Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ภูมิปัญญา

ภูมิปัญญา

Published by benjarat16478, 2021-04-03 09:51:17

Description: ภูมิปัญญา

Search

Read the Text Version

ภมู ิปัญญาไทย 4ภาค นาย เจษฎาพร เขยี นเขตร์ เลขท่ี1 ช้นั 5/4

ภาคกลาง

บ้านเรือนไทย บา้ นเรือนไทยภาคกลาง น้นั เป็ นหน่ึงในส่ีรูปแบบของเรือนไทยท้งั ส่ีภาคทไี่ ดร้ ับความนิยมสร้างข้ึนเพอื่ อยูอ่ าศยั มา ต้งั แตส่ มยั โบราณ เรือนไทยภาคกลางน้ันจดั วา่ เป็ นเรือนไทยทไ่ี ด้ รับความนิยมมากกวา่ เรือนไทย ภาคอนื ๆ เรือนไทยในภาคกลาง ถือเป็ นแบบฉบบั ของเรือนไทยเดมิ ทีเ่ ราคนุ้ เคยกนั ดี ในรูปแบบ เรือนฝาปะกนถือเป็ นเรือนไทย แท้ เรือนไทยฝาปะกน คือเรือนที่ฝาทาจากไมส้ ัก มไี มล้ ูกต้งั และลูกนอน และมีแผน่ ไมบ้ างเขา้ ลิน้ ประกบกนั สนิท หน้า จว่ั กท็ าดว้ ยวธิ ีเดียวกนั เราจะพบเห็นเรือนไทยภาคกลาง รูปแบบต่าง ๆ อาทิ เรือนเดย่ี ว เรือนหมู่ เรือนหม่คู หบดี และจาก การดาเนินชวี ติ ของคนไทยในอดตี ผกู พนั กบั แมน่ ้าลาคลอง อนั เป็ นทางคมนาคมท่ีสะดวกในเขตภาคกลางจึงเกิดเรือนพกั อาศยั เชน่ เรือน แพ

มีดอรัญญิก ชาวบา้ นตน้ โพธ์ิ บา้ นไผห่ นอง ตาบลท่าชา้ ง อาเภอนครหลวง จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา เป็ นกลมุ่ คนกล่มุ หน่ึงที่ ไดส้ ะสมเทคโนโลยีการทาเคร่ืองมือเคร่ืองใชจ้ ากเหลก็ มาต้งั แตอ่ ดีต แตผ่ ลผลิตทอี่ อกมาจากคนไทยกล่มุ น้ีกลบั เรียกวา่ มีดอรัญญกิ หรือของอรัญญิก มีดอรัญญิก มลี กั ษณะเด่นเป็ นเอกลกั ษณ์เฉพาะตวั มีดมคี วามเป็ นเลิศ ทนทาน ใชก้ ารไดน้ านนับเป็ นปี ๆ บาง ชนิดใชง้ านไดต้ ลอดชีวติ ของผใู้ ชแ้ ละมีความสวยงามประณีต มรี อบตีทาให้เหลก็ แน่นแขง็ แรง ตวั มดี คม บาง ใช้ เหลก็ อยา่ งดี ทาใหค้ มมีดไมแ่ ตกหรือบิน่ ดา้ มมีดแตล่ ะชนิดจะแตกตา่ งกนั ดา้ มไมใ้ ชไ้ มอ้ ยา่ งดี บางดา้ มมีการฝัง มุกใหส้ วยงาม ท่สี าคญั คือ ตราที่ประทบั บนตวั มดี แสดงให้เห็นวา่ เป็ นมดี อรัญญิกแท้

ปลาตะเพียนสาน การสานปลาตะเพยี นใบลานเป็ นอาชีพเก่าแก่ท่ที าสืบตอ่ กนั มาต้งั แต่ บรรพบรุ ุษนานกวา่ 100 ปี โดยสันนิษฐานวา่ ชาว ไทยมุสลิมซ่งึ ลอ่ งเรือขายเคร่ืองเทศอยู่ตามแมน่ ้าเจา้ พระยาและอาศยั อยใู่ นเรือเป็ นผปู้ ระดิษฐป์ ลาตะเพยี นสานดว้ ยใบ ลานข้นึ เป็ น คร้ังแรก แรงบนั ดาลใจอาจจะมาจากความรู้สึกผกู พนั อยู่กบั ทอ้ งน้า ส่ิงแวดลอ้ มรอบๆ ตวั และความคนุ้ เคย กบั รูปร่างหนา้ ตาของปลาตะเพยี นเป็ นอย่างดี โดยใชว้ สั ดจุ ากทอ้ งถิน่ เช่น ใบมะพร้าว ใบลาน ใบตาล

ภาคใต้

ด้ง คือ กระดง้ มีหลายชนิด ทสี่ าคญั มี ๒ อย่าง คือ กระดง้ ฝัดขา้ วกบั กระดง้ มอน กระดง้ ฝดั ขา้ วสานด้วยไมไ้ ผร่ ูปร่างกลม หรือกลมรีหัวเลย่ี ม กระดง้ นอกจากใชฝ้ ัดขา้ ว ร่อนขา้ วแลว้ ยงั ใชต้ ากอาหาร ตากปลา กงุ้ ตากสิ่งของตา่ งๆไดส้ ารพดั แมก้ ระทง่ั ใชเ้ ป็ นทน่ี อนของเด็กออ่ นแรกเกดิ ที่เรียกกระดง้ มอนสานข้ึนจากไมไ้ ผเ่ หมอื นกนั ภาษา พน้ื เมอื ง “มอน” แปลวา่ กลม แปลวา่ เฝ้ าวนเวยี นท่ีจะมาทามิดมี ิร้าย แลว้ ในท่นี ้ีมีความหมายวา่ กระดง้ ทรงกลม ซ่งึ มี ขนาดใหญก่ วา่ กระดง้ ฝดั ขา้ วมาก ใชฝ้ ดั ขา้ วไม่ไดจ้ ึงนิยมใชง้ านอื่น เชน่ ตากขา้ ว ตากอาหาร ตากยาสูบ พริก ฯลฯ และ ตากส่ิงของอื่นๆ โดยเฉพาะดงั มคี าพงั เพยวา่ “สานดง้ ใส่ขา้ วเจาะน้าเตา้ ใส่น้า” เป็ นตน้

ผ้าบาตกิ อันดามนั ตำบลอ่ำวนำง โดยเฉพำะบริเวณชมุ ชนบ้ำนคลองแห้งจะมีธรุ กิจเพื่อกำรท่องเทยี่ วบริเวณริมหำด อำ่ วนำง และในชว่ งฤดทู อ่ งเทยี่ วบริเวณริมหำดอำ่ วนำง และในช่วงฤดทู อ่ งเท่ียว ( ม.ค.-พ.ค.) จะมี นกั ทอ่ งเทีย่ วทงั้ ชำวไทยและชำวตำ่ งประเทศเข้ำมำทอ่ งเท่ยี วเป็ นจำนวนมำกและจำกกำรสงั เกตขุ อง ชำวบ้ำนโดยเฉพำะเยำวชน จะเหน็ วำ่ นกั ทอ่ งเทย่ี วมกั ชอบสวมใสเ่ สอื ้ ผ้ำสสี ดใส ซ่งึ ผ้ำบำตกิ กม็ ีสีสนั แลสะลวดลำยเหมำะกบั บรรยำกำศชำยทะเล

เก่ยี ว เก่ยี ว หรือ “เคยี ว” ก็เรียกเป็ นเคร่ืองมือเกบ็ เกยี่ วข้ำวมีรูปร่ำงลกั ษณะคล้ำยกบั “กรูด” แตม่ หี ำงยำวกวำ่ ใบมดี ก็มลี กั ษณะตำ่ งกนั เล็กน้อย เวลำเกบ็ เก่ียวมอื แทนทจ่ี ะจบั ตรงกลำงเหมอื นกรูด กลบั จบั ส่วนปลำย ของด้ำมสำมำรถเก็บเกีย่ วข้ำวได้รวดเร็วทลี ะหลำยๆ กอ นยิ มใช้กนั ทำง ต.ทำ่ งิว้ อ.เมือง ต.อนิ ครี ี ต.บ้ำน เกำะ อ.พรหมครี ี จ.นครศรีธรรมรำช

ภาคเหนือ

ร่มบ่อสร้าง เป็ นสินคา้ พน้ื เมืองท่ไี ดร้ ับความนิยมอยา่ งมากในหม่นู กั ทอ่ งเทย่ี วท้งั ชาวไทยและชาวต่างประเทศ สาเหตทุ เ่ี รียกวา่ ร่มบ่อสร้างเพราะร่มน้ีผลติ กนั ทบี่ า้ นบอ่ สรา้ ง สมยั กอ่ นชาวบา้ นจะทารม่ กนั ใตถ้ ุนบา้ น แลว้ นาออกมาวางเรียงราย เต็มกลางลานบา้ นเพอ่ื ผง่ึ แดดใหแ้ หง้ สีสนั และลวดลายบนร่มน้นั สะดดุ ตาผพู้ บเหน็ มีท้งั หมด 3 ชนดิ ดว้ ยกนั คือ ร่มทีท่ าดว้ ยผา้ แพร ผา้ ฝ้ าย และกระดาษสา แตล่ ะชนิดมีวธิ ที าอยา่ งเดยี วกนั ปัจจุบนั ถา้ หากนกั ท่องเที่ยวประสงคจ์ ะ ชมข้นั ตอนการผลิต ไปชมไดท้ ศ่ี ูนยอ์ ตุ สาหกรรมทาร่มไปตามถนนสายเชียงใหม-่ สันกาแพง 9 กโิ ลเมตร และมี ทางแยกซา้ ยมือเขา้ ไป

เคร่ืองเงนิ วัวลาย ตานานผลิตภณั ฑเ์ คร่ืองเงนิ ในการทาเครื่องเงิน ของบา้ นศรีสุพรรณน้นั ปรากฏหลกั ฐานต้งั แต่คร้งั พญามงั รายสรา้ ง เมืองเชียงใหม่ ซ่งึ สร้างความสัมพนั ธ์กบั พกุ าม และเจรจาขอชา่ งฝีมือ มายงั เมืองเชียงใหม่ เพอ่ื ฝึกเป็ นอาชีพเสริมใหก้ บั ประชาชน ทาใหเ้ ชียงใหม่มชี า่ งหตั ถกรรมพน้ื บา้ นที่ไดร้ บั การฝึกฝนและมกี ารสืบทอดต่อเน่ืองกนั ตลอดมา โดยเฉพาะ อยา่ งยง่ิ การทาเคร่ืองเงนิ ของช่างบา้ นศรีพรรณผตู้ ขี นั เงนิ จะสลกั ลวดลายบนขนั เงนิ เป็ นช่างในคุม้ หลวงเมอื ง เชยี งใหมใ่ นอดีต และไดน้ ามาถา่ ยทอดอยา่ งต่อเนอ่ื งใหล้ กู หลานจนสามารถเป็ นชา่ งฝีมอื จนเป็ นทยี่ อมรับและไดข้ ยาย แหล่งท่ีผลติ เครื่องเงิน ไปยงั หมูบ่ า้ นอ่นื ๆ เชน่ บา้ นหารแกง้ อาเภอหางดง บา้ นแมห่ ยอ้ ย อาเภอสันทราย ซ่งึ ไดพ้ ฒั นา รูปแบบลวดลายไปมากมาย โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ปัจจบุ นั เครื่องเงิน ไดพ้ ฒั นาไปมากรวมท้งั ลวดลายกไ็ ดพ้ ฒั นาสู่วถิ ชี ีวติ ท่ีหลากหลายมากข้นึ เชน่ กนั (ตานานผลติ ภณั ฑเ์ ครื่องเงนิ -ควั เนียม และโลหะดุนลาย, 2549)

ผ้าไหมยกดอกลาพนู ทางกลุ่มลาพนู ผา้ ไหมไทยไดเ้ ริ่มรวมกลุ่มกนั ทอผา้ ไหมยกดอกเมอื่ ตน้ ปี พ.ศ.2535 และไดอ้ นรุ กั ษล์ วดลายผา้ ไหม ยกดอกแบบโบราณ ซ่ึงเป็ นเอกลกั ษณ์ของลาพนู เช่น ลายดอกแกว้ หรือลายพกิ ลุ ไว้ท้งั ยงั ไดค้ ดิ คน้ ลวดลายใหมๆ่ เพม่ิ ข้ึนเพอื่ ใชใ้ นโอกาสงานพระราชพธิ ตี ่างๆ และงานแฟชน่ั เคร่ืองแตง่ กายร่วมสมยั ในปัจจบุ นั โดยมลี วดลายให้ เลือกหลายแบบทาใหว้ งการผา้ ทอของลาพนู มีความกา้ วหนา้ ไดค้ วบคมุ คณุ ภาพผา้ ทอใหไ้ ดม้ าตรฐานเป็ นเลศิ โดย คดั เลอื กเสน้ ไหมไทยแทร้ งั เหลืองในการทอ เน้ือผา้ จึงแนน่ หนามนี ้าหนกั คงทนสีไม่ตก ยงิ่ ใส่นานเน้อื ผา้ ยง่ิ มีความ น่มุ และเนยี นไมร่ อ้ น ซบั เหงอ่ื ไดด้ ี

ภาคอีสาน

กระติบข้าว ภาชนะในการเกบ็ อาหารทเ่ี ป็ นงานหัตถกรรมอนั ทรงคุณค่าชนิดหน่ึงทม่ี ากดว้ ยภมู ิปัญญาทอ้ งถิน่ เป็ นของที่มี ประจาบา้ นของชาวไทยทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมายาวนาน ใชส้ าหรับบรรจุขา้ วเหนียวที่ น่ึงสุกแลว้ หรือใชเ้ กบ็ เมลด็ พนั ธุพ์ ชื หรือแมแ้ ตใ่ ชเ้ ป็ นเครื่องประดบั ในครัวเรือนหรือประดบั สถานท่ตี า่ งๆ เป็ นเคร่ืองจกั สานท่ที าจากวสั ดุธรรมชาติ เชน่ ไมไ้ ผ่ ใบจาก ใบตาล ใบลาน ตน้ คลา้ หรือ จากตน้ พชื ทม่ี ี ลกั ษณะยาวเรียว

ผ้ามดั หม่ี เป็ นกำรทอผ้ำอยำ่ งหนง่ึ ที่มกี ำรสร้ำงลวดลำยก่อนทีจ่ ะทำกำรย้อมสี กำรทำลำยผ้ำมดั หม่เี ป็ นกำรเอำเชอื ก มำมดั ด้ำยหรือมดั เส้นไหมตำมลวดลำยท่ไี ด้ออกแบบไว้ กำรมดั และย้อมลำยจะมกี ำรทำทงั้ เส้นทำงแนวยืน และแนวนอนหรือทีเ่ รียกว่ำแนวพงุ่ มกี ำรสนั นิษฐำนว่ำกำรมดั ลำยในแนวยืนนำ่ จะมมี ำกอ่ นในแนวพงุ่ และ จำกกำรสืบค้นมีข้อสนั นษิ ฐำนวำ่ นำ่ จะได้รับแบบอยำ่ งมำจำกประเทศอนิ เดยี โดยในสมยั โบรำณที่มกี ำร ค้ำขำยกนั และตดิ มำกบั สินค้ำอื่น

หวด เป็ นเคร่ืองใชอ้ ยา่ งหน่ึงทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั ชวี ติ ประจาวนั ของชาวบา้ นทุกวนั จะตอ้ งใชห้ วดน่ึงขา้ วเป็ นประจา การ น่ึงขา้ วเหนียวดว้ ยหวดน้ัน นบั วา่ เป็ นวธิ ีงา่ ยและสะดวกท่ีสุด ดงั น้ัน หวดน่ึงข้าว จึงเป็ นเครื่องใชท้ ่ี ชาวบา้ น (ผ้ผู ลิต) สามารถสร้างรายไดใ้ หก้ บั ครอบครัวโดยทาเป็ นอาชพี เสริมได้เพราะนอกจากจะใชห้ วดน่ึง ขา้ วแลว้ ยงั สามารถดดั แปลงหวดเป็ นเครื่องใชอ้ ยา่ งอ่ืนไดด้ ว้ ย เชน่ นาไปประดษิ ฐต์ กแต่งเป็ นโคมไฟตกแต่ง ร้านคา้ ประดษิ ฐเ์ ป็ นหน้ากากแสดงในการแห่ผตี าโขน และอน่ื ๆ ไดอ้ กี มากมาย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook