92 กจิ กรรมท่ี 2 1. ใหผ ูเรียนศึกษารายละเอียดของจดหมายแตล ะประเภท ท้ังรูปแบบคําข้ึนตน คําลงทาย แบบฟอรม ฯลฯ จากจดหมายจริงขององคก ร บริษัทและหนว ยราชการ แลวเขียนรายงานเสนอ เพือ่ ตรวจสอบและประเมนิ ผลระหวางภาค 2. ใหว ิเคราะหการเขียนจดหมายในยุคปจ จุบันวามีการส่ือสารดว ยวิธีอ่ืนอีก หรือไมพรอมท้ัง ยกตวั อยา งประกอบดวย กจิ กรรมที่ 3 ใหผ เู รยี นเรียนหาโอกาสไปฟง การประชุมสาธารณะที่จัดข้ึนในชุมชน โดยอาจนัดหมายไปพรอ มกัน เปนกลุม สงั เกตวิธีการดาํ เนนิ การประชุม การพูดในท่ีประชุม จดบันทึกสิ่งที่รับฟงจากที่ประชุมแลว นํามา พูดคุยแลกเปลย่ี นความคิดเหน็ กับเพือ่ น ๆ เม่ือมีการพบกลมุ กิจกรรมท่ี 4 ใหผเู รยี นเลือกจดบนั ทกึ เหตกุ ารณใ นชีวติ ประจาํ วันโดยเรม่ิ ตงั้ แตว นั น้ีไปจนสิ้นสุดภาคเรียน พรอมจัดลงใหกับครู กศน. ตรวจ เพอื่ ประเมนิ ใหเ ปน ผลงานระหวางภาคเรียน กิจกรรม 5 ใหผ ูเรยี นเขียนเลขไทยตง้ั แต ๑-๑๐๐ กจิ กรรม 6 ใหผูเรียนเขียนบทรอ ยกรองประเภทใดประเภทหน่ึงที่คิดวา เพื่อถายทอดอารมณความรูสึก แลว นาํ มาเสนอตอกลมุ หรอื ปดปา ยประกาศใหเ พื่อนๆ อา นและติชม กจิ กรรม 7 ใหผ ูเ รียนศึกษาบทรอยกรองประเภทตาง ๆ ท่ีไดรับการยกยองหรือชนะการประกวด นําไป อภิปรายรวมกบั ครหู รอื ผูเรยี น ในวันพบกลมุ กิจกรรม 8 ใหผูเรยี นแบงกลุมแลวรวบรวมตัวอยางบทรอยกรองท่ีแตง ดว ยคําประพันธท ี่จับฉลากไดตอ ไปน้ี พรอ มทัง้ เขียนแผนภูมิประกอบใหถูกตอง และสง ตัวแทนออกมาอธบิ ายในครงั้ ตอไปเม่ือพบกลมุ 1. โคลงสี่สภุ าพ 2. กลอนสภุ าพ 3. กาพยยานี 11 4. รายสภุ าพ
93 บทที่ 5 หลกั การใชภาษา สาระสาํ คัญ การเขาใจธรรมชาตแิ ละหลักภาษาไทย การเปล่ียนแปลงของภาษาและพลงั ของภาษาจะชวยใหใ ช ภาษาแสวงหาความรู เสริมสรา งลักษณะนิสัย บุคลิกภาพ เกิดความภาคภูมิใจและรักษาภาษาไทยไวเปน สมบัตขิ องชาติ ผลการเรยี นรทู ีค่ าดหวัง เม่อื ศกึ ษาบทนจี้ บคาดหวังวา ผูเรยี นจะสามารถ 1. เขา ใจธรรมชาติของภาษา พลังของภาษา และลกั ษณะของภาษาไทย 2. เขา ใจอทิ ธพิ ลของภาษาถน่ิ และภาษาตางประเทศที่มีตอภาษาไทย 3. เขา ใจความหมายใชศ ัพทบ ญั ญัติ คาํ สมาส คาํ สนธแิ ละคําบาลี สนั สฤต 4. ใชคําราชาศัพทแ ละคาํ สุภาพไดเ หมาะสมกบั บุคคล 5. เขา ใจและใชสาํ นวน คําพงั เพย สภุ าษติ 6. ใชพจนานกุ รมและสารานุกรมไดถกู ตอง ขอบขายเน้อื หา เรอื่ งท่ี 1 ธรรมชาตขิ องภาษา เร่อื งท่ี 2 ถอยคาํ สาํ นวน สุภาษติ คาํ พงั เพย เรื่องท่ี 3 การใชพจนานกุ รมและสารานุกรม เร่อื งท่ี 4 คาํ ราชาศัพท
94 เรอ่ื งท่ี 1 ธรรมชาติของภาษา ความหมายของภาษา ภาษา เปน คําท่เี รายืมมาจากภาษา สันสกฤต ถา แปลตามความหมายของคําศัพทภาษา แปลวา ถอ ยคําหรือคําพูดที่ใชพูดจากัน คําวา ภาษา ตามรากศัพทเดิมจึงมีความหมายแคบคือ หมายถึง คําพูด แตเ พียงอยางเดียว ความหมายของภาษาตามความเขา ใจของคนทั่วไป เปน ความหมายที่กวาง คือภาษา หมายถึง สื่อทุกชนิดท่ีสามารถทําความเขา ใจกันได เชน ภาษาพูดใชเสียงเปน ส่ือ ภาษาเขียนใชต ัวอักษรเปน สื่อ ภาษาใบใชกริยาทาทางเปนส่ือ ภาษาคนตาบอดใชอ ักษรที่เปน จุดนูนเปน ส่ือ ตลอดท้ัง แสง สี และอาณัติ สัญญาณตาง ๆ ลว นเปนภาษาตามความหมายนที้ ั้งสิ้น ความหมายของภาษาตามหลกั วชิ า ภาษา หมายถึง สัญลกั ษณที่มีระบบระเบียบและมแี บบแผน ทําใหค นเราสอ่ื ความหมายกันได ภาษา ตามความหมายนจี้ ะตองมสี วนประกอบสําคัญคือ จะตอ งมี ระบบ สัญลักษณ + ความหมาย + ระบบการสรา งคํา + ระบบไวยากรณ ในภาษาไทยเรามีระบบสัญลักษณ ก็คือ สระ พยัญชนะและวรรณยุกต ระบบการสรางคํา ก็คือ การนําเอาพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต มาประกอบกนั เปนคํา เชน พ่ี นอง พอ แม ฯลฯ ระบบไวยากรณ หรือเราเรียกวา การสรา งประโยค คือ การนําคําตาง ๆ มาเรียงกันใหส ัมพันธก ันใหเ กิดความหมายตาง ๆ ซ่ึงเปนหนวยใหญข ้ึน เม่ือนําสวน ประกอบตา ง ๆ สัมพนั ธกันแลว จะทาํ ใหเกดิ ความหมาย ภาษาตองมคี วามหมาย ถา หากไมมีความหมายกไ็ ม เรยี กวา เปนภาษา ความสําคัญของภาษา 1. ภาษาเปน เครื่องมือในการติดตอ สื่อสาร ที่มนุษยใ ชส ่ือความเขาใจกัน ถายทอดความรู ความคิด อารมณ ความรสู ึก ซง่ึ กนั และกัน 2. ภาษาเปน เครอ่ื งมอื ในการแสวงหาความรู ความคดิ และความเพลิดเพลิน 3. ภาษาเปนเครื่องมือในการประกอบอาชีพและการปกครอง โดยมีภาษากลางหรือภาษา ราชการใชใ นการสือ่ สารทําความเขา ใจกนั ไดท ัง้ ประเทศ ทว่ั ทกุ ภาค 4. ภาษาชวยบันทึกถา ยทอดและจรรโลงวัฒนธรรมใหด ํารงอยู เราใชภาษาบันทึกเร่ืองราวและ เหตุการณตาง ๆ ในสังคม ตลอดทั้งความคิด ความเชื่อไวใ หค นรนุ หลงั ไดท ราบและสืบตออยางไมขาดสาย เม่ือทราบวาภาษามีความสําคัญอยางย่ิงสําหรับมนุษยและมนุษยก ็ใชภาษาเพื่อการดําเนินชีวิต ประจาํ แตเราก็มคี วามรูเกย่ี วกบั ภาษากันไมมากนัก จงึ ขอกลา วถงึ ความรูเกย่ี วกบั ภาษาใหศ กึ ษากันดงั นี้ 1. ภาษาใชเ สียงสื่อความหมาย ในการใชเสียงเพ่อื สอ่ื ความหมายจะมี 2 ลกั ษณะ คอื 1.1 เสียงทีส่ ัมพันธกบั ความหมาย หมายความวาฟงเสียงแลวเดาความหมายไดเสียงเหลาน้ี มกั จะเปนเสียงทเี่ ลยี นเสียงธรรมชาติ เชน ครนื เปรี้ยง โครม จกั ๆ หรือเลยี น เสียงสัตวร อง เชน กา อ่งึ อาง แพะ ตกุ แก
95 1.2 เสียงทไี่ มส มั พันธกบั ความหมาย ในแตล ะภาษาจะมีมากกวา เสยี งท่สี ัมพนั ธ กับความหมาย เพราะเสียงตา ง ๆ จะมีความหมายวา อยางไรน้ันขึ้นอยูก ับขอ ตกลงกันของคนที่ใชภ าษานั้น ๆ เชน ในภาษาไทยกําหนดความหมายของเสยี ง กิน วา นําของใสปากแลวเคี้ยวกลืนลงคอ ภาษาอังกฤษใชเสียง eat (อ๊ีท) ในความหมายเดียวกนั กับเสียงกิน 2. ภาษาจะเกิดจากการรวมกันของหนวยเลก็ ๆ จนเปนหนวยทใี่ หญข้ึน หนว ยในภาษา หมายถึง สวนประกอบของภาษาจะมีเสียงคําและประโยค ผูใ ชภาษาสามารถ เพ่มิ จํานวนคาํ จาํ นวนประโยคข้ึนไดมากมาย เชน ในภาษาไทยเรามีเสียงพยัญชนะ 21 เสยี ง เสียงสระ 24 เสียง เสียงวรรณยุกต 5 เสียง ผูเรียนลองคิดดูวา เมื่อเรานําเสียงพยัญชนะ เสียงสระ เสียงวรรณยุกตมา ประกอบกันก็จะไดคํามากมาย นําคํามาเรียงตอกันก็จะไดว ลีและประโยค เราจะสรา งประโยคข้ึนได มากมายและหากเรานําประโยคทสี่ รา งขึน้ มาเรยี งตอ กันโดยวิธีมารวมกัน มาซอนกันก็จะทําใหไ ดประโยค ท่ยี าวออกไปเรื่อย ๆ 3. ภาษามกี ารเปล่ยี นแปลง สาเหตุของการเปล่ียนแปลง 1. การพดู กันในชวี ิตประจาํ วัน สาเหตุนีอ้ าจจะทาํ ใหเ กดิ การกลมกลนื เสียง เชน เสียงเดิมวา อยา งน้ี กลายเปน อยางงี้ มะมว งอกพรอ ง กลายเปน มะมว งอกรอ ง สามแสน กลายเปน สามเสน สูจนเย็บตา กลายเปน สูจ นยิบตา 2. อิทธพิ ลของภาษาอ่ืน จะเห็นภาษาอังกฤษมอี ิทธิพลในภาษาไทยมากที่สุดอยูในขณะนี้ เชน มาสาย มกั จะใชวามาเลท (late) คําทักทายวา สวัสดี จะใช ฮัลโล (ทางโทรศัพท) หรือเปน อิทธิพลทางดา นสํานวน เชน สาํ นวนท่ีนิยมพดู ในปจ จบุ ัน ดงั น้ี “ไดร ับการตอนรับอยางอบอนุ ” นา จะพดู วา “ไดรบั การตอ นรับอยางด”ี “จบั ไข” นาจะ พดู วา “เปน ไข” นันทิดา แกวบัวสาย จะมาในเพลง “เธอ” นาจะพดู วา นันทดิ า แกวบวั สาย จะมารอ งเพลง “เธอ” 3. ความเปลี่ยนแปลงของส่ิงแวดลอ ม เม่ือมคี วามเจริญขึ้น ของเกาก็เลิกใช ส่ิงใหมก็เขา มา แทนท่ี เชน การหุงขา วสมัยกอนการดงขาวแตป จจุบันใชหมอหุงขา งไฟฟา คําวา ดงขา ว ก็เลิกใชไ ปหรือ บานเรือนสมัยกอ นจะใชไ มไผปูพ้ืนจะเรียกวา “ฟาก” ปจ จุบันใชกระเบื้อง ใชปูน ปูแทนคําวาฟากก็เลิกใชไป นอกจากนย้ี ังมคี าํ อกี พวกทีเ่ รียกวา คาํ แสลง เปน คาํ ที่มีอายุในการใชส ัน้ ๆ จะนยิ มใชเ ฉพาะวัยเฉพาะคนใน แตละยุคสมยั เม่อื หมดสมยั หมดวัยน้นั คําเหลา นก้ี ็เลิกใชไป เชน กก๊ิ จา บ ตวั อยางคาํ แสลง เชน กระจอก กกิ๊ กอก เจา ะแจะ ซา เวอ จาบ ฯลฯ ลักษณะเดนของภาษาไทย
96 1. ภาษาไทยมีตัวอักษรเปน ของตนเอง เปนท่ที ราบวาภาษาไทยมีตวั อักษรมาตัง้ แตค ร้ังกรงุ สโุ ขทัยแลว ววิ ฒั นาการตามความเหมาะสม มาเรือ่ ย ๆ จนถงึ ปจจบุ ัน โดยแบงเปน 3 ลักษณะ คือ 1. เสียงแท มี 24 เสยี ง ใชรปู สระ 32 รูป 2. เสยี งแปรมี 21 เสียง ใชรปู พยัญชนะ 44 ตัว 3. เสียงดนตรีหรือวรรณยกุ ตม ี 5 เสยี ง ใชร ูปวรรณยุกต 4 รูป 2. ภาษาไทยแทม ีพยางคเดียวหรือเปนภาษาคําโดดและเปนคําท่ีมีอิสระในตัวเอง ไมต อ ง เปล่ยี นรปู คาํ เมอ่ื นําไปใชใ นประโยค เชน เปนคาํ ทีม่ พี ยางคเดียว สามารถฟง เขา ใจทันที คือ คํากรยิ า กิน นอน เดนิ นงั่ ไป มา ฯลฯ คําเรยี กเครอื ญาติ พอ แม ลุง ปา นา อา ปู ยา ฯลฯ คําเรยี กชื่อสัตว นก หนู เปด ไก มา ชา ง ฯลฯ คําเรียกช่อื ส่งิ ของ บาน เรอื น นา ไร เสือ้ ผา มีด ฯลฯ คําเรียกอวัยวะ ขา แขน ตีน มอื หู ตา ปาก ฯลฯ เปนคาํ อิสระไมเปล่ียนแปลงรูปคาํ เมือ่ นาํ ไปใชใ นประโยค เชน ฉันกนิ ขาว พอ ตีฉนั คาํ วา “ฉัน” จะเปนประธานหรือกรรมของประโยคก็ตามยังคงใชรูปเดิมไมเ ปลี่ยนแปลง ซ่ึงตา ง จากภาษาอังกฤษ ถาเปนประธานใช “I” แตเปนกรรมจะใช “ME” แทน เปน ตน คําทุกคําในภาษาไทย มลี กั ษณะเปน อสิ ระในตัวเอง ซึ่งเปนลักษณะของภาษาคาํ โดด 3. ภาษาไทยแทมีตวั สะกดตามตรา ซึง่ ในภาษาไทยนนั้ มีมาตราตัวสะกด 8 มาตรา คอื แม กก ใช ก สะกด เชน นก ยาก มาก เดก็ แม กด ใช ด สะกด เชน ผดิ คิด ราด อด แม กบ ใช บ สะกด เชน กบ พบ ดาบ รับ แม กง ใช ง สะกด เชน จง ขัง ลงิ กาง แม กน ใช น สะกด เชน ขน ทัน ปาน นอน แม กม ใช ม สะกด เชน ดม สม ยาม ตาม แม เกย ใช ย สะกด เชน ยาย ดาย สาย เคย แม เกอว ใช ว สะกด เชน เรว็ หวิ ขาว หนาว
97 4. คําคําเดียวกัน ในภาษาไทยทําหนา ที่หลายหนา ท่ีในประโยคและมีหลายความหมาย ซึ่งใน หลักภาษาไทยเรียกวา คาํ พองรูป พองเสยี ง เชน ไกข ันยามเชา เขาเปนคนมีอารมณข นั เธอนําขนั ไปตักนํ้า ขนั ในประโยคที่ 1 เปน คํากรยิ าแสดงอาการของไก ขันในประโยคที่ 2 หมายถงึ เปน คนทีอ่ ารมณส นกุ สนาน ขันในประโยคท่ี 3 หมายถึง ภาชนะหรือส่งิ ของ เธอจกั ตอก แตเ ขา ตอกตะปู ตอกคําแรกหมายถงึ สงิ่ ของ ตอกคําท่ี 2 หมายถงึ กรยิ าอาการ จะเห็นวาคําเดียวกันในภาษาไทยทําหนา ท่ีหลายอยางในประโยคและมีความหมายไดหลาย ความหมาย ซึ่งเปน ลกั ษณะเดน อีกประการหนง่ึ ของภาษาไทย 5. ภาษาไทยเปน ภาษาเรียงคํา ถาเรียงคําสลับกันความหมายจะเปล่ียนไปเชน หลอ นเปน นอ งเพอื่ นไมใชเพื่อนนอง คําวา “นองเพอ่ื น” หมายถึง นอ งของเพ่ือน สวน “เพ่ือนนอ ง” หมายถึง เปนเพื่อน ของนอ งเรา (เพื่อนนองของเรา) โดยปกติ ประโยคในภาษาไทยจะเรียงลําดับประธาน กริยาและกรรม ซึง่ หมายถึง ผทู ํา กรยิ าที่ทําและผถู กู กระทํา เชน แมวกัดหนูถาจะมีคําขยายจะตองเรียงคําขยายไวห ลังคํา ที่ตอ งการขยาย เชน แมวดํากัดหนูอว น “ดํา” ขยายแมว และอว นขยายหนู แตถ าจะมีคําขยายกริยา คาํ ขยายนั้นจะอยหู ลงั กรรมหรอื อยทู ายประโยค เชน หมอู วนกินรําขา วอยางรวดเร็ว คําวา อยางรวดเร็ว ขยาย “กิน” และอยูห ลัง รําขาว ซึ่งเปน กรรม 6. ภาษาไทยมีคําตามหลังจํานวนนบั ซึ่งในภาษาไทยเรยี กวา ลักษณะนาม เชน หนังสอื 2 เลม ไก 10 ตวั ชา ง 2 เชอื ก แห 2 ปาก รถยนต 1 คัน คําวา เลม ตัว เชอื ก ปาก คัน เปน ลักษณะนามท่ีบอกจํานวนนับของสิ่งของ ซึ่งเปนลักษณะเดนของ ภาษาไทยอีกประการหน่ึง 7. ภาษาไทยเปนภาษาดนตรี หมายถงึ มีการเปลย่ี นระดับเสียงได หรอื เรียกกันวา “วรรณยุกต” ทําใหภาษาไทยมลี ักษณะพิเศษ คอื 7.1 มีคําใชม ากข้ึน เชน เสือ เสื่อ เส้ือ หรือ ขาว ขาว ขา ว เมื่อเติมวรรณยุกต ลงไปในคําเดิม ความหมายจะเปลย่ี นไปทนั ที
98 7.2 มีความไพเราะ จะสังเกตไดว าคนไทยเปนคนเจา บทเจา กลอนมาแตโ บราณแลว ก็เพราะ ภาษาไทยมวี รรณยุกตส ูงต่าํ เหมอื นเสยี งดนตรี ท่เี อ้ือในการแตง คําประพันธ เปน อยางดี เชน “ชะโดดุกระด่ีโดด สลาดโลดยะหยอยหยอย กระเพือ่ มน้าํ กระพรํ่าพรอย กระฉอกฉานกระฉอนชล” จะเห็นวาเสียงของคําในบทประพันธน ้ีทําใหเกิดจินตนาการหรือภาพพจนด ังเหมือนกับเห็นปลาตา ง ๆ กระโดดข้ึนลงในนาํ้ ที่เปน ละลอก 7.3 ภาษาไทยนิยมความคลอ งจอง ไมว า จะเปน สํานวนหรือคําพังเพยในภาษาไทยจะมี คาํ คลองจอง เปนทํานองสัง่ สอนหรอื เปรยี บเทยี บอยเู สมอ เชน รกั ดีหามจวั่ รกั ช่ัวหามเสา นาํ้ มาปลากินมด นา้ํ ลดมดกินปลา ขาวยาก หมากแพง 7.4 คําในภาษาไทยเลียนแบบเสยี งธรรมชาตไิ ด เพราะเรามีเสยี งวรรณยกุ ตใหใ ชถ งึ 5 เสยี ง เชน เลียนเสยี งภาษาตา งประเทศ เชน ฟุตบอล วอลเลย บ อล เปาฮ้ือ เตาเจี้ยว ฯลฯ เลียนเสยี งธรรมขาติ เชน ฟา รองครนื ๆ ฝนตกจั้ก ๆ ขา วเดอื ดคั่ก ๆ ระฆงั ดังหงา งหงา ง ฯลฯ 8. ภาษาไทยมีคาํ พอ งเสียง พอ งรปู คาํ พอ งเสียง หมายถึง คาํ ทีม่ ีเสียงเหมือนแตความหมายและการเขยี นตา งกัน เชน การ หมายถงึ กิจ งาน ธรุ ะ กาน หมายถงึ ตดั ใหเ ตียน กาฬ หมายถึง ดํา กาล หมายถึง เวลา การณ หมายถึง เหตุ กานต หมายถงึ เปนที่รกั กานท หมายถงึ บทกลอน กาญจน หมายถึง ทอง คาํ พองรูป หมายถึง คาํ ทีร่ ปู เหมือนกันแตอ อกเสียงและมคี วามหมายตางกัน เชน - เพลา อา น เพ-ลา แปลวา เวลา - เพลา อา น เพลา แปลวา เบา ๆ หรือตกั - เรือโคลงเพราะโคลง อา น เรอื โคลงเพราะโค-ลง 9. ภาษาไทยมีการสรางคํา เปนธรรมชาติของภาษาทุกภาษาท่ีจะมีการสรา งคําใหมอยูเ สมอ แตภาษาไทยมีการสราง คาํ มากมายซ่งึ ตางกับภาษาอนื่ จึงทาํ ใหม คี ําใชใ นภาษาไทยเปนจาํ นวนมาก คอื 9.1 สรา งคาํ จากการแปรเสยี ง เชน ชุม - ชอุม 9.2 สรา งคําจากการเปลีย่ นแปลงเสยี ง เชน วธิ ี - พิธี วิหาร - พิหาร
99 9.3 สรา งคาํ จากการประสมคํา เชน ตู + เยน็ เปน ตเู ย็น, พัด + ลม เปน พดั ลม 9.4 สรา งคาํ จากการเปลย่ี นตาํ แหนงคํา เชน ไกไข - ไขไ ก, เดนิ ทาง - ทางเดิน 9.5 สรา งคาํ จากการเปลีย่ นความเชน นิยาม - เรื่องทเ่ี ลาตอ ๆ กันมา, นิยาย - การพดู เทจ็ 9.6 สรา งคาํ จากการนาํ ภาษาอ่นื มาใช เชน กว ยเตี๋ยว เตาหู เสวย ฯลฯ 9.7 สรา งคําจากการคดิ ต้ังคาํ ขนึ้ ใหม เชน โทรทศั น พฤติกรรม โลกาภิวตั น 10.ภาษาไทยมคี ําสรอยเสริมบทเพื่อใชพ ูดใหเสียงลื่นและสะดวกปากหรือใหเกิดจังหวะนาฟง เพมิ่ ขน้ึ ซง่ึ ในหลักภาษาไทยเราเรียกวา “คําสรอ ย หรอื คําอทุ านเสรมิ บท” เชน เรอ่ื งบาบอคอแตก ฉนั ไมชอบฟง ฉันไมเ ออออหอ หมกดวยหรอก ไมไปไมเปยกนั ละ คาํ แปลก ๆ ท่ีขีดเสน ใตนัน้ เปน คําสรอ ยเสริมบทเพราะใชพูดเสริมตอ ใหเสียงล่ืนสะดวกปากและ นาฟง ซง่ึ เราเรยี กวา คาํ สรอ ยหรอื อุทานเสรมิ บท จาก 1 ถึง 10 ดังกลาว เปนลักษณะเดน ของภาษาไทย ซ่ึงจริง ๆ แลวยังมีอีกหลายประการ ซึง่ สามารถจะสังเกตจากการใชภาษาไทยโดยทัว่ ๆ ไปไดอ ีก การยมื คาํ ภาษาอ่นื มาใชในภาษาไทย ภาษาไทยของเรามีภาษาอนื่ เขามาปะปนอยูเปน จาํ นวนมาก เพราะเปนธรรมชาติของภาษาที่เปน เครอื่ งมอื ในการส่ือสาร ถา ยทอดความรูค วามคิดของมนษุ ยแ ละภาษาเปนวัฒนธรรมอยางหน่ึง ซึ่งสามารถ หยบิ ยมื กนั ไดโ ดยมีสาเหตจุ ากอิทธิพลทางภมู ิศาสตร คือ มีเขตแดนติดตอ กันอิทธิพลทางประวัติศาสตรท่ีมี การอพยพถิ่นที่อยู หรืออยูใ นเขตปกครองของประเทศอ่ืน อิทธิพลทางดา นศาสนา ไทยเรามีการนับถือ ศาสนาพราหมณ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสตและอ่ืน ๆ นอกจากน้ีอิทธิพลทางการศึกษา การคาขาย แลกเปล่ียนเทคโนโลยี จึงทาํ ใหเ รามีการยมื คําภาษาอืน่ มาใชเ ปนจํานวนมาก เชน 1. ภาษาบาลี สันสกฤต ไทยเรารบั พทุ ธศาสนาลัทธิมหายาน ซ่ึงใชภ าษาสันสกฤตเปนเครื่องมือ มากอนและตอ มาไดรับพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศม าอีกซึ่งในภาษาบาลีเปนเคร่ืองมือในการเผยแพรไ ทย จงึ รับภาษาบาลีสันสกฤตเขา มาใชใ นภาษาไทยเปน จํานวนมาก เชน กติกา กตเวทิตา กตัญู เขต คณะ จารตี ญตั ติ ทจุ ริต อารมณ โอวาท เกษยี ณ ทรมาน ภกิ ษุ ศาสดา สงเคราะห สตั ว อุทิศ เปน ตน 2. ภาษาจนี ไทยกบั จนี มคี วามสัมพันธก ันอยา งใกลช ิดทางดานเช้ือชาติ ถิน่ ทอี่ ยกู ารติดตอคา ขาย ปจ จบุ ันมีคนจนี มากมายในประเทศไทยจงึ มกี ารยมื และแลกเปลีย่ นภาษาซึ่งกันและกัน ภาษาจีนที่ไทยยมื มา ใชเปนภาษาพูดไมใชภ าษาเขียน คาํ ทเ่ี รายมื จากภาษาจีนมีมากมายตัวอยางเชน กวยจ๊ับ ขิม จับกงั เจง ซวย ซีอิ้ว ตว๋ั ทูช ้ี บะหมี่ หา ง ยี่หอ หวย บงุ กี้ อ้งั โล เกาเหลา แฮกนึ้ เปน ตน 3. ภาษาองั กฤษ ชาวอังกฤษ เขา มาเกี่ยวขอ งกับชาวไทยตั้งแตส มัยอยุธยา มีการติดตอคา ขาย และในสมัยรชั กาลท่ี 5 มีการยกเลิกอาํ นาจศาลกงสุลใหแกไ ทยและภาษาองั กฤษเปนทีย่ อมรับกันท่ัวโลกวา เปนภาษาสากลท่ีสามารถใชสื่อสารกันไดท ่ัวโลก ประเทศไทยมีการสอนภาษาอังกฤษต้ังแตป ระถมศึกษา
100 จึงทาํ ใหเรายมื คาํ ภาษาองั กฤษมาใชใ นลกั ษณะคําทบั ศัพทอยา งแพรห ลาย เชน โฮเตล ลอตเตอร่ี เปอรเ ซน็ ต บอ ย โนต กอลฟ ลฟิ ท สวติ ช เบยี ร ชอลก เบรก กอก เกม เช็ค แสตมป โบนัส เทคนิค เกรด ฟอรม แท็กซ่ี โซดา ปม คอลัมน เปน ตน และปจจบุ ันยังมภี าษาอันเกิดจากการใชคอมพวิ เตอรจ าํ นวนหนงึ่ 4. ภาษาเขมร อาจดว ยสาเหตุความเปนเพอื่ นบานใกลเ คียงและมีการติดตอ กันมาชา นานปะปน อยใู นภาษาไทยบา ง โดยเฉพาะราชาศัพทแ ละในวรรณคดเี ชน บงั คลั กรรไกร สงบ เสวย เสดจ็ ถนอม เปน ตน กิจกรรม 1. ใหผูเรียนสังเกตและรวบรวม คําภาษาไทยที่ยืมมาจากภาษาบาลี สันสกฤต ภาษาจีน ภาษา องั กฤษ และภาษาอืน่ ๆ และเราใชก นั ในการพูดคยุ และใชใ นการสื่อสารมวลชนแลวบันทึกไว เพื่อนําไปใช ในการรายงานและการส่อื สารตอ ไป 2. แบงผูเรียนเปน 2 - 3 กลุม ออกมาแขงกันเขียนภาษาไทยแทบนกระดาษกลุมละ 15 - 20 คํา พรอมกบั บอกขอ สังเกตวา เหตผุ ลใดจงึ คดิ วา เปน คาํ ไทย การสรา งคําข้นึ ใชใ นภาษาไทย การสรางคําในภาษาไทยมีหลายวิธี ทั้งวิธีเปน ของเราแท ๆ และวิธีที่เรานํามาจากภาษาอื่น วิธี ทีเ่ ปน ของเราไดแ ก การผนั เสียงวรรณยกุ ต การซา้ํ คํา การซอ นคําและการประสมคาํ เปน ตน สวนวธิ ที นี่ ํามา จากภาษาอื่น เชน การสมาส สนธิ การเตมิ อปุ สรรค การลงปจ จยั ดังจะไดกลา วโดยละเอียดตอไปนี้ 1. การผันเสียงวรรณยุกต วธิ กี ารน้ี วรรณยุกตท่ตี างออกไปทําใหไ ดค าํ ใหมเ พิม่ ขน้ึ เชน เสอื เสอื่ เส้อื นา นา นา นอง นอง นอง 2. การซ้ําคาํ คือ การสรางคําดว ยการนําเอาคําท่ีมีเสียงและความเหมือนกันมาซํ้ากัน เพ่ือเปลี่ยน แปลงความหมายของคําแตกตางไปหลายลักษณะ คือ 2.1 ความหมายคงเดมิ เขาก็ซนเหมือนเด็กท่ัว ๆ ไป ลูกยังเล็กอยาใหน่งั ริม ๆ ไมปลอดภยั 2.2 ความหมายเดน ชดั ข้นึ หนักขึ้นหรอื เฉพาะเจาะจงขึน้ กวาความหมายเดมิ สอนเทาไหร ๆ ก็ไมเ ชอ่ื กนิ อะไร ๆ กไ็ มอรอ ย บางคาํ ตอ งการเนนความของคาํ ใหม ากทีส่ ดุ ก็จะซ้ํา 3 คําดว ยการเปล่ียนวรรณยุกตของ คํากลาง เชน ดดี ีด๊ ี บางบางบาง รอรอ รอ หลอลอหลอ เปน ตน 2.3 ความหมายแยกเปน สดั สว นหรือแยกจาํ นวน เชน เก็บกวาดเปนหอง ๆ ไปนะ (ทีละหอง) พูดเปน เร่อื ง ๆ ไป (ทีละเร่ือง) 2.4 ความหมายเปน พหูพจนเ ม่อื ซ้าํ คาํ แลวแสดงใหเ หน็ วา มีจาํ นวนเพิ่มข้ึน เชน เขาไมเคยกลับบานเปนป ๆ แลว เด็ก ๆ ชอบเลนซน ใคร ๆ ก็รู
101 ชา ๆ ไดพราสองเลมงาม กนิ ๆ เขา ไปเถอะ จะเห็นวาคาํ ทซ่ี ํา้ กนั จะมที ั้งคาํ นาม กริยา คาํ สรรพนามและจะมีการบอกเวลาบอก จาํ นวนดวย 2.5 ความหมายผดิ ไปจากเดมิ หรอื เมือ่ ซา้ํ แลวจะเกดิ ความหมายใหม หรือมคี วามหมายแฝง เชน เร่อื งหมู ๆ แบบน้สี บายมาก (เร่อื งงา ย ๆ) อยู ๆ ก็รองขน้ึ มา (ไมมีสาเหตุ) จะเห็นไดว าการนําคํามาซ้ํากันนั้นทําใหไ ดค ําท่ีมีรูปและความหมายแตกตา งออกไป ดังน้ัน การสรางคําซาํ้ จึงเปน การเพมิ่ คําในภาษาไทยใหมมี ากขึ้นอยา งหนึ่ง 3. การซอ นคํา คือ การสรา งคําโดยการนําเอาคําตั้งแตสองคําข้ึนไปซึ่งมีเสียงตางกันแตมี ความหมายเหมือนกันหรอื คลายคลึงกันหรือเปนไปในทํานองเดียวกันมาซอนคูกัน เชน เล็กนอย รักใคร หลงใหล บา นเรอื น เปนตน ปกตคิ ําทนี่ าํ มาซอนกนั น้นั นอกจากจะมคี วามหมายเหมือนกนั หรอื ใกลเ คียงกัน แลว มักจะมีเสยี งใกลเคียงกนั ดวย ทง้ั น้ี เพอ่ื ใหออกเสียงไดงา ย สะดวกปาก คําซอ นทําใหเกิดคําใหมห รือ คาํ ท่มี คี วามหมายใหมเ กดิ ขน้ึ ในภาษา ทําใหม ีคําเพ่ิมมากข้ึนในภาษาไทย อันจะชวยใหก ารสื่อความหมาย และการส่ือสารในชีวิตประจําวันมีประสิทธิภาพเพิ่มข้ึน คําท่ีนํามาซอนกันแลว ทําใหเ กิดความหมายน้ัน แบง เปน 2 ลักษณะ คอื 3.1 ซอนคาํ แลว มคี วามหมายคงเดมิ การซอ นคาํ ลกั ษณะน้จี ึงนาํ คาํ ทมี่ คี วามหมายเหมือนกัน มาซอ นกนั เพื่อไขความหรอื ขยายความซึง่ กนั และกัน เชน วางเปลา โงเ ขลา รปู รา ง ละท้งิ อดิ โรย บาดแผล เปนตน 3.2 ซอนคําแลว มคี วามหมายเปล่ียนแปลงไปจากเดิม คําซอนท่ีเปนคําที่เกิดความหมายใหมน ้ี มลี กั ษณะคอื ก. ความหมายเชิงอปุ มา เชน ยงุ ยาก ออนหวาน เบกิ บาน เปนตน ข. ความหมายกวางออก เชน เจ็บไข พ่นี อง ทบุ ตี ฆาฟน เปน ตน ค. ความหมายแคบเขา เชน ใจดํา ปากคอ ญาติโยม หยิบยืม น้ําพักน้ําแรง สมสุก ลูกไม เปนตน การแยกลักษณะคําซอนตามลักษณะการประกอบคําน้ันจะมีลักษณะคําซอ น 2 คําและคําซอ น มากกวา สองคํา เชน บา นเรือน สวยงาม ยากดมี จี น เจ็บไขไ ดป วย อดตาหลับขับตานอน จับไมไดไลไ มท ัน เปน ตน 4. การสรา งคาํ ประสม การสรา งคําขึ้นใชใ นภาษาไทยสว นหน่ึงจะใชว ิธีประสมคําหรือวิธีการ สรา งคําประสม โดยการนําเอาคําที่มีใชอยูใ นภาษาไทย ซึ่งมีรูปคําและความหมายของคําแตกตางกัน มาประสมกันเพ่ือใหเ กิดคําใหม และมีความหมายใหมใ นภาษาไทย เชน พัดลม ไฟฟา ตเู ย็น พอ ตา ลูกเสือ แมน ํ้า เรือรบ น้ําหอม น้ําแขง็ เมืองนอก เปนตน
102 คาํ ท่ีนํามาประสมกันจะเปน คําไทยกับคาํ ไทยหรอื คาํ ไทยกับคําตา งประเทศก็ได เชน - คําไทยกบั คําไทย โรงเรียน ลกู เขย ผีเส้อื ไมเทา เปนตน - คําไทยกับคาํ บาลี หลกั ฐาน (หลักคําไทย ฐานคาํ บาล)ี สภากาชาด พลเมอื ง ราชวงั ฯลฯ - คําไทยกับคําสนั สกฤต ทุนทรัพย (ทนุ คาํ ไทย ทรัพยค าํ สนั สกฤต) - คาํ ไทยกับคําจนี เยน็ เจย๊ี บ (เยน็ คําไทย เจย๊ี บคําภาษาจีน) หวย ใตด นิ นายหา ง เกง จนี กินโตะ เขา หุน ฯลฯ - คาํ ไทยกับคาํ เขมร ละเอียดลออ (ละเอียดคาํ ไทย ลออคาํ เขมร) ของ ขลงั เพาะชาํ นายตรวจ - คําไทยกับคาํ อังกฤษ เสื้อเชติ้ (เสอ้ื คําไทย เชติ้ คําอังกฤษ) พวงหรดี เหยือกนํา้ ตูเซฟ นายแบงค ไขกอ ก แปปนาํ้ ฯลฯ 5. การสรางคําไทยโดยการนําวิธีการของภาษาอื่นมาใช การสรา งคําของภาษาอ่ืนท่ีนํามาใชใน ภาษาไทย ไดแก 5.1 การสรางคาํ ของภาษาบาลีและสันสกฤต คอื ก. วธิ ีสมาส สมาสเปนวธิ ีสรางศพั ทอ ยา งหนึง่ ในภาษาบาลี สันสกฤต โดยการนาํ คําศพั ท ต้ังแต 2 คําข้ึนไปรวมเปน ศัพทใ หมศ ัพทเ ดียว จะมีลักษณะคลา ยกับคําประสมของไทย แตค ําสมาสนั้น เปนคําทม่ี าขยาย มักจะอยหู นา คาํ หลกั สวนคาํ ประสมของไทยนั้นคําขยายจะอยูข า งหลัง เชน คําวา มหา บรุ ษุ คําวา มหาบุรษุ คาํ วามหา แปลวา ย่งิ ใหญ ซ่ึงเปนคําขยาย จะอยูห นาคําหลักคือ บุรุษ ดังนั้น คําวา มหาบรุ ษุ แปลวา บรุ ษุ ผูยง่ิ ใหญ ซงึ่ ตางจากภาษาไทย ซง่ึ สวนมากจะวางคําขยายไวห ลังคาํ ท่ถี กู ขยาย ตัวอยา งคาํ สมาสในภาษาไทย พลศึกษา ประวัติศาสตร ปริยัติธรรม กามเทพ เทพบุตร สุนทรพจน วิศวกรรม วิศวกร อากาศยาน สวัสดิการ คหกรรมศาสตร วิทยาศาสตร วิทยากร พิธีกร ชีพจร มหกรรม ประวัติศาสตร โทรทัศน โทรเลข วารสาร นติ ยสาร จลุ สาร พิพธิ ภณั ฑ วินาศกรรม อุบัติเหตุ ปญ ญาชน รมณียสถาน สังฆทาน กจิ กรรม อทุ กภัย วทิ ยุศกึ ษา หัตถศึกษา เปนตน ข. วธิ ลี งอปุ สรรค วธิ สี รางคาํ ในภาษาบาลแี ละสนั สกฤตนั้นมีวธิ ลี งอุปสรรค (หรือบทหนา) ประกอบขา งหนาศัพทเ พอ่ื ใหไ ดคาํ ทมี่ ีความหมายแตกตา งออกไป ซ่งึ ไทยเราไดนาํ มาใชจาํ นวนมาก เชน อธิ + การ เปน อธกิ าร (ความเปน ประธาน) อนุ + ญาต เปน อนุญาต (การรบั รู) อธิ + บดี เปน อธบิ ดี (ผเู ปน ใหญ) อนุ + ทนิ เปน อนุทิน (ตามวัน,รายวัน) อป + มงคล เปน อปั มงคล (ไมมีมงคล) วิ + กฤต เปน วิกฤต (แปลกจากเดมิ ) อป + ยศ เปน อัปยศ (ไมมียศ) วิ + เทศ เปน วเิ ทศ (ตา งประเทศ) คําท่ีลงอุปสรรคดังกลาวน้ีจัดวาเปนคําสมาส ทั้งน้ีเพราะวิธีลงอุปสรรคเปน การรวบรวมศัพท ภาษาบาลีและสันสกฤตเขา ดวยกันและบทขยายจะวางอยูห นา บทท่ีถูกขยายในภาษาบาลีและสันสกฤต การลงอปุ สรรคเขา ขา งหนาคาํ เปน วิธีการสมาสวธิ หี น่ึง
103 นอกจากน้ี การลงอุปสรรคของภาษาบาลี ถูกนํามาใชในภาษาไทยแลว ไทยเรายังนําวิธีการ ลงอปุ สรรคมาใชก บั คําไทยและคําอื่น ๆ ในภาษาไทยอีกดว ย เชน สมรู หมายความวา รวมคิดกนั สมทบ หมายความวา รวมเขา ดวยกนั ค. การสนธิ การสรางคําในภาษาบาลี สนั สกฤต ซงึ่ มกี ารเปลย่ี นแปลงรูปคํา อันเน่ืองมา จากการเปล่ียนแปลงทางเสยี ง ซ่งึ เราเรียกวา “สนธิ” สนธิ เปน การเปล่ียนแปลงเสียง การสนธิเปน วิธีการสมาส โดยการเช่ือมคําใหกลมกลืนกัน คือ ทายเสยี งคาํ ตน กบั เสียงของคําทน่ี าํ มาตอ จะกลมกลนื กนั เปน วธิ ีสรางคําใหมในภาษาวิธหี น่งึ วิธสี นธมิ ี 3 วธิ ีคือ 1. สระสนธิ คอื การรวมเสียงสระตัวทา ยของคํานําหนา กับสระตัวหนา ของคําหลังใหกลมกลืน สนิทกันตามธรรมชาตกิ ารออกเสียง อะ + อ เปน อา เชน สขุ + อภิบาล = สขุ าภิบาล อะ + อุ หรือ อู เปน อุ อู หรือ โอ เชน อรณุ + อทุ ยั = อรโุ ณทัย ราช + อปุ โภค = ราชูปโภค ฯลฯ 2. พยญั ชนะสนธิ เปนลักษณะการเชอ่ื มและกลมกลนื เสยี งระหวางคาํ ที่สุดศพั ทดว ยพยัญชนะกับ คําทข่ี ้ึนตนดวยพยญั ชนะหรือสระ เม่ือเสียงอยใู กลกัน เสียงหนึ่งจะมีอิทธพิ ลดงึ เสียงพยัญชนะอีกเสียงหน่ึง ใหม ลี ักษณะเหมือนหรือใกลเคยี งกัน พยัญชนะสนธนิ ้จี ะมีเฉพาะในภาษาสนั สกฤตเทา น้นั ในภาษาบาลีไมม ี เพราะศพั ทในภาษาบาลที ุกคาํ ตองสุดศพั ทดวยสระ ตัวอยา ง เชน ธต เปลี่ยน เปน ทธ เชน พุธ + ต = พทุ ธ ราชน + บตุ ร = ราชบุตร ไทยใช ราชบุตร กามน - เทว = กามเทว ไทยใช กามเทพ 3. นฤคหิตสนธิ สนธนิ ิคหิตจะมลี กั ษณะการตอเชือ่ มและกลมกลืนเสียงระหวา งคําตน ที่ลงทา ยดว ย นคิ หิต กับคาํ ที่ขน้ึ ตน ดวยสระหรือพยัญชนะนคิ หติ เทยี บไดกับเสียงนาสิก ดังน้ัน นิคหิตจะกลายเปน นาสิก ของพยัญชนะตัวที่ตามมา คือ ง ญ น ณ ม ถา ตัวตามนิคหิตอยูว รรคเดียวกับ ง ก็จะเปล่ียนเปน ง ถา อยู วรรคเดียวกับ ญ หรอื น หรือ ณ หรือ ม กจ็ ะเปลี่ยนเปน ญ น ณ ม ตามวรรค เชน สํ + เกต = สังเกต (เครื่องหมายร)ู สํ + ถาร = สันถาร (การปลู าด) สํ + พนธ = สมั พันธ การนําวิธีการสรางคําแบบคําสมาส คําลงอุปสรรคและวิธีสนธิในภาษาบาลีสันสกฤตมาใชใน ภาษาไทย ถอื วาเปน การสรางคําหรือเพิ่มคาํ ในภาษาไทยมีมาก
104 5.2 การสรา งคาํ ของภาษาเขมร ไทยไดนาํ เอาวิธีสรา งคาํ ของเขมร คือ การแผลงคํามาใชใ น ภาษาไทย ซึ่งวิธีแผลงคําในภาษาเขมรมหี ลายวิธแี ตไ ทยเรานํามาใชบ างวิธีเทา น้นั คําแผลง คือ คําท่ีเปลี่ยนแปลงตัวอักษรใหมีรูปลักษณะตา งไปจากคําเดิม แตยังคงรักษา ความหมายเดมิ หรอื เคาเดมิ เอาไวใ หพ อสังเกตได วิธีแผลงคาํ ในภาษาไทย ทีน่ ํามาจากภาษาเขมรบางวิธี คือ 1. ใชว ิธเี ตมิ อาํ ลงหนาคาํ แผลงใหม แตค งรูปสระเดมิ ไวท ่พี ยางคหลัง เชน ตรวจ เปน ตาํ รวจ เกดิ เปน กาํ เนดิ เสรจ็ เปน สําเรจ็ เสียง เปน สําเนยี ง 2. ใชวิธีเตมิ อุปสรรค (หนวยหนาศพั ท) บํ (บอ็ ม) ลงหนาคําแผลงสว นใหญ ไทยนาํ เอามา ออกเสยี ง บัง บนั บํา เชน เกดิ ลงอปุ สรรค บํ เปน บเํ กิด ไทยใชบ ังเกิด ดาล ลงอุปสรรค บํ เปน บํดาล ไทยใชบ ันดาล การแผลงคําเปน วิธีสรางคําข้ึนใชในภาษาวิธีหนึ่ง ซึ่งไทยเอาแบบอยา งมาจากภาษาเขมรและ ภาษาอน่ื เชน ภาษาบาลี สันสกฤต เชน อายุ เปน พายุ อภริ มย เปน ภริ มย ไวปลุย เปน ไพบลู ย มาต เปน มารดา การแผลงคําของภาษาบาลี สนั สกฤต สว นใหญเพอ่ื จะไดอ อกเสียงในภาษาไทยไดง ายและไพเราะขึน้ ศัพทบญั ญตั ิ ศพั ทบัญญัติ หมายถึง คําเฉพาะวงการหรือคําเฉพาะวชิ าท่ผี คู ดิ ข้นึ เพือ่ ใชส ่ือความหมายในวงการ อาชีพหรือในวิชาการแขนงใดแขนงหนึ่ง โดยเฉพาะ ทั้งน้ี เพราะการศึกษาของเราไดข ยายตัวกวา งขวาง มากขน้ึ การศึกษาจากตางประเทศกม็ ีมากขึน้ เราตอ งรบั รคู าํ ศัพทข องประเทศเหลานั้นโดยเฉพาะคําศัพท ภาษาองั กฤษ ปจจุบนั มีศพั ทบญั ญตั ทิ ่ีใชก นั แพรหลาย โดยทั่วไปจํานวนมาก ซึ่งผูเ รียนคงจะเคยเห็นและเคยได ฟงจากสอ่ื มวลชน ซึ่งจะเปน คําศพั ทเก่ยี วกับธรุ กิจ กฎหมาย วิทยาศาสตร ฯลฯ จะขอยกตัวอยางเพยี งบางคาํ ดงั น้ี สินเชื่อ Credit หมายถึง เงนิ ทีเ่ ปน หนีไ้ วดว ยความเช่ือถือ เงินฝด Deflation หมายถงึ ภาวะเศรษฐกจิ ทีม่ ีปรมิ าณเงนิ หมนุ เวียน ในประเทศมนี อย การใชจายลดนอยลงทาํ ใหสินคาราคาตก เงนิ เฟอ Inflation หมายถงึ ภาวะเศรษฐกจิ ทป่ี รมิ าณเงนิ หมนุ เวียนในประเทศมมี าก เกนิ ไป ทําใหร าคาสินคาแพงและเงินเส่อื มคา ตกตํ่า ปรมิ าณเงนิ หมุนเวียนในประเทศมนี อย การใชจ ายลดนอ ยลง ทาํ ใหสินคา ราคาตก
105 ทุนสาํ รอง Reserve fund หมายถงึ เงินทกี่ ันไวจากผลกาํ ไรของหางหนุ สวนบริษัท ตามทกี่ าํ หนดไวใ นกฎหมายหรอื ขอ บังคบั ของหา งหนุ สว น บริษทั นน้ั ๆ ทนุ สาํ รองเงนิ ตรา Reserve หมายถึง ทองคํา เงินตราตา งประเทศหรอื หลกั ทรพั ยต าง ๆ ซง่ึ ใชเปน ประกันในการออกธนบตั รหรือธนาคารบตั ร เงนิ ปนผล Dividend หมายถึง สวนกาํ ไรท่บี ริษัทจาํ กัดจายใหแ กผถู อื หุน กลองโทรทรรศน Telescope กลอ งทีส่ องดทู างไกล กลองจลุ ทรรศน Microscope กลองขยายดูของเลก็ ใหเ หน็ เปนใหญ จรวด Rocket หมายถงึ อาวธุ หรอื ยานอวกาศท่ขี ับเคลอ่ื นดว ยความเร็วสงู โดยไดเชอื้ เพลิงในตวั เองเผาไหมเ ปน แกส พงุ ออกมาจากสวนทาย มีท้งั ชนิดทใี่ ช เช้ือเพลงิ แข็งและชนดิ เชือ้ เพลงิ เหลว ขปี นาวธุ Missile หมายถึง อาวุธซงึ่ ถกู สง ออกไปจากผวิ พิภพ เพื่อใชประหตั ประหาร หรือทําลายในสงคราม โดยมีการบงั คบั ทศิ ทางในตัวเอง เพอื่ นาํ ไปสู เปาหมายการบงั คบั ทศิ ทางนี้บังคบั เฉพาะตอนขนึ้ เทา น้นั จรวดนําวถิ ี Guided Rocket หมายถึง ขปี นาวุธนาํ วถิ ี ซง่ึ ขบั เคล่อื นดวยจรวด จานบิน Flying Saucer หมายถึง วตั ถุบนิ ลกั ษณะคลา ยจาน 2 ใบ คว่าํ ประกบกัน มผี อู างวาเคยเห็นบินบนทองฟา และมบี างคนเช่ือวาเปนยานอวกาศมาจาก นอกโลกหรือจากดาวดวงอื่น บางครง้ั ก็เรียกวา จานผี ดาวเทยี ม Satellite หมายถึง วตั ถุทมี่ นุษยสรา งขน้ึ เลยี นแบบดาวบรวิ าร ของดาวเคราะห เพื่อใหโคจรรอบโลกหรือรอบเทหฟากฟา อน่ื มีอุปกรณ โทรคมนาคมดวย เชน การถา ยทอดคลื่นวทิ ยุและโทรทศั นขา มประเทศ ขา มทวปี เปน ตน แถบบันทึกเสียง Audiotape หมายถงึ แถบเคลอื บสารแมเหลก็ ใชบันทกึ สญั ญาณเสียง แถบบันทึกภาพ,แถบวีดทิ ัศน Videotape หมายถงึ แถบเคลอื บสารแมเ หลก็ ใช บนั ทึกสัญญาณภาพ โลกาภิวัตน Globalization หมายถงึ การทําใหแพรหลายไปท่วั โลก คาํ ศพั ทบัญญตั ิทย่ี กมาลวนมีความหมายทตี่ องอธิบายและมักจะมีความหมายเฉพาะดา นทแ่ี ตกตา ง ไปจากความเขาใจของคนทว่ั ไป หากผูเรยี นตอ งการทราบความหมายท่ถี ูกตอ งควรคน ควา จากพจนานุกรม เฉพาะเร่ือง เชน พจนานุกรมศัพทแพทย พจนานุกรมศัพทธุรกิจ พจนานุกรมชางและพจนานุกรมศัพท กฎหมาย เปน ตน หรือติดตามขา วสารจากสื่อตา ง ๆ ท่ีมีการใชค ําศัพทเ ฉพาะดานจะชวยใหเ ขาใจดีข้ึน เพราะคําศัพทบ ญั ญัตเิ หมาะสมท่จี ะใชเฉพาะวงการและผมู พี ้นื ฐานพอเขาใจความหมายเทาน้ัน
106 กจิ กรรม 1. ใหผูเ รียนรวบรวมคําศัพทบ ัญญัติจากหนังสือพิมพแ ละหนังสืออ่ืน ๆ แลว บันทึกไวใ นสมุด เพอื่ จะไดน าํ ไปใชในการพูดและเขียนเม่อื มโี อกาส 2. ผูส อนยกคํามาถามทีเ่ หน็ สมควรใหผ เู รยี นชวยกนั แยกวาเปนคาํ สมาสหรือคาํ ประสม ประโยคในภาษาไทย ประโยคตอ งมคี วามครบ สมบรู ณ ใหรูวา ใครทาํ อะไร หรอื กลาวอีกอยา งหนงึ่ วา ประโยคตอ งประกอบดว ยประธานและกริยาเปน อยางนอย เราสามารถแยกประโยคไดเปน 3 ชนดิ คือ ก. ประโยคแจง ใหท ราบ หรอื ประโยคบอกเลา ประโยคชนิดนี้อาจจะเปน ประโยคส้ัน ๆ มีเพียง คาํ นามทําหนา ที่ประธาน คํากริยาทําหนาที่เปนตัวแสดง เชน คนเดิน นกบิน แตบางทีอาจจะเปน ประโยค ยาว ๆ มีความสลบั ซบั ซอนยงิ่ ขน้ึ ซง่ึ มคี าํ นาม คาํ กริยา หลายคํา กไ็ ด ถา ประโยคแจง ใหท ราบน้ันมีเน้ือความปฏิเสธก็จะมีคําปฏิเสธ เชน ไมม ี หามิได อยูด วย เชน เขาไมมารวมประชุมในวนั นี้ ข. ประโยคถามใหตอบหรอื ประโยคคําถาม เปนประโยคที่ผูพูดใชถามขอ ความ เพ่ือใหผ ูฟ ง ตอบ รูปประโยคคําถามจะมคี ํา หรอื ไหม ใคร อะไร ทีไ่ หน กี่ เม่ือไร อยา งไร ฯลฯ แตถา ประโยคถามใหต อบเปน ประโยคถามใหตอบท่มี ีเนือ้ ความปฏิเสธกจ็ ะมีคาํ ปฏเิ สธอยูดวย ค. ประโยคบอกใหทําหรือประโยคคาํ สัง่ เปนประโยคทผ่ี พู ดู ใชเพอื่ ใหผ ฟู ง กระทาํ อาการบางอยา ง ตามความตองการของผูพดู การบอกใหผ อู นื่ ทาํ ตามความตองการของตนนัน้ อาจตองใชวธิ ีขอรอ งออนวอน วงิ วอน เชิญชวน บงั คบั ออกคาํ ส่งั ฯลฯ การเรยี งลาํ ดบั ในประโยค การเรียงลาํ ดับในภาษาไทยมคี วามสําคญั มากเพราะถา เรียงลาํ ดบั ตางกันความสมั พันธข องคาํ ในประโยคจะผิดไป เชน สนุ ขั กดั งู สนุ ัขเปน ผูทํา งเู ปน ผูถกู กระทํา งูกัดสนุ ขั งูเปนผทู าํ สนุ ขั เปน ผถู กู กระทํา โครงสรา งของประโยค ประโยคในภาษาไทยแบงเปน 3 ชนดิ คือ ก. ประโยคความเดยี ว คือ ประโยคท่มี ุงกลาวถึงสิง่ ใดส่ิงหนึ่งเพียงสิ่งเดียวและส่ิงนั้นแสดงกิริยา อาการหรอื อยูในสภาพอยางใดอยา งหน่ึงแตเ พียงอยา งเดียว ประโยคความเดียวแบงออกเปน สวนสําคัญ 2 สวน คอื ภาคประธานและภาคแสดง เชน ผหู ญงิ ชอบดอกไม ถงึ แมจะมรี ายละเอียดเขา ไปในประโยค ก็ยงั เปน ประโยคความเดียว เชน ผูหญิง คนนนั้ ชอบดอกไมส วย
107 ข. ประโยคความซอน คือ ประโยคความเดียวที่เพ่ิมสวนขยายภาคประธานหรือภาคแสดงดว ย ประโยค ทําใหโ ครงสรา งของประโยคเปลี่ยนไป แตถา ประโยคท่ีเพิ่มข้ึนนั้นเปนประโยคชว ยจํากัดความหมาย ของคาํ ถามหรือคํากรยิ า ก็เปนประโยคซอ น เชน ผูหญิงทน่ี ั่งขา ง ๆ ฉันชอบดอกไมท ี่อยใู นแจกัน ประโยคทชี่ ว ยจาํ กดั ความหมายของคาํ นาม “ดอกไม” คือประโยคท่ีวา “ทอี่ ยใู นแจกัน” เปนตน ค. ประโยคความรวม คอื ประโยคท่ีมีสวนขยายเพ่ิมขึ้นและสวนท่ีขยายสัมพันธก ับประโยคเดิม โดยมีคําเชื่อม และ แตถา ฯลฯ อยูข างหนาหรืออยูขางในประโยคเดิมหรือประโยคท่ีเพ่ิมข้ึน ทําใหรูว า ประโยคทั้งสองสัมพันธกันอยางไร เชน ผหู ญิงชอบดอกไมสว นเด็กชอบของเลน เปนประโยคความรวม ประโยคที่เพิ่มขึ้นและสัมพันธกับประโยคเดิมโดยมีคําเช่ือม “สวน” มาขา งหนา คือ ประโยค “เด็กชอบของเลน” เปน ตน เรอื่ งท่ี 2 ถอ ยคําสํานวน สุภาษิต คําพังเพย 1. ถอยคาํ ภาษาไทยมลี กั ษณะพิเศษหลายประการ สามารถเลอื กใชใ หเหมาะสมในการส่อื สาร เพ่อื ความเขาใจในส่ิงตา ง ๆ ไดอ ยา งชดั เจนและตรงเปา หมาย 2. ถอ ยคาํ ภาษาไทยมลี กั ษณะเปนศลิ ปะทมี่ คี วามประณีต สละสลวย ไพเราะ ลกึ ซึ้ง นา คดิ นา ฟง ร่นื หู จูงใจและหากนําไปใชไ ดเ หมาะกับขอความเรื่องราวจะเพ่ิมคุณคาใหข อ ความหรือเร่ืองราวเหลา น้ัน มีนํ้าหนกั นาคิด นาฟง นา สนใจ นาตดิ ตามยง่ิ ขน้ึ 3. ถอ ยคําภาษาไทย ถา รูจักใชใ หถูกตองตามกาลเทศะและบุคคลนับวาเปน วัฒนธรรมอันดีงาม ของชาตแิ ละของผปู ฎบิ ัติ ถอ ยคําสาํ นวน ถอยคาํ สํานวน หมายถงึ ถอ ยคาํ ท่เี รยี บเรียง บางทีก็ใชวาสํานวนโวหาร คําพูดของมนุษยเ ราแยก ออกไปอยา งกวา ง ๆ เปน 2 อยา ง อยา งหน่งึ พดู ตรงไปตรงมาตามภาษาธรรมดา พอพูดออกมากเ็ ขาใจทนั ที อกี อยา งหนึ่งพูดเปนเชิงไมต รงไปตรงมา แตใหม ีความหมายในคําพูดนั้น ๆ คนฟง เขาใจความหมายทันที ถา คําพูดน้ันใชกันแพรหลาย เชน คําวา “ปากหวาน” “ใจงาย” แตถ า ไมแ พรหลายคนฟง ก็ไมอาจเขา ใจ ทันที ตองคิดจึงจะเขา ใจ หรือบางทีคิดแลวเขา ใจเปนอยา งอ่ืนก็ได หรือไมเขา ใจเอาเลยก็ไดค ําพูดเชิงน้ี เราเรียกวา “สํานวน” การใชถ อ ยคําที่เปน สํานวนนั้น ใชในการเปรียบเทียบบา ง เปรียบเปรยบาง พูดกระทบบาง พูดเลน สนุก ๆ บา ง พดู เตอื นสตใิ หไ ดคิดบาง สํานวนไทย หมายถึง ถอ ยคําท่ีเรียบเรียงไวตายตัว เน่ืองจากใชกันมาจนแพรห ลายอยูต ัวแลว จะตดั ทอนหรือสลบั ท่ไี มไ ด เชน สํานวนวา “เก็บเบ้ยี ใตถ นุ ราน”หมายความวา ทํางานชนิดที่ไดเ งินเล็กนอ ย ก็เอา ถาเราเปลี่ยนเปน “เก็บเงินใตถ ุนบา น” ซึ่งไมใชสํานวนท่ีใชก ัน คนฟง อาจไมเขา ใจหรือเขา ใจเปน อยา งอ่นื เชน เกบ็ เงนิ ฝงไวใตถุนบา น
108 ลกั ษณะของสํานวนไทย 1. สํานวนไทยมีลักษณะท่ีมีความหมายโดยนัย โดยปกติความหมายของคํามีอยา งนอย 2 ประการ คอื 1.1 ความหมายโดยอรรถ ไดแ ก ความหมายพื้นฐานของคํานั้น ๆ โดยตรง เชน คําวา “กิน” ความหมายพื้นฐานที่ทุกคนเขาใจก็คือ อาการที่นําอะไรเขา ปากเค้ียวแลวกลืนลงไปในคอ เชน กินขาว กนิ ขนม เปนตน 1.2 ความหมายโดยนัย ไดแ ก การนําคํามาประกอบกันใชใ นความหมายที่เพิ่มจากพื้นฐาน เชน คาํ วา กินดิบ - ชนะโดยงา ยดาย กนิ โตะ - รมุ ทาํ ราย กนิ แถว - ถกู ลงโทษทุกคนในพวกน้นั กนิ ปนู รอ นทอ ง - ทาํ อาการพิรธุ ขึน้ เอง 2. สํานวนไทยมีลักษณะมีความหมายเพ่ือใหตีความ มีลักษณะติชม หรือแสดงความเห็น อยูในตวั เชน เกลือเปน หนอน กนิ ปนู รอนทอง ตกบนั ไดพลอยโจน งมเข็มในมหาสมทุ ร เปน ตน 3. สํานวนไทย มีลักษณะเปน ความเปรยี บเทยี บหรือคําอปุ มา เชน ใจดาํ เหมือนอีกา เบาเหมอื นปยุ นนุ รักเหมอื นแกว ตา แขง็ เหมือนเพชร เปน ตน 4. สาํ นวนไทยมีลักษณะเปนคําคมหรือคํากลาว เชน หนา ชื่นอกตรม หาเชากินค่ํา หนาซื่อใจคด เปน ตน 5. สํานวนไทย มีลักษณะเปน โวหารมีเสียงสัมผัสคลองจองกัน หรือบางทีก็ย้ําคํา เชน ขาวแดง แกงรอน ขุนของหมองใจ จับมือถือแขน บนบานศาลกลาว กินจุบกินจิบ ประจบประแจง ปากเปย ก ปากแฉะ อ่ิมอกอิ่มใจ เปน ตน ตวั อยางสาํ นวนไทย 1. สํานวนท่ีมีเสียงสัมผัส สํานวนเหลาน้ีมักจะมีจํานวนคําเปนจํานวนคู ตั้งแต 4 คํา จนถึง 12 คําดังน้ี 1.1 เรียง 4 คํา เชน ขาวแดงแกงรอ น คอขาดบาดตาย โงเ งาเตาตุน ฯลฯ 1.2 เรียง 6 คาํ เชน คดในขอ งอในกระดกู ยุใหร ําตาํ ใหรัว่ นกมหี ูหนูมปี ก ฯลฯ 1.3 เรียง 8 คํา เชน กินอยูก ับปาก อยากอยูกับทอ ง ไกง ามเพราะขน คนงามเพราะแตง ความรทู ว มหวั เอาตวั ไมร อด เปนตน 1.4 เรยี ง 10 คํา เชน คนรักเทาผืนหนัง คนชังเทาผืนเส่ือ คบคนใหดหู นา ซอ้ื ผา ใหดเู นื้อ ดักลอบตอ งหม่ันกู เจา ชูตองหมน่ั เกย้ี ว เปน ตน 1.5 เรียง 12 คํา เชน ปลูกเรอื นตามใจผอู ยู ผกู อูตามใจผนู อน มเี งนิ เขานบั เปนนอง มีทองเขานับเปนพ่ี เลนกบั หมาหมาเลียปาก เลน กบั สากสากตอ ยหวั
109 2. สํานวนทไี่ มม เี สยี งสัมผัส สํานวนเหลานม้ี ีมากมาย สวนมากมตี ัง้ แต 2 คาํ ขึ้นไป จนถึง 8 คาํ เชน 2.1 เรยี ง 2 คาํ เชน กนั ทา แกเ ผด็ เขาปง ตกหลมุ ตายใจ ฯลฯ 2.2 เรียง 3 คาํ กา งขวางคอ เกลอื เปน หนอน คลุมถงุ ชน ควา นา้ํ เหลว ฯลฯ 2.3 เรยี ง 4 คาํ เชน กิง่ ทองใบหยก กิ้งกาไดท อง กนิ ปนู รอ นทอง นํา้ ผงึ้ หยดเดยี ว นอนตายตาหลบั ขาวใหมปลามัน เปน ตน 2.4 เรยี ง 5 คํา เชน ขนหนา แขงไมรว ง ตงี ใู หหลังหกั จบั ปใู สกระดง ฯลฯ 2.5 เรยี ง 6 คํา เชน กลนื ไมเ ขาคายไมออก นิ้วไหนรา ยตัดนิ้วน้ัน บานเมอื งมีขอื่ มแี ป พลิกหนามอื เปน หลังมือ 2.6 เรียง 7 คํา เชน กนิ บนเรือนขี้รดหลังคา นกนอยทํารงั แตพ อตวั ตําน้ําพรกิ ละลายแมน้าํ สบิ ปากวาไมเ ทา ตาเหน็ เรอ่ื งขห้ี มรู าขี้หมาแหง ฯลฯ สาํ นวน หมายถงึ กลุมของวลี คาํ หรอื กลุมคําท่นี ํามาใชใ นความหมายทแ่ี ตกตางไปจากความหมาย เดมิ ความหมายทเ่ี กดิ ขน้ึ มักจะเปน ความหมายในเชิงอุปมา หรือเชิงเปรียบเทียบ ไมไดใหคติธรรม แตจ ะเปน ความหมายท่กี ระชับและลึกซึ้ง เชน สํานวนวา เรื่องกลว ย ๆ คําวา กลว ย ๆ ไมไ ดหมายถึง ผลไม แตห มายถึง งา ย ๆ เรอื่ งไมยากเปน เรอื่ งงา ย ๆ สาํ นวนภาษาไทยอาจจะประกอบคาํ ตง้ั แต 1 คําขนึ้ ไปจนถงึ หลายคาํ หรอื เปนกลมุ ตวั อยา งเชน ปากหวาน = พดู เพราะ ลกู หมอ = คนเกาของสถานทีใ่ ดสถานท่หี น่ึง หญา ปากคอก = เรื่องงา ย ๆ ทค่ี ิดไมถ ึง กงกรรมกงเกวียน = กรรมสนองกรรม พกหนิ ดกี วา พกนนุ = ใจคอหนักแนนดกี วา หูเบา การใชส ํานวนไปประกอบการส่ือสารน้ัน ผูใชต อ งรูความหมายและเลือกใชใ หเ หมาะสมกับเพศ โอกาสและสถานการณ เชน เฒาหัวงู = มักจะใชเปรยี บเทียบ หมายถึง ผูชายเทา นนั้ ไกแกแ มปลาชอน = มักใชเ ปรียบเทยี บกบั ผูหญิงเทา นนั้ ขบเผาะ = มกั ใชกับผหู ญงิ เทา นน้ั ไมใ ชก บั ผูชาย คาํ พังเพย มีความหมายลกึ ซึ้งกวา สํานวน ซึง่ จะหมายถึง ถอยคาํ ท่กี ลาวข้ึนมาลอย ๆ เปน กลาง ๆ มีลักษณะติชม หรือแสดงความเห็นอยูในตัว มีความหมายเปน คติสอนใจคําพังเพยเมื่อนําไปตีความแลว สามารถนําไปใชป ระกอบการพดู หรือเขยี นใหเ หมาะสมกบั เร่อื งทเ่ี ราตอ งการถายทอด หรือส่ือความหมาย ในการสอ่ื สาร เชน ชี้โพรงใหก ระรอก = การแนะนําใหค นอนื่ ทาํ ในทางไมด ี ปลูกเรอื นตามใจผูอ ยู = จะทําอะไรใหค ดิ ถึงผทู ีจ่ ะใชส ง่ิ นัน้ ราํ ไมดีโทษปโ ทษกลอง = คนทาํ ผดิ ไมย อมรบั ผิดกลบั ไปโทษคนอ่นื
110 นอกจากนยี้ งั มคี ําพงั เพยอีกมากทีเ่ ราพบเหน็ นาํ ไปใชอ ยเู สมอ เชน กาํ แพงมีหูประตมู ชี อง เห็นกงจกั รเปน ดอกบัว ทํานาบนหลงั คน เสียนอ ยเสยี ยากเสียมากเสียงาย ฯลฯ สภุ าษิต หมายถึง คํากลา วดี คําพูดท่ีถือเปน คติ เพื่ออบรมส่ังสอนใหทําความดีละเวนความชั่ว สุภาษิต สว นใหญมักเกิดจากหลักธรรมคําสอน นิทานชาดก เหตุการณห รือคําส่ังสอนของบุคคลสําคัญ ซงึ่ เปน ท่ีเคารพนับถือ เลอ่ื มใสของประชาชน ตัวอยา ง เชน ตนแลเปน ทพ่ี ึ่งแหงตน ทาํ ดไี ดด ี ทําชั่วไดช ่วั ทใ่ี ดมรี ักทน่ี ั่นมีทุกข หวานพืชเชน ไร ยอมไดผ ลเชนนนั้ ความพยายามอยูท่ีไหน ความสําเรจ็ อยูท่นี ั่น ใจเปนนายกายเปนบาว ฯลฯ การนําสํานวน คําพังเพย สุภาษิตไปใชประกอบการถา ยทอดความรูความคิดอารมณค วามรูส ึก ในชวี ิตนัน้ คนไทยเรานิยมนําไปใชก นั มาก ทัง้ น้ี เพราะสาํ นวน สภุ าษติ คาํ พังเพย มีคณุ คาและความสําคัญ คอื 1. ใชเปน เครอ่ื งมืออบรมสั่งสอน เยาวชนและบุคคลทว่ั ไปใหปฏิบัติดี ปฏบิ ตั ชิ อบในดา นตาง ๆ เชน การพดู การถายทอดวฒั นธรรม การศกึ ษาเลาเรยี น การคบเพ่อื น ความรกั การครองเรอื นและ การดาํ เนินชวี ติ ดานอนื่ ๆ 2. ถอยคําสํานวน คําพังเพย สุภาษิต สะทอนใหเห็นสภาพการดําเนินชีวิตความเปนอยูของคน สมยั กอนจนถึงปจ จบุ นั ในดานสังคม การศึกษา การเมอื ง การปกครอง เศรษฐกิจ นิสัยใจคอและอน่ื ๆ 3. สะทอนใหเหน็ ความเชอ่ื ความคดิ วสิ ัยทัศนของคนสมยั กอ น 4. การศกึ ษาสํานวน คาํ พงั เพย สุภาษิต ชวยใหม ีความคิด ความรอบรู สามารถใชภ าษาไดด ีและ เหมาะสมกับโอกาส กาลเทศะและบุคคล กอปรท้ังเปนการชวยสืบทอดวัฒนธรรมทางภาษาไวใหคงอยู คชู าติไทยตลอดไป กจิ กรรม ใหผูเรียนรวบรวม สํานวน คําพังเพย สุภาษิต จากหนังสือและแหลงความรูอ ื่น ๆ พรอ มศึกษา ความหมายใหเ ขาใจ เพื่อนําไปใชใ นการรายงาน การพดู การเขียน ในชีวิตประจาํ วัน
111 เร่ืองที่ 3 การใชพจนานกุ รมและสารานกุ รม ความสําคญั ของพจนานุกรม พจนานุกรมเปนหนงั สอื อางอิงทส่ี าํ คญั และเปนแบบฉบบั ของการเขียนหนังสือไทยในทางราชการ และโรงเรียน เพ่อื ใหก ารเขยี นหนงั สอื ไทยมีมาตรฐานเดียวกนั ไมล กั ล่นั กอใหเ กิดเอกภาพ ทางภาษา อนั เปน วฒั นธรรมสว นหนง่ึ ของชาตไิ ทย ตามปกตแิ ลวเราจะเปดใชเม่อื เกดิ ความสงสัยใครรูใ นการอาน เขียน หรือ แปลความหมายของสํานวน หากเปด ใชบ อย ๆ จะเกดิ ความรูความชาํ นาญ ใชไดร วดเรว็ และถกู ตอ ง ความหมายของพจนานกุ รม คาํ วา พจนานุกรม เทียบไดกับคําภาษาอังกฤษคือ Dictionary พจนานุกรม หมายถึง หนังสือ รวบรวมถอยคําและสํานวนที่ใชอ ยูในภาษาโดยเรียงลําดับตามอักษรแรกของคํา เริ่มตั้งแตค ําที่ขึ้นตน ดว ย ก.ไก ไปจนถงึ คําท่ีข้ึนตน ดว ย ฮ.นกฮกู ซึ่งแตละคาํ พจนานุกรมจะบอกการเขียนสะกดการันต บางคํา จะบอกเสียงอานดว ย หากคําใดท่ีมีมาจากภาษาตางประเทศก็จะบอกเทียบไว บางคํามีภาพประกอบ เพ่ือเขา ใจความหมายยิ่งขนึ้ และส่ิงทีพ่ จนานุกรมบอกไวท กุ คําคือ ชนดิ ของคําตามไวยากรณก ับความหมาย ของคาํ นั้น ๆ พจนานุกรมจึงทาํ หนาท่ีเปนแหลงเรียนรูทางภาษาคอยใหความรูเกี่ยวกับการอาน การเขียน และบอกความหมายของถอยคาํ สาํ นวนใหเ ปนท่ีเขา ใจอยางสัน้ งาย รวบรดั หนังสือพจนานุกรมภาษาไทยฉบับที่ไดม าตรฐานและเปนที่ยอมรับท่ัวไป คือ พจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑิตยสถานฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2525 และฉบับปรบั ปรุง ป 2542 กจิ กรรม พจนานกุ รมจะเรยี งคําตามอกั ษรตวั แรกของคํา โดยลาํ ดบั ตัง้ แต ก.ไก ไปจนถงึ ฮ.นกฮกู จงลาํ ดบั คาํ 5 คาํ ตอไปนี้ตามหลักพจนานุกรม หมู แมว เปด ไก นก (ถาเรียงไมไดใหเปดพจนานุกรมดูหรอื ถามผรู ู) วธิ ีใชพจนานกุ รม พจนานุกรมจัดเปนหนังสือประเภทไขขอขอ งใจทางภาษา ตามปกติแลวเราจะเปด ใชเ ม่ือเกิด ความสงสยั ใครรูในการอาน เขียน หรือแปลความหมายของถอ ยคําสํานวน หากเปดบอย ๆ จะเกิดความ คลอ งแคลว รวดเรว็ และถูกตอ ง ถา เปรียบเทียบวธิ ใี ชพจนานกุ รมกับการพิมพดีด วายน้ํา ขับรถ ทอผา หรือทํานา ก็คงเหมือนกัน คอื ฝกบอ ย ๆ ลงมอื ทําบอย ๆ ทาํ เปนประจําสม่ําเสมอ ไมชา จะคลอ งแคลวโดยไมรตู วั
112 การใชพจนานกุ รมจึงไมใชเรื่องยากเยน็ อะไร ขอแนะนาํ ข้นั ตอนงา ย ๆ ดังน้ี ขั้นท่ี 1 หาพจนานุกรมมาใชใ นมือหน่ึงเลมเปด อานคํานําอยา งละเอียด เราตอ งอานคํานํา เพราะเขาจะอธบิ ายลักษณะและวธิ ใี ชพจนานุกรมเลมนั้นอยา งละเอยี ด ขนั้ ที่ 2 ศึกษารายละเอียดตาง ๆ ที่จาํ เปนตอ งรู เพอื่ ความสะดวกในการเปด ใช เชน อักษรยอ คํายอ เปน ตน เพราะเมอื่ เปดไปดูคาํ กบั ความหมายแลวเขาจะใชอ กั ษรยอตลอดเวลา โปรดดูตัวอยางจาก พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน ฉบบั ปรบั ปรุง พุทธศักราช 2525 หนา 9 - 10 อักษรยอทใ่ี ชพจนานกุ รม (1) อกั ษรยอในวงเล็บ (...) บอกท่ีมาของคํา (2) อกั ษรหนาบทนิยาม บอกชนิดของคําตามหลักไวยากรณ (3) อกั ษรยอในวงเล็บหนา บทนิยาม บอกลักษณะของคาํ ทีใ่ ชเฉพาะแหง (4) อกั ษรยอ หนงั สืออา งองิ (5) คําวา “ด” ทีเ่ ขยี นตอ ทา ยคํา หมายความวา ใหเ ปด ดใู นคําอ่นื เชน กรรม ภริ มย ดูกรรภริ มย บญั ชอี กั ษรยอท่ีใชใ นพจนานกุ รมน้ี (1) อกั ษรยอในวงเลบ็ บอกทีม่ าของคํา ข = เขมร ต = ตะเลง ล = ละตนิ จ = จนี บ = เบงคอลี ส = สันสกฤต ช = ชวา ป = ปาลิ (บาล)ี อ = อังกฤษ ญ = ญวน ฝ = ฝรัง่ เศษ ฮ = ฮินดู ญ = ญป่ี ุน ม = มาลายู (2) อักษรยอหนา บทนยิ าม บอกชนดิ ของคําตามไวยากรณ คอื : ก. = กรยิ า ว. = วิเศษณ (คณุ ศัพทหรอื กรยิ าวิเศษณ) น. = นาม ส. = สรรพนาม นิ = นิบาต สัน = สนั ธาน บ. = บุรพบท อ. = อทุ าน (3) อักษรยอในวงเลบ็ หนาบทนยิ าม บอกลกั ษณะของคาํ ทใ่ี ชเฉพาะแหง คอื (กฎ) คอื คําท่ีใชในกฎหมาย (กลอน) คือ คําทใี่ ชใ นบทรอยกรอง (คณติ ) คอื คําท่ใี ชใ นคณติ ศาสตร (จรยิ ) คอื คําท่ีใชใ นจรยิ ศาสตร (ชวี ) คือ คาํ ทใี่ ชในชีววิทยา
113 (ดารา) คอื คําท่ีใชในดาราศาสตร (ถิน่ ) คอื คาํ ท่ภี าษาเฉพาะถนิ่ (ธรณี) คือ คําทใี่ ชในธรณีวิทยา (บัญช)ี คอื คําทีใ่ ชในการบัญชี (แบบ) คือ คําทใี่ ชเฉพาะในหนังสอื ไมใชค ําท่วั ไป เชน กนก ลุปต ลุพธ (โบ) คือ คําโบราณ (ปาก) คอื คาํ ทีเ่ ปน ภาษาปาก (พฤกษ) คอื คาํ ท่ใี ชในพฤกษศาสตร (4) อักษรยอหนังสือทอ่ี างอิง มดี งั นี้ คือ กฎมนเทียรบาล ในกฎหมายราชบรุ ี : หนงั สอื กฎหมาย พระนิพนธใ นกรมหลวงราชบรุ ดี เิ รกฤทธิ์ ฉบับโรงพมิ พก องลหุโทษ ร.ศ. 120 กฎ.ราชบรุ ี : หนงั สอื กฎหมาย พระนพิ นธใ นกรมหลวงราชบรุ ีดเิ รกฤทธ์ิ ฉบับโรงพมิ พกองลหโุ ทษ ร.ศ. 120 กฎหมาย : หนงั สอื เร่ืองกฎหมายเมอื งไทย หมอปรดั เลพมิ พ จ.ศ. 1235 กฐินพยหุ : ลิลติ กระบวนแหพระกฐนิ พยหุ ยาตรา พระนพิ นธในสมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระปรมมานชุ ิตชโิ นรส. ฯลฯ ขั้นท่ี 3 ศึกษาวิธีเรยี งคาํ ตามลาํ ดับพยัญชนะตวั แรกของคํา คอื เรยี ง ก.ไก ไปจน ฮ.นกฮกู สงั เกต วา เขาเรียงไวอ ยา งไร ลกั ษณะพิเศษที่แปลกออกไปคอื ตวั ฤ. ฤๅ. จะลาํ ดบั ไวห ลังตวั ร. เรือ สว น ฦ. ฦๅ จะอยูห ลังตวั ล. ลงิ และหากคําใดใชพยัญชนะเหมือนกัน เขากล็ ําดับ โดยพิจารณารูปสระพิเศษอกี ดวย การลําดับคาํ ตามรปู สระกม็ ลี ักษณะทตี่ องสนใจเปน พิเศษ เขาจะเรียงคําตามรปู ดังน้ี คําทีไ่ มมรี ูปสระมากอ น แลว ตอ ดวยคําทมี่ รี ปู สระ -ะ -า -ิ -ี -ึ -ื -ุ -ู เ-ะ เ- เ -ะื เ -ื -วั ะ -วั เ-า เ-าะ -ำ เ -ะี เ -ี แ- แ-ะ โ- โ-ะ ใ- ไ- โปรดดตู วั อยา งการเรยี งคาํ จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานฉบับปรับปรุงพุทธศักราช 2525 และ 2542 ขัน้ ที่ 4 ศึกษาเครอื่ งหมายวรรคตอนทใ่ี ชใ นพจนานกุ รม เครื่องหมายจุลภาค ( , ) ใชค่ันความหมายหรือบทนิยามของคาํ ที่มีความหมาย หลายอยางแตมี ความหมายคลา ย ๆ กันหรือเปนไวพจนของกัน
114 ตัวอยา ง กระตอื รือรน ก.รบี เรง , เรงรบี , ขมีขมัน, มใี จฝก ใฝเ รารอ น เคร่ืองหมายอฒั ภาค ( ; ) (1) ใชค ่ันเคร่ืองหมายหรือบทนิยามของคําที่มีความหมายหลายอยา งแตค วามหมายมีนัย เนือ่ งกับความหมายเดมิ ตวั อยา ง กิ่ง น. สวนท่แี ยกออกจากลําตน,แขนง;ใชเ รียกสวนยอยที่แยกออกไปจากสว นใหญขึ้นอยูก ับ สว นใหญ เชน กิ่งอําเภอ กิ่งสถานีตํารวจ; ลักษณะนามเรียกงาชา งวา กิ่ง; เรือ ชนิดหนึ่งในกระบวน พยุหยาตรา (2) ค่นั บทนยิ ามที่มีความหมายไมสัมพันธกนั เลย ตัวอยาง เจริญ (จะเริน) ก.เตบิ โต, งดงาม, ทาํ ใหง อกงาม เชน เจริญทางไมตรี, มากขึ้น; ท้ิง เชน เจริญ ยา; ตัด เชน เจริญงาชาง; สาธยาย, สวด (ในงานมงคล) เชน เจริญพระพุทธมนต เปน ตน (3) คนั่ อกั ษรยอ บอกทม่ี าของคํา ตวั อยา ง กุณฑล [ทน] น. ตุม ห.ู (ป. ; ส.) ค่นั อกั ษร ป. กับ อักษร ส. ซ่ึงมาจากคําวา บาลีกบั สนั สกฤต เครือ่ งวงเล็บเหลยี่ ม [ ] คาํ ในวงเล็บเหล่ียมเปน คําทบี่ อกเสียงอา น ตวั อยาง ราชการ [ราดชะกาน] เปนตน เครอื่ งหมายนขลิขติ ( ) อักษรยอทอ่ี ยใู นวงเลบ็ บอกทีม่ าของคํา เชน (ข.) มาจากภาษาเขมร อักษรยอ ที่อยูใ นวงเล็บหนา บทนิยามบอกลักษณะคําท่ีใชเฉพาะแหง เชน (กฎ) ในภาษา กฎหมาย เคร่ืองหมายยัติภงั ค ( - ) (1) เขียนไวข า งหนาคาํ เพือ่ ใหส ังเกตวาเปนคําท่ีใชพวงทายคําศพั ทอ ื่น ตัวอยาง - เก็งกอย ใชเขา คกู บั คํา เขยง เปน เขยง เกงกอย. (2) เขียนไวหลงั คาํ เพ่ือใหส งั เกตวา มีคําพว งทา ย ตวั อยา ง โ-ขม [โขมะ] (แบบ) น. โกษม, ผาใยไหม (ผา ลินนิ ), ผาขาว, ผา ปา น ประกอบวาโขมพัตถ และ แผลงเปน โขษมพสั ตร กม็ ี. (ป. ; ส. เกษม.)
115 (3) แทนคําอานของพยางคท ีไ่ มม ปี ญ หาในการอาน ตวั อยาง กุณฑล [-ทน] น. ตมุ ห.ู (ป.; ส.) เคร่อื งหมายพินทุจุดไวใ ตตัว ห ซึ่งเปนอกั ษรนาํ เวลาอานไมอ อกเสียง เชน [เหฺลา] ไมอา นวา เห-ลา เคร่ืองหมายพินทจุ ุดไวใตพ ยัญชนะตวั หนา ท่ีเปนตัวอักษรควบหรือกลํา้ ในภาษาไทยมี 3 ตัว ร ล ว เทานัน้ ท่ีออกเสียงควบกลา้ํ นอกนน้ั ไมนยิ ม ข้นั ที่ 5 ศึกษาตัวเลขทเี่ ขยี นตอ ทา ยคํา ตวั เลขท่ีเขียนตอทายคํา หมายถงึ คําน้ันมีหลายความหมายแตกตา งกนั ตวั อยา ง กระทิง 1 น. ช่ือวัวปา ชนิด (Bos gaurus) ในวงศ Bovidace ขนยาวตัวสีดําหรือดําแกม นา้ํ ตาล ยกเวน แตทตี่ รงหนา ผากและขาทงั้ 4 เปน ขาวเทา ๆ หรือเหลอื งอยา งสีทอง กระทงิ 2 น. ชอ่ื ตน ไมช นิดหนึ่ง (Calophyllum inophyllum) ในวงศ Guttiferae ใบและ ผลคลายสารภี แตใ บข้ึนสันมากและผลกลมกวา เปลือกเมล็ดแข็ง ใชทําลูกฉลากหรือกระบวยของเลน , สารภที ะเล หรือ กากะทงิ กเ็ รียก. กระทิง 3 น. ชือ่ ปลานาํ้ จดื จาํ พวกหน่งึ (Mastocembelus sp.) ในวงศ Mastocembelidae มหี ลายชนดิ ตวั เรยี วยาวขางแบน พื้นสีนํ้าตาลแก บางตัวมีลายขาวเปน วงกลม ๆ บางตัวมีลายเปนบ้ัง ๆ คาดจากหลงั ถึงใตทอ ง มคี รบี บนสันหลังยาวตดิ ตอ ตลอดถึงหาง ปลายจมูกเล็กแหลมผิดกวาปลาธรรมดา อาศยั อยูในแมน ํ้าลําคลองทว่ั ไป ใหผ ูเ รียนสังเกตความหมายของคําวา “กระทิง 1” “กระทิง 2” “กระทิง 3” วาเหมอื น หรือ แตกตา งกัน เราเรียก “กระทิง 1” วา กะทงิ ในความหมายท่ี 1 หมายถงึ ช่ือ วัวปา.... เม่ือศึกษาเขาใจพจนานุกรมท้ัง 5 ข้ันตอนแลว ควรฝกคน หาคําขอ ความหรือฝกใช พจนานกุ รมดว ยตนเองใหเกิดความชาํ นาญ ก็จะเปน ประโยชนกับตนเองตลอดชวี ิตทีเดียว สารานกุ รม หนงั สือสารานุกรม เปนหนงั สอื รวมความรูตา ง ๆ ในทุกแขนงวิชาใหรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติ ความเปนมา วิวัฒนาการตาง ๆ และความรูท ั่วไป อาทิ ภูมิศาสตร ประวัติศาสตร วิทยาศาสตร ฯลฯ เรยี งลาํ ดับไวอยางดี แตส ว นใหญจะเรียงตามตัวอักษรและมีการปรับปรุงใหทันสมัยอยูเสมอ จะมีการออก หนังสือเปนรายปเ พิ่มเติม เพื่อเปนการรวบรวมความรูว ิทยาการใหม ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบป การเลือกใช สารานุกรมจึงควรเลือกสารานุกรมท่ีพิมพในปล า สุดและเลือกใหสอดคลอ งกับความตองการของตนเอง สารานุกรมจะมีทง้ั สารานุกรมเฉพาะวชิ า สารานกุ รมทั่วไป สารานุกรมสําหรบั เยาวชน สารานกุ รมสําหรับ ผใู หญ มที ั้งสารานกุ รมหลายเลมจบและสารานกุ รมเลมเดยี วจบ
116 วธิ ใี ชส ารานกุ รม 1. พิจารณาวา เรื่องที่ตอ งการคนควาเปนความรูลักษณะใดเปนความรูท ่ัวไปหรือเปน ความรู เฉพาะวชิ า 2. เลอื กใชสารานกุ รมตามเร่ืองทต่ี นเองตองการ ตัวอยา ง ถา ตอ งการคน หาความรูงา ย ๆ พื้นฐาน ทวั่ ไปกใ็ หใ ชส ารานกุ รมทวั่ ไปสาํ หรับเยาวชน แตถ าตองการหาความรพู ้นื ฐานอยา งละเอียดก็ใชสารานุกรม ทัว่ ไปสําหรบั ผูใ หญ หรอื ถาตองการคนหาความรูเ ฉพาะวชิ าก็ใหเลอื กใชส ารานุกรมเฉพาะวิชา 3. ดอู กั ษรหนา เลม หรอื คําแนะนําท่ีสนั หนงั สือจะรวู า เร่ืองน้ันอยูใ นเลมใด 4. เปด ดูดรรชนีเพื่อดูเร่ืองท่ีตอ งการคน หาวา อยูในเลม ใด หนา ที่เทาไหรและจะตอ งเลือกดูให ถกู ลกั ษณะของสารานุกรม เชน เปดดดู รรชนีทา ยเลม แตส ารานุกรมเยาวชนและสารานกุ รมบางชดุ ดรรชนี จะอยดู านหนา สวนสารานกุ รมสาํ หรับผใู หญและสารานุกรมบางชุดใหเ ปด ดูดรรชนีทเี่ ลมสดุ ทายของชุด 5. อานวิธใี ชสารานกุ รมแตละชุดกอนใชแ ละคนหาเร่อื งทีต่ องการ เรอื่ งที่ 4 คําราชาศพั ท คนไทยมวี ฒั นธรรมทย่ี ดึ ถือกันเปน ปกติ คอื การเคารพนบั ถือ ผูท่ีสูงอายุ ชาติกําเนิดและตําแหนง หนาท่ี ส่ือที่แสดงออกอยา งชัดเจนคือ การแสดงกิริยามารยาทอันเคารพ นอบนอมและใชภาษาอยางมี ระเบียบแบบแผนอกี ดวย ภาษาที่ใชอยา งมีระเบียบและประดิษฐต กแตงเปน พิเศษเพื่อใชกับบุคคลที่มีฐานะ ตาง ๆ ทางสังคมดงั กลาวแลวเรยี กวา คาํ ราชาศพั ท คําราชาศัพท คือ คาํ ทีใ่ ชสำหรบั พระเจา แผนดินและพระบรมวงศานวุ งศ แตปจ จุบันคําราชาศัพท มีความหมายรวมถึง คําสุภาพ ท่ีสุภาพชนตอ งเลือกใชใ หเหมาะสมตามฐานะของบุคคลทุกระดับและ เหมาะสมกบั กาลเทศะดวย คําสุภาพ พระยาอุปกิตศิลปสาร ไดอธิบายไวว าไมใ ชคําแข็งกระดา งไมแสดงความเคารพ เชน โวย วาย วะ ไมใ ชค ําหยาบ เชน ใหใชอุจจาระแทนขี้ ปสสาวะแทนเย่ียว ไมใชคําท่ีนิยมกับของคําหยาบ เชน สากกะเบอื เปรยี บเทียบกบั ของลบั ผชู ายใหใ ชไ มตพี รกิ แทน เปนตน ไมใ ชคาํ ผวน เชน ตากแดด ใหใช ใหม เปนผ่งึ แดด เปน ตน และไมพูดเสยี งหว น เชน ไมรู ไมเห็น และมีคําวา ครับ คะ คะ ขา ประกอบ คาํ พดู ดว ย ลกั ษณะของคําราชาศัพท 1. คาํ นามทน่ี าํ มาใชเปน ราชาศพั ท 1.1คําทีน่ ํามาจากภาษาบาลี สันสกฤต เขมรและคําไทย เม่ือจะใชเปนคําราชาศัพทจ ะตอ งใช พระบรมราช พระบรม พระราชและพระนําหนา คอื พระบรม พระบรมราช ใชนําหนาคํานามท่ีสมควรยกยองสําหรับพระเจา แผนดิน โดยเฉพาะ เชน พระบรมอัฐิ พระบรมโอรสาธิราช พระบรมราโชวาท พระบรมราชวินิจฉัย พระบรมราช- โองการ พระบรมมหาราชวัง พระบรมราชปู ถมั ภ
117 พระราช ใชนาํ หนาคํานามที่สาํ คญั รองลงมา เชน พระราชสาสน พระราชประวตั ิ พระราชยาน พระราชโทรเลข พระราชวัง พระราชดํารสั พระราชบดิ า พระ ใชนําหนาคํานามทั่วไปบางคําเชน พระกร พระหัตถ พระเกศา พระอาจารย พระสหาย พระเกา อ้ี พระเขนย พระยี่ภู พระศอ พระอุทร บางท่ีใชพ ระหรือทรง แทรกเขากลาง เพ่ือแตงเปน คํานาม ราชาศัพทเชน กระเปา ทรงถอื เครือ่ งพระสําอาง 1.2คําไทยสามัญ เม่อื ใชเปนคําราชาศพั ทตองใชค ําวา หลวง ตน ทรง พระท่ีนั่ง ประกอบหลัง คํานามน้ัน เชน ลูกหลวง เรือหลวง รถหลวง วังหลวง ชางตน มา ตน เคร่ืองตน เรือตน ชางทรง มา ทรง เรือพระที่นงั่ รถพระทีน่ ่ัง ฯลฯ นอกจากน้ียังมีคํานามราชาศัพทท ่ีใชค ําไทยนําหนา คําราชาศัพท ซ ่ึงเปนการสรา งศัพทข ึ้นใชใน ภาษา เชน ผา ซับพระพกั ตร ถงุ พระบาท 2. คําสรรพนาม คําสรรพนามราชาศัพทนั้น แบงเปน บุรุษสรรพนามแยกไปตามฐานะของผูใช ราชาศพั ท เชนเดยี วกนั บรุ ษุ ที่ 1 (ผูพูดเอง) หญงิ ใช หมอ มฉัน ขา พระพทุ ธเจา ชาย ใช กระหมอม เกลากระหมอม ขาพระพทุ ธเจา บุรุษที่ 2 (ผูพ ูดดวย) แยกไปตามฐานะของผูท ีพ่ ูดดวย เชน ใตฝาละอองธลุ พี ระบาท ใชกับพระมหากษตั ริย พระบรมราชนิ นี าถ ใตฝา ละอองพระบาท ใชก ับพระบรมโอรสาธิราช ใตฝา พระบาท ใชก ับเจา นายชนั้ รองลงมา เจาฟา หรอื เจา นายชั้นผูใ หญ พระบาท ใชกบั เจานายชั้นผูนอย เชน ระดบั หมอ มเจา บรุ ุษที่ 3 (ผูพูดถงึ ) ท้งั หญงิ และชายใชว า พระองค พระองคทา น 3. คํากรยิ าราชาศัพท คาํ กริยาราชาศพั ทส าํ หรบั พระมหากษัตรยแ ละเจานายสว นใหญมักจะใช ตรงกนั มีหลกั ในการแตง ดงั นี้ 3.1คํากริยาทเี่ ปนราชาศัพทโดยเฉพาะ เชน โปรด ประทบั ประชวน ประสูติ กริว้ ดํารัส เสด็จ บรรทม ฯลฯ คาํ กรยิ าเหลานไ้ี มตอ งมคี าํ วา ทรงนาํ หนา และจะนาํ ไปใชใ นภาษาธรรมดาไมไ ดดวย 3.2คํากริยาท่ใี ชใ นภาษาธรรมดา เมอ่ื ตอ งการแตง เปนกริยาราชาศัพทตอ งเติม ทรง ขางหนา เชน ทรงจาม ทรงขับรอ ง ทรงยนิ ดี ทรงเลาเรียน ทรงศึกษา ทรงเลน ทรงสดับพระเทศนา ฯลฯ 3.3คาํ นามที่ใชราชาศัพทบางคาํ ทีใ่ ชทรงนําหนา เชน ทรงพระกรุณา ทรงพระราชดาํ ริ ทรงพระอกั ษร ทรงพระราชนพิ นธ 3.4คํานามบางคํา เม่ือ ทรง นําหนา ใชกริยาราชาศัพทไดตามความหมาย เชน ทรงเครื่อง (แตง ตวั ) ทรงเคร่อื งใหญ (ตดั ผม) ทรงศลี ทรงธรรม ทรงบาตร ทรงเรือ ทรงกีฬา ทรงรถ ทรงดนตรี
118 4. คํากริยาบางคาํ มใี ชต า งกันตามนามชน้ั ตัวอยางเชน กิน เสวย ใชก บั พระเจาแผนดนิ พระบรมวงศานุวงศ สมเด็จพระสงั ฆราช ฉนั ใชก ับพระสงฆ รบั ประทาน ใชกบั สภุ าพชนทั่วไป ตาย สวรรคต ใชก บั พระเจา แผน ดิน สมเดจ็ พระบรมราชนิ ี สมเด็จพระบรมโอรสาธริ าช ทิวงคต ใชกบั สมเดจ็ พระบรมราชชนนี พระราชาตา งประเทศ สิ้นพระชนม ใชก ับพระบรมวงศานวุ งศช ้ันสงู สมเดจ็ พระสงั ฆราช ส้นิ ชพี ตักษยั ใชกบั หมอ มเจา ถงึ ชีพิตักษยั ใชกับหมอมเจา ถงึ แกพริ าลัย ใชก ับสมเด็จเจาพระยา เจา ประเทศราช ถึงแกอ สญั กรรม ใชก ับเจา พระยา นายกรัฐมนตรี รฐั มนตรี ถงึ แกอนิจกรรม ใชกับเจาพระยา ขาราชการชนั้ สูง ถงึ แกกรรม ใชกับสุภาพชนทั่วไป มรณภาพ ใชก ับพระสงฆ การกราบบงั คมทูล 1. ถา กราบบังคมทูลพระเจา แผน ดนิ เมือ่ มิไดพระราชดํารสั ถามตองขนึ้ ตน ดวยวา “ ขอเดชะ ฝาละอองธุลีพระบาทปกเกลา ปกกระหมอ ม ” แลวดําเนินเร่ืองไปจนจบทา ยการกราบบังคมทูลใชว า “ดวยเกลาดวยกระหมอมขอเดชะ” ใชส รรพนามแทนพระองคท า นวา “ ใตฝาละอองธลุ ีพระบาท ” ใชส รรพนามแทนตวั เราเองวา “ ขาพระพทุ ธเจา ” ใชคาํ รบั พระราชดาํ รัสวา “ พระพุทธเจาขา” 2. ถา มพี ระราชดาํ รสั ถามขน้ึ กอนจะตองกราบบงั คมทูล “ พระพุทธเจาขอรับใสเกลา กระหมอม ” หรอื กราบบังคมทลู ยอ ๆ วา “ ดว ยเกลาดว ยกระหมอม หรือจะใชพ ระพุทธเจา ขา ” ก็ได 3. เปนการดว นจะกราบบังคมทูลเรอ่ื งราวกอนก็ได แตเ มอื่ กลาวตอนจบตองลงทายวา “พระพทุ ธเจา ขาขอรับใสเ กลาใสกระหมอม ” หรือจะกราบบังคมทูลยอ ๆ วา “ดวยเกลาดวยกระหมอ ม” ก็ได ถา มี พระราชดํารัสถามติดตอ ไปแบบสนทนาก็ไมข ึ้นตนวา “ขอเดชะฝาละอองธุลีพระบาทปกเกลาปกกระหมอม” อกี แตตองลงทา ยวา “ดวยเกลา ดว ยกระหมอม” เปน การตอบรับทกุ คร้งั
119 4. ถาจะกราบบังคมทูลดวยเรอื่ งทไี่ มส มควรจะกราบบังคมทูล หรือเปน เรอ่ื งหยาบไมส ุภาพตอ งข้ึนตน วา “ไมค วรจะกราบบังคมทูลพระกรณุ า”แลวดําเนนิ เรอื่ งไปจนจบ และลงทา ยดวยวา “ดว ยเกลา ดว ยกระหมอ ม” 5. ถา พระเจา แผนดินทรงแสดงความเอ้ือเฟอ อนุเคราะหห รือทรงชมเชยตองกราบทูลเปนเชิง ขอบคณุ วา “พระมหากรณุ าธิคุณเปนลน เกลา ลนกระหมอ ม” หรือ “พระเดชพระคุณเปนลนเกลาลน กระหมอม” แลว กราบบังคมทูลสนองพระราชดํารัสไปตามเร่ืองที่พระราชดํารัสน้ัน แลวจบลง ดวยคําวา “ดวยเกลา ดว ยกระหมอ ม” 6. ถา พระเจาแผน ดินมีพระราชดํารัสถามถึงความเปนอยูเ ม่ือจะกราบบังคมทูลวา ตนเอง สุขสบายดีหรือรอดพนอันตรายตาง ๆ มา ใหข ึ้นตนวา “ดวยเดชะพระบารมีปกเกลา ปกกระหมอ ม ขา พระพุทธเจาเปน สุขสบายดี” หรือ“รอดพน อันตรายตา ง ๆ มาอยางไรและจบดว ยวา “ดว ยเกลา ดว ยกระหมอม” 7. เมื่อจะกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษหรือแสดงความเสียใจในส่ิงที่ตนกระทําผิด ตองขึน้ ตนวา “พระอาญาไมพ นเกลา ” แลวกราบบงั คมทูลเรอื่ งราวทต่ี นทาํ ผดิ และลงทายดวย “ดว ยเกลา ดว ยกระหมอม” หรืออาญาไมพ น เกลา ฯ “ขาพระพุทธเจา ขอพระราชทานอภัยโทษ” ดาํ เนนิ เรื่องไปจนจบ แลว ลงทายวา “ดว ยเกลาดว ยกระหมอม” 8. เม่อื จะถวายส่งิ ของพระเจา แผน ดิน หากเปน ของเล็กหยิบถือไดกราบทูลวา“ขอพระราชทาน- ทลู เกลาถวาย” ถาเปนสง่ิ ของใหญหยิบถอื ไมไ ดกราบทลู วา “ขอพระราชทานนอ มเกลา ถวาย” เมื่อดําเนิน เร่ืองจบแลววา “ดวยเกลาดว ยกระหมอม” 9. การใชร าชาศพั ทเขียนจดหมาย พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหวั และสมเดจ็ พระบรมราชินนี าถ ใชคําขึน้ ตนวา “ขอเดชะฝาละอองธลุ พี ระบาทปกเกลาปกกระหมอ ม ขา พระพทุ ธเจา .............(บอกชอ่ื )........... ขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบ ฝา ละอองธลุ ีพระบาท” ใชส รรพนามแทนพระองควา “ใตฝ า ละอองธลุ พี ระบาท” ใชส รรพนามแทนตวั เองวา “ ขา พระพทุ ธเจา” ใชค ําลงทายวา “ควรมคิ วรแลว แตจ ะทรงพระกรณุ าโปรดเกลา โปรดกระหมอม ขาพระพทุ ธเจา .........(บอกช่อื ).......... ขอเดชะ ใชเ ขียนหนาซอง “ขอพระราชทานทูลเกลาทลู กระหมอ มถวาย.....(บอกช่ือ)....... กิจกรรม 1. ใหผูเรียนสังเกตการใชค ําราชาศัพทจ ากส่ือสารมวลชน เชน หนังสือพิมพ วิทยุและโทรทัศน โดยเฉพาะขาวพระราชสํานักแลว จําการใชใ หถูกตอง เพอ่ื นาํ ไปใชเ ม่อื มโี อกาส 2. รวบรวมคาํ ราชาศัพทห มวดตา ง ๆ เพอ่ื ทํารายงานสง ครู หรือเพอื่ นาํ ไปใชเมือ่ มีโอกาสใหผูเ รียน หาหนังสือพิมพร ายวันมา 1 ฉบับแลวคน หาคําราชาศัพทแ ตละประเภทมาเทาที่จะได อยา งละคําก็ตาม
120 พยายามหาคําแปลโดยใชพ จนานกุ รมหรือถามผูร ูก ไ็ ดนาํ ไปอา นใหเ พ่อื นฟง แลว ตอ จากนั้นจึงนาํ ไปใหครูชวย ตรวจและขอคําวจิ ารณเพิ่มเตมิ คาํ ศัพทท ีใ่ ชส ําหรบั พระภกิ ษสุ งฆ เนื่องจากพระภกิ ษุ เปน ผทู รงศลี และเปนผสู ืบพระพทุ ธศาสนา การใชถ อยคํา จึงกาํ หนดไวเปน อีกหนึ่ง เฉพาะองคส มเดจ็ พระสงั ฆราช ซ่ึงถอื เปน ประมุขแหง สงฆน้นั กาํ หนดใชราชาศพั ทเ ทียบเทาพระราชวงศ ชั้นหมอม- เจา แตถ าพระภิกษุน้ันเปน พระราชวงศอ ยูแลวกค็ งใหใชราชาศัพทตามลาํ ดับชั้นทเี่ ปน อยแู ลวนั้น การใชถอยคํา สําหรับพระภิกษุโดยท่ัวไปมีขอ ควรสังเกตพระภิกษุใชก ับพระภิกษุดว ยกันหรือ ใชกับคนธรรมดาจะใชศัพทอยา งเดียวกันตลอด ผิดกับราชาศัพทสําหรับกษัตริยและพระราชวงศคนอ่ืน ทพ่ี ดู กบั ทานหรอื พดู ถงึ ทานจึงจะใชราชาศัพท แตถา พระองคท านพูดกับคนอ่ืนจะใชภาษาสุภาพธรรมดา เชน มผี พู ูดถึงพระวา “พระมหาสนุ ทรกําลงั อาพาธอยทู ี่โรงพยาบาล” พระมหาสุนทรพูดถึงตัวทา นเองก็ยอ มกลาววา “อาตมากาํ ลงั อาพาธอยโู รงพยาบาล” มีผพู ูดถึงพระราชวงศพ ระองคหน่งึ วา “พระองคเ จาดิศวรกมุ ารกําลงั ประชวร” พระองคเ จา เมอื่ กลาวถงึ พระองคเ องยอ มรับสงั่ วา “ฉันกําลงั ปว ย” ตัวอยา งคาํ ราชาศพั ทส าํ หรบั พระภิกษุบางคํา คาํ นาม – ภัตตาหาร (อาหาร) ไทยทาน (สิง่ ของถวาย) อาสนะ (ท่นี ่ัง) กุฏิ (ทีพ่ กั ในวดั ) เภสัช (ยารักษาโรค) ธรรมาสน ( ทแ่ี สดงธรรม) คาํ สรรพนาม – อาตมา (ภิกษุเรียกตนเองกับผูอืน่ ) ผม กระผม (ภิกษุเรียกตวั เอง ใชกับภิกษุ ดวยกัน) มหาบพิตร (ภกิ ษเุ รียกพระมหากษตั ริย) โยม (ภกิ ษุเรยี กคน ธรรมดาที่เปนผูใหญกวา ) พระคุณเจา (คนธรรมดาเรยี กสมเดจ็ พระราชาคณะ) ทา น (คนธรรมดาเรียกภิกษุทัว่ ไป) คํากรยิ า – ประเคน (ยกของดวยมือมอบใหพระ) ถวาย (มอบให) ฉัน (กิน) อาพาธ (ปว ย) มรณภาพ (ตาย) อนุโมทนา (ยนิ ดีดวย) จําวัด (นอน) คาํ ลักษณะนาม – รูป เปนลักษณะนามสาํ หรบั นับจาํ นวนพระภกิ ษุ เชน พระภิกษุ 2 รปู (คนทวั่ ไปนยิ มใชคาํ วา องค)
121 บทท่ี 6 ภาษาไทยกบั ชองทางการประกอบอาชีพ สาระสาํ คญั ภาษาไทยเปน ภาษาประจําชาติ เปน ภาษาท่ใี ชสอ่ื สารในชีวติ ประจาํ วัน อกี ทัง้ ยงั เปน ชอ งทาง ทีส่ ามารถนาํ ความรภู าษาไทยไปใชในการประกอบอาชพี ตาง ๆ ได โดยใชศิลปะทางภาษาเปนสอื่ นาํ ผลการเรยี นรทู ี่คาดหวงั เมอื่ ศึกษาจบบทที่ 6 แลวคาดหวังวาผเู รยี นจะสามารถ 1. มีความรู ความเขา ใจ สามารถวเิ คราะหศกั ยภาพตนเอง ถึงความถนดั ในการใชภาษาไทย ดา นตา ง ๆ ได 2. เหน็ ชองทางในการนําความรูภ าษาไทยไปใชในการประกอบอาชพี 3. เห็นคุณคา ของการใชภาษาไทยในการประกอบอาชพี ขอบขายเนือ้ หา เรอ่ื งท่ี 1 คณุ คา ของภาษาไทย เรอื่ งท่ี 2 ภาษาไทยกบั ชอ งทางการประกอบอาชีพ เร่อื งที่ 3 การเพ่ิมพนู ความรูและประสบการณทางดา นภาษาไทยเพอ่ื การประกอบอาชีพ
122 เรือ่ งที่ 1 คณุ คา ของภาษาไทย ภาษาไทยเปนภาษาท่ีบงบอกถึงเอกลักษณความเปนไทยมาชานาน ต้ังแตโบราณจนถึงปจจุบัน ภาษาไทยเปนภาษาที่สุภาพ ไพเราะ ออนหวานและสิ่งที่สําคัญคือ เปนภาษาที่ใชในการส่ือสารของ มนุษยในชีวิตประจําวัน หากมีการพูดภาษาไทยใหถูกตองเหมาะสมตามกาลเทศะแลว จะแสดงถึง กิริยามารยาททเี่ รยี บรอย นอบนอ มมีสัมมาคารวะ จะทําใหค นอนื่ มคี วามรกั ใครใ นตวั เรา นอกจากนี้ ภาษาไทยยังสามารถนํามาดัดแปลงแตงเปนคํากลอน แตงเปนเพลงไดอยางไพเราะ เพราะพรงิ้ ทาํ ใหผูฟงหรือใครท่ไี ดยนิ แลว เกดิ ความหลงใหล เพลนิ เพลนิ ไปกับเสยี งเพลงนนั้ ๆ ได ฉะนั้น เพื่อใหผูเรียนเกิดทักษะอยางถูกตองและเหมาะสมในการสื่อสารกับผูอื่นอยาง มีประสิทธิภาพ รูจักแสวงหาความรูและประสบการณ รักการอาน การเขียน การพูด การบันทึกความรู และขอ มลู ขาวสารท่ไี ดรับ เกดิ ความภาคภูมใิ จในความเปนเจา ของภาษาและเห็นคุณคาของบรรพบุรุษท่ีได สรา งสรรคผ ลงานไว ผูเ รยี นควรท่ีจะรซู ง้ึ ถงึ คุณคา ตลอดจนรกั และหวงแหนภาษาไทย เพอื่ ใหคงอยูค กู บั คนไทย ตลอดไป เรือ่ งท่ี 2 ภาษาไทยกบั ชอ งทางการประกอบอาชพี ภาษาเปนเครื่องมือในการสื่อสารระหวางผูสงสาร (ผูพูด ผูเขียน) กับผูรับสาร (ผูฟง ดู ผูอาน) ท่ีมนุษยใชในการดําเนินชีวิตประจําวัน โดยเริ่มตั้งแตวัยเด็กที่เริ่มหัดพูด เพื่อสื่อสารกับพอแม พี่นอง บุคคลใกลเคียง ตอ มาเม่ืออยูในวัยเรียน เริ่มเขาสูระบบโรงเรียนต้ังแตอนุบาล ระดับประถมศึกษา ระดับ มัธยมศึกษา ผูเรียนในวัยนี้เริ่มใชภาษาที่มีระบบระเบียบ มีหลักเกณฑการใชภาษาที่สลับซับซอน ยากงาย ตามระดับการศึกษา ซึ่งส่ิงท่ีผูเรียนไดเรียนรูเก่ียวกับภาษาไทยน้ี จะเปนการปูพื้นฐานความรูใหผูเรียน มีความรู ความเขาใจ เกิดความซาบซึ้งและมีความคิดสรางสรรคของงานท่ีเกิดจากการเรียนภาษาไทย เชน มีผูเรียนท่ีเรียนอยูในระดับมัธยมศึกษา แตเปนผูใฝรู รักการอาน รักการจดบันทึกเร่ืองราวตาง ๆ เร่มิ จดบนั ทกึ จากส่งิ ที่ใกลตวั คอื การจดบันทึกกิจวัตรประจําวัน จดบันทึกเหตุการณท่ีไดประสบพบเห็น ในแตละวัน เชน พบเห็นเหตุการณนํ้าทวมคร้ังยิ่งใหญในกรุงเทพมหานคร พบเห็นชีวิตความเปนอยูของ ประชาชนเมอื่ ประสบภัยนํ้าทวม ฯลฯ โดยผูเรียนคนนี้ปฏิบัติเชนนี้เปนประจําทุก ๆ วัน เมื่อผูเรียนคนนี้ เปนคนท่ชี อบเขียน ชอบบนั ทึกเร่ืองราวตาง ๆ และแทนท่ีผูเ รียนคนนจี้ ะจดบันทึกเร่ืองราวตาง ๆ และเก็บ ไวเ ปน ขอมลู สวนตัวเทานั้น แตผูเรียนคนน้ี จะนําเร่ืองราวท่ีบันทึกไวเผยแพรในเว็บไซต เปนการบอกเลา เหตุการณท ไี่ ดป ระสบพบเห็นมาใหผูอ่ืนไดรับรู บังเอิญมีสํานักพิมพท่ีไดอานผลงานเขียนของผูเรียนคนนี้ เกิดความ พึงพอใจ และขออนุญาตนําไปจดั พิมพเปน รปู เลม และจดั จําหนา ย โดยผเู รียนจะไดร บั คา ตอบแทน ในการเขียนดว ย อกี กรณหี นงึ่ ผเู รียนคนหน่งึ เปน นกั พูด เวลาโรงเรียนมีการจดั กิจกรรมหรือมกี ารจดั งานใด ๆ ก็ตาม ผเู รียนคนนี้จะอาสาคอยชว ยเหลือโรงเรียนโดยเปน ผปู ระกาศบา ง ผดู ําเนินกจิ กรรมตาง ๆ บา ง ซึง่ สิ่งเหลานี้ จะเปน พืน้ ฐานใหผ ูเรียนคนนี้ ไดเรียนรูใ นระดับที่สูงข้ึน โดยอาจจะเปนผูทําหนาที่พิธีกร เปนนักจัดรายการ วิทยุ เปนนกั พากยก ารตนู ฯลฯ ทสี่ ามารถสรางรายไดใ หกับตนเองได
123 ฉะนั้น จากตัวอยางที่กลาวมาต้ังแตตน จะเห็นไดวาการเรียนรูภาษาไทย ก็สามารถนําความรู ท่ีไดรับไปสรางงาน สรางอาชีพเลี้ยงตนเอง เล้ียงครอบครัวได เชนเดียวกับการเรียนรูในสาระวิชาความรู อ่ืน ๆ กอนที่ผูเรียน กศน. จะตัดสินใจใชความรูภาษาไทยไปประกอบอาชีพ ผูเรียนจะตองวิเคราะห ศักยภาพตนเองกอนวาผูเ รียนมคี วามรู ความเขาใจเกี่ยวกับวิชาภาษาไทยที่มีเน้ือหาเกี่ยวกับการฟง การดู การพูด การอาน การเขยี น หลกั การใชภาษา วรรณคดีและวรรณกรรม ลกึ ซงึ้ ถูกตองหรือยัง หากวิเคราะห แลวคิดวาผูเรียนยังไมแมนยําในเน้ือหาความรูวิชาภาษาไทยก็จะตองกลับไปทบทวนใหเขาใจ จากนั้น จึงวิเคราะหตนเองวามีใจรักหรือชอบท่ีจะเปนนักพูดหรือนักเขียน สวนเน้ือหาเกี่ยวกับการฟง การดู การอาน หลักการใชภาษาและวรรณคดีและวรรณกรรมเปนขอมูลความรูประกอบในการเปนนักพูดท่ีดี หรอื นักเขียนท่ดี ีได ตอ ไปนีจ้ ะขอนาํ เสนอขอ มูลและตัวอยา งของการประกอบอาชีพนกั พูด และนกั เขยี นพอสังเขป ดงั น้ี การประกอบอาชพี นกั พดู ผเู รยี นที่ไดว เิ คราะหศ ักยภาพตนเองแลววาเปน ผทู ม่ี ีความสนใจและรักทจี่ ะเปน นกั พดู จะตองเปน ผูที่มีความรู ความสามารถหรอื คณุ สมบตั อิ ยา งไรบาง โดยขอนาํ เสนอขอมูลพอเปนสงั เขปได ดังนี้ ก. นกั จดั รายการวิทยุ ผูเรยี นทส่ี นใจจะเปน นักจดั รายการวทิ ยุ เรม่ิ แรกผเู รียนอาจจะเปนนกั จดั รายการวิทยรุ ะดบั ชมุ ชน เสยี งตามสาย ฯลฯ จนผเู รยี นมที กั ษะประสบการณม ากขน้ึ จงึ จะเปน นกั จดั รายการวิทยรุ ะดับ จงั หวัด หรอื ระดบั ประเทศตอไป หนาทขี่ องนกั จดั รายการวทิ ยุ แบง ได 4 ประการ คือ 1. เพื่อบอกกลาว เปน การรายงาน ถา ยทอดสง่ิ ทไี่ ดป ระสบ พบเหน็ ใหผ ูฟงไดร บั รู อยางตรงไปตรงมา 2. เพ่อื โนมนาวใจ เปนการพยายามทีจ่ ะทําใหผ ฟู งมคี วามเห็นคลอยตาม หรือโตแยง 3. เพือ่ ใหค วามรู เปนความพยายามทีจ่ ะใหผ ูฟง เกิดความพงึ พอใจ มคี วามสุขใจ ลกั ษณะของนกั จดั รายการวิทยุ (รจู กั ตนเอง) มดี งั น้ี 1. เปน ผมู จี ิตใจใฝรู 2. วองไวตอการรับรูขอ มูลขา วสาร 3. มีมนุษยสัมพันธทด่ี ี 4. มีจิตใจกวา งขวาง เห็นอกเห็นใจผอู น่ื 5. มคี วามอดทนตอ แรงกดดนั ตาง ๆ ข. พธิ กี ร - ผปู ระกาศ ในการทําหนา ทพ่ี ิธกี ร หรือผูประกาศ การใชเ สยี งและภาษาจะตองถูกตอ ง ชดั เจน เชน การออกเสียงตัว ร ล การอา นเวน วรรคตอน การออกเสยี งควบกลํา้ การออกเสยี งสงู ต่าํ นอกจากจะตอ ง
124 มีความรูในเร่อื งของภาษาแลว ผูทีท่ ําหนาทพี่ ิธกี ร - ผปู ระกาศ จะตอ งพฒั นาบคุ ลกิ ภาพ การแตง หนา ตลอดจนเรยี นรกู ารทํางานของพธิ ีกร - ผูป ระกาศอยา งชัดเจนดว ย คุณลกั ษณะของผทู าํ หนา ทพี่ ธิ กี ร - ผูประกาศ มดี งั นี้ 1. บุคลกิ ภาพภายนอกตองดดู ี มีความโดดเดน ดนู าประทับใจ มลี กั ษณะทเี่ ปนมิตร เนื่องจาก การเปนพธิ ีกร - ผูประกาศ จะตอ งพบปะกับผูคนหรอื ผฟู ง 2. น้าํ เสียงนมุ นวล นาฟง การใชนํ้าเสียงเปน ส่งิ สําคญั การใชอกั ขระจะตอ งถูกตอง ออกเสียงดงั ฟง ชัด การเวนวรรคตอน คาํ ควบกลาํ้ จะตอ งสม่ําเสมอ น้าํ เสียงนาฟง ไมแข็งกระดาง เวลาพูดหรืออานขา ว ควรมีสหี นายม้ิ แยม และนาํ้ เสยี งที่ชวนฟงเพือ่ ใหผฟู ง รสู ึกสบายเมื่อไดฟง 3. ภาพลกั ษณท่ีดี ควรเปน ตัวอยา งทด่ี นี า เชอ่ื ถอื สําหรบั ผฟู ง หรอื ผชู ม การปรากฎตวั ในงาน ตาง ๆ ควรมีการแตงกายทสี่ ุภาพเรยี บรอยเหมาะสมกับสถานการณน ้ัน ๆ 4. ความรรู อบตวั ผทู ีจ่ ะทําหนา ท่พี ธิ กี ร - ผปู ระกาศจะตองเปนผทู ่ีสนใจใฝรูเ รอ่ื งราว ขาวสาร ขอมูลที่ทันสมัย เกาะติดสถานการณวามีอะไรเกิดขึ้นบาง กับใคร ท่ีไหน ที่สําคัญตองเปนผูที่พรอมจะ เรียนรูเรื่องราวใหม ๆ อยูเสมอ รูจักวิเคราะหขาวสารที่ไดรับฟงมาใหเขาใจกอนที่จะเผยแพรใหผูอ่ืน ไดรับรู 5. ตรงตอ เวลา การตรงตอเวลาถือวาเปนเร่ืองสําคัญมากทั้งผูท่ีทําหนาท่ีพิธีกร - ผูประกาศ จะตองมเี วลาใหทีมงานไดใ หข อ มูล อธิบายประเด็นเนื้อหาสาระ กระบวนการข้ันตอนตาง ๆ ถาไมพรอม หลงั พลาดพลง้ั ไป ทีมงานคนอื่น ๆ จะเดือดรอ นและเสียหายตามไปดวย 6. รูจักแกปญหาเฉพาะหนา การเปนพิธีกร - ผูประกาศ ถึงแมวาจะมีการเตรียม ความพรอมที่เรียบรอยดีแลว แตเหตุการณเฉพาะหนาบางครั้งอาจจะเกิดข้ึนได โดยที่ไมไดคาดหมายไว พิธกี ร - ผปู ระกาศ จะตอ งมีปฏภิ าณไหวพรบิ ในการแกป ญหาเฉพาะหนา ได ค. ครูสอนภาษาไทยกับประชาคมอาเซยี น ภายในป พ.ศ. 2558 ประเทศไทยจะกาวสูประชาคมอาเซียน ฉะน้ัน ประชาชนคนไทย จําเปนตองเตรียมความพรอม หรือปรับตัวใหทันตอการเปล่ียนแปลง ซึ่งการเปล่ียนแปลงดังกลาว จะกอ ใหเ กิดประโยชนแ ละการเปลี่ยนแปลงในดา นตา ง ๆ ดังนี้ ประโยชนทจี่ ะไดรบั 1. ประชากรเพมิ่ ข้ึน ทําใหเพิ่มศักยภาพในการบริโภค เพิ่มอาํ นาจการตอ รองในระดบั โลก 2. การผลิต (ยงิ่ ผลติ มาก ยิ่งตนทุนตํ่า) 3. มแี รงดึงดูดเงินลงทนุ ทีอ่ ยูนอกอาเซียนสูงขึ้น สิง่ ทสี่ งผลตอ การเปล่ยี นแปลงในดา นตาง ๆ 1. การศึกษาในภาพใหญของโลก มกี ารเปลีย่ นแปลงอยา งรนุ แรง 2. บุคลากรและนักศึกษา ตองเพ่ิมทกั ษะทางดานภาษาองั กฤษใหสามารถส่ือสารได 3. ปรับปรุงความเขา ใจทางประวัติศาสตร เพ่ือลดขอ ขดั แยง ในภมู ภิ าคอาเซียน 4. สรา งบณั ฑติ ใหส ามารถแขงขนั ไดใ นอาเซียน เพ่ิมโอกาสในการทาํ งาน
125 ดังน้ัน จะเห็นไดวาตั้งแตป พ.ศ. 2558 เปนตนไป ประชาชนอาเซียนจะเดินทางเขาออก ประเทศไทยเปน จาํ นวนมาก ไมวาจะเปน แมคา พอ คา นักธุรกจิ นกั ทองเทย่ี ว ฯลฯ ฉะน้ัน เราในฐานะเจาของ ประเทศ เจาของภาษาไทย ทาํ อยางไรจึงจะทาํ ใหป ระชาชนอาเซยี นทเ่ี ขามาประกอบอาชีพในประเทศไทย ไดเรียนรูภาษาไทย วัฒนธรรมไทย เพื่อเปนพื้นฐานในการสื่อสารที่เขาใจกัน ในที่นี้จึงขอเสนออาชีพ ที่ผูเรียนท่ีสําเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแลว สามารถประกอบอาชีพ สรางรายไดใหกับ ตนเอง นั่นก็คือ ครูสอนภาษาไทยใหกับประชาชนอาเซียน ภาษาไทยที่สอนนี้เปนภาษาไทยพ้ืนฐาน ที่ประชาชนอาเซียนเรียนรแู ลว สามารถสอ่ื สารกับคนไทยแลวเขาใจ สามารถดําเนินชีวิตประจําวันได เชน พอคา แมคา นักทอ งเท่ียว ฯลฯ คณุ ลกั ษณะของครผู สู อนภาษาไทยกบั ประชาชนอาเซียน 1. มั่นใจในความรูภ าษาไทยดพี อ 2. มใี จรักในการถา ยทอดความรู 3. เปน ผมู ีความรูในภาษาอาเซียน อยางนอย 1 ภาษา เน้ือหาความรภู าษาไทยทป่ี ระชาชนอาเซยี นควรเรยี นรู 1. ทกั ษะการฟง การดู การพดู 2. หลักการใชภ าษา ระดบั พืน้ ฐาน ไดแ ก พยญั ชนะ สระ วรรณยุกต 3. ทักษะการอา น 4. ทักษะการเขยี น 5. ทกั ษะการอาน เขยี นเลขไทย อารบิค การจดั กลุมผเู รยี น 1. แสวงหากลมุ ผเู รยี น ต้งั แต 1 คนขึ้นไป (จํานวนข้ึนอยกู บั ศกั ยภาพของครผู สู อน) 2. กําหนดแผนการสอน (วัน เวลา/สถานทีน่ ัดพบ) 3. เตรียมเนื้อหา สาระ สอ่ื อปุ กรณก ารจดั กิจกรรมการเรียนรู 4. มีการวดั และประเมนิ ผลความกาวหนาของผูเ รยี น การประกอบอาชพี นักเขยี น จากตัวอยางขางตนที่กลาวถึงผูที่จะเปนนักเขียนมืออาชีพ จะตองเปนผูรูจักจดบันทึก ใฝรู ใฝแสวงหาความรูอยางตอเนื่อง หรือแมแตเปนนักอาน เพราะเชื่อวาการเปนผูอานมากยอม รูมาก มีขอมูลในตนเองมาก เมื่อตนเองมีขอมูลมาก จะสามารถดึงความรูขอมูลในตนเองมาใชใน การสื่อสารใหผูอานหรือผูรับสารไดรับรูหรือไดประโยชน ตัวอยางของอาชีพนักเขียน ไดแก การเขียนขาว การเขียนโฆษณา การแตงคําประพันธ การเขียนเรื่องส้ัน การเขียนสารคดี การเขียน บทละคร การเขียนบทวิทยุ-โทรทัศน การแตงเพลง ฯลฯ ซึ่งตัวอยางเหลานี้ ลวนแตผูเขียน สามารถสรางชิ้นงานใหเกิดรายไดทั้งสิ้น เพียงแตผูเขียนจะมีความรัก ความสนใจท่ีจะเปนนักเขียน หรอื ไม
126 คณุ สมบัติของนกั เขยี นทีด่ ี การจะเปน นกั เขยี นมอื อาชีพท่ีดไี ด จะตอ งเรม่ิ ตนทลี ะขนั้ หรอื เรมิ่ จาก 0 ไป 1 2 3 และ 4 โดยไมค ิดกระโดดขามข้นั ซง่ึ มวี ิธีการ ดงั น้ี 1. ตัง้ ใจ นกั เขยี นตอ งมีความต้ังใจและรบั ผดิ ชอบในทกุ ขอ ความทีต่ นเองไดเขยี นถายทอดออกมา ไมใชเ พยี งตวั อักษร ทเี่ รยี งรอยออกมาเปนเนือ้ หาเทานนั้ แมแ ตยอหนา หรือเวนวรรคก็นับวาเปนสวนหนึ่งท่ี แสดงใหเห็นถึงความต้ังใจของนักเขียน ที่นักอานจะสามารถมองเห็นไดเชนกันจุดประสงคของการเปน นักเขียนไมใชเปนเพื่อเขียนอะไรสักเร่ืองใหจบแลวเลิกราไป แตนักเขียนควรใสใจทุมเทในสิ่งที่เขียนและ ลงมือถายทอดเรื่องราวในจินตนาการน้ันอยางสุดความสามารถ หากมีความตั้งใจจริงคนอานจะรับรูได ทันที 2. รับฟง นักเขียนตองรูจักที่จะรับฟงคําวิจารณของเพ่ือนนักเขียนดวยกันอยางใจกวาง เพราะ ไมวา นักเขยี นจะมีฝม ือระดับใด ก็สามารถมีขอผิดพลาดไดเชนกัน แมแตความคิดเห็นของนักอานก็มีสวน ชว ยใหน กั เขียนปรบั ปรุงแกไ ขใหด ียิ่งขนึ้ ได เพราะโดยสวนมากนกั อานมักจะเห็นขอ บกพรอ งในบทความของ นกั เขยี นมากกวาตัวนักเขยี นเอง 3. ใฝรู นกั เขยี นตอ งรูจักคน ควาหาความรู ขอมูลหรอื แหลง อางอิงที่ถกู ตอง เพื่อพัฒนาการเขียน ของตนเอง การเขียนเนื้อหาโดยปราศจากขอมูลจะทําใหเนื้อหาปราศจากสาระและแกนสาร คนอาน จะไมร สู ึกสนกุ 4. จรรยาบรรณ ไมวาอาชีพใด ๆ จําเปนตองมีจรรยาบรรณเปนของตนเอง นักเขียนก็เชนกัน นกั เขียนท่ีมจี รรยาบรรณ ตองไมลอกของคนอนื่ มาแอบอา งช่ือเปน ของตนเอง น่คี ือสิ่งทีร่ ายแรงทสี่ ุดสาํ หรับ นกั เขยี น 5. ความรับผิดชอบ ไมวาอาชีพใด ๆ ความรับผิดชอบเปนสิ่งสําคัญ ซึ่งในที่น้ี หมายถึง ความรับผิดชอบตอทุกถอยคําในเนื้อหา กอนจะแสดงผลงานใหผูใดไดอานไมวาผูเขียนจะต้ังใจหรือ ไมต ั้งใจก็ตาม 6. ความสุข หลายคนอาจแอบคิดอยูในใจวาการเปนนักเขียนไมใชเร่ืองงาย ไมวาอาชีพใด ๆ ตองมีจุดงายจุดยากดวยกันท้ังส้ิน แลวเหตุใดการเปนนักเขียนตองมีความสุข เพราะถาหากนักเขียน เขียนดวยความทกุ ขไมรสู กึ มีความสุขกับการเขยี น ก็แสดงวา นักเขยี นผูน นั้ ไมเหมาะกบั การเปนนกั เขียน นักเขียน คือ ผูท่ีแสดงความคิดเห็น ดวยการเขียนเปนหนังสือหรือลายลักษณอักษร ซึ่งอาจ แสดงออกในรปู แบบเรยี งความ บทความ เรื่องสั้น นวนิยาย ฯลฯ คนที่จะเอาดีดานงานเขียน จะตองเปน คนชางฝน มีพรสวรรค และตองเรียนรู พยายามเขยี นตามท่ีตนถนดั รูจักอยูในโลกแหงจนิ ตนาการ จึงจะเขียน ใหผอู า นหวั เราะ รองไหและรอคอย ถือวาเปน หวั ใจหลกั ของนกั เขียน นอกจากนี้ตองเปนนักอาน นักเขียน ตอ งมอี ารมณออ นไหว รูส ึกไวตอ สงิ่ เราท้ังหลาย นอกจากนย้ี ังตองเปนคนชางคดิ ชางสงั เกต
127 ตวั อยา ง การนาํ ความรภู าษาไทยไปประกอบอาชพี นกั เขยี น 1. นกั ขาว เปนการเขียนขาวที่ใชกระบวนการทางความคดิ ของผสู อ่ื ขา วท่สี ามารถนําไปสกู ารปฏิบัตงิ านขาว ในขั้นตอนการเขียน บอกเลาขอเท็จจริง เพ่ือใหเกิดประโยชน ในการรับใช หรือสะทอนสังคม ซึ่งแตกตางไปจากการเขียนของนักเขียนท่ัวๆ ไป เพราะการเขียนขาวของผูส่ือขาวมีความสําคัญตอการ แสวงหาความจริง ของสงั คม ที่ตองอาศัยรูปแบบ โครงสรางของการเขียนขาวมาชวยนําเสนอขอเท็จจริง อยางมรี ะบบ อะไรเปน ขาวไดบ า ง ขาว คอื เหตุการณ ความคิด ความคดิ เห็น อันเปน ขอเท็จจริง ทไ่ี ดรับการหยิบยกขึน้ มา รายงาน ผา นชอ งทางสอ่ื ทเี่ ปนทางการ นักหนังสือพิมพท่ีมีช่ือเสียงทานหน่ึงชื่อ จอหน บี โบการท กลาววา “เม่ือสุนัขกัดคนไมเ ปน ขาว เพราะเปนเหตกุ ารณป กติท่ีเกดิ ขน้ึ บอ ย ๆ แตเมือ่ คนกัดสุนัข นน่ั คือขาว” คาํ กลา วนแ้ี สดงใหเ หน็ วา เรอื่ งราวทป่ี กตไิ มม คี วามนาสนใจมากพอทจี่ ะเปน ขาว แตถ าเปนเรอ่ื งทนี่ าน ๆ กวา จะอบุ ตั ิขึ้นสักคร้งั หนึ่ง กจ็ ะเปนขา วไดง า ย สง่ิ ทจี่ ะเปน ขา วไดค อื ส่งิ ท่ีมลี กั ษณะ ดงั นี้ ความทันดวนของขาว ผลกระทบของขา ว มคี วามเดน ความใกลชิดของขาวตอผอู า นหรอื ผูชม ทงั้ ทางกายและทางใจ เร่อื งราวหรอื เหตุการณท กี่ าํ ลงั อยใู นกระแสความสนใจของสาธารณชน หรือเรียกวา “ประเดน็ สาธารณะ” 2. นักเขียนบทวิทยุ - โทรทัศน มีคุณสมบตั ิโดยทว่ั ไป ดังน้ี 2.1 ชางคิด เปนคุณสมบัติสําคัญของนักเขียน ความคิดริเร่ิมสรางสรรคเปนพรสวรรคของ แตละบุคคล ความชางคิดในท่ีนี้หมายถึง ความสามารถในการสรางเร่ืองที่สมบูรณจากเหตุการณเล็ก ๆ เพียงเหตุการณเดียว นักเขียนบทละครผูซ่ึงเลนกับถอยคําสํานวนจะใชความพยายามอยางมากท่ีจะ เรยี งรอยถอยคําใหสามารถสรางจนิ ตนาการตามทีเ่ ขาตองการ 2.2 อยากรูอ ยากเห็น นักเขยี นจะตองศกึ ษาเรอ่ื งตาง ๆ ท่ผี ูสือ่ ขาวไดรายงานขาวไว แลวนํามา คิดใครครวญวา อะไร ทําไม สาเหตุจากอะไร อยางไร ท่ีทําใหเกิดเหตุการณหรือสถานการณเชนนั้นขึ้น และเมอื่ เดินทางไปยังพื้นที่ตาง ๆ นักเขียนจะตองมีความพยายามทุกวิถีทางท่ีจะปฏิบัติตนใหคุนเคยกับคน ของทองถ่นิ นนั้ ๆ วาเขามชี ีวติ ความเปน อยูทแ่ี ทจริงอยา งไร 2.3 มีวินยั วทิ ยุและโทรทศั นเปนสือ่ ท่ีมีเวลาเปนเคร่ืองกําหนดท่ีแนนอน นักเขียนควรกําหนด จุดเปาหมายของตนเองวาจะเขียนใหไดอยางนอยกี่คําตอวัน ผูท่ียึดอาชีพนี้จะตองมีวินัยในการเขียน เปน อยา งมาก เพอื่ ใหส ามารถสง บทไดตรงเวลา และผลติ บทออกมาอยางสม่าํ เสมอเพือ่ การยงั ชีพ
128 2.4 รูจักการใชภาษา นักเขียนบทจะตองเปนผูท่ีสามารถสรางคําตางๆ ข้ึนมาไดโดยอาศัย แหลงขาวสารขอมูลตาง ๆ ฟงคําพูดของบุคคลตางๆ ศึกษาจากการอานหนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ การเขาเรียนในหองเรียน ฟงวิทยุกระจายเสียง ดูโทรทัศน ภาพยนตร นอกจากนี้หนังสือจําพวก พจนานุกรม ศัพทานุกรม เปนส่ิงที่มีคาสาํ หรับนักเขียน เพราะสามารถชวยในการตรวจสอบหรือคนหา คําได การเขยี นสาํ หรับสื่อประเภทวิทยุโทรทัศนมีกุญแจดอกสําคัญคือ “ความงาย” เพ่ือผูรับจะไดเขาใจ ไดงา ยและเขาใจไดเรว็ 2.5 รูจักส่ือ นักเขียนบทตองรูถึงการทํางานของเครื่องมือของสื่อนั้น ๆ โดยการดู เพ่ือที่จะ เรียนรู อา นจากหนงั สือท่อี ธิบายถึงกระบวนการออกอากาศ หรือเยย่ี มชมและสงั เกตการเสนอรายการตา ง ๆ อบรมระยะสน้ั ๆ กบั มหาวิทยาลัยตาง ๆ หรอื ศึกษาดูงาน เปน ตน 2.6 มีความเพียร อาชีพนักเขียนตองมีความมานะอดทน มีความเพียรพยายามที่จะทําใหได และอาจจะตอ งเขยี นบทจํานวนมากกวาจะมคี นยอมรบั สกั เร่ือง แหลง ขอ มลู สําหรับการเขยี นบทวทิ ยโุ ทรทัศน 1. หนังสือพมิ พ นกั เขียนบทสามารถนําเน้ือหาของขาวสารตางๆ มาพัฒนาเปนโครงสรางของ บทไดอยางดี แมกระทั่งขาวซุบซิบ ขาวสังคมในหนังสือพิมพ ก็สามารถนํามาพัฒนาบุคลิกของตัวละคร แตล ะตัวในเร่อื งท่เี ขียนได 2. นติ ยสาร เร่ืองราวตา ง ๆ ในนติ ยสารแตล ะประเภทเปนขอมูลท่ีดีเย่ียมสําหรับนักเขียนบท ในดา นขอมูล ขอ เท็จจรงิ ตลอดจนการสบื เสาะไปสูแ หลง ขอ มูลเบื้องตนไดอยา งดี ปจจุบันนิตยสารมีหลาย ประเภทและแยกแยะ เนน ผอู านท่ีสนใจเฉพาะเร่ืองนั้น ๆ ย่ิงทําใหนักเขียนบทแสวงหาขอมูลที่เจาะจงได งายขน้ึ 3. รายงานการวิจัย ในการเขียนบทบางคร้ังผลงานวิจัยเขามามีบทบาทสําคัญในการประกอบ การเขยี นบท สถานีวทิ ยุโทรทัศนบางแหง หรอื บริษทั ผลติ รายการวิทยุโทรทัศน จะมีแผนกวิจยั ไว โดยเฉพาะ เพอื่ ทําหนา ทว่ี จิ ัยหาขอมูลมาประกอบการเขยี นบท 4. หองสมุด นักเขียนบทบางทานทํางานอยูในสถานีที่ไมมีแผนกวิจัย จึงตองหาขอมูลจาก หองสมดุ ทม่ี ีอยใู นทอ งถ่นิ ซ่ึงเปนแหลงขอ มูลที่ดอี ีกแหง หนึ่งของนักเขยี นบทวทิ ยโุ ทรทัศน 5. หนว ยงานราชการ เม่อื ไดรบั มอบหมายใหเ ขยี นบทใหก บั หนว ยงานราชการตา ง ๆ นักเขียน บทจะแสวงหาขอมูลเก่ียวกับเร่ืองนั้น ๆ จากหนวยงานท่ีเก่ียวของโดยตรง เชน เขียนเรื่องเกี่ยวกับปาไม ก็แสวงหาขอ มูลจากกรมปา ไม เปน ตน นอกจากขอมูลจากแหลงใหญ ๆ ทั้ง 5 แหลงแลว นักเขียนบทสามารถหาขอมูลไดดวยตนเอง จากการคุยกับเพ่ือน ๆ ในวงวิชาชีพตาง ๆ จากการไปอยูในสถานท่ีน้ัน ๆ ไปไดพบไดเห็นไดยินมาดวย ตนเอง นักเขยี นบทสามารถบนั ทกึ ไวใ นคลงั สมองของตนเอง แลวนํามาใชไดท นั ทเี มอ่ื ตองการ
129 รปู แบบและประเภทของบทวิทยโุ ทรทศั น บทวทิ ยุโทรทัศนประกอบดวยองคประกอบทีจ่ ําเปน 2 สว น คอื สว นของภาพและสวนของเสียง การใหขอมูลที่สมบูรณท้ังดานภาพและเสียงจะทําใหรายการสําเร็จลุลวงไปไดดวยดี ดังนั้น นักเขียนบท วิทยุโทรทัศนควรทราบขอกาํ หนดในการวางรปู แบบโทรทัศน และประเภทของบทวิทยุโทรทัศน เพื่อจะทํา ใหง ายและสะดวกตอการทํางานของฝา ยผลติ รายการ 1. การวางรปู แบบบทวิทยโุ ทรทัศน สวนภาพ การวางรูปแบบบทวิทยุโทรทัศนโดยท่ัวไปนั้น นิยมเขียนโดยสวนของภาพจะอยู คร่ึงหนากระดาษทางซาย และสวนของเสียงจะอยูทางขวาของคอลัมนภาพ เพื่อผูเขียนตองการเขียน ขอแนะนําเคร่ืองหมายของช็อต (shot) ท่ีสําคัญคือ ตัวหนังสือ ภาพและสิ่งที่จําเปนที่สําคัญท่ีเก่ียวกับ ภาพโทรทศั นใหเ ขยี นส่ิงเหลา น้ไี วใ น “สว นภาพ” ท้ังน้ี ผูเขียนตองเขาใจศัพททางดานโทรทัศนพอสมควร และพยายามใชคําศัพทดานภาพและดานเทคนิคที่ตนเขาใจเปนอยางดี หลีกเล่ียงการใชศัพทเทคนิคที่ ผเู ขียนเองยังไมเขา ใจความหมายท่ีแทจ รงิ ของคาํ นน้ั ๆ สว นเสียง ผเู ขียนจะใสคาํ บรรยาย เพลง เสียงประกอบใน “สวนเสียง” เชนเดียวกับการอธิบาย ส่ิงตาง ๆ ใหกับตัวแสดง ผูแสดงแบบ ผูบรรยาย เชน อธิบายการเคลื่อนไหว หรืออารมณ เปนตน จะไมใช สวนภาพสาํ หรบั อธิบายสิ่งตา ง ๆ ใหก บั ตัวแสดงไมวา จะอยูหลังกลอ งหรอื หนา กลอง คําอธิบายและรายการซึ่งควรเขียนไวกอนบท ไดแก คําอธิบายเกี่ยวกับลักษณะผูแสดง (character) ฉาก (setting) และอุปกรณที่ใชประกอบฉาก ตลอดจนงานดานกราฟฟกภาพที่ใชประกอบ เอาไวหนาเดียวหรือหลายหนากไ็ ด จะไมม กี ารเขยี นส่ิงเหลา น้ีไวใ นบท เพราะอาจทําใหเกิดการสับสนและ เปน สาเหตขุ องความผดิ พลาด ขณะที่อา นบทอยา งรวดเร็วระหวางการผลติ 2. ประเภทของบทวิทยโุ ทรทัศน 2.1 บทวิทยุโทรทัศนแบบสมบูรณ บทประเภทนี้จะบอกคําพูดทุกคําพูดท่ีผูพูดจะพูดใน รายการต้ังแตตนจนจบ พรอมกันนั้นก็จะบอกรายละเอียดเก่ียวกับคําสั่งทางดานภาพและเสียงไว โดยสมบรู ณ รายการท่ีใชบทประเภทน้ไี ดแ ก รายการละคร รายการตลก รายการขาว และรายการโฆษณา สนิ คาสาํ คญั ๆ ประโยชนของการเขียนบทวิทยุโทรทัศนแบบสมบูรณ คือ เราสามารถมองภาพของรายการได ตงั้ แตต น จนจบกอ นทจี่ ะมีการซอ ม ทําใหเราสามารถกําหนดมุมกลอง ขนาดภาพและขนาดของเลนสที่ใช ตลอดจนกาํ หนดเวลาการเคลอ่ื นไหวของกลอ งไดอยา งถูกตองแนนอน ขอเสียเปรียบของบทวิทยุโทรทัศนแบบน้ี คือ เราจะปฏิบัติตามบทอยางเครงครัด ถาทุกส่ิง ทุกอยางเปน ไปตามบท รายการกจ็ ะดําเนนิ ไปดวยดีและสมบูรณ แตหากมีอะไรไมเปนไปตามบท ผูกํากับ รายการและผรู วมทีมงานก็จะเกดิ ความสบั สนและตองพยายามแกไขปญ หาเฉพาะหนา ท่ีเกิดข้ึนใหไ ด 2.2 บทวิทยุโทรทัศนก่ึงสมบูรณ มีขอแตกตางกับบทโทรทัศนแบบสมบูรณ ตรงที่คําพูด คาํ บรรยายหรือบทสนทนาไมไ ดร ะบุหมดทกุ ตัวอกั ษร บอกไวเ พียงแตห วั ขอ เรอื่ ง หรอื เสยี งทจ่ี ะพดู โดยทั่วไป
130 เทานั้น บทดังกลาวใชกับรายการประเภทรายการ เพ่ือการศึกษา รายการปกิณกะและรายการท่ีผูพูด ผูสนทนา หรือผูบรรยายพูดเองเปน สว นใหญ ไมมีระบุในบท สงิ่ สาํ คญั ของบทวทิ ยุโทรทัศนแ บบกึ่งสมบรู ณ คอื ตองระบคุ าํ สุดทายของคาํ พดู ประโยคสดุ ทา ย ทจ่ี ะใหเปน สญั ญาณบอกผกู าํ กบั รายการวา เมือ่ จบประโยคน้จี ะตดั ภาพไปยังภาพยนตร สไลด หรือภาพนิ่ง ซ่ึงใชป ระกอบในรายการ หรอื ตดั ภาพไปยงั โฆษณา หรือตัดภาพไปฉากอนื่ 2.3 บทวิทยุโทรทัศนบอกเฉพาะรูปแบบ จะเขียนเฉพาะคําสั่งของสวนตาง ๆ ท่ีสําคัญใน รายการ ฉากสําคัญ ๆ ลําดับรายการท่ีสําคัญ ๆ บอกเวลาของรายการแตละตอน เวลาดําเนินรายการ บทโทรทัศนแบบน้ี มักจะใชกับรายการประจําสถานี อาทิ รายการสนทนา รายการปกิณกะ รายการ อภิปราย 2.4 บทวิทยุโทรทัศนอยางคราว ๆ บทประเภทนี้จะเขียนเฉพาะส่ิงที่จะออกทางหนาคําสั่ง ทางดานภาพและดานเสียง โดยทั่วไปแลวผูกํากับรายการจะตองนําบทอยางคราว ๆ น้ีไปเขียน กลองโทรทัศนเทานั้นและบอกคําพูดที่จะพูดประกอบสิ่งที่ออกหนากลองไวอยางคราว ๆ ไมมีตบแตง ใหม ใหเขาอยูในรูปของบทวิทยุโทรทัศนเฉพาะรูปแบบเสียกอน เพ่ือใหผูรวมงานท้ังหมดไดรูวาควรจะ ทํางานตามข้ันตอนอยางไร หลักการเขียนบทวทิ ยโุ ทรทัศน การเขยี นบทวทิ ยุโทรทศั นค วรคาํ นงึ ถึงส่งิ ตอ ไปน้ี 1. เขียนโดยใชส าํ นวนสนทนาท่ใี ชสาํ หรับการพูดคยุ มใิ ชเ ขยี นในแบบของหนงั สอื วชิ าการ 2. เขยี นโดยเนน ภาพใหม าก รายการวิทยโุ ทรทศั นจะไมบรรจุคาํ พูดไวทกุ ๆ วนิ าที แบบรายการ วทิ ยกุ ระจายเสียง 3. เขยี นอธบิ ายแสดงใหเห็นถงึ สงิ่ ทก่ี าํ ลังพูดถึง ไมเขยี นและบรรยายโดยปราศจากภาพประกอบ 4. เขยี นเพอื่ เปน แนวทางใหเ กดิ ความสัมพนั ธร ะหวางผชู มแตละกลุม ผซู ่ึงเปน เปาหมาย ในรายการของทา น มิใชเ ขียนสําหรบั ผชู มโทรทัศนส วนใหญ 5. พยายามใชถอยคาํ สาํ นวนที่เขาใจกันในยุคน้ัน ไมใ ชค าํ ทีม่ ีหลายพยางค ถามีคําเหมือน ๆ กัน ใหเ ลือก ใหเลือกใชคาํ ทเ่ี ขา ใจไดง า ยกวา 6. เขียนเร่ืองที่นาสนใจและตองการเขียนจริง ๆ ไมพยายามเขียนเรื่อง ซ่ึงนาเบ่ือหนาย เพราะความนา เบอ่ื จะปรากฏบนจอโทรทัศน 7. เขยี นโดยพฒั นารปู แบบการเขียนของตนเอง ไมลอกเลียนแบบการเขยี นของคนอน่ื 8. คนควาวัตถุดิบตาง ๆ เพื่อจะนํามาใชสนับสนุนเนื้อหาในบทอยางถูกตองไมเดาเอาเอง โดยเฉพาะอยางย่งิ เมอื่ มีขอ เทจ็ จริงเขาไปเก่ยี วของ 9. เขยี นบทเรมิ่ ตน ใหนาสนใจและกระตุนใหผชู มอยากชมตอ ไป 10. เขยี นโดยเลือกใชอ ารมณแ สดงออกในปจจุบนั ไมเปน คนลาสมัย 11. ไมเขยี นเพื่อรวมจุดสนใจทง้ั หมดไวในฉากเล็ก ๆ ในหองทมี่ ีแสงไฟสลวั ผูชมตอ งการมากกวาน้นั
131 12. ใชเทคนิคประกอบพอควร ไมใชเทคนิคประกอบมากเกินไปจนเปนสาเหตุใหสูญเสียภาพ ทเี่ ปน สว นสาํ คญั ทต่ี องการใหผ ชู มไดเขา ใจไดเหน็ 13. ใหความเช่ือถือผูกํากับรายการวาสามารถแปลและสรางสรรคภาพไดตามคําอธิบายและ คาํ แนะนําของผูเขียน ผูกํากับจะตัดทอนบทใหเขากับเวลาที่ออกอากาศ และไมตองแปลกใจ ถาบรรทัด แรก ๆ ของบทถูกตดั ออก หรืออาจผิดไปจากชว งตน ๆ ท่ีเขียนไว ตองใหความเช่ือถือผูกํากับรายการและ ไมพยายามจะเปนผูกํากบั รายการเสยี เอง 14. ไมลืมวาผกู าํ กับจะแปลความเราใจของผูเขียนบทออกมาไดจากคําอธิบายและคําแนะนําที่ ผเู ขยี นเขยี นเอาไวในบท 15. ผูเขียนบทตองแจงใหทราบถึงอุปกรณท่ีตองใชเปนพิเศษ ซ่ึงจําเปนและอาจหาไดยาก เวลาเขียนควรคํานึงดวยวาอุปกรณที่ใชประกอบน้ันเปนอุปกรณซ่ึงไมส้ินเปลืองคาใชจายมากจนเกินไป และอปุ กรณน ั้นตอ งหาได ขน้ั ตอนการเขยี นบทวทิ ยโุ ทรทัศน การเขยี นบทวทิ ยโุ ทรทัศนมขี ้นั ตอนงา ย ๆ 3 ข้นั ไดแก การกําหนดวัตถปุ ระสงคและกลมุ เปา หมาย การกําหนดระยะเวลาและรปู แบบของรายการ และการกําหนดหวั ขอ เรอื่ ง ขอบขายเน้ือหา คน ควา และลง มอื เขยี น 1. กาํ หนดวตั ถปุ ระสงคและกลุม เปาหมาย สิ่งแรกท่ีควรคํานึงกอนลงมือเขียน คือ วัตถุประสงคของการเขียน วาเขียนเพ่ืออะไร เขยี นเพอื่ ใคร ตองกําหนดใหแนนอนวา ผูเ ขียนตองการใหรายการที่กําหนดใหอะไรแกผ ชู ม เชน ใหความรู ใหค วามบันเทงิ ปลูกฝงความสาํ นกึ ที่ดงี าม เปนตน จากน้ันจึงดกู ลุมเปา หมาย วา ผูเขยี นตองการผชู มเพศใด อยูใ นชวงอายุ การศึกษา สถานภาพทางสังคม สถานภาพทางเศรษฐกจิ แบบใด เปนตน 2. การกาํ หนดระยะเวลาและรูปแบบของรายการ ผูเขียนตองรูวาเวลาในรายการมีระยะเวลาเทาไร เพ่ือจะไดกําหนดรูปแบบของรายการ ใหเหมาะสมกับระยะเวลาของรายการ รูปแบบของรายการสามารถจัดแบงออกไดหลายแบบ ไดแก รายการขา ว รายการพูดกับผูชม รายการสัมภาษณ รายการสนทนา รายการตอบปญหา รายการแขงขัน รายการอภปิ ราย เกม รายการสารคดี รายการปกิณกะ รายการดนตรแี ละละคร 3. การกําหนดหัวขอเร่อื ง ขอบขายเนอื้ หา คนควา และลงมอื เขียน เม่ือทราบเงื่อนไขตาง ๆ ดังที่กลาวมาในตอนตนแลว จะทําใหผูเขียนกําหนดหัวขอเร่ืองและ ขอบขายเน้ือหาไดงายขึ้น จากนั้นจึงเริ่มคนควาเพิ่มเติมเพื่อใหไดขอมูลที่ถูกตองที่สุดแลวจึงลงมือ เขียน โดยคํานึงถึงขอควรคํานึงหลักการเขียนบทวิทยุโทรทัศน 15 ขอที่กลาวมาแลวขางตน หลังจากน้ัน ควรตรวจสอบขอเท็จจริง สํานวนและเขียนอีกเพื่อพัฒนาบท แกไขปรับบทวิทยุโทรทัศนเพ่ือใหไดบทวิทยุ โทรทัศนที่ดีท่ีสดุ
132 3. นกั เขยี นนทิ าน เปนเร่ืองของจินตนาการ ผูเขียนจะตองมีศิลปะในการเขียนเพื่อใหความสนุกสนานปลูกฝง คณุ ธรรม คติแงคิดมมุ มองตา ง ๆ แกผ ูอาน องคประกอบของนิทาน 1. แนวคิด แกนสาร หรือสาระท่ีจุดประกายใหเกิดเรื่องราว เชน แมกระตายผูรักลูกสุดหัวใจ ยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อแลกกับลูก หรือลูกสี่คนคิดปลูกฟกทองยักษใหแม หรือลูกไก 7 ตัวที่ยอมตาย ตามแม หรือโจรใจรายชอบทํารายผูหญิงวันหน่ึงกลับทํารายแมตัวเองโดยไมต้ังใจ หรือลูกหมูสามตัว ไมเชื่อแมทําใหเ ปนเหยอ่ื ของหมาปา 2. โครงเร่อื งของนทิ าน โครงเรอื่ งและเนอื้ หาตอ งไมซ บั ซอน สั้น ๆ กระทัดรดั เปนลกั ษณะ เร่ืองเลาธรรมดา มีการลําดับเหตกุ ารณก อนหลงั 3. ตวั ละคร ขน้ึ อยกู ับจินตนาการของผเู ขียน เชน คน สัตว เทพเจา แมม ด เจา ชาย นางฟา แตไมค วรมตี วั ละครมากเกนิ ไป 4. ฉาก สถานทเ่ี กิดเหตุ เชน ในปา กระทอมรา ง ปราสาท บนสวรรค แลวแตความคิดสรางสรรค ของผเู ขียน 5. บทสนทนา การพูดคยุ ของตวั ละคร ควรใชภาษาที่เขา ใจงาย กระชบั สนุกสนาน ไมใช คาํ หยาบ 6. คตสิ อนใจ เมือ่ จบนิทาน ผูอา นควรไดแงค ิด คตสิ อนใจเพ่อื เปนการปลกู ฝง คุณธรรมกลอมเกลา จติ ใจ สรุป การที่จะเปน นกั เขียน หรอื นักพูดประเภทใด ๆ ก็ตาม หัวใจสําคัญของนักเขียน หรือนักพูด ก็คอื ความรูทน่ี กั เขียน หรอื นกั พดู ไดถายทอดใหก บั ผฟู ง หรือผอู าน (ผูร ับสาร) ไดเขา ใจในประเด็น หรือสิ่ง ทีไ่ ดน าํ เสนอ เรอื่ งท่ี 3 การเพมิ่ พนู ความรแู ละประสบการณท างดานภาษาไทย เพ่อื การประกอบอาชีพ จากการนําเสนอแนวทางของการนาํ ความรภู าษาไทยไปเปน ชอ งทางในการประกอบอาชพี ประเภท ตา ง ๆ เชน การพดู การเปน พิธีกร ผูประกาศ นกั จัดรายการวทิ ยุ โทรทัศน ครูสอนภาษาไทยกับประชาชน อาเซียน การเขียน นกั เขียนขาว เขียนบทละคร เขียนนทิ าน เขียนสารคดี แลวนั้น เปนเพียงจุดประกายให ผูเรียนไดเรียนรูวาการเรียนวิชาภาษาไทยมิใชเรียนแลวนําความรูไปใชในชีวิตประจําวันเทานั้น แตการ เรียนรวู ชิ าภาษาไทยยังสามารถนําความรูประสบการณทางดานภาษาไทยไปประกอบอาชีพ สรางรายได ใหกับตนเองไดดวย แตการที่ผูเรียนจะเปนนักเขียน หรือนักพูดท่ีมีชื่อเสียง เปนที่ยอมรับของสังคม ผูเรียนจะตองแสวงหาความรู ทักษะ ประสบการณเพิ่มเติมจากสถาบันการศึกษาท้ังภาครัฐและเอกชน ที่เปน หลักสตู รเฉพาะเรอ่ื ง หรอื หากผเู รยี นตอ งการศึกษาหาความรูเพ่ิมเติมในระดับการศึกษาท่ีสูงข้ึนก็จะ มีสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เชน คณะนิเทศศาสตร คณะวารสารศาสตร ฯลฯ ไดอีกทางเลือก หนึ่ง หรือในขณะที่ผูเรียนกําลังศึกษาอยูในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและตองการที่จะเรียนรูวิชา
133 ภาษาไทย เพื่อตอยอดไปสูชองทางการประกอบอาชีพไดจริง ผูเรียนสามารถเลือกเรียนวิชาเลือกตาม หลักสตู รในระดับเดยี วกนั ท่ีมเี นอื้ หาเฉพาะเรอ่ื งที่สนใจไดอกี ทางเลือกหน่ึงดว ย นอกจากท่ีผเู รยี นจะเลอื กวิธีการศึกษา หาความรูเพิ่มเตมิ โดยวิธศี กึ ษาเปนหลกั สูตรส้ัน ๆ เฉพาะเร่ือง หรือจะศึกษาตอเฉพาะสาขาวิชาในระดับการศึกษาท่ีสูงข้ึนก็ตาม แตส่ิงสําคัญท่ีผูเรียน ควรปฏิบัติอยางตอเนื่อง คือ การฝกฝนทักษะ ประสบการณในการเขียน หรือการพูดอยางสมํ่าเสมอ รวมทง้ั มกี ารแลกเปลี่ยนเรียนรูกับกลมุ คนท่ีมีความสนใจในอาชพี เดียวกันดว ย กจิ กรรมทายบท กจิ กรรมท่ี 1 ใหผเู รียนแสดงความคดิ เห็นถึงคุณคาของภาษาไทยวามอี ะไรบา ง กิจกรรมท่ี 2 ใหผ เู รยี นวเิ คราะหตนเองวา เปนผทู ี่มีความรคู วามสามารถในการเปนนักพูด หรือนกั เขียน หรอื ไม เพราะเหตุใด กิจกรรมที่ 3 ใหผเู รียนแสดงความคดิ เหน็ วา หากผเู รียนตอ งการจะเปนนกั เขียน หรือนักพูดทดี่ ีแลว ผูเ รยี นจะศึกษาหาความรู ทักษะ ประสบการณจ ากที่ใดไดบ า ง และเพราะเหตุใดจงึ ตดั สนิ ใจ เชนน้ัน
134 บรรณานุกรม การศกึ ษานอกโรงเรยี น, กรม ชุดวชิ าภาษาไทย หมวดวชิ าภาษาไทยระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย ตามหลักเกณฑแ ละวิธีการจัดการศึกษานอกโรงเรียนหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน 2544: โรงพิมพอ งคก ารคา ของครุ ุสภา 2546 การศกึ ษานอกโรงเรียน, กระทรวงศึกษาธิการ ชดุ การเรยี นทางไกลระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย หมวดวิชาภาษาไทย 2546
135 หลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 รายช่อื ผูเขา รวมประชุมปฏิบัติการพฒั นาหนังสือเรยี นวิชาภาษาไทย ระหวา งวันที่ 10 - 13 กุมภาพนั ธ 2552 ณ บานทะเลสคี รีมรีสอรท จงั หวดั สมทุ รสงคราม 1. นางสาวพิมพใ จ สทิ ธสิ ุรศักดิ์ ขาราชการบํานาญ 2. นางพิมพาพร อินทจักร สถาบนั กศน. ภาคเหนอื 3. นางกานดา ธิวงศ สถาบัน กศน. ภาคเหนอื 4. นายเรงิ กองแกว สาํ นกั งาน กศน. จงั หวัดนนทบรุ ี รายช่ือผูเขารวมประชมุ บรรณาธิการหนังสอื เรียนวิชาภาษาไทย ครั้งท่ี 1 ระหวา งวันที่ 7 - 10 กันยายน 2552 ณ โรงแรมอูทองอินน จังหวดั พระนครศรอี ยุธยา 1. นางสาวพิมพใจ สทิ ธิสรุ ศกั ด์ิ ขาราชการบํานาญ สาํ นักงาน กศน. จังหวัดนนทบุรี 2. นายเรงิ กองแกว กลมุ พัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 3. นางนพรตั น เวโรจนเสรวี งศ ครั้งที่ 2 ระหวางวนั ท่ี 12 - 15 มกราคม 2553 ณ โรงแรมอูทองอนิ น จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา 1. นางสาวพมิ พใจ สิทธสิ รุ ศักด์ิ ขาราชการบาํ นาญ สาํ นกั งาน กศน. จงั หวัดนนทบุรี 2. นายเริง กองแกว กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น 3. นางนพรัตน เวโรจนเ สรีวงศ
136 คณะผจู ัดทาํ ที่ปรึกษา บญุ เรือง เลขาธกิ าร กศน. อมิ่ สวุ รรณ รองเลขาธิการ กศน. 1. นายประเสรฐิ รองเลขาธิการ กศน. 2. ดร.ชยั ยศ จาํ ป ที่ปรึกษาดา นการพัฒนาหลกั สูตร กศน. แกว ไทรฮะ ผูอ าํ นวยการกลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น 3. นายวชั รินทร ตณั ฑวฑุ โฒ 4. ดร.ทองอยู กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน 5. นางรกั ขณา กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน คณะทํางาน กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน กลุม พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน 1. นายสุรพงษ มัน่ มะโน กลุม พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น 2. นายศุภโชค ศรรี ัตนศิลป กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน 3. นางสาววรรณพร ปทมานนท กลุม พัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 4. นางสาวศรญิ ญา กุลประดษิ ฐ กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น 5. นางสาวเพชรนิ ทร เหลอื งจิตวัฒนา กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น ผูพมิ พต น ฉบับ 1. นางปยวดี คะเนสม 2. นางสาวเพชรนิ ทร เหลืองจิตวฒั นา 3. นางสาวกรวรรณ กวีวงษพ ิพัฒน 4. นางสาวชาลีนี ธรรมธิษา 5. นางสาวอริศรา บานชี ผอู อกแบบปก ศรรี ัตนศิลป นายศภุ โชค
137 รายชื่อผเู ขารว มประชุมปฏิบตั กิ ารปรบั ปรงุ เอกสารประกอบการใชห ลกั สตู รและสอ่ื ประกอบการเรียนหลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ระหวางวันที่ 4 - 10 พฤศจิกายน 2554 ณ โรงแรมมิรามา กรุงเทพมหานคร สาระความรพู ้ืนฐาน (รายวิชาภาษาไทย) ผูพัฒนาและปรับปรงุ หนวยศกึ ษานเิ ทศก ประธาน 1. นางอัชราภรณ โควคชาภรณ หนว ยศกึ ษานิเทศก เลขานกุ าร 2. นางเกลด็ แกว เจริญศักด์ิ ผูช วยเลขานุการ 3. นางนพรตั น เวโรจนเสรีวงศ กลมุ พัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 4. นางสาวสมถวลิ ศรีจนั ทรวโิ รจน กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน 5. นางสาววันวสิ าข ทองเปรม กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
138 คณะผปู รบั ปรุงขอมูลเกี่ยวกบั สถาบนั พระมหากษตั รยิ ป พ.ศ. 2560 ทปี่ รกึ ษา จาํ จด เลขาธิการ กศน. หอมดี ผูต รวจราชการกระทรวงศกึ ษาธิการ 1. นายสุรพงษ ปฏิบตั หิ นา ท่ีรองเลขาธกิ าร กศน. 2. นายประเสรฐิ สุขสุเดช ผูอ ํานวยการกลุม พฒั นาการศกึ ษานอกระบบ 3. นางตรนี ุช และการศึกษาตามอธั ยาศัย ผปู รบั ปรุงขอมลู นางสาวอนงค เช้ือนนท กศน.เขตบางเขน กรงุ เทพมหานคร คณะทํางาน 1. นายสรุ พงษ มัน่ มะโน กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กลุมพฒั นาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 2. นายศุภโชค ศรีรตั นศิลป กลมุ พัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย 3. นางสาวเบญ็ จวรรณ อําไพศรี กลุมพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั กลุมพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย 4. นางเยาวรัตน ปน มณีวงศ กลุมพฒั นาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั 5. นางสาวสลุ าง เพ็ชรสวา ง กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั กลุมพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั 6. นางสาวทิพวรรณ วงคเรอื น 7. นางสาวนภาพร อมรเดชาวฒั น 8. นางสาวชมพูนท สงั ขพิชัย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148