2.50 – 3.49 หมายถงึ มีความพึงพอใจ อยใู่ นระดับ ปานกลาง 3.50 – 4.49 หมายถึง มคี วามพงึ พอใจ อยู่ในระดับ มาก 4.50 – 5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจ อยใู่ นระดับ มากที่สดุ ผลการดาเนินการ การวจิ ัยคร้ังนเ้ี ป็นการวจิ ยั เชงิ ปริมาณมีวตั ถุประสงค์ 1.เพื่อเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นเร่ืองกฎหมายพาณิชย์ โดยการจัดการเรียนรแู้ บบร่วมมอื 2.เพ่ือศกึ ษาความพึงพอใจของนักเรียนจากการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนโดยวิธกี ารจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ โดยผู้วิจัยได้ศึกษากับกลุ่มตวั อย่างท่ีใชใ้ นการวจิ ัย ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 สายบัญชี โรงเรียน ราชประชานุเคราะห์ 31 อาเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ จานวน 17 คน เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย แผนการสอนวิชากฎหมายพาณิชย์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สายบัญชี โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 อาเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซ่ึงการวิจัยครั้งน้ีได้มีการวิเคราะห์ ขอ้ มูลทงั้ เชงิ ปรมิ าณ โดยการหาค่าเฉลย่ี (t-test) ตามวตั ถุประสงคก์ ารวจิ ัยตามลาดบั ดังนี้ ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เร่ืองกฎหมายพาณิชย์ โดยใช้วิธีการสอนแบบการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ จากคะแนนของนักเรียนมีคะแนนผลการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบหลังเรียน แตกต่างกนั ซึง่ ผลการทดสอบปรากฏวา่ คะแนนหลงั เรียนสูงกว่าก่อนเรยี นอยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถิติทรี่ ะดับ 0.05 ผลการวิเคราะหค์ วามพึงพอใจของนักเรยี นจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยวธิ ีการสอนแบบการ จัดการเรียนร้แู บบร่วมมือ โดยภาพรวมของผู้เรียนอยู่ในระดับมากท่ีสุด (=4.48) ซ่ึงเป็นไปตามสมมตฐิ านทีต่ ้งั ไว้ โดยประเด็นท่ีมีค่าเฉล่ียสูงสุด คือ ครูประพฤติตนเป็นแบบอย่างท่ีดีแก่นักเรียน (=4.75) รองลงมา คือ ครูเปิด โอกาสให้นักเรียนซักถาม และสามารถแลกเปล่ียนความคิดเห็นกับครู (=4.59) และมีค่าเฉลี่ยต่าสุดในประเด็น คอื ครสู นใจ และให้ความสาคัญกบั นักเรียนอย่างทั่วถึงและเท่าเทยี มกนั (=4.25)
สรุปและสะทอ้ นผลความคิดทางวชิ าชพี การวิจยั เรอ่ื ง “การเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวิชากฎหมายพาณชิ ย์ กอ่ นเรียนและหลังเรยี นของ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 สายพาณิชกรรม โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบ รว่ มมอื ” สรุปผลการวิจยั ได้ดังน้ี 1. ผลการวิเคราะห์ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรยี น เรือ่ งกฎหมายพาณิชย์ โดยใช้วิธีการสอนแบบการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ จากคะแนนของนักเรียนมีคะแนนผลการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบหลังเรียน แตกตา่ งกัน ซง่ึ ผลการทดสอบปรากฏว่า คะแนนหลังเรยี นสูงกวา่ ก่อนเรยี นอย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติท่รี ะดบั 0.05 2. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยวิธกี ารสอนแบบ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยภาพรวมของผู้เรียนอยู่ในระดับมากท่ีสุด (=4.48) ซ่ึงเป็นไปตามสมมติฐาน ทต่ี ง้ั ไว้ โดยประเดน็ ท่มี ีค่าเฉล่ียสูงสดุ คอื ครูประพฤติตนเป็นแบบอย่างท่ดี แี กน่ ักเรียน (=4.75) รองลงมา คอื ครู เปิดโอกาสให้นักเรียนซักถาม และสามารถแลกเปล่ียนความคิดเห็นกับครู (=4.59) และมีค่าเฉลี่ยต่าสุดใน ประเด็น คือ ครูสนใจ และใหค้ วามสาคัญกับนกั เรียนอย่างทั่วถงึ และเท่าเทียมกนั (=4.25) สะท้อนความคิดเชิงวิชาชีพ การวจิ ัยเรื่อง “การเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวชิ ากฎหมายพาณิชย์ ก่อนเรยี นและหลังเรียนของ นกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 4 สายบัญชี โรงเรียนราชประชานเุ คราะห์ 31 โดยใชว้ ธิ กี ารจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ” นอกจากจะช่วยใหน้ กั เรยี นได้เรียนร้ใู นบทเรียนแลว้ ผลทไ่ี ดเ้ กย่ี วกับการวจิ ัยคือไดเ้ ห็นพฒั นาการการเรียนการสอน ของผู้เรียนเมื่อเรียนรู้ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ อีกทั้งยังทาให้นักเรียนได้มีทักษะในด้านการส่ือสาร ทักษะการทางานร่วมกบั ผู้อื่น ทกั ษะการสร้างความสัมพันธ์ รวมทั้งทักษะในการแสวงหาความรู้ ทักษะการคิดและ ทักษะการแก้ไขปัญหา ทาให้ผู้เรียนได้นาความรู้ทักษะต่างๆ ไปปรับใช้ในชีวิตประจาวันและอยู่ร่วมกันกับผู้อ่ืนใน สังคมไดอ้ ย่างสันตสิ ุข
Search
Read the Text Version
- 1 - 16
Pages: