Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ลักษณะของโครงการที่ดี

ลักษณะของโครงการที่ดี

Published by sarit, 2020-06-09 04:14:13

Description: ลักษณะของโครงการที่ดี

Keywords: ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร 1

Search

Read the Text Version

ลักษณะของโครงการท่ดี ี • 1. สามารถตอบสนองความตอ้ งการ หรือแกป้ ัญหาของชุมชนได้ • 2. มีวตั ถปุ ระสงค์ และเป้าหมายที่ชดั เจน สามารถดาเนินงาน และปฏิบตั ิได้ • 3. รายละเอียดของโครงการ ตอ้ งสอดคลอ้ ง และสมั พนั ธ์กนั ต้งั แตป่ ระเดน็ แรก ถึงประเด็นสุดทา้ ย กล่าวคือ วตั ถุประสงค์ ของโครงการ ตอ้ งสอดคลอ้ งกบั หลกั การ และเหตุผล วธิ ีการดาเนินงาน ตอ้ งสอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงค์ เป็ นตน้

ลักษณะของโครงการท่ดี ี (ต่อ) • 4. รายละเอียดโครงการ สามารถเขา้ ใจไดง้ ่าย มีการใชภ้ าษาท่ีเขา้ ใจกนั ทวั่ ไป สะดวกต่อการดาเนินงานตามโครงการ โดยสามารถตอบคาถามตอ่ ไปน้ีได้ คือ • ชื่อโครงการ - โครงการอะไร • หลกั การและเหตผุ ล - ทาไมตอ้ งริเริ่มโครงการ • วตั ถปุ ระสงค์ - ทาเพอ่ื อะไร • เป้าหมาย - ปริมาณที่จะทาเท่าไร

ลักษณะของโครงการท่ดี ี (ต่อ) • ระยะเวลาดาเนินการ - จะทาเม่ือไร นานแคไ่ หน • งบประมาณ แหลง่ ที่มา - ใชท้ รัพยากรเท่าไร และไดม้ าจากไหน - • ผรู้ ับผดิ ชอบโครงการ - ใครทา • การประเมินผล - บรรลวุ ตั ถปุ ระสงคห์ รือไม่ • ผลประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ เมื่อเสร็จสิ้นโครงการ แลว้ จะได้ อะไร

ลักษณะของโครงการท่ดี ี (ต่อ) 5. สามารถนาไปปฏบิ ตั ไิ ด้ สอดคล้องกบั แผนสขุ ภาพชมุ ชน และสามารถติดตาม ประเมินผล 6. โครงการต้องกาหนดขนึ ้ จากข้อมลู ท่ีเป็นจริง และเป็นข้อมลู ท่ีได้รับการวเิ คราะห์อยา่ งรอบคอบ 7. โครงการต้องได้รับการสนบั สนนุ ในด้านทรัพยากร และการ บริหารอย่างเหมาะสม 8. โครงการต้องมีระยะเวลาในการดาเนนิ งาน ต้องระบถุ งึ วนั เวลาท่ีเร่ิมต้น และสิน้ สดุ โครงการ

สาระของการประเมนิ แบบเสริมพลัง./EE. จุดมุ่งหมายทสี่ าคญั ของ EE. คือ  การช่วยใหบ้ ุคคลสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ซ่ึงเกิดจากการประเมินตนเอง และการสะทอ้ นกลบั การประเมินในระหวา่ งการดาเนินโครงการ  นกั ประเมินภายนอก(outsider evaluator) ไม่ใช่ผมู้ ีอานาจเหนือ คนอื่น แต่มีบทบาทในฐานะผฝู้ ึ กสอน (coach) /ผใู้ หก้ ารสนบั สนุนเพิ่มเติม เมื่อไดร้ ับการร้องขอ  อาศยั หลกั การแบบประชาธิปไตย และความร่วมมือกนั

รูปแบบหรือวธิ ีการประเมิน EE.  การฝึ กอบรม (Training)  การสนบั สนุนส่งเสริม (Facilitation)  การโนม้ นา้ วชกั ชวน (Advocacy)  การช้ีช่องทางสวา่ ง (Illumination) การใหเ้ สรีภาพ (Liberation)

สรุป • “ การกาหนดคณุ ค่าและเป้าหมายของ EE.จะถูกกาหนดหรือพฒั นาขึ้น โดยตัวบุคคลทเี่ ข้าร่วมโครงการนน้ั ๆ ภายใต้การช่วยเหลอื หรือฝึ กอบรมจากนกั ประเมนิ EE. เป็ นกระบวนการดาเนินงานทต่ี ่อเน่อื งเป็ นวฏั จกั ร ซึ่งเป็ นผลมา จากการให้ผลสะท้อนกลบั จากการประเมนิ แก่ตนเอง ผ้เู ข้าร่วมโครงการจะเกดิ การ เรียนรู้ความก้าวหน้าและความต่อเนื่องของผลการดาเนนิ งานของตนเองเพอ่ื ม่งุ สู่ เป้าหมายและจะทาการปรับปรุงแผนและวธิ ีการต่าง ๆ ในการประเมินตนเอง ทงั้ น้ี อาศัยหลกั ความร่วมมอื การช้ีช่องทางสว่าง และการมเี สรีภาพความเท่าเทียมกนั และต้องอาศัยความซ่ือสัตย์ในการประเมินตนเอง”

การนิเทศงานและการเสริมพลัง (Empowerment & Supervision) • การนเิ ทศงาน คือ การให้ความช่วยเหลือ แนะนา ให้ความรู้ กระตุ้น ส่งเสริม ชี้แจง แนวปฏบิ ตั ิ พฒั นาทกั ษะและสนบั สนุนการปฏบิ ัตงิ าน โดยใช้หลกั มนุษยสัมพนั ธ์ และการจูงใจ เพื่อให้ผ้รู ับการนเิ ทศสามารถปฏบิ ตั งิ านตามหน้าทไ่ี ด้สาเร็จตาม วตั ถุประสงค์ของนโยบายและแผนงานทก่ี าหนดไว้อย่างมปี ระสิทธิภาพและ ประสิทธิผล • การเสริมพลงั คือ การทาให้เกดิ ทาให้มี ทาให้ตระหนกั ทาให้เช่ือมนั่ ทาให้ได้ใช้ ได้ พฒั นา \"ศักยภาพ\" ทม่ี อี ยู่ในตน ให้แปรรูปออกมาเป็ นพลงั ทส่ี ร้างสรรค์ในการ ทางานให้บรรลวุ ตั ถุประสงค์

การนิเทศงานแบบเสริมพลัง คอื ?

หลักมนุษยสัมพนั ธ์เพ่อื การโน้มน้าวใจ • มนุษยสัมพนั ธ์ : ความหมาย “กระบวนการของศาสตร์ทใ่ี ช้ศิลปะสร้างความพอใจ รักใคร่ ศรัทธา เคารพ นบั ถอื โดยแสดงพฤตกิ รรมให้เหมาะสมทงั้ ทางกาย วาจา และใจ เพอ่ื โน้มนาให้มี ความรู้สึกใกล้ชิดเป็ นกนั เอง จงู ใจให้ร่วมมอื ร่วมใจ ในอันทจี่ ะบรรลุส่ิงซ่ึงพงึ ประสงค์อย่างราบร่ืน และอย่ใู นสังคมได้อย่างสันติสุข”

ทาอย่างไรจงึ จะเป็ นผู้มีมนุษยสัมพนั ธ์ ? “ฉันได้เรียนรู้ว่าผู้คนจะลืมส่ิงทคี่ ุณพดู จะลมื ส่ิงทค่ี ุณทา แต่ไม่ มวี นั ลืมว่าคุณทาให้เขารู้สึกอย่างไร” มายา แองเจอโล (1928-2014) กวี นักเขียน อาจารย์ นกั เคลอ่ื นไหวทางสังคม

สูตรสร้างมติ รภาพ มติ รภาพ = ความใกล้ชิด + ความถ่ี + ระยะเวลา + ความเข้มข้น  ความใกล้ชิด : ระยะห่างระหว่างคณุ กบั อกี ฝ่ าย และการทอ่ี กี ฝ่ ายได้เห็นหน้าคุณ บ่อยคร้ังในพื้นทห่ี นึ่งๆ  ความถ่ี : จานวนคร้ังทคี่ ณุ สัมพนั ธ์กบั อกี ฝ่ ายในช่วงหนงึ่  ระยะเวลา : ช่วงเวลาทอี่ กี ฝ่ ายพบเจอคณุ  ความเข้มข้น : คณุ ใช้คาพูดหรือภาษากายทาให้อกี ฝ่ ายพอใจทางกายและหรือใจได้ มากน้อยแค่ไหน

กฎทองของมติ รภาพ “ถ้าอยากให้คนอื่นชอบ จงทาให้เขารู้สึกดกี บั ตวั เอง” ดร.แจค็ เชเฟอร์ โดย ใช้คาพูดบอกความเข้าใจ ชมเชยอย่างมศี ิลปะ (พูดเปิ ดช่องให้เขาชมตวั เอง) ชมผ่านบุคคลทส่ี าม ระวงั อคตเิ บอื้ งต้นจากบุคคลทสี่ าม ขอความอนุเคราะห์

ตัวอย่างคาพูดบอกความเข้าใจ อาลี : สวสั ดีครับนอ้ งมะห์ มะห์ : สวสั ดีค่ะพี่ อาลี : วนั น้ีดูท่าทางนอ้ งดูเหน่ือยๆ นะครับ (คาพดู บอกความเขา้ ใจ) มะห์ : ใช่แลว้ ค่ะ

ตวั อย่างการชมเชยอย่างมศี ิลปะ อาลี : สวสั ดคี รับน้องมะห์ มะห์ : สวสั ดคี ่ะพี่ อาลี : วนั นีด้ ทู ่าทางน้องดูสดใสร่าเริงนะครับ (คาพดู บอกความเข้าใจ) มะห์ : ใช่แล้วค่ะ พงึ่ หายเครียดค่ะพี่ อาลี : แสดงว่าช่วงนีง้ านยุ่งมากเลยสิครับน้อง (คาพูดบอกความเข้าใจแบบแนบเนยี น) มะห์ : ใช่ค่ะ ต้องรีบปั่นงานหามรุ่งหามคา่ เตรียมรับผู้นิเทศจาก สสจ. อาลี : งานใหญ่ขนาดน้ันน้องต้องทุ่มเทน่าดเู ลยนะครับ (เปิ ดโอกาสให้ชมตวั เอง) มะห์ : (ทาท่าคดิ ) ค่ะ น้องเสียสละเวลามากเลยกว่าจะเสร็จงาน แล้วกค็ ดิ ว่างานออกมาดี พอสมควรค่ะพ่ี

การผกู มิตรด้วยคาพูด “สายใยแห่งความเป็ นมิตรทง้ั หลายไม่ว่าค่คู รองหรือเพอ่ื นฝูง ถงึ ทสี่ ุดแล้วกค็ อื การพูดคยุ ” ออสการ์ ไวด์ (1854-1900) “ถงึ บางพูดพูดดเี ป็ นศรีศักด์ิ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจติ แม้นพูดช่ัวตัวตายทาลายมติ ร จะชอบผดิ ในมนุษย์เพราะพูดจา” สุนทรภู่ (นริ าศภูเขาทอง) “คาพูดคนน้นั เชือดคอคนมานกั ต่อนกั แล้ว” คาเก่า

การผูกมติ รด้วยคาพดู ทาอย่างไร ? ต้องมี LOVE 1. L : Listen 2. O : Observe 3. V : Vocalize 4. E : Empathize

1. ฟังอย่างไรได้มติ รภาพ ? Listen ?  สบตาผู้พูด  หมน่ั สังเกต  พูดแทรกในจงั หวะทเี่ หมาะสม  ใช้คาพูดบอกความเข้าใจ

2. สังเกตอะไรบ้าง ? Tips : วธิ ีใช้ถ้อยคาในโลกออนไลน์ Observe ? 1. คิดหาถ้อยคา ไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนพมิ พ์  ภาษากาย ข้อความส่ ง • เอนตวั หนี • กอดอก 2. สังเกตท่าทวี ่าอกี ฝ่ ายมปี ฏกิ ริ ิยาแปลกๆหรือไม่ หากมี • เม้มปาก/ห่อปาก/ แสดงว่าคุณเหยยี บกบั ระเบดิ ถ้อยคา กดั ริมฝี ปาก/แตะปาก • มองนาฬิกา 3. อย่าโมโหหรือแก้ตัวถ้าอกี ฝ่ ายเข้าใจคาพดู บางคาของ • เบนเท้า/ลาตวั ไป คุณผดิ ไป ทางประตู  ระวงั กรณี “กบั 4. รีบตรวจสอบทนั ทวี ่าอกี ฝ่ ายไม่สบายใจเพราะโดน ระเบิดถ้อยคา” ถ้อยคาระเบิดใส่หรือไม่ ถ้าใช่ต้องรีบกล่าวขอโทษ ชี้แจงว่าคุณไม่รู้ว่าคาน้ันมีนัยติดลบสาหรับเขา พร้อม รับปากว่าจะไม่ใช้มันอกี และโปรดระวงั ...อย่าใช้อกี

3. พูดด้วยนา้ เสียงอย่างไรมัดใจคนฟัง ? Vocalize ? Tips : พูดเช่นนีไ้ ปใครๆก็  เสียงท้มุ ตา่ : ความสนใจเชิงรักใคร่ ชอบ  เสียงสูงแหลม : แปลกใจระคนสงสัย 1. เมื่อคุณเป็ นฝ่ ายถูก คนอื่นเป็ น  เสียงดงั : เจ้ากเี้ จ้าการ  เสียงโทนเดยี วช้าๆ เบาๆ : ไม่สนใจ/เขิน ฝ่ ายผดิ ควรเปิ ดทางใหเ้ ขา รักษาหนา้ ดว้ ยการคลอ้ ยตาม  เสียงสูงตา่ ธรรมดา ช้าๆ เบาๆ : ส่ือถึง คุณไดโ้ ดยไมอ่ บั อายหรือเสีย ความเห็นใจ หนา้ หรือเสียหนา้ นอ้ ยท่ีสุด  เสียงเข้มๆช้าๆ : ไม่พอใจ  ทอดเสียงท้ายประโยค : สัญญาณหยุด 2. ยกข้ึนเทียบกบั คนดงั พูดเพ่ือส่งต่อให้ผ้อู ่ืนพูดต่อ

4. เหน็ อกเห็นใจอย่างไรให้เขาชื่นชอบ ? tips : ประโยคกนิ ใจ Sympathize ? “งานย่งุ จริงๆ นึกไม่ออกเลยว่า  จงใช้คาพูดบอกความเข้าใจและต้งั คณุ จดั การยงั ไงไหว” ข้อสังเกตแบบทที่ าให้คนอื่นรู้ว่าคุณเหน็ ใจ เขา เพราะ “โอ้โห ยนื ฉีดแขนเดก็ ท้ังวนั แบบ  คนทว่ั ไปจะรู้สึกดกี บั คนทร่ี ู้จกั เอาใจเขามา นีค้ งเมอื่ ยแย่เลย” ใส่ใจเรา  คนทวั่ ไปต้องการให้คนอื่นยอมรับนับถือ “ท่าทางลกู กาลงั คิดอะไรจริงจงั ” “ดเู หมอื นลกู จะมีเรื่องไม่สบายใจ จริงๆ” “ลกู คงมเี ร่ืองไม่สบายใจ แต่ยงั ไม่ อยากพูดตอนนี้ เอาไว้สบายใจ เม่ือไหร่กบ็ อกนะ เราจะได้คยุ กนั ”

Tips : หลีกเล่ียงหลุมพรางการสนทนาท่จี ะบ่ันทอนความสัมพันธ์ 1. อย่าพูดเรื่องทช่ี วนให้อกี ฝ่ ายรู้สึกตดิ ลบ ความรู้สึกด้านลบทาให้ผู้คนรู้สึกไม่ดกี บั ตนเอง 2. อย่าพร่าบ่นถึงปัญหาของคณุ ปัญหาครอบครัวคณุ หรือสารพดั ปัญหา 3. อย่าพล่ามแต่เร่ืองตนเอง พูดถงึ ตนเองมากไปคนฟังจะเบื่อ 4. อย่าคุยแต่เร่ืองไร้สาระ เพราะจะทาให้คนอ่ืนหมดความสนใจ 5. อย่าแสดงอารมณ์มากไปหรือน้อยไป การแสดงอารมณ์สุดข้ัวทางใดทางหนึ่งอาจ ทาให้คุณดูไม่ดี

มติ รภาพของคุณถงึ ขนั้ ไหน ? สัญญาณไมตรีจิต สัญญาณไร้ไมตรี  ยกั ควิ้  ขมวดคิว้  เอยี งคอ  กลอกตา  ยมิ้ บ่อยๆ  จ้องเขม็ง  แตะเนื้อต้องตวั  ไม่แตะ (หรือน้อยมาก)  ไอโซแพร็กซิสต์ (สะท้อนภาพพฤตกิ รรม)  ไม่ประสานท่าทาง  เอนตวั เข้าหาอีกฝ่ าย  เอนตัวหนีอีกฝ่ าย  กระซิบ  ใช้นิ้วพนั ผมเล่น  ออกท่าออกทาง  วางท่าก้าวร้าวหรือท่าเตรียมโจมตี

มติ รภาพของคุณถงึ ขนั้ ไหน ? (ต่อ) สัญญาณไมตรีจิต สัญญาณไร้ไมตรี  ภาษากายที่เปิ ดรับ  ภาษากายแบบปิ ดก้นั  กาจัดส่ิงกดี ขวาง  สร้างหรือวางส่ิงของขวางก้นั  มองเต็มตา  หร่ีตา  ทาปากย่นหรือเลียริมฝี ปาก(ผู้หญงิ )  แกล้งหาว  พยกั หน้าบ่อยๆ  ส่ันศีรษะเชิงไม่ยอมรับ  แบ่งอาหารกัน (“จิ้มอาหารในจาน”)  ย่นจมูก  ดูแลเสื้อผ้าหน้าผม (เสริมสวยเสริมหล่อ)  คุ้ยแคะแกะเกา  ปัดผม  แกล้งปัดผม


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook