Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิจัยในชั้นเรียน.วิทย์.ม3-ปฏิกิริยาเคมี-RD

วิจัยในชั้นเรียน.วิทย์.ม3-ปฏิกิริยาเคมี-RD

Published by wichakarn.rpk21, 2021-05-13 02:44:09

Description: วิจัยในชั้นเรียน.วิทย์.ม3-ปฏิกิริยาเคมี-RD

Search

Read the Text Version

ตารางท่ี 3 ประสิทธภิ าพของการทําแบบฝกทกั ษะตามเกณฑ 80/80 จํานวนนักเรยี น คะแนนแบบฝก ทกั ษะ (E1) คะแนนวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น (E2) คาคะแนนเฉลยี่ (คะแนนเตม็ ) รอ ยละ คาคะแนนเฉลยี่ (คะแนนเตม็ ) รอ ยละ 30 คน 87.81 87.81 35.05 87.62 จากตารางที่ 3 พบวาประสิทธภิ าพของแบบฝก ทกั ษะทีส่ รา งข้นึ มีคา เทากับ 87.81/87.62 หมายความวา แบบฝกทักษะทําใหนักเรียนเกิดกระบวนการเรียนรูเทากับ 87.81 และมีประสิทธิภาพทางการเรียนรูหรือ ประสิทธภิ าพของแบบฝก ทกั ษะ ในการเปลี่ยนแปลงผลการเรียนรขู องนักเรียนเทากับรอยละ 87.62 แสดงวา แบบ ฝกทักษะ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80/80 ตามวัตถุประสงคของการวิจัย และสามารถนําไปใชในการเรียนรูได อยางมีประสทิ ธภิ าพ ตารางที่ 4 การวิเคราะหความคดิ เห็นของผูทรงคณุ วุฒติ อแบบทดสอบทใี่ ชใ นการเรียนการสอน ประมาณคา ความ คา รายการขอความคิดเห็น คดิ เหน็ ของ IOC แปลผล ผูทรงคุณวุฒิคนที่ 12 3 1. ความสอดคลองเหมาะสมกับหลกั สูตร +1 +1 0 0.7 ใชได 2. ความสอดคลองเหมาะสมกับธรรมชาตวิ ิชา +1 0 +1 0.7 ใชได 3. ความสอดคลองเหมาะสมกบั วยั ของผเู รียน +1 +1 +1 1.0 ใชได 4. ความสอดคลองเหมาะสมกับสภาพปจจุบัน +1 +1 +1 1.0 ใชได และปญหา 5. ความเหมาะสมตอ กระบวนการพัฒนาผเู รยี น +1 0 +1 0.7 ใชได 6. ความเหมาะสมของเนือ้ หา +1 +1 +1 1.0 ใชไ ด 7. ความเหมาะสมของขนาดตัวอกั ษร +1 +1 +1 1.0 ใชได 8. ความเหมาะสมของการใชภาษา 0 +1 +1 0.7 ใชไ ด 9. ความเหมาะสมกบั ความสนใจของนกั เรยี น 0 +1 +1 0.7 ใชไ ด 10.ความเหมาะสมของรูปแบบ +1 +1 0 0.7 ใชได คา IOC = 0.7+0.7+1.0+1.0+0.7+1.0+1.0+0.7+0.7+0.7 / 10 = 8.2/10 = 0.82 สรุปวา แบบทดสอบการเรยี นการสอดงั กลา วน้นั ใชได

บทท่ี 5 สรุปผลการดาํ เนนิ การ วัตถุประสงคของการวจิ ัย 1. เพ่ือพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นของนกั เรียนระดบั มธั ยมศึกษาปท ี่ 3 วิชาวิทยาศาสตร จํานวน 30 คน เรื่องปฏิกิริยาเคมี 2. เพือ่ เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นกอนเรยี นและหลังเรยี นในรายวิชาดว ยรปู แบบการสอนแบบ ปกติและการสอนโดยใชว ธิ ี STAD ประชากรและกลมุ ตวั อยาง ประชากร นักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ี่ 3 วชิ าวิทยาศาสตร จาํ นวน 89 คน กลุมตัวอยาง นักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปที่ 3/1 วชิ าวิทยาศาสตร จาํ นวน 30 คน เครอื่ งมอื ในการวิจยั 1. รปู แบบการสอนแบบรว มแรงรว มใจ โดยวิธี STAD 2. แผนการจัดการเรียนรู ใบงาน แบบฝกทกั ษะ 3. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน 4. แบบสังเกตพฤติกรรมความรับผดิ ชอบ วธิ ีการเก็บรวบรวมขอมูล 1. ช้ีแจงวิธีการเรียนการสอนแบบรวมแรงรวมใจตอนักเรียนในชั้นเรียน โดยครูผูสอนทําการแบงกลุม นักเรยี นเปน กลุมยอ ยๆ โดยแตละกลุมมีสมาชิกจาํ นวนเทา ๆ กันหรือใกลเ คียงกัน 2. ผูสอนพิจารณาความเหมาะสมของกลุมเพื่อใหสมาชิกของกลุมมีความรูความสามารถแตกตางกันโดย พิจารณาจากคะแนนเฉล่ียในช้ันเรียน ผลการเรียนและผลการปฏิบัติงานมอบหมายในรายวิชา ในเดือนสิงหาคม ของการเรียนประกอบการพจิ ารณา 3. ผสู อนชีแ้ จงระเบียบการเรียนการสอนแบบรวมแรงรว มใจ โดยรูปแบบ STAD ตลอดจนการทาํ งาน ท่ี มอบหมายจากผสู อนและการทาํ งานทมี่ อบหมายจากกลมุ 4. งานท่ีมอบหมายจากกลุมมอบหมายหนาท่ีใหปฏิบัติงานและความรับผิดชอบการทํางานในกลุมและ กระตนุ ใหเ ห็นความสําคัญของความสาํ เร็จของกลุม

5. ตดิ ตามสงั เกตพฤตกิ รรมหลงั จากปรบั เปลี่ยนวิธกี ารสอน 6. เกบ็ รวบรวมคะแนนประเมินผลท้ังกอ นเรียนและหลงั เรียนมาทําการเปรยี บเทียบกัน สรุปผลการวิจยั จากการศึกษาการเรียนการสอนแบบรวมแรงรวมใจเพ่ือยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรวมถึงปรับ พฤติกรรมนักเรียนท่ีขาดความรับผดิ ชอบในการเรียนของชั้นเรยี น จากการสังเกตนักเรยี นกอนการใชการสอนแบบ STAD มีคาคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยูท่ี 11.50 คะแนน แตหลังจากการใชการสอน แบบ STAD ทําใหคะแนนเฉลี่ยอยูท่ี 14.83 คะแนน ซึ่งเพ่ิมขึ้น 3.33 คะแนน คิดเปนรอยละท่ีเพิ่มข้ึน 38.33% และมีสวนเบ่ียงเบนมาตรฐานของคะแนนสอบเทากับ 1.82 ซึ่งลดลงจากเดิม 0.26 ทําใหขอมูลที่ไดมีการกระจาย ตัวที่ลดลงแสดงถึงคุณภาพของขอมูลที่ดี ผูเรียนมีคะแนนเกาะกลุมใกลเคียงกันมากขึ้นสงผลตอการพัฒนาการ เรยี นในดานอ่ืนๆ ซึง่ จะทําใหสอนทกั ษะตางๆ ไดง ายขนึ้ อภปิ รายผลการวิจัย จากการศกึ ษาวิจัยพบวา การสอนโดยวธิ ีรว มแรงรว มใจระหวางครูกับนกั เรยี นในรายวิชา ทําใหผ ลสัมฤทธิ์ ทางการเรยี นของผูเรียนมีพัฒนาการท่ีดขี น้ึ อยา งเหน็ ไดชัด ขอเสนอแนะ เสนอแนะสําหรับการนําไปใชตอไป 1. จากการวิจัยพบวาการใชการสอนแบบรวมแรงรวมใจ ในกิจกรรมการเรียนการสอนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปท่ี 3 เปนส่ิงที่ดี กลาวคือทําใหนักเรียนมีผลการเรียนรูสูงข้ึน ท้ังยังกอใหเกิดความสนุกสนาน มีความรับผิดชอบ และการมีสวนรวมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตลอดจนสามารถนําความรูท่ีไดไปใชใน ชีวติ ประจําวนั จึงถือวา เปนนวตั กรรมทจ่ี ะชวยพฒั นาการเรียนรขู องนกั เรยี นไดอกี ทางหนึง่ 2. ในการนําการสอนแบบรวมแรงรวมใจ ไปใชในการเรียนการสอนใหกับนักเรียนนั้น ครูจะตองมีการ เตรยี มพรอมในดา นตางๆ คอ นขา งมาก 3. ผูบริหารสถานศึกษาควรใหการสงเสริมและสนับสนุนครูในการสรางนวัตกรรมการเรียนการสอนเพื่อ กอ ใหเ กดิ กําลงั ใจ และเกดิ ความกระตือรือรน ในการจัดการเรียนการสอน ขอ เสนอแนะสาํ หรบั การทําวจิ ัยตอ ไป ควรศึกษาเปรยี บเทียบผลการเรยี นรูในวธิ ีการสอนแบบตา งๆ แลว นําผลทไ่ี ดม าเปรียบเทยี บกนั เพื่อเปน แนวทางในการคดิ คน วิธีการสอนรปู แบบใหมใหกับการศกึ ษาในอีกทางหนง่ึ

บรรณานุกรม กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. หลกั สูตรการเรยี นรโู ดยการพัฒนาผเู รยี นใหเ ปนนกั คดิ ป 2557. สํานักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา, 2558. 346 หนา . ประกอบ มณโี รจน. เรียนรูสูการปฏบิ ตั ิการวิจยั ในชน้ั เรียน. พมิ พค รง้ั ท่ี 2. กรงุ เทพฯ:สาํ นกั พมิ พ B.E.C.,2556. 129 หนา . นัยนา หิรญั ญชาตธิ าดา. วิจยั : การปรับพฤติกรรมนกั ศึกษาขาดความรับผดิ ชอบตอการเรียนวชิ า วทิ ยาศาสตร รหสั 35022211 โดยการสอนแบบรวมแรงรวมใจและปรบั พฤตกิ รรม แบบยอมรับ : ศรสี ยามมิตรการพิมพ, 2556. 219 หนา ไพรัตน ศลิ านนั ท. ปฏริ ูปการศกึ ษา : แนวคิดและหลกั การตามพระราชบญั ญตั ิการศกึ ษาแหง ชาติ พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ:วญิ ูชน, 2557. 240 หนา มหาวิทยาลยั มหาสารคาม. วิธีการทางสถติ สิ าํ หรบั การวจิ ัย. พิมพค ร้ังที่ 4. กาฬสินธุ : สาํ นกั พมิ พ ประสานการพมิ พ, 2558. 168 หนา เดชณ แกว ส.ี การจัดการเรียนการสอนท่เี นน ผเู รยี นเปนศูนยก ลาง. กรุงเทพฯ.: บรษิ ทั สาํ นกั พมิ พเ อมพันธ จาํ กัด, 2556. 310 หนา . เบญจพร ทองโอ. บทบาทการสง เสริมการทําวิจยั ในชน้ั เรยี นของผบู ริหารสถานศึกษาตามทศั นะ ของผบู รหิ ารสงั กัดสํานักงานการประถมศกึ ษาจังหวัดสงขลา. วทิ ยานิพนธ ปริญญา มหาบัณฑิต มหาวยิ าลัยทกั ษณิ , 2559 พิชิต ฤทธจ์ิ รญู . ( 2560 ). หลกั การวดั และประเมนิ ผลการศึกษา. ( พมิ พค รงั้ ท่ี 5 ). กรงุ เทพฯ : เฮาส ออฟ เคอรม ิสจํากัด.

ภาคผนวก

แผนการจัดการเรยี นรูท่ี 1 วชิ าวิทยาศาสตรพ น้ื ฐาน ช้ันมัธยมศึกษาปที่ 3 เรอ่ื งปฏิกิริยาเคมี เวลา 3 ชัว่ โมง 1. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชวี้ ดั ว 2.1 ม.3/3 อธิบายการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี รวมถงึ การจดั เรยี งตวั ใหมข องอะตอมเม่อื เกดิ ปฏิกิริยาเคมีโดย ใชแ บบจําลองและสมการขอ ความ 2. จดุ ประสงคก ารเรยี นรู 1. อธบิ ายการเกิดปฏิกริ ิยาเคมไี ด (K) 2. สรางแบบจาํ ลองอธิบายการจดั เรยี งตวั ใหมข องอะตอมเม่ือเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมไี ด (P) 3. มคี วามใฝเ รยี นรูแ ละมงุ มนั่ ในการทํางาน (A) 3. สาระการเรยี นรู สาระการเรยี นรูทอ งถ่นิ สาระการเรียนรแู กนกลาง - • การเกิดปฏิกิริยาเคมีหรือการเปล่ียนแปลงทางเคมี ของสารเปนการเปลี่ยนแปลงที่ทําใหเกิดสารใหม โดยสารที่เขาทําปฏิกิริยา เรียกวา สารต้ังตน สาร ใหมท่ีเกิดขึ้นจากปฏิกิริยา เรียกวา ผลิตภัณฑ การ เกิดปฏิกิริยาเคมีสามารถเขียนแทนไดดวย สมการ ขอความ • การเกิดปฏิกิริยาเคมี อะตอมของสารตั้งตนจะมี การจัดเรียงตัวใหมไดเปนผลิตภัณฑ ซ่ึงมีสมบัติ แตกตางจากสารตั้งตน โดยอะตอมแตละชนิดกอน และหลงั เกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมีมจี ํานวนเทากนั 4. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด ปฏิกิริยาเคมีหรือการเปล่ียนแปลงทางเคมีของสาร ทําใหเกิดสารใหม โดยสารท่ีเขาทําปฏิกิริยาเรียกวา สารต้ังตน และสารท่ีเกิดขึ้นใหม เรียกวา ผลิตภัณฑท่ีมีสมบัติแตกตางไปจากสารตั้งตนเนื่องจาก มีการจัดเรยี งอะตอมใหมข องสารตงั้ ตน ขณะเกิดปฏิกริ ิยา

5. สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี นและคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รียน คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค 1. ความสามารถในการสอื่ สาร 1. มีวนิ ัย รบั ผดิ ชอบ 2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเ รียนรู 1) ทกั ษะการสงั เกต 3. มุง มัน่ ในการทํางาน 2) ทักษะการสรางแบบจาํ ลอง 3) ทกั ษะการลงความเหน็ จากขอ มูล 4) ทกั ษะการตคี วามหมายขอมลู และลงขอ สรุป 3. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี 6. กิจกรรมการเรยี นรู แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนคิ : 5Es Instructional Model ขนั้ นาํ ขั้นท่ี 1 กระตนุ ความสนใจ (Engage) 1. ใหน ักเรียนทําแบบทดสอบกอ นเรยี น หนวยการเรียนรทู ี่ 4 ปฏกิ ริ ยิ าเคมี 2. ใหนักเรียนศึกษาภาพหนาหนวยการเรียนรูท่ี 4 และตอบคําถาม Big Question จากหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 หนวยการเรียนรทู ี่ 4 ปฏกิ ิริยาเคมี และรว มกัน อภิปรายแสดงความคิดเหน็ อยางอิสระโดยไมมกี ารเฉลยวาถกู หรอื ผดิ วา “กิจกรรมของมนษุ ยเก่ยี วของ กับปฏิกริ ิยาเคมีอยา งไร” (แนวตอบ : ตัวอยางเชน การยอยอาหารโดยมีเอนไซมทําปฏิกิริยาอาหาร ทําใหอาหารถูกยอย กลายเปนโมเลกลุ เลก็ รางกายจึงดดู ซึมนําไปใชไ ด) 3. ใหนักเรียนทํากจิ กรรม Engaging Activity ศึกษาภาพจากในหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตร และเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 แลวใหน กั เรยี นระบวุ า การเปล่ยี นแปลงของสารในภาพใดเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี 4. ใหนักเรียนจบั คกู บั เพอ่ื นแลกเปลีย่ นเสนอความคดิ เหน็ กนั 5. ครูสุมเรียกนักเรียน 2-3 คน ระบุวาภาพใดเกิดปฏิกิรยิ าเคมี พรอมอธิบายเหตุผลท่ีไดจากการอภิปราย รว มกบั เพือ่ น 6. นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายเพื่อใหไดขอสรุปวา “การเปล่ียนแปลงของสารที่บงบอกวา เกิดปฏิกิริยาเคมีสามารถสังเกตไดจากผลิตภัณฑที่เกิดขึ้นใหมซึ่งอาจอยูในสถานะของแข็ง ของเหลว หรือแกสก็ได เชน การเผาไหมเช้ือเพลิงทําใหเกิดพลังงานและไดผลิตภัณฑเปนน้ําและแกส คารบอนไดออกไซดในกรณีที่มีการเผาไหมอยางสมบูรณ การเกิดสนิมเหล็กซึ่งเกิดจากเหล็กและน้ําทํา ปฏิกิริยากัน แตการเปล่ียนสถานะของสารเนื่องจากความรอน เชน การตมนํ้าเดือดใหกลายเปนไอนํ้า

หรือการหลอมละลายของน้ําแข็งเนื่องจากอุณหภูมิท่ีสูงข้ึนไมใชการเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่เกิดขึ้นจาก ปฏกิ ริ ิยาเคมแี ตเ ปนการเปลยี่ นแปลงทางกายภาพ” 7. ครูเกรน่ิ นําตอไปวา “นกั เรยี นจะไดเรียนเกย่ี วกบั การเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมีตอ ไปในบทเรียนนี”้ ขัน้ สอน ข้นั ที่ 2 สํารวจคน หา (Explore) 1. ใหนักเรียนตรวจสอบความรูของตนเองจากกรอบ Check for Understanding จากหนังสือเรียน รายวชิ าพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 2. ครูถามคําถาม Key Question จากหนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หนวยการเรียนรูที่ 4 ปฏิกิริยาเคมี เพื่อทบทวนความรูเดิมของนักเรียนวา ปฏิกิริยาเคมี เกิดขน้ึ ไดอยางไร (แนวตอบ : สารต้ังตนท่ีเขาทําปฏิกิริยากันเกิดการเปล่ียนแปลงทางเคมี เกิดเปนสารใหม ซึ่งมีสมบัติ แตกตางไปจากเดมิ ) 3. ใหนักเรียนศึกษา เร่ือง การเกิดปฏิกิริยาเคมี จากหนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยี ม.3 เลม 2 หนว ยการเรยี นรูท่ี 4 เร่ือง การเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี 4. ครูเตรียมสารละลายและอุปกรณที่ใชทํากิจกรรม การเกิดปฏิกิริยาเคมี ตามหนังสือเรียนรายวิชา พ้ืนฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 5. ใหนักเรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน ทํากิจกรรม การเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี ในหนงั สือเรียนรายวชิ าพ้ืนฐาน วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 โดยใหสมาชิกภายในกลุมแบงภาระและหนา ท่ีรบั ผดิ ชอบ 6. นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายหลังทํากิจกรรม เพื่อใหไดขอสรุปวา “ หลังเกิดปฏิกิริยาเคมี จะทําใหสารบางชนิดมีอุณหภูมิเปล่ียนแปลงไป บางสารเกิดฟองแกส บางสารมีสีท่ีเปล่ียนแปลงไป บางสารเกดิ ตะกอน” 7. ครถู ามคาํ ถามทา ยกิจกรรม ดงั น้ี - สารในหลอดทดลองทัง้ 4 หลอดมกี ารเปลยี่ นแปลงอยา งไร ตามลําดบั (แนวตอบ : หลอดท่ี 1 เกิดตะกอนสีเหลือง หลอดที่ 2 เกิดฟองแกส หลอดท่ี 3 สีของสารละลาย เปลีย่ นเปน ไมม ีสี และหลอดที่ 4 อุณหภมู ขิ องสารลดลง) - หลอดทดลองใดบา งท่ีเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี และทราบไดอ ยางไร (แนวตอบ : ท้ัง 4 หลอดเกิดปฏิกิริยาเคมี เนื่องจากสังเกตเห็นตะกอน ฟองแกส สีของสารละลาย เปลีย่ นแปลง รวมทง้ั อุณหภูมิของสารท่ีเปล่ียนแปลงไป) ขนั้ ที่ 3 อธบิ ายความรู (Explain) 8. ครูใหนักเรียนจับคูกับเพื่อนรวมกันอธิบายความรูเกี่ยวกับเรื่องปฏิกิริยาเคมีคืออะไร เกิดขึ้นไดอยางไร แลวทราบไดอ ยางไรวา สารชนดิ นนั้ เกดิ การเปลี่ยนแปลงทางเคมี 9. ครสู มุ เรยี กนักเรยี น 2 คน ออกมาหนา ช้นั เรยี นอธิบายการเกดิ ปฏกิ ริ ิยา

10. นักเรยี นและครรู วมกันอภิปรายเก่ียวกบั ปฏกิ ริ ิยาเคมเี พื่อใหไดข อ สรุปวา “ปฏิกริ ิยาเคมีแบง ออกไดเปน หลายประเภท โดยทุกปฏิกิริยาลวนเกิดจากการท่ีสารเกิดการเปล่ียนแปลงทางเคมี ทําใหเกิดสารชนิด ใหม และการเกิดปฏิกิริยาเคมีลวนประกอบดวยสาร 2 กลุม คือ สารต้ังตนและผลิตภัณฑ ซ่ึงการ เกิดปฏิกิริยาเคมีสามารถสังเกตไดจากการเปล่ียนสีของสาร การเกิดตะกอน การเกิดฟองแกส การ ระเบิดหรือการเกิดประกายไฟ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ โดยการเปล่ียนแปลงเหลานี้ทําใหสารท่ี เกดิ ขนึ้ มีสมบัตแิ ตกตางไปจากเดมิ ” 11. เพื่อใหนักเรียนเกิดความเขาใจมากขึ้น ครูแจกใบความรู เร่ือง การเปลี่ยนแปลงของสาร แลวนํา แบบจําลองอะตอมของน้ํา แกสไฮโดรเจน แกสออกซิเจน มาแสดงใหนักเรียนเห็นถึงการเปลี่ยนแปลง สารทางเคมี โดยครูอธิบายเปรียบเทียบวา น้ําแข็งละลายกลายเปนนํ้าไมไดเกิดปฏิกิริยาเคมีเน่ืองจาก ไมมีการเกิดเปนสารใหมยังคงเปนน้ําเชนเดิมแตเพียงสถานะเปล่ียนไปเทานั้น (ครูแสดงแบบจําลอง อะตอมของนํ้า) สวนการเกิดปฏิกิริยาเคมีจะทําใหเกิดสารใหม เชน ถาครูนําแกสคารบอนไดออกไซด ไปผสมกับน้ําจะไดกรดคารบอนนิกเปนผลิตภัณฑซึ่งมีสมบัติแตกตางไปจากเดิม (ครูแสดงแบบจําลอง อะตอมของน้ํา แกสคารบอนไดออกไซด แลวนําแบบจําลองทั้งสองมารวมกันใหกลายเปนแบบจํา โครงสรางโมเลกุลของกรดคารบอกนิกท่ีประกอบดวยไฮโดรเจน 2 อะตอม คารบอน 1 อะตอม และ ออกซิเจน 3 อะตอม) 12. ครแู จกใบงานท่ี 4.1 เรอ่ื ง การเปล่ียนแปลงของสาร แลวใหนักเรียนทําใบงาน 13. ใหนกั เรยี นทาํ แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 14. ใหนักเรยี นศกึ ษาขอมูลเพ่ิมเติมจาก QR code เร่ือง การเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี ขัน้ ท่ี 4 ขยายความเขา ใจ (Elaborate) 15. ครูแบงกลุมนักเรียน กลุมละ 5-6 คน โดยคละความสามารถเกง ปานกลาง และออน เลอื กปฏิกริ ิยาเคมีมา 3 ปฏกิ ริ ิยาเคมี จากนัน้ ใหแ ตล ะกลมุ ออกแบบและสรางแบบจาํ ลอง เพอ่ื อธบิ ายและ เปรยี บเทยี บการจดั เรยี งตัวใหมของอะตอมกอนและหลงั การเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี โดยใชดินนาํ้ มนั 16. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอและอธิบายแบบจําลองท่ีสรางขึ้น จากนั้นครูและนักเรียนรวมกัน อภิปรายเพอ่ื ตรวจสอบและแกไขแบบจําลองใหถ ูกตอ ง (หมายเหตุ: ครเู ริ่มประเมินพฤติกรรมการนาํ เสนอผลงาน) ขัน้ สรุป นกั เรยี นและครรู วมกันสรุปความรทู ่ีเกยี่ วกับการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี แลว ใหน ักเรียนสรุปความเขาใจเปน ผงั มโนทัศนลงในกระดาษ A4 พรอมนําเสนอในรูปแบบท่ีนาสนใจ ขน้ั ประเมนิ ขัน้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูตรวจแบบทดสอบกอนเรยี น หนว ยการเรียนรูท ่ี 4 ปฏกิ ิริยาเคมี 2. ครตู รวจใบงานท่ี 4.1 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงของสาร 3. ครตู รวจแบบฝกหัดวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 2

4. ครูตรวจผังมโนทัศน เรอ่ื ง การเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี 5. ครูตรวจแบบจําลองการจดั เรียงตวั ใหมข องอะตอมเม่อื เกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี 6. ประเมินและทักษะกระบวนการโดยสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติการจากการทํากิจกรรม การ เกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี 7. ประเมินทกั ษะและกระบวนการโดยสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายกลุม การทํางานรายบคุ คล 8. ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค โดยสังเกตความมีวินัย รับผิดชอบ ใฝเรียนรูและมุงม่ันใน การทํางาน 7. การวดั และประเมนิ ผล รายการวัด วธิ ีการ เครอ่ื งมอื เกณฑก ารประเมนิ 7.1 การประเมินกอนเรียน - แบบทดสอบกอนเรียน - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบกอนเรียน - ประเมนิ ตาม หนว ยการ เรียนรทู ่ี 4 กอนเรียนหนว ย หนวยการเรียนรทู ี่ 4 สภาพจริง ปฏกิ ริ ิยาเคมี การเรียนรทู ี่ 4 ปฏิกริ ยิ าเคมี ปฏิกิรยิ าเคมี 7.2 ประเมนิ ระหวางการจัด กจิ กรรมการเรียนรู 1) การเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี - ตรวจใบงานที่ 4.1 - ใบงานท่ี 4.1 - รอยละ 60 ผานเกณฑ - ตรวจสมดุ ประจําตัว - สมุดประจําตวั หรือ - รอ ยละ 60 หรอื แบบฝก หดั แบบฝก หดั วิทยาศาสตร ผานเกณฑ วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี และเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 ม.3 เลม 2 - ตรวจแบบจาํ ลองการจดั เรียง - แบบประเมิน - ระดับคุณภาพ 2 ตวั ใหมของอะตอมเมอ่ื เกิด แบบจําลองอะตอม ผานเกณฑ ปฏิกริ ิยาเคมี 2) ผลบนั ทึกการปฏบิ ัติ - ตรวจสมุดประจําตวั - สมุดประจาํ ตวั หรือ - รอยละ 60 กิจกรรม การเกิด หรอื แบบฝกหดั แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ผานเกณฑ ปฏิกริ ิยาเคมี วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี และเทคโนโลยี ม.3 ม.3 เลม 2 เลม 2 3) การนาํ เสนอผลงาน/ - ประเมนิ การนาํ เสนอ - แบบประเมนิ การ - ระดบั คณุ ภาพ 2 ผลการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม ผลงาน/ผลการปฏิบัติ นําเสนอผลงาน ผา นเกณฑ กจิ กรรม

รายการวดั วิธีการ เคร่อื งมือ เกณฑการประเมนิ 4) พฤตกิ รรมการทํางาน - สังเกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดับคุณภาพ 2 การทํางานรายบคุ คล การทาํ งานรายบคุ คล รายบคุ คล ผานเกณฑ - สังเกตพฤติกรรม 5) พฤตกิ รรมการทํางาน การทาํ งานกลุม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดบั คุณภาพ 2 กลุม การทาํ งานกลุม ผานเกณฑ 6) คณุ ลกั ษณะอนั พึง - สังเกตความมีวินยั - แบบประเมิน - ระดับคุณภาพ 2 ประสงค รับผิดชอบ ใฝเ รียนรู คณุ ลกั ษณะ ผานเกณฑ และมงุ มน่ั ในการ อนั พงึ ประสงค ทาํ งาน 8. สื่อ/แหลง การเรยี นรู 8.1 ส่อื การเรียนรู 1) หนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 หนวยการเรียนรูท่ี 4 ปฏิกริ ิยาเคมี 2) แบบฝกหดั วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 หนวยการเรยี นรทู ่ี 4 ปฏิกริ ยิ าเคมี 3) ใบงานที่ 4.1.1 เรอื่ ง การเปลย่ี นแปลงของสาร 4) ใบความรู เรือ่ ง การเปล่ยี นแปลงของสาร 5) แบบจําลองอะตอมของนํา้ แกสไฮโดรเจน แกส ออกซเิ จน 6) อปุ กรณทีใ่ ชท าํ กจิ กรรม การเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี 7) QR code เร่ือง การเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี 8) สมดุ ประจําตวั นกั เรยี น 8.2 แหลงการเรียนรู 1) อนิ เทอรเนต็ 2) หอ งปฏิบตั กิ าร

ใบงานท่ี 4.1 การเปล่ียนแปลงของสาร ชื่อ ชนั้ เลขท่ี คาํ ช้ีแจง : พิจารณาภาพท่ีกาํ หนดใหแลวทาํ เคร่ืองหมาย  ลงในชอ ง  ท่ีเกิดปฏิกิริยาเคมี

เฉลย ใบงานท่ี 4.1 การเปลี่ยนแปลงของสาร ชื่อ ช้ัน เลขที่ คาํ ช้ีแจง : พิจารณาภาพท่ีกาํ หนดใหแลวทําเคร่ืองหมาย  ลงในชอ ง  ที่เกิดปฏิกิริยาเคมี    

ใบความรู เร่อื ง การเปลยี่ นแปลงสาร ในการดํารงชีวิตของมนุษยลวนเกี่ยวของกับการเปล่ียนแปลงของสาร ซึ่งการเปล่ียนแปลงของสาร หมายถึง การที่ สารมสี มบตั ิแตกตางไปจากเดมิ แบงออกไดเปน 2 ประเภท 1. การเปล่ียนแปลงทางกายภาพ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวของกับสมบัติของสาร เชน การเปลี่ยน สถานะ การละลาย การมีรูปรางท่ีเปลี่ยนไป การแตกหัก หลังการเปล่ียนแปลงสมบัติทางเคมีของสาร ยังคงเหมอื นเดมิ แตสมบัตทิ างกายภาพบางอยา งอาจเปลยี่ นแปลงไป เชน สถานะ รปู ราง 2. การเปลย่ี นแปลงทางเคมี หมายถึง การเปลย่ี นแปลงท่ีเกยี่ วของกบั การเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี มีสารใหมเกดิ ข้นึ โดยสารใหมท่เี กิดข้นึ มอี งคประกอบและสมบัติทางเคมีแตกตา งจากสารเดมิ เชน การเกดิ สนิม การเผาไหม การเนา เสยี ของอาหาร การเกิดฟองแกส

แผนการจดั การเรียนรทู ่ี 2 วิชาวิทยาศาสตรพืน้ ฐาน ชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี 3 เรื่องการเขียนสมการเคมี เวลา 3 ช่ัวโมง 1. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตวั ชว้ี ัด ว 2.1 ม.3/4 อธบิ ายกฎทรงมวล โดยใชหลกั ฐานเชงิ ประจักษ 2. จุดประสงคก ารเรียนรู 4. อธบิ ายปฏิกริ ยิ าเคมซี งึ่ เปนไปตามกฏทรงมวลได (K) 5. เขยี นสมการขอ ความจากปฏกิ ิรยิ าเคมที ีเ่ กดิ ขึ้นได (P) 6. มคี วามใฝเรียนรแู ละมงุ มนั่ ในการทาํ งาน (A) 3. สาระการเรียนรู สาระการเรยี นรทู องถน่ิ สาระการเรียนรูแกนกลาง - • เมื่อเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี มวลรวมของสารตั้งตนเทากับ มวลรวมของผลิตภัณฑ ซึ่งเปนไปตามกฎทรงมวล 4. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด การเกดิ ปฏิกิริยาเคมีสามารถเขยี นไดเปนสมการขอความทีแ่ สดงถงึ จาํ นวนอะตอมแตละชนิดกอนและหลัง การทําปฏิกิริยาเคมีจะมีจํานวนเทากันและมวลรวมของสารตั้งตนจะเทากับมวลรวมของผลิตภัณฑซ่ึงเปนไป ตามกฏทรงมวล 5. สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รียนและคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รียน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร 1. มีวินัย รับผดิ ชอบ 2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเรียนรู 1) ทกั ษะการสังเกต 3. มงุ ม่ันในการทาํ งาน 2) ทกั ษะการวดั 3) ทกั ษะการลงความเห็นจากขอ มูล 4) ทักษะการตีความหมายขอมลู และลงขอสรุป 3. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี

6. กจิ กรรมการเรยี นรู แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนคิ : บรรยาย (Lecture Method) ขั้นที่ 1 เตรยี มการสอน 1. ครูเตรียมใบงานที่ 4.2 เร่อื ง สมการเคมี 2. ครูเตรียมอุปกรณประกอบการสอนเรื่อง กฎทรงมวล คือ ดินน้ํามัน 3 สี สีละ 10 ลูก และไมเสียบ ลกู ช้นิ 3. ครูเตรียมใบความรเู กี่ยวกับการละลายนาํ้ ของสาร 4. ครูเตรียมภาพประกอบการสอนเพ่ือทบทวนความรูเดิมของนักเรียนเกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี เชน ภาพสนมิ เหลก็ ภาพการเกิดฟองแกสเมอ่ื หยอ นเหลก็ ลงไปในสารละลายกรด ขั้นที่ 2 นาํ สูการเรยี น 1. ให นั ก เรีย น ทํ าแ บ บ ท ด ส อ บ ค วาม รู เร่ือ ง ส ม ก ารเค มี ใน ใบ งาน ที่ 4.2 ต อ น ที่ 1 เพื่ อ ประเมินความรูกอ นเรยี น 2. ครูสนทนากับนักเรียนวา “การเกิดปฏิกิริยาเคมีทําใหสารเกิดเปลี่ยนแปลงทางเคมี สงผลใหสารต้ังตน เปลี่ยนแปลงและเกิดสารใหม เรยี กวา ผลิตภณั ฑ ซ่งึ มสี มบตั ิแตกตางไปจากเดิม โดยสารท่ีเกิดปฏกิ ิรยิ า สามารถสังเกตไดดังน้ี มีตะกอนเกิดขึ้น เกิดฟองแกส อุณหภูมิเปล่ียนแปลง สีเปลี่ยน ซ่ึงนักเรียนรู หรือไม ปฏกิ ิรยิ าเคมีสามารถเขยี นเปนสมการขอความได” ขั้นท่ี 3 อธบิ ายความรู 3. ใหนักเรียนศึกษาหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 เก่ียวกับการ เขยี นสมการเคมี 4. ใหน ักเรยี นจบั คูก ับเพอื่ นแลว รวมกนั อธบิ ายการเขยี นสมการเคมใี หเ พื่อนเขาใจ 5. ครูสมุ เรียกนกั เรยี น 2-3 คน ออกมาเขยี นขน้ั ตอนการเขียนสมการเคมี 6. ครูเขียนสมการเคมีปฏิกิริยาเคมีระหวางแกสไฮโดรเจนและแกสออกซิเจนไดน้ําเปนผลิตภัณฑไวบน กระดาน และใชแบบจําลองอะตอมโดยใชดินน้ํามันสีแดงแทนอะตอมของไฮโดรเจน ดินน้ํามันสีฟา แทนอะตอมของออกซเิ จน และดินนํ้ามนั สีเขียวแทนอะตอมของคารบอน เพื่ออธิบายใหน ักเรยี นเขาใจ เกย่ี วกบั การดุลสมการเคมี สมการเคมี H2 + O2 H2O “จะเห็นวา อะตอมของสารต้ังตนกอนเกิดปฏิกิริยาไมเทากับจํานวนอะตอมของผลิตภัณฑหลัง เกิดปฏิกิรยิ า ดงั น้ัน หากครเู พ่ิมนํ้าอกี โมเลกลุ หน่งึ เขาไป อะตอมของออกซเิ จนกอนเกิดปฏิกิริยาจะเทากับ

อะตอมของออกซิเจนหลังเกิดปฏิกิริยา และไฮโดรเจนอะตอมของสารต้ังตนจะนอยกวาผลิตภัณฑ ดังน้ัน หลงั เพมิ่ โมเลกลุ นํ้าแลว จึงตองเพิ่มโมเลกุลของแกสไฮโดรเจนดว ย จงึ เขยี นไดเ ปน สมการขอความ ดังน”้ี สมการเคมี 2H2 + O2 2H2O ดังน้ัน จํานวนอะตอมของสารต้ังตนกอนทําปฏิกิริยาจะเทากับจํานวนอะตอมของสารผลิตภัณฑ เปนไป ตามกฎทรงมวล 7. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา “จากกฎทรงมวลนักเรียนจึงตองทําใหจํานวนอะตอมรวมของสารตั้งตนและ ผลิตภัณฑเ ทากัน จงึ ตอ งทาํ การดลุ สมการเคมี โดยมีข้นั ตอน ดังนี้ ­ ทําจํานวนอะตอมของธาตุตาง ๆ ในโมเลกุลใหญที่สุดใหเทากันกอน หลังจากน้ันจึงคอยพิจารณา อะตอมของธาตุท่ีเล็กลง ตามลาํ ดับ ­ หากปฏิกริ ิยามกี ลมุ อะตอมหรอื โมเลกลุ ใหด ลุ จํานวนอะตอมของสารทเี่ ปนกลุมกอน จากน้นั คอยดุล ธาตุอสิ ระ ­ วางสัมประสิทธ์ิหนาสมการเคมีหรือตัวเลขไวหนาอะตอมหรือโมเลกุล แลวนับจํานวนแตละขางให เทา กนั ­ บางกรณีอาจจะตองทําจํานวนอะตอมของธาตุทั้ง 2 ขางของสมการใหเปนเลขคูกอน เพ่ือจะไดดุล สมการไดส ะดวก ­ ตรวจสอบความถกู ตอ ง” 8. ครูอธิบายตอไปวา “นอกจากจํานวนอะตอมแลว มวลของสารกอ นทําปฏิกิริยาจะเทากับมวลของสารหลัง ทําปฏิกิริยา” เพื่อใหนักเรียนเขาใจมากขึ้นครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน ทํากิจกรรม มวลกับ การเกิดปฏิกิริยาเคมี ในหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 โดยให สมาชิกภายในกลุม แบงภาระและหนา ทีร่ บั ผิดชอบภายในกลมุ 9. นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายผลกิจกรรม เพ่ือใหไดขอสรุปวา “มวลรวมของสารต้ังตนเทากับมวลรวม ของผลิตภณั ฑ ซึ่งเปน ไปตามกฎทรงมวล” 10. ครถู ามคําถามทายกจิ กรรม ดงั นี้ - มวลของสารกอนเกิดปฏกิ ิรยิ าและหลงั เกิดปฏิกริ ยิ ามีคาเทากนั หรือไม อยางไร (แนวตอบ : เทากัน เนอื่ งจากปฏิกิริยาเกดิ ขน้ึ ในระบบปด) - ถาไมปดจุกยางหลอดทดลองในกิจกรรมตอนที่ 2 มวลของสารท่ีช่ังไดกอนเกิดปฏิกิริยาและหลัง เกดิ ปฏกิ ิรยิ ามีคาแตกตางกนั หรือไม เพราะเหตุใด

(แนวตอบ : แตกตา งกัน เนื่องจากแกส ท่ีเกดิ ข้ึนบางสวนจะออกสูสิ่งแวดลอม) 11. ครอู ธิบายเพิ่มเติมวา “ในการเขียนสมการเคมนี ักเรียนควรมีความรเู พิ่มเติมเก่ยี วกับการละลายนํ้าของสาร โดยสารประกอบบางชนดิ ละลายน้าํ ได บางชนิดละลายนํ้าไมได” 12. ครูเสริมความรูโดยแจกใบความรู เรื่อง การละลายนํ้าของสาร โดยใหนักเรียนจับคู หรือจับกลุมกับเพื่อน 3-4 คน แลว รว มกันศกึ ษาและทาํ ความเขา ใจกันภายในกลมุ 13. นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายเก่ียวกับการละลายน้ําของสารกอนเร่ิมตนบทเรียน เพื่อใหไดขอสรุปวา “การละลายนํา้ ของสารเปนสมบตั อิ ยางหน่งึ ของสาร ซ่งึ มแี นวทางการพิจารณา ดงั น้ี ­ สารประกอบทีป่ ระกอบดว ยไอออน Na+, K+, NH4+ ท้งั หมดสามารถละลายในนํา้ ­ สารประกอบไนเตรต (NO3−) และอะซีเตต (CH3COO−) ทัง้ หมดสามารถละลายในนาํ้ ­ สารประกอบคลอไรด (Cl−) และซัลเฟต (SO24−) สวนใหญสามารถละลายในนํ้า ยกเวนสาร ตอไปนี้ AgCl, PbCl2, Hg2Cl2, BaSO4, PbSO4 และ CaSO4 ­ สารประกอบคารบอเนต (CO23−) ฟอสเฟต (PO43−) ซัลไฟด (S2−) และไฮดรอกไซด (OH−) สวนใหญไมสามารถละลายในนํ้าได ยกเวนสารตอไปนี้ LiOH, NaOH, KOH, NH3 (aq), Na2HPO4 และ NaH2PO4 โดยสารท่ีละลายน้ําไดจะอยูในสถานะสารละลาย (aq) หากไมละลายน้ําจะอยูใน สถานะของแข็ง (s)” 14. ใหน ักเรยี นทาํ ใบงานท่ี 4.2 ตอนที่ 2 และตอนที่ 3 นกั เรยี นและครูรว มกันสรปุ การเขียนสมการเคมีวา “ปฏิกิรยิ าเคมีสามารถเขียนดว ยสัญลกั ษณโ ดยจะเขยี น สารต้ังตนทางซายมือแลวเขียนลูกศรแทนการเกิดปฏิกิริยาและหัวลูกศรช้ีไปทางผลิตภัณฑ หากมีสารตั้งตน หรือผลิตภัณฑมากกวา 1 ตัว จะใชเคร่ืองหมายบวกคั่น และเขียนสถานะของสารแตละชนิดดวยอักษรยอไว ดานขาง ดังน้ี สารที่อยูในสถานะของแข็ง (solid) เขียนแทนดวย (s) สารที่อยูในสถานะของเหลว (liquid) เขียนแทนดวย (l) สารท่ีอยูในสถานะแกส (gas) เขียนแทนดวย (g) และสารที่อยูในสถานะสารละลาย (aqueous) เขียนแทนดวย (aq) โดยอะตอมของธาตุแตละชนิดกอนและหลังการเกิดปฏิกิริยาเคมีจะตองมี จํานวนเทากัน แสดงใหเห็นวา มวลรวมของสารตั้งตนกอนเกิดปฏิกิริยาเคมีและมวลรวมของผลิตภัณฑหลัง เกิดปฏกิ ิรยิ าเคมจี ะตองมคี า เทา กนั ซง่ึ เปนไปตามกฎทรงมวล” ขน้ั ที่ 4 ติดตามผล 1. ใหน ักเรยี นทาํ แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 2. ใหนักเรียนตรวจสอบความเขาใจของนักเรียน โดยตอบคําถาม Topic Questions ลงใน สมุดประจําตวั นักเรียน 3. ใหนักเรยี นทําใบงาน เรอื่ ง สมการเคมี ตอนที่ 4 เพื่อประเมนิ ความรูห ลังเรยี น 4. ใหนักเรียนตอบคําถาม H.O.T.S. วา จงเขียนสมการเคมีของปฏิกิริยาระหวางโซเดียมฟอสเฟต (Na3PO4) กบั แคลเซียมคลอไรด (CaCl2)ไดผลิตภณั ฑเปนแคลเซียมฟอสเฟต (Ca3(PO4)2) และโซเดยี ม คลอไรด (NaCl) โดยใหน ักเรยี นเขยี นคาํ ตอบลงในสมุดประจําตัวนกั เรียน

ขัน้ ที่ 5 วดั ผล 1. ครูตรวจแบบฝกหดั วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 2. ครูตรวจใบงานที่ 4.2 เรื่อง สมการเคมี 3. ครูตรวจคําตอบ H.O.T.S. ในสมดุ ประจาํ ตวั นกั เรียน 4. ครตู รวจคําตอบ Topic Questions ในสมดุ ประจาํ ตัวนักเรียน 5. ใหนักเรียนประเมินวิธีการสอนของครูผูสอน โดยครูอาจถามนักเรียนวา หรือใหนักเรียนเสนอแนะ เกย่ี วกบั วธิ กี ารสอนเพ่ือครจู ะไดน ําขอ เสนอไปปรับใชก บั การสอนในคร้ังตอ ไป 7. การวดั และประเมนิ ผล รายการวัด วธิ ีการ เครอื่ งมอื เกณฑก ารประเมิน 7.1 ประเมินระหวางการจดั กิจกรรมการเรยี นรู 1) การเขียนสมการเคมี - ตรวจใบงานที่ 4.2 - ใบงานที่ 4.2 - รอ ยละ 60 ผา นเกณฑ - ตรวจสมุดประจาํ ตัว - สมดุ ประจําตัว หรือ - รอยละ 60 หรือแบบฝก หัด แบบฝก หัดวิทยาศาสตร ผานเกณฑ วทิ ยาศาสตรแ ละ และเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 เทคโนโลยี ม.3 เลม 2 2) การนําเสนอผลงาน/ - ประเมนิ การนาํ เสนอ - แบบประเมินการนําเสนอ - ระดับคณุ ภาพ 2 ผลการปฏบิ ตั ิกิจกรรม ผลงาน/ผลการปฏิบตั ิ ผลงาน ผา นเกณฑ กจิ กรรม 3) พฤตกิ รรมการทํางาน - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2 รายบุคคล การทาํ งานรายบุคคล การทาํ งานรายบุคคล ผา นเกณฑ 4) พฤตกิ รรมการทาํ งาน - สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดบั คณุ ภาพ 2 กลุม การทาํ งานกลุม การทาํ งานกลุม ผา นเกณฑ 5) คณุ ลกั ษณะ - สังเกตความมวี ินยั - แบบประเมนิ คุณลกั ษณะ - ระดบั คณุ ภาพ 2 อนั พงึ ประสงค รบั ผิดชอบ ใฝเ รียนรู อันพงึ ประสงค ผา นเกณฑ และมุง ม่ันในการ ทาํ งาน

8. ส่ือ/แหลง การเรยี นรู 8.1 สือ่ การเรียนรู 9) หนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 หนวยการเรียนรูท่ี 4 ปฏิกริ ิยาเคมี 10) แบบฝกหดั วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 2หนวยการเรยี นรูท่ี 4 ปฏิกิริยาเคมี 11) ใบงานที่ 4.2 เรื่อง สมการเคมี 12) ใบความรู เรอ่ื ง การละลายนาํ้ ของสาร 13) อุปกรณประการสอนเรอ่ื ง กฎทรงมวล 14) ภาพประกอบการสอน เชน ภาพสนิมเหลก็ ภาพการเกดิ ฟองแกส 15) PowerPoint เรื่อง การเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี 16) สมดุ ประจาํ ตวั นักเรยี น 8.2 แหลงการเรยี นรู 1) อินเทอรเนต็

ใบงานท่ี 4.2 สมการเคมี เลขท่ี ชอ่ื ชน้ั ตอนท่ี 1 ตรวจสอบความรูพ้ืนฐานกอนเรียน คาํ ช้ีแจง : ใหนักเรียนวงกลมตัวเลือกที่ถูกตอง 1. เมื่อสารเกิดปฏิกิริยาเคมีอาจมีการเปล่ียนแปลงท่ีสามารถสังเกตไดอยางไร ก. ตกผลึก ข. เปลี่ยนสี ค. เกิดฟองแกส ง. ถูกทุกขอ 2. สารท่ีนาํ มาใชในการทาํ ปฏิกิริยาเรียกวาอะไร ก. สารเคมี ข. สารตั้งตน ค. สารผลิตภัณฑ ง. ไมมีขอถูกตอง 3. สารใหมที่เกิดข้ึนเรียกวาอะไร ก. สารเคมี ข. สารตั้งตน ค. สมการเคมี ง. สารผลิตภัณฑ 4. ขอความท่ีเขียนแสดงการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารคืออะไร ก. สารผสม ข. สมการเคมี ค. สารเน้ือเดียว ง. สารประกอบ 5. ปฏิกิริยาการเผาไหมของเช้ือเพลิงเกิดข้ึนอยางไร ก. กรด+เบส -> เกลือ+นํา้ ข. โลหะ+ออกซเจน -> โลหะออกไซต ค. เหล็ก+ออกซิเจน -> เหล็กออกไซต ง. แกสมีเทน+แกสออกซิเจน -> แกสคารบอนไดออกไซต+นํ้า

ตอนท่ี 2 คาํ ชี้แจง : ใหพิจารณาขอมูลที่กาํ หนดให ทําเครื่องหมาย  ลงในตาราง สารประกอบ การละลายนํา้ สถานะ ละลายนํ้า ไมละลายนา้ํ แคลเซยี มคารบ อเนต (CaCO3) แบเรยี มซลั เฟต (BaSO4) โซเดียมคลอไรด (NaCl) แมกนีเซยี มซลั เฟต (MgSO4) แมกนีเซียมคลอไรด (MgCl2) ซลิ เวอรค ลอไรด (AgCl) โซเดยี มไนเตรต (NaNO3) ลเิ ทยี มไฮดรอกไซด (LiOH) แอมโมเนยี มไนเตรต (NH4NO3) โซเดยี มแอซีเตต (CH3COONa) แมกนเี ซยี มไฮดรอกไซด (Mg(OH)2) แมงกานสี ซลั เฟต (MnSO4) โซเดียมคารบอเนต (Na2CO3)

ตอนท่ี 3 สมการเคมี คําชี้แจง : จงเขียนสมการเคมีใหถูกตอง 1. ปฏิกิริยาระหวางแผนโลหะแมกนีเซียม (Mg) กับสารละลายกรดไฮโดรคลอริก (HCl) ไดผลิตภัณฑเปน สารละลายแมกนีเซยี มคลอไรด (MgCl2) และแกส ไฮโดรเจน (H2) ……………………………………………………………………………………………………………………………. 2. ปฏิกริ ยิ าระหวางแกส ไฮโดรเจน (H2) กับแกส ออกซเิ จน (O2) ไดผ ลติ ภัณฑเ ปนนํ้า ……………………………………………………………………………………………………………………………. 3. ปฏิกิริยาระหวางสารละลายโพแทสเซียมไอโอไดด (KI) กับสารละลายเลด (II) ไนเตรต (Pb(NO3)2) ได ผลิตภัณฑเ ปนโพแทสเซยี มไนเตรต (KNO3) กบั เลด (II) ไอโอไดด (PbI2) ……………………………………………………………………………………………………………………………. 4. ปฏิกิริยาระหวางสารละลายโซเดียมไนเตรต (NaNO3) กับสารละลายแมกนีเซียมคลอไรด (MgCl2) ไดผ ลิตภัณฑเ ปนโซเดียมคลอไรด (NaCl) และแมกนีเซียมไนเตรต (MgNO3) ……………………………………………………………………………………………………………………………. 5. ปฏิกิริยาระหวา งสารละลายซลิ เวอรไ นเตรต (AgNO3) กบั สารละลายแบเรยี มคลอไรด (BaCl2) ไดผ ลิตภณั ฑ เปนซลิ เวอรค ลอไรด (AgCl) และแบเรียมไนเตรต (MgNO3) ……………………………………………………………………………………………………………………………. 6. ปฏิกิริยาระหวางกรดแอซีติก (CH3COOH) กับโซเดียมไฮดรอกไซด (NaOH) ไดผลิตภัณฑเปนโซเดียม แอซเี ตต (CH3COONa) และนํ้า (H2O) ……………………………………………………………………………………………………………………………. 7. ปฏิกิริยาระหวางโซเดียมซัลเฟต (Na2SO4) กับสารละลายแบเรียมไนเตรต (Ba(NO3)2) ไดผลิตภัณฑเปน แบเรียมซัลเฟต (BaSO4) และโซเดยี มไนเตรต (NaNO3) ……………………………………………………………………………………………………………………………. 8. ปฏิกิริยาระหวางแกสไฮโดรเจน (H2) กับแกสซัลเฟอร (S2) ไดผลิตภัณฑเปนแกสไขเนา หรือแกสไฮโดรเจน ไดออกไซด (H2S) …………………………………………………………………………………………………………………………….

ตอนท่ี 4 ตรวจสอบความรูหลังเรียน คําชี้แจง : ใหนักเรียนวงกลมตัวเลือกท่ีถูกตองขอ 1-2 และเขียนสมเคมีขอ 3-5 1. ขอความท่ีเขียนแสดงผลิตภัณฑเรียกวาอะไร ก. สารผสม ข. สมการเคมี ค. สารเน้ือเดียว ง. สารประกอบ 2. เม่ือสารเกิดปฏิกิริยาเคมีสามารถสังเกตไดอยางไร ก. ตกผลึก ข. เกิดฟองแกส ค. อุณหภูมิเปล่ียน ง. ถูกทุกขอ 3. เมื่อสารเกิดปฏิกิริยาเคมีสามารถสังเกตไดอยางไร ก. ตกผลึก ข. เกิดฟองแกส ค. อุณหภูมิเปลี่ยน ง. ถูกทุกขอ 4. ปฏิกิรยิ าระหวางสารละลายซลิ เวอรไ นเตรต (AgNO3) กบั สารละลายแบเรยี มคลอไรด (BaCl2) ไดผ ลิตภณั ฑ เปน ซลิ เวอรค ลอไรด (AgCl) และแบเรยี มไนเตรต (MgNO3) ……………………………………………………………………………………………………………………………. 5. ปฏิกิริยาระหวางกรดแอซีติก (CH3COOH) กับโซเดียมไฮดรอกไซด (NaOH) ไดผลิตภัณฑเปนโซเดียม แอซีเตต (CH3COONa) และนา้ํ (H2O) ……………………………………………………………………………………………………………………………. 6. ปฏิกิริยาระหวางโซเดียมซัลเฟต (Na2SO4) กับสารละลายแบเรียมไนเตรต (Ba(NO3)2) ไดผลิตภัณฑเปน แบเรยี มซลั เฟต (BaSO4) และโซเดยี มไนเตรต (NaNO3) …………………………………………………………………………………………………………………………….

เฉลย ใบงานท่ี 4.2 สมการเคมี เลขท่ี ชื่อ ชัน้ ตอนท่ี 1 ตรวจสอบความรูพ้ืนฐานกอนเรียน คําชี้แจง : ใหนักเรียนวงกลมตัวเลือกที่ถูกตอง 1. เมื่อสารเกิดปฏิกิริยาเคมีอาจมีการเปลี่ยนแปลงท่ีสามารถสังเกตไดอยางไร ก. ตกผลึก ข. เปลี่ยนสี ค. เกิดฟองแกส ง. ถูกทุกขอ 2. สารท่ีนํามาใชในการทาํ ปฏิกิริยาเรียกวาอะไร ก. สารเคมี ข. สารตั้งตน ค. สารผลิตภัณฑ ง. ไมมีขอถูกตอง 3. สารใหมที่เกิดขึ้นเรียกวาอะไร ก. สารเคมี ข. สารตั้งตน ค. สมการเคมี ง. สารผลิตภัณฑ 4. ขอความท่ีเขียนแสดงการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารคืออะไร ก. สารผสม ข. สมการเคมี ค. สารเน้ือเดียว ง. สารประกอบ 5. ปฏิกิริยาการเผาไหมของเช้ือเพลิงเกิดขึ้นอยางไร ก. กรด+เบส -> เกลือ+นาํ้ ข. โลหะ+ออกซเจน -> โลหะออกไซต ค. เหล็ก+ออกซิเจน -> เหล็กออกไซต ง. แกสมีเทน+แกสออกซิเจน -> แกสคารบอนไดออกไซต+นํ้า

ตอนท่ี 2 คําชี้แจง : ใหพิจารณาขอมูลท่ีกาํ หนดให ทาํ เครื่องหมาย  ลงในตาราง สารประกอบ การละลายนาํ้ สถานะ ละลายน้าํ ไมละลายนาํ้ แคลเซียมคารบ อเนต (CaCO3)  ของแข็ง (s) แบเรยี มซลั เฟต (BaSO4)  ของแขง็ (s) โซเดียมคลอไรด (NaCl)  สารละลาย (aq) แมกนเี ซียมซลั เฟต (MgSO4)  สารละลาย (aq) แมกนเี ซียมคลอไรด (MgCl2)  สารละลาย (aq) ซลิ เวอรค ลอไรด (AgCl)  ของแข็ง (s) โซเดยี มไนเตรต (NaNO3)  สารละลาย (aq) ลเิ ทยี มไฮดรอกไซด (LiOH)  สารละลาย (aq) แอมโมเนียมไนเตรต (NH4NO3)  สารละลาย (aq) โซเดยี มแอซเี ตต (CH3COONa)  สารละลาย (aq) แมกนีเซยี มไฮดรอกไซด (Mg(OH)2)  สารละลาย (aq) แมงกานีสซลั เฟต (MnSO4)  สารละลาย (aq) โซเดียมคารบ อเนต (Na2CO3)  สารละลาย (aq)

ตอนที่ 3 สมการเคมี คําชี้แจง : จงเขียนสมการเคมีใหถูกตอง 1. ปฏิกิริยาระหวางแผนโลหะแมกนีเซียม (Mg) กับสารละลายกรดไฮโดรคลอริก (HCl) ไดผลิตภัณฑเปน สารละลายแมกนีเซียมคลอไรด (MgCl2) และแกสไฮโดรเจน (H2) ……M…g…(s…) +……2H…C…l…(a…q…)………M…g…C…l2…(a…q…)+……H…2 (…g)…………………………………………………………. 2. ปฏิกริ ิยาระหวางแกส ไฮโดรเจน (H2) กับแกส ออกซเิ จน (O2) ไดผ ลติ ภณั ฑเ ปนนา้ํ ……2H…2…(g…)…+…O…2…(g…)………2…H…2O……(l)………………………………………………………………………………. 3. ปฏิกิริยาระหวางสารละลายโพแทสเซียมไอโอไดด (KI) กับสารละลายเลด (II) ไนเตรต (Pb(NO3)2) ได ผลติ ภัณฑเ ปน โพแทสเซียมไนเตรต (KNO3) กบั เลด (II) ไอโอไดด (PbI2) ……2K…I…(a…q…) …+…P…b(…N…O…3)…2 (…a…q)…………2K…N…O…3…(a…q…)…+…P…b…I2…(s…) …………………………………………. 4. ปฏิกิริยาระหวางสารละลายโซเดียมไนเตรต (NaNO3) กับสารละลายแมกนีเซียมคลอไรด (MgCl2) ไดผลิตภณั ฑเ ปน โซเดยี มคลอไรด (NaCl) และแมกนเี ซียมไนเตรต (MgNO3) ……2N…a…N…O…3…(a…q…) +……M…gC…l…2 (…a…q)…………2N…a…C…l…(a…q…) …+…M…g…(N…O…3)…2 …(a…q…) ……………………………. 5. ปฏกิ ิริยาระหวา งสารละลายซลิ เวอรไนเตรต (AgNO3) กบั สารละลายแบเรยี มคลอไรด (BaCl2) ไดผ ลิตภัณฑ เปนซลิ เวอรค ลอไรด (AgCl) และแบเรยี มไนเตรต (MgNO3) ……2A…g…N…O…3 (…a…q)…+…B…a…C…l2…(a…q…)………2…A…a…Cl…(…aq…)…+…B…a…(N…O…3…)2…(…aq…)………………………………. 6. ปฏิกิริยาระหวางกรดแอซีติก (CH3COOH) กับโซเดียมไฮดรอกไซด (NaOH) ไดผลิตภัณฑเปนโซเดียม แอซีเตต (CH3COONa) และนา้ํ (H2O) ……CH…3…C…O…O…H…(a…q…) …+…N…a…O…H…(a…q…)………C…H…3…CO…O…N…a…(…a…q)…+……H…2O…(…l)……………………………. 7. ปฏิกิริยาระหวางโซเดียมซัลเฟต (Na2SO4) กับสารละลายแบเรียมไนเตรต (Ba(NO3)2) ไดผลิตภัณฑเปน แบเรยี มซัลเฟต (BaSO4) และโซเดยี มไนเตรต (NaNO3) ……Na…2…SO…4…(…a…q)…+…B…a…(N…O…3…)2…(a…q…)………B…a…S…O…4 …(s)…+……2N…a…N…O…3…(a…q…) ……………………………. 8. ปฏิกิริยาระหวางแกสไฮโดรเจน (H2) กับแกสซัลเฟอร (S2) ไดผลิตภัณฑเปนแกสไขเนา หรือแกสไฮโดรเจน ไดออกไซด (H2S) ……2H…2…(g…)…+…S…2…(g…) ………2…H…2S…(…g)……………………………………………………………………………….

ตอนท่ี 4 ตรวจสอบความรูหลังเรียน คําช้ีแจง : ใหนักเรียนวงกลมตัวเลือกที่ถูกตองขอ 1-2 และเขียนสมเคมีขอ 3-5 1. ขอความท่ีเขียนแสดงการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารคืออะไร ก. สารผสม ข. สมการเคมี ค. สารเน้ือเดียว ง. สารประกอบ 2. เม่ือสารเกิดปฏิกิริยาเคมีสามารถสังเกตไดอยางไร ก. ตกผลึก ข. เกิดฟองแกส ค. อุณหภูมิเปลี่ยน ง. ถูกทุกขอ 3. เมื่อสารเกิดปฏิกิริยาเคมีสามารถสังเกตไดอยางไร ก. ตกผลึก ข. เกิดฟองแกส ค. อุณหภูมิเปล่ียน ง. ถูกทุกขอ 4. ปฏกิ ริ ยิ าระหวางสารละลายซลิ เวอรไนเตรต (AgNO3) กบั สารละลายแบเรยี มคลอไรด (BaCl2) ไดผ ลิตภณั ฑ เปน ซลิ เวอรค ลอไรด (AgCl) และแบเรียมไนเตรต (MgNO3) ……2A…g…N…O…3 (…a…q)…+…B…a…C…l2…(a…q…)………2…A…a…Cl…(…aq…)…+…B…a…(N…O…3…)2…(a…q…)………………………………. 5. ปฏิกิริยาระหวางกรดแอซีติก (CH3COOH) กับโซเดียมไฮดรอกไซด (NaOH) ไดผลิตภัณฑเปนโซเดียม แอซเี ตต (CH3COONa) และน้าํ (H2O) ……CH…3…C…O…O…H…(a…q…) …+…N…a…O…H…(a…q…)………C…H…3…CO…O…N…a…(…a…q)…+……H…2O…(…l)……………………………. 6. ปฏิกิริยาระหวางโซเดียมซัลเฟต (Na2SO4) กับสารละลายแบเรียมไนเตรต (Ba(NO3)2) ไดผลิตภัณฑเปน แบเรียมซัลเฟต (BaSO4) และโซเดียมไนเตรต (NaNO3) ……Na…2…SO…4…(…a…q)…+…B…a…(N…O…3…)2…(a…q…)………B…a…S…O…4 …(s)…+……2N…a…N…O…3…(a…q…) …………………………….

ใบความรู เรื่อง การละลายนา้ํ ของสาร • สารประเภททล่ี ะลายนาํ้ ไดเ สมอ สารประกอบท่ีมไี อออน Li+, Na+, K+, Rb+, Cs+, NH4+, NO3-, ClO3-, ClO4-, CH3COO- เปนองคประกอบ เชน NaCl, NH4NO3, LiClO4, CH3COONa จะละลายนํ้า • สารท่มี ักจะละลายนาํ้ (แตมขี อ ยกเวน การไมละลาย) สารประกอบที่มีไอออน Cl-, Br-, I- เปนองคประกอบ เชน MgI2, CaCl2 จะละลายนํ้า ยกเวน จะเกิดเปน สารประกอบกบั Ag+, Pb2+, Hg2+ จะไมละลายนํ้า เชน AgCl, PbI2, Hg2Cl2 สารประกอบที่มีไอออน F- เปนองคประกอบ เชน NaF, MnF2 จะละลายนํ้า ยกเวน จะเกิดเปน สารประกอบกับ Mg2+, Ca2+, Sr2+, Ba2+, Pb2+ จะไมละลายนา้ํ หรอื ละลายนา้ํ ไดเ ลก็ นอย เชน MgF2, PbF2 สารประกอบที่มไี อออน SO42−เปนองคประกอบ เชน MgSO4, MnSO4 จะละลายน้ํา ยกเวน จะเกดิ เปน สารประกอบกับ Ag+, Ca2+, Sr2+, Ba2+, Pb2+ จะไมละลายน้ําหรือละลายน้ําไดเล็กนอย เชน Ag2SO4, CaSO4, PbSO4 • สารท่มี กั จะไมล ะลายนํา้ (แตมขี อ ยกเวน การละลาย) สารประกอบทมี่ ีไอออน O2-, S2-, OH- เปน องคประกอบ เชน ZnO, Mg(OH)2, Al(OH)3 จะไมละลายน้าํ ยกเวน จะเกิดเปน สารประกอบกบั Li+, Na+, K+, Rb+, Cs+, NH4+, Ca2+, Sr2+, Ba2+ จะละลายนํา้ ได เชน Na2O, CaO, LiOH, NH4OH, Sr(OH)2 สารประกอบท่ีมีไอออน CO32−, PO34−, SO23−, CrO24−, C2O24−, เปนองคป ระกอบ เชน CaCO3, AlPO4 จะไมละลายน้าํ (แตสารประกอบในกลุมนห้ี ลายชนิดสามารถละลายไดในสารละลายกรด เชน CaCO3) ยกเวน จะเกดิ เปนสารประกอบกบั Li+, Na+, K+, Rb+, Cs+, NH4+ จะละลายนํ้าได เชน Na2CO3, (NH4)3PO4

แผนการจัดการเรียนรูที่ 3 วิชาวิทยาศาสตรพ ้ืนฐาน ช้ันมธั ยมศึกษาปที่ 3 เรือ่ งประเภทของปฏิกริ ยิ าเคมี เวลา 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตวั ชวี้ ัด ว 2.1 ม.3/5 วิเคราะหปฏิกิริยาดูดความรอน และปฏิกิริยาคายความรอน จากการเปล่ียนแปลงพลังงาน ความรอนของปฏกิ ริ ิยา 2. จุดประสงคก ารเรยี นรู 7. อธบิ ายปฏกิ ริ ิยาดดู และคายความรอ นได (K) 8. วเิ คราะหประเภทของปฏิกริ ยิ าเคมีจากการเปลีย่ นแปลงพลงั งานความรอ นของปฏกิ ิรยิ าเคมไี ด (P) 9. มีความใฝเรียนรแู ละมงุ ม่ันในการทาํ งาน (A) 3. สาระการเรยี นรู สาระการเรยี นรูทอ งถน่ิ สาระการเรียนรแู กนกลาง - • เม่ือเกิดปฏิกิริยาเคมี มีการถายโอนความรอน ควบคูไปกับการจัดเรียงตัวใหมของอะตอมของสาร ปฏิกิริยาท่ีมีการถายโอนความรอนจากส่ิงแวดลอม เขาสูระบบเปนปฏิกิริยาดูดความรอน ปฏิกิริยาที่มี การถายโอนความรอนจากระบบออกสูส่ิงแวดลอม เปนปฏิกิริยาคายความรอน โดยใชเครื่องมือที่ เหมาะสมในการวัดอุณหภูมิ เชน เทอรมอมิเตอร หัววัดท่ีสามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของ อณุ หภมู ิไดอ ยา งตอเนอื่ ง 4. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด ในขณะที่เกิดปฏิกิริยาเคมีจะมีการถายโอนความรอนควบคูไปกับการจัดเรียงตัวใหมของอะตอมของสาร จึงทําใหแ บงปฏิกิริยาเคมีออกไดเปน 2 ประเภท ไดแก ปฏิกิริยาทีม่ ีการถายโอนความรอนจากส่ิงแวดลอ มเขาสู ระบบ เรียกวา ปฏิกิริยาดูดความรอน และปฏิกิริยาที่มีการถายโอนความรอนจากระบบออกสูสิ่งแวดลอม เรยี กวา ปฏิกิรยิ าคายความรอน

5. สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รียนและคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รียน คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร 1. มวี นิ ยั รบั ผดิ ชอบ 2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเ รียนรู 1) ทกั ษะการสงั เกต 3. มงุ ม่นั ในการทํางาน 2) ทักษะการทดลอง 3) ทักษะการลงความเหน็ จากขอมลู 3. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี 6. กิจกรรมการเรียนรู แนวคิด/รปู แบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนคิ : ทดลอง (Experimental Method) ข้ันที่ 1 เตรยี มการทดลอง 1. ครูเตรียมอุปกรณที่ใชทํากิจกรรม ไดแก เทอรมอมิเตอร กระบอกตวงวัดปริมาตร บีกเกอรขนาด 250 cm3 แทงแกวคนสาร ชอนตักสาร เบอร 1 โซเดียมไฮโดรเจนคารบอเนต 1 กระปุก แผนโลหะ แมกนีเซียม สารละลายกรดไฮโดรคลอริกเขม ขน 1 mol/dm3 2. ครใู หน กั เรียนนับเลข 1-5 หรือ 1-6 เรียงตอกนั แลวแตค วามเหมาะสมของจํานวนนักเรยี นในหอ งเรยี น โดยนกั เรยี นทนี่ บั หมายเลขเหมอื นกนั ใหจัดเปนกลุมเดียวกัน 3. ครเู ตรยี มเนื้อหาเก่ยี วกบั ประเภทของปฏกิ ริ ยิ าเคมี ข้ันท่ี 2 ทดลอง 1. ใหนักเรียนแตละกลุมศึกษาขอมูลเก่ียวกับประเภทของปฏิกิริยาเคมีในหนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐาน วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 หรือแหลง การเรยี นรอู น่ื ๆ เชน ขอมลู ทางอนิ เทอรเน็ต 2. ใหแตละกลุมสงตัวแทนนักเรียน 2 คน ออกมารับอุปกรณที่ใชทํากิจกรรม การเปล่ียนแปลงพลังงาน ความรอ นของปฏกิ ริ ิยา 3. ใหสมาชิกภายในกลุมแบงภาระและหนาท่ีรับผิดชอบภายในกลุมเพ่ือทํากิจกรรม การเปล่ียนแปลง พลังงานความรอนของปฏิกิริยาในหนังสือเรียนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 และ ลงมอื ปฏบิ ตั ิกิจกรรม 4. ใหนักเรียนต้ังสมมติฐานการทดลอง กําหนดตัวแปรตน ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุม รวมท้ัง ออกแบบตารางบนั ทกึ ผลการทดลองในสมดุ ประจําตวั นกั เรยี น 5. ใหนักเรียนทําการทดลอง โดยสงั เกตและเปรียบเทียบอุณหภูมิของสารละลายในบีกเกอรท ั้ง 2 ใบ แลว บนั ทกึ ผลลงในสมดุ ประจําตวั นกั เรียน 6. ครูสุมเรียกตัวแทนกลุมออกมานําเสนอผลการทดลองหนาชนั้ เรียน

ข้นั ที่ 3 อภปิ รายผลการทดลอง 7. นักเรียนและครรู วมกันวิเคราะหผลการทดลองของแตละกลุม แลวรวมกันอภิปรายเพ่ือใหไดขอสรุปวา “ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในบีกเกอรท ี่ 1 เปนปฏิกิริยาคายความรอน เนื่องจากหลังเกิดปฏิกิริยาในบีกเกอรท่ี 1 อุณหภูมิเพ่ิมข้ึน ขณะที่ปฏิกิริยาท่ีเกิดขึ้นในบีกเกอรท่ี 2 เปนปฏิกิริยาดูดความรอน เน่ืองจากหลัง เกดิ ปฏิกิรยิ าในบีกเกอรที่ 2 อุณหภมู ิลดตาํ่ ลง” นักเรียนและครูรวมกันสรุปกจิ กรรมวา “อณุ หภมู ขิ องสารที่เปล่ยี นแปลงไปเกดิ จากการถา ยโอนความรอ น ระหวางเกดิ ปฏกิ ิรยิ า โดยปฏกิ ิริยาดดู ความรอนเปนปฏกิ ริ ยิ าที่ระบบดูดพลังงานความรอ นเขา ไปเพอื่ สลายพนั ธะ ทาํ ใหสารตง้ั ตน มพี ลงั งานต่าํ กวา ผลติ ภัณฑ เมอ่ื สมั ผสั กับสารหลังเกิดปฏิกิริยาจะรูสึกเย็นข้ึน สว นปฏกิ ริ ิยาคาย ความรอ นเปนปฏิกริ ยิ าท่ีระบบคายพลงั งานความรอนเพอื่ สรา งพันธะ ทาํ ใหส รา งตั้งตน มีพลังงานสูงกวาผลิตภณั ฑ เมอ่ื สมั ผสั สารหลังเกดิ ปฏกิ ริ ิยาจะรสู กึ รอ นขน้ึ ” ขั้นท่ี 5 ตรวจสอบผล 1. ใหน ักเรียนทาํ แบบฝก หัดและครูตรวจแบบฝกหดั วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 2 . ให นั ก เรีย น ต รวจ ส อ บ ค วาม เข าใจ ข อ งนั ก เรีย น โด ย ต อ บ คํ าถ าม Topic Questions ล งใน สมุดประจําตัวนักเรียน จากน้นั ครูตรวจคาํ ตอบ Topic Questions ในสมุดประจําตัวนกั เรียน 3. ประเมินการปฏิบัติกิจกรรม การเปลีย่ นแปลงพลังงานความรอ นของปฏกิ ิรยิ า 4. ประเมนิ ทกั ษะและกระบวนการโดยสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายกลมุ การทาํ งานรายบคุ คล 5. ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค โดยสังเกตความมีวินัย รับผิดชอบ ใฝเรียนรูและมุงมั่นใน การทํางาน 7. การวดั และประเมนิ ผล วธิ ีการ เครือ่ งมอื เกณฑการประเมนิ รายการวดั - ตรวจสมดุ ประจําตวั - สมดุ ประจําตวั หรอื - รอยละ 60 หรือแบบฝกหดั 7.1 ประเมินระหวา งการจดั วทิ ยาศาสตรแ ละ กิจกรรมการเรยี นรู เทคโนโลยี ม.3 เลม 2 1) ประเภทของ ปฏิกริ ิยาเคมี แบบฝก หดั วิทยาศาสตร ผานเกณฑ และเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 2) ผลบันทกึ การปฏบิ ตั ิ - ตรวจสมดุ ประจาํ ตัว - สมุดประจาํ ตวั หรือ - รอ ยละ 60 กิจกรรมการ หรอื แบบฝกหัด เปล่ยี นแปลงพลังงาน วิทยาศาสตรแ ละ แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ผานเกณฑ ความรอ นของ เทคโนโลยี ม.3 เลม 2 และเทคโนโลยี ม.3 เลม 2

รายการวัด วธิ ีการ เครอื่ งมอื เกณฑการประเมิน ปฏกิ ิริยา 3) การนาํ เสนอผลงาน/ - ประเมินการนําเสนอ - แบบประเมนิ การนําเสนอ - ระดับคณุ ภาพ 2 ผลการปฏิบตั ิกิจกรรม ผลงาน/ผลการปฏบิ ัติ ผลงาน ผานเกณฑ กจิ กรรม 4) พฤตกิ รรมการทาํ งาน - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดบั คณุ ภาพ 2 รายบุคคล การทํางานรายบุคคล การทาํ งานรายบคุ คล ผา นเกณฑ 5) พฤตกิ รรมการทาํ งาน - สงั เกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดบั คณุ ภาพ 2 กลุม การทํางานกลุม การทํางานกลุม ผา นเกณฑ 6) คณุ ลักษณะ - สงั เกตความมวี ินยั - แบบประเมินคุณลกั ษณะ - ระดับคุณภาพ 2 อันพงึ ประสงค รบั ผิดชอบ ใฝเ รียนรู อนั พงึ ประสงค ผา นเกณฑ และมงุ ม่นั ในการ ทาํ งาน 8. สือ่ /แหลง การเรยี นรู 8.1 สื่อการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 หนวยการเรียนรูท่ี 4 ปฏกิ ิริยาเคมี 2. แบบฝกหดั วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 หนว ยการเรยี นรทู ่ี 4 ปฏกิ ิรยิ าเคมี 3. อปุ กรณท ีใ่ ชท าํ กจิ กรรม การเปลี่ยนแปลงพลังงานความรอ นของปฏิกริ ยิ า 4. PowerPoint เรอ่ื ง ปฏิกิริยาเคมี 5. สมดุ ประจําตัวนักเรยี น 8.2 แหลงการเรียนรู 1) หอ งเรยี น 2) อินเทอรเนต็

แผนการจัดการเรยี นรูท่ี 4 วชิ าวทิ ยาศาสตรพ ้นื ฐาน ช้นั มธั ยมศึกษาปท่ี 3 เร่ืองชนิดของปฏิกิรยิ าเคมี เวลา 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชว้ี ดั ว 2.1 ม.3/6 อธิบายปฏิกิริยาการเกิดสนิมของเหล็ก ปฏิกิริยาของกรดกับโลหะ ปฏิกิริยาของกรดกับเบส และปฏิกิริยาของเบสกับโลหะ โดยใชหลักฐานเชิงประจักษ และอธิบายปฏิกิริยาการเผา ไหม การเกิดฝนกรด การสังเคราะหดวยแสง โดยใชสารสนเทศ รวมท้ังเขียนสมการ ขอ ความแสดงปฏกิ ิรยิ าดังกลา ว 2. จุดประสงคก ารเรียนรู 1. อธบิ ายปฏิกริ ยิ าเคมที เ่ี กิดขึน้ ในชีวติ ประจาํ วนั ได (K) 2. เขยี นสมการขอความแสดงปฏกิ ริ ิยาเคมีทเ่ี กิดขน้ึ ในชวี ติ ประจําวนั ได (P) 3. ตระหนกั ถงึ ความสาํ คญั ของปฏกิ ริ ยิ าเคมที เ่ี กดิ ขึ้นในชวี ติ ประจาํ วนั (A) 4. มีความใฝเรยี นรแู ละมงุ มน่ั ในการทาํ งาน (A) 3. สาระการเรียนรู สาระการเรยี นรูทอ งถิ่น สาระการเรยี นรูแ กนกลาง - • ปฏิกิริยาเคมีท่ีพบในชีวิตประจําวันมีหลายชนิด เชน ปฏิกิริยาการเผาไหม การเกิดสนิมของเหล็ก ปฏิกิริยา ของกรดกับโลหะ ปฏิกิริยาของกรดกับเบส ปฏิกิริยา ของเบสกับโลหะ การเกิดฝนกรด การสังเคราะหดวย แสง ปฏิกิริยาเคมีสามารถเขียนแทนไดดวยสมการ ขอ ความ ซ่ึงแสดงช่ือของสารตง้ั ตนและผลิตภัณฑ เชน เ ชื้ อ เ พ ลิ ง + อ อ ก ซิ เ จ น → คารบ อนไดออกไซด + นา้ํ ปฏิกิริยาการเผาไหมเปนปฏิกิริยาระหวางสารกับ ออกซิเจน สารท่ีเกิดปฏิกิริยาการเผาไหม สวนใหญ เปนสารประกอบที่มีคารบอนและไฮโดรเจนเปน องคประกอบ ซ่ึงถาเกิดการเผาไหมอยางสมบูรณจะได ผลิตภณั ฑเปน คารบอนไดออกไซดแ ละนา้ํ

สาระการเรียนรูแ กนกลาง สาระการเรยี นรูทองถิ่น • การเกิดสนิมเหล็กเกิดจากปฏิกิริยาเคมีระหวางเหล็ก นาํ้ และออกซิเจน ไดผ ลติ ภณั ฑเปนสนมิ ของเหลก็ • ปฏิกิริยาการเผาไหมและการเกิดสนิมของเหล็กเปน ปฏิกริ ิยาระหวางสารตาง ๆ กับออกซเิ จน • ปฏิกิริยาของกรดกับโลหะกรดทําปฏิกิริยากับโลหะได หลายชนิด ไดผลิตภัณฑเปนเกลือของโลหะและแกส ไฮโดรเจน • ปฏิกิริยาของกรดกับสารประกอบคารบอเนตได ผลิตภณั ฑเ ปน แกสคารบอนไดออกไซด เกลือของโลหะ และนา้ํ • ปฏิกิริยาของกรดกับเบสไดผลิตภัณฑเปนเกลือของ โลหะและนาํ้ หรืออาจไดเพียงเกลอื ของโลหะ • ปฏิกิริยาของเบสกับโลหะบางชนิดไดผลิตภัณฑเปน เกลือของเบสและแกสไฮโดรเจน • การเกิดฝนกรดเปนผลจากปฏิกิริยาระหวางนํ้าฝนกับ ออกไซดของไนโตรเจนหรือออกไซดของซัลเฟอร ทํา ใหน้ําฝนมีสมบตั เิ ปนกรด • การสังเคราะหดวยแสงของพืชเปนปฏิกิริยาระหวาง แกสคารบอนไดออกไซดกับน้ําโดยมีแสงชวยในการ เกิ ด ป ฏิ กิ ริ ย า ได ผ ลิ ต ภั ณ ฑ เป น นํ้ า ต า ล ก ลู โค ส แ ล ะ ออกซเิ จน 4. สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด ปฏิกิริยาเคมีท่ีพบในชีวิตประจําวันมีหลายชนิด เชน ปฏิกิริยาการเผาไหมเปนปฏิกิริยาระหวางสารกับ ออกซิเจน ซง่ึ สว นใหญเปนสารประกอบที่มีคารบอนและไฮโดรเจนเปนองคประกอบ (การเผาไหมอยา งสมบูรณ จะไดผลิตภัณฑเปนคารบอนไดออกไซด และนาํ้ ) การเกิดสนิมเหล็กเกิดจากปฏกิ ิริยาเคมีระหวางเหล็ก น้าํ และ ออกซิเจน ไดผลติ ภณั ฑเปน สนิมของเหล็ก ปฏิกริ ิยาของกรดกับโลหะจะไดผลติ ภณั ฑเปนเกลอื ของโลหะกับแกส ไฮโดรเจน ปฏิกิริยาของกรดกับสารประกอบคารบอเนตจะไดผลิตภัณฑเปนแกสคารบอนไดออกไซด เกลือของ โลหะ และน้ํา ปฏิกิริยาของกรดกับเบสจะไดผลิตภัณฑเปนเกลือของโลหะ และนํ้า ปฏิกิริยาของเบสกับโลหะ บางชนิดจะไดผ ลติ ภณั ฑเปน เกลือของเบสและแกสไฮโดรเจน การเกิดฝนกรดเกิดจากปฏิกิริยาระหวางนํ้าฝนกับ ออกไซดของไนโตรเจน หรอื ออกไซดของซัลเฟอร ทําใหไดนํ้าฝนท่ีมีสมบัติเปนกรด การสังเคราะหดวยแสงของ

พืชเปนปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหวางแกสคารบอนไดออกไซดกับน้ํา โดยมีแสงเปนปจจัยท่ีทําใหเกิดปฏิกิริยา และ ไดผลติ ภณั ฑเ ปนนาํ้ ตาลกลโู คส แกส ออกซิเจน และนา้ํ 5. สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี นและคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค 1. ความสามารถในการส่ือสาร 1. มีวนิ ยั รบั ผดิ ชอบ 2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ รียนรู 1) ทกั ษะการสังเกต 3. มงุ ม่ันในการทาํ งาน 2) ทักษะการจัดทาํ และส่อื ความหมาย 3) ทกั ษะการลงความเหน็ จากขอมลู 4) ทักษะการตีความหมายขอมูลและลงขอสรปุ 3. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี 6. กจิ กรรมการเรียนรู แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนคิ : ทดลอง (Experimental Method) ขนั้ ที่ 1 เตรียมการทดอง 1. กอนเขาสูบทเรียนครูเตรียมเอกสารเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมีตาง ๆ ไดแก ปฏิกิริยาการเกิดสนิมของเหล็ก ปฏิกิริยาของกรดกับโลหะ ปฏิกิริยาของกรดกับเบส และปฏิกิริยาของเบสกับโลหะ รวมทั้งปฏิกิริยา เคมที ่ีเกิดขนึ้ ในธรรมชาติ เชน การเกดิ ฝนกรด การสังเคราะหดวยแสงของพืช 2. เตรียมวีดิทัศนประกอบการสอนจากส่ือ Youtube เกี่ยวกับชนิดของปฏิกิริยาเคมี เชน ปฏิกิริยาการ เผาไหม ปฏิกิริยาการเกิดฝนกรด และการสังเคราะหด ว ยแสง 3. ครูจัดหองปฏิบัติการสําหรับนักเรียน 3 กลุม รวมท้ังตรวจสอบความสมบูรณของตูดูดควันภายใน หองปฏบิ ัตกิ าร 4. เตรยี มสลากหมายเลข 1--3 ซา้ํ กันหลายชดุ เพื่อนํามาใชในการแบงกลมุ 5. เตรียมอุปกรณก ารทดลองใหก ับนกั เรียน ดังนี้ • ปฏิกริ ิยาการเกดิ สนิมของตะปูเหล็ก - บกี เกอรขนาด 250 mL 3 ใบ - น้ํากลัน่ - ตะปูเหล็ก 3 ตวั - ตัวอยางผลของตะปเู หล็ก 3 ตวั - ถงุ ซปิ ลอ็ ก • ปฏิกริ ิยาของกรดกบั โลหะ ใชอ ุปกรณ ดังนี้ - บีกเกอรขนาด 100 mL 1 ใบ

- สารละลายกรดไฮโดรคลอริกเขมขน 0.2 mol/dm3 - แผน โลหะแมกนีเซยี ม - แผนโลหะสังกะสี - กระบอกตวง - ถุงมอื ยาง • ปฏิกิรยิ าของกรดกับเบส ใชอุปกรณ ดงั น้ี - บกี เกอรข นาด 100 mL 1 ใบ - สารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ เขมขน 0.2 mol/dm3 - สารละลายโซเดยี มไฮดรอกไซดเขมขน 0.2 mol/dm3 - กระบอกตวง - ถุงมือยาง • ปฏิกริ ยิ าของเบสกบั โลหะ ใชอปุ กรณ ดังน้ี - บกี เกอรขนาด 100 mL 1 ใบ - สารละลายโซเดยี มไฮดรอกไซดเขมขน 0.2 mol/dm3 - แผนโลหะสังกะสี - กระบอกตวง - ถุงมอื ยาง 6. เตรยี ม Flowchart หรือ ขน้ั ตอนการทดลอง ใหกับนักเรยี นทุกกลมุ ขัน้ ท่ี 2 ทดลอง 1. กอนเขาสูบทเรียนครูกระตุนความสนใจของนักเรียนโดยการสนทนาเก่ียวกับปฏิกิริยาเคมีท่ีเกิดขึ้น รอบตัวเรา เชน ปฏิกริ ยิ าการเผาไหม ปฏกิ ิริยาการเกดิ ฝนกรด การเกิดปฏิกิริยาการสังเคราะหดวยแสง ซึง่ ปฏกิ ิริยาเหลา น้ี นักเรยี นพอเรียนมาบางแลวทัง้ สิ้น 2. ครูเปดวีดิทัศนเก่ียวกับปฏิกิริยาการเผาไหม ปฏิกิริยาการเกิดฝนกรด และการสังเคราะหดวยแสง เพ่อื ใหน กั เรยี นศึกษาหรือทบทวนความรูเดมิ หรอื QR code เร่อื ง ปฏกิ ริ ิยาการเผาไหม 3. ครถู ามคาํ ถามเพ่ือกระตุนความคดิ ของนักเรยี น ดงั นี้ - ปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหมแบง ออกไดเปน ก่ปี ระเภท (แนวตอบ : 2 ประเภท คอื ปฏิกริ ิยาการเผาไหมส มบรู ณ และปฏิกริ ิยาการเผาไหมไ มส มบรู ณ) - ฝนกรดเกิดขนึ้ ไดอยา งไร (แนวตอบ : น้ําฝนรวมตัวกับออกไซดของไนโตรเจน หรอื ออกไซดของซัฟเฟอร ทาํ ใหนํ้าฝนมีสมบัติ เปนกรด) - สารตง้ั ตน และผลิตภัณฑที่พืชใชใ นการสังเคราะหด วยแสงคอื อะไรบาง

(แนวตอบ : สารตั้งตน คือ คารบอนไดออกไซดและนํ้า ผลิตภัณ ฑ คือ นํ้าตาลกลูโคส แกส ออกซิเจน และนาํ้ ) 4. นักเรียนและครูรวมกันสรุปสารต้ังตนและผลิตภัณฑของปฏิกิริยา การเผาไหม การเกิดฝนกรด และ การสงั เคราะหด ว ยแสง และรว มกันเขียนสมการขอความบนกระดาน 5. ใหน กั เรียนสุม หยบิ สลากเหมายเลข 1-3 6. นักเรียนที่จับไดหมายเลขเดียวกันใหอยูกลุมเดียวกัน โดยแตละกลุมจะไดรับการหมอบหมายให ทาํ การทดลองทแ่ี ตกตา งกัน ดงั นี้ - หมายเลข 1 ปฏกิ ริ ยิ าของกรดกบั โลหะ - หมายเลข 2 ปฏกิ ิริยาของกรดกับเบส - หมายเลข 3 ปฏกิ ริ ยิ าของเบสกับโลหะ 7. ใหต ัวแทนกลุมสงตวั แทน 1-2 คน มาศกึ ษาตัวอยางการสาธิตการทดลอง การเกดิ สนิมเหล็ก โดยครจู ัด วางอุปกรณตะปูตัวที่ 1 2 และ 3 ลงในบีกเกอรที่ 1 2 และ 3 ตามลําดับ และจัดต้ังผลท่ีเกิดข้ึนกับ ตะปูตัวท่ี 1 2 แล 3 ในถุงซิปล็อค ใหตัวแทนสังเกตลักษณะของตะปูตัวอยาง ออกแบบตารางและ บันทึกผลการทดลอง เพ่ือนํากลบั ไปอธบิ ายและอภปิ รายกบั เพ่ือนในกลมุ ของตนเอง 8. ใหสมาชิกท่ีเหลือของแตละกลุมสงตัวแทนอีก 2 คน มารับอุปกรณ และ flowchart แสดงขั้นตอนการ ทดลอง 9. ใหสมาชิกในกลุมรวมกันวางแผน แบงภาระหนาที่ที่ไดรับมอบหมาย รวมทั้งศึกษาขอมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมีท่ีกลุมของตนเองตองทดลองในหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยี ม.3 เลม 2 หรอื แหลงการเรียนรอู ืน่ ๆ เชน อินเทอรเน็ต (หมายเหตุ: ครูเรมิ่ ประเมินพฤตกิ รรมการปฏบิ ตั กิ ารและพฤติกรรมการทํางานกลุม) 10. เมอ่ื ทําการทดลองเสร็จสิน้ ใหสมาชิกในกลุม แลกเปลยี่ นความรใู หเกิดความเขา ใจตรงกัน 11. ครูสุมเรียกตัวแทนกลุมออกมานําเสนอผลการทดลอง ในระหวางท่ีตัวแทนกลุมออกมานําเสนอ ใหกลุมอนื่ จดบนั ทกึ ผลการทดลอง (หมายเหตุ: ครูเร่มิ ประเมนิ พฤติกรรมการนาํ เสนอผลการทดลอง) ขัน้ ที่ 3 อภิปรายผลการทดลอง 12. ใหนักเรียนทุกกลุมรวมกันอภิปรายผลการทดลองกอน แลวจึงรวมกันอภิปรายผลกิจกรรมไปพรอมกับ ครูเพ่ือใหไดขอสรุปวา “ปฏิกิริยาระหวางกรดหรือเบสกับโลหะจะมีฟองแกสไฮโดรเจนเกิดขึ้น แต ปฏิกิริยาระหวางกรดกับเบส หรือเรียกวาปฏิกิริยาสะเทิน จะไมมีฟองแกสเกิดขึ้น แตจะไดผลิตภัณฑ เปน เกลอื ”

ขนั้ สรปุ 1. นักเรยี นและครรู ว มกนั สรปุ ผลการทดลอง ดังนี้ • ผลการทดลอง การเกิดสนิมเหล็ก คือ “ตะปูตัวท่ีเกิดสนมิ เหลก็ คือ ตะปูตัวท่ีแชอยใู นน้ําและสัมผัส กับอากาศ เนื่องจากสนิมเหล็กเกิดจากตะปูเหล็กทําปฏิกิริยากับน้ําและแกสออกซิเจน ไดผ ลติ ภัณฑเปนสนิมของเหลก็ ” • ผลการทดลองของกลมุ ท่ี 1 คือ “เม่ือใสแ ผน โลหะลงในสารละลายกรดจะเกิดฟองแกสผุดออกมา จากแทง โลหะ” • ผลการทดลองของกลุม ท่ี 2 คอื “เมอื่ เติมสารละลายกรดลงในสารละลายเบส จะเกิดตะกอนเกลือ” • ผลการทดลองของกลุมที่ 3 คือ “เม่ือใสแผนโลหะลงในสารละลายเบสจะเกิดฟองแกส ผุดออกมาจากแทง โลหะ” 2. ใหนักเรียนแตละคนสรุปผลการทดลองเปนสมการขอความพรอมท้ังระบุสารต้ังตนและผลิตภัณฑลงใน สมุดประจําตวั นักเรยี น แลว นํามาสง ครู ขั้นท่ี 4 ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 1 2. ครูตรวจคาํ ตอบ Topic Questions ในสมุดประจาํ ตัวนักเรียน เพ่อื เมนิ ความรูความเขา ใจของนกั เรยี น 3. ครูตรวจสอบผลการปฏิบัติกิจกรรม จากการทดลองปฏิกิริยาของกรดกับโลหะ กรดกับเบส และเบส กบั โลหะ 4. ครูประเมินทักษะและกระบวนการ โดยสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุมจากการทํากิจกรรมและ นําเสนอผลการทดลอง 5. ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค โดยสังเกตความมีวินัย รับผิดชอบ ใฝเรียนรูและมุงมั่น ในการทาํ งาน 7. การวดั และประเมนิ ผล รายการวดั วธิ ีการ เครือ่ งมือ เกณฑก ารประเมิน 7.1 ประเมินระหวา ง การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู 1) ชนดิ ของปฏิกิรยิ าเคมี - ตรวจสมุดประจําตัว - สมุดประจาํ ตวั หรือ - รอยละ 60 หรือแบบฝก หดั แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ผา นเกณฑ วทิ ยาศาสตรแ ละ และเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 เทคโนโลยี ม.3 เลม 2

รายการวัด วธิ ีการ เครือ่ งมือ เกณฑการประเมิน 2) การนําเสนอผลงาน/ - ประเมินการนาํ เสนอ - แบบประเมินการสาธิต - ระดบั คุณภาพ 2 การทดลอง ผานเกณฑ ผลการสาธติ การ ผลงาน/ผลการสาธติ ทดลอง การทดลอง 3) พฤตกิ รรมการ ทาํ งาน - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคุณภาพ 2 การทํางานรายบคุ คล ผา นเกณฑ รายบุคคล การทํางานรายบุคคล - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดับคุณภาพ 2 4) พฤตกิ รรมการ ทาํ งาน - สังเกตพฤติกรรม การทํางานกลมุ ผานเกณฑ กลุม การทํางานกลุม - แบบประเมิน - ระดบั คุณภาพ 2 คณุ ลกั ษณะ ผานเกณฑ 5) คณุ ลกั ษณะ - สังเกตความมีวินัย อันพงึ ประสงค อันพงึ ประสงค รับผิดชอบ ใฝเ รียนรู และมงุ ม่ันในการ ทํางาน 8. สือ่ /แหลงการเรยี นรู 8.1 สอ่ื การเรียนรู 1. หนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 หนวยการเรียนรูท่ี 4 ปฏกิ ิรยิ าเคมี 2. แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 2หนว ยการเรยี นรทู ี่ 4 ปฏกิ ริ ิยาเคมี 3. อุปกรณการทดลอง 4. Flowchart หรือ ขัน้ ตอนการทดลอง 5. สลากหมายเลข 1-3 6. QR code เรอ่ื ง ปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม 7. PowerPoint เร่อื ง ปฏิกิรยิ าเคมี 8. สมุดประจําตวั นกั เรยี น 9. วดี ทิ ศั นประกอบการสอน เชน ปฏิกิริยาการเผาไหม ปฏิกริ ิยาการเกดิ ฝนกรด และการสงั เคราะหด วยแสง 8.2 แหลง การเรียนรู 1) อินเทอรเนต็ 2) หองปฏบิ ตั กิ าร

Flowchart • ขั้นตอนการทดลองการเกดิ ปฏิกิริยาการเกิดสนมิ ของตะปเู หลก็ (ครเู ปนผทู าํ การทดลองลวงหนา เปนเวลา 1 อาทติ ย) นาํ ตะปูเหล็กท้ัง 3 ตวั มาขดั ผิวใหสะอาดดว ยกระดาษทราย แลว นําตะปเู หล็กทั้ง 3 ตวั มาวางในบีกเกอร 3 ใบ เคลือบผวิ ดวยวาสลีน ตะปเู หลก็ ตวั ท่ี 1 ตะปเู หล็กตัวท่ี 2 ตะปูเหล็กตวั ท่ี 3 เตมิ นา้ํ กล่ันลง ไปใหท ว มตะปู ตงั้ ทงิ้ ไวประมาณ 7 วัน แลวใหนกั เรียนสังเกตลักษณะผวิ ของตะปทู ่เี ปลย่ี นแปลงไป • ขัน้ ตอนการทดลองการเกิดปฏกิ ริ ิยาของกรดกบั โลหะ แผนโลหะ สังกะสี แผน โลหะ แมกนีเซียม สารละลายกรด สารละลายกรด ไฮโดรคลอริกเขมขน ไฮโดรคลอรกิ เขม ขน 0.2 mol/dm3 0.2 mol/dm3

• ขัน้ ตอนการทดลองการเกิดปฏิกิรยิ าของกรดกบั เบส ตวงสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด เขมขน 0.2 mol/dm3 มา 25 mL ตวงสารละลายไฮโดรคลอรกิ เขม ขน 0.2 mol/dm3 มา 25 mL เทผสมลงไป • ข้นั ตอนการทดลองการเกิดปฏิกริ ิยาของเบสกับโลหะ แผนโลหะ สังกะสี แผนโลหะ แมกนีเซยี ม สารละลาย โซเดียมไฮดรอกไซด สารละลาย เขมขน 0.2 โซเดียมไฮดรอกไซด เขมขน 0.2

แผนการจดั การเรียนรูที่ 5 วชิ าวทิ ยาศาสตรพ้ืนฐาน ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 3 เร่อื งปฏิกิรยิ าเคมี เวลา 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตวั ชว้ี ัด ว 2.1 ม.3/5 ระบุประโยชนและโทษของปฏิกิริยาเคมีท่ีมีตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม และยกตัวอยาง วิธีการปองกันและแกปญหาท่ีเกิดจากปฏิกิริยาเคมีท่ีพบในชีวิตประจําวัน จากการสืบคน ขอมูล ว 2.1 ม.3/6 ออกแบบวิธีแกปญหาในชีวิตประจําวัน โดยใชความรูเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมี โดยบูรณาการ วิทยาศาสตร คณิตศาสตร เทคโนโลยี และวศิ วกรรมศาสตร 2. จดุ ประสงคก ารเรียนรู 1. ระบุประโยชนแ ละโทษของปฏิกริ ยิ าเคมที ่ีมตี อ สงิ่ มีชีวิตและสิ่งแวดลอมได (K) 2. ยกตวั อยางวธิ กี ารปอ งกันและแกปญหาทเ่ี กิดจากปฏิกริ ยิ าเคมที ีพ่ บในชวี ติ ประจําวันได (K) 3. ออกแบบวิธปี องกนั และแกไ ขปญ หาทีเ่ กิดจากปฏิกิริยาเคมีได (P) 4. ตระหนักถงึ ประโยชนแ ละโทษของปฏิกิริยาเคมีทม่ี ีตอส่ิงมชี ีวติ และสิง่ แวดลอม (A) 3. สาระการเรียนรู สาระการเรียนรูท องถ่ิน สาระการเรียนรแู กนกลาง - • ปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวิตประจําวันมีท้ังประโยชน และโทษตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม จึงตอง ระมัดระวังผลจากปฏิกิริยาเคมีตลอดจนรูจักวิธี ปองกันและแกปญหาท่ีเกิดจากปฏิกิริยาเคมีที่พบ ในชีวิตประจําวนั • ความรูเก่ียวกับปฏิกิริยาเคมีสามารถนําไปใช ประโยชนในชีวิตประจําวัน และสามารถบูรณาการ กับคณิตศาสตร เทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร เพื่อใชปรับปรุงผลิตภัณฑใหมีคุณภาพตามตองการ หรืออาจสรางนวัตกรรมเพ่ือปองกันและแกปญหา โดยใชความรูเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมี เชน การ เปล่ียนแปลงพลังงานความรอนอันเนื่องมาจาก ปฏิกริ ยิ าเคมี การเพมิ่ ปริมาณผลผลิต

4. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด ความรูเก่ยี วกบั ปฏกิ ริ ยิ าเคมสี ามารถนาํ ไปประยกุ ตใ ชป ระโยชนในชวี ติ ประจาํ วัน และสามารถบรูณาการ กับคณิตศาสตร เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร เพื่อใชป รบั ปรุงผลิตภณั ฑใ หมคี ณุ ภาพตามตองการหรืออาจสรา ง นวัตกรรมเพ่อื ปอ งกันและแกป ญ หาทีเ่ กดิ จากปฏกิ ริ ยิ าเคมี โดยใชความรเู ก่ียวกับปฏิกิริยาเคมี เชน การ เปล่ียนแปลงพลังงานความรอนอนั เน่ืองมาจากปฏิกริ ิยาเคมี การเพิ่มปรมิ าณผลผลิต 5. สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รียนและคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รียน คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค 1. ความสามารถในการสื่อสาร 1. มวี นิ ยั รับผดิ ชอบ 2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ รยี นรู 5) ทักษะการจดั กระทาํ และส่ือความหมายขอ มูล 3. มงุ มัน่ ในการทาํ งาน 3. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี 6. กิจกรรมการเรียนรู แนวคิด/รปู แบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนคิ : 5Es Instructional Model ขั้นท่ี 1 กระตนุ ความสนใจ (Engage) 1. ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมใี นชีวติ ประจําวัน เชน ปฏิกิรยิ าการเกิดสนิมของเหล็ก ปฏิกิริยา ของกรดกับโลหะ ปฏิกิริยาระหวางกรดกับเบส ปฏิกิริยาของเบสกับโลหะ ปฏิกิริยาการเผาไหม ปฏิกิริยา การเกิดฝนกรด และการสังเคราะหดว ยแสงของพชื 2. ครูถามคําถามกระตุนความคิดของนักเรียนวา ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันมีประโยชนและ โทษตอสง่ิ มีชีวติ และสง่ิ แวดลอมอยางไร (แนวตอบ : ขนึ้ อยูก บั คาํ ตอบของนกั เรยี นและดุลยพินิจของคร)ู 3. กอ นเขาสูบทเรียนครนู ําภาพประกอบการสอนเก่ียวกับผไู ดรับความเสียหายจากสารเคมี เชน ภาพแผล พุพองเมื่อผิวหนังโดนกรด ภาพสิ่งกอสรางท่ีไดรับผลกระทบจากฝนกรดมาใหนักเรียนศึกษา รวมท้ัง ภาพผลิตภัณฑ เชน สบซู ่ึงเปน ผลติ ภณั ฑทผี่ ลิตมาจากปฏกิ ริ ิยาเคมี 4. ครนู ําฉลากของผลิตภัณฑสารเคมี เชน นํ้ายาลางหองนํ้า มาใหน ักเรียนศกึ ษาเกี่ยวกบั คําเตือน วิธีแกไข เบื้องตนเมื่อไดรับอันตรายที่เปนผลมาจากปฏิกิริยาเคมี แลวอภิปรายรวมกันเพ่ือใหไดขอสรุปวา “เคมีภณั ฑมีทั้งประโยชนและโทษ ดงั นนั้ นกั เรียนจึงจําเปนตองมีความรูพ ้ืนฐานเกยี่ วกบั ปฏิกริ ยิ าเคมีที่ เกิดขึ้นเพ่ือนําไปประยุกตใชใหเกิดประโยชนและหลีกเลี่ยงอันตรายจากปฏิกิริยาเคมี รวมท้ังสามารถ วางแนวทางการปอ งกันไดจ ากอนั ตรายทเ่ี กิดขึ้น”

ขนั้ ที่ 2 สาํ รวจคน หา (Explore) 1. ใหนักเรียนศึกษาประโยชนและโทษของปฏิกิริยาเคมีในหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยี ม.3 เลม 2 2. ใหน กั เรียนจบั คูรวมกันอภิปรายประโยชนและโทษของปฏิกริ ยิ าเคมลี งในกระดาษ A4 3. ครสู ุม เรยี นนักเรียน 2-3 คู เสนอตวั อยา งของประโยชนและโทษของปฏกิ ริ ิยาเคมี 4. เมื่อนักเรียนทราบเก่ียวกับประโยชนและโทษของปฏิกิริยาเคมีแลว ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน ทํากิจกรรม การปองกันและแกไขปญหาท่ีเกิดจากปฏิกิริยาเคมี โดยใหสมาชิกภายในกลุมแบง ภาระและหนา ทรี่ บั ผดิ ชอบ เพื่อจดั ทาํ เปน รายงานและปา ยนิเทศ ขั้นที่ 3 อธบิ ายความรู (Explain) 5. ครูสุมตัวแทนกลุมออกมานําเสนอปายนิเทศ เรื่อง ปญหาที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจําวัน เม่ือ นําเสนอจบแลว ใหต วั แทนกลมุ นํารายงานมาสงครู 6. นกั เรียนและครูรว มกันอภิปรายผลกิจกรรม เพื่อใหไดขอ สรุปวา “ปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวิตประจําวันมี ท้ังประโยชนและโทษตอส่ิงมีชีวิตและส่ิงแวดลอม เชน การเผาไหมเช้ือเพลิงตาง ๆ กอใหเกิดมลพิษ หากเผาไหมแบบสมบูรณจะกอใหเกิดแกสคารบอนไดออกไซดซ่ึงมีสมบัติเปนแกสเรือนกระจก กอใหเกิดภาวะโลกรอน และการเผาไหมแบบไมสมบูรณซ่ึงเกิดข้ึนจากการเผาไหมในสภาวะที่มีแกส ออกซิเจนไมเพียงพอ จึงไดผลิตภัณฑเปนแกสคารบอนมอนอกไซดและเขมาควัน สงผลใหเกิดมลพิษ ทางอากาศ เปนอันตรายตอสุขภาพ ดังนั้น เราจึงตองระมัดระวังผลจากปฏิกิริยาเคมี ตลอดจนรูจักวิธี ปองกันและแกปญหาท่ีเกิดจากปฏิกิริยาเคมีท่ีพบในชีวิตประจําวัน รวมทั้งรวมกันรณรงคและปลูก จติ สาํ นึกใหคาํ นงึ ผลกระทบที่มีตอส่งิ มีชวี ติ และส่ิงแวดลอม” 7. ครูถามคําถามทายกิจกรรมวา นักเรียนมีแนวทางปองกันและแกไขปญหาท่ีเกิดจากปฏิกิริยาเคมีใน ชีวิตประจําวนั ไดอยา งไร (แนวตอบ : ข้ึนอยูกับคําตอบของนักเรียน ตัวอยางเชน ใชพลังงานหมุนเวียนแทนการใชพลังงานจาก การเผาไหมเช้ือเพลงิ ใชว สั ดุโลหะอะลมู เิ นยี มแทนโลหะเหลก็ เพอื่ ปอ งกนั การเกิดสนิมเหลก็ ) 8. ใหนกั เรยี นทําแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 9. ใหนักเรียนตอบคาํ ถาม Topic Questions โดยเขียนคาํ ตอบลงในสมดุ ประจาํ ตวั นกั เรยี น 10. ใหนกั เรยี นทาํ แบบทดสอบหลงั เรียน หนว ยการเรียนรูท่ี 4 ปฏิกิรยิ าเคมี ขั้นที่ 4 ขยายความเขาใจ (Elaborate) 11. ใหน ักเรียนแบงกลมุ กลุมละ 5-7 คน แลวครกู ําหนดสถานการณเกี่ยวกับปฏิกริ ิยาเคมีทอ่ี าจเปน ปญหา ในชีวิตประจําวัน เชน ราวตากผาเกิดสนิม พื้นหองนํ้าสึกกรอน หรือใหนักเรียนเลือกกําหนดปญหาเอง แลวใหนักเรียนวิเคราะหสถานการณแลวนําความรูเร่ือง ประโยชนและโทษของปฏิกิรยิ าเคมี มาบูรณา การกับวิทยาศาสตร คณิตศาสตร เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร เพ่ือวางแผน ออกแบบวิธีการ แกปญ หา ปรับปรุงผลติ ภัณฑ หรือสรางนวัตกรรมท่ีใชแกป ญหาทเ่ี กดิ ขึน้ จากปฏิกิรยิ า

ขั้นสรปุ นกั เรียนและครรู ว มกนั สรุปความรูเกย่ี วกับปฏกิ ริ ิยาเคมี แลวใหนักเรียนสรุปเปน รูปแบบผังมโนทศั นล งใน กระดาษ A4 แลว นํามาเสนอหนาชั้นเรยี น ขั้นที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูตรวจแบบทดสอบหลังเรยี น หนวยการเรยี นรูท่ี 4 ปฏกิ ิรยิ าเคมี 2. ครูตรวจแบบฝก หัดวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 3. ครูตรวจคําตอบ Topic Questions ในสมดุ ประจําตวั นกั เรยี น 4. ครตู รวจรายงาน เรอ่ื ง ปญ หาทเ่ี กดิ จากปฏกิ ริ ยิ าเคมใี นชวี ติ ประจําวัน 5. ครูตรวจปายนิเทศ เร่อื ง ปญหาที่เกดิ จากปฏิกริ ิยาเคมใี นชวี ิตประจาํ วัน 6. ครตู รวจผงั มโนทัศนป ฏกิ ิริยาเคมี 7. ครูประเมินการวางแผน ออกแบบวิธีการแกปญหา ปรับปรุงผลิตภัณฑ หรือสรางนวัตกรรมท่ีใช แกปญหาทเ่ี กดิ ขนึ้ จากปฏกิ ิริยา 8. ประเมินทักษะและกระบวนการโดยสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติการจากการทํากิจกรรม การปองกัน และแกไขปญ หาทีเ่ กิดจากปฏิกริ ยิ าเคมี 9. ประเมนิ ทักษะและกระบวนการโดยสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายกลมุ การทํางานรายบคุ คล 10. ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค โดยสังเกตความมีวินัย รับผิดชอบ ใฝเรียนรูและมุงมั่น ในการทาํ งาน 7. การวดั และประเมินผล รายการวดั วิธีการ เครื่องมอื เกณฑการประเมนิ 7.1 ประเมินระหวา งการ จัดกิจกรรมการเรยี นรู 1) ประโยชนและโทษ - ตรวจสมดุ ประจําตวั - สมดุ ประจําตวั หรอื - รอ ยละ 60 ของปฏกิ ิริยาเคมี หรอื แบบฝก หัด แบบฝก หัดวิทยาศาสตร ผา นเกณฑ วิทยาศาสตรแ ละ และเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 เทคโนโลยี ม.3 เลม 2 2) ผลบันทกึ การปฏิบัติ - ปา ยนิเทศ - แบบประเมนิ ปา ยนเิ ทศ - ระดับคณุ ภาพ 2 กิจกรรมการปอ งกนั และแกไขปญ หาที่ - ตรวจสมุดประจําตวั ผา นเกณฑ เกิดจากปฏกิ ริ ิยาเคมี หรอื แบบฝกหดั วทิ ยาศาสตรแ ละ - สมดุ ประจําตวั หรือ - รอ ยละ 60 เทคโนโลยี ม.3 เลม 2 แบบฝก หดั วิทยาศาสตร ผา นเกณฑ และเทคโนโลยี ม.3 เลม 2

รายการวดั วิธีการ เครอ่ื งมอื เกณฑการประเมนิ 3) การนาํ เสนอผลงาน/ - ประเมนิ การนาํ เสนอ - แบบประเมินการนําเสนอ - ระดบั คณุ ภาพ 2 ผลการปฏบิ ัติกิจกรรม ผลงาน/ผลการปฏบิ ัติ ผลงาน ผา นเกณฑ กจิ กรรม 4) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2 ทํางานรายบุคคล การทํางานรายบุคคล การทํางานรายบุคคล ผานเกณฑ 5) พฤติกรรมการ - สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดบั คุณภาพ 2 ทํางานกลุม การทํางานกลุม การทาํ งานกลมุ ผา นเกณฑ 6) คณุ ลักษณะ - สงั เกตความมวี นิ ยั - แบบประเมนิ คุณลกั ษณะ - ระดบั คณุ ภาพ 2 อันพึงประสงค รบั ผดิ ชอบ ใฝเรยี นรู อันพึงประสงค ผา นเกณฑ และมงุ มัน่ ในการทํางาน 7.2 การประเมนิ หลงั เรียน - แบบทดสอบหลังเรยี น - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบหลังเรียน - รอ ยละ 60 หนวยการเรียนรทู ี่ 4 หลังเรยี นหนว ยการ หนว ยการเรยี นรทู ี่ 4 ผานเกณฑ ปฏิกิรยิ าเคมี เรยี นรูที่ 4 ปฏกิ ิริยาเคมี ปฏกิ ริ ิยาเคมี 7.3 การประเมินช้นิ งาน/ - ตรวจแผนผงั มโนทศั น - แบบประเมนิ ช้นิ งาน/ - ระดบั คณุ ภาพ 2 ภาระงาน (รวบยอด) เรือ่ ง ปฏิกริ ยิ าเคมี ภาระงาน (รวบยอด) ผานเกณฑ 8. สอ่ื /แหลง การเรียนรู 8.1 สื่อการเรียนรู 1. หนังสือเรยี นรายวชิ าพนื้ ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 หนวยการเรยี นรูท ี่ 4 ปฏิกิริยาเคมี 2. แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ม.3 เลม 2 หนว ยการเรียนรทู ่ี 4 ปฏิกิริยาเคมี 3. ภาพประกอบการสอน เชน ภาพแผลพพุ องเม่อื ผิวหนังโดนกรด ภาพส่ิงกอ สรางทไ่ี ดร ับผลกระทบจาก ฝนกรด 4. ฉลากของผลิตภณั ฑสารเคมี เชน นํา้ ยาลา งหองนาํ้ 5. อุปกรณใ ชท าํ กิจกรรม การปองกันและแกไขปญ หาทเี่ กดิ จากปฏกิ ิรยิ าเคมี 6. สมุดประจาํ ตวั นกั เรียน 7. แบบทดสอบหลังเรยี น หนว ยการเรียนรูท ี่ 4 ปฏกิ ริ ิยาเคมี 8.2 แหลง การเรียนรู 1) อนิ เทอรเน็ต

แบบทดสอบ ชอ่ื ช้ัน เลขท่ี คาํ ชีแ้ จง : ใหน ักเรียนเลือกคําตอบที่ถกู ตองทส่ี ดุ เพียงขอเดียว 1. ขอใดไมเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี 6. ขอ ใดเปนปฏกิ ริ ิยาดูดความรอน 1. เหลก็ ขน้ึ สนมิ 1. การเผาไหมเชือ้ เพลงิ 2. จดุ ธปู ไหวพระ 2. การละลายนํา้ ของโซดาไฟ 3. ตมเนือ้ หมูใหสกุ 3. การสงั เคราะหด ว ยแสงของพืช 4. นํา้ แขง็ หลอมเหลวเปนนํา้ 4. การเผาผลาญพลังงานในรางกาย 2. ขอ ใดไมใชข อ สงั เกตการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี 7. ขอ ใดเปน ปฏิกริ ยิ าคายความรอน 1. ตกตะกอน 1. พลังงานของสารต้ังตนเทา กับพลังงานของ 2. หลอมเหลว ผลิตภัณฑ 3. เกิดฟองแกส 2. พลงั งานของสารตงั้ ตน นอยกวา พลังงาน 4. เกิดประกายไฟ ของผลติ ภณั ฑ 3. กรดไฮโดรคลอริกทาํ ปฏกิ ริ ยิ ากบั โซเดียมไฮดรอก 3. พลังงานของสารตั้งตนมากกวา พลังงานของ ไซดจ ะเขียนสมการเคมไี ดเ ปน ขอ ใด ผลิตภณั ฑ 1. HCl + NaOH NaH + H2O 4. ไมม ขี อใดกลาวถูกตอ ง 2. H2O + NaOH NaOH + H2O 8. ขอใดกลา วถึงการเกิดปฏิกริ ิยาเคมไี มถ กู ตอง 3. HCl + NaOH NaCl + H2O 1. ตองมสี ารใหมเกิดข้ึน 4. NaCl + H2O HCl + NaOH 2. มกี ารดดู พลงั งานหรือคายพลังงาน 4. ถาสาร A 2 กรัม ทําปฏิกริ ยิ าพอดกี ับสาร B 4 กรมั 3. ตอ งมกี ารเปลี่ยนสถานะของสารเสมอ ได ผลติ ภัณฑเปน สาร C 6 กรมั ถานาํ สาร A มา 6 4. ถาเปน ระบบปดจะเปนไปตามกฎทรงมวล 9. ขอใดไมใ ชผ ลติ ภณั ฑท เี่ กดิ จากการเผาไหม กรัม จะไดส าร C ก่กี รัม 1. ไอน้าํ 1. 7 กรมั 3. 9 กรมั 2. แกส ออกซิเจน 2. 11 กรมั 4. 18 กรมั 5. จากสมการ A + B  CO2 (g) นกั เรียนคิดวา สาร 3. แกส คารบอนไดออกไซด 4. แกส คารบอนมอนอกไซด A และ B คอื สารใด ตามลําดับ 10. ขอใดคอื ประโยชนข องปฏิกิริยาเคมี 1. คารบอนและน้ํา 1. ใชป รบั สภาพดิน 2. คารบอนและกรด 2. ใชป รบั สภาพนํา้ เสยี 3. คารบอนและเบส 3. ใชสรา งพลังงานความรอ น 4. คารบอนและออกซิเจน 4. ถกู ทกุ ขอ เฉลย 1. 4 2. 2 3. 3 4. 4 5. 4 6. 3 7. 3 8. 2 9. 2 10. 4

แบบประเมนิ คณุ ลักษณะทพี่ งึ ประสงคของนกั เรยี น ประกอบหนว ยการเรียนรทู ่ี 1 เรื่อง............................................. แผนการเรยี นรูท ่ี 1 เรื่อง................................................... คาํ ชแ้ี จง ครสู ังเกตพฤตกิ รรมการเรยี น และการปฏบิ ตั งิ านของนักเรยี น แลว ขดี / ใหค ะแนนลงในชอ ง ทต่ี รง กบั พฤติกรรมของนกั เรียน คุณลกั ษณะทป่ี ระเมนิ ความ ความ ความมี ความรบั การตรงตอ สรปุ ผล สนใจและ ซื่อสัตย ระเบียบ ผดิ เวลาใน การประเมิน ช่อื - สกุล ใฝร ู ชอบ การทํางาน ใฝเ รียน ตองาน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 15 ผาน/ ไมผ าน 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20

21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 เกณฑก ารประเมิน ผทู ่ผี านเกณฑป ระเมนิ ตอ งไดค ะแนน 12 คะแนนข้นึ ไป ถือวาผา น ลงชื่อ ผูประเมนิ (…………........…………………………………..)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook