การออกแบบการจัดการเรียนรู กลมุ สาระการเรียนรู วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี รายวิชา วทิ ยาศาสตร รหสั วชิ า ว 23101 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปท ่ี 3 จดั ทาํ โดย นายเสรี แซจาง ตําแหนง พนักงานราชการ โรงเรียนราชประชานุเคราะห 31 ตาํ บลชา งเคิ่ง อาํ เภอแมแ จม จังหวัดเชียงใหม สาํ นักบริหารงานการศึกษาพเิ ศษ สาํ นักงานการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
คาํ อธบิ ายรายวิชา รายวชิ าวทิ ยาศาสตร กลุมสาระการเรยี นรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ระดับชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี 3 จํานวน 60 ชัว่ โมง จํานวน 1.5 หนว ยกิต ศึกษาเก่ียวกับระบบนิวศ องคประกอบของระบบนิเวศ ความสัมพันธระหวางส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศ การ ถา ยทอดพลงั งานในระบบนิเวศพันถกู รรม โศรโมโซม ตเี อ็นอ และยนื การถายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม การแบง เชลล ของสิ่งมีชีวิต ความผิดปกติทางพันธุกรรม การดัดแปรทางพันถูกรม ความหลากหลายทางชีภาพ วัสดุในชีวิตประจําวัน สมบตั ิทางกายภาพและการใชประโยชนพอลิเมอร เซรามกิ และวัสดุผสม ผลกระทบจากการใชว ัสดุประเทพอลมิ อรเขรา มิก และวัสดุผสม ปฏิกิริยาเคมี การเกิดปฏิกิริยาเคมี ประเภทของปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจําวันศึกษา วิเคราะห ปริมาณทางไฟฟา กระแไฟ คาวมตางศักย คามสัมพันธระหวางกระแสไฟฟากับความตางศักย กฎของโอหม ความตันทานตัวดานทาน การตอตัวตนทานแบอนุกรมและแบบขนาน ช้ินสวนอิเล็กทรอนิกสอยางงาย ไดโอด ทรานซิสเตอร ตัวเก็บประจุ วงจรรวม การตอวงจรอิเล็กทรอนิกส พลังงานไฟฟและกําลังไฟฟา การคํานวณคาไฟฟา วงจรไฟฟา ในบาน อุปกรณไ ฟฟา และเครื่องใชไ ฟฟาในบาน การใชไ ฟฟาอยางประหยัดและปลอดภัย กรเกิด สว นประอบ ของคล่ืน คล่ืนแมเหล็กไฟฟา สปกตรัดลื่นแมเหล็กไฟฟา ประโยชนและการปองกันอันตรายจากคนเหล็กไฟฟา การ สะทอ นของแสงบนกระจกเงาราบ การสะทอ นของแสงบนกระจกเงาโคง การหกั เหองแสงผานเลนส การทดลองการหกั เห ของแสง กรเกิดภาพจาเลนบาง ปราฎการณที่เกย่ี วกบั แสง เชน รุง มิราจ และกทํางานของทัศนอปุ กรณ เชน แวนขยาย กระจกโคงจราจรกมอเห็วัตถุ ความสวางขอแสง การโคจรของดาวเคราะหรอบดวงอาทิตย การเกิดฤดูกล การล่ือนท่ี ปรกฎของดวงอาทิตย การเกิดยังข้ึน ขางแรม การเกิดนํ้าข้ึนนํ้าลง นํ้าเปน นํ้าตาย เทคโนโลยีอวกาศ กลองโทรทรรศน ดาวเทียมและยานอวกาศ นกั บนิ อวกาศ โครงการสํารวจอวกาศ โดยใชกระบวนการทางวิทยาศสตร กระบวนการสืบเสาะหาความรู การสืบคนขอมูล การสังเกต การวิเคราะห การทดลอง การอภิปรายกรอธิบาย และการสรุป เพื่อใหเกิดความรู ความคิด ความเขาใจ มีความสมารถในกรตัดสนิ ใจ สอื่ สารส่ิงท่ีเรียนรแู ละนําความรูปใชในชีวิตของตนองมีจติ วทิ ยาศาสตร จรียธรรม คุณธรรม และคาํ นิยม ตวั ชีว้ ัด / ผลการเรยี นรู ว 1.1ม.3/1 อริบายปฏสิ ัมพนั ธข ออดประกอบขอระนเิ วศทไ่ี ดจากการสํารวจ ว 1.1ม.3/2 อธิบายยรปู แบบความสมั พนั ธสิง่ มีชวิ กิ ับส่ิงมีชวี ติ รูปแบบตางๆ ในแหลงที่อยูดยี วกท ไี่ ดจ ากการ สาํ รวจ ว 1.1ม.3/3 สรางงแบจาํ ลองในการอธิบายการ ถายหอคพลงั านในสายไยอาหาร ว 1.1ม.3/4 อธิบายความสัมพนั ธอ ผูผ ลติ ผูบริโภค และผยู อ ยสลายสารอนิ ทรยี ใ นระบบนเิ วศ ว 1.1ม.3/5 อธิบายบายการสะสมสารพษิ ในสงิ่ มีชีวัตในโซอ าหาร ว 1.1ม.3/6 ตระหนกั ถงึ ความสมั พนั ธขอ3สงิ่ มีชวี ิ และส่งิ แวดอมในระบบนเิ วศโดยไมท ําลายสดุลของระบบ นิเวศ ว 1.3ม.3/1 อธิบายความสัมพนั ระหวา งยนื ดีเอน็ เอ และโครโมโซม โดยใชแบบจําลอง ว 1.3ม.3/2 อธบิ ายการถา ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมจาการผสม โดยพจิ ารณาลกั ษณะเดยี วทแ่ี อลลนี เดนขม แอลลนี ดอ ยอยางสมบรู ณ
ว 1.3ม.3/3 อธบิ ายการเกดิ จิโนไทปและฟโนไทปข องลูกและคํานวณอตั ราสวนการเกดิ จีโนไทและฟนไทปข องรุน ลกู ว 1.3ม.3/4 อธบิ ายความแตกตางขอการแบง เซลลแ บบไมโทซิสและไมโอชิส ว 1.3ม.3/5 บอกไดวาการเปลีย่ นแปลของยนี หรือโคไมโซม อาจทาํ ใหเกดิ โรคคไิ รคกพนั ธุกรม พรอมทั้งยกตอ ยางโรคทางพนั ธุกรรม ว 1.3ม.3/6 ตระหนกั ถงึ ประโยชนข องความรเู รื่องโรคทางพันธกุ รรม โดยรูวา กอนแตง านควรปรกึ ษาแพทยเ พือ่ ตรวจและวินิจฉยั ภาวะเสยี ง ของลกู ทีอ่ าจเกิดโรคศทางพนั ธกุ รรม ว 1.3ม.3/7 อธิบายการใชประโยชนจ ากส่งิ มชี ีวติ ตัดแปรพันรกุ รรม และกระทบทอ่ี าจมีตอ มนุษและส่ิงแวดลอ ม โดยใชขอมูลท่ีรวบรวมได ว 1.3ม.3/8 ตระหนักถึงประโยชนแ ละผลกระทบของสิง่ มีชีวตี ดดั แปรพันทกุ รมทีอ่ าจมีตอมนุษและสงิ่ แวดลอ ม โดยการเผยแพรค วามรูที่ได จากการโตแยง ทางวทิ ยาศาสตร ซงึ่ มขี อ มลู สนบั สนุน ว 1.3ม.3/9 เปรียบเทยี บความหลากหลายทางชีภาพในระดับชนิดสิ่งมีชีวติ ในระบบนเิ วศตางๆ ว 1.3ม.3/10 อธิบายความสําคญั ของความหลากหลายทางชีภาพที่มตอ การรกั ษาสมดขุ องระบบนเิ วศและตอ มนษุ ย ว 1.3ม.3/11 แสดงความตระหนกั ในคณุ คา และความสาํ คญั ของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีสว นรว มใน การดแู ลรักษความหลากหลายทางชวี ภาพ ว 2.1ม.3/1 ระบุสมบัติทางกายภาพและการใชป ระโยชนว สั ดุประเภท เซรามิก และวัสดุผสม โดยใชหลกั ฐาน เชิงประจกั ษ และสารนเทศ ว 2.1 ม.3/2 ตระหนกั ถึงคุณคาของการใชวสั ดุประภทพอลิมอร เซรามิก และวสั ดุผสม โดยเสนอแนะแนว ทางการใชว ัสดอุ ยางประหยัดและคุมคา ว 2.1ม.3/3 อธิบายการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี รวมถงึ การจดั เรียงตวั ใหมข องอะตอมเมื่อเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี โดยใช แบบจาํ ลองและสมการขอ ความ ว 2.1ม.3/4 อธิบายกฎทรงมวล โดยใชห ลกั ฐานเชิงประจักษ ว 2.1ม.3/5 วเิ คราะหป ฏกิ ิริยาดดู ความรอ น และปฏกิ ิรยิ าคายความรอน จากการเปลยี่ นแปสงพลังงานความ รอ นของปฏกิ ิรยิ า ว 2.1ม.3/6 อธบิ ายปฏกิ ิรยิ าการเกิดสนมิ ของเหล็ก ปฏิกริ ยิ าของกรดกบั โลหะ ปฏกิ ริ ิยาของกรดกบั เบส และ ปฏกิ ิรยิ าของเบสกับโลหะ โดยใช หลักฐานเชิงประจักษ และอธบิ ายปฏกิ ิรยิ าการเผาไหม การเกดิ ฝนกรด การสงั เคราะห ดว ยแสง โดยใชส ารสนเทศ รวมทงั้ เขยี นสมการขอความแสดง ปฏิกิริยาดังกลาว ว 2.1ม.3/7 ระบปุ ระโยชนแ ละโทษของปฏิกริ ยิ าเดทม่ี ตี อส่งิ มีชวี ติ และสิง่ แวดอม และยกตวั อยา งวิธปี อ งกันและ แกป ญ หาจากปฏกิ ริ ิยาเคมที ี่ พบในชีวติ ประจําวนั จากการสบื คนขอ มูล ว 2.1ม.3/8 ออกแบบวิธแี กปญ หาในชีวติ ประจําวนั โดยใชค วามรเู กี่ยวกับปฏิกิรยิ าเคมี โดยบูรณการ วทิ ยาศาสตร คณิตศาสตร เทศโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร รวม 25 ผลการเรียนรู
ผงั มโนทัศน รายวชิ าวิทยาศาสตร รหัสวชิ า ว23101 ระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 หนว ยการเรยี นรูที่ 1 เรอื่ ง ระบบนิเวศ จํานวน 12 ช่ัวโมง : 25 คะแนน ชอื่ เร่อื ง องคป ระกอบของระบบนิเวศ ช่ือเรอ่ื งสมดลุ ระบบนิเวศ จาํ นวน 3 ชวั่ โมง : 5 คะแนน จาํ นวน 2 ชวั่ โมง : 5 คะแนน หนว ยการเรยี นรทู ่ี 1 เรือ่ ง ระบบนเิ วศ จาํ นวน 12 ชวั่ โมง ชอ่ื เร่อื งความสัมพันธระหวางสง่ิ มีชวี ิตในระบบนิเวศ ชอื่ เร่ืองโซอ าหารและสายใยอาหาร จาํ นวน 4 ช่วั โมง : 10 คะแนน จํานวน 3 ช่วั โมง : 5 คะแนน
แผนการจัดการเรยี นรู หนว ยการเรยี นรทู ี่ 1 เร่ือง ระบบนิเวศ แผนจดั การเรยี นรูท่ี 1 เรอื่ ง องคป ระกอบของระบบนิเวศ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร รหัสวิชา ว23101 ระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1 นํ้าหนักเวลาเรยี น 1.5 (นน./นก.) เวลาเรียน 3 ช่ัวโมง/สปั ดาห เวลาที่ใชใ นการจัดกจิ กรรมการเรียนรู 3 ช่ัวโมง .......................................................................................................................................................... 1. สาระสําคญั (ความเขา ใจทีค่ งทน) ระบบนิเวศประกอบดวยองคประกอบท่ีไมมีชีวิต (abiotic component) และองคประกอบท่ีมีชีวิต (biotic component) ซึ่งมีปฏิสัมพันธกันอยางเปนระบบ ตัวอยางปฏิสัมพันธระหวางองคประกอบที่มีชีวิตกับ องคป ระกอบท่ีไมม ีชีวิต เชน ตน ไมต องการนาํ้ แสง แรธ าตุ และแกส คารบอนไดออกไซด ตัวอยางปฏิสมั พันธระหวาง องคประกอบทีม่ ีชวี ิตกบั องคป ระกอบทีม่ ีชีวิต เชน กวางกนิ หญา เสอื กนิ กวาง แรงกินซากเสือที่ตายแลว และจุลนิ ทรีย จะยอ ยสลายซากเสอื ใหกลายเปน สารอนิ ทรยี กลับคนื สธู รรมชาติ 2. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชวี้ ัดช้ันป/ ผลการเรยี นร/ู เปา หมายการเรียนรู มาตรฐาน ว1.1 เขาใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพนั ธร ะหวางสิ่งไมมีชวี ิตกบั สิง่ มีชีวิต และ ความสมั พันธร ะหวางสง่ิ มชี ีวิตกับสิ่งมีชีวติ ตา งๆ ในระบบนเิ วศ การถา ยทอดพลงั งาน การเปลี่ยนแปลงแทนท่ใี น ระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปญหาและผลกระทบทมี่ ีตอทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอม แนวทาง ในการอนุรักษท รพั ยากรธรรมชาตแิ ละการแกไ ขปญ หาสิ่งแวดลอ มรวมทงั้ นําความรไู ปใชประโยชน ตวั ชวี้ ัด/ผลการเรยี นรู ว 1.1 ม.3/1 อธิบายปฏิสมั พนั ธข ององคประกอบของระบบนเิ วศท่ไี ดจ ากการสาํ รวจ 3. สาระการเรยี นรู 3.1 เนื้อหาสาระหลกั : Knowledge 1. อธิบายปฏสิ มั พนั ธข ององคป ระกอบของระบบนิเวศท่ไี ดจ ากการสาํ รวจได (K) 3.2 ทกั ษะ/กระบวนการ : Process 1. จาํ แนกองคประกอบของระบบนิเวศท่ไี ดจ ากการสํารวจได (P) 3.3 คุณลักษณะท่ีพงึ ประสงค : Attitude 1. มคี วามใฝเรียนรแู ละมุงม่ันในการทาํ งาน (A) 4. สมรรถนะสาํ คญั ของนักเรียน 4.1 ความสามารถในการคดิ 4.2 ความสามารถในการแกป ญหา 4.3 ความสามารถในการใชทักษะชวี ิต 5. คณุ ลกั ษณะของวิชา - ความรบั ผิดชอบ 6. คุณลักษณะทพี่ ึงประสงค 1. ใฝเรยี นรู 2. อยอู ยางพอเพยี ง 3. มงุ มั่นในการทํางาน
7. ชนิ้ งาน/ภาระงาน : - ใบกจิ กรรมที่ 1 เรื่อง องคประกอบของระบบนิเวศ - ใบงานที่ 1.1 เร่ือง องคประกอบของระบบนเิ วศ 8. กจิ กรรมการเรียนรู ช่ัวโมงที่ 1 ขน้ั ที่ 1 กระตนุ ความสนใจ (Engage) 1. ครูใหน ักเรียนทาํ แบบทดสอบกอ นเรียน หนว ยการเรียนรทู ี่ 1 ระบบนเิ วศ เพ่ือวัดความรเู ดิมของนักเรียน กอนเขา สกู ิจกรรม 2. ครูถามคําถาม Big Question ในหนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรยี นรูที่ 1 ระบบนิเวศ เพื่อกระตุน ความสนใจของนกั เรียน “เรอื ขนสง น้ํามันลมกลาง ทะเลสงผลกระทบตอ ระบบนิเวศอยางไร” โดยใหน กั เรยี นรว มกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นอยางอิสระโดย ครูยงั ไมเ ฉลยวาถูกหรือผดิ (แนวตอบ : คราบน้ํามันท่ีลอยอยูบนผิวนาํ้ ทะเลจะปดกัน้ การสังเคราะหดว ยแสงของพืชนาํ้ หรือแพลงกตอน พืชบางชนิดซ่ึงทําหนาท่ีเปนผูผลิตในระบบนิเวศ สงผลกระทบตอผูบริโภคตามมารวมท้ังสารเคมีท่ีปนเปอน อยใู นนํ้ามนั อาจทําปฏกิ ิริยากับออกซิเจนในน้ํา ทําใหปริมาณออกซิเจนในนํ้าลดลง และเกดิ การสะสมสารพิษ ในโซอาหารท่ีเรม่ิ ต้งั แตผ ูผลิต ผบู ริโภคขนั้ ตน ไปจนถงึ ผูบรโิ ภคขั้นสุดทาย คือ มนุษย) 3. นักเรียนตรวจสอบความเขาใจของตนเองกอนเขาสูกิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Check for Understanding ใ น ห นั ง สื อ เ รี ย น ร า ย วิ ช า พ้ื น ฐ า น วิ ท ย า ศ า ส ต ร แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรยี นรู 1 ระบบนิเวศ โดยบนั ทึกลงในสมดุ ประจาํ ตวั นักเรียน 4. นักเรียนทํากิจกรรม Engaging Activity โดยพิจารณาภาพระบบนิเวศในทะเล และระบบนิเวศ ในปาไม จากหนังสือเรยี นรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรยี นรู 1 ระบบ นิ เ ว ศ จ า ก น้ั น ใ ห นั ก เ รี ย น แ ต ล ะ ค น สํ า ร ว จ อ ง ค ป ร ะ ก อ บ ที่ อ ยู ใ น ภ า พ แลวลองวิเคราะหวา องคประกอบที่อยูในภาพมีความสัมพันธกันอยางไร โดยบันทึกลงใน สมดุ ประจําตัวนักเรยี น (แนวตอบ : ภาพจากหนังสอื เรยี นรายวชิ าพน้ื ฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนว ยการเรยี นรู 1 ภาพที่ 1 ประกอบดวย ฉลาม ปลาทะเล น้าํ ทะเล ปะการงั แสง แพลงกตอน ความดัน อณุ หภมู ิ วิเคราะหค วามสัมพันธ ทะเลเปนแหลงทอ่ี ยูอาศยั และใชในการดาํ รงชีวิตของปลาทะเล ปลาทะเล
อาศัยปะการังและหนิ เปนท่ีหลบภยั ฉลามกินปลาทะเลเปนอาหาร ภาพจากหนังสอื เรียนรายวิชาพ้นื ฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรยี นรู 1 ภาพท่ี 2 ประกอบดว ย ตน ไม อากาศ แสง อุณหภูมิ ยรี าฟ ชาง กระทิง แรด มา ลาย สงิ โต แรง วิเคราะหค วามสมั พนั ธ ส่งิ มีชีวิตตองการแรธ าตุ ดนิ อากาศ แสง อุณหภมู ใิ นการดาํ รงชีวติ ตน ไมเ ปน ผผู ลิตทีอ่ าศยั แสงและแรธ าตุในดิน รวมทงั้ สภาพอากาศในการเจรญิ เตบิ โตเพ่ือผลติ พลงั งานเคมสี ะสมอยูในสว นตาง ๆ ของพชื และยรี าฟ ชา ง มา ลายตางกินพืชเปนอาหาร สิงโตกินยีราฟ ชาง มา ลาย เมอ่ื สงิ โตตาย แรง จะมากนิ ซากสิงโต) ชั่วโมงท่ี 2 - 3 ขน้ั ท่ี 2 สํารวจคนหา (Explore) 1. ครูถามคําถาม Key Question จากหนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโ ลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรียนรูท ี่ 1 ระบบนเิ วศ เพอื่ ทบทวนความรูเ ดิมของนกั เรยี นวา “แหลง ทีอ่ ยอู าศยั สําคัญ กับส่งิ มชี วี ิตอยางไร” (แนวตอบ : แหลงท่อี ยอู าศัยเปนแหลงทใ่ี ชในการดํารงชวี ิต เปนทห่ี ลบภัย และเล้ยี งลูกออน) 2. นกั เรยี นแบงกลุม กลมุ ละ 6 คน ตามความสมคั รใจ จากน้ันครแู จงจุดประสงคของกิจกรรม สํารวจระบบนิเวศ ในทอ งถ่ิน ใหนักเรยี นทราบเพ่ือเปน แนวทางการปฏบิ ัติกิจกรรมทถ่ี ูกตอง 3. นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษากิจกรรม สํารวจระบบนิเวศในทองถิ่น จากหนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐาน วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรียนรูที่ 1 ระบบนิเวศ โดยครูใชรูปแบบการเรียนรูแบบ รวมมือมาจัดกระบวนการเรียนรู โดยกาํ หนดใหส มาชิกแตล ะคนภายในกลุมมบี ทบาทหนา ทีข่ องตนเองดงั นี้ • สมาชิกคนท่ี 1-2 ทาํ หนา ที่เตรียมวัสดุอปุ กรณท ใ่ี ชใ นการปฏิบัตกิ ิจกรรมสาํ รวจระบบนิเวศ ในทอ งถน่ิ • สมาชกิ คนที่ 3-4 ทาํ หนา ท่ีอานวิธีปฏิบัตกิ จิ กรรม และนาํ มาอธบิ ายใหสมาชิกในกลมุ ฟง • สมาชกิ คนท่ี 5-6 ทําหนาท่ีบันทึกผลการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมลงในสมดุ ประจาํ ตัวนกั เรียน 4. นักเรียนแตละกลุมรวมกันกําหนดปญหาและต้ังสมมติฐาน จากนั้นรวมกันปฏิบัติกิจกรรม ตาม ข้ัน ตอ น จาก หนัง สือเรี ย น ร าย วิ ชาพื้ น ฐ าน วิ ทย า ศ า สตร แ ละ เ ท คโ น โ ล ยี ม .3 เล ม 1 หนวยการเรียนรูที่ 1 ระบบนิเวศ 6. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการปฏิบัตกิ ิจกรรมหนาช้ันเรยี น ในระหวางท่ีนกั เรยี นนาํ เสนอ ครูคอย ใหขอเสนอแนะเพมิ่ เติม เพือ่ ใหน ักเรียนมีความเขาใจท่ีถูกตอง (หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมินนกั เรยี น โดยใชแ บบประเมนิ การนาํ เสนอผลงาน)
7. ครถู ามคําถามทายกิจกรรม โดยใหนักเรยี นแตล ะกลุม รว มกันอภปิ รายแสดงความคิดเห็นเพอ่ื หา คําตอบ ดังน้ี - ยกตัวอยา งองคป ระกอบท่พี บในบริเวณที่สํารวจ (แนวตอบ : ขนึ้ อยกู ับผลกิจกรรม โดยมแี นวคําตอบ คือ องคป ระกอบทไี่ มม ีชีวติ เชน แสง นํ้า แกส คารบ อนไดออกไซด แกส ออกซิเจน อุณหภมู ิ หิน ดนิ และองคป ระกอบที่มชี วี ิต เชน ปลา นก มนุษย แมลง จลุ ินทรยี ที่อยใู นดินหรือนา้ํ ) - ส่งิ มชี วี ิตทีพ่ บมีความสัมพนั ธกบั ส่ิงมชี ีวติ ในบริเวณท่ีสํารวจอยางไร (แนวตอบ : ข้ึนอยูกับผลกิจกรรม โดยมีแนวคําตอบ คือ ส่ิงมีชีวิตมีความสัมพันธกันอยางเปนระบบ เชน สตั วกินพืชเปนอาหาร) - สิง่ มีชีวิตทพ่ี บมคี วามสมั พันธกบั สง่ิ ไมม ชี ีวิตในบริเวณทสี่ ํารวจอยางไร (แนวตอบ : ขนึ้ อยูกับผลกจิ กรรม โดยมีแนวคําตอบ คอื สิ่งมชี ีวิตตอ งการน้าํ แกส อุณหภูมทิ ่ี เหมาะสมตอการดาํ รงชวี ิต) 8. นักเรียนและครรู วมกันอภิปรายผลการปฏิบัติกิจกรรม สํารวจระบบนิเวศในทองถนิ่ เพื่อใหไดขอสรปุ รว มกัน วา “ระบบนเิ วศประกอบดวยองคป ระกอบท่ีไมม ีชีวิตและองคป ระกอบท่มี ชี ีวติ ซง่ึ มีความสัมพนั ธกัน” 9. นักเรียนแบงกลุมเดิมจากการทํากิจกรรม สํารวจระบบนิเวศในทองถ่ิน โดยใหสมาชิกภายในกลุมแบงหนา ท่ี ออกเปน 2 ฝา ย ดังน้ี • ฝายท่ี 1 : ทําหนา ที่ศึกษาเน้อื หาเกี่ยวกับองคประกอบทไ่ี มมชี ีวิต และองคป ระกอบทมี่ ชี ีวติ จากหนงั สือ เรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรียนรูที่ 1 ระบบนิเวศ หรือ แหลง การเรยี นรูตาง ๆ เชน อนิ เทอรเ น็ต • ฝา ยที่ 2 : ทาํ หนา ท่ีเตรียมอุปกรณ ไดแ ก กระดาษ A4 อปุ กรณเ ครอื่ งเขยี น สไี ม ขน้ั ท่ี 3 อธิบายความรู (Explain) 10. สมาชิกที่อยูในฝายท่ี 1 รวมกันสรุปและอธิบายความรูเก่ียวกับองคประกอบของระบบนิเวศ ใหส มาชกิ ภายในกลุมท่ีอยูฝ า ยที่ 2 เขาใจ 11. นักเรียนแตละกลุมรวมกันวิเคราะหขอมูลหรือผลท่ีไดจากการสํารวจระบบนิเวศในทองถิ่น เพื่อจําแนกวา เปน อ ง คปร ะ ก อ บปร ะ เภทใดใน ร ะ บบนิ เว ศ และ สิ่ ง มี ชี วิ ตท่ี สํ าร ว จไ ด มี บทบาทอ ย า ง ไ ร ในระบบนเิ วศ โดยบนั ทกึ ผลลงในกระดาษ A4 พรอ มตกแตง ช้นิ งานใหส วยงาม 12. ครูสุมตัวแทนนักเรียนของแตละกลุมออกมานาํ เสนอชนิ้ งานหนาช้ันเรียน ในระหวา งท่นี กั เรยี นนําเสนอ ครู คอยใหข อเสนอแนะเพ่มิ เตมิ เพื่อใหนักเรยี นทกุ คนมคี วามเขา ใจทต่ี รงกนั (หมายเหตุ : ครูเร่มิ ประเมินนกั เรียน โดยใชแ บบประเมินการนาํ เสนอผลงาน) 13. ครตู ัง้ ประเดน็ คาํ ถามวา อนนิ ทรยี สารกบั อนิ ทรียสารแตกตา งกนั อยางไร แลวใหน ักเรยี นรวมกันสืบคน ขอมูล เพ่ิมเติม (แนวตอบ : อนินทรียสารเปนสารประกอบที่ไมมีคารบอนเปนองคประกอบ ยกเวน CO3, HCO3, CO2, CaC2, HCN, เพชร, แกรไฟต สวนอนิ ทรยี สารเปนสารประกอบท่มี ีธาตุคารบ อนเปนองคป ระกอบ) 14. นักเรียนแตละคนศึกษาคนควาขอมูลเพ่ิมเติมเกี่ยวกับบทบาทของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศจาก QR Code เรื่อง บทบาทของสง่ิ มีชวี ิตในระบบนเิ วศ 15. ค รู เ ป ด โ อ ก า ส ใ ห นั ก เ รี ย น ซัก ถ า ม เ นื้อ ห า เ ก่ีย ว กับ เ ร่ื อ ง อ ง ค ป ร ะ ก อ บ ข อ ง ร ะ บ บ นิ เว ศ และใหค วามรูเพิ่มเติม โดยครูอาจใช PowerPoint เรื่อง องคป ระกอบของระบบนเิ วศ
16. ใหนักเรียนทํา Topic Questions เรื่อง องคประกอบของระบบนิเวศ จากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิ ท ย า ศ า ส ต ร แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี ม .3 เ ล ม 1 ห น ว ย ก า ร เ รี ย น รู ที่ 1 ร ะ บ บ นิ เ ว ศ ล ง ใ น สมดุ ประจาํ ตวั นกั เรยี น 17. ใหนักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง องคประกอบของระบบนิเวศ จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรียนรทู ่ี 1 ระบบนิเวศ เปน การบา นสงในช่วั โมงถัดไป ขนั้ ท่ี 4 ขยายความเขา ใจ (Elaborate) 10. ครกู ําหนดปญหาเกย่ี วกบั ราคาไขไกทแี่ พงขน้ึ ในปจจุบัน โดยใหน กั เรยี นออกแบบระบบนิเวศของฟารมไกจ ําลอง โดยใชระบบอินทรยี หรอื ระบบเลยี้ งไกแ บบธรรมชาติ โดยจาํ แนกองคประกอบของระบบนเิ วศ พรอ มอธิบาย ความสมั พันธระหวางองคประกอบภายในระบบนเิ วศ ลงใน ใบงานที่ 1.1 เรอ่ื ง ระบบนิเวศจําลอง ขนั้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครตู รวจสอบผลการทําแบบทดสอบกอนเรยี น หนวยการเรียนรูท่ี 1 ระบบนิเวศ 2. ครูตรวจสอบความเขา ใจของนกั เรียนกอนเขาสูกิจกรรมการเรียนการสอนจากกรอบ Check for Understanding ในสมุดประจําตัวนักเรยี น 3. ครตู รวจสอบผลการปฏบิ ัตกิ จิ กรรม สํารวจระบบนเิ วศในทอ งถ่ิน 4. ครูตรวจสอบผลการทําใบงานที่ 1.1 เรอื่ ง ระบบนเิ วศจาํ ลอง 5. ครตู รวจ Topic Questions เรอ่ื ง องคประกอบของระบบนิเวศ ในสมดุ ประจําตัวนกั เรียน 6. ครูตรวจแบบฝกหดั เร่อื ง องคประกอบของระบบนิเวศ จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรยี นรทู ่ี 1 ระบบนิเวศ 7. ครูประเมนิ ผล โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล พฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ และจากการนําเสนอผลการปฏบิ ัติกิจกรรมหนา ช้ันเรยี น 9. ส่ือการเรียนการสอน / แหลงเรยี นรู จาํ นวน สภาพการใชส ่อื รายการส่ือ 1 ชุด ขั้นตรวจสอบความรเู ดมิ 1. แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนว ยการเรียนรทู ี่ 1 ระบบนิเวศ 2. ใบงานท่ี 1.1 เร่ือง ระบบนเิ วศจําลอง 1 ชุด ขนั้ สรา งความสนใจ
10. การวัดผลและประเมินผล รายการวัด วธิ ีการ เครือ่ งมอื เกณฑ 10.1 การประเมินกอ นเรียน - ตรวจแบบทดสอบกอ น - แบบทดสอบกอนเรยี น การประเมิน หนว ยการเรยี นรทู ี่ 1 - ประเมนิ ตาม - แบบทดสอบกอนเรียน เรยี น หนว ยการเรยี นรู ระบบนเิ วศ สภาพจริง หนวยการเรียนรูที่ 1 ที่ 1 ระบบนเิ วศ ระบบนิเวศ - ใบงานท่ี 1.1 - รอยละ 60 - ตรวจใบงานท่ี 1.1 - สมุดประจําตัว หรือ ผา นเกณฑ 10.2 ประเมินระหวา งการ - ตรวจสมุดประจาํ ตวั แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร จดั กิจกรรมการเรยี นรู หรอื แบบฝกหัด และเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 - รอ ยละ 60 1) องคประกอบของ วทิ ยาศาสตรแ ละ - สมดุ ประจาํ ตวั หรอื ผา นเกณฑ ระบบนเิ วศ เทคโนโลยี ม.3 เลม 1 แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร - ตรวจสมุดประจําตัว และเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 - รอ ยละ 60 2) ผลบนั ทกึ การปฏบิ ัติ หรือแบบฝกหดั ผานเกณฑ กจิ กรรม สํารวจ ระบบนเิ วศในทอ งถ่ิน วิทยาศาสตรและ เทคโนโลยี ม.3 เลม 1 3) การนําเสนอผลงาน/ - ประเมินการนําเสนอ - แบบประเมนิ การนาํ เสนอ - ระดับคุณภาพ 2 ผลการปฏบิ ัตกิ จิ กรรม ผลงาน/ผลการปฏบิ ัติ ผลงาน ผานเกณฑ กจิ กรรม 4) พฤตกิ รรมการทํางาน - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดับคณุ ภาพ 2 รายบคุ คล การทํางานรายบคุ คล การทํางานรายบคุ คล ผานเกณฑ 5) พฤติกรรมการทาํ งาน - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดบั คณุ ภาพ 2 กลมุ การทํางานกลมุ การทาํ งานกลมุ ผานเกณฑ 6) คณุ ลกั ษณะ - สงั เกตความมวี ินยั - แบบประเมนิ คุณลกั ษณะ - ระดบั คณุ ภาพ 2 อันพึงประสงค รับผดิ ชอบ ใฝเรียนรู อนั พึงประสงค ผานเกณฑ และมงุ มน่ั ในการ ทาํ งาน
ใบงานท่ี 1.1 เร่อื ง ระบบนเิ วศจําลอง คําชีแ้ จง : ออกแบบและวาดภาพระบบนเิ วศของฟารมไกจําลอง องคประกอบท่ีไมมีชีวิต องคประกอบท่ีมีชีวิต (abiotic component) (biotic component) วิเคราะหปฏิสมั พันธขององคประกอบภายในระบบนิเวศ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………
แผนการจดั การเรยี นรู หนว ยการเรยี นรทู ่ี 1 เรอื่ ง ระบบนเิ วศ แผนจัดการเรียนรูท่ี 2 เรือ่ ง ความสมั พนั ธร ะหวางสง่ิ มีชีวิตในระบบนเิ วศ รายวชิ า วิทยาศาสตร รหัสวิชา ว23101 ระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาปที่ 3 ภาคเรยี นท่ี 1 นา้ํ หนกั เวลาเรยี น 1.5 (นน./นก.) เวลาเรยี น 3 ชั่วโมง/สปั ดาห เวลาท่ใี ชในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู 3 ชั่วโมง .......................................................................................................................................................... 1. สาระสําคญั (ความเขา ใจทีค่ งทน) สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศมีอยูหลายชนิด ซึ่งแตละชนิดตางก็มีรูปแบบความสัมพันธท่ีแตกตางกัน ความสัมพันธระหวางส่ิงมีชีวติ ในระบบนิเวศอาจทําใหสิ่งมีชีวติ บางชนิดไดรับประโยชนหรอื เสียประโยชนหรือไมมผี ล ตอการดาํ รงชวี ติ ของสิ่งมีชวี ติ นัน้ เลย 2. มาตรฐานการเรียนรู/ ตวั ชวี้ ดั ชน้ั ป/ผลการเรยี นร/ู เปา หมายการเรยี นรู มาตรฐาน ว1.1 เขาใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพนั ธระหวา งส่งิ ไมม ีชีวิตกบั สง่ิ มีชีวิต และ ความสมั พนั ธร ะหวา งสิ่งมีชวี ติ กบั สิ่งมชี วี ติ ตา งๆ ในระบบนิเวศ การถา ยทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนท่ใี น ระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปญหาและผลกระทบท่ีมตี อทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอม แนวทาง ในการอนุรักษท รัพยากรธรรมชาติและการแกไขปญหาสิง่ แวดลอมรวมทั้งนําความรไู ปใชป ระโยชน ตวั ชี้วัด/ผลการเรยี นรู ว 1.1 ม.3/2 อธิบายรปู แบบความสัมพนั ธระหวา งส่ิงมีชีวติ กับสิง่ มีชวี ิตรูปแบบตาง ๆ ในแหลงทอี่ ยู เดียวกันที่ไดจ ากการสํารวจ 3. สาระการเรียนรู 3.1 เนอ้ื หาสาระหลกั : Knowledge 1. อธบิ ายนยิ ามของกลุมสง่ิ มชี ีวติ และประชากรได (K) 2. อธิบายรูปแบบความสัมพันธสิง่ มชี ีวิตกบั ส่ิงมีชวี ติ รูปแบบตา ง ๆ ได (K) 3.2 ทกั ษะ/กระบวนการ : Process 1. จําแนกรปู แบบความสมั พันธระหวางสิง่ มีชวี ิตกับสิ่งมชี วี ิตได (P) 3.3 คุณลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค : Attitude 1. ตระหนกั ถงึ ความสัมพันธระหวางสง่ิ มชี วี ติ กับส่งิ มีชวี ติ ในระบบนเิ วศ (A) 4. สมรรถนะสาํ คัญของนกั เรียน 4.1 ความสามารถในการคดิ 4.2 ความสามารถในการแกป ญหา 4.3 ความสามารถในการใชทกั ษะชีวติ 5. คุณลักษณะของวิชา - ความรับผิดชอบ 6. คณุ ลักษณะท่พี งึ ประสงค 1. ใฝเรียนรู 2. อยอู ยางพอเพียง 3. มุงมน่ั ในการทํางาน
7. ชิ้นงาน/ภาระงาน : - ใบกจิ กรรมที่ 1 เรอื่ ง ความสมั พันธร ะหวา งส่ิงมชี วี ิต - ใบงานที่ 1.1 เรอ่ื ง ความสัมพนั ธร ะหวางส่ิงมชี ีวติ 8. กิจกรรมการเรียนรู ช่วั โมงท่ี 1 ข้ันท่ี 1 กระตุนความสนใจ (Engage) 1. นกั เรยี นตรวจสอบความเขาใจของตนเองกอ นเขา สกู ิจกรรมการเรียนการสอน จากกรอบ Check for Understanding ในหนังสอื เรยี นรายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรียนรูท ี่ 1 ระบบนเิ วศ โดยบันทกึ ลงในสมดุ ประจําตวั นกั เรียน 2. นักเรยี นทํากิจกรรม Engaging Activity โดยพจิ ารณาภาพรังตอ บนตน ไม และกาฝากบนตนไม จากหนงั สือ เรยี นรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรยี นรทู ่ี 1 ระบบนเิ วศ จากน้นั ครูตั้ง ประเด็นคาํ ถามกระตุนความคดิ นักเรียนวา “เพราะเหตใุ ดตนไมทงั้ 2 ตน จึงมีลักษณะแตกตางกนั ” (แนวตอบ : เพราะสง่ิ ที่มาอาศัยอยใู นตน ไมภาพที่ 1 และภาพที่ 2 แตกตา งกันคอื ภาพท่ี 1 ตวั ตอมาอาศยั และทํารังอยูบนตนไม โดยตัวตอ ไมไดท าํ ลายหรอื สรางความเสียหายใหกับตน ไม ตนไมในภาพ ที่ 1 จึงมคี วามอุดมสมบูรณปกติ แตในภาพที่ 2 กาฝากซึ่งเปนปรสิตของพชื มาอาศยั อยกู บั ตนไมใ นภาพที่ 2 โดยกาฝากจะใชรากแทงทะลุเขาไปยงั ทอ ลาํ เลียงนา้ํ และธาตุอาหาร คอยแยง นา้ํ และอาหาร ทําใหต นไมในภาพท่ี 2 ไมเ จรญิ เตบิ โตและตายในท่สี ุด) ช่ัวโมงที่ 2 - 3 ขน้ั ที่ 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 1. ครูถามคําถาม Key Question จากหนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรยี นรูท่ี 1 ระบบนเิ วศ เพอ่ื ทบทวนความรเู ดิมของนกั เรียนวา “เพราะเหตุใดเหาฉลาม จึงอยูรว มกบั ปลาฉลามได” (แนวตอบ : เหาฉลามไมไดสรางความเดือดรอนใหกับปลาฉลามและยงั ไดรบั เศษอาหารที่เหลือจากการกิน ของปลาฉลาม ในขณะที่ปลาฉลามกไ็ มไ ดแ ละไมเ สยี ประโยชนจึงสามารถอยรู ว มกันได) 2. ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 6 คน จากนั้นครแู จงจุดประสงคของกิจกรรม สํารวจรูปแบบความสัมพนั ธ ระหวา งส่ิงมชี วี ติ ภายในโรงเรียน ใหน กั เรยี นทราบเพือ่ เปน แนวทางการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมที่ถูกตอง 3. นกั เรยี นแตละกลมุ รวมกันศกึ ษากจิ กรรม สํารวจรูปแบบความสมั พนั ธร ะหวางสงิ่ มีชวี ิตภายในโรงเรยี น จาก หนงั สือเรียนรายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนว ยการเรียนรทู ี่ 1 ระบบนเิ วศ โดย ครูใชรูปแบบการเรียนรูแบบรวมมือมาจัดกระบวนการเรยี นรู โดยกําหนดใหสมาชิกแตละคนภายในกลุมมี บทบาทหนาที่ของตนเองและลงมอื ปฏบิ ัติกจิ กรรม ดังน้ี • สมาชกิ คนท่ี 1-2 ทาํ หนาทเี่ ตรยี มวัสดอุ ุปกรณทใี่ ชในการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมสาํ รวจรปู แบบความสัมพันธ ระหวา งสิง่ มีชีวติ ภายในโรงเรยี น • สมาชิกคนท่ี 3 ทําหนาทอี่ านวิธปี ฏบิ ัติกิจกรรม และนํามาอธบิ ายใหส มาชิกในกลุมฟง • สมาชิกคนที่ 4 ทําหนาที่ศึกษาและสืบคนขอมูลเกี่ยวกับรูปแบบความสัมพันธของส่ิงมีชีวิตภายใน โรงเรียน • สมาชิกคนท่ี 5-6 ทําหนาที่สํารวจส่ิงมีชีวิตภายในโรงเรียนใหไดมากที่สุด และบันทึกผลลงในสมุด ประจาํ ตัวนักเรียน
4. เมือ่ สมาชกิ ในกลุมทําหนาท่ีของตนเองแลว ใหสมาชิกคนที่ 4 อธิบายทฤษฎี หรือรปู แบบความสมั พันธของ สิง่ มชี วี ติ ใหส มาชกิ ภายในกลมุ เขา ใจ 5. นักเรียนแตละกลุมรวมกันกําหนดปญหาและตั้งสมมติฐาน จากน้ันรวมกันวิเคราะหส่ิงมีชีวิตท่ีไดจากการ สํารวจ และระบุรปู แบบความสัมพนั ธข องสิง่ มีชีวติ 6. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาช้ันเรียน ในระหวางท่ีนักเรียนนําเสนอ ครู คอยใหข อ เสนอแนะเพมิ่ เติม เพอื่ ใหนกั เรียนมีความเขา ใจทถ่ี ูกตอ ง (หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมินนักเรียน โดยใชแบบประเมนิ การนาํ เสนอผลงาน) 7. ครูถามคําถามทายกิจกรรม โดยใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพื่อหาคําตอบ ดงั นี้ - ในบรเิ วณทสี่ ํารวจ สิ่งมีชีวติ คูใดบา งท่ีมคี วามสัมพนั ธก ัน (แนวตอบ : ขึ้นอยกู ับผลกิจกรรม ตัวอยางคาํ ตอบเชน พืชกบั มนษุ ย) - สงิ่ มชี วี ิตชนิดใดไดประโยชนหรอื เสยี ประโยชน หรือไมไ ดแ ละไมเ สียประโยชนจากการอยรู วมกัน (แนวตอบ : ข้ึนอยกู บั ผลกจิ กรรม ตวั อยา งคาํ ตอบเชน ดอกไมกับผีเส้ือ นกทํารงั บนตนไม แมวกบั หนู) 8. นกั เรยี นและครรู ว มกนั อภปิ รายผลการปฏิบตั ิกิจกรรม สาํ รวจรปู แบบความสัมพนั ธระหวางส่งิ มีชวี ิตภายใน โรงเรยี น เพอ่ื ใหไ ดขอ สรุปรวมกนั วา “ส่งิ มีชวี ิตไมส ามารถอยอู ยา งโดดเดี่ยวไดจ ําเปนตอ งมีความสมั พันธกับ สิง่ มีชีวิตอื่นเพ่อื ประโยชนใ นการดํารงชีวิต ซ่ึงความสัมพนั ธของระหวางส่ิงมีหลายรปู แบบ” 9. นกั เรยี นแบงกลมุ ออกเปน 4 กลมุ กลมุ ละเทา ๆ กัน และสง ตัวแทนกลมุ ออกมาจับสลากหมายเลข 1-4 โดย แตล ะหมายเลขมีขอความลกั ษณะความสัมพนั ธข องสง่ิ มชี ีวิต ดงั นี้ • หมายเลข 1 สง่ิ มชี ีวติ ตองดํารงชวี ิตอยดู วยกนั ตลอดเวลา ไมสามารถแยกจากกันได • หมายเลข 2 ส่ิงมชี ีวิตดํารงชวี ติ อยไู ดอยา งอสิ ระ ถา มาอยูร ว มกันตางฝา ยจะใหประโยชนซ่งึ กันและกัน • หมายเลข 3 สิง่ มชี ีวิตตอ งอาศยั สง่ิ มชี ีวิตอื่นเพ่อื การดาํ รงชวี ติ โดยสิ่งมชี ีวติ ทม่ี าอาศัยจะกอใหเ กิดโรค • หมายเลข 4 สิ่งมชี ีวติ ดาํ รงชวี ติ อยูไดด วยการลา สง่ิ มชี วี ติ อืน่ เปนอาหาร 10. นักเรียนแตละกลุมรวมกันสืบคนขอมูลเกี่ยวกับรูปแบบความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตที่กลุมตนเองจับสลากได จ า ก ห นั ง สื อ เ รี ย น ร า ย วิ ช า พ้ื น ฐ า น วิ ท ย า ศ า ส ต ร ม . 3 เ ล ม 1 ห น ว ย ก า ร เ รี ย น รู ที่ 1 ระบบนิเวศ หรือแหลงการเรียนรูตาง ๆ เชน อินเทอรเน็ต หองสมุด พรอมยกตัวอยางสิ่งมีชีวิต ท่ีมรี ปู แบบความสัมพันธนัน้ มาอยางนอย 5 คู 11. นักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายเรื่องท่ีไดศึกษา จากนั้นสงตัวแทนกลุมออกมาเสนอขอมูล หนา ชนั้ เรยี น จากนั้นใหน กั เรียนรวมกนั สรปุ ความรูท่ไี ดล งในสมดุ ประจาํ ตวั นกั เรียน (หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมินนกั เรยี น โดยใชแ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลมุ และรายบคุ คล) 12. นักเรียนแบงกลุมเดิมทํากิจกรรม ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิต จากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรียนรูที่ 1 ระบบนิเวศ โดยครูใชรูปแบบ การเรียนรูแบบรวมมือมาจัดกระบวนการเรียนรู โดยกําหนดใหสมาชิกแตละคนภายในกลุม มบี ทบาทหนา ทขี่ องตนเอง ดงั นี้ •สมาชิกคนที่ 1-2 ทําหนาท่ีเตรียมวัสดุอุปกรณท่ีใชในการปฏิบัติกิจกรรมความสัมพันธระหวาง สิง่ มีชวี ิต • สมาชกิ คนที่ 3-4 ทําหนา ที่อานวิธีปฏบิ ัติกิจกรรม และนาํ มาอธิบายใหสมาชิกในกลมุ ฟง • สมาชกิ คนท่ี 5-6 ทําหนาท่ีบนั ทึกผลการปฏบิ ัติกจิ กรรมลงในสมุดประจาํ ตัวนกั เรยี น
นักเรียนแตละกลุมรวมกันกําหนดปญหาและต้ังสมมติฐาน จากนั้นรวมกันปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอน จาก หนังสือเรยี นรายวชิ าพื้นฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรียนรทู ี่ 1 ระบบนิเวศ ข้ันท่ี 3 อธบิ ายความรู (Explain) 13. นักเรียนแตละกลมุ รวมกนั แลกเปล่ียนความรูแ ละวิเคราะหผ ลการปฏิบตั ิกจิ กรรม แลว อภปิ ราย ผลรวมกัน 14. นกั เรียนแตละกลุม ออกมานําเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนาชัน้ เรียน ในระหวางที่นกั เรียนนาํ เสนอ ครคู อย ใหขอเสนอแนะเพมิ่ เติม เพอ่ื ใหนกั เรียนมคี วามเขาใจท่ีถกู ตอง (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมนิ นกั เรียน โดยใชแบบประเมนิ การนาํ เสนอผลงาน) 15. ครูถามคําถามทายกจิ กรรม โดยใหน กั เรยี นแตล ะกลุม รว มกนั อภปิ รายแสดงความคิดเห็นเพือ่ หาคาํ ตอบ ดังนี้ • เมอ่ื เวลาผานไปคา pH ทวี่ ัดไดจากชดุ ทดลองทัง้ 4 ชดุ เปน อยางไร (แนวตอบ : คา pH ของชุดการทดลองที่ 1 และ 3 มคี าตํ่าลง สว นคา pH ของชุดการทดลองที่ 2 และ 4 มี คา เทาเดิมหรือไมลดลงไปจากเดมิ ) • ความสมั พนั ธร ะหวางปลากับสาหรา ยเปนความสัมพนั ธร ปู แบบใด (แนวตอบ : ภาวะพง่ึ พากัน) 16. นกั เรียนและครรู ว มกันอภปิ รายผลการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม ความสมั พันธร ะหวางสิง่ มีชีวิต เพอ่ื ใหไ ดข อสรปุ รว มกนั วา “ความสัมพนั ธร ะหวา งสิง่ มีชีวติ และความสมั พันธร ะหวางส่ิงมีชีวิตกับสิ่งแวดลอ มลว นมี ความสัมพันธก ัน จากการทดลองปลาตองอาศัยนํ้าและสาหรายในการดาํ รงชวี ิต รูปแบบความสัมพันธ ระหวา งปลากบั สาหรายจงึ ตองเปน แบบภาวะพ่ึงพากนั แตใ นธรรมชาติปลาตอ งอาศัยอยรู ว มกบั สงิ่ มชี วี ิตอื่น มากมาย ไมเพียงแคสาหรา ย ดงั นน้ั รูปแบบความสัมพันธระหวา งปลากับสาหรายจงึ เปน แบบภาวะการได ประโยชนร วมกัน” 17. ครเู ตรยี มสลากชื่อส่งิ มชี วี ิตชนดิ ตา ง ๆ ไดแ ก รา นกเอยี้ ง เหาฉลาม ฉลาม กาฝาก ควาย ตนไม มนษุ ย สาหราย และนก จากนน้ั ใหน ักเรียนแตล ะคนจับสลากชือ่ สงิ่ มีชีวติ ซ่ึงนักเรียนที่จับสลากไดช อื่ สิง่ มชี ีวติ เดียวกันใหมารวมกลุม กัน 18. ครูอธิบายเพม่ิ เตมิ ใหน กั เรียนเขาใจเก่ียวกับประชากร และกลุม ส่ิงมีชวี ติ วา “นกั เรียนแตละคนท่ถี อื สลากชื่อส่ิงมชี วี ิตลว นเปน สิ่งมีชวี ิต ในความเปนจริงสิ่งมีชวี ิตไมส ามารถดาํ รงชีวิตอยใู นระบบนเิ วศไดโดยลาํ พงั เมือ่ นักเรียนที่จับสลากไดชอื่ สิง่ มชี วี ิตชนิดเดยี วกนั มารวมกลมุ กันในแหลงทอ่ี ยูเ ดียวกนั และเวลาเดยี วกัน เรยี กวา ประชากร (population) ดังน้ัน ในหอ งเรยี นน้จี งึ ประกอบดว ย ประชากรของสิง่ มชี ีวิตหลายชนิดมา อยรู วมกนั เรียกวา กลมุ ส่ิงมชี ีวติ (community)” 19. ใหน กั เรยี นแตล ะคนท่ีถือสลากชอ่ื สิง่ มชี วี ติ เลอื กจับคกู บั เพือ่ นท่ถี ือสลากชอื่ สิง่ มีชวี ติ อีกคนหนง่ึ แลว ระบุ ความสัมพันธข องสงิ่ มีชวี ติ 20. ครสู ุมนักเรียน 5-10 คู ระบุและอธิบายความสมั พันธข องสิ่งมชี วี ิต 21. ครูอธบิ ายเพิม่ เติมใหน ักเรียนเขาใจวา “ความสมั พันธของส่งิ ชวี ติ ทนี่ อกเหนอื จากภาวะอิงอาศยั ภาวะพึ่งพา กัน ภาวะปรสิต และการลาเหยือ่ เชน ภาวะการไดป ระโยชนรว มกนั ซงึ่ ส่ิงมีชีวิต ทั้งสองฝา ย สามารถแยกกันอยูได รวมทัง้ ภาวะการแกงแยง แขงขนั กนั เปน ความสัมพนั ธท่สี ่งิ มชี ีวิต ทง้ั สองฝายตางเสียประโยชนทั้งคู เนอื่ งจากมีการแกง แยง แขงขนั กนั ระหวา งสิง่ มชี วี ติ ชนดิ เดียวกัน และตาง ชนิดกนั ”
22. ครเู ปดโอกาสใหน ักเรียนซักถามเน้ือหาเก่ยี วกบั เร่ือง ความสมั พนั ธร ะหวางสิ่งมชี ีวติ ในระบบนเิ วศและให ความรเู พ่ิมเติม โดยครอู าจใช PowerPoint เร่อื ง ความสมั พันธร ะหวา งส่ิงมีชีวิตใน ระบบนเิ วศ 23. ใหน ักเรียนทาํ Topic Questions เรอ่ื ง ความสมั พันธระหวางส่ิงมชี วี ิตในระบบนิเวศ จากหนงั สอื เรยี น รายวชิ าพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรียนรูท ่ี 1 ระบบนเิ วศ ลงในสมุดประจําตวั นกั เรียน 24. ใหน กั เรยี นแตละคนทาํ แบบฝกหดั เรื่อง ความสมั พันธร ะหวา งสิง่ มีชีวิตในระบบนเิ วศ จากแบบฝกหัด วทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรยี นรูท ่ี 1 ระบบนเิ วศ เปน การบา นสงในชั่วโมงถดั ไป ขัน้ ที่ 4 ขยายความเขา ใจ (Elaborate) 25. ครกู ําหนดปญหาเกย่ี วกับโรคไขเ ลอื ดออกในปจจบุ ันท่มี กั แพรร ะบาดในชว งฤดูฝน โดยใหนกั เรยี นออกแบบ ส่งิ มีชวี ิตในบอนา้ํ เพือ่ แกปญหา บอน้ําขังกลางแจงท่ถี กู ปลอ ยทงิ้ รางลงในใบงานท่ี 1.2 เรื่อง ความสมั พันธ ระหวางส่งิ มชี วี ิต พรอมอธบิ ายรปู แบบความสมั พนั ธข องส่งิ มชี ีวิต ขน้ั ที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูตร ว จสอบ ค ว า มเ ข า ใ จข อง นั ก เรี ย น กอ น เ ข า สูกิ จก ร ร ม ก าร เรี ยน ก าร ส อ น จาก ก ร อ บ Check for Understanding ในสมุดประจําตัวนักเรียน 2. ครูตรวจสอบผลการปฏบิ ัติกิจกรรม สํารวจรปู แบบความสัมพนั ธร ะหวา งสิ่งมีชีวิตภายในโรงเรยี น 3. ครูตรวจสอบผลการปฏิบัติกจิ กรรม ความสมั พันธระหวางส่งิ มชี ีวติ 4. ครตู รวจสอบผลการทาํ ใบงานที่ 1.2 เรอื่ ง ความสมั พนั ธร ะหวางสิ่งมชี วี ติ 5. ครูตรวจ Topic Questions เรอื่ ง ความสมั พนั ธระหวา งสิ่งมีชีวติ ในระบบนิเวศ ในสมดุ ประจาํ ตวั นักเรียน 6. ครูตรวจแบบฝกหัด เรื่อง ความสัมพันธระหวางส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศ จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนว ยการเรียนรูที่ 1 ระบบนิเวศ 7. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการ ทํางานกลมุ และจากการนําเสนอผลการปฏิบัตกิ ิจกรรมหนา ชัน้ เรียน 9. สอ่ื การเรียนการสอน / แหลงเรยี นรู จาํ นวน สภาพการใชส่อื รายการสื่อ 1 ชดุ ขนั้ ตรวจสอบความรูเดมิ 1 ชุด ขน้ั สรา งความสนใจ 1. แบบฝก หัดวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนว ยการเรยี นรูที่ 1 ระบบนิเวศ 2. ใบงานท่ี 1.1 เร่ือง ความสมั พันธระหวางส่ิงมชี วี ติ
10. การวดั ผลและประเมนิ ผล รายการวัด วธิ กี าร เครอ่ื งมอื เกณฑ การประเมนิ 7.1 ประเมินระหวางการจัด กจิ กรรมการเรยี นรู 1) ความสัมพันธระหวาง - ตรวจใบงานที่ 1.2 - ใบงานท่ี 1.2 - รอยละ 60 สงิ่ มีชวี ิตในระบบนเิ วศ - ตรวจสมุดประจาํ ตวั - สมดุ ประจาํ ตัว หรือ ผา นเกณฑ หรอื แบบฝก หดั แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร - รอยละ 60 วทิ ยาศาสตรและ และเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 ผานเกณฑ เทคโนโลยี ม.3 เลม 1 2) ผลบันทึกการปฏิบัติ - ตรวจสมุดประจาํ ตวั - สมดุ ประจําตัว หรือ - รอ ยละ 60 กิจกรรมสํารวจรูปแบบ หรือแบบฝกหัด แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ผา นเกณฑ ความสัมพันธระหวาง วิทยาศาสตรและ และเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 ส่งิ มีชีวิตภายในโรงเรยี น เทคโนโลยี ม.3 เลม 1 3) ผลบันทึกการปฏิบัติ - ตรวจสมุดประจําตัว - สมุดประจําตัว หรอื - รอยละ 60 กิจกรรมความสัมพันธ หรือแบบฝก หดั แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ผานเกณฑ ระหวางสิง่ มชี วี ิต วทิ ยาศาสตรแ ละ และเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 เทคโนโลยี ม.3 เลม 1 4) การนําเสนอผลงาน/ผล - ประเมินการนําเสนอ - แบบประเมินการนาํ เสนอ - ระดบั คณุ ภาพ 2 การปฏิบัติกิจกรรม ผลงาน/ผลการปฏบิ ตั ิ ผลงาน ผานเกณฑ กิจกรรม 5) พฤติกรรมการทํางาน - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดบั คณุ ภาพ 2 รายบคุ คล การทาํ งานรายบุคคล การทํางานรายบคุ คล ผานเกณฑ 6) พฤติกรรมการทํางาน - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดับคณุ ภาพ 2 กลมุ การทํางานกลมุ การทาํ งานกลุม ผา นเกณฑ 7 ) คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ อั น พึ ง - สังเกตความมีวนิ ัย - แบบประเมนิ คุณลกั ษณะ - ระดับคุณภาพ 2 ประสงค รับผิดชอบ ใฝเรียนรู อันพงึ ประสงค ผา นเกณฑ และมุง มน่ั ในการ ทํางาน
ใบงานท่ี 1.1 เรื่อง ความสมั พันธระหวา งส่ิงมีชวี ิต คาํ ชแ้ี จง : ออกแบบและวาดภาพระบบนเิ วศของฟารมไกจ าํ ลอง คูสง่ิ มีชวี ิต รปู แบบความสัมพันธระหวางสิง่ มีชีวิต วเิ คราะหปฏิสัมพันธขององคประกอบภายในระบบนเิ วศ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………
แผนการจดั การเรยี นรู หนวยการเรียนรทู ี่ 1 เรื่อง ระบบนิเวศ แผนจัดการเรยี นรูที่ 3 เร่ือง โซอ าหารและสายใยอาหาร รายวิชา วิทยาศาสตร รหัสวิชา ว23101 ระดับช้นั มธั ยมศึกษาปท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1 นาํ้ หนักเวลาเรยี น 1.5 (นน./นก.) เวลาเรียน 3 ชว่ั โมง/สปั ดาห เวลาทใ่ี ชในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู 3 ชั่วโมง .......................................................................................................................................................... 1. สาระสําคญั (ความเขาใจทคี่ งทน) ส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศ มีความเกี่ยวของสัมพันธกัน โดยส่ิงมีชีวิตในบริเวณเดียวกันจะมีการถายทอด พลังงานผานการกินตอกันเปนทอด ๆ โดยเร่ิมจากสิง่ มีชีวติ ท่ีเปนผูผลิตถายพลังงานไปยังผูบริโภคลําดับตอไปเรอ่ื ย ๆ เรียกวา โซอาหาร ในธรรมชาตสิ ิง่ มีชวี ิตไมไ ดกนิ สง่ิ มีชีวติ อืน่ เพยี งชนิดเดียว แตมีการกนิ มากกวา 1 ชนิด จงึ ทาํ ใหม กี าร ถายทอดพลงั งานทซ่ี บั ซอนมากกวา เรยี กวา สายใยอาหาร 2. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชี้วัดชน้ั ป/ผลการเรยี นร/ู เปาหมายการเรยี นรู มาตรฐาน ว1.1 เขา ใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธร ะหวางสงิ่ ไมม ีชีวติ กับส่งิ มีชวี ิต และ ความสัมพนั ธระหวางสงิ่ มีชวี ิตกบั สง่ิ มชี ีวิตตางๆ ในระบบนิเวศ การถา ยทอดพลังงาน การเปลยี่ นแปลงแทนทใ่ี น ระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปญ หาและผลกระทบทีม่ ีตอ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอม แนวทาง ในการอนรุ กั ษท รัพยากรธรรมชาติและการแกไขปญหาสงิ่ แวดลอ มรวมทัง้ นําความรูไปใชป ระโยชน ตัวช้ีวัด/ผลการเรยี นรู ว 1.1 ม.3/3 สรางแบบจําลองในการอธิบายการถายทอดพลงั งานในสายใยอาหาร ว 1.1 ม.3/4 อธบิ ายความสมั พนั ธข องผูผลิต ผูบรโิ ภค และผยู อยสลายสารอนิ ทรยี ใ นระบบนิเวศ ว 1.1 ม.3/5 อธบิ ายการสะสมสารพษิ ในโซอ าหาร 3. สาระการเรียนรู 3.1 เนือ้ หาสาระหลกั : Knowledge 1. อธิบายการถา ยทอดพลังงานจากผผู ลิตไปยังผูบ ริโภคลาํ ดบั ตาง ๆ ได 2. อธบิ ายความสมั พนั ธข องผูผ ลิต ผบู รโิ ภค และผูยอ ยสารอนิ ทรยี ใ นระบบนิเวศได 3.2 ทักษะ/กระบวนการ : Process 1. สรางแบบจําลองการถายทอดพลังงานในสายใยอาหารได 3.3 คณุ ลักษณะทพ่ี งึ ประสงค : Attitude 1. ตระหนักถงึ อันตรายจากปริมาณสารพษิ ท่ีสะสมในโซอ าหาร 4. สมรรถนะสาํ คัญของนกั เรยี น 4.1 ความสามารถในการคดิ 4.2 ความสามารถในการแกปญหา 4.3 ความสามารถในการใชทักษะชวี ิต 5. คุณลกั ษณะของวิชา - ความรับผดิ ชอบ
6. คุณลักษณะท่ีพึงประสงค 1. ใฝเ รยี นรู 2. อยอู ยา งพอเพียง 3. มงุ ม่ันในการทาํ งาน 7. ช้นิ งาน/ภาระงาน : - ใบกิจกรรมท่ี 1 เรอื่ ง โซอาหารและสายใยอาหาร - ใบงานท่ี 1.1 เร่ือง โซอ าหารและสายใยอาหาร 8. กจิ กรรมการเรยี นรู ช่วั โมงที่ 1 ขัน้ ท่ี 1 กระตนุ ความสนใจ (Engage) 1. นักเรียนตรวจสอบความเขา ใจของตนเองกอ นเขา สกู จิ กรรมการเรยี นการสอน จากกรอบ Check for Understanding ในหนังสือเรียนรายวชิ าพน้ื ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนว ยการเรยี นรู ท่ี 1 ระบบนเิ วศ โดยบันทกึ ลงในสมดุ ประจาํ ตัวนักเรียน 2. นกั เรียนทํากจิ กรรม Engaging Activity โดยพจิ ารณาภาพทั้งหมด 9 ภาพ จากหนงั สือเรยี นรายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร และเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรยี นรูที่ 1 ระบบนเิ วศ จากนั้นนําหมายเลขทีอ่ ยใู ตภาพมาเรียงลําดับการกินตาม ความคดิ ของนักเรียน แลวใหน ักเรยี นเขยี นสัญลกั ษณลกู ศรแทนการกนิ โดยใหห วั ลูกศรชี้ไปทางหมายเลขของผูบริโภค 3. ครสู ุม นกั เรียน 2-3 คน ออกมาเขยี นคําตอบของตนเองหนาชน้ั เรียน โดยใหเ พ่อื นในช้ันเรียนรวมกนั พจิ ารณาและเสนอ ความคิดวา คําตอบถกู ตองหรือไม และควรเปน อยางไร จากน้นั นักเรียนและครูรว มกันอภปิ รายจากการทํากจิ กรรม Engaging Activity วา “สิ่งมีชีวิตมีความสัมพนั ธแบบกนิ กนั เปนอาหาร โดยในธรรมชาติส่ิงมีชวี ติ ชนดิ หนึ่งสามารถบรโิ ภค สิ่งมชี ีวิตอน่ื ไดมากกวา 1 ชนดิ กลายเปน ความสมั พันธของส่งิ มชี ีวิตทม่ี คี วามซับซอน” ชวั่ โมงท่ี 2 - 3 ขน้ั ที่ 2 สํารวจคน หา (Explore) 1. ครถู ามคําถาม Key Question จากหนงั สือเรยี นรายวชิ าพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนว ยการเรยี นรูท่ี 1 ระบบนเิ วศ เพ่อื ทบทวนความรเู ดมิ ของนกั เรียนวา “พลังงานทมี่ นษุ ยใ ชท าํ กิจกรรมมา จากแหลง ใด และถายทอดมาสูม นุษยไ ดอ ยา งไร” (แนวตอบ : พลังงานทม่ี นษุ ยใ ชทาํ กจิ กรรมมาจากการบรโิ ภคอาหาร โดยเรม่ิ ตน จากพืชเปลยี่ นพลงั งานแสงจากดวง อาทิตยใ หเปน พลงั งานเคมแี ลวถา ยทอดมาสูผูบ ริโภคพชื ไปสูมนษุ ย ตามลําดับ โดยมนุษยสามารถไดรับพลังงานจากพชื โดยการบรโิ ภคพืชหรอื บรโิ ภคสัตวท บี่ รโิ ภคพืชก็ได) 2. ครูตัง้ ประเดน็ คาํ ถามกระตุนความคิดนกั เรียนวา “ถาส่งิ มีชวี ติ ไมมกี ารกนิ กันเปนทอด ๆ จะสงผลกระทบกับส่ิงมีชวี ิตใน ระบบนเิ วศอยา งไร” โดยใหนักเรียนแตล ะคนรว มกนั อภิปรายแสดงความคิดเหน็ อยา งอสิ ระโดยไมมกี ารเฉลยวาถกู หรือผิด (แนวตอบ : สง่ิ มีชีวิตชวี ิตนัน้ จะมีโอกาสสูญพนั ธมุ ากกวาสิ่งมชี วี ิตท่ีกนิ ส่งิ มีชีวิตอื่นไดห ลากหลายกวา นอกจากน้ีในระบบ นเิ วศนน้ั จะไมเกิดการถา ยทอดพลังงาน) 3. นกั เรียนแบงกลมุ ออกเปน 3 กลมุ ตามความสมคั รใจ จากน้นั ใหนกั เรยี นแตละกลมุ รวมกันศึกษาคนควา ขอมูลเก่ียวกบั เรอื่ ง โซอ าหารและการเขียนแผนภาพโซอ าหาร จากหนงั สือเรยี นรายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนว ยการเรยี นรูท ี่ 1 ระบบนิเวศ หรือแหลงการเรยี นรูตาง ๆ เชน อินเทอรเ น็ต หองสมดุ เม่อื สมาชิกคนใดเขาใจแลว อธบิ ายใหเพ่อื นสมาชกิ ในกลมุ เขา ใจเพอ่ื ความรวดเรว็ ในการศึกษาเน้อื หา 4. ครูกาํ หนดและเขยี นชื่อส่ิงมีชีวิตบนกระดานใหน ักเรียนแตล ะกลุม ดงั นี้
• กลุมท่ี 1 : มนษุ ย แซลมอน แพลงกตอนสตั ว ฉลาม แพลงกตอนพชื • กลุมที่ 2 : กะหลํา่ ปลี เหย่ียว หนอน งู นกกระจอก • กลุมที่ 3 : แมว สิงโต หนู ขา วโพด สุนัขจิ้งจอก 5. นกั เรยี นแตละกลมุ วเิ คราะหส ่งิ มีชีวิตที่ครูกาํ หนดให และรว มกันเขียนแผนภาพโซอ าหารลงในกระดาษ A4 วาดภาพ ระบายสสี ิ่งมชี ีวิต พรอ มตกแตง ใหสวยงาม ขน้ั ที่ 3 อธิบายความรู (Explain) 6. ใหตัวแทนกลมุ ของแตล ะกลุมนาํ เสนอโซอ าหารของตนเอง โดยนาํ ผลงานของตนเองไปติดไวบนกระดานดว ยสกอตเทป และนาํ เสนอผลงาน เม่ือตัวแทนกลมุ นาํ เสนอจบแลว นักเรียนคนใดมีขอสงสยั หรือขอเสนอแนะเพ่ิมเติม ใหย กมอื แลว ลุก ขน้ึ ถามคาํ ถามหรือแสดงความคดิ เหน็ ใหกบั ผลงานของเพือ่ นกลุมอืน่ ในระหวา งนี้ ครจู ะประเมนิ ความถกู ตอ งของโซ อาหารและอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหน ักเรียนเกดิ ความเขาใจที่ตรงกัน 7. เมือ่ ตัวแทนทง้ั 3 กลุมนําเสนอครบทง้ั 3 กลุม แลว ครสู ุมเรยี กนักเรียน 1-2 คน อธบิ ายเกยี่ วกบั “สายใยอาหาร” 8. ครอู ธบิ ายเพมิ่ เติมใหน กั เรียนเขา ใจวา “ในธรรมชาตสิ ่งิ มีชวี ิตไมไ ดก นิ ส่งิ มชี วี ติ เพียงชนดิ เดียว แตสามารถกนิ สิ่งมชี ีวติ อื่นไดมากกวา 1 ชนิด ทาํ ใหเ กิดการกนิ ทีซ่ ับซอ น หรือมีโซอาหารมากกวา หลายโซ เรียกวา สายใยอาหาร” 9. ครตู ้ังประเด็นกระตุน ความคดิ ของนักเรียนวา หากส่ิงมีชีวติ ท่ีครกู าํ หนดใหก บั แตละกลุมขางตนอยใู นระบบนิเวศ เดยี วกนั จะเกิดการกินทซ่ี ับซอ น ใหน กั เรยี นเขยี นแผนภาพสายใยอาหารของ ระบบนเิ วศนี้ 10. นักเรียนและครูรว มกนั อภปิ รายสายใยอาหารเพ่ือใหไ ดขอ สรปุ วา สายใยอาหารของระบบนเิ วศนีส้ ามารถเขยี นไดจาก การนําโซอาหารของแตละกลุมมาเช่อื มโยงกนั เปนสายใย ดังนี้ โซอาหารกลุมท่ี 1 : แพงกตอนพืช แพลงกต อนสตั ว แซลมอน ฉลาม มนษุ ย โซอาหารกลมุ ที่ 2 : กะหลํ่าปลี หนอน นกกระจอก งู เหย่ียว โซอาหารกลุมที่ 3 : ขา วโพด หนู แมว สุนัขจิง้ จอก สิงโต สายใยอาหาร มนุษย เหยี่ยว สิงโต ฉลาม งู สุนัขจ้งิ จอก แซลมอ น นกกระจอก แมว แพลงกตอนสตั ว หนอน หนู แพลงกตอนพชื กะหลา่ํ ปลี ขา วโพด 11. ครูตัง้ ประเด็นถามคําถามใหนักเรยี นคิดตอ ไปวา ปรมิ าณพลังงานท่ีถา ยทอดจากผูผ ลติ ไปยังผูบริโภคจะมากขึ้นหรือ นอยลง ซึ่งนักเรยี นจะไดทราบหลงั ทํากิจกรรมตอ ไปน้ี 12. นกั เรียนแบงกลุม กลุม ละ 6 คน ตามความสมัครใจ แลว ใหน ักเรยี นแตล ะกลมุ รว มกันศึกษากิจกรรม จาํ ลองการ ถา ยทอดพลังงานในสายใยอาหารจากหนังสอื เรียนรายวิชาพ้นื ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนว ยการ
เรยี นรูท่ี 1 ระบบนิเวศ จากนนั้ ใหสมาชิกภายในกลุม ผลัดกันอธบิ ายแลกเปลี่ยนความรเู พ่ือใหเกดิ ความเขา ใจทีต่ รงกัน กอนเรมิ่ ปฏิบัติกจิ กรรม 13. ครูใชรูปแบบการเรียนรูแ บบรวมมือมาจัดกระบวนการเรยี นรู โดยกาํ หนดใหส มาชกิ แตละคนภายในกลุมมบี ทบาท หนาทีข่ องตนเอง ดังน้ี • สมาชิกคนที่ 1-2 ทาํ หนาที่เตรยี มวัสดุอปุ กรณที่ใชใ นการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมจาํ ลองการถา ยทอดพลังงานในสายใยอาหาร • สมาชิกคนท่ี 3-4 ทําหนา ท่ีอานวิธปี ฏิบตั ิกิจกรรม และนํามาอธิบายใหสมาชิกในกลมุ ฟง • สมาชกิ คนที่ 5-6 ทาํ หนา ที่บันทึกผลการปฏิบัตกิ ิจกรรมลงในสมดุ ประจาํ ตวั นกั เรยี น 14. นักเรยี นแตละกลุมรว มกนั ปฏิบตั กิ จิ กรรมตามขั้นตอนเพือ่ สรางแบบจําลอง จากหนังสือเรียนรายวิชาพนื้ ฐาน วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรยี นรทู ่ี 1 ระบบนเิ วศ 15. นักเรียนแตล ะกลมุ ออกมานาํ เสนอแบบจําลองหนาชั้นเรียน ในระหวางทนี่ กั เรียนนําเสนอ ครคู อยใหขอ เสนอแนะ เพม่ิ เติม เพอื่ ใหน กั เรียนมคี วามเขาใจที่ถกู ตอง (หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมนิ นักเรยี น โดยใชแ บบประเมินการนาํ เสนอผลงาน) 16. ครูถามคําถามทา ยกจิ กรรม โดยใหนกั เรยี นแตล ะกลุมรวมกนั อภิปรายแสดงความคิดเหน็ เพ่อื หาคําตอบ ดังน้ี - สิง่ มชี วี ิตเริม่ ตนของสายใยอาหารเปน สิง่ มีชีวิตชนดิ ใด (แนวตอบ : พืช) - ผูบริโภคลําดบั ท่ี 1 มักเปน สง่ิ มชี วี ิตประเภทใด (แนวตอบ : ผูบรโิ ภคพชื ) - ระดับพลังงานในสายใยอาหารทีถ่ ูกถายทอดไปตามลาํ ดับขั้นเปน อยางไร (แนวตอบ : ลดลงตามลาํ ดับของผูบรโิ ภคท่ีสูงขน้ึ ) 17. นกั เรียนและครรู ว มกนั อภปิ รายผลการปฏิบัติกิจกรรม จําลองการถา ยทอดพลังงานในสายใยอาหาร เพ่ือใหไดขอสรุป รวมกันวา “ปรมิ าณพลงั งานจากผูผ ลติ ไปยังผบู รโิ ภคลําดับตาง ๆ จะลดลงไปทีละข้ันตามลําดับของผบู รโิ ภคท่ี สูงขนึ้ เนอ่ื งจากสิ่งมชี วี ติ ไมไดก ินสิ่งมชี ีวติ อ่นื ทง้ั หมด มบี างสว นทไ่ี มสามารถยอยสลายหรือดูดซมึ ไปใชได รวมทงั้ ในการ ดาํ รงชวี ติ ประจาํ วนั พลงั งานความรอ นบางสว นจะถูกถา ยโอนสูส ิง่ แวดลอม ดงั นั้น แบบจําลองที่สรางควรมีลกั ษณะคลา ย กบั พรี ะมิดฐานสามเหลยี่ ม” 18. ครูถามนกั เรียนวา แลว ปริมาณสารพษิ ทปี่ นเปอ นในโซอาหารจะเปนอยางไร เหมอื นกบั การถายทอดปริมาณพลงั งาน หรอื ไม อยางไร ใหนกั เรยี นเสนอความคดิ อยางอิสระ แลว ครูจงึ คอยเฉลยคาํ ตอบท่ีถกู ตอ ง (แนวตอบ : ไมเหมือนกัน ปรมิ าณสารพิษทป่ี นเปนในโซอ าหารจะเพ่มิ ขึน้ ตามลําดับ โดยเรมิ่ จากผูผลติ ไปยงั ผูบริโภค ซงึ่ ผูบริโภคลําดับสดุ ทายจะไดรบั ปริมาณสารพิษมากท่สี ุด) 19. อธบิ ายเพิม่ เตมิ ใหน กั เรยี นเขา ใจวา “สารพษิ ทีป่ นเปอ นสูสิ่งแวดลอม จะปนเปอนไปตามโซอาหารเชนกัน โดยเร่ิมจาก ผูผลิตไปยงั ผบู ริโภคลําดับที่สงู ขึ้น ปรมิ าณสารพษิ จะเพมิ่ ข้นึ ตามลําดับของผบู รโิ ภค ดงั นั้น ผูบ ริโภคลาํ ดบั สุดทายจะไดรับ ปริมาณสารพษิ มากทส่ี ุด” 20. ครเู ปด โอกาสใหน กั เรียนซักถามเน้อื หาเกีย่ วกับ เรือ่ ง โซอาหารและสายใยอาหาร และใหความรเู พม่ิ เตมิ จากคําถาม ของนกั เรยี น โดยครใู ช PowerPoint เรอื่ ง โซอ าหารและสายใยอาหาร ในการอธิบายเพิ่มเติม 21. นักเรยี นแตละคนศึกษาคนควา ขอ มูลเพิม่ เตมิ เกีย่ วกบั สายใยอาหาร จาก QR Code เรือ่ ง สายใยอาหาร 22. ใหน กั เรยี นทํา Topic Questions เรอ่ื ง โซอาหารและสายใยอาหาร จากหนงั สือเรยี นรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตร และเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนว ยการเรียนรูท่ี 1 ระบบนิเวศ ลงในสมดุ ประจาํ ตวั นกั เรยี น
23. ใหน กั เรยี นแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง โซอ าหารและสายใยอาหาร จากแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ม. 3 เลม 1 หนวยการเรียนรูที่ 1 ระบบนเิ วศ เปน การบา นสงในชว่ั โมงถดั ไป ขัน้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูตรวจแบบฝก หดั เร่อื ง โซอาหารและสายใยอาหาร จากแบบฝก หัดวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรียนรทู ่ี 1 ระบบนเิ วศ 2. ครูตรวจสอบความเขาใจของนักเรยี นกอนเขา สกู จิ กรรมการเรียนการสอนจากกรอบ Check for Understanding ในสมดุ ประจําตวั นักเรยี น 3. ครตู รวจสอบผลการปฏิบัตกิ ิจกรรม จาํ ลองการถายทอดพลงั งานในสายใยอาหาร 4. ครปู ระเมนิ ผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤตกิ รรมการ ทาํ งานกลุม และจากการนาํ เสนอผลการปฏบิ ัติกิจกรรมหนาชั้นเรียน 9. สอ่ื การเรียนการสอน / แหลง เรยี นรู รายการสอ่ื จํานวน สภาพการใชสอื่ 1. ใบงาน 1.1 เรือ่ ง โซอาหารและสายใยอาหาร 1 ชุด ขัน้ ตรวจสอบความรเู ดมิ 2. แบบฝกทักษะ 1 เรือ่ ง โซอาหารและสายใย 1 ชุด ขั้นขยายความรู อาหาร 10. การวัดผลและประเมนิ ผล รายการวัด วธิ ีการ เครื่องมือ เกณฑ 1) โซอ าหารและ - ตรวจสมุดประจาํ ตัว - สมดุ ประจาํ ตัว หรือ การประเมิน หรอื แบบฝกหัด แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร - รอ ยละ 60 สายใยอาหาร วทิ ยาศาสตรและ และเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 ผานเกณฑ เทคโนโลยี ม.3 เลม 1 2) ผลบนั ทกึ การปฏิบัติ - ตรวจสมุดประจาํ ตัว - สมดุ ประจําตัว หรอื - รอ ยละ 60 กิจกรรม จําลองการ หรอื แบบฝก หดั แบบฝกหดั วทิ ยาศาสตร ผานเกณฑ ถายทอดพลงั งานใน และเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 สายใยอาหาร วิทยาศาสตรแ ละ เทคโนโลยี ม.3 เลม 1 - แบบประเมินการนาํ เสนอ - ระดับคณุ ภาพ 2 3) การนาํ เสนอ ผลงาน/ผล - ประเมินการนาํ เสนอ ผลงาน ผานเกณฑ การ ปฏบิ ตั ิกิจกรรม ผลงาน/ผลการปฏิบัติ กจิ กรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดับคณุ ภาพ 2 4) พฤติกรรมการทาํ งาน - สงั เกตพฤติกรรม การทาํ งานรายบคุ คล ผา นเกณฑ รายบคุ คล การทาํ งานรายบุคคล
รายการวดั วธิ ีการ เครื่องมอื เกณฑ การประเมนิ 5) พฤตกิ รรมการทํางาน - สังเกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดบั คุณภาพ 2 กลมุ การทํางานกลมุ การทํางานกลุม ผา นเกณฑ - สงั เกตความมวี นิ ัย - แบบประเมินคุณลกั ษณะ - ระดับคณุ ภาพ 2 6) คุณลกั ษณะ รบั ผดิ ชอบ ใฝเรยี นรู อันพึงประสงค ผา นเกณฑ อันพงึ ประสงค และมงุ มัน่ ในการทํางาน ลงชอื่ ..................................................ผูส อน (นายเสรี แซจาง)
แผนการจัดการเรียนรู หนว ยการเรยี นรทู ี่ 1 เรอื่ ง ระบบนิเวศ แผนจัดการเรยี นรูที่ 4 เรอื่ ง สมดุลระบบนเิ วศ รายวิชา วทิ ยาศาสตร รหัสวชิ า ว23101 ระดับช้นั มัธยมศึกษาปท ี่ 3 ภาคเรยี นท่ี 1 นํา้ หนกั เวลาเรียน 1.5 (นน./นก.) เวลาเรียน 3 ช่วั โมง/สปั ดาห เวลาทใี่ ชใ นการจัดกิจกรรมการเรียนรู 2 ชั่วโมง .......................................................................................................................................................... 1. สาระสําคัญ (ความเขาใจท่ีคงทน) ในระบบนิเวศตองมีกระบวนการถายทอดพลังงานท่ีเกิดขึ้นพรอมกับการหมุนเวียนสาร และในระบบ นิเวศหนึ่งประกอบดวยองคประกอบที่ไมมีชีวิตและองคประกอบที่มีชีวิต ซึ่งมีความสัมพันธกันอยางเหมาะสมระบบ นิเวศจึงจะอยใู นสภาวะสมดุล 2. มาตรฐานการเรยี นรู/ตวั ช้ีวัดชนั้ ป/ผลการเรียนร/ู เปา หมายการเรียนรู มาตรฐาน ว1.1 เขาใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธระหวา งสง่ิ ไมม ชี ีวติ กับสง่ิ มีชีวติ และ ความสัมพนั ธระหวา งสิ่งมชี ีวติ กบั สง่ิ มชี วี ติ ตา งๆ ในระบบนเิ วศ การถา ยทอดพลังงาน การเปล่ียนแปลงแทนท่ีใน ระบบนเิ วศ ความหมายของประชากร ปญ หาและผลกระทบทมี่ ีตอทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอม แนวทาง ในการอนุรกั ษท รัพยากรธรรมชาตแิ ละการแกไ ขปญหาสิง่ แวดลอมรวมทง้ั นาํ ความรไู ปใชป ระโยชน ตวั ช้ีวัด/ผลการเรียนรู ว 1.1 ม.3/6 ตระหนักถงึ ความสัมพันธข องสิ่งมชี ีวิต และสิง่ แวดลอมในระบบนิเวศโดยไมท าํ ลาย สมดุลของระบบนเิ วศ 3. สาระการเรยี นรู 3.1 เน้ือหาสาระหลกั : Knowledge 1. อธิบายแนวทางการรักษาสมดลุ ของระบบนเิ วศได (K) 3.2 ทกั ษะ/กระบวนการ : Process 1. ออกแบบและเสนอวิธกี ารรักษาสมดลุ ของระบบนิเวศได (P) 3.3 คุณลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค : Attitude 1. ตระหนักถึงความสัมพนั ธข องสง่ิ มีชีวติ และสง่ิ แวดลอมในระบบนเิ วศ (A) 2. มคี วามใฝเ รยี นรูและมุงมน่ั ในการทาํ งาน (A) 4. สมรรถนะสาํ คญั ของนักเรียน 4.1 ความสามารถในการคิด 4.2 ความสามารถในการแกป ญ หา 4.3 ความสามารถในการใชทักษะชวี ติ 5. คณุ ลกั ษณะของวิชา - ความรบั ผิดชอบ 6. คุณลกั ษณะท่ีพงึ ประสงค 1. ใฝเ รียนรู 2. อยอู ยางพอเพยี ง 3. มงุ ม่ันในการทํางาน
7. ช้ินงาน/ภาระงาน : - ใบกจิ กรรมที่ 1 เรอ่ื ง ระบบนเิ วศ - ใบงานที่ 1.1 แผนผงั มโนทศั น เรื่อง ระบบนิเวศ 8. กิจกรรมการเรียนรู ช่ัวโมงท่ี 1 ขั้นที่ 1 กระตุนความสนใจ (Engage) 1. ครูเปดขาวเกี่ยวกับไฟปาท่ีเกิดขึ้นกับประเทศออสเตรเลียที่เกิดข้ึนเม่ือวนั ท่ี 20 ธันวาคม 2562 แลวรวมกัน อภิปรายความเสยี หายและผลกระทบทเ่ี กดิ ขึ้น 2. ครูใหนักเรียนแสดงความคิดเห็นอยางอิสระวา เหตุการณไฟปาที่เกิดขึ้นในประเทศออสเตรเลีย จะสง ผลกระทบตอสมดลุ ของระบบนิเวศอยางไรบาง 3. ครูเกร่ินนําวา นอกเหนือจากไฟปาแลว ยังมีสาเหตุอ่ืนท่ีทําใหระบบนิเวศเสียสมดุล โดยครูเตรียมบัตรภาพ จํานวน 5 ภาพ ไดแก การสรางเข่อื น คนลา สัตว ควนั จากโรงงานอุตสาหกรรม นา้ํ เสยี ทีถ่ กู ปลอยจากโรงงาน อุตสาหกรรม และนํ้ามันรว่ั ไหลกลางทะเล มานกั เรยี นศึกษา ขน้ั ที่ 2 สํารวจคนหา (Explore) 1. ใหน กั เรยี นแบง กลุมออกเปน 5 กลมุ ตามความสมคั รใจของนกั เรยี น 2. นักเรียนแตละกลมุ สง ตัวแทนออกมารับบัตรภาพ โดยกลุมที่ 1 2 3 4 และ 5 รบั บัตรภาพท่ี 1 2 3 4 และ 5 ตามลาํ ดับ 3. นักเรยี นแตละกลมุ สํารวจบตั รภาพ พรอ มทง้ั อธิบายวา การกระทําท่ีเกดิ ขน้ึ ทําใหระบบนเิ วศเสยี สมดุลอยา งไร 4. นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษาคนควาขอมูล จากหนังสือเรียนรายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรียนรูที่ 1 ระบบนิเวศ หรือแหลงการเรียนรูตาง ๆ เชน อินเทอรเน็ต และออกแบบ กจิ กรรมทช่ี วยรักษาสมดลุ ของระบบนเิ วศจากบตั รภาพ 5. สมาชิกภายในกลุมรวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็น จากนั้นใหแตละกลุมรวบรวมขอมูลที่ไดจากการ อภิปรายแสดงความคดิ เหน็ ลงในกระดาษ A4 (หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมนิ นักเรยี น โดยใชแบบสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลุม) ขน้ั ท่ี 3 อธิบายความรู (Explain) 6. นกั เรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลกระทบทีม่ ีตอระบบนเิ วศ และแนวทางการอนรุ ักษระบบนิเวศใหสมดุล หนาช้ันเรียน ในระหวางที่นักเรียนนําเสนอ ครูคอยใหขอเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจที่ ถกู ตอง (หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมนิ นกั เรียน โดยใชแบบประเมินการนําเสนอผลงาน) 7. นักเรียนและครรู วมกันอภปิ รายผลจากการนําเสนอผลกระทบทม่ี ีตอระบบนเิ วศ และแนวทางการ อนรุ ักษร ะบบนเิ วศใหสมดุล เพ่อื ใหไดขอ สรปุ รวมกัน ดังน้ี • “ภาพท่ี 1 การสรางเข่ือน เปนการใชพื้นท่ีปาไมเปนจํานวนมากเพ่ือสรางอางเก็บนํ้าขนาดใหญ ทําให สูญเสียตนไมเ ปนจํานวนมาก ทาํ ใหสัตวปา ไมม ีท่อี ยอู าศยั และไมมแี หลง อาหาร ดงั นัน้ หากวาดภาพสายใยอาหารจะพบวา การสรางเขื่อนจะสงผลกระทบตอผูบริโภคพืชเปนลําดับแรก และ สงผลกระทบทางออมตอผูบริโภคประเภทอ่ืนตามมาเปนลําดับ เน่ืองจากสิ่งมีชีวิตมีการกินกันเปนทอด ๆ แนวทางการอนุรกั ษอาจจะเรม่ิ จากการปลูกปาทดแทนพน้ื ท่ที ่ีสูญเสยี ไป
• ภาพท่ี 2 คนลา สัตว เปนการฆาสตั วเพ่ือนาํ อวัยวะตาง ๆ ของสัตวไ ปขาย หรอื ลา สัตวเพื่อนาํ มาบริโภค ซึง่ จะสงผลกระทบโดยตรงตอผูบรโิ ภคส่ิงมีชีวิตชนิดนั้นโดยตรง และสงผลกระทบโดยออ มตอส่ิงมีชีวิตอืน่ ท่มี ี ความเก่ียวของกับส่ิงมีชีวิตที่บริโภคสัตวชนิดน้ัน ทําใหจํานวนสิ่งมีชีวิตในโซอาหารไมสมดุล และสงผล กระทบตอสายใยอาหารในระบบนิเวศ และทาํ ใหระบบนิเวศเสยี สมดุลในท่ีสุด แนวทางการอนรุ ักษอาจเร่ิม จากการรณรงคไ มใ หม ีการลา สตั ว และรวมกนั อนรุ กั ษไมใ หส ัตวปา สูญพนั ธุโดยเฉพาพนั ธุสัตวป าทีห่ ายาก • ภาพท่ี 3 ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม เปนมลพิษทางอากาศอยางหนึ่งที่สงผลกระทบตอส่ิงแวดลอม ตัวอยา งเชน โรงงานถานหินท่มี ักปลอยแกสที่มสี วนประกอบของกํามะถนั เมอ่ื แกสเหลานี้ลอยไปสะสมกับ นํ้าในบรรยากาศ สงผลใหนํ้าฝนที่ตกลงมามีฤทธิ์เปนกรด จะสงผลกระทบตอพืชซึ่งเปนผูผลิตซ่ึงเปน ส่ิงมีชีวิตเริ่มตนในโซอาหารหรือสายใยอาหาร หากพืชไดรับความเสียหายจะสงผลกระทบตอผูบริโภค ตามมา แนวทางการอนุรักษอาจรณรงคใหโรงงานอุตสาหกรรมมีการตรวจสอบและกําจัดมลพิษที่เกิดขึ้น จากกระบวนการผลิต เพ่ือลดปญ หามลพษิ รัว่ ไหลสูสง่ิ แวดลอ มใหไดม ากทีส่ ุด • ภาพท่ี 4 น้ําเสียท่ีถูกปลอยจากโรงงานอุตสาหกรรม เปนการปลอยสารเคมีลงสูแมน้ํา ทําใหสัตวน้ําตาย เปนจํานวนมาก กอใหเกิดน้ําเนาเสีย นอกจากน้ีนาํ้ เสียท่ีปลอยออกจากโรงงานอตุ สาหกรรม ยังสงผลใหม ี การสะสมสารเคมใี นโซอ าหาร ซ่ึงปรมิ าณสารเคมที ส่ี ะสมจากผูผลิตไปยังผูบรโิ ภค จะเพิม่ ขึน้ ตามลําดบั ของ ผูบริโภคท่ีสูงขึน้ โดยผูท ี่จะไดร บั ผลกระทบมากท่ีสุด คือ ผบู ริโภคลาํ ดบั สดุ ทา ย ซ่งึ สว นใหญคอื มนุษย แนว ทางการอนุรักษ คือ รณรงคใหโรงงานอุตสาหกรรมมีการตรวจสอบและกําจัดมลพิษท่ีเกิดขึ้นจาก กระบวนการผลติ เพ่อื ลดปญหามลพษิ ร่วั ไหลสูสง่ิ แวดลอม • ภาพที่ 5 น้ํามันรั่วไหลกลางทะเล เปน การปลอ ยสารเคมีลงสูน้ําทะเลโดยตรง สง ผลใหส ัตวทะเลบางชนิด ตายเปน จาํ นวนมาก เน่อื งจากนา้ํ มันทรี่ ั่วไหลปด ก้นั การละลายของออกซเิ จนในอากาศ ทําใหส ัตวทะเลขาด ออกซเิ จนและตายในท่ีสุด นอกจากน้สี ารเคมีท่ีปนเปอนอยูในน้ํามันอาจทําปฏิกิรยิ ากับออกซิเจนในน้ํา ทาํ ใหปริมาณออกซิเจนในน้าํ ลดลง และยงั ทาํ ใหเ กิดการสะสมสารพิษในโซอ าหาร ดังนน้ั แนวทางการอนุรกั ษ ปองกนั ไมใ หเกดิ เหตกุ ารณน้ํามันร่ัวไหลของนํ้ามัน เพิ่มความปลอดภยั ตรวจเช็คสภาพเรอื และถังน้ํามันให อยใู นสภาพดีกอนขนสง” 8. ครเู ปด โอกาสใหนักเรียนซักถามเนอ้ื หาเกย่ี วกับ เร่ือง สมดลุ ระบบนิเวศ และใหความรเู พม่ิ เติม 9. คําถามของนกั เรียน โดยครูใช PowerPoint เรือ่ ง สมดุลระบบนิเวศ ในการอธิบายเพิ่มเติม 12. ครูอธิบายเพมิ่ เติมใหน ักเรียนเขาใจเก่ียวกับความสําคัญของปะการังวา “ปะการังเปนทรัพยากรธรรมชาตทิ ี่ สาํ คญั ตอบริเวณชายฝง ทะเล เปน ทอี่ ยูอ าศยั แหลง อาหาร แหลงเพาะพนั ธุของสตั วทะเล ซ่งึ มีสวนชวยรักษา สมดุลธรรมชาต”ิ 13. นกั เรยี นตรวจสอบความเขาใจของตนเองจากกรอบ Self Check เรอื่ ง ระบบนิเวศ จากหนงั สือเรียนรายวิชา พ้ืนฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรียนรูที่ 1 ระบบนิเวศ โดยบันทึกลงในสมุด ประจาํ ตวั นกั เรยี น 14. ครูมอบหมายใหนักเรียนทํา Unit Questions เรื่อง ระบบนิเวศ จากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วทิ ยาศาสตร ม.3 เลม 1 หนว ยการเรยี นรทู ่ี 1 ระบบนเิ วศ โดยทําลงในสมุดประจําตวั นกั เรยี น 15. นักเรียนแตละคนทําแบบฝกหัด เรื่อง สมดุลระบบนิเวศ จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนว ยการเรียนรูท่ี 1 ระบบนเิ วศ เปน การบา นสงในชั่วโมงถดั ไป 16. นักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน หนวยการเรียนรูที่ 1 ระบบนิเวศ เพื่อเปนการวัดความรูหลังเรียนของ นกั เรยี น
17. นกั เรยี นแตล ะคนนําความรูที่ไดจากการเรียนของหนวยการเรียนรูท่ี 1 ระบบนิเวศ มาเขยี นสรปุ เปนแผนผัง มโนทัศน ลงในกระดาษ A4 พรอ มตกแตง ใหส วยงาม ขั้นที่ 4 ขยายความเขาใจ (Elaborate) 18. นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 5-6 คน ตามความสมัครใจ โดยใหแตละกลุมทํากิจกรรม Application Activity เพ่ือระดมความคิดออกแบบกิจกรรมฟนฟูสภาพแวดลอมทางทะเล และนําเสนอแนวทางการดูแลรักษา ระบบนิเวศตามแนวชายฝงทะเล โดยอาจจัดทําเปนโครงการ หรือทําเปนแผนพับ แลวรวมกนั รณรงคใหค น ในชมุ ชนไมทาํ ลายส่ิงแลว เพื่อปลกู จติ สํานกึ และตระหนักถงึ สมดลุ ของระบบนเิ วศ ข้นั ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูตรวจสอบแบบฝกหัด เรื่อง สมดุลระบบนิเวศ จากแบบฝกหัดวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรียนรูท ่ี 1 ระบบนิเวศ 2. ครูตรวจสอบผลการตรวจสอบความเขาใจของตนเองจากกรอบ Self Check เร่ือง ระบบนิเวศ ในสมุดประจาํ ตัวนกั เรียน 3. ครูตรวจแบบฝกหัด Unit Questions เรื่อง ระบบนิเวศ ในสมุดประจําตวั นกั เรยี น 4. ครวู ัดและประเมินผลจากชิ้นงาน/ผลงาน แผนผังมโนทัศน เร่ือง ระบบนเิ วศ 5. ครูตรวจสอบผลการทําแบบทดสอบหลังเรยี นหนว ยการเรียนรูท่ี 1 ระบบนเิ วศ เพอ่ื ตรวจสอบความเขาใจหลัง เรยี นของนกั เรียน 6. ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤติกรรมการ ทํางานกลมุ และจากการนําเสนอผลการปฏบิ ตั ิกิจกรรมหนาชน้ั เรียน 9. สือ่ การเรยี นการสอน / แหลงเรียนรู จาํ นวน สภาพการใชส อ่ื รายการส่อื 1 ชดุ ขนั้ ตรวจสอบความรเู ดิม 1 ชดุ ข้นั สรางความสนใจ 1. แบบฝก หัดวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรียนรูที่ 1 ระบบนิเวศ 2. ใบงานท่ี 1.1 แผนผงั มโนทัศน เรอ่ื ง ระบบนิเวศ
10. การวดั ผลและประเมินผล รายการวัด วิธีการ เครอ่ื งมอื เกณฑ 10.1 ประเมินระหวา งการ การประเมนิ - ตรวจสมุดประจาํ ตวั จัดกจิ กรรมการเรยี นรู หรือแบบฝกหัด - สมดุ ประจําตวั หรือ - รอยละ 60 1) สมดลุ ระบบนเิ วศ วทิ ยาศาสตรแ ละ แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ผานเกณฑ เทคโนโลยี ม.3 เลม 1 และเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 2) การนําเสนอ ผลงาน/ - ประเมนิ การนําเสนอ ผลการปฏิบัตกิ จิ กรรม ผลงาน/ผลการปฏบิ ตั ิ - แบบประเมินการนําเสนอ - ระดบั คณุ ภาพ 2 กิจกรรม ผลงาน ผา นเกณฑ 3) พฤตกิ รรมการทาํ งาน - สงั เกตพฤติกรรมการ รายบคุ คล ทาํ งานรายบุคคล - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดบั คุณภาพ 2 การทาํ งานรายบคุ คล ผานเกณฑ 4) พฤตกิ รรมการทาํ งาน - สงั เกตพฤติกรรมการ - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดบั คณุ ภาพ 2 กลุม ทาํ งานกลุม การทาํ งานกลุม ผา นเกณฑ - แบบประเมนิ คุณลักษณะ - ระดบั คณุ ภาพ 2 5) คณุ ลักษณะ - สังเกตความมวี นิ ัย อันพึงประสงค ผา นเกณฑ อนั พงึ ประสงค รับผดิ ชอบ ใฝเ รยี นรู และมุงม่ันในการ - แบบทดสอบหลงั เรยี น - รอ ยละ 60 10.2 การประเมินหลังเรยี น ทํางาน หนว ยการเรยี นรูท่ี 1 ผา นเกณฑ - แบบทดสอบหลงั เรยี น ระบบนเิ วศ หนวยการเรยี นรูท ี่ 1 - ตรวจแบบทดสอบ ระบบนเิ วศ หลังเรยี น หนว ยการ เรียนรูท ี่ 1 ระบบนเิ วศ 10.3 การประเมนิ ชิน้ งาน/ - ตรวจแผนผงั มโนทัศน - แบบประเมินช้นิ งาน/ - ระดบั คณุ ภาพ 2 ภาระงาน (รวบยอด) เรื่อง ระบบนิเวศ ภาระงาน (รวบยอด) ผา นเกณฑ
ใบงานท่ี 1.1 แผนผงั มโนทศั น เร่อื ง ระบบนเิ วศ คาํ ชี้แจง : ใหน กั เรยี นนาํ ความรทู ่ไี ดจากการเรยี นของหนว ยการเรยี นรทู ่ี 1 ระบบนเิ วศ มาเขยี นสรุปเปน แผนผังมโนทศั น ลงในกระดาษ A4 พรอมตกแตงใหสวยงาม
Search
Read the Text Version
- 1 - 30
Pages: