หน่วยการเรยี นรู้ที่ 2 เร่อื ง การเคลอ่ื นทข่ี องสง่ิ มชี ีวติ วิชาชวี วิทยาเพิม่ เตมิ 5 ว33245 ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดย นางอรทยั ศรสี ทุ โธ โรงเรยี นหินดาดวทิ ยา อ.หว้ ยแถลง จ. นครราชสีมา สงั กัดองคก์ ารบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 2 เรอ่ื ง การเคลื่อนทขี่ องส่งิ มชี วี ติ เรียนอะไรบ้างน๊า @ การเคล่อื นไหวโดยใช้แฟลกเจลลมั หรือซิเลีย @ การเคลื่อนที่ของสัตว์ไมม่ ีกระดูกสนั หลัง @ การเคลือ่ นที่ของสตั ว์ไม่มีกระดูกสนั หลงั @ การเคลื่อนที่ของคน
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 เร่อื ง การเคลื่อนทขี่ องส่ิงมชี วี ติ 3 การเคลื่อนทีโ่ ดยอาศัยแฟลกเจลลัมหรือซิเลีย การเคลื่อนไหวโดยอาศยั การไหลของไซโทพลาซึม (Amoeboid Movement) ภายในไซโทพลาซึมมไี มโครฟิลาเมนต์ เป็นเส้นใยโปรตนี แอกทินและไม โอซิน ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ทาให้เอนโดพลาซึมไหลไปมาภายในเซลล์ไดแ้ ละ ดนั เยื่อหุ้มเซลล์ให้โป่งออกมาเป็นขาเทียม (pseudopoda) ทาให้อะมบี า เคลือ่ นไหวได้ เรียกว่า การเคลือ่ นไหวแบบอะมีบา (amoeboid movement) ไซโทพลาซึมในเซลล์อะมบี าแบ่งเปน็ 2 ส่วน คือ - ชั้นนอก (ectoplasm) มลี กั ษณะค่อนขา้ งแขง็ และไหลไม่ได้ - ช้ันใน (endoplasm) มลี กั ษณะเปน็ ของเหลวและไหลได้
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 เร่อื ง การเคลอื่ นทข่ี องสิ่งมชี ีวิต 4 ไซโทพลาซึมในเซลล์อะมบี าแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ - ช้ันนอก (ectoplasm) มลี ักษณะค่อนขา้ งแขง็ และไหลไมไ่ ด้ - ช้ันใน (endoplasm) มลี ักษณะเป็นของเหลวและไหลได้
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 เรอ่ื ง การเคล่อื นทข่ี องสิง่ มชี วี ิต 5 การเคลือ่ นไหวโดยอาศยั แฟล เจลลัมหรือซิเลยี ซ่งึ เปน็ โครงสร้าง เล็กๆ ที่ยืน่ ออกมาจากเซลล์ สามารถโบกพดั ไปมาได้ ทาให้ สง่ิ มีชวี ิตเคลือ่ นที่ไปได้ แฟลเจลลมั (flagellum) - มีลักษณะเป็นเสน้ ยาว ๆ คล้าย หนวดยาวกว่าซิเลีย แฟลเจลลมั เป็นโครงสรา้ งที่พบในส่งิ มีชวี ิตเซลล์ เดยี วบางชนิด เช่น ยกู ลีน่า วอลว อกซ์
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 เรอ่ื ง การเคลอื่ นทข่ี องส่ิงมชี วี ิต 6 ซิเลีย (cilia) - มีลักษณะเปน็ เส้นเลก็ ๆ ยื่นยาวออกจากเซลล์ของพืช หรือสตั วเ์ ซลล์เดียว หรือ เซลล์สืบพันธ์ุ ใช้โบกพดั เพื่อใหเ้ กิดการเคลื่อนทีภ่ ายในน้าหรือของเหลว พบในพารามี เซียม พลานาเรีย
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 เรอ่ื ง การเคลอ่ื นทขี่ องสง่ิ มชี ีวติ 7 โครงสร้างทีใ่ ชใ้ นการเคลือ่ นที่ของ cilia และ flagellum จะเปน็ microtubule ทีม่ ีโครงสร้าง 9+0 และ 9+2 ตามตาแหน่งทีม่ ีการ จัดวาง
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 3 เร่อื ง การเคล่อื นทข่ี องสิ่งมชี ีวติ 8 การเคลื่อนที่ของสตั ว์ไมม่ ีกระดูกสนั หลัง 1.การเคลื่อนที่ของไสเ้ ดือน เกิดจากการทางาน รว่ มกันของกล้ามเนื้อวงกลม และกล้ามเนื้อตามยาวหดตวั และคลายตวั เป็นระลอกคลื่น จากทางดา้ นหน้ามาทางดา้ น หลงั ทาใหเ้ กิดการเคลื่อนที่ไป ทางด้านหน้า ไส้เดือนมี กล้ามเนื้อ 2 ชดุ คือ กล้ามเนื้อ วงกลมรอบตัว อยทู่ างด้าน นอก และกล้ามเนื้อตามยาว ตลอดลาตัวอยู่ทางด้านใน นอกจากนีไ้ ส้เดือนยงั ใช้เดือยซ่งึ เป็นโครงสร้างเล็ก ๆ ที่ยืน่ ออก จากผนงั ลาตัวรอบปลอ้ งชว่ ยใน การเคลือ่ นทีด่ ้วย
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 3 เร่อื ง การเคล่อื นทข่ี องส่ิงมชี ีวิต 9 2.การเคลื่อนที่ของพลานาเรีย พลานาเรียเป็นสัตวจ์ าพวกหนอนตัวแบนอาศัยอยใู่ นน้ามี กล้ามเนื้อ 3 ชนิด คือ ● กล้ามเนื้อวง อยู่ทางดา้ นนอก ● กล้ามเนื้อตามยาว อยู่ทางดา้ นใน ● กล้ามเนื้อทแยง ยดึ อยรู่ ะหว่างส่วนบนและสว่ นลา่ งของ ลาตวั พลานาเรีย เคลื่อนทีโ่ ดยการลอยไปตามน้า หรือ คืบคลานไปตามพืชใต้น้าโดยอาศัย กล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อตามยาว ส่วนกล้ามเนื้อทแยงจะช่วยให้ลาตวั แบนบางและพลวิ้ ไปตามน้า ในขณะที่พลานาเรียเคลื่อนไปตามผิวน้า ซเิ ลยี ทอ่ี ยู่ทางดา้ นลา่ งของลาตวั จะ โบกพัดไปมาช่วยเคลื่อนตวั ไปได้ดียิ่งขึ้น
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 2 เร่อื ง การเคลื่อนทข่ี องส่งิ มชี วี ติ 10
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 2 เร่อื ง การเคลื่อนทข่ี องสงิ่ มชี วี ิต 11 3.การเคลือ่ นทีข่ อง แมงกะพรนุ มีของเหลวที่ เรียกวา่ มีโซเก ลยี แทรกอยรู่ ะหว่างเนื้อเยื่อ ชนั้ นอกและเนื้อเยื่อ ชน้ั ใน มนี ้า เปน็ องค์ประกอบสว่ นใหญ่ของ ลาตวั แมงกะพรนุ เคลือ่ นที่โดย การหดตัวของเนื้อเยือ่ บริเวณ ขอบกระดิ่งและที่ผนงั ลาตัว สลบั กนั ทาใหพ้ ่นน้าออกมา ทางด้านลา่ งส่วนตวั จะพุ่งไปใน ทิศทางตรงข้ามกบั ทิศทางน้าที่ พ่นออกมาการหดตัวนีจ้ ะเปน็ จงั หวะทาใหต้ วั แมงกะพรนุ เคลื่อนไปเปน็ จงั หวะด้วย
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 เร่อื ง การเคลอ่ื นทข่ี องสงิ่ มชี ีวิต 12 4. การเคลื่อนที่ของหมึก หมกึ เคลื่อนทีโ่ ดยการหดตวั ของกล้ามเนื้อลาตวั พน่ น้าออกมาจาก ไซฟอน ซึง่ อยู่ทาง สว่ นลา่ งของส่วนหัว ทาใหต้ ัวพุ่งไปข้างหน้าในทิศทางที่ตรงขา้ มกับทิศทางของน้า นอกจากนสี้ ว่ นของไซฟอนยังสามารถเคลื่อนไหวได้ ทาให้เกดิ การเปลีย่ นแปลงทิศทางของ น้าทีพ่ ่นออกมา และยงั ทาใหเ้ กิดการเปลย่ี นแปลงทิศทางของการเคลือ่ นที่ด้วย สว่ น ความเร็วน้ัน ขนึ้ อยกู่ ับความแรงของการบบี ตัวของกลา้ มเนื้อลาตัว แล้วพ่นน้าออกมา หมึก มีครบี อยู่ทางด้านข้างลาตัว ชว่ ยในการทรงตัวให้เคลื่อนที่ไปในทิศทางที่เหมาะสม
หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 2 เรอ่ื ง การเคลื่อนทข่ี องส่ิงมชี ีวิต 5.ดาวทะเล 13 มีระบบการเคลื่อนที่ด้วยระบบท่อน้า ระบบท่อน้าประกอบดว้ ย มาดรีโพไรต์ สโตนแคเนล ริงแคแนล เรเดยี ลแคแนล ทิวบ์ฟีท แอมพูลลา ดาวทะเลเคลื่อนที่ โดยน้าเขา้ สู่ระบบท่อน้าดรโี พไรตแ์ ละไหลผ่านท่อวงแหวนรอบปากเข้าสู่ทอ่ เรเดยี ลแคแนลและทิวบ์ฟีท เมือ่ กลา้ มเนื้อทีแ่ อมพูลลาหดตวั ดนั น้าไปยงั ทิวบ์ฟีท ทิวบ์ฟีทจะยืดยาวออก ไปดันกับพื้นทีอ่ ยู่ด้านล่างทาใหเ้ กิดการเคลื่อนที่ เมือ่ เคลือ่ นที่ไปแลว้ กล้ามเนื้อของทิวบ์ฟีทจะหดตวั ทาใหท้ ิวบ์ฟีทสน้ั ลง ดนั น้ากลบั ไปที่ แอมพลู ลาตามเดมิ การยืดหดของทิวบ์ฟีท หลายๆ คร้ังต่อเนื่องกนั ทาให้ดาวทะเล เกิดการเคลือ่ นที่ไปได้
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 2 เร่อื ง การเคล่ือนทขี่ องสง่ิ มชี วี ติ 14 6. แมลง เป็นสตั ว์ไม่มกี ระดกู สนั หลัง แต่แมลงมโี ครงรา่ งภายนอก ซึ่งเปน็ สารพวกไคทินมี ลกั ษณะเป็นโพรง เกาะกันดว้ ยข้อต่อซึง่ เป็นเยือ่ ทีง่ อได้ ข้อต่อข้อแรกของขากบั ลาตัว เป็นข้อต่อแบบ บอลแอนดซ์ อกเก็ต สว่ นข้อต่อแบบอืน่ ๆ เปน็ แบบบานพบั การ เคลื่อนไหวเกิดจากทางานสลับกนั ของ กล้ามเนื้อเฟลก็ เซอร์ และเอก็ เทนเซอร์ ซึ่งเกาะ อยู่โพรงไคทินนี้ โดย กล้ามเนื้อเฟลก็ เซอร์ ทาหน้าที่ในการงอขา และกล้ามเนื้อเอ็กเทน เซอร์ ทาหน้าทใ่ี นการเหยียดขาซ่งึ การทางานเปน็ แบบแอนทาโกนิซึมเหมือนกบั คน แมลงมรี ะบบกล้ามเนื้อเปน็ 2 แบบ คือ - ระบบกล้ามเนื้อทีต่ ิดต่อกบั โคนปีกโดยตรง - ระบบกล้ามเนื้อทีไ่ ม่ติดต่อกบั ปีกโดยตรง
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 เร่อื ง การเคล่ือนทขี่ องสงิ่ มชี วี ติ การเคลอ่ื นท่ขี องสตั วม์ กี ระดกู สนั หลัง 15 1. การเคลือ่ นที่ของปลา ระบบกล้ามเนื้อ ที่ยึดติดอยู่ 2 ข้างของกระดกู สนั หลงั โดยการหดตวั ของกล้ามเนื้อข้างใด ข้างหนึง่ ท้ังชุดเร่มิ จากหัวไปหางและการพัดโบกของครีบหางทาใหป้ ลาเคลือ่ นที่เป็นรูปตัว Sครีบต่างๆ ได้แก่ ครีบเดีย่ ว เช่น ครีบหลงั และครีบหางจะช่วยพัดโบกให้เคลือ่ นทีไ่ ป ข้างหน้า และ ครีบคู่เช่น ครีบอก และ ครีบสะโพก ซึง่ ช่วยในการพยงุ ตวั และเคลื่อนที่ลงใน แนวดิ่ง
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 2 เร่อื ง การเคล่ือนทขี่ องสง่ิ มชี วี ิต 2. การเคลื่อนทีข่ องนก 16 นกมีกล้ามเนื้อทีใ่ ชใ้ นการขยบั ปีกที่แขง็ แรงโดยกล้ามเนื้อนี้จะยดึ อยรู่ ะหว่างโคน ปีกกับกระดกู อก(keel or sternum) กล้ามเนื้อคู่หนึ่ง ทาหน้าท่เี ปน็ กล้ามเนื้อยกปีก (levater muscle)คือ กล้ามเนื้อเพกทอราลสิ ไมเนอร์ (pectorlis minor)และกล้ามเนื้อ อกี คู่มีขนาดใหญ่มาก ทาหน้าทีใ่ นการหบุ ปีกลง (depresser muscle)คือ กล้ามเนื้อ เพกทอราลสิ เมเจอร์ (pectorralis major)การบินโดยการกระพือปีกพบทัว่ ๆ ไป คือ จะกางปีกออกกว้างสดุ แล้วกระพือไปข้างหน้าพรอ้ ม ๆ กบั กระพือลงข้างลา่ ง (คล้าย กับการวา่ ยน้าทา่ ผเี สื้อ) จากนน้ั จะลู่ปีกและยกขนึ้ ข้างบนพร้อม ๆ กบั ขยับไปทางหาง
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 2 เร่อื ง การเคล่ือนทข่ี องส่ิงมชี วี ิต 17 การเคลือ่ นทีข่ องคน 1. ระบบโครงกระดกู และข้อตอ่ ระบบโครงกระดูกของคน ระบบโครงกระดกู หมายถึง กระดกู อ่อน(Cartilage) กระดกู แขง็ (Compact bone) ข้อต่อ(Joints)รวมถงึ สิง่ ต่างๆ ทีม่ าเกี่ยวพัน ได้แก่ เอ็นกล้ามเนื้อ (Tendon)เอ็นยึดข้อ (Ligament)หน้าทขี่ องระบบโครงกระดกู
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 เร่อื ง การเคลอื่ นทขี่ องสิง่ มชี ีวติ หน้าทขี่ องกระดูก 18 1. เปน็ โครงรา่ ง ทาให้คนเราคงรูปอยู่ได้ นบั เป็นหน้าที่สาคญั ทีส่ ุด 2. เป็นทีย่ ึดเกาะของกลา้ มเนื้อลาย เป็น รวมท้ังพังผืด 3. เปน็ โครงรา่ งหอ่ หุ้มป้องกันอวัยวะภายใน ไมใ่ ห้เป็นอันตราย เชน่ กระดูกสนั หลงั ป้องกัน ไขสนั หลัง 4. เปน็ แหลง่ เก็บแคลเซียมที่ใหญ่ที่สุด 5. เป็นแหลง่ สร้างเม็ดเลือดชนิดต่างๆ 6. ชว่ ยในการเคลือ่ นไหว โดยเฉพาะกระดกู ยาวทาให้เราสามารถเคลื่อนไหวเป็นมมุ ที่กว้างข้ึน 7. กระดกู บางชนิดยังช่วยในการนาคลื่นเสยี ง ชว่ ยในการไดย้ นิ เชน่ กระดกู ค้อน ทงั่ และ โกลน ซง่ึ อยใู่ นหตู อนกลาง จะทาหน้าที่นาคลื่นเสยี งผ่ายไปยงั หูตอนใน
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 2 เร่อื ง การเคลื่อนทข่ี องส่งิ มชี วี ติ 19
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 2 เร่อื ง การเคลอื่ นทขี่ องสงิ่ มชี ีวติ ข้อต่อ 20 คือ ตาแหน่งทีก่ ระดกู ตั้งแต่ 2 ช้ิน ขึ้นไปมาจรดกันโดยมเี นื้อเยื่อหรือเนื้อเยือ่ เกยี่ วพนั มายึดให้ติดกันเปน็ ข้อต่ออาจเคลือ่ นไหวไดม้ ากหรือน้อย หรือไม่ไดเ้ ลยก็ได้ ขึ้นอยู่กบั ชนิด ของข้อต่อนั้นๆแต่ประโยชน์ทีส่ าคญั คือ เพือ่ ป้องกนั อนั ตรายต่อกระดูก และใหก้ ระดูกที่มี ความแข็งอยแู่ ล้ว สามารถเคลื่อนไหวหรือปรบั ผ่อนไดต้ ามสภาพและหน้าที่ของกระดกู ทีอ่ ยู่ ณ ตาแหน่งนั้น ๆ ก. ข้อตอ่ แบบบานพับ พบได้ที่บรเิ วณขอ้ ศอก เคลอ่ื นไหวได้แคง่ อและเหยียดคล้ายกบั บานพับประตู ข. ขอ้ ต่อแบบจุดหมนุ ทาให้อวัยวะบางส่วนของ ร่างกายเคลอ่ื นไหวรอบจุดศนู ย์กลางได้ พบไดท้ บ่ี รเิ วณ คอ ทาให้เราหันศีรษะไปทางซ้ายหรอื ขวาได้ ค. ขอ้ ต่อแบบเบา้ สวม หมนุ ได้เกือบทุกทิศทาง พบไดท้ ่ี บริเวณสะโพกและหัวไหล่ ง. ขอ้ ต่อแบบอานม้า ปลายกระดูกทม่ี าประกอบเปน็ ขอ้ ตอ่ แบบอานม้า จะเคลื่อนไปมาคลา้ ย ๆ กบั การ เคล่อื นไหวบนอานม้า พบไดท้ บ่ี รเิ วณฐานนวิ้ หวั แม่มือ จ. ขอ้ ต่อแบบเล่อื น จะมีผิวแบนเรียบ เลื่อนไปซ้อนกัน ไดเ้ ล็กนอ้ ยในทกุ ทศิ ทาง พบได้ที่บรเิ วณระหวา่ งข้อ กระดกู สันหลงั และที่บริเวณข้อมือ-ขอ้ เทา้
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 เรอ่ื ง การเคลอื่ นทข่ี องสิง่ มชี ีวิต 21 กระดกู อ่อน จัดเปน็ เนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดพิเศษ ทีม่ ีเมทริกซ์แข็งกว่า เนื้อเยือ่ เกี่ยวพันชนิดอื่นๆ ยกเวน้ กระดูกแข็งหน้าท่สี าคญั ของ กระดกู ออ่ น คือ รองรบั สว่ นทีอ่ อ่ นนุ่มของรา่ งกาย เนื่องจากผิว ของกระดกู ออ่ นเรียบ ทาให้การเคลื่อนไหวได้สะดวก ป้องกัน การเสยี ดสกี ระดูกออ่ นจะพบทีป่ ลายหรือหวั ของกระดกู ที่ ประกอบเป็นข้อต่อต่างๆ และยงั เป็น ต้นกาเนิดของกระดกู แข็ง ทว่ั ร่างกายความแตกต่างในแงข่ องปรมิ าณและชนิดของ fiber ที่อยู่ภายใน matrix มีผลให้คณุ สมบัติของกระดกู ออ่ นแตกต่าง กันไป ทาให้สามารถจาแนกชนิดของกระดกู ออ่ นได้เปน็ 3 ชนิด
หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 2 เร่อื ง การเคลอ่ื นทข่ี องสิ่งมชี ีวติ 1. กระดกู ออ่ นโปร่งใส (Hyaline Cartilage) 22 มีลกั ษณะใสเหมือนแกว้ เพราะมเี มทริกซ์ โปรง่ ใส เป็นชนิดที่พบมากที่สดุ ใน รา่ งกายเป็นต้นกาเนิดโครงกระดกู ส่วนมากในร่างกาย เชน่ กระดกู ซโ่ี ครงด้านหน้า ตรงส่วนรอยต่อกบั กระดูกหน้าอก บริเวณส่วนหวั ของกระดูก ยาว เชน่ จมกู กล่องเสียง หลอดลม รหู ชู ้ันนอก หลอดลม ข้ัวปอด เป็นต้น
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 เร่อื ง การเคลื่อนทข่ี องสิง่ มชี วี ิต 2.กระดกู อ่อนยืดหยนุ่ (Elastic Cartilage) 23 เป็นกระดูกอ่อนทีย่ ืดหยุ่นได้ดี มีเมทรกิ ซ์ เปน็ พวกเส้นใย ยืดหยุ่นมากกวา่ คอนลาเจน พบได้ที่ใบหฝู าปิดกล่องเสียง หลอดยูสเตเชยี น เปน็ ต้น
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 เร่อื ง การเคลอ่ื นทขี่ องสิง่ มชี วี ิต 3.กระดูกอ่อนเส้นใย (Fibrous Cartilage) 24 พบในร่างกายน้อยมาก เปน็ กระดกู ออ่ นทีม่ ีสารพื้นน้อยแต่มเี สน้ ใยมาก พบได้ที่ หมอนรองกระดูกสันหลัง ปลายเอน็ ตรงส่วนที่ยึดกบั กระดกู และตรงรอยต่อทีก่ ระดูก กบั หัวหน่าว กระดูกออ่ นชนิดนี้ ถ้าเกิดการแตกหกั มักมีปัญหาเกี่ยวกบั การงอกออกมา ซ่อมแซมมาก
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 2 เร่อื ง การเคล่ือนทข่ี องสิ่งมชี ีวติ 25 2.ระบบกลา้ มเนือ้ กล้ามเนื้อแบ่งออกเปน็ 3 ชนิด คือ 1.กลา้ มเนื้อลาย ( skeletal muscle 2. กล้ามเนื้อเรียบ ( smooth muscle ) 3. กล้ามเนื้อหวั ใจ ( cardiac muscle )
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 เรอ่ื ง การเคลือ่ นทขี่ องสง่ิ มชี วี ติ 26 1. กล้ามเนือ้ ลาย ( skeletal muscle ) เป็นกล้ามเนื้อชนิดเดียวที่ยึดเกาะกับกระดกู ประกอบด้วยเซลล์ท่มี ีลักษณะเป็น ทรงกระบอกยาว เรียกวา่ เสน้ ใยกลา้ มเนื้อ ( muscle fiber ) ถ้าดูด้วยกล้อง จลุ ทรรศน์จะมองเห็น เป็นแถบลาย สเี ข้ม สอี อ่ น สลบั กนั เหน็ เปน็ ลายตามขวาง แต่ละเซลลม์ ีหลายนิวเคลียส การทางานอยภู่ ายใต้การควบคมุ ของจิตใจ ระบบ ประสาทโซมาติก (voluntary muscle) เชน่ กลา้ มเนื้อที่ แขน ขา หน้า ลาตัว เป็นต้น กล้ามเนื้อลายประกอบด้วยเซลล์ที่มลี กั ษณะยาวเหมือนเสน้ ใย เรียกวา่ เสน้ ใยกล้ามเนื้อ ( muscle fiber ) อยู่รวมกนั เป็น เซลลแ์ ต่ละเซลลใ์ นเสน้ ใย กล้ามเนื้อจะมหี ลายนิวเคลียสในเส้นใยกล้ามเนื้อแต่ละเส้นจะประกอบดว้ ยมดั ของ เสน้ ใยฝอย หรือเสน้ ใยกลา้ มเนื้อเลก็ ( myofibrils ) ที่มีลกั ษณะเป็นท่อน ยาวเรียงตวั ตามแนวยาว ภายในเสน้ ใยฝอยจะประกอบดว้ ยเสน้ ใยเล็กๆเรยี กว่า ไมโอฟลิ าเมนท์ ( myofilament )ไมโอฟลิ าเมนต์ ประกอบดว้ ยโปรตีน 2 ชนิด คือ ไมโอซิน( myosin ) และแอกทนิ ( actin ) ไมโอซินมีลกั ษณะเปน็ เสน้ ใยหนา สว่ นแอกทินเปน็ เสน้ ใยทบ่ี างกว่า การเรียงตัวของไมโอซินและแอกทนิ อยู่ใน แนวขนานกนั ทาให้เห็นกล้ามเนื้อเปน็ ลายขาวดาสลับกนั
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 2 เรอ่ื ง การเคลอ่ื นทข่ี องส่งิ มชี ีวติ 27 2. กล้ามเนื้อเรยี บ ( smooth muscle ) เปน็ กล้ามเนื้อที่ไม่มลี าย ตามขวาง ประกอบดว้ ยเซลล์ทีม่ ลี กั ษณะแบนยาว แหลม หวั แหลมท้าย ภายในเซลล์มนี ิวเคลียสอนั เดียวตรงกลาง ทางานอยนู่ อกอานาจจิตใจ ระบบประสาทอัตโนวัติ ( involuntary muscle ) เชน่ กล้ามเนื้อของอวัยวะภายในต่างๆ 3. กลา้ มเนื้อหวั ใจ ( cardiac muscle ) เป็นกล้ามเนื้อของหัวใจโดยเฉพาะรูปร่างเซลล์ จะมีลายตามขวางและมีนิวเคลยี ส หลายอนั เหมือนกล้ามเนื้อลายแต่แยกเปน็ แขนงและเชื่อมโยงติดต่อกันกับเซลล์ข้างเคียง การทางานอยนู่ อกอานาจจิตใจเชน่ เดียวกับกล้ามเนื้อเรียบ
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 เรอ่ื ง การเคลอ่ื นทขี่ องสง่ิ มชี วี ิต 28 กลา้ มเนือ้ ไบเซพ (biceps) และกล้ามเนือ้ ไตรเซพ (triceps) ปลายข้างหนึ่งของกล้ามเนื้อท้ังสองยึดติดกับกระดูกแขนท่อนบน ส่วนปลาย อกี ด้านหนึง่ ยึดติดอยกู่ บั กระดูกแขนท่อนลา่ ง เมื่อกลา้ มเนื้อ ไบเซพหดตัว ทาให้ แขนงอตรง บริเวณข้อศอก ขณะทีแ่ ขนงอ กลา้ มเนื้อไตรเซพจะคลายตวั แต่ถา้ กล้ามเนื้อไบเซพคลายตัวจะทาให้แขนเหยียดตรงได้ ซึง่ ขณะน้ันกล้ามเนื้อไตรเซพ จะหดตัว ดงั น้ันกล้ามเนื้อไบเซพจึงเป็นกล้ามเนื้อเฟลก็ เซอร์ สว่ นกลา้ มเนื้อไตร เซพ จะเป็นกล้ามเนื้อเอ็กซ์เทนเซอร์
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 เร่อื ง การเคลื่อนทข่ี องสิ่งมชี วี ติ พบกนั ใหมใ่ นบทเรยี นหนว่ ยตอ่ ไปนะคะ ขอบคณุ แหลง่ ท่ีมา https://www.scimath.org/
Search
Read the Text Version
- 1 - 29
Pages: