วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่ม 1 ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยการเรยี นรู้ที่ 1 หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 2 หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3 หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 4 Slide PowerPoint_สอ่ื ประกอบการสอน บริษทั อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกดั : 142 ถนนตะนำว เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 Aksorn CharoenTat ACT.Co.,Ltd : 142 Tanao Rd. Pranakorn Bangkok 10200 Thailand โทร./แฟกซ์ : 0 2622 2999 (อัตโนมตั ิ 20 คู่สำย) [email protected] / www.aksorn.com
1หน่วยการเรยี นรู้ท่ี เรียนร้วู ิทยาศาสตร์ -
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (Scientific Process) คอื วธิ กี ำรและข้นั ตอนที่ใช้ในกำรคน้ ควำ้ หำควำมรแู้ ละแก้ไขปญั หำทำงวิทยำศำสตร์ ซึ่งแบ่งออกเปน็ 3 ประเภท คอื 1) วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ 2) ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 3) จิตวทิ ยาศาสตร์
1) วธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ คอื ขน้ั ตอนกำรทำงำนอยำ่ งเปน็ ระบบของนักวทิ ยำศำสตรท์ ่ใี ชใ้ นกำรคน้ หำควำมรู้ทำงวิทยำศำสตร์ ประกอบดว้ ย 5 ขน้ั ตอน 1. ระบปุ ัญหา : เปน็ กำรตงั้ คำถำมทีเ่ กิดจำก กำรสังเกตสิ่งต่ำง ๆ ซึ่งกำรสังเกตควรกระทำ อยำ่ งละเอยี ดรอบคอบ ทาไมแอปเปลิ ทีป่ อกเปลอื ก แลว้ ถงึ มีสเี ปลย่ี นไป ?
1) วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ (ต่อ) 2. ตั้งสมมตฐิ าน : เปน็ กำรคำดคะเนคำตอบของคำถำม ที่ต้องกำรศึกษำไว้ล่วงหน้ำ โดยใช้ควำมรู้เดิมมำช่วย ในกำรคำดคะเนคำตอบ แอปเปิลทไ่ี มม่ ีเปลอื กห่อห้มุ อาจทาให้ เนอื้ แอปเปลิ มีสเี ปล่ยี นไปได้
1) วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ (ตอ่ ) 3. รวบรวมข้อมูล : เป็นกำรรวบรวมข้อมูลด้วย วธิ กี ำรตำ่ งๆ เชน่ สงั เกต สำรวจ ทดลอง เพอื่ ให้ไดข้ อ้ มลู และบนั ทึกขอ้ มลู ไว้ เราลองสบื คน้ ข้อมลู เกีย่ วกบั การเปลีย่ นสีของเน้อื แอปเปลิ
1) วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์ (ต่อ) 4. วเิ คราะหข์ ้อมูล : เป็นกำรนำข้อมูลท่ีไดจ้ ำก กำรรวบรวมขอ้ มลู ด้วยวธิ กี ำรต่ำงๆ มำแปล ควำมหมำย เพอ่ื นำไปสูก่ ำรสรปุ ผล เม่ือเราปอกเปลือกออกจะทาให้เนื้อแอปเปิลสัมผัสกับแก๊สออกซิเจน ในอากาศจนเกิดปฏิกิริยากับสารเคมีท่ีอยู่ในเนื้อแอปเปิล จึงส่งผลให้ เนือ้ ของแอปเปิลเปลยี่ นจากสีเหลืองอ่อนเปน็ สนี า้ ตาลคลา้
1) วธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ (ต่อ) 5. สรุปผล : เปน็ กำรสรุปผลของขอ้ มูลที่ได้จำกกำร วิเครำะห์ข้อมูลเพื่อตรวจสอบว่ำ ตรงกับคำตอบที่ได้ คำดคะเนคำตอบไว้หรือไม่ แล้วนำข้อมูลท่ีได้ไป ประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ิตประจำวันต่อไป หากเราปอกเปลือกแอปเปิลทิ้งไว้ แล้วสีของเน้ือแอปเปิล เปล่ียนไป เกิดจากแก๊สออกซิเจนที่อยู่ในอากาศทาปฏิกิริยากับ สารเคมที ี่อยู่ในเนื้อแอปเปิล จงึ ทาให้สีของเนื้อแอปเปิลเปล่ียนไป เราสามารถป้องกันไม่ให้สีของเนื้อแอปเปิลเปลี่ยนไปได้ โดย ให้นาแอปเปิลท่ปี อกเปลือกแล้ว ไปแช่ในน้าเกลอื สักครู่
2) ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ คือ ควำมสำมำรถและควำมชำนำญในกำรค้นหำคำตอบ และกำรแก้ปัญหำต่ำงๆ ได้อยำ่ ง ถูกต้องเหมำะสม ซ่ึงทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์เป็นส่ิงจำเป็นสำหรับกำรเรียนวิทยำศำสตร์ เพรำะช่วยให้เรำหำควำมรู้ได้ อยำ่ งเป็นระบบและมีควำมถกู ตอ้ ง แบง่ ออกเป็น 2 ขน้ั มี 14 ทักษะ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ันพนื้ ฐานมี 8 ทกั ษะ 1 ทกั ษะการสังเกต 2 3ทักษะการจาแนกประเภท ทกั ษะการวดั 4 ทักษะการใช้จานวน 5 ทกั ษะการลงความเหน็ 6 7 8ทักษะการจดั กระทา จากข้อมลู และส่ือความหมายข้อมูล ทักษะการหาความสัมพันธ์ ทกั ษะการพยากรณ์ ของสเปซกบั เวลา
2) ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (ตอ่ ) ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขนั้ สูงหรือขัน้ ผสมมี 6 ทกั ษะ 1 ทักษะการตัง้ สมมตฐิ าน 2 ทักษะการกาหนดนยิ าม 3 ทักษะการกาหนด เชิงปฏิบตั ิการ และควบคมุ ตัวแปร 4 ทกั ษะการทดลอง 5 ทักษะการตีความหมาย 6. ทักษะการสร้างแบบจาลอง ของข้อมูลและลงข้อสรปุ
3) จติ วทิ ยาศาสตร์ คือ ลักษณะหรือพฤติกรรมของแต่ละบุคคลท่ีเกิดข้ึนจำกประสบกำรณ์ที่ใช้กระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ใน กำรศกึ ษำเร่ืองต่ำงๆ ทำงวิทยำศำสตร์ จิตวิทยำศำสตรม์ หี ลำยลักษณะ เชน่ ควำมใจกว้ำง เป็นบุคคลที่ยอมรับ ควำมละเอียดรอบคอบ เป็นบุคคลท่ี ควำมมีเหตุผล เป็นบุคคลท่ียอมรับใน และรับฟงั ควำมคิดเหน็ ใหม่ๆ อยูเ่ สมอ มีกำรวิเครำะห์ ไตร่ตรอง ข้อมูลที่ คำอธิบำย เม่ือมีหลักฐำนหรือข้อมูล จะนำมำใช้และมีควำมละเอียด ต่ำงๆ มำสนับสนนุ อยำ่ งเพียงพอ รอบคอบกอ่ นตดั สนิ ใจ
3) จติ วิทยาศาสตร์ (ตอ่ ) ควำมเพียรพยำยำม เปน็ บุคคลที่ไม่ท้อถอย ควำมรับผิดชอบ เป็นบุคคลท่ี ควำมซ่ือสัตย์ เป็นบุคคลท่ีสังเกตและ กับอุปสรรคหรือหำกมีควำมล้มเหลวใน ไม่ละเลยหรือหลีกเล่ียงงำนที่ได้รับ บันทึกข้อมูลต่ำง ๆ ตำมควำมเป็นจริง กำรทำงำน จะมีควำมแน่วแน่ในกำรหำ มอบหมำย โดยไม่มีควำมลำเอียงหรือมีอคติต่อ คำตอบ จนไดข้ ้อมูลท่ีดอี อกมำ ขอ้ มูลนั้นๆ
2หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี ชวี ติ ของมนุษย์และสตั ว์ ตัวชีว้ ดั • บรรยำยส่ิงทจี่ ำเป็นต่อกำรดำรงชีวติ และกำรเจริญเติบโตของมนษุ ย์และสตั ว์ โดยใชข้ ้อมูลท่รี วบรวมได้ • ตระหนักถงึ ประโยชนข์ องอำหำร นำ้ และอำกำศ โดยกำรดแู ลตนเองและสัตวใ์ ห้ไดร้ ับสิ่งเหล่ำนอ้ี ยำ่ งเหมำะสม • สร้ำงแบบจำลองทบี่ รรยำยวฏั จกั รชีวิตของสตั ว์ และเปรียบเทยี บวฏั จักรชวี ติ ของสตั วบ์ ำงชนิด • ตระหนักถึงคุณคำ่ ของชีวิตสัตว์ โดยไม่ทำใหว้ ฏั จักรชวี ติ ของสัตว์เปลย่ี นแปลง
บทท่ี 1 ปจั จัยในการดารงชวี ติ ของมนุษยแ์ ละสตั ว์
ปจั จยั ท่ีจาเป็นต่อการดารงชีวติ ของมนุษยม์ ี 3 ประการ อาหาร นา้ อากาศ
หากมนุษย์ไมร่ ับประทานอาหาร เปน็ เวลา 3 สปั ดาห์ จะตายหรอื ไม่ ?
เป็นสิ่งทม่ี ีประโยชนต์ อ่ ร่างกาย ช่วยทาใหร้ ่างกายเจรญิ เติบโต และดารงชีวติ อย่ไู ด้ อาหาร อาหารท่ีมนุษย์ควรรบั ประทานและมปี ระโยชนต์ ่อร่างกาย คือ อาหาร 5 หมู่ หมทู่ ่ี 1 หมู่ที่ 2 นม ไข่ เน้ือสัตวต์ า่ ง ๆ 1 5อาหาร 2 ข้าว แป้ง เผือก มัน น้าตาล ใหส้ ารอาหารประเภท โปรตีน 5 ใหส้ ารอาหารประเภท คารโ์ บไฮเดรต หมู่ 3 • ชว่ ยใหร้ ่างกายเจริญเติบโต หม่ทู ี่ 4 • ชว่ ยใหพ้ ลังงานแก่รา่ งกาย • ซอ่ มแซมสว่ นทสี่ กึ เหรอ ผลไมต้ ่าง ๆ หมู่ที่ 3 หมู่ที่ 5 4 พชื ผกั ต่าง ๆ ไขมนั จากพืชและสัตว์ ให้สารอาหารประเภท วติ ามินและเกลอื แร่ ใหส้ ารอาหารประเภท ไขมัน • ช่วยเสริมการทางานของร่างกายให้ปกติ • ช่วยใหพ้ ลังงานและให้ ความอบอุน่ แกร่ ่างกาย • ช่วยสร้างภมู ิตา้ นทานโรค ให้สารอาหารประเภท วติ ามินและเกลือแร่ • ชว่ ยเสริมการทางานของรา่ งกายให้ปกติ • ชว่ ยสร้างภูมติ ้านทานโรค
ใน 1 วนั มนุษยค์ วรรับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ ไดแ้ ก่ ม้ือเชา้ ม้อื กลางวัน มอ้ื เย็น อาหารเชา้ เปน็ มื้ออาหารทส่ี าคัญทีส่ ดุ เพราะขณะท่ีนอนหลบั รา่ งกายจะไม่ได้รบั สารอาหารทั้งคืน เมือ่ ต่ืนนอน รา่ งกายจึงต้องการสารอาหาร เพื่อให้ได้พลังงานและใช้ในการทากจิ กรรมตา่ ง ๆ ตลอดทงั้ วนั ตัวอย่างเมนูอาหารเช้าท่คี วรรับประทาน เช่น 1 โจ๊กหมูใส่ไข่ 2 ต้มเลือดหมูใบตาลงึ 3 อาหารธญั พืชกบั นมจืด 4 แซนวิชไก่ 5 ข้าวไข่เจยี วใส่ผกั ราดข้าว 6 สลัดผักผสมเนื้อไก่
ทาไมมนษุ ย์ ต้องด่มื น้า ?
มนษุ ยค์ วรดมื่ นา้ สะอาดวันละ 6 - 8 แก้ว หรอื ตามท่รี ่างกายต้องการ 1234 5678 ประโยชน์ของ ควบคุมอณุ หภมู ิ ชว่ ยในการ ชว่ ยกระตุ้นการไหลเวียน ของร่างกาย นา้ ช่วยใหร้ า่ งกายสดช่ืน ขับถ่ายของเสีย ของโลหติ
ด่ืมนา้ อย่างไร ใหด้ ตี อ่ สุขภาพ 4 1 23 ดื่มนา้ สะอาดและมีอุณหภมู ิปกติ คอ่ ย ๆ จิบนา้ อยา่ ดืม่ ทีละมากๆ หลงั ตื่นนอน ดืม่ น้า 1 แกว้ หลงั อาบนา้ ดมื่ น้า 1 แกว้ 56 7 ก่อนทานอาหาร 30 นาที ด่ืมนา้ 1 แก้ว หลังทานอาหาร ดื่มนา้ 1 แกว้ กอ่ นเขา้ นอน ดม่ื นา้ 1 แก้ว
หากมนุษย์กลั้นหายใจ เป็นเวลานาน ๆ จะตายหรือไม่ ?
อากาศ อยรู่ อบๆ ตวั ไมม่ ี สี ถา่ ยเทได้ ไมม่ ี รส ตลอดเวลา ต้องการที่อยู่ อากาศประกอบไปดว้ ยแกส๊ ต่าง ๆ ไม่มี กลน่ิ • กา๊ ซไนโตรเจน • ก๊าซออกซิเจน • แกส๊ อ่ืน ๆ รวมทงั้ ฝุ่นละอองและไอน้า
ความสาคญั ของอากาศ ตอ่ การดารงชีวติ ของมนษุ ย์ มนุษยต์ อ้ งการอากาศในการหายใจ เพราะแก๊สออกซิเจนทอี่ ยู่ในอากาศมคี วามสาคญั ตอ่ ระบบอวยั วะต่าง ๆ ในร่างกาย หากรา่ ยกายไดร้ บั อากาศไม่เพยี งพออาจทาใหเ้ กดิ อาการตา่ ง ๆ เช่น ออ่ นเพลยี / ปวดกลา้ มเนือ้ มึนศรี ษะ หายใจไม่สะดวก ระบบการไหลเวยี นโลหติ ผิดปกติ อาจหมดสติ อาจทาใหถ้ งึ ตายได้
มนุษยม์ ีการเจริญเตบิ โตและดารงชวี ติ อยู่ได้ เพราะได้รับประทานอาหาร ดม่ื นา้ สะอาด และมอี ากาศหายใจทกุ ๆ วัน หากมนุษย์ ทาไมมนษุ ย์ หากมนษุ ย์ ไม่รับประทานอาหาร ตอ้ งดื่มน้า ? กล้นั หายใจเป็นเวลานานๆ เปน็ เวลา 3 สัปดาห์ จะตายหรอื ไม่ ? จะตายหรอื ไม่ ? มนษุ ยส์ ามารถมีชวี ิตอยู่ไดป้ ระมาณ เพราะนา้ เป็นส่วนประกอบของ หากมนุษย์ขาดอากาศหายใจเพียง 3 สัปดาห์ โดยไมก่ ินอาหาร จากน้ันรา่ งกาย รา่ งกาย ช่วยทาใหร้ า่ งกาย 4-5 นาที อาจทาให้การทางานของสมอง ทางานได้เปน็ ปกติ ผดิ ปกติไปตลอดชวี ิต และจะทาให้ตายได้ จะซบู ผอม อ่อนเพลยี แล้วเสียชวี ิตได้
ปจั จยั ทีจ่ าเป็นต่อการดารงชีวิตของสตั ว์ มี 3 ประการ อาหาร อากาศ น้า
อาหาร สตั ว์ตา่ ง ๆ ต้องกนิ อาหาร เพ่อื ให้รา่ งกายเจรญิ เติบโตและดารงชวี ิตอยไู่ ด้ สตั วแ์ ต่ละชนิดกินอาหารแตกต่างกนั ไป สัตวบ์ างชนดิ กินพืช สตั ว์บางชนดิ กินสตั ว์อนื่ สตั ว์บางชนดิ กนิ ท้งั พชื และสัตว์อื่น เสอื กินกวาง ไก่กินหนอนและ ข้าวเปลือก งกู ินกบ ม้ากินหญ้า นกกนิ หนอนและเมลด็ พืช กระต่ายกนิ หญา้
นา้ สัตว์ทกุ ชนิดตอ้ งการกนิ นา้ เพ่ือใหร้ า่ งกายทางานปกติและดารงชีวิตอยูไ่ ด้ เพราะน้าเปน็ ส่วนประกอบสาคัญของรา่ งกาย หากขาดน้าเปน็ เวลานาน ๆ สตั วจ์ ะตายได้
อากาศ สตั วท์ ุกชนดิ ใชอ้ ากาศในการหายใจ เพื่อทาใหอ้ วยั วะในร่างกายทางานเป็นปกติและดารงชีวิตอยู่ได้
บทท่ี 2 วฏั จกั รชวี ติ ของสตั ว์
หากวัฏจกั รชีวิตของสัตว์มรี ะยะ ใดระยะหนึ่งถูกทาลายไป จะสง่ ผลต่อสัตว์อยา่ งไร?
คอื การเปลย่ี นแปลงรปู รา่ งของสัตวต์ งั้ แต่แรกเกดิ จนพฒั นาไปเป็นระยะตัวเตม็ วยั วฏั จกั รชีวิตของสัตว์ สามารถสบื พันธอุ์ อกลูก หลานได้ และจะเกดิ การหมุนเวยี นแบบน้ีตอ่ ไปเร่อื ย ๆ วัฏจักรชวี ิตของสตั ว์ แบ่งได้ 2 แบบ 1. วัฏจกั รชีวิตของสตั วอ์ อกลกู เปน็ ไข่ 2. วัฏจกั รชวี ิตของสัตว์ออกลกู เป็นตวั ตัวอยา่ ง ตัวอยา่ ง จระเข้ เตา่ ผเี ส้อื โลมา สุนขั
1. วัฏจักรชวี ิตของสตั ว์ออกลูกเป็นไข่ เมอ่ื สตั วต์ ัวเมยี วางไข่ ตวั ออ่ นจะฟักออกจากไข่ สัตวอ์ อกลกู เป็นไข่ที่มี 3 ระยะ สตั วอ์ อกลูกเปน็ ไข่ทีม่ ี 4 ระยะ ระยะท่ี 1 ระยะที่ 1 ไข่ ระยะที่ 4 ไข่ ระยะที่ 3 ตวั เตม็ วัย ตวั อ่อน ระยะท่ี 2 ตัวเตม็ วัย ตัวออ่ น ระยะท่ี 2 ดกั แด้ ระยะท่ี 3
1.1 วฏั จักรชีวติ ของสัตว์ออกลูกเปน็ ไข่ ทม่ี ี 3 ระยะ ระยะท่ี 1 ไข่ คือ ระยะท่ีเซลลส์ บื พนั ธุ์เพศเมีย (เซลล์ไข่) ไดร้ บั การปฏสิ นธกิ บั เซลลส์ บื พนั ธเุ์ พศผู้ (อสุจิ) ไข่ ระยะท่ี 3 ตวั เตม็ วยั ตัวอ่อน ระยะท่ี 2 ตวั อ่อน คือ ระยะท่ีลกู สตั ว์ ฟักออกจากไข่เป็นตวั อ่อน คอื ระยะท่ลี กู สตั วเ์ จรญิ เติบโตเตม็ ท่ี ตวั เตม็ วยั พร้อมทีจ่ ะสืบพนั ธแ์ุ ละขยายพนั ธุ์
ตัวอย่าง วฏั จกั รชวี ิตของสตั ว์ออกลกู เป็นไข่ ท่มี ี 3 ระยะ ระยะที่ 1 ระยะท่ี 1 ไข่ ไข่ ระยะที่ 3 (ไข่ไก่) ระยะที่ 2 ระยะที่ 3 (ไข่เต่า) ตัวเต็มวัย ตัวออ่ น ตวั เตม็ วยั ระยะที่ 2 ตัวออ่ น (ลกู เจย๊ี บ) (ลูกเตา่ ) (ไก่) (เตา่ ) วัฏจกั รชวี ติ ของเต่า วัฏจักรชวี ิตของไก่
1.2 วฏั จกั รชวี ิตของสัตว์ออกลูกเปน็ ไข่ ท่มี ี 4 ระยะ ระยะที่ 1 ไข่ คอื ระยะท่ีเซลล์สืบพนั ธเุ์ พศเมีย (เซลลไ์ ข่) ท่ไี ด้รบั การปฏิสนธกิ บั เซลล์สืบพนั ธุ์เพศผู้ (อสุจิ) ระยะท่ี 4 ตวั เตม็ วัย ไข่ ตวั ออ่ น ระยะที่ 2 ตัวออ่ น คอื ระยะท่ลี กู สตั ว์ คือ ระยะสุดท้ายท่ีสตั ว์ ตวั เต็มวยั เจรญิ เตบิ โตเต็มท่ี พรอ้ มท่ีจะ ฟกั ออกจากไขเ่ ป็นตัวออ่ น สืบพันธุ์และขยายพนั ธุไ์ ด้ ดกั แด้ ระยะท่ี 3 ดกั แด้ คือ ตัวอ่อนระยะสุดทา้ ยของสัตวท์ ่ี รอการลอกคราบ เพอ่ื เจริญเตบิ โตไปเปน็ ตวั เตม็ วยั อย่างสมบูรณ์
ตัวอยา่ ง วฏั จักรชวี ิตของสตั วอ์ อกลกู เป็นไข่ ทม่ี ี 4 ระยะ ระยะท่ี 1 ระยะท่ี 1 ไข่ ไข่ ระยะที่ 4 (ไขแ่ มลงปอ) ระยะที่ 2 ระยะที่ 4 (ไข่แมลงวนั ) ระยะท่ี 2 ตวั เตม็ วยั ตัวออ่ น ตัวเต็มวัย ตวั ออ่ น ระยะที่ 3 ระยะท่ี 3 (หนอน) ดักแด้ ดกั แด้ วัฏจกั รชวี ิตของแมลงปอ วัฏจกั รชวี ติ ของแมลงวัน
2. วัฏจกั รชีวิตของสตั ว์ออกลกู เปน็ ตัว เมือ่ สตั วต์ ัวเมียตง้ั ท้องแลว้ ถึงเวลาคลอดลูกจะออกลกู มาเป็นตัว (ตวั อ่อน) และตวั อ่อนจะพัฒนาต่อไปเปน็ ตวั เตม็ วยั สตั วอ์ อกลูกเป็นตัว มี 2 ระยะ ระยะที่ 2 ตัวเต็มวัย ตวั อ่อน ระยะท่ี 1
2. วฏั จกั รชีวติ ของสตั ว์ออกลกู เปน็ ตัว (ตอ่ ) ระยะที่ 2 ตัวเต็มวัย คือ ระยะท่ี ตัวเตม็ วัย ตวั อ่อน ระยะท่ี 1 ตัวอ่อน คือ ระยะที่ลูกของ ตัวอ่อนมีการเจริญเติบโตไป สัตว์ (ตัวอ่อน) เมื่อคลอดออกจาก เป็นตัวเต็มวัย โดยมีหน้าตา ท้องแม่จะมีลักษณะรูปร่างคล้ายคลึง เหมือนพ่อแม่ และพร้อมท่ีจะ กับพ่อแม่ แต่มีขนาดตัวเล็กกว่า สบื พนั ธแุ์ ละขยายพนั ธ์ุ อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายยังเจริญ เตบิ โตไมเ่ ตม็ ท่ี
ตวั อย่าง วัฏจักรชีวิตของสัตวอ์ อกลกู เป็นตัว มี 2 ระยะ ระยะที่ 2 ระยะที่ 1 ระยะท่ี 2 ตวั เตม็ วยั ตัวออ่ น ตัวเต็มวัย ระยะที่ 1 ตวั อ่อน วฏั จักรชวี ิตของม้า วฏั จกั รชวี ติ ของคน
ตัวอยา่ งการดแู ลวัฏจกั รชวี ิตของสัตว์ ไม่ทาลายแหล่งที่อยู่ โดยไมท่ าให้วัฏจกั รชวี ติ ของสัตว์เกิดการเปล่ยี นแปลง อาศยั ของสตั ว์ ไมจ่ บั ตัวออ่ นมาเป็นอาหาร ไมล่ า่ สัตว์เพ่อื การกฬี า ไม่จบั สัตวใ์ นฤดูวางไข่ และการคา้
หากวฏั จักรชวี ติ ของสตั ว์มีระยะ ใดระยะหนึ่งถกู ทาลายไป จะส่งผลต่อสัตว์อยา่ งไร? หากวัฏจักรชีวิตของสัตว์ระยะใด ระยะหน่ึงถูกทาลายไป อาจส่งผลทา ให้ไม่เกิดวัฏจักรชีวิตของสัตว์ชนิด นั้น ซ่ึงจะทาให้การเจริญเติบโตของ สัตวไ์ ม่ครบวงจร และทาให้สัตวช์ นดิ นั้นไม่สามารถออกลูก ออกหลานได้ จงึ อาจเกดิ การสูญพันธไุ์ ป
3หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี วสั ดุน่ารู้ ตัวชี้วัด • อธิบำยวำ่ วัตถปุ ระกอบข้นึ จำกชิน้ สว่ นยอ่ ย ๆ ซงึ่ สำมำรถแยกออกจำกกันได้และประกอบกันเปน็ วัตถุชนิ้ ใหม่ได้ โดยใชห้ ลกั ฐำนเชิงประจกั ษ์ • อธิบำยกำรเปลี่ยนแปลงของวสั ดุเม่ือทำให้ร้อนขน้ึ หรือทำใหเ้ ยน็ ลง โดยใชห้ ลักฐำนเชงิ ประจกั ษ์
นกั เรียนคดิ วา่ หากแยกช้ินส่วนย่อยของวตั ถอุ อกจากกนั เราจะสามารถ นาชิ้นส่วนย่อยเหลา่ นน้ั ไปทาเปน็ วตั ถุชิ้นใหมไ่ ดห้ รอื ไม่ อยา่ งไร ? ?
การประกอบวตั ถุช้นิ ใหมจ่ ากช้นิ สว่ นยอ่ ย คือ สิง่ ทนี่ ามาใชท้ าสิ่งของต่าง ๆ เช่น คอื ส่ิงของท่ีทามาจากวัสดุชนิดต่าง ๆ ไม้ ยาง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสตกิ ประกอบกนั ซึง่ เราสามารถนามา ใชป้ ระโยชน์ได้ วตั ถุแต่ละอยำ่ งทำมำจำกชิ้นส่วนยอ่ ย ๆ หลำยช้ินประกอบกนั ซ่งึ ช้ินสว่ นยอ่ ยแต่ละช้ิน อำจมีลกั ษณะเหมือนกันหรือตำ่ งกัน เมอ่ื นำวตั ถุมำแยกช้นิ สว่ นย่อยแต่ละช้ินออกจำกกัน จะสำมำรถนำช้นิ ส่วนย่อยเหลำ่ นนั้ กลับมำประกอบเปน็ วตั ถุช้นิ ใหมไ่ ด้ และสำมำรถนำวตั ถชุ ิน้ ใหมไ่ ปใช้ประโยชนไ์ ด้อีก
ตวั อยา่ ง การประกอบวัตถชุ ิ้นใหม่จากชิ้นส่วนย่อย เชอื ก ไม้ ประกอบเป็น วัตถชุ นิ้ ใหม่ แยกช้ินส่วนย่อย กระดาษ วา่ ว นาไมแ้ ละเชอื ก มาทาเปน็ คันธนู
ตัวอยา่ ง การประกอบวตั ถชุ น้ิ ใหม่จากชิ้นส่วนยอ่ ย ผา้ แยกชน้ิ สว่ นย่อย ใยสังเคราะห์หรอื นนุ่ ประกอบเปน็ วตั ถุช้นิ ใหม่ หมอน ด้าย ตุ๊กตาผา้
เมอ่ื เราแยกช้ินสว่ นยอ่ ยแตล่ ะชนิ้ ออกจากวตั ถุ เราจะสามารถ นาชิน้ ส่วนยอ่ ยเหลา่ นั้นมาประกอบเปน็ วตั ถชุ ้นิ ใหมไ่ ด้ และสามารถนาวัตถุช้ินใหมไ่ ปใช้ประโยชนไ์ ด้อกี เช่น หากแยกชน้ิ สว่ นย่อยของวัตถุออกจากกนั แยกชิน้ ส่วนยอ่ ย ตะปแู ละนอท ประกอบ ช้ันวางของ เราจะสามารถนาช้ินสว่ นยอ่ ยเหลา่ นนั้ ไปทาเปน็ วตั ถุชน้ิ ใหม่ไดห้ รือไม่ แผ่นไม้ เป็นวตั ถุช้ินใหม่ อยา่ งไร ? ได้
ในชีวิตประจาวนั เราสามารถทาให้วสั ดุรอ้ นข้นึ หรอื ทาใหว้ สั ดุเยน็ ลงได้อย่างไรบ้าง แลว้ สมบตั ิของวสั ดเุ กดิ การเปล่ยี นแปลงอย่างไรบา้ ง
การเปลย่ี นแปลงของวัสดุ การทาให้วสั ดเุ กดิ การเปลย่ี นแปลงสามารถกระทาได้หลายวิธี เช่น ดึง ผลกั บบี บิด ทบุ ทาให้วัสดุร้อนขน้ึ ทาให้วสั ดุเย็นลง การบบี หรือบดิ ดินน้ามนั การทุบกอ้ นหิน การดึงประตู การจุดไฟ (ทาใหว้ สั ดรุ อ้ นขน้ึ ) ทาให้ประตเู กดิ การเคลอื่ นที่ ทาให้เทียนมีรูปร่างเปลย่ี นไป ทาให้ดนิ นา้ มนั เปลย่ี นรปู รา่ ง ทาให้กอ้ นหนิ เปล่ียนรปู ร่าง และเปดิ ออก
Search