งานวิจยั ในชัน้ เรียน การแกป้ ัญหานกั เรียนทมี่ สี มรรถภาพทางกายต่ากวา่ เกณฑ์ โดยใช้กจิ กรรมการออกก่าลังกาย ผูว้ ิจยั นายวีรวชิ ญ์ สถติ ท่าผาพฒั นา โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 ต่าบลชา่ งเค่งิ อา่ เภอแมแ่ จ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ส่านกั บริหารงานการศกึ ษาพเิ ศษ ส่านกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
1. ช่อื เรอ่ื งการวิจยั การแกป้ ญั หานกั เรียนที่มีสมรรถภาพทางกายต่ากว่าเกณฑ์ โดยใช้กิจกรรมการออกก่าลงั กาย 2. ความสา่ คัญของปญั หา ในปจั จบุ ันนสี้ ว่ นใหญส่ ังคมครอบครัวของคนไทย จะเปน็ ครอบครวั แบบ ครอบครวั เด่ียว คอื สมาชกิ ใน ครอบครวั มพี ่อ,แม่ และ ลกู ซงึ่ พ่อแม่ต้องออกทางานนอกบา้ นไม่มเี วลาจะดแู ลเร่อื งอาหารการกินของลูกๆ และประกอบกับการเลอื กบรกิ ารทางดา้ นอาหารมีให้เลอื กแบบหลากหลายและสะดวกต่อการเลือกบรโิ ภค ซึ่ง อาหารเหล่านไ้ี ด้แก่ ขา้ วแกงถงุ อาหารจานดว่ น อาหารฟาสต์ฟูด อาหารเหล่านเ้ี ปน็ อาหารท่ีให้พลงั งานและ แคลอรีสงู ซ่งึ เกนิ ต่อความจ่าเปน็ ของรา่ งกายในแต่ละวนั ประกอบกบั เด็กในยุคปัจจุบนั จะใชเ้ วลาว่างส่วน ใหญ่อยู่กับการเลน่ เกมหน้าคอมพวิ เตอร์ไม่มีการขยบั รา่ งกายเพอ่ื เผาผลาญพลงั งานทไ่ี ดร้ บั จากการรบั ประทาน อาหารท่มี แี คลอรสี งู เกิดการสะสมในสว่ นตา่ งๆ ของรา่ งกายเพม่ิ มากขึ้นจนกลายเปน็ ไขมนั ส่วนเกิน จงึ เปน็ สาเหตุของการเกดิ โรคอ้วนในเด็ก จากการไดท้ ดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนระดบั ช้ันประถมศึกษาปี ท่ี 2 พบวา่ มีนักเรียนทม่ี ีสมรรถภาพทางกายต่ากว่าเกณฑม์ าตรฐาน จงึ ท่าใหเ้ กิดความคิดท่ีจะแกไ้ ขปญั หาใน เรอื่ งการพัฒนาสมรรถภาพทางกาย ของนักเรียนโดยใชก้ จิ กรรมการออกกา่ ลงั กายโดยการเคล่อื นไหวรา่ งกาย เพ่ือพฒั นาสมรรถภาพทางกายของนักเรียน ซ่ึงในงานวิจยั ช้ินนจี้ ะศึกษาวจิ ัยเฉพาะนกั เรยี นทม่ี ีสมรรถภาพทาง กายต่ากว่าเกณฑ์ ดังนนั้ ผู้วิจัยจงึ ไดห้ าวิธใี นการพฒั นาสมรรถภาพทางกายของนักเรยี นใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพทด่ี ีข้ึน และสามารถนา่ กจิ กรรมการออกก่าลงั กายโดยการเคลือ่ นไหวร่างกายไปใชใ้ นการเลน่ ในชีวิตประจา่ วนั ได้ 3. วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั 1. เพ่ือพฒั นาสมรรถภาพทางกายของนักเรียน โดยใช้กิจกรรมการออกก่าลังกายโดยการเคล่ือนไหว รา่ งกาย 2. เพอ่ื ป้องกันผลกระทบท่ีจะเกดิ ข้ึนตอ่ พฒั นาการของนกั เรียน 4. ขอบเขตงานวจิ ยั 1. กลมุ่ ประชากร ประชากรทีใ่ ช้ในการวจิ ัย นกั เรียนท่ีมผี ลการทดสอบสมรรถภาพทางกายต่ากวา่ เกณฑ์ 2. ตัวแปรท่ศี ึกษา 1. ตวั แปรตน้ : การสร้างความตระหนักพฤติกรรมการบริโภคและการออกกา่ ลังกายที่ ดขี องนักเรียน 2. ตวั แปรตาม : พฤตกิ รรมการบรโิ ภคและการออกก่าลังกายทม่ี ีผลต่อสมรรถภาพทางกาย 5. ประโยชน์ทคี่ าดว่าจะได้รบั 1. นักเรยี นมคี วามคลอ่ งตัวในการเขา้ ร่วมกจิ กรรมการเรยี นการสอน 2. นกั เรียนมคี วามภูมิใจและความเชอ่ื มั่นในตนเองมากขนึ้ 3. นักเรียนสามารถน่าการเตน้ แอโรบิคไปใช้ในชีวติ ประจ่าวนั ได้ 4. นกั เรียนมสี มรรถภาพทางกายท่ไี ม่ดลี ดลง มีสขุ ภาพที่ดเี ป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน
6. เครอื่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นงานวิจยั 1. กิจกรรมการออกก่าลังกาย จ่านวน......แบบฝกึ 2. แบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย (กรมพลศกึ ษา) 3. แบบสังเกตพฤติกรรมการออกก่าลงั กายและแบบบันทกึ การทดสอบสมรรถภาพ 7. การวิเคราะห์ขอ้ มลู - สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล ร้อยละ ค่าเฉล่ยี เลขคณิต
บทที่ 1 บทนา่ ความเปน็ มาและความสา่ คญั ของปัญหา ในปจั จุบนั นส้ี ว่ นใหญส่ งั คมครอบครัวของคนไทย จะเปน็ ครอบครวั แบบ ครอบครวั เดย่ี ว คือ สมาชกิ ในครอบครวั มพี อ่ ,แม่ และ ลูก ซง่ึ พ่อแมต่ ้องออกทางานนอกบ้านไมม่ ีเวลาจะดแู ลเร่ืองอาหารการกนิ ของลูกๆ และประกอบกบั การเลอื กบริการทางด้านอาหารมีให้เลือกแบบหลากหลายและสะดวกตอ่ การเลือก บริโภค ซง่ึ อาหารเหล่านไี้ ด้แก่ ขา้ วแกงถงุ อาหารจานด่วน อาหารฟาสต์ฟดู อาหารเหล่านีเ้ ปน็ อาหารทใ่ี ห้ พลงั งานและแคลอรีสูง ซ่ึงเกนิ ต่อความจ่าเปน็ ของร่างกายในแตล่ ะวัน ประกอบกับเด็กในยุคปจั จบุ ัน จะใช้ เวลาวา่ งสว่ นใหญ่อยกู่ บั การเล่นเกมหนา้ คอมพวิ เตอร์ไมม่ ีการขยบั รา่ งกายเพอ่ื เผาผลาญพลงั งานทไ่ี ด้รบั จาก การรบั ประทานอาหารท่มี ีแคลอรสี งู เกดิ การสะสมในสว่ นตา่ งๆ ของรา่ งกายเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นไขมัน ส่วนเกนิ จงึ เป็นสาเหตุของการเกิดโรคอว้ นในเดก็ จากการไดท้ ดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรยี นระดบั ช้ัน ประถมศกึ ษาปที ี่ 2 พบวา่ มีนักเรียนที่มีสมรรถภาพทางกายต่ากว่าเกณฑม์ าตรฐาน จึงทา่ ให้เกิดความคดิ ที่จะ แกไ้ ขปญั หาในเร่อื งการพฒั นาสมรรถภาพทางกาย ของนกั เรียนโดยใชก้ จิ กรรมการออกกา่ ลังกายโดยการ เคลือ่ นไหวร่างกาย เพอื่ พฒั นาสมรรถภาพทางกายของนกั เรยี น ซงึ่ ในงานวิจัยชิ้นนจี้ ะศึกษาวิจยั เฉพาะนกั เรยี น ทม่ี ีสมรรถภาพทางกายต่ากวา่ เกณฑ์ ดังน้ันผู้วิจัยจงึ ได้หาวธิ ีในการพฒั นาสมรรถภาพทางกายของนกั เรยี นใหม้ ี ประสทิ ธิภาพทด่ี ขี ้ึนและสามารถนา่ กิจกรรมการออกก่าลังกายโดยการเคล่ือนไหวร่างกายไปใชใ้ นการเลน่ ใน ชีวติ ประจ่าวนั ได้ วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั 1. เพ่ือพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักเรียน โดยใช้กิจกรรมการออกก่าลังกายโดยการเคลื่อนไหว ร่างกาย 2. เพือ่ ป้องกันผลกระทบที่จะเกดิ ข้ึนต่อพัฒนาการของนักเรยี น แนวคดิ ทส่ี า่ คัญของการวจิ ยั 1. เกบ็ ขอ้ มูลเพ่ือหาสาเหตุท่ีท่าให้นกั เรยี นมสี มรรถภาพทางกายต่ากว่าเกณฑม์ าตรฐาน 2. น่าขอ้ มูลที่ได้มาหาแนวทางในการจัดกิจกรรมสา่ หรับนักเรียนมีสมรรถภาพทางกายต่ากวา่ เกณฑ์ มาตรฐาน สมมตฐิ านของการวจิ ัย นักเรยี นที่มีสมรรถภาพทางกายตา่ กว่าเกณฑม์ าตรฐานจะมาจากการไมอ่ อกกา่ ลงั กายอยา่ งสม่าเสมอ ขาดความคล่องตัวและไมค่ วบคมุ การบรโิ ภคอาหาร ขอบเขตของการวิจัย 1. กลุม่ ประชากร ประชากรที่ใชใ้ นการวิจัย เป็นนกั เรียนที่มผี ลการทดสอบสมรรถภาพทางกายต่ากวา่ เกณฑม์ าตรฐาน 2. ตวั แปรที่ศกึ ษา 1. ตัวแปรต้น : การสร้างความตระหนกั พฤติกรรมการบริโภคและการออกก่าลงั กายท่ี
ดขี องนักเรียน 2. ตัวแปรตาม : พฤติกรรมการบริโภคและการออกก่าลงั กายที่มีผลต่อสมรรถภาพทางกาย 3. เน้ือหาสาระในการศึกษาค้นควา้ จากการประเมินผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรยี นปีการศกึ ษา 2562 พบวา่ หลายคน มผี ลการทดสอบสมรรถภาพทางกายต่ากว่าเกณฑ์มาตรฐาน ซึง่ เป็นผลมาจากการไม่ออกกา่ ลงั กายอย่าง สม่าเสมอขาดความคล่องตัวและไม่ควบคมุ การบริโภคอาหาร จึงแกป้ ญั หาโดยใช้แบบฝึกการออกก่าลงั กายเพื่อ แกป้ ัญหานักเรียนทมี่ ีผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายต่ากวา่ เกณฑม์ าตรฐาน 4. ระยะเวลาทใี่ ช้ในการทา่ วิจยั ด่าเนนิ การเกบ็ ข้อมลู ในภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2563 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ เกณฑ์ หมายถึง ข้อกา่ หนดทใี่ ช้วัดคณุ ภาพ เพือ่ ใชเ้ ปน็ หลักในการเทียบเคียงผลที่ได้จากการ ประเมินวา่ หอ้ งสมดุ สถาบันอุดมศกึ ษานั้น มีคุณภาพอย่ใู นระดับใด สมรรถภาพทางกาย หมายถงึ ความสามารถในการท่างานของอวัยวะส่วนตา่ งๆ ในร่างกายท่ีใชป้ ฏิบัติ กจิ กรรมหรือการทา่ งานตา่ งๆ ได้อยา่ งด ประโยชน์ท่ีได้รับจากการท่าวิจยั 1. ได้แนวทางพฤตกิ รรมการออกก่าลังกายและการบรโิ ภคอาหารจากแบบประเมินเพอื่ น่ามาพฒั นา สมรรถภาพทางกาย 2. ได้แนวทางการพฒั นาระดับสมรรถภาพทางกายท่ไี มด่ ีลดลง ให้มสี ขุ ภาพทดี่ เี ปน็ ไปตามเกณฑ์ มาตรฐาน
บทที่ 2 เอกสารทเี่ กยี่ วข้อง สมรรถภาพทางกาย 3.2.1 ความหมายของสมรรถภาพทางกาย เปน็ ท่ียอมรบั กันแลว้ ว่าปจั จยั หนงึ่ ในการดา่ รงชีวติ ของมนษุ ยค์ อื สุขภาพและความแขง็ แรงของอวัยวะ ต่างๆของร่างกายซง่ึ เปน็ มาตรฐานเบื้องต้นของการประกอบกจิ กรรมต่างๆในชีวิตประจ่าวนั ผ้ทู ม่ี คี วาม เจริญเติบโตสมส่วนและมีพัฒนาการทางดา้ นร่างกายดแี ล้ว บคุ คลผนู้ ี้จะต้องกลายเป็นผู้ทม่ี สี มรรถภาพทางดา้ น ร่างกายดดี ้วย คา่ ว่าสมรรถภาพทางกายน้นั เพิ่งใชก้ นั ในระยะไม่กปี่ มี าน้ีเอง ในระยะแรกๆมักจะ เรียกวา่ สมรรถภาพทางกลไก(Motor Fitness) แทจ้ รงิ แล้วค่าสองค่าน้ีมีความหมายไมเ่ หมือนกนั ทีเดยี วแต่ใน ปจั จบุ นั นค้ี ่าสองคา่ นใ้ี ช้แทนกันจนเกือบจะเปน็ คา่ เดยี วกัน ดังจะเห็นได้ว่าแบบทดสอบสมรรถภาพในระยะแรก ๆ จะใชช้ อื่ ว่า แบบทดสอบ สมรรถภาพทางกลไก(Motor Fitness Test) เชน่ แบบทดสอบสมรรถภาพทาง กลไกของมหาวิทยาลัยอลิ ลินอยส์ (The University of Illionsos Motor Fitness Test) หรือแบบทดสอบ สมรรถภาพทางกลไกของ โอเรกอน (Oregon Motor Fitness Test) เป็นตน้ ต่อมาระยะหลงั จงึ ใช้ชือ่ ว่า แบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย เช่น แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายในส่านกั งานศึกษาธิการสหรฐั อเมรกิ า รือแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายของคณะกรรมการทดสอบสมรรถภาพทางกายมาตรฐานระหว่างประเทศ (International Committee For The Standardization of Physical Fitness Test) พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน ได้ให้ความหมายของคา่ ว่า “สมรรถภาพทางกาย” ไว้ หมายถึง “ความสามารถ” นกั พลศกึ ษาและนกั ศกึ ษาหลายทา่ นได้ให้ความหมายของค่าวา่ สมรรถภาพทางกาย และสมรรถภาพทางกลไก ดังน้ี วรศกั ด์ิ เพียรชอบ (2527 : 98) สมรรถภาพทางกาย หมายถงึ ความสามารถของรา่ งกายทจ่ี ะ ปฏบิ ตั หิ นา้ ทีป่ ระจ่าในสงั คมได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ โดยไมม่ คี วามเหนอื่ ยอ่อนจนเกินไป สามารถสงวนและ ถนอมกา่ ลังไว้ใช้ในยามฉกุ เฉนิ และใช้เวลาวา่ งเพ่ือความสนุกสนานและความบันเทงิ ของตัวเองดว้ ย คลาร์ค (Clarke,1976:14) กล่าววา่ สมรรถภาพทางกาย หมายถงึ ความสามารถในการ ประกอบกจิ กรรมประจ่าวันด้วยความกระฉบั กระเฉง วอ่ งไว ปราศจากความเหนด็ เหนื่อย เมอื่ ยล้า และมี พลงั งานเหลอื พอท่ีจะน่าไปใช้ในการประกอบกจิ กรรมบนั เทิงในเวลาวา่ ง และเตรยี มพร้อมทจี่ ะเผชิญกับภาวะ ฉกุ เฉนิ ได้ดี จอห์นสัน และสโตรเบอรก์ ( Johnson and Stolberg , 1971 : 9-10 ) กลา่ ววา่ สมรรถภาพทางกายนั้นเปน็ ความสามารถในการประกอบกิจกรรมหนกั ๆ ไดเ้ ป็นอยา่ งดี และรวมถึง คณุ ลกั ษณะต่างๆ ของการมีสุขภาพและความเปน็ อยู่ที่ดีของบคุ คลซงึ่ มอี งคป์ ระกอบตา่ งๆ ไดแ้ ก่ 1. สมรรถภาพของระบบไหลเวียนโลหติ และหายใจ (Cardio –Respiratory Fitness) 2. ความอดทน (Endurance) 3. ความแขง็ แรง (Strength) 4. ความอ่อนตัว (Flexibililty) 5. สัดส่วนของรา่ งกายท่ีพอเหมาะ (Body Composition)
วริ ยิ า บุญชยั (2529 : 106) ได้ใหค้ วามหมายของค่าว่า “สมรรถภาพทางกลไก” หมายถงึ ความสามารถในการปฏบิ ัติเบ้อื งต้น อันไดแ้ ก่ การเดิน การวิ่ง การกระโดด การลม้ หลบหลกี การปนี ปา่ ย การปรับตัวและการแบกของ เป็นต้น คิวตัน (Curction ,1973 : 35 ) ไดใ้ ห้ความหมายของค่าวา่ สมรรถภาพทางกลไก พอสรปุ ได้ คอื สมรรถภาพทางกลไกเปน็ สมรรถภาพทางการเคลือ่ นไหวเฉพาะส่วนของรา่ งกายทแ่ี สดงออกในลกั ษณะ ตา่ ง ๆ เช่น ความสามารถในการวิง่ การกระโดด การหลบหลีก การจับ การปีนป่าย การวา่ ยนา้่ การขม่ี า้ การ ยกนา้่ หนัก โดยร่างกายจะต้องท่างานได้เปน็ เวลานาน ๆ ตดิ ต่อกนั สมรรถภาพทางกลไกจงึ เป็นความสามารถ ของรา่ งกายทจี่ ะใช้ประสาทการเคลอื่ นไหวของกล้ามเน้อื เยอ่ื ข้อต่อและยังรวมไปถึง การใชก้ ลา้ มเน้อื มดั ใหญ่ ๆ ของร่างกายในการเลน่ กฬี า ตลอดจนการใช้ทักษะในการทา่ งาน นอกจากนัน้ ยังรวมถงึ ความสามารถในการ ทรงตวั ความยดื หยุ่น ความคล่องตวั ความเร็ว ความแข็งแรง ก่าลังและความอดทนดว้ ย จรวย แก่นวงษค์ ่า และอุดมพิมพา (2518 :15) ได้ให้ความหมายของสมรรถภาพทาง กลไก หมายถงึ ความสามารถของอวัยวะโดยมีความแขง็ แรง สมบูรณ์ สามารถเคลอ่ื นไหวในกจิ กรรมต่าง ๆ ได้ เปน็ อย่างดี สรปุ ได้ว่า สมรรถภาพทางกาย หมายถึง ความสามารถของร่างกายท่ใี ชอ้ วยั วะต่าง ๆ ของ รา่ งกายเคลื่อนไหวในชวี ิตประจ่าวนั ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพโดยไมเ่ กิดความเหนือ่ ย หรือเกดิ นอ้ ยและมีพลงั งานเหลือ ในรา่ งกายท่จี ะประกอบกจิ กรรมฉุกเฉนิ หรอื นนั ทนาการได้ 3.2.2 องคป์ ระกอบของสมรรถภาพทางกาย 1. ความแข็งแรงของกลา้ มเนือ้ (Muscular Strength) หมายถึง ความสามารถสงู สดุ ท่เี กดิ จากหดตัวคร้ังหนง่ึ ของกล้ามเนอื้ เพือ่ เคลอ่ื นน่้าหนกั หรือต้านน่้าหนักเพียงครง้ั เดยี วโดยไม่จา่ กัดเวลา เช่น การ ดึงขอ้ แรงบบี มอื 2. ความอดทนของกล้ามเน้อื (Muscular Endurance) หมายถงึ ความสามารถของกลา้ มเนอื้ ท่สี ามารถทา่ งานซง่ึ มีความหนักพอประมาณ ไดต้ ิดต่อกันเปน็ เวลานานโดยไม่เสอ่ื มประสทิ ธภิ าพ เชน่ การลุก น่งั 30วินาที 3. ความอ่อนตวั (Flexibility) หมายถึง ความสามารถในการเคล่อื นไหวใหไ้ ดม้ มุ ของ การ เคล่อื นไหวอยา่ งเตม็ ที่ของข้อตอ่ แต่ละข้อต่อ วัดไดเ้ ป็นองศา ซ่ึงเป็นความสามารถในการยืดของกล้ามเน้อื (Tissue) เอ็น (Ligament) และกล้ามเนือ้ (Muscle) โดยโครงสรา้ งทางสรีรวิทยาของข้อต่อ ชว่ ยให้เราสามารถ กา่ หนดองศาของระดบั การยดื หยนุ่ ได้ (Mathew 1973 : 5-6) 4. ความอดทนของระบบไหลเวียนโลหิตและการหายใจ (Cardio – Respiratory Endurance) หมายถงึ ประสิทธิภาพสงู สุดในการท่างานของระบบไหลเวยี นโลหติ และระบบหายใจท่ีสามารถท่าใหร้ า่ งกาย ปฏิบัตงิ านขนาดกลางติดตอ่ กันเปน็ ระยะเวลานาน เช่น การวิง่ 12 นาที ว่งิ 100 เมตร 5. ปรมิ าณไขมันในรา่ งกายคนที่จะมีสมรรถภาพทางรา่ งกายดอี งค์ประกอบอย่างหนงึ่ คอื การมีไขมันทพี่ อเหมาะสม ปรมิ าณไขมันในร่างกายจะคดิ เปน็ เปอร์เซน็ ต์ต่อน่า้ หนกั ตัว ปรมิ าณท่พี อเหมาะของ รา่ งกาย หญิงไม่ควรเกนิ 23% ชายไม่เกิน 16% สา่ หรบั นกั กฬี าหญิงไม่ควรเกิน 15% ชายไมค่ วรเกิน 10%
3.2.3 การเสรมิ สรา้ งสมรรถภาพทางกาย การเสริมสรา้ งสมรรถภาพของร่างกายคือ การฝึกหรือการออกกา่ ลังในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อ เน้นองคป์ ระกอบตา่ ง ๆ ของสมรรถภาพทางกายให้เกดิ การพฒั นาข้นึ ยกตวั อยา่ งเชน่ การฝึกเพอ่ื พัฒนาความแขง็ แรงของกลา้ มเนื้อ 1. การฝกึ ว่ิงเรว็ ในระยะไมเ่ กนิ 100 เมตร 2. การลุก –นงั่ เรว็ ภายใน 30 วินาที 5. ดึงขอ้ ของชายหรอื การงอแขนห้อยตัวของหญิง 6. ดันพ้ืน การฝึกเพ่ือการพฒั นาความอดทนของกล้ามเนือ้ ระบบหายใจและระบบไหลเวยี นโลหติ 1. การวง่ิ ระยะไมเ่ กนิ 800 เมตร สา่ หรับหญิงหรอื 100 เมตร ส่าหรับชาย หรือวงิ่ ไม่ เกิน 6 นาทขี นึ้ ไป 2. วิ่งจ๊อกก้งิ คอื การวิง่ ในระดบั ความเร็วเท่ากันทุกระยะความเร็วประมาณ 10 – 12 กิโลเมตร ต่อชว่ั โมง เป็นเวลา 10 – 25 นาที 3. การเตน้ แอโรบิค 4. การว่ายน่้าระยะไกล 5. การยกน่า้ หนกั ทใ่ี ช้น้า่ หนักนอ้ ยจ่านวนคร้ังมาก การควบคมุ ปริมาณไขมันในร่างกายใหม้ ปี ริมาณท่ีเหมาะสม 1. ออกกา่ ลังกายท่รี า่ งกายใช้พลงั งานจากไขมัน คือการออกก่าลงั กายเบาแตใ่ ช้เวลานาน เช่น วิ่ง จอ๊ กกง้ิ เตน้ แอโรบิค เปน็ ต้น เพ่อื ขจดั พลังงานทีเ่ หลอื ใหห้ มดไปในรา่ งกาย แทนท่จี ะเปลี่ยนเปน็ ไขมนั สะสมใน ร่างกาย 2. ควบคุมการรับประทานอาหารให้ไดร้ บั ไขมันพอดี ไมม่ ากจนเกินไป 3.2.4 การทดสอบสมรรถภาพทางกาย การทดสอบสมรรถภาพของรา่ งกายเป็นกจิ กรรมที่ส่าคญั อยา่ งหน่งึ ในขบวน การออกกา่ ลงั กาย หรอื การฝึกตา่ ง ๆ ซ่งึ เป็นการทดสอบจะเป็นการไดม้ าถึงขอ้ มลู ตา่ ง ๆ ในการออกก่าลังกายวา่ สมรรถภาพ ของร่างกายดีข้ึนมากน้อยเพยี งใด เปน็ ท่พี งึ พอใจของผูอ้ อกก่าลงั กายหรือไม่ การออกกา่ ลงั กายมจี ดุ บกพร่องท่ี จะแกไ้ ขอย่างไร การทดสอบมีแบบและวธิ หี ลายอยา่ งเชน่ แบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ 1. ยกน่า้ หนกั เพอ่ื ทดสอบความแข็งแรงของแขน 2. วัดแรงบีบมอื ด้วยเครอ่ื งวดั แรงบีบมือ (Grip Dynamometer)เพ่ือวัดความแขง็ แรงของ แขน 3. วัดความแข็งแรงของกล้ามเนอ้ื หลงั และขา ดว้ ยเคร่ืองวดั กา่ ลังหลังและขา (Back and Leg Dynamometer) 4. ลกุ –นัง่ 30 วนิ าที วดั ความแข็งแรงของกลา้ มเนอ้ื หน้าท้อง 5. ดึงขอ้ ส่าหรบั หรอื งอแขนห้อยตัวส่าหรบั หญิง วดั ความแข็งแรงของกลา้ มเน้อื แขน
แบบทดสอบความอดทนของกล้ามเน้ือ 1. ลกุ –น่งั นบั จ่านวนครงั้ จนหมดแรง ไม่สามารถยกตัวขนึ้ ได้ 2. ดนั พน้ื นบั จ่านวนครงั้ จนหมดแรง ไมส่ ามารถดันลา่ ตวั ขึน้ ได้ 3. วิ่งทางไกลจบั เวลาหรอื วงิ่ ก่าหนดเวลาแล้วนับระยะทางที่ท่าได้ แบบทดสอบความอดทนของระบบหายใจและไหลเวยี นโลหติ 1. การทดสอบก้าวขึ้น – ลงเกา้ อข้ี องฮารว์ าด 2. การวดั หาค่าการใชอ้ อกซิเจนของออสทราน 3. การว่งิ 12 นาที หาระยะทางท่ที ่าได้ของจาซา 4. การว่ิง 1,000 เมตร ส่าหรบั ชาย 800เมตร สา่ หรบั หญงิ จับเวลาของแบบทดสอบ สมรรถภาพทางกายมาตรฐานระหวา่ งประเทศ แบบทดสอบความอ่อนตวั การนัง่ ก้ม เหยียดแขนบนเครอ่ื งวัดความอ่อนตวั แบบทดสอบไขมันในร่างกาย 1. การช่งั นา่้ หนกั ในน้า่ 2. การวัดความหนาของผิวหนงั โดยใช้เครื่องมือวัดความหนาของผวิ หนงั 3. การวดั ค่าไขมันดว้ ยเคร่ืองคอมพิวเตอร์ การประเมนิ การเจรญิ เตบิ โตของเด็กโดยเฉพาะภาวะอว้ น การประเมินการเจรญิ เตบิ โตของเด็กควรดูที่ \"น้า่ หนกั ทีเ่ พม่ิ ขนึ้ ควบคู่กบั อตั ราการเพมิ่ ของความสงู \" มีได้ 2 วิธี ดังน้ี 1. การประเมนิ การเจริญเตบิ โตของเด็กโดยดูนา่้ หนกั เทียบกบั ส่วนสงู เป็นการดูลกั ษณะ ของการเจรญิ เติบโตได้ว่าเดก็ มนี ้า่ หนักเหมาะสมกับสว่ นสูงหรือไม่ เพือ่ บอกว่าเดก็ มีรปู รา่ งสมสว่ น อว้ นหรอื ผอม ตามเกณฑ์อา้ งองิ นา่้ หนักสว่ นสงู ซึง่ ประเมนิ โดยดทู ก่ี ราฟการเจริญเตบิ โตน่า้ หนักตามเกณฑอ์ ายรุ ว่ มกบั สว่ นสูงตามเกณฑ์อายุของเดก็ ในสมดุ สุขภาพ หรอื เปรียบเทยี บการเพ่ิมของน่า้ หนกั และความสงู ท่ไี ด้สัดส่วนกนั โดยดูจากตารางเปรียบเทียบน้า่ หนกั ต่อความสูง (Weight for height chart) (คลกิ ดูคู่มอื แนวทางการใช้ เกณฑ์อ้างองิ น้่าหนกั ส่วนสูงเพอ่ื ประเมนิ ภาวะโภชนาการเจริญเติบโตของเด็กไทย 2543 กองโภชนาการ กรม อนามัย กระทรวงสาธารณสุข) ตวั อย่าง กราฟน่้าหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงของเพศชายและเพศหญงิ อายุ 5-18 ปี โดยเดก็ ทีม่ ีภาวะโภชนาการเกิน แบง่ เป็น 2 ระดบั ย่อย คือ - อยูเ่ หนือเส้น +2 S.D หรือ +3 S.D แสดงวา่ มีนา้่ หนักมากกวา่ เดก็ ทีม่ สี ่วนสูงเท่ากัน เปน็ เดก็ อว้ น ระดับ 1 เดก็ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นผู้ใหญ่อ้วนในอนาคต - อยเู่ หนือเสน้ +3 S.D มีภาวะโภชนาการเกินมากเปน็ โรคอว้ นระดบั 2 เด็กมีโอกาสเสียงตอ่ การเป็น ผู้ใหญอ่ ้วนมากย่งิ ขน้ึ ในอนาคต
2. ค่านวณค่าดรรชนีมวลกาย หรอื Body Mass Index (BMI) ซ่งึ เปน็ อัตราสว่ นระหว่าง น่้าหนกั ( เป็นกโิ ลกรัม ) ต่อ สว่ นสงู (เปน็ เมตร) ยกก่าลังสองซึ่งในเดก็ จะตอ้ งเปรียบเทียบกบั ตาราง BMI Chart ตามอายุ โดยถอื วา่ อ้วนเมื่อ ค่า BMI มากกว่า 80 เปอรเ์ ซน็ ไทล์ สถานการณ์โรคอ้วนในเดก็ จากการสา่ รวจสถานะสุขภาพประชากรไทย 2 คร้ังใน พ.ศ. 2534 และ พ.ศ. 2539 - 2540 โดยใช้เกณฑอ์ า้ งอิงนา้่ หนักและสว่ นสูงของกองโภชนาการปี พ.ศ. 2530 พบว่า – เดก็ ทม่ี อี ายุน้อยกวา่ 5 ปี อ้วนเพิ่มขึน้ ประมาณ 3 เทา่ และเมอื่ เปรยี บเทียบการส่ารวจในปี พ.ศ.2539 – 2540 กบั พ.ศ.2544 โดยใช้เกณฑ์อ้างอิงนา่้ หนักและส่วนสงู ของประชากรไทย พ.ศ. 2542 พบว่า – เดก็ กอ่ นวัยเรียนอ้วนเพ่มิ ขึ้นจากร้อยละ 5.8 เป็นรอ้ ยละ 7.9 หรอื เพิม่ ข้นึ ถึงรอ้ ยละ 36 ในระยะเวลาเพยี ง 5 ปี – ขณะทพี่ บเด็กวัยเรียนอายุ 6-13 ปี อ้วนเพมิ่ ขน้ึ จากร้อยละ 5.8 เปน็ รอ้ ยละ 6.7 หรือ เพม่ิ ขน้ึ ร้อยละ 15.5 ในระยะเวลา 5 ปี นอกจากน้จี ากผลการสา่ รวจเด็กนกั เรยี นอนุบาลและประถมศกึ ษาของ กรมอนามัย เมอ่ื ปี พ.ศ. 2544, 2545 และ2546 พบเดก็ มีภาวะโภชนาการเกินสูงเพมิ่ ขึน้ อยา่ งตอ่ เน่ือง คอื ร้อย ละ 12.3, 12.8 และ 13.4 (รปู ที่ 1)
รปู ท่ี 1 กราฟแสดงรอ้ ยละของเด็กทม่ี ภี าวะโภชนาการเกนิ ปี 2544-2546 สอดคล้องกบั ข้อมลู จากมูลนธิ ิสาธารณสุขแห่งชาติ และส่านักงานกองทนุ สนบั สนุนการ วิจัย พบวา่ จากผลการวิเคราะหข์ ้อมูลนา่้ หนักและส่วนสงู ของเดก็ ช้ันประถมศึกษา 6 โดย จา่ นวน 47,389 คน ในโรงเรยี นประถมศึกษาในเขตเมืองท่ัวประเทศจ่านวน 268 โรงเรยี น ในปี 2548 พบวา่ - เดก็ อ้วนรอ้ ยละ 12 - เด็กทว้ มรอ้ ยละ 5 - บางโรงเรียนในภาคกลางมเี ดก็ อว้ นถึงร้อยละ 25 ส่วนขอ้ มูลจากการส่ารวจภาวะอาหารและโภชนาการของประเทศไทย ปี 2546 (นา่้ หนัก ตามเกณฑส์ ่วนสูง) พบวา่ ภาวะโภชนาการเกิน (เรม่ิ อว้ น+อว้ น) พบอัตราสูงในชว่ งวยั ทารกและลดลงในชว่ ง วยั กอ่ นเรียนอายุ 1-5 ปี จากนนั้ ค่อยๆ เพ่มิ สงู ข้ึนอกี ครัง้ จนถงึ ในชว่ งอายุ 12-14 ปี และเพมิ่ ขน้ึ อีกครั้งในอายุ 15-18 ปี ซ่งึ เพิ่มขนึ้ อย่างเหน็ ได้ชดั ถงึ ร้อยละ 12.9 (รปู ท่ี 2) รูปที่ 2 กราฟแสดงรอ้ ยละของทารกและเดก็ ก่อนวัยเรียน ตามการจดั ระดับภาวะ โภชนาการ โดยใชน้ ่้าหนกั ตามเกณฑ์ส่วนสงู มาตรฐานใหม่ จา่ แนกตามกลุ่มอายุ ปี 2546
เมือ่ พจิ ารณาตามรายภาค พบภาวะโภชนาการเกิน (เริ่มอ้วน+อว้ น) พบมากทส่ี ุดในภาค กลางทุกกลุ่มอายุ ยกเวน้ เด็กอายุ 0-5 ปซี ่งึ พบมากท่ีสดุ ในภาคเหนอื โดยภาคท่ีมีความชุกสูง คอื ภาคกลาง และภาคใตใ้ นกลุ่มอายุ 15-18 ปี คอื รอ้ ยละ 19.1 และ 17.2 ตามลา่ ดับ (รูปท่ี 3) รูปที่ 3 กราฟแสดงร้อยละของเด็กวัยเรยี นและเยาวชนตามการจัดระดบั ภาวะโภชนาการ โดยใช้ น่า้ หนกั ตามเกณฑ์ส่วนสงู มาตรฐานใหม่จ่าแนกตามกล่มุ อายุ ปี 2546 จากข้อมลู ดงั กล่าว จะเห็นไดช้ ัดเจนว่า สถานการณ์ของการเปน็ โรคอว้ นในกลมุ่ เด็กยงั คง อยใู่ นอตั ราที่สงู และคาดวา่ จะมแี นวโน้มเพ่มิ ขนึ้ เร่อื ย ๆ ทุกปี สง่ ผลท่าให้เกิดปญั หาสุขภาพในระยะยาวได้ ดงั นัน้ เดก็ เป็นโรคอว้ นจงึ ถือวา่ เปน็ เร่อื งทมี่ คี วามส่าคัญอย่างยิ่งที่ผูใ้ หญค่ วรใหก้ ารควบคุมและป้องกัน เทคนคิ การสรา้ งสุขนิสยั การรบั ประทานอาหารที่ดี 1. ให้เด็กทานอาหารใหเ้ ปน็ เวลา หากเดก็ ไม่ทานอาหารมือ้ ใดไม่ควรให้ทานเสริม ไม่ ทานจบุ จิบระหว่างมอ้ื อาหาร งดการทานน่้าหวานก่อนม้ืออาหาร 2. จา่ กดั เวลาอาหาร (ประมาณ 30 นาที) ไมค่ วรต้ังอาหารไว้บนโต๊ะตลอดเวลา 3. คณุ พอ่ คุณแมแ่ ละคุณครูควรตระหนกั ว่ามนุษยม์ ีสัญชาตญิ าณในการทานอาหารเม่อื หิว หากมีความเขา้ ใจกฎธรรมชาตนิ ี้ จะลดความกังวลเมื่อเด็กไมย่ อมทานอาหาร และหลีกเล่ยี งการบังคบั ให้ เด็กทานดว้ ยการปอ้ นแบบยัดเยยี ดเพราะจะทา่ ให้เดก็ ๆ มีทัศนคติท่ีไมด่ ีต่อการทานอาหาร ควรฝึกให้เดก็ ทาน ดว้ ยตัวเอง 3. เดก็ อนบุ าลบางครง้ั ยงั กลวั อาหารทไ่ี ม่ค้นุ เคย อาจไมก่ ลา้ ลองของใหม่ๆ โดยเฉพาะ ผกั คณุ พ่อ คุณแม่ควรอธิบายให้เดก็ ทราบ ให้กา่ ลังใจ ใหเ้ ด็กลองไม่ควรบังคับข่มขู่ ตอ้ งยอมรบั ความคดิ เหน็ และการตัดสินใจของเขา 4. คุณพอ่ คุณแม่ต้องเปน็ ตวั อยา่ งทดี่ ีในการรับประทานอาหารทห่ี ลากหลาย เน่ืองจาก เดก็ มักเลียนแบบพ่อแม่ในทกุ ๆ เรอื่ ง 5. สร้างมารยาทในการทานอาหาร บอกใหเ้ ดก็ ทราบมารยาทบนโต๊ะอาหาร ไมเ่ ล่น ขณะทานอาหาร หากเดก็ ควบคุมตวั เองไม่ได้ หรือมพี ฤตกิ รรมไม่เป็นทีย่ อมรับ ต้องแยกเด็กออกไปชัว่ คราว โดยไมอ่ นุญาตใหเ้ ดก็ ถืออาหารติดมอื ไปทานทอ่ี ่ืน ตอ้ งใหเ้ ดก็ เรียนรู้ความหิวและรอทานในมือ้ ถดั ไป ไม่ให้ อาหารเสรมิ พเิ ศษ 6. สรา้ งวฒุ ภิ าวะท่ีเหมาะสม ส่วนใหญเ่ ดก็ มกั เรียนรูก้ ารทานอาหารเกือบทุกชนิดได้ เพยี งแตใ่ ชเ้ วลาเริม่ เร็วตา่ งกนั พอ่ แมต่ อ้ งพยายามจดั อาหารให้หลากหลาย เพอ่ื ให้เดก็ คนุ้ เคย และทดลอง
บทท่ี 3 วิธีดา่ เนนิ การวิจยั การแกป้ ัญหานกั เรยี นทม่ี สี มรรถภาพทางกายต่ากวา่ เกณฑ์ โดยใช้กจิ กรรมการออกก่าลงั กายส่าหรบั นักเรียนทม่ี ผี ลการทดสอบสมรรถภาพทางกายตา่ กว่าเกณฑม์ าตรฐาน ปีการศกึ ษา 2563 ครัง้ นี้ ผู้วิจัยมี วิธีการด่าเนนิ การดงั นี้ 1. กลมุ่ ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง 2. เคร่ืองมอื ท่ใี ช้ในเก็บการรวบข้อมูล 3. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล 4. สถิติทใี่ ช้ 1. ประชากร/กลุ่มประชากร ประชากร นกั เรียนที่มีผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายตา่ กวา่ เกณฑ์ ปีการศกึ ษา 2563 2. เครื่องมือทีใ่ ช้ในการรวบรวมข้อมูล 1. กิจกรรมการออกกา่ ลงั กาย จ่านวน 4 แบบฝึก 2. แบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย 3 ด้าน (กรมพลศึกษา) 3. แบบสงั เกตพฤติกรรมการออกก่าลงั กายและแบบบันทึกการทดสอบสมรรถภาพทางกาย 3. การเก็บรวบรวมขอ้ มูล 1. การทดสอบสมรรถภาพทางกายนกั เรยี นโรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 ปกี ารศึกษา 2563 2. การบันทกึ ข้อมลู การทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรยี นระดับประถม-มธั ยม -รายบคุ คล -รายช้นั 3. สรุปผลการทดสอบสมรรถภาพทางกาย (ผา่ นเกณฑ์/ต่ากว่าเกณฑ์) -รายบุคคล -รายช้นั -ภาพรวม สถติ ทิ ่ีใช้ บันทึกการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียนทง้ั ก่อนและหลังการ โดยน่ามาหาค่ารอ้ ยละ ค่าความกา้ วหน้า ค่าเฉลีย่ น่าเสนอในรูปของตารางและแผนภูมิ และการอธิบายถงึ ตารางและแผนภูมิ
Search
Read the Text Version
- 1 - 13
Pages: