ใบความร้เู รอ่ื ง ความหมายของรายได้ วิชาการพัฒนาแผนและโครงการอาชีพ (อช 32001) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ความหมายของรายได้ รายได้ หมายถงึ ผลตอบแทนที่ กจิ การไดร้ บั จากการขายสินคา้ หรือบรกิ ารตามปกติของกิจการรวมทง้ั ผลตอบแทนอืน่ ๆ ทไี่ ม่ได้เกิดจากการดำเนนิ งานตามปกติ รายไดแ้ บง่ ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. รายได้จากการขาย (Sales) หมายถึง รายได้ที่เกิดจากการขายสินค้าหรือบริการอันเป็นรายได้จาก การดำเนนิ งานตามปกติ เช่น กจิ การซื้อขายสินค้า รายไดข้ องกิจการ คือ รายไดจ้ ากการขายสินคา้ สว่ นกิจการ ใหบ้ รกิ าร เช่น ซ่อมเครอื่ งไฟฟา้ รายไดข้ องกจิ การ คือ รายได้คา่ ซอ่ ม 2. รายได้อื่น (Other incomes) หมายถึง รายได้ที่มิได้เกิดจากการดำเนินงานตามปกตขิ องกิจการซ่ึง เป็น รายได้ท่ีไม่ใช้รายได้จากการขายสนิ ค้าหรือบรกิ ารนั่นเองทรัพยากรในครอบครัวครอบคลุม รายได้ ทรัพย์ สิ น ความรู้ แควาสามารถที่ จะทำเงินของสมาชิ ก เมื่อครอบครัว มีรายได้และทรัพย์สิน การจัดสรร งบประมาณการใช้จ่ายจะประกันความเจริญรุ่งเรืองและป้องกันความแตกร้าวของ ครอบครัว รายได้ของ ครอบครัวอาจมาจากเงินเดือน เงินค่าตอบแทน เงินมรดก เงินรางวัล และเงินหรือสิ่งของที่ได้รับ โดยเสน่หา ทรัพย์สินของครอบครัวประกอบด้วย ที่ดิน บ้าน เครื่องประดับบ้าน เสื้อผ้า เครื่องใช้ในบ้านและเครื่องยนต์ กลไก ต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องมือที่เป็นปัจจัยในการผลิตที่จะนำรายได้มาสู่ครอบครัว การให้ได้มาซึ่งทรัพยากร และการใช้จ่ายทรัพยากรต้องมุ่งให้เกิดประโยชน์ต่อสมาชิกของครอบครัวอย่างสูงสุด จึงจำเป็นจะต้องมี การ วางแผนครอบคลุมและดำเนนิ การใช้อย่างระมดั ระวงั และรดั กุม งบประมาณของครอบครวั ในฐานะหน่วยธุรกิจ ครอบครัวต้องมีการวางแผนกำหนดโครงการจัดการงบประมาณรายรับรายจ่าย ให้มีทรัพยากรเพียงพอที่จะซื้อหาสิ่งที่ครอบครัวต้องการ เพื่อความสงบสุข ความเจริญรุ่ งเรือง และ ความกา้ วหนา้ ของครอบครวั ในอนาคต 1. รายได้ของครอบครัว รายได้ หมายถึง เงนิ สิ่งของ หรือรางวัลทเ่ี ป็นผลมาจากการทำงานใหบ้ ริการ หรอื การลงทุน แบ่งเปน็ 3 ประการ คือ รายได้แท้ รายไดเ้ ป็นเงนิ ตรา และรายไดท้ างใจ ก. รายไดแ้ ท้ หมายถึง สงิ่ ท่สี มาชกิ แต่ละครอบครวั ไดร้ บั ซึ่งสามารถตีคา่ เทยี บเป็นเงนิ ได้ แมจ้ ะไมท่ ำ ให้เงินทองของครอบครวั เพมิ่ ขึน้ กต็ าม แตช่ ว่ ยลดคา่ ใชจ้ า่ ยและอาจได้รบั สงิ่ ตอบแทน การลดคา่ ใช้จา่ ย เช่น - ซ่อมรถยนตเ์ อง สามารถประหยัดเงนิ ได้ 150 บาท - ปลกู ผักสว่ นครวั รับประทานเอง สามารถประหยัดเงินไดเ้ ดือนละ 40 บาท - ขน้ึ รถเมลไ์ ปทำงาน ประหยัดเงนิ ไดเ้ ดือนละ 1,500 บาท เพราะไม่ต้องจ่ายเงนิ ค่าเติมน้ำมนั รถยนต์ - การทพ่ี ่อแมช่ ่วยกันทำงานบ้านโดยไมต่ ้องจา้ งคนรับใช้ ค่าตอบแทน เชน่ ชว่ ยชาวบ้านเกยี่ วข้าวได้ค่าตอบแทนเป็นข้าว 10 ถงั ชว่ ยเพือ่ นบ้านทำงานบ้านเลยได้ กนิ ขา้ วฟรชี ่วยเหลือครูผสู้ อน ทำใหไ้ ด้เรียนหนงั สือโดยไมต่ ้องเสยี ค่าเล่าเรยี น ข. รายได้ เป็นเงินตรา หมายถึง รายได้ ที่ สมาชิกในครอบครวั ได้ มาจากการทำงาน การลงทุ น และ การบริการ ซึ่งอยู่ในรูปเงินตราทกุ รูปแบบ เช่น ธนบัตร เช็ค ตั๋วเงิน ฯลฯ รวมทั้งดอกผลที่เกิดขึ้นจากการฝาก
หรือ ออมทรพั ย์เงิน ตรากบั สถาบันการเงนิ รายได้เปน็ เงนิ ตราอาจเป็นรายรบั รายวัน รายเดือน รายปี หรือตาม โอกาสที่ พงึ ไดร้ บั รายไดน้ ัน้ ๆ ค. รายได้ทางใจ หมายถึง รายได้ที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวมีความสุขทางใจ เช่น การทำสิ่งของ เครื่องใช้ในบ้านเอง แมจ้ ะสวยสูก้ ับท่วี างในตลาดไม่ได้ แตก่ ท็ ำใหส้ มาชกิ ในครอบครัวอม่ิ ใจการทำงานเต็มเวลา ของแม่บา้ นแม้จะตคี ่าไมไ่ ด้ แต่ก็ทำให้แม่บา้ นสบายใจ เมอื่ มบี ้านสะอาดน่าอยูแ่ ละเห็นรอยยิม้ ของพ่อบา้ น และ ลกู ๆ เมอื่ กลับบ้านในตอนเยน็ เปน็ ตน้ เงินออม(SAVING) เงินออม หมายถึง ส่วนหนึ่งของรายได้ปัจจุบันที่ไม่ได้ใช้จ่ายไปเพื่อการบริโภคหากแต่เก็บไว้โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อการใช้จ่ายต่างๆในอนาคต การใช้เงินออมอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น ถือไว้เป็นเงินสด นำ เงินออมไปฝากธนาคารหรือนำเงินออมไปซื้อหลักทรัพย์ เป็นต้น ขนาดของเงินออมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ประการ ได้แก่ 1. ขนาดของรายได้ ถ้าบุคคลมรี ายได้เพ่มิ ขึ้นการออมกจ็ ะเพ่ิมข้นึ ตามไปดว้ ย 2. การคาดการณเ์ ก่ียวกับรายได้ในอนาคต ถ้าผู้มรี ายได้คาดว่าในอนาคตจะมรี ายไดม้ ากก็อาจจะเก็บ ออมในปจั จุบันน้อยลง 3. อตั ราดอกเบยี้ ถา้ อัตราดอกเบ้ยี ในปจั จุบันอยใู่ นระดับสงู จะจูงใจให้บคุ คลเก็บเงินออมมากขนึ้ อน่ึง ยังมีอีกคำหนึ่งที่ใกล้เคียงกัน นั่นคือคำว่า การออม (Savings) ซึ่งหมายถึง การนำเงินออมไปลงทุนเพื่อหา ผลประโยชน์ตอบแทน ดังนั้นเงินออมที่เก็บไว้เป็นเงินสดหรือแปลงสภาพเป็นสินทรัพย์การออมมีความหมาย กว้างขวาง ที่รวมทั้งด้านการเงินและที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน เช่น การออมทรัพย์ ออมทุนออมทรัพยากร ออม ทรัพย์ สิน ออมน้ำใจ ออมจิตวิญญาณ เป็นต้น หากกล่าวเฉพาะการออมที่ เกี่ยวกับการเงินครอบครัว หมายถึง การใช้จ่ายของบุคคลในครอบครัวอย่างมีเหตผุ ลเหมาะสมกับสถานภาพ อาจเขียนเป็นสูตร การออม ได้ง่าย ๆ ดงั นั้น ความสามารถในการออมจะมากน้อยเพียงใด ย่อมข้ึนอยูก่ บั ความสามารถในการเพิ่มรายได้และลด รายจา่ ยของแต่ละบุคคล หรือขึ้นอยกู่ ับความชาญฉลาด ดังนี้ เพม่ิ รายได้ = - ฉลาดหา = - ลงทุนแรงงาน+แรงเงิน = - ลงทุนทางการศึกษา ลดรายจา่ ย = - ฉลาดใช้ ฉลาดซอ้ื ---------> - ซ้อื ตามความจำเป็น - ซ้ือของทมี่ ีตน้ ทุนตอ่ หน่วยถกู ฉลาดใช้ -----------> - รกั ษาของ ประหยดั แบบตา่ งๆ ฉลาดใชช้ วี ิต -----------> - คณุ คา่ ไม่ได้อยทู่ รี่ าคาเท่าน้ัน
วตั ถปุ ระสงค์ของการออม การออมครอบครัว ยอ่ มมีวตั ถุประสงค์ทีแ่ ตกต่างกนั ตามความจำเปน็ และสภาพแวดลอ้ มของแตล่ ะครอบครวั จากการศึกษาวจิ ยั ของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่าวตั ถปุ ระสงค์ของการออมเรียงตามลำดับไดจ้ ากมากไปถึง น้อยดงั น้ี 1. เก็บไว้ใช้ในยามเจบ็ ปว่ ยหรือชรา 2. เพ่ือการศึกษา 3. เพือ่ เปน็ เงนิ ทุนในการประกอบอาชพี 4. ตอ้ งการดอกเบีย้ 5. เพื่อเป็นหลักประกนั ในการกู้เงิน 6. ซือ้ สินทรัพย์อ่ืนๆ 7. เพ่ือกจิ กรรมทางศาสนา/ประเพณี 8. อื่น ๆ หลกั การออมทรัพย์ ถ้าผู้บริโภคคดิ จะออมทรัพย์ ผู้บริโภคจะต้องรู้ จักวิธีการออมทรัพย์ทีจ่ ะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเอง และระบบเศรษฐกิจสว่ นรวม ผูบ้ รโิ ภคจะตอ้ งปฏิบตั ติ ามหลักการออมทรพั ย์ดังนี้ 1. ต้องรู้จักเพ่ิมพูนรายได้ ผู้บริโภคตอ้ งมีความกระตือรือร้น ขยนั ขันแข็ง มานะอดทนในการประกอบ สัมมาชีพรู้จักคิดหาทางเพิ่มพูนรายได้ตลอดเวลา เพราะผู้มีรายได้มาก และรู้จักประหยัดการใช้จ่าย ย่อมมี โอกาสเก็บออมได้มากกว่าผู้มีรายได้น้อย หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ครอบครัวหารายได้มากเท่าไรก็มีโอกาส ประหยดั เงินได้มากเท่าน้ัน 2. ต้องปลูกฝังนิสัยการเก็บออม ผู้บริโภคควรต้องพยายามฝึกฝนตัวเองให้มีความสามารถที่ควบคุม การใช้จา่ ยของตน ฝึกเกบ็ ออมเงินอย่างสมำ่ เสมอจนเคยชินเปน็ นสิ ยั ผ้บู รโิ ภคและครอบครวั ที่มองการณ์ไกลซึ่ง มกี ารพจิ ารณาถงึ ส่งิ ท่จี ำเปน็ และต้องการไวล้ ่วงหนา้ ท้งั ระยะสน้ั และระยะยาวอย่เู สมอ ย่อมจะทำใหก้ ารใช้เงิน เป็นไปอย่างระมัดระวังและมีเงินออมเพื่อการใช้จ่ายในอนาคตตามต้องการได้ นิสัยการเก็บเงินอมย่อมทำให้ ผู้บรโิ ภคมกี ารวางแผนการใช้จา่ ยเงนิ ท่ดี ี แม้ว่าผู้มรี ายได้นอ้ ยจะทำการออมได้ยาก แตถ่ า้ หากได้ฝึกจนเป็นนิสัย กย็ อ่ มจะทำได้การเก็บออมจะทำได้เพียงใดนัน้ ย่อมข้ึนอยู่กับความพยายามและความตั้งใจแน่วแน่ของผู้บริโภค แตล่ ะครอบครัวควรถอื เปน็ หน้าที่ทีจ่ ะช่วยกันออมในส่ิงที่ควรออมและในสิ่งทีส่ ามารถทำได้ การเก็บออมคนละ เล็กละนอ้ ย ยอ่ มจะทำให้ครอบครัวมีเงินออมมากข้นึ หากไม่เชอ่ื ใจวา่ จะสามารถบงั คับใจตนเองใหเ้ กบ็ ออมได้ก็ อาจใช้วิธีการออมแบบบังคับทางอ้อม เช่น ฝากเงินประเภทประจำกับธนาคาร การซื้อสลากออมสิน การ ประกนั ชวี ิตหรอื เข้าเปน็ สหกรณอ์ อมทรพั ย์ ฯลฯ จากวธิ กี ารดังกล่าว ทำให้ผู้บริโภคสามารถมีเงินออมได้ 3. รู้จักทำงบประมาณวางแผนการใช้เงิน ผู้บริโภคควรจะได้มีการวางแผนการใช้เงิน โดยวิธีการ กำหนดวงเงนิ คา่ ใช้จ่ายปัจจบุ ันหรอื วงเงินตามต้องการในอนาคต ทำประมาณการรายไดแ้ ละรายจา่ ย พจิ ารณา
รายการและจำนวนเงินรายจา่ ยและทำบญั ชรี ายจ่ายประจำตัว และประจำครอบครวั ตามรายจา่ ยที่ตอ้ งจ่ายจริง แตล่ ะเดือน 4. รจู้ กั สงเคราะห์คนอนื่ เทา่ ทีจ่ ำเปน็ ในเมื่อทุกคนเป็นหน่วยหนึ่งของสงั คม ทกุ คนก็มีรายจ่ายจำเป็น ส่วนหนึง่ เพื่องานสังคม เพ่ือการกศุ ลหรือสาธารณะประโยชน์ส่วนรวม รายจา่ ยสว่ นน้ผี ู้บรโิ ภคควรกันเงินเอาไว้ เท่าทจี่ ำเปน็ เชน่ การสงเคราะหบ์ ุคคลท่ีด้อยกว่า งานแตง่ งาน งานศพ งานบวชนาค การชว่ ยเหลอื ผู้ประสบภัย พบิ ัติ ฯลฯ รายจา่ ยเพอื่ งานสังคมทไ่ี ม่มีความจำเป็น ควรจะยกเว้นไปบ้าง การพฒั นาระบบการผลิต 1. แผนพฒั นาระบบการผลิต การตลาด และการสร้างงาน มเี ป้าหมายหลกั ในการแก้ไขปัญหาทาง เศรษฐกจิ 3 ประการ ได้แก่ (1) ปญั หาการขาดดลุ การค้า (2) ปญั หาการจ้างงาน (3) ปัญหาความยากจนในชนบทและการกระจายรายได้ 2. เพื่อใหบ้ รรลุเป้าหมายดงั กลา่ ว ทศิ ทางของแผนงานนีจ้ งึ ไดเ้ นน้ ความสำคัญ 2 ประการ คอื ประการ แรกเน้นการปรับกลยุทธ์และแนวทางพัฒนาแนวใหม่ เพื่อปรับโครงสร้างให้การผลิต และการตลาดเชื่อมโยง อย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ และ ประการที่สอง ไดแ้ กก่ ารกำหนดบทบาทของรฐั บาลท่เี หมาะสมภายใตข้ ้อจำกัดของทรัพยากรการเงนิ ที่มีอยู่ 3. การท่ีจะเชือ่ มโยงการผลิตและการตลาดนั้น จำเป็นอย่างย่งิ ทจ่ี ะต้องปรับแนวคดิ จาก “การขายโดย ผลิต”มาเป็น “การผลติ เพ่ือขาย” โดยเฉพาะในดา้ นตลาดต่างประเทศ ซง่ึ จะสัมพนั ธ์กับกลยทุ ธ์ “การกระจาย การผลิต” ซึ่งใช้ตลาดภายในเป็นตัวชี้นำเพื่อให้มีการกระจายการผลิตสินค้าในท้องถิ่นให้มากชนิดยิ่งขึ้น กล ยุทธ์ ทั้ง 2 นี้ เหมาะสมสำหรับผู้ผลิตที่มีระดับความพร้อมแตกต่างกัน เชน่ กลยุทธการผลิตเพอ่ื ขายจะมุง่ เน้นไปในกลุม่ ผผู้ ลติ ทั้งทางเกษตรและอตุ สาหกรรมท่ี มี ความพร้อม สว่ นใน ด้านการกระจายการผลิตนั้นเน้นเกษตรกรระดับกลาง ตลอดจนผู้ ผลิตอุตสาหกรรมรายย่อยและขนาดกลาง โดยเฉพาะในตา่ งจงั หวดั 4. ในภาวะที่สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และยังคงมีการกีดกันการค้าอยู่ ความสำเร็จของการปรับแนวการพัฒนาดังกล่าวข้างต้นขึ้นอยู่ กับ “การ พัฒนาการตลาด” เป็นสำคัญ ซึ่งการพัฒนาการตลาดทั้งภายในและต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีกระบวนการที่เป็นระบบ และเป็นการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยมีข้อมูล ข่าวสารการผลิตและการตลาดเป็นกลไก การเชื่อมโยง และมีการกำหนดรายการสินค้าขึ้นเป็นระยะๆ ตาม ความเหมาะสมเพอื่ ท่ีจะเปน็ เครอ่ื งมือสนบั สนุนให้แผนงานนีเ้ กิดผลทางปฏบิ ัติในการกระจายการผลิต การผลิต เพ่ือขาย และเพ่มิ การจา้ งงาน 5. ภายใต้ข้อจำกัดของทรพั ยากรทางการเงินในปัจจบุ นั แผนพัฒนาระบบการผลิต การตลาด และการ สร้างงานเห็นสมควรกำหนดบทบาทของภาครัฐบาลที่เหมาะสมโดยให้ภาครัฐบาลดำเนินการเพื่อสนับสนุน ภาคเอกชน โดยเฉพาะเอกชนขนาดกลาง และขนาดเลก็ รวม 5 ประการ คือ
1) การวจิ ัย และพัฒนา และการสนบั สนนุ ทางวิชาการ 2) การเพ่ิมค่าใชจ้ ่ายทางการตลาด 3) การแก้ไขปัญหาความยากจน 4) การสง่ เสรมิ การหารายได้จากการผลติ สนิ ค้าและบรกิ ารเพื่อส่งออก และประหยัดเงินตรา ตา่ งประเทศโดยทดแทนและการนำเขา้ สนิ คา้ เกษตร 5) จัดใหม้ ีองคก์ รท่เี ชือ่ มโยงนโยบายการผลิต การแปรรูป และการตลาด 6. การพัฒนาโดยใช้ระบบแผนงานเปน็ เครื่องมือนนั้ จำเป็นตอ้ งมหี นว่ ยงานตา่ งๆ ที่เกี่ยวขอ้ ง ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมเข้าไปร่วมดำเนินการอย่างเป็นระบบ ดังนั้นในแผนระบบการผลิต การตลาด และการสร้างงาน ซึ่งครอบคลุมการผลิตด้านการเกษตร อุตสาหกรรมและการตลาด ด้านการค้าและการ บริการ จึงมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรว ง พาณิชย์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวง การคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงวิ ทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพลังงาน เป็นต้น ดังนั้น เพื่อให้ การดำเนินงานของรัฐในแผนระบบการผลิต การตลาด และการสร้างงาน สอดคล้องกับวงเงิน งบประมาณและสถานการณ์ ด้านการ ตลาดที่ ผันแปร อย่าง รวดเร็ว จึง ควร เน้นการ มี แผนประ จำปี โดยหน่วยงานที่ เกี่ยว ข้อง จะได้ ประสานงานเพื่อกำหนดแผนงานและ โครงการที่ จะดำเนินการในแต่ ละปี ล่วงหน้า เพื่อให้ทันกับกำหนด การงบประมาณ และสอดคล้องกับ สถานการณ์ทางด้านการตลาดท่ีผันแปรไปอย่างรวดเรว็ กระบวนการผลิต(Production process)หมายถึง มีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ปัจจัยนำเข้า (Input) กระบวนการแปลงสภาพ (Conversion Process) และผลผลติ (Output) โดยมีรายละเอยี ดดังต่อไปน้ี 1.ปัจจยั นำเข้า(Input)คือ ทรพั ยากรขององค์การท่ีใช้ผลติ ทั้งทเี่ ปน็ สินทรัพย์ทมี่ ีตวั ตน (Tangible Assets) เช่น วัตถดุ ิบ เครื่องจักร อุปกรณ์ และสินทรัพยท์ ี่ไมม่ ตี ัวตน (Intangible Assets) เช่น แรงงาน ระบบ การจดั การข่าวสาร ทรพั ยากรทีใ่ ช้จะต้องมีคุณสมบัติและประโยชนใ์ ช้สอยทเ่ี หมาะสม และมีตน้ ทนุ การผลติ ท่ี ตำ่ เพือ่ ให้สนิ ค้า สำเรจ็ รูปสามารถแข่งขันทางดา้ นราคาได้ในท้องตลาด 2. กระบวนการแปลงสภาพ (Conversion Process) เป็นขั้นตอนที่ทำใหป้ ัจจยั นำเข้าที่ผ่านเข้ามา มีการเปลย่ี นแปลงในด้านตา่ งๆ ได้แก่ - รปู ลกั ษณ์ (Physical) โดย การผา่ นกระบวนการผลิตในโรงงาน - สถานที่ (Location) โดย การขนส่ง การเก็บเขา้ คลังสนิ ค้า - การแลกเปลย่ี น (Exchange) โดย การค้าปลกี การคา้ ส่ง - การให้ขอ้ มลู (Informational) โดย การตดิ ต่อสอ่ื สาร - จิตวิทยา (Psychological) โดย การนันทนาการ ฯลฯ 3. ผลผลติ (Output) เป็นผลได้จากระบบการผลิตท่ีมีมลู ค่าสงู กวา่ ปัจจัยนำเข้าท่รี วมกันอัน เนือ่ งมาจากที่ได้ผ่านกระบวนการแปลงสภาพ ผลผลิตแบง่ เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ สินค้า(Goods) และ บริการ(Service) ปจั จยั การผลิต
ปจั จัยการผลิต กค็ อื สิ่งต่างๆ ต้องใช้ในกระบวนการสรา้ งสนิ คา้ และบริการ ปจั จยั การผลติ ก็คือ ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ต้องนำมาใช้ในกระบวนการผลิต สินค้าหรือบริการแต่ละชนิดจะมีความต้องการใช้ปัจจัยการผลิตที่ แตกต่างกันออกไปเช่น การปลูกถั่วเขียวกอ็ ย่างหนึ่ง การทอผ้าก็อีกอย่างหนึ่ง บริการทางการศึกษาก็อีกอย่าง หนึ่ง เป็นต้น ซึ่งสินค้าและบริการแต่ละตัวก็จะมี ความสัมพันธ์ทางผลิตหรือเรียกว่าฟังก์ชั่นการผลิต (Production function) ไมเ่ หมอื นกนั เช่นปจั จยั การผลิตถวั่ เขียว กค็ ือ ทดี่ ิน เมลด็ พันธ์ุ นำ้ ปุย๋ จอบ อุปกรณ์ การเกษตรอื่นๆ ตัวเกษตรกร เป็นต้น ส่วนปัจจัยการผลิตผ้าผืน ก็คือ ที่ดิน โรงงาน เครื่องทอผ้า เส้นใย น้ำ ไฟฟ้า อุปกรณ์การผลิตต่างๆ คนงาน เป็นต้น แต่เนื่องจากการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ในโลกนี้มันมี มากมายหลายรายการมาก นักเศรษฐศาสตร์ (พวกท่ศี กึ ษาเก่ียวกบั เร่ืองของเศรษฐกจิ ) จึงได้จัดกลุ่มปัจจัยการ ผลิตหลกั ๆ ไว้ 4 ประเภท คอื ทดี่ ิน (Land) หมายถึง ทรัพยากรธรรมชาตทิ กุ ชนิด รวมถงึ ส่งิ ท่ีติดอยู่กับที่ดินที่ สามารถนำไปใช้ในการผลิตสินค้าและบรกิ ารต่างๆ ได้ เช่น แรธ่ าตุ นำ้ ปา่ ไม้ นำ้ ตกอณุ หภมู ิ เป็นต้น แรงงาน (Labor) หมายถึง ทรัพยากรมนุษย์ที่นำไปใช้ผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ทั้งที่ใช้ ความสามารถดา้ นกำลงั กายและด้านสตปิ ญั ญา ไดแ้ ก่ ผมู้ ีส่วนร่วมในการผลิตในทุกสาขาอาชีพ ทุน (Capital) หมายถึง สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการผลิต จำพวกเครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์การ ผลิตต่าง ๆ (ทุน ไม่ใช่เงนิ ทนุ นะครับ อยา่ เข้าใจผดิ เหมอื นใครบางคน) และ ผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) หมายถึง คนที่ทำหน้าที่รวบรวบปัจจัยการผลิต ต่างๆ ทั้ง 3 ประเภทคอื ทด่ี นิ แรงงาน และทุน เข้าไปในกระบวนการผลติ เพื่อสรา้ งเป็นสินค้าและบริการตา่ งๆ ออกมา โดย คนกลุ่มนี้ก็คือ ผู้ผลิต (producer) แรงจูงใจที่ทำให้เขายอมเหนื่อยคือ กำไร (profit) และกำไรนี้เอง ที่นัก เศรษฐศาสตร์ตะวนั ตก เชอื่ วา่ เป็นเป้าหมายของผผู้ ลิต
Search
Read the Text Version
- 1 - 7
Pages: