หน่วยกำรเรียนรทู้ ่ี ๑ หนว่ ยกำรเรยี นรู้ท่ี ๒ หน่วยกำรเรียนรู้ท่ี ๓ ประวตั ศิ าสตรไ์ ทย ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๔-๖ กลุ่มสาระการเรยี นรูส้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วยกำรเรยี นรูท้ ี่ ๔ หนว่ ยกำรเรียนรทู้ ่ี ๕ ๑_หลักสตู รวิชาประวัตศิ าสตรไ์ ทย ๒_แผนการจัดการเรียนรู้ ๓_PowerPoint_ประกอบการสอน ๔_Clip ๕_ใบงาน_เฉลย ๖_ข้อสอบประจาหน่วย_เฉลย ๗_ การวดั และประเมนิ ผล ๘_เสรมิ สาระ ๙_สอ่ื เสรมิ การเรยี นรู้ บริษัท อักษรเจริญทศั น์ อจท. จำกดั : 142 ถนนตะนำว เขตพระนคร กรงุ เทพฯ 10200 Aksorn CharoenTat ACT.Co.,Ltd : 142 Tanao Rd. Pranakorn Bangkok 10200 Thailand โทรศัพท์ : 02 622 2999 โทรสำร : 02 622 1311-8 [email protected] / www.aksorn.com
๑หนว่ ยการเรียนรู้ที่ เวลาและยุคสมยั ทางประวัตศิ าสตร์ไทย จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ • ตระหนักถึงควำมสำคัญของเวลำและยคุ สมัยทำงประวตั ศิ ำสตรท์ ่แี สดงถึงกำรเปล่ียนแปลงของมนษุ ยชำติได้
เวลา ยุคสมยั และศักราชในประวตั ศิ าสตร์ไทย ควำมหมำยและควำมสำคัญของประวตั ศิ ำสตรไ์ ทย • ประวตั ิศาสตร์ คือ กำรศึกษำเรือ่ งรำวหรอื ประสบกำรณข์ องมนษุ ยใ์ นอดตี จำกหลักฐำนตำ่ งๆ เป็นเร่ืองรำวในทุกเร่ืองทกุ ด้ำนท่มี นุษยไ์ ดท้ ำ คิด และสรำ้ งสรรค์ สง่ ผลต่อมนษุ ยท์ งั้ ในอดีต และปจั จบุ นั • กำรศึกษำประวตั ิศำสตรม์ ีควำมสำคญั โดยเฉพำะอยำ่ งย่งิ ประวัติศำสตรไ์ ทย เพรำะทำให้ ร้สู กึ ถึงควำมเป็นชำติ รำกเหงำ้ ของตน เกิดควำมเขำ้ ใจและภำคภมู ิใจในชำติ เห็นขอ้ บกพรอ่ ง ควำมผิดพลำด ควำมสำเร็จ ควำมดีงำม และควำมเสยี สละของบรรพบุรุษ • ประวัติศำสตรท์ ีผ่ ่ำนมำถือเปน็ บทเรียนท่มี คี ำ่ ท่ีสำมำรถนำมำเปน็ แนวทำงปฏบิ ตั ใิ นปัจจบุ นั เรยี กวำ่ เปน็ กำรศึกษำอดีต เพือ่ เข้ำใจปัจจุบัน และเปน็ แนวทำงในอนำคต
กำรกำหนดช่วงเวลำและยคุ สมยั ทำงประวัตศิ ำสตร์ การกาหนดชว่ งเวลาเพอื่ ให้เกิดความเขา้ ใจท่ตี รงกนั • กำรแบง่ เวลำเป็นชว่ ง ๑๐ ปี หรือทศวรรษ, ๑๐๐ ปี หรอื ศตวรรษ, ๑๐๐๐ ปี หรือสหัสวรรษ • กำรกำหนดเวลำเปน็ ปีศักรำช เช่น พทุ ธศักราช (พ.ศ.), คริสตศ์ กั ราช (ค.ศ.), ฮจิ เราะห์ศักราช (ฮ.ศ.) • กำรกำหนดยุคสมัยทำงประวตั ศิ ำสตร์ เช่น สมยั กอ่ นประวตั ศิ าสตร์ (เวลำท่มี นษุ ยย์ ังไมม่ ีตวั อกั ษรใช้) สมัยประวัตศิ าสตร์ (เวลำที่มนษุ ย์เรม่ิ คดิ ประดษิ ฐต์ ัวอกั ษรใชแ้ ล้ว)
ควำมสำคัญของเวลำ และยุคสมัยทำงประวัตศิ ำสตร์ การกาหนดชว่ งเวลาและยุคสมยั ทางประวตั ศิ าสตร์ ๑ • บอกให้รูว้ ำ่ เหตุกำรณต์ ่ำงๆ ในประวตั ิศำสตรเ์ กิดขน้ึ มำนำนเท่ำใด ๒ • บอกใหร้ วู้ ่ำเหตกุ ำรณใ์ ดเกิดขึ้นกอ่ นหรอื หลัง เมอ่ื เปรียบเทยี บกบั เหตกุ ำรณ์อืน่ ๆ ๓ • ทำให้สำมำรถวิเครำะหถ์ ึงสำเหตแุ ละผลของเหตกุ ำรณท์ ่ีเกดิ ขน้ึ ๔ • เมอ่ื วิเครำะหถ์ ึงสำเหตแุ ละผลได้ จะทำให้เข้ำใจถงึ เหตุกำรณ์ ได้ชดั เจนและถูกต้องมำกข้นึ
กำรนบั และเทียบศกั รำชในประวัตศิ ำสตร์ไทย การนบั ศกั ราช พทุ ธศักรำช (พ.ศ.) • เป็นศกั รำชทำงพระพุทธศำสนำ นิยมใช้ในหลำยประเทศทีน่ ับถอื พระพุทธศำสนำเปน็ ศำสนำประจำชำติ ประเทศไทยเรม่ิ ใชต้ ัง้ แตส่ มยั อยุธยำในสมยั สมเดจ็ พระนำรำยณม์ หำรำช และใชอ้ ย่ำงแพร่หลำยเป็นแบบอยำ่ งของทำงรำชกำรตัง้ แต่ พ.ศ. ๒๔๕๕ ในรชั สมัยพระบำทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลำ้ เจ้ำอยู่หัวถงึ ปจั จบุ ัน มหำศักรำช (ม.ศ.) • เปน็ ศกั รำชท่ีพระเจำ้ กนิษกะ กษัตริย์อินเดยี มีพระรำชดำรขิ นึ้ มีกำรใช้กันแพรห่ ลำยไปท่ัวอนิ เดียและประเทศท่ีได้รบั อิทธพิ ล ทำงอำรยธรรมอินเดยี ประเทศไทยรับ ม.ศ. ผ่ำนมำทำงขอมหรือเขมร ดังปรำกฏหลักฐำนในหลกั ศิลำจำรกึ หลักที่ ๑
การนบั ศกั ราช จุลศักรำช (จ.ศ.) • เปน็ ศกั รำชทก่ี ษตั ริย์พมำ่ สมัยอำณำจกั รพกุ ำมทรงมพี ระรำชดำริขึ้นหลังพทุ ธศกั รำช ๑,๑๘๑ ปี มีกำรแพร่หลำยเข้ำมำยัง ประเทศไทยผำ่ นอำณำจกั รลำ้ นนำ นิยมใช้กนั มำกในหลกั ฐำนทำงประวตั ศิ ำสตรไ์ ทยสมยั สโุ ขทัย อยุธยำ รตั นโกสนิ ทร์ ตอนต้นและลำ้ นนำ รตั นโกสนิ ทร์ศก (ร.ศ.) • เป็นศักรำชท่พี ระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจำ้ อยหู่ ัวมพี ระรำชดำริให้บญั ญตั ขิ ้นึ เริ่มใชช้ ว่ งกลำงรัชสมัยของพระองค์ และเลิกใชใ้ นตน้ สมัยรัชกำลที่ ๖ โดยเริ่มนับปที ่ีสถำปนำกรุงรัตนโกสนิ ทร์เป็นรำชธำนี คอื พ.ศ. ๒๓๒๕ เปน็ ร.ศ. ๑
การเทยี บศักราช หลกั เกณฑ์การเทยี บศักราช ม.ศ. + ๖๒๑ = พ.ศ. พ.ศ. - ๖๒๑ = ม.ศ. จ.ศ. + ๑๑๘๑ = พ.ศ. พ.ศ. - ๑๑๘๑ = จ.ศ. ร.ศ. + ๒๓๒๔ = พ.ศ. พ.ศ. - ๒๓๒๔ = ร.ศ.
การแบง่ ยคุ สมยั ทางประวตั ศิ าสตร์ สมยั ลกั ษณะการแบง่ ชว่ งระยะเวลา สมัยก่อนประวัติศำสตร์ แบ่งตำมลกั ษณะ ยคุ หนิ เก่ำ (ประมำณ ๗๐๐,๐๐๐ - ๑๐,๐๐๐ ปมี ำแล้ว) เครื่องมือหนิ ยคุ หนิ ใหม่ (ประมำณ ๑๐,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ ปีมำแลว้ ) แบง่ ตำมลกั ษณะ ยคุ สำริด (ประมำณ ๔,๐๐๐ - ๒,๕๐๐ ปีมำแลว้ ) เคร่อื งมือโลหะ ยคุ เหล็ก (ประมำณ ๒,๕๐๐ ปีมำแลว้ ) แบ่งตำมอำณำจักร สมยั สุโขทยั (รำว พ.ศ. ๑๗๙๒ - พ.ศ. ๒๐๐๖) หรอื รำชธำนี สมยั อยธุ ยำ (พ.ศ. ๑๘๙๓ - พ.ศ. ๒๓๑๐) สมัยธนบรุ ี (พ.ศ. ๒๓๑๐ - พ.ศ. ๒๓๒๕) สมัยประวัตศิ ำสตร์ แบ่งตำมลักษณะ สมัยรตั นโกสนิ ทร์ (พ.ศ. ๒๓๒๕ - ปจั จบุ นั ) กำรปกครอง สมัยสมบูรณำญำสทิ ธิรำชย์ (พ.ศ. ๑๗๙๒ - พ.ศ. ๒๔๗๕) แบง่ ตำมหลกั สำกล สมัยประชำธิปไตย (พ.ศ. ๒๔๗๕ - ปัจจบุ ัน) สมัยโบรำณ (พ.ศ. ๑๗๙๒ - พ.ศ. ๒๓๙๔) สมยั ใหม่ หรอื สมยั ปรับปรุงประเทศ (พ.ศ. ๒๓๙๔ - พ.ศ. ๒๔๗๕) สมัยปจั จบุ นั หรอื สมยั ประชำธปิ ไตย (พ.ศ. ๒๔๗๕ - ปจั จบุ นั )
สมยั ก่อนประวัติศำสตรใ์ นประเทศไทย ยคุ หิน ยุคหินเก่า • มอี ำยุ ๗๐๐,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ปีมำแล้ว • รู้จกั ใชเ้ คร่ืองมอื หนิ กรวดกะเทำะหน้ำเดียว • พบท่บี ำ้ นแม่ทะและบ้ำนดอนมลู จ.ลำปำง ทบี่ ้ำนเกำ่ จ.กำญจนบรุ ี แหล่งโบรำณคดีผำบงุ้ จ.เชยี งใหม่ ทีถ่ ้ำหลังโรงเรยี นทับปริก จ.กระบี่ เปน็ ตน้ ยคุ หินใหม่ • มีอำยุระหว่ำง ๑๐,๐๐๐-๔,๐๐๐ ปมี ำแลว้ • พบเครอื่ งมือหนิ ขดั ดำ้ นหนึ่งคม ดำ้ นหนึ่งมน ผิวเรียบ • พบภำชนะดินเผำแบบตำ่ งๆ • พบท่ีบำ้ นเกำ่ จ.กำญจนบรุ ี ทบ่ี ้ำนเชียง จ.อุดรธำนี ทีโ่ คกพนมดี จ.ชลบรุ ี เป็นต้น
ยคุ โลหะ ยุคสาริด • มอี ำยรุ ะหว่ำง ๔,๐๐๐-๒,๕๐๐ ปลี ่วงมำแลว้ • มนษุ ย์รู้จักนำโลหะสำรดิ ท่มี สี ว่ นผสมของทองแดงกับดบี ุก หรอื ตะก่ัวมำทำเคร่อื งมอื เครอื่ งใช้ • พบทบี่ ้ำนโคกพลับ จ.รำชบุรี ทีบ่ ำ้ นนำดแี ละทบ่ี ำ้ นเชียง จ.อดุ รธำนี เป็นตน้ ยคุ เหล็ก • เร่มิ เมอื่ ประมำณ ๒,๕๐๐ ปีลว่ งมำแล้ว • สังคมมคี วำมซับซอ้ นมำกขน้ึ มชี นช้ันทำงสังคม มีกำรติดต่อคำ้ ขำยกับต่ำงแดน ผู้คนมวี ถิ ชี วี ิตที่เจริญขน้ึ • พบทีบ่ ำ้ นดอนตำเพชร จ.กำญจนบุรี บำ้ นหนองนำตมู จ.นครรำชสมี ำ เปน็ ต้น
สมัยประวตั ศิ ำสตร์ของประเทศไทย สมยั อาณาจกั รโบราณ • เปน็ สมยั ก่อนสโุ ขทยั • จำกหลกั ฐำนโดยกำรพบเหรยี ญเงินทีจ่ ำรึกวำ่ “ศรีทวำรวดี ศวรปณุ ยะ” กำรพบเหรีพบวำ่ อำณำจกั ร ทเ่ี กำ่ แกท่ ส่ี ดุ คือ อำณำจกั รทวำรวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖) • มีศนู ย์กลำงอยใู่ นเขตจังหวดั จงั หวัดนครปฐม • อำณำจักรโบรำณอื่นๆ เช่น ละโว้ (พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒-๑๘ ) ตำมพรลงิ ค์ (พทุ ธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘) ตัวอยา่ งอาณาจกั ร /พทุ ธศตวรรษที่ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๙ พุทธศตวรรษท่ี ๑๑ - ๑๖ ทวำรวดี พุทธศตวรรษท่ี ๑๒ - ๑๘ ละโว้ พทุ ธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๘ ตำมพรลิงค์ พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๓ - ๑๙ ศรีวิชัย
สมัยสโุ ขทยั (รำว พ.ศ. ๑๗๙๒-๒๐๐๖) • เร่มิ ตงั้ แต่สถำปนำอำณำจกั รสโุ ขทัย จนถูกผนวกเข้ำกับอยธุ ยำ • มีกำรประดิษฐต์ ัวอักษรไทย • มีกำรนับถอื พระพทุ ธศำสนำนกิ ำยเถรวำท ลทั ธิลังกำวงศ์ • มีกำรจดั ระเบียบกำรปกครอง • มีกำรสรำ้ งศลิ ปะแบบสโุ ขทยั เช่น เจดีย์ทรงดอกบวั ตมู พระพุทธรปู ปำงลลี ำ
สมยั อยุธยา (พ.ศ. ๑๘๙๓ - ๒๓๑๐) สมัยกำรวำงรำกฐำนอำนำจและเสรมิ สรำ้ งควำมมนั่ คง (พ.ศ. ๑๘๙๓ - ๑๙๙๑) • เริม่ ตั้งแต่สมยั สมเด็จพระรำมำธบิ ดีท่ี ๑ (อ่ทู อง) ถงึ สมัยพระบรมรำชำธิรำชท่ี ๒ (เจ้ำสำมพระยำ) • เปน็ ช่วงเวลำเริ่มตน้ อำณำจักรจึงมขี นำดเล็ก • สรำ้ งควำมม่ันคงโดยกำรเปน็ พนั ธมติ รกบั ขอมหรอื เขมรในระยะแรก • มกี ำรติดต่อคำ้ ขำยกับตำ่ งประเทศโดยเฉพำะกับจนี
สมัยอยธุ ยา (พ.ศ. ๑๘๙๓ - ๒๓๑๐) สมยั ทมี่ อี ำนำจทำงกำรเมอื งและควำมรุ่งเรอื งทำงเศรษฐกจิ (พ.ศ. ๑๙๙๑ - ๒๒๓๑) • เริ่มต้งั แต่สมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนำถถงึ สมัยสมเด็จพระนำรำยณม์ หำรำช • กำรปกครองมีควำมมั่นคงและเป็นระบบยงิ่ ขน้ึ • กำรติดตอ่ คำ้ ขำยกบั ตำ่ งชำติกวำ้ งขวำง ท้ังในทวปี เอเชยี และยโุ รป • เกิดเหตกุ ำรณ์เสยี กรงุ ศรีอยธุ ยำครงั้ ท่ี ๑ • มีพระมหำกษัตรยิ ท์ ีย่ ่งิ ใหญห่ ลำยพระองค์ เช่น สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนำถ สมเดจ็ พระนเรศวรมหำรำช และสมเด็จพระนำรำยณ์มหำรำช
สมยั อยธุ ยา (พ.ศ. ๑๘๙๓ - ๒๓๑๐) สมยั เส่ือมอำนำจ (พ.ศ. ๒๒๓๑ - ๒๓๑๐) • เรม่ิ ต้งั แต่สมัยสมเดจ็ พระเพทรำชำถงึ สมยั สมเด็จพระที่น่งั สรุ ยิ ำศน์อมั รนิ ทร์ (พระเจำ้ เอกทัศ) • เป็นชว่ งเวลำทอ่ี ยธุ ยำมีควำมเขม้ แขง็ นอ้ ยลง เน่ืองจำกมีกำรเกดิ กบฏและแยง่ ชิงอำนำจกนั ภำยใน • เกดิ เหตกุ ำรณเ์ สียกรุงศรีอยุธยำครัง้ ท่ี ๒ เป็นกำรส้ินสดุ สมัยอยธุ ยำ • สมัยอยุธยำมีอำยยุ นื ยำวถึง ๔๑๗ ปี
• กำรแบง่ เปน็ สมยั ยอ่ ยขำ้ งตน้ ทำใหเ้ หน็ ลกั ษณะสำคัญของประวัตศิ ำสตรอ์ ยุธยำไดช้ ัดเจน และเขำ้ ใจไดด้ ี แตม่ นี ักประวัตศิ ำสตรบ์ ำงท่ำนกจ็ ดั แบ่งในลกั ษณะอืน่ ด้วย เชน่ แบง่ ตำมรำชวงศ์ทป่ี กครอง สมยั ช่วงเวลา ๑. สมัยรำชวงศอ์ ูท่ อง พ.ศ. ๑๘๙๓ - ๑๙๑๓ และ พ.ศ. ๑๙๓๑ - ๑๙๕๒ ๒. สมัยรำชวงศ์สพุ รรณภูมิ พ.ศ. ๑๙๑๓ - ๑๙๓๑ และ พ.ศ. ๑๙๕๒ - ๒๑๑๒ ๓. สมยั รำชวงศส์ ุโขทัย พ.ศ. ๒๑๑๒ - ๒๑๗๓ ๔. สมัยรำชวงศ์ปรำสำททอง พ.ศ. ๒๑๗๓ - ๒๒๓๑ ๕. สมัยรำชวงศ์บำ้ นพลหู ลวง พ.ศ. ๒๒๓๑ - ๒๓๑๐ • กำรแบง่ ดังกล่ำว ทำให้เห็นได้ชดั ว่ำอยุธยำอยู่ภำยใตก้ ำรปกครองของรำชวงศ์ใดบ้ำง รำชวงศ์ใดปกครอง ยำวนำนทสี่ ุด และอำจเปรยี บเทยี บวำ่ ในสมัยรำชวงศ์ใดที่อยธุ ยำรุง่ เรอื งหรอื เส่อื มอำนำจ
สมยั ธนบรุ ี (พ.ศ. ๒๓๑๐-๒๓๒๕) • เป็นสมัยกอบกู้อิสรภำพและเอกรำชของบำ้ นเมือง หลังจำกเสียกรุงศรีอยธุ ยำในครง้ั ท่ี ๒ • มีกำรสรำ้ งบำ้ นเมืองให้เป็นปึกแผน่ สร้ำงอำนำจข้ึนมำใหม่ • มีกำรฟน้ื ฟพู ระพุทธศำสนำ ศลิ ปกรรม วรรณกรรม มีกำรเขียนสมุดภำพไตรภมู ิ ฟ้นื ฟูละครหลวง • ในด้ำนเศรษฐกิจ มกี ำรฟืน้ ฟคู วำมสัมพนั ธก์ บั จีนเพื่อผลประโยชน์ทำงกำรค้ำ • มีกำรทำสงครำมกับพมำ่ เกือบตลอดเวลำ และยงั ขยำยอำนำจไปยงั ลำ้ นนำ ล้ำนชำ้ ง
สมัยรตั นโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๒๕ - ปัจจบุ นั ) สมัยรัตนโกสนิ ทรต์ อนต้น (พ.ศ. ๒๓๒๕ - ๒๓๙๔) • เปน็ ชว่ งเวลำในสมยั รัชกำลท่ี ๑-๓ หรอื เรยี กว่ำ “สมยั กำรทำใหเ้ หมือนเม่อื ครั้งที่บำ้ นเมืองด”ี • เกิดกฎหมำยตรำสำมดวงในสมัยรชั กำลท่ี ๑ • มกี ฎหมำยห้ำมสูบฝ่ินในสมยั รชั กำลที่ ๒ • เกิดกำรทำสนธิสญั ญำทำงพระรำชไมตรีและกำรพำณิชยก์ บั อังกฤษหรอื สนธิสญั ญำเบอรน์ ียใ์ นสมยั รัชกำลที่ ๓ • สรำ้ งพระบรมมหำรำชวังและวัดรปู แบบเหมอื นกรงุ ศรีอยธุ ยำ • มีกำรสังคำยนำพระไตรปิฎก และออกกฎหมำยคณะสงฆ์ • ฟื้นฟูพระรำชพธิ ี พระรำชประเพณีในสมยั อยธุ ยำ และส่งเสรมิ ดำ้ นศิลปกรรมและวรรณกรรมตำ่ งๆ • ในสมยั รชั กำลท่ี ๓ ได้ทำนบุ ำรุงพระพุทธศำสนำ สรำ้ งและบูรณะวดั ขนึ้ จำนวนมำก
สมยั รัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๒๕ - ปจั จบุ ัน) สมัยรัตนโกสนิ ทรย์ คุ ปรบั ปรงุ ประเทศ (พ.ศ. ๒๓๙๔ - ๒๔๗๕) • เปน็ ช่วงเวลำในสมัยรัชกำลท่ี ๔-๗ (ถึง พ.ศ. ๒๔๗๕) • สมัยรัชกำลท่ี ๔ เปน็ ช่วงเรม่ิ ปรบั ปรงุ ประเทศ เปดิ กำรตดิ ต่อกบั ชำติตะวนั ตกอยำ่ งเปน็ ทำงกำร ปรบั ปรุงกำร คมนำคม มกี ำรตดั ถนน ขุดคลอง • สมัยรชั กำลท่ี ๕ เปน็ ชว่ งปฏริ ูปประเทศในทุกดำ้ น ปฏิรูประบบบริหำรรำชกำรแผ่นดนิ มกี ำรเลกิ ทำส พัฒนำกำร คมนำคม เกดิ รถไฟ รถรำง โทรเลข ประปำ • สมยั รัชกำลท่ี ๖ เปน็ ชว่ งนำประเทศเขำ้ สสู่ งั คมโลก ส่งทหำรเข้ำร่วมกับฝำ่ ยสมั พันธมติ รในสงครำมโลกครัง้ ท่ี ๑ สร้ำงแนวคิดให้รกั ชำติ ศำสนำ พระมหำกษัตรยิ ์ กำหนดใหใ้ ช้นำมสกลุ มีธงไตรรงค์ • สมัยรชั กำลท่ี ๗ เกดิ ปัญหำเศรษฐกจิ ตกต่ำท่ัวโลก เกิดกระแสเรยี กร้องประชำธิปไตยเพิม่ มำกขึ้น จนนำไปสู่ กำรเปลีย่ นแปลงกำรปกครองเปน็ ระบอบประชำธิปไตย
สมัยรตั นโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๒๕ - ปจั จุบนั ) สมยั รตั นโกสินทร์สมยั ประชำธปิ ไตย (พ.ศ. ๒๔๗๕ - ปจั จบุ นั ) • เปน็ ช่วงเวลำ พ.ศ. ๒๔๗๕ - ปัจจุบนั • มีกำรปกครองเปน็ ระบอบประชำธิปไตย อนั มพี ระมหำกษตั ริยท์ รงเปน็ ประมุข • มีรฐั ธรรมนูญเป็นกฎหมำยสูงสดุ ของประเทศ โดยอำนำจกำรปกครองแบ่งออกเป็น ๓ ฝำ่ ย แก่ ฝ่ำยบริหำร ฝ่ำยนิตบิ ัญญตั ิ และฝำ่ ยตุลำกำร • กำรปกครองในระบอบประชำธปิ ไตยที่ผ่ำนมำยังไม่ม่นั คงนกั เพรำะมกี ำรปฏวิ ตั แิ ละรฐั ประหำรหลำยครง้ั รวมทง้ั มีกำร เปลย่ี นแปลงรัฐธรรมนญู หลำยฉบับ
ตวั อยา่ งเวลาและยุคสมยั ทปี่ รากฏในหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ไทย กำรใช้เวลำและศักรำช “๑๒๐๕ ศก ปมี ะแม พ่อขุนรามคาแหง หาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสือไทยนี้ ลายสือไทยนี้ จึ่งมเี พ่อื ขนุ ผูน้ ้นั ใส่ไว้” ท่มี า : ศลิ ำจำรกึ สุโขทยั หลักท่ี ๑ จำรึกพ่อขุนรำมคำแหง หน้ำ ๓๖. • เวลำทก่ี ลำ่ วถงึ ในศลิ ำจำรึกนี้ ๑๒๐๕ เปน็ มหำศักรำช เทียบเปน็ พุทธศกั รำช + ๖๒๑ = ๑๘๒๖ พ่อขุนรำมคำแหงมหำรำชทรงประดิษฐ์อักษรไทย ลำยสือไทยจงึ มขี ึน้ เพรำะพ่อขนุ รำมคำแหง มหำรำชคดิ ประดษิ ฐ์ขนึ้ มำ
“ศกั ราช ๗๑๒ ขาลศก วัน ฯ๖ ๕ ค่า เวลารุ่งแลว้ ๓ นาฬิกา ๙ บาท แรกสถาปนากรุง พระนครศรีอยธุ ยา” ที่มา : พระรำชพงศำวดำรกรงุ เกำ่ ฉบับหลวงประเสริฐฯ หน้ำ ๕. • ศักรำชที่กลำ่ วถงึ ๗๑๒ เปน็ จลุ ศักรำช เมือ่ เทยี บเปน็ พ.ศ. + ๑๑๘๑ = ๑๘๙๓ วัน ๖ คอื วันศกุ ร์ เดือน ๕ ขึ้น ๖ ค่ำ ตรงกับวันท่ี ๔ มีนำคม ร่งุ แลว้ ๓ นำฬกิ ำ ๙ บำท คือ เวลำ ๓ นำฬิกำ ๕๔ นำที (๑ บำท = ๖ นำที) เปน็ เวลำที่สมเดจ็ พระรำมำธิบดีท่ี ๑ (อู่ทอง) ทรงสถำปนำพระนครศรีอยุธยำ เปน็ รำชธำนี ถือเป็นกำรเร่ิมตน้ สมัยอยุธยำ
“ถึงรัชกาลที่ ๔ เม่ือปีกุน พ.ศ. ๒๓๙๔ พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง สถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์เป็นพระมหาอุปราช แต่โปรด ให้ยกพระยศข้ึนเป็นอย่างพระเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์หน่ึง ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้าเจา้ อยู่หัว ทรงศกั ด์สิ ูงกวา่ พระมหาอุปราช” ทมี่ า : สมเดจ็ ฯ กรมพระยำดำรงรำชำนภุ ำพ. พระรำชพงศำวดำร รชั กำลที่ ๕ หน้ำ ๑๗๓. • เวลำท่ีกล่ำวถงึ นี้ ชัดเจนอยู่แล้วว่ำเปน็ พทุ ธศกั รำชหรือ พ.ศ. ในปนี ้นั พระบำทสมเดจ็ พระจอมเกล้ำ เจำ้ อยูห่ วั เสดจ็ ข้ึนครองรำชสมบตั ิ ทรงสถำปนำพระอนชุ ำเปน็ พระมหำอุปรำช แตม่ ีพระยศสูงกวำ่ พระมหำอุปรำช คอื เทียบเทำ่ พระเจ้ำแผน่ ดิน จึงทรงพระนำมวำ่ “พระบำทสมเดจ็ พระป่ินเกลำ้ เจำ้ อย่หู ัว”
“ไกลบ้าน พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงสมเด็จพระเจ้า ลูกยาเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล เมื่อเสดจ็ ไปประพาสยุโรป ร.ศ. ๑๒๖” • ตวั อยำ่ งนี้เป็นขอ้ ควำมบนปกหนังสอื ไกลบ้ำน ซึ่งเป็นเรอื่ งกำรเสดจ็ ประพำสยโุ รปครั้งท่ี ๒ ของ พระบำทสมเด็จพระจลุ จอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั เม่ือ ร.ศ. ๑๒๖ หรอื รตั นโกสนิ ทรศ์ ก ๑๒๖ เทียบเป็น พ.ศ. + ๒๓๒๔ = ๒๔๕๐
ตวั อยา่ งเวลาและยคุ สมัยทปี่ รากฏในหลกั ฐานทางประวัติศาสตรไ์ ทย กำรใช้ยุคสมัย การใชย้ ุคสมัยเป็นชอ่ื หนงั สือ • หนังสือสมยั กอ่ นประวัติศำสตร์ในประเทศไทย ของศำสตรำจำรยช์ นิ อยดู่ ี • หนังสอื กฎหมำยสมยั อยธุ ยำ ของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปรำโมช • หนังสือประชุมศลิ ำจำรึก ภำคท่ี ๑ จำรกึ กรงุ สุโขทัย • พระรำชพงศำวดำรกรงุ เก่ำ ฉบับหลวงประเสรฐิ ฯ การใช้ยุคสมัยเพอ่ื อธิบายความ • เพอื่ ให้เกิดควำมเขำ้ ใจงำ่ ยตรงกนั โดยไม่ตอ้ งอธบิ ำยให้ยืดยำว ในกำรปรับปรงุ บำ้ นเมืองในสมัยรัชกำลท่ี ๑ คอื “ทาใหเ้ หมือนเม่ือครัง้ บา้ นเมอื งดี” หมำยถงึ เหมือนในยุคสมยั ท่กี รุงศรีอยุธยำมสี นั ตสิ ขุ ภำยใน กำรใช้คำในลักษณะนี้ทำให้ เกิดควำมสนใจว่ำ “เหมอื นเม่ือครง้ั บำ้ นเมอื งดี” เปน็ อย่ำงไร
การใช้ยุคสมัยประกอบบทความ • เพ่อื ใหเ้ กิดควำมเข้ำใจตรงกันวำ่ บทควำมนั้นจะศึกษำวเิ ครำะห์ประวตั ิศำสตร์ยคุ สมยั ใด ไม่ให้เกดิ ควำมเขำ้ ใจผิด ทง้ั ผู้เขียนและผอู้ ำ่ น อย่ำงเชน่ บทควำม “กำรปรับตัวของไทย จีน และญปี่ ่นุ ในยคุ จกั รวรรดนิ ิยมใหม่” จำกหนังสอื ไทย จนี ญี่ปุ่น ในยุคจักรวรรดนิ ยิ มใหม่ ของวฒุ ิชยั มูลศิลป์ • ยคุ จักรวรรดินิยมอยูใ่ นช่วงครสิ ต์ศตวรรษท่ี ๑๙ ถงึ ตน้ ครสิ ต์ศตวรรษที่ ๒๐ ตรงกับสมยั รชั กำลท่ี ๔ รัชกำลที่ ๕ รัชกำลท่ี ๖ ของไทย สมยั พระนำงฉือซี (ซูส)ี เปน็ ผสู้ ำเรจ็ รำชกำรของจนี และสมยั จักรพรรดิเมจิของญ่ีปุน่
Search
Read the Text Version
- 1 - 27
Pages: