การพดู โฆษณา หมำยถงึ กำรสื่อสำรข่ำวสำร ข้อมลู จำกผสู้ ่งสำรไปยังผู้รับสำรเพื่อโน้มนำ้ วให้เช่ือ และเกิดควำมคล้อยตำม กำรพูดโฆษณำมีหลกั กำรพดู ดังน้ี • เมื่อเรมิ่ ตน้ ไมค่ วรพูดเกยี่ วกับสนิ คำ้ และบริกำร แตค่ วรเรมิ่ จำกกำรสร้ำงควำมสัมพันธ์ ควำมประทับใจ • เมือ่ ผู้ฟงั สนใจจงึ นำเสนอสินค้ำและบริกำร • กำรเรยี บเรียงถอ้ ยคำเพือ่ ใช้พูดโฆษณำ ควรเปน็ ภำษำไทยในระดับแบบแผน หรอื กง่ึ แบบแผน เหมำะสมกับกำลเทศะและสงั คม
กำรพดู รำยงำนกำรศึกษำค้นควำ้ หลักการพดู รายงาน • พดู เสนอเน้อื หำสำระที่เป็นประโยชน์ เป็นข้อๆ ชดั เจน ตรงประเด็น • อำจมีอปุ กรณป์ ระกอบกำรพูดรำยงำน • มีควำมรคู้ วำมเขำ้ ใจเรื่องทัง้ หมดเป็นอยำ่ งดี • พดู ดว้ ยนำ้ เสยี งแจม่ ใส ชดั เจน เสยี งดังพอควร • มีทำ่ ทำงประกอบกำรพูดท่ีเป็นธรรมชำติเพอ่ื ใหผ้ ฟู้ งั รู้สึกผอ่ นคลำย • ใชเ้ วลำใหพ้ อเหมำะ ถำ้ มกี ำรกำหนดเวลำไวล้ ่วงหนำ้ แลว้ ตอ้ งรู้จกั รกั ษำเวลำ • พูดดว้ ยภำษำทำงกำร
ข้ันตอนการพูดรายงาน • กล่ำวทกั ทำยผ้ฟู งั โดยคำนึงถงึ สถำนภำพของบคุ คล แนะนำตนเอง และคณะผู้รว่ มงำน • กล่ำวช่ือเรอ่ื งของรำยงำน • กลำ่ วถงึ ท่มี ำ ควำมสำคัญของหัวขอ้ รำยงำน วิธกี ำรศึกษำค้นคว้ำ • กล่ำวช่ือบุคคลหรอื สอ่ื ทใ่ี หค้ วำมรู้และขอ้ มลู สำหรับคน้ ควำ้ • กล่ำวถงึ เนือ้ หำตำมลำดบั ขนั้ ตอนโดยพดู ใหก้ ระชบั ชดั เจน เขำ้ ใจง่ำย ใช้เวลำน้อย แตไ่ ด้ ควำมมำก เสนอควำมคดิ เหน็ ทีเ่ ปน็ ประโยชน์ อำจใช้สอ่ื หรอื อปุ กรณป์ ระกอบเพ่อื ควำมเขำ้ ใจ • สรปุ ผลกำรศึกษำค้นคว้ำ แสดงควำมคดิ เหน็ และให้ข้อเสนอแนะในกำรศึกษำค้นควำ้ ตอ่ ไป
๔ตอนท่ี หลกั การใชภ้ าษา ๑หน่วยการเรียนรู้ที่ การสรา้ งคาและประโยค จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ ๑. สรำ้ งคำในภำษำไทยได้ ๒. วเิ ครำะห์โครงสรำ้ งประโยคสำมัญ ประโยครวม และประโยคซ้อนได้ ๓. รวบรวมและอธิบำยควำมหมำยของคำภำษำตำ่ งประเทศทีใ่ ชใ้ นภำษำไทยได้
กำรสร้ำงคำ คามลู หมำยถงึ คำท่ีมีควำมหมำยสมบรู ณใ์ นตวั เอง ไมส่ ำมำรถแยกศัพท์ย่อยออกได้ ซึง่ อำจเป็นคำไทยแท้ คำทย่ี ืมมำจำกภำษำอื่น จานวนพยางค์ ชำ้ ง มำ้ ววั ผม ฉนั เขำ กนิ นอน เย็น ล่ำง และ โธ่ ตะไคร้ กระทะ ดฉิ ัน กระหมอ่ ม สะดุด ชะลูด ระหวำ่ ง ปัดโธ่ คำมูลพยำงคเ์ ดยี ว กะลำสี นำฬกิ ำ จระเข้ จำ้ ละหวั่น บรสิ ุทธิ์ คำมลู สองพยำงค์ คำมลู สำมพยำงค์ โกโรโกโส ตะลีตะลำน คะยั้นคะยอ คำมลู สพ่ี ยำงค์ สำมะเลเทเมำ คำมูลหำ้ พยำงค์
คาประสม หมำยถึง คำทสี่ รำ้ งจำกคำมูลที่มีควำมหมำยต่ำงกนั มำรวมกันเป็นคำเดียว ซึ่งอำจยงั คงเค้ำควำมหมำยเดิมหรือเปลยี่ นแปลงไปก็ได้ หน้าท่ี ชนดิ ของคาทน่ี ามาสร้าง เป็นคำนำม คำสรรพนำม นำม + นำม เชน่ รถรำง น้ำปลำ หชู ้ำง ลูกช้ำง นำม + กรยิ ำ เช่น หมูหนั หมอดู ไก่ชน แมพ่ ิมพ์ เป็นคำกริยำ กริยำ + นำม เช่น นอนใจ กินแรง วำงตวั ออกหนำ้ เป็นคำวิเศษณ์ กรยิ ำ + วิเศษณ์ เชน่ ถือดี ไปดี นำม + วิเศษณ์ เช่น มอื เยน็ มอื อ่อน มอื หนกั ใจเยน็ นำม + นำม เชน่ ใจบำป ใจบุญ ใจเพชร ใจยกั ษ์
คาซ้า หมำยถึง คำชนิดหน่งึ ทีส่ ร้ำงโดยกำรนำคำเดิมคำเดียวมำกล่ำวซำ้ โดยใช้ ไมย้ มก (ๆ) กำกบั เชน่ ดๆี สูงๆ ตำ่ ๆ แดงๆ เปน็ ตน้ คาซ้อน หมำยถงึ คำท่เี กิดจำกกำรนำคำที่มคี วำมหมำยเหมอื นกัน คลำ้ ยกนั หรอื มีควำมหมำยตรงข้ำมกันมำซ้อนหรอื รวมกนั คาสมาส ด้วยเหตุทไ่ี ทยรบั วัฒนธรรมทั้งจำกพระพุทธศำสนำและศำสนำพรำหมณ์ - ฮินดู จึงได้รบั ภำษำบำลจี ำกพระพุทธศำสนำและภำษำสันสกฤตจำกศำสนำพรำหมณ์ - ฮินดู นอกจำกนี้ ยงั รับวธิ กี ำรสร้ำงคำในภำษำบำลีสนั สกฤต ซงึ่ เรยี กวำ่ สมำส มำใชด้ ้วย
คาสมาส ๑. การสมาสแบบไทย ๑. ตอ้ งเป็นคำทมี่ ำจำกภำษำบำลแี ละสนั สกฤตเท่ำนน้ั ๒. ควำมหมำยหลกั ของคำทสี่ มำสกันจะอยทู่ ่ีคำหลงั ส่วนควำมหมำยรองจะอยทู่ ่ีคำหนำ้ ๓. พยำงคส์ ุดทำ้ ยของคำหนำ้ จะประวสิ รรชนีย์ หรอื ปรำกฏเครือ่ งหมำยทันฑฆำตไมไ่ ด้ ๔. กำรออกเสียงคำสมำส ตอ้ งออกเสยี งสระที่ท้ำยศัพท์คำแรก ๒. การสมาสแบบมีสนธิ ๑. สระสนธิ คอื กำรนำคำภำษำบำลแี ละสันสกฤตมำสนธิคำที่ขน้ึ ตน้ ดว้ ยสระ ๒. พยัญชนะสนธิ คอื กำรนำคำภำษำบำลแี ละสนั สกฤตมำสนธกิ ับพยัญชนะ ๓. นฤคหิตสนธิ คือ กำรนำคำภำษำบำลีและสนั สกฤตสนธกิ บั นฤคหติ
คำภำษำต่ำงประเทศในภำษำไทย ลักษณะของคาไทยแท้ • คำไทยแทม้ กั เปน็ คำโดด • คำไทยแท้มกั มีตวั สะกดตรงตำมมำตรำ • คำไทยแท้ไมม่ ีกำรเปลีย่ นรปู คำเพอ่ื แสดงลกั ษณะทำงไวยำกรณ์ • คำไทยแทม้ ีเสยี งวรรณยุกต์ • คำไทยแทม้ ีลักษณนำมใช้ • คำไทยแท้ไมน่ ิยมใชต้ ัวกำรนั ต์ • คำไทยแท้ไมน่ ิยมใช้พยัญชนะบำงตวั • กำรใช้ ใอ และ ไอ ในคำไทย
คาทย่ี ืมมาจากภาษาต่างประเทศในภาษาไทย • คำทีย่ ืมมำจำกภำษำบำลี – สันสกฤต • คำที่ยืมมำจำกภำษำเขมร • คำทย่ี มื มำจำกภำษำชวำ • คำท่ยี มื มำจำกภำษำจนี • คำทย่ี ืมมำจำกภำษำอังกฤษ • คำทย่ี มื มำจำกภำษำฝรั่งเศส • คำที่ยืมมำจำกภำษำพม่ำ
ประโยคในภำษำไทย ความหมาย ประโยค เกิดจำกคำหลำยๆ คำ หรอื วลีท่ีนำมำเรยี งต่อกนั อย่ำงเป็นระเบียบ เพื่อให้แตล่ ะคำ มคี วำมสัมพันธก์ นั มใี จควำมสมบูรณ์ ประกอบไปดว้ ยนำมวลแี ละกรยิ ำวลี ซ่งึ แสดงให้รวู้ ำ่ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อยำ่ งไร สว่ นประกอบของประโยค ภำคประธำน คือ คำหรือกลุ่มคำที่ทำหนำ้ ที่เป็นผ้กู ระทำหรอื ผแู้ สดง ภำคแสดง คอื คำหรอื กลุม่ คำทีป่ ระกอบดว้ ยบทกรยิ ำ บทกรรม หรอื สว่ นเติมเต็ม
ชนิดของประโยคแบง่ ตามโครงสรา้ ง ประโยคสำมัญ หรอื ประโยคพนื้ ฐำน ประโยคสำมญั ที่มกี ริยำวลีเดียว ประโยคสำมัญทม่ี หี ลำยกริยำวลี ประโยครวม ประโยครวมท่เี กดิ จำกประโยคสำมัญรวมกับประโยคสำมัญ ประโยครวมท่เี กิดจำกประโยคสำมญั รวมกับประโยคซอ้ น ประโยครวมท่ีเกดิ จำกประโยคซอ้ นรวมกบั ประโยคสำมญั ประโยครวมทเ่ี กดิ จำกประโยคซอ้ นและประโยคซอ้ น
ประโยคซอ้ น หมำยถงึ ประโยคทปี่ ระกอบด้วยประโยคหลกั (มุขยประโยค) และประโยคยอ่ ย (อนุประโยค) โดยประโยคหลกั เปน็ ประโยคท่มี อี กี ประโยคหนงึ่ มำซ้อน อำจจะเปน็ ประธำน เป็นส่วนเติมเต็ม หรือเปน็ สว่ นขยำยกไ็ ด้ • ประโยคซ้อนทม่ี ีนำมำนุประโยค • ประโยคซ้อนทีม่ คี ณุ ำนุประโยค • ประโยคซอ้ นทมี่ วี เิ ศษณำนุประโยค
ชนิดของประโยคแบง่ ตามเจตนา ประโยคบอกให้ทรำบ ประโยคเสนอแนะ ประโยคคำสง่ั คอื ประโยคท่ผี ู้พูดต้องกำรบอกเลำ่ คอื ประโยคทผ่ี พู้ ูดตอ้ งกำรเสนอแนะ คือ ประโยคทผ่ี ู้พูดตอ้ งกำรใหผ้ ้ฟู ัง หรอื อธบิ ำยเร่อื งรำวต่ำงๆใหผ้ ฟู้ งั เรื่องต่ำงๆ ปฏิบตั ิตำม ทรำบ ประโยคห้ำม ประโยคชกั ชวน ประโยคขอรอ้ ง คือ ประโยคท่ผี ้พู ูดสงั่ ห้ำมไมใ่ ห้ คือ ประโยคท่ีแสดงเจตนำชักชวนให้ คือ ประโยคทผ่ี ้พูดต้องกำรใหผ้ ู้ฟงั กระทำ ผูฟ้ งั คล้อยตำม ช่วยกระทำ สิ่งใดสิ่งหนง่ึ ให้ ประโยคเงอื่ นไข ประโยคคำดคะเน ประโยคถำม คอื ประโยคท่ีผ้พู ดู มเี จตนำชกั จงู ให้ คอื ประโยคที่ผพู้ ดู แสดงกำร คอื ประโยคท่ผี ู้พูดตอ้ งกำรถำมผู้ฟงั คำดหมำยต่อส่งิ ที่กำลังจะเกดิ ขึ้นหรอื ผฟู้ ังทำตำม เกดิ ข้นึ แลว้
๒หน่วยการเรียนรู้ที่ คาราชาศัพท์ จดุ ประสงค์การเรียนรู้ • ใชค้ ำรำชำศัพทไ์ ด้ถกู ตอ้ ง
ทมี่ ำของคำรำชำศพั ท์ ความหมาย หมำยถึง “ถอ้ ยคำท่ีใชส้ ำหรบั พระรำชำ” ซึ่งตอ่ มำหมำยรวมถงึ คำท่ีใชก้ ับพระภกิ ษสุ งฆ์ ขำ้ รำชกำร และสุภำพชนดว้ ย จำกศิลำจำรึกหลักที่ ๑ ของพอ่ ขุนรำมคำแหงมหำรำช ประโยชน์ของกำรเรียนคำรำชำศพั ท์ ชว่ ยสืบทอดและรักษำมรดก ชว่ ยให้เขำ้ ใจภำษำท่ีปรำกฏ ทำงวัฒนธรรมของชำติ ในส่อื ต่ำงๆ ช่วยใหใ้ ช้ภำษำในกำรสื่อสำรได้ ชว่ ยเสรมิ สร้ำงบคุ ลิกภำพท่ีดี ถูกต้องเหมำะสม แกต่ นเอง
คำรำชำศพั ทส์ ำหรับบุคคลต่ำงๆ คาราชาศพั ทส์ าหรับพระมหากษตั รยิ ์ พระบรมวงศานวุ งศ์ คำนำมรำชำศัพท์ • คำนำมทเ่ี ปน็ สงิ่ สำคัญอนั ควรยกย่อง ใชค้ ำว่ำ “พระบรมอรรครำช” “พระบรมมหำรำช” “พระบรมมหำ” “พระบรมรำช” “พระบรม” “พระอัครรำช” “พระอัคร” “พระมหำ” นำหนำ้ • คำนำมทเี่ ป็นสงิ่ สำคญั รองลงมำ หรอื ท่ีประสงคจ์ ะมใิ ห้ปนกับเจ้ำนำยอน่ื ๆ หรือไม่ประสงค์จะใหร้ สู้ กึ วำ่ สำคัญดังขอ้ ตน้ ให้ใชค้ ำว่ำ “พระรำช” ประกอบข้ำงหนำ้ • คำนำมท่ีเป็นสง่ิ สำมญั ทวั่ ไป ไมไ่ ดแ้ ยกใชต้ ำมลำดับชัน้ ให้ใช้คำวำ่ “พระ” นำหน้ำ
คำกริยำรำชำศพั ท์ • กรยิ ำทเ่ี ป็นรำชำศพั ทใ์ นตวั เอง ซงึ่ ส่วนมำกเป็นคำทีย่ มื มำจำกภำษำบำลี สนั สกฤตหรอื ภำษำเขมร คำนำมที่เป็นส่งิ สำคัญรองลงมำ หรอื ท่ีประสงคจ์ ะมิให้ปนกับเจ้ำนำยอ่นื ๆ หรอื ไมป่ ระสงค์จะให้รู้สกึ ว่ำ สำคัญดงั ข้อตน้ ให้ใช้คำว่ำ “พระรำช” ประกอบข้ำงหน้ำ • กำรประสมกริยำขึ้นเป็นคำรำชำศัพท์ เชน่ เสด็จพระรำชสมภพ (เกิด) ทรงพระประชวร (ป่วย) • กำรใช้ “เสด็จ” นำหนำ้ คำทีเ่ ป็นกรยิ ำสำมญั หรอื กรยิ ำรำชำศัพท์ โดยใช้ “เสด็จ” นำหนำ้ เพ่อื ทำให้ เป็นกรยิ ำรำชำศัพท์ • กำรใช้ “ทรง” นำหน้ำคำกรยิ ำสำมัญใหเ้ ปน็ กริยำรำชำศัพท์ เช่น ทรงฟงั ทรงยนิ ดี ทรงชุบเลีย้ ง เป็น ต้น คำสรรพนำมรำชำศัพท์ • หมวดเครอื่ งรำชกกธุ ภณั ฑแ์ ละเครอ่ื งรำชูปโภค เครอ่ื งรำชกกุธภัณฑ์ คอื เครือ่ งประกอบพระบรมรำช อสิ รยิ ยศของพระมหำกษัตริย์ ส่วนเครอ่ื งเบญจรำชกกธุ ภัณฑ์ คอื เครื่องประกอบพระบรมรำช อสิ รยิ ยศของกษัตริย์ • หมวดขตั ติยตระกูล • หมวดอวัยวะ
คาศพั ท์เฉพาะสาหรบั พระภกิ ษุสงฆ์ ๑. คำทพี่ ระสงฆ์ใช้ คาสรรพนามบุรษุ ท่ี ๑ คาสรรพนามบรุ ษุ ท่ี ๒ คาขานรับ อำตมำ: ใชก้ ับฆรำวำสทั่วไป มหำบพิตร: ใช้กับพระมหำกษัตรยิ ์ ขอถวำยพระพร: ใชก้ บั พระมหำ- กษัตริย์ และพระรำชวงศ์ อำตมำภำพ: ใช้กับพระรำชวงศ์ บพติ ร: ใช้กับพระรำชวงศ์ ตงั้ แต่ชั้นหมอ่ มเจำ้ ข้ึนไป และใน เจริญพร: ใช้กับฆรำวำสท่วั ไป งำนพิธีกำร โยม: ใช้กับบดิ ำ มำรดำ เกลำ้ กระผม: ใชก้ ับพระภกิ ษุ ญำติผใู้ หญ่ทม่ี อี ำวโุ สสงู กวำ่ ครับ, ขอรับ: ใชก้ ับพระภิกษุ ด้วยกนั ทเ่ี ปน็ พระอุปัชฌำย์ ด้วยกันโดยทวั่ ๆ ไป หรอื ท่ีดำรงสมณศักดิส์ งู กว่ำ คุณ, เธอ: ใช้กับฆรำวำสทัว่ ไป ผม, กระผม: ใช้กับพระภกิ ษุ ดว้ ยกนั โดยท่วั ๆ ไป
๒. คำท่ีใช้กบั พระสงฆ์ หมวดคำนำม เช่น เรือน หรือตกึ สำหรับพระสงฆ์ใช้อย่อู ำศยั ผ้ำย้อมฝำด หรือผ้ำเหลืองพระ กฏุ ิ โทษท่ีเกิดจำกกำรล่วงละเมดิ ข้อห้ำมแหง่ ภิกษุ กำสำวพสั ตร์ อำบตั ิ พดั ใบตำล มีด้ำมยำว สำหรับพระสงฆ์ใช้ในพธิ ีกรรม เชน่ ในเวลำให้ศีล ตำลปัตร ปัจจบุ นั อนโุ ลมพดั ท่ีทำด้วยผ้ำว่ำตำลปัตรเชน่ กนั จานวนพยางค์ ช้ำง มำ้ ววั ผม ฉนั เขำ กนิ นอน เย็น ล่ำง และ โธ่ ตะไคร้ กระทะ ดฉิ นั กระหม่อม สะดดุ ชะลูด ระหวำ่ ง ปัดโธ่ คำมูลพยำงคเ์ ดยี ว กะลำสี นำฬกิ ำ จระเข้ จ้ำละหวั่น บรสิ ุทธิ์ คำมูลสองพยำงค์ คำมูลสำมพยำงค์ โกโรโกโส ตะลตี ะลำน คะย้นั คะยอ คำมลู สพี่ ยำงค์
คาสภุ าพสาหรบั บคุ คลทว่ั ไป คำศพั ทส์ ำหรบั บุคคลทัว่ ไปหรอื สภุ ำพชนเรยี กว่ำ คำสภุ ำพ เป็นคำทใ่ี ช้สอื่ สำรเพอ่ื ใหเ้ กดิ ควำมสภุ ำพ ถกู ต้องตำมกำลเทศะและบคุ คล ไม่ใชค้ ำหยำบ คำผวน และคำคะนอง คาสภุ าพ คาสามญั รับประทำน กิน ทรำบ รู้ สวมหมวก ใส่หมวก คลอดบุตร คลอดลูก ตอ้ งกำร อยำก นำมำ เอำมำ จำคุก ตดิ คกุ
๓หน่วยการเรียนรู้ท่ี การแตง่ บทรอ้ ยกรองประเภทกลอน จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ • แต่งบทร้อยกรองได้
กลอน เป็นบทรอ้ ยกรองประเภทหน่งึ ท่มี ีควำมแตกต่ำงจำกควำมเรยี งรอ้ ยแก้ว เน่อื งดว้ ยมกี ำรบงั คับคณะหรอื จำนวนบท จำนวนบำท จำนวนคำภำยในวรรค รวมถึงสมั ผัสและเสียงวรรณยกุ ต์ กำรแตง่ กลอนสุภำพ ลกั ษณะบังคับของกลอนสุภาพ คณะ บทหนง่ึ มี ๒ คำกลอน หรือ ๔ วรรค วรรคหน่งึ ๆ มี ๗ - ๙ คำ สว่ นมำกนยิ มให้มี ๘ คำ (วรรคสดับ บำงตำรำเรยี กวำ่ วรรคสลับ) (วรรครบั ) (วรรครอง) (วรรคสง่ )
สัมผสั หมำยถึง คำคลอ้ งจองกนั ซ่งึ กำรใชค้ ำสมั ผสั จะช่วยทำใหบ้ ทรอ้ ยกรองมีทว่ งทำนองเสียงท่ีร้อยเรียง เกย่ี วเน่ือง สมั ผัสแบ่งออกเป็น สัมผสั ใน เปน็ สัมผสั ทีอ่ ยู่ภำยในวรรค ชว่ ยทำให้บทรอ้ ยกรองมีควำมไพเรำะ แต่ไมถ่ ือเปน็ ขอ้ บังคบั สัมผสั ในมที ัง้ สัมผสั สระและสัมผสั อักษร สัมผสั นอก เปน็ สัมผสั ระหว่ำงวรรคและระหว่ำงบท โดยคำท่ีบังคับจะมีสมั ผสั สระคล้องจอง กนั ถือเปน็ สัมผสั บังคบั แผนผังและตัวอย่างกลอนสภุ าพ (กลอนแปด)
เสยี งวรรณยุกต์ วรรคสดับ คำสุดท้ำยใช้ได้ทุกเสยี ง ไมน่ ยิ มใชเ้ สียงสำมัญ เพรำะถอื วำ่ เรยี บและเบำเกนิ ไป วรรครบั คำสุดท้ำยนิยมใชเ้ สยี งจัตวำ ไมน่ ยิ มใช้เสียงสำมัญและเสียงตรี วรรครอง คำสดุ ทำ้ ยนิยมใชเ้ สยี งสำมญั และเสยี งตรี ไม่นิยมใชเ้ สยี งเอก เสยี งโท เสียงจัตวำ วรรคส่ง คำสุดทำ้ ยใช้ได้ทุกเสียง แต่ไม่นิยมใชเ้ สียงจตั วำ
ประเภทของกลอนสภุ าพ
๑. กลอนบทละคร มลี กั ษณะเฉพำะของคำขึ้นตน้ บท โดยขนึ้ ตน้ บทด้วยคำว่ำ “มำจะกล่ำวบทไป” “เม่อื นนั้ ” และ “บดั น้นั ” ๒. กลอนเสภำ แต่งข้ึนสำหรบั ขบั เสภำโดยมกี รบั ขยบั เปน็ จงั หวะ เรยี กวำ่ ขับเสภำ และเมอ่ื เร่ิมต้น ขอ้ ควำมใหม่ ให้ขนึ้ ต้นด้วยคำวำ่ “ครำนน้ั ” ไว้ตน้ กลอนวรรคแรก
๓. กลอนสักวำ แตเ่ ดิมใช้เล่นเปน็ กลอนสดโต้ตอบกัน สำมำรถเลน่ โตต้ อบกนั ในเรื่องใดก็ได้ โดยจำนวนคำในวรรคขน้ึ อยูก่ ับเนอ้ื ควำม ๔. กลอนดอกสรอ้ ย วรรคสดบั ข้ึนต้นบทจะใช้ ๔ คำ โดยให้คำที่ ๑ และ ๓ เป็นคำเดยี วกนั แลว้ แทรกคำว่ำ “เอย๋ ” ไว้ตรงกลำง เช่น ไก่เอ๋ยไก่แก้ว เด็กเอ๋ยเดก็ นอ้ ย และจบบำทท่ี ๔ ด้วยคำว่ำ “เอย”
๕. กลอนนทิ ำน มวี ิธขี ึน้ ตน้ ๒ แบบ คอื ข้ึนตน้ ด้วยวรรคสดับหรอื วรรครบั ก็ได้ เมื่อจบเรื่องใช้คำว่ำ “เอย” ในวรรคสง่ ของบทสุดทำ้ ย ๖. กลอนเพลงยำว มกั มีเน้ือหำเชิงเก้ยี วพำรำสีรำพงึ รำพันถงึ ควำมรักหรอื พลำดรกั
๗. กลอนนริ ำศ กลอนนริ ำศจะเน้นเนื้อหำที่เก่ยี วขอ้ งกับกำรเดนิ ทำง เพรำะนริ ำศ หมำยถึง กำรจำกไป
Search