Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 02_บทที่_๒_การบริหารเรียนโรงเรียนวิถีพุทธ

02_บทที่_๒_การบริหารเรียนโรงเรียนวิถีพุทธ

Published by Kasem S. Kdmbooks, 2023-07-07 03:56:58

Description: 02_บทที่_๒_การบริหารเรียนโรงเรียนวิถีพุทธ

Search

Read the Text Version

บทที่ ๒ การบรหิ ารโรงเรยี นวถิ พี ุทธ กายภาพ พฤติกรรม การเรียน สง่ เสรมิ วถิ ี กจิ กรรมวนั ครู ผบู้ รหิ าร การสอน พทุ ธ พระ วตั ถุประสงคก์ ารเรยี น เมอื่ ไดศกึ ษาเน้อื หาบทนีแ้ ลว ผศู กึ ษาสามารถ ๑. อธบิ ายหลกั การบรหิ ารท่ัวไป และหลกั การบรหิ ารสถานศึกษาได ๒. อธิบายแนวทางการบรหิ ารสถานศกึ ษาสมัยใหมไ ด ๓. อธบิ ายหลักการและรปู แบบบรหิ ารโรงเรียนวถิ ีพุทธได ๔. สามารถดำเนนิ การสคู วามเปน โรงเรยี นวิถีพทุ ธได เนอ้ื หาในบท ❀ หลกั การบรหิ ารทั่วไป การบรหิ ารสถานศึกษา แนวทางการบรหิ ารสถานศึกษา สมัยใหม การบริหารโรงเรียนวถิ ีพทุ ธ รปู แบบการบรหิ ารโรงเรียนวิถพี ุทธ การ ดำเนินการสูความเปน โรงเรียนวถิ พี ุทธ

กรอบแนวคิดการศกึ ษาประจําบท บทที่ ๒ การบริหารโรงเรียนวถิ พี ทุ ธ หลักการบริหารทวั่ ไป หลักการบริหารสถานศึกษา แนวทางการบริหารสถานศกึ ษาสมยั ใหม การบริหารโรงเรยี นวิถพี ุทธ รูปแบบการบรหิ ารโรงเรียนวิถีพุทธ การดาํ เนินการสคู วามเปนโรงเรียนวิถีพุทธ ๒๘ | บทท่ี ๒ การบรหิ ารโรงเรียนวิถีพุทธ

การบริหารเปนศาสตรและศิลปที่ผูบริหารตองมีทั้งสองอยาง เพื่อใหการดำเนินงาน บริหารใหสำเร็จตามวัตถุประสงค โดยงานสำเร็จอยางไดผล คนก็ผูเกี่ยวของก็มีความสุข การ บรหิ ารทว่ั ไปเปน หลักพ้ืนฐานท่คี วรทราบกอน แลว จึงเขาสูการบรหิ ารสถานศกึ ษา ซึ่งจะมีสวน เพิ่มขึ้นมาก็คือการบริหารงานวิชาการ กิจกรรมนักเรยี น การบริหารชั้นเรียน นอกจากนั้นได เสนอแนวทางการบริหารสถานศึกษาสมัยใหม การบริหารโรงเรียนวิถีพทุ ธ รูปแบบการบริหาร โรงเรยี นวิถีพทุ ธ การดำเนนิ การสูความเปนโรงเรียนวิถพี ุทธ ตามลำดบั ❀ หลกั การบรหิ ารทว่ั ไป การบริหารทั่วไป หมายถึง หลักการบริหารองคกร สำนักงาน หนวยงานตางๆ ท้ัง ภาครัฐและเอกชน การบริหารสถานศึกษาจำเปนตองนำเอาแนวคิดทฤษฎีการบริหารองคก าร มาประยุกตใชใหเหมาะสมกับสถานศึกษาของตนเอง ดังนั้น ในหัวขอนี้จะเปนการกลาวถึง ทฤษฎีองคการที่เหมาะสมกับการบริหารสถานศึกษา ในเบื้องตนนี้จะนำเสนอแนวคิด ทฤษฎี การบรหิ ารแบบตา ง ๆ ซง่ึ ไดแ บง เปน กลมุ ดงั ตอ ไปน้ี ๑. ทฤษฎกี ารบริหารแบบคลาสสิค (Classical Management Approach) การบริหารองคการแบบคลาสสิค เปนหลกั พืน้ ฐานของการบรหิ ารงานทเ่ี กิดข้ึนจากนัก คิดนักบริหารสมัยใหมตอจากยุคดั้งเดิมซึ่งไมไดมีการระบุอยางชัดเจนวาการบริหารตองทำ อยางไรบา ง วรรณพร พุทธภูมิพิทักษ และกัญญามน อินหวา ง (๒๕๕๔: ๑๑-๒๗) สรปุ ไวดงั นี้ เฟรดเดอรริค เทเลอร (Frederick W. Taylor) ทำการศึกษาหลักการจัดการแบบ วิทยาศาสตร (Principles of Scientific Management) จนไดรับการเรยี กขานวา บิดาของการ จัดการตามหลักวิทยาศาสตร (Father of Scientific Management) การจัดการ แบบ วิทยาศาสตรมคี วามเช่ือในเรื่องของการเพ่ิมผลผลิตโดยอาศยั การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และเพิ่มคาจางคนงานผานการใชวิธีการทางวิทยาศาสตรดว ยการใชวิธีการสรางการเขากันได ของคนงานและความรวมมือจากกลุม เพื่อใหไดรับผลผลิตสูงสุดและการพัฒนาคนงานการ ทำงานโดยใชวิธีที่ดีที่สุด (The one best way) ใหความสำคัญตอการศึกษาดานเวลา (Time study) และการเคลือ่ นไหวในการทำงาน (Motion study) ในยคุ นม้ี ีการเนนการใชแนวความคดิ วทิ ยาศาสตร ยอมรับความกลมกลืนในกจิ กรรมกลุมมากและใหความสำคัญตอความรวมมอื ของ มนุษยย อมรับความกลมกลนื ในกจิ กรรมกลุมมากและใหความสำคญั ตอความรวมมือของมนุษย มากกวาความไมมรี ะเบยี บของบุคคล สำหรับดานการทำงานนั้น แนวคดิ ตามหลกั วิทยาศาสตร นวตั กรรมและเทคโนโลยีการบรหิ ารโรงเรียนวถิ พี ุทธ | ๒๙

สนใจการเพิ่มผลผลิตสูงสุดมากกวาผลผลิตในวงจำกัด และพัฒนาคนงานดวยการใหเขา ฝก อบรมท้ังกับหัวหนางานและคนงานทกุ คนเพื่อใหสามารถใชค วามสามารถสูงสดุ มาปฏิบัตงิ าน เพื่อใหเกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพ เทเลอรสนใจในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ไม เพยี งแตก ารลดตน ทุนและการเพิ่มกำไรเทานนั้ แตย งั ศกึ ษาในเร่ืองอตั ราคา ตอบแทนทีเ่ หมาะสม (A Fair day’s pay) และแรงงานที่เหมาะสมดวย (A Fair day’s work) กลาวไดวา ปจจุบนั นี้ แนวคิดตามหลักวิทยาศาสตรนี้ยังคงมีการนำมาใชในโรงงานอุตสาหกรรมเปนจำนวนมาก โดยเฉพาะกับประเทศท่กี ำลังพัฒนา จากนแ้ี นวความคดิ ดา นการฝก อบรมยงั คงมคี วามสำคญั ตอ การพัฒนาทรัพยากรมนุษยใ นองคการอยูจนปจ จุบนั นี้ และไดมผี คู ิดคน แนวคิดดานการฝก อบรม ใหกาวหนายิ่งขึ้นดวยวิธีการใชองคการแหงการเรียนรู สรางเครือขายการเรียนรูรวมกันของ องคการตอไป สิ่งนี้ยืนยันไดว าแนวคิดดา นวิทยาศาสตรนีเ้ ปน ทฤษฎคี ลาสสิคของสังคมโลกแม เวลาจะผา นไปถงึ เกือบรอยปก็ตาม เฮนรี่ แอล แกนท (Henry L. Gantt) มคี วามสนใจในดานการเพ่ิมประสิทธิภาพการ ทำงานใหก บั องคการโดยเนนในเร่ืองคาตอบแทนของคนงานกบั การผลติ ของแตละช้ินแตละวัน ส่ิงท่ที ำใหเขามชี ื่อเสียงมากคือ การคิดแผนภูมิเพ่ือใชในการดอู ตั ราการผลติ แตละวันในโรงงาน แผนภูมทิ ี่ใชมีช่ือเรยี กวา Grantt Chart แผนภมู ินไ้ี ดถ กู นำไปใชกับองคก ารตา ง ๆ มาก แผนภูมิ แกนทไดพัฒนาแนวคิดเพื่อนำมาใชกับการตัดสินใจและใชในการควบคุมการปฏิบัติงานดวย กิจกรรม PERT ในปจจุบันแนวทางของแกนทไดกลายเปนสิ่งที่สังคมโลกนำมาปรับใชกบั การ สรางองคความรูตา ง ๆ มากยิ่งขึ้น และพฒั นาไปสูแผนภูมิในรูปแบบตา ง ๆ แฮริงตัน อีเมอรสัน (Harrington Emerson) เปนที่ปรึกษาทางดานวิศวกรรม ผลงานสวนใหญเนนดานการจัดสรรทรัพยากรและการขจัดความสูญเปลา อีเมอรสันยอมรับ แนวความคิดดานการจดั การตามหลักวิทยาศาสตรข องเทเลอรมากและสนับสนุนแนวคิดดวย การศกึ ษาดานความสำคญั ของโครงสรา งและจุดมุงหมายขององคก าร จากการศึกษานี้ทำใหเกิด แนวทางดานประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ๑๒ ประการ ซึ่งสะทอนถึงความสัมพันธระหวาง บุคคลและการจัดการที่มีระบบโดยมุงที่การทำงานใหเหมาะสมและงายขึ้นเพื่อลดความ ส้นิ เปลอื งในดา นทรัพยากรตาง ๆ ดงั น้ี ๑. ผูบรหิ ารควรทราบถงึ สง่ิ ที่ตองการเพอ่ื ลดความคลมุ เครอื และความไมแนนอน และ กำหนดจุดมงุ หมายท่ชี ัดเจน ๒. ผูบริหารตองพัฒนาความสามารถ ใชหลักเหตุผล สรางความแตกตางโดยคนหา ความจรงิ และคำแนะนำใหม ากเทา ท่ีจะทำได ๓. ผบู รหิ ารตอ งรบั ฟงคำแนะนาจากบคุ คลอน่ื เพ่อื รับทราบปญ หาตาง ๆ ได ๔. ผบู ริหารควรกำหนดกฎเกณฑอ งคการเพื่อใหพนกั งานถือตามกฎและวนิ ยั ตา ง ๆ ๕. ผูบริหารควรใหความยตุ ิธรรมและความเหมาะสมแกผ ใู ตบงั คบั บญั ชา ๓๐ | บทท่ี ๒ การบรหิ ารโรงเรียนวิถพี ุทธ

๖. ผบู รหิ ารควรมีขอมูลทเี่ ชอื่ ถอื ได เปน ปจจบุ ัน ถูกตอ งและแนนอน ๗. ผูบ รหิ ารควรใชก ารวางแผนสำหรับแตล ะหนา ที่ มีความฉบั ไวของการจดั สง ๘. ผูบริหารตองพัฒนาวิธีการทำงานและกำหนดเวลาทำงานสำหรับแตละหนาที่ มี มาตรฐานและตารางเวลา ๙. ผบู รหิ ารควรรักษามาตรฐานและสภาพแวดลอมใหด ี ๑๐. ผูบริหารควรรกั ษารูปแบบมาตรฐานของวธิ กี ารปฏบิ ตั ทิ ี่มีมาตรฐาน ๑๑. ผูบรหิ ารตองระบกุ ารทำงานทีม่ รี ะบบถูกตอ งและเปน ลายลักษณอ ักษร ๑๒. ผูบรหิ ารควรใหรางวลั พนกั งานสำหรบั พนักงานที่ทำงานมีประสทิ ธภิ าพ จากแนวทาง ๑๒ ประการขางตนจะพบวาแนวคิดของอีเมอรสันยังคงสามารถนำมา ประยกุ ตใชก ับการบรหิ ารองคก ารโรงเรยี นวถิ พี ุทธในปจ จุบนั ได ดงั เชน ระบบขอเสนอแนะ หรอื ระบบการใหร างวลั หรือการสรางนโยบายทชี่ ดั เจนขององคการ ๒. ทฤษฎกี ารบรหิ ารจัดการ (Administrative Management) เฮนรี ฟาโยล (Henri Fayol) เปน นกั อุตสาหกรรมชาวฝร่งั เศส ไดเ สนอแนวความคิด เกี่ยวกับหลักการบริหารงาน ๑๔ ประการ ซึ่งถือวาเปนหลักการจัดการที่มีประสิทธิภาพของ Fayol (Fayol’s principles of effective management) ดงั นี้ ๑. การแบงงานกนั ทำ (Division of work) ๒. อำนาจและหนาท่คี วามรับผิดชอบ (Authority and Responsibility) ๓. ความมีระเบยี บวินัย (Discipline) ๔. ความมผี ูบ งั คบั บญั ชาเพยี งคนเดียว (Unity of command) ๕. การมีเปาหมายเดียวกนั (unity of direction) ๖. ผลประโยชนสวนตัวมีความสำคัญนอยกวาผลประโยชนขององคการ (Subordination of individual to the general interest ) ๗. คาตอบแทนและวธิ ีการจายคาตอบแทน (Remuneration and methods) ๘. การรวมอำนาจ (Centralization) ๙. สายการบังคับบญั ชา (Scalar chain) ๑๐. คำส่ัง (Order) ๑๑. หลักความเสมอภาค (Equity) ๑๒. ความม่ันคงในงาน (Stability of tenure) ๑๓. ความคดิ รเิ รมิ่ (Initiative) ๑๔. ความสามัคคี (Esprit de corps) นวตั กรรมและเทคโนโลยกี ารบริหารโรงเรียนวิถีพทุ ธ | ๓๑

นอกจากนี้ ฟาโยยังไดเสนอแนวความคิดในดานกระบวนการจดั การวา ประกอบดวย หนา ท่ี (Functions) ทางการบริหาร คอื ๑. การวางแผน (Planning) เปน หนาที่ของผบู ริหารท่ีจะตอ งทำการคาดการณลวงหนา ถึงเหตุการณที่จะมผี ลกระทบตอธุรกิจ และกำหนดขึ้นเปนแผนการปฏิบัติงานหรือวิถีทางจะ ปฏิบตั เิ อาไวเพอ่ื สำหรับเปน แนวทางของการทำงานในอนาคต ๒. การจัดองคก าร (Organizing) เปนหนา ท่ีทผี่ ูบรหิ ารจำตองจดั ใหมีโครงสรางของงาน ตาง ๆ และอำนาจหนาที่ เพอื่ ใหทรัพยากรในการบรหิ ารงานเปนไปอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ ๓. การบังคบั บัญชาสง่ั การ (Commanding) เปนหนาท่ใี นการสงั่ การงานตาง ๆ ของผู อยูใตบังคบั บัญชา ผูบริหารและคนงานจะตองเขาใจถึงขอตกลงในการทำงานของคนงานและ องคการท่ีมอี ยูรวมถงึ การตดิ ตอ สอื่ สารกับผใู ตบงั คบั บัญชาอยา งใกลช ดิ ๔. การประสานงาน (Co-ordinating) เปนหนาท่ีที่จะตองเชื่อมโยงงานของทุกคนให เขา กันได และกำกับใหไ ปสจู ุดหมายเดียวกัน ๕. การควบคุม (Controlling) เปน หนา ท่ีในการทจ่ี ะตอ งกำกับใหส ามารถประกันไดวา กจิ กรรมตาง ๆ ท่ีทำไปนั้นสามารถเขา กนั ไดก บั แผนทไ่ี ดวางไว ในระยะตอ มามผี ใู หการสนบั สนุนแนวความคิดของฟาโยในดา นการบรหิ ารอีกมากมาย เชน Luther Gulick และ Lyndall Urwick นักทฤษฎีเหลานี้ไดแสดงความคิดเกี่ยวกับ กระบวนการบรหิ าร ๗ ประการ (POSDCoRB) ๑. การวางแผน (Planning) ๒. การจดั องคก าร (Organizing) ๓. การจัดบุคคล (Staffing) ๔. การอำนวยการ (Directing) ๕. การประสานงาน (Co-ordinating) ๖. การรายงาน (Reporting) ๗. การงบประมาณ (Budgeting) สรุป หลกั การจดั การขา งตนนถ้ี อื วาเปน หนาท่ีของงานบรหิ ารที่ผบู ริหารสามารถนำไป ปรับใชใ นการปฏิบัติงานในแตละสถานการณท่ีแตกตางกันไดเปนการดำเนินงานใหผูปฏิบัติงาน ในองคการไดปฏิบัติงานใหสำเร็จตามวัตถุประสงคที่กำหนดไว อยางไรก็ตามแนวคิดของ POSDCORB นน้ั มีความเหมาะสมกับองคการขนาดใหญมากกวาที่จะนำไปใชก ับองคการขนาด เล็ก เพราะกระบวนการจัดการสำหรับองคการขนาดเล็ก เชน ธุรกิจขนาดยอม (Small Business) ซึง่ ไมจำเปนตอ งใชก ระบวนการจดั การทีม่ ีระบบมากสามารถใชการวางแผน การจัด องคการ การอำนวยการและการควบคุมกส็ ามารถจะทำใหก ระบวนการทำงานดำเนนิ ไปได ๓๒ | บทที่ ๒ การบริหารโรงเรยี นวิถีพทุ ธ

๓. ทฤษฎีการบริหารเชงิ ระบบ (Systems Theory) ลุดวิจ วอน เบอรทแลนฟ (Ludwig von Bertlanffy) ไดเสนอทฤษฎรี ะบบทีอ่ าศัย แนวคิดดา นพฤตกิ รรมศาสตร และแนวคิดดา นวิทยาศาสตรผสมผสานกัน โดยมององคก ารเปน ระบบตามหนาที่ที่สัมพันธกับสิ่งแวดลอม มีความเกี่ยวของกันซึ่งตองการบรรลุจุดมุงหมาย รวมกัน ทุกระบบจะประกอบดวยสวนตาง ๆ ที่ใชกระบวนการแปรสภาพเพื่อเปลี่ยนปจจัย นำเขา เปนผลผลิต ระบบข้ึนกับการปอ นกลบั เพื่อสอบผลลพั ธแ ละปรบั ปรงุ ปจ จยั นำเขา โดยมี ๔ สว น ดังนี้ ๑. ปจ จยั นำเขา ประกอบดว ย ทรพั ยากรมนษุ ย การเงิน ส่งิ แวดลอมทางกายภาพและ ขอมูลขา วสารเพอื่ การผลติ สินคา การบรกิ ารและการตดั สินใจ ๒. กระบวนการแปรสภาพ ประกอบดว ย การจัดการ เทคโนโลยี และการปฏิบตั ิ การ ผลิตเพ่ือเปลีย่ นปจ จยั นำเขาเปนผลผลติ ๓. ผลผลิต ประกอบดวย สินคา บริการ กำไร ขาดทุน พฤติกรรมของพนักงานและ ผลลัพธทีค่ าดหวงั โดยผบู รหิ ารในทุกระดบั ท่ีทำงานเพ่อื ใหบ รรลุวัตถปุ ระสงคข ององคการ ๔. การปอนกลบั เปนขอมูลเกี่ยวกับสภาพและผลลัพธเกี่ยวกับกิจกรรมองคการโดยมี ลูกคา คูแขงขัน ภาครัฐบาล และผูจัดหาเปนผูปอนกลับขอมูลใหกับองคการ เสมือนเปน ผตู รวจการทางธรุ กจิ องคการธุรกิจเปน เสมือนระบบหนง่ึ ทีท่ ำหนาที่แปรสภาพ เรม่ิ จากการนำเอาทรัพยากร ตา งๆ เขา สูระบบ จากน้นั องคการกจ็ ะทำหนา ท่ีแปรสภาพสิง่ ที่นำเขาไปดวยกรรมวิธีตา ง ๆ เชน การใชกระบวนการจัดการ การใชก ระบวนการผลิต การใชเ ทคโนโลยีสมยั ใหม เพอ่ื ใหไ ดผ ลลัพธ ทีต่ ง้ั เปาหมายไว เชน ผลติ ภัณฑ การบริการ การคา บริการภายในระบบจะประกอบดว ยระบบ ยอยซง่ึ ตางฝา ยตอ งทำหนาที่แปรสภาพทรพั ยากรจนกระทง่ั เปน สินคาสำเรจ็ รปู และบรกิ ารตา งๆ สำหรับการบริหารเชิงระบบนั้นมีประโยชนมาก เพราะผูบริหารสามารถมองเห็น ขอบเขตขององคการและทร่ี ะบบยอ ยขององคก ารท่มี ีความสัมพนั ธกันกับสภาพแวดลอ ม ดังน้ัน องคการทุกองคการควรจะเปนระบบเปดอยางแทจริงเพราะวาตองใชปจจัยนำเขาจาก สภาพแวดลอมและเปลี่ยนแปลงใหเปน ปจจัยสงออกสูสภาพแวดลอ ม แนวความคิดนี้จะไดผล ตอเมื่อองคการท่ีนำไปใชสามารถปรับตัวใหเขากับสถานการณ สิ่งแวดลอมที่เปลี่ยนแปลงได โดยเฉพาะขาวสารขอมลู จะเปนสงิ่ สำคัญสำหรบั แนวคิดนีอ้ ยางยงิ่ ฉะนั้นองคก ารควรตรวจสอบ สภาพแวดลอมและปรบั ตัวใหเ ขา กบั สภาพแวดลอ มเพือ่ การพัฒนาการบริหารตอไป นวัตกรรมและเทคโนโลยกี ารบรหิ ารโรงเรยี นวถิ ีพทุ ธ | ๓๓

๔. ทฤษฎีองคก์ ารแหง่ การเรยี นรู้ (Learning Organization Theory) แนวคดิ องคการแหง การเรียนรเู ปน แนวคิดทีต่ อ งการใหคนเกดิ ความตอ งการในการทจี่ ะ แบง ปน ความรูใหเ กิดขนึ้ และแพรขยายไปทว่ั ทั้งองคการ แนวคดิ แบงเปน ๕ ประการ (วรรณพร พทุ ธภมู พิ ิทกั ษ และกัญญามน อินหวาง, ๒๕๕๔: ๒๘-๒๙) คอื ๑. Personal Mastery บุคคลไดขยายขีดความสามารถของตนอยางตอเนื่อง ทุกคน ตอ งเปน นักพัฒนาตนเอง มีทักษะความสามารถ เพื่อใหเกิดการปรับปรุงผลงานตลอดเวลา ๒. Share Vision การมีเปาหมายหรือผลลัพธที่พึงประสงครวมกัน โดยสนับสนุนให บุคลากรไดแสดงวิสัยทัศนของแตละคนออกมา แลวจึงเปดโอกาสใหทุกคนไดรวมอภิปราย รว มกันอนั เปน เครอื่ งมือท่จี ะนำไปสูการมวี สิ ัยทัศนร ว มกันซึ่งตองมคี วามตอ เนือ่ ง ๓. Mental Model การมีความปรารถนาหรือแรงบันดาลใจรวมกัน โดยบุคคลตอง ตระหนักถงึ สภาพการปจจุบันขององคก ารและพรอมที่จะตรวจสอบทา ทายสภาพทีเ่ กดิ ขึ้นโดย จะมแี มแบบทางความคิดชดุ หนึ่งคอยควบคมุ การตัดสนิ ใจของพนกั งานในองคการ ๔. Team Learning การใหองคการสรางการถายทอดความรูซึ่งกันและกันเปนการ สรางบทเรียนแหงความสำเร็จ เพื่อขยายตอไปในหนวยงานอื่นเปนการคิดและสรางสรรค ส่ิง ใหมภายใตก ารประสานงานรวมกนั การเรียนรูเปนทีมจงึ อาศัยความรู ความคิดของสมาชิกใน กลุมมาแลกเปล่ยี นความคิดเหน็ เพื่อพัฒนาความรคู วามสามารถของทมี ตอ ไป ๕. System Thinking การพัฒนาแบบแผนทางความคดิ ที่แปลกใหมที่เปนระบบ คือ เปนการหาสาเหตุทีม่ ีอิทธพิ ลและสงผลตอ พฤตกิ รรมและความสำเร็จขององคการ เปนการคิด แบบองครวม (Holistic) หรือมองภาพกวางที่องคประกอบตาง ๆ มีความสัมพันธกันอยาง ซับซอ น เพื่อที่จะเขา ใจและเห็นภาพสาเหตุท่ีมาของปญ หาไดอ ยางแทจริง ❀ หลกั การบริหารสถานศึกษา สถานศึกษาเปนแหลงใหการศึกษา จำเปนตองมีผูบริหารและการบริหารที่ดี การ บรหิ ารการศกึ ษาเปนวิชาชีพชนั้ สูง (Profession) และใชบคุ ลากรมืออาชีพ (Professional) มา บริหาร (ธีระ รุญเจริญ, ๒๕๔๗: ๒๒) จึงจะทำใหการบริหารและการจัดการศึกษาประสบ ความสำเรจ็ และเปนไปตามแนวทางทพ่ี ึงประสงค ตามพระราชบัญญัติการศกึ ษาแหง ชาติ ๓๔ | บทที่ ๒ การบรหิ ารโรงเรียนวถิ ีพทุ ธ

๑. ความหมายของการบรหิ ารสถานศกึ ษา สัมมา รธนิธย (๒๕๓๖: ๙๕) กลาววา การบริหารการศึกษาตองอาศัยผูบริหารที่มี ประสทิ ธิภาพ มคี วามรคู วามสามารถ เพ่ือใหการบรหิ ารบรรลุวัตถุประสงค มอี งคป ระกอบดังน้ี ๑) การวางเปาหมายและวัตถุประสงคชดั เจน ๒) การวางแผน และนำเทคโนโลยีในการบริหารงาน ๓) การจดั โครงสรา ง และวางระบบงาน ๔) การใชทรพั ยากร และคา ใชจ า ยทีค่ มุ คา ๕) การใชอำนาจในการสั่งการ และควบคุม ๖) การประเมินผลเพื่อปรบั ปรงุ งาน หลกั การนสี้ อดคลองกับแนวคดิ ของนักการศกึ ษา ดังตอ ไปนี้ หวน พินธุพันธ (๒๕๕๐: ๓๖) กลาววา การบริหารสถานศึกษา หมายถึง การ ดำเนินงานของกลุมบุคคลเพ่ือพัฒนาคนใหมีคุณภาพทั้งความรู ความคิด ความสามารถ และ ความเปนคนดี และ นพพงษ บุญจิตราดุล (๒๕๔๘: ๕๑) กลาววา การบริหารสถานศึกษา หมายถงึ กจิ กรรมตา ง ๆ ทบ่ี คุ คลหลายคนรวมมือกนั ดำเนินการเพื่อพัฒนาสมาชิกของสังคมใน ทกุ ๆดาน นับต้งั แตหลักการ ความรู ความสามารถ พฤตกิ รรมและคณุ ธรรมเพอื่ ใหม คี า นยิ มตรง กับความตองการของสังคม โดยกระบวนการตาง ๆ ที่อาศัยการควบคมุ ส่ิงแวดลอมใหมผี ลตอ บคุ คลและอาศยั ทรัพยากรตลอดจนเทคนคิ ตาง ๆ อยางเหมาะสม เกษม วัฒนชัย (๒๕๔๖: ๒) กลาววา การบริหารสถานศึกษา หมายถึง ระบบการ บรหิ าร การออกแบบและจดั ระบบการศกึ ษาทง้ั ระบบความคิด และรวมถงึ การนำทรพั ยากรเพอ่ื การศึกษาไปบริหารใหเกิดผลทางการศึกษา โดยผูบริหารเปนบุคคลสำคัญในการบริหาร สถานศึกษา และ สอางค จงสวัสดิ์พัฒนา (๒๕๔๖: ๑๑) กลาววา การบริหารสถานศึกษา หมายถึง การดำเนินงานของกลุมบุคคลที่จัดกิจกรรมทางการศึกษา ทางดานวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบรหิ ารท่วั ไปของโรงเรยี น เพอื่ บรรลุวัตถุประสงคใ น การจัดการศกึ ษาแกสมาชิกในสังคม สรปุ วา การบรหิ ารสถานศึกษา หมายถงึ กระบวนการดำเนินกจิ กรรมของกลมุ บุคคลใน โรงเรียน และผูที่เกี่ยวของภายนอกโรงเรียน ไดรวมกันในการบริหารจัดการศึกษาใหเกิด กิจกรรมท่ีหลากหลาย โดยใชเทคนิคที่ประยุกตศาสตรแ ละศิลปท างการบริหารมาใชในกิจการ ทางการศกึ ษา ในการท่พี ฒั นาสมาชิกในสังคมใหเปน ผมู ปี ระสิทธิภาพ นวัตกรรมและเทคโนโลยกี ารบรหิ ารโรงเรยี นวถิ ีพทุ ธ | ๓๕

๒. ภารกิจการบริหารสถานศึกษา สถานศึกษาเปน องคกรทีม่ ีภารกจิ หลัก คือ การจดั การเรยี นรูเพ่ือใหผเู รียนไดบรรลตุ าม จุดมุงหมายของหลักสูตร ในสวนของการบริหารสถานศึกษาโดยรวม กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดภารกิจการบริหารสถานศึกษาใน ๔ งานหลักคือ การบริหารงานวิชาการ การ บริหารงานงบประมาณ การบริหารงานบุคคล การบริหารงานทั่วไป (กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๔๗: ๓๓-๓๔) จากหลักการนี้ ภารกิจหลักที่ผูบรหิ ารจะตองปฏิบัติใหบ รรลเุ ปาหมายอยางมคี ุณภาพ เก่ยี วกบั เรอื่ งนี้ผบู รหิ ารจำเปนอยา งย่ิงที่จะตองมคี วามรู ความเขาใจ ภารกจิ นอกจากนผ้ี บู ริหาร สถานศึกษาจำเปนตองรูจักกระบวนการบริหารที่นำมาประยุกตใช จึงจะสามารถพัฒนางาน บรหิ ารสถานศกึ ษาใหบ รรลตุ ามเปาประสงคได ๓. กระบวนการบริหารสถานศึกษา กระบวนการบรหิ ารสถานศึกษา ผูบรหิ ารตองศกึ ษาแนวทางในการปฏบิ ัติภารกิจหลัก ท้ัง ๔ ดานใหเขา ใจเพ่ือการบรหิ ารใหบรรลเุ ปาหมายอยางมีคณุ ภาพ จึงขอนำเสนอกระบวนการ บริหารโรงเรียนทีส่ ำนกั งานคณะกรรมการการประถมศึกษาไดเสนอแนะไว (มานะ ทองรักษ, ๒๕๔๙: ๔๔-๔๖) ดงั ตอไปน้ี ๑. การศกึ ษาสภาพปจ จบุ นั ปญ หาและความตองการ เปนขั้นตอนขนั้ พ้นื ฐานกอนท่ีจะ มีการวางแผนงานบรหิ ารโรงเรยี น เพราะผูบรหิ ารจะไดขอมลู ทแี่ สดงถึงสถานการณท่เี ปน อยจู รงิ ในปจจุบันของโรงเรียน สภาพการปฏิบัติงานแสดงใหเห็นถึงปญหาสำคัญของระบบงาน การ ปฏิบัติงานแสดงถึงความพรอม ความสามารถของโรงเรียนเปรียบเทยี บกับมาตรฐานและความ คาดหวงั นัน่ คอื แสดงความตองการในอนาคตนัน่ เอง ๒. การวางแผน คือ การคิดและกำหนดสิ่งทีจ่ ะตองปฏิบตั ิ เปนการตดั สินใจไวลวงหนา วา จะทำอะไร ทำไมจงึ ทำ ทำอยางไร จะใหใ ครทำ จะทำท่ีไหนและทำเม่ือไหร ๓. การดำเนินงานตามแผน เปนขั้นตอนที่ประกอบดวย การควบคุมกำกับติดตามและ นิเทศงาน ๔. การประเมินผล เปนข้ันตอนสดุ ทายของกระบวนการบริหาร การประเมนิ ผลชวยให ผูบริหารทราบวาผลการปฏิบัติงานบรรลุวัตถุประสงคเพียงใด แสดงขอบกพรองของการ ปฏบิ ัติงานเพ่อื ปรบั ปรุงแกไ ขการปฏิบัตงิ านครง้ั ตอ ไปใหมีประสทิ ธิภาพย่งิ ขึน้ สรุป ผูบริหารจะดำเนินงานใหประสบความสำเร็จจะตองมีกำหนดวิสัยทัศน กระบวนการวางแผน มีการทำตามแผน มุงสูเปาหมายที่ชัดเจน (Plan) มีการทำงานเปนทีม คณะกรรมการสถานศกึ ษาตองรวมมอื กบั ผบู รหิ าร ครู ผูป กครอง ผูมีสวนไดส ว นเสีย ตอ งรว มกนั ๓๖ | บทที่ ๒ การบรหิ ารโรงเรียนวิถีพทุ ธ

พัฒนาและดำเนินการอยางตอเนื่องโดยไมหยุด (Do) มีการตรวจสอบประเมินผลและพัฒนา ปรับปรุงงานอยูเสมอ ชวยกันตรวจสอบ (Check) และปรับปรุงแกไขขอบกพรองและพัฒนา ปรบั ปรุงคุณภาพใหด ยี งิ่ ข้ึนอยูเ สมอ (Act) ❀ แนวทางการบริหารสถานศึกษาสมยั ใหม่ ๑. บริหารอยา่ งมีธรรมาภิบาล (Good Governance) การบริหารจัดการศึกษาภายในสถานศึกษาใหเกิดพลังและมปี ระสทิ ธิภาพ จำเปน ตอง ยดึ เง่ือนไขและหลกั การสำคัญดงั น้ี ๑. การตัดสินใจทย่ี ดึ โรงเรยี นเปน ฐาน (School-Based Decision) เปน แนวคิดท่ีมุงให โรงเรยี นมีอิสระในการตดั สนิ ใจดว ยตนเอง โดยยดึ ประโยชนทจ่ี ะเกดิ กบั ผเู รยี นเปนสำคัญ ๒. การมีสวนรว ม (Participation) กำหนดใหบ ุคคลหลายฝายท่เี กย่ี วของกับการศึกษา หรอื ผูม สี ว นไดสวนเสียในการจัดการศกึ ษา เขา มามีสว นรวมเปนคณะกรรมการรวมแสดงความ คดิ เหน็ หรอื รวมกำกบั ติดตาม ดแู ล ๓. การกระจายอำนาจ (Decentralization) เปนการกระจายอำนาจดานการบริหาร จัดการดา นวชิ าการ งบประมาณ การบรหิ ารบุคคลและการบริหารทว่ั ไป ใหคณะกรรมการเขต พ้นื ท่ีการศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษาเปน ผรู บั ผดิ ชอบ ๔. ความรับผิดชอบที่สามารถตรวจสอบได (Accountability) มีการกำหนดหนาท่ี ความรับผดิ ชอบและภารกิจของผรู ับผดิ ชอบ เพอื่ เปน หลักประกันคุณภาพการศกึ ษาใหเกดิ ขนึ้ ๕. ธรรมาภบิ าล (Good Governance) เปนหลักคิดสำหรบั การบริหารจัดการท่ีดี เพื่อ ประกนั วา ในองคก ารจะไมมีการฉอราษฎรบ ังหลวง ไมด อยประสทิ ธภิ าพ ทงั้ น้ี ยดึ หลกั เปาหมาย สอดคลอ งตอสังคม กระบวนการโปรงใสและทกุ ขั้นตอนมผี ูรบั ผดิ ชอบ ๖. ความเปนนิติบุคคล (A juristic person) เปนการใหสทิ ธิและอำนาจหนา ท่ีทีก่ ำหนดไว เปนของตนเอง ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและ พระราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาภาคบงั คับ ซึง่ ไดก ำหนดอำนาจหนาที่ทเี่ ปนของโรงเรยี นไวโดยเฉพาะ ๒. การบรหิ ารแบบ POLC การทำใหก ารบรหิ ารประสบความสำเร็จ เปน หนา ทข่ี องผบู รหิ าร หรอื หนา ท่กี ารบรหิ าร ท่ีตองปฏิบตั ิ ทง้ั นี้ การจำแนกหนา ท่ีการบริหารของนกั วชิ าการสว นใหญมแี นวคิดสอดคลองกัน นวตั กรรมและเทคโนโลยีการบรหิ ารโรงเรยี นวถิ ีพุทธ | ๓๗

แตมีการจัดกลุมกจิ กรรมยอยแตกตางกันไปตามความคดิ เห็นของแตละคน ในที่น้ีอาจสรุปและ จำแนกหนา ที่การบรหิ ารครอบคลมุ ใน ๔ ดา น ดงั น้ี (DuBrin, ๒๐๐๐) ๑. การวางแผน (Planning) หมายถงึ การตัดสินใจลวงหนาวาจะดำเนินการอยางไรให บรรลแุ ละวตั ถปุ ระสงคท ่กี ำหนดไวอยางมปี ระสิทธภิ าพ เกดิ ประโยชนต อ องคก รมากท่ีสดุ ๒. การจดั องคกร (Organizing) หมายถึง กระบวนการจดั การทรัพยากรตางๆ และการ จัดระบบการดำเนนิ งานเพ่ือใหบ รรลุเปาหมายขององคกร ๓. การนำ (Leading) หมายถึง การอำนวยการและการประสานงาน เพื่อใหบ ุคลากร ปฏิบตั ิงานบรรลุเปาหมายขององคก ร ซึ่งตองอาศัยภาวะผูนำของผูบ ริหาร ๔. การควบคุม (Controlling) หมายถงึ การกำกับใหก ารดำเนินงานและกิจกรรมตางๆ ที่ปฏิบัตใิ หเปนไปตามเปาหมายและแผนขององคกรท่ีไดก ำหนดไว ๓. การบริหารคุณภาพภายใน (PDCA) กระบวนการทำงานเชิงระบบ (PDCA) ถือเปนวงจรบรหิ ารงานคณุ ภาพ มกี ารหมุนวงจร เล็กไปสูวงจรใหญ อันทำใหเกิดรอบตอไปที่ทำใหเกิดการปรับปรุงตอเนื่อง ทำใหงานมีการ พฒั นาอยา งไมส ้ินสดุ ทง้ั น้ี อาจเร่มิ ดวยการปรบั ปรุงเล็กนอ ยกอนท่จี ะกาวไปสูการปรับปรุงที่มี ความซับซอนมากย่ิงข้ึน ดงั ภาพน้ี วงจรการทำงานเชงิ ระบบ (PDCA) กบั การปรบั ปรงุ อยา งตอเนือ่ ง ข้นั ตอนการทำงานเชิงระบบ (PDCA) ๔ ข้นั ตอน สรุปไดดังนี้ ๑. การวางแผน (Plan) การวางแผนที่ดีชวยใหสามารถคาดการณสิ่งที่เกิดขึ้นใน อนาคตชวยลดความสูญเสียตา ง ๆ ท่อี าจเกดิ ขน้ึ ได ท้งั ในดา นแรงงาน วัตถุดบิ ช่วั โมงการทำงาน ๓๘ | บทท่ี ๒ การบริหารโรงเรยี นวถิ ีพุทธ

เงิน เวลา ฯลฯ และชวยใหรับรูสภาพปจจุบันพรอมกับกำหนดสภาพที่ตองการใหเกิดขึ้นใน อนาคต ดว ยการผสานประสบการณ ความรูและทกั ษะอยางลงตวั การวางแผนท่ีดสี ามารถทำให บรรลุจดุ มงุ หมายได ควรมีลักษณะดังน้ี ๑) ครอบคลุมถงึ การกำหนดกรอบหัวขอที่ตองการปรบั ปรงุ เปลย่ี นแปลงซงึ่ รวมถงึ การพฒั นาสิง่ ใหม ๆ สามารถแสดงถึงการแกป ญหาทเ่ี กดิ ขึ้นจากการปฏิบตั งิ าน ฯลฯ ๒) พรอมสูการพิจารณาวามีความจำเปนตองใชขอมูลใดบางเพื่อการปรับปรุง เปลย่ี นแปลงนนั้ โดยระบุวิธกี ารเก็บขอมลู ใหช ัดเจน ๓) วเิ คราะหขอ มูลที่รวบรวมได ๔) กำหนดทางเลือกในการปรับปรุงเปล่ียนแปลงดังกลา ว ๒. การปฏิบัติ (DO) เปนการลงมือทำ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตามทางเลือกที่ได กำหนดไวในข้นั ตอนการวางแผน ในขั้นนตี้ อ งตรวจสอบระหวา งการปฏบิ ตั ดิ ว ยวาไดด ำเนินไปใน ทิศทางที่ตั้งใจหรือไม พรอมกับสอื่ สารใหผูท ่ีเก่ยี วขอ งรับทราบไมควรปลอยใหถึงวินาทีสุดทาย เพ่ือดคู วามคบื หนาทเี่ กิดขน้ึ หากเปน การปรับปรงุ ในหนว ยงานผบู รหิ ารตอ งทราบความคบื หนา อยา งตอเนือ่ ง เพ่ือจะไดม ่นั ใจวา โครงการปรบั ปรงุ มีความผดิ พลาดนอยทส่ี ดุ ๓. การตรวจสอบและประเมนิ ผล (Check) เปน ข้นั ตอนทท่ี ำใหเ ราทราบวาการปฏบิ ตั ิ ในข้ันทสี่ องสามารถบรรลเุ ปาหมายหรือวัตถุประสงคท ่ีไดก ำหนดไวห รอื ไม ส่งิ สำคัญกค็ ือ ตองรู วาจะตรวจสอบอะไรบางและบอยครั้งแคไหน ขอมูลที่ไดจากการตรวจสอบจะเปนประโยชน สำหรบั ขน้ั ตอนถดั ไป กรอบและแนวทางการตรวจสอบและประเมนิ ผล สรปุ ไดดังน้ี ๑) ตรวจสอบและประเมินผลขัน้ ตอนการดำเนินงาน ไดแก - ข้ันการศกึ ษาขอ มลู มกี ารศกึ ษาขอ มลู ไดครบถว น - ขน้ั การเตรียมงาน การเตรยี มงานตามแผนงานมีความพรอ มหรอื ไม - ข้ันดำเนนิ งาน มบี คุ ลากรและทรพั ยากรหรือไม - ขนั้ ตอนการประเมนิ มเี คร่ืองมีและขัน้ ตอนการประเมินผลท่เี หมาะสม ๒) ตรวจสอบประเมินผลงานตามเกณฑที่กำหนด เชน Delta Principle คือ เกณฑก ารประเมิน ๓) ตรวจสอบและประเมนิ ความพงึ พอใจของผรู บั บรกิ าร ซ่งึ สามารถตรวจสอบได จากขอมลู การรบั บรกิ ารหรือการใหค ำแนะนำจากผรู บั บริการโดยตรง ๔) ตรวจสอบและประเมนิ คณุ ภาพทวั่ ท้ังองคก ร ไดแก - บุคลากรมีคณุ สมบัติ เหมาะสมกบั งานหรอื ไม เพยี งใด - วัสดุอุปกรณสำนักงานหรือเครื่องใชวามีขีดความสามารถที่เหมาะสมและ สรางผลผลิตท่มี ีคุณภาพเพียงใด นวัตกรรมและเทคโนโลยกี ารบรหิ ารโรงเรียนวถิ ีพทุ ธ | ๓๙

- ระบบการทำงาน เชน ระบบการใหบ รกิ ารระบบการส่อื สารภายในองคกร มี ความเหมาะสมมากพอกับการบรรลุเปาหมายคณุ ภาพหรอื ไม - ระบบการบริหารงาน ประกอบดวย โครงสราง องคกร การบริหารดานการ ผลิตและกำหนดเปาหมายหรือไม อยา งไร - ความตองการของผรู ับบริการเปนอยางไร - งบประมาณท่ีใชลงทนุ มีความจำเปน และเพยี งพอตอสรา งคณุ ภาพหรอื ไม - ทัศนคตขิ องบุคลากร มีความกระตอื รอื รนตอ การทำงาน สามารถสรางงานท่ี มคี ณุ ภาพหรือไม อยางไร เปนตน เมื่อดำเนินงานตรวจสอบและประเมินคุณภาพแลว ควรมีการจัดทำรายงานผลการ ตรวจสอบและประเมนิ ผลตอ ฝา ยบริหาร เพื่อนำไปสกู ารปรบั ปรุงแกไขตอไป ๔. การปรบั ปรงุ และพัฒนา (Act) ขัน้ ตอนการดำเนนิ งานจะพจิ ารณาผลทไ่ี ดจากการ ตรวจสอบ มี ๒ กรณี ดังนี้ กรณีที่ ๑ ผลที่เกิดขึ้นเปนไปตามแผนที่ไดวางไว ก็ใหนำแนวทางหรือกระบวนการ ปฏิบัตินั้นมาจัดทำใหเปนมาตรฐานพรอมทั้งหาวิธีการที่จะปรับปรุงใหดียิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งอาจ หมายถงึ สามารถบรรลุเปาหมายไดเ ร็วขึ้น หรอื เสยี คา ใชจ ายนอ ยลง หรอื ทำใหค ุณภาพดีย่ิงข้ึนก็ ได กรณีที่ ๒ ผลทเี่ กดิ ข้นึ ไมเปนไปตามแผนที่ไดวางไว ควรนำขอมลู ที่รวบรวมไวม าวิเคราะห และพิจารณาวา ควรจะดำเนนิ การอยางไร ตอไปนี้ มองหาทางเลอื กใหมท ีน่ า จะเปน ไปได ใชค วามพยายามใหม ากขึน้ กวา เดิม ขอความชว ยเหลอื จากผูรู เปล่ยี นเปา หมายใหม ๔. การบริหารโดยใช้โรงเรยี นเปน็ ฐาน (School Based Management : SBM) การบริหารโดยใชโรงเรียนเปนฐาน (School Based Management) เปนนวัตกรรม ทางการบรหิ ารรูปแบบหนง่ึ ทนี่ ำมาใชในการปฏิรูปการศึกษา โดยมหี ลกั การประกอบดวย การ กระจายอำนาจ การใชโรงเรียนเปนศูนยกลาง การมีสวนรวม การพึ่งตนเอง การประสานงาน ความตอเนื่องและหลากหลาย การพัฒนาตนเองและการตรวจสอบและถวงดุล การใชอำนาจ หนาที่ ความรับผิดชอบในการตัดสินใจใชทรัพยากรที่มีอยู ดำเนินการ แกปญหา และจัด กจิ กรรมการศึกษาของโรงเรยี น ใหม ีประสทิ ธิภาพและประสิทธิผลเพ่ือคณุ ภาพในการเรยี นรขู อง ๔๐ | บทท่ี ๒ การบริหารโรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ

นักเรียนทุกคน จะตองคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) มาประกอบการบริหาร ดวย การบริหารจัดการใหเปน ไปตามความตอ งการของโรงเรียนเอง แบง เปน ๔ รูปแบบ ดังนี้ ๑. รูปแบบที่ผูบริหารสถานศึกษาเปนหลัก (Administrator Central SBM) ผูบริหาร สถานศึกษาเปนประธาน กรรมการจะเลือกตั้งจากกลุมผูปกครอง ครูอาจารย และชุมชน คณะกรรมการมีบทบาทใหคำปรกึ ษาแตอ ำนาจการตัดสินใจอยทู ผ่ี ูบริหารโรงเรยี น ๒. รูปแบบที่ครูเปนหลัก (Professional Central SBM) โดยครูในฐานะเปนผูใกลชดิ เด็กมากที่สุดยอมรูปญหาไดดีกวาและสามารถแกปญหาไดตรงจุด ตัวแทนคณะครูจะเปน กรรมการโรงเรียนมากทีส่ ดุ และรวมเปน คณะกรรมการบรหิ ารโรงเรียน ๓. รูปแบบที่ชุมชนมีบทบาทหลัก (Community Central SBM) รูปแบบนี้จะ ตอบสนองความตองการของผูปกครองและชุมชนมากทีส่ ุด โดยตัวแทนชุมชนจะเปนประธาน ผูบ ริหารเปน กรรมการและเลขานุการ ๔. รปู แบบทค่ี รแู ละชมุ ชนมบี ทบาทหลกั (Professional Community Central SBM) เปน รูปแบบทเี่ ชื่อวาครแู ละผูป กครองตางมคี วามสำคญั ในการจดั การศึกษาใหแกเ ดก็ การบรหิ ารงาน ในรูปกรรมการจะมีสดั สว นของครูและผูปกครองมากกวากลุม อ่ืน ๆ โดยผูบริหารโรงเรียนเปน ประธานคณะกรรมการและคณะกรรมการโรงเรยี นเปนคณะกรรมการบรหิ าร ดงั สรปุ ในตารางน้ี ตารางแสดงบทบาทของผบู รหิ าร ครู และชุมชนในการบรหิ ารการศกึ ษาท่ีใชโรงเรยี นเปนฐาน ผเู ก่ียวของ การบรหิ ารแบบเดิม การบริหารทใ่ี ชโ รงเรียนเปนฐาน (SBM) ผบู รหิ าร • รับคำสง่ั จากสวนกลาง • เปนแบบผนู ำการพฒั นาโดยอาศยั ความ ตั้งแตง านวชิ าการ รว มมือจากคณะกรรมการมอี สิ ระและคลองตัว หลกั สูตร งบประมาณ ในการบรหิ ารจัดการควบคูกับความ บคุ ลากรและทรพั ยากร รบั ผิดชอบที่ตรวจสอบได สำหรับ เพื่อการศึกษา งบประมาณจะไดร บั เงินอดุ หนนุ แบบเหมา จา ย (block grant) สถานศกึ ษาจะตอง กำหนดสาระการเรียนรู และวิธกี ารจดั • การแกปญ หาตองเสนอ กิจกรรมการเรียนการสอนและรบั ผิดชอบใน เรอ่ื งขึ้นไปตามลำดบั การบริหารงานบุคคลมากขน้ึ กวาเดิม • แกป ญ หาทเี่ กดิ ข้นึ ตดั สินใจเองโดยใช กระบวนการกลุมและขอมลู สารสนเทศ และ กระบวนการ ตดั สินใจ นวตั กรรมและเทคโนโลยกี ารบรหิ ารโรงเรียนวถิ ีพุทธ | ๔๑

ผเู ก่ียวขอ ง การบรหิ ารแบบเดมิ การบรหิ ารที่ใชโ รงเรียนเปน ฐาน (SBM) ครู เปนผูปฏิบัติตามคำสั่ง เปน ผรู วมงาน รวมตดั สินใจ เปน นักพัฒนาและ ผูปกครอง จ า ก ผ ู  บ ั ง ค ั บ บ ั ญ ช า นักปฏบิ ัติรวมกับผูบ รหิ ารและคณะกรรมการ หรือชมุ ชน ตามลำดบั ข้ันทกุ กรณี วางแผนพัฒนาระยะยาว(school charter) และการจัดทำแผนประจำป เปน ผรู บั บริการจาก เปน ท้งั ผูใ ห ผรู บั ผูร ว มหุน ผูสนับสนุนทง้ั ในเชิง โรงเรียนทงั้ ในเชงิ ปรมิ าณ ปรมิ าณและ คณุ ภาพ ชว ยเหลือดแู ลทรพั ยากร และคุณภาพ บุคคลในโรงเรยี น ใหข อ มลู ท่ีเปนประโยชน มี สว นรว มแกไขปญ หาในกรณีเกดิ ปญ หาขึ้นใน โรงเรียน ยุทธศาสตรการดำเนินงานใหการบริหารจัดการศึกษาที่ใชโรงเรียนเปนฐานบรรลุผล จำเปน ตอ งกระจายอำนาจและพฒั นาสถานศกึ ษา ดงั น้ี ๑. ดำเนินการใหสถานศึกษาพัฒนาวิสัยทัศน พันธกิจภารกิจ เปาหมายและ วิธีดำเนินการของสถานศึกษาอยางชัดเจน ที่มุงสูการปฏิบัติอยางแทจริง มิใชจัดทำเพือ่ เสนอ ผูบังคับบัญชารบั ทราบและชื่นชม ความสำเร็จอยูท่กี ารปฏิบตั ติ ามแผน มใิ ชก ารนำเสนอแผน ๒. ใหส ถานศกึ ษามีทมี งานท่มี คี ณุ ภาพหลากหลาย จะตองมีคณะทำงานทง้ั แนวตงั้ และ แนวนอน โดยคณะครเู ปน ผูน ำ ภายใตการกำกับดแู ลของผบู ริหารโรงเรยี นท่ีมภี าวะผูนำสงู เปด กวางใหครูและผูปกครองมีสวนรวมเปนสมาชิก จัดระบบการสื่อสารและแลกเปลี่ยนความ คดิ เหน็ ท่ที กุ คนมสี วนรวมในการตดั สนิ ใจ รบั รแู ละชื่นชมผลงานรวมกนั ๓. พัฒนาบุคลากรในสถานศึกษาใหเปนมืออาชีพ ทั้งในดานมาตรฐานวิชาชีพ คุณธรรมจริยธรรม มีความสามารถและทักษะทั้งในดานหนาที่และกระบวนการ มีการพัฒนา ตนเอง ใหท นั สมยั ในวชิ าชพี อยางตอ เน่อื ง ๔. พฒั นาระบบขาวสารขอมูลในสถานศึกษา สถานศึกษาตอ งมกี ลไกในการจัดระบบ ขาวสารขอมูล มีระบบสารสนเทศที่ทันสมัย สื่อสารไดหลายทาง รวมทั้งการประชาสัมพันธ เผยแพรขาวสารขอ มลู ไปยังผูปกครองและชมุ ชนภายนอกดวย ๕. ใหเกียรติและยกยองครูเพื่อสรางแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน เชน การจัดทำปาย หรือใหคำชมเชย การจัดเลี้ยงในวาระตาง ๆ การใหเกียรติบัตร การเสนอเขาประกวดผลงาน รวมท้ังการพจิ ารณาเล่อื น ขน้ั เงนิ เดือน เปนตน ๖. ยกยองผบู ริหารสถานศึกษาทเ่ี ปน มอื อาชีพผบู ริหารสถานศึกษาทปี่ ระสบความสำเร็จ สามารถอำนายความสะดวกและผลักดัน ใหการปฏิรูปการศึกษากาวหนา ประสบความสำเร็จสงู สามารถประสานพลงั ของกลมุ ตาง ๆ ไดเ ปน อยางดี โดยเฉพาะอยางยงิ่ การสรา งศรัทธาท่ีทำให ๔๒ | บทท่ี ๒ การบริหารโรงเรยี นวถิ ีพุทธ

ครูจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนใหผ เู รยี นรูว ิธีเรยี น ครูเปลยี่ นวิธสี อนจัดบรรยากาศที่เอ้ืออำนวย ตอ การเรียนรู ผูบรหิ ารสถานศึกษาดงั กลา วจะตอ งไดร ับการยกยองสรรเสรญิ ในรปู แบบตา ง ๆ ๗. มีการประชาสัมพันธที่ดี จะตองประชาสัมพันธทุกดาน ในดานวิชาการจะตอง ประสานสมั พันธกับผูปกครองอยางตอ เนอ่ื งการพัฒนาดานอ่ืน เชน การพฒั นาแหลง เรียนรู การ จัดภูมิทัศนโรงเรียน การจัดบริการที่ดี เชน โครงการอาหารกลางวัน ซึ่งจำเปนตอง ประชาสมั พันธใหท ัว่ ถึงและตอเนอื่ ง ๕. การบรหิ ารแบบมงุ่ ผลสัมฤทธ์ิ (Result Based Management: RBM) การบรหิ ารแบบมงุ เนน ผลสมั ฤทธิ์ เปนการบรหิ ารโดยมุงเนนผลลพั ธห รอื ผลสมั ฤทธข์ิ อง งานเปนหลัก มกี ารประเมนิ ผลลัพธหรอื ผลสมั ฤทธขิ์ องการดำเนินงานโดยใชต ัวชีว้ ดั ทั้งในแงของ ปจจัยนำเขา กระบวนการ ผลผลติ และผลลพั ธ ซงึ่ จะตอ งมีการกำหนดตวั ช้ีวดั ผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicators) รวมทั้งมีการกำหนดเปา หมายและวตั ถุประสงคลว งหนา ซ่ึง ตองอาศัยความรว มมือผูบริหาร ผูปฏิบตั ิงาน และผมู ีสวนไดเ สียทุกกลุม มี ๔ ขัน้ ตอน ดงั น้ี ๑. การวางแผนกลยุทธขององคกร ซึ่งองคกรตองกำหนดทิศทางโดยรวมวาจะทำอะไร อยางไรเปนการวางแผนเชิงกลยุทธ เพื่อทำการวิเคราะหสภาพแวดลอมทั้งภายนอกและภายใน องคก าร (SWOT Analysis) และใหไ ดมาซ่งึ วิสยั ทัศน พนั ธกจิ วัตถปุ ระสงค เปา หมายและกลยุทธ การดำเนินงาน รวมทั้งพิจารณาถึงปจจัยหลักแหงความสำเรจ็ ขององคการและสรางตัวชี้วัดผลการ ดำเนนิ งานในดา นตาง ๆ ๒. การกำหนดรายละเอียดของตัวชี้วัดผลดำเนินงาน ซึ่งจะกำหนดความชัดเจนของ ตัวชี้วัดทั้งในเชิงปริมาณ (Quantity) คุณภาพ (Quality) เวลา (Time) และสถานที่หรือความ ครอบคลมุ (Place) อนั เปน เปาหมายทตี่ อ งการของแตละตวั ช้วี ัด ๓. การวัดและการตรวจสอบผลการดำเนินงาน ผูบริหารจะตองจัดใหมกี ารตรวจสอบ และรายงานผลการดำเนินงานของแตละตัวชี้วัดตามเงื่อนไขที่กำหนดไว เชน รายเดือน รายไตรมาส หรือรายปเปนตนเพื่อแสดงความกาวหนาและสัมฤทธิ์ผลของการดำเนินงานวาเปนไปตาม เปาหมายที่ตองการหรือไมอยางไรซึ่งการวัดผลการปฏิบัติงานหรือผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติงาน โดยทั่วไปจะมีจุดเนนของการดำเนินการ ๓ ดาน ไดแก ความประหยัด ความมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธผิ ล ๔. การใหร างวลั ตอบแทน เมื่อไดพ ิจารณาผลการดำเนินงานแลว ผบู ริหารจะตองมีการ ใหร างวลั ตอบแทนตามระดับของผลงานทีไ่ ดตกลงกนั ไว นวตั กรรมและเทคโนโลยกี ารบริหารโรงเรยี นวถิ ีพุทธ | ๔๓

ลักษณะขององคกรทีบ่ ริหารงานแบบมุงเนน ผลสมั ฤทธิ์ สรปุ ไดดังนี้ ๑. มีพันธกจิ วัตถุประสงคข ององคก ารท่ีชดั เจนและมีเปา หมายทีเ่ ปน รปู ธรรมโดยเนนที่ ผลผลิตและผลลัพธ ๒. ผูบรหิ ารทกุ ระดับในองคกรมเี ปา หมายของการทำงานท่ชี ดั เจน ๓. เปา หมายเปนรูปธรรม มตี ัวชี้วัดซ่งึ สามารถติดตามผลและวดั ไดอยา งชดั เจน ๔. การตัดสนิ ใจในการจดั สรรงบประมาณใหหนวยงานหรือโครงการตาง ๆ จะพิจารณา จากผลสัมฤทธข์ิ องงานเปนหลกั ๕. บุคลากรทุกคนรวู า งานทอี่ งคก รคาดหวังคอื อะไร ๖. มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจ การบริหารเงิน บริหารคน สูหนวยงานระดับลาง เพื่อใหสามารถทำงานบรรลุผลไดอยางเหมาะสมทั้งยังเปนการชวยลดขั้นตอนในการทำงาน แกป ญ หาการทำงานท่ลี าชา เพม่ิ ความยดื หยนุ และประสิทธภิ าพในการทำงานอกี ดวย ๗. มวี ฒั นธรรมและอุดมการณร ว มกนั เพ่อื การทำงานทสี่ รา งสรรคเปน องคก รทม่ี งุ มนั่ จะ ทำงานรวมกันเพื่อใหบ รรลเุ ปา หมายท่ีกำหนดไว ๘. บุคลากรมีขวัญและกำลังใจดีเนือ่ งจากไดมีโอกาสปรับปรุงงานและใชดุลยพินิจใน การทำงาท่กี วา งขวางข้ึนและไดร บั การตอบแทนตามผลการประเมนิ จากผลสัมฤทธ์ิของงาน ❀ การบริหารโรงเรยี นวถิ พี ุทธ โรงเรียนวถิ พี ทุ ธเปนการพฒั นาผเู รียนโดยใชห ลกั ไตรสิกขา คือ ศลี สมาธิ ปญญา อยา ง บรู ณาการผานการพัฒนา กนิ อยู ดู ฟง เปน ดงั นน้ั การบรหิ ารโรงเรียนวิถีพุทธจึงมีสวนสำคัญ อยา งยิง่ ทจ่ี ะทำใหส ถานศกึ ษาประสบความสำเรจ็ ในการดำเนินงาน ๑. แนวทางการบริหารโรงเรียนวถิ ีพุทธ พระมหาพงษนรินทร ฐติ วํโส (๒๕๔๖: ๑-๓) กลาววา การบริหารโรงเรียนวิถีพุทธตอง จัดระบบบริหารจัดการทั้งองคกร ใหใชธรรมาธิปไตย เพราะเปนหลักธรรมที่ใหญกวา อัตตา (ตัวตน) สมัครสมานสามัคคีดวยสังคหวตั ถุ ๔ ไดแ ก ทาน ปย วาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา รว มกบั สาธาณยี ธรรม ๖ (ธรรมเปน ท่ตี งั้ แหงความใหระลกึ ) สืบตอองคกรมิใหเ สอื่ มทรามดวยอป ริหานิยธรรม ๗ คอื ๑) หมนั่ ประชมุ กันเนอื งนิตย ๒) พรอ มทำกจิ ไมเก่ียวกอ น–หลัง ๓) ต้ังม่ัน ในหลกั การไมหาญหัก ๔) เคารพรัก พระ ปราชญ ผูเฒาผูใหญ ๕) คุมกนั ภยั มวลหมูมิใหหว่ัน หวาด ๖) รกั ในชาติ ศาสน กษัตรยิ  ศนู ยรวมใจ ๗) สงเสรมิ ใหคนดีมกี ำลังนำสังคม ๔๔ | บทที่ ๒ การบรหิ ารโรงเรียนวิถพี ทุ ธ

สมคิด โพธิ์จุมพล (๒๕๔๘: ๘๒-๘๓) กลาววา การบริหารจัดการโรงเรียนวิถีพทุ ธจะ บรรลตุ ามวัตถปุ ระสงคอ ยางมีประสทิ ธิภาพมีองคป ระกอบสำคัญ ดงั ตอไปนี้ ๑. ผูบริหารสถานศกึ ษา ครู จะตองเปน บุคคลท่ีมีวสิ ัยทัศน ปฏิบัติงานอยางเปน ระบบ มีความศรทั ธา ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามหลกั ของพุทธศาสนา โดยเฉพาะศลี ๕ ซ่งึ เปนพืน้ ฐานในการ ดำรงชีวติ เปนแบบอยา งทีด่ ีแกศิษยแ ละชมุ ชน การบรหิ ารจัดการศึกษาตอ งเปดโอกาสใหช ุมชน ในทองถน่ิ บาน วัด โรงเรยี นเขา มามสี วนรว มกำหนดวิสัยทศั น จดั ทำหลกั สูตรปรับปรุงภูมิทัศน และปรับปรงุ กายภาพและส่งิ แวดลอ ม ๒. สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนเชิงบูรณาการสอนตามหลักไตรสิกขาทุกกลุม สาระการเรียนรู เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันทุกชวงชั้น มีการวัดผลประเมินผลตามสภาพจริง ดวยวิธีหลากหลายรวมทั้งการสงเสริมความสัมพันธแบบกัลยาณมิตร โดยเฉพาะอยางยิ่งการ ปฏิบตั กิ จิ กรรมทางพทุ ธศาสนารวมกบั พระสงฆ ชมุ ชนอยางตอ เนือ่ ง กระทรวงศึกษาธิการ (๒๕๔๘: ๖๑-๖๓) กำหนดวิธีการบริหารโรงเรียนวิถีพุทธทัง้ ใน ระดบั ชาตแิ ละระดบั โรงเรียน จะยึดหลกั การพัฒนา ดงั ตอ ไปนี้ การบรหิ ารโครงการระดบั ชาติ จะมีกิจกรรมหลัก ไดแก ๑. สรางความเขาใจแกผ บู รหิ ารโรงเรียน และผรู บั ผดิ ชอบโครงการ ๒. ผลติ สือ่ เอกสาร วีดีทัศน เพ่อื เผยแพรแนวคิดและตวั อยางการดำเนนิ งานโรงเรียน วถิ ีพทุ ธ ๓. สรา งความเขา ใจแกค รู ท้งั ในการจดั การเรียนรูแ บบบูรณาการวถิ ีพทุ ธ และการจัด กจิ กรรมเสริมลกั ษณะตาง ๆ ๔. นเิ ทศ เยย่ี มเยือน ประเมินผลการดำเนนิ งาน ๕. สัมมนาเพื่อสะทอนประสบการณผลการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธ เพื่อ แลกเปลีย่ นเรียนรู และการปรับปรุงการดำเนินงานใหด ยี ่งิ ขนึ้ การบริหารโครงการระดบั โรงเรยี น จะมกี ิจกรรมหลกั ไดแก ๑. ประชาสัมพันธ สรางความเขาใจแกผ ูเ ก่ยี วของทุกฝาย เชน ครูและบคุ ลากรทุกคน ผูปกครอง นักเรียน องคกรสงฆท่สี ถานศกึ ษาจะขอความอนเุ คราะห ฯลฯ ๒. ปรบั สภาพบรรยากาศของสถานศกึ ษาตามแนวทางโรงเรียนวถิ พี ทุ ธ ๓. ปรับปรุงการจัดการเรียนรู โดยสอดแทรกหลักธรรมในการเรียนรูทุกสาระการ เรยี นรู ๔. ปรับปรงุ กิจกรรมเสริมหลกั สูตรของสถานศกึ ษาใหส อดคลองกบั หลกั การโรงเรียน วิถพี ทุ ธ ๕. นเิ ทศ เย่ยี มเยยี น ชื่นชมใหกำลังใจผูปฏบิ ัตงิ าน และปรับปรงุ งานใหด ยี ิง่ ขนึ้ นวัตกรรมและเทคโนโลยกี ารบริหารโรงเรยี นวิถีพทุ ธ | ๔๕

๖. รวมสัมมนาเพื่อรับฟงประสบการณ การดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธของ สถานศึกษาอนื่ ๆ เพอื่ นำมาปรบั กิจกรรมการเรียนรูข องสถานศึกษาตนเองตอไป สุทธิพงษ ศรีวิชัย และคณะ (๒๕๔๗: ๗๒) ใหทัศนะวา การบริหารโรงเรียนวิถีพุทธ จะตอ งดำเนินการโดยทกุ ฝายมีสวนรวม ทงั้ วดั ชุมชน ผูปกครอง ครู อาจารย ผูบ รหิ าร ผูเรียน และผูบรหิ ารการศกึ ษาในพืน้ ที่ จดั สรรทรัพยากรอยางทัว่ ถึง มีการปฏบิ ัติไปในแนวทางเดียวกัน หรือมาตรฐานเดียวกัน อดิศัย โพธารามิก (๒๕๔๘: ๙๓) กลาววา ยุทธศาสตรที่สำคัญและจะทำใหโรงเรียน บรหิ ารจดั การบรรลุตามวตั ถปุ ระสงค คือ ความรกั ความสมคั รใจ ความพึงพอใจ (ฉนั ทะ) ของ ผูบรหิ ารโรงเรียน ซึ่งถือวา เปนบุคคลที่สำคญั ทีต่ องรับการปฐมนิเทศการเขารวมโครงการดวย ตนเอง มีการปรับแนวทางการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธใหเปนไปตามศักยภาพความพรอม ของโรงเรียน และกำหนดตวั ชี้วดั การดำเนินงานซ่งึ เปน แนวทางทเ่ี สรมิ ความชัดเจนมากยง่ิ ขึน้ มี การบูรณาการใหเขากับระบบบริหารจัดการของโรงเรียน พรอมทั้งประสานเครือขายดาน พระพุทธศาสนาที่สำคัญทุกองคการ โดยมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใหความสนับสนุน ชวยเหลอื และมกี ารแลกเปลี่ยนเรยี นรูโ รงเรยี นวิถพี ทุ ธในแตล ะภมู ิภาค ๒. ข้ันตอนการบรหิ ารโรงเรียนวิถพี ุทธ โรงเรยี นวิถีพทุ ธดำเนินการโดยใชห ลกั พทุ ธธรรมบรู ณาการกบั หลักการบรหิ ารสมัยใหม ดังนี้ ๑. การเตรียมการ (ศรัทธาและฉันทะ) เพื่อใหการดำเนินการพัฒนาเปนไปได โดยสะดวกซง่ึ มีประเด็นสำคญั ที่ตอ งคำนงึ ถงึ ในการเตรียมการ เชน การหาทีป่ รึกษา แหลงศึกษา และเอกสารขอมูลตาง ๆ โดยเฉพาะอยางยิง่ ที่ปรึกษาท่ี เปนกัลยาณมิตรในการพัฒนาวถิ พี ุทธอาจจะเปนพระภกิ ษุหรอื คฤหสั ถท ท่ี รงคุณวุฒิ เปนผปู ฏบิ ัติ ดี ปฏิบตั ชิ อบ มีศรทั ธาและความรูช ดั ในพุทธธรรม ถา เปน คฤหัสถค วรเปน แบบอยางในสังคมได เชนเปนผูไมของแวะในอบายมุข ผูทรงศีลปฏิบัติธรรมเปนตนที่ปรึกษาจะมีความจำเปนมาก โดยเฉพาะในระยะเรม่ิ ของการพฒั นา การเตรียมบุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียน ผูปกครอง และชุมชนใหมี ความรู เขาใจ และตระหนักในคณุ ประโยชนทจ่ี ะเกดิ ขึ้นจากการพัฒนาโรงเรียนไปสูโรงเรียนวิถี พุทธ สามารถดำเนินการไดหลากหลายวิธี เชน การประชุมชี้แจง การสัมมนา การ ประชาสัมพนั ธ การศกึ ษาดูงาน เปนตน ๔๖ | บทท่ี ๒ การบรหิ ารโรงเรียนวถิ พี ทุ ธ

การกำหนดเปาหมาย จุดเนน หรอื วสิ ัยทัศน และแผนงาน ที่ชัดเจนทงั้ ระยะส้ัน ระยะ ยาวในธรรมนูญสถานศึกษา และแผนปฏิบัติการรายป ที่ผูเกี่ยวของเห็นพองกันจะเปน หลกั ประกนั ความชัดเจนในการดำเนนิ การพฒั นาโรงเรยี นวถิ พี ทุ ธไดอ ยางดี ๒. การดำเนินการจัดสภาพและองคประกอบ (ปญญาวุฒิธรรม) เพื่อการพัฒนา ผเู รยี น ประกอบดวยสภาพทางกายภาพและองคประกอบตางๆ ทีเ่ กี่ยวขอ ง อันจะเปน ปจ จัยใน การพฒั นาผเู รยี นตามหลักปญ ญาวุฒธิ รรม ๔ ประการ ดงั กลาวขา งตน ตวั อยาง เชน ๑) หลักสตู รสถานศึกษา หนวยการเรียนรู และแผนการจดั การเรียนรู ตองบูรณาการ หลักธรรมทั้งที่เปนความรู (Knowledge) ศรัทธา คานิยม คุณธรรม (Attitude) และการฝก ปฏิบัติหลักธรรม (Practice) ในการเรียนการสอน โดยอาจกำหนดในระดับจุดเนนหลักสูตร สถานศึกษาที่แทรกในทุกองคประกอบหลักสูตรสถานศึกษา หรือกำหนดในระดับหนวยการ เรียนรู หรือแผนการจัดการเรียนรทู ค่ี รจู ะนำสูการจดั การเรียนรูตอไป ๒) กจิ กรรมการเรยี นการสอน โรงเรยี นหรอื ครูคิดและกำหนดกจิ กรรมที่เหมาะสมกับ นักเรียนของตน ทั้งที่เปนกิจกรรมประจำวัน ประจำสัปดาห หรือเนื่องในโอกาสตางๆ และ กิจกรรมวถิ ีชวี ิต ถาโรงเรียนเตรียมการไวล วงหนาจะชว ยสง เสริมการเรียนรูข องผูเ รียนทีส่ ะทอน ใหเ หน็ ตามคำกลา วที่วา “การศึกษาเริ่มตน เมอ่ื คนกนิ อยู ดู ฟง เปน ” ๓) การจัดสภาพแวดลอมในสถานศึกษา อาคารสถานท่ี หองเรียน แหลงเรียนรู สภาพแวดลอม อาณาบริเวณสถานศึกษา ใหเหมาะสมและมุงเนนสงเสริมใหเกิดการพัฒนา ไตรสกิ ขาใหม ากที่สดุ ผูเ รียนจะไดเรียนรูจากการ “กนิ อยู ดูฟง เปน” ในชวี ติ ประจำวัน ๔) การจัดบรรยากาศปฏิสัมพันธ โรงเรียนมอบหมายบุคลากรรับผิดชอบในการจัด กจิ กรรมที่สง เสริมการสรา งบรรยากาศใหม ีปฏิสัมพันธท ่ีดี เปน กัลยาณมติ ร อยางจริงจังตอเน่ือง เชน การกระตุนทุกคนใหทำตนเปน ตวั อยา งทด่ี ี การยกยอ งผูทำดี การปลูกศรทั ธาคานิยมปฏบิ ตั ิ ดีปฏบิ ตั ชิ อบตอผูอ นื่ เปนตน ๓. การพฒั นาผเู รียนตามระบบไตรสกิ ขา นำหลักไตรสิกขามาบรู ณาการในกิจกรรม การเรียนการสอนตามหลักสูตรและกิจกรรมวิถชี ีวิตตาง ๆ สงเสรมิ “การกิน อยู ดู ฟง เปน” เพื่อพัฒนาทั้งองครวมของชีวิตสูการเปนชีวิตที่สมบูรณทั้งดานกายภาพ สังคม (ศีล) จิตใจ (สมาธ)ิ และปญญา (ปญ ญา) ๔. การดูแลสนับสนุนใกลชิด การดูแลสนับสนุนที่เหมาะสม เปนกัลยาณมิตร ปรารถนาดีตอกัน ปรารถนาดีตอการพัฒนาผูเรียน กิจกรรมสำคัญในขั้นตอนนี้ คือการนิเทศ การตดิ ตามดูแลใหเปน ไปตามแผนท่กี ำหนดไว การใหค ำปรึกษา การชว ยเหลอื ทางวชิ าการ การ สนบั สนุนทรัพยากร ขอ มูล และเคร่ืองมอื ตา ง ๆ การรวบรวมขอมลู และการประเมนิ ผลระหวาง ดำเนนิ การ เปนตน นวตั กรรมและเทคโนโลยกี ารบรหิ ารโรงเรยี นวิถีพทุ ธ | ๔๗

๕. การปรับปรุงและพัฒนาตอเนื่อง เปนการปรับปรุงหรือพัฒนางานที่กำลัง ดำเนนิ การอยูใหด ยี ่ิงข้นึ ตามหลักธรรมทีส่ นับสนนุ การพฒั นาและปรับปรงุ งาน คือ อิทธิบาท ๔ (ฉันทะ วริ ยิ ะ จติ ตะ วิมงั สา) และอปุ ญญาตธรรม ๒ (ความไมสนั โดษในกุศลธรรม และความไม ระยอในการพากเพียร) เปน ตน ๖. การประเมนิ ผลและเผยแพรผลการดำเนนิ งาน การประเมินจะสะทอนใหทราบ ถึงผลการดำเนินงานในชว งเวลาหนึง่ ๆ อาจเปน ๑ ป หรือ ๓ ป หรือเม่อื เสร็จส้ินกิจกรรม เปน ตน การประเมินจะเนน ขอ มูลเชิงประจกั ษ กรรมการผตู รวจ หรอื ผทู เี่ กยี่ วขอ งจะไดท ราบผลการ ดำเนินงานของสถานศกึ ษาจากสถานทีจ่ ริงและจากการปฏบิ ัตจิ รงิ สรุปแนวทางการบริหารโรงเรียนวถิ ีพทุ ธโดยมบี ูรณาการหลักธรรม ๖ ข้นั ตอน ดงั น้ี ๑. การเตรียมการ (ศรัทธาและฉันทะ) ๒. การดำเนนิ การและจดั องคประกอบ (ปญญา - หาทีป่ รึกษา แหลง ศึกษา เอกสารขอ มูล วุฒิธรรม) - เตรยี มบุคลากร กรรมการสถานศกึ ษา - จัดหลกั สูตร, หนวยการเรียน, แผนการสอน - เตรียมนักเรียน, ผูปกครอง, ชมุ ชน - เตรยี มกิจกรรมนกั เรียน - กำหนดธรรมนูญสถานศกึ ษา - จดั สภาพแวดลอ มสถานศึกษา (กายภาพ) - จัดแผนปฏบิ ตั กิ าร ฯลฯ - จดั บรรยากาศปฏสิ ัมพันธ ฯลฯ ๖. การประเมนิ และเผยแพรผ ลการ ๓. การดำเนนิ การพฒั นาตามระบบไตรสิกขา ดำเนินงาน (ปตแิ ละช่นื ชมรวมกัน) - นกั เรยี น และบุคลากรและผูเกยี่ วขอ ง ๔. การดูแลสนบั สนุนใกลชิด (กลั ยาณมิตร) - นิเทศ ติดตาม ๕. การปรับปรุงและพัฒนาตอ เนอื่ ง - สนบั สนุน (อทิ ธิบาท ๔ และอุปญ ญาตธรรม ๒) - รวบรวมขอมลู - ประเมนิ ระหวางดำเนนิ งาน ภาพท่ี ๓ การบรหิ ารจัดการโรงเรียนวิถีพทุ ธ (ทมี่ า: กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, ๒๕๔๖: ๑๘) ๔๘ | บทท่ี ๒ การบรหิ ารโรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ

❀ รปู แบบการบริหารโรงเรียนวิถพี ุทธ โรงเรยี นวถิ ีพุทธ กก.สถานศกึ ษา งานวิชาการ งานบคุ คล งานงบประมาณ งานบรหิ ารท่วั ไป โรงเรยี นวิถีพทุ ธคือโรงเรียนปกตทิ ่ีมโี ครงสรางการบริหารตามพระราชบญั ญตั ิการศึกษา แหงชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ มี ๔ ดานคือ การบริหารวิชาการ การบริหารงานบุคคล การ บริหารงบประมาณ การบรหิ ารงานทั่วไป จากนั้นจงึ บูรณาการความเปน โรงเรียนวิถีพุทธเขาไป ในงานยอย ๕ ดา น คือ การจดั การเรยี นการสอน การใชส ื่อและแหลงเรียนรู การจดั บรรยากาศ โรงเรยี น การจัดกจิ กรรมพ้นื ฐานชวี ติ และกิจกรรมทางพระพทุ ธศาสนา มรี ายละเอยี ดดังน้ี ๑ การจัดการเรยี นการสอน และสอ่ื การศกึ ษา กรมวชิ าการ กระทรวงศกึ ษาธิการ ไดกำหนดใหม กี ารสอนพระพทุ ธศาสนาเพ่ือปลูกฝง คุณธรรมจริยธรรมในกลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมวา เปนหนึ่งใน สาระการเรยี นรกู ลุม สาระการเรียนรทู ้งั ๘ กลมุ ตามหลกั สูตรการศึกษาข้นั พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ ซึ่งเปนกลุมสาระที่เรียนตอเนื่องตลอด ๑๒ ป ตั้งแตชั้นประถมศึกษาปที่ ๑ ถึงชั้น มัธยมศกึ ษาปท่ี ๖ การสอนหรอื การปฏบิ ตั ิทไี่ ดผลดีท่สี ุดคอื การสอนตามหลกั พทุ ธวิธี เนนการ คดิ ใครค รวญ ไตรตรองดว ยเหตุผล แลวฝก ปฏบิ ตั ิใหเ หน็ จรงิ ดวยตนเอง บุญถม ธรรมศริ ิ (๒๕๕๒) ไดสรปุ เกยี่ วกบั การจดั การเรียนการสอนไวด งั น้ี ๑) การวางแผน ประกอบดว ยการประชุมครู มอบหมายงาน จัดทำหลักสตู รจัดทำ แผนการเรียนรู คำสั่งแตงตัง้ มอบหมายงาน ๒) จดั การเรียนรแู บบบูรณาการ ประกอบดว ย จัดการเรียนการสอนแบบรว มมอื การ ทำกจิ กรรมกลุม การจัดการเรยี นการสอนแบบ JIGSAW มกี ารบันทกึ หลังการสอน ๓) การประเมินผล ประกอบดวย การประเมินตามสภาพจริง การประเมินผลกอ น และหลงั การเรียน การสงั เกตพฤติกรรม การทดสอบ ผลการเรยี นของผูเรียนรายบคุ คล นวัตกรรมและเทคโนโลยกี ารบริหารโรงเรยี นวิถพี ุทธ | ๔๙

๔) การปรบั ปรุงการจัดการเรียนการสอน ประกอบดวย การประชุมครูและบุคลากร ทางการศึกษา การมอบหมายงาน การสอนซอ มเสรมิ รายงานผลการสอนซอมเสริม ๒. การจดั บรรยากาศโรงเรียน โรงเรียนวิถีพุทธกำหนดใหมีสภาพดานกายภาพตามหลักสัปปายะ ๗ หมายถึงสิ่งที่ สบาย สิง่ ท่เี หมาะสม สิ่งทีเ่ กื้อกลู ชว ยสนบั สนนุ การเจริญภาวนาใหบงั เกิดผลดี ชวยใหสมาธิตั้ง มั่น ไมเสื่อมถอยงาย สอดคลองกับคณะกรรมการบริหารโครงการโรงเรียนวิถีพุทธกำหนด หลักเกณฑด านกายภาพไวดงั น้ี ๑. จัดประดิษฐานพระพุทธรูปประจำโรงเรียนและประจำหองเรียนอยางเหมาะสม ไดแก จัดสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำโรงเรียน มีสัญลักษณชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ ประจำหองเรียน มหี องจรยิ ธรรมหรอื หองพระพทุ ธศาสนาอยา งเหมาะสม ๒. มปี ายนิเทศ ปายคตธิ รรม คำขวัญ คุณธรรมจรยิ ธรรมโดยท่ัวไปในบริเวณโรงเรียน ไดแก มีปายคติธรรมติดตามหองเรียน หรือตามอาคารเรยี น มีปายคำขวัญคุณธรรมจริยธรรม โดยทั่วไป ในบริเวณโรงเรียน มีปายนิเทศใหความรูเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะอยาง เหมาะสม ๓. บรรยายกาศโรงเรยี น มคี วามสะอาด สวา ง สงบ ปลอดภัย รม ร่นื เรยี บงา ย ใกลช ิด ธรรมชาติ กลาวคือมีสาธารณูปโภคเพียงพอตามความจำเปน หองเรียนสะอาดเปนระเบียบ เหมาะสมตอกจิ กรรมการเรียนรู นักเรียนและบคุ ลากรในโรงเรียนมีสวนรวม และมีการดำเนิน กจิ กรรมสรางจิตสำนึกในการอนุรักษส งิ่ แวดลอม ๔. บรเิ วณโรงเรียนปราศจากสิ่งเสพติด อบายมุข สิง่ มอมเมาทุกชนิด โรงเรียนไมม ีมุม อบั หรือแหลงมัว่ สมุ มีบรเิ วณใหน ักเรยี นไดอ อกกำลังกาย มกี จิ กรรมสงเสรมิ นกั เรยี นใชเวลาวาง ใหเปนประโยชนหา งไกลยาเสพตดิ มรี ะบบชว ยเหลอื นกั เรยี น มมี าตรการเพ่ือใหโ รงเรยี นปลอด ส่งิ เสพตดิ อบายมุขและสิ่งมอมเมาตาง ๆ โดยผูปกครองและชุมชนมีสวนรวม เมอื่ โรงเรยี นพัฒนาสวู ิถพี ทุ ธและไดพ ัฒนาจนเปน โรงเรียนวถิ พี ุทธที่ชดั เจน จะสงั เกตได ถึงความเปลี่ยนแปลงและประโยชนอันมากมายที่เกิดตามมา ที่เปยมไปดวยความงดงามและ คุณคา ไดแ ก (กระทรวงศกึ ษาธิการ, ๒๕๔๖: ๒๔-๒๕) ๑. นักเรียนไดรับการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงคตางๆ อยา งชัดเจนพรอ มกับการพัฒนาทางดานปญญา และดา นอ่ืน ๆซงึ่ เปน การพัฒนาท่ีจะทำใหคน เปนคนดเี กงและมคี วามสขุ ๕๐ | บทท่ี ๒ การบรหิ ารโรงเรียนวถิ ีพุทธ

๒. การพัฒนาผูเรยี นท่ีเกิดขึ้นชดั เจนจะเปนที่ชืน่ ชอบและชืน่ ชมทั้งของครูผูปกครอง ครูอาจารยแ ละชุมชนทีไ่ ดรบั ทราบ อีกการยอมรับและความรวมมือชวยเหลือจะเกิดขึน้ อยา ง ทวคี ูณ ๓. สภาพแวดลอ มและบรรยากาศและปฏิสัมพนั ธของโรงเรยี นจะดีข้ึนมากในลักษณะ ทเ่ี กอ้ื กลู ตอ การพัฒนาผเู รยี นรอบดาน ทั้งศลี สมาธแิ ละปญญาผูทเ่ี กีย่ วขอ งเปนกัลยาณมิตรแก กนั โดยเฉพาะอยา งยง่ิ ตอนกั เรยี น ๔. บุคลากรในโรงเรียนพฒั นาตนเองทง้ั วถิ กี ารดำเนินงานและวถิ ีชวี ติ ทำใหการทำงาน มคี วามสขุ พฒั นาสูความสะอาด สวา ง สงบ เพราะความเปน วิถีพุทธชว ยกลอมเกลา ๕. โรงเรียนโดยผูบริหาร ครู บุคลากรและนักเรียนเปนแบบอยางตอสังคมและพลัง การพัฒนาสงั คมวงกวางใหดีงามยิง่ ขึ้นไป ๓. ด้านการจดั กจิ กรรมพื้นฐานชีวิต การบริหารงานวิถีพุทธในสถานศึกษาทุกแหงจะมีกิจกรรมตาง ๆ หลากหลายโดยมี เปาหมายคือการพัฒนาผูเรียนใหมีคณุ ลักษณะท่ีพึงประสงคซึ่งสรปุ เปน หลักการใหญ ๆ คือ ดี เกง มีความสุข และมีความเปนไทย ซึ่งสอดคลองกันอยูแลวกับเปาหมายการพัฒนาใน พระพทุ ธศาสนาคอื ภาวนา ๔ ดังนัน้ ในเบื้องตน โรงเรยี นวิถีพทุ ธจึงควรดำเนนิ การโดยเนนคณุ คา ทางพระพุทธศาสนาซึ่งแฝงอยูใ นกจิ กรรมตาง ๆ ใหโดดเดนชัดเจนยิ่งขึน้ (เมตตา ภิรมยภักด์ิ, ๒๕๔๗: ๑๔) กจิ กรรมพนื้ ฐานวถิ ชี วี ติ นัน้ เปนการปฏบิ ตั อิ ยางบรู ณาการท้งั ศลี สมาธิ ปญญา โดยเนน การมวี ถิ ชี ีวิตหรอื วฒั นธรรมของการกนิ อยู ดู ฟง ดวยสติสมั ปชัญญะ เพอ่ื เปนไปตามคุณคาแท ของการดำเนนิ ชวี ติ อาจจัดกิจกรรมประจำวนั ประจำสปั ดาห ประจำเดือน หรอื ในโอกาสตา ง ๆ เพอื่ ใหนักเรยี นไดซ ึมซับนำไปสูการมีพฤตกิ รรมถาวรทีพ่ งึ ประสงค ดงั นี้ ๑. ฝกฝนอบรมใหผูเรียนเกิดการกินอยู ดู ฟง เปน (รูเขาใจเหตุผลไดประโยชนตาม คุณคา แทต ามหลกั ไตรสิกขา) ดว ยโครงการหรอื กจิ กรรมตอไปน้ี ๑) โครงการ/กจิ กรรมฝกการกินอยู ดู ฟง ของนักเรยี น ๒) การฝกอบรมใหนกั เรยี นกินอยู ดู ฟงอยางมีสติ และใชปญญาเปนนิสัย ๓) การฝกอบรมใหนักเรียนบริโภคปจจัย ๔ ดวยปญญา และอยางพอดี ไมเกิด โทษหรือความเสียหายแกต นเองแกผ อู ่ืนและสงิ่ แวดลอ ม ๒. สงเสริมกิจกรรมการรับผิดชอบดูแลรักษาพัฒนาอาคารสถานท่ีและสิ่งแวดลอม อยา งสมำ่ เสมอจนเปน นสิ ยั ดงั นี้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีการบรหิ ารโรงเรียนวิถพี ทุ ธ | ๕๑

๑) กำหนดบทบาทหนาที่ความรับผิดชอบของนักเรียนในการดูแลรักษาพัฒนา อาคารสถานทแ่ี ละส่ิงแวดลอ มในโรงเรยี นอยา งชดั เจน ๒) จัดกิจกรรมรณรงคเพื่อรักษาความสะอาดและสภาพแวดลอมของโรงเรียน อยางนอยภาคเรยี นละ ๒ ครง้ั ๓) จดั กจิ กรรมรณรงคเพือ่ รักษาความสะอาดและสภาพแวดลอมรอบ ๆ โรงเรยี น อยา งนอยภาคเรยี นละ ๑ ครัง้ ๓. จัดกจิ กรรมสงเสรมิ การระลกึ และศรทั ธาในพระรัตนตรัยเปนประจำและในโอกาส วนั สำคัญอยา งตอเน่อื งเปน วิถชี วี ติ ดังน้ี ๑) มีกจิ กรรมประจำวัน/ประจำสัปดาหทีเ่ ตือนใหระลกึ ถงึ พระรัตนตรัยเหมาะสม กับวัยของนกั เรยี น ๒) มีกิจกรรมเสริมหลักสูตร เชนแขงขันตอบปญ หาธรรมะสงเสรมิ การเรียนการ สอนธรรมศกึ ษา เขา คายพุทธบตุ ร เปนตน ๓) นำนกั เรียนรว มกิจกรรมวนั สำคญั ทางพระพทุ ธศาสนาท่ีวดั จดั ขนึ้ เปนประจำ ๔. สงเสริมใหทุกคนมีสวนรวมและเห็นคุณคาการรักษาสืบทอดพระพุทธศาสนาได หลายวธิ ีดังนี้ ๑) จัดกิจกรรมเผยแผหลักธรรมคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาโดยครูและ นกั เรยี นมสี วนรวมในการดำเนินงานเชนกจิ กรรมเสียงตามสายจดหมายขา วฯลฯ ๒) โครงการรักษาและสืบทอดตอพระพุทธศาสนาเชนการบรรพชาสามเณรฤดู รอนกิจกรรมคายพุทธบุตรพุทธธรรมการสอนธรรมศึกษาฯลฯ ๓) สนับสนุนการจัดการเรียนรูแบบโครงงานเพื่อใหนักเรียนไดสำรวจคนควา ศกึ ษาเกยี่ วกบั ประเพณีวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาโบราณสถานโบราณวตั ถปุ ระวตั พิ ระสงฆ ๔) จัดกจิ กรรมประชุมสัมมนาหรือสนทนาธรรมโดยเชญิ วิทยากรผูรูรวมอภิปราย กับผบู รหิ ารครูและผปู กครองเปน ประจำ ๕) จัดกิจกรรมรณรงคใหผูบริหารครูผูปกครองนักเรียนชุมชนมีจิตสำนึกในการ ปกปอ งและสืบตอพระพทุ ธศาสนา นอกจากนย้ี งั มีตัวอยางกจิ กรรมพื้นฐานวิถีชีวิตซึ่งมีหลากหลายรูปแบบดงั นี้ ๑. กจิ กรรมเน้ือหาสาระหลกั สูตร ๒. กจิ กรรมประจำวัน/สัปดาห ๓. กจิ กรรมเนอ่ื งในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ๔. กจิ กรรมพเิ ศษอนื่ ๆ โรงเรยี นวถิ พี ุทธสามารถจดั กจิ กรรมสงเสรมิ เนอื้ หาสาระตามหลกั สตู ร เชน พิธแี สดงตน เปนพุทธมากะ การประกวดมารยาทชาวพุทธ เขาคายพุทธบุตรตามสาระการเรียนรู ๕๒ | บทที่ ๒ การบรหิ ารโรงเรยี นวถิ ีพทุ ธ

พระพุทธศาสนา การบริหารจิตเจริญปญญา เรียนธรรมศึกษา สอบธรรมศึกษา บรรพชา สามเณรฤดูรอน กิจกรรมประจำวันประจำสัปดาห เปนตน นอกจากนี้ยังสามารถจัดกิจกรรม เสรมิ ในกิจกรรมตาง ๆ ของโรงเรียนกไ็ ด เชน ๑. กิจกรรมหนาเสาธง ไดแ ก กิจกรรมท่กี ระทำเพื่อรำลึกถงึ สถาบนั หลกั มชี าติ ศาสนา พระมหากษัตริย (กอนเคารพธงชาติ) กิจกรรมไหวพระสวดมนต แผเมตตาและสงบนิ่งและ กิจกรรมสุภาษติ วนั ละบท กิจกรรมนอ งไหวพ่ี กจิ กรรมเดนิ แถวเขาหองเรยี นอยางมสี ติ เชนเดิน พรอมทอ งคติธรรมขณะเขาหองเรยี น ๒. กิจกรรมความดีรวมกัน เชน กิจกรรมเดินอยางมีสตเิ ขาโรงอาหาร กิจกรรมกลา ว คำพิจารณาอาหารกอนการรับประทานอาหาร กิจกรรมรับประทานอาหารอยางมีสติ เชน มี กติกาวาไมเสียงดังไมทำหก ไมเหลอื กิจกรรมขอบคุณหลงั รับประธานอาหาร กิจกรรมการนั่ง สมาธิ ๑นาทีกอนเรยี นโดยใหน กั เรยี นทองจำพรอ มกนั ท่ีหนา หองเรียน ๓. กิจกรรมกอนเลิกเรยี น เชน กิจกรรมสวดมนตไหวพระ กิจกรรมรำลกึ ถึงพระคุณ ของผมู ีพระคุณ กิจกรรมทองอาขยานสรางสมาธิฯลฯ ๔. กิจกรรมประจำสัปดาห เชน กิจกรรมสวดมนตทำนองสรภัญญะประจำสัปดาห กจิ กรรมทำบญุ ตักบาตรประจำสปั ดาหโดยทำในวนั พระหรอื วนั ทที่ างโรงเรียนกำหนดข้นึ กิจกรรมเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โรงเรียนวิถพี ุทธควรจัดกิจกรรมในวัน สำคัญตาง ๆ คอื วนั มาฆบูชา วนั วสิ าขบชู า วนั อัฏฐมีบชู า วนั อาสาฬหบูชาวนั เขา พรรษา วนั ออก พรรษาดงั นี้ ๑. กิจกรรมวนั มาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอัฏฐมีบชู า วันอาสาฬหบูชา วันเขาพรรษา วันออกพรรษา สถานศึกษาผูปกครองและชุมชนรวมกิจกรรมดังนี้คือทำบุญตักบาตรบริเวณ สนามของโรงเรียน ฟง พระแสดงธรรมเวียนเทยี นท่วี ัดหรอื ทีโ่ รงเรียน ๒. หลอเทยี นพรรษาหรือรว มกบั ชุมชนในการหลอเทียนเขา พรรษา ๓. สถานศกึ ษาจัดบรรยากาศวนั สำคญั ทางพุทธศาสนาโดยการประดับธงธรรมจักรธง ชาติและเปด เพลงธรรมเสยี งตามสายของโรงเรยี น กิจกรรมอื่น ๆ เชน การตอบปญหาธรรม วันสำคัญของชาติ ศาสนาและ พระมหากษัตริย การประเมนิ ผลการทำความดี การยกยอ งเชิดชเู กียรตผิ ูท ำความดี จติ อาสาตา วิเศษสังเกตพฤติกรรมของผูปฏิบัติธรรม การบันทึกความดีของผูปฏิบัติธรรม ตนไมพูดไดเนน ขอคิดคติธรรม การจัดนิทรรศการผลงานทางพระพุทธศาสนา การเพิ่มทักษะและความรูทาง พระพุทธศาสนา เชน โครงงานคณุ ธรรม เปนตน นวัตกรรมและเทคโนโลยกี ารบรหิ ารโรงเรยี นวิถีพุทธ | ๕๓

๔. การจดั กิจกรรมทางพระพุทธศาสนา บุญถม ธรรมศิริ (๒๕๕๒) ไดส รุปกจิ กรรมการทำทางพระพุทธศาสนา ดังน้ี ๑. การวางแผน ประกอบดวย มีการศึกษาดูงานโรงเรียนวิถีพุทธตนแบบ การ มอบหมายงานใหครูรับผดิ ชอบงาน มีการจัดกจิ กรรมวันสำคญั ทางพระพทุ ธศาสนา มปี ฏิทนิ จัด กิจกรรมของโรงเรนี วิถพี ุทธ ๒. การจัดกิจกรรมทางพระพทุ ธศาสนา ประกอบดว ย มีการจดั กจิ กรรมวันมาฆบูชา วนั วสิ าขบชู า วนั อาสาฬหบูชา เปนตน การจดั กจิ กรรมตามปฏิทิน มกี ารสวดมนตไ หวพ ระ รับ ศีล เวยี นเทยี น และปฏิบัตธิ รรม มีรายงานการจัดกจิ กรรมทางพระพทุ ธศาสนา ๓. การประเมนิ ผล ประกอบดวย มีการประเมินผลตามสภาพจริง การประเมินผล กอ นและหลังจากการจดั กิจกรรม ประเมินโดยการสัมภาษณ มีการรายงานผลการจัดกจิ กรรม ทางพระพุทธศาสนา ๔. การปรับปรุงแกไขการจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ประกอบดวย มีการจดั ประชุมครู การมอบหมายงาน จดั ทำแผนการจดั กิจกรรมทางพระพทุ ธศาสนา มีการรายงาน การจดั ทำแผนการจดั กิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เปน ตน ❀ การดําเนินการสคู่ วามเปน็ โรงเรียนวถิ พี ุทธ คณะกรรมการโครงการไดก ำหนดหลักเกณฑไว ๕ ดา น มีตวั ชว้ี ดั ๒๙ ประการ ดังนี้ ๑. ดานกายภาพ ๗ ประการ ๑.๑ มีปา ยโรงเรยี นวิถีพุทธ ๑.๒ มีพระพทุ ธรปู หนาโรงเรียน ๑.๓ มีพระพุทธรปู ประจำหองเรยี น ๑.๔ มพี ระพทุ ธศาสนสุภาษติ วาทะธรรม พระราชดำรัสติดตามทีต่ า ง ๆ ๑.๕ มคี วามสะอาด สงบ รมร่นื ๑.๖ มีหอ งพระพทุ ธศาสนาหรอื ลานธรรม ๑.๗ ไมมสี ิ่งเสพตดิ เหลา บหุ รี่ รอ ยละ ๑๐๐ ๒. ดา นการเรยี นการสอน ๕ ประการ ๒.๑ บริหารจติ เจริญปญญา กอนเขาเรียน เชา บาย ทั้งครู และ นักเรียน ๒.๒ บรู ณาการวถิ ีพทุ ธ ทุกกลุม สาระ และในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ๒.๓ ครู พานักเรยี นทำโครงงานคุณธรรม กจิ กรรมจติ อาสาสปั ดาหล ะ ๑ ครงั้ ๒.๔ ครู ผูบ ริหาร และนกั เรียนทกุ คน ไปปฏบิ ัตศิ าสนกิจทีว่ ัดเดือนละ ๑ ครงั้ ๕๔ | บทที่ ๒ การบริหารโรงเรยี นวถิ ีพทุ ธ

๒.๕ ครู ผูบ ริหาร และนกั เรยี นทกุ คนเขาคายปฏิบตั ิธรรมอยา งนอ ยปละ ๑ ครง้ั ๓. ดา นพฤติกรรม ครู ผบู ริหารโรงเรียน และนักเรียน ๕ ประการ ๓.๑ รักษาศีล ๕ ๓.๒ ยิม้ งา ย ไหวส วย กราบงาม ๓.๓ กอนรบั ประทานมีการพิจารณาอาหาร รบั ประทานไมดงั ไมหก ไมเ หลอื ๓.๔ ประหยดั ออม ถนอมใช เงิน และส่ิงของ ๓.๕ มนี ิสยั ใฝร ู สูสิ่งยาก ๔. ดา นการสงเสรมิ วิถีพทุ ธ ๘ ประการ ๔.๑ ไมมีอาหารขยะขายในโรงเรยี น ๔.๒ ไมด ดุ า นักเรียน ๔.๓ ชนื่ ชมคณุ ความดี หนา เสาธงทุกวนั ๔.๔ โฮมรมู เพ่อื สะทอ นความรสู กึ เชน ความรูสกึ ทไี่ ดทำความดี ๔.๕ ครู ผูบ ริหาร และนักเรียน มสี มุดบันทึกความดี ๔.๖ ครู ผูบ รหิ าร และนกั เรยี น สอบไดธ รรมศกึ ษาตรเี ปน อยางนอ ย ๔.๗ บรหิ ารจติ เจรญิ ปญ ญา กอ นการประชมุ ทกุ ครั้ง ๔.๘ มีพระมาสอนอยา งสม่ำเสมอ ๕. ดา นกจิ กรรมประจำวนั พระ ๔ ประการ ๕.๑ ใสเ สอ้ื ขาวทุกคน ๕.๒ ทำบุญใสบาตร ฟง เทศน ๕.๓ รับประทานอาหารมงั สวิรตั ใิ นม้อื กลางวนั ๕.๔ สวดมนตแ ปล เกณฑก ารใหค ะแนน คะแนน การดำเนนิ งานของโรงเรยี นทร่ี บั การประเมิน ๕ คะแนน โรงเรยี นมีผลการประเมิน ไมน อยกวารอยละ ๘๕ โดยดำเนินการครบทุกประการในดา นกายภาพ ดานกิจกรรมประจำวันพระ และ ดำเนินการไมนอยกวารอยละ ๘๐ ของดา นการเรียนการสอน (๔ ประการ) ดาน พฤติกรรมครู ผูบริหาร และนักเรียน (๔ ประการ) ดานการสงเสริมวิถีพุทธ (๖ ประการ) ๔ คะแนน โรงเรยี นมผี ลการประเมิน ไมน อยกวา รอยละ ๘๐ โดยดำเนินการครบทกุ ประการในดานกายภาพ ดานกิจกรรมประจำวันพระ และ ดำเนินการไมนอยกวารอ ยละ ๖๐ ของดา นการเรยี นการสอน (๓ ประการ) ดาน นวตั กรรมและเทคโนโลยกี ารบรหิ ารโรงเรยี นวถิ พี ทุ ธ | ๕๕

คะแนน การดำเนนิ งานของโรงเรยี นที่รับการประเมิน พฤติกรรมครู ผูบริหาร และนักเรียน(๓ ประการ) ดานการสงเสริมวิถีพุทธ (๕ ประการ) ๓ คะแนน โรงเรยี นมผี ลการประเมนิ ไมนอ ยกวารอ ยละ ๗๕ โดยดำเนนิ การครบทกุ ประการในดา นกายภาพ ดานกิจกรรมประจำวันพระ และ ดำเนนิ การไมน อ ยกวารอ ยละ ๔๐ ของดา นการเรียนการสอน (๒ ประการ) ดาน พฤติกรรมครู ผูบริหาร และนักเรียน(๒ ประการ) ดานการสงเสริมวิถีพุทธ (๓ ประการ) ๒ คะแนน โรงเรยี นมีผลการประเมนิ ไมนอยกวา รอยละ ๗๐ โดยดำเนินการครบทุกประการในดานกายภาพ และดำเนินการไมน อยกวารอ ย ละ ๔๐ ดานกิจกรรมประจำวันพระ (๒ ประการ)ดานการเรียนการสอน (๒ ประการ) ดานพฤติกรรมครู ผูบริหารโรงเรียน และนักเรียน (๒ ประการ) ดาน การสง เสรมิ วิถพี ุทธ (๓ ประการ) ๑ คะแนน โรงเรยี นมผี ลการประเมิน ไมน อยกวา รอ ยละ ๖๕ โดยดำเนินการครบทุกประการในดานกายภาพ และดำเนินการไมนอยกวารอ ย ละ ๓๐ ดานกิจกรรมประจำวนั พระ (๑ ประการ) ดำเนินการไมนอยกวารอ ยละ ๔๐ ดา นการเรียนการสอน (๒ ประการ) ดานพฤตกิ รรมครู ผบู ริหาร และนักเรยี น (๒ ประการ) ดา นการสง เสริมวิถพี ุทธ (๓ ประการ) ตวั อยา งโรงเรียนวิถีพุทธตนแบบ โรงเรยี นทอสี 023/46 ซอยปรดี พี นมยงค41 ถนนสขุ ุมวทิ 71 แขวงคลองตนั เขตวัฒนา กรงุ เทพฯ 10110 โทรศัพท 02 713 0260-1 www.thawsischool.com โรงเรียนรุง อรุณ 391 ซอยอนามัยงามเจริญ 25 (ถ.พระราม 2 ซอย 33) แขวงทาขาม เขตบางขุนเทียน กรงุ เทพฯ 10150 โทรศัพท 02 870 7512-4 www.roong-aroon.ac.th โรงเรียนสยามสามไตร 87 ซ.สุขุมวิท 89/1 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ 10260 โทรศัพท 02 311 0134, 02 33 6258 www.siamsaamtri.ac.th ตวั อยา งโรงเรยี นวิถีพทุ ธพระราชทาน สว นวางแผนและพฒั นาการอบรม สถาบันวิปส สนาธุระ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย ไดรายงานโรงเรียนวิถีพุทธชัน้ นำ และโรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน ทางเวบ็ ไซต http://www.vitheebuddha.com (ขอมลู ณ วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑) ดงั นี้ ๕๖ | บทที่ ๒ การบริหารโรงเรยี นวถิ ีพทุ ธ

โรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน รนุ ที่ ๑ ป พ.ศ. ๒๕๕๘ โรงเรียนบา นเปอ ย สพป.อุบลราชธานี เขต 5 โรงเรยี นบา นปอบดิ สพป.นครราชสมี า เขต 6 โรงเรยี นบา นคลองมะนาว สพป.ตราด เขต 1 โรงเรยี นชัยนาทพทิ ยาคม สพม.สงิ หบ รุ ี เขต 5 โรงเรยี นวัดเฉลมิ พระเกียรติ (พิบลู บำรงุ ) สพป.นนทบรุ ี เขต 1 โรงเรียนชมุ ชนบา นตาหลังใน สพป.สระแกว เขต 1 ฯลฯ โรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน รุนที่ ๒ ป พ.ศ. ๒๕๖๐ โรงเรียนสิงหฤกษประสิทธิ์ สพป.ลพบรุ ี เขต 1 โรงเรียนอนุบาลเทพสนุ ทรินทร สพป.แพร เขต 1 โรงเรียนบา นหนองบัว สพป.ตาก เขต 2 โรงเรยี นปรางคกู สพม.เขต 28 ศรีสะเกษ โรงเรียนบานคลองสมบูรณ สพป.นครสวรรค เขต 2 โรงเรียนบานหนองจิกยาว สพป.อทุ ยั ธานี เขต 2 โรงเรยี น ภ.ป.ร. ราชวทิ ยาลยั ในพระบรมราชูปถัมภ สพม.เขต 9 นครปฐม ฯลฯ นวัตกรรมและเทคโนโลยีการบรหิ ารโรงเรยี นวถิ ีพทุ ธ | ๕๗

❀ บทสรปุ การบริหารสถานศึกษาถือเปนวิชาชีพชั้นสูง (Profession) และใชบุคลากรมืออาชีพ (Professional) มาบรหิ าร โดยอาศยั หลกั และทฤษฎกี ารบริหารทั่วไปแบบตางๆ มาประยุกตใช ทั้งแบบดัง้ เดิมหรือแบบใหมๆ หรือเรียกรวมๆ วาการจดั การ (Management) ซึ่งเกี่ยวของกับ บุคลากร (Man) งบประมาณ (Money) และวัสดุ ครุภัณฑ อุปกรณ เครื่องไมเครื่องมือตางๆ รวมถึงอาคารสถานที่ ยานพาหนะ เปนตน (Material) โดยตองเพิ่มเติมในสวนเกี่ยวกับ การศึกษาโดยตรงเขาไป ไดแก การบริหารงานวิชาการ การจัดการเรียนการสอน การวิจัยและ พัฒนาการศกึ ษา การจัดการชั้นเรยี น การกจิ การและกจิ กรรมพัฒนาผูเ รยี น หองสมดุ หรอื แหลง เรยี นรู จนทำใหการเรียนรมู คี ุณภาพและประสทิ ธิภาพน่ันเอง สวนการบรหิ ารโรงเรยี นวถิ ีพุทธ ก็ เปน การบริหารโรงเรยี นปกติทีไ่ ดน ำหลักการ หลกั ธรรม และกิจกรรมสง เสรมิ การเรยี นรูเพือ่ บม เพราะคณุ ลักษณะของนกั เรียนอยา งบูรณาการในวถิ ชี วี ติ ผานการปฏิบตั ใิ นวิถีชวี ติ ประจำวันคือ การกนิ อยู ดู ฟง เปน ตน ๕๘ | บทท่ี ๒ การบริหารโรงเรียนวถิ ีพทุ ธ

คาํ ถามประจําบทท่ี ๒ ตอนที่ ๑ คำถามแบบอตั นัย จำนวน ๑๐ ขอ ๑. อธิบายความหมาย ความสำคญั ของการบรหิ ารงานทัว่ ไปในองคก รหรอื สวนงานตาง ๆ ๒. การบริหารมีแนวทางหรือวิธีการใหม ๆ เสมอ ทานชอบวธิ ีบริหารแบบใด เพราะเหตุใด ๓. อธบิ ายศพั ททฤษฎีการบรหิ ารสมัยใหม อยางนอ ย ๒ ศพั ท POLC, POSDCoRB, 4M, JIT, Good Governance ๔. การบรหิ ารสถานศกึ ษาคอื อะไร และมภี ารกจิ ท่ีสำคญั อยา งไรบาง ๕. อธิบายการบรหิ ารตามแนวประกนั คณุ ภาพ PDCA มาโดยละเอียด ๖. การบรหิ ารโรงเรยี นวถิ พี ุทธหมายถงึ อะไร มีวธิ ีการตา งจากโรงเรยี นทวั่ ไปอยา งไร ๗. อธิบายรูปแบบการบรหิ ารโรงเรยี นวิถพี ุทธ ๘. อธิบายแนวทางดำเนินการสูความเปนโรงเรียนวิถีพทุ ธ ๙. บอกตัวอยางโรงเรยี นวิถพี ุทธชัน้ นำระดบั ตา ง ๆ ไมนอยกวา ๑๐ แหง ๑๐. ถา ทานเปน ผบู ริหารสถานศึกษาจะมแี นวทางพัฒนาสูค วามเปน โรงเรียนวิถีพุทธอยา งไร ตอนที่ ๒ คำถามแบบปรนัย จำนวน ๑๐ ขอ คำถามแตล ะขอ มี ๔ ตวั เลอื ก ใหเ ลือกตอบขอ ก ข ค หรอื ง ท่ีเหน็ วา ถูกตอ งทีส่ ดุ เพยี ง ๑ ขอ ๑. คำวา การบริหาร ทีใ่ ชท ว่ั ไปในองคก รหรอื สวนงานตา ง ๆ ตรงกบั ขอใด ก. Management ข. Administration ค. Admission ง. Addition ๒. การบรหิ าร หมายถงึ ขอ ใด ก. การทำงานดวยตนเองใหประสบความสำเร็จอยา งครบถว นสมบูรณ และประหยดั ข. การทำงานรว มกบั คนอืน่ ดวยอยางเปน มิตรใหป ระสบความสำเร็จอยางเรียบรอย ค. การใชใ หค นอื่นทำงานดว ยทรัพยากรทม่ี อี ยอู ยางประหยัดและมปี ระสิทธภิ าพทสี่ ดุ ง. การใชบคุ ลากรและทรัพยากรทมี่ ใี นการทำงานใหมปี ระสทิ ธภิ าพและไดรับประโยชนส ดุ ๓. ผูท่ไี ดร ับขนานนามวาเปน บิดาแหงการจัดการตามหลกั วทิ ยาศาสตร คือใคร ก. Frederick W. Taylor ข. Henry L. Gantt ค. Harrington Emerson ง. Henri Fayol นวตั กรรมและเทคโนโลยกี ารบริหารโรงเรยี นวิถีพทุ ธ | ๕๙

๔. ขอใดไมใชทฤษฎกี ารบริหารจดั การตามแนวคิดของ Henri Fayol ก. การแบง งานกันทำ (Division of Work) ข. ความมีระเบยี บวนิ ัย (Discripline) ค. ความคิดรเิ รม่ิ (Initiative) ง. ความเสียสละ (Selflessness) ๕. ผูท ี่เสนอทฤษฎีการบริหารสมัยใหม POSDCoRB คอื ใคร ก. Frederick W. Taylor ข. Henry L. Gantt ค. Luther Gulick and Lyndall Urwick ง. Henri Fayol ๖. ทฤษฎีการบรหิ ารเชิงระบบ (System Theory) มีหลักการสำคัญคือขอ ใด ก. การวางแผน (Planning) ข. การจดั การองคก ร (Organizing) ง. ปจจยั นำเขา การแปรสภาพ ผลผลิต ค. การประสานงาน (Co-ordinating) ๗. การบรหิ ารสถานศกึ ษาคอื อะไร และมภี ารกจิ ทสี่ ำคัญอยา งไรบาง ก. เปนการบริหารงานดา นวชิ าการเพื่อใหไ ดคนดีคนเกงเปน กำลังในการพฒั นาสังคม ข. เปน การบรหิ ารหลักสูตรเพอ่ื การผลติ ท่มี คี ณุ ภาพและคณุ ธรรม ค. เปนการบริหารทรัพยากร บุคลากร วชิ าการ ใหเ ปนไปอยางมปี ระสิทธิภาพ ง. เปนการบริหารทรัพยากรบุคคลเพือ่ งานดานวิชาการในสถานศกึ ษาอยางมีคุณภาพ ๘. ขอ ใดไมใ ชหลักเกณฑข องการบรหิ ารคุณภาพภายใน (PDCA) ก. การกำหนดวิสัยทัศน แผน โครงการ ข. การปฏบิ ัติตามแผนทีก่ ำหนดไว ค. การคดิ ริเรม่ิ สรางสรรคงานใหม ๆ ง. การปรบั ปรุงและพัฒนา ๙. ขอ ใดไมใ ชขั้นตอนวิธีการบรหิ ารโรงเรยี นวถิ พี ุทธมอี ยา งไร ก. มศี รทั ธาและฉนั ทะในการเตรยี มการ ข. ดำเนินการตามหลักปญญาวุฒิธรรม ค. พฒั นาผเู รียนตามหลักไตรสกิ ขา ง. ดแู ลผูเรยี นตามหลกั ไตรลกั ษณ ๑๐. ขอ ใดไมใ ชแนวทางการดำเนินการสูความเปน โรงเรยี นวถิ พี ทุ ธผา นกจิ กรรมตา ง ๆ ก. มีปา ยโรงเรียนวิถีพุทธ มีพระพุทธรปู หนาโรงเรยี น ประจำหอ งเรยี น และหองสวดมนต ข. มีการบรหิ ารจติ เจริญสตกิ อ นเขาเรยี น และทำกิจกรรมทั้งผูบรหิ าร ครู นกั เรยี น ค. มกี ารปรับพฤติกรรมท้ังผูบ รหิ าร ครู นักเรยี น ยม้ิ งา ย ไหวส วย กราบงาม รกั ษาศลี ๑๐ ง. มีกิจกรรมประจำวนั พระ ใสชุดขาว ทำบุญตักบาตร ฟงเทศน สวดมนตแ ปล ๖๐ | บทที่ ๒ การบริหารโรงเรียนวิถีพทุ ธ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook