Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ศิลปศึกษา ทช21003 ม.ต้น

ศิลปศึกษา ทช21003 ม.ต้น

Description: ศิลปศึกษา ทช21003 ม.ต้น

Search

Read the Text Version

93 1.5. โขนฉาก เปน รปู แบบโขนท่ีพฒั นาเปนลาํ ดับสุดทาย กลา วคอื เปนการแสดงในโรง มกี าร จดั ทําฉาก เปล่ยี นไปตามเรอ่ื งราวทกี่ าํ ลงั แสดง ดําเนนิ เรอ่ื งดว ยการพากย เจรจา และขบั รอง รา ยรํา ประกอบคาํ รองมรี ะบํา ฟอ นประกอบ 2. ละคร คอื การแสดงท่ีเลน เปนเรอื่ งราว มงุ หมายกอ ใหเกดิ ความบนั เทงิ ใจ สนกุ สนาน เพลดิ เพลนิ หรอื เรา อารมณ ความรูสึกของผดู ู ตามเรอ่ื งราวนั้น ๆ ขณะเดยี วกันผดู กู จ็ ะไดแ นวคดิ คตธิ รรมและปรัชญา จากการละครน้ัน ประเภทของละครไทย ละครไทยเปน ละครทม่ี พี ฒั นาการมาเปน ลาํ ดับ ต้งั แตสมยั กรุงศรีอยุธยาจนถึงปจ จุบัน ดงั น้นั ละครไทยจงึ มรี ปู แบบตาง ๆ ซ่งึ แบงออกเปน ประเภทใหญ ได ประเภทดงั ตอไปนี้ ละครรํา ละครรอ ง ละครพูด ละครราํ เปนศลิ ปะการแสดงของไทยทปี่ ระกอบดว ยทาราํ ดนตรบี รรเลง และบทขับรอ งดําเนนิ เรื่อง มีผู แสดงเปนตวั พระ ตวั นาง และตวั ประกอบแตง องคทรงเครอ่ื งตามบท งดงามระยับตา ทา รําตามบทรอง ประสานทํานองดนตรบี รรเลง จังหวะชาเรว็ เราอารมณ ใหเ กิดความรสู ึกตามบทละครทั้งคกึ คกั สนกุ สนาน หรือโศกเศรา ตวั ละครส่อื ความหมายบอกกลา วตามอารมณด ว ยภาษาทา โดยมผี ขู ับรอ ง คือผู เลาเร่ืองดว ยทํานองเพลงตามบทละคร ซึง่ เปน คาํ ประพนั ธ ประเภทคํากลอน บทละคร มกี ารบรรยายความ วา ตัวละครเปนใคร อยูที่ไหน กําลังทาํ หรือคดิ ส่ิงใด และมีทาํ นอง เพลงรอง เพลงหนาพาทย ประกอบทา ราํ บรรจไุ วใ นบทกลอน ตามรูปแบบศิลปะการแสดงละครราํ ดนตรใี ชวงปพ าทยบ รรเลงประกอบการ แสดง ละครรําแบงการแสดงออกเปน 6 ชนิดคอื ละครนอก ละครใน ละครดกึ ดาํ บรรพ ละครพันทาง ละครเสภา และละครชาตรีเครอ่ื งใหญ

94 ภาพละครในเรื่องอเิ หนา ละครชาตรเี ร่อื งมโนราห

95 ละครนอกเร่อื งสงั ขท อง 3. ราํ และระบํา เปนการแสดงชดุ เบด็ เตลด็ มหี ลายรปู แบบ ไดแกราํ หนา พาทย การราํ บท การราํ เดี่ยว การราํ หมู ระบาํ มาตรฐาน ระบาํ ทีป่ รับปรุงขึน้ ใหม ราํ หรือ ระบาํ สวนใหญ จะเนน ในเรอ่ื งสวยงาม ความพรอมเพรียง ถา เปน การแสดงหมมู าก ตลอดทัง้ ใชร ะยะเวลาการแสดงสน้ั ๆ ชมแลว ไมเ กิดความเบ่อื หนาย ราํ สีนวล

96 ฉุยฉายพราหมณ 4. การละเลน พ้นื เมอื ง การละเลนพื้นเมอื งเปน การละเลนในทอ งถนิ่ ท่สี บื ทอดกันมาเปนเวลานาน แบง ออกเปน ภาค กลาง ภาคเหนือ ภาคใต ภาคอีสาน แตล ะภาคจะมีลกั ษณะเฉพาะในการแสดง ท้งั น้ขี น้ึ อยูกับปจจัยหลาย ประการไดแ กส ภาพภูมศิ าสตร ประเพณี ศาสนา ความเช่ือและคานิยม ทาํ ใหเกดิ รปู แบบการละเลน พน้ื เมอื งขึน้ หลายรปู แบบ ไดแ ก รปู แบบการแสดงทีเ่ ปน เรอื่ งราวของการรอ งเพลง เชน เพลงเกยี่ วขา ว เพลง บอก เพลงซอ หรือรูปแบบการแสดง เชน ฟอนเทียน เซ้ิงกระหยัง ระบาํ ตารกี ีปส ซง่ึ แตล ะรูปแบบน้ีจะมที ง้ั แบบอนุรกั ษป รบั ปรงุ และพฒั นา เพ่อื ใหด ํารงอยสู บื ไป ภาพฟอนเทียน

97 เรื่องท่ี 4 นาฏยศพั ท นาฏยศพั ท หมายถึง ศัพทเ ฉพาะในทางนาฏศิลป ซ่ึงเปน ภาษาที่ใชเปน สญั ลกั ษณและส่ือ ความหมายกันในวงการนาฏศิลปไ ทย นาฏยศัพท แบง ออกเปน 3 หมวด คือ 1. หมวดนามศัพท หมายถึง ทา รําส่อื ตางๆ ท่บี อกอาการของทา นนั้ ๆ - วง เชน วงบน วงกลาง - จีบ เชน จีบหงาย จบี ควํ่า จีบหลัง - ทา เทา เชน ยกเทา ประเทา กระดก 2. หมวดกิริศพั ท คอื ศพั ทท่ีใชใ นการปฏบิ ัติอาการกริ ยิ า แบงออกเปน ศัพทเสริมและ ศพั ทเสอ่ื ม - ศพั ทเ สรมิ หมายถงึ ศพั ทท ี่ใชเสรมิ ทวงทใี หถ กู ตอ งงดงาม เชน ทรงตัว สง มอื เจยี ง ลักคอ กดไหล ถบี เขา เปน ตน - ศพั ทเส่อื ม หมายถึง ศพั ทท ีใ่ ชเ รียกทารําที่ไมถูกระดบั มาตรฐาน เพื่อใหผรู าํ รูต ัวและตอง แกไ ขทวงทขี องตนใหเ ขาสูร ะดบั เชน วงลา วงตกั วงลน ราํ เลือ้ ย ราํ ลน เปน ตน 3. หมวดนาฏยศพั ทเบ็ดเตลด็ คอื ศัพทท ี่นอกเหนอื จากนามศัพท กิริยาศัพท ซึง่ จัดไวเ ปน หมวด เบด็ เตลด็ มดี ังนี้ เหล่ยี ม หมายถึง ระยะเขา ทง้ั สองขางแบะออก กวาง แคบ มากนอยสุดแตจะเปน ทาของพระ หรอื นาง ยกั ษ ลิง เหลี่ยมท่กี วา งท่ีสดุ คือเหลีย่ มยกั ษ เดนิ มอื หมายถึง อาการเคลอ่ื นไหวของแขนและมอื เพ่ือเชอื่ มทา แมทา หมายถึง ทา ราํ ตามแบบมาตรฐาน เชน แมบท ข้ึนทา หมายถงึ ทาทีป่ ระดษิ ฐใ หส วยงาม แบง ออกเปน ก. ขนึ้ ทาใหญ มอี ยู 4 ทา คอื (1) ทาพระสห่ี นา แสดงความหมายเจรญิ รุงเรอื ง เปน ใหญ (2) ทา นภาพร แสดงความหมายเชน เดียวกับพรหมสห่ี นา (3) ทาเฉดิ ฉิน แสดงความหมายเก่ียวกบั ความงาม (4) ทาพสิ มยั เรียงหมอน มคี วามหมายเปนเกยี รติยศ

98 ข. ขึน้ ทา นอ ย มีอยูหลายทาตา งกนั คอื (1) ทา มอื หน่ึงตงั้ วงบัวบาน อกี มอื หนึ่งจีบหลงั (2) ทา ยอดตอ งตอ งลม (3) ทาผาลาเพียงไหล (4) ทา มอื หนึง่ ตง้ั วงบน อกี มือหนงึ่ ต้งั วงกลาง เหมือนทา บงั สรุ ยิ า (5) ทา เมขลาแปลง คือมอื ขางทหี่ งายไมตองทําน้วิ ลอ แกว พระใหญ – พระนอ ย หมายถึง ตวั แสดงทม่ี บี ทสําคัญพอๆ กัน พระใหญ หมายถึงพระเอก เชน อเิ หนา พระราม สวนพระนอย มีบทบาทเปนรอง เชน สังคามาระตา พระลกั ษณ นายโรง หมายถึง พระเอก เปนศัพทเฉพาะละครราํ ยืนเครือ่ ง หมายถงึ แตงเคร่ืองละครรําครบเครอื่ ง นางกษตั ริย บคุ ลกิ ทว งทเี รยี บรอ ย สงา มีทีทาเปนผูด ี นางตลาด ทวงทวี อ งไว สะบดั สะบ้งิ ไมเรียบรอ ย เชน นางยกั ษ นางแมว เปนตน ทา “เฉดิ ฉิน” นาฏยศพั ท มือขวาตง้ั “วงบัวบาน” มือซายตัง้ ”วงหนา” เทาซา ย “กระดกหลงั ”

99 ภาษาทา หมายถงึ การแสดงกริ ยิ าทาทางเพ่อื สือ่ ความหมายแทนคาํ พดู สว นมากใชใน การแสดงนาฏศลิ ปและการแสดงละครตา งๆ ภาษาทา แบง เปน 3 ประเภท ดงั นี้ 1. ทาทางท่ใี ชแ ทนคาํ พดู เชน ไป มา เรยี ก ปฏเิ สธ 2. ทา ทางทใ่ี ชแ ทนอารมณภ ายใน เชน รกั โกรธ ดใี จ เสียใจ 3. ทาแสดงกริ ิยาอาการหรอื อิริยาบถ เชน ยนื เดิน น่งั การรา ยราํ ทา ตางๆ นํามาประกอบบทรอ งเพลงดนตรี โดยมงุ ถงึ ความสงางามของลลี าทา ราํ และ จาํ เปน ตอ งอาศัยความงามทางศิลปะเขาชว ย วธิ กี ารใชท า ทางประกอบบทเรียน บทพากย และเพลงดนตรี พนั ทางนาฏศิลปเ รยี กวา การตีบท หรือการรําบท

100 เร่ืองที่ 5 ราํ วงมาตรฐาน ประวัตริ าํ วงมาตรฐาน รําวงมาตรฐาน เปนการแสดงมาจากราํ โทน เปนการละเลน พน้ื บา นอยางหนง่ึ ของชาวไทยท่ีบง บอกถงึ ความสนกุ สนาน ซงึ่ แตเ ดิมราํ โทนกเ็ ลนกนั เปน วง จึงเรียกวา “ราํ วง” แตเ ดิมไมมคี าํ วา “มาตรฐาน” จะเรียกกันวาราํ วงเทานนั้ ตอ มาราวสงครามโลกคร้งั ท่ี 2 ไดม กี ารปรับปรุงการเลน ราํ โทนใหงดงามตาม แบบของกรมศิลปากร ทั้งการรอ ง และการรายรําใหมคี วามงดงามเปน แบบฉบบั กลางๆ ทจี่ ะรองเลน ได ท่ัวไปในทกุ ภาค และเปล่ียนจากการเรียกวา ราํ โทน เปน ราํ วง เพราะประการทหี่ น่ึง เครื่องดนตรที ใ่ี ชมี มากกวา ฉิ่ง กรบั และโทน เพอ่ื เพิม่ ความสนกุ สนาน และความไพเราะใหถูกหลกั ทง้ั ไทยและสากล ประการท่ีสอง แตเดมิ ราํ โทนก็เลน กันเปนวงการเปลยี่ นจากราํ โทนเปน รําวง กย็ งั คงรูปลักษณเดิมไวส ว น ท่พี ฒั นาคอื ทา ราํ จดั ใหเ ปนทาราํ ไทยพืน้ ฐานอยางงา ยๆ สโู ลกสากล เรยี นรูงาย เปน เรว็ สนุก และเปนแบบ ฉบบั ของไทยโดยแท ทางดา นเนือ้ รอ งไดพฒั นาในทาํ นองสรา งสรรค ราํ วงที่พฒั นาแลวนเ้ี รียกวา รําวง มาตรฐาน เน้อื เพลงในรําวงมาตรฐานมที ้ังหมด 10 เพลง แตละเพลงจะบอกทา รํา (จากแมบ ท) ไวใ หพ รอม ปฏิบตั ิ ชอ่ื เพลงราํ วงมาตรฐานและทา ราํ ทารํา ชอื่ เพลง 1. สอดสรอ ยมาลา 2. ชักแปง ผัดหนา 1. งามแสงเดือน 3. รําสา ย 2. ชาวไทย 4. สอดสรอ ยมาลาแปลง 3. รํามาซิมาราํ 5. แขกเตาเขารัง 4. คืนเดอื นหงาย 5. ดวงจนั ทรวันเพญ็ เพลงราํ วงมาตรฐาน 1. เพลงงานแสงเดอื น ราํ ทา สอดสรอ ยมาลา งามแสงเดือนมาเยือนสอ งหลา งามใบหนา เมือ่ อยวู งราํ (2 เท่ยี ว) เราเลน เพื่อสนกุ เปล้อื งทกุ ขวายระกํา ขอใหเลนฟอนราํ เพ่อื สามัคคี เอย.

101 2. เพลงชาวไทย รําทา ชกั แปง ผดั หนา ชาวไทยเจาเอย ขออยาละเลยในการทาํ หนา ที่ การทเี่ ราไดเลน สนกุ เปล้อื งทุกขส บายอยางน้ี เพราะชาติเราไดเ สรี มเี อกราชสมบูรณ เราจึงควรชว ยชาติ ใหเกงกาจเจดิ จํารูญ เพื่อความสขุ เพ่มิ พูน ของชาวไทยเรา เอย. 3. เพลงราํ ซิมาราํ รําทา ราํ สา ย เรงิ ระบํากนั ใหส นกุ ราํ มาซมิ าราํ ไมละไมท งิ้ จะเกดิ เขญ็ ขกุ ตามเชงิ เชน เพ่อื ใหสรางทกุ ข ยามงานเราทํางานจริงจริง เลน สนุกอยา งวฒั นธรรม ถึงยามวางเราจงึ ราํ เลน ใหง ามใหเ รยี บจึงจะคมขาํ ตามเยี่ยมอยางตามยคุ มาเลน ระบาํ ของไทยเรา เอย. เลน อะไรใหม ีระเบียบ มาซมิ าเจา เอยมาฟอนราํ 4. เพลงคนื เดือนหงาย รําทา สอดสรอยมาลาแปลง ยามกลางคืนเดือนหงาย เยน็ พระพายโบกพลว้ิ ปลวิ มา เย็นอะไรกไ็ มเยน็ จติ เทาเยน็ ผกู มติ รไมเ บ่ือระอา เยน็ รม ธงไทยปกไทยทวั่ หลา เย็นยงิ่ น้ําฟามาประพรม เอย. ชอ่ื เพลง ทา ราํ 6. ดอกไมของชาติ 7. หญงิ ไทยใจงาม 6. รําย่วั 8. ดวงจันทรขวัญฟา 7. พรหมส่หี นา , ยงู ฟอนหาง 9. ยอดชายใจหาญ 8. ชางประสานงา, จันทรท รงกลดแปลง 10. บชู านักรบ 9. (หญิง) ชะนีรา ยไม (ชาย) จอ เพลงิ กาฬ 10. เทย่ี วแรก (หญิง) ขดั จางนาง (ชาย) จนั ทรท รงกลด เท่ียวสอง (หญงิ ) ลอ แกว (ชาย) ขอแกว

102 ลักษณะทา รําแบบตางของราํ วงมาตรฐาน ทาสอดสรอยมาลา ทาชกั แปง ผัดหนา

103 ทา นกแขกเตาเขา รัง

104 เร่ืองท่ี 6 การอนรุ ักษน าฏศิลปไทย นาฏศิลปไ ทย เปนผลผลิตทางวัฒนธรรมทเ่ี ปน รปู ธรรม ซ่ึงนบั เปน มรดกทางวัฒนธรรมทีบ่ รรพ บรุ ษุ ของเราไดส รางและส่ังสมภมู ิปญญามาแตโ บราณ เปนส่ิงทแี่ สดงถงึ เอกลักษณของชาติ ซงึ่ แสดงให เห็นถงึ ความเปน อารยประเทศของชาตไิ ทยที่มีความเปนเอกราชมาชานาน นานาประเทศในโลกตางชนื่ ชม นาฏศิลปไทยในความงดงามวจิ ิตรบรรจง เปน ศิลปะทมี่ คี ณุ คาควรแกก ารอนรุ กั ษแ ละสบื ทอด แนวทางในการอนุรักษนาฏศลิ ปไ ทย 1. การอนรุ กั ษร ปู แบบ หมายถงึ การรกั ษาใหค งรปู ดงั เดิม เชน เพลงพน้ื บา นกต็ อ งรกั ษาข้นั ตอน การรอ ง ทาํ นอง การแตงกาย ทาราํ ฯลฯ หรอื หากจะผลิตขน้ึ ใหมกใ็ หร กั ษารูปแบบเดมิ ไว 2. การอนุรกั ษเ นอ้ื หา หมายถงึ การรักษาในดานเนอ้ื หาประโยชนค ณุ คา ดว ยวิธีการผลิต การ รวบรวมขอ มูลเพื่อการศกึ ษา เชน เอกสาร และสือ่ สารสนเทศตางๆ การอนรุ กั ษท้งั 2 แบบน้ี หากไมมกี ารสืบทอดและสง เสรมิ ก็คงไวประโยชนใ นท่นี ้ี จะขอนําเสนอแนวทางในการสงเสริมเพื่ออนรุ ักษน าฏศิลปไ ทย ดงั นี้ 1. จัดการศึกษาเฉพาะทาง สง เสรมิ ใหม ีสถาบนั การศกึ ษาดานนาฏศิลปจัดการเรยี นการสอน เพ่ือ สบื ทอดงานศลิ ปะดา นนาฏศิลป เชน วิทยาลัยนาฏศลิ ป สถาบนั เอกชน องคก รของรัฐบางแหง ฯลฯ 2. จดั การเรยี นการสอนในข้ันพนื้ ฐาน โดยนําวชิ านาฏศิลปจดั เขา ในหลกั สูตรและเขา สรู ะบบ การเรียนการสอนทกุ ระดับ ตามระบบทค่ี วรจะใหเยาวชนไดร บั รเู ปนขน้ั ตอนตงั้ แตอนบุ าล ประถม มธั ยมศกึ ษา และอดุ มศึกษา ตลอดจนสถาบนั การศกึ ษาทุกระดับ จัดรวบรวมขอ มลู ตา งๆ เพือ่ ประโยชนต อ การศึกษาคนควา และบรกิ ารแกช มุ ชนไดด ว ย 3. มกี ารประชาสัมพันธใ นรปู แบบสอื่ โฆษณาตา งๆ ทัง้ วทิ ยุ โทรทัศน และหนังสือพิมพ โดยนาํ ศลิ ปวัฒนธรรมดา นนาฏศลิ ปเ ขา มาเก่ยี วขอ งเพื่อเปนการสรางบทบาทของความเปน ไทยใหเปนทร่ี จู กั 4. จัดเผยแพร ศลิ ปวัฒนธรรม ในรูปแบบการแสดงนาฏศิลปแกห นว ยงานรฐั และเอกชน โดยท่ัวไปท้งั ภายในประเทศและตางประเทศ 5. สง เสริมและปลกู ฝงมรดกทางศิลปวัฒนธรรมภายในครอบครวั ใหร ูซ้ึงถึงความเปน ไทยและ อนุรักษร ักษาเอกลักษณไ ทย

105 กิจกรรมท่ี 1 ผลการเรยี นรทู ีค่ าดหวงั บอกท่มี าและประเภทของนาฏศลิ ปไทยได คําช้ีแจง ใหผเู รียนตอบคําถามตอไปนี้ 1. นาฏศิลปไ ทยเกดิ ขึน้ จากเหตใุ ด 2. นาฏศิลปไ ทยมีก่ปี ระเภท อะไรบาง จงอธบิ าย 3. ใหผ เู รียนเขยี นช่ือการแสดงราํ และระบาํ ของนาฏศลิ ปไทยที่เคยชมใหมากท่ีสุด 4. ใหผเู รียนหาภาพและประวัตกิ ารแสดงเกยี่ วกับนาฏศลิ ปไทย กิจกรรมที่ 2 ผลการเรียนรทู ค่ี าดหวงั 1. บอกความหมายของนาฏยศพั ทได 2. เขาใจสนุ ทรยี ะของการแสดงนาฏศิลปไ ทยตามหลักการใชภ าษาทา คาํ ชีแ้ จง ใหผ เู รียนตอบคาํ ถามตอไปนี้ 1. อธบิ ายความหมายของนาฏศัพท พรอมยกตัวอยางพอสังเขป 2. อธิบายความหมายของภาษาทา ในนาฏศิลปไทย 3. แบง กลุม คิดภาษาทา กลมุ ละ 3 ประโยค ออกมาแสดงภาษาทาทคี่ ิดไวท ีละกลุม โดยใหก ลมุ อื่นเปน ผูท ายวา ภาษาทานนั้ ๆ หมายถึงอะไร กิจกรรมที่ 3 ผลการเรียนรทู ่ีคาดหวงั 1. แสดงความรูสึก ความคิดเหน็ ไดอยางมีเหตผุ ลและสรางสรรค 2. รับฟง ความคิดเห็นของผูอ่นื และนาํ ไปปรับใชไ ดอยางมีเหตผุ ล คาํ ช้แี จง ใหผ ูเรยี นบอกชื่อการแสดงนาฏศลิ ปไ ทยท่ีเคยชม แลวแสดงความคดิ เห็น 1. เรอ่ื งท่ชี ม 2. เนือ้ เรือ่ ง 3. ตวั แสดง 4. ฉาก 5. ความเหมาะสมของการแสดง

106 กจิ กรรมที่ 4 ผลการเรียนรทู ค่ี าดหวัง 1. บอกประวตั คิ วามเปน มาของรําวงมาตรฐานได 2. แสดงราํ วงมาตรฐานไดอ ยา งถกู ตองเหมาะสม คําชี้แจง 1. จงอธบิ ายประวตั ิความเปน มาของรําวงมาตรฐาน 2. ราํ วงมาตรฐานนําไปแสดงในโอกาสใดบาง จงอธิบาย 3. ใหผ ูเรยี นแบง กลมุ ฝก การแสดงราํ วงมาตรฐาน กลุมละ 3 เพลง แสดงใหเพ่อื นดทู ลี ะกลุม กจิ กรรมที่ 5 ผลการเรียนรทู ี่คาดหวงั รคู ุณคา ของนาฏศิลปไทยและแนวทางอนุรกั ษนาฏศลิ ปไ ทย คําชี้แจง ใหผเู รียนตอบคาํ ถามตอไปนี้ 1. ถาหากไมม นี าฏศิลปไ ทย ประเทศไทยจะเปน อยา งไร 2. ผเู รยี นมแี นวทางการอนรุ กั ษน าฏศลิ ปไทยอยางไรบาง

107 บทท่ี 4 นาฏศิลปไทยกับการประกอบอาชีพ นาฏศิลปไ ทยเปน การแสดงศิลปะที่เปนเอกลักษณของไทย เปนเรื่องท่ีมีความเกี่ยวของสัมพันธ กบั ประวตั ศิ าสตรไทย วัฒนธรรมไทย เปนการละเลนเพอื่ ความบนั เทงิ รนื่ เรงิ ของชาวบานภายหลังฤดูเก็บ เก่ียว นาฏศิลปไ ทยมหี ลายประเภท เชน โขน ละคร ราํ การละเลน พนื้ เมือง เปนตน สําหรบั แนวทางในการประกอบอาชีพนาฏศิลปไทยนั้น ไดแก อาชีพการละเลนพื้นเมืองของแต ละภาค ดังนี้ 1. อาชพี การแสดงหนังตะลงุ 2. อาชีพการแสดงลเิ ก 3. อาชพี การแสดงหมอลาํ ผูเรยี นสนใจทีจ่ ะศึกษาแนวทางการประกอบอาชพี ดา นน้ีตองมคี วามสนใจ และมีความเช่ือม่ันใน ตัวเอง พรอ มที่จะเรยี นรูส่ิงตางๆ เก่ยี วกบั อาชพี ดังกลาว เร่อื งท่ี 1 คุณสมบตั ิของอาชพี นกั แสดงทดี่ ี ในการแสดงบทบาทตางๆ นักแสดงตองมีความรับผิดชอบ มีการซอมบทบาทท่ีตองแสดงโดย การศึกษาเน้อื เร่อื ง และบททไี่ ดรับมอบหมายใหแ สดง แสดงบทตลก บทที่เครงเครียด โดยการใชถอยคํา หรอื กิรยิ าทาทาง แสดงประกอบ อาจรอ งเพลง เตนรํา หรอื ฟอนรํา อาจชํานาญในการแสดงบทบาทอยาง ใดอยางหน่ึง หรอื การแสดงประเภทใดประเภทหนึ่งและอาจมีช่ือเรียกตามบทบาทหรือประเภทของการ แสดง เร่อื งท่ี 2 คุณลกั ษณะของผูประกอบอาชีพการแสดง 1. มีความถนดั ทางศิลปะการแสดง 2. มสี นุ ทรยี ะ สนใจสง่ิ สวยงาม ดนตรี วรรณกรรม 3. มีอารมณอ อ นไหว 4. มีจนิ ตนาการสงู มีความคดิ สรา งสรรค และไมล อกเลยี นแบบใคร

108 โอกาสกา วหนา ในอาชีพ เปนนกั แสดง โอกาสกาวหนาขึ้นอยูกบั ความสามารถของผูแสดง และความนยิ มของผชู ม ท้ังน้ีอยู ท่ีการพัฒนาตนเองและการใฝหาความรูของผูท่จี ะประกอบอาชีพ 1. อาชพี การแสดงหนงั ตะลงุ หนังตะลุง คือ ศลิ ปะการแสดงประจาํ ทอ งถ่ินอยางหนง่ึ ของภาคใต เปนการเลา เรื่องราวท่ีผูกรอย เปนนิยาย ดาํ เนินเรือ่ งดวยบทรอ ยกรองท่ีขับรอ งเปน ลําเนียงทองถิ่น หรือท่ีเรียกกันวาการ “วาบท” มีบท สนทนาแทรกเปนระยะ และใชการแสดงเงาบนจอผาเปนส่ิงดึงดูดสายตาของผูชม ซ่ึงการวาบท การ สนทนา และการแสดงเงาน้ี นายหนงั ตะลงุ เปนคนแสดงเองท้งั หมด หนังตะลุงเปน มหรสพทนี่ ิยมแพรหลายอยางย่ิงมาเปน เวลานาน โดยเฉพาะในยุคสมัยกอนที่ไมมี ไฟฟา ใชก ันทว่ั ถึงทกุ หมูบ านอยา งในปจจบุ นั หนงั ตะลงุ แสดงไดท ง้ั ในงานบุญและงานศพ ดังน้ันงานวัด งานศพ หรืองานเฉลมิ ฉลองทีส่ าํ คญั จงึ มักมหี นงั ตะลงุ มาแสดงใหช มดวยเสมอ ปจ จบุ ัน โครงการศิลปนแหงชาติ สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ ไดสงเสริมใหมี การอนรุ ักษและสืบทอดศลิ ปะการแสดงหนังตะลงุ ใหแ กอ นชุ นรุนหลัง เพอ่ื รกั ษามรดกทางวัฒนธรรมอัน ทรงคุณคา นใ้ี หคงอยสู ืบไป ประวัตคิ วามเปนมาของหนังตะลุง นักวิชาการหลายทานเชื่อวา มหรสพการแสดงเงาจําพวกหนังตะลุง เปนวัฒนธรรมเกาแกของ มนุษยชาติ ปรากฏแพรห ลายมาทง้ั ในแถบประเทศยโุ รป และเอเชยี โดยมหี ลกั ฐานปรากฏวา เม่ือคร้ังพระ เจาอเล็กซานเดอรม หาราชมีชัยชนะเหมือนอียิปต ไดจัดใหมีการแสดงหนัง (หรือการละเลนท่ีคลายกัน) เพอื่ เฉลมิ ฉลองชัยชนะและประกาศเกยี รตคิ ณุ ของพระองค และเชื่อวามหรสพการแสดงเงาน้ีมีแพรหลาย ในประเทศอียิปตม าแตกอ นพุทธกาล ในประเทศอนิ เดยี พวกพราหมณแสดงหนังทีเ่ รียกกันวา ฉายานาฏกะ เรื่องมหากาพยรามายณะ เพื่อบูชาเทพเจาและสดุดีวีรบุรุษ สวนในประเทศจีนมีการแสดงหนังสดุดี คุณธรรมความดีของสนมเอกแหง จกั รพรรดย์ิ วนตี่ (พ.ศ. 411 – 495)

109 ในสมัยตอมา การแสดงหนังไดแพรหลายเขาสูในเอเชียอาคเนย เขมร พมา ชวา มาเลเซีย และ ประเทศไทย คาดกนั วา หนังใหญค งเกิดขึน้ กอ นหนงั ตะลงุ และประเทศแถบนคี้ งจะไดแ บบมาจากอินเดีย เพราะยงั มีอิทธิพลของพราหมณหลงเหลืออยูมาก เรายังเคารพนับถือฤาษี พระอิศวร พระนารายณ และ พระพรหม ยิ่งเรอ่ื งรามเกียรต์ิ ยิ่งถอื วาเปนเรอื่ งขลังและศกั ด์ิสทิ ธ์ิ หนังใหญจ ึงแสดงเฉพาะเร่ืองรามเกียรต์ิ เริม่ แรกคงไมมจี อ คนเชดิ หนังใหญจงึ แสดงทาทางประกอบการเชดิ ไปดว ย เครอื่ งดนตรีหนังตะลงุ เครื่องดนตรีหนังตะลุงในอดีต มีความเรียบงาย ชาวบานในทองถ่ินประดิษฐขึ้นไดเอง มีทับ กลอง โหมง ฉ่ิง เปน สําคญั สว นป เกดิ ข้นึ ภายหลัง แตก็ยังเปนเครื่องดนตรีที่ชาวบานประดิษฐไดเองจน เม่ือมีวัฒนธรรมภายนอกเขามา หนังตะลุงบางคณะจึงนําเครื่องดนตรีใหมๆ เขามาเสริม เชน กลองชุด กีตา ร ไวโอลนิ ออรแกน เม่ือเคร่ืองดนตรีมากขน้ึ จาํ นวนคนในคณะก็มากขึ้น ตนทุนจึงสูงขึ้น ทําใหตอง เรยี กคา ราด (คาจา งแสดง) แพงข้ึน แตห นังตะลงุ หลายคณะก็ยังรักษาเอกลกั ษณเ อาไว เคร่อื งดนตรสี ําคญั ของหนังตะลุง มีดงั ตอ ไปนี้ ทบั ของหนังตะลุงเปนเครอื่ งกาํ กบั จังหวะและทวงทํานองท่ีสําคัญที่สุด ผูบรรเลงดนตรีช้ินอ่ืนๆ ตองคอยฟงและยกั ยายจงั หวะตามเพลงทบั นกั ดนตรที ี่สามารถตที ับไดเรียกวา “มือทับ” เปนคํายกยองวา เปน คนเลนทบั มือฉมัง รปู หนังตะลงุ ตัวตลกหนงั ตะลงุ

110 ตวั ตลกหนังตะลงุ เปน ตวั ละครที่มคี วามสาํ คญั อยางย่ิง และเปนตัวละครท่ี “ขาดไมได” สําหรับ การแสดงหนงั ตะลุง บทตลกคือเสนหหรือสีสัน ที่นายหนังจะสรางความประทับใจใหกับคนดู เมื่อการ แสดงจบลง สง่ิ ท่ีผชู มจาํ ได และยังเกบ็ ไปเลา ตอกค็ อื บทตลก นายหนงั ตะลุงคนใดท่ีสามารถสรางตัวตลก ไดมีชีวติ ชวี าและนาประทบั ใจ สามารถทําใหผ ชู มนําบทตลกน้ันไปเลา ขานตอไดไมรูจบ ก็ถือวาเปนนาย หนังทป่ี ระสบความสําเรจ็ ในอาชีพโดยแทจ รงิ ตวั ตลกหนังตะลุงมชี อื่ ดงั ตอ ไปน้ี 1. อายเทง 2. อายหนนู ุย 3. นายยอดทอง 4. นายสแี กว 5. อา ยสะหมอ ข้นั ตอนการแสดงหนังตะลุง หนงั ตะลงุ ทุกคณะจะนิยมเลนเปน แบบเดยี วกนั โดยมีการลําดบั การเลน ดังน้ี 1. ตัง้ เคร่อื งเบิกโรง เปนการทําพธิ ีเอาฤกษ ขอทตี่ ัง้ โรงและปด เปา เสนียดจัญไร เร่ิมโดยเม่ือคณะ หนงั ขนึ้ โรงแลว นายหนังจะตกี ลองนําเอาฤกษ ลกู คูบรรเลงเพลงเชดิ ชนั้ นี้เรยี กวา ต้งั เคร่อื ง 2. โหมโรง การโหมโรงเปนการบรรเลงดนตรีลวนๆ เพื่อเรียกคนดู และใหนายหนังได เตรียมพรอม การบรรเลงเพลงโหมโรงเดิมที่เลากันวาใช “เพลงทับ” คือใชทับเปนตัวยืนและเดินจังหวะ ทํานองตางๆ กันไป 3. ออกลิงหัวคํา่ เปนธรรมเนยี มการเลนหนังตะลุงสมัยกอน ปจจุบันเลิกเลนแลว เขาใจวาไดรับ อทิ ธพิ ลจากหนงั ใหญ เพราะรูปท่ใี ชส ว นใหญเปนรูปจับ มีฤาษีอยูกลาง ลิงขาวกับลิงดําอยูคนละขาง แต รูปท่แี ยกเปน รปู เดีย่ วๆ 3 รูป แบบเดียวกบั ของหนังตะลุงกม็ ี 4. ออกฤาษี เปนการเลนเพ่ือคารวะครู และปดเปาเสนียดจัญไร โดยขออํานาจจากพระพรหม พระอิศวร พระนารายณ และเทวะอน่ื ๆ และบางหนังยงั ขออํานาจจากพระรัตนตรัยดวย 5. ออกรูปฉะ หรือรูปจับ คําวา “ฉะ” คอื สูร บ ออกรปู ฉะเปนการออกรูปจากพระรามกับทศกัณฐ ใหต อสกู นั วธิ เี ลน ใชท ํานองพากยค ลา ยหนงั ใหญ การเลนชดุ น้ีหนงั ตะลุงเลิกเลน ไปนานแลว 6. ออกรูปปรายหนา บท รูปปรายหนาบท เปน รปู ผูชายถือดอกบัวบา ง ธงชาตบิ าง ถือเปนตัวแทน ของนายหนัง ใชเลน เพ่อื ไหวครู ไหวสิ่งศกั ดิ์สทิ ธแ์ิ ละผทู ีห่ นังเคารพหนังถอื ทง้ั หมดตลอดท้งั ใชร องกลอน ฝากเนื้อฝากตัวกบั ผูชม 7. ออกรูปบอกเร่อื ง รปู บอกเรือ่ งเปน รปู ตลก หนงั สวนใหญใชร ูปขวัญเมืองเลนเพ่ือเปนตัวแทน ของนายหนัง ไมมีการรอง กลอน มีแตพูด จุดประสงคของการออกรูปน้ีเพ่ือบอกกลาวกับผูชมถึงเรื่อง นิยายทห่ี นังจะหยิบยกข้ึนแสดง

111 8. เก้ียวจอ เปนการรองกลอนสั้นๆ กอนต้ังนามเมืองเพ่ือใหเปนคติสอนใจแกผูชม หรือเปน กลอนพรรณนา ธรรมชาติและความในใจ กลอนท่ีรองนห้ี นงั จะแตง ไวก อ น และถอื วา มคี วามคมคาย 9. ต้ังนามเมือง หรือตั้งเมือง เปนการออกรูปกษัตริย โดยสมมติขึ้นเปนเมืองๆ หน่ึงจากนั้นจึง ดําเนนิ เหตุการณไปตามเรื่องท่กี ําหนดไว วตั ถุประสงคก ารเลน หนังตะลงุ จากที่กลา วมา เปน ขนบนิยมในการเลนหนังเพื่อความบันเทิงโดยท่ัวๆ ไป แตหากเลนประกอบ พิธีกรรม จะมขี นบนิยมเพิ่มขน้ึ การเลน เพอื่ ประกอบพิธีกรรมมี 2 อยาง คือ เลนแกเหมรยและเลนในพิธี ครอบมือ การเลนแกเหมรยเปน การเลนเพื่อบวงสรวง ครูหมอหนังหรือส่ิงศักด์ิสิทธิ์ตามพันธะท่ีบนบาน ไว หนังตะลงุ ทจ่ี ะเลน แกเหมรยไดต อ งรอบรใู นพิธกี รรมอยางดี และผานพิธคี รอบมอื ถูกตอ งแลว การเลน แกเหมรยจะตองดฤู กษยามใหเหมาะ เจาภาพตองเตรียมเครื่องบวงสรวงไวใหครบถวนตามที่บนบานไว ขนบนิยมในการเลนทั่วๆไปแบบเดียวกับเลนเพื่อความบันเทิง แตเสริมการแกบนเขาไปในชวงออกรูป ปรายหนา บท โดยกลา วขับรองเชิญครหู มอหรอื สง่ิ ศกั ดิ์สิทธ์ิมารบั เครอ่ื งบวงสรวง ยกเรอื่ งรามเกียรติ์ตอน ใดตอนหนง่ึ ที่พอจะแกเ คล็ดวาตัดเหมรยไดขึ้นแสดง เชน ตอนเจาบุตรเจาลบ เปนตน จบแลวชุมนุมรูป ตา งๆมีฤาษีเจาเมือง พระ นาง ตัวตลก ฯลฯ โดยปกรวมกนั หนาจอเปน ทํานองวา ไดรว มรูเห็นเปนพยานวา เจาภาพไดแกเหมรยแลว แลวนายหนังใชมีดตัด หอเหมรยขวางออกนอกโรง เรียกวา “ตัดเหมรย” เปน เสรจ็ พธิ ี สว นการครอบมือเปน พธิ ีที่จดั ขึน้ เพ่อื ยอมรับนบั ถอื ครหู นงั แตครั้งบุรพกาล ซง่ึ เรียกวา “ครตู น ” มี พระอุณรทุ ธไชยเถร พระพริ าบหนา ทอง ตาหนยุ ตาหนักทอง ตาเพชร เปนตน

112 ตวั อยา งผทู ปี่ ระสบความสาํ เร็จในอาชีพการแสดงหนังตะลุง นายหนงั พรอ มนอ ย นายหนังพรอมนอย ตะลงุ สากล เปน นายหนังผูหนงึ่ ที่ไดร ับความนิยมจากประชาชนท่มี ีความชื่น ชอบการแสดงหนังตะลุงของนายหนังพรอมนอย ตะลุงสากล เนื่องจากมีคุณลักษณะในการแสดงหนัง ตะลงุ หลายๆ ดา นรวมกนั เชน 1. มเี สียงเพราะนํา้ เสยี งในการขบั บทกลอนทมี่ เี สียงดงั ฟงชดั 2.มคี วามรอบรูท ้งั ทางโลกและทางธรรม 3. มกี ารนาํ เหตกุ ารณบา นเมืองในปจจบุ นั มาทําการแสดงเขากับวรรณกรรม 4. สอดแทรกมุขตลก นายหนังพรอมนอย ตะลุงสากล มีคุณลกั ษณะในเรื่องของเสียงนายหนังพรอมนอย ตะลุงสากล เปนนาย หนังทมี่ ีน้ําเสียงทสี่ ามารถแสดงหนงั ตะลงุ ติดตอ กนั หลายชั่วโมงโดยเสียงไมแหบและสามารถเลียนเสียง ตัวหนังแตล ะตวั ทีเ่ อกลักษณข องน้ําเสียงแตกตางกันออกไปไดอยางเหมาะสม สามารถถายทอดใหผูชม ไดรบั รูถ ึงบทบาทของนายหนังไดเ ปน อยางดี วรรณกรรมที่แสดงหนังพรอมนอย ตะลุงสากล มีการนําคติสอนใจมาสอดแทรกในเนื้อหาการ แสดงสอนใหผ ชู มไดร บั รูถงึ คาํ สอนในทางโลกและทางธรรม วรรณกรรมที่แสดงเขากับยุคสมัยโดยการ นําเหตุการณในทองถิ่น เหตุการณการเมืองการปกครองมาดัดแปลงในการแสดงเพ่ือเปนสื่อกลางให ชาวบานผูชมทราบถึงเหตุการณบานเมืองในปจจุบัน เร่ืองมุขตลกหนังพรอมนอย ตะลุงสากลมีวิธีการ แสดงโดยนํามาสอดแทรกในเรอ่ื งทาํ ใหการแสดงหนังตะลงุ เปนเร่อื งสอื่ บนั เทิงใหกับชาวบานในทองถ่ิน ไดม คี วามสนุกมีสว นรวมไปกบั การแสดงหนังตะลงุ หนังพรอมนอย ตะลุงสากลยังมีลุกคูท่ีมีความสามารถบรรเลงประกอบการแสดงหนังตะลุง รวมถงึ ความทันสมัยในเรื่องดนตรีท่นี ํามาบรรเลงกบั ดนตรีพนื้ บาน ทําใหไ ดรับความนิยมจากผูชมทุกวัย การนาํ ดนตรสี ากลเขา มาใชประกอบการแสดงหนังตะลุงของคณะหนงั พรอมนอย มีการสรา งสรรคโ ดยนาํ เพลงไทยเดมิ มาบรรเลงกับดนตรีสากล สวนเพลงตามสมัยนิยมสามารถนํามาบรรเลงกับการแสดงหนัง ตะลงุ ไดอยางเหมาะสมและลงตวั ส่ิงท่ีขาดไมไดนอกเหนือจากองคประกอบความสามารถของนายหนังในการแสดงหนังตะลุง นายหนังตะลงุ ควรนําองคประกอบการแสดงหนังตะลุงและความสามารถจากการแสดงหนัง

113 ตะลุงและความสามารถจากการแสดงไปชว ยเหลือสังคม โดยนายหนังพรอมนอย ตะลุงสากลกลาว วา การแสดงหนังตะลุงท่ตี นประสบความสาํ เร็จไดม ากจากการยอมรับจากประชาชน เราควรจะทําอะไร เพ่ือประโยชนใหกับสังคมบาง หนังพรอมนอย ตะลุงสากล จึงนําเงินท่ีไดจากการแสดงหนังตะลุงไป ชวยเหลือชุมชน หรือบางคร้ังเปดการแสดงหนังตะลุงเพ่ือหาเงินสมทบไปพัฒนาหมูบาน โรงเรียน วัด สถานท่รี าชการ ใหม คี วามสะดวกยง่ิ ขนึ้ คณุ สมบตั พิ เิ ศษของผูทจ่ี ะแสดงหนังตะลงุ จะตองเปนคนเสียงดีและเสียงดัง ทําเสียงไดหลายเสียง เปล่ียนเสียงตามบทบาทของตัวละครที่ พากยไ ดฉบั พลันและเปนธรรมชาติ พากยยกั ษเสียงตองหาวอยางยักษ พากยนางเสียงตองนุมหวานอยาง นาง พากยต ัวตลกตัวใดเสียงตองเปน อยา งตวั ตลกตัวนั้น เรยี กภาษาหนังตะลุงวา “กินรูป” เสียงท่ีชวนฟง ตอ งแจม ใสกังวานกลมกลนื กบั เสยี งโหมง เรียกวา “เสียงเขาโหมง ” และสามารถรกั ษาคุณภาพของเสียงได ตลอดเวลา การแสดงตงั้ แตป ระมาณ 3 ทุม จนสวาง ตองรอบรูในศิลปและศาสตรตางๆ อยางกวางขวาง ทงั้ คดีโลกและคดธี รรม เพื่อแสดงหนงั ใหไดท ั้งความบันเทงิ และสารประโยชน มีอรรถรส สามารถดึงดูด ผชู มใหช วนตดิ ตาม 2.อาชพี การแสดงลิเก ลเิ ก เกิดขนึ้ ในสมัยรชั กาลที่ 5 คําวา ลเิ ก ในภาษามลายู แปลวา ขบั รอง เดิมเปนการสวดบูชาพระ ในศาสนาอิสลาม สวดเพลงแขกเขากับจังหวะรํามะนา พวกแขกเจาเซ็นไดสวดถวายตัวเปนคร้ังแรกใน การบาํ เพญ็ พระราชกศุ ล เมือ่ พ.ศ. 2423 ตอ มาคิดสวดแผลงเปน ลาํ นําตางๆ รองเปนเพลงตาง

114 ภาษา และทําตัวหนังเชิด โดยเอารํามะนาเปนจอก็มี ลิเกจึงกลายเปนการเลนขึ้น ตอมามี ผคู ดิ เลน ลิเกอยา งละคร คอื เรม่ิ รอ งเพลงแขก แลวตอไปเลนอยางละครราํ และใชป พ าทยอยา งละคร ลิเกมี 4 แบบ คอื ลิเกบันตน เร่ิมดวยรองเพลงบันตนเปนภาษามลายู ตอมาก็แทรกคําไทยเขาไปบาง ดนตรีก็ใช รํามะนา จากน้ันก็แสดงเปนชุดๆ ตางภาษา เชน แขก ลาว มอญ พมา ตองเร่ิมดวยชุดแขกเสมอ ผูแสดงแตงตัวเปนชาติตางๆ รองเอง พวกตีรํามะนาเปนลูกคู มีการรองเพลงบันตนแทรกระหวางการ แสดงแตล ะชดุ ลเิ กลูกบท คอื การแสดงผสมกับการขบั รองและบรรเลงเพลงลูกบท รองและราํ ไปตามกระบวน เพลง ใชปพาทยป ระกอบแทนรํามะนา แตง กายตามทนี่ ยิ มในสมัยน้นั ๆ แตสีฉดู ฉาด ผูแสดงเปนชายลว น เม่ือแสดงหมดแตล ะชุด ปพ าทยจ ะบรรเลงเพลง 3 ช้ันท่เี ปน แมบ ทข้นึ อกี และออกลูกหมดเปนภาษาตางๆ ชุดอน่ื ๆ ตอ ไปใหม ลเิ กทรงเครอ่ื ง เปน การผสมผสาน ระหวางลิเกบันตนและลิเกลกู บท มีทารําเปน แบบแผน แตงตัว คลายละครราํ แสดงเปนเรื่องยาวๆ อยางละคร เริม่ ดว ยโหมโรงและบรรเลงเพลงภาษาตางๆ เรียกวา \"ออก ภาษา\" หรอื \"ออกสบิ สองภาษา\" เพลงสดุ ทา ยเปนเพลงแขก พอปพ าทยห ยดุ พวกตีรํามะนาก็รองเพลงบัน ตน แลวแสดงชุดแขก เปนการคํานับครู ใชปพาทยรับ ตอจากน้ันก็แสดงตามเน้ือเร่ือง ลิเกท่ีแสดงใน ปจ จบุ นั เปน ลิเกทรงเคร่ือง ลิเกปา เปนศิลปะการแสดงที่เคยไดรับความนิยมอยางกวางขวางในจังหวัดสุราษฎรธานีและ จงั หวดั ทางภาคใตท่วั ๆ ไป แตใ นปจ จุบนั ลเิ กปามีเหลืออยูนอ ยมาก ผูเฒาผูแกเลาวา เดิมลิเกปาจะมีแสดง ใหด ูทกุ งาน ไมวาจะเปน บวชนาค งานวดั หรอื งานศพ ลิเกปามเี คร่ืองดนตรีประกอบการแสดง 3 อยาง คือ กลองรํามะนา 1-2 ใบ ฉ่งิ 1 คู กรับ 1 คู บาง คณะอาจจะมโี หมง และทบั ดวย ลเิ กปามนี ายโรงเชน เดียวกบั หนงั ตะลงุ และมโนราห สําหรบั การแสดงก็ คลายกบั โรงมโนราห ผแู สดงลิเกปา คณะหนงึ่ มีประมาณ 6-8 คน ถา รวมลกู คดู ว ยก็จะมจี าํ นวนคนพอ ๆ กับมโนราหห นงึ่ คณะ การแสดงจะเรม่ิ ดวยการโหมโรง \"เกริน่ วง\" ตอ จากเกรน่ิ วงแขกขาวกบั แขกแดงจะ ออกมาเตนและรอ งประกอบ โดยลกู คจู ะรบั ไปดว ย หลังจากน้นั จะมผี ูออกมาบอกเรื่อง แลว กจ็ ะเรม่ิ แสดง วิธกี ารแสดง เดนิ เรื่องรวดเร็ว ตลกขบขนั เรม่ิ ดวยโหมโรง 3 ลา จบแลว บรรเลงเพลงสาธุการ ให ผูแ สด ง ไ หว ค รู แล ว จึ ง ออก แ ข ก บอก เรื่ อง ที่ จ ะ แ สด ง สมั ย ก อน มี ก าร รํ า ถว า ย มื อหรื อ รําเบกิ โรง แลวจึงดาํ เนินเร่ือง ตอมาการราํ ถวายมือก็เลกิ ไป ออกแขกแลว กจ็ บั เรือ่ งทนั ที การรายรํานอยลง ไปจนเกอื บไมเ หลอื เลย คงมีเพียงบางคณะทยี่ งั ยดึ ศลิ ปะการราํ อยู ผแู สดง เดมิ ใชผูชายลวน ตอมาแสดงชายจริงหญิงแทน้ัน ผูแสดงตองมีปฏิภาณในการรองและ เจรจา ดาํ เนนิ เร่ืองโดยไมมกี ารบอกบทเลย หัวหนา คณะจะเลา ใหฟ ง กอนเทา น้ัน นอกจากน้ี

115 การเจรจาตองดดั เสียงใหผ ดิ ปกติ ซึ่งเปนเอกลักษณ ของลิเก แตตวั สามัญชนและตวั ตลกพูดเสียงธรรมดา เพลงและดนตรี ดาํ เนินเรือ่ งใชเ พลงหงสท องช้ันเดียว แตด ดั แปลงใหดนไดเนื้อความมาก ๆ แลวจึง รับดวยปพาทย แตถาเลนเรื่องตางภาษา ก็ใชเพลงท่ีมีสําเนียงภาษาน้ันๆ ตามทองเรื่อง แตดนใหคลาย หงสทอง ตอมานายดอกดิน เสือสงา ไดดัดแปลงเพลงมอญครวญของลิเกบันตนท่ีใชกับ บทโศก มาเปน เพลงแสดงความรักดวย เรื่องที่แสดง นิยมใชเรื่องละครนอก ละครใน และเร่ืองพงศาวดารจีน มอญ ญวน เชน สามกก ราชาธิราช การแตงกาย แตงตัวดวยเคร่ืองประดับสวยงาม เลียนแบบเครื่องทรงกษัตริย จึงเรียกวา ลิเก ทรงเครื่อง \"สมยั ของแพง\" ก็ลดเครอื่ งแตงกายที่แพรวพราวลงไป แตบางคณะก็ยังรักษาแบบแผนเดิมไว โดยตัวนายโรงยังแตงเลียนแบบเคร่ืองทรงของกษัตริยในสวนที่มิใชเครื่องตน เชน นุงผายกทอง สวมเส้ือ เขมขาบหรือเยียรบับ แขนใหญถึงขอมือ คาดเข็มขัดนอกเสื้อ ประดับเคร่ืองราชอิสริยาภรณตางๆ แต ดดั แปลงเสียใหม เชน เครอื่ งสวมศีรษะ เครอื่ งประดับหนา อก สายสะพาย เครอื่ งประดับไหล ตัวนางนุงจีบ ยกทอง สวมเส้อื แขนกระบอกยาว หมสไบปกแพรวพราว สวมกระบังหนาตอยอดมงกุฎ ที่แปลกกวาการ แสดงอนื่ ๆ คอื สวมถุงเทา ยาวสีขาวแทนการผัดฝนุ อยา งละคร แตไมสวมรองเทา สถานทแ่ี สดง ลานวัด ตลาด สนามกวางๆ โดยปลกู เพิงสงู ระดับตา ดานหนาเปนที่แสดง ดานหลงั เปนทีพ่ ักท่แี ตงตวั คณุ สมบัติของผูท จี่ ะแสดงลิเก - มีใจรกั ในการแสดงและฝกฝนใหช าํ นาญ - มีการรอ งและราํ ท่ดี ีและสวยงามเพราะเปน จุดเดนของลเิ กไทย - ผสมผสานศิลปวฒั นธรรมไทยไดอยา งงดงาม นาชม - ตรงตอเวลา และมคี วามรบั ผดิ ชอบในอาชีพ สามารถทํางานกับสวนรวมให เพราะคณะลิเก จะมผี ูแสดงจาํ นวนมาก ผูที่ประสบความสําเรจ็ จากอาชีพการแสดงลิเก คุณพนม พง่ึ อํานาจ อายุ 40 ป ลิเกคณะ พนมพึ่งอาํ นาจ ทอ่ี ยู 121/1 อาํ เภอเมอื ง จงั หวัด เพชรบรุ ี ลิเกคณะพนมพึง่ อาํ นาจ เร่ิมมกี ารแสดงมาแลว ต้งั แตส มยั บรรพบรุ ษุ โดยคณุ พอคณุ แมของคุณ พนมไดแ สดงลิเกมากอ นแลว และเขาไดเ ริ่มเลนตอนอายุ 26 ปซึ่งอดีตไดเ คยทํางานธนาคารแลว ลาออกมา เลนลเิ ก เพราะชอบศลิ ปวฒั นธรรมของไทยและไดต ้งั คณะลเิ กข้ึนเปน ของตนเองเพ่อื เปนการสืบสานตอ จากคณุ พอคณุ แม การแสดงลเิ กจะถอื วา เปนเรอื่ งทง่ี า ยก็งายจะวา ยากกย็ ากแตถา มใี จรกั ในสิ่งท่เี ราทํานนั้ กจ็ ะ ถือวา เปน ความถนดั และงา ยสาํ หรับตวั เราเอง และมพี ืน้ ฐานตน แบบของการแสดงลิเกน้ีมาจากคุณพอ คณะมีผูรว มแสดงทง้ั หมดประมาณ 27 คน จะมอี ายุตั้งแต 17 ปซ ่งึ จะอยใู นวยั เรยี น แลว ก็อายุ 20 ปท ีม่ าก สุด 60 ป การแสดงแตล ะเร่ืองจะมหี ลายบทบาทที่แตกตา งกนั

116 ออกไปก็จะดวู า ใครเหมาะสมกบั บทบาทไหน สวนใหญจ ะแสดงลิเกกันเปนอาชีพหลัก การแสดงจะมีอยู ตลอดทุกเดือนอยางตอเน่ืองและมีการแสดงมากในชวงออกพรรษาตระเวนแสดงผลงานทั้งป การแสดง ไดรับเงินมากท่ีสุด คือ 60,000 บาท การแสดงเร่ืองหนึ่งจะใชเวลา 4 ชั่วโมง เวลาที่แสดงจะเปนชวง กลางคนื เวลาสามทุมถึงตีหนงึ่ เสนหข องลเิ กอยทู ่เี นอ้ื เรื่อง การแตง ตัวสําคัญที่สุดคือศิลปะการรอง การรํา ซง่ึ จะเปนจดุ เดน ของลิเกไทยเปน การผสมผสานของศลิ ปวัฒนธรรมไทยทาํ ใหม ีความงดงามนาชม ความเจริญกา วหนา ในอาชพี ฝกการแสดงในบทรอง – บทราํ ใหม ีความชํานาญและพฒั นาไปในสิ่งท่ีดี และมีความรับผิดชอบ จนเปนทีย่ อมรับของผูชมทั่วไป สามารถประสบความสาํ เรจ็ ได 3. อาชีพการแสดงหมอลาํ คําวา \"ลาํ \" มีความหมายสองอยาง อยางหน่ึงเปนช่ือของเร่ือง อีกอยางหน่ึงเปนชื่อของ การขับ รอ งหรือการลํา ที่เปนชือ่ ของเรือ่ งไดแ กเรอื่ งตา ง ๆ เชน เรอ่ื งนกจอกนอย เรอ่ื ง ทา วกา่ํ กาดํา เรอื่ งขลู นู างอว้ั เปนตน เรือ่ งเหลา นีโ้ บราณแตงไวเ ปนกลอน แทนทจี่ ะเรยี กวา เร่อื งก็เรียกวา ลาํ กลอนท่เี อามาจากหนังสือ ลาํ เรยี กวากลอนลํา อีกอยางหนง่ึ หมายถึงการขับรอง หรือการลํา การนําเอาเร่ืองในวรรณคดีอีสานมา ขับรอง หรือ มาลํา เรียกวา ลํา ผูที่มีความชํานาญในการขับรองวรรณคดีอีสาน โดยการทองจําเอากลอน มาขับรอง หรือผทู ีช่ ํานาญในการเลานทิ านเรอื่ งนัน้ เรอ่ื งน้ี หลายๆ เรื่องเรยี กวา \"หมอลาํ \"

117 ววิ ฒั นาการของหมอลํา ความเจริญกา วหนา ของหมอลํากค็ งเหมือนกบั ความเจริญกา วหนาของสงิ่ อน่ื ๆ เร่มิ แรกคงเกดิ จากผู เฒา ผูแกเลานิทาน นิทานทน่ี ํามาเลา เกยี่ วกบั จารตี ประเพณแี ละศีลธรรม โดยเรยี กลกู หลานใหม าชมุ นุมกนั ที แรกนั่งเลา เม่อื ลูกหลานมาฟงกนั มากจะนั่งเลา ไมเหมาะ ตอ งยืนขน้ึ เลา เร่ืองทน่ี ํามาเลา ตอ งเปน เรื่องท่ีมใี น วรรณคดี เชน เรอื่ งกาฬเกษ สนิ ชัย เปนตน ผูเ ลาเพยี งแตเลา ไมออกทาออกทางก็ไมสนุก ผูเ ลาจึง จําเปน ตอ งยกไมย กมือแสดงทา ทางเปน พระเอก นางเอก เปน นักรบ เปน ตน เพียงแตเ ลา อยางเดยี วไมส นุก จึงจาํ เปนตองใชส ําเนียงส้ันยาว ใชเ สียงสงู ต่ํา ประกอบ และหา เครือ่ งดนตรีประกอบ เชน ซงุ ซอ ป แคน เพือ่ ใหเ กิดความสนุกครกึ ครนื้ ผแู สดง มเี พียงแตผ ูช ายอยา งเดยี ว ดูไมมรี สชาตเิ ผด็ มนั จงึ จําเปน ตองหาผหู ญงิ มาแสดงประกอบ เมอ่ื ผูหญงิ มาแสดงประกอบจึงเปน การลําแบบ สมบรู ณ เม่อื ผหู ญงิ เขา มาเกี่ยวของเร่อื งตา ง ๆ ก็ตามมา เชน เรอื่ งเกีย้ วพาราสี เร่ืองชงิ ดชี งิ เดน ยาด (แยง) ชยู าด ผวั กัน เรือ่ งโจทย เรื่องแก เร่อื งประชนั ขันทา เร่อื งตลกโปกฮากต็ ามมา จึงเปนการลาํ สมบรู ณแบบ จากการทมี่ ีหมอลาํ ชายเพียงคนเดียวคอย ๆ พัฒนาตอมาจนมีหมอลาํ ฝายหญงิ มเี คร่อื งดนตรี ประกอบจังหวะเพอื่ ความสนกุ สนาน จนกระทั่งเพม่ิ ผแู สดงใหม จี าํ นวนเทา กบั ตวั ละครที่มใี นเรื่องมีพระเอก นางเอก ตวั โกง ตวั ตลก เสนา ครบถวน ซง่ึ พอจะแบง ยคุ ของววิ ัฒนาการไดดงั นี้ ลําโบราณ เปน การเลา ทานของผูเฒา ผูแกใ หล ูกหลานฟง ไมมที า ทางและดนตรปี ระกอบ ลกู คูหรือลํากลอน เปนการลําทมี่ ีหมอลําชายหญิงสองคนลําสลับกัน มีเครื่องดนตรีประกอบ คือ แคน การลาํ มีทัง้ ลาํ เรอื่ งนทิ านโบราณคดีอสี าน เรยี กวา ลาํ เรอื่ งตอ กลอน ลาํ ทวย (ทายโจทย) ปญหา ซึ่งผลู ํา จะตอ งมี ปฏิภาณไหวพริบที่ดี สามารถตอบโต ยกเหตุผลมาหกั ลา งฝายตรงขามได ตอ มามกี ารเพ่ิมผูลํา ข้ึน อกี หนึง่ คน อาจเปนชายหรือหญิง กไ็ ด การลาํ จะเปล่ียนเปนเรอื่ ง ชิงรักหกั สวาทยาดชูยาดผัว เรียกวา ลําชิงชู ลําหมู เปน การลําท่มี ีผแู สดงเพิม่ มากขน้ึ จนเกือบจะครบตามจาํ นวนตัวละครทมี่ ีในเรอ่ื ง มเี คร่อื ง ดนตรีประกอบเพ่มิ ขน้ึ เชน พณิ (ซงุ หรือ ซึง) กลอง การลําจะมี 2 แนวทาง คอื ลาํ เวยี ง จะเปนการลําแบบ ลํากลอน หมอลําแสดง เปนตวั ละครตามบทบาทในเร่อื ง การดําเนินเร่อื งคอ นขา งชา แตก ็ไดอรรถรสของ ละครพ้ืนบาน หมอลําไดใ ชพรสวรรคข องตวั เองในการลํา ทงั้ ทางดา นเสียงรอง ปฏภิ าณไหวพริบ และ ความจาํ เปน ทนี่ ิยมในหมผู สู งู อายุ ตอมาเมอื่ ดนตรลี ูกทงุ มีอทิ ธพิ ลมากขึน้ จงึ เกิดววิ ัฒนาการของลําหมูอีก ครัง้ หนงึ่ กลายเปน ลําเพลิน ซึง่ จะมจี ังหวะทีเ่ ราใจชวนใหส นุกสนาน กอ นการลาํ เรอ่ื งในชวงหวั ค่าํ จะมี การนาํ เอารปู แบบของ วงดนตรีลกู ทงุ มาใชเ รยี กคนดู กลา วคอื จะมนี กั รอ ง (หมอลาํ ) มารอง เพลงลกู ทุงท่ี กาํ ลังฮิตในขณะนนั้ มหี างเครอ่ื งเตนประกอบ นําเอาเครอื่ งดนตรีสมัยใหมม าประยกุ ตใ ช เชน กตี าร คยี บ อรด แซ็กโซโฟน ทรมั เปต และกลองชดุ โดยนํามาผสมผสานเขากบั เคร่อื งดนตรีเดิมไดแ ก พณิ แคน ทาํ ใหไ ดรสชาตขิ องดนตรที ่แี ปลกออกไป ยุคนับวา หมอลําเฟอ งฟมู ากทสี่ ุด คณะหมอลําดัง ๆ สว นใหญ จะอยูในแถบจังหวดั ขอนแกน มหาสารคาม อุบลราชธานี ลาํ ซิ่ง หลงั จากท่หี มอลําคูและหมอลําเพลิน คอย ๆ เสอื่ มความนยิ มลงไป อนั เนือ่ งมาจากการกา ว เขา มาของเทคโนโลยีวิทยโุ ทรทศั น ทําใหดนตรีสตริงเขา มาแทรกในวิถีชีวิตของผูค นอสี าน ความนยิ มของ

118 การชมหมอลํา คอ นขางจะลดลงอยา งเห็นไดช ดั จนเกิดความวิตกกังวลกนั มากในกลมุ นกั อนรุ กั ษ ศิลปวฒั นธรรมพ้นื บา น แตแลว มนตข ลงั ของหมอลําก็ไดก ลบั มาอีกครั้ง ดวยรปู แบบท่ีสะเทือนวงการดวย การแสดงท่ีเรยี กวา ลําซงิ่ ซ่ึงเปน ววิ ัฒนาการของลาํ คู (เพราะใชห มอลํา 2-3 คน) ใชเครือ่ งดนตรสี ากลเขา รว มใหจ ังหวะเหมือนลําเพลิน มีหางเคร่ืองเหมอื นดนตรลี กู ทงุ กลอนลาํ สนุกสนานมจี ังหวะอันเราใจ ทํา ใหไดร ับความนยิ มอยา งรวดเรว็ จนกระท่งั ระบาดไปสกู ารแสดงพืน้ บา นอน่ื ใหต อ งประยกุ ตปรบั ตวั เชน เพลงโคราชกลายมาเปน เพลงโคราชซง่ิ กนั ตรมึ ก็กลายเปนกันตรึมรอ็ ค หนงั ปราโมทยั (หนังตะลงุ อีสาน) กลายเปน ปราโมทัยซ่งิ ถงึ กับมกี ารจดั ประกวดแขง ขัน บันทึกเทปโทรทัศนจ าํ หนายกันอยา งแพรห ลาย จนถงึ กับ มีบางทา นถึงกับกลา ววา \"หมอลาํ ไมมวี นั ตาย จากลมหายใจชาวอสี าน\" กลอนลาํ แบบตางๆ กลอนท่ีนาํ มาเสนอ ณ ท่ีน้มี หี ลายกลอนทม่ี คี าํ หยาบโลนจาํ นวนมาก บางทา นอาจจะทําใจยอมรบั ไมไ ดก ็ตอ งกราบขออภยั เพราะผูจดั ทาํ มเี จตนาที่จะเผยแพรไวเพอ่ื เปนการสบื สาน วัฒนธรรมประเพณี มไิ ด มีเจตนาท่จี ะเสนอใหเปนเรอ่ื งลามกอนาจาร ตอ งยอมรับอยา งหน่งึ วา น่ีคอื วิถชี วี ิตของคนอีสาน กลอนลํา ทง้ั หลายท้ังปวงผูลาํ มีเจตนาจะทําใหเ กิดความสนุกสนานตลกโปกฮาเปนที่ตั้ง ทา นท่อี ยใู นทอ งถน่ิ อนื่ ๆ ขอ ไดเขา ใจในเจตนาดว ยครับ สนใจในกลอนลําหัวขอใดคลกิ ทหี่ ัวขอนน้ั เพอ่ื เขา ชมไดค รับ กลอนที่นาํ มารอ งมาลํามีมากมายหลายอยาง จนไมสามารถจะกลาวนับหรือแยกแยะไดห มด แตเ มอื่ ยอรวมลงแลวจะมีอยูสองประเภท คอื กลอนสัน้ และกลอนยาว กลอนสั้น คือ คาํ กลอนท่ีส้ันๆ สาํ หรับเวลามีงานเล็กๆ นอ ยๆ เชน งานทําบญุ บา น หรอื งาน ประจาํ ป เชน งานบญุ เดอื นหกเปนตน กลอนสนั้ มดี ังตอ ไปน้ี 1. กลอนข้นึ ลาํ 2. กลอนลงลํา 3. กลอนลาํ เหมดิ คืน 4. กลอนโตน 5. กลอนตงิ่ 6. กลอนตง 7. กลอนอศั จรรย 8. กลอนสอย 9. กลอนหนังสอื เจียง 10. กลอนเตยหรือผญา 11. ลาํ สีฟน ดอน 12. ลําสนั้ เรือ่ งตดิ เสนห 

119 กลอนยาว คอื กลอนสาํ หรบั ใชล าํ ในงานการกศุ ล งานมหรสพตางๆ กลอนยาวนใี้ ชเ วลาลาํ เปน ชว่ั โมงบา ง ครง่ึ ชวั่ โมงบา ง หรือแลว แตก รณี ถา ลาํ คนเดยี วเชน ลําพื้น หรอื ลําเรื่อง ตองใชเ วลาลาํ เปนวนั ๆ คืนๆ ทั้งนแ้ี ลวแตเ รอ่ื งท่จี ะลําสั้นหรอื ยาวแคไ หน แบง ออกเปน หลายชนดิ ดังนี้ 1. กลอนประวัตศิ าสตร 2. กลอนลําพื้นหรอื ลาํ เรื่อง 3. กลอนเซง้ิ 4. กลอนสอง 5. กลอนเพอะ 6. กลอนลอ งของ 7. กลอนเวา สาว 8. กลอนฟอ นแบบตางๆ อปุ กรณวธิ ีการแสดง ประกอบดว ยผแู สดงและผบู รรเลงดนตรคี อื หมอแคน แบงประเภทหมอลํา ดังน้ี 1. หมอลาํ พืน้ ประกอบดวยหมอลํา 1 คน หมอแคน 1 คน 2. หมอลํากลอน ประกอบดว ย หมอลํา 2-3 คน และหมอแคน 1-2 คน 3. หมอลําเรอ่ื งตอกลอน ประกอบดว ยหมอลาํ หลายคน เรยี ก หมอลําหมู ดนตรีประกอบคอื แคน พิณ ฉงิ่ กลอง และเครื่องดนตรีสากล 4. หมอลําเพลิน ประกอบดว ยหมอลาํ หลายคนและผูบรรเลงดนตรีหลายคน สถานที่แสดง เปนมหรสพที่ใชในงานเทศกาล งานบวช งานกฐิน งานวันเกิด งานศพ ฯลฯ เปน มหรสพทป่ี ระชาชนชาวอสี านในอดีตนิยมชมชน่ื มาก

120 ผูป ระสบความสําเรจ็ จากอาชพี การแสดงหมอลาํ หมอแปน หรือ น.พ.สุชาติ ทองแปน อายุรแพทย วัย 36 ป เขาสามารถใชชีวิตอยูตรงก่ึงกลาง ระหวางการเปน \"หมอรกั ษาคน\" และ \"หมอลาํ \" ไดลงตวั อะไรทท่ี ําใหน ายแพทยคนหน่ึงเลือกที่จะมีชีวิต สองข้วั บนเสน ทางคขู นานระหวา งความฝนกบั ความเปนจรงิ \"หมอแปน \" เปน แพทยประจาํ โรงพยาบาลมหาสารคาม ผูท ที่ ุมเทใหกับการรกั ษาผูปวยดวยหัวใจ เกินรอย เขายังไดรับการยอมรับจากบุคลากรทุกระดับชั้นของโรงพยาบาล วาเปนหมอท่ีมากดวย ประสทิ ธภิ าพในการเยียวยารักษา เอาใจใสผ ูปว ย และนิสยั ใจคอกโ็ อบออ มอารี หมอแปน เลาวา โดยสวนตัวผมชอบหมอลํามาต้ังแตเด็ก แลวจําไดวาตอนที่เรียนหมออยู ป 4 ทค่ี ณะมหี มอลาํ เขามาเปดสอนใหหดั รองหัดลาํ ผมก็อยากจะไปเรียน เพราะชอบมาต้ังนานแลว ก็ไป บอกพอกับแม แตเ ขากไ็ มใ หเรียน บอกวาอยาเลย ผมเลยไมไ ดไ ปสมัคร แตต อนนน้ั กจ็ ะไปดหู มอลาํ ตลอด ดูจนถึง 6 โมงเชา เกือบทุกวันเลย แตไมใหเสียการเรียน ถึงกลับมาเชาเราก็ไปเขาเรียนตอได ไมมี ผลกระทบอะไร เพราะเราแบง เวลาเปน และทีล่ าํ หมอลาํ ไดกไ็ มไดไปเรียนทไ่ี หน อาศยั จําเอา ดูคนนั้นคน น้ีแลวก็จํา ตอมาประมาณป 2547 ก็เริ่มชักชวนเพื่อนๆ ในโรงพยาบาลตั้งวงหมอลําข้ึนมา ช่ือวา \"บาน รมเย็น\" ปจ จบุ ันมีสมาชิกประมาณ 30 คน มีท้ังแพทย พยาบาล เจาหนาท่ีโภชนาการ แมบาน ผูปวย ฯลฯ ซ่ึงชว งแรกเปน เงนิ ของตัวเอง ตอ มากเ็ ปนเงินกองทุนบานรมเย็นเอาไวซ้ือเคร่ืองสําอาง วิชาชีพ \"หมอลํา\" เปนการแสดงพน้ื บาน ท่หี ลอเล้ียง จิตวญิ ญาณของชาวอสี าน ทด่ี ไู ปแลว ศาสตรท ง้ั 2 น้นั ไมนา จะโคจรมาพบ กันได ทําใหหนา ที่เปน หมอรกั ษาคนไข กบั การแสดงความเพลิดเพลินใหค นดมู คี วามสุข ความเจรญิ กาวหนาในอาชพี ฝก การแสดงใหมีความชาํ นาญ และพัฒนาไปในสิ่งที่ดี มีความรับผิดชอบ จนเปนท่ียอมรับของ ผชู มทว่ั ไป สามารถประสบความสาํ เรจ็ ได

121 สถานที่สําหรบั ศกึ ษาหมอลาํ โรงเรยี นสอนหมอลาํ กลอน ลาํ ซง่ิ (ศิลปะการแสดงพ้ืนบาน) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วิทยาลัย นาฏศลิ ปรอ ยเอด็ สําหรับผูทีส่ นใจเรยี นศลิ ปะการแสดง หมอลํากลอน แคนเตาเดียว หรือลาํ ซิ่ง การเรียนลาํ เรียนตง้ั แตกอ นฟอน พนื้ ฐานตา งๆ สวนลํากลอนเรยี น 5 ยก ลาํ ซง่ิ 3-4 ยก กจิ กรรมทา ยบท ผลการเรียนรูท่คี าดหวัง บอกลักษณะท่ีมาและประเภทของอาชพี นาฏศลิ ปไทยได คาํ ช้แี จง ใหผูเรยี นตอบคําถามตอไปน้ี 1. อธิบายข้ันตอนของอาชพี การแสดงหนังตะลุง 2. อธิบายขั้นตอนของอาชีพการแสดงลิเก 3. อธบิ ายขน้ั ตอนของอาชพี การแสดงหมอลํา

122 ท่ปี รกึ ษา คณะผูจดั ทํา 1. นายประเสรฐิ บญุ เรือง เลขาธกิ าร กศน. 2. ดร.ชยั ยศ อ่ิมสวุ รรณ รองเลขาธิการ กศน. 3. นายวัชรินทร จาํ ป รองเลขาธิการ กศน. 4. ดร.ทองอยู แกวไทรฮะ ที่ปรกึ ษาดานการพัฒนาหลกั สูตร กศน. 5. นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ ผูอํานวยการกลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น ผเู ขยี นและเรียบเรยี ง 1. นายจํานง วันวชิ ยั ขา ราชการบํานาญ 2. นางสรญั ณอ ร พัฒนไพศาล กศน. เฉลมิ พระเกีรยติ จ.บุรีรัมย 3. นายชัยยนั ต มณีสะอาด สถาบัน กศน. ภาคใต 4. นายสฤษดิ์ชยั ศิริพร สถาบนั กศน. ภาคตะวนั ออก 5. นางชอ ทพิ ย ศริ พิ ร สถาบัน กศน. ภาคตะวนั ออก 6. นายสรุ พงษ มน่ั มะโน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรยี น ผบู รรณาธกิ าร และพฒั นาปรบั ปรุง 1. นายจํานง วนั วิชัย ขาราชการบาํ นาญ 2. นางสรัญณอร พัฒนไพศาล กศน. เฉลิมพระเกีรยติ จ.บรุ ีรมั ย 3. นายชัยยนั ต มณีสะอาด สถาบัน กศน. ภาคใต 4. นายสฤษดช์ิ ัย ศริ พิ ร สถาบัน กศน. ภาคตะวนั ออก 5. นางชอ ทิพย ศริ ิพร สถาบัน กศน. ภาคตะวนั ออก 6. นายสรุ พงษ มนั่ มะโน กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน 7. นายวิวฒั นไชย จันทนสคุ นธ ขา ราชการบํานาญ คณะทาํ งาน 1. นายสุรพงษ มั่นมะโน กลุม พัฒนาการศึกษานอกโรงเรยี น 2. นายศุภโชค ศรรี ัตนศลิ ป กลมุ พัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 3. นางสาววรรณพร ปทมานนท กลุม พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน 4. นางสาวศรญิ ญา กลุ ประดษิ ฐ กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น 5. นางสาวเพชรินทร เหลืองจิตวฒั นา กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น

123 ผูพ มิ พตน ฉบบั คะเนสม กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน 1.นางสาวปยวดี เหลอื งจิตวัฒนา กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น 2. นางสาวเพชรนิ ทร กวีวงษพ พิ ฒั น กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรยี น 3. นางสาวกรวรรณ ธรรมธิษา กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น 4. นางสาวชาลนิ ี บา นชี กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน 5. นางสาวอลศิ รา ผูอ อกแบบปก ศรรี ตั นศิลป กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น นายศุภโชค คณะท่ปี รกึ ษา ผพู ัฒนาและปรบั ปรุงครั้งที่ 2 นายประเสริฐ บญุ เรือง เลขาธิการ กศน. นายชัยยศ อิ่มสุวรรณ รองเลขาธกิ าร กศน. นายวชั รนิ ทร จําป รองเลขาธิการ กศน. นางวัทนี จันทรโอกลุ ผูเ ชี่ยวชาญเฉพาะดา นพัฒนาสือ่ การเรยี นการสอน นางชลุ พี ร ผาตนิ นิ นาท ผูเ ช่ียวชาญเฉพาะดานการเผยแพรทางการศกึ ษา นางอญั ชลี ธรรมวิธีกลุ หวั หนาหนวยศกึ ษานิเทศก นางศทุ ธินี งามเขตต ผูอํานวยการศกึ ษานอกโรงเรยี น ผูพัฒนาและปรบั ปรงุ คร้ังท่ี 2 นายสุรพงษ ม่ันมะโน กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน นายศุภโชค ศรรี ตั นศลิ ป กลมุ พัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน นายกิตตพิ งศ จนั ทวงศ กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น นางสาวผณนิ ทร แซอึง้ กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น นางสาวเพชรินทร เหลอื งจติ วฒั นา กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น

124 คณะผปู รับปรงุ ขอ มลู เกย่ี วกบั สถาบันพระมหากษัตริยป พ.ศ. 2560 ทป่ี รึกษา จําจด เลขาธกิ าร กศน. หอมดี ผูต รวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ 1. นายสรุ พงษ สขุ สุเดช ปฏิบตั หิ นาทร่ี องเลขาธิการ กศน. 2. นายประเสริฐ ผอู าํ นวยการกลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกระบบ 3. นางตรนี ุช และการศึกษาตามอธั ยาศยั ผปู รบั ปรงุ ขอมลู ศรีรตั นศิลป กลุม พัฒนาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั นายศภุ โชค คณะทาํ งาน 1. นายสรุ พงษ ม่ันมะโน กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั 2. นายศุภโชค ศรรี ัตนศลิ ป กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย 3. นางสาวเบ็ญจวรรณ อําไพศรี กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั 4. นางเยาวรตั น ปน มณวี งศ กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย 5. นางสาวสุลาง เพ็ชรสวาง กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 6. นางสาวทิพวรรณ วงคเรือน กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย 7. นางสาวนภาพร อมรเดชาวฒั น กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั 8. นางสาวชมพนู ท สังขพิชยั กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook