การจดั การเรยี นรูโ้ ดยใชป้ รากฎการณเ์ ปน็ ฐาน (Phenomenal based learning : PhBL) ความเป็นมาของการเรยี นร้โู ดยใช้ปรากฏการณเ์ ป็นฐาน ประเทศฟินแลนด์ได้มีการปฏิรูปการศึกษา โดยมีการกาํ หนดการเรียนรโู้ ดยใชป้ รากฏการณ์เป็นฐานใน หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐานฉบบั ใหม่ ทเ่ี ริม่ ใช้ในปี ค.ศ. 2016-2017 เปน็ การจดั การเรยี นรู้แบบสห วทิ ยาการและการเรียนร้แู บบโครงการ ซง่ึ ใชเ้ วลาพฒั นากว่า สามทศวรรษจากความพยายามในการเช่ือมโยง การเรียนรแู้ ละการสอนเขา้ ดว้ ยกันภายใต้แนวคิดการสรา้ งองคค์ วามรูใ้ นตนเอง โดยมุง่ เน้นความสขุ ในการ เรียนรู้ของผูเ้ รียนผ่านกระบวนการเรียนรูท้ ่ีใหผ้ ้เู รยี นไดพ้ ฒั นาการคิด ได้แสดงออกทางอารมณค์ วามรู้สึก ไดร้ บั ประสบการณจ์ ากการเรียนรู้ ตลอดจนการสร้างสรรค์ช้ินงานเพือ่ พัฒนาทักษะหลัก (Core skills) และทกั ษะ อารมณ์สังคม (soft skills) ในการเรียนร้แู ละทำงานร่วมกันกบั ผู้อ่นื โดยผู้เรยี นเปน็ ผูม้ ีบทบาทหลกั ในการ เรยี นร้ผู า่ นการลงมือกระทำเพือ่ สรา้ งแรงบันดาลใจในการเรยี นร้แู ละเกิดการเรียนรู้อย่างตอ่ เนื่องตลอดชวี ิต (Symeonidis & Schwarz, 2016) ความน่าสนใจในระบบการศึกษาของประเทศฟนิ แลนด์ในฐานะประเทศท่ีเป็นผ้นู าํ ทางการศึกษา ได้ เร่ิมตน้ ขน้ึ จากการเป็นประเทศท่มี ีผลคะแนนสูงสุดในการสอบระดบั นานาชาติ ของ The OECD's Programme for International Student Assessment (PISA) ท่ี ประเมนิ สมรรถนะของนักเรยี นอายุ 15 ปี ในดา้ นการอา่ น คณิตศาสตร์ และวทิ ยาศาสตร์ โดย Sahlberg (2011) ระบุเหตผุ ลท่เี ป็นเบอ้ื งหลังความสำเร็จ ในหนังสอื “บทเรยี นฟนิ แลนด์” ได้แก่ 1) ประเทศฟนิ แลนด์มีการจดั การศึกษาภาคบงั คบั 9 ปี เด็กทกุ คนในประเทศไดร้ ับโอกาสทาง การศกึ ษาอย่างเท่าเทยี มกนั 2) อาชพี ครูเปน็ วิชาชพี ที่ใฝ่ฝันของเยาวชนชาวฟินแลนด์ 3) ประเทศฟินแลนด์มนี โยบายทีเ่ ขม้ แข็งในด้านความรับผดิ ชอบเกย่ี วกบั การจดั การศึกษา 4) ประชาชนไว้วางใจโรงเรียน 5) ระบบการศกึ ษาฟนิ แลนด์มคี วามเปน็ ผ้นู ําทีย่ ั่งยืนและความมนั่ คงทางการเมอื ง นอกจากนี้ ประเทศฟนิ แลนด์ยังเป็นประเทศท่ีเนน้ การวจิ ยั ในการพฒั นาการศึกษา เปน็ หลักเพื่อการ เรียนรู้ตลอดชีวติ (ภาวิณี โสธายะเพช็ ร, 2558) อย่างไรก็ตามแมว้ า่ ประเทศ ฟนิ แลนด์จะไดร้ บั การยกย่องและ กลา่ วถึงในฐานะทเี่ ปน็ ผ้นู ําทางการศึกษา ประเทศฟินแลนด์ยงั คงพฒั นาแนวคดิ ในการจัดการศกึ ษาท่ีมคี ณุ ภาพ อยา่ งต่อเนอื่ งเพื่อเตรยี มพร้อมเด็กและ เยาวชนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงกับการดํารงชีวติ และการประกอบ อาชีพในอนาคตด้วย แนวคิดการเรยี นรโู้ ดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานในหลักสูตรแกนกลางดังทกี่ ล่าวมา
ความหมายของการเรยี นรโู้ ดยใชป้ รากฏการณ์เป็นฐาน พจนานกุ รม ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พทุ ธศักราช 2554 (2556) ให้ความหมายของ คําวา่ “ปรากฏการณ”์ น. หมายถึง การสำแดงออกมาใหเ้ หน็ Longman Dictionary of Contemporary English (2015) ใหค้ วามหมายของ คําวา่ “Phenomena” หรอื “Phenomenon” หมายถงึ สง่ิ ที่เกิดขนึ้ หรอื ปรากฏข้ึนในทั้งใน สังคม วทิ ยาศาสตร์ หรอื ธรรมชาติ โดยเฉพาะสิง่ ทีต่ อ้ งการการศึกษาใหล้ กึ ซ้ึงเพราะเปน็ ส่ิงที่ ยากต่อความเขา้ ใจ Silander (2015) ให้ความหมายของ “ปรากฏการณ”์ วา่ (1) เปน็ สิ่งที่เป็นสภาพ จริงของการสังเกต (2) เป็นกรอบแนวคิดท่ีเป็นระบบของสง่ิ ที่ได้เรียนรู้ (3) เปน็ กรอบ การเปรียบเทียบของส่ิงท่เี รียนรู้ และ (4) เปน็ แรงจงู ใจสำหรับการสร้างความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง ผู้เรยี นกบั สงิ่ ท่ีเรยี นรู้ สรุปได้วา่ ปรากฏการณ์ หมายถงึ สภาพที่เปน็ จริงที่ปรากฏขน้ึ ทง้ั ในสงั คมวิทยาศาสตร์ หรอื ธรรมชาติ โดยเปน็ ส่ิงท่มี ีความนา่ สนใจในการศึกษา เป็นสภาพจรงิ ที่สามารถสังเกต เปน็ กรอบแนวคดิ ท่เี ป็นระบบ มีการ เปรยี บเทยี บไดร้ ะหวา่ งส่ิงทป่ี รากฏกับสิ่งท่เี รียนรู้ และ เป็นแรงจงู ใจสำหรับการสรา้ งความสัมพนั ธ์ระหว่าง ผ้เู รียนกบั สงิ่ ทีเ่ รยี นรู้ สำหรบั การเขา้ ใจ ความหมายของปรากฏการณ์จะชว่ ยใหก้ ารออกแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใชป้ รากฏการณไ์ ด้อยา่ งเหมาะสมมากข้ึน เน่ืองจากการเลือกปรากฏการณ์ที่ศึกษาต้องเป็นสง่ิ ท่ีอย่ใู นบรบิ ท จรงิ ทมี่ คี วามสมั พันธก์ ับตัวผเู้ รยี น มคี วามหมายและมคี วามนา่ สนใจเพื่อเปน็ จุดเริม่ ตน้ ของการเรยี นรูอ้ ยา่ ง ต่อเนื่อง สำหรบั ความหมายของ การเรียนรโู้ ดยใชป้ รากฏการณ์เป็นฐาน (Phenomenon based Learning - PhenoBL) นั้น มผี ใู้ ห้ความหมายไว้ ดงั นี้ Silander (2015) ให้ความหมายวา่ การนําปรากฏการณใ์ นโลกแห่งความเปน็ จรงิ แบบองค์รวมมา เปน็ จดุ เร่ิมต้นของการเรียนรู้ โดยปรากฏการณท์ ่ีนาํ มาศึกษาจะตอ้ งเป็นส่งิ ที่ สมบูรณ์ในบรบิ ททแี่ ท้จรงิ ของ ผเู้ รยี น ซึง่ ขอ้ มูลและทักษะท่ีเกิดขนึ้ กับผูเ้ รยี นจะไดร้ บั จาก การศึกษาโดยข้ามพรมแดนระหว่างวชิ าต่าง ๆ ภายใต้บริบททเ่ี ช่อื มโยงกนั Symeonidis and Schwarz (2016) กล่าวว่า แนวคดิ การใชป้ รากฏการณเ์ ปน็ ฐาน ท่ีนํามาใชใ้ นการ สอนและการเรียนรู้ เปน็ การทาํ ให้ขอบเขตของการสอนแบบรายวิชาหายไป และนําไปสูก่ ารสาํ รวจในเชิงสห วิทยาการของปรากฏการณ์ที่ศกึ ษา ซึ่งการข้ามศาสตร์ สามารถชว่ ยใหเ้ หน็ ความเกี่ยวข้องและความเข้าใจของ ธรรมชาติของปรากฏการณจ์ ากมมุ มองทหี่ ลากหลาย เปน็ ไปไมไ่ ด้ท่จี ะเขา้ ใจปรากฏการณ์โดยตรงได้อยา่ ง ครบถว้ นในทันที โดย การเข้าใจปรากฏการณ์นัน้ ใช้ความรสู้ ึกสมั ผัสเป็นความซับซ้อนของกระบวนการเรยี นรู้ พงศธร มหาวจิ ติ ร (2560) กล่าวว่า เป็นการเรียนรใู้ นกลุ่มพหวุ ทิ ยาแบบ Topical learning (Topic- based Learning) และ Thematic Learning (Theme-based Learning) ทเี่ นน้ ให้ผู้เรียนศึกษาหวั ข้อหรือ หัวเรื่องแบบองคร์ วมมากกวา่ แบ่งแยกเปน็ รายวชิ า เพ่อื ใหผ้ ู้เรียนมีการเรยี นรู้ทส่ี ัมพนั ธก์ บั ชวี ิตจรงิ และสรา้ ง ทักษะการเรียนรู้แกผ่ ู้เรยี น สรุปไดว้ ่า ความหมายของการเรียนรโู้ ดยใช้ปรากฏการณเ์ ป็นฐาน หมายถงึ การนําปรากฏการณ์ใน โลกแห่งความเป็นจริงมาเปน็ จดุ เริ่มต้นของกระบวนการเรียนรู้ นาํ ไปสู่การสาํ รวจด้วยมุมมองท่หี ลากหลายใน
เชิงสหวิทยาการของปรากฏการณ์ทศ่ี ึกษาโดยใช้เทคนิค วธิ ีการ และเคร่ืองมือตา่ งๆ เพื่อสร้างความร้แู ละ พฒั นาทกั ษะของผู้เรียนจากการศกึ ษาขา้ มพรมแดนระหว่างวิชาภายใตบ้ ริบททเ่ี ชื่อมโยงกันเพ่ือใหผ้ ูเ้ รยี นมีการ เรียนรู้ที่สัมพนั ธก์ บั ชีวิตจรงิ ลกั ษณะสําคัญของการจดั การเรยี นรู้โดยใช้ปรากฏการณเ์ ปน็ ฐาน การเรยี นรู้โดยใชป้ รากฏการณเ์ ปน็ ฐาน ประกอบด้วย มิติทเ่ี กี่ยวข้องกัน 5 ประการ (Silander, 2015) ทแ่ี สดงลกั ษณะสําคญั การเรียนรู้โดยใช้แนวคิดน้ี ประกอบด้วย 1. ความเปน็ องค์รวม (Holisticity) การเรียนรแู้ บบสหวิทยาการ (Multi Disciplinarity) ของการ เรียนร้โู ดยใชป้ รากฏการณ์เป็นฐาน โดยไม่แบ่งเปน็ รายวชิ าเหมือนการจดั การศึกษาโดยท่ัวไป ใหค้ วามสำคัญ กับการสํารวจผา่ นปรากฏการณ์ทเี่ ปน็ ระบบดว้ ยความเข้าใจในสถานการณป์ ัจจุบัน และเหตกุ ารณท์ ่เี กิดขึ้นใน โลกแห่งความเป็นจรงิ 2. สภาพจริง (Authenticity) การใชว้ ธิ กี าร เครือ่ งมอื และวัสดุท่จี ําเป็นใน สถานการณข์ องโลกแห่ง ความเปน็ จริง เพื่อแก้ปญั หาที่เกย่ี วขอ้ งกบั ความเป็นอยู่ของผู้เรียนและทม่ี ีความสำคญั กบั ชุมชน ทฤษฎีและ ขอ้ มลู มีคณุ คา่ โดยทนั ทีเม่ือได้ใช้ ซ่งึ ผเู้ ชีย่ วชาญ และนักวชิ าชีพจากหลากหลายสาขาวชิ าเป็นสว่ นหนึ่งของ ชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ และผเู้ รียนได้รับการส่งเสริมให้เป็นส่วนทีเ่ ก่ยี วข้องกับวัฒนธรรมและการปฏิบตั ิดว้ ย ความเชย่ี วชาญอยา่ งแทจ้ รงิ สภาพแวดล้อมท่ีแท้จริงเปน็ ส่ิงที่ตอ้ งคำนึงถงึ ว่าเปน็ สภาพแวดล้อมการเรียนรูท้ ่ีแท้ จริงมากกว่าในชนั้ เรียนปกติ 3. บรบิ ท (Contextuality) การเรียนร้ปู รากฏการณ์จากสงิ่ ที่เป็นระบบ ซึง่ มีความหมายในบรบิ ทและ ฉากอย่างเป็นธรรมชาติ โดยปรากฏการณ์ไม่สามารถกำหนดไว้ล่วงหน้าได้ แต่ค่อนข้างไม่ชัดเจนและคลุมเครือ เมอื่ ผ้เู รยี นไดส้ ังเกตในบรบิ ทท่กี ว้างข้ึนกวา่ บริบทของตนเอง 4. การเรยี นร้แู บบสืบเสาะโดยใช้ปญั หาเป็นฐาน (Problem-Based Inquiry learning) ในการเรียนรู้ นน้ั ผูเ้ รยี นต้ังคาํ ถามของแตล่ ะคนด้วยตนเองและรว่ มกนั สร้างความรู้ ในระหวา่ งกระบวนการเรยี นรู้ 5. กระบวนการเรียนรู้ (Learning Process) เปน็ กระบวนการที่มงุ่ มัน่ ในการพฒั นาสมมติฐานและ ทฤษฎที ่ีใช้ในการเรียนรู้ ภาระงานการเรยี นรู้อาํ นวยความสะดวกในการเรยี นรู้และให้แนวทางแกผ่ ู้เรียนให้ กลายเป็นผ้ทู ่ใี หค้ วามสำคัญกับการเรียนรวู้ ิธกี ารเรียนรู้สำหรับขัน้ การเรยี นรทู้ ่ีก้าวหนา้ มากข้นึ ผู้เรียนสามารถ วางแผนกระบวนการเรยี นรโู้ ดยการสร้างภาระงานการเรยี นรขู้ องตนเองและใช้เคร่ืองมือต่าง ๆ ในการให้ความ ชว่ ยเหลือเป็นสิ่งจําเป็นสำหรับผู้เรียนทจ่ี ะชว่ ยใหก้ ้าวไปไกลกวา่ สงิ่ ท่ผี ู้เรยี นรู้ในปจั จบุ ันและอะไรที่ได้รูแ้ ลว้ ในส่วนของมติ ิทง้ั 5 ที่กลา่ วมาขา้ งตน้ แสดงให้เห็นลักษณะสำคญั ของการเรียนรู้โดยใชป้ รากฏการณ์ เป็นฐานท่ีสามารถนาํ ไปใช้ในการจดั การเรียนรทู้ ส่ี ามารถยืดหยนุ่ ได้ตามความเหมาะสม นาํ ไปสูก่ ารออกแบบ กระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาตใิ หเ้ กดิ ข้นึ กับผ้เู รยี นเพ่อื สรา้ งมมุ มองแบบองคร์ วมและการเขา้ ถงึ โลกแห่ง ความจรงิ
วธิ ีสอนในการเรยี นรู้โดยใชป้ รากฏการณเ์ ปน็ ฐาน การเรียนรโู้ ดยใชป้ รากฏการณเ์ ป็นฐาน ใช้วธิ ีสอนตามแนวคดิ การเรียนรู้แบบต่นื ตวั ในการสรา้ งองค์ ความรู้ในตนเอง (Constructivist Active Learning Pedagogy) (Kompa, 2017) ดงั รายละเอยี ดไปน้ี 1. วิธสี อนนอ้ี ยู่บนฐานแนวคดิ การสร้างองคค์ วามรู้ในตนเอง มงุ่ เนน้ ไปท่ีการประเมินเชิงวิพากษ์ในการ เรยี นรู้ของผู้เรยี นมากกวา่ เนื้อหาทไี่ ด้รบั การถา่ ยทอดเพยี งเท่านนั้ ผู้สอนเปน็ ผอู้ าํ นวยความสะดวกและสรา้ ง บรรยากาศใหผ้ ู้เรยี นเกิดการเรียนรู้ผ่านการสืบเสาะโดยใช้ปัญหาเปน็ ฐานและการเรยี นรู้แบบต่ืนตัว ซึ่งหมายถึง ความรู้และความหมายของการไดม้ าซ่ึงความรู้สรา้ งขึน้ อยา่ งจริงแทจ้ รงิ ในความคดิ ของผเู้ รียนผา่ นการลงมอื ปฏิบัติด้วยตนเอง 2. วธิ สี อนนใ้ี ชบ้ รบิ ทเปน็ สว่ นสำคัญ เร่ิมต้นจากการกำหนดคําถามหรือปญั หาของ ผเู้ รยี นผ่าน ปรากฏการณใ์ นโลกแหง่ ความเป็นจริง เช่น การเปลย่ี นแปลงสภาพภมู ิอากาศ (Climate Change) โดย ปรากฏการณ์ทนี่ าํ มาศกึ ษานั้น ต้องมีการพจิ ารณาความเก่ียวขอ้ งกบั บริบทแวดลอ้ ม มุมมองและแง่มมุ ต่าง ๆ ทเ่ี ก่ียวข้องอยา่ งหลากหลายในเชงิ สหวทิ ยาการ เช่น คณุ ภาพชวี ติ ของมนุษย์ คณิตศาสตร์ ภมู ิศาสตร์ อุตุนยิ มวิทยา การเมืองและนโยบาย หรอื แมแ้ ตจ่ ิตวทิ ยาสังคม เชน่ การเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมผู้บริโภค ซึง่ มี ความแตกตา่ งจากปัญหา ทางวชิ าการในรปู แบบเดมิ ซึ่งเป็นปัญหาที่ซบั ซ้อนนอ้ ยและใช้ในทางปฏิบัติไดน้ ้อย การแก้ ปัญหาหรือการสืบเสาะในปรากฏการณ์ต้องใช้ความสามารถท่ีแตกต่างกนั ตามระดับของ ความซับซ้อน ซึง่ จะก่อให้เกดิ ผลการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน 3. วิธีสอนน้ใี ช้แนวคดิ ในการสรา้ งความร่วมมือและการทำงานร่วมกนั ของผ้เู รยี น เป็นเงอื่ นไขสำคัญใน การเรียนรดู้ ้วยตนเองอย่างยง่ั ยนื ในบรบิ ททางสงั คม เม่ือพิจารณาถงึ ความซับซ้อนตามธรรมชาติของปัญหาที่ เกดิ ขึน้ สว่ นใหญเ่ กิดจากการลม่ สลายทางสงั คมกับการขาดแรงจงู ใจในการควบคุมตนเอง โดยการแกป้ ญั หาที่ ไดผ้ ลนั้นเป็นการดำเนนิ การด้วยทีมทร่ี ว่ มมือกนั มากกว่าจะเปน็ กล่มุ ท่ีมีการแขง่ ขันกัน 4 วธิ สี อนนใ้ี ชโ้ ครงสรา้ งของกลุ่มการเรยี นรู้โดยการใช้คาํ ถามหรอื ปญั หาที่เกดิ ข้นึ จากการสงั เกต ปรากฏการณ์ในการสบื เสาะแบบเปดิ แสดงการคดิ วพิ ากษ์และการคดิ กลับไปกลับมาระหวา่ งสมาชิกในกล่มุ รวมท้ังการส่งเสริมการมสี ่วนรว่ มอยา่ งกระตือรอื ร้นและการสร้างความเหน็ รว่ มกันบนพืน้ ฐานของการโต้แย้ง กลุ่มการเรียนรู้มีลักษณะคล้ายคลึงกบั ส่งิ ที่นักปรชั ญาสังคม Jurgen Habermas กลา่ วถึงในปรัชญาเก่ียวกับ “สถานการณก์ ารพดู ใน อดุ มคติ” เช่น “เร่ืองราวทุกเรื่องท่ีสามารถพูดและกระทำได้ ได้รบั อนญุ าตให้มีสว่ น ร่วมใน การกลา่ วสนุ ทรพจน์หรอื ถ้อยความที่แสดงความคดิ อยา่ งมหี ลกั การ” (หลกั การรวมทางสังคม) หรอื “ทกุ คนสามารถต้ังคาํ ถามเพอ่ื ยนื ยันสิ่งท่ีเกดิ ข้นึ ไดต้ ลอดเวลา” (หลกั การของการสบื เสาะแบบเปดิ ) ซ่ึงในการ ปฏบิ ัติในชนั้ เรยี นตามแนวดังกล่าว ทำให้ปัญหาท่เี กดิ ในโลกแหง่ ความเปน็ จริงมีความหมายตอ่ ผเู้ รียนมากขนึ้ เมื่อเทียบกับงานนามธรรมแบบท่ไี ม่มบี รบิ ทใน รูปแบบเดิม ๆ และการไม่ไดก้ ารสนับสนนุ แรงจูงใจภายในของ ผเู้ รียน 5. วธิ ีสอนน้เี ป็นการศึกษาความเป็นจริงทเี่ กิดข้นึ บนฐานปรัชญาการศกึ ษาการสร้างองค์ความร้ใู น ตนเอง ซงึ่ จะขึ้นอยู่กบั การเป็นตัวแทนทีห่ ลากหลายเพื่อใหส้ ามารถแก้ปัญหาท่ีซับซ้อนและมีแง่มมุ ต่างๆ ท่ี ปรากฏขึ้น โดยจะแตกตา่ งจากรปู แบบของการตอบคําถามเพียง คาํ ตอบเดียวในการศึกษาแบบเดิมในระหว่าง
การวจิ ัยและพัฒนาในการเรียนรโู้ ดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน ผูเ้ รียนจะตระหนักถงึ แนวคิดและการปฏบิ ตั ิที่ แตกตา่ งหลากหลายโดยการแกป้ ัญหาในขนั้ สดุ ท้ายเป็นผลจากการวจิ ยั และสังเคราะหซ์ ้ำโดยทีมหรอื กลุม่ การ เรียนร้ทู ี่ไม่ใช่สมมติฐานทเ่ี กิดจากความคิดของใครคนใดคนหน่งึ การเขา้ ใจวธิ ีสอนตามแนวคดิ การเรยี นรู้แบบตืน่ ตวั โดยการสร้างองค์ความรูใ้ น ตนเอง เป็นสง่ิ สำคัญท่ี ทำใหก้ ารออกแบบการจดั การเรยี นรโู้ ดยใชป้ รากฏการณ์เป็นเกดิ ข้ึนได้อย่างเปน็ กระบวนการทเี่ หมาะสมและ นําไปสูก่ ารพัฒนาผูเ้ รียนไดต้ ามจุดมุ่งหมายที่ต้องการ ขน้ั ตอนการจดั การเรยี นรแู้ บบ PhBL 1. เลือกปรากฏการณ์ที่ใช้ในการจดั การเรียนรู้แบบ PhBL ซ่ึงต้องมีลักษณะเปน็ ปรากฏการณท์ ่ีใกล้ตวั นกั เรียน หรือมีความสำคญั ต่อชวี ิตของนักเรยี น โดยอาจเป็นปรากฏการณ์ที่เกดิ ขน้ึ ไปแล้ว กำลงั เกดิ ขน้ึ หรอื กำลงั จะเกิดขึน้ กไ็ ด้ ซึ่งปรากฏการณน์ ีต้ ้องมีความสอดคล้องกบั มาตรฐานและตัวชวี้ ดั ตามหลักสูตร 2. ใชก้ ระบวนการ PEE ในการจัดการเรียนรู้ปรากฏการณ์ท่ีเลอื ก โดยแตล่ ะข้ันตอนของกระบวนการ มรี ายละเอยี ดดังน้ี 2.1 P (Planning) คือ การวางแผนการจดั การเรียนรู้ โดยมีการวางแผนรว่ มกนั ระหว่างครผู ูส้ อน ในแตล่ ะวิชาเริ่มต้นจากการคัดเลอื กเนื้อหาจากมาตรฐานและตัวชีว้ ดั ทส่ี ามารถจดั การเรียนรูร้ ่วมกันได้ แลว้ รว่ มกนั ออกแบบการจัดการเรยี นรูท้ เ่ี หมาะสมตอ่ ธรรมชาติวชิ านน้ั ตัวอยา่ งเช่นวิชาสงั คมศึกษาและ วิทยาศาสตร์ท่รี วมการจัดการเรยี นรูเ้ รยี นฟสิ กิ ส์นิวเคลียร์โดยยกประวตั ศิ าสตรช์ ่วงสงครามโลกครั้งท่ีสอง มา จดั การเรยี นร้รู ่วมกบั การค้นพบองคป์ ระกอบของอะตอมจนถึงการนำเอาความรทู้ ไ่ี ดไ้ ปใช้พัฒนาระเบิดปรมาณู 2.2 E (Execution) คือ การดำเนนิ การจดั การเรียนรู้ จะมุ่งเน้นให้ผเู้ รียนแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยการคน้ คว้าอย่างหลากหลาย ออกแบบการประเมนิ เชงิ ปฏิบตั ใิ นการทบทวนวรรณกรรมท่ีเก่ียวข้อง อภปิ รายโต้เถยี งเชิงวิชาการเพ่ือพฒั นาความรู้ของตนเอง โดยครทู ำหน้าทเี่ ปน็ ผู้อำนวยความสะดวกในการจัด กิจกรรมการเรยี นรู้รวมทงั้ ให้แรงเสรมิ ทางบวกแก่นักเรยี นให้เกิดความมุ่งมัน่ ตง้ั ใจและกล้าท่ีแสดงความเป็น ตวั ตนของตนเอง 2.3 E (Evaluation) คือ การประเมนิ เป็นการประเมนิ ระหวา่ งเรียนทส่ี ะท้อนให้เห็นพัฒนาการ ของผูเ้ รยี น โดยมีลกั ษณะการประเมนิ ทหี่ ลากหลาย เชน่ การประเมนิ โดยครู เพอ่ื น ผปู้ กครอง และผู้เรยี น ประเมินตนเอง จุดมุ่งหมายของการประเมนิ ทีไ่ มใ่ ชม่ ุง่ เนน้ เกรดหรอื ผลการเรียน แต่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนา ตวั เองย่ิงขึน้ โดยที่ทุกคนสามารถพฒั นางานของตนเองในกรอบทกี่ ำหนด ซ่งึ การประเมินอาจกำหนดคะแนน ให้อยใู่ นรายวิชาใดรายวชิ าหน่ึงแต่มีการประเมินรว่ มกันของครูมากกวา่ หน่งึ คน หรอื กำหนดใหอ้ ยู่ในรายวิชาท้ัง สองวชิ าก็ได้ตามความเหมาะสม
บทบาทของผู้เรยี นในกระบวนการเรียนรู้โดยใชป้ รากฏการณเ์ ป็นฐาน ผู้เรียนเป็นผู้ท่ีมบี ทบาทหลักในกระบวนการเรียนรโู้ ดยใช้ปรากฏการณ์เปน็ ฐาน เร่ิมต้นจากการสงั เกต สํารวจและลงมอื ปฏบิ ตั ิผา่ นปรากฏการณ์ท่สี นใจศึกษา ดว้ ยมมุ มองแบบ องค์รวมและการเข้าถึงโลกแห่งความ จริงเพื่อใหไ้ ด้คําตอบหรือการแกป้ ัญหาอยา่ งมีจดุ มุ่งหมาย มรี ายละเอียด (Daehler & Folsom, 2016; Silander, 2015) ดงั น้ี 1. การสังเกตปรากฏการณท์ ่ีศึกษารว่ มกนั จากมุมมองแบบองคร์ วมหรือ สหวทิ ยาการ เร่ิมตน้ จากการ สังเกตร่วมกนั ของชมุ ชนแห่งการเรียนรู้ในความเป็นองคร์ วมของ ปรากฏการณ์ในโลกแห่งความเปน็ จริงทีส่ นใจ ศึกษา โดยการสังเกตไม่ไดจ้ ํากดั อย่เู พียง มุมมองเดยี ว แตเ่ ป็นปรากฏการณ์ที่มีการศึกษาจากมมุ มองท่ี หลากหลายแตกต่างกนั ขา้ มเขตแดน ระหว่างสาระวิชาตา่ ง ๆ อยา่ งเป็นธรรมชาติ บูรณาการสาระวิชาและ หวั ข้อท่แี ตกต่างกัน เพ่ือนาํ ไปสู่การต้ังคาํ ถามที่เปน็ จดุ เรม่ิ ต้นของการศึกษาปรากฏการณ์ โดยผู้สอนเป็นผู้ อํานวย ความสะดวก และดําเนนิ การจดั การเรยี นรู้อย่างเหมาะสมตามวัยของผเู้ รียน 2. การตัง้ คาํ ถามหรือการกําหนดปัญหาเกย่ี วกับปรากฏการณท์ ่ีสนใจศึกษาร่วมกนั ในการสอนโดยใช้ ปรากฏการณเ์ ปน็ ฐานเป็นการทาํ ความเข้าใจและการศึกษาปรากฏการณ์ ของกลุม่ ผ้เู รียน โดยการตั้งคาํ ถาม หรอื กาํ หนดปญั หาที่กลุ่มผู้เรยี นมคี วามสนใจร่วมกนั อย่าง แทจ้ ริงเพื่อขบั เคล่ือนกระบวนการเรยี นรู้ ซึ่งผู้เรยี น สามารถค้นหาคาํ ตอบหรือแก้ไขปญั หาท่ี เกดิ ขึ้นเก่ียวกับปรากฏการณ์ทีศ่ กึ ษาที่มกี ารบูรณาการข้ามศาสตร์ การตงั้ คาํ ถามหรือ การกําหนดปัญหาจงึ เปน็ สว่ นสําคญั ในการผลักดันกระบวนการเรยี นรู้ทจี่ ะเกิดขน้ึ ต่อไป 3. การใชก้ ระบวนการเรยี นรู้ท่ีหลากหลายผ่านการลงมือปฏิบัตเิ พ่ือศึกษาปรากฏการณ์ ภายใต้แนวคิด การสร้างองคค์ วามรู้ในตนเอง การจัดการเรียนร้โู ดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน เปน็ การกาํ หนดการเรยี นรูจ้ าก คาํ ถามที่ถาม หรือ ประเดน็ ท่ีตอ้ งเรียนรู้ หรือ ปัญหาท่ตี ้องการ แก้ไขทีเ่ กดิ ขึ้นจากผู้เรยี นอยา่ งเป็นธรรมชาติ และเขา้ ถงึ โลกแหง่ ความเปน็ จริง สามารถใช้ การสบื เสาะหาความรู้ การเรียนรูโ้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน การ เรียนรแู้ บบโครงการเป็นกระบวนการ สําคญั ที่ผเู้ รยี นสามารถสบื ค้น คน้ ควา้ อภปิ ราย วิพากษ์ แลกเปล่ยี น เรยี นรู้ สรา้ งชนิ้ งาน หรอื ลงมือปฏิบตั เิ พ่ือการเรียนรู้ โดยข้อมลู ความรู้และทักษะของผเู้ รียนสามารถนาํ มา ประยกุ ตใ์ ช้ห้องเรียนในสถานการณท์ ี่มีการใชข้ ้อมลู และทักษะท่ีไดร้ บั การพฒั นาอยา่ งเป็นธรรมชาติ กระบวนการเรียนรู้ทเ่ี กิดขน้ึ น้ันขอ้ มูลใหม่ ๆ ถูกนํามาประยุกตใ์ ชเ้ สมอกับการศกึ ษา ปรากฏการณเ์ พือ่ หา คาํ ตอบหรือแก้ปัญหา ซงึ่ หมายความวา่ ทฤษฎแี ละข้อมลู มีคุณค่าในทนั ที ทเ่ี หน็ ได้ชัดในสถานการณ์การเรียนรู้ สาํ หรบั การซึมซบั ข้อมลู ใหม่ ๆ และการเรียนรใู้ นระดบั ลึก เป็นสิง่ สําคัญอย่างยิง่ ทีผ่ ้เู รียนจะตอ้ งประยุกตใ์ ชแ้ ละ ใชข้ ้อมูลในชว่ งระหว่างสถานการณ์ การเรียนรู้ ข้อมูลที่เรยี นรู้เฉพาะในระดบั ของการอา่ นหรอื ทฤษฎี เช่น วชิ า ฟสิ ิกส์ท่จี ดจาํ สตู ร และกฏการคํานวณโดยไม่มบี ริบทที่แท้จรงิ หรือปญั หาทเ่ี กย่ี วข้อง มักจะยังคงเปน็ รายละเอยี ดที่ ผิวเผินและแยกสว่ นสําหรับผ้เู รียน ซงึ่ ผ้เู รยี นปราศจากการได้รับความเข้าใจอยา่ งแท้จริง เกี่ยวกบั ข้อมูลและปรากฏการณ์ในโลกแห่งความจรงิ ท่ีอย่เู บื้องหลัง หรือการเชื่อมโยงกับ ส่ิงตา่ ง ๆ อยา่ งมี ความหมาย สาํ หรบั ผู้สอนสามารถออกแบบกจิ กรรมท่ีมกี ารเชือ่ มต่อกนั ของ การเรยี นรู้ผ่านปรากฏการณ์ โดย การสนับสนนุ ผ้เู รยี นในรปู แบบตา่ ง ๆ ท้งั ในการสรา้ ง สภาพแวดล้อมทีเ่ อื้ออํานวย การจัดลําดบั ความสาํ คัญใน
กจิ กรรมการเรยี นรู้ การจูงใจให้ ผู้เรยี นไดศ้ ึกษาคน้ ควา้ และเรยี นร้อู ย่างมคี วามหมายเพื่อการบรรลุจดุ มุ่งหมาย ในการเรยี นรู้ 4. การสะท้อนคดิ และการประเมนิ ตามสภาพจรงิ การเรยี นรู้โดยใชป้ รากฏการณ์ เป็นฐานสามารถเพิ่ม การเรียนรทู้ ่แี ทจ้ ริงอย่างเหน็ ได้ชดั ในบริบทนี้ สภาพจรงิ มผี ลใน กระบวนการทางปญั ญา กระบวนการคิดหรือ กระบวนการเรยี นรู้ของผเู้ รียน ในสถานการณ์ การเรียนรมู้ ีความสัมพันธ์กบั กระบวนการในการพฒั นาความรู้ ความเขา้ ใจท่จี าํ เปน็ ใน สถานการณ์จริง จากการใช้ข้อมูลหรือทักษะที่แท้จริงดว้ ยการสะทอ้ นคิดในคุณค่าที่อยู่ เบ้อื ง หลังของปรากฏการณแ์ ละส่งิ ทีไ่ ดเ้ รยี นรู้ สภาพจริงคือความตอ้ งการท่สี าํ คัญสําหรับการถา่ ย โอนข้อมูล และการประยกุ ต์ใชใ้ นทางปฏิบตั ิ มักมีผูก้ ล่าววา่ \"คณุ ไมส่ ามารถเรียนรทู้ ่จี ะขับรถ โดยการใชป้ ากกาและ กระดาษเท่านั้น\" หรอื วา่ \"การทดสอบนนั้ ใชเ้ พียงวธิ ีสอนเพ่ือตอบ คําถามจากการทดสอบ ไมม่ ีการทดสอบใน ชีวิตจริงหรอื ชีวติ การทาํ งาน มเี พียงการสื่อสาร ทีแ่ ท้จริงเท่านนั้ ในสถานการณ์ที่ต้องใช้ข้อมูลและตอ้ งส่ง ขอ้ ความให้คนอืน่ เขา้ ใจอย่างท่วั ถึง และเขา้ ใจได้\" การเรียนรู้ที่แท้จรงิ นนั้ มีจดุ ม่งุ หมาย คือ การนาํ ไปปฏบิ ัติ ซึง่ กระบวนการใน การปฏิบตั งิ านที่แท้จริงสามารถใช้สถานการณใ์ นการเรียนรูจ้ ากวธิ ีการสอนทม่ี ีโครงสรา้ ง สําคัญเป็นแบบอย่าง จะชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นมปี ระสบการณ์ในวัฒนธรรมของผ้เู ชี่ยวชาญจาก การทาํ งานในสนามจริง และการปฏบิ ัติของตนท่ีเปรยี บเสมอื นอยู่ในชุมชนของนกั ปฏบิ ตั ิ (Community of Practice) ซงึ่ การเกบ็ รอ่ งรอยการเรยี นร้โู ดยการจัดทาํ แฟ้มสะสมงานใน การประเมินตามสภาพจรงิ และการสะทอ้ นคิด จะทําให้เกดิ หลักฐานทส่ี ําคัญเชิงประจักษ์สู่ การประเมนิ ผู้เรียนอย่างเป็นรปู ธรรมดว้ ยวิธกี ารท่ีเหมาะสม แนวคิดต่าง ๆ อนั เปน็ พ้ืนฐานทสี่ ่งผลต่อประสิทธภิ าพในการจดั การเรยี นรู้แบบ PhBL 1. Responsibility ผ้เู รยี นมีความรบั ผิดชอบในการทำงานทีไ่ ดร้ บั มอบหมายโดยครตู อ้ งวางแผน อยา่ งรอบคอบว่างานท่มี อบหมายน้ันท้าทาย และเหมาะสมต่อความสามารถของผู้เรียน 2. Moving school เนน้ การเรยี นร้ผู า่ นกจิ กรรมที่มลี ักษณะเปน็ กิจกรรมเชงิ กายภาพ (Physical activity) ซง่ึ ผู้เรียนสามารถสังเกตปรากฏการณ์ผา่ นประสาทสัมผสั ท้งั ห้าและปฏบิ ัติได้ เพอื่ น าไป เชื่อมโยงกับองค์ความรทู้ ี่ค้นควา้ เพ่มิ เติมในการทำความเข้าใจ ตคี วาม และลงข้อสรุปจากปรากฎการณน์ น้ั ๆ 3. Interaction between school and parents ผู้ปกครองมีส่วนรว่ มในการพัฒนาการจดั การ เรยี นการสอนในโรงเรียน 4. The structure of the school day เวลาทใ่ี ชใ้ นการจดั การเรียนรมู้ คี วามยืดหยุน่ และ เหมาะสมกบั เนอื้ หา 5. Action based learning การจดั การเรียนรู้ทเี่ น้นการปฏิบตั ิ เช่น บทบาทสมมติ (role play) การแสดง (drama) การอภปิ ราย (debate) ความรว่ มมือร่วมใจ (Co-operative) 6. New technology มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ๆ มาใช้ในการจัดการเรยี นรู้ 7. Together ในการจดั การเรียนรูน้ กั เรยี นต่างอายสุ ามารถจบั กลุ่มหรือข้ามระดับชั้น เพ่อื เรียนรู้ รว่ มกนั ได้ และเมื่อมกี ารจับกลุ่มนักเรียนที่มีอายุต่างกันหรือขา้ มระดับชนั้ นักเรียนท่ีมีอายุมากกว่าจะ
รบั ผิดชอบดูแลนักเรียนที่มีอายุนอ้ ยกวา่ 8. Alternative to working in a traditional classroom นักเรยี นสามารถเลือกสถานทใี่ นการ เรยี นไดซ้ ึ่งอาจเปน็ ภายในห้องเรียนหรอื นอกหอ้ งเรยี นขึน้ อยู่กับลกั ษณะการทำงานรวมถึงธรรมชาติ ของวิชาท่ีได้รบั การมอบหมายชนิ้ งานนน้ั 9. Feedback มีการสะทอ้ นผลโดยใช้ลกั ษณะการสะท้อนผลเชิงบวกเพ่ือกระตุ้นนักเรยี นสามารถ พฒั นาได้อยา่ งเหมาะสม ประเดน็ ในการอภิปรายเกยี่ วกับกำรจดั กำรเรียนรู้โดยใช้ปรากฎการณเ์ ป็นฐาน (Phenomenal based - learning : PhBL) 1. บทบาทของครใู นการจดั การเรียนรูโ้ ดยใช้ปรากฎการณ์เป็นฐาน ตอบ ครมู บี ทบาทในการสง่ เสริมใหน้ ักเรยี นไดส้ งั เกต ต้ังคำถาม โดยนำบรบิ ทหรอื ปรากฏการณท์ ่ีเกดิ ข้นึ มาเปน็ สิง่ เร้าความสนใจ ใหน้ ักเรยี นไดเ้ กิดกระบวนการสบื เสาะหาความรู้ 2. สิ่งทีเ่ ช่ือมโยงระหวา่ งหลักสูตรคอื อะไร ตอบ ปรากฎการณ์ท่ีนำมาเป็นบริบท 3. ส่ิงที่จำเปน็ ทจ่ี ะทำให้การจัดการเรยี นรู้โดยใช้ปรากฎการณ์เป็นฐาน (Phenomenal based learning : PhBL) มปี ระสทิ ธิภาพคืออะไร ตอบ ปรากฏการณ์ท่นี ำมาเรา้ ความสนใจนกั เรียนจะต้องสามารถบูรณาการความรู้ได้หลายวชิ า และทำให้ นกั เรยี นไดเ้ ขา้ ถงึ แก่นของความรจู้ รงิ ๆ 4. ทำไมการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้ปรากฎการณ์เปน็ ฐาน (Phenomenal based learning : PhBL) จึงสำคญั ตอ่ ระบบการศึกษา ตอบ เพราะเปน็ การเชือ่ มโยงความร้ใู นห้องเรยี นกบั ชีวิตจริง เพ่อื ให้นักเรยี นสามารถนำความร้ไู ปใช้แกป้ ัญหา ในชวี ติ จริงได้ 5. ทำไมจึงต้องการจดั การเรียนรูโ้ ดยใช้ปรากฎการณเ์ ป็นฐาน (Phenomenal based learning : PhBL) ตอบ นกั เรียนได้ทำความเขา้ ใจในปรากฏการณ์ทเี่ กดิ ขึ้นจริง และสามารถนำความรไู้ ปอธิบายหรอื แกป้ ัญหาใน สถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม ทำใหก้ ารเรยี นรนู้ น้ั ๆ มีความหมายและคงทน
การจดั การเรียนร้แู บบ PhBL ใช้ปรากฎการณใ์ กล้ตัวของนกั เรยี น ซ่ีงตอ้ งมีความสอดคล้องกบั หลกั สูตร มาจัดการเรียนรู้ และกระตุ้นให้นักเรียนขยายของเขตองคค์ วามรู้ของตนจนเกิดเป็นสมรรถนะ ลักษณะเด่นของการประเมนิ ผลการเรยี นรโู้ ดยใช้ปรากฎการณ์เป็นฐาน อ้างอิงข้อมลู จาก การเรียนรูโ้ ดยใชป้ รากฏการณ์เป็นฐานเพื่อการสรา้ งมุมมองแบบองคร์ วมและการเข้าถึงโลกแห่งความเปน็ จริง ของผเู้ รยี น (Phenomenon based Learning for Developing a Learner’s Holistic Views and Engaging in the Real World) ปีท่ี 46 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน - มิถนุ ายน 2561) หนา้ 348-365, วารสาร ครศุ าสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายงานโครงการฝึกอบรมและสมั มนาการจัดการเรยี นการสอนวทิ ยาศสตร์สำหรับผู้มีความสามารถพิเศษด้าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ณ University of Helsinki ประเทศฟินแลนด์. (2562). สำนกั วิชาการ และมาตรฐานการศกึ ษา. สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน
Search
Read the Text Version
- 1 - 9
Pages: