Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ภาษาไทย พท31001 ม.ปลาย

ภาษาไทย พท31001 ม.ปลาย

Description: ภาษาไทย พท31001 ม.ปลาย

Search

Read the Text Version

92 กจิ กรรมท่ี 2 1. ใหผ ูเรียนศึกษารายละเอียดของจดหมายแตล ะประเภท ท้ังรูปแบบคําข้ึนตน คําลงทาย แบบฟอรม ฯลฯ จากจดหมายจริงขององคก ร บริษัทและหนว ยราชการ แลวเขียนรายงานเสนอ เพือ่ ตรวจสอบและประเมนิ ผลระหวางภาค 2. ใหว ิเคราะหการเขียนจดหมายในยุคปจ จุบันวามีการส่ือสารดว ยวิธีอ่ืนอีก หรือไมพรอมท้ัง ยกตวั อยา งประกอบดวย กจิ กรรมที่ 3 ใหผ เู รยี นเรียนหาโอกาสไปฟง การประชุมสาธารณะที่จัดข้ึนในชุมชน โดยอาจนัดหมายไปพรอ มกัน เปนกลุม สงั เกตวิธีการดาํ เนนิ การประชุม การพูดในท่ีประชุม จดบันทึกสิ่งที่รับฟงจากที่ประชุมแลว นํามา พูดคุยแลกเปลย่ี นความคิดเหน็ กับเพือ่ น ๆ เม่ือมีการพบกลมุ กิจกรรมท่ี 4 ใหผเู รยี นเลือกจดบนั ทกึ เหตกุ ารณใ นชีวติ ประจาํ วันโดยเรม่ิ ตงั้ แตว นั น้ีไปจนสิ้นสุดภาคเรียน พรอมจัดลงใหกับครู กศน. ตรวจ เพอื่ ประเมนิ ใหเ ปน ผลงานระหวางภาคเรียน กิจกรรม 5 ใหผ ูเรยี นเขียนเลขไทยตง้ั แต ๑-๑๐๐ กจิ กรรม 6 ใหผูเรียนเขียนบทรอ ยกรองประเภทใดประเภทหน่ึงที่คิดวา เพื่อถายทอดอารมณความรูสึก แลว นาํ มาเสนอตอกลมุ หรอื ปดปา ยประกาศใหเ พื่อนๆ อา นและติชม กจิ กรรม 7 ใหผ ูเ รียนศึกษาบทรอยกรองประเภทตาง ๆ ท่ีไดรับการยกยองหรือชนะการประกวด นําไป อภิปรายรวมกบั ครหู รอื ผูเรยี น ในวันพบกลมุ กิจกรรม 8 ใหผูเรยี นแบงกลุมแลวรวบรวมตัวอยางบทรอยกรองท่ีแตง ดว ยคําประพันธท ี่จับฉลากไดตอ ไปน้ี พรอ มทัง้ เขียนแผนภูมิประกอบใหถูกตอง และสง ตัวแทนออกมาอธบิ ายในครงั้ ตอไปเม่ือพบกลมุ 1. โคลงสี่สภุ าพ 2. กลอนสภุ าพ 3. กาพยยานี 11 4. รายสภุ าพ

93 บทที่ 5 หลกั การใชภาษา สาระสาํ คัญ การเขาใจธรรมชาตแิ ละหลักภาษาไทย การเปล่ียนแปลงของภาษาและพลงั ของภาษาจะชวยใหใ ช ภาษาแสวงหาความรู เสริมสรา งลักษณะนิสัย บุคลิกภาพ เกิดความภาคภูมิใจและรักษาภาษาไทยไวเปน สมบัตขิ องชาติ ผลการเรยี นรทู ีค่ าดหวัง เม่อื ศกึ ษาบทนจี้ บคาดหวังวา ผูเรยี นจะสามารถ 1. เขา ใจธรรมชาติของภาษา พลังของภาษา และลกั ษณะของภาษาไทย 2. เขา ใจอทิ ธพิ ลของภาษาถน่ิ และภาษาตางประเทศที่มีตอภาษาไทย 3. เขา ใจความหมายใชศ ัพทบ ญั ญัติ คาํ สมาส คาํ สนธแิ ละคําบาลี สนั สฤต 4. ใชคําราชาศัพทแ ละคาํ สุภาพไดเ หมาะสมกบั บุคคล 5. เขา ใจและใชสาํ นวน คําพงั เพย สภุ าษติ 6. ใชพจนานกุ รมและสารานุกรมไดถกู ตอง ขอบขายเน้อื หา เรอื่ งท่ี 1 ธรรมชาตขิ องภาษา เร่อื งท่ี 2 ถอยคาํ สาํ นวน สุภาษติ คาํ พงั เพย เรื่องท่ี 3 การใชพจนานกุ รมและสารานุกรม เร่อื งท่ี 4 คาํ ราชาศัพท

94 เรอ่ื งท่ี 1 ธรรมชาติของภาษา ความหมายของภาษา ภาษา เปน คําท่เี รายืมมาจากภาษา สันสกฤต ถา แปลตามความหมายของคําศัพทภาษา แปลวา ถอ ยคําหรือคําพูดที่ใชพูดจากัน คําวา ภาษา ตามรากศัพทเดิมจึงมีความหมายแคบคือ หมายถึง คําพูด แตเ พียงอยางเดียว ความหมายของภาษาตามความเขา ใจของคนทั่วไป เปน ความหมายที่กวาง คือภาษา หมายถึง สื่อทุกชนิดท่ีสามารถทําความเขา ใจกันได เชน ภาษาพูดใชเสียงเปน ส่ือ ภาษาเขียนใชต ัวอักษรเปน สื่อ ภาษาใบใชกริยาทาทางเปนส่ือ ภาษาคนตาบอดใชอ ักษรที่เปน จุดนูนเปน ส่ือ ตลอดท้ัง แสง สี และอาณัติ สัญญาณตาง ๆ ลว นเปนภาษาตามความหมายนที้ ั้งสิ้น ความหมายของภาษาตามหลกั วชิ า ภาษา หมายถึง สัญลกั ษณที่มีระบบระเบียบและมแี บบแผน ทําใหค นเราสอ่ื ความหมายกันได ภาษา ตามความหมายนจี้ ะตองมสี วนประกอบสําคัญคือ จะตอ งมี ระบบ สัญลักษณ + ความหมาย + ระบบการสรา งคํา + ระบบไวยากรณ ในภาษาไทยเรามีระบบสัญลักษณ ก็คือ สระ พยัญชนะและวรรณยุกต ระบบการสรางคํา ก็คือ การนําเอาพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต มาประกอบกนั เปนคํา เชน พ่ี นอง พอ แม ฯลฯ ระบบไวยากรณ หรือเราเรียกวา การสรา งประโยค คือ การนําคําตาง ๆ มาเรียงกันใหส ัมพันธก ันใหเ กิดความหมายตาง ๆ ซ่ึงเปนหนวยใหญข ้ึน เม่ือนําสวน ประกอบตา ง ๆ สัมพนั ธกันแลว จะทาํ ใหเกดิ ความหมาย ภาษาตองมคี วามหมาย ถา หากไมมีความหมายกไ็ ม เรยี กวา เปนภาษา ความสําคัญของภาษา 1. ภาษาเปน เครื่องมือในการติดตอ สื่อสาร ที่มนุษยใ ชส ่ือความเขาใจกัน ถายทอดความรู ความคิด อารมณ ความรสู ึก ซง่ึ กนั และกัน 2. ภาษาเปน เครอ่ื งมอื ในการแสวงหาความรู ความคดิ และความเพลิดเพลิน 3. ภาษาเปนเครื่องมือในการประกอบอาชีพและการปกครอง โดยมีภาษากลางหรือภาษา ราชการใชใ นการสือ่ สารทําความเขา ใจกนั ไดท ัง้ ประเทศ ทว่ั ทกุ ภาค 4. ภาษาชวยบันทึกถา ยทอดและจรรโลงวัฒนธรรมใหด ํารงอยู เราใชภาษาบันทึกเร่ืองราวและ เหตุการณตาง ๆ ในสังคม ตลอดทั้งความคิด ความเชื่อไวใ หค นรนุ หลงั ไดท ราบและสืบตออยางไมขาดสาย เม่ือทราบวาภาษามีความสําคัญอยางย่ิงสําหรับมนุษยและมนุษยก ็ใชภาษาเพื่อการดําเนินชีวิต ประจาํ แตเราก็มคี วามรูเกย่ี วกบั ภาษากันไมมากนัก จงึ ขอกลา วถงึ ความรูเกย่ี วกบั ภาษาใหศ กึ ษากันดงั นี้ 1. ภาษาใชเ สียงสื่อความหมาย ในการใชเสียงเพ่อื สอ่ื ความหมายจะมี 2 ลกั ษณะ คอื 1.1 เสียงทีส่ ัมพันธกบั ความหมาย หมายความวาฟงเสียงแลวเดาความหมายไดเสียงเหลาน้ี มกั จะเปนเสียงทเี่ ลยี นเสียงธรรมชาติ เชน ครนื เปรี้ยง โครม จกั ๆ หรือเลยี น เสียงสัตวร อง เชน กา อ่งึ อาง แพะ ตกุ แก

95 1.2 เสียงทไี่ มส มั พันธกบั ความหมาย ในแตล ะภาษาจะมีมากกวา เสยี งท่สี ัมพนั ธ กับความหมาย เพราะเสียงตา ง ๆ จะมีความหมายวา อยางไรน้ันขึ้นอยูก ับขอ ตกลงกันของคนที่ใชภ าษานั้น ๆ เชน ในภาษาไทยกําหนดความหมายของเสยี ง กิน วา นําของใสปากแลวเคี้ยวกลืนลงคอ ภาษาอังกฤษใชเสียง eat (อ๊ีท) ในความหมายเดียวกนั กับเสียงกิน 2. ภาษาจะเกิดจากการรวมกันของหนวยเลก็ ๆ จนเปนหนวยทใี่ หญข้ึน หนว ยในภาษา หมายถึง สวนประกอบของภาษาจะมีเสียงคําและประโยค ผูใ ชภาษาสามารถ เพ่มิ จํานวนคาํ จาํ นวนประโยคข้ึนไดมากมาย เชน ในภาษาไทยเรามีเสียงพยัญชนะ 21 เสยี ง เสียงสระ 24 เสียง เสียงวรรณยุกต 5 เสียง ผูเรียนลองคิดดูวา เมื่อเรานําเสียงพยัญชนะ เสียงสระ เสียงวรรณยุกตมา ประกอบกันก็จะไดคํามากมาย นําคํามาเรียงตอกันก็จะไดว ลีและประโยค เราจะสรา งประโยคข้ึนได มากมายและหากเรานําประโยคทสี่ รา งขึน้ มาเรยี งตอ กันโดยวิธีมารวมกัน มาซอนกันก็จะทําใหไ ดประโยค ท่ยี าวออกไปเรื่อย ๆ 3. ภาษามกี ารเปล่ยี นแปลง สาเหตุของการเปล่ียนแปลง 1. การพดู กันในชวี ิตประจาํ วัน สาเหตุนีอ้ าจจะทาํ ใหเ กดิ การกลมกลนื เสียง เชน เสียงเดิมวา อยา งน้ี กลายเปน อยางงี้ มะมว งอกพรอ ง กลายเปน มะมว งอกรอ ง สามแสน กลายเปน สามเสน สูจนเย็บตา กลายเปน สูจ นยิบตา 2. อิทธพิ ลของภาษาอ่ืน จะเห็นภาษาอังกฤษมอี ิทธิพลในภาษาไทยมากที่สุดอยูในขณะนี้ เชน มาสาย มกั จะใชวามาเลท (late) คําทักทายวา สวัสดี จะใช ฮัลโล (ทางโทรศัพท) หรือเปน อิทธิพลทางดา นสํานวน เชน สาํ นวนท่ีนิยมพดู ในปจ จบุ ัน ดงั น้ี “ไดร ับการตอนรับอยางอบอนุ ” นา จะพดู วา “ไดรบั การตอ นรับอยางด”ี “จบั ไข” นาจะ พดู วา “เปน ไข” นันทิดา แกวบัวสาย จะมาในเพลง “เธอ” นาจะพดู วา นันทดิ า แกวบวั สาย จะมารอ งเพลง “เธอ” 3. ความเปลี่ยนแปลงของส่ิงแวดลอ ม เม่ือมคี วามเจริญขึ้น ของเกาก็เลิกใช ส่ิงใหมก็เขา มา แทนท่ี เชน การหุงขา วสมัยกอนการดงขาวแตป จจุบันใชหมอหุงขา งไฟฟา คําวา ดงขา ว ก็เลิกใชไ ปหรือ บานเรือนสมัยกอ นจะใชไ มไผปูพ้ืนจะเรียกวา “ฟาก” ปจ จุบันใชกระเบื้อง ใชปูน ปูแทนคําวาฟากก็เลิกใชไป นอกจากนย้ี ังมคี าํ อกี พวกทีเ่ รียกวา คาํ แสลง เปน คาํ ที่มีอายุในการใชส ัน้ ๆ จะนยิ มใชเ ฉพาะวัยเฉพาะคนใน แตละยุคสมยั เม่อื หมดสมยั หมดวัยน้นั คําเหลา นก้ี ็เลิกใชไป เชน กก๊ิ จา บ ตวั อยางคาํ แสลง เชน กระจอก กกิ๊ กอก เจา ะแจะ ซา เวอ จาบ ฯลฯ ลักษณะเดนของภาษาไทย

96 1. ภาษาไทยมีตัวอักษรเปน ของตนเอง เปนท่ที ราบวาภาษาไทยมีตวั อักษรมาตัง้ แตค ร้ังกรงุ สโุ ขทัยแลว ววิ ฒั นาการตามความเหมาะสม มาเรือ่ ย ๆ จนถงึ ปจจบุ ัน โดยแบงเปน 3 ลักษณะ คือ 1. เสียงแท มี 24 เสยี ง ใชรปู สระ 32 รูป 2. เสยี งแปรมี 21 เสียง ใชรปู พยัญชนะ 44 ตัว 3. เสียงดนตรีหรือวรรณยกุ ตม ี 5 เสยี ง ใชร ูปวรรณยุกต 4 รูป 2. ภาษาไทยแทม ีพยางคเดียวหรือเปนภาษาคําโดดและเปนคําท่ีมีอิสระในตัวเอง ไมต อ ง เปล่ยี นรปู คาํ เมอ่ื นําไปใชใ นประโยค เชน เปนคาํ ทีม่ พี ยางคเดียว สามารถฟง เขา ใจทันที คือ คํากรยิ า กิน นอน เดนิ นงั่ ไป มา ฯลฯ คําเรยี กเครอื ญาติ พอ แม ลุง ปา นา อา ปู ยา ฯลฯ คําเรยี กชื่อสัตว นก หนู เปด ไก มา ชา ง ฯลฯ คําเรียกช่อื ส่งิ ของ บาน เรอื น นา ไร เสือ้ ผา มีด ฯลฯ คําเรียกอวัยวะ ขา แขน ตีน มอื หู ตา ปาก ฯลฯ เปนคาํ อิสระไมเปล่ียนแปลงรูปคาํ เมือ่ นาํ ไปใชใ นประโยค เชน ฉันกนิ ขาว พอ ตีฉนั คาํ วา “ฉัน” จะเปนประธานหรือกรรมของประโยคก็ตามยังคงใชรูปเดิมไมเ ปลี่ยนแปลง ซ่ึงตา ง จากภาษาอังกฤษ ถาเปนประธานใช “I” แตเปนกรรมจะใช “ME” แทน เปน ตน คําทุกคําในภาษาไทย มลี กั ษณะเปน อสิ ระในตัวเอง ซึ่งเปนลักษณะของภาษาคาํ โดด 3. ภาษาไทยแทมีตวั สะกดตามตรา ซึง่ ในภาษาไทยนนั้ มีมาตราตัวสะกด 8 มาตรา คอื แม กก ใช ก สะกด เชน นก ยาก มาก เดก็ แม กด ใช ด สะกด เชน ผดิ คิด ราด อด แม กบ ใช บ สะกด เชน กบ พบ ดาบ รับ แม กง ใช ง สะกด เชน จง ขัง ลงิ กาง แม กน ใช น สะกด เชน ขน ทัน ปาน นอน แม กม ใช ม สะกด เชน ดม สม ยาม ตาม แม เกย ใช ย สะกด เชน ยาย ดาย สาย เคย แม เกอว ใช ว สะกด เชน เรว็ หวิ ขาว หนาว

97 4. คําคําเดียวกัน ในภาษาไทยทําหนา ที่หลายหนา ท่ีในประโยคและมีหลายความหมาย ซึ่งใน หลักภาษาไทยเรียกวา คาํ พองรูป พองเสยี ง เชน ไกข ันยามเชา เขาเปนคนมีอารมณข นั เธอนําขนั ไปตักนํ้า ขนั ในประโยคที่ 1 เปน คํากรยิ าแสดงอาการของไก ขันในประโยคที่ 2 หมายถงึ เปน คนทีอ่ ารมณส นกุ สนาน ขันในประโยคท่ี 3 หมายถึง ภาชนะหรือส่งิ ของ เธอจกั ตอก แตเ ขา ตอกตะปู ตอกคําแรกหมายถงึ สงิ่ ของ ตอกคําท่ี 2 หมายถงึ กรยิ าอาการ จะเห็นวาคําเดียวกันในภาษาไทยทําหนา ท่ีหลายอยางในประโยคและมีความหมายไดหลาย ความหมาย ซึ่งเปน ลกั ษณะเดน อีกประการหนง่ึ ของภาษาไทย 5. ภาษาไทยเปน ภาษาเรียงคํา ถาเรียงคําสลับกันความหมายจะเปล่ียนไปเชน หลอ นเปน นอ งเพอื่ นไมใชเพื่อนนอง คําวา “นองเพอ่ื น” หมายถึง นอ งของเพ่ือน สวน “เพ่ือนนอ ง” หมายถึง เปนเพื่อน ของนอ งเรา (เพื่อนนองของเรา) โดยปกติ ประโยคในภาษาไทยจะเรียงลําดับประธาน กริยาและกรรม ซึง่ หมายถึง ผทู ํา กรยิ าที่ทําและผถู กู กระทํา เชน แมวกัดหนูถาจะมีคําขยายจะตองเรียงคําขยายไวห ลังคํา ที่ตอ งการขยาย เชน แมวดํากัดหนูอว น “ดํา” ขยายแมว และอว นขยายหนู แตถ าจะมีคําขยายกริยา คาํ ขยายนั้นจะอยหู ลงั กรรมหรอื อยทู ายประโยค เชน หมอู วนกินรําขา วอยางรวดเร็ว คําวา อยางรวดเร็ว ขยาย “กิน” และอยูห ลัง รําขาว ซึ่งเปน กรรม 6. ภาษาไทยมีคําตามหลังจํานวนนบั ซึ่งในภาษาไทยเรยี กวา ลักษณะนาม เชน หนังสอื 2 เลม ไก 10 ตวั ชา ง 2 เชอื ก แห 2 ปาก รถยนต 1 คัน คําวา เลม ตัว เชอื ก ปาก คัน เปน ลักษณะนามท่ีบอกจํานวนนับของสิ่งของ ซึ่งเปนลักษณะเดนของ ภาษาไทยอีกประการหน่ึง 7. ภาษาไทยเปนภาษาดนตรี หมายถงึ มีการเปลย่ี นระดับเสียงได หรอื เรียกกันวา “วรรณยุกต” ทําใหภาษาไทยมลี ักษณะพิเศษ คอื 7.1 มีคําใชม ากข้ึน เชน เสือ เสื่อ เส้ือ หรือ ขาว ขาว ขา ว เมื่อเติมวรรณยุกต ลงไปในคําเดิม ความหมายจะเปลย่ี นไปทนั ที

98 7.2 มีความไพเราะ จะสังเกตไดว าคนไทยเปนคนเจา บทเจา กลอนมาแตโ บราณแลว ก็เพราะ ภาษาไทยมวี รรณยุกตส ูงต่าํ เหมอื นเสยี งดนตรี ท่เี อ้ือในการแตง คําประพันธ เปน อยางดี เชน “ชะโดดุกระด่ีโดด สลาดโลดยะหยอยหยอย กระเพือ่ มน้าํ กระพรํ่าพรอย กระฉอกฉานกระฉอนชล” จะเห็นวาเสียงของคําในบทประพันธน ้ีทําใหเกิดจินตนาการหรือภาพพจนด ังเหมือนกับเห็นปลาตา ง ๆ กระโดดข้ึนลงในนาํ้ ที่เปน ละลอก 7.3 ภาษาไทยนิยมความคลอ งจอง ไมว า จะเปน สํานวนหรือคําพังเพยในภาษาไทยจะมี คาํ คลองจอง เปนทํานองสัง่ สอนหรอื เปรยี บเทยี บอยเู สมอ เชน รกั ดีหามจวั่ รกั ช่ัวหามเสา นาํ้ มาปลากินมด นา้ํ ลดมดกินปลา ขาวยาก หมากแพง 7.4 คําในภาษาไทยเลียนแบบเสยี งธรรมชาตไิ ด เพราะเรามีเสยี งวรรณยกุ ตใหใ ชถ งึ 5 เสยี ง เชน เลียนเสยี งภาษาตา งประเทศ เชน ฟุตบอล วอลเลย บ อล เปาฮ้ือ เตาเจี้ยว ฯลฯ เลียนเสยี งธรรมขาติ เชน ฟา รองครนื ๆ ฝนตกจั้ก ๆ ขา วเดอื ดคั่ก ๆ ระฆงั ดังหงา งหงา ง ฯลฯ 8. ภาษาไทยมีคาํ พอ งเสียง พอ งรปู คาํ พอ งเสียง หมายถึง คาํ ทีม่ ีเสียงเหมือนแตความหมายและการเขยี นตา งกัน เชน การ หมายถงึ กิจ งาน ธรุ ะ กาน หมายถงึ ตดั ใหเ ตียน กาฬ หมายถึง ดํา กาล หมายถึง เวลา การณ หมายถึง เหตุ กานต หมายถงึ เปนที่รกั กานท หมายถงึ บทกลอน กาญจน หมายถึง ทอง คาํ พองรูป หมายถึง คาํ ทีร่ ปู เหมือนกันแตอ อกเสียงและมคี วามหมายตางกัน เชน - เพลา อา น เพ-ลา แปลวา เวลา - เพลา อา น เพลา แปลวา เบา ๆ หรือตกั - เรือโคลงเพราะโคลง อา น เรอื โคลงเพราะโค-ลง 9. ภาษาไทยมีการสรางคํา เปนธรรมชาติของภาษาทุกภาษาท่ีจะมีการสรา งคําใหมอยูเ สมอ แตภาษาไทยมีการสราง คาํ มากมายซ่งึ ตางกับภาษาอนื่ จึงทาํ ใหม คี ําใชใ นภาษาไทยเปนจาํ นวนมาก คอื 9.1 สรา งคาํ จากการแปรเสยี ง เชน ชุม - ชอุม 9.2 สรา งคําจากการเปลีย่ นแปลงเสยี ง เชน วธิ ี - พิธี วิหาร - พิหาร

99 9.3 สรา งคาํ จากการประสมคํา เชน ตู + เยน็ เปน ตเู ย็น, พัด + ลม เปน พดั ลม 9.4 สรา งคาํ จากการเปลย่ี นตาํ แหนงคํา เชน ไกไข - ไขไ ก, เดนิ ทาง - ทางเดิน 9.5 สรา งคาํ จากการเปลีย่ นความเชน นิยาม - เรื่องทเ่ี ลาตอ ๆ กันมา, นิยาย - การพดู เทจ็ 9.6 สรา งคาํ จากการนาํ ภาษาอ่นื มาใช เชน กว ยเตี๋ยว เตาหู เสวย ฯลฯ 9.7 สรา งคําจากการคดิ ต้ังคาํ ขนึ้ ใหม เชน โทรทศั น พฤติกรรม โลกาภิวตั น 10.ภาษาไทยมคี ําสรอยเสริมบทเพื่อใชพ ูดใหเสียงลื่นและสะดวกปากหรือใหเกิดจังหวะนาฟง เพมิ่ ขน้ึ ซง่ึ ในหลักภาษาไทยเราเรียกวา “คําสรอ ย หรอื คําอทุ านเสรมิ บท” เชน เรอ่ื งบาบอคอแตก ฉนั ไมชอบฟง ฉันไมเ ออออหอ หมกดวยหรอก ไมไปไมเปยกนั ละ คาํ แปลก ๆ ท่ีขีดเสน ใตนัน้ เปน คําสรอ ยเสริมบทเพราะใชพูดเสริมตอ ใหเสียงล่ืนสะดวกปากและ นาฟง ซง่ึ เราเรยี กวา คาํ สรอ ยหรอื อุทานเสรมิ บท จาก 1 ถึง 10 ดังกลาว เปนลักษณะเดน ของภาษาไทย ซ่ึงจริง ๆ แลวยังมีอีกหลายประการ ซึง่ สามารถจะสังเกตจากการใชภาษาไทยโดยทัว่ ๆ ไปไดอ ีก การยมื คาํ ภาษาอ่นื มาใชในภาษาไทย ภาษาไทยของเรามีภาษาอนื่ เขามาปะปนอยูเปน จาํ นวนมาก เพราะเปนธรรมชาติของภาษาที่เปน เครอื่ งมอื ในการส่ือสาร ถา ยทอดความรูค วามคิดของมนษุ ยแ ละภาษาเปนวัฒนธรรมอยางหน่ึง ซึ่งสามารถ หยบิ ยมื กนั ไดโ ดยมีสาเหตจุ ากอิทธิพลทางภมู ิศาสตร คือ มีเขตแดนติดตอ กันอิทธิพลทางประวัติศาสตรท่ีมี การอพยพถิ่นที่อยู หรืออยูใ นเขตปกครองของประเทศอ่ืน อิทธิพลทางดา นศาสนา ไทยเรามีการนับถือ ศาสนาพราหมณ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสตและอ่ืน ๆ นอกจากน้ีอิทธิพลทางการศึกษา การคาขาย แลกเปล่ียนเทคโนโลยี จึงทาํ ใหเ รามีการยมื คําภาษาอืน่ มาใชเ ปนจํานวนมาก เชน 1. ภาษาบาลี สันสกฤต ไทยเรารบั พทุ ธศาสนาลัทธิมหายาน ซ่ึงใชภ าษาสันสกฤตเปนเครื่องมือ มากอนและตอ มาไดรับพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศม าอีกซึ่งในภาษาบาลีเปนเคร่ืองมือในการเผยแพรไ ทย จงึ รับภาษาบาลีสันสกฤตเขา มาใชใ นภาษาไทยเปน จํานวนมาก เชน กติกา กตเวทิตา กตัญู เขต คณะ จารตี ญตั ติ ทจุ ริต อารมณ โอวาท เกษยี ณ ทรมาน ภกิ ษุ ศาสดา สงเคราะห สตั ว อุทิศ เปน ตน 2. ภาษาจนี ไทยกบั จนี มคี วามสัมพันธก ันอยา งใกลช ิดทางดานเช้ือชาติ ถิน่ ทอี่ ยกู ารติดตอคา ขาย ปจ จบุ ันมีคนจนี มากมายในประเทศไทยจงึ มกี ารยมื และแลกเปลีย่ นภาษาซึ่งกันและกัน ภาษาจีนที่ไทยยมื มา ใชเปนภาษาพูดไมใชภ าษาเขียน คาํ ทเ่ี รายมื จากภาษาจีนมีมากมายตัวอยางเชน กวยจ๊ับ ขิม จับกงั เจง ซวย ซีอิ้ว ตว๋ั ทูช ้ี บะหมี่ หา ง ยี่หอ หวย บงุ กี้ อ้งั โล เกาเหลา แฮกนึ้ เปน ตน 3. ภาษาองั กฤษ ชาวอังกฤษ เขา มาเกี่ยวขอ งกับชาวไทยตั้งแตส มัยอยุธยา มีการติดตอคา ขาย และในสมัยรชั กาลท่ี 5 มีการยกเลิกอาํ นาจศาลกงสุลใหแกไ ทยและภาษาองั กฤษเปนทีย่ อมรับกันท่ัวโลกวา เปนภาษาสากลท่ีสามารถใชสื่อสารกันไดท ่ัวโลก ประเทศไทยมีการสอนภาษาอังกฤษต้ังแตป ระถมศึกษา

100 จึงทาํ ใหเรายมื คาํ ภาษาองั กฤษมาใชใ นลกั ษณะคําทบั ศัพทอยา งแพรห ลาย เชน โฮเตล ลอตเตอร่ี เปอรเ ซน็ ต บอ ย โนต กอลฟ ลฟิ ท สวติ ช เบยี ร ชอลก เบรก กอก เกม เช็ค แสตมป โบนัส เทคนิค เกรด ฟอรม แท็กซ่ี โซดา ปม คอลัมน เปน ตน และปจจบุ ันยังมภี าษาอันเกิดจากการใชคอมพวิ เตอรจ าํ นวนหนงึ่ 4. ภาษาเขมร อาจดว ยสาเหตุความเปนเพอื่ นบานใกลเ คียงและมีการติดตอ กันมาชา นานปะปน อยใู นภาษาไทยบา ง โดยเฉพาะราชาศัพทแ ละในวรรณคดเี ชน บงั คลั กรรไกร สงบ เสวย เสดจ็ ถนอม เปน ตน กิจกรรม 1. ใหผูเรียนสังเกตและรวบรวม คําภาษาไทยที่ยืมมาจากภาษาบาลี สันสกฤต ภาษาจีน ภาษา องั กฤษ และภาษาอืน่ ๆ และเราใชก นั ในการพูดคยุ และใชใ นการสื่อสารมวลชนแลวบันทึกไว เพื่อนําไปใช ในการรายงานและการส่อื สารตอ ไป 2. แบงผูเรียนเปน 2 - 3 กลุม ออกมาแขงกันเขียนภาษาไทยแทบนกระดาษกลุมละ 15 - 20 คํา พรอมกบั บอกขอ สังเกตวา เหตผุ ลใดจงึ คดิ วา เปน คาํ ไทย การสรา งคําข้นึ ใชใ นภาษาไทย การสรางคําในภาษาไทยมีหลายวิธี ทั้งวิธีเปน ของเราแท ๆ และวิธีที่เรานํามาจากภาษาอื่น วิธี ทีเ่ ปน ของเราไดแ ก การผนั เสียงวรรณยกุ ต การซา้ํ คํา การซอ นคําและการประสมคาํ เปน ตน สวนวธิ ที นี่ ํามา จากภาษาอื่น เชน การสมาส สนธิ การเตมิ อปุ สรรค การลงปจ จยั ดังจะไดกลา วโดยละเอียดตอไปนี้ 1. การผันเสียงวรรณยุกต วธิ กี ารน้ี วรรณยุกตท่ตี างออกไปทําใหไ ดค าํ ใหมเ พิม่ ขน้ึ เชน เสอื เสอื่ เส้อื นา นา นา นอง นอง นอง 2. การซ้ําคาํ คือ การสรางคําดว ยการนําเอาคําท่ีมีเสียงและความเหมือนกันมาซํ้ากัน เพ่ือเปลี่ยน แปลงความหมายของคําแตกตางไปหลายลักษณะ คือ 2.1 ความหมายคงเดมิ เขาก็ซนเหมือนเด็กท่ัว ๆ ไป ลูกยังเล็กอยาใหน่งั ริม ๆ ไมปลอดภยั 2.2 ความหมายเดน ชดั ข้นึ หนักขึ้นหรอื เฉพาะเจาะจงขึน้ กวาความหมายเดมิ สอนเทาไหร ๆ ก็ไมเ ชอ่ื กนิ อะไร ๆ กไ็ มอรอ ย บางคาํ ตอ งการเนนความของคาํ ใหม ากทีส่ ดุ ก็จะซ้ํา 3 คําดว ยการเปล่ียนวรรณยุกตของ คํากลาง เชน ดดี ีด๊ ี บางบางบาง รอรอ รอ หลอลอหลอ เปน ตน 2.3 ความหมายแยกเปน สดั สว นหรือแยกจาํ นวน เชน เก็บกวาดเปนหอง ๆ ไปนะ (ทีละหอง) พูดเปน เร่อื ง ๆ ไป (ทีละเร่ือง) 2.4 ความหมายเปน พหูพจนเ ม่อื ซ้าํ คาํ แลวแสดงใหเ หน็ วา มีจาํ นวนเพิ่มข้ึน เชน เขาไมเคยกลับบานเปนป ๆ แลว เด็ก ๆ ชอบเลนซน ใคร ๆ ก็รู

101 ชา ๆ ไดพราสองเลมงาม กนิ ๆ เขา ไปเถอะ จะเห็นวาคาํ ทซ่ี ํา้ กนั จะมที ั้งคาํ นาม กริยา คาํ สรรพนามและจะมีการบอกเวลาบอก จาํ นวนดวย 2.5 ความหมายผดิ ไปจากเดมิ หรอื เมือ่ ซา้ํ แลวจะเกดิ ความหมายใหม หรือมคี วามหมายแฝง เชน เร่อื งหมู ๆ แบบน้สี บายมาก (เร่อื งงา ย ๆ) อยู ๆ ก็รองขน้ึ มา (ไมมีสาเหตุ) จะเห็นไดว าการนําคํามาซ้ํากันนั้นทําใหไ ดค ําท่ีมีรูปและความหมายแตกตา งออกไป ดังน้ัน การสรางคําซาํ้ จึงเปน การเพมิ่ คําในภาษาไทยใหมมี ากขึ้นอยา งหนึ่ง 3. การซอ นคํา คือ การสรา งคําโดยการนําเอาคําตั้งแตสองคําข้ึนไปซึ่งมีเสียงตางกันแตมี ความหมายเหมือนกันหรอื คลายคลึงกันหรือเปนไปในทํานองเดียวกันมาซอนคูกัน เชน เล็กนอย รักใคร หลงใหล บา นเรอื น เปนตน ปกตคิ ําทนี่ าํ มาซอนกนั น้นั นอกจากจะมคี วามหมายเหมือนกนั หรอื ใกลเ คียงกัน แลว มักจะมีเสยี งใกลเคียงกนั ดวย ทง้ั น้ี เพอ่ื ใหออกเสียงไดงา ย สะดวกปาก คําซอ นทําใหเกิดคําใหมห รือ คาํ ท่มี คี วามหมายใหมเ กดิ ขน้ึ ในภาษา ทําใหม ีคําเพ่ิมมากข้ึนในภาษาไทย อันจะชวยใหก ารสื่อความหมาย และการส่ือสารในชีวิตประจําวันมีประสิทธิภาพเพิ่มข้ึน คําท่ีนํามาซอนกันแลว ทําใหเ กิดความหมายน้ัน แบง เปน 2 ลักษณะ คอื 3.1 ซอนคาํ แลว มคี วามหมายคงเดมิ การซอ นคาํ ลกั ษณะน้จี ึงนาํ คาํ ทมี่ คี วามหมายเหมือนกัน มาซอ นกนั เพื่อไขความหรอื ขยายความซึง่ กนั และกัน เชน วางเปลา โงเ ขลา รปู รา ง ละท้งิ อดิ โรย บาดแผล เปนตน 3.2 ซอนคําแลว มคี วามหมายเปล่ียนแปลงไปจากเดิม คําซอนท่ีเปนคําที่เกิดความหมายใหมน ้ี มลี กั ษณะคอื ก. ความหมายเชิงอปุ มา เชน ยงุ ยาก ออนหวาน เบกิ บาน เปนตน ข. ความหมายกวางออก เชน เจ็บไข พ่นี อง ทบุ ตี ฆาฟน เปน ตน ค. ความหมายแคบเขา เชน ใจดํา ปากคอ ญาติโยม หยิบยืม น้ําพักน้ําแรง สมสุก ลูกไม เปนตน การแยกลักษณะคําซอนตามลักษณะการประกอบคําน้ันจะมีลักษณะคําซอ น 2 คําและคําซอ น มากกวา สองคํา เชน บา นเรือน สวยงาม ยากดมี จี น เจ็บไขไ ดป วย อดตาหลับขับตานอน จับไมไดไลไ มท ัน เปน ตน 4. การสรา งคาํ ประสม การสรา งคําขึ้นใชใ นภาษาไทยสว นหน่ึงจะใชว ิธีประสมคําหรือวิธีการ สรา งคําประสม โดยการนําเอาคําที่มีใชอยูใ นภาษาไทย ซึ่งมีรูปคําและความหมายของคําแตกตางกัน มาประสมกันเพ่ือใหเ กิดคําใหม และมีความหมายใหมใ นภาษาไทย เชน พัดลม ไฟฟา ตเู ย็น พอ ตา ลูกเสือ แมน ํ้า เรือรบ น้ําหอม น้ําแขง็ เมืองนอก เปนตน

102 คาํ ท่ีนํามาประสมกันจะเปน คําไทยกับคาํ ไทยหรอื คาํ ไทยกับคําตา งประเทศก็ได เชน - คําไทยกบั คําไทย โรงเรียน ลกู เขย ผีเส้อื ไมเทา เปนตน - คําไทยกับคาํ บาลี หลกั ฐาน (หลักคําไทย ฐานคาํ บาล)ี สภากาชาด พลเมอื ง ราชวงั ฯลฯ - คําไทยกับคําสนั สกฤต ทุนทรัพย (ทนุ คาํ ไทย ทรัพยค าํ สนั สกฤต) - คาํ ไทยกับคําจนี เยน็ เจย๊ี บ (เยน็ คําไทย เจย๊ี บคําภาษาจีน) หวย ใตด นิ นายหา ง เกง จนี กินโตะ เขา หุน ฯลฯ - คาํ ไทยกับคาํ เขมร ละเอียดลออ (ละเอียดคาํ ไทย ลออคาํ เขมร) ของ ขลงั เพาะชาํ นายตรวจ - คําไทยกับคาํ อังกฤษ เสื้อเชติ้ (เสอ้ื คําไทย เชติ้ คําอังกฤษ) พวงหรดี เหยือกนํา้ ตูเซฟ นายแบงค ไขกอ ก แปปนาํ้ ฯลฯ 5. การสรางคําไทยโดยการนําวิธีการของภาษาอื่นมาใช การสรา งคําของภาษาอ่ืนท่ีนํามาใชใน ภาษาไทย ไดแก 5.1 การสรางคาํ ของภาษาบาลีและสันสกฤต คอื ก. วธิ ีสมาส สมาสเปนวธิ ีสรางศพั ทอ ยา งหนึง่ ในภาษาบาลี สันสกฤต โดยการนาํ คําศพั ท ต้ังแต 2 คําข้ึนไปรวมเปน ศัพทใ หมศ ัพทเ ดียว จะมีลักษณะคลา ยกับคําประสมของไทย แตค ําสมาสนั้น เปนคําทม่ี าขยาย มักจะอยหู นา คาํ หลกั สวนคาํ ประสมของไทยนั้นคําขยายจะอยูข า งหลัง เชน คําวา มหา บรุ ษุ คําวา มหาบุรษุ คาํ วามหา แปลวา ย่งิ ใหญ ซ่ึงเปนคําขยาย จะอยูห นาคําหลักคือ บุรุษ ดังนั้น คําวา มหาบรุ ษุ แปลวา บรุ ษุ ผูยง่ิ ใหญ ซงึ่ ตางจากภาษาไทย ซง่ึ สวนมากจะวางคําขยายไวห ลังคาํ ท่ถี กู ขยาย ตัวอยา งคาํ สมาสในภาษาไทย พลศึกษา ประวัติศาสตร ปริยัติธรรม กามเทพ เทพบุตร สุนทรพจน วิศวกรรม วิศวกร อากาศยาน สวัสดิการ คหกรรมศาสตร วิทยาศาสตร วิทยากร พิธีกร ชีพจร มหกรรม ประวัติศาสตร โทรทัศน โทรเลข วารสาร นติ ยสาร จลุ สาร พิพธิ ภณั ฑ วินาศกรรม อุบัติเหตุ ปญ ญาชน รมณียสถาน สังฆทาน กจิ กรรม อทุ กภัย วทิ ยุศกึ ษา หัตถศึกษา เปนตน ข. วธิ ลี งอปุ สรรค วธิ สี รางคาํ ในภาษาบาลแี ละสนั สกฤตนั้นมีวธิ ลี งอุปสรรค (หรือบทหนา) ประกอบขา งหนาศัพทเ พอ่ื ใหไ ดคาํ ทมี่ ีความหมายแตกตา งออกไป ซ่งึ ไทยเราไดนาํ มาใชจาํ นวนมาก เชน อธิ + การ เปน อธกิ าร (ความเปน ประธาน) อนุ + ญาต เปน อนุญาต (การรบั รู) อธิ + บดี เปน อธบิ ดี (ผเู ปน ใหญ) อนุ + ทนิ เปน อนุทิน (ตามวัน,รายวัน) อป + มงคล เปน อปั มงคล (ไมมีมงคล) วิ + กฤต เปน วิกฤต (แปลกจากเดมิ ) อป + ยศ เปน อัปยศ (ไมมียศ) วิ + เทศ เปน วเิ ทศ (ตา งประเทศ) คําท่ีลงอุปสรรคดังกลาวน้ีจัดวาเปนคําสมาส ทั้งน้ีเพราะวิธีลงอุปสรรคเปน การรวบรวมศัพท ภาษาบาลีและสันสกฤตเขา ดวยกันและบทขยายจะวางอยูห นา บทท่ีถูกขยายในภาษาบาลีและสันสกฤต การลงอปุ สรรคเขา ขา งหนาคาํ เปน วิธีการสมาสวธิ หี น่ึง

103 นอกจากน้ี การลงอุปสรรคของภาษาบาลี ถูกนํามาใชในภาษาไทยแลว ไทยเรายังนําวิธีการ ลงอปุ สรรคมาใชก บั คําไทยและคําอื่น ๆ ในภาษาไทยอีกดว ย เชน สมรู หมายความวา รวมคิดกนั สมทบ หมายความวา รวมเขา ดวยกนั ค. การสนธิ การสรางคําในภาษาบาลี สนั สกฤต ซงึ่ มกี ารเปลย่ี นแปลงรูปคํา อันเน่ืองมา จากการเปล่ียนแปลงทางเสยี ง ซ่งึ เราเรียกวา “สนธิ” สนธิ เปน การเปล่ียนแปลงเสียง การสนธิเปน วิธีการสมาส โดยการเช่ือมคําใหกลมกลืนกัน คือ ทายเสยี งคาํ ตน กบั เสียงของคําทน่ี าํ มาตอ จะกลมกลนื กนั เปน วธิ ีสรางคําใหมในภาษาวิธหี น่งึ วิธสี นธมิ ี 3 วธิ ีคือ 1. สระสนธิ คอื การรวมเสียงสระตัวทา ยของคํานําหนา กับสระตัวหนา ของคําหลังใหกลมกลืน สนิทกันตามธรรมชาตกิ ารออกเสียง อะ + อ เปน อา เชน สขุ + อภิบาล = สขุ าภิบาล อะ + อุ หรือ อู เปน อุ อู หรือ โอ เชน อรณุ + อทุ ยั = อรโุ ณทัย ราช + อปุ โภค = ราชูปโภค ฯลฯ 2. พยญั ชนะสนธิ เปนลักษณะการเชอ่ื มและกลมกลนื เสยี งระหวางคาํ ที่สุดศพั ทดว ยพยัญชนะกับ คําทข่ี ้ึนตนดวยพยญั ชนะหรือสระ เม่ือเสียงอยใู กลกัน เสียงหนึ่งจะมีอิทธพิ ลดงึ เสียงพยัญชนะอีกเสียงหน่ึง ใหม ลี ักษณะเหมือนหรือใกลเคยี งกัน พยัญชนะสนธนิ ้จี ะมีเฉพาะในภาษาสนั สกฤตเทา น้นั ในภาษาบาลีไมม ี เพราะศพั ทในภาษาบาลที ุกคาํ ตองสุดศพั ทดวยสระ ตัวอยา ง เชน ธต เปลี่ยน เปน ทธ เชน พุธ + ต = พทุ ธ ราชน + บตุ ร = ราชบุตร ไทยใช ราชบุตร กามน - เทว = กามเทว ไทยใช กามเทพ 3. นฤคหิตสนธิ สนธนิ ิคหิตจะมลี กั ษณะการตอเชือ่ มและกลมกลืนเสียงระหวา งคําตน ที่ลงทา ยดว ย นคิ หิต กับคาํ ที่ขน้ึ ตน ดวยสระหรือพยัญชนะนคิ หติ เทยี บไดกับเสียงนาสิก ดังน้ัน นิคหิตจะกลายเปน นาสิก ของพยัญชนะตัวที่ตามมา คือ ง ญ น ณ ม ถา ตัวตามนิคหิตอยูว รรคเดียวกับ ง ก็จะเปล่ียนเปน ง ถา อยู วรรคเดียวกับ ญ หรอื น หรือ ณ หรือ ม กจ็ ะเปลี่ยนเปน ญ น ณ ม ตามวรรค เชน สํ + เกต = สังเกต (เครื่องหมายร)ู สํ + ถาร = สันถาร (การปลู าด) สํ + พนธ = สมั พันธ การนําวิธีการสรางคําแบบคําสมาส คําลงอุปสรรคและวิธีสนธิในภาษาบาลีสันสกฤตมาใชใน ภาษาไทย ถอื วาเปน การสรางคําหรือเพิ่มคาํ ในภาษาไทยมีมาก

104 5.2 การสรา งคาํ ของภาษาเขมร ไทยไดนาํ เอาวิธีสรา งคาํ ของเขมร คือ การแผลงคํามาใชใ น ภาษาไทย ซึ่งวิธีแผลงคําในภาษาเขมรมหี ลายวิธแี ตไ ทยเรานํามาใชบ างวิธีเทา น้นั คําแผลง คือ คําท่ีเปลี่ยนแปลงตัวอักษรใหมีรูปลักษณะตา งไปจากคําเดิม แตยังคงรักษา ความหมายเดมิ หรอื เคาเดมิ เอาไวใ หพ อสังเกตได วิธีแผลงคาํ ในภาษาไทย ทีน่ ํามาจากภาษาเขมรบางวิธี คือ 1. ใชว ิธเี ตมิ อาํ ลงหนาคาํ แผลงใหม แตค งรูปสระเดมิ ไวท ่พี ยางคหลัง เชน ตรวจ เปน ตาํ รวจ เกดิ เปน กาํ เนดิ เสรจ็ เปน สําเรจ็ เสียง เปน สําเนยี ง 2. ใชวิธีเตมิ อุปสรรค (หนวยหนาศพั ท) บํ (บอ็ ม) ลงหนาคําแผลงสว นใหญ ไทยนาํ เอามา ออกเสยี ง บัง บนั บํา เชน เกดิ ลงอปุ สรรค บํ เปน บเํ กิด ไทยใชบ ังเกิด ดาล ลงอุปสรรค บํ เปน บํดาล ไทยใชบ ันดาล การแผลงคําเปน วิธีสรางคําข้ึนใชในภาษาวิธีหนึ่ง ซึ่งไทยเอาแบบอยา งมาจากภาษาเขมรและ ภาษาอน่ื เชน ภาษาบาลี สันสกฤต เชน อายุ เปน พายุ อภริ มย เปน ภริ มย ไวปลุย เปน ไพบลู ย มาต เปน มารดา การแผลงคําของภาษาบาลี สนั สกฤต สว นใหญเพอ่ื จะไดอ อกเสียงในภาษาไทยไดง ายและไพเราะขึน้ ศัพทบญั ญตั ิ ศพั ทบัญญัติ หมายถึง คําเฉพาะวงการหรือคําเฉพาะวชิ าท่ผี คู ดิ ข้นึ เพือ่ ใชส ่ือความหมายในวงการ อาชีพหรือในวิชาการแขนงใดแขนงหนึ่ง โดยเฉพาะ ทั้งน้ี เพราะการศึกษาของเราไดข ยายตัวกวา งขวาง มากขน้ึ การศึกษาจากตางประเทศกม็ ีมากขึน้ เราตอ งรบั รคู าํ ศัพทข องประเทศเหลานั้นโดยเฉพาะคําศัพท ภาษาองั กฤษ ปจจุบนั มีศพั ทบญั ญตั ทิ ่ีใชก นั แพรหลาย โดยทั่วไปจํานวนมาก ซึ่งผูเ รียนคงจะเคยเห็นและเคยได ฟงจากสอ่ื มวลชน ซึ่งจะเปน คําศพั ทเก่ยี วกับธรุ กิจ กฎหมาย วิทยาศาสตร ฯลฯ จะขอยกตัวอยางเพยี งบางคาํ ดงั น้ี สินเชื่อ Credit หมายถึง เงนิ ทีเ่ ปน หนีไ้ วดว ยความเช่ือถือ เงินฝด Deflation หมายถงึ ภาวะเศรษฐกจิ ทีม่ ีปรมิ าณเงนิ หมนุ เวียน ในประเทศมนี อย การใชจายลดนอยลงทาํ ใหสินคาราคาตก เงนิ เฟอ Inflation หมายถงึ ภาวะเศรษฐกจิ ทป่ี รมิ าณเงนิ หมนุ เวียนในประเทศมมี าก เกนิ ไป ทําใหร าคาสินคาแพงและเงินเส่อื มคา ตกตํ่า ปรมิ าณเงนิ หมุนเวียนในประเทศมนี อย การใชจ ายลดนอ ยลง ทาํ ใหสินคา ราคาตก

105 ทุนสาํ รอง Reserve fund หมายถงึ เงินทกี่ ันไวจากผลกาํ ไรของหางหนุ สวนบริษัท ตามทกี่ าํ หนดไวใ นกฎหมายหรอื ขอ บังคบั ของหา งหนุ สว น บริษทั นน้ั ๆ ทนุ สาํ รองเงนิ ตรา Reserve หมายถึง ทองคํา เงินตราตา งประเทศหรอื หลกั ทรพั ยต าง ๆ ซง่ึ ใชเปน ประกันในการออกธนบตั รหรือธนาคารบตั ร เงนิ ปนผล Dividend หมายถึง สวนกาํ ไรท่บี ริษัทจาํ กัดจายใหแ กผถู อื หุน กลองโทรทรรศน Telescope กลอ งทีส่ องดทู างไกล กลองจลุ ทรรศน Microscope กลองขยายดูของเลก็ ใหเ หน็ เปนใหญ จรวด Rocket หมายถงึ อาวธุ หรอื ยานอวกาศท่ขี ับเคลอ่ื นดว ยความเร็วสงู โดยไดเชอื้ เพลิงในตวั เองเผาไหมเ ปน แกส พงุ ออกมาจากสวนทาย มีท้งั ชนิดทใี่ ช เช้ือเพลงิ แข็งและชนดิ เชือ้ เพลงิ เหลว ขปี นาวธุ Missile หมายถึง อาวุธซงึ่ ถกู สง ออกไปจากผวิ พิภพ เพื่อใชประหตั ประหาร หรือทําลายในสงคราม โดยมีการบงั คบั ทศิ ทางในตัวเอง เพอื่ นาํ ไปสู เปาหมายการบงั คบั ทศิ ทางนี้บังคบั เฉพาะตอนขนึ้ เทา น้นั จรวดนําวถิ ี Guided Rocket หมายถึง ขปี นาวุธนาํ วถิ ี ซง่ึ ขบั เคล่อื นดวยจรวด จานบิน Flying Saucer หมายถึง วตั ถุบนิ ลกั ษณะคลา ยจาน 2 ใบ คว่าํ ประกบกัน มผี อู างวาเคยเห็นบินบนทองฟา และมบี างคนเช่ือวาเปนยานอวกาศมาจาก นอกโลกหรือจากดาวดวงอื่น บางครง้ั ก็เรียกวา จานผี ดาวเทยี ม Satellite หมายถึง วตั ถุทมี่ นุษยสรา งขน้ึ เลยี นแบบดาวบรวิ าร ของดาวเคราะห เพื่อใหโคจรรอบโลกหรือรอบเทหฟากฟา อน่ื มีอุปกรณ โทรคมนาคมดวย เชน การถา ยทอดคลื่นวทิ ยุและโทรทศั นขา มประเทศ ขา มทวปี เปน ตน แถบบันทึกเสียง Audiotape หมายถงึ แถบเคลอื บสารแมเหลก็ ใชบันทกึ สญั ญาณเสียง แถบบันทึกภาพ,แถบวีดทิ ัศน Videotape หมายถงึ แถบเคลอื บสารแมเ หลก็ ใช บนั ทึกสัญญาณภาพ โลกาภิวัตน Globalization หมายถงึ การทําใหแพรหลายไปท่วั โลก คาํ ศพั ทบัญญตั ิทย่ี กมาลวนมีความหมายทตี่ องอธิบายและมักจะมีความหมายเฉพาะดา นทแ่ี ตกตา ง ไปจากความเขาใจของคนทว่ั ไป หากผูเรยี นตอ งการทราบความหมายท่ถี ูกตอ งควรคน ควา จากพจนานุกรม เฉพาะเร่ือง เชน พจนานุกรมศัพทแพทย พจนานุกรมศัพทธุรกิจ พจนานุกรมชางและพจนานุกรมศัพท กฎหมาย เปน ตน หรือติดตามขา วสารจากสื่อตา ง ๆ ท่ีมีการใชค ําศัพทเ ฉพาะดานจะชวยใหเ ขาใจดีข้ึน เพราะคําศัพทบ ญั ญัตเิ หมาะสมท่จี ะใชเฉพาะวงการและผมู พี ้นื ฐานพอเขาใจความหมายเทาน้ัน

106 กจิ กรรม 1. ใหผูเ รียนรวบรวมคําศัพทบ ัญญัติจากหนังสือพิมพแ ละหนังสืออ่ืน ๆ แลว บันทึกไวใ นสมุด เพอื่ จะไดน าํ ไปใชในการพูดและเขียนเม่อื มโี อกาส 2. ผูส อนยกคํามาถามทีเ่ หน็ สมควรใหผ เู รยี นชวยกนั แยกวาเปนคาํ สมาสหรือคาํ ประสม ประโยคในภาษาไทย ประโยคตอ งมคี วามครบ สมบรู ณ ใหรูวา ใครทาํ อะไร หรอื กลาวอีกอยา งหนงึ่ วา ประโยคตอ งประกอบดว ยประธานและกริยาเปน อยางนอย เราสามารถแยกประโยคไดเปน 3 ชนดิ คือ ก. ประโยคแจง ใหท ราบ หรอื ประโยคบอกเลา ประโยคชนิดนี้อาจจะเปน ประโยคส้ัน ๆ มีเพียง คาํ นามทําหนา ที่ประธาน คํากริยาทําหนาที่เปนตัวแสดง เชน คนเดิน นกบิน แตบางทีอาจจะเปน ประโยค ยาว ๆ มีความสลบั ซบั ซอนยงิ่ ขน้ึ ซง่ึ มคี าํ นาม คาํ กริยา หลายคํา กไ็ ด ถา ประโยคแจง ใหท ราบน้ันมีเน้ือความปฏิเสธก็จะมีคําปฏิเสธ เชน ไมม ี หามิได อยูด วย เชน เขาไมมารวมประชุมในวนั นี้ ข. ประโยคถามใหตอบหรอื ประโยคคําถาม เปนประโยคที่ผูพูดใชถามขอ ความ เพ่ือใหผ ูฟ ง ตอบ รูปประโยคคําถามจะมคี ํา หรอื ไหม ใคร อะไร ทีไ่ หน กี่ เม่ือไร อยา งไร ฯลฯ แตถา ประโยคถามใหต อบเปน ประโยคถามใหตอบท่มี ีเนือ้ ความปฏิเสธกจ็ ะมีคาํ ปฏเิ สธอยูดวย ค. ประโยคบอกใหทําหรือประโยคคาํ สัง่ เปนประโยคทผ่ี พู ดู ใชเพอื่ ใหผ ฟู ง กระทาํ อาการบางอยา ง ตามความตองการของผูพดู การบอกใหผ อู นื่ ทาํ ตามความตองการของตนนัน้ อาจตองใชวธิ ีขอรอ งออนวอน วงิ วอน เชิญชวน บงั คบั ออกคาํ ส่งั ฯลฯ การเรยี งลาํ ดบั ในประโยค การเรียงลาํ ดับในภาษาไทยมคี วามสําคญั มากเพราะถา เรียงลาํ ดบั ตางกันความสมั พันธข องคาํ ในประโยคจะผิดไป เชน สนุ ขั กดั งู สนุ ัขเปน ผูทํา งเู ปน ผูถกู กระทํา งูกัดสนุ ขั งูเปนผทู าํ สนุ ขั เปน ผถู กู กระทํา โครงสรา งของประโยค ประโยคในภาษาไทยแบงเปน 3 ชนดิ คือ ก. ประโยคความเดยี ว คือ ประโยคท่มี ุงกลาวถึงสิง่ ใดส่ิงหนึ่งเพียงสิ่งเดียวและส่ิงนั้นแสดงกิริยา อาการหรอื อยูในสภาพอยางใดอยา งหน่ึงแตเ พียงอยา งเดียว ประโยคความเดียวแบงออกเปน สวนสําคัญ 2 สวน คอื ภาคประธานและภาคแสดง เชน ผหู ญงิ ชอบดอกไม ถงึ แมจะมรี ายละเอียดเขา ไปในประโยค ก็ยงั เปน ประโยคความเดียว เชน ผูหญิง คนนนั้ ชอบดอกไมส วย

107 ข. ประโยคความซอน คือ ประโยคความเดียวที่เพ่ิมสวนขยายภาคประธานหรือภาคแสดงดว ย ประโยค ทําใหโ ครงสรา งของประโยคเปลี่ยนไป แตถา ประโยคท่ีเพิ่มข้ึนนั้นเปนประโยคชว ยจํากัดความหมาย ของคาํ ถามหรือคํากรยิ า ก็เปนประโยคซอ น เชน ผูหญิงทน่ี ั่งขา ง ๆ ฉันชอบดอกไมท ี่อยใู นแจกัน ประโยคทชี่ ว ยจาํ กดั ความหมายของคาํ นาม “ดอกไม” คือประโยคท่ีวา “ทอี่ ยใู นแจกัน” เปนตน ค. ประโยคความรวม คอื ประโยคท่ีมีสวนขยายเพ่ิมขึ้นและสวนท่ีขยายสัมพันธก ับประโยคเดิม โดยมีคําเชื่อม และ แตถา ฯลฯ อยูข างหนาหรืออยูขางในประโยคเดิมหรือประโยคท่ีเพ่ิมข้ึน ทําใหรูว า ประโยคทั้งสองสัมพันธกันอยางไร เชน ผหู ญิงชอบดอกไมสว นเด็กชอบของเลน เปนประโยคความรวม ประโยคที่เพิ่มขึ้นและสัมพันธกับประโยคเดิมโดยมีคําเช่ือม “สวน” มาขา งหนา คือ ประโยค “เด็กชอบของเลน” เปน ตน เรอื่ งท่ี 2 ถอ ยคําสํานวน สุภาษิต คําพังเพย 1. ถอยคาํ ภาษาไทยมลี กั ษณะพิเศษหลายประการ สามารถเลอื กใชใ หเหมาะสมในการส่อื สาร เพ่อื ความเขาใจในส่ิงตา ง ๆ ไดอ ยา งชดั เจนและตรงเปา หมาย 2. ถอ ยคาํ ภาษาไทยมลี กั ษณะเปนศลิ ปะทมี่ คี วามประณีต สละสลวย ไพเราะ ลกึ ซึ้ง นา คดิ นา ฟง ร่นื หู จูงใจและหากนําไปใชไ ดเ หมาะกับขอความเรื่องราวจะเพ่ิมคุณคาใหข อ ความหรือเร่ืองราวเหลา น้ัน มีนํ้าหนกั นาคิด นาฟง นา สนใจ นาตดิ ตามยง่ิ ขน้ึ 3. ถอ ยคําภาษาไทย ถา รูจักใชใ หถูกตองตามกาลเทศะและบุคคลนับวาเปน วัฒนธรรมอันดีงาม ของชาตแิ ละของผปู ฎบิ ัติ ถอ ยคําสาํ นวน ถอยคาํ สํานวน หมายถงึ ถอ ยคาํ ท่เี รยี บเรียง บางทีก็ใชวาสํานวนโวหาร คําพูดของมนุษยเ ราแยก ออกไปอยา งกวา ง ๆ เปน 2 อยา ง อยา งหน่งึ พดู ตรงไปตรงมาตามภาษาธรรมดา พอพูดออกมากเ็ ขาใจทนั ที อกี อยา งหนึ่งพูดเปนเชิงไมต รงไปตรงมา แตใหม ีความหมายในคําพูดนั้น ๆ คนฟง เขาใจความหมายทันที ถา คําพูดน้ันใชกันแพรหลาย เชน คําวา “ปากหวาน” “ใจงาย” แตถ า ไมแ พรหลายคนฟง ก็ไมอาจเขา ใจ ทันที ตองคิดจึงจะเขา ใจ หรือบางทีคิดแลวเขา ใจเปนอยา งอ่ืนก็ได หรือไมเขา ใจเอาเลยก็ไดค ําพูดเชิงน้ี เราเรียกวา “สํานวน” การใชถ อ ยคําที่เปน สํานวนนั้น ใชในการเปรียบเทียบบา ง เปรียบเปรยบาง พูดกระทบบาง พูดเลน สนุก ๆ บา ง พดู เตอื นสตใิ หไ ดคิดบาง สํานวนไทย หมายถึง ถอ ยคําท่ีเรียบเรียงไวตายตัว เน่ืองจากใชกันมาจนแพรห ลายอยูต ัวแลว จะตดั ทอนหรือสลบั ท่ไี มไ ด เชน สํานวนวา “เก็บเบ้ยี ใตถ นุ ราน”หมายความวา ทํางานชนิดที่ไดเ งินเล็กนอ ย ก็เอา ถาเราเปลี่ยนเปน “เก็บเงินใตถ ุนบา น” ซึ่งไมใชสํานวนท่ีใชก ัน คนฟง อาจไมเขา ใจหรือเขา ใจเปน อยา งอ่นื เชน เกบ็ เงนิ ฝงไวใตถุนบา น

108 ลกั ษณะของสํานวนไทย 1. สํานวนไทยมีลักษณะท่ีมีความหมายโดยนัย โดยปกติความหมายของคํามีอยา งนอย 2 ประการ คอื 1.1 ความหมายโดยอรรถ ไดแ ก ความหมายพื้นฐานของคํานั้น ๆ โดยตรง เชน คําวา “กิน” ความหมายพื้นฐานที่ทุกคนเขาใจก็คือ อาการที่นําอะไรเขา ปากเค้ียวแลวกลืนลงไปในคอ เชน กินขาว กนิ ขนม เปนตน 1.2 ความหมายโดยนัย ไดแ ก การนําคํามาประกอบกันใชใ นความหมายที่เพิ่มจากพื้นฐาน เชน คาํ วา กินดิบ - ชนะโดยงา ยดาย กนิ โตะ - รมุ ทาํ ราย กนิ แถว - ถกู ลงโทษทุกคนในพวกน้นั กนิ ปนู รอ นทอ ง - ทาํ อาการพิรธุ ขึน้ เอง 2. สํานวนไทยมีลักษณะมีความหมายเพ่ือใหตีความ มีลักษณะติชม หรือแสดงความเห็น อยูในตวั เชน เกลือเปน หนอน กนิ ปนู รอนทอง ตกบนั ไดพลอยโจน งมเข็มในมหาสมทุ ร เปน ตน 3. สํานวนไทย มีลักษณะเปน ความเปรยี บเทยี บหรือคําอปุ มา เชน ใจดาํ เหมือนอีกา เบาเหมอื นปยุ นนุ รักเหมอื นแกว ตา แขง็ เหมือนเพชร เปน ตน 4. สาํ นวนไทยมีลักษณะเปนคําคมหรือคํากลาว เชน หนา ชื่นอกตรม หาเชากินค่ํา หนาซื่อใจคด เปน ตน 5. สํานวนไทย มีลักษณะเปน โวหารมีเสียงสัมผัสคลองจองกัน หรือบางทีก็ย้ําคํา เชน ขาวแดง แกงรอน ขุนของหมองใจ จับมือถือแขน บนบานศาลกลาว กินจุบกินจิบ ประจบประแจง ปากเปย ก ปากแฉะ อ่ิมอกอิ่มใจ เปน ตน ตวั อยางสาํ นวนไทย 1. สํานวนท่ีมีเสียงสัมผัส สํานวนเหลาน้ีมักจะมีจํานวนคําเปนจํานวนคู ตั้งแต 4 คํา จนถึง 12 คําดังน้ี 1.1 เรียง 4 คํา เชน ขาวแดงแกงรอ น คอขาดบาดตาย โงเ งาเตาตุน ฯลฯ 1.2 เรียง 6 คาํ เชน คดในขอ งอในกระดกู ยุใหร ําตาํ ใหรัว่ นกมหี ูหนูมปี ก ฯลฯ 1.3 เรียง 8 คํา เชน กินอยูก ับปาก อยากอยูกับทอ ง ไกง ามเพราะขน คนงามเพราะแตง ความรทู ว มหวั เอาตวั ไมร อด เปนตน 1.4 เรยี ง 10 คํา เชน คนรักเทาผืนหนัง คนชังเทาผืนเส่ือ คบคนใหดหู นา ซอ้ื ผา ใหดเู นื้อ ดักลอบตอ งหม่ันกู เจา ชูตองหมน่ั เกย้ี ว เปน ตน 1.5 เรียง 12 คํา เชน ปลูกเรอื นตามใจผอู ยู ผกู อูตามใจผนู อน มเี งนิ เขานบั เปนนอง มีทองเขานับเปนพ่ี เลนกบั หมาหมาเลียปาก เลน กบั สากสากตอ ยหวั

109 2. สํานวนทไี่ มม เี สยี งสัมผัส สํานวนเหลานม้ี ีมากมาย สวนมากมตี ัง้ แต 2 คาํ ขึ้นไป จนถึง 8 คาํ เชน 2.1 เรยี ง 2 คาํ เชน กนั ทา แกเ ผด็ เขาปง ตกหลมุ ตายใจ ฯลฯ 2.2 เรียง 3 คาํ กา งขวางคอ เกลอื เปน หนอน คลุมถงุ ชน ควา นา้ํ เหลว ฯลฯ 2.3 เรยี ง 4 คาํ เชน กิง่ ทองใบหยก กิ้งกาไดท อง กนิ ปนู รอ นทอง นํา้ ผงึ้ หยดเดยี ว นอนตายตาหลบั ขาวใหมปลามัน เปน ตน 2.4 เรยี ง 5 คํา เชน ขนหนา แขงไมรว ง ตงี ใู หหลังหกั จบั ปใู สกระดง ฯลฯ 2.5 เรยี ง 6 คํา เชน กลนื ไมเ ขาคายไมออก นิ้วไหนรา ยตัดนิ้วน้ัน บานเมอื งมีขอื่ มแี ป พลิกหนามอื เปน หลังมือ 2.6 เรียง 7 คํา เชน กนิ บนเรือนขี้รดหลังคา นกนอยทํารงั แตพ อตวั ตําน้ําพรกิ ละลายแมน้าํ สบิ ปากวาไมเ ทา ตาเหน็ เรอ่ื งขห้ี มรู าขี้หมาแหง ฯลฯ สาํ นวน หมายถงึ กลุมของวลี คาํ หรอื กลุมคําท่นี ํามาใชใ นความหมายทแ่ี ตกตางไปจากความหมาย เดมิ ความหมายทเ่ี กดิ ขน้ึ มักจะเปน ความหมายในเชิงอุปมา หรือเชิงเปรียบเทียบ ไมไดใหคติธรรม แตจ ะเปน ความหมายท่กี ระชับและลึกซึ้ง เชน สํานวนวา เรื่องกลว ย ๆ คําวา กลว ย ๆ ไมไ ดหมายถึง ผลไม แตห มายถึง งา ย ๆ เรอื่ งไมยากเปน เรอื่ งงา ย ๆ สาํ นวนภาษาไทยอาจจะประกอบคาํ ตง้ั แต 1 คําขนึ้ ไปจนถงึ หลายคาํ หรอื เปนกลมุ ตวั อยา งเชน ปากหวาน = พดู เพราะ ลกู หมอ = คนเกาของสถานทีใ่ ดสถานท่หี น่ึง หญา ปากคอก = เรื่องงา ย ๆ ทค่ี ิดไมถ ึง กงกรรมกงเกวียน = กรรมสนองกรรม พกหนิ ดกี วา พกนนุ = ใจคอหนักแนนดกี วา หูเบา การใชส ํานวนไปประกอบการส่ือสารน้ัน ผูใชต อ งรูความหมายและเลือกใชใ หเ หมาะสมกับเพศ โอกาสและสถานการณ เชน เฒาหัวงู = มักจะใชเปรยี บเทียบ หมายถึง ผูชายเทา นนั้ ไกแกแ มปลาชอน = มักใชเ ปรียบเทยี บกบั ผูหญิงเทา นนั้ ขบเผาะ = มกั ใชกับผหู ญงิ เทา นน้ั ไมใ ชก บั ผูชาย คาํ พังเพย มีความหมายลกึ ซึ้งกวา สํานวน ซึง่ จะหมายถึง ถอยคาํ ท่กี ลาวข้ึนมาลอย ๆ เปน กลาง ๆ มีลักษณะติชม หรือแสดงความเห็นอยูในตัว มีความหมายเปน คติสอนใจคําพังเพยเมื่อนําไปตีความแลว สามารถนําไปใชป ระกอบการพดู หรือเขยี นใหเ หมาะสมกบั เร่อื งทเ่ี ราตอ งการถายทอด หรือส่ือความหมาย ในการสอ่ื สาร เชน ชี้โพรงใหก ระรอก = การแนะนําใหค นอนื่ ทาํ ในทางไมด ี ปลูกเรอื นตามใจผูอ ยู = จะทําอะไรใหค ดิ ถึงผทู ีจ่ ะใชส ง่ิ นัน้ ราํ ไมดีโทษปโ ทษกลอง = คนทาํ ผดิ ไมย อมรบั ผิดกลบั ไปโทษคนอ่นื

110 นอกจากนยี้ งั มคี ําพงั เพยอีกมากทีเ่ ราพบเหน็ นาํ ไปใชอ ยเู สมอ เชน กาํ แพงมีหูประตมู ชี อง เห็นกงจกั รเปน ดอกบัว ทํานาบนหลงั คน เสียนอ ยเสยี ยากเสียมากเสียงาย ฯลฯ สภุ าษิต หมายถึง คํากลา วดี คําพูดท่ีถือเปน คติ เพื่ออบรมส่ังสอนใหทําความดีละเวนความชั่ว สุภาษิต สว นใหญมักเกิดจากหลักธรรมคําสอน นิทานชาดก เหตุการณห รือคําส่ังสอนของบุคคลสําคัญ ซงึ่ เปน ท่ีเคารพนับถือ เลอ่ื มใสของประชาชน ตัวอยา ง เชน ตนแลเปน ทพ่ี ึ่งแหงตน ทาํ ดไี ดด ี ทําชั่วไดช ่วั ทใ่ี ดมรี ักทน่ี ั่นมีทุกข หวานพืชเชน ไร ยอมไดผ ลเชนนนั้ ความพยายามอยูท่ีไหน ความสําเรจ็ อยูท่นี ั่น ใจเปนนายกายเปนบาว ฯลฯ การนําสํานวน คําพังเพย สุภาษิตไปใชประกอบการถา ยทอดความรูความคิดอารมณค วามรูส ึก ในชวี ิตนัน้ คนไทยเรานิยมนําไปใชก นั มาก ทัง้ น้ี เพราะสาํ นวน สภุ าษติ คาํ พังเพย มีคณุ คาและความสําคัญ คอื 1. ใชเปน เครอ่ื งมืออบรมสั่งสอน เยาวชนและบุคคลทว่ั ไปใหปฏิบัติดี ปฏบิ ตั ชิ อบในดา นตาง ๆ เชน การพดู การถายทอดวฒั นธรรม การศกึ ษาเลาเรยี น การคบเพ่อื น ความรกั การครองเรอื นและ การดาํ เนินชวี ติ ดานอนื่ ๆ 2. ถอยคําสํานวน คําพังเพย สุภาษิต สะทอนใหเห็นสภาพการดําเนินชีวิตความเปนอยูของคน สมยั กอนจนถึงปจ จบุ นั ในดานสังคม การศึกษา การเมอื ง การปกครอง เศรษฐกิจ นิสัยใจคอและอน่ื ๆ 3. สะทอนใหเหน็ ความเชอ่ื ความคดิ วสิ ัยทัศนของคนสมยั กอ น 4. การศกึ ษาสํานวน คาํ พงั เพย สุภาษิต ชวยใหม ีความคิด ความรอบรู สามารถใชภ าษาไดด ีและ เหมาะสมกับโอกาส กาลเทศะและบุคคล กอปรท้ังเปนการชวยสืบทอดวัฒนธรรมทางภาษาไวใหคงอยู คชู าติไทยตลอดไป กจิ กรรม ใหผูเรียนรวบรวม สํานวน คําพังเพย สุภาษิต จากหนังสือและแหลงความรูอ ื่น ๆ พรอ มศึกษา ความหมายใหเ ขาใจ เพื่อนําไปใชใ นการรายงาน การพดู การเขียน ในชีวิตประจาํ วัน

111 เร่ืองที่ 3 การใชพจนานกุ รมและสารานกุ รม ความสําคญั ของพจนานุกรม พจนานุกรมเปนหนงั สอื อางอิงทส่ี าํ คญั และเปนแบบฉบบั ของการเขียนหนังสือไทยในทางราชการ และโรงเรียน เพ่อื ใหก ารเขยี นหนงั สอื ไทยมีมาตรฐานเดียวกนั ไมล กั ล่นั กอใหเ กิดเอกภาพ ทางภาษา อนั เปน วฒั นธรรมสว นหนง่ึ ของชาตไิ ทย ตามปกตแิ ลวเราจะเปดใชเม่อื เกดิ ความสงสัยใครรูใ นการอาน เขียน หรือ แปลความหมายของสํานวน หากเปด ใชบ อย ๆ จะเกดิ ความรูความชาํ นาญ ใชไดร วดเรว็ และถกู ตอ ง ความหมายของพจนานกุ รม คาํ วา พจนานุกรม เทียบไดกับคําภาษาอังกฤษคือ Dictionary พจนานุกรม หมายถึง หนังสือ รวบรวมถอยคําและสํานวนที่ใชอ ยูในภาษาโดยเรียงลําดับตามอักษรแรกของคํา เริ่มตั้งแตค ําที่ขึ้นตน ดว ย ก.ไก ไปจนถงึ คําท่ีข้ึนตน ดว ย ฮ.นกฮกู ซึ่งแตละคาํ พจนานุกรมจะบอกการเขียนสะกดการันต บางคํา จะบอกเสียงอานดว ย หากคําใดท่ีมีมาจากภาษาตางประเทศก็จะบอกเทียบไว บางคํามีภาพประกอบ เพ่ือเขา ใจความหมายยิ่งขนึ้ และส่ิงทีพ่ จนานุกรมบอกไวท กุ คําคือ ชนดิ ของคําตามไวยากรณก ับความหมาย ของคาํ นั้น ๆ พจนานุกรมจึงทาํ หนาท่ีเปนแหลงเรียนรูทางภาษาคอยใหความรูเกี่ยวกับการอาน การเขียน และบอกความหมายของถอยคาํ สาํ นวนใหเ ปนท่ีเขา ใจอยางสัน้ งาย รวบรดั หนังสือพจนานุกรมภาษาไทยฉบับที่ไดม าตรฐานและเปนที่ยอมรับท่ัวไป คือ พจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑิตยสถานฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2525 และฉบับปรบั ปรุง ป 2542 กจิ กรรม พจนานกุ รมจะเรยี งคําตามอกั ษรตวั แรกของคํา โดยลาํ ดบั ตัง้ แต ก.ไก ไปจนถงึ ฮ.นกฮกู จงลาํ ดบั คาํ 5 คาํ ตอไปนี้ตามหลักพจนานุกรม หมู แมว เปด ไก นก (ถาเรียงไมไดใหเปดพจนานุกรมดูหรอื ถามผรู ู) วธิ ีใชพจนานกุ รม พจนานุกรมจัดเปนหนังสือประเภทไขขอขอ งใจทางภาษา ตามปกติแลวเราจะเปด ใชเ ม่ือเกิด ความสงสยั ใครรูในการอาน เขียน หรือแปลความหมายของถอ ยคําสํานวน หากเปดบอย ๆ จะเกิดความ คลอ งแคลว รวดเรว็ และถูกตอ ง ถา เปรียบเทียบวธิ ใี ชพจนานกุ รมกับการพิมพดีด วายน้ํา ขับรถ ทอผา หรือทํานา ก็คงเหมือนกัน คอื ฝกบอ ย ๆ ลงมอื ทําบอย ๆ ทาํ เปนประจําสม่ําเสมอ ไมชา จะคลอ งแคลวโดยไมรตู วั

112 การใชพจนานกุ รมจึงไมใชเรื่องยากเยน็ อะไร ขอแนะนาํ ข้นั ตอนงา ย ๆ ดังน้ี ขั้นท่ี 1 หาพจนานุกรมมาใชใ นมือหน่ึงเลมเปด อานคํานําอยา งละเอียด เราตอ งอานคํานํา เพราะเขาจะอธบิ ายลักษณะและวธิ ใี ชพจนานุกรมเลมนั้นอยา งละเอยี ด ขนั้ ที่ 2 ศึกษารายละเอียดตาง ๆ ที่จาํ เปนตอ งรู เพอื่ ความสะดวกในการเปด ใช เชน อักษรยอ คํายอ เปน ตน เพราะเมอื่ เปดไปดูคาํ กบั ความหมายแลวเขาจะใชอ กั ษรยอตลอดเวลา โปรดดูตัวอยางจาก พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน ฉบบั ปรบั ปรุง พุทธศักราช 2525 หนา 9 - 10 อักษรยอทใ่ี ชพจนานกุ รม (1) อกั ษรยอในวงเล็บ (...) บอกท่ีมาของคํา (2) อกั ษรหนาบทนิยาม บอกชนิดของคําตามหลักไวยากรณ (3) อกั ษรยอในวงเล็บหนา บทนิยาม บอกลักษณะของคาํ ทีใ่ ชเฉพาะแหง (4) อกั ษรยอ หนงั สืออา งองิ (5) คําวา “ด” ทีเ่ ขยี นตอ ทา ยคํา หมายความวา ใหเ ปด ดใู นคําอ่นื เชน กรรม ภริ มย ดูกรรภริ มย บญั ชอี กั ษรยอท่ีใชใ นพจนานกุ รมน้ี (1) อกั ษรยอในวงเลบ็ บอกทีม่ าของคํา ข = เขมร ต = ตะเลง ล = ละตนิ จ = จนี บ = เบงคอลี ส = สันสกฤต ช = ชวา ป = ปาลิ (บาล)ี อ = อังกฤษ ญ = ญวน ฝ = ฝรัง่ เศษ ฮ = ฮินดู ญ = ญป่ี ุน ม = มาลายู (2) อักษรยอหนา บทนยิ าม บอกชนดิ ของคําตามไวยากรณ คอื : ก. = กรยิ า ว. = วิเศษณ (คณุ ศัพทหรอื กรยิ าวิเศษณ) น. = นาม ส. = สรรพนาม นิ = นิบาต สัน = สนั ธาน บ. = บุรพบท อ. = อทุ าน (3) อักษรยอในวงเลบ็ หนาบทนยิ าม บอกลกั ษณะของคาํ ทใ่ี ชเฉพาะแหง คอื (กฎ) คอื คําท่ีใชในกฎหมาย (กลอน) คือ คําทใี่ ชใ นบทรอยกรอง (คณติ ) คอื คําท่ใี ชใ นคณติ ศาสตร (จรยิ ) คอื คําท่ีใชใ นจรยิ ศาสตร (ชวี ) คือ คาํ ทใี่ ชในชีววิทยา

113 (ดารา) คอื คําท่ีใชในดาราศาสตร (ถิน่ ) คอื คาํ ท่ภี าษาเฉพาะถนิ่ (ธรณี) คือ คําทใี่ ชในธรณีวิทยา (บัญช)ี คอื คําทีใ่ ชในการบัญชี (แบบ) คือ คําทใี่ ชเฉพาะในหนังสอื ไมใชค ําท่วั ไป เชน กนก ลุปต ลุพธ (โบ) คือ คําโบราณ (ปาก) คอื คาํ ทีเ่ ปน ภาษาปาก (พฤกษ) คอื คาํ ท่ใี ชในพฤกษศาสตร (4) อักษรยอหนังสือทอ่ี างอิง มดี งั นี้ คือ กฎมนเทียรบาล ในกฎหมายราชบรุ ี : หนงั สอื กฎหมาย พระนิพนธใ นกรมหลวงราชบรุ ดี เิ รกฤทธิ์ ฉบับโรงพมิ พก องลหุโทษ ร.ศ. 120 กฎ.ราชบรุ ี : หนงั สอื กฎหมาย พระนพิ นธใ นกรมหลวงราชบรุ ีดเิ รกฤทธ์ิ ฉบับโรงพมิ พกองลหโุ ทษ ร.ศ. 120 กฎหมาย : หนงั สอื เร่ืองกฎหมายเมอื งไทย หมอปรดั เลพมิ พ จ.ศ. 1235 กฐินพยหุ : ลิลติ กระบวนแหพระกฐนิ พยหุ ยาตรา พระนพิ นธในสมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระปรมมานชุ ิตชโิ นรส. ฯลฯ ขั้นท่ี 3 ศึกษาวิธีเรยี งคาํ ตามลาํ ดับพยัญชนะตวั แรกของคํา คอื เรยี ง ก.ไก ไปจน ฮ.นกฮกู สงั เกต วา เขาเรียงไวอ ยา งไร ลกั ษณะพิเศษที่แปลกออกไปคอื ตวั ฤ. ฤๅ. จะลาํ ดบั ไวห ลังตวั ร. เรือ สว น ฦ. ฦๅ จะอยูห ลังตวั ล. ลงิ และหากคําใดใชพยัญชนะเหมือนกัน เขากล็ ําดับ โดยพิจารณารูปสระพิเศษอกี ดวย การลําดับคาํ ตามรปู สระกม็ ลี ักษณะทตี่ องสนใจเปน พิเศษ เขาจะเรียงคําตามรปู ดังน้ี คําทีไ่ มมรี ูปสระมากอ น แลว ตอ ดวยคําทมี่ รี ปู สระ -ะ -า -ิ -ี -ึ -ื -ุ -ู เ-ะ เ- เ -ะื เ -ื -วั ะ -วั เ-า เ-าะ -ำ เ -ะี เ -ี แ- แ-ะ โ- โ-ะ ใ- ไ- โปรดดตู วั อยา งการเรยี งคาํ จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานฉบับปรับปรุงพุทธศักราช 2525 และ 2542 ขัน้ ที่ 4 ศึกษาเครอื่ งหมายวรรคตอนทใ่ี ชใ นพจนานกุ รม เครื่องหมายจุลภาค ( , ) ใชค่ันความหมายหรือบทนิยามของคาํ ที่มีความหมาย หลายอยางแตมี ความหมายคลา ย ๆ กันหรือเปนไวพจนของกัน

114 ตัวอยา ง กระตอื รือรน ก.รบี เรง , เรงรบี , ขมีขมัน, มใี จฝก ใฝเ รารอ น เคร่ืองหมายอฒั ภาค ( ; ) (1) ใชค ่ันเคร่ืองหมายหรือบทนิยามของคําที่มีความหมายหลายอยา งแตค วามหมายมีนัย เนือ่ งกับความหมายเดมิ ตวั อยา ง กิ่ง น. สวนท่แี ยกออกจากลําตน,แขนง;ใชเ รียกสวนยอยที่แยกออกไปจากสว นใหญขึ้นอยูก ับ สว นใหญ เชน กิ่งอําเภอ กิ่งสถานีตํารวจ; ลักษณะนามเรียกงาชา งวา กิ่ง; เรือ ชนิดหนึ่งในกระบวน พยุหยาตรา (2) ค่นั บทนยิ ามที่มีความหมายไมสัมพันธกนั เลย ตัวอยาง เจริญ (จะเริน) ก.เตบิ โต, งดงาม, ทาํ ใหง อกงาม เชน เจริญทางไมตรี, มากขึ้น; ท้ิง เชน เจริญ ยา; ตัด เชน เจริญงาชาง; สาธยาย, สวด (ในงานมงคล) เชน เจริญพระพุทธมนต เปน ตน (3) คนั่ อกั ษรยอ บอกทม่ี าของคํา ตวั อยา ง กุณฑล [ทน] น. ตุม ห.ู (ป. ; ส.) ค่นั อกั ษร ป. กับ อักษร ส. ซ่ึงมาจากคําวา บาลีกบั สนั สกฤต เครือ่ งวงเล็บเหลยี่ ม [ ] คาํ ในวงเล็บเหล่ียมเปน คําทบี่ อกเสียงอา น ตวั อยาง ราชการ [ราดชะกาน] เปนตน เครอื่ งหมายนขลิขติ ( ) อักษรยอทอ่ี ยใู นวงเลบ็ บอกทีม่ าของคํา เชน (ข.) มาจากภาษาเขมร อักษรยอ ที่อยูใ นวงเล็บหนา บทนิยามบอกลักษณะคําท่ีใชเฉพาะแหง เชน (กฎ) ในภาษา กฎหมาย เคร่ืองหมายยัติภงั ค ( - ) (1) เขียนไวข า งหนาคาํ เพือ่ ใหส ังเกตวาเปนคําท่ีใชพวงทายคําศพั ทอ ื่น ตัวอยาง - เก็งกอย ใชเขา คกู บั คํา เขยง เปน เขยง เกงกอย. (2) เขียนไวหลงั คาํ เพ่ือใหส งั เกตวา มีคําพว งทา ย ตวั อยา ง โ-ขม [โขมะ] (แบบ) น. โกษม, ผาใยไหม (ผา ลินนิ ), ผาขาว, ผา ปา น ประกอบวาโขมพัตถ และ แผลงเปน โขษมพสั ตร กม็ ี. (ป. ; ส. เกษม.)

115 (3) แทนคําอานของพยางคท ีไ่ มม ปี ญ หาในการอาน ตวั อยาง กุณฑล [-ทน] น. ตมุ ห.ู (ป.; ส.) เคร่อื งหมายพินทุจุดไวใ ตตัว ห ซึ่งเปนอกั ษรนาํ เวลาอานไมอ อกเสียง เชน [เหฺลา] ไมอา นวา เห-ลา เคร่ืองหมายพินทจุ ุดไวใตพ ยัญชนะตวั หนา ท่ีเปนตัวอักษรควบหรือกลํา้ ในภาษาไทยมี 3 ตัว ร ล ว เทานัน้ ท่ีออกเสียงควบกลา้ํ นอกนน้ั ไมนยิ ม ข้นั ที่ 5 ศึกษาตัวเลขทเี่ ขยี นตอ ทา ยคํา ตวั เลขท่ีเขียนตอทายคํา หมายถงึ คําน้ันมีหลายความหมายแตกตา งกนั ตวั อยา ง กระทิง 1 น. ช่ือวัวปา ชนิด (Bos gaurus) ในวงศ Bovidace ขนยาวตัวสีดําหรือดําแกม นา้ํ ตาล ยกเวน แตทตี่ รงหนา ผากและขาทงั้ 4 เปน ขาวเทา ๆ หรือเหลอื งอยา งสีทอง กระทงิ 2 น. ชอ่ื ตน ไมช นิดหนึ่ง (Calophyllum inophyllum) ในวงศ Guttiferae ใบและ ผลคลายสารภี แตใ บข้ึนสันมากและผลกลมกวา เปลือกเมล็ดแข็ง ใชทําลูกฉลากหรือกระบวยของเลน , สารภที ะเล หรือ กากะทงิ กเ็ รียก. กระทิง 3 น. ชือ่ ปลานาํ้ จดื จาํ พวกหน่งึ (Mastocembelus sp.) ในวงศ Mastocembelidae มหี ลายชนดิ ตวั เรยี วยาวขางแบน พื้นสีนํ้าตาลแก บางตัวมีลายขาวเปน วงกลม ๆ บางตัวมีลายเปนบ้ัง ๆ คาดจากหลงั ถึงใตทอ ง มคี รบี บนสันหลังยาวตดิ ตอ ตลอดถึงหาง ปลายจมูกเล็กแหลมผิดกวาปลาธรรมดา อาศยั อยูในแมน ํ้าลําคลองทว่ั ไป ใหผ ูเ รียนสังเกตความหมายของคําวา “กระทิง 1” “กระทิง 2” “กระทิง 3” วาเหมอื น หรือ แตกตา งกัน เราเรียก “กระทิง 1” วา กะทงิ ในความหมายท่ี 1 หมายถงึ ช่ือ วัวปา.... เม่ือศึกษาเขาใจพจนานุกรมท้ัง 5 ข้ันตอนแลว ควรฝกคน หาคําขอ ความหรือฝกใช พจนานกุ รมดว ยตนเองใหเกิดความชาํ นาญ ก็จะเปน ประโยชนกับตนเองตลอดชวี ิตทีเดียว สารานกุ รม หนงั สือสารานุกรม เปนหนงั สอื รวมความรูตา ง ๆ ในทุกแขนงวิชาใหรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติ ความเปนมา วิวัฒนาการตาง ๆ และความรูท ั่วไป อาทิ ภูมิศาสตร ประวัติศาสตร วิทยาศาสตร ฯลฯ เรยี งลาํ ดับไวอยางดี แตส ว นใหญจะเรียงตามตัวอักษรและมีการปรับปรุงใหทันสมัยอยูเสมอ จะมีการออก หนังสือเปนรายปเ พิ่มเติม เพื่อเปนการรวบรวมความรูว ิทยาการใหม ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบป การเลือกใช สารานุกรมจึงควรเลือกสารานุกรมท่ีพิมพในปล า สุดและเลือกใหสอดคลอ งกับความตองการของตนเอง สารานุกรมจะมีทง้ั สารานุกรมเฉพาะวชิ า สารานกุ รมทั่วไป สารานุกรมสําหรบั เยาวชน สารานกุ รมสําหรับ ผใู หญ มที ั้งสารานกุ รมหลายเลมจบและสารานกุ รมเลมเดยี วจบ

116 วธิ ใี ชส ารานกุ รม 1. พิจารณาวา เรื่องที่ตอ งการคนควาเปนความรูลักษณะใดเปนความรูท ่ัวไปหรือเปน ความรู เฉพาะวชิ า 2. เลอื กใชสารานกุ รมตามเร่ืองทต่ี นเองตองการ ตัวอยา ง ถา ตอ งการคน หาความรูงา ย ๆ พื้นฐาน ทวั่ ไปกใ็ หใ ชส ารานกุ รมทวั่ ไปสาํ หรับเยาวชน แตถ าตองการหาความรพู ้นื ฐานอยา งละเอียดก็ใชสารานุกรม ทัว่ ไปสําหรบั ผูใ หญ หรอื ถาตองการคนหาความรูเ ฉพาะวชิ าก็ใหเลอื กใชส ารานุกรมเฉพาะวิชา 3. ดอู กั ษรหนา เลม หรอื คําแนะนําท่ีสนั หนงั สือจะรวู า เร่ืองน้ันอยูใ นเลมใด 4. เปด ดูดรรชนีเพื่อดูเร่ืองท่ีตอ งการคน หาวา อยูในเลม ใด หนา ที่เทาไหรและจะตอ งเลือกดูให ถกู ลกั ษณะของสารานุกรม เชน เปดดดู รรชนีทา ยเลม แตส ารานุกรมเยาวชนและสารานกุ รมบางชดุ ดรรชนี จะอยดู านหนา สวนสารานกุ รมสาํ หรับผใู หญและสารานุกรมบางชุดใหเ ปด ดูดรรชนีทเี่ ลมสดุ ทายของชุด 5. อานวิธใี ชสารานกุ รมแตละชุดกอนใชแ ละคนหาเร่อื งทีต่ องการ เรอื่ งที่ 4 คําราชาศพั ท คนไทยมวี ฒั นธรรมทย่ี ดึ ถือกันเปน ปกติ คอื การเคารพนบั ถือ ผูท่ีสูงอายุ ชาติกําเนิดและตําแหนง หนาท่ี ส่ือที่แสดงออกอยา งชัดเจนคือ การแสดงกิริยามารยาทอันเคารพ นอบนอมและใชภาษาอยางมี ระเบียบแบบแผนอกี ดวย ภาษาที่ใชอยา งมีระเบียบและประดิษฐต กแตงเปน พิเศษเพื่อใชกับบุคคลที่มีฐานะ ตาง ๆ ทางสังคมดงั กลาวแลวเรยี กวา คาํ ราชาศพั ท คําราชาศัพท คือ คาํ ทีใ่ ชสำหรบั พระเจา แผนดินและพระบรมวงศานวุ งศ แตปจ จุบันคําราชาศัพท มีความหมายรวมถึง คําสุภาพ ท่ีสุภาพชนตอ งเลือกใชใ หเหมาะสมตามฐานะของบุคคลทุกระดับและ เหมาะสมกบั กาลเทศะดวย คําสุภาพ พระยาอุปกิตศิลปสาร ไดอธิบายไวว าไมใ ชคําแข็งกระดา งไมแสดงความเคารพ เชน โวย วาย วะ ไมใ ชค ําหยาบ เชน ใหใชอุจจาระแทนขี้ ปสสาวะแทนเย่ียว ไมใชคําท่ีนิยมกับของคําหยาบ เชน สากกะเบอื เปรยี บเทียบกบั ของลบั ผชู ายใหใ ชไ มตพี รกิ แทน เปนตน ไมใ ชคาํ ผวน เชน ตากแดด ใหใช ใหม เปนผ่งึ แดด เปน ตน และไมพูดเสยี งหว น เชน ไมรู ไมเห็น และมีคําวา ครับ คะ คะ ขา ประกอบ คาํ พดู ดว ย ลกั ษณะของคําราชาศัพท 1. คาํ นามทน่ี าํ มาใชเปน ราชาศพั ท 1.1คําทีน่ ํามาจากภาษาบาลี สันสกฤต เขมรและคําไทย เม่ือจะใชเปนคําราชาศัพทจ ะตอ งใช พระบรมราช พระบรม พระราชและพระนําหนา คอื พระบรม พระบรมราช ใชนําหนาคํานามท่ีสมควรยกยองสําหรับพระเจา แผนดิน โดยเฉพาะ เชน พระบรมอัฐิ พระบรมโอรสาธิราช พระบรมราโชวาท พระบรมราชวินิจฉัย พระบรมราช- โองการ พระบรมมหาราชวัง พระบรมราชปู ถมั ภ

117 พระราช ใชนาํ หนาคํานามที่สาํ คญั รองลงมา เชน พระราชสาสน พระราชประวตั ิ พระราชยาน พระราชโทรเลข พระราชวัง พระราชดํารสั พระราชบดิ า พระ ใชนําหนาคํานามทั่วไปบางคําเชน พระกร พระหัตถ พระเกศา พระอาจารย พระสหาย พระเกา อ้ี พระเขนย พระยี่ภู พระศอ พระอุทร บางท่ีใชพ ระหรือทรง แทรกเขากลาง เพ่ือแตงเปน คํานาม ราชาศัพทเชน กระเปา ทรงถอื เครือ่ งพระสําอาง 1.2คําไทยสามัญ เม่อื ใชเปนคําราชาศพั ทตองใชค ําวา หลวง ตน ทรง พระท่ีนั่ง ประกอบหลัง คํานามน้ัน เชน ลูกหลวง เรือหลวง รถหลวง วังหลวง ชางตน มา ตน เคร่ืองตน เรือตน ชางทรง มา ทรง เรือพระที่นงั่ รถพระทีน่ ่ัง ฯลฯ นอกจากน้ียังมีคํานามราชาศัพทท ่ีใชค ําไทยนําหนา คําราชาศัพท ซ ่ึงเปนการสรา งศัพทข ึ้นใชใน ภาษา เชน ผา ซับพระพกั ตร ถงุ พระบาท 2. คําสรรพนาม คําสรรพนามราชาศัพทนั้น แบงเปน บุรุษสรรพนามแยกไปตามฐานะของผูใช ราชาศพั ท เชนเดยี วกนั บรุ ษุ ที่ 1 (ผูพูดเอง) หญงิ ใช หมอ มฉัน ขา พระพทุ ธเจา ชาย ใช กระหมอม เกลากระหมอม ขาพระพทุ ธเจา บุรุษที่ 2 (ผูพ ูดดวย) แยกไปตามฐานะของผูท ีพ่ ูดดวย เชน ใตฝาละอองธลุ พี ระบาท ใชกับพระมหากษตั ริย พระบรมราชนิ นี าถ ใตฝา ละอองพระบาท ใชก ับพระบรมโอรสาธิราช ใตฝา พระบาท ใชก ับเจา นายชนั้ รองลงมา เจาฟา หรอื เจา นายชั้นผูใ หญ พระบาท ใชกบั เจานายชั้นผูนอย เชน ระดบั หมอ มเจา บรุ ุษที่ 3 (ผูพูดถงึ ) ท้งั หญงิ และชายใชว า พระองค พระองคทา น 3. คํากรยิ าราชาศัพท คาํ กริยาราชาศพั ทส าํ หรบั พระมหากษัตรยแ ละเจานายสว นใหญมักจะใช ตรงกนั มีหลกั ในการแตง ดงั นี้ 3.1คํากริยาทเี่ ปนราชาศัพทโดยเฉพาะ เชน โปรด ประทบั ประชวน ประสูติ กริว้ ดํารัส เสด็จ บรรทม ฯลฯ คาํ กรยิ าเหลานไ้ี มตอ งมคี าํ วา ทรงนาํ หนา และจะนาํ ไปใชใ นภาษาธรรมดาไมไ ดดวย 3.2คํากริยาท่ใี ชใ นภาษาธรรมดา เมอ่ื ตอ งการแตง เปนกริยาราชาศัพทตอ งเติม ทรง ขางหนา เชน ทรงจาม ทรงขับรอ ง ทรงยนิ ดี ทรงเลาเรียน ทรงศึกษา ทรงเลน ทรงสดับพระเทศนา ฯลฯ 3.3คาํ นามที่ใชราชาศัพทบางคาํ ทีใ่ ชทรงนําหนา เชน ทรงพระกรุณา ทรงพระราชดาํ ริ ทรงพระอกั ษร ทรงพระราชนพิ นธ 3.4คํานามบางคํา เม่ือ ทรง นําหนา ใชกริยาราชาศัพทไดตามความหมาย เชน ทรงเครื่อง (แตง ตวั ) ทรงเคร่อื งใหญ (ตดั ผม) ทรงศลี ทรงธรรม ทรงบาตร ทรงเรือ ทรงกีฬา ทรงรถ ทรงดนตรี

118 4. คํากริยาบางคาํ มใี ชต า งกันตามนามชน้ั ตัวอยางเชน กิน เสวย ใชก บั พระเจาแผนดนิ พระบรมวงศานุวงศ สมเด็จพระสงั ฆราช ฉนั ใชก ับพระสงฆ รบั ประทาน ใชกบั สภุ าพชนทั่วไป ตาย สวรรคต ใชก บั พระเจา แผน ดิน สมเดจ็ พระบรมราชนิ ี สมเด็จพระบรมโอรสาธริ าช ทิวงคต ใชกบั สมเดจ็ พระบรมราชชนนี พระราชาตา งประเทศ สิ้นพระชนม ใชก ับพระบรมวงศานวุ งศช ้ันสงู สมเดจ็ พระสงั ฆราช ส้นิ ชพี ตักษยั ใชกบั หมอ มเจา ถงึ ชีพิตักษยั ใชกับหมอมเจา ถงึ แกพริ าลัย ใชก ับสมเด็จเจาพระยา เจา ประเทศราช ถึงแกอ สญั กรรม ใชก ับเจา พระยา นายกรัฐมนตรี รฐั มนตรี ถงึ แกอนิจกรรม ใชกับเจาพระยา ขาราชการชนั้ สูง ถงึ แกกรรม ใชกับสุภาพชนทั่วไป มรณภาพ ใชก ับพระสงฆ การกราบบงั คมทูล 1. ถา กราบบังคมทูลพระเจา แผน ดนิ เมือ่ มิไดพระราชดํารสั ถามตองขนึ้ ตน ดวยวา “ ขอเดชะ ฝาละอองธุลีพระบาทปกเกลา ปกกระหมอ ม ” แลวดําเนินเร่ืองไปจนจบทา ยการกราบบังคมทูลใชว า “ดวยเกลาดวยกระหมอมขอเดชะ” ใชส รรพนามแทนพระองคท า นวา “ ใตฝาละอองธลุ ีพระบาท ” ใชส รรพนามแทนตวั เราเองวา “ ขาพระพทุ ธเจา ” ใชคาํ รบั พระราชดาํ รัสวา “ พระพุทธเจาขา” 2. ถา มพี ระราชดาํ รสั ถามขน้ึ กอนจะตองกราบบงั คมทูล “ พระพุทธเจาขอรับใสเกลา กระหมอม ” หรอื กราบบังคมทลู ยอ ๆ วา “ ดว ยเกลาดว ยกระหมอม หรือจะใชพ ระพุทธเจา ขา ” ก็ได 3. เปนการดว นจะกราบบังคมทูลเรอ่ื งราวกอนก็ได แตเ มอื่ กลาวตอนจบตองลงทายวา “พระพทุ ธเจา ขาขอรับใสเ กลาใสกระหมอม ” หรือจะกราบบังคมทูลยอ ๆ วา “ดวยเกลาดวยกระหมอ ม” ก็ได ถา มี พระราชดํารัสถามติดตอ ไปแบบสนทนาก็ไมข ึ้นตนวา “ขอเดชะฝาละอองธุลีพระบาทปกเกลาปกกระหมอม” อกี แตตองลงทา ยวา “ดวยเกลา ดว ยกระหมอม” เปน การตอบรับทกุ คร้งั

119 4. ถาจะกราบบังคมทูลดวยเรอื่ งทไี่ มส มควรจะกราบบังคมทูล หรือเปน เรอ่ื งหยาบไมส ุภาพตอ งข้ึนตน วา “ไมค วรจะกราบบังคมทูลพระกรณุ า”แลวดําเนนิ เรอื่ งไปจนจบ และลงทา ยดวยวา “ดว ยเกลา ดว ยกระหมอ ม” 5. ถา พระเจา แผนดินทรงแสดงความเอ้ือเฟอ อนุเคราะหห รือทรงชมเชยตองกราบทูลเปนเชิง ขอบคณุ วา “พระมหากรณุ าธิคุณเปนลน เกลา ลนกระหมอ ม” หรือ “พระเดชพระคุณเปนลนเกลาลน กระหมอม” แลว กราบบังคมทูลสนองพระราชดํารัสไปตามเร่ืองที่พระราชดํารัสน้ัน แลวจบลง ดวยคําวา “ดวยเกลา ดว ยกระหมอ ม” 6. ถา พระเจาแผน ดินมีพระราชดํารัสถามถึงความเปนอยูเ ม่ือจะกราบบังคมทูลวา ตนเอง สุขสบายดีหรือรอดพนอันตรายตาง ๆ มา ใหข ึ้นตนวา “ดวยเดชะพระบารมีปกเกลา ปกกระหมอ ม ขา พระพุทธเจาเปน สุขสบายดี” หรือ“รอดพน อันตรายตา ง ๆ มาอยางไรและจบดว ยวา “ดว ยเกลา ดว ยกระหมอม” 7. เมื่อจะกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษหรือแสดงความเสียใจในส่ิงที่ตนกระทําผิด ตองขึน้ ตนวา “พระอาญาไมพ นเกลา ” แลวกราบบงั คมทูลเรอื่ งราวทต่ี นทาํ ผดิ และลงทายดวย “ดว ยเกลา ดว ยกระหมอม” หรืออาญาไมพ น เกลา ฯ “ขาพระพุทธเจา ขอพระราชทานอภัยโทษ” ดาํ เนนิ เรื่องไปจนจบ แลว ลงทายวา “ดว ยเกลาดว ยกระหมอม” 8. เม่อื จะถวายส่งิ ของพระเจา แผน ดิน หากเปน ของเล็กหยิบถือไดกราบทูลวา“ขอพระราชทาน- ทลู เกลาถวาย” ถาเปนสง่ิ ของใหญหยิบถอื ไมไ ดกราบทลู วา “ขอพระราชทานนอ มเกลา ถวาย” เมื่อดําเนิน เร่ืองจบแลววา “ดวยเกลาดว ยกระหมอม” 9. การใชร าชาศพั ทเขียนจดหมาย พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหวั และสมเดจ็ พระบรมราชินนี าถ ใชคําขึน้ ตนวา “ขอเดชะฝาละอองธลุ พี ระบาทปกเกลาปกกระหมอ ม ขา พระพทุ ธเจา .............(บอกชอ่ื )........... ขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบ ฝา ละอองธลุ ีพระบาท” ใชส รรพนามแทนพระองควา “ใตฝ า ละอองธลุ พี ระบาท” ใชส รรพนามแทนตวั เองวา “ ขา พระพทุ ธเจา” ใชค ําลงทายวา “ควรมคิ วรแลว แตจ ะทรงพระกรณุ าโปรดเกลา โปรดกระหมอม ขาพระพทุ ธเจา .........(บอกช่อื ).......... ขอเดชะ ใชเ ขียนหนาซอง “ขอพระราชทานทูลเกลาทลู กระหมอ มถวาย.....(บอกช่ือ)....... กิจกรรม 1. ใหผูเรียนสังเกตการใชค ําราชาศัพทจ ากส่ือสารมวลชน เชน หนังสือพิมพ วิทยุและโทรทัศน โดยเฉพาะขาวพระราชสํานักแลว จําการใชใ หถูกตอง เพอ่ื นาํ ไปใชเ ม่อื มโี อกาส 2. รวบรวมคาํ ราชาศัพทห มวดตา ง ๆ เพอ่ื ทํารายงานสง ครู หรือเพอื่ นาํ ไปใชเมือ่ มีโอกาสใหผูเ รียน หาหนังสือพิมพร ายวันมา 1 ฉบับแลวคน หาคําราชาศัพทแ ตละประเภทมาเทาที่จะได อยา งละคําก็ตาม

120 พยายามหาคําแปลโดยใชพ จนานกุ รมหรือถามผูร ูก ไ็ ดนาํ ไปอา นใหเ พ่อื นฟง แลว ตอ จากนั้นจึงนาํ ไปใหครูชวย ตรวจและขอคําวจิ ารณเพิ่มเตมิ คาํ ศัพทท ีใ่ ชส ําหรบั พระภกิ ษสุ งฆ เนื่องจากพระภกิ ษุ เปน ผทู รงศลี และเปนผสู ืบพระพทุ ธศาสนา การใชถ อยคํา จึงกาํ หนดไวเปน อีกหนึ่ง เฉพาะองคส มเดจ็ พระสงั ฆราช ซ่ึงถอื เปน ประมุขแหง สงฆน้นั กาํ หนดใชราชาศพั ทเ ทียบเทาพระราชวงศ ชั้นหมอม- เจา แตถ าพระภิกษุน้ันเปน พระราชวงศอ ยูแลวกค็ งใหใชราชาศัพทตามลาํ ดับชั้นทเี่ ปน อยแู ลวนั้น การใชถอยคํา สําหรับพระภิกษุโดยท่ัวไปมีขอ ควรสังเกตพระภิกษุใชก ับพระภิกษุดว ยกันหรือ ใชกับคนธรรมดาจะใชศัพทอยา งเดียวกันตลอด ผิดกับราชาศัพทสําหรับกษัตริยและพระราชวงศคนอ่ืน ทพ่ี ดู กบั ทานหรอื พดู ถงึ ทานจึงจะใชราชาศัพท แตถา พระองคท านพูดกับคนอ่ืนจะใชภาษาสุภาพธรรมดา เชน มผี พู ูดถึงพระวา “พระมหาสนุ ทรกําลงั อาพาธอยทู ี่โรงพยาบาล” พระมหาสุนทรพูดถึงตัวทา นเองก็ยอ มกลาววา “อาตมากาํ ลงั อาพาธอยโู รงพยาบาล” มีผพู ูดถึงพระราชวงศพ ระองคหน่งึ วา “พระองคเ จาดิศวรกมุ ารกําลงั ประชวร” พระองคเ จา เมอื่ กลาวถงึ พระองคเ องยอ มรับสงั่ วา “ฉันกําลงั ปว ย” ตัวอยา งคาํ ราชาศพั ทส าํ หรบั พระภิกษุบางคํา คาํ นาม – ภัตตาหาร (อาหาร) ไทยทาน (สิง่ ของถวาย) อาสนะ (ท่นี ่ัง) กุฏิ (ทีพ่ กั ในวดั ) เภสัช (ยารักษาโรค) ธรรมาสน ( ทแ่ี สดงธรรม) คาํ สรรพนาม – อาตมา (ภิกษุเรียกตนเองกับผูอืน่ ) ผม กระผม (ภิกษุเรียกตวั เอง ใชกับภิกษุ ดวยกัน) มหาบพิตร (ภกิ ษเุ รียกพระมหากษตั ริย) โยม (ภกิ ษุเรยี กคน ธรรมดาที่เปนผูใหญกวา ) พระคุณเจา (คนธรรมดาเรยี กสมเดจ็ พระราชาคณะ) ทา น (คนธรรมดาเรียกภิกษุทัว่ ไป) คํากรยิ า – ประเคน (ยกของดวยมือมอบใหพระ) ถวาย (มอบให) ฉัน (กิน) อาพาธ (ปว ย) มรณภาพ (ตาย) อนุโมทนา (ยนิ ดีดวย) จําวัด (นอน) คาํ ลักษณะนาม – รูป เปนลักษณะนามสาํ หรบั นับจาํ นวนพระภกิ ษุ เชน พระภิกษุ 2 รปู (คนทวั่ ไปนยิ มใชคาํ วา องค) ฀฀฀฀

121 บทท่ี 6 ภาษาไทยกบั ชองทางการประกอบอาชีพ สาระสาํ คญั ภาษาไทยเปน ภาษาประจําชาติ เปน ภาษาท่ใี ชสอ่ื สารในชีวติ ประจาํ วัน อกี ทัง้ ยงั เปน ชอ งทาง ทีส่ ามารถนาํ ความรภู าษาไทยไปใชในการประกอบอาชพี ตาง ๆ ได โดยใชศิลปะทางภาษาเปนสอื่ นาํ ผลการเรยี นรทู ี่คาดหวงั เมอื่ ศึกษาจบบทที่ 6 แลวคาดหวังวาผเู รยี นจะสามารถ 1. มีความรู ความเขา ใจ สามารถวเิ คราะหศกั ยภาพตนเอง ถึงความถนดั ในการใชภาษาไทย ดา นตา ง ๆ ได 2. เหน็ ชองทางในการนําความรูภ าษาไทยไปใชในการประกอบอาชพี 3. เห็นคุณคา ของการใชภาษาไทยในการประกอบอาชพี ขอบขายเนือ้ หา เรอ่ื งท่ี 1 คณุ คา ของภาษาไทย เรอื่ งท่ี 2 ภาษาไทยกบั ชอ งทางการประกอบอาชีพ เร่อื งที่ 3 การเพ่ิมพนู ความรูและประสบการณทางดา นภาษาไทยเพอ่ื การประกอบอาชีพ

122 เรือ่ งที่ 1 คณุ คา ของภาษาไทย ภาษาไทยเปนภาษาท่ีบงบอกถึงเอกลักษณความเปนไทยมาชานาน ต้ังแตโบราณจนถึงปจจุบัน ภาษาไทยเปนภาษาที่สุภาพ ไพเราะ ออนหวานและสิ่งที่สําคัญคือ เปนภาษาที่ใชในการส่ือสารของ มนุษยในชีวิตประจําวัน หากมีการพูดภาษาไทยใหถูกตองเหมาะสมตามกาลเทศะแลว จะแสดงถึง กิริยามารยาททเี่ รยี บรอย นอบนอ มมีสัมมาคารวะ จะทําใหค นอนื่ มคี วามรกั ใครใ นตวั เรา นอกจากนี้ ภาษาไทยยังสามารถนํามาดัดแปลงแตงเปนคํากลอน แตงเปนเพลงไดอยางไพเราะ เพราะพรงิ้ ทาํ ใหผูฟงหรือใครท่ไี ดยนิ แลว เกดิ ความหลงใหล เพลนิ เพลนิ ไปกับเสยี งเพลงนนั้ ๆ ได ฉะนั้น เพื่อใหผูเรียนเกิดทักษะอยางถูกตองและเหมาะสมในการสื่อสารกับผูอื่นอยาง มีประสิทธิภาพ รูจักแสวงหาความรูและประสบการณ รักการอาน การเขียน การพูด การบันทึกความรู และขอ มลู ขาวสารท่ไี ดรับ เกดิ ความภาคภูมใิ จในความเปนเจา ของภาษาและเห็นคุณคาของบรรพบุรุษท่ีได สรา งสรรคผ ลงานไว ผูเ รยี นควรท่ีจะรซู ง้ึ ถงึ คุณคา ตลอดจนรกั และหวงแหนภาษาไทย เพอื่ ใหคงอยูค กู บั คนไทย ตลอดไป เรือ่ งท่ี 2 ภาษาไทยกบั ชอ งทางการประกอบอาชพี ภาษาเปนเครื่องมือในการสื่อสารระหวางผูสงสาร (ผูพูด ผูเขียน) กับผูรับสาร (ผูฟง ดู ผูอาน) ท่ีมนุษยใชในการดําเนินชีวิตประจําวัน โดยเริ่มตั้งแตวัยเด็กที่เริ่มหัดพูด เพื่อสื่อสารกับพอแม พี่นอง บุคคลใกลเคียง ตอ มาเม่ืออยูในวัยเรียน เริ่มเขาสูระบบโรงเรียนต้ังแตอนุบาล ระดับประถมศึกษา ระดับ มัธยมศึกษา ผูเรียนในวัยนี้เริ่มใชภาษาที่มีระบบระเบียบ มีหลักเกณฑการใชภาษาที่สลับซับซอน ยากงาย ตามระดับการศึกษา ซึ่งส่ิงท่ีผูเรียนไดเรียนรูเก่ียวกับภาษาไทยน้ี จะเปนการปูพื้นฐานความรูใหผูเรียน มีความรู ความเขาใจ เกิดความซาบซึ้งและมีความคิดสรางสรรคของงานท่ีเกิดจากการเรียนภาษาไทย เชน มีผูเรียนท่ีเรียนอยูในระดับมัธยมศึกษา แตเปนผูใฝรู รักการอาน รักการจดบันทึกเร่ืองราวตาง ๆ เร่มิ จดบนั ทกึ จากส่งิ ที่ใกลตวั คอื การจดบันทึกกิจวัตรประจําวัน จดบันทึกเหตุการณท่ีไดประสบพบเห็น ในแตละวัน เชน พบเห็นเหตุการณนํ้าทวมคร้ังยิ่งใหญในกรุงเทพมหานคร พบเห็นชีวิตความเปนอยูของ ประชาชนเมอื่ ประสบภัยนํ้าทวม ฯลฯ โดยผูเรียนคนนี้ปฏิบัติเชนนี้เปนประจําทุก ๆ วัน เมื่อผูเรียนคนนี้ เปนคนท่ชี อบเขียน ชอบบนั ทึกเร่ืองราวตาง ๆ และแทนท่ีผูเ รียนคนนจี้ ะจดบันทึกเร่ืองราวตาง ๆ และเก็บ ไวเ ปน ขอมลู สวนตัวเทานั้น แตผูเรียนคนน้ี จะนําเร่ืองราวท่ีบันทึกไวเผยแพรในเว็บไซต เปนการบอกเลา เหตุการณท ไี่ ดป ระสบพบเห็นมาใหผูอ่ืนไดรับรู บังเอิญมีสํานักพิมพท่ีไดอานผลงานเขียนของผูเรียนคนนี้ เกิดความ พึงพอใจ และขออนุญาตนําไปจดั พิมพเปน รปู เลม และจดั จําหนา ย โดยผเู รียนจะไดร บั คา ตอบแทน ในการเขียนดว ย อกี กรณหี นงึ่ ผเู รียนคนหน่งึ เปน นกั พูด เวลาโรงเรียนมีการจดั กิจกรรมหรือมกี ารจดั งานใด ๆ ก็ตาม ผเู รียนคนนี้จะอาสาคอยชว ยเหลือโรงเรียนโดยเปน ผปู ระกาศบา ง ผดู ําเนินกจิ กรรมตาง ๆ บา ง ซึง่ สิ่งเหลานี้ จะเปน พืน้ ฐานใหผ ูเรียนคนนี้ ไดเรียนรูใ นระดับที่สูงข้ึน โดยอาจจะเปนผูทําหนาที่พิธีกร เปนนักจัดรายการ วิทยุ เปนนกั พากยก ารตนู ฯลฯ ทสี่ ามารถสรางรายไดใ หกับตนเองได

123 ฉะนั้น จากตัวอยางที่กลาวมาต้ังแตตน จะเห็นไดวาการเรียนรูภาษาไทย ก็สามารถนําความรู ท่ีไดรับไปสรางงาน สรางอาชีพเลี้ยงตนเอง เล้ียงครอบครัวได เชนเดียวกับการเรียนรูในสาระวิชาความรู อ่ืน ๆ กอนที่ผูเรียน กศน. จะตัดสินใจใชความรูภาษาไทยไปประกอบอาชีพ ผูเรียนจะตองวิเคราะห ศักยภาพตนเองกอนวาผูเ รียนมคี วามรู ความเขาใจเกี่ยวกับวิชาภาษาไทยที่มีเน้ือหาเกี่ยวกับการฟง การดู การพูด การอาน การเขยี น หลกั การใชภาษา วรรณคดีและวรรณกรรม ลกึ ซงึ้ ถูกตองหรือยัง หากวิเคราะห แลวคิดวาผูเรียนยังไมแมนยําในเน้ือหาความรูวิชาภาษาไทยก็จะตองกลับไปทบทวนใหเขาใจ จากนั้น จึงวิเคราะหตนเองวามีใจรักหรือชอบท่ีจะเปนนักพูดหรือนักเขียน สวนเน้ือหาเกี่ยวกับการฟง การดู การอาน หลักการใชภาษาและวรรณคดีและวรรณกรรมเปนขอมูลความรูประกอบในการเปนนักพูดท่ีดี หรอื นักเขียนท่ดี ีได ตอ ไปนีจ้ ะขอนาํ เสนอขอ มูลและตัวอยา งของการประกอบอาชีพนกั พูด และนกั เขยี นพอสังเขป ดงั น้ี การประกอบอาชพี นกั พดู ผเู รยี นที่ไดว เิ คราะหศ ักยภาพตนเองแลววาเปน ผทู ม่ี ีความสนใจและรักทจี่ ะเปน นกั พดู จะตองเปน ผูที่มีความรู ความสามารถหรอื คณุ สมบตั อิ ยา งไรบาง โดยขอนาํ เสนอขอมูลพอเปนสงั เขปได ดังนี้ ก. นกั จดั รายการวิทยุ ผูเรยี นทส่ี นใจจะเปน นักจดั รายการวทิ ยุ เรม่ิ แรกผเู รียนอาจจะเปนนกั จดั รายการวิทยรุ ะดบั ชมุ ชน เสยี งตามสาย ฯลฯ จนผเู รยี นมที กั ษะประสบการณม ากขน้ึ จงึ จะเปน นกั จดั รายการวิทยรุ ะดับ จงั หวัด หรอื ระดบั ประเทศตอไป หนาทขี่ องนกั จดั รายการวทิ ยุ แบง ได 4 ประการ คือ 1. เพื่อบอกกลาว เปน การรายงาน ถา ยทอดสง่ิ ทไี่ ดป ระสบ พบเหน็ ใหผ ูฟงไดร บั รู อยางตรงไปตรงมา 2. เพ่อื โนมนาวใจ เปนการพยายามทีจ่ ะทําใหผ ฟู งมคี วามเห็นคลอยตาม หรือโตแยง 3. เพือ่ ใหค วามรู เปนความพยายามทีจ่ ะใหผ ูฟง เกิดความพงึ พอใจ มคี วามสุขใจ ลกั ษณะของนกั จดั รายการวิทยุ (รจู กั ตนเอง) มดี งั น้ี 1. เปน ผมู จี ิตใจใฝรู 2. วองไวตอการรับรูขอ มูลขา วสาร 3. มีมนุษยสัมพันธทด่ี ี 4. มีจิตใจกวา งขวาง เห็นอกเห็นใจผอู น่ื 5. มคี วามอดทนตอ แรงกดดนั ตาง ๆ ข. พธิ กี ร - ผปู ระกาศ ในการทําหนา ทพ่ี ิธกี ร หรือผูประกาศ การใชเ สยี งและภาษาจะตองถูกตอ ง ชดั เจน เชน การออกเสียงตัว ร ล การอา นเวน วรรคตอน การออกเสยี งควบกลํา้ การออกเสยี งสงู ต่าํ นอกจากจะตอ ง

124 มีความรูในเร่อื งของภาษาแลว ผูทีท่ ําหนาทพี่ ิธกี ร - ผปู ระกาศ จะตอ งพฒั นาบคุ ลกิ ภาพ การแตง หนา ตลอดจนเรยี นรกู ารทํางานของพธิ ีกร - ผูป ระกาศอยา งชัดเจนดว ย คุณลกั ษณะของผทู าํ หนา ทพี่ ธิ กี ร - ผูประกาศ มดี งั นี้ 1. บุคลกิ ภาพภายนอกตองดดู ี มีความโดดเดน ดนู าประทับใจ มลี กั ษณะทเี่ ปนมิตร เนื่องจาก การเปนพธิ ีกร - ผูประกาศ จะตอ งพบปะกับผูคนหรอื ผฟู ง 2. น้าํ เสียงนมุ นวล นาฟง การใชนํ้าเสียงเปน ส่งิ สําคญั การใชอกั ขระจะตอ งถูกตอง ออกเสียงดงั ฟง ชัด การเวนวรรคตอน คาํ ควบกลาํ้ จะตอ งสม่ําเสมอ น้าํ เสียงนาฟง ไมแข็งกระดาง เวลาพูดหรืออานขา ว ควรมีสหี นายม้ิ แยม และนาํ้ เสยี งที่ชวนฟงเพือ่ ใหผฟู ง รสู ึกสบายเมื่อไดฟง 3. ภาพลกั ษณท่ีดี ควรเปน ตัวอยา งทด่ี นี า เชอ่ื ถอื สําหรบั ผฟู ง หรอื ผชู ม การปรากฎตวั ในงาน ตาง ๆ ควรมีการแตงกายทสี่ ุภาพเรยี บรอยเหมาะสมกับสถานการณน ้ัน ๆ 4. ความรรู อบตวั ผทู ีจ่ ะทําหนา ท่พี ธิ กี ร - ผปู ระกาศจะตองเปนผทู ่ีสนใจใฝรูเ รอ่ื งราว ขาวสาร ขอมูลที่ทันสมัย เกาะติดสถานการณวามีอะไรเกิดขึ้นบาง กับใคร ท่ีไหน ที่สําคัญตองเปนผูที่พรอมจะ เรียนรูเรื่องราวใหม ๆ อยูเสมอ รูจักวิเคราะหขาวสารที่ไดรับฟงมาใหเขาใจกอนที่จะเผยแพรใหผูอ่ืน ไดรับรู 5. ตรงตอ เวลา การตรงตอเวลาถือวาเปนเร่ืองสําคัญมากทั้งผูท่ีทําหนาท่ีพิธีกร - ผูประกาศ จะตองมเี วลาใหทีมงานไดใ หข อ มูล อธิบายประเด็นเนื้อหาสาระ กระบวนการข้ันตอนตาง ๆ ถาไมพรอม หลงั พลาดพลง้ั ไป ทีมงานคนอื่น ๆ จะเดือดรอ นและเสียหายตามไปดวย 6. รูจักแกปญหาเฉพาะหนา การเปนพิธีกร - ผูประกาศ ถึงแมวาจะมีการเตรียม ความพรอมที่เรียบรอยดีแลว แตเหตุการณเฉพาะหนาบางครั้งอาจจะเกิดข้ึนได โดยที่ไมไดคาดหมายไว พิธกี ร - ผปู ระกาศ จะตอ งมีปฏภิ าณไหวพรบิ ในการแกป ญหาเฉพาะหนา ได ค. ครูสอนภาษาไทยกับประชาคมอาเซยี น ภายในป พ.ศ. 2558 ประเทศไทยจะกาวสูประชาคมอาเซียน ฉะน้ัน ประชาชนคนไทย จําเปนตองเตรียมความพรอม หรือปรับตัวใหทันตอการเปล่ียนแปลง ซึ่งการเปล่ียนแปลงดังกลาว จะกอ ใหเ กิดประโยชนแ ละการเปลี่ยนแปลงในดา นตา ง ๆ ดังนี้ ประโยชนทจี่ ะไดรบั 1. ประชากรเพมิ่ ข้ึน ทําใหเพิ่มศักยภาพในการบริโภค เพิ่มอาํ นาจการตอ รองในระดบั โลก 2. การผลิต (ยงิ่ ผลติ มาก ยิ่งตนทุนตํ่า) 3. มแี รงดึงดูดเงินลงทนุ ทีอ่ ยูนอกอาเซียนสูงขึ้น สิง่ ทสี่ งผลตอ การเปล่ยี นแปลงในดา นตาง ๆ 1. การศึกษาในภาพใหญของโลก มกี ารเปลีย่ นแปลงอยา งรนุ แรง 2. บุคลากรและนักศึกษา ตองเพ่ิมทกั ษะทางดานภาษาองั กฤษใหสามารถส่ือสารได 3. ปรับปรุงความเขา ใจทางประวัติศาสตร เพ่ือลดขอ ขดั แยง ในภมู ภิ าคอาเซียน 4. สรา งบณั ฑติ ใหส ามารถแขงขนั ไดใ นอาเซียน เพ่ิมโอกาสในการทาํ งาน

125 ดังน้ัน จะเห็นไดวาตั้งแตป พ.ศ. 2558 เปนตนไป ประชาชนอาเซียนจะเดินทางเขาออก ประเทศไทยเปน จาํ นวนมาก ไมวาจะเปน แมคา พอ คา นักธุรกจิ นกั ทองเทย่ี ว ฯลฯ ฉะน้ัน เราในฐานะเจาของ ประเทศ เจาของภาษาไทย ทาํ อยางไรจึงจะทาํ ใหป ระชาชนอาเซยี นทเ่ี ขามาประกอบอาชีพในประเทศไทย ไดเรียนรูภาษาไทย วัฒนธรรมไทย เพื่อเปนพื้นฐานในการสื่อสารที่เขาใจกัน ในที่นี้จึงขอเสนออาชีพ ที่ผูเรียนท่ีสําเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแลว สามารถประกอบอาชีพ สรางรายไดใหกับ ตนเอง นั่นก็คือ ครูสอนภาษาไทยใหกับประชาชนอาเซียน ภาษาไทยที่สอนนี้เปนภาษาไทยพ้ืนฐาน ที่ประชาชนอาเซียนเรียนรแู ลว สามารถสอ่ื สารกับคนไทยแลวเขาใจ สามารถดําเนินชีวิตประจําวันได เชน พอคา แมคา นักทอ งเท่ียว ฯลฯ คณุ ลกั ษณะของครผู สู อนภาษาไทยกบั ประชาชนอาเซียน 1. มั่นใจในความรูภ าษาไทยดพี อ 2. มใี จรักในการถา ยทอดความรู 3. เปน ผมู ีความรูในภาษาอาเซียน อยางนอย 1 ภาษา เน้ือหาความรภู าษาไทยทป่ี ระชาชนอาเซยี นควรเรยี นรู 1. ทกั ษะการฟง การดู การพดู 2. หลักการใชภ าษา ระดบั พืน้ ฐาน ไดแ ก พยญั ชนะ สระ วรรณยุกต 3. ทักษะการอา น 4. ทักษะการเขยี น 5. ทกั ษะการอาน เขยี นเลขไทย อารบิค การจดั กลุมผเู รยี น 1. แสวงหากลมุ ผเู รยี น ต้งั แต 1 คนขึ้นไป (จํานวนข้ึนอยกู บั ศกั ยภาพของครผู สู อน) 2. กําหนดแผนการสอน (วัน เวลา/สถานทีน่ ัดพบ) 3. เตรียมเนื้อหา สาระ สอ่ื อปุ กรณก ารจดั กิจกรรมการเรียนรู 4. มีการวดั และประเมนิ ผลความกาวหนาของผูเ รยี น การประกอบอาชพี นักเขยี น จากตัวอยางขางตนที่กลาวถึงผูที่จะเปนนักเขียนมืออาชีพ จะตองเปนผูรูจักจดบันทึก ใฝรู ใฝแสวงหาความรูอยางตอเนื่อง หรือแมแตเปนนักอาน เพราะเชื่อวาการเปนผูอานมากยอม รูมาก มีขอมูลในตนเองมาก เมื่อตนเองมีขอมูลมาก จะสามารถดึงความรูขอมูลในตนเองมาใชใน การสื่อสารใหผูอานหรือผูรับสารไดรับรูหรือไดประโยชน ตัวอยางของอาชีพนักเขียน ไดแก การเขียนขาว การเขียนโฆษณา การแตงคําประพันธ การเขียนเรื่องส้ัน การเขียนสารคดี การเขียน บทละคร การเขียนบทวิทยุ-โทรทัศน การแตงเพลง ฯลฯ ซึ่งตัวอยางเหลานี้ ลวนแตผูเขียน สามารถสรางชิ้นงานใหเกิดรายไดทั้งสิ้น เพียงแตผูเขียนจะมีความรัก ความสนใจท่ีจะเปนนักเขียน หรอื ไม

126 คณุ สมบัติของนกั เขยี นทีด่ ี การจะเปน นกั เขยี นมอื อาชีพท่ีดไี ด จะตอ งเรม่ิ ตนทลี ะขนั้ หรอื เรมิ่ จาก 0 ไป 1 2 3 และ 4 โดยไมค ิดกระโดดขามข้นั ซง่ึ มวี ิธีการ ดงั น้ี 1. ตัง้ ใจ นกั เขยี นตอ งมีความต้ังใจและรบั ผดิ ชอบในทกุ ขอ ความทีต่ นเองไดเขยี นถายทอดออกมา ไมใชเ พยี งตวั อักษร ทเี่ รยี งรอยออกมาเปนเนือ้ หาเทานนั้ แมแ ตยอหนา หรือเวนวรรคก็นับวาเปนสวนหนึ่งท่ี แสดงใหเห็นถึงความต้ังใจของนักเขียน ที่นักอานจะสามารถมองเห็นไดเชนกันจุดประสงคของการเปน นักเขียนไมใชเปนเพื่อเขียนอะไรสักเร่ืองใหจบแลวเลิกราไป แตนักเขียนควรใสใจทุมเทในสิ่งที่เขียนและ ลงมือถายทอดเรื่องราวในจินตนาการน้ันอยางสุดความสามารถ หากมีความตั้งใจจริงคนอานจะรับรูได ทันที 2. รับฟง นักเขียนตองรูจักที่จะรับฟงคําวิจารณของเพ่ือนนักเขียนดวยกันอยางใจกวาง เพราะ ไมวา นักเขยี นจะมีฝม ือระดับใด ก็สามารถมีขอผิดพลาดไดเชนกัน แมแตความคิดเห็นของนักอานก็มีสวน ชว ยใหน กั เขียนปรบั ปรุงแกไ ขใหด ียิ่งขนึ้ ได เพราะโดยสวนมากนกั อานมักจะเห็นขอ บกพรอ งในบทความของ นกั เขยี นมากกวาตัวนักเขยี นเอง 3. ใฝรู นกั เขยี นตอ งรูจักคน ควาหาความรู ขอมูลหรอื แหลง อางอิงที่ถกู ตอง เพื่อพัฒนาการเขียน ของตนเอง การเขียนเนื้อหาโดยปราศจากขอมูลจะทําใหเนื้อหาปราศจากสาระและแกนสาร คนอาน จะไมร สู ึกสนกุ 4. จรรยาบรรณ ไมวาอาชีพใด ๆ จําเปนตองมีจรรยาบรรณเปนของตนเอง นักเขียนก็เชนกัน นกั เขียนท่ีมจี รรยาบรรณ ตองไมลอกของคนอนื่ มาแอบอา งช่ือเปน ของตนเอง น่คี ือสิ่งทีร่ ายแรงทสี่ ุดสาํ หรับ นกั เขยี น 5. ความรับผิดชอบ ไมวาอาชีพใด ๆ ความรับผิดชอบเปนสิ่งสําคัญ ซึ่งในที่น้ี หมายถึง ความรับผิดชอบตอทุกถอยคําในเนื้อหา กอนจะแสดงผลงานใหผูใดไดอานไมวาผูเขียนจะต้ังใจหรือ ไมต ั้งใจก็ตาม 6. ความสุข หลายคนอาจแอบคิดอยูในใจวาการเปนนักเขียนไมใชเร่ืองงาย ไมวาอาชีพใด ๆ ตองมีจุดงายจุดยากดวยกันท้ังส้ิน แลวเหตุใดการเปนนักเขียนตองมีความสุข เพราะถาหากนักเขียน เขียนดวยความทกุ ขไมรสู กึ มีความสุขกับการเขยี น ก็แสดงวา นักเขยี นผูน นั้ ไมเหมาะกบั การเปนนกั เขียน นักเขียน คือ ผูท่ีแสดงความคิดเห็น ดวยการเขียนเปนหนังสือหรือลายลักษณอักษร ซึ่งอาจ แสดงออกในรปู แบบเรยี งความ บทความ เรื่องสั้น นวนิยาย ฯลฯ คนที่จะเอาดีดานงานเขียน จะตองเปน คนชางฝน มีพรสวรรค และตองเรียนรู พยายามเขยี นตามท่ีตนถนดั รูจักอยูในโลกแหงจนิ ตนาการ จึงจะเขียน ใหผอู า นหวั เราะ รองไหและรอคอย ถือวาเปน หวั ใจหลกั ของนกั เขียน นอกจากนี้ตองเปนนักอาน นักเขียน ตอ งมอี ารมณออ นไหว รูส ึกไวตอ สงิ่ เราท้ังหลาย นอกจากนย้ี ังตองเปนคนชางคดิ ชางสงั เกต

127 ตวั อยา ง การนาํ ความรภู าษาไทยไปประกอบอาชพี นกั เขยี น 1. นกั ขาว เปนการเขียนขาวที่ใชกระบวนการทางความคดิ ของผสู อ่ื ขา วท่สี ามารถนําไปสกู ารปฏิบัตงิ านขาว ในขั้นตอนการเขียน บอกเลาขอเท็จจริง เพ่ือใหเกิดประโยชน ในการรับใช หรือสะทอนสังคม ซึ่งแตกตางไปจากการเขียนของนักเขียนท่ัวๆ ไป เพราะการเขียนขาวของผูส่ือขาวมีความสําคัญตอการ แสวงหาความจริง ของสงั คม ที่ตองอาศัยรูปแบบ โครงสรางของการเขียนขาวมาชวยนําเสนอขอเท็จจริง อยางมรี ะบบ อะไรเปน ขาวไดบ า ง ขาว คอื เหตุการณ ความคิด ความคดิ เห็น อันเปน ขอเท็จจริง ทไ่ี ดรับการหยิบยกขึน้ มา รายงาน ผา นชอ งทางสอ่ื ทเี่ ปนทางการ นักหนังสือพิมพท่ีมีช่ือเสียงทานหน่ึงชื่อ จอหน บี โบการท กลาววา “เม่ือสุนัขกัดคนไมเ ปน ขาว เพราะเปนเหตกุ ารณป กติท่ีเกดิ ขน้ึ บอ ย ๆ แตเมือ่ คนกัดสุนัข นน่ั คือขาว” คาํ กลา วนแ้ี สดงใหเ หน็ วา เรอื่ งราวทป่ี กตไิ มม คี วามนาสนใจมากพอทจี่ ะเปน ขาว แตถ าเปนเรอ่ื งทนี่ าน ๆ กวา จะอบุ ตั ิขึ้นสักคร้งั หนึ่ง กจ็ ะเปนขา วไดง า ย สง่ิ ทจี่ ะเปน ขา วไดค อื ส่งิ ท่ีมลี กั ษณะ ดงั นี้ ความทันดวนของขาว ผลกระทบของขา ว มคี วามเดน ความใกลชิดของขาวตอผอู า นหรอื ผูชม ทงั้ ทางกายและทางใจ เร่อื งราวหรอื เหตุการณท กี่ าํ ลงั อยใู นกระแสความสนใจของสาธารณชน หรือเรียกวา “ประเดน็ สาธารณะ” 2. นักเขียนบทวิทยุ - โทรทัศน มีคุณสมบตั ิโดยทว่ั ไป ดังน้ี 2.1 ชางคิด เปนคุณสมบัติสําคัญของนักเขียน ความคิดริเร่ิมสรางสรรคเปนพรสวรรคของ แตละบุคคล ความชางคิดในท่ีนี้หมายถึง ความสามารถในการสรางเร่ืองที่สมบูรณจากเหตุการณเล็ก ๆ เพียงเหตุการณเดียว นักเขียนบทละครผูซ่ึงเลนกับถอยคําสํานวนจะใชความพยายามอยางมากท่ีจะ เรยี งรอยถอยคําใหสามารถสรางจนิ ตนาการตามทีเ่ ขาตองการ 2.2 อยากรูอ ยากเห็น นักเขยี นจะตองศกึ ษาเรอ่ื งตาง ๆ ท่ผี ูสือ่ ขาวไดรายงานขาวไว แลวนํามา คิดใครครวญวา อะไร ทําไม สาเหตุจากอะไร อยางไร ท่ีทําใหเกิดเหตุการณหรือสถานการณเชนนั้นขึ้น และเมอื่ เดินทางไปยังพื้นที่ตาง ๆ นักเขียนจะตองมีความพยายามทุกวิถีทางท่ีจะปฏิบัติตนใหคุนเคยกับคน ของทองถ่นิ นนั้ ๆ วาเขามชี ีวติ ความเปน อยูทแ่ี ทจริงอยา งไร 2.3 มีวินยั วทิ ยุและโทรทศั นเปนสือ่ ท่ีมีเวลาเปนเคร่ืองกําหนดท่ีแนนอน นักเขียนควรกําหนด จุดเปาหมายของตนเองวาจะเขียนใหไดอยางนอยกี่คําตอวัน ผูท่ียึดอาชีพนี้จะตองมีวินัยในการเขียน เปน อยา งมาก เพอื่ ใหส ามารถสง บทไดตรงเวลา และผลติ บทออกมาอยางสม่าํ เสมอเพือ่ การยงั ชีพ

128 2.4 รูจักการใชภาษา นักเขียนบทจะตองเปนผูท่ีสามารถสรางคําตางๆ ข้ึนมาไดโดยอาศัย แหลงขาวสารขอมูลตาง ๆ ฟงคําพูดของบุคคลตางๆ ศึกษาจากการอานหนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ การเขาเรียนในหองเรียน ฟงวิทยุกระจายเสียง ดูโทรทัศน ภาพยนตร นอกจากนี้หนังสือจําพวก พจนานุกรม ศัพทานุกรม เปนส่ิงที่มีคาสาํ หรับนักเขียน เพราะสามารถชวยในการตรวจสอบหรือคนหา คําได การเขยี นสาํ หรับสื่อประเภทวิทยุโทรทัศนมีกุญแจดอกสําคัญคือ “ความงาย” เพ่ือผูรับจะไดเขาใจ ไดงา ยและเขาใจไดเรว็ 2.5 รูจักส่ือ นักเขียนบทตองรูถึงการทํางานของเครื่องมือของสื่อนั้น ๆ โดยการดู เพ่ือที่จะ เรียนรู อา นจากหนงั สือท่อี ธิบายถึงกระบวนการออกอากาศ หรือเยย่ี มชมและสงั เกตการเสนอรายการตา ง ๆ อบรมระยะสน้ั ๆ กบั มหาวิทยาลัยตาง ๆ หรอื ศึกษาดูงาน เปน ตน 2.6 มีความเพียร อาชีพนักเขียนตองมีความมานะอดทน มีความเพียรพยายามที่จะทําใหได และอาจจะตอ งเขยี นบทจํานวนมากกวาจะมคี นยอมรบั สกั เร่ือง แหลง ขอ มลู สําหรับการเขยี นบทวทิ ยโุ ทรทัศน 1. หนังสือพมิ พ นกั เขียนบทสามารถนําเน้ือหาของขาวสารตางๆ มาพัฒนาเปนโครงสรางของ บทไดอยางดี แมกระทั่งขาวซุบซิบ ขาวสังคมในหนังสือพิมพ ก็สามารถนํามาพัฒนาบุคลิกของตัวละคร แตล ะตัวในเร่อื งท่เี ขียนได 2. นติ ยสาร เร่ืองราวตา ง ๆ ในนติ ยสารแตล ะประเภทเปนขอมูลท่ีดีเย่ียมสําหรับนักเขียนบท ในดา นขอมูล ขอ เท็จจรงิ ตลอดจนการสบื เสาะไปสูแ หลง ขอ มูลเบื้องตนไดอยา งดี ปจจุบันนิตยสารมีหลาย ประเภทและแยกแยะ เนน ผอู านท่ีสนใจเฉพาะเร่ืองนั้น ๆ ย่ิงทําใหนักเขียนบทแสวงหาขอมูลที่เจาะจงได งายขน้ึ 3. รายงานการวิจัย ในการเขียนบทบางคร้ังผลงานวิจัยเขามามีบทบาทสําคัญในการประกอบ การเขยี นบท สถานีวทิ ยุโทรทัศนบางแหง หรอื บริษทั ผลติ รายการวิทยุโทรทัศน จะมีแผนกวิจยั ไว โดยเฉพาะ เพอื่ ทําหนา ทว่ี จิ ัยหาขอมูลมาประกอบการเขยี นบท 4. หองสมุด นักเขียนบทบางทานทํางานอยูในสถานีที่ไมมีแผนกวิจัย จึงตองหาขอมูลจาก หองสมดุ ทม่ี ีอยใู นทอ งถ่นิ ซ่ึงเปนแหลงขอ มูลที่ดอี ีกแหง หนึ่งของนักเขยี นบทวทิ ยโุ ทรทัศน 5. หนว ยงานราชการ เม่อื ไดรบั มอบหมายใหเ ขยี นบทใหก บั หนว ยงานราชการตา ง ๆ นักเขียน บทจะแสวงหาขอมูลเก่ียวกับเร่ืองนั้น ๆ จากหนวยงานท่ีเก่ียวของโดยตรง เชน เขียนเรื่องเกี่ยวกับปาไม ก็แสวงหาขอ มูลจากกรมปา ไม เปน ตน นอกจากขอมูลจากแหลงใหญ ๆ ทั้ง 5 แหลงแลว นักเขียนบทสามารถหาขอมูลไดดวยตนเอง จากการคุยกับเพ่ือน ๆ ในวงวิชาชีพตาง ๆ จากการไปอยูในสถานท่ีน้ัน ๆ ไปไดพบไดเห็นไดยินมาดวย ตนเอง นักเขยี นบทสามารถบนั ทกึ ไวใ นคลงั สมองของตนเอง แลวนํามาใชไดท นั ทเี มอ่ื ตองการ

129 รปู แบบและประเภทของบทวิทยโุ ทรทศั น บทวทิ ยุโทรทัศนประกอบดวยองคประกอบทีจ่ ําเปน 2 สว น คอื สว นของภาพและสวนของเสียง การใหขอมูลที่สมบูรณท้ังดานภาพและเสียงจะทําใหรายการสําเร็จลุลวงไปไดดวยดี ดังนั้น นักเขียนบท วิทยุโทรทัศนควรทราบขอกาํ หนดในการวางรปู แบบโทรทัศน และประเภทของบทวิทยุโทรทัศน เพื่อจะทํา ใหง ายและสะดวกตอการทํางานของฝา ยผลติ รายการ 1. การวางรปู แบบบทวิทยโุ ทรทัศน สวนภาพ การวางรูปแบบบทวิทยุโทรทัศนโดยท่ัวไปนั้น นิยมเขียนโดยสวนของภาพจะอยู คร่ึงหนากระดาษทางซาย และสวนของเสียงจะอยูทางขวาของคอลัมนภาพ เพื่อผูเขียนตองการเขียน ขอแนะนําเคร่ืองหมายของช็อต (shot) ท่ีสําคัญคือ ตัวหนังสือ ภาพและสิ่งที่จําเปนที่สําคัญท่ีเก่ียวกับ ภาพโทรทศั นใหเ ขยี นส่ิงเหลา น้ไี วใ น “สว นภาพ” ท้ังน้ี ผูเขียนตองเขาใจศัพททางดานโทรทัศนพอสมควร และพยายามใชคําศัพทดานภาพและดานเทคนิคที่ตนเขาใจเปนอยางดี หลีกเล่ียงการใชศัพทเทคนิคที่ ผเู ขียนเองยังไมเขา ใจความหมายท่ีแทจ รงิ ของคาํ นน้ั ๆ สว นเสียง ผเู ขียนจะใสคาํ บรรยาย เพลง เสียงประกอบใน “สวนเสียง” เชนเดียวกับการอธิบาย ส่ิงตาง ๆ ใหกับตัวแสดง ผูแสดงแบบ ผูบรรยาย เชน อธิบายการเคลื่อนไหว หรืออารมณ เปนตน จะไมใช สวนภาพสาํ หรบั อธิบายสิ่งตา ง ๆ ใหก บั ตัวแสดงไมวา จะอยูหลังกลอ งหรอื หนา กลอง คําอธิบายและรายการซึ่งควรเขียนไวกอนบท ไดแก คําอธิบายเกี่ยวกับลักษณะผูแสดง (character) ฉาก (setting) และอุปกรณที่ใชประกอบฉาก ตลอดจนงานดานกราฟฟกภาพที่ใชประกอบ เอาไวหนาเดียวหรือหลายหนากไ็ ด จะไมม กี ารเขยี นส่ิงเหลา น้ีไวใ นบท เพราะอาจทําใหเกิดการสับสนและ เปน สาเหตขุ องความผดิ พลาด ขณะที่อา นบทอยา งรวดเร็วระหวางการผลติ 2. ประเภทของบทวิทยโุ ทรทัศน 2.1 บทวิทยุโทรทัศนแบบสมบูรณ บทประเภทนี้จะบอกคําพูดทุกคําพูดท่ีผูพูดจะพูดใน รายการต้ังแตตนจนจบ พรอมกันนั้นก็จะบอกรายละเอียดเก่ียวกับคําสั่งทางดานภาพและเสียงไว โดยสมบรู ณ รายการท่ีใชบทประเภทน้ไี ดแ ก รายการละคร รายการตลก รายการขาว และรายการโฆษณา สนิ คาสาํ คญั ๆ ประโยชนของการเขียนบทวิทยุโทรทัศนแบบสมบูรณ คือ เราสามารถมองภาพของรายการได ตงั้ แตต น จนจบกอ นทจี่ ะมีการซอ ม ทําใหเราสามารถกําหนดมุมกลอง ขนาดภาพและขนาดของเลนสที่ใช ตลอดจนกาํ หนดเวลาการเคลอ่ื นไหวของกลอ งไดอยา งถูกตองแนนอน ขอเสียเปรียบของบทวิทยุโทรทัศนแบบน้ี คือ เราจะปฏิบัติตามบทอยางเครงครัด ถาทุกส่ิง ทุกอยางเปน ไปตามบท รายการกจ็ ะดําเนนิ ไปดวยดีและสมบูรณ แตหากมีอะไรไมเปนไปตามบท ผูกํากับ รายการและผรู วมทีมงานก็จะเกดิ ความสบั สนและตองพยายามแกไขปญ หาเฉพาะหนา ท่ีเกิดข้ึนใหไ ด 2.2 บทวิทยุโทรทัศนก่ึงสมบูรณ มีขอแตกตางกับบทโทรทัศนแบบสมบูรณ ตรงที่คําพูด คาํ บรรยายหรือบทสนทนาไมไ ดร ะบุหมดทกุ ตัวอกั ษร บอกไวเ พียงแตห วั ขอ เรอื่ ง หรอื เสยี งทจ่ี ะพดู โดยทั่วไป

130 เทานั้น บทดังกลาวใชกับรายการประเภทรายการ เพ่ือการศึกษา รายการปกิณกะและรายการท่ีผูพูด ผูสนทนา หรือผูบรรยายพูดเองเปน สว นใหญ ไมมีระบุในบท สงิ่ สาํ คญั ของบทวทิ ยุโทรทัศนแ บบกึ่งสมบรู ณ คอื ตองระบคุ าํ สุดทายของคาํ พดู ประโยคสดุ ทา ย ทจ่ี ะใหเปน สญั ญาณบอกผกู าํ กบั รายการวา เมือ่ จบประโยคน้จี ะตดั ภาพไปยังภาพยนตร สไลด หรือภาพนิ่ง ซ่ึงใชป ระกอบในรายการ หรอื ตดั ภาพไปยงั โฆษณา หรือตัดภาพไปฉากอนื่ 2.3 บทวิทยุโทรทัศนบอกเฉพาะรูปแบบ จะเขียนเฉพาะคําสั่งของสวนตาง ๆ ท่ีสําคัญใน รายการ ฉากสําคัญ ๆ ลําดับรายการท่ีสําคัญ ๆ บอกเวลาของรายการแตละตอน เวลาดําเนินรายการ บทโทรทัศนแบบน้ี มักจะใชกับรายการประจําสถานี อาทิ รายการสนทนา รายการปกิณกะ รายการ อภิปราย 2.4 บทวิทยุโทรทัศนอยางคราว ๆ บทประเภทนี้จะเขียนเฉพาะส่ิงที่จะออกทางหนาคําสั่ง ทางดานภาพและดานเสียง โดยทั่วไปแลวผูกํากับรายการจะตองนําบทอยางคราว ๆ น้ีไปเขียน กลองโทรทัศนเทานั้นและบอกคําพูดที่จะพูดประกอบสิ่งที่ออกหนากลองไวอยางคราว ๆ ไมมีตบแตง ใหม ใหเขาอยูในรูปของบทวิทยุโทรทัศนเฉพาะรูปแบบเสียกอน เพ่ือใหผูรวมงานท้ังหมดไดรูวาควรจะ ทํางานตามข้ันตอนอยางไร หลักการเขียนบทวทิ ยโุ ทรทัศน การเขยี นบทวทิ ยุโทรทศั นค วรคาํ นงึ ถึงส่งิ ตอ ไปน้ี 1. เขียนโดยใชส าํ นวนสนทนาท่ใี ชสาํ หรับการพูดคยุ มใิ ชเ ขยี นในแบบของหนงั สอื วชิ าการ 2. เขยี นโดยเนน ภาพใหม าก รายการวิทยโุ ทรทศั นจะไมบรรจุคาํ พูดไวทกุ ๆ วนิ าที แบบรายการ วทิ ยกุ ระจายเสียง 3. เขยี นอธบิ ายแสดงใหเห็นถงึ สงิ่ ทก่ี าํ ลังพูดถึง ไมเขยี นและบรรยายโดยปราศจากภาพประกอบ 4. เขยี นเพอื่ เปน แนวทางใหเ กดิ ความสัมพนั ธร ะหวางผชู มแตละกลุม ผซู ่ึงเปน เปาหมาย ในรายการของทา น มิใชเ ขียนสําหรบั ผชู มโทรทัศนส วนใหญ 5. พยายามใชถอยคาํ สาํ นวนที่เขาใจกันในยุคน้ัน ไมใ ชค าํ ทีม่ ีหลายพยางค ถามีคําเหมือน ๆ กัน ใหเ ลือก ใหเลือกใชคาํ ทเ่ี ขา ใจไดง า ยกวา 6. เขียนเร่ืองที่นาสนใจและตองการเขียนจริง ๆ ไมพยายามเขียนเรื่อง ซ่ึงนาเบ่ือหนาย เพราะความนา เบอ่ื จะปรากฏบนจอโทรทัศน 7. เขยี นโดยพฒั นารปู แบบการเขียนของตนเอง ไมลอกเลียนแบบการเขยี นของคนอน่ื 8. คนควาวัตถุดิบตาง ๆ เพื่อจะนํามาใชสนับสนุนเนื้อหาในบทอยางถูกตองไมเดาเอาเอง โดยเฉพาะอยางย่งิ เมอื่ มีขอ เทจ็ จริงเขาไปเก่ยี วของ 9. เขยี นบทเรมิ่ ตน ใหนาสนใจและกระตุนใหผชู มอยากชมตอ ไป 10. เขยี นโดยเลือกใชอ ารมณแ สดงออกในปจจุบนั ไมเปน คนลาสมัย 11. ไมเขยี นเพื่อรวมจุดสนใจทง้ั หมดไวในฉากเล็ก ๆ ในหองทมี่ ีแสงไฟสลวั ผูชมตอ งการมากกวาน้นั

131 12. ใชเทคนิคประกอบพอควร ไมใชเทคนิคประกอบมากเกินไปจนเปนสาเหตุใหสูญเสียภาพ ทเี่ ปน สว นสาํ คญั ทต่ี องการใหผ ชู มไดเขา ใจไดเหน็ 13. ใหความเช่ือถือผูกํากับรายการวาสามารถแปลและสรางสรรคภาพไดตามคําอธิบายและ คาํ แนะนําของผูเขียน ผูกํากับจะตัดทอนบทใหเขากับเวลาที่ออกอากาศ และไมตองแปลกใจ ถาบรรทัด แรก ๆ ของบทถูกตดั ออก หรืออาจผิดไปจากชว งตน ๆ ท่ีเขียนไว ตองใหความเช่ือถือผูกํากับรายการและ ไมพยายามจะเปนผูกํากบั รายการเสยี เอง 14. ไมลืมวาผกู าํ กับจะแปลความเราใจของผูเขียนบทออกมาไดจากคําอธิบายและคําแนะนําที่ ผเู ขยี นเขยี นเอาไวในบท 15. ผูเขียนบทตองแจงใหทราบถึงอุปกรณท่ีตองใชเปนพิเศษ ซ่ึงจําเปนและอาจหาไดยาก เวลาเขียนควรคํานึงดวยวาอุปกรณที่ใชประกอบน้ันเปนอุปกรณซ่ึงไมส้ินเปลืองคาใชจายมากจนเกินไป และอปุ กรณน ั้นตอ งหาได ขน้ั ตอนการเขยี นบทวทิ ยโุ ทรทัศน การเขยี นบทวทิ ยโุ ทรทัศนมขี ้นั ตอนงา ย ๆ 3 ข้นั ไดแก การกําหนดวัตถปุ ระสงคและกลมุ เปา หมาย การกําหนดระยะเวลาและรปู แบบของรายการ และการกําหนดหวั ขอ เรอื่ ง ขอบขายเน้ือหา คน ควา และลง มอื เขยี น 1. กาํ หนดวตั ถปุ ระสงคและกลุม เปาหมาย สิ่งแรกท่ีควรคํานึงกอนลงมือเขียน คือ วัตถุประสงคของการเขียน วาเขียนเพ่ืออะไร เขยี นเพอื่ ใคร ตองกําหนดใหแนนอนวา ผูเ ขียนตองการใหรายการที่กําหนดใหอะไรแกผ ชู ม เชน ใหความรู ใหค วามบันเทงิ ปลูกฝงความสาํ นกึ ที่ดงี าม เปนตน จากน้ันจึงดกู ลุมเปา หมาย วา ผูเขยี นตองการผชู มเพศใด อยูใ นชวงอายุ การศึกษา สถานภาพทางสังคม สถานภาพทางเศรษฐกจิ แบบใด เปนตน 2. การกาํ หนดระยะเวลาและรูปแบบของรายการ ผูเขียนตองรูวาเวลาในรายการมีระยะเวลาเทาไร เพ่ือจะไดกําหนดรูปแบบของรายการ ใหเหมาะสมกับระยะเวลาของรายการ รูปแบบของรายการสามารถจัดแบงออกไดหลายแบบ ไดแก รายการขา ว รายการพูดกับผูชม รายการสัมภาษณ รายการสนทนา รายการตอบปญหา รายการแขงขัน รายการอภปิ ราย เกม รายการสารคดี รายการปกิณกะ รายการดนตรแี ละละคร 3. การกําหนดหัวขอเร่อื ง ขอบขายเนอื้ หา คนควา และลงมอื เขียน เม่ือทราบเงื่อนไขตาง ๆ ดังที่กลาวมาในตอนตนแลว จะทําใหผูเขียนกําหนดหัวขอเร่ืองและ ขอบขายเน้ือหาไดงายขึ้น จากนั้นจึงเริ่มคนควาเพิ่มเติมเพื่อใหไดขอมูลที่ถูกตองที่สุดแลวจึงลงมือ เขียน โดยคํานึงถึงขอควรคํานึงหลักการเขียนบทวิทยุโทรทัศน 15 ขอที่กลาวมาแลวขางตน หลังจากน้ัน ควรตรวจสอบขอเท็จจริง สํานวนและเขียนอีกเพื่อพัฒนาบท แกไขปรับบทวิทยุโทรทัศนเพ่ือใหไดบทวิทยุ โทรทัศนที่ดีท่ีสดุ

132 3. นกั เขยี นนทิ าน เปนเร่ืองของจินตนาการ ผูเขียนจะตองมีศิลปะในการเขียนเพื่อใหความสนุกสนานปลูกฝง คณุ ธรรม คติแงคิดมมุ มองตา ง ๆ แกผ ูอาน องคประกอบของนิทาน 1. แนวคิด แกนสาร หรือสาระท่ีจุดประกายใหเกิดเรื่องราว เชน แมกระตายผูรักลูกสุดหัวใจ ยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อแลกกับลูก หรือลูกสี่คนคิดปลูกฟกทองยักษใหแม หรือลูกไก 7 ตัวที่ยอมตาย ตามแม หรือโจรใจรายชอบทํารายผูหญิงวันหน่ึงกลับทํารายแมตัวเองโดยไมต้ังใจ หรือลูกหมูสามตัว ไมเชื่อแมทําใหเ ปนเหยอ่ื ของหมาปา 2. โครงเร่อื งของนทิ าน โครงเรอื่ งและเนอื้ หาตอ งไมซ บั ซอน สั้น ๆ กระทัดรดั เปนลกั ษณะ เร่ืองเลาธรรมดา มีการลําดับเหตกุ ารณก อนหลงั 3. ตวั ละคร ขน้ึ อยกู ับจินตนาการของผเู ขียน เชน คน สัตว เทพเจา แมม ด เจา ชาย นางฟา แตไมค วรมตี วั ละครมากเกนิ ไป 4. ฉาก สถานทเ่ี กิดเหตุ เชน ในปา กระทอมรา ง ปราสาท บนสวรรค แลวแตความคิดสรางสรรค ของผเู ขียน 5. บทสนทนา การพูดคยุ ของตวั ละคร ควรใชภาษาที่เขา ใจงาย กระชบั สนุกสนาน ไมใช คาํ หยาบ 6. คตสิ อนใจ เมือ่ จบนิทาน ผูอา นควรไดแงค ิด คตสิ อนใจเพ่อื เปนการปลกู ฝง คุณธรรมกลอมเกลา จติ ใจ สรุป การที่จะเปน นกั เขียน หรอื นักพูดประเภทใด ๆ ก็ตาม หัวใจสําคัญของนักเขียน หรือนักพูด ก็คอื ความรูทน่ี กั เขียน หรอื นกั พดู ไดถายทอดใหก บั ผฟู ง หรือผอู าน (ผูร ับสาร) ไดเขา ใจในประเด็น หรือสิ่ง ทีไ่ ดน าํ เสนอ เรอื่ งท่ี 3 การเพมิ่ พนู ความรแู ละประสบการณท างดานภาษาไทย เพ่อื การประกอบอาชีพ จากการนําเสนอแนวทางของการนาํ ความรภู าษาไทยไปเปน ชอ งทางในการประกอบอาชพี ประเภท ตา ง ๆ เชน การพดู การเปน พิธีกร ผูประกาศ นกั จัดรายการวทิ ยุ โทรทัศน ครูสอนภาษาไทยกับประชาชน อาเซียน การเขียน นกั เขียนขาว เขียนบทละคร เขียนนทิ าน เขียนสารคดี แลวนั้น เปนเพียงจุดประกายให ผูเรียนไดเรียนรูวาการเรียนวิชาภาษาไทยมิใชเรียนแลวนําความรูไปใชในชีวิตประจําวันเทานั้น แตการ เรียนรวู ชิ าภาษาไทยยังสามารถนําความรูประสบการณทางดานภาษาไทยไปประกอบอาชีพ สรางรายได ใหกับตนเองไดดวย แตการที่ผูเรียนจะเปนนักเขียน หรือนักพูดท่ีมีชื่อเสียง เปนที่ยอมรับของสังคม ผูเรียนจะตองแสวงหาความรู ทักษะ ประสบการณเพิ่มเติมจากสถาบันการศึกษาท้ังภาครัฐและเอกชน ที่เปน หลักสตู รเฉพาะเรอ่ื ง หรอื หากผเู รยี นตอ งการศึกษาหาความรูเพ่ิมเติมในระดับการศึกษาท่ีสูงข้ึนก็จะ มีสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เชน คณะนิเทศศาสตร คณะวารสารศาสตร ฯลฯ ไดอีกทางเลือก หนึ่ง หรือในขณะที่ผูเรียนกําลังศึกษาอยูในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและตองการที่จะเรียนรูวิชา

133 ภาษาไทย เพื่อตอยอดไปสูชองทางการประกอบอาชีพไดจริง ผูเรียนสามารถเลือกเรียนวิชาเลือกตาม หลักสตู รในระดับเดยี วกนั ท่ีมเี นอื้ หาเฉพาะเรอ่ื งที่สนใจไดอกี ทางเลือกหน่ึงดว ย นอกจากท่ีผเู รยี นจะเลอื กวิธีการศึกษา หาความรูเพิ่มเตมิ โดยวิธศี กึ ษาเปนหลกั สูตรส้ัน ๆ เฉพาะเร่ือง หรือจะศึกษาตอเฉพาะสาขาวิชาในระดับการศึกษาท่ีสูงข้ึนก็ตาม แตส่ิงสําคัญท่ีผูเรียน ควรปฏิบัติอยางตอเนื่อง คือ การฝกฝนทักษะ ประสบการณในการเขียน หรือการพูดอยางสมํ่าเสมอ รวมทง้ั มกี ารแลกเปลี่ยนเรียนรูกับกลมุ คนท่ีมีความสนใจในอาชพี เดียวกันดว ย กจิ กรรมทายบท กจิ กรรมท่ี 1 ใหผเู รียนแสดงความคดิ เห็นถึงคุณคาของภาษาไทยวามอี ะไรบา ง กิจกรรมท่ี 2 ใหผ เู รยี นวเิ คราะหตนเองวา เปนผทู ี่มีความรคู วามสามารถในการเปนนักพูด หรือนกั เขียน หรอื ไม เพราะเหตุใด กิจกรรมที่ 3 ใหผเู รียนแสดงความคดิ เหน็ วา หากผเู รียนตอ งการจะเปนนกั เขียน หรือนักพูดทดี่ ีแลว ผูเ รยี นจะศึกษาหาความรู ทักษะ ประสบการณจ ากที่ใดไดบ า ง และเพราะเหตุใดจงึ ตดั สนิ ใจ เชนน้ัน

134 บรรณานุกรม การศกึ ษานอกโรงเรยี น, กรม ชุดวชิ าภาษาไทย หมวดวชิ าภาษาไทยระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย ตามหลักเกณฑแ ละวิธีการจัดการศึกษานอกโรงเรียนหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน 2544: โรงพิมพอ งคก ารคา ของครุ ุสภา 2546 การศกึ ษานอกโรงเรียน, กระทรวงศึกษาธิการ ชดุ การเรยี นทางไกลระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย หมวดวิชาภาษาไทย 2546

135 หลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 รายช่อื ผูเขา รวมประชุมปฏิบัติการพฒั นาหนังสือเรยี นวิชาภาษาไทย ระหวา งวันที่ 10 - 13 กุมภาพนั ธ 2552 ณ บานทะเลสคี รีมรีสอรท จงั หวดั สมทุ รสงคราม 1. นางสาวพิมพใ จ สทิ ธสิ ุรศักดิ์ ขาราชการบํานาญ 2. นางพิมพาพร อินทจักร สถาบนั กศน. ภาคเหนอื 3. นางกานดา ธิวงศ สถาบัน กศน. ภาคเหนอื 4. นายเรงิ กองแกว สาํ นกั งาน กศน. จงั หวัดนนทบรุ ี รายช่ือผูเขารวมประชมุ บรรณาธิการหนังสอื เรียนวิชาภาษาไทย ครั้งท่ี 1 ระหวา งวันที่ 7 - 10 กันยายน 2552 ณ โรงแรมอูทองอินน จังหวดั พระนครศรอี ยุธยา 1. นางสาวพิมพใจ สทิ ธิสรุ ศกั ด์ิ ขาราชการบํานาญ สาํ นักงาน กศน. จังหวัดนนทบุรี 2. นายเรงิ กองแกว กลมุ พัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 3. นางนพรตั น เวโรจนเสรวี งศ ครั้งที่ 2 ระหวางวนั ท่ี 12 - 15 มกราคม 2553 ณ โรงแรมอูทองอนิ น จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา 1. นางสาวพมิ พใจ สิทธสิ รุ ศักด์ิ ขาราชการบาํ นาญ สาํ นกั งาน กศน. จงั หวัดนนทบุรี 2. นายเริง กองแกว กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น 3. นางนพรัตน เวโรจนเ สรีวงศ

136 คณะผจู ัดทาํ ที่ปรึกษา บญุ เรือง เลขาธกิ าร กศน. อมิ่ สวุ รรณ รองเลขาธิการ กศน. 1. นายประเสรฐิ รองเลขาธิการ กศน. 2. ดร.ชยั ยศ จาํ ป ที่ปรึกษาดา นการพัฒนาหลกั สูตร กศน. แกว ไทรฮะ ผูอ าํ นวยการกลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น 3. นายวชั รินทร ตณั ฑวฑุ โฒ 4. ดร.ทองอยู กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน 5. นางรกั ขณา กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน คณะทํางาน กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน กลุม พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน 1. นายสุรพงษ มัน่ มะโน กลุม พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น 2. นายศุภโชค ศรรี ัตนศิลป กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน 3. นางสาววรรณพร ปทมานนท กลุม พัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 4. นางสาวศรญิ ญา กุลประดษิ ฐ กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น 5. นางสาวเพชรนิ ทร เหลอื งจิตวัฒนา กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น ผูพมิ พต น ฉบับ 1. นางปยวดี คะเนสม 2. นางสาวเพชรนิ ทร เหลืองจิตวฒั นา 3. นางสาวกรวรรณ กวีวงษพ ิพัฒน 4. นางสาวชาลีนี ธรรมธิษา 5. นางสาวอริศรา บานชี ผอู อกแบบปก ศรรี ัตนศิลป นายศภุ โชค

137 รายชื่อผเู ขารว มประชุมปฏิบตั กิ ารปรบั ปรงุ เอกสารประกอบการใชห ลกั สตู รและสอ่ื ประกอบการเรียนหลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ระหวางวันที่ 4 - 10 พฤศจิกายน 2554 ณ โรงแรมมิรามา กรุงเทพมหานคร สาระความรพู ้ืนฐาน (รายวิชาภาษาไทย) ผูพัฒนาและปรับปรงุ หนวยศกึ ษานเิ ทศก ประธาน 1. นางอัชราภรณ โควคชาภรณ หนว ยศกึ ษานิเทศก เลขานกุ าร 2. นางเกลด็ แกว เจริญศักด์ิ ผูช วยเลขานุการ 3. นางนพรตั น เวโรจนเสรีวงศ กลมุ พัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 4. นางสาวสมถวลิ ศรีจนั ทรวโิ รจน กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน 5. นางสาววันวสิ าข ทองเปรม กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน

138 คณะผปู รบั ปรุงขอมูลเกี่ยวกบั สถาบนั พระมหากษตั รยิ  ป พ.ศ. 2560 ทปี่ รกึ ษา จาํ จด เลขาธิการ กศน. หอมดี ผูต รวจราชการกระทรวงศกึ ษาธิการ 1. นายสุรพงษ ปฏิบตั หิ นา ท่ีรองเลขาธกิ าร กศน. 2. นายประเสรฐิ สุขสุเดช ผูอ ํานวยการกลุม พฒั นาการศกึ ษานอกระบบ 3. นางตรนี ุช และการศึกษาตามอธั ยาศัย ผปู รบั ปรุงขอมลู นางสาวอนงค เช้ือนนท กศน.เขตบางเขน กรงุ เทพมหานคร คณะทํางาน 1. นายสรุ พงษ มัน่ มะโน กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กลุมพฒั นาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 2. นายศุภโชค ศรีรตั นศิลป กลมุ พัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย 3. นางสาวเบญ็ จวรรณ อําไพศรี กลุมพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั กลุมพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย 4. นางเยาวรัตน ปน มณีวงศ กลุมพฒั นาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั 5. นางสาวสลุ าง เพ็ชรสวา ง กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั กลุมพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั 6. นางสาวทิพวรรณ วงคเรอื น 7. นางสาวนภาพร อมรเดชาวฒั น 8. นางสาวชมพูนท สงั ขพิชัย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook