Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Best-practice ปวีณ์พร

Best-practice ปวีณ์พร

Published by wichakarn.rpk21, 2021-05-17 05:21:02

Description: Best-practice ปวีณ์พร

Search

Read the Text Version

1 Best practice ปการศึกษา 2563 เร่ือง การพัฒ นาบทเรียนสําเร็จรูปวิชาวิทยาศาสตรขั้นพื้ นฐานนในระดับ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนตนโดยใชจ ัดการเรยี นรแู บบสบื เสาะหาความร(ู 5E) นางปวณี พ ร หยกสนิ พูนทวี ตาํ แหนง ครูผชู ว ย โรงเรียนราชประชานุเคราะห 21 จังหวดั แมฮ องสอน สงั กดั สาํ นักบรหิ ารงานการศึกษาพเิ ศษ สาํ นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน

2 Best practice โรงเรยี นราชประชานุเคราะห ๒๑ เร่ือง เรื่อง การพัฒนาบทเรียนสําเร็จรูปวิชาวิทยาศาสตรขั้นพื้นฐานนในระดับช้ันมัธยมศึกษา ตอนตนโดยใชจ ัดการเรียนรแู บบสืบเสาะหาความรู(5E) ผูจัดทํา นางปวณี พร หยกสนิ พนู ทวี ตาํ แหนง ครผู ชู ว ย สงั กัด สํานกั บรหิ ารงานการศกึ ษาพิเศษ แนวคิด/หลักการ จากพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 22 ระบุวา การจัดการศึกษา ตองยึดหลัก วาผูเรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรูและพัฒนาตนเองได และถือวาผูเรียนมีความสําคัญที่สุด (Children Center) กระบวนการจัดการศึกษาตองสงเสริมใหผูเรียนพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ มาตรา 23 การจัดการศึกษาท้ังการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ตองเนน ทั้งความรู คุณธรรม กระบวนการเรียนรูและบูรณาการตามความเหมาะสมของแตละระดับการศึกษา ในสวน ของการเรียนรู ดานวิทยาศาสตรน้ันตองใหเกิดทั้งความรูทักษะ และเจตคติดานวิทยาศาสตรรวมท้ังความรู ความเขาใจและประสบการณเรอ่ื งการจัดการการบํารุงรกั ษาและการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติ และ สิ่งแวดลอมอยางสมดุลย่ังยืน และมาตรา 24 1) การจัดกระบวนการเรียนรูใหจัดเน้ือหาและกิจกรรมให สอดคลองกับความสนใจ และความถนัดของผูเรียนโดยคํานึงถึงความแตกตางระหวางบุคคล 2) ฝกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการการเผชิญสถานการณ และการประยุกตความรูมาใชเพ่ือปองกันและแกไขปญหา 3) จัดกิจกรรม ใหผูเรียนไดเรียนรูจากประสบการณจริง ฝกการปฏิบัติใหทําได คิดเปน ทําเปน รักการอาน และเกิดการใฝรูอยางตอเนื่อง 4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรตู าง ๆ อยา งไดสัดสวนสมดุล กัน รวมทั้งปลูกฝงคุณธรรม คานิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงคไวในทุกวิชา (ส านักงานปฏิรูป การศึกษา, 2545) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 มุงพัฒนาผูเรียนทุกคนซึ่ง เปนก าลังของ ชาติ ใหเปนมนุษยที่มีความสมดุลท้ังดานรางกาย ความรู คุณธรรม มีจิตส านึกในความเปน พลเมืองไทยและเปน พลโลกยึดม่ันในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปน ประมุข มีความรแู ละทกั ษะ พืน้ ฐาน รวมทัง้ เจตคติทจี่ าเปนตอการศึกษา ตอการประกอบอาชีพและการศกึ ษา ตลอดชีวิตโดยมุงเนนผูเรียน เปนสําคัญบนพ้ืนฐานความเช่ือวา ทุกคนสามารถเรียนรูและพัฒนาตนเองไดเต็ม ตามศักยภาพ ซึ่งมีหลักการที่ สําคัญดังนี้ เปนหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเปนเอกภาพของชาติ มีจุดหมาย และมาตรฐานการเรียนรู เปนเปาหมายสําหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนใหมีความรู ทักษะ เจตคติและคุณธรรม บนพื้นฐานของความเปนไทย ควบคูกับความเปนสากล เปนหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชนท่ีประชาชนทุกคนมี โอกาสไดรับการศึกษาอยางเสมอ ภาคและมีคุณภาพ เปนหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอ านาจให สังคมมีสวนรวมในการจัดการศึกษาให สอดคลองกับสภาพและความตองการของทองถิ่น เปนหลักสูตร

3 การศึกษาที่มีโครงสรางยืดหยุนท้ังดานสาระ การเรียนรู เวลา และการจัดการเรียนรูเปนหลักสูตรการศึกษาที่ เนนผูเรียนเปนสําคัญ เปนหลักสูตรการศึกษา สําหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุมเปาหมาย สามารถเทียบโอนผล การเรียนรู และประสบการณ หลักสูตรแกนกลาง พุทธศักราช 2551 นอกจากกําหนดมาตรฐานการเรียนรู และตัวชี้วัดอันเปนเปาหมายสําคัญของการพัฒนา ผูเรียนใหบรรลุมาตรฐานการเรียนรู ไดระบุไววานักเรียนตองมี สมรรถนะที่สําคัญ 5 ประการไดแก 1) ความสามารถในการส่ือสาร 2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถ ในการแกปญหา 4) ความสามารถ ในทักษะชวี ิต และ 5) ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ผูเรยี นในศตวรรษท่ี 21 ควรมีทักษะท่ี จําเปนตอการดํารงชีวิต ซึ่งในสภาวะซับซอนทางสังคมในโลก อนาคตยิ่งมากข้ึนเร่ือย ๆ ผูเรียนจึงตองพัฒนาทักษะตาง ๆ ใหมากข้ึนตามไปดวยเชน ทักษะภาษา ทักษะทาง คณิตศาสตร ทักษะการ คิด ทักษะวิทยาศาสตร การเรียนรูวิทยาศาสตรอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตรเปน เคร่ืองมือคนหาและน าพามนุษยชาติเขาถึงความรู ความจริง (ประสาท เนอื งเฉลิม, 2558) รูปแบบการเรยี นรู วทิ ยาศาสตรตามการ รับขอมูลของผูเรียนผานเสนทางการรับรูขอมูล 3 ทาง คือ 1) การรับรูทางสายตาโดยการ มองเห็น (visual percepters) ผูเรียนจะเรียนรูไดดีผานการเรียนจากรูปภาพหรือแผนภูมิ แผนผัง หรือจากเนื้อหาที่เปน เร่ืองราวการตอบสนองรูปแบบการเรียนรูวิทยาศาสตรแบบนี้ อาจมีการกระตุนหรือย่ัวยุผูเรียนให เกิดการคิด การตั้งคําถาม 2) การเรียนรูทางโสตประสาท (auditory learner) ผูเรียนจะเรียนรูไดดีโดยผานการ ไดฟง และไดพูด การตอบสนองการเรียนรูแบบนี้คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรูแบบกลุมใหผูเรียนไดทําการศึกษา หาความรูรวมกับกลุมเพื่อน ไดสนทนา พูดคุย แลกเปล่ียนความรู หรือใหผูเรียนออกมานําเสนอหนาชั้น ใหสืบคน และเขียนรายงานวิทยาศาสตร 3) การเรียนรูทางรางกายและความรูสึก (kinesthetic learner) เปนการเรยี น ผา นการรบั รทู างความรสู ึก การเคลือ่ นไหว และรางกาย จึงสามารถจดจ าสิ่งท่เี รียนไดดี ไดม ีการ สัมผัสและเกิดความรูสึกที่ดีตอส่ิงที่เรียน ผูสอนควรจัดใหท าการทดลองหรือท าโครงงานรวมกับกลุมเพ่ือน จะท าใหจดจ าสิ่งท่ี เรียนไดดี ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร เปนความช านาญ หรือความสามารถใน การใชความคดิ เพอ่ื คนควาความรู รวมท้งั การแกปญ หา ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตรเปนทักษะทางปญ ญา (Intellectual Skill) ไมใชทักษะการปฏิบัติดวยมือ (Psychomotor Skill/ Hand on Skill) เพราะเปนการท างานของสมอง การคิดมี ทั้งการคิดพื้นฐาน เชน ทักษะการสื่อความหมาย ไดแก การอาน การรับรู การจํา การจําถาวร การพูด การเขียน นอกจากน้ียังมีทักษะการสังเกต การระบุ การจําแนก การเรียงลําดับ การเปรียบเทียบ การลงขอสรุป และการใช ตัวเลข (พิมพันธ เดชะคุปต, 2545) จนเกิดความชํานาญ และคลองแคลว ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรชวย ใหเกิดความรอบคอบมีเหตุผล มีจิตวิทยาศาสตร และเปนเคร่ืองมือที่สามารถนําไปใชใหเหมาะสมและเกิด ประโยชนได (วิทย วิศทเวทย, 2547) การจัดการ เรียนรูแบบ สืบเสาะหาความรูเปนกระบวนการจัดการเรียนรู ที่เนนการพัฒนาความสามารถในการแกปญหา ดวยวิธีการจําแนกใหผูเรียนรูจักศึกษาคนความรูหาโดยผูสอนต้ัง คําถาม กระตุนใหผูเรียนใชกระบวนการทาง ความคิด หาเหตุผลจนคนพบความรูหรือแนวทางในการแกไขปญหา ท่ีถูกตองดวยตนเอง สรุปเปนหลักการ กฎเกณฑหรือสามารถนําไปประยุกตใชประโยชนในการควบคุมปรับปรุง เปล่ียนแปลงหรือสรางสรรคส่ิงแวด ลอมในสภาพการณต าง ๆ ไดอ ยา งกวางขวาง (สวุ ทิ ย มลู ค า และอรทยั มูลคาํ , 2545 จากเหตผุ ลดงั กลา ว ผสู อนมคี วามสนใจท่ีจะพฒั นาบทเรยี นสาํ เร็จรปู วชิ าวิทยาศาสตร ของนกั เรียนใน ระดับช้นั มธั ยมศึกษาตอนตน โดยการสรา งบทเรยี นสาํ เรจ็ รปู วชิ าวิทยาศาสตรทมี่ กี ารใชร ูปแบบการจัดการ เรยี นรูแ บบสืบเสาะหาความรู (5E) เพื่อใหน กั เรียนไดฝก คดิ แกป ญ หา และสรา งองคความรใู หมด ว ยตนเอง โดยผูสอนไดท ดลองใชบ ทเรียนสําเรจ็ รปู ควบคูกับการจดั การเรยี นรูแบบสบื เสาะหาความรู(5E) เพือ่ พัฒนา ความรูเรือ่ ง การเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมีและเปรียบเทียบความพง่ึ พอใจในการเรยี นบทเรียนสาํ เรจ็ รปู วชิ าวิทยาศาสตร

4 ขัน้ พ้ืนฐาน กอ นและหลังการใชบ ทเรียนสาํ เร็จรปู รวมทัง้ ศกึ ษาความพงึ พอใจของผูเ รียนตอการเรยี นรโู ดยใช บทเรยี นสาํ เรจ็ รูปดงั กลา ว วัตถุประสงค 1. เพอ่ื พัฒนาบทเรยี นสําเรจ็ รูปวิชาวทิ ยาศาสตรขัน้ พื้นฐานสาํ หรบั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนตน 2. เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนตน ท่ีไดรับการเรียนโดยใชบทเรียนสําเร็จรูป รว มกับการจดั การเรียนรูแบบสืบเสาะหาความรู (5E) ขัน้ ตอนการดาํ เนนิ งาน ศกึ ษาปญหา วเิ คราะหป ญ หา ประชุมวางแผนดาํ เนินงาน จดั ทํากจิ กรรม ดาํ เนินตามแผนกิจกรรม ตดิ ตาม/ตรวจสอบการดาํ เนิน กิจกรรม รายงานผลการดําเนนิ กจิ กรรม/ นาํ ไปปรบั ปรุงแกไ ขในคร้งั ถดั ไป

5 การสอนน้ีใชบทเรียนสําเร็จรูปวิชาวิทยาศาสตรพ้ืนฐาน ของนักเรียนในระดับช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 1 กอนเขาสูการทํากิจกรรมในระดับมัธยมศึกษาปที่ 3 โดยผูสอนไดพัฒนาบทเรียนสําเร็จรูปวิชาวิทยาศาสตรข้ัน พ้ืนฐานขึ้นมา 3 เลม ประกอบดวยบทเรียนสําเร็จรูป จํานวน 3 เรื่อง คือ 1) การเกิดปฎิกิริยาเคมี) 2) การ เขียนสมการเคมี 3) ประโยชนและโทษของปฎิกิริยาเคมี ใชวิธีการจัดการเรียนรูแบบ สืบเสาะหาความรู (5E) โดยแบงเปน 5 ข้ัน คือ ข้ันท่ี 1 ข้ันสรางความสนใจ (Engagement) ข้ันท่ี 2 ขั้นสํารวจ และคนหา (Exploration) ขั้นท่ี 3 ข้ันอธิบายและลงขอสรุป (Explanation) ข้ันที่ 4 ขั้นขยายความรู (Elaboration) และขั้นท่ี 5 ขั้นประเมิน (Evaluation) (สถาบนั สงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี, 2546) โดยเปด โอกาสใหนักเรียนไดลงมือคนควาหาคําตอบ และนําไปสูการสรางองคความรูผานประสบการณตรง ไดสังเกต สมั ผัส และทดลองดวยตนเอง เพือ่ ใหเหน็ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรโดยมีผสู อนเปน ผูใหคาํ ปรกึ ษา แนะนํา แนวทาง อภิปรายความรูรวมกันจนสามารถคนพบความรูใหม ข้ันตอนการสอนประกอบดวย 2 ข้ันตอนหลัก ดงั น้ี ข้ันตอนท่ี 1 การพัฒนาบทเรียนสําเร็จรูป ผูสอนไดศึกษาบริบทของโรงเรียน วิสัยทัศน เปาหมาย การจัดหลักสูตรระดับมัธยมศึกษาตอนตน กิจกรรมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร ของวรรณทิพา รอดแรงคา และพิมพันธ เดชะคุปต (2560) และ วิธีการจัดการเรียนรูแบบสืบเสาะหาความรู (Inquiry- Based Instruction) เพื่อกําหนดปญหา ต้ังวัตถุประสงคและ สมมติฐานของกิจกรรมการออกแบบบทเรียน สําเร็จรปู รว มกบั การจัดการเรียนรูแบบสบื เสาะหาความรู (5E) สาํ หรับนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปท ี่ 3 ข้ันตอนที่ 2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู ผูสอนนําบทเรียนสําเร็จรูปรวมกับการจัดการเรียนรูแบบสืบ เสาะหาความรู (5E) ไปทดลองใชกับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ในภาคปลาย ปการศึกษา 2563 โดยใชเวลาในการจัดกิจกรรม จํานวน 4 สัปดาหๆ ละ 50 นาที เมื่อครบ 4 สัปดาห สอบถามความพึงพอใจ ตอการจัดการเรียนรูโดยใชบทเรียนสําเร็จรูปดังกลาว ดังตารางที่ 1 ทั้งนี้ใชเวลาในการจัด กิจกรรมการเรียนรู ในเวลาเรียนปกติ ประชากรที่ใชในการสอนในครั้งน้ีเปนนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 3 ภาคเรียนท่ี 2 ป การศึกษา 2563 จํานวน 3 หองเรียน จํานวน 89 คน สวนกลุมตัวอยางเปนนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 3 จํานวน 40 คน โดย การสุมอยางงาย (Simple Random Sampling) ใชวิธีจับสลากเลือกจํานวน 40 คน จากจาํ นวนนักเรยี น 89 คน และไดน ักเรยี นเขา กลุม ทดลอง จาํ นวน 20 คน ตามความสมคั รใจของนกั เรยี น

6 ตารางท่ี 1 แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู กจิ กรรมการเรยี นรู เวลาที่ ใช (นาที) บทเรียนสําเร็จรูปเร่ืองการเกิดปฎิกิริยาเคมีรวมกับการ 50 จดั การเรยี นรูแบบสืบเสาะหาความรู( 5E) 50 50 บทเรียนสําเร็จรูปเรื่องการเขียนสมการเคมีรวมกับการ จดั การเรียนรูแบบสืบเสาะหาความร(ู 5E) บทเรียนสําเร็จรูปเรื่องประโยชนและโทษของปฎิกิยา เคมีรวมกับการจัดการ เรียนรูแบบสืบเสาะหาความรู (5E) - ใหค ําปรกึ ษาและสนับสนนุ การดําเนนิ กิจกรรมตา ง ๆ - ตดิ ตามงานอยา งตอเน่ือง ปฏบิ ัติจรงิ - มีความมงุ ม่ันเสยี สละ ต้งั ใจท่ีจะพัฒนา ใหค าํ แนะนํา และสนับสนนุ ใหน ักเรยี นไดลงมือ - อาํ นวยความสะดวกตลอดระยะเวลาในการจดั กิจกรรมระดับชั้นเรยี น - ใหค วามรว มมือและกระตือรอื รน ที่จะรวมกิจกรรมตาง ๆ ท่จี ดั ข้นึ จากการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน เปน การพัฒนาผเู รียนในดา นสื่อสัตยก บั ตัวเอง การสงเสริมคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมและการดาํ เนินการอยา งตอ เนื่องและจรงิ จงั ของครูผูสอน ตลอดจนการ นิเทศติดตามอยางเปน ระบบ ทําใหการดาํ เนินงานประสบผลสาํ เร็จ สง ผลตอ ทุกฝา ยทีเ่ ก่ียวขอ งท้ังทางตรงและ ทางออม

7 ประมวลภาพกิจกรรม

8 ภาพถายกจิ กรรมการเรียนการสอน ภาพถา ยกจิ กรรมการเรยี นการสอน

9 ภาพถา ยกิจกรรมการเรียนการสอน

10 จดุ ประสงคก ารเรยี นรู 1. อธบิ ายการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมไี ด 2. อธบิ ายความสัมพนั ธร ะหวา ง พลงั งานกบั การเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมไี ด 3. ระบุชนดิ ของปฏกิ ิริยาเคมีได 4. อธบิ ายปจ จยั ทม่ี ผี ลตอ การเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมีได

11 คําแนะนาํ ในการใชบ ทเรยี น 1. บทเรยี นนี้ เปน บทเรียนสําหรบั ใหนักเรียนศึกษาดวยตนเอง นกั เรียนจะตองต้ังใจอา นและศึกษา บทเรยี นนีด้ วยความซอ่ื สัตย ไมเ ปดดูคาํ ตอบลว งหนา 2. บทเรยี นนไี้ มใชขอ สอบ นักเรียนไมตองกงั วลใจ พยายามทาํ ไปชา ๆ ทีละกรอบ และตอบคาํ ถามใน ชองวางท่เี วน ไวใ ห หรอื ทาํ เคร่ืองหมายตามคําสง่ั ในแตละกรอบ 3. ใหนกั เรียนเรม่ิ ตนทาํ ต้ังแตก รอบแรกเรียงไปตามลําดบั ไปทลี ะกรอบ โดยไมขามกรอบ ซง่ึ นักเรียนตอ ง ปฏิบัตติ ามอยางเครงครดั 4. คาํ ตอบจะอยใู นกรอบถดั ไปซง่ึ อาจเปนแบบเติมคําหรือทาํ เครอ่ื งหมายถกู ผิด นกั เรยี นสามารถตรวจ คําตอบไดดวยตนเอง 5. ถา คําตอบของนกั เรยี นไมต รงกบั คาํ ตอบทีเ่ ฉลยไว ใหย อ นกลบั ไปอานกรอบเดิมอีกครัง้ หน่งึ เพอื่ ทํา ความเขาใจ และตอบคําถามใหมจนกวา จะไดค าํ ตอบท่ีถกู ตอง ถาไมเขา ใจในสานใดใหถ ามครูเพื่อให คาํ แนะนาํ 6. ขอใหนักเรียนต้ังใจศกึ ษาบทเรยี น ไมจําเปนตอ งรบี รอนหรอื กลัววาจะเร็วหรือชากวา คนอ่ืน ๆ ถา เหน่อื ยก็ใหพกั สกั ครู แลว จึงเริ่มทาํ ตอไป

12 การศกึ ษาดว้ ยตนเอง สิง่ ทส่ี าํ คัญทสี่ ุดคอื ความซอื่ สัตยต์ อ่ ตนเอง ดงั นั้นไม่ควรเปิ ดดคู าํ ตอบล่วงหน้า เพอื่ ประโยชนข์ องนักเรียนเอง กรอบท่ี 1 การเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี สวสั ดคี ะ่ นกั เรยี นท่ีนา่ รกั ทกุ คน ก่อนท่ีเราจะเรม่ิ เรยี นเนือ้ หา เรามาทาํ ความรูจ้ กั กนั ก่อนวา่ ปฏกิ ิรยิ าเคมีเกิดขนึ้ ไดอ้ ยา่ งไรกนั ก่อนนะคะ่ ปฏิกิริยาเคมี หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนกับสารแลวสงผลให ไดสารใหมท ี่มีคณุ สมบัตเิ ปลี่ยนไปจากเดิม โดยในการเกิดปฏิกิริยาเคมี จะตองเกิดจากสาร ตั้งตน (reactant) ทําปฏิกิริยากัน แลวเกิดเปนสารใหม เรียกวา ผลิตภัณฑ (product) อาจสังเกตจากการเปลี่ยนสีของสาร การเกิดตะกอน การเกิดฟองแกส หรือการเกิดกลิ่นใหม ยกตัวอยาง เชน การเกิดการระเบิด การเผาไหมเ คร่ืองหนงั การคุของไฟ การแขง็ ของเลอื ด การหมักไวท เปนตน คําถามกรอบท่ี 1 นกั เรียนพจิ ารณาขอความตอไปนด้ี นู ะคะวาถูกหรอื ผิด ...........1. การเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าสามารถสงั เกตไดจากการท่ีสารเปล่ยี นสไี ปจากเดิม ...........2. การเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมีทกุ ครงั้ จะตองมสี ารผลิตภณั ฑเกิดขน้ึ เฉลยคําถามกรอบท่ี 1 มาดเู ฉลยกนั ดกี วา คะ วา ตอบถกู กนั หรอื เปลา ...ถูก........1. การเกิดปฏกิ ิริยาสามารถสังเกตไดจ ากการที่สารเปลี่ยนสไี ปจากเดิม .....ถูก......2. การเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมีทกุ ครั้งจะตอ งมีสารผลติ ภณั ฑเ กิดข้ึน ถานักเรียนตอบถกู ทกุ ขอเกง มากคะ สามารถเปด ไปศกึ ษากรอบท่ี 2 ได ถา นกั เรียนตอบถกู 1 ขอ หรอื ตอบผดิ หมดให กลบั ไปศกึ ษากรอบท่ี 1 อกี รอบนะคะ

13

14


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook