Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore กลุ่มชาติพันธุ์เหมียว ในประเทศจีน

กลุ่มชาติพันธุ์เหมียว ในประเทศจีน

Published by Bantita Ritthitaiphop, 2018-10-13 04:44:06

Description: เนื้อหาเรื่องราวต่างๆ ความเป็นอยู่ของชนเผ่า การดำรงชีวิต วัฒนธรรมต่างๆ และรวมไปถึงการอพยพหนีสงครามอินโดจีนเข้าสู่ประเทศไทย

Keywords: ชาติพันธุ์ผู้น่ารัก

Search

Read the Text Version

กล่มุ ชาตพิ นั ธ์ุเหมียว 苗族 miáozú

苗族 Miáozú กล่มุ ชาตพิ ันธ์เุ หมยี วชาวม้งในประเทศจีนถ่นิ ท่ีอยู่ ชาวเหมียว ( หรือชาวม้ง ) มีถิ่นฐานอยใู่ นเมืองและมณฑลตา่ งๆในประเทศจีนหลายแหง่ เชน่ ก้ยุโจว 贵州 Guìzhōu หหู นาน 湖南 Húnán ยนู นาน 云南 Yúnnán ซ่ือชวน 四川Sìchuān กวา่ งซี 广西 Guǎnɡxī หเู ป่ย 湖北 Húběi หา่ ยหนาน 海南 Hǎinánถิ่นท่ีมีชาวเหมียวรวมตวั กนั อยมู่ ากที่สดุ คือ บริเวณรอยตอ่ทางทิศตะวนั ออกเฉียงใต้ของเมืองเฉียนตงกบั เมืองเซียงเอ้อ โดยเฉพาะท่ีเมืองเซียงซี 湘西 Xiānɡxīนอกจากนีย้ งั มีชาวเหมียวกลมุ่ เล็กๆกระจดั กระจายอยหู่ บุเขาเหมียวในมณฑลกวา่ งซี บริเวณรอยตอ่ ของเมืองเตยี นเฉียนก้ยุ 滇黔桂 Diānqiánɡuì กบั ชวนเฉียน ซีเจียงเซียนห้เู ม่ียวจ้าย หมบู่ ้านม้งแหง่ มณฑลก้ยุ โจว

เตียน 川黔滇 Chuānqiándiān จากการสํารวจจํานวนประชากรครัง้ ท่ี 5 ของจีนในปี2000 ชนกลมุ่ น้อยเผา่ เหมียว มีจํานวนประชากรทงั้ สนิ ้ 8,940,116 คนภาษา พดู ภาษาเหมียว จดั อยใู่ นตระกลู ภาษาจีน-ทเิ บต สาขาภาษาเหมียว-เหยา (แม้ว-เย้า) แขนงภาษาเหมียวตงั้ แตอ่ ดีตชาวเหมียวอพยพย้ายถิ่นท่ีอยหู่ ลายตอ่หลายครัง้ ชมุ ชนชาวเหมียวจงึ กระจดั กระจายไปมาก เม่ือแยกกนั อยเู่ ป็นเวลานาน ทําให้ภาษาท่ีใช้มีความแตกตา่ งกนัปัจจบุ นั ภาษาเหมียวแบง่ ได้ 3 สําเนียงคือ สําเนียงเซียงซีตะวนั ออก 湘西 Xiānɡxī สําเนียงเฉียนตงกลาง黔东 Qiándōnɡ และสําเนียงชวนเฉียนเตียนตะวนั ตก 川黔滇 Chuānqiándiān สําเนียงชวนเฉียนเตียนตะวนั ตกนีย้ งั แบง่ ออกได้อีก 7 สําเนียงยอ่ ย ชาวเหมียวท่ีอาศยั อยใู่ นเขตชมุ ชนกลมุ่ น้อยอ่ืน บางที่พดู ภาษาของชนกลมุ่ ท่ีใหญ่กวา่ เชน่ ภาษาจีน ภาษาต้ง ภาษาจ้วง มีการขดุ ค้นทางโบราณคดีท่ีเป็นชมุ ชนโบราณของเผา่ เหมียว พบศลิ าจารึกท่ีคาดวา่ จะเป็นอกั ษรของชาวเหมียว แตไ่ มม่ ีการสืบทอดและสญู หายไปกระทง่ั ปี 1956 รัฐบาลจีนได้ประดิษฐ์อกั ษรสําหรับชนเผา่ เหมียวขนึ ้ โดยใช้อกั ษรลาตนิ และใช้อยา่ งกว้างขวางจนปัจจบุ นัประวัตศิ าสตร์ ประวตั ิศาสตร์การตงั้ ถิ่นฐานของชนชาวเหมียวมีมานานหลายพนั ปี จากหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ สืบย้อนไปเมื่อสี่พนั ปีก่อน ในบนั ทกึ เอกสารโบราณมีการกลา่ วถงึ ชนเผา่ กลมุ่ เล็กกลมุ่ น้อยที่อาศยั อยบู่ ริเวณที่ราบลมุ่ แมน่ ํา้ ฮวงโหและแมน่ ํา้ แยงซีเกียง รวมเรียกชนเผา่เหลา่ นีว้ า่ “หนานหมาน” 南蛮 Nánmán ใน

จํานวนนีม้ ีชนชาวเหมียวรวมอยดู่ ้วย นกั วิชาการบางทา่ นให้ความเห็นวา่ ชื่อ “ชือโหยว” 蚩尤Chīyóu ที่ปรากฏในนทิ านปรัมปราโบราณที่ชาวเหมียวให้ความเคารพบชู านนั้ มีความสมั พนั ธ์ใกล้ชิดกบั บรรพบรุ ุษของชาวเหมียว บางทา่ นให้ความเหน็ วา่ เหมียวสามฝ่ายท่ีกลา่ วถึงในสมยั โบราณเป็นบรรพบรุ ุษของชาวเหมียวในปัจจบุ นั บ้างเช่ือวา่ ชาวเหมียวในปัจจบุ นั สืบเชือ้ สายมาจากชาว “เหมา” 髳Máo ในสมยั อนิ โจว 殷周 Yīnzhōu อยา่ งไรก็ตามปัจจบุ นั ยงั ไมม่ ีข้อสรุปแนช่ ดั เกี่ยวกบั กําเนิดท่ีมาของชนชาวเหมียว แตห่ ลกั ฐานท่ีเพียงพอที่จะสรุปได้ในขณะนีก้ ็คือ เมื่อสองพนั กวา่ ปีก่อน ในสมยั ฉินฮนั่ 秦汉时代 Qín Hàn shídài ชาวเหมียวตงั้ ถ่ินฐานเป็นชมุ ชนขนึ ้ แล้วในบริเวณพืน้ ที่ท่ีเป็นเมืองเซียงซี 湘西 Xiānɡxī และเมืองเฉียนตง 黔东 Qiándōnɡ ในปัจจบุ นั ในอดีตเรียกช่ือว่าบริเวณ อซู่ ี 五溪 Wǔxī ในบริเวณดงั กลา่ วมีชนกลมุ่ น้อยอาศยั อย่รู วมกนั มากมาย รวมเรียกช่ือว่า อซู่ ีหมาน 五溪蛮 Wǔxīmán หรืออหู่ ลงิ หมาน 武陵蛮 Wǔlínɡ mánจากนนั้ ชนกลมุ่ น้อยเหลา่ นีก้ ระจดั กระจายอพยพไปทางตะวนั ตก และตงั้ ถ่ินฐานมาจนปัจจบุ นั ในสมยัหยวน ระบบสงั คมแบบเจ้าศกั ดนิ าพฒั นาและชดั เจนขนึ ้ เร่ือยๆ จนถึงสมยั หมิงสงั คมชาวเหมียวเป็นแบบเจ้าศกั ดนิ าอยา่ งชดั เจนถึงจดุ สงู สดุ จากนนั้ ก็เร่ิมเข้าสกู่ ารลม่ สลาย ตอ่ มาระบบการถือครองกรรมสทิ ธิ์ที่ดนิเร่ิมก่อตวั ขนึ ้ ในสมยั หมงิ เร่ิมดําเนนิ นโยบายการรวบรวมท่ีดนิ กลบั คืน โดยดําเนินการในเขตมณฑลหหู นาน 湖南 Húnán ซง่ึ ครอบคลมุ ไปถงึ ถ่ินท่ีอยขู่ องชมุ ชนชาวเหมียวด้วย ทําให้ระบบเศรษฐกิจแบบการถือครองกรรมสทิ ธิ์ท่ีดนิ พฒั นาไปอย่างราบร่ืน การรวบรวมท่ีดนิ กลบั คืนของจกั รพรรดคิ งั ซีและหยง่ เจิง้ ในสมยัราชวงศ์ชิงนํามาซง่ึ การลม่ สลายของระบบเจ้าศกั ดนิ า และก่อเกิดระบบการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดนิ ขนึ ้ หลงัสงครามฝ่ินในปี 1840 ระบบสงั คมเศรษฐกิจแบบเจ้ากรรมสิทธ์ิท่ีดนิ ยงั คงเดนิ หน้าพฒั นาตอ่ ไป จนปลายศตวรรษที่ 19 อํานาจของระบบจกั รวรรดนิ ิยมแผข่ ยายเข้าสชู่ มุ ชนชาวเหมียว ระบบเศรษฐกิจสงั คมของชาวเหมียวจงึ เปล่ียนไปเป็นแบบก่งึ อาณานิคมก่ึงศกั ดินาหลงั การก่อตงั้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระบบสงั คมชาวเหมียวเปล่ียนแปลงไปสรู่ ะบอบประชาธิปไตย และพฒั นาเข้าสรู่ ะบบสงั คมนิยมในเวลาตอ่ มา กอ่ เกิดนโยบายการปกครองตนเองของชนกลมุ่ น้อยขนึ ้ นบั แตป่ ี1951 เป็นต้นมา เร่ิมมีการกอ่ ตงั้ เขตปกครองตนเองและอําเภอปกครองตนเองเผา่ เหมียวขนึ ้ หลายแหง่

จนปัจจบุ นั ชาวเหมียวมีสทิ ธิและมีสว่ นร่วมในการปกครอง ตลอดจนพฒั นาระบบสงั คมเศรษฐกิจของตนให้เจริญรุดหน้าทดั เทียมกบั ชนชาวจีนทว่ั ไปภายใต้การสนบั สนนุ ของรัฐบาล และการร่วมแรงร่วมใจของชาวเหมียว ทําให้เศรษฐกิจ สงั คม การศกึ ษาวฒั นธรรม อนามยั ของชาวเหมียวพฒั นาไปในทางท่ีดขี นึ ้ มาก มีการกอ่ ตงั้ โรงงานอตุ สาหกรรมขนึ ้ มากมายจนเกิดเป็นเมืองอตุ สาหกรรมขนึ ้ อยา่ งเมืองขา่ ยหลี่ 凯里 Kǎilǐ จี๋โสว่ 吉首 Jíshǒu สว่ นด้านการเกษตรมีการใช้เคร่ืองจกั รกลมากขนึ ้ ทําให้ผลผลิตท่ีได้มีปริมาณเพิ่มมากขนึ ้ ชมุ ชนชาวเหมียวไม่วา่ ใกล้ไกลเพียงใด มีการพฒั นาระบบไฟฟา้ และการจราจรเข้าถึงทกุ แหง่ หน นําความเจริญเข้าสชู่ มุ ชนอยา่ งถ้วนทวั่ ท่ีสําคญั มีการสร้างทางรถไฟเข้าไปถงึ ชมุ ชนชาวเหมียว เชน่ สายก้ยุ คนุ 贵昆 Guìkūnเซียงเฉียน 湘黔 Xiānɡqián จือหลว่ิ 枝柳 Zhīliǔ เฉียนก้ยุ 黔桂 Qiánɡuì เป็นต้น เป็นเส้นทางเช่ือมตอ่ ความเจริญจากภายนอกเข้าสชู่ มุ ชนชาวเหมียว ในขณะเดียวกนั ก็เป็นหนทางที่ชาวเหมียวมีโอกาสตดิ ตอ่ กบั ชมุ ชนภายนอกอยา่ งสะดวกสบาย ชาวเหมียวให้ความสําคญั กบั การศกึ ษานอกจากจะก่อตงั้ โรงเรียนตงั้ แตป่ ระถมจนถงึ มธั ยมปลายแล้ว ยงั ก่อตงั้ มหาวทิ ยาลยั ขนึ ้ เพ่ือผลติ บณั ฑติชาวเหมียวให้มีความรู้ด้านวิชาชีพครู แพทย์ ประวตั ิศาสตร์ วรรณคดี ศลิ ปะ เทคโนโลยี เพื่อให้เป็นกําลงัสําคญั ในการพฒั นาชมุ ชน นอกจากนีม้ ีการก่อตงั้ โรงพยาบาล สถานีอนามยั เพ่ือดแู ลด้านสขุ ภาพและรักษาโรค โรคระบาดร้ายแรงตา่ งๆ ในอดีตหมดไป การประกอบอาชีพของชาวเหมียวหลากหลายขนึ ้ ไมว่ า่ จะเป็นการเกษตร ป่าไม้ ประมง เลีย้ งสตั ว์ ทําให้ครอบครัวและชมุ ชนมีรายได้ สง่ ผลให้ชาวเหมียวในปัจจบุ นั มีคณุ ภาพชีวติ ท่ีดีขนึ ้ด้านศิลปวัฒนธรรม ด้วยอารยธรรมท่ียาวนาน ก่อเกิดวฒั นธรรมท่ีงดงามและหลากหลายสืบทอดมาแตบ่ รรพบรุ ุษรุ่นสรู่ ุ่น วรรณกรรมพืน้ บ้านที่สําคญั ได้แก่ เพลงกลอน ตํานาน นิทานพืน้ บ้าน เลา่ สืบตอ่ เป็นวรรณกรรมมขุ ปาฐะตกทอดจนถึงปัจจบุ นั ฉนั ทลกั ษณ์กลอนเพลงชาวเหมียวเป็นแบบกลอนห้า กลอนเจ็ด และกลอนอิสระ สว่ นใหญ่เน้นเร่ืองของจงั หวะ แตไ่ มเ่ น้นการสมั ผสั ทว่ งทํานองเพลงเรียบงา่ ยไมซ่ บั ซ้อน จงั หวะก็ไมเ่ ข้มงวดมากนกั ความสนั้ ยาวของเพลงไมแ่ นน่ อน

เพลงของชาวเหมียวแบง่ ได้เป็น เพลงโบราณ เพลงธรรมชาติ เพลงมนตรา เพลงงาน เพลงวนเวียน เพลงรักและเพลงเดก็ เชน่ เพลงช่ือ 《老人开天地》Lǎorãn kāi tiāndì “ผ้เู ฒา่ เบกิพภิ พ” เพลงชื่อ《九十九个太阳和九十九个月亮》Jiǔ shí jiǔ ɡâtàiyánɡ hã jiǔ shí jiǔ ɡâ yuâliɑnɡ “เก้าสิบเก้าตะวนั กบั เก้าสบิ เก้าจนั ทรา” บทเพลงเหลา่ นีไ้ มเ่ พียงแตส่ ะท้อนสภาพชีวิตของชาวเหมียวที่ต้องตอ่ ส้แู ละผกู พนั อยกู่ บัธรรมชาติ แตย่ งั เป็นหลกั ฐานในการศกึ ษาค้นคว้าเก่ียวกบั ประวตั ศิ าสตร์และเร่ืองราวของชนชาวเหมียวได้เป็นอยา่ งดี ชาวเหมียวรักการร้ องรําทําเพลงเป็ นชีวติจิตใจ บทเพลง ดนตรี และละครเหมียวมีวิวฒั นาการและสืบทอดกนั มาช้านาน ทํานองเพลงเกร็ดตา่ งๆ ถกู นํามาแตง่ เป็นเพลงประกอบระบาํ ท่ีประดษิ ฐ์ขนึ ้ ใหมม่ ากมาย เคร่ืองดนตรีเหมียวหลกั ๆ เป็นจําพวกเคร่ืองตแี ละเครื่องสายมีกลองไม้ กลองหนงั และกลองโลหะ นอกจากนี ้ยงั มีเคร่ืองดนตรีประเภทเครื่องเป่า เชน่ ขลยุ่ ป่ีนํา้ เต้า และปี่หลายขนาดที่ชาวเหมียวประดษิ ฐ์ขนึ ้ จากวสั ดธุ รรมชาติ มีการเป่าเพลงใบไม้ และพิณปากเป่ า ระบําเหมียวที่สําคญั มีระบําขลยุ่ นํา้ เต้า ระบําเก้าอี ้ระบําลิงตีกลอง เป็นต้น เสียงดนตรีที่เป็นเอกลกั ษณ์ของชาวเหมียวคือป่ีนํา้ เต้า ทงั้ ระบํางดงามรื่นเริง ดนตรีไพเราะมีเอกลกั ษณ์ของชนเผา่ ซง่ึ เป็นท่ีช่ืนชอบของผ้คู นทว่ั ไป งานหตั ถกรรมชาวเหมียว ก็เป็นศลิ ปะประจําเผา่ อีกอยา่ งที่มีชื่อเสียงไปทวั่ เช่น งานปักผ้า ทอผ้าย้อมผ้า ตดั กระดาษและเคร่ืองประดบั ตา่ งๆ สืบทอดกนัมานานหลายชว่ั อายคุ น จนถึงยคุ ปลดปล่อย มีพฒั นาการถึงขนั้ สามารถย้อมลวดลายรูปภาพได้แล้วผลิตภณั ฑ์หตั ถกรรมของชาวเหมียวเป็นสนิ ค้าสง่ ออกทงั้

ในและตา่ งประเทศสร้างรายได้อยา่ งงดงาม งานหตั ถกรรมท่ีเป็นเอกลกั ษณ์โดดเดน่ อีกอยา่ งของชาวเหมียวคือการทําเคร่ืองประดบั เงิน ชาวเหมียวนิยมประดบัประดาเครื่องเสือ้ ผ้า เคร่ืองแตง่ กายและตามร่างกายด้วยเครื่องเงิน ไมว่ า่ จะเป็นเคร่ืองประดบั ศรี ษะเงิน สร้อยพวงระย้า กําไล ชดุ เสือ้ ผ้าเงิน เป็นต้น ล้วนมีแบบและลวดลายสวยงามละลานตา ภูมิปัญญาด้านการแพทย์ ของชาวเหมียวที่สงั่สมมาแตบ่ รรพบรุ ุษรุ่นตอ่ รุ่นได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์แผนปัจจบุ นั ตาํ ราการแพทย์ของชาวเหมียวแบง่ โรคในร่างกายมนษุ ย์เป็น 36 ชนิด โรคภายนอก 72 โรค มีวิธีรักษา 20 วธิ ี ตาํ ราแพทย์แผนเหมียวที่เป็นท่ียอมรับอยา่ งกว้างขวาง เชน่ ตาํ ราชื่อ《苗医验方》Miáo yīyàn fānɡ“ตาํ ราตรวจรักษาแผนเหมียว” เป็นตาํ ราการแพทย์ท่ีเขียนโดย สือฉ่ีก้ยุ 石启贵 Shí Qǐɡuì ตําราชื่อ《苗族药物集》Miáo Zú yàowù jí “รวมตํารายาแผนเหมียว”ของผ้เู ขียน ลเู่ คอหมน่ิ 陆科闵 Lù Kēmǐn ปลายศตวรรษที่ 19 วิวฒั นาการทางการแพทย์แผนเหมียวพฒั นาถึงขนั้ สามารถรักษาด้วยการผา่ ตดั ได้แล้ว นอกจากนีย้ งั มีตํารายารักษาอาการกระดกู หกั พิษงู พษิ ธนู การรักษาบาดแผลด้วยสมนุ ไพร ผลการรักษาหายขาดและรวดเร็ว เป็นที่ยอมรับไปทว่ัด้านขนบธรรมเนียมของชาวเหมียว เอกลกั ษณ์โดดเดน่ ของชาวเหมียวท่ีไมว่ า่ผ้ใู ดพบเหน็ ก็รู้ได้ทนั ทีวา่ มิใชช่ นเผา่ ใดไหนเลย คือเคร่ืองแตง่ กาย ชายชาวเหมียวสวมเสือ้ ผ้าป่านปักลวดลายงดงาม มีผ้าคลมุ บา่ ที่เป็นผ้าสกั หลาดขนแกะปักลาย นอกจากนีใ้ นหลายๆพืน้ ท่ีการแตง่ กายอาจแตกตา่ งกนั ไปบ้าง บ้างสวมเสือ้ ผา่ อกลําตวั สนั้สวมกางเกงขายาว รัดเอวด้วยผ้าหรือเข็มขดั ขนาดใหญ่ พนั ศรี ษะด้วยผ้าสีนํา้ เงิน ในฤดหู นาวพนั รอบขาด้วยผ้าหรือเชือกรัดแข้ง ในสมยั โบราณ ชายชาว

เหมียวไว้ผมยาว เกล้าเป็นมวยไว้กลางศีรษะเสียบด้วยป่ิน ไม้หรือเหล็ก ใสต่ ้มุ หทู งั้ สองข้าง สวมกําไลข้อมือ บางท่ี ปลอ่ ยยาวลงมาแล้วถกั เปีย แตน่ บั ตงั้ แตป่ ลายสมยั ชิงเป็น ต้นมาชายชาวเหมียวไมเ่ กล้าผมอยา่ งสมยั กอ่ น แตน่ ิยม ปลอ่ ยยาวลงมาแล้วถกั เปียทงั้ สองข้างมากกวา่ สว่ นการแตง่กายของสตรีเหมียวในแตล่ ะท้องที่แตกตา่ งกนั มากเป็นสบิ ๆ แบบ แตส่ ว่ นใหญ่สวมเสือ้ ผา่ อก ปกใหญ่ ลําตวั สนั้สวมกระโปรงจีบรอบ บ้างยาวกรอมส้น บ้างสนั้ ถงึ โคนต้นขา บางท้องท่ีสวมกางเกงขายาวและ กว้าง และปัก ลวดลายดอกไม้ขนาดใหญ่ โพกศีรษะด้วยผ้าลายตาราง สวมต้มุ หู ห่วง คล้องคอ และกําไลเงิน เครื่องประดบั ศีรษะของสตรีชาวเหมียวมีรูปแบบ หลากหลายมาก บ้างมวยผมทรงกลม ทรงแหลม ไว้กลางศีรษะแล้ว ประดบั ประดาด้วยเคร่ืองประดบั เงิน โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งชาวเหมียวท่ีเฉีย นตง เฉียนหนาน ครอบศรี ษะด้วยหมวกเงิน มียอดปลายแปลมงอโค้งขนึ ้ ด้านบนคล้ายกบั เขาววั ชดุ เสือ้ ผ้าก็ ประดบั ประดาด้วยเครื่องเงินจนเตม็ ตวั เรียกกนั ว่า ชดุ เงิน 银衣 yínyī นบั เป็นเคร่ืองแตง่ กายท่ี ทรงคณุ คา่ ย่ิงนกั เร่ืองอาหารการกิน ชาวเหมียวที่เมืองเฉียนตง 黔东 Qiándōnɡ เฉียนหนาน 黔南Qiánnán เซียงซี 湘西 Xiānɡxī หา่ ยหนาน 海南 Hǎinán และท่ีกวางสี 广西 Guǎnɡxī กินข้าวเป็นอาหารหลกั นอกจากนีย้ งั มีข้าวโพดและมนั เป็นอาหารเสริม สว่ นชาวเหมียวในบริเวณเมืองเฉียนซี 黔西 Qiánxī เฉียนเป่ย 黔北 Qiánběi ชวนหนาน 川南Chuānnán เตยี นตง 滇东 Diāndōnɡ เตียนเป่ย 滇北 Diānběi กินข้าวโพด มนั ฝร่ังข้าวโอ๊ตเป็นอาหารหลกั อาหารพเิ ศษของชาวเหมียวคือผกั ดอง วธิ ีทําคือเอาข้าวเหนียวคลกุ กบั ผกั หมกั ไว้ในโอง่ ปิดฝาสนิท เก็บไว้ประมาณ 2 เดอื นก็นําออกมาประกอบอาหารได้ ชาวเหมียวชอบการดืม่ สรุ าสงั สรรคเ์ ฮฮา ไมว่ า่ จะเป็นเทศกาล งานพิธีการใดๆ หรือมีแขกมาเยือน ชาวเหมียวจะใช้สรุ าต้อนรับแขกด้วยความยินดี

สถาปัตยกรรม สง่ิ ปลกู สร้าง บ้านเรือนของชาวเหมียวแตกตา่ งกนั ในแตล่ ะท้องที่ ชาวเหมียวท่ีเมืองเฉียนตงและเฉียนหนานก่อสร้ างบ้ านด้ วยไม้บ้างสร้างเป็นบ้านชนั้ เดยี ว บ้างสร้างเป็นบ้านสองชนั้ หรือใต้ถนุ สงู หลงั คาเป็นแบบจวั่ สองหน้า รูปปน้ั 晏学源 (หย่างอซู่ า) หรอื เก้าจั๊ว (Nkauj Ntsuab) เทพธดิ าม้งในตานาน บ้างมงุ ด้วยกระเบือ้ ง บ้างมงุ ด้วยหญ้ามดั เป็นตบั บนหลงั คาเป็นท่ีตากพืชและอาหารแห้ง ใต้ถนุเป็นท่ีเก็บสง่ิ ของตา่ งๆ และใช้เป็นคอกสตั ว์ ในสมยั ก่อนที่ประชาชนมีกรรมสทิ ธ์ิในที่ดนิ เป็นของตนเองชาวเหมียวสร้างบ้านแบบมีรัว้ บ้าน ก่อด้วยอิฐหรือหิน ชาวเหมียวท่ีบริเวณเมืองเหวินซานของมณฑลยนูนานใช้ไม้ไผส่ านถี่ ๆ แล้วฉาบด้วยโคลนก่อเป็น กําแพงรัว้ ตวั ฝาบ้านก็ใช้วธิ ีเดยี วกนั แล้วมงุ หลงั คาด้วยหญ้าแห้งมดั เป็นตบั แบง่ เป็นสองห้อง ใช้เป็นที่พกั อาศยั และคอกสตั ว์ สว่ นชาวเหมียวท่ีเมืองจาวทง 昭通 Zhāo สร้างบ้านโดยใช้ทอ่ นไม้ขดั กนั เป็นกระโจม แล้วมงุ ด้วยหญ้าแห้ง กําแพงทําด้วยไม้สานแล้วฉาบด้วยโคลน ชาวเหมียวท่ีเกาะ หา่ ยหนานสร้างบ้านลกั ษณะเป็นห้องแถวทรงยาว แบง่ เป็นสามห้อง มีชายคาบ้านยาวใช้เป็นที่พกั ผอ่ นหยอ่ นใจและตอ่ มามีการสร้าง รปู ปั้น 晏学源 (หยา่ งอู่ซา)เทพธดิ ามง้ ในตานาน ณ มณฑลกุ้ยโจวเมืองเจียนเหอ มนฑลก้ยุ โจว ประเทศจนี เป็นถิ่นม้ง หรือ เหมียว ทใ่ี หญ่มาแตโ่ บราณ

วัฒนธรรมการแต่งงาน ของชาวเหมียวยึดถือการมีสามีภรรยาเดียว การสืบทอดมรดกยดึ ถือสายเลือดสายตรงเพศชายเป็นหลกั ในขณะเดียวกนั เพศหญิงก็มีสทิ ธิและสถานภาพในครอบครัวเชน่ กนั ลกู คนเล็กมีหน้าท่ีเลีย้ งดพู อ่แมย่ ามแก่เฒา่ ชาวเหมียวตงั้ ช่ือลกู ชายโดยใช้คาํ ศพั ท์ท่ีเป็นชื่อพอ่ เป็นคําหลงั ของชื่อลกู คล้องตอ่ กนั เป็นลกู โซ่ เป็นช่ือท่ีระบกุ ารสืบเชือ้ สาย แตก่ ารเรียกขานกนั ตามปกตจิ ะเรียกเฉพาะช่ือเจ้าตวั เทา่ นนั้ นอกจากนี ้ยงั รับอิทธิพลของชาวฮนั่ ในการตงั้ ชื่อ โดยกําหนดคําที่ระบถุ งึ คนในรุ่นเดียวกนั จะใช้คําเดียวกนั เป็นสว่ นประกอบของชื่อในงานเทศกาลรื่นเริงตา่ งๆ หนมุ่ สาวชาวเหมียวมีโอกาสพบปะและเลือกครู่ ักคคู่ รองของตน แตบ่ างท้องท่ีก็มีการแตง่ งานแบบคลมุ ถงุ ชนที่พอ่ แมเ่ ป็นฝ่ ายเลือกคคู่ รองให้ โดยผ้ใู หญ่จะจบั คตู่ ามท่ีเห็นวา่ เหมาะสมกนัทงั้ ฐานะ ครอบครัว วงศ์ตระกลู หลงั แตง่ งานเจ้าสาวชาวเหมียวจะไมย่ ้ายไปอยบู่ ้านเจ้าบา่ ว โดยเฉพาะที่เมืองเฉียนซียงั คงรักษาขนบธรรมเนียมแบบดงั้ เดมิ นีอ้ ยู่ ในบางท้องที่ยงั นิยมขนบธรรมเนียมการแตง่ งานแบบ “สองครอบครัวแลกเจ้าสาว” หรือ “การแตง่ งานกบั ทงั้ พ่ีสาวน้องสาว” กนั อยู่ด้านศาสนาความเชื่อและเทศกาลสําคญั ชาวเหมียวนบั ถือผีและวญิ ญาณของหมื่นล้านสรรพสงิ่ บชู าวญิ ญาณบรรพบรุ ุษ นบั ถือธรรมชาติ เช่ือวา่ ทกุ สรรพส่งิ มีวญิ ญาณแรงกล้าท่ีมอิ าจลว่ งเกินได้ ชาวเหมียวจะอธิษฐานอ้อนวอนขอพร รักษาโรค ขอบตุ ร ขอโชคลาภ การค้มุ ครอง และปกปักรักษาจากเทพทงั้ มวล การทําพิธีบชู าเทพเจ้าต้องมีหมอผีประจําเผา่ ทําหน้าท่ีเป็นสื่อกลางระหวา่ งมนษุ ย์กบั เทพเจ้า พิธีกรรมบชู าเทพเจ้า ผีและวิญญาณบรรพบรุ ุษ ซง่ึ ถือเป็นพธิ ีที่ย่งิ ใหญ่และศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ พธิ ีไหว้ผี พิธีไลผ่ ี พิธีกินววั พิธีกินหมูพิธีกินผี พิธีล้มววั เป็นต้นล้วนเป็นพธิ ีที่ยงิ่ ใหญ่สําคญั ของชาวเหมียว นอกจากนีส้ ิ่งของตามธรรมชาติ เชน่ต้นไม้ ก้อนหินรูปร่างแปลกประหลาด หรือท่ีมีขนาดใหญ่โต หรือสิง่ ท่ีมนษุ ย์สร้างขนึ ้ เชน่ บอ่ นํา้ เก้าอี ้ล้วนต้องบชู าวิญญาณของส่งิ เหลา่ นีท้ งั้ สนิ ้ สง่ิ ของท่ีใช้บชู า ได้แก่ อาหาร และเครื่องดื่มตา่ งๆ เชน่ เหล้า เนือ้ ไก่เป็ด ปลา ข้าวเหนียว เป็นต้น หลงั จากการเผยแผศ่ าสนาคริสต์เข้ามา มีชาวเหมียวบางสว่ นหนั มานบั ถือพระเยซหู รือศาสนาคริสต์ เทศกาลสําคญั ของชาวเหมียวมีมากมาย ชาวเหมียวในแตล่ ะท้องที่มีเทศกาลแตกตา่ งกนั ไปบ้างชาวเหมียวท่ีเฉียนตง เฉียนหนาน กวา่ งซี เฉลิมฉลองวนั ปีใหมเ่ หมียวในวนั ท่ี 1 เดือน 11 ตรงกบั วนั กระตา่ ย

และวนั ววั ตามปฏิทินเหมียว มีกิจกรรมรื่นเริงมากมาย เชน่ แขง่ ม้า ลอ่ ววั ระบําเพลงขลยุ่ นํา้ เต้า ระบํากลองและการเยี่ยมเยือนเพื่อนบ้าน สว่ นชาวเหมียวท่ีเมืองก้ยุ หยางจะมารวมตวั กนั ที่บริเวณใกล้นํา้ พใุ จกลางเมืองก้ยุ หยางในทกุ ๆ วนั ที่ 8 เดอื น 4 เพ่ือจดั งานร่ืนเริง เต้นรํา พบปะสงั สรรค์ เพื่อรําลกึ ถึงวีรบรุ ุษในตํานานที่ชื่อ “ยา่ หน่”ู 亚努 Yà nǔ นอกจากนีย้ งั มีเทศกาลสําคญั ท่ีชาวเหมียวทวั่ ทกุ พืน้ ท่ีจดั งานรื่นเริงถ้วนหน้า เชน่ เทศกาลเรือมงั กร เทศกาลภเู ขาดอกไม้ (ต้นเดือน 5 ) เทศกาลกินอาหารใหม่ (เดือน 6เดือน 7 หลงั การเก็บเก่ียวข้าวใหม่) นอกจากนีย้ งั มีเทศกาลท่ีรับอิทธิพลมาจากชาวฮนั่ เชน่ เทศกาลตรุษจีนเทศกาลเชงเม้ง เป็นต้น ชาวเหมียวที่ยนู นานยงั มีเทศกาลสําคญั ที่สืบทอดกนั มาจนปัจจบุ นั คือเทศกาลเหยียบดอกไม้ ถือเป็นเทศกาลรื่นเริงที่สําคญั ของชาวเหมียว จดั ขนึ ้ อยา่ งยิ่งใหญ่ทกุ ๆปีชาวม้งในประเทศไทย ม้ง หรือ เมียว (องั กฤษ: Miao; อกั ษรจีน: 苗; พนิ อิน: Miáo) เป็นกลมุ่ ชาติพนั ธ์ุในเขาภเู ขาของเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ และมีประวตั ศิ าสตร์อนั ยาวนาน ชาวม้งอพยพลงมาทางใต้ตงั้ แตศ่ ตวรรษท่ี 18 เน่ืองจากสถานการณ์ที่ไมส่ งบทางการเมืองและหาพืน้ ที่ท่ีเหมาะสมกบั การเพาะปลกู ปัจจบุ นั มีชาวม้งอาศยั อยใู่ นประเทศจีน ไทย เวียดนาม ลาว และสหรัฐอเมริกา โดยชมุ ชนชาวม้งที่ใหญ่ท่ีสดุ ในประเทศไทยอยทู่ ่ีตาํ บลเขก็ น้อย อําเภอเขาค้อ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ สําหรับในประเทศไทยคําวา่ \"แม้ว\" เป็นคําเรียกท่ีไมส่ ภุ าพในการเรียกกลมุ่ คนม้ง ชาวม้งโดยสว่ นใหญ่ไมช่ อบให้เรียกวา่ แม้ว โดยถือวา่ เป็นการดถู กู เหยียดหยาม

การอพยพเข้าประเทศไทยหลังสงครามอินโดจีนครัง้ ท่ี 2 ระหวา่ งสงครามอินโดจีนครัง้ ที่หนง่ึ และสงครามอินโดจีนครัง้ ท่ีสอง ชาวม้งในลาวได้ตอ่ ส้ขู บวนการปะเทดลาว ชาวม้งหลายคนอพยพมาประเทศไทย และ ชาตติ ะวนั ตกดร.ลิ ตง่ิ กยุ [Dr.Li Ting Gui] อ้างโดยเลอภพ 2536 ได้สรุปวา่ การอพยพครัง้ ใหญ่ๆในอดีตของชนชาตมิ ้งตงั้ แตอ่ ดีตจนถึงปัจจบุ นั มีอยทู่ งั้ สนิ ้ 4 ครัง้ ด้วยกนั คือ ครัง้ ท่ี 1 อพยพออกจากบริเวณทางใต้ของสองฝ่ังแมน่ ํา้ เหลืองหรือแมน่ ํา้ ฮวงโห SouthernPoition of the Yellow Riverกษตั ริย์ “ชิย”ู (Chiyou) ราวๆ 5,000 ปีท่ีผา่ นมา ม้งได้อาศยั อยู่ 2 ฝั่งทางตอนใต้ของแม่นํา้ เหลือง ในขณะนนั้ ม้งมีช่ืเรียกวา่ จลู่ ี่ TyujLiv ชนกลมุ่ จลู่ ี่นีเ้ป็นชนกลมุ่ แรกที่รู้จกั ใช้ทองสมั ฤทธิ์ Brouze รู้จกั ปลกู ข้าว และการเลีย้ งปลาในนาข้าว ประชากรทกุ คนมีความผาสขุ ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ “ชยิ ”ู Chiyou ในขณะเดียวกนั ได้มีชนกลมุ่ หนง่ึ คอื “ชาวฮน่ั ” Huaj ได้อพยพมาจากทางทิศตะวนั ตกเข้ามาอยใู่ นบริเวณของชนชาตจิ ลู่ ่ี ผ้นู ําของชนกลมุ่ ฮนั่ คือ ฮนั่ หยา่ Hran Yuan ทงั้ สองกลมุ่ นีอ้ ย่ดู ้วยกนั ไมน่ านเกิดความขดั แย้งกนั จนถึงขนั้ ส้รู บกนั ผลสดุ ท้ายชนชาตจิ ่ลู ี่พา่ ยแพ้แก่ชนชาตฮิ น่ั ทงั้ นีเ้พราะชนชาตฮิ น่ั มีประชากรเยอะกวา่ ในขณะที่ชนชาตจิ ลู่ ่ีเป็นเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา จงึ ได้ถอยร่นลงมาทางใต้ใกล้กบั แมน่ ํา้แยงซี Tangrse River ครัง้ ท่ี 2 อพยพออกจากบริเวณปกครองม้ง San Miao หลงั จากที่ชาวจลู่ ี่ได้อพยพลงมาทางตอนใต้ ได้มีการรวม กบั ชนพืน้ เมือง “ซานเมียว” (San Miao) ขนึ ้

ชาวม้งและชนพืน้ เมืองมีความรักใคร่อยา่ งแนน่ แฟ้น ชาวม้งจงึ เรียกกลมุ่ นีว้ า่ “จีน”(Suay) แต่กลมุ่ ฮน่ั ยงั คงตดิ ตามมารุกรานคอยทําร้ายฆา่ ฟันชาวม้งหรือจลู่ ่ีอยเู่ รื่อยๆ ชาวม้งจงึ ได้แตกออกเป็น 3 กลมุ่หนีลงทางใต้ ในปัจจบุ นั นีค้ ือ มณฑลกวางสี Guang – ti มณฑลกวางโจและมณฑลยนู านYunnan อีกสว่ นหนง่ึ หนีร่นลงมาทางตะวนั ตกมงุ่ หน้าไปยงั ซานเหวย San Wei ซงึ่ กลบั กบัประเทศมองโกเลีย และตอนหลงั ก็ได้อพยพลงมาอยใู่ นมณฑลยนู าน Yunnan ครัง้ ท่ี 3 อพยพออกจากการปกครองของกษัตริย์จู [ChouKingdom/Chou State]ประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาลประชาชนได้แกก่ ลมุ่ ชน 7 กลมุ่ ซงึ่ แยกตวัเองออกเป็นประเทศปกครองและในจํานวน 1 ใน 7 ประเทศเหลา่ นนั้ มีม้งเป็นประเทศหนง่ึ มีกษัตริย์ชื่อวา่“จ”ู ซงึ่ มีอยสู่ องคนในตระกลู ซงั หรือแซโ่ ซ้ง คนท่ีหนงึ่ ช่ือ “ชงย่ี” คนที่สองชื่อ “ซงจี” ปีค.ศ. 221 ได้มีชนกลมุ่ ชนิ Chin ได้เข้ามาตอ่ ส้แู ยง่ ชงิ ประเทศของกษัตริย์จจู นพา่ ยแพ้ ชาวม้งได้แตกระส่ําระสายไปตามท่ีตา่ งๆ มีกลมุ่ หนงึ่ ลกุ ขนึ ้ ตอ่ สู้ อีกกลมุ่ หนงึ่ ถอยร่นลงไปอยกู่ บั กลมุ่ ม้งในมณฑลกวางโจเสฉวน และมณฑลยนู าน ตอ่ มาในปี ค.ศ. 1640 – 1919 ได้มีชาวม้งกลมุ่ หนงึ่ อพยพลงมาอยใู่ นกลมุ่ ประเทศอนิ โดจีน Indochina ทางตอนใต้ของจีนซงึ่ ก็ได้แกก่ ลมุ่ ประเทศเวียดนาม ลาว และไทย ครัง้ ท่ี 4 ค.ศ. 1970 –1975 การ อพยพออกจากประเทศลาวระบบการปกครอง คอมมิวนสิ ตไ์ ด้แผข่ ยายส่กู ล่มุ ประเทศอนิ โดจีน ทํา ให้กลมุ่ ม้งในลาวต้องแตกกระจายไปทวั่ โลก การ อพยพของชนชาตมิ ้งในครัง้ นีน้ บั ได้วา่ มากท่ีสดุ และอพยพไปไกลท่ีสดุ เทา่ ที่เคยมีมาใน ประวตั ิศาสตร์ของชนชาตมิ ้ง ชาวม้งมากมายได้อพยพย้ายไปอาศยั อยใู่ นประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา อาร์เจนตนิ า ฝรั่งเศส และอิตาลี

การอพยพเข้าสู่ประเทศไทย ชนชาตมิ ้งกลมุ่ แรกที่อพยพเข้าสปู่ ระเทศไทยนนั้ ไมม่ ีหลกั ฐานใดๆบง่ ชีไ้ ด้ชดั เจนแตจ่ ากเอกสารของสถาบ้นวจิ ยั ชาวเขาคาดวา่ เร่ิมต้นอพยพเข้ามาทางตอนเหนือของประเทศไทย ในราวปี พ.ศ. 2387– 2417 จดุ ที่ชนเผา่ ม้งเข้ามามีอยดู่ ้วยกนั 3 จดุ คือ1.1 เข้ามาทางห้วยทราย – เชียงของ อําเภอ เชียงของ จงั หวดั เชียงราย ซง่ึ อยทู่ างทศิ เหนือสดุ เป็นจดุ ท่ีเข้ามาก่อน และเข้ามามากที่สดุ หลงั จากนนั้ แยกย้ากระจดั กระจายไปตามแนวทองของเส้นเขามงุ่ ไปทางทศิ ตะวนั ตกสจู่ งั หวดั เชียงใหม่ แมฮ่ อ่ งสอน ตากและสโุ ขทยั1.2 เข้ามาทางไชยบรุ ี ปัว และทงุ่ ช้าง เขตอําเภอทงุ่ ช้าง จงั หวดั นา่ น แล้วบางกลมุ่ ได้อพยพลงสทู่ างใต้และทางตะวนั ตกเข้าสจู่ งั หวดั แพร่ พิษณโุ ลก เพชรบรู ณ์ กําแพงเพชร และจงั หวดั ตาก1.3 เข้าทางภคู า – นาแห้ว และดา่ นซ้าย อําเภอนาแห้ว และอําเภอดา่ นซ้าย จงั หวดั เลย แล้วบางกลมุ่ได้เข้ามาสจู่ งั หวดั เพชรบรู ณ์ในที่สดุ (สนุ ทรี, 2524 : อ้างโดยประสิทธิ์, 2531)นอกจากทงั้ สามจดุ นีแ้ ล้ว จดุ หนงึ่ ที่ชาวม้งได้อพยพผา่ นมาแตไ่ มม่ ีใครกลา่ วถึงคอื เข้ามาทางอําเภอฝางจงั หวดั เชียงใหม่ โดยผ่านมาทางประเทศพมา่ ชอ่ งดอยอา่ งขาง ซง่ึ เป็นที่กลา่ วขนั กนั ว่า ม้งกลมุ่ นีค้ ือกลมุ่ ที่หลงทางจากการอพยพจากจดุ ที่ 1ชนเผ่าม้ง มีประมาณ 18 ตระกลู \"แซ่\" ด้วยกันมีดงั นี้1. แซห่ ว้า Xeem Vaj 2. แซจ่ าง Xeem Tsab3. แซล่ ี Xeem Lis 4. แซโ่ ซ้ง Xeem Xyooj5. แซท่ อ่ Xeem Thoj 6. แซเ่ ลา่ Xeem Lauj7. แซม่ วั Xeem Muas 8. แซย่ า่ ง Xeem Yaj9. แซเ่ ฮ้อ Xeem Hawj 10. แซว่ ือ้ Xeem Vwj11.แซก่ ือ Xeem Kwm 12. แซห่ าญ Xeem Ham13. แซจ่ ือ้ Xeem Tswb 14. แซฟ่ ่ า Xeem Faj15. แซพ่ ้า Xeem Phab 16. แซก่ ง Xeem Koo17.แซเ่ ฉ้ง Xeem Tsheej 18. แซค่ ้า Xeem Khab

ภาคผนวก

รูปภาพเก่ยี วกบั ประเพณีปี ใหม่ม้ง

การแต่งกาย ชาย – หญงิ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook