Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การพัฒนาการอ่านของนักเรียน โดยใช้ “คุณธรรม 8 ข้อ นำต่อด้วย 3 ความดีพื้นฐาน สานให้นักเรียนมีสุข”

การพัฒนาการอ่านของนักเรียน โดยใช้ “คุณธรรม 8 ข้อ นำต่อด้วย 3 ความดีพื้นฐาน สานให้นักเรียนมีสุข”

Published by ครูนิด คิดเลข, 2020-12-23 05:10:30

Description: การพัฒนาการอ่านของนักเรียน
โดยใช้ “คุณธรรม 8 ข้อ นำต่อด้วย 3 ความดีพื้นฐาน สานให้นักเรียนมีสุข”

Search

Read the Text Version

49 (Imagination) จึงจัดกิจกรรมเพ่ือกระตุ้นธรรมชาติเหล่านั้นแล้วเชื่อมโยงไปสู่การอ่าน ทาให้การอ่าน ตอบสนองความอยากรู้อยากเหน็ และขยายจินตนาการให้มากขึ้น การอ่านจึงเกิดข้นึ อย่างผสมกลมกลืน มากกว่าการบงั คับ กากบั หรอื กาหนด 3. กิจกรรมท่ีประสบความสาเร็จ ต้องมีการวเิ คราะห์บริบทของครอบครัว เพ่ือสร้างกิจกรรมให้ เหมาะสมตามลักษณะเฉพาะและการบริหารจัดการตามเง่อื นไขของบรบิ ท มิใชก่ ิจกรรมในแบบพิมพ์เดียวกัน ตลอด หากแต่มีการดัดแปลงและประยุกต์โดยเอากลุ่มเป้าหมายเปน็ ศูนย์กลาง (Leamer centered) ผู้ทจี่ ะ ออกแบบกิจกรรมแบบน้ีต้องมีความสัมพันธ์ทางสังคมและทุนสังคม อยู่กับกลุ่มเป้าหมายและบริบท (ครอบครวั , ชมุ ชน) ประเทศไทยมีหนว่ ยงานท่รี ับผดิ ชอบได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ ได้กาหนดกิจกรรมส่งเสริมการอา่ น ตามนโยบายในปแี หง่ การส่งเสรมิ การอา่ นและการเรยี นรู้ พ.ศ.2546 โดยกาหนดกจิ กรรม “ทกุ วนั วางทุกงาน อา่ นทุกคน” เพือ่ พัฒนาคณุ ภาพการเรียนรสู้ าหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ 5 กลมุ่ สาระหลัก ได้แก่ สังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณติ ศาสตรแ์ ละวทิ ยาศาสตร์ มรี ายละเอียดชื่อกิจกรรมดังนี้ 1. ยอดนกั อ่าน 2. ค่ายการอ่าน 3. เลา่ นทิ าน 4. อา่ นหนงั สือใหฟ้ งั 5. เลา่ เร่อื งจากหนังสือ 6. แนะนาหนังสอื 7. จัดนิทรรศการหนงั สือ 8. โต้วาทเ่ี กยี่ วกบั หนงั สือ 9. การแขง่ ขนั นอกจากนี้ กิจกรรมเพื่อสง่ เสริมการอ่านของแม้นมาส ชวลิต (2546) และกรมวชิ าการ (2546) ไดแ้ บง่ กลุ่มตามลักษณะและกจิ กรรมดึงดดู ความสนใจโดยทางประสาทสมั ผัส ดังนี้ 1. กิจกรรมเร้าโสตประสาท หมายถึงกจิ กรรมที่ใชเ้ สยี งและคาพดู เป็นหลกั ผรู้ ว่ มกจิ กรรมใช้ ทักษะการฟงั กจิ กรรมประเภทน้ี ไดแ้ ก่ การเลา่ นิทานให้ฟงั การเลา่ เร่อื งจากหนังสือ การอ่านหนงั สือใหฟ้ ัง การแนะนาหนงั สอื ด้วยปากเปล่า การบรรยาย การอภิปราย การโตว้ าท่ีเกยี่ วกบั หนงั สือ การบรรเลงดนตรี และร้องเพลงจากบทละครร้อง กิจกรรมเหล่าน้ที าใหเ้ กิดความเพลดิ เพลนิ ในอรรถรส การจัดกิจกรรมให้รจู้ ัก เพลิดเพลินในอรรถรสไมค่ วรใชอ้ ปุ กรณท์ ีเ่ บี่ยงเบนความสนใจไปทางอ่ืน เช่น ภาพ การใช้ทา่ ทาง ฯลฯ ยกเว้น แตเ่ มอื่ จาเป็นทจี่ ะต้องใช้เพอ่ื ใหผ้ ้ฟู ังเข้าใจส่ิงท่ีกาลงั พูดถงึ

50 2. กจิ กรรมเรา้ จกั ษุประสาท หมายถึงกิจกรรมชวนใหด้ ู เพง่ พนิ ิจ และอ่านความหมายของ ส่ิงที่เห็น กิจกรรมประเภทนี้ ไดแ้ ก่ การจัดแสดงภาพชนิดต่างๆ อาทิ ภาพถ่าย ภาพที่ตดั เกบ็ รวบรวมจาก วารสารหรือปฏิทิน เป็นเรือ่ ง เปน็ ชดุ ภาพเขยี น ภาพประกอบหนังสอื การจัดนิทรรศการหนงั สือ สง่ิ ของ ตา่ งๆ ในการแสดงภาพ หนังสือ และส่ิงของจะมีคาบรรยายอธิบายสง่ิ ทแ่ี สดง สรุปขอ้ คดิ เห็นเก่ียวกับการ แสดงประวตั ิ (ตามความจาเปน็ ) มุ่งให้ผ้ชู มมสี มาธใิ นการชมเช่นเดียวกับเสียง ภาพสง่ิ ที่แสดงตลอดคาเขียน อธบิ ายภาพ นอกจากเร้าจักษุสัมผัสกจ็ ะใหเ้ กดิ ความร้สู ึกต่างๆ ดว้ ย 3. กจิ กรรมเร้าโสตและจักษุประสาทในขณะเดยี วกนั หมายถึงกจิ กรรมซ่ึงชวนใหฟ้ งั และดูไป พร้อมๆ กนั ประสานประสาทท้ังสองให้ทางานร่วมกัน อาทิ เลา่ นทิ านโดยให้ดูภาพประกอบซงึ่ จัดเตรยี มไว้ โดยเฉพาะ เลา่ นิทานและใหด้ ูภาพประกอบในหนังสอื เลา่ นิทานโดยใช้โสตทศั นวัสดุประกอบ ฉายภาพนง่ึ ซึ่ง มีคาบรรยาย ฉายแถบเสียงและภาพ สาธิตเทคนิควธิ ีการบางอย่างจากหนังสือท่ีนามาจัดนิทรรศการ การจัดสปั ดาห์หอ้ งสมดุ 4. กิจกรรมซง่ึ ใหผ้ ู้เปน็ เป้าหมายไดร้ ่วมดว้ ย กิจกรรมทานองนี้จะช่วยให้ผ้เู ป็นเป้าหมายเกิด ความสนุก และภาคภมู ิใจ ร้สู ึกว่าตนเองมคี วามสามารถ ตวั อย่างเมอ่ื เล่านิทานแล้วใหผ้ ู้ฟังวาดภาพประกอบ ให้แสดงเพลงตามตัวละครในนทิ าน ให้แขง่ ขันกนั เล่าเรอื่ งทไ่ี ดฟ้ งั ไปแลว้ ให้แขง่ ขนั เรียบเรยี งเรอ่ื งท่ไี ดฟ้ งั หรือ ใหเ้ ขียนนทิ านขึ้นใหม่ตามแก่นนิทานที่ได้ฟังไปแล้ว ใหแ้ สดงความคิดเห็นเก่ียวกับตวั ละครหรือเหตุการณต์ อน ใดตอนหนึ่งในนิทาน ให้ร่วมในวงสนทนาหรือโต้วาทีเกย่ี วกบั หนังสือ ฉวีวรรณ คูหาภินันท์ (2542) กล่าวถึงรูปแบบการจัดกิจกรรมสง่ เสรมิ การอา่ นจัดไดห้ ลายรูปแบบ ดงั นี้ 1. การเลา่ นิทาน คือการเลา่ เร่ืองท่มี ีผู้เลา่ สบื กันมา หรือเลา่ เรอ่ื งจากหนังสือนิทานทมี่ ีผู้แต่งขน้ึ มา ได้แก่ (1) การเล่านทิ านในหอ้ งสมดุ และ (2) การแขง่ ขันเลา่ นทิ าน 2. การเสนอหนังสือหรือวัสดุการอ่านและส่ือการอ่านตา่ งๆ คอื การแนะนาทรพั ยากรสารนิเทศที่ นา่ สนใจใหก้ ับผู้อ่าน เพอื่ ดึงดูดความสนใจใหอ้ ยากอ่าน ไดแ้ ก่ (1) การเล่าเร่ืองหนังสือ (2) การแนะนาหนงั สือ (3) การอา่ นหนงั สือให้ฟัง (4) การสนทนาเกย่ี วกบั หนังสือ (5) การอภปิ รายเก่ียวกบั หนงั สอื (6) การบรรยาย เก่ียวกบั หนังสอื (7) การโต้วาท่ีเกี่ยวกับหนังสือ (8) การจัดทารายช่อื ทรัพยากรสารนิเทศและการทาบรรณ นิทัศนแ์ ละ (9) การจดั นิทรรศการ 3. การแสดงนาฏกรรมและอ่ืนๆ เช่น (1) การแสดงละคร (2) การแสดงจินตลีลา (3) การร้องเพลง (4) การแสดงละครใบแ้ ละ (5) การแสดงละครหุ่น 4. การทากฤตภาค คือการตดั ปะข่าว บทความ รูปภาพหรือทั้งรปู ภาพและเรื่องที่นา่ สนใจเพ่ือ ให้บรกิ ารผู้อื่น ไดแ้ ก่ (1) การจดั ทากฤตภาคเป็นเลม่ และ (2) การทากฤตภาคข่าวติดท่ีป้ายนิทรรศการ ดา้ นหลังหอ้ งเรียนทุกวัน

51 5. การแขง่ ขันต่างๆ จากการอ่าน คือการแสดงความสามารถในการอา่ นอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ ไดแ้ ก่ (1) แข่งขันเปดิ พจนานกุ รมท้งั ภาษาไทยและภาษาตา่ งประเทศ (2) แขง่ ขนั ตอบปัญหาจากหนังสือเชน่ แข่งขัน ตอบปัญ หา หนังสือสาร า นุกร มสา หรับเยาวชน , แข่งขัน ตอบปัญหา หนังสื อสาร า นุกร มไทยฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน แข่งขันตอบปญั หา The World Book Encyclopediaฯลฯ (3) การแขง่ ขนั โต้วาที (4) การ แขง่ ขนั ตอบปญั หาท่วั ๆ ไปและ (5) การแข่งขันตอบปัญหาสาขาวิชาต่างๆ เช่นปัญหาวทิ ยาศาสตร์, กฎหมาย เปน็ ตน้ 6. การประกวดเกยี่ วกับการอ่าน ได้แก่ (1) ประกวดการอ่านร้อยกรองและร้อยแก้ว (2) ประกวด การอ่านทานองเสนาะ (3) ประกวดการอา่ นบทสนทนา (4) ประกวดการอ่านบทละครและ (5) ประกวดการ อ่านขา่ ว 7. การเล่นเกมท่นี าไปสู่การอ่าน ได้แก่ (1) เกมของเลน่ ตา่ งๆ และเกมคอมพิวเตอร์ (2) เกมการ วาดภาพ (3) เกมเติมคาศัพท์ (4) เกมคน้ หาคา (5)เกมทายปัญหา (6) เกมตอ่ คาพงั เพย (7) เกมการละเล่น ตา่ งๆ (6) เกมพบั กระดาษและ (9) เกมประดษิ ฐส์ ิง่ ของต่างๆ เปน็ ต้น โดยทีน่ านาประเทศต่างลว้ นตระหนักถงึ ความสัมพนั ธข์ องการอ่าน ว่ามคี วามสมั พันธ์ต่อการพัฒนา คณุ ภาพประชากร ถา้ ประชากรอ่านออกเขียนได้ ใช้การอ่านในการศึกษาหาความรู้พัฒนาตนเองอย่าง ต่อเนื่องย่อมส่งผลให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่า งรวดเร็ ว เมื่อพิจารณาประเทศในแถบเอเชียท่ีมี ความก้าวหน้าในการจดั การศึกษาอกี ประเทศหนึง่ คอื ประเทศมาเลเซยี ไดจ้ ดั กิจกรรมส่งเสรมิ การอา่ นที่ประสบ ผลสาเร็จโดย The National library of Malaysia (2000) ได้กาหนดนโยบายขององคก์ รเพ่อื สร้างนิสัยการ อ่านแก่คนในสังคม ประชากรเป้าหมายในการจัดกจิ กรรม ไดแ้ ก่ เดก็ เยาวชน และผู้ใหญ่ กจิ กรรมท่จี ัด เพ่ือส่งเสริมการอ่านแก่เด็กได้แก่ การเล่าเรื่อง (Story-telling) การวาดภาพ (Drawing) การแสดงหุ่น (Puppetry) โรงละคร ( Theatre) การ ประกวดกา ร ค้น สาร สนเทศ ( Information seeking contest) ค่ายคอมพิวเตอร์ (Computer camp) การประกวดการสร้างหนงั สอื ภาพ (Creative illustration of story book competition) กจิ กรรมพบนกั เขียน (Meet-the-author session) การทดสอบ (Quizzes) การโต้วาที (Debating contest) เป็นตน้ กิจกรรมเหล่านี้จัดโดยใช้หนังสือเป็นฐาน (Book-based) และสัมพันธ์กับการ อา่ น โดยมีความคาดหวังวา่ จะทาให้เดก็ เยาวชนรกั หนังสอื มากข้นึ และปลูกฝังนสิ ัยรกั การอา่ น 2.2.2 การสร้างบรรยากาศและสิง่ แวดลอ้ ม ในการศึกษาบรรยากาศการเรยี นร้ขู อง The Miccontinent Research for Education and Learning (McREL) Group รว่ มกับสถาบัน Dimensions of Learning Jay McTighe พบว่า “พฤตกิ รรม ของครูมีส่วนสัมพันธ์กับการสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนซ่ึงช่วยทาให้นักเรียนไม่สามารถคิดอะไรได้ใน สถานการณท์ ่ีถูกขู่เข็ญ หรือในสภาพแวดลอ้ มทม่ี ีแรงกดดนั จากกล่มุ ทาใหน้ ักเรียนแตล่ ะคนกลวั ไม่กลา้ คิด ครูสามารถทาให้นกั เรียนคิดได้โดยการแสดงให้นักเรียนเห็นว่าครูเต็มใจรับฟังทุกคน แมเ้ ปน็ ความคิดเห็นท่ี

52 แตกตา่ งกนั ” Deboral Rozmani (1998) พบวา่ “ขอ้ มูลท่ีหวั ใจส่งไปยงั สมองสามารถสนับสนุนหรือทาลาย การทางานของสมองและมผี ลต่อการรับรู้ การตอบสนองทางอารมณ์ การเรยี นรแู้ ละการตดั สินใจ” จนิ ตนา ณ สงขลา (2553) กลา่ วว่า การสร้างบรรยากาศในชนั้ เรยี นจะช่วยสง่ เสรมิ การเรียนรูข้ อง ผเู้ รียนใหเ้ กิดประสทิ ธิภาพ ถา้ ผ้เู รียนมีความสุข อบอุ่นใจ สนุกสนาน มีความปลอดภัยทางจิตปราศจาก ความกดดันต่างๆ มีสมั พนั ธภาพที่ดกี ับครู กบั เพ่อื นๆ ในช้นั เรียน ยอ่ มสง่ ผลให้เกดิ การเรยี นรู้ท่ดี ีและพร้อมที่ จะพัฒนาศักยภาพของตนบรรยากาศในชัน้ เรียนมอี งค์ประกอบท่ีสาคัญ 3 ประการคือครผู ู้สอน ผ้เู รียนและ ปฏิสมั พันธ์ระหวา่ งครผู ูส้ อนกับผ้เู รยี น 1. ครผู สู้ อน เปน็ องค์ประกอบที่สาคัญ เพราะเป็นผูก้ าหนดบรรยากาศเกย่ี วกับการเรยี นการสอนแต่ ละครง้ั ใหเ้ ปน็ ไปในลกั ษณะอยา่ งไร 2. ผูเ้ รยี น พฤติกรรมของผู้เรียน, ความสนใจ, ทา่ ทีของการแสดงพฤตกิ รรม, แรงจูงใจ, ความรว่ มมอื , การมีวนิ ยั , ความเช่ือม่นั , การเห็นคณุ คา่ ของตนเอง ตลอดจนการเคารพให้เกยี รตผิ ้อู ื่นโดยเฉพาะกับครูเป็น ผลมาจากการทีเ่ ดก็ ได้รับและเป็นตวั อยา่ งจากบุคคลแวดล้อมและทส่ี าคัญคอื จากพฤติกรรมของครูท่มี ตี ่อตัว เขาในขณะทีอ่ ยใู่ นชนั้ เรยี น หรือเปน็ ผลมาจากบรรยากาศในชัน้ เรยี นน่ันเอง ซึง่ ท้ังครแู ละผู้เรยี นมสี ว่ นสัมพันธ์ ซึ่งกันและกนั 3. ปฏสิ ัมพันธ์ระหว่างครูผ้สู อนกับผู้เรียน ครูมีความสามารถในการสรา้ งบรรยากาศในชั้นเรียนมี ทักษะในการแสดงออกทางพฤติกรรมและการสื่อสารทเ่ี หมาะสม มีคณุ ภาพ เสมอต้นเสมอปลายยอ่ มส่งผลให้ ผเู้ รียนมีความรู้สึกท่ีดีต่อครู อันจะเปน็ พน้ื ฐานทส่ี าคัญตอ่ การมีปฏสิ ัมพันธ์เชิงบวก บรรยากาศในช้ันเรยี น ยอ่ มราบรื่น วิธีการทางจติ วทิ ยาท่ีครูตอ้ งเข้าใจและควรเรยี นรเู้ พอื่ นาไปใช้ฝกึ ฝนตนเองให้สามารถ และมี ทักษะในการปฏิบตั ไิ ดอ้ ยา่ งคลอ่ งแคล่ว จนเปน็ ธรรมชาตขิ องนสิ ัยประจาตนอยา่ งกลมกลนื ไดแ้ ก่ 1. บรรยากาศแหง่ ความใกล้ชดิ ผู้เรียนทุกคนมีความต้องการที่จะได้รับการสัมผัสแตะต้องและความเอาใจใส่หรือความสนใจจาก ครูผู้สอนรวมทั้งเพื่อนๆ ในช้นั เรียนและทุกๆ คนมีความต้องการที่จะกระทาอย่างใดอย่างหน่งึ ในชว่ งเวลาท่ี แตกต่างกนั ความตอ้ งการเหล่านเี้ ป็นความตอ้ งการทั้งทางกายและทางจติ ใจ การกระทาใดๆ ก็ตามจะเป็น ตวั บ่งชที้ ่ีแสดงความสนใจให้ปรากฏตอ่ ผู้อื่น ผู้เรียนบางคนอาจต้องการความเอาใจใส่นี้มากกว่าคนอื่น เพ่ือช่วยให้เขารู้สึกม่นั คงปลอดภัยทางด้านจิตใจ ซ่ึงครผู ู้สอนอาจพจิ ารณาให้ความเอาใจใส่ในรูปของการ สัมผสั แตะตอ้ งทางกายโดยตรง หรือในรูปแบบของสัญลักษณท์ ีส่ ่อื ถึงความเอาใจใสเ่ พ่อื ให้ผเู้ รียนเกิดความรู้สึก ใกลช้ ิด เชน่ การมอง การยิม้ ให้ การสบตา การใช้คาพดู การแสดงออกทางสีหนา้ ทา่ ทางหรอื ด้วยการ กระทาใด ๆ ก็ตามท่ีเป็นการแสดงให้ผู้เรียนรสู้ ึกสัมผัสและรับรู้ว่ามีความใกล้ชิด ได้รับความเอาใจใส่จาก ครผู ้สู อน การเอาใจใส่ทางบวกทีส่ อดคล้องกบั สถานการณ์ของอารมณ์ ความรู้สกึ ของผูเ้ รียนก็จะทาใหผ้ ู้เรียน

53 มคี วามรสู้ ึกท่ดี มี ีชีวติ ชีวา กระฉบั กระเฉง และรสู้ ึกวา่ ตนมคี วามสาคัญ เป็นการเพิ่มพนู ความร้สู กึ ทางดา้ นดี ให้แก่ผู้เรยี น ซ่ึงจะชว่ ยส่งเสรมิ การรบั ร้ขู องผู้เรียนอยา่ งนา่ พงึ พอใจ ความรู้สกึ ที่ ตามมากค็ ือความรู้สกึ ปรารถนาดแี ละความร้สู ึกท่ีดีต่อตนเองและผอู้ ื่น ถ้าครูผู้สอนให้ความสนใจสง่ิ เหล่าน้ี อย่างจริงใจ และควบคไู่ ปกบั การเปดิ เผยตรงไปตรงมา ไมก่ ระทาเกนิ กว่าปกติธรรมดากจ็ ัดเป็นการเสริมสร้าง พัฒนาการเรียนร้ขู องผู้เรียนไดม้ าก ดังนั้นสิ่งท่ีครูผสู้ อนควรปฏิบตั ิ คือ 1.1 การแสดงทา่ ทีและกริ ิยาทง่ี ดงามต่อกัน การเร่ิมตน้ แบบไทยโดยการกลา่ วทกั ทาย การย้ิม และทา่ ทีท่ีเปน็ มิตร 1.2 การให้คาพดู ที่ดๆี ใช้ภาษาสภุ าพ อ่อนโยนซงึ่ กนั และกันจะทาให้ผู้เรยี นรู้สกึ ว่าครูผู้สอน มีความปรารถนาดี 1.3 ต้องมีความต้ังใจที่จะมคี วามคิดในสิ่งท่ีดีงามตอ่ กัน มคี วามปรารถนาดีท่ีจะเกอ้ื กูลกัน เสมอ อนั มาจากสว่ นลึกของจติ ใจ 1.4 ตอ้ งไม่ทาตนเปน็ บคุ คลที่น่ารังเกยี จ พงึ ระลึกอยู่เสมอว่าบางส่ิงบางอย่างนนั้ บุคคลอ่ืน อาจจะประพฤติปฏิบตั ไิ ด้ แต่เรากระทาไมไ่ ดเ้ พราะเราเปน็ ครู มีความเชอ่ื ม่ันในสง่ิ ทด่ี ี ไม่หลงตวั เอง อย่าลืม วา่ บุคลิกภาพไม่ได้หมายถงึ ความหลอ่ หรอื ความงาม แตห่ มายถงึ ภาพที่ประทับใจผูเ้ รียน 1.5 มีการช่วยเหลือซึง่ กันและกัน เพอ่ื เปน็ การสรา้ งสายใยแห่งไมตรจี ติ ทด่ี ีต่อกัน พร้อมทจี่ ะ ช่วยผเู้ รียนเสมอ 1.6 มีความยืดหยุ่นในด้านความคิดเหน็ เพราะการเรียนรู้จะเกิดข้ึนได้ย่อมขึ้นอยูก่ ับการ ปฏสิ ัมพันธร์ ะหวา่ งครูผูส้ อนกับผเู้ รียนและผู้เรียนกับผู้เรียน ดงั น้นั การออมชอมกันบา้ งในดา้ นความคดิ เห็น เปน็ ส่ิงท่ีจะเสริมสรา้ งบรรยากาศในการเรยี นท่นี ่าสนใจ 2. บรรยากาศท่มี ีความอบอนุ่ ครูผู้สอนจะต้องไม่ลมื วา่ ความอบอุน่ ทางจิตใจเป็นความรูส้ ึกพน้ื ฐานของผ้เู รยี นท่มี ีอิทธิพลและจะ สง่ ผลต่อความสาเร็จในการเรียน การท่ีครูผู้สอนความเข้าใจผู้เรยี นมคี วามเป็นมิตร ช่วยชแี้ นะเกี่ยวกบั การ เรียนการสอนอยา่ งมีระบบเปน็ ข้ันตอน ทาให้ผู้เรยี นรู้สึกว่ามีการช่วยเหลือซงึ่ กนั และกันทาให้รู้สึกอยากเรยี น รักการเรียน รักวิชาท่ีเรียนรวมท้ังรกั เพ่อื นรว่ มช้นั เรียนดว้ ย 3. บรรยากาศทมี่ กี ารยอมรับนับถอื การยอมรับผู้เรียนอย่างที่เขาเปน็ และตระหนักถงึ ลกั ษณะเฉพาะ ขอ้ ดีขอ้ จากัดของแต่ละบุคคล รวมท้ังภูมิหลงั ของผู้เรยี นที่มีความแตกต่างกนั เมอ่ื ครูให้ความนับถอื ผเู้ รยี น หมายถงึ ว่าครมู ีความสนใจที่จะ สง่ เสริมให้บคุ คลนั้นได้พฒั นาก้าวหนา้ ขึน้ มาด้วยตัวเองและด้วยวธิ ีการของเขาเอง การยอมรบั นับถือต้องไม่ เป็นการเห็นแก่ได้ ไมฉ่ กฉวยโอกาสหรือการเอาเปรียบจากผเู้ รยี น การทค่ี รูเห็นคุณค่าในตัวผเู้ รยี นวา่ เปน็ บคุ คล ทส่ี าคัญมากกว่าการเรียนการสอนนั้น เพราะว่าผู้เรียนสามารถเรียนรู้ไดใ้ นสถานการณท์ ี่แตกตา่ งกนั รวมทั้ง

54 เวลาที่ใชใ้ นการเรยี นรดู้ ้วย ครูผูส้ อนควรตระหนักดวี ่าการสรา้ งความเช่อื มนั่ ใหก้ ับผูเ้ รียนนน้ั จะช่วยใหผ้ ู้เรยี น ยอมรบั นับถอื ตนเองซึ่งจะมผี ลตอ่ การทากจิ กรรมต่างๆ ของผู้เรยี นตอ่ ไป สิ่งทีค่ รคู วรพัฒนาตนเอง คือ ทกั ษะ ในการแสดงออกในการยอมรับ ซ่ึงมี 3 ประการ ดงั นี้ 3.1 การฟงั ดว้ ยความเข้าใจ เป็นการรับฟังความคิดเห็นของผ้เู รียน ความตัง้ ใจ ถา้ ครูผ้สู อน มิไดเ้ ขา้ ใจว่าผู้เรยี นน้ันกาลังพูดวา่ อะไร ครูก็คงไม่สามารถตอบสนองในการยอมรบั ได้นอกจากนั้น การรบั ฟัง ยังเป็นการแสดงออกถงึ ความจรงิ ใจ และการใหค้ วามสนใจเร่อื งราวนั้นๆ การสอ่ื ความหมายก็จะกระทาได้ อย่างอิสระ และมคี วามไว้วางใจในตวั ผู้รบั ฟงั มากขน้ึ 3.2 การแสดงถึงความอบอ่นุ และความนิยมชมชอบ เป็นท่ียอมรับกันโดยทั่วไปว่าความ อบอนุ่ ใจเปน็ สงิ่ ทจี่ าเปน็ อยา่ งยงิ่ ในการพฒั นาทางด้านจติ ใจ ท้งั ยงั ก่อให้เกดิ ความม่นั ใจและความรู้สกึ วา่ ตนเอง เปน็ ท่ียอมรับของบุคคลอื่น การกระตุ้นหรอื สนับสนุนความคดิ ของผเู้ รยี นกระทาได้โดยการแสดงความรู้สึก นิยมชมชอบอย่างลึกซึ้ง ซ่ึงจะทาใหผ้ ้เู รียนนน้ั ร้สู ึกวา่ สามารถจะแสดงความคิดเห็นของตนเองได้อยา่ งเต็มท่ี รู้สึกว่าตนเองมีความสาคญั และแสดงออกอย่างจริงใจในการทีจ่ ะเป็นตวั ของเขาเอง การให้ความอบอุน่ และ สนับสนนุ เช่นน้ี มิได้หมายความว่าครูผู้สอนจะต้องเห็นด้วยกับการกระทาของผู้เรียนทุกประการ ดังนัน้ ครู ควรจะเข้าใจว่า การเหน็ ดว้ ยต่างกบั การยอมรบั ในการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนนนั้ ครไู ม่จาเปน็ ต้องให้ สมาชิกในชั้นเหน็ ด้วยกับการกระทาของครผู สู้ อนหรือสมาชกิ ในกลุ่ม โดยปราศจากเหตผุ ล ซ่ึงบรรยากาศของ ความเป็นมิตรท่ีแท้จริงท่ีจะเกิดข้ึน เม่ือสมาชิกในกลุ่มเตม็ ใจท่ีจะบอกถึงพฤตกิ รรมทเี่ ขาไม่เห็นด้วยนน้ั ใน ลกั ษณะท่ีแท้จริงก็จะเกดิ ขึน้ เมื่อสมาชิกในกลุ่มเตม็ ใจท่จี ะบอกถงึ พฤติกรรมที่เขาไมเ่ ห็นด้วยน้ัน ในลกั ษณะท่ี การยอมรับกันยังคงมอี ยนู่ ั่นคอื การแสดงความไมเ่ ห็นด้วยในความคดิ เห็นหรือการกระทา แต่มิได้หมายความ ว่าไมย่ อมรับในบุคคลนั้น 3.3 การสร้างความไวว้ างใจให้เกดิ ข้ึน จะทาให้สมาชิกในกลุ่มแสดงออกไดอ้ ย่างเปิดเผย เพราะเขารู้สึกวา่ มผี ูส้ นบั สนุนเขา ควรสื่อความหมายให้ผู้อ่นื รู้สกึ วา่ เขาเป็นทีย่ อมรับ จะทาให้มีความสมั พันธ์ ใกล้ชิดยิ่งข้ึน การยอมรบั น้ีถ้าผสู้ อนทาให้เกดิ ขึ้นไดร้ วดเรว็ เพียงใดกย็ ิ่งกระต้นุ ให้เกดิ แรงบนั ดาลใจแก่ผู้เรียน ให้แสดงออกมากขน้ึ เพียงนน้ั 2.2.3 แนวคิดและทฤษฎีทีใ่ ชใ้ นการจัดกิจกรรมส่งเสรมิ การอ่าน การจัดกิจกรรมให้ได้ผลดีนนั้ ต้องคานึงถึงแนวคดิ และทฤษฎบี างอยา่ งซึ่งจะชว่ ยให้กิจกรรมดูน่าสนใจ สร้างความประทับใจให้กับบุคคลเป้าหมาย ให้เกิดความกระตือรือรน้ นาไปส่กู ารเปล่ียนแปลงทัศนคติและ พฤตกิ รรมไปในทางที่กาหนดไว้ในวตั ถุประสงค์ Abraham H.Maslow (1968) เป็นนักจิตวทิ ยากล่มุ มนษุ ย์นิยมทฤษฎีของเขาได้ชอื่ วา่ ทฤษฎี ลาดับความต้องการ โดยอธิบายวา่ มนุษย์มีความตอ้ งการเปน็ ลาดับขั้นซ่งึ พบวา่ บคุ คลมักดิ้นรนตอบสนองความ ต้องขนั้ ต่าสดุ ก่อน เมอ่ื ได้รับการตอบสนองแล้วจึงแสวงหาความต้องการข้ันสูงขึ้นไปตามลาดับ ในยุคแรกๆ

55 ทม่ี าสโลว์ทาการศึกษาเขาแบ่งความต้องการของมนษุ ย์เปน็ 5 ลาดับ ลาดบั 1-4 เปน็ ความตอ้ งการระดบั ต้น ลาดบั ท่ี 5 เป็นความตอ้ งการระดบั สงู ในยุคต่อมามาสโลวไ์ ดท้ าการศกึ ษาเพม่ิ เตมิ และแบ่งความตอ้ งการลาดับ ที่ 5 ใหล้ ะเอียดออกไปอีกเป็น 3 ลาดับ รวมใหม่ท้ังหมดเปน็ 7 ลาดบั ขน้ั ของความตอ้ งการ ดงั ตอ่ ไปนี้ ภาพท่ี 2.1 ปริ ามิดแสดงลาดบั ขั้นความตอ้ งการ ตามแนวคิดของมาสโลว์ 7 สาดบั ขนั้ ลาดับ 1-4 เปน็ ความตอ้ งการระดับตน้ หรอื ระดับขาดแคลน ลาดับที่ 5-7 เป็นความต้องการระดบั สูงหรือระดับสรา้ งความ สมบูรณแ์ บบให้ชวี ิตจากภาพอธบิ ายลาดบั ขั้นความตอ้ งการตามแนวคดิ ของมาสโลว์ ไดด้ งั น้ี ลาดับข้นั ท่ี 1 ความตอ้ งการทางสรรี ะ (physical needs) คอื ความตอ้ งการตอบสนองความหวิ กระหาย ความเหนอ่ื ย ความงว่ ง ความตอ้ งการทางเพศ ความต้องการขบั ถ่ายความต้องการมกี จิ กรรมทางร่างกายและ ความตอ้ งการสนองความสขุ ของประสาทสมั ผัส ลาดับข้นั ท่ี 2 ความต้องการความปลอดภัย (sefety needs) คือความตอ้ งการการคมุ้ ครองปกป้องรกั ษา ความอบอนุ่ ใจ ความปราศจากอันตราย และตอ้ งการหลกี เลี่ยงความวติ กกังวล ลาดบั ขนั้ ที่ 3 ความต้องการความเปน็ เจ้าของ และความรัก (belongingness and love needs) คอื ความอยากมเี พอื่ น มีพวกพอ้ ง มีกลมุ่ มีครอบครวั และมคี วามรกั ขั้นนีจ้ ดั เปน็ ความต้องการทางสังคม ลาดบั ขน้ั ที่ 4 ความต้องการเป็นที่ยอมรบั ยกย่อง และเกียรติยศชอ่ื เสียง (estern needs) คอื ความ อยากมีชอื่ เสยี ง มหี นา้ มีตา มคี นยกย่องเลอ่ื มใส มีความเดน่ ดงั และตอ้ งการความรู้สกึ ท่ีดีของคนอ่ืนตอ่ ตน ลาดับขั้นท่ี 5 ความต้องการใฝ่รู้ใฝ่เรียน (need to know and understand) คือความยากรู้อยากเข้าใจ อยากมคี วามสามารถ อยากมีประสบการณ์ ลาดับขั้นท่ี 6 ความต้องการทางสุนทรียะ (aesthetic needs) ไดแ้ ก่ความต้องด้านความดี ความงาม คณุ ธรรมและความละเอยี ดออ่ นทางจิตใจ ลาดับขน้ั ที่ 7 ความตอ้ งการความสาเรจ็ หรอื ความสมบรู ณแ์ บบในชวี ิต (self actualization needs)

56 ขัน้ น้ีถือวา่ เป็นความต้องการสูงสุดแห่งความเปน็ มนุษย์ซึง่ จะเกิดข้ึนน้ีไดต้ ้องปูพ้ืนฐานให้บคุ คลได้ตอบสนอง ความตอ้ งการของตนในลาดับขน้ั ท่ี 1 เปน็ ลาดบั มาจนถงึ ระดับสงู หรอื สร้างความรู้สึก “พ ” ในความเปน็ เขา เสยี ก่อนซึ่งบุคคลประเภทนีม้ กั ได้รบั ประสบการณ์สงู สดุ คือได้รบั ประสบการณ์เขม้ ข้นบางประการดว้ ยตนเอง จนตระหนกั ในสภาพความเปน็ จรงิ แห่งชีวิตซ่งึ บางคนกล่าววา่ เขา้ ถึงปรัชญาชวี ิต หรอื สัจธรรมแห่งชวี ิตความ ต้องการทั้ง 7 ลาดับขั้นตอนตามแนวคดิ ของมาสโลว์นั้นบคุ คลจะกระทาการเพ่อื สนองความต้องการลาดับแรก ก่อนแลว้ จึงดิน้ รนเพื่อสนองความตอ้ งการถดั มาเปน็ ลาดบั ภาพท่ี 2.2 ทฤษฎีการเรียนรขู้ อง Bloom (Bloom's Taxonomy) Bloom เป็นนักการศึกษาชาวอเมริกัน เชื่อว่า การเรียนการสอนที่จะประสบความสาเร็จและมี ประสทิ ธภิ าพน้ัน ผ้สู อนจะต้องกาหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจน และได้แบ่งประเภทของพฤติกรรมโดยอาศัย ทฤษฎีการเรยี นรแู้ ละจิตวทิ ยาพ้ืนฐานว่ามนุษย์จะเกดิ การเรยี นรใู้ น 3 ด้าน คือด้านสติปญั ญา ดา้ นร่างกาย และด้านจติ ใจ และนาหลักการนี้จาแนกเปน็ จดุ มุ่งหมายทางการศึกษาเรียกว่า Taxonomy of Educational objectives ได้จาแนกจุดม่งุ หมายการเรียนรอู้ อกเป็น 3 ด้าน คือ ภาพท่ี 2.3 Taxonomy of Educational objectives

57 1. พุทธพิ ิสัย (Cognitive Domain) พฤติกรรมดา้ นสมองเป็นพฤติกรรมเก่ียวกับสติปญั ญา ความคิด ความสามารถในการคิดเร่ืองราว ต่างๆ อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพซ่ึงพฤตกิ รรมทางพทุ ธิพสิ ยั 6 ระดับ ไดแ้ ก่ 1.1 ความรู้ (Knowledge) เป็นความสามารถในการจดจาแนกประสบการณต์ า่ งๆและระลึก เรือ่ งราวนนั้ ๆ ออกมาไดถ้ กู ตอ้ งแมน่ ยา 1.2 ความเข้าใจ (Comprehension) เป็นความสามารถบ่งบอกใจความสาคญั ของเรอื่ งราว โดยการแปลความหลัก ตคี วามได้ สรุปใจความสาคัญได้ 1.3 การนาความรู้ไปประยกุ ต์ (Application) เปน็ ความสามารถในการนาหลกั การ กฎเกณฑ์ และวธิ ดี าเนินการต่างๆของเร่อื งทีไ่ ดร้ ้มู า นาไปใชแ้ ปง้ ปญั หาในสถานการณ์ใหมไ่ ด้ 1.4 การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวที่สมบูรณ์ให้ กระจายออกเปน็ สว่ นยอ่ ยๆ ไดอ้ ยา่ งชดั เจน 1.5 การสังเคราะห์ (Synthesis) เป็นความสามารถในการผสมผสานส่วนย่อยเข้าเป็น เรื่องราวเดยี วกนั โดยปรับปรงุ ของเกา่ ให้ดีข้ึนและมีคุณภาพสูงขึน้ 1.6 การประเมินคา่ (Evaluation) เป็นความสามารถในการวนิ จิ ฉยั หรอื ตดั ระทาสิ่งหนงึ่ สิง่ ใด ลงไปการประเมนิ เก่ียวข้องกับการใชเ้ กณฑ์คือ มาตรฐานในการวัดทกี่ าหน 2. จติ พิสัย (Affective Domain) (พฤติกรรมด้านจติ ใจ) ค่านิยม ความรู้สกึ ความซาบซ้งึ ทศั นคติ ความเช่ือ ความสนใจและคณุ ธรรม พฤติกรรมด้านนี้ อาจไม่เกิดข้ึนทันที ดงั นั้น การจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนโดยจัดสภาพแวดลอ้ มท่ีเหมาะสมและสอดแทรก ส่งิ ทดี่ ีงามอยู่ตลอดเวลา จะทาให้พฤติกรรมของผเู้ รียนเปลย่ี นไปในแนวทางที่พงึ่ ประสงคไ์ ด้ จะประกอบดว้ ย พฤตกิ รรมยอ่ ยๆ 5 ระดับ ได้แก่ 2.1 การรับรู้เป็นความรู้สกึ ท่ีมีต่อสงิ่ เร้า เช่นความพอใจ การยอมรับ การรับฟังหรอื ความ ตั้งใจ 2.2 การตอบสนอง คือการมปี ฏิกิรยิ าต่อส่ิงเร้าเช่น พอใจในส่ิงทจี่ ะเรียน ความเต็มใจท่ีจะ ร่วมกจิ กรรม 2.3 การเกดิ คา่ นิยมมีความรู้สกึ ชนื่ ชม มีความเชอื่ และเห็นคุณค่า 2.4 การจัดระบบจากการทีพ่ อใจหรือยอมรับ หรือมที ัศนคตทิ ี่ดีต่อส่ิงทเ่ี รียนจะเกิดความคิด รวบยอด สามารถจะรวบรวมจดั ระบบซ่งึ ตรงกับอดุ มคตหิ รอื ความต้องการของตน 2.5 บุคลกิ ภาพเมอื่ เกิดความพอใจในการเรียนจะยอมเอามาเป็นความคดิ ความเชือ่ ซ่ึงเป็น คณุ ลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบคุ คล

58 3. ทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) พฤติกรรมที่บ่งถงึ ความสามารถในการปฏบิ ัติงานไดอ้ ยา่ งคลอ่ งแคล่วชานิชานาญ ซึ่งแสดงออกมาได้ โดยตรงโดยมีเวลาและคณุ ภาพของงานเปน็ ตัวชวี้ ะดับของทกั ษะประกอบด้วย 5 ข้นั ดังนี้ 3.1 การรบั รู้ 3.2 การทาตามแบบ 3.3 การหาความถกู ต้อง 3.4 การกระทาอยา่ งตอ่ เนื่องหลงั จากตดั สนิ ใจ 3.5 การกระทาได้อย่างเป็นธรรมชาติ จากทฤษฎีดังกล่าวพบว่า มนุษย์ตอ้ งได้รับการตอบสนองตามความต้องการพน้ื ฐานก่อน มนุษย์มี ความต้องการท่ีจะให้ตนเองเป็นที่รักและเป็นส่วนหน่ึงของกลุ่ม ดงั น้นั ในช้ันเรียนจงึ ตอ้ งทาให้นกั เรียนรู้สึก เชน่ นั้น นักเรยี นตอ้ งมคี วามสัมพันธซ์ งึ่ กนั และกนั และนกั เรียนต้องมีความสมั พันธ์กบั ครูผู้เรยี นทุกคนน้ันตอ้ งมี พื้นฐานในการเรียนรู้ทุกคน แต่อาจจะไม่เท่ากันเพราะคนเรามกี ารเรียนรู้ท่ีต่างกัน บางคนพบเจอส่ิงที่ แตกตา่ งจากคนอ่ืนก็จะมีความร้คู วามเข้าใจที่ต่างจากคนอน่ื แตถ่ ้าผเู้ รียนมีพ้ืนฐานในการเรียนรู้คล้ายๆ กนั มี ความรู้ ความเข้าใจในสิ่งทเี่ ราจะเรยี นรู้ มีความกระตอื รือร้นตลอดเวลา มีการนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ คลา้ ยๆ กนั ผเู้ รียนจะเรียนได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ ดา้ นแรงจูงใจเปน็ เร่ืองเกี่ยวโยงกับความต้องการ ความปรารถนา แรงกระตุ้น จุดมุ่งหมายและ สถานการณ์เฉพาะอย่างที่เกิดข้ึนในขณะน้ัน การแสดงพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ล้วนมีสาเหตุมาจาก แรงจูงใจเปน็ สาคัญเพราะแรงจงู ใจเป็นพลังผลักดันให้เราประกอบกจิ กรรม ขณะที่บคุ คลไดร้ ับการจงู ใจก็จะ เกิดความกระตอื รอื รน้ และพยายามทางานใหบ้ รรลเุ ป้าหมายท่ีกาหนด (พงษพ์ นั ธ์ พงษ์โสภา. 2542) แรงจูงใจ (Motive) หมายถึงภาวะใดๆ กต็ ามท่ีกระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมออกมา สว่ นการจูงใจ (Motivation) หมายถึงการนาปจั จัยต่างๆ ทเ่ี ป็นแรงจงู ใจมาผลักดันให้บคุ คลแสดงพฤติกรรมอยา่ งมีทิศทาง เพอ่ื บรรลุจดุ หมายหรือเงือ่ นไขท่ีต้องการปจั จัยต่างๆ ที่นามาอาจเปน็ รางวัล การลงโทษ การทาใหเ้ กิดการ ตนื่ ตวั การทาให้เกิดการคาดหวงั เป็นตน้ (อารี พนั ธ์มณี, 2542) การจูงใจเป็นกระบวนการทจี่ ะทาใหเ้ กดิ การ กระทาในลักษณะใดลักษณะหน่งึ โดยมีแรงจูงใจซง่ึ เป็นความตอ้ งการเฉพาะอย่างเป็นสาเหตุท่ีกอ่ ใหเ้ กิด พฤติกรรมนน้ั ๆ การจูงใจ หมายถงึ การชกั จูงใหน้ ักเรียนต้องการทาในสิง่ ทจี่ ะนาไปสกู่ ารเรียนรู้ไมว่ ่าจะเป็น การใสใ่ จในการเรียน การถามและตอบในช้นั เรียนการทาการบ้านหรอื อา่ นหนังสอื เรยี น ต้องจงู ใจนักเรียนให้ ทาสิ่งเหล่านีด้ ้วยความเต็มใจและเห็นชอบวา่ เปน็ ส่ิงที่ควรทาไม่ใช่ทาเพราะถกู บงั คับ ความหมายของการจงู ใจ ตามอดุ มคติ หมายถงึ การชักจูงให้นกั เรยี นรู้สกึ สนุกและพึงพอใจกับกระบวนการเรียนรู้ นักเรียนต้องการเรียน เพราะตระหนกั ถึงความสาคญั ของการเรียนท่ีมีต่ออนาคตของตนหรือชอบวิชาท่ีเรยี น

59 แรงจูงใจภายใน (Inthinsic Motivation) หมายถงึ ความปรารถนาของบคุ คลในการกระทากจิ กรรรม หนึง่ ๆ ไมว่ ่ากจิ กรรมนั้น บุคคลอืน่ จะถอื ว่ามคี ุณคา่ หรือไม่ ทฤษฎีการกาหนดการกระทาดว้ ยตนเอง อธบิ าย พัฒนาการของแรงจูงใจภายในว่าเกี่ยวข้องกับส่ิงแวดล้อมท่ีสนับสนนุ การสนองความตอ้ งการของบุคคลด้าน ความสมั พนั ธ์ (relatedness) ความสามารถ (competence) และความมีอสิ ระแห่งตน (autonomy) Ryan และ Deci (2000) อธิบายความสัมพันธ์เป็นความรูส้ ึกของความเป็นเจา้ ของ ซ่งึ เกิดจากความสมั พันธท์ าง สังคมเก่ียวกับความไว้วางใจความเอ้ืออาทรและความหว่ งใยท่ีมีต่อสุขภาวะทางสังคมและจิตใจซ่ึงกันและกัน สว่ นความสามารถเปน็ ความเชือ่ ในความสามารถและความมปี ระสิทธภิ าพของตนเองในการกระทากจิ กรรมท่ีมี ความยากหรือ้าทายความสามารถ สว่ นในด้านความเป็นอิสระแห่งตน คือการท่ีบคุ คลสามารถตดั สนิ ใจเลอื ก การกระทาได้ด้วยตนเอง ความมีอสิ ระในการตดั สนิ ใจมสี ่วนสาคญั ที่สนับสนุนพัฒนาการของแรงจูงใจภายใน แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) หมายถึงปัจจัยภายนอกท่ีกระตุ้นใหบ้ ุคคลกระทากิจกรรมเป็น พฤตกิ รรมที่บุคคลกระทาเพอื่ ตอบสนองความต้องการทีม่ าจากภายนอกและการกระทาเพื่อหวงั การตอบแทน การกระทาท่เี ปน็ ผลจากแรงจงู ใจภายนอกอาจเป็นการกระทาเพื่อหลีกเลีย่ งความผดิ ความวติ กกงั วล หรือเพ่ือ เพ่ิมความเข้มแข็งของอีโก้ (Enhance ego) เช่นการกระทาเพ่ือให้ไดร้ ับการยกย่องให้เกียรติ การกากับ พฤตกิ รรมท่ีมาจากปัจจัยภายนอกจะถกู ควบคุมโดยความต้องการทางสังคมและของรางวัล การนาทฤษฎี เกย่ี วกับแรงจูงใจมาประยุกตใ์ ช้ในงานวิจัยที่เกีย่ วกับการอ่าน ส่วนใหญจ่ ะทาการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างทเ่ี ป็น นักเรียนมากกว่ากลมุ่ ตัวอย่างท่ีเป็นผู้ใหญ่ งานวิจยั พบว่า การอ่านของนกั เรียนเกย่ี วข้องกับแรงจูงใจท้ัง แรงจงู ใจภายในและแรงจูงใจภายนอก นกั เรียนท่มี แี รงจูงใจภายในจะสารวจโลกการอ่าน เพ่อื คน้ หาหัวข้อที่ ตนเองสนใจและมีแนวโน้มทจ่ี ะเป็นนักอ่าน เพ่ือท่จี ะใหไ้ ด้รับความพอใจในการอ่าน มีความเพยี รในการอา่ น แม้เน้ือหาที่อ่านจะมีความยากและพยายามเสรมิ สร้างทักษะในการอ่านตา่ งๆเพอื่ การทาความเขา้ ใจความ ต้องการในการเอาชนะในความทา้ ทายของการอ่าน ทาใหเ้ กิดความเพลดิ เพลินและความก้าวหน้าในทักษะ การอ่าน สิง่ ทไี่ ด้รับจากการอ่านท้งั ในดา้ นความรแู้ ละความรูส้ กึ พงึ พอใจทาให้ผอู้ ่านใช้เวลาในการอ่านมากข้นึ ผอู้ า่ นเหล่าน้ีจัดได้วา่ มีแรงจูงใจในการอ่านและกลายเปน็ ผู้กาหนดกจิ กรรมการอ่านดว้ ยตนเอง (Wians and Gathrie.204) ส่วนแรงจูงใจภายนอกหมายถึงการมีกิจกรรมที่เกิดจากความต้องการหรือค่านิยมที่มาจาก ภายนอก (Ryan and Deci, 2000) เชน่ นกั เรียนทากิจกรรมการอ่านเพราะต้องการหลกี เลี่ยงการถูกลงโทษ หรือต้องการทาตามความคาดหวังของผู้ปกครองและครู การกระทาดังกลา่ วมาจากแรงจูงใจภายนอกเพราะ ความต้องการที่จะอ่านถกู ควบคุมโดยปจั จัยทม่ี าจากภายนอก นอกจากนี้การอ่านที่เกิดจากแรงจูงใจภายนอกจะไมไ่ ดเ้ กดิ จากความสนใจของตนเอง แตเ่ กดิ จาก ความต้องการทจ่ี ะได้รับผลลัพธท์ ่ีเป็นค่านยิ มทางสังคม เชน่ เพือ่ ใหไ้ ดเ้ กรดสูงๆ การได้รับถามตอบรับจาก ผอู้ ่นื หรือเพื่อใหเ้ กดิ ทักมะทตี่ ้องการ ผ้อู ่านเหล่านี้จะผา่ นเพราะการอา่ นเป็นวิถที างของการแสดงถงึ ความ

60 เป็นเลิศและเพ่ือพิสจู น์ความรู้เกีย่ วกับความมีคุณคา่ ในตนเอง ซึ่งในท่ีสุดผู้อ่านอาจจะมีพฤตกิ รรมท่เี กิดจาก ค่านยิ มทางสังคมกาลในสมอง และการอา่ นจะถูกบรู ณาการเข้ากับความรู้สึกความเป็นตัวตนของเขา องค์ประกอบที่สาคัญอีกอย่างคือ ความร่วมมือร่วมใจและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของการอ่า น (collaboration and social integration in reading) หมายถงึ รูปแบบพฤติกรรมระหวา่ งบุคคลที่เก่ียวข้อง กบั แรงจูงใจในการอ่าน (Guthrie et al, 2007) นักเรียนท่มี คี วามรว่ มมือรว่ มใจในการอา่ นจะมีความสนุกสนาน ในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่มที่เกย่ี วกบั การอ่าน สามารถมีกิจกรรมการอ่านร่วมกับผู้อื่นๆ ได้อย่างมี ประสิทธภิ าพและรูส้ ึกสนกุ สนานในการพดู ถึงความร้สู กึ ท่ีมีต่อหนังสอื ท่ีอา่ น จากที่กล่าวมา สรุปไดว้ ่า แรงจูงใจ หมายถึง สงิ่ เรา้ ที่มีอิทธพิ ลตอ่ การแสดงพฤติกรรมของนักเรียน เป็นสิ่งทีช่ ่วยใหเ้ กดิ การจูงใจการชักจูงให้นักเรยี นตอ้ งการทาในสงิ่ ท่ีจะนาไปสู่การเรียนรู้เป็นตวั ทาให้เกิด พฤตกิ รรมต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยแรงจงู ใจภายในและแรงจูงใจภายนอก 2.2.4 สภาพปญั หาในการจัดกิจกรรมสง่ เสรมิ นิสัยรักการอ่าน จากการสารวจการอ่านหนงั สอื ของประชากร พ.ศ. 2551 (สานกั งานสถิตแิ ห่งชาติ. 2552) พบว่า ประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปอา่ นหนังสือร้อยละ 66.3 และไม่ได้อา่ นหนังสือร้อยละ 3.3.7 ในกลมุ่ คนที่ไม่อา่ น หนงั สอื พบวา่ ไมอ่ ่านหนงั สือเพราะดูโทรทศั น์รอ้ ยละ 50 และไม่มเี วลาอ่านหนงั สอื ร้อยละ 28.4 ไมส่ นใจ, ไม่ ชอบอ่านหนงั สือรอ้ ยละ 24.1 และประเด็นสุดท้ายร้อย 14.2 อา่ นหนังสือไมอ่ อก ผลสารวจการอา่ นหนังสือของประชากร พ.ศ. 2558 (สานกั งานสถิติแห่งชาติ. 2554) พบว่าประชากร อายุต้ังแต่ 6 ปขี ้ึนไป อา่ นหนงั สือเพ่ิมขึ้นจากร้อยละ 66.3 ในปี 2551 เป็นร้อยละ 68.6 ในปี 2554 ใช้เวลา อ่านหนังสอื นอกเวลาเรียน/เฉล่ีย 35 นาทตี ่อวนั น้อยลงจากปี 2551 ท่ีใช้เวลาเฉลย่ี 39 นาทตี ่อวัน อ่าน หนังสือพมิ พส์ ูงสดุ รอ้ ยละ 63.4 รองลงมาคือตาราหนงั สือเรยี นร้อยละ 36.6 นวนยิ าย การต์ ูนรอ้ ยละ 35.8 สถิตกิ ารอ่านของประชากรไทยปี 2556 ทาการสารวจจากประชากรตวั อย่าง 55,920 ครัวเรอื นไดผ้ ล ปรากฏว่า คนไทยตั้งแตอ่ ายุ 6 ปี ขน้ึ ไป มีอตั ราการอ่านหนังสือรอ้ ยละ 81.8 และใช้เวลาอา่ นหนงั สอื ต่อวัน เฉลยี่ คนละ 37 นาที นอกจากนี้เม่อื พิจารณาถึงกลุ่มวัยท่ีอ่านหนงั สือมากที่สุด คือวัยเดก็ อ่านหนังสือร้อยละ 91.5ตามด้วยเยาวชน ร้อยละ 90.1 (สานักงานสถิติแหง่ ชาติ , 2552, อทุ ยานการเรยี นรู้, 2551, ชนะใจ เดช วทิ ยาพรและคณะ, 2551) ในโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติปี 2012 หรือ PISA (Programme for International Student Assessment) ได้ประเมนิ ผลทักษะความสามารถด้านการอา่ น ผลการทดสอบนักเรยี นไทยได้ คะแนนเฉล่ียดา้ นการอ่าน 441 คะแนน มนี กั เรียนที่มีทักษะการอ่านตา่ กว่าระดับพน้ื ฐานประมาณ 1 ใน 3 และต่า กว่า ค่า เฉล่ียของปร ะเทศใน กลุ่ม OECD (Organization for Economic Cooperation and Development) เกือบหน่ึงระดับ

61 ปี 2556 กระทรวงศกึ ษาธกิ ารได้สารวจความสามารถการอ่านออกเสียงและความเข้าใจการอ่านของ นกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 3 และช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ทว่ั ประเทศพบว่ามีนกั เรียนที่อา่ นไม่ได้ 45,929 คน นักเรยี นท่ีอา่ นได้และเข้าใจบางเร่ืองอยู่ในระดบั ควรปรับปรงุ 365,420 คน รวมแล้วมีเด็กทีอ่ ่านหนังสือไม่ แตกฉาน 1 ใน 4 ของจานวนที่สารวจ แม้ปัจจุบนั จะมสี อ่ื มวลชน อาทิ สถานีโทรทัศนท์ ีวีไทย สถานีวิทยเุ พ่ือเดก็ และเยาวชน และสถานวี ทิ ยุ ศึกษานาเสนอรายการท่เี ก่ยี วข้องกบั การอา่ นและหนังสอื แต่กม็ จี านวนไม่มากนกั ถา้ เทียบกบั รายการท้งั หมด จากทกุ สอื่ ที่มอี ยใู่ นปัจจบุ นั เชน่ ใน พ.ศ. 2553 มีรายการเก่ยี วขอ้ งกับการอา่ นและหนังสอื อาทิ รายการอ่านได้ อา่ นดี รายการห้องสมุดหลังไมค์ รายการหนอนหนังสือ เปน็ ตน้ นอกจากน้ีแล้ว ยังมีสานักพิมพบ์ างแห่งจัด กจิ กรรมสง่ เสริมการอา่ น โดยให้บุคคลท่ีมีช่อื เสยี งเป็นตวั แทนหรือตน้ แบบในการอา่ น โดยบรษิ ัทอมั รินทร์พร้ิ นติง้ แอนดพ์ ับลชิ ชิ่ง จากดั (มหาชน) จดั โครงการ “Reader Icon... คนดังนกั อ่าน” มอบรางวลั ใหแ้ ก่คนดังที่ เป็นต้นแบบให้กับนักอ่านและบุคคลท่ัวไป เพื่อเป็นแรงบันดาลใจเสริมสร้างให้เกิดนิสัยรักการอา่ นอย่าง ตอ่ เน่ือง และเป็นตัวอยา่ งที่ดีของเด็ก เยาวชนและคนรุ่นใหม่ ซง่ึ เปิดโอกาสคนท่วั ไปไดม้ ีส่วนรว่ มในการค้นหา ตัวแทน “Reader Icon..คนดังนกั อ่าน” จาก 4 สาขา ได้แก่ สาขาส่ือมวลชน สาขาธุรกิจ สาขาบนั เทงิ และ สาขาเด็กและเยาวชน อย่างไรก็ดีโครงการน้ีเป็นเพียงการสง่ เสริมภาพลักษณ์ขององค์กร มิไดม้ ีการส่งเสริม การอา่ นอย่างจรงิ จงั หรือต่อเนอ่ื ง ซ่งึ จากการแสวงหาวิธีการพัฒนาเดก็ ให้เป็นผูท้ ี่มีนสิ ัยรักการอ่าน โดยมแี นวคดิ ว่าการเรียนรกู้ ารอ่าน ควรเร่มิ ตง้ั แตใ่ นวยั เดก็ เล็ก เพราะการอ่านไมเ่ ป็นวิชาสาหรับสอนในโรงเรียนแต่เปน็ นสิ ยั สาหรบั ชีวิต การอ่าน พ้นื ฐานของการเรียนรู้ทงั้ มวล เม่ือเราใหเ้ ดก็ รกั การเรียนร้เู ท่ากบั เปน็ การให้ของขวัญไปตลอดชีวิต ดังน้นั จึงได้ มีการศึกษาสภาพปัญหาการจดั กจิ กรรมส่งเสริมการอ่านโดยศนู ย์วฒั นธรรมแหง่ เอเชยี ของยูเนสโก Unesco (2009) ไดศ้ ึกษาเรื่องการเรียนรู้และการสง่ เสรมิ นสิ ัยรกั การอา่ น โดยจัดประชุมผู้แทนสมาชิกประเทศในแถบ เอเชียแปซิฟกิ ประกอบด้วยบรรณารกั ษ์ นักเขียน นกั ประพนั ธ์ ทปี่ รึกษาด้านการอา่ น ครู ฯลฯ เพอื่ ศึกษา เรื่องดงั กลา่ ว ประเดน็ ปญั หาและแนวปฏบิ ัตทิ ท่ี ี่ประชุมได้ร่วมกันสรุปไว้ มสี าระสาคัญ ดังน้ี 1. บทบาทของครูและผู้ปกครองครูไมไ่ ด้กระตนุ้ ให้เด็กอ่านหนงั สอื อ่ืนนอกจากแบบเรียน พ่อ แมไ่ ม่ให้ความสนใจกบั การอ่านของนักเรียนมากนัก เมอ่ื เทยี บกบั ความนิยามด้านวัตถุและกจิ กรรมทางสังคม พอ่ แม่ไม่ได้ส่งเสรมิ การอ่านของเด็ก ครูและผู้ปกครองไม่ทราบวา่ เด็กชอบหนังสือประเภทใด และไม่ได้ ส่งเสริมให้เด็กอา่ นหนงั สือ ครูและบรรณารกั ษ์ได้ฝกึ ฝนมาเพียงพอท่ีจะกระตุ้นเร่งเรา้ ให้เดก็ เกดิ นสิ ยั รักการ อา่ นขึน้ 2. กจิ กรรมดา้ นการส่งเสรมิ หนงั สือไม่ไดป้ ระสานและเก้ือกลู กนั ขาดกิจกรรมดา้ นการสง่ เสริม หนังสอื ในลกั ษณะท่ีประสานงานและเกือ้ กูลระหว่างองค์กรของรฐั และองค์กรอน่ื โทรทัศน์และสอ่ื มวลชนไม่ได้ สง่ เสริมเชิงรกุ เพอ่ื เสรมิ สร้างนสิ ัยรกั การอ่าน การโฆษณาทางส่อื มวลชนมีราคาแพงมาก ทาให้สานักพิมพไ์ ม่

62 ยอมใชบ้ รกิ ารเพ่ือโฆษณาหนังสอื ใหม่ ดังน้นั ผู้อ่านจึงขาดขอ้ มูลความรู้สกึ ของคนท่ัวไปน้ัน การอ่านถอื เป็น เร่ืองของกิจกรรมมากกว่าจะทาใหเ้ คยชนิ จนเปน็ นิสยั ชีวิตประจาวนั นั้นการอา่ นไม่จดั ว่ามีความสาคญั ในอนั ดับ แรก มที ัศนคติในเชิงลบตอ่ การอา่ นหนังสอื ปจั จัยทางสงั คมหลายประการไม่เออ้ื ให้คนได้อ่านหนังสอื ผูใ้ หญ่ และเดก็ สนใจดูโทรทัศนม์ ากกวา่ หนงั สือโรงเรียนไมจ่ ัดเวลาเหลือไวใ้ ห้เดก็ อา่ นหนังสืออน่ื ๆ 3. ขาดแคลนหนงั สอื ราคาถูกขาดหนงั สอื ท่ีมีคณุ ภาพทั้งดา้ นเนื้อหาและการนาเสนอ และมี ราคาเหมาะสมวสั ดกุ ารอา่ นในท้องตลาดมีไมเ่ พียงพอท่ีจะตอบสนองความต้องการในอา่ น ของกลุ่มเปา้ หมายใน วยั ต่างๆ ขาดการจดั แปลหรือจดั พิมพห์ นังสือตา่ งประเทศหนังสอื สว่ นมากน่าเบื่อ ภาพประกอบไมน่ ่าสนใจ ขาดแคลนมืออาชพี ในด้านการจัดพมิ พ์ สานักพิมพ์มุ่งเพียงทารายได้ให้กับบริษทั เท่านั้น ขาดแคลนนกั เขียน ดๆี หนงั สอื ท่มี ีคุณภาพดีๆ มีราคาแพง ทาใหค้ นไม่อาจซ้ือได้ 4. ขาดแคลนสิ่งอานวยความสะดวกในห้องสมุด และขาดการฝกึ อบรมบคุ ลากรห้องสมดุ ใน ชนบทและชุมชนแออดั ขาดแคลนวสั ดุ สิ่งอานวยความสะดวก ประชาชนมคี วามร้คู วามเข้าใจถึงประโยชน์ ของห้องสมุดนอ้ ยมากส่ิงอานวยความสะดวกในห้องสมุดมคี ุณภาพไม่ดีพอ บรรณารกั ษ์ไมไ่ ดร้ ับการรอบรมมา ในเรือ่ งท่จี ะปลกู ฝังให้เหน็ ว่าการอา่ นก่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินได้ 5. นโยบายและการวางแผนทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมการอ่านยังอยู่ในระดับน้อยมาก นโยบายทางการศึกษาไม่ไดม้ งุ่ เพื่อพัฒนาทางสตปิ ญั ญา และเกิดการแสวงหาความรู้ ระบบการศกึ ษาเน้น เพยี งการสอบให้ผา่ นเทา่ นน้ั จงึ ไมม่ ีเวลาอ่านเหลือไว้ในหลกั สูตรมากพอที่จะเสริมสรา้ งนสิ ัยรักการอา่ น อตั รา การรหู้ นงั สือของประชาชนยังอย่ใู นระดบั ต่า ความสามารถการอ่านถอยลงไปมกี ารงอกกลางคันของผูร้ หู้ นังสือ ใหม่ และยังมผี ไู้ มร่ หู้ นังสอื อยู่อกี มาก 6. การเผยแพร่และการจัดส่งหนงั สอื ระบบการเผยแพรห่ นังสือไมด่ ี ทาให้หนังสือไมถ่ ึงมือ ผู้อา่ น โดยเฉพาะมีปญั หาทางด้านการคมนาคมขนสง่ จากทก่ี ล่าวมาสรปู ได้ว่าสถานการณก์ ารอ่านของเด็กไทยต้องได้รับการพัฒนาอยา่ งจริงจัง เพอื่ ปลกู ฝัง สร้างนิสัยนิสยั รักการอ่านให้เกิดขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน จึงต้องอาศัยความรว่ มมือจากทกุ ฝา่ ยในการจัด กิจกรรมส่งเสริมการอ่านใหแ้ กเ่ ดก็ อย่างต่อเน่อื ง จึงจะทาใหป้ ระสบความสาเรจ็ ได้ 2.3 คณุ ธรรมพน้ื ฐาน 8 ประการ ด้วยภาวะวกิ ฤติทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ซ่งึ ประเทศไทยต้องเผชญิ อยูข่ ณะน้ี เมือ่ พิจารณาอยา่ ง รอบด้าน หนทางที่จะผ่อนคลายคนไทยทกุ คนก็ควรหนั หนา้ เข้าหากัน รว่ มคดิ ร่วมแรง ร่วมทา ร่วมแก้ปัญหา ทุกฝา่ ยยอมลดเปา้ หมายเพ่ือพบกันคร่ึงทาง เพ่ือความอยรู่ อด ปลอดภัย ความเจรญิ ของประเทศอย่างต่อเนื่อง และย่งั ยนื จะด้วยวิธีใดกต็ ามสง่ิ สาคัญต้องอยู่บนรากฐานของคุณธรรมซง่ึ เปน็ สง่ิ ที่ดีงามควรแกก่ ารประพฤติ ปฏบิ ัติ การพฒั นาบุคคลโดยใชค้ ุณธรรมน้ันเป็นสง่ิ ทีจ่ ะช่วยพัฒนาคนในชาติให้เป็นมนุษย์ทีส่ มบูรณ์ด้วยกาย

63 วาจา ใจ การศกึ ษากม็ คี วามสาคญั ตอ่ การพัฒนาประเทศ การแข่งขนั ทางเศรษฐกจิ ในยุคโลกาภวิ ฒั น์กข็ นึ้ อยู่กับ การศึกษา การพัฒนาการเมืองกข็ ึ้นอยกู่ ับการศึกษา สงั คมกาลังเส่ือมโทรมกต็ อ้ งหนั ไปพ่งึ การศึกษา การพัฒนาการศกึ ษาจึงเปน็ เงือ่ นไขสาคญั ของการพฒั นาประเทศ กระทรวงศกึ ษาธิการได้ประกาศนโยบายเร่งรัดการปฏิรูปการศกึ ษา โดยยึดคุณธรรมนาความรู้สรา้ ง ความตระหนักสานึกในคุณคา่ ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความสมานฉนั ท์ สนั ติวิธี วถิ ีประชาธปิ ไตยพฒั นา คนโดยใช้คณุ ธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรยี นรทู้ ี่เช่ือมโยงความร่วมมอื ของสถาบันครอบครวั ชุมชน สถาบนั ศาสนา และสถาบันการศกึ ษาเพอ่ื พัฒนาเยาวชนใหเ้ ปน็ คนดี มคี วามรู้ และอยู่ดมี ีสุขโดย 8 คุณธรรม พืน้ ฐานประกอบด้วย 1. ขยัน คอื ผ้ทู ี่มีความต้ังใจเพยี รพยายามทาหน้าทกี่ ารงานอย่างจรงิ จังและตอ่ เน่อื งในเรอ่ื งที่ถูกที่ควร สู้งานมคี วามพยายาม ไม่ท้อถอย กลา้ เผชิญอุปสรรค รักงานทท่ี า ตง้ั ใจทาหนา้ ทอี่ ยา่ งจริงจงั 2. ประหยัด คอื ผ้ทู ดี่ าเนนิ ชีวิตความเปน็ อยู่อย่างเรียบง่าย รจู้ ักฐานะการเงินของตน คิดกอ่ นใช้ คิด กอ่ นซือ้ เก็บออมถนอมใชท้ รัพย์สินสงิ่ ของอย่างคุ้มคา่ ไมฟ่ ่มุ เฟือย ฟงุ้ เฟ้อ รู้จกั ทาบญั ชรี ายรับ – รายจา่ ย ของ ตนเองอยู่เสมอ 3. ซื่อสตั ย์ คือ ผู้ทม่ี คี วามประพฤติตรงทงั้ ต่อเวลา ตอ่ หน้าท่ี และต่อวชิ าชพี มคี วามจรงิ ใจปลอดจาก ความรู้สึกสาเอยี ง หรืออคติ ไม่ใชเ้ ลห่ ์กลคดโกงทั้งทางตรงและทางอ้อม รับรู้หน้าทข่ี องตนเองปฏบิ ตั ิอยา่ งเต็มท่ี และถกู ตอ้ ง 4. มวี นิ ยั คือ ผู้ท่ีปฏิบตั ติ นในขอบเขต กฎ ระเบียบของสถานศกึ ษา สถาบัน องคก์ ร และประเทศ โดย ท่ีตนยินดปี ฏิบตั ติ ามอยา่ งเต็มใจและตงั้ ใจยึดมน่ั ในระเบียบแบบแผนข้อบังคับและขอ้ ปฏิบัติ รวมถึงการมีวนิ ัย ท้งั ตอ่ ตนเองและสังคม 5. สุภาพ คือ ผทู้ ่ีมคี วามออ่ นนอ้ มถอ่ มตนตามสถานภาพและกาลเทศะ มสี ัมมาคารวะเรยี บร้อยไม่ กา้ วร้าว รุนแรง หรอื วางอานาจข่มผู้อน่ื ทั้งโดยวาจาและทา่ ทางเป็นผมู้ มี ารยาทดงี ามวางตนเหมาะสมกับ วัฒนธรรมไทย 6. สะอาด คือ ผู้ท่ีรกั ษารา่ งกาย ทอี่ ยอู่ าศยั และสิง่ แวดลอ้ มได้อยา่ งถูกต้องตามสขุ ลกั ษณะ ฝกึ ฝนจิต ไม่ใหข้ นุ่ มวั มีความแจม่ ใสอยเู่ สมอ ปราศจากความมวั หมองท้ังกาย ใจและสภาพแวดลอ้ มมคี วามผ่องใสเปน็ ที่ เจริญตาทาใหเ้ กดิ ความสบายใจแกผ่ ูพ้ บเหน็ 7. สามัคคี คือ ผูท้ ่ีเปดิ ใจกว้าง รับฟงั ความคิดเห็นของผ้อู ่นื รู้บทบาทของตนทงั้ ในฐานะผนู้ าและผู้ ตามทีด่ ี มคี วามมงุ่ ม่นั ตอ่ การรวมพลัง ชว่ ยเหลือเกอื้ กูลกัน เพ่อื ใหก้ ารงานสาเรจ็ ลลุ ว่ ง สามารถแก้ปญั หาและ ขจดั ความขัดแยง้ ได้ เปน็ ผมู้ เี หตุมีผล ยอมรบั ความแตกต่าง ความหลากหลายทางวฒั นธรรม ความคดิ และ ความเช่อื พรอ้ มทจ่ี ะปรบั ตัวเพ่ืออยูร่ ว่ มกันอยา่ งสันติและสมานฉันท์ 8. มีนา้ ใจ คือ ผ้ใู หแ้ ละผู้อาสาช่วยเหลอื สังคม รูจ้ ักแบง่ ปนั เสยี สละความสขุ ส่วนตน เพ่อื ทาประโยชน์ ใหแ้ ก่ผู้อืน่ เห็นอก เห็นใจ และเห็นคุณค่าในเพ่อื มนษุ ยแ์ ละผู้ทีม่ ีความเดียดรอ้ น มีความเอ้ืออาทรเอาใจใส่ อาสาช่วยเหลอื สังคมดว้ ยแรงกายและสตปิ ัญญาลงมือปฏบิ ัติการเพ่อื บรรเทาปัญหา หรือรว่ มสร้างสรรคส์ ิ่งดี งามให้เกดิ ข้นึ ในชมุ ชน

64 จากนโยบายเร่งรัดการปฏิรูปการศึกษา 8 คณุ ธรรมพื้นฐานขา้ งตน้ สถาบันการศึกษาจึงควรเร่งรัด นาไปปลกู ฝังคุณธรรมพัฒนา ให้กบั เยาวชนของชาติ เพื่อให้เป็นคนดี มีความรู้ และอยู่ดมี ีสุข ก้าวสู่สงั คม คุณธรรมนาความรู้ โดยขอความร่วมมอื จากสถาบันครอบครัว ชมุ ชน สถาบันศาสนา และสถาบนั การศึกษา อืน่ ๆ เพ่อื ให้การดาเนินการประสบความสาเรจ็ สามารถนาไปสู่การปฏิบัติยุทธศาสตร์ท่ีสาคัญท่ีจะนาไปสู่ ความสาเรจ็ นั้นทกุ ฝา่ ยจะต้องมคี วามต้ังใจ และลงมือปฏบิ ัติอย่างจริงจัง ผู้ใหญ่ควรเป็นตวั อยา่ งท่ีดีแก่เยาวชน พ่อแม่ต้องดูแลเอาใจใส่ลูกอยา่ งใกล้ชิด ครูต้องมจี ิตสานกึ และวิญญาณของความเป็นครเู พิม่ ข้นึ ภาครัฐและ เอกชน องค์การศาสนา และสื่อมวลชน ต้องตื่นตัว กระตือรือร้น และผนึกกาลังเพื่อการพัฒนาไปสู่ ความก้าวหนา้ อย่างมั่นคงอยา่ งนอ้ ยที่สุดทุกคนควรทางานให้เต็มกาลัง เตม็ ความสามารถ และเต็มเวลาดว้ ย 8 คุณธรรมพน้ื ฐานคือ ขยัน ประหยัด ซ่ือสัตย์ มีวินัย สุ ภาพ สะอาด สามัคคี และมีน้าใจหากเกิดข้ึนกับ ครอบครัว ชุมชน หน่วยงาน สถาบัน ตลอดจนประเทศใดแล้ว โดยเฉพาะประเทศไทยนั้นก็จะพน้ วิกฤติท้ัง ทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม พฒั นาชาติใหม้ คี วามเจริญก้าวหนา้ เป็นสังคมคุณธรรมนาความรู้ ชีวิตของ คนในชาติ คงจะดกี ว่าเดิมสังคมไทยจะสงบสุขกวา่ น้ี ประเทศไทยก็คงเป็นไทยอยูต่ ลอดไป มีการพฒั นาอยา่ ง รุดหนา้ ไม่ด้อยกวา่ ประเทศใดในโลกนีท้ ง้ั ในปจั จุบนั และอนาคตอย่างแนน่ อน กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2550) 2.4 งานวิจยั ทเี่ ก่ียวข้อง 2.4.1 งานวิจัยในประเทศ ในการส่งเสรมิ นักเรยี นให้มีนสิ ยั รักการอา่ นได้มีงานวิจัยท่ีได้ทาการศึกษาค้นควา้ เพ่ือหารูปแบบวธิ จี ัด กิจกรรมการส่งเสริมนิสัยรักการอา่ นให้ประสบผลสาเรจ็ ท้ังงานวจิ ยั ในประเทศและตา่ งประเทศดังนี้ ศศธิ ร อนิ ตนุ่ (2550) ได้วิจัย “การพัฒนารูปแบบการจัดกจิ กรรมส่งเสรมิ นสิ ัยรักการอ่านสาหรับ นักเรยี นช่วงช้นั ที่ 2 พบวา่ ปัจจัยท่สี าคัญต่อการพฒั นารปู แบบการจดั กิจกรรมสง่ เสรมิ นสิ ัยรกั การอา่ นคอื การมี สว่ นร่วมของผู้ปกครองปัจจัยสนับสนนุ คือกิจกรรมท่ีมีวัตถุประสงค์การสอนอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน การจัด สภาพแวดลอ้ มที่เอือ้ ตอ่ การจดั กิจกรรมส่งเสริมการอา่ นท่ีเหมาะสม สุนทรา โตบวั (2551) ได้วิจยั “การประเมินโครงการส่งเสริมนสิ ัยรักการอ่านในโรงเรยี นสงั กัด สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของสานกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษาปีงบประมาณ พ.ศ. 2550” พบว่าปจั จัยความสาเร็จของการดาเนนิ โครงการส่งเสรมิ นสิ ยั รักการอ่านประกอบด้วยปจั จัยหลกั ที่ สาคัญคอื การให้ความสาคัญและความรว่ มมือจากบุคลากรภายในโรงเรยี นคือผู้บริหาร ครู และนกั เรยี นและ การให้ความสาคัญและความรว่ มมือจากบุคลากรภายนอกโรงเรยี นคือศึกษานิเทศก์ ชมุ ชนและผู้ปกครอง สชุ าติ ชมุ ดวง (2553) ได้ทาการวิจัยเร่ือง ศกึ ษาพฤตกิ รรมการอา่ นของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4-6 โรงเรยี นดาราวทิ ยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ผลการวจิ ัยปรากฏว่านักเรียนอ่านเพ่อื ความสนกุ สนานมากที่สุด นักเรียนชอบอา่ นเอกสารจากอนิ เทอรเ์ นต็ มากทสี่ ุด ส่วนใหญ่ให้เวลาในการอ่าน 2-3 วันตอ่ ครั้งเน้ือหาที่สนใจ อ่านในระดับมากคอื นทิ าน สถานที่ชอบอ่านหนงั สอื มากท่สี ุดคอื บา้ นตนเอง ปัจจัยแวดล้อมทีส่ ง่ เสริมการอา่ น พบวา่ ครอบครัวเป็นปจั จัยทีส่ าคญั และมอี ทิ ธิพลมากกวา่ ปจั จัยสงิ่ แวดล้อมอนื่ ๆ คือเพื่อนและโรงเรยี น

65 ชัยนันท์ธรณ์ ขาวงาม (2553) การพัฒนาการมสี ่วนรว่ มของประชาชนในการจัดการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน กรณีจงั หวัดลาพนู พบวา่ สภาพการมีสว่ นรว่ มของประชาชนในการจัดการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน 1.ดา้ นปัจจัย จิตวทิ ยา โดยภาพรวมมีความคิดเหน็ เกี่ยวกับสภาพการมีสว่ นร่วมอยู่ในระดบั ปานกลาง 2.ขั้นตอนการมสี ่วน รว่ มในการศึกษาโดยภาพรวมมีความคดิ เหน็ เกย่ี วกับการมีส่วนร่วมอย่ใู นระดับดีนอ้ ย อรศรี งามวิทยาพงศ์ และคณะ (2554) ศึกษา ปจั จัยทเี่ อ้ือและเปน็ อุปสรรคตอ่ การสร้างเสริม วัฒนธรรมการอ่าน พบว่าการอ่านอย่างต่อเน่ืองจ ะเกิดข้ึนได้จริงและย่ังยืน จะต้องมีบรรยากาศของ ความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relations) หรอื ความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการและมกี ลไกสนับสนุน กระตุ้นการติดตามการอ่านที่เป็นตัวบุคคล โดยมคี ุณลักษณะดังนี้ 1) เป็นผู้มคี วามสัมพันธ์อันดี 2) เปน็ ผู้มี ความร้คู วามเข้าใจเรื่องกระบวนการเรียนรู้ 3) เปน็ ผมู้ ีความรูค้ วามสามารถทักษะในการบรหิ ารจัดการดี จากงานวจิ ัยขา้ งต้น สรปุ ได้ว่า วธิ ีส่งเสรมิ การอ่านจากผู้ปกครองมีความสาคัญต่อการพฒั นานิสัยรัก การอ่าน โดยเรมิ่ จากการรับฟังปญั หาและแก้ปัญหาให้กับเด็กทุกคร้งั การดแู ลใหน้ ักเรียนทาการบ้านอย่าง สมา่ เสมอ และการจดั หาหนังสอื ทเี่ ด็กชอบอ่านได้แก่นิทานมาให้เดก็ อา่ น เพราะเด็กจะอ่านหนังสือหรือเกิด ความอยากอ่านหนังสือก็ต่อเมอ่ื หนังสอื เลม่ น้ันอ่านแล้วมีความสนุกสนาน เน้ือหาน่าติดตาม นอกจากน้ี ผ้ปู กครองต้องมีส่วนร่วมในการจดั การศกึ ษาเช่นการให้ความร่วมมือกับโรงเรยี น ครู การจัดสภาพแวดลอ้ มที่ บา้ นใหเ้ อ้ือตอ่ การเรียนรู้ของเด็กทาให้ได้ข้อสรุปท่ีชดั เจนว่าบ้านกับโรงเรียนควรท่ีจะร่วมมือกันสง่ เสริม สนบั สนนุ การอ่านให้กับเด็กตงั้ แต่เยาว์วยั เพราะพฤติกรรมรกั การอา่ นสามารถท่ีจะบ่มเพาะให้เกิดขน้ึ ได้ต้ังแต่ วัยเดก็ และสามารถพัฒนาตอ่ ใหเ้ ด็กมนี สิ ยั รักการอ่านทีย่ ั่งยืนต่อไป 2.4.2 งานวิจยั ในตา่ งประเทศ งานวิจัยของ Wang and Gathrie (2004) พบวา่ แรงจูงใจภายในเป็นตัวทานายความเข้าใจเน้ือหา การอา่ น แรงจูงใจภายนอกมีอิทธิพลทางลบกับความเข้าใจในการอ่านและปรมิ าณการอา่ น ไม่สามารถทานาย ความเข้าใจในการอา่ น เมอ่ื ควบคมุ ตวั แปรแรงจงู ใจ งานวิจัยของ Conlon (2006) ได้ศึกษาประวัติเก่ียวกับความสามารถในการอ่านของบุคคลใน ครอบครัว มีความสัมพนั ธก์ ับทักษะในการอ่านของเด็ก ด้านการสะกดคา การทาความเขา้ ใจเรอ่ื งราวที่อา่ น และการรับรคู้ วามสามารถในการอ่าน โดยพบว่า เดก็ ทมี่ ีทกั ษะการอา่ นต่าจะมาจากครอบครัวทผี่ ปู้ กครองมี ปัญหาในการอา่ นมากกว่าครอบครวั ท่ผี ปู้ กครองไม่มีปัญหาในการอ่านถงึ 5 เทา่ งานวจิ ัยของ Johnsson-Smaragdi and Johnsson (2006) ศึกษาสงิ่ แวดล้อมมคี วามสัมพันธ์กับ พฤตกิ รรมการอา่ นและความสามารถในการอ่านโดยเฉพาะส่ิงแวดล้อมที่บ้าน พบวา่ ผปู้ กครองท่ีอ่านหนังสือให้ บุตรฟังในวัยกอ่ นเรียน จะสามารถกระตุ้นพัฒนาการทางภาษาของเด็ก ทาใหเ้ ด็กเกิดความสนใจดา้ นภาษา งานวจิ ยั ของ Johnson,A.S. and L. Cowles (2009) ไดน้ าเสนอสื่อการอ่านใกล้ตวั นกั เรยี นทีส่ ามารถ ชว่ ยแก้ปัญหาการอ่านจับใจความ ซง่ึ เรียกวา่ การอ่านเรอื่ งของตนเองหรือ Literacy in Persons มลี ักษณะ

66 เปน็ ประวัตบิ ุคคลเปน็ เรือ่ งราวของนักเรยี นต้ังแต่เกิดจนถงึ ปัจจุบนั การใหน้ กั เรียนอา่ นเรอื่ งของตนเองจะช่วย ใหเ้ ขา้ ใจและจับใจความได้ แมจ้ ะมคี ายากปะปน แต่ก็สามารถหาความหมายไดถ้ ูกตอ้ ง โดยใช้ประสบการณ์ ที่ผา่ นมาเปน็ เคร่อื งมอื ในการเดาความหมาย จากงานวิจัยขา้ งตน้ สรปุ ได้ว่า ตวั แปรที่มคี วามสมั พันธ์ มีอิทธิพลและส่งผลตอ่ นิสยั รกั การอ่านไม่ได้ ขนึ้ อยกู่ บั ปจั จยั ใดปัจจยั หน่ึง แตจ่ ะข้ึนอยกู่ ับปัจจัยหลายๆด้าน ไดแ้ ก่ 1)ต้านแรงจูงใจภายในของการอา่ นเช่น ความสงสัยใคร่รู้ การได้มีส่วนร่วม ความมีประสิทธภิ าพในการอ่าน ส่วนแรงจูงใจภายนอกเช่นการเป็นที่ ยอมรับ การยินยอมและผลการเรยี น 2) ด้านทัศนคติความเช่ือว่าการอ่านจะทาให้ได้รับความเพลิดเพลิน ส่งผลตอ่ พฤติกรรมการอ่านอยา่ งดี 3) ดา้ นความสามารถในการอ่านของบคุ คลในครอบครวั มคี วามสัมพันธ์ กับทักษะในกาอา่ นของเด็ก 4) ด้านการสะกดคา การทาความเขา้ ใจเรือ่ งราวทีอ่ ่านและการรบั รคู้ วามสามารถ ในการอ่าน 5) ด้านสิ่งแวดลอ้ มมคี วามสมั พันธก์ ับพฤติกรรมการอา่ นและความสามารถในการอา่ น โดยเฉพาะ ส่ิงแวดล้อมที่บ้าน ผปู้ กครองท่ีอ่านหนังสอื ให้บุตรฟังในวยั ก่อนเรียน จะสามารถกระตุน้ พัฒนาการทางภาษา ของเด็กและทาให้เด็กเกดิ ความสนใจดา้ นภาษาสื่อการอา่ นใกลต้ วั นักเรยี นที่สามารถช่วยแก้ปญั หาการอา่ นจับ ใจความ จากปจั จยั 5 ด้านที่กล่าวมา แสดงให้เหน็ วา่ การพัฒนานิสัยรักการอ่าน ต้องอาศัยความรว่ มมือจาก หลายฝ่าย โดยเร่ิมจากครอบครัวเป็นอันดับแรก โรงเรียนและครูลาดับต่อมา และเสริมด้วยการสร้าง บรรยากาศและสิ่งแวดลอ้ มเพื่อกระตุ้นและโน้มนา้ วจิตใจของเด็กให้เกิดความรูส้ ึกอยากอ่านหนังสือโดย ปราศจากการบงั คบั แตเ่ ป็นการอ่านหนังสืออย่างอิสระเสรี ซงึ่ จะส่งผลต่อนิสัยรักการอ่านไดด้ ที ่ีสุดและยัง่ ยืน ถาวร

67 บทท่ี 3 วิธีดำเนนิ กำรวิจยั การวิจยั คร้ังนเี้ ป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) เพ่อื พฒั นาการสง่ เสรมิ การอา่ น ของนักเรียนโดยใช้ “คุณธรรม 8 ขอ้ นาตอ่ ดว้ ย 3 ความดีพ้นื ฐาน สานให้นักเรียนมีสุข” โดยผู้วิจัย ได้ ดาเนินการตามขนั้ ตอน ดงั น้ี 3.1 การกาหนดประชากร 3.2 การสรา้ งเครือ่ งมือในการวิจัย 3.3 การเก็บรวบรวมขอ้ มลู 3.4 การวเิ คราะห์ขอ้ มูล 3.1 กำรกำหนดประชำกร 3.1.1 การกาหนดประชากร กลุ่มประชากรในการวิจยั ไดแ้ ก่ นักเรยี นระดับชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 – 6 โรงเรยี นอนบุ าล ชมุ ชนหนองบัวแดง อาเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภมู ิ สังกัดสานักงานเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษา ชยั ภมู ิเขต 1 ปกี ารศึกษา 2562 จานวน 1,040 คน 3.2 เคร่ืองมือทใี่ ชใ้ นกำรวิจัย 3.2.1 ชนิดของเครือ่ งมือในการวจิ ัย เครอื่ งมอื ท่ีใชใ้ นการวิจัยครงั้ น้ี คือ 3.2.1.1 เครือ่ งมอื ท่ีใช้ในการทดลอง คอื กิจกรรมส่งเสริมการอา่ นของนกั เรียนโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ข้อ นาต่อด้วย 3 ความดี พื้นฐาน สานให้นักเรยี นมสี ุข” จานวน 17 กจิ กรรม ไดแ้ ก่ 1) กิจกรรมภาษาไทยวนั ละคา 2) กจิ กรรมภาษาองั กฤษวนั ละคา 3) กจิ กรรมปจุ ฉา วิสชั นา 4) กจิ กรรมหนังสือเล่มเล็ก 5) กจิ กรรมต้นไมพ้ ดู ได้ 6) กจิ กรรมเสียงตามสาย 7) กจิ กรรม “ถนนคนอ่าน” 8) กิจกรรมพสี่ อนน้องเพื่อนชว่ ยเพอ่ื น 9) กจิ กรรมครอบครวั รกั การอ่าน

68 10) กจิ กรรมผ้าปา่ คา นาอา่ น 11) กจิ กรรมสวนสภุ าษิต 12) กิจกรรมนกั ขา่ วรุน่ เยาว์ 13) กิจกรรมธนาคารออมคา 14) กิจกรรมบนั ทึกรักการอ่าน 15) กิจกรรมตะกร้าพาเพลนิ 16) กจิ กรรมยอดนักอ่าน 17) กจิ กรรมเล่านทิ านหรรษา 3.2.1.2 เคร่อื งมอื ทใี่ ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มี 2 ชนิด คือ 1) แบบสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนโรงเรียนอนบุ าลชุมชนหนองบัวแดง ระดับชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1-6 ทมี่ ีตอ่ การพฒั นาและส่งเสริมการอ่านของนักเรียนโดยใช้ “คุณธรรม 8 ขอ้ นาต่อดว้ ย 3 ความดีพน้ื ฐาน สานใหน้ กั เรยี นมสี ขุ ” 2) แบบประเมนิ ความพงึ พอใจตอ่ กิจกรรมการพฒั นาและส่งเสริมการอ่าน ของนักเรียนโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ขอ้ นาต่อดว้ ย 3 ความดพี น้ื ฐาน สานใหน้ ักเรยี นมสี ุข” 3.2.2 การสร้างและการหาคุณภาพเครอ่ื งมือในการวิจยั 3.2.2.1 ขั้นตอนการสรา้ งและหาคณุ ภาพเคร่อื งมอื ท่ใี ชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมลู 1) การสรา้ งแบบสังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นโรงเรียนอนุบาลชมุ ชนหนองบวั แดง ระดบั ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 1-6 ของกิจกรรมการพัฒนาและส่งเสริมการอ่านของนักเรียนโดยใช้ “คุณธรรม 8 ข้อ นาตอ่ ด้วย 3 ความดพี ืน้ ฐาน สานใหน้ ักเรยี นมีสขุ ” มขี ั้นตอนการสรา้ ง ดังนี้ (1.1) กาหนดจุดประสงค์ในการสงั เกตพฤติกรรมนักเรียนท่ีมีตอ่ การพฒั นาและ ส่งเสริมการอ่านของนักเรียนโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ขอ้ นาต่อด้วย 3 ความดพี ้ืนฐาน สานใหน้ ักเรยี นมีสุข” จาก เอกสาร ตาราตา่ งๆ และงานวิจัยทีเ่ ก่ยี วข้องเพื่อเปน็ แนวทางในการสร้างคาถาม (1.2) สร้างขอ้ สงั เกตพฤติกรรมใหเ้ หมาะสม โดยผู้วจิ ยั ไดใ้ ชแ้ บบมาตรวัด ลิเคอรท์ สเกล (Likert Scale) ซง่ึ แบ่งมาตราสว่ นประมาณค่า ออกเป็น 5 ระดับโดยกาหนดค่าระดับความ คิดเหน็ และความหมาย ดังน้ี 5 หมายถึง พฤติกรรมมคี วามเป็นจรงิ มากทสี่ ุด 4 หมายถึง พฤตกิ รรมมีความเป็นจรงิ มาก 3 หมายถึง พฤติกรรมมีความเปน็ จริงปานกลาง 2 หมายถึง พฤติกรรมมีความเป็นจรงิ น้อย 1 หมายถงึ พฤตกิ รรมมคี วามเป็นจรงิ น้อยทสี่ ดุ (1.3) ออกแบบตารางการบนั ทึกและเกบ็ ขอ้ มูล

69 (1.4) นาแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรยี นเสนอผเู้ ชย่ี วชาญ และนาผลการตรวจสอบ มาวิเคราะหไ์ ด้คา่ IOCอยู่ระหวา่ ง 0.80 - 1.0 (1.5) ปรบั ปรงุ แก้ไขตามคาแนะนาของผเู้ ชีย่ วชาญ (1.6) นาแบบสังเกตพฤตกิ รรมนักเรียนไปหาค่าความเชอ่ื มั่น โดยวธิ ีครอนบาค (Cranbach) ด้วยการหาสัมประสทิ ธแ์ิ อลฟา (������ Coefficient) ซงึ่ ไดค้ ่าความเชอ่ื ม่นั เทา่ กับ 0.81 (1.7) จดั ทาแบบสังเกตพฤตกิ รรมนักเรยี นฉบับสมบรู ณ์ เพื่อใช้สงั เกตพฤติกรรม ของนกั เรียนโรงเรยี นอนบุ าลชุมชนหนองบวั แดง ประถมศกึ ษาปีที่ 1-6 ของกิจกรรมการพัฒนาและส่งเสริมการ อ่านของนักเรยี นโดยใช้ “คุณธรรม 8 ขอ้ นาตอ่ ดว้ ย 3 ความดพี น้ื ฐาน สานใหน้ ักเรียนมสี ขุ ” 2) การสร้างความพงึ พอใจของนักเรยี นโรงเรยี นอนุบาลชมุ ชนหนองบวั แดงที่มตี ่อ การพัฒนาและสง่ เสริมการอ่านของนักเรยี นโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ข้อ นาต่อด้วย 3 ความดีพื้นฐาน สานให้ นกั เรียนมสี ขุ ” (2.1) ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน และ ตวั อย่างแบบสอบถามความพึงพอใจต่าง ๆ จากเอกสารท่ีเก่ียวขอ้ งด้านการประเมินและกาหนดขอบข่ายของ ขอ้ คาถามทจ่ี ะสรา้ งแบบสอบถาม (2.2) กาหนดโครงสร้างของแบบสอบถามความพงึ พอใจ (2.3) สรา้ งแบบสอบถามความพึงพอใจทม่ี ีต่อการพฒั นาและส่งเสรมิ การ อ่านของนกั เรยี นโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ข้อ นาตอ่ ดว้ ย 3 ความดพี ้นื ฐาน สานใหน้ ักเรียนมีสุข” จานวน 1 ฉบับ แลว้ เสนอต่ออาจารยท์ ี่ปรกึ ษา เพอื่ ขอคาแนะนา แก้ไขในสว่ นท่บี กพร่อง และนามาปรบั ปรงุ แกไ้ ข ซงึ่ กาหนด มาตรประมาณค่า 5 ระดับ ของลิเคิร์ท (ศิริชัย กาญจนวาสีและคณะ. 2547) เพื่อประเมินความพึงพอใจการ จัดกิจกรรมส่งเสรมิ รักการอ่านของนักเรยี น โดยมีเกณฑ์การประเมนิ ดังนี้ 5 หมายถึง พึงพอใจรปู แบบการมีส่วนรว่ มการจัดกจิ กรรมสง่ เสรมิ นิสัยรักการอา่ นระดบั มากท่สี ุด 4 หมายถึง พงึ พอใจรูปแบบการมีสว่ นร่วมการจัดกจิ กรรมสง่ เสริม นิสัยรักการอา่ นระดบั มาก 3 หมายถึง พึงพอใจรูปแบบการมีสว่ นร่วมการจัดกิจกรรมสง่ เสริม นสิ ัยรักการอ่านระดับปานกลาง 2 หมายถึง พงึ พอใจรูปแบบการมสี ่วนรว่ มการจัดกจิ กรรมสง่ เสรมิ นิสยั รกั การอา่ นระดับน้อย 1 หมายถึง พงึ พอใจรปู แบบการมสี ่วนร่วมการจดั กิจกรรมส่งเสรมิ นสิ ัยรกั การอา่ นระดบั น้อยทส่ี ุด

70 (2.4) ตรวจสอบความเหมาะสมของข้อความตรงกับคุณลักษณะทต่ี ้องการวัด โดย นาไปให้ผ้เู ช่ยี วชาญตรวจสอบ จานวน 5 ท่าน ประเมินความสอดคลอ้ ง โดยนามาหาคา่ IOC ของแบบสอบถาม ซ่ึงไดค้ ่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.06 - 1.00 แสดงว่าแบบสอบถามความพึงพอใจทีผ่ วู้ ิจัยสร้างข้ึนมี ความเหมาะสมสอดคลอ้ ง (2.5) ปรับปรุงแบบสอบถามความพึงพอใจตามคาแนะนาของผู้เชี่ยวชาญ และ จดั พมิ พเ์ ป็นแบบสอบถามความพึงพอใจฉบบั สมบูรณ์ เพ่ือใช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล 3.3 กำรเกบ็ รวบรวมข้อมลู การวิจัยคร้งั น้ผี ้วู จิ ยั ดาเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มูลตามขนั้ ตอน ดงั นี้ 3.3.1 ตดิ ตอ่ ประสานงานกับคณะผบู้ ริหารและครผู รู้ ับผดิ ชอบในแต่ละกิจกรรมการพัฒนาและ สง่ เสริมการอ่านของนักเรยี นโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ขอ้ นาต่อดว้ ย 3 ความดพี ้ืนฐาน สานใหน้ ักเรียนมีสุข” ทผ่ี วู้ ิจยั ใชเ้ กบ็ รวบรวมขอ้ มลู 3.3.2 ตดิ ตอ่ งานฝ่ายวิชาการเพื่อขอความอนุเคราะหแ์ ละความร่วมมือในการทดลองใช้กิจกรรม พัฒนาและส่งเสริมการอ่านของนกั เรียนโดยใช้ “คุณธรรม 8 ข้อ นาต่อดว้ ย 3 ความดีพน้ื ฐาน สานให้นักเรยี นมี สุข” ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 1-6 3.3.3 จัดปฐมนเิ ทศ เพ่ือให้ผู้เรียนเข้าใจถงึ วธิ กี ารเรียนรู้ บทบาทของผเู้ รียน เป้าหมายของการเรยี น จุดประสงคข์ องการเรียน และวิธีประเมินกจิ กรรม 3.3.4 รวบรวมขอ้ มูลจากโครงการสง่ เสริมรักการอ่านและโครงการเสริมสร้างคุณธรรม เพ่ือเก็บ ขอ้ มลู เบื้องต้น 3.3.5 ดาเนินการทดลองในปีการศึกษา 2562 โดยใชเ้ วลาในการจัดกิจกรรมในช่ัวโมงสุดท้ายวัน องั คาร (ชมุ นุม) สัปดาห์ละ 1 ช่ัวโมง 3.3.6 สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลชุมชนหนองบัวแดงที่มีต่อการพัฒนาและ ส่งเสริมการอ่านของนกั เรียนโดยใช้ “คุณธรรม 8 ข้อ นาต่อดว้ ย 3 ความดีพื้นฐาน สานใหน้ ักเรียนมสี ุข” ช้ัน ประถมศึกษาปที ่ี 1-6 ปีการศึกษา 2562 ตามแบบสังเกตพฤติกรรมตามที่ผู้ศึกษาสร้างขน้ึ เพอ่ื เก็บรวบรวม ข้อมูลนาไปวิเคราะห์ ผลการศึกษาตอ่ ไป 3.3.7 ใหน้ ักเรยี นประเมนิ ความพึงพอใจของนกั เรียนโรงเรียนอนุบาลชุมชนหนองบวั แดงทม่ี ีต่อการ พฒั นาและส่งเสริมการอ่านของนักเรยี นโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ข้อ นาตอ่ ด้วย 3 ความดีพื้นฐาน สานให้นักเรยี นมี สุข” ผศู้ ึกษาสร้างข้นึ เพอื่ เกบ็ รวบรวมข้อมูลนาไปวเิ คราะห์ ผลการศึกษาตอ่ ไป 3.3.8 เกบ็ รวบรวมบันทกึ ผลการสังเกตพฤตกิ รรมและประเมินความพงึ พอใจของนักเรียน เพือ่ นาผล ทไ่ี ด้มาวเิ คราะห์ขอ้ มูลดว้ ยวิธที างสถิติ 3.4 กำรวิเครำะหข์ ้อมูล การวิจยั ครง้ั น้ี ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมลู ที่ไดจ้ ากการทดลองเพือ่ การวจิ ยั ตามขน้ั ตอนดงั นี้

71 3.4.1 การวเิ คราะห์ขอ้ มูลเพอื่ ตรวจสอบคณุ ภาพเคร่ืองมอื 3.4.1.1 วิเคร าะห์ความเท่ียงตร งเชิงเน้ือหา (content validity) และเชิงโครงสร้า ง (construct validity) ของกิจกรรม โดยใชด้ ชั นีความสอดคลอ้ ง (IOC) 3.4.2 การวิเคราะห์ขอ้ มูลเพื่อตอบวัตถปุ ระสงค์การวจิ ัย 3.4.2.1 ขอ้ มูลเชิงปรมิ าณ 1) วิเคราะห์หาค่าเฉล่ีย (x̅) และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของแบบสังเกต พฤติกรรมของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลชุมชนหนองบัวแดง ระดับชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 1-6 ของกิจกรรมการ พฒั นาและสง่ เสริมการอ่านของนกั เรียนโดยใช้ “คุณธรรม 8 ข้อ นาตอ่ ด้วย 3 ความดีพน้ื ฐาน สานให้นักเรียนมี สขุ ” หลงั จดั กจิ กรรม โดยใชแ้ บบมาตราสว่ นประมาณค่า 2) วิเคราะห์หาคา่ เฉลี่ย (x̅) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของแบบประเมิน ความพึงพอใจของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลชุมชนหนองบัวแดงท่ีมีต่อการพัฒนาและส่งเสริมการอ่านของ นักเรียนโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ขอ้ นาตอ่ ดว้ ย 3 ความดพี ้ืนฐาน สานใหน้ ักเรยี นมีสขุ ” โดยใชแ้ บบมาตราส่วน ประมาณคา่ 3.4.2.2 ข้อมลู เชงิ คณุ ภาพ เป็นข้อมลู ท่ีได้จากแบบบันทกึ กิจกรรม โดยผูว้ ิจยั ไดเ้ ก็บรวบรวมขอ้ มูลมาวเิ คราะห์ เชิงเนอ้ื หา เพ่ือประเมินสภาพทเ่ี กิดขึ้นว่าครูจัดกจิ กรรมดีหรือไม่และเพ่ือเป็นแนวทางในการปรับปรุงและ พฒั นาข้อบกพรอ่ งตา่ งๆ ให้ดีข้นึ โดยเสนอผลทไ่ี ด้ในรปู แบบความเรยี ง 3.4.2.3 สถิติทใ่ี ชใ้ นการตรวจสอบคณุ ภาพเคร่ืองมอื คือ 1) กา ร หา ค่า ควา มเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา และเชิงโคร งสร้างของเคร่ืองมือ ทุกฉบบั โดยใช้ดชั นีความสอดคล้อง (IOC) มสี ูตรการคานวณดังน้ี (ลว้ น สายยศ และ อังคณา สายยศ, 2540, น. 249) สตู ร IOC =  R N เมอื่ IOC หมายถึง ดัชนีความสอดคล้องของเนอ้ื หาข้อคาถามกับ จดุ ประสงค์ R หมายถงึ คะแนนของผูเ้ ชยี่ วชาญ ∑ ������ หมายถึง ผลรวมของคะแนนความคดิ เหน็ ของผู้เชีย่ วชาญ N หมายถงึ จานวนผ้เู ชยี่ วชาญ กาหนดคะแนนของผ้เู ช่ยี วชาญเปน็ 1 หรือ 0 หรือ -1 1 หมายถงึ สอดคล้อง 0 หมายถงึ ไมแ่ นใ่ จ

72 -1 หมายถงึ ไมส่ อดคล้อง 2) หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสงั เกตพฤตกิ รรมและแบบประเมินความพงึ พอใจของ นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 1-6 ที่มตี อ่ การพฒั นาและสง่ เสริมการอ่านของนกั เรียนโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ข้อ นาตอ่ ด้วย 3 ความดพี ืน้ ฐาน สานให้นักเรยี นมีสุข” โดยใชก้ ารหาค่าสมั ประสิทธ์แิ อลฟา ของ ลี เจ คอนบาค (Lee J. Conbach) (พวงรัตน์ ทวีรตั น์, 2540, น. 125-126) สูตร α= ������ [1 − ∑ ���������2��� ] ������−1 ���������2��� เมอื่ α หมายถึง สัมประสทิ ธค์ิ วามเชือ่ มั่น ������ หมายถึง จานวนข้อ ���������2��� หมายถึง คะแนนความแปรปรวนแตล่ ะขอ้ ���������2��� หมายถงึ คะแนนความแปรปรวนทงั้ ฉบับ 3.4.3 สถติ ทิ ่ใี ชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครง้ั น้ี ผู้วจิ ัยวเิ คราะห์ข้อมูลโดยใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดกระทากับข้อมูลด้วย โปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูปเพ่ือหาค่าสถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) ค่ารอ้ ยละ (Percentage) (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2545) สตู รการหารอ้ ยละ P= f × 100 N เม่อื P หมายถึง รอ้ ยละ f หมายถึง ความถหี่ รอื จานวนข้อมูลท่ตี อ้ งการหาร้อยละ N หมายถงึ จานวนข้อมลู ท้งั หมด 2) คา่ เฉล่ยี (Arithmetic Mean) ) (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2545) สเมตู อื่ รการหX̅าคา่ เฉลี่ยหมาX̅ยถึง=คา่ ∑เNฉXลี่ย ∑ X หมายถึง ผลรวมท้ังหมดของขอ้ มูล N หมายถึง จานวนข้อมูลในกล่มุ เป้าหมาย 3) ค่าความเบีย่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ) (บญุ ชม ศรสี ะอาด, 2545) สตู ร ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน SD = √N ∑ X2 −(∑ X)2 N (N−1) เมอ่ื SD หมายถงึ สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน X หมายถงึ คะแนนแตล่ ะคน ∑ X2 หมายถึง ผลรวมของคะแนนแต่ละคนยกกาลังสอง (∑ X)2 หมายถึง ผลรวมของคะแนนท้ังหมดยกกาลงั สอง N หมายถึง จานวนข้อมูลในกลุ่มเปา้ หมาย

73 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยเชงิ ทดลอง (Experimental Research) เรื่อง การพัฒนาการสง่ เสริมการ อ่านของนักเรียนโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ข้อ นาต่อด้วย 3 ความดีพน้ื ฐาน สานใหน้ ักเรียนมีสุข” โดยผู้วิจยั ได้นาเสนอ ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู ตามสมมตฐิ านการวจิ ยั เปน็ 2 ตอน ดงั นี้ ตอนท่ี 1 ผลการศกึ ษาพฤติกรรมของนกั เรยี นโรงเรียนอนุบาลชุมชนหนองบัวแดงท่ีมตี ่อการพัฒนาและ ส่งเสรมิ การอา่ นของนกั เรยี นโดยใช้ “คุณธรรม 8 ข้อ นาต่อด้วย 3 ความดีพน้ื ฐาน สานให้นักเรียนมีสุข” 4.1 ผลการวิเคราะห์ตามแบบสังเกตพฤติกรรมการเข้ารว่ มกจิ กรรมการพฒั นาการสง่ เสรมิ การ อา่ นของนกั เรียนโดยใช้ คุณธรรม 8 ข้อ นาต่อดว้ ย 3 ความดพี ้ืนฐาน สานใหน้ กั เรยี นมสี ขุ ตอนที่ 2 ผลการศึกษาความพงึ พอใจของนกั เรียนโรงเรียนอนุบาลชมุ ชนหนองบัวแดงทีม่ ตี ่อการพฒั นา และส่งเสริมการอา่ นของนักเรียนโดยใช้ คุณธรรม 8 ขอ้ นาตอ่ ด้วย 3 ความดีพ้ืนฐานสานใหน้ กั เรยี นมสี ุข 4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทีไ่ ดจ้ ากแบบประเมินความพงึ พอใจการจัดกจิ กรรมการพัฒนาการ ส่งเสริมการอ่านของนกั เรยี นโดยใช้ คุณธรรม 8 ขอ้ นาต่อด้วย 3 ความดพี ืน้ ฐาน สานใหน้ กั เรียนมสี ขุ ตอนท่ี 1 ผลการศกึ ษาพฤติกรรมของนักเรียนโรงเรียนอนบุ าลชมุ ชนหนองบวั แดงทมี่ ตี อ่ การพฒั นาและส่งเสริม การอา่ นของนกั เรยี นโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ข้อ นาตอ่ ด้วย 3 ความดีพืน้ ฐาน สานใหน้ กั เรยี นมีสุข” 4.1 ผลการวิเคราะห์ตามแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกิจกรรมการพัฒนาการส่งเสริมการอา่ นของ นักเรียนโดยใช้ คณุ ธรรม 8 ขอ้ นาต่อดว้ ย 3 ความดีพนื้ ฐาน สานใหน้ ักเรยี นมีสุข ในภาพรวม ตารางที่ 4.1 คา่ เฉลย่ี และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานการสงั เกตพฤตกิ รรมกจิ กรรมในภาพรวม กจิ กรรม คา่ เฉลยี่ ส่วนเบยี่ งเบน ระดบั ความ (̅X) มาตรฐาน (S.D.) พงึ พอใจ 1) กจิ กรรมภาษาไทยวนั ละคา 4.46 0.509 มาก 2) กิจกรรมภาษาองั กฤษวนั ละคา 4.29 0.56 มาก 3) กจิ กรรมปุจฉา วิสชั นา 4.3 0.57 มาก 4) กิจกรรมหนงั สอื เล่มเล็ก 4.3 0.57 มาก 5) กิจกรรมต้นไมพ้ ูดได้ 4.37 0.6 มาก

74 กจิ กรรม ค่าเฉล่ีย ส่วนเบย่ี งเบน ระดับความ (̅X) มาตรฐาน (S.D.) พงึ พอใจ 6) กจิ กรรมเสียงตามสาย 4.34 0.62 มาก 7) กิจกรรม “ถนนคนอา่ น” 4.34 0.63 มาก 8) กจิ กรรมพ่สี อนนอ้ งเพ่ือนชว่ ยเพือ่ น 4.34 0.64 มาก 9) กิจกรรมครอบครวั รกั การอ่าน 4.3 0.57 มาก 10) กจิ กรรมผ้าปา่ คา นาอา่ น 4.25 0.64 มาก 11) กิจกรรมสวนสุภาษิต 4.37 0.6 มาก 12) กจิ กรรมนกั ขา่ วรุน่ เยาว์ 4.25 0.64 มาก 13) กิจกรรมธนาคารออมคา 4.3 0.57 มาก 14) กิจกรรมบันทกึ รกั การอ่าน 4.26 0.58 มาก 15) กจิ กรรมตะกร้าพาเพลิน 4.34 0.64 มาก 16) กิจกรรมยอดนกั อา่ น 4.35 0.63 มาก 17) กจิ กรรมเลา่ นทิ านหรรษา 4.26 0.58 มาก ค่าเฉลย่ี รวม 4.32 0.6 มาก จากตาราง 4.1 พบวา่ ผลการสงั เกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกิจกรรมการพฒั นาการส่งเสริมการอา่ นของ นกั เรียนโดยใช้ คุณธรรม 8 ขอ้ นาต่อดว้ ย 3 ความดีพ้ืนฐาน สานให้นกั เรียนมีสขุ โดยภาพของโรงเรยี นอนบุ าล ชุมชนหนองบัวแดง สงั กัดสานักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาชยั ภมู ิ เขต 1 พบว่า ทุกกิจกรรมมีการปฏบิ ัติ อยู่ในระดับมาก ตอนที่ 2 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนโรงเรยี นอนุบาลชุมชนหนองบวั แดงท่ีมีต่อการพัฒนาและ ส่งเสริมการอ่านของนักเรียนโดยใช้ “คุณธรรม 8 ข้อ นาต่อดว้ ย 3 ความดีพื้นฐาน สานให้นักเรยี นมีสขุ ” 4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมลู ทีไ่ ดจ้ ากแบบประเมินความพึงพอใจการจัดกิจกรรมการพฒั นาการส่งเสรมิ การ อา่ นของนักเรียนโดยใช้ คณุ ธรรม 8 ข้อ นาต่อดว้ ย 3 ความดพี ื้นฐาน สานใหน้ กั เรียนมีสขุ ซ่งึ เป็นข้อมูลท่ไี ดจ้ าก การประเมินความพงึ พอใจของนักเรียน ตารางท่ี 4.2 คา่ เฉลย่ี และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานความพงึ พอใจต่อกจิ กรรมการพัฒนาการส่งเสรมิ การอ่านของ นกั เรยี นโดยใช้ คุณธรรม 8 ขอ้ นาต่อดว้ ย 3 ความดพี ืน้ ฐาน สานใหน้ กั เรียนมีสขุ

75 รายการประเมนิ ความพึงพอใจในกิจกรรม ค่าเฉลย่ี ส่วนเบีย่ งเบน ระดับความพึง (X̅) มาตรฐาน (S.D.) พอใจ รปู แบบกจิ กรรมตอบสนองความตอ้ งการของนักเรยี น 4.21 0.66 มาก กจิ กรรมการเรยี นรู้ทาใหเ้ ข้าใจงา่ ย 4.13 0.61 มาก นักเรยี นมสี มาธิในการทากิจกรรม 4.17 0.70 มาก ระยะเวลาทีใ่ ช้ในการจัดกิจกรรมมคี วามเหมาะสม 4.38 0.58 มาก เน้อื หาของกิจกรรม เหมาะกับระดบั ความรู้ 4.25 0.676 มาก ความสามารถของนกั เรียน 4.42 0.654 มาก กิจกรรมส่งเสรมิ ให้นักเรยี นใชม้ วี นิ ัยในตนเอง นักเรยี นได้รับความรู้ ความเข้าใจและทกั ษะตามเนื้อหา 4.50 0.590 มากท่สี ุด และกิจกรรมการเรยี นรู้ วิธกี ารจัดกจิ กรรมสง่ เสรมิ ใหน้ กั เรียนมนี ิสยั รักการอ่าน 4.38 0.576 มาก นักเรียนมีความสนกุ สนานในการทากิจกรรม 4.04 0.75 มาก นักเรียนนาความรทู้ ไ่ี ด้จากการทากจิ กรรมไปใชใ้ น 3.33 0.57 มาก มาก ชวี ติ ประจาวันได้ คา่ เฉลี่ยรวม 4.19 0.64 จากตาราง 4.2 พบว่า ผลการวิเคราะหแ์ บบประเมนิ ความพึงพอใจต่อกิจกรรมการพฒั นาการ สง่ เสริมการอ่านของนักเรียนโดยใช้ คุณธรรม 8 ข้อ นาตอ่ ด้วย 3 ความดีพ้ืนฐาน สานให้นกั เรยี นมสี ุข ของ โรงเรยี นอนบุ าลชมุ ชนหนองบัวแดง สังกัดสานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาชัยภูมิ เขต 1 ในภาพรวมอยู่ ในระดบั มาก (X̅ = 4.19) และเมื่อพิจารณาเป็นรายการประเมินพบวา่ ทุกรายการมีการปฏบิ ตั อิ ยูใ่ นระดบั มาก โดย พฤตกิ รรมที่มคี า่ เฉล่ียของคะแนนสงู ท่สี ุดและรองลงมา คือ นักเรยี นได้รับความรู้ ความเข้าใจและทักษะตามเนอ้ื หา และกิจกรรมการเรียนรู้ (̅X = 4.50) และกิจกรรมสง่ เสรมิ ใหน้ ักเรียนใช้มวี ินยั ในตนเอง (X̅ = 4.42) ตามลาดับ ส่วนรายการทมี่ คี ่าเฉลีย่ ของคะแนนต่าสดุ คือ นกั เรยี นมีความสนุกสนานในการทากิจกรรม (̅X = 4.04)

76 บทที่ 5 สรุปผลการวจิ ยั อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ การวจิ ยั ครงั้ นี้ เป็นการศกึ ษาเกย่ี วกบั การพฒั นาการส่งเสริมการอ่านของนักเรียนโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ขอ้ นาตอ่ ด้วย 3 ความดพี น้ื ฐาน สานใหน้ กั เรยี นมสี ขุ ” สรปุ ไดด้ ังนี้ 5.1 วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั 5.1.1 เพือ่ ศึกษาพฤตกิ รรมของนักเรยี นโรงเรยี นอนุบาลชุมชนหนองบัวแดงท่มี ีต่อการพัฒนาและ สง่ เสรมิ การอา่ นของนักเรียนโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ขอ้ นาตอ่ ดว้ ย 3 ความดพี ื้นฐาน สานให้นักเรยี นมีสขุ ” 5.1.2 เพ่อื ศกึ ษาความพึงพอใจของนักเรียนโรงเรยี นอนุบาลชุมชนหนองบัวแดงที่มีตอ่ การพัฒนา และส่งเสรมิ การอา่ นของนักเรยี นโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ข้อ นาตอ่ ดว้ ย 3 ความดีพน้ื ฐาน สานใหน้ กั เรยี นมสี ุข” 5.2 สมมตฐิ านการวิจัย 5.2.1 นกั เรยี นมพี ฤตกิ รรมระดบั การปฏิบตั ิกิจกรรมการพฒั นาและส่งเสริมการอา่ นของ นักเรียนโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ขอ้ นาต่อด้วย 3 ความดพี น้ื ฐาน สานให้นกั เรยี นมสี ขุ ” ในระดับมาก 5.2.2 นักเรยี นมคี วามพึงพอใจตอ่ กิจกรรมการพัฒนาและส่งเสริมการอ่านของนักเรยี นโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ข้อ นาต่อดว้ ย 3 ความดพี ื้นฐาน สานให้นกั เรียนมีสขุ ” ในระดับมาก 5.3 วธิ ีดาเนนิ การวจิ ยั การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชงิ ทดลอง (Experimental Research) โดยศึกษาเกี่ยวกบั การพัฒนา และส่งเสริมการอ่านของนกั เรียนโดยใช้ “คุณธรรม 8 ขอ้ นาต่อดว้ ย 3 ความดพี ื้นฐาน สานใหน้ กั เรยี นมีสุข” ดังน้ี 5.3.1 ประชากรในการวิจยั ประชากรในการวิจยั ครั้งนี้ ได้แก่ นักเรยี นระดับช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 1 – 6 โรงเรยี นอนบุ าล ชุมชนหนองบวั แดง อาเภอหนองบวั แดง จงั หวัดชัยภมู ิ ปีการศกึ ษา 2562 จานวน 1,040 คน 5.3.2 เครอ่ื งมอื ทใี่ ช้ในการวจิ ยั 5.3.2.1 กจิ กรรมส่งเสริมการอา่ นของนกั เรยี น โดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ขอ้ นาต่อด้วย 3 ความดี พืน้ ฐาน สานใหน้ กั เรยี นมีสขุ ” ซ่ึงมีดังนี้ 1) กจิ กรรมภาษาไทยวันละคา 2) กิจกรรมภาษาองั กฤษวนั ละคา 3) กิจกรรมปุจฉา วสิ ชั นา 4) กจิ กรรมหนังสอื เลม่ เล็ก 5) กจิ กรรมตน้ ไมพ้ ดู ได้ 6) กจิ กรรมเสียงตามสาย 7) กจิ กรรม “ถนนคนอา่ น” 8) กจิ กรรมพ่สี อนน้องเพ่ือนชว่ ยเพ่ือน 9) กจิ กรรมครอบครวั รักการอ่าน 10) กิจกรรมผา้ ป่าคา นาอา่ น 11) กจิ กรรมสวนสุภาษิต 12) กจิ กรรมนกั ขา่ วร่นุ เยาว์ 13) กิจกรรมธนาคารออมคา 14) กิจกรรมบันทกึ รักการอา่ น 15) กจิ กรรมตะกร้าพาเพลิน 16) กจิ กรรมยอดนักอ่าน และ17) กิจกรรมเล่า นิทานหรรษา

77 5.3.2.2 แบบสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลชุมชนหนองบัวแดง ระดับชั้น ประถมศึกษาปที ี่ 1-6 ที่มตี อ่ การพัฒนาและสง่ เสรมิ การอ่านของนักเรียนโดยใช้ “คุณธรรม 8 ขอ้ นาต่อดว้ ย 3 ความดพี นื้ ฐาน สานใหน้ ักเรยี นมสี ุข” 5.3.3 วิธดี าเนนิ การวจิ ัย ผูว้ ิจยั ทาการทดลองในปีการศกึ ษา 2562 โดยดาเนินการทดลองด้วยตนเอง ใช้เวลาในการ ทดลองรวม 1 ปีการศึกษา โดยมขี น้ั ตอนในการดาเนนิ การสอน ดงั น้ี 5.3.3.1 จดั ปฐมนิเทศก่อนการทดลอง เพอ่ื ให้ครูผู้รับผิดชอบกจิ กรรมและผู้เรียนเข้าใจถึง ลกั ษณะของกิจกรรม บทบาทของครูและนักเรียน เป้าหมายของการจัดกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธี ประเมินผล 5.3.3.2 ผวู้ ิจยั ทาการศึกษาและวิเคราะห์พฤตกิ รรมและลกั ษณะนิสยั ของนกั เรียน ระดบั ช้ัน ประถมศึกษาปที ่ี 1-6 ปกี ารศึกษา 2561 ก่อนการจดั กจิ กรรม เพ่อื เก็บขอ้ มลู เบ้อื งตน้ 5.3.3.3 ดาเนินการทดลองโดยการจัดกิจกรรมสง่ เสรมิ การอา่ นของนกั เรียนโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ข้อ นาต่อด้วย 3 ความดีพ้นื ฐาน สานให้นกั เรยี นมสี ุข” ทั้งหมด 17 กิจกรรมทจ่ี ัดตง้ั ไว้ คือ 1) กิจกรรมภาษาไทยวันละคา 2) กจิ กรรมภาษาอังกฤษวนั ละคา 3) กิจกรรมปจุ ฉา วิสชั นา 4) กจิ กรรมหนังสือเล่มเลก็ 5) กจิ กรรมตน้ ไมพ้ ูดได้ 6) กิจกรรมเสยี งตามสาย 7) กจิ กรรม “ถนนคนอ่าน” 8) กจิ กรรมพีส่ อนน้องเพอ่ื นช่วยเพอื่ น 9) กจิ กรรมครอบครวั รกั การอา่ น 10) กิจกรรมผ้าปา่ คา นาอ่าน 11) กิจกรรมสวนสภุ าษิต 12) กิจกรรมนักขา่ วรนุ่ เยาว์ 13) กจิ กรรมธนาคารออมคา 14) กจิ กรรมบันทกึ รกั การอา่ น 15) กจิ กรรมตะกร้าพาเพลนิ 16) กิจกรรมยอดนักอา่ น 17) กิจกรรมเล่านิทานหรรษา 5.3.3.4 ทาการสังเกตพฤติกรรม โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการร่วมกิจกรรมสง่ เสริมการ อ่านตามท่ผี วู้ จิ ัยไดส้ รา้ งข้นึ ซึง่ เปน็ เกณฑ์เดยี วกบั การสงั เกตพฤติกรรมกอ่ นการทดลอง

78 5.3.3.5 สรุปผลการสังเกตพฤตกิ รรมและนาผลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลดว้ ยวิธีการทางสถิติ เพือ่ ทดสอบสมมตฐิ าน 5.3.3.6 ให้ทาแบบประเมินความพงึ พอใจของนักเรยี นต่อการจัดกิจกรรมการพัฒนาและ ส่งเสริมการอ่านนักเรยี นของนกั เรียนโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ขอ้ นาต่อดว้ ย 3 ความดีพ้ืนฐาน สานให้นักเรียนมี สขุ ” โดยใช้แบบประเมินความพึงพอใจท่ีผู้วิจยั สร้างข้ึน เพ่ือนาข้อมูลทไี่ ด้มาวิเคราะห์ขอ้ มูลด้วยวิธกี ารทาง สถิติเพื่อทดสอบสมมตฐิ าน 5.4 การวิเคราะห์ขอ้ มลู 5.4.1 ศึกษาพฤตกิ รรมของนักเรียนโรงเรยี นอนบุ าลชุมชนหนองบวั แดง ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 1-6 ท่ี มตี อ่ การพัฒนาและส่งเสรมิ การอ่านของนักเรียนโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ข้อ นาต่อดว้ ย 3 ความดีพนื้ ฐาน สานให้ นกั เรยี นมสี ขุ ” หลังการจดั กิจกรรมโดยใช้ค่าเฉลย่ี และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน และนาเสนอข้อมูลโดยใช้ตาราง ประกอบคาบรรยาย เพ่ือการทดสอบสมมตฐิ านข้อท่ี 1 5.4.2 ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนโรงเรยี นอนุบาลชุมชนหนองบวั แดง ระดับชั้นประถมศึกษาปี ท่ี 1-6 ท่มี ตี ่อการพฒั นาและสง่ เสริมการอ่านของนักเรียนโดยใช้ “คุณธรรม 8 ข้อ นาตอ่ ด้วย 3 ความดพี นื้ ฐาน สานให้นกั เรียนมีสุข” หลงั การทดลอง โดยใช้คา่ เฉลย่ี และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน และนาเสนอขอ้ มูลโดยใช้ ตารางประกอบคาบรรยาย เพือ่ การทดสอบสมมตฐิ านขอ้ ท่ี 2 5.5 สรุปผลการวจิ ัย จากการศกึ ษาการพัฒนาและสง่ เสรมิ การอ่านของนักเรยี นโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ข้อ นาต่อ ดว้ ย 3 ความดีพนื้ ฐาน สานให้นักเรียนมีสขุ ” ของนกั เรียนระดับชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1-6 ปีการศกึ ษา 2562 ซงึ่ ปรากฏผลดงั นี้ 5.5.1 พฤติกรรมระดับการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมการพัฒนาและส่งเสรมิ การอา่ นของนักเรยี นโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ขอ้ นาต่อดว้ ย 3 ความดพี ื้นฐาน สานให้นักเรยี นมสี ขุ ” ของนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1-6 ปี การศกึ ษา 2562 มีพฤติกรรมระดบั การปฏิบัติ ระดับ มาก 5.5.2 ความพงึ พอใจต่อการกิจกรรมพัฒนาและสง่ เสริมการอ่านโดยใช้ “คุณธรรม 8 ข้อ นาตอ่ ด้วย 3 ความดีพ้นื ฐาน สานให้นักเรยี นมสี ุข” ของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 1-6 หลงั การจดั กจิ กรรมการพัฒนา และส่งเสรมิ การอ่านของนักเรยี นโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ข้อ นาตอ่ ดว้ ย 3 ความดพี ้ืนฐาน สานใหน้ กั เรยี นมีสขุ ” มี ความพึงพอใจตอ่ การจดั กิจกรรมในระดบั มาก 5.6 การอภิปรายผล การวิจัยครงั้ นเ้ี ปน็ การพัฒนาและสง่ เสริมการอา่ นของนกั เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 โดยใช้ “คุณธรรม 8 ขอ้ นาตอ่ ด้วย 3 ความดีพ้ืนฐาน สานให้นกั เรียนมีสุข” สามารถอภิปรายผลได้ดงั นี้ 5.6.1 จากสมมตฐิ านขอ้ ท่ี 1 นกั เรียนมพี ฤตกิ รรมระดบั การปฏิบัติกิจกรรมการพัฒนาและ สง่ เสรมิ การอา่ นของนักเรยี นโดยใช้ “คุณธรรม 8 ข้อ นาต่อด้วย 3 ความดีพืน้ ฐาน สานให้นักเรียนมีสุข” ใน ระดบั มาก

79 จากผลการวิจยั พบว่า การสังเกตพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมการพฒั นาและสง่ เสริมการอ่าน โดย ใช้ “คุณธรรม 8 ข้อ นาต่อด้วย 3 ความดีพ้ืนฐาน สานใหน้ ักเรยี นมสี ุข” ของนกั เรียนโรงเรยี นอนบุ าลชุมชน หนองบวั แดง ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 1-6 สังกัดสานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาชยั ภูมเิ ขต 1 ใน ภาพรวมท้ัง 17 กิจกรรมอย่ใู นระดบั มาก และเม่ือพิจารณาเป็นรายพฤตกิ รรม พบว่า ทุกพฤตกิ รรมมีการ ปฏบิ ตั ิอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มคี ่าเฉลี่ยของคะแนนสงู ทส่ี ุดและรองลงมา คือ นกั เรยี นช่วยเหลือกันในการ ทางาน นักเรียนสามารถปฏิบัติกจิ กรรมตามใบงานและคาชี้แจงในแต่ละเรื่องได้ นักเรียนทาผลงานได้อยา่ ง ถกู ตอ้ ง สวยงาม มีความคิดริเรม่ิ สร้างสรรค์และนกั เรียนแบ่งหนา้ ทก่ี ันในการทางาน ซึง่ ถือว่ามีความสาคัญ มากในการจดั กจิ กรรม เมอ่ื นกั เรียนช่วยเหลอื กันในการทางานน่ันแสดงว่าตัวนักเรยี นมีคุณธรรม (มีนา้ ใจ สขุ ภาพและสามัคค)ี ซึง่ เป็นคุณธรรมพ้ืนฐาน 8 ประการตามนโยบายของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร และนักเรยี น สามารถปฏิบตั กิ ิจกรรมตามใบงานและคาช้แี จงในแตล่ ะเร่ืองได้ เปน็ การปลูกฝังคุณธรรม (ซอื่ สตั ย์ ขยัน มี วินัยและตรงเวลา) ซึ่งเปน็ ส่ิงยืนยนั ว่าจากการจัดกิจกรรมการพัฒนาและสง่ เสรมิ การอา่ น โดยใช้ “คุณธรรม 8 ขอ้ นาต่อด้วย 3 ความดพี ืน้ ฐาน สานให้นักเรยี นมีสุข” นนั้ เปน็ กิจกรรมส่งเสรมิ การอ่านควบค่กู ับ คุณธรรม 8 ข้อ ได้แก่ สะอาด ขยัน ซอ่ื สัตย์ ประหยดั สามัคคี มีวินัย มนี า้ ใจและสุภาพ และ 3 ความดี ได้แก่ มี สมาธิ ตรงเวลา มรี ะเบียบ ทาให้นักเรยี นมนี สิ ยั รักการอ่านเป็นการปรบั เปลี่ยนพฤตกิ รรมการอ่าน ซ่ึงส่งผล ตอ่ การเรยี นการสอนในรายวิชาตา่ งๆ ได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับจรญิ ญารกั ษ์ ชัยมงคล ไดท้ าการศกึ ษาวจิ ัย เร่อื ง การปรับพฤติกรรมการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์โดยใชก้ ระบวนการ กลุ่ม สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบวา่ นกั เรียนมที กั ษะการทางานร่วมกนั มคี วามสามัคคแี ละมพี ฤติกรรม ท่ีสอดคล้องกับคุณลกั ษณะอนั พึง ประสงค์ของโรงเรียนในด้านความมรี ะเบียบวนิ ัย มีความรับผิดชอบ มีความใฝ่เรียนใฝ่รูแ้ ละมี ความเป็น ประชาธิปไตย นอกจากน้ันบรรยากาศในการเรยี นไม่ตึงเครียดสง่ ผลให้นกั เรยี นเรยี นรู้อย่างมีความสขุ (จรญิ ญา รัตน์, 2551) และสอดคล้องกับทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Fishbein & Ajzen, 2010: 20-27) ท่ีว่าหากอา่ น แลว้ เกิดผลดี เกิดผลในทางบวก เด็กกจ็ ะยอมรับและแสดงพฤติกรรมการอา่ นออกมาอย่างต้งั ใจ ทางานท่ีดี รับมอบหมายไดอ้ ย่างถูกตอ้ งตามคาสง่ั ส่งผลให้เด็กสามารถควบคุมตนเองให้ประสบความสาเรจ็ ในการอา่ น เกิดความเช่อื ม่ัน สามารถทางานร่วมกบั ผู้อ่ืนได้ ผลการวิจัยดังกล่าวสอดคลอ้ งกบั บุญช่วย สายราม (2552) ที่กล่าวไว้โดยสรุป ได้วา่ การส่งเสริม คณุ ธรรมควบค่กู บั กจิ กรรมการอา่ นต้องเรม่ิ จากการสร้างกิจกรรมท่ที าใหน้ ักเรยี นสนใจจะช่วยให้นักเรียนเห็น ความสาคัญของการอ่านและพยายามที่จะพฒั นาการอ่านของตนเองและมีความสขุ ในการอ่าน ดังน้ัน การ กาหนดกจิ กรรมในการสง่ เสรมิ นสิ ยั รักการอ่านให้กับนักเรียนจึงควรเร่ิมตน้ จากการสร้างความสนใจในกิจกรรม ก่อน แลว้ จงึ กระตุ้นให้นักเรยี นเกิดความชอบในการอ่านตอ่ ไปได้เรื่อยๆ และมกี ารสร้างความภาคภูมิใจในการ อา่ นให้กับนักเรียน เพ่ือให้เกิดทัศนคติในเชิงบวกต่อการอ่าน อันจะนาไปสู่การมีความต้ังใจท่ีจะแสดง พฤติกรรมรักในการอ่าน แนวคิดในการจัดกจิ กรรมส่งเสริมนิสัยรกั การอ่านที่ผ้วู ิจยั ได้สงั เคราะห์ขึ้น จึงเป็ น แนวทางหนึ่งทผี่ ูส้ นใจสามารถนาไปใช้ได้ โดยอาจประยุกต์กิจกรรมต่างๆ มาใชใ้ นการดาเนินกจิ กรรมในการ สร้างหรือส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับนักเรียนได้ ท้ังนี้ กจิ กรรมที่จัดก็ ไมจ่ าเป็นต้องดาเนินการภายใน

80 ห้องสมดุ เพียงเท่าน้ัน แต่สามารถจดั ในสถานทีใ่ ดก็ได้ท่ีมีความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการและ ลักษณะกจิ กรรมท่จี ัด 5.6.2 จากสมมติฐานขอ้ ท่ี 2 นกั เรียนมีความพงึ พอใจต่อกจิ กรรมการพฒั นาและสง่ เสรมิ การ อา่ นของนักเรียนโดยใช้ “คุณธรรม 8 ข้อ นาต่อด้วย 3 ความดพี น้ื ฐาน สานใหน้ กั เรยี นมสี ขุ ” ในระดับ มาก จากผลการสรุปแบบประเมินความพึงพอใจพบวา่ ความพึงพอใจการเข้าร่วมกจิ กรรมการพฒั นาและ ส่งเสริมการอ่าน โดยใช้ “คุณธรรม 8 ข้อ นาต่อดว้ ย 3 ความดีพนื้ ฐาน สานใหน้ กั เรียนมสี ุข” ของนกั เรียน โรงเรยี นอนุบาลชุมชนหนองบวั แดง สังกัดสานักงานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาชยั ภมู เิ ขต 1 ในภาพรวม อยใู่ นระดบั มาก ซงึ่ เปน็ ไปตามสมมติฐานท่ตี ั้งไว้ และเม่ือพิจารณาเป็นรายการประเมิน พบว่า ทุกรายการมี ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดบั มาก โดยรายการท่ีมคี ่าเฉลี่ยของคะแนนสูงท่ีสดุ และรองลงมา คอื กจิ กรรมการ เรยี นรเู้ ป็นกิจกรรมที่ส่งเสรมิ ให้นกั เรียนมวี นิ ัยในตนเอง และนักเรยี นไดร้ ับความรู้ ความเข้าใจและทักษะตาม เน้ือหา ท้ังนก้ี จิ กรรมท่ีขนึ้ ทั้ง 17 กจิ กรรมไดป้ ลกู ฝังคณุ ธรรม 8 ประการเข้าไปดว้ ย ซ่งึ สอดคลอ้ งกบั กศุ ล ทรง ชน (2550 : บทคดั ย่อ) รายงานผลการใช้หนงั สอื อ่านเพิ่มเติม เพอ่ื ส่งเสริมคณุ ธรรมพน้ื ฐาน 8 ประการ สาหรับ นกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2550 โรงเรยี นวัดชอ่ งลม สังกัดสานกั งานเขตยานนา จานวน 36 คน พบว่านักเรยี นท่ีเรียนโดยใชห้ นงั สอื อ่านเพ่ิมเติม เพือ่ ส่งเสริมคณุ ธรรมพนื้ ฐาน 8 ประการ มีความสามารถ ทางการอ่าน หลงั ทดลองสงู กวา่ กอ่ นทดสองซ่ึงแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิตทิ ีร่ ะดบั .05 และมีความ พงึ พอใจในระดบั มาก จากผลการวิจยั แสดงว่า การพฒั นาและส่งเสริมการอ่าน โดยใช้ “คุณธรรม 8 ข้อ นาตอ่ ดว้ ย 3 ความดพี นื้ ฐาน สานใหน้ ักเรียนมีสุข” ของนักเรยี นโรงเรยี นอนุบาลชุมชนหนองบวั แดง สังกัดสานักงานเขต พื้นที่การศกึ ษาประถมศึกษาชัยภมู ิเขต 1 เป็นกิจกรรมที่ชว่ ยสง่ เสริมนิสัยรกั การอา่ นควบคู่ไปกับการปลูกฝัง คุณธรรมพ้ืนฐาน 8 ประการ อันไดแ้ ก่ สะอาด ขยัน ประหยัด ซื่อสตั ย์ สามัคคี มวี ินัย มีน้าใจ สุภาพ ทาให้ นกั เรียนมองเห็นคุณค่าของการมีศีลธรรมและจรยิ ธรรมในด้านตา่ งๆ และนาไปสกู่ ารเปลีย่ นแปลงทัศนคติ คา่ นิยม ความเช่ือ เกิดกระบวนการเรียนรู้ท่ีย่ังยืนและส่งเสริมพฤติกรรมการอ่านในทานองเดียวกันน้ี สอดคลอ้ งกับ กาแหง จิตตะมาก (2548 : 113) แนวทางการพฒั นาด้วยการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็น แนวทางทต่ี ้องสง่ เสริมให้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ทเ่ี อ้ือต่อการพัฒนา คุณธรรม จรยิ ธรรม และค่านิยมที่พ่ึง ประสงคแ์ ก่ผเู้ รยี น และ วจิ ิตร ศรสี อา้ น (2550) ไดก้ ล่าวตอนหนึง่ ในการประชุมและปาฐกถาพิเศษเร่ือง พลัง เยาวชนเพ่ือสร้างคุณธรรมว่าโรงเรียนแต่ละแหง่ ตอ้ งสร้างวัฒนธรรมโรงเรียนที่เน้นคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ ได้แก่ ขยนั ประหยดั ซ่อื สัตย์ มวี นิ ัย สุภาพ สะอาด สามัคคี และมีนา้ ใจ เพอ่ื ให้เด็กดีมคี วามรู้ อยู่ดี มคี วามสขุ 5.7 ข้อเสนอแนะ 5.7.1 ข้อเสนอแนะท่ัวไป 5.7.1.1 ควรให้ความสาคัญกับการสร้างขวัญและกาลังใจครูและนกั เรยี นดา้ นการส่งเสรมิ การ อ่าน เพราะการสร้างขวัญกาลังใจถอื เป็นการเสริมแรงให้บคุ ลากรและนกั เรยี นพัฒนาตนเอง และปฏิบัติหนา้ ท่ี ใหด้ ีย่ิงขน้ึ ก็จะส่งผลต่องานทีจ่ ะประสบผลสาเรจ็ มากยงิ่ ขึ้นเชน่ กนั

81 5.7.1.2 กจิ กรรมส่งเสริมนิสัยรกั การอ่านของนักเรยี นทส่ี ร้างและพัฒนาขน้ึ นี้สามารถนาไปใช้ จดั กิจกรรมอืน่ ๆ ทีส่ อดคล้องเพอ่ื นาไปพัฒนาส่งเสรมิ นกั เรยี นในดา้ นอ่นื ๆ ได้ 5.7.2 ข้อเสนอแนะสาหรบั การวจิ ัยครัง้ ตอ่ ไป 5.7.2.1 กิจกรรมท่ีกาหนดขึน้ บางกิจกรรม ตอ้ งใชเ้ วลาเฉพาะในการดาเนินกิจกรรม ดงั น้ัน จงึ ควรกาหนดเวลาสาหรบั กิจกรรมส่งเสริมนสิ ัยรักการอ่านได้อย่างชัดเจน เพื่อให้นกั เรียนได้สามารถร่วม กิจกรรมไดอ้ ยา่ งเต็มที่ ในขณะทบ่ี างกิจกรรมสามารถบรู ณาการกับการเรียนรูใ้ นวชิ าต่างๆ ในช้ันเรยี นได้ และ ในบางกิจกรรมไมจ่ าเปน็ ตอ้ งดาเนนิ การในห้องสมุดเพยี งอย่างเดียว แต่สามารถดาเนินการในบรเิ วณโรงเรียน ได้ ซึ่งผู้ดาเนนิ กิจกรรมอาจจะให้นักเรยี นได้ตกลงร่วมกันระหวา่ เปน็ ใจกรรมทีบ่ ริเวณใด 5.7.2.2 กจิ กรรมส่งเสริมนิสัยรกั การอ่านท่ีสรา้ งและพฒั นาขนึ้ น้ีต้องอาศัยผู้ดาเนนิ กจิ กรรมที่ สามารถร่วมกจิ กรรมกับนักเรียนได้ในทกุ ขั้นตอน สามารถสังเกตพฤติกรรมการอา่ นของนักเรียนได้อย่าง ชัดเจนและมองเห็นแนวทางในการพัฒนากิจกรรมต่อไปได้อยา่ งแท้จริง และคณะครูทุกท่านก็สามารถ ดาเนินการแทนกนั ได้ เพราะกิจกรรมมีข้ันตอนท่ไี ม่ยากและไม่ซบั ซ้อน และหากครผู ู้ดาเนินกิจกรรมเป็นผทู้ ่ีมี นิสัยรกั ในการอ่านด้วย จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการดาเนินกจิ กรรม เพราะจะสามารถแนะนาการเลอื กอ่าน หนงั สอื หรอื ชกั ชวนให้นักเรียนอ่านหนังสอื ได้ง่ายขึ้น อันจะทาใหน้ ักเรยี นเกิดความเช่ือในตวั บคุ คลว่าครูกย็ ัง เป็นนกั อา่ น ดังนั้น นกั เรียนก็อาจจะสนใจการอา่ นเพม่ิ ข้นึ เพราะมีบคุ คลขา้ งยิง่ ในการอ่านกเ็ ป็นได้ 5.7.2.3 ครคู วรจดั ทาแผนและนวัตกรรมการพฒั นาและสง่ เสริมการอ่าน โดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ข้อ นาต่อด้วย 3 ความดพี ื้นฐาน สานให้นักเรยี นมีสุข” ในแต่ละกิจกรรมพร้อมท้ังประเมินการใช้แผนอย่าง ต่อเน่อื ง เพ่อื ให้การจดั กจิ กรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สดุ

82 บรรณานกุ รม กระทรวงวัฒนธรรม. (2552). แผนแม่บทวฒั นธรรมแหง่ ชาติ 2550 – 2559. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พค์ ุรุสภา. กระทรวงศึกษาธกิ าร การมีสว่ นร่วมของผู้ปกครองและชุมชนในการจัดการศึกษา (เอกสารอบรมผู้นาการ เปลี่ยนแปลงสาหรบั ผบู้ รหิ าร. 2550 : 88-90) กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). พระราชบญั ญัติการศกึ ษาแห่งชาติ พุทธศกั ราช 2542 (ฉบับท่ี 2) และท่ี แก้ไขเพม่ิ เติม พทุ ธศกั ราช 2545.กรงุ เทพฯ: บรษิ ัทสยามสปอรต์ ซินดเิ ค จากัด. กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). พระราชบัญญัติการศกึ ษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 และที่แกไขเพมิ่ เติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545. กรงุ เทพฯ: องคการรบั สงสินคาและพสั ดุภัณฑ กระทรวงศึกษาธิการ. (2549). แนวทางการดําเนินงานปฏิรูปการเรียนการสอน ตาม เจตนารมณ กระทรวงศกึ ษาธิการ “2549 ป แหงการปฏริ ปู การเรียนการสอน”. กรุงเทพฯ: สานกั วิชาการ และมาตรฐาน. กร ะทร วงศึกษา ธิกา ร . ( 2551). หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร: กระทรงศึกษาธิการ. กระทรวงศึกษาธิการ. 2546. คู่มือการบริหารสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานท่ีเป็นนิตบิ ุคคล. กรุงเทพ: ม.ป.พ. (เอกสารอดั สาเนา) กล่ิน สร ะทอง เนียม. ( 2552). อม ก๋อย PROJECT: ต้นแบบก ารศึกบาสําหรั บช าวไทยภูเข า http://www.stateless Inson.co111. กาแหง จติ ตะมาก. (2548). การศกึ ษาแนวทางการพฒั นาคุณธรรม จรยิ ธรรม และค่านิยมท่พี งึ ประสงค์ แก่ ผเู้ รียนในสถานการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน สงั กัดสาํ นกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาอ่างทอง , วิทยานิพนธ์ ครศุ าสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา, มหาวิทยาลัยราชภฏั พระนครศรีอยุธยา. กุศล ทรงชน. (2550). รายงานผลการใช้หนังสืออา่ นเพ่ิมเติมเพ่ือส่งเสรมิ คุณธรรมพืน้ ฐาน 8 ประการ สําหรับนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 2. กรุงเทพฯ: โรงเรียนวัดชอ่ งลม สงั กัดสานักงานเขตยาน นาวา. จริญญารักษ์ ชัยมงคล. (2551). การปรับพฤติกรรมการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้กระบวนการกลุ่ม สําหรบั นกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่ตื่นวิทยา. วิทยานิพนธ์ปรญิ ญามหาบัณฑติ , พษิ ณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร. ฉววี รรณ คหู าภินนั ทน์. (2542). การอา่ นและการส่งเสรมิ การอ่าน. กรุงเทพมหานคร: บรู พสาส์น. ชนะใจ เดชวิทยาพรและคณะ. (2552). การศึกษานโยบายสง่ เสรมิ การอา่ นของไทย: ศกึ ษาเปรียบเทียบกับ ตา่ งประเทศ. กรงุ เทพฯ: สานกั งานอทุ ยานการเรียนรู้. ชัยนนั ท์ธรณ์ ขาวงาม. (2553). การพัฒนาการมีส่วนรว่ มของประชาชนในการจัดการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน กรณีจังหวัดลําพูน ปรญิ ญานพิ นธ์ปรชั ญาดุษฎีบณั ฑิต สาขาวิชาบริหารศาสตร์, สานักบริหาร และพัฒนาวิชาการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้.

83 บรรณานกุ รม (ต่อ) ชัยภพ เสรีผล. (2550). การจัดกิจกรรมส่งเสรมิ การอา่ นของโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟนส์. วทิ ยานพิ นธ์ ศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาบรรณารักษ์และสารสนเทศศาสตร์, มหาวิทยาลยั รามคาแหง ธนศักดิ์ เมอื งเจรญิ . (2554). ปัจจัยที่สง่ ผลต่อการส่งเสริมนิสยั รักการอา่ นของนกั เรียนโรงเรยี นนานาชาติ บางกอกพัฒนา. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาบรรณรกั ษศาสตร์และสารสนเทศ ศาสตร์, มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ. ธดิ า สวุ รรณสาครกุล. (2554). การศกึ ษาคณุ ลักษณะของตัวแบบในการอ่านทส่ี ่งผลตอ่ นิสัยรกั การอ่านของ เด็กวัยรนุ่ ในโรงเรียนมัธยมศึกษา. เขตกรุงเทพมหานคร. วทิ ยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาจติ วิทยาพฒั นาการ, มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ. นนั ทยิ า ตันศรีเจริญ. (2546). เสน้ ทางสู่นกั อ่าน. สานปฏิรูป, เล่มท่ี 2 (59) บ้านหนองทัพ อาเภอนายืน จังหวดั อุบลราชธานี วทิ ยานพิ นธ์ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑติ , มหาวิทยาลยั มหาสารคาม. บุญช่วย สายราม. (2552). การพัฒนาการดําเนินงานการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนกั เรียนโรงเรียน บ้านหนองทัพ อําเภอนํ้ายืน จังหวัดอุบลราชธานี, วิทยานิพนธศ์ ึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต. มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม. บุญช่วย สายราม. (2552). การพฒั นาการดําเนินงานการสง่ เสรมิ นิสยั รักการอ่านของนักเรยี นโรงเรียน. บุญรวม งามคณะ. (2555). การพฒั นาการอ่านสรุปความโดยหนงั สอื อิเล็กทรอนิกส์นิทาน สําหรับนกั เรียน ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 2. “วิทยานพิ นธ์ครุศาสตร์มหาบณั ฑติ สาขาวชิ าหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณใ์ นพระบรมราชปู ถัมภ์. ปรดี า ปญั ญาจนั ทร์และชวี ัน วิสาสะ. (2552). นิทานเล่าไปวาดไป. กรงุ เทพฯ ปลาตะเพียน. ผาณิต บุญมาก. (2552). รายงานการวิจยั โครงการ การศกึ ษานโยบายส่งเสรมิ การอ่านของไทย : ศึกษา เปรียบเทียบกับต่างประเทศ สํานักงานอุทยานการเรียนรู้ (ออนไลน์) เข้าถึงได้จา ก http://www.tkpark.or.th/stocks/extra/0005a3.pdf พงษ์พันธ์ พงษ์โสภา. (2542). จิตวทิ ยาการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: วิสทิ ธิ์พัฒนา. แม้นมาส ชวลติ . (2544). แนวทางสง่ เสริมการอ่าน พิมพ์ครงั ที่ 2. กรุงเทพฯ: บรรรกิจ 1991 จากัด แม้นมาส ชวลิต. (2546). กิจกรรมสง่ เสรมิ การอ่าน. พมิ พ์ครังที่ 3. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพค์ รุ สุ ภาลาดพรา้ ว. เลขาธิการคณะรัฐมนตรี. สานัก.“พระราชบัญญัติ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ฉบับที 4 พ.ศ. 2552”. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก : http://web.krisdika.go.th/ data/law/lawo/%cdwm/%cdwm- o}-o€€o-a}}}w.pdf , 2559. วรากรณ์ สามโกเศศ. (2542). โลกนี้ไมม่ ีอะไรฟรี (พมิ พค์ รงั ที่ 4). กรงุ เทพฯ: มติชน. วิจิ ต ร ศ รี ส ต้ า . ( 2 5 5 0 ) . ค รู กั บ ก า ร พัฒ น า คุ ณ ภ า พ ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย , เ ข้ า ถึ ง ไ ด้ จ า ก http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewContentviewc ontent .as p?pageid= 471

84 บรรณานุกรม (ตอ่ ) วิจิ ต ร ศ รี ส อ้ า น . ( 2 5 5 0 ) . ค รู กั บ ก า ร พัฒ น า คุ ณ ภ า พ ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย เ ข้ า ถึ ง ไ ด้ จ า ก http://media.thaigov.go.th/pageconfig/viewContent/viewConte ntl.asp?pagei d= 471 วิทยากร เชียงกูล. (2552). ประเทศท่ปี ระชาชนไมช่ อบอา่ นหนังสือไมม่ ีทางจะไปสูใ้ ครเขาได้บรรณศาสตร์ มศว.2 (ปกี ารศึกษา 2552): 1-7 ศศธิ ร อินต่นุ . (2550). การพัฒนารปู แบบการจัดกิจกรรมส่งเสรมิ นสิ ัยรกั การอา่ นสําหรับนกั เรียนช่วงชน้ั ที่ 2. วทิ ยานพิ นธ์ศึกษาศาสตรดุษฎบี ัณฑิต สาขาวชิ าหลักสตู รและการสอน, มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่. สนั ติกา ดวงจติ . (2552). ปัจจัยที่มีอทิ ธิพลต่อนิสัยรักการอา่ นของนกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 ในจังหวัด ศรีสะเกษ. วิทยานิพน ธ์กา รศึกษามหาบัณฑิต สาขาการ วิจัยการ ศึกษา , มหาวิทยาลัย มหาสารคาม สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขันพืนฐาน. (2550). แนวทางการกระจายอํานาจการบริหารและการจัด การศึกษาใหค้ ณะกรรมการ สํานักงานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาและสถานศกึ ษาตามกฎกระทรวง กาํ หนดหลักเกณฑ์และวิธกี ารกระจายอํานาจการบริหารและการจดั การศกึ ษา พ.ศ. 2550. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์ ชมุ นุมสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด. สานักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา. (2550). รปู แบบการสง่ เสริมนิสยั รักการอ่านในเด็กอายุ 1-3 ปี โดยพ่อ แม่และผ้เู ลี้ยงดเู ดก็ .กรงุ เทพฯ: พรกิ หวานกราฟิก จากดั . สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา. (2552). รูปแบบการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน. (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.onec-go.th/publication 510361ulI51036.pdf สา นักงา น วิชา การ และมา ตรฐา นกา ร ศึกษา . (2555). การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา . กรงุ เทพมหานคร: สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขันพนื ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. สานกั งานศกึ ษาธิการภาค 17. (2562). นโยบายของรัฐบาล (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรฐั มนตรี). ________. (2562). แผนปฏบิ ัติราชการประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2562. ยทุ ธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2560 – 2580). ________. (2562). แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ. ฉบับที่ 12 (2560 – 2564). สานกั งานสถติ แิ ห่งชาติ. (2552). การสาํ รวจการอ่านหนังสือของประชากร พ.ศ.2551. กรุงเทพฯ: สานักงาน สถิตเิ ศรษฐกจิ สังคมและประชามติ. สานักงานสถิติแหง่ ชาติ. (2554). สรุปผลท่ีสําคัญการสํารวจการอ่านหนังสือของประชากรพ.ศ. 2554. กรงุ เทพฯ: สานกั งานสถิติเศรษฐกิจสังคมและประชามติ. สานักงานสถติ แิ หง่ ชาติ. (2557). การสํารวจการอ่านหนังสือของประชากร พ.ศ.2556. กรงุ เทพฯ: สานักงาน สถิติเศรษฐกิจสงั คมและประชามติ. สานักงานอุทยานการเรียนรู้. (2551). ทัศนคติและพฤติกรรมการอ่านของคนไทย(รายงานการวิจัย) กรงุ เทพฯ: เอคอร์นมาร์เก็ตติง แอนด์ รเี สริ ช์ คอนซัลแทนท์.

85 บรรณานุกรม (ต่อ) สานกั งานอุทยานการเรียนรู้. (2552). งานวจิ ยั กิจกรรมสง่ เสริมการอ่านและการเรียนรู้ (ออนไลน์) เข้าถงึ ได้ จาก http://www.tkpark.or.th สานักงานอทุ ยานการเรียนรู้. (2556). อ่านเขา อ่านเรา (14บทความส่งเสริมการอ่าน) กรงุ เทพ: มาตาการ พิมพ์. สุขุม เฉลยทรัพย.์ (2552). ชนี้ ิสัยรกั การอ่านเกิดจากสํานกึ ของพอ่ แม่ เดลนิ ิวส์หนา้ 27และ 34 สุชาติ ชุมดวง. (2553). พฤตกิ รรมการอา่ นของนักเรยี นชั้นประถมศึกษา โรงเรียนดาราวทิ ยาลยั จงั หวัด เชยี งใหม่ การคน้ คว้าแบบอสิ ระ ศลิ ปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสารสนเทศศกึ ษา บัณฑิต วิทยาลยั , มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่. สุนทรา โตบัว. (2551). การประเมินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านโรง เรียนในสัง กัดสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐานของสํานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา 84,172 ปงี บประมาณ พ.ศ.2550. รายงานวิจัยคณะศกึ ษาศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. สนุ นั ทา มั่นเศรษฐวิทย์. (2552). ความสําคัญของการอ่าน ในเอกสารวิชาการอ่านภาษาไทยหน่วยที่ 1-8 นนทบุรี สาขาวิชาศิลปศาสตร์, มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช. หทยั รตั น์ ศรวี รเดชไพศาล. (2550). พฤติกรรมสง่ เสริมนสิ ยั รกั การอ่านของผู้ปกครองเด็กปฐมวยั ในจังหวัด นนทบุรี. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประชากรศกึ ษา , คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. อรศรี งามวทิ ยาพงศ์ และคณะ. (2554). รายงานการศกึ ษาปัจจัยท่ีเอ้ือและเป็นอุปสรรคต่อการสร้างเสริม วฒั นธรรมการอ่าน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เม็ดทราย แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สานักงานกองทนุ สนับสนุนการสร้างเสรมิ สขุ ภาพ (สสส.) อัจฉรา ประดษิ ฐ์. (2550). ชวนเด็กไทยให้เปน็ นกั อ่าน. กรุงเทพมหานคร: สานกั งานอุทยานการเรยี นรู้. อารี พนั ธ์มณี. (2542). จิตวทิ ยาการเรียนการสอน กรุงเทพฯ: เลิฟแอนด์ลพิ เพรส. อารี สัณหฉวี. (2553). หนุนพ่อแม่ ครู ปั้นเด็กเป็นนักกอ่าน (ออนไลน์) เข้าถึงได้จากhttp://www./ library.icamtalk.com/DbarticleNews/show.php3?Category=&No=186 อดุ ม เพชรสังหาร. (2552). วัฒนธรรมเลี้ยงลูกด้วยหนังสอื วัฒนธรรมสรา้ งชาติ (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก http://www.bookandreading.com/why-kids-dont-readbook!

86 BIBLIOGRAPHY Bloom;Marth;&Waters. 1998:98;Managing to Read :A Whole School Approach to Reading. London:Glasgow Bloom. Bloom's Taxonomy(Online) http://www.13nr.org/posts/478812 (2014, Jan,18) Cohen, Tsivia. Entering the World of A Book Together:The early Years. Retrieved (Online). (2010) Available:http://www.chicagochildrensmuseum.org/learnbooks.html(2011, March3) Conlon, G. E., Zimmer, M.J., Creed, P.A., and Tucker,M. (2006). Family history,self perceptions,attitudes, and cognitive abilities are associated with early adolescent reading skills.Journal of Research in Reading 29:11-32 Guthrie, J.T. et al. (2007). Reading Motivation and reading comprehension growth in the later Elementary years. Contemporary Educational Psychology 32:282-313 Jennings, Paul. (2003). The Reading Bug and How You can Help Your Child to Catch It. London: Penguin. Johnsson-Smaragdi U., and Jonsson, A.(2006) Book reading in leisure time:Long term changes in young peoples'book reading habits. Scandinavian Journal of Educational Research 50-519-540 Johnson, A.S. and L. Cowles. \"Orlonia's Literacy in Persons:Expanding Notions of Literacy Through Biography and History.\" Journal of Adolescemt & Adult Literacy. 5 (February 2009). Pp.410-420 Kingarrd Jan. Learn to Read Retrieved (Online).(2009) Available:http://www.loverreading 4kids.co.uk/genre/fir/Learn-to-Read.html (2011, August 5) Knipper K. (2007). Influences on Elementary Education Teacher Candidates' Current Reading Attitudes and Personal Reading Practices. Dissertation Ed.D. (Curriculum and Instruction). South Dakota: University of South Dakota. Retrieved August 25, 2007, from http://proquest.umi.com/pqdweb?did=15000559551& Krashen, Stephen D. (2004). The Power of Reading:Insights from the Research. Westport: Libraries Unlimited. Maslow, Abraham. (1968). Toward a Psychology of Being. New York: Van Nostrand Reinhold

87 BIBLIOGRAPHY McKool Sharon S. Factors that Influence the Decision to Read:an Investigation of fifth Grade Students'Out-of-School reading Habits Reading Impravement. Retrieved Online).(2007) Available http://findarticles.com/particles/mi_hb6516/ is_3_44 /ai_ n29383538/pg_2/?tag=content;co 11(2011,July 14) Ministry of Education and National Library of New Zealand. (2002). The School Library and Learning in the information Landscape : Guidelines for New Zealand Schools. Wellington: Learning Media Rogers, Kathleen. Selecting Books for Your Child:Finding Just Right Books, Retrieved (Online) (2008) Available: http://www.readingrockets.org/articles/28279(2011 July 4) Ryan, M.R., and Deci . (2000). Seldetermination theory and the facilitation of intrinsic motivation social development, and well-being. Amercian Psycholigisu 55:68-78 Wang, J. H., and Guthrie, J. T. (2004) Modeling the effects of intrinsic motivation,extrinsic motivation amount of reading, and past reading achievement on text comprehension between U.S. and Chinese students. Reading Research Quarterly 39:162-188 Wheldall;K;&J Entwhistle. (1988): Back in the USSR:The Effect of Teacher Modeling of Silent Reading on Pupils Reading Behaviour in the primary School Classroom. Educational Psychology. Retrieved (Online) (1988) Available: http://informaworld. com/smpp/content-db-aii-content=a757642651-tab-citsti (2011, May 4)

88 ภาคผนวก

89 ภาคผนวก ก รายนามผทู้ รงคุณวฒุ ิ

90 รายนามผทู้ รงคุณวฒุ ิ 1. นายประภาส วงษ์โท ตาแหน่ง รองผูอ้ านวยการโรงเรียนอนบุ าลชุมชนหนองบัวแดง ต.หนองบัวแดง อ.หนองบวั แดง จ.ชยั ภมู ิ 36210 สานักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาชัยภมู ิ เขต 1 กระทรวงศึกษาธกิ าร 2. นางอารยา วสธุ นรตั น์สกลุ ตาแหนง่ รองผอู้ านวยการโรงเรยี นอนุบาลชุมชนหนองบวั แดง ต.หนองบวั แดง อ.หนองบวั แดง จ.ชัยภูมิ 36210 สานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาชัยภูมิ เขต 1 กระทรวงศึกษาธกิ าร 3. นายบริบรู ณ์ ปัญญา ตาแหนง่ รองผู้อานวยการโรงเรียนอนุบาลชุมชนหนองบัวแดง ต.หนองบัวแดง อ.หนองบวั แดง จ.ชัยภูมิ 36210 สานักงานเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาชัยภมู ิ เขต 1 กระทรวงศกึ ษาธิการ 4. นางชลธชิ า คงสมบูรณ์ ตาแหนง่ รองผ้อู านวยการโรงเรียนอนบุ าลชมุ ชนหนองบัวแดง ต.หนองบวั แดง อ.หนองบวั แดง จ.ชยั ภมู ิ 36210 สานกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาชยั ภูมิ เขต 1 กระทรวงศกึ ษาธกิ าร 5. นางปยิ นุช ไชยมงคล ครชู านาญการพเิ ศษ กลมุ่ สาระการเรียนภาษาไทย ต.หนองบัวแดง อ.หนองบวั แดง จ.ชัยภูมิ 36210 สานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาชัยภมู ิ เขต 1 กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

91 ภาคผนวก ข แบบสังเกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกิจกรรม การพฒั นาการสง่ เสรมิ การอา่ นของนกั เรยี น โดยใชค้ ณุ ธรรม 8 ขอ้ สานต่อ 3 ความดีพนื้ ฐาน สานให้นักเรียนมีสุข

92 แบบสังเกตพฤตกิ รรมการเข้ารว่ มกิจกรรม การพฒั นาการส่งเสรมิ การอ่านของนกั เรียนโดยใช้ คณุ ธรรม 8 ขอ้ นาต่อด้วย 3 ความดีพ้นื ฐาน สานให้นกั เรยี นมีสขุ โรงเรยี นอนบุ าลชมุ ชนหนองบบวั แดง สพป.ชัยภมู ิ เขต 1 คาช้ีแจง แบบสงั เกตพฤติกรรมการเข้ารว่ มกิจกรรม การพฒั นาการสง่ เสรมิ การอ่านของนักเรียนโดยใช้ คุณธรรม 8 ข้อ สานต่อ 3 ความดีพ้ืนฐาน สานใหน้ กั เรียนมสี ุขฉบบั นี้ เปน็ แบบสังเกตพฤติกรรมของนกั เรียน ในการเขา้ ร่วมกิจกรรม การพฒั นาการสง่ เสรมิ การอา่ นของนักเรียนโดยใชค้ ณุ ธรรม 8 ข้อ นาตอ่ ด้วย 3 ความดี พื้นฐาน สานใหน้ ักเรยี นมีสขุ ดงั นี้ 1. แบบสงั เกตพฤติกรรม มที ัง้ หมด 2 ตอน คอื ตอนที่ 1 ข้อมูลทวั่ ไปของนกั เรียน ตอนที่ 2 ระดับคะแนนพฤตกิ รรมของนักเรียนในการจดั กจิ กรรมน้ี 2. เคร่อื งหมาย และตวั เลขในแตล่ ะระดับคะแนนของนกั เรยี น ทางดา้ นขวามือของแบบสังเกต พฤติกรรม มคี วามหมายดงั น้ี ระดับ 5 หมายถึง คะแนนอยู่ในระดบั มากทีส่ ุด ระดบั 4 หมายถึง คะแนนอยู่ในระดบั มาก ระดับ 3 หมายถึง คะแนนอยใู่ นระดบั ปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง คะแนนอยใู่ นระดบั นอ้ ย ระดบั 1 หมายถึง คะแนนอยู่ในระดับนอ้ ยทสี่ ุด ตอนที่ 1 ข้อมลู ทั่วไปของนกั เรยี น ชื่อ-สกุล___________________________________________ชั้น_____________เลขที่_____ ตอนท่ี 2 ระดบั คะแนนพฤติกรรมของนกั เรยี นต่อการจัดกิจกรรมน้ี คาชแี้ จง ให้ทาเคร่ืองหมาย  ลงในช่อง  ทตี่ รงกับพฤติกรรมของนกั เรยี นมากที่สุด ช่องระดบั คะแนน ระดับ 1=น้อยมาก 2=น้อย 3=ปานกลาง 4=มาก และ 5=มากทส่ี ุด ขอ้ รายการประเมิน ระดบั คะแนน 54 3 2 1 1 นกั เรียนมีความตั้งใจในการทากิจกรรมต่างๆ 2 นกั เรยี นให้ความรว่ มมือในการทากิจกรรมอย่างเตม็ ท่ี 3 นักเรยี นนักเรยี นมีสว่ นร่วมในการวางแผนการปฏิบตั กิ จิ กรรม 4 นกั เรียนแบง่ หน้าท่ีกนั ในการทางาน 5 นักเรียนชว่ ยเหลอื กนั ในการทางาน

93 ข้อ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน 54 3 2 1 6 นกั เรียนทางานเสร็จตามเวลาทก่ี าหนด 7 นกั เรยี นซกั ถามเมื่อมขี อ้ สงสยั 8 นกั เรยี นรบั ฟังความคดิ เหน็ ของสมาชกิ ภายในกลมุ่ 9 นกั เรียนสามารถปฏบิ ตั กิ จิ กรรมตามใบงานและคาชแี้ จงในแต่ ละเรื่องได้ 10 นกั เรยี นทาผลงานได้อย่างถกู ต้อง สวยงาม มคี วามคิดริเรม่ิ สรา้ งสรรค์ รวม ขอ้ เสนอแนะ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……

94 ภาคผนวก ค แบบประเมินความพงึ พอใจของนักเรียน ในการเข้ารว่ มกจิ กรรมการพฒั นาการสง่ เสรมิ การอ่านของ นกั เรยี นโดยใชค้ ุณธรรม 8 ขอ้ นาตอ่ ด้วย 3 ความดพี ้นื ฐาน สานใหน้ กั เรียนมีสุข

95 แบบประเมินความพงึ พอใจในการเข้ารว่ มกจิ กรรม การพัฒนาการสง่ เสรมิ การอ่านของนักเรยี น โดยใช้คณุ ธรรม 8 ขอ้ นาต่อด้วย 3 ความดีพน้ื ฐาน สานให้นกั เรียนมีสุข โรงเรยี นอนุบาลชมุ ชนหนองบบวั แดง สพป.ชยั ภูมิ เขต 1 คาชแ้ี จง แบบประเมนิ ฉบบั น้ีเป็นแบบประเมนิ ความพึงพอใจของนักเรยี น ในการเข้าร่วมกิจกรรม การพัฒนาการส่งเสรมิ การอ่านของนกั เรียนโดยใชค้ ณุ ธรรม 8 ขอ้ นาต่อดว้ ย 3 ความดีพนื้ ฐาน สานใหน้ กั เรียน มีสขุ ดงั นี้ 1. แบบสอบถามความพงึ พอใจ มที ้ังหมด 2 ตอน คือ ตอนท่ี 1 ข้อมูลทว่ั ไปของนกั เรยี น ตอนที่ 2 ระดับความพงึ พอใจตอ่ การจัดกิจกรรมน้ี 2. ให้นักเรียนอ่านขอ้ ความให้เขา้ ใจแล้วเขยี นเคร่อื งหมาย  ลงในช่องวา่ งทตี่ รงกับความพึงพอใจ ของนกั เรยี นมากทีส่ ุด 3. เคร่ืองหมาย และตวั เลขในแต่ละระดับความพึงพอใจของนักเรียน ทางด้านขวามือของ แบบสอบถามความพงึ พอใจ มคี วามหมายดงั น้ี ระดบั 5 หมายถงึ ความพึงพอใจ อยู่ในระดบั มากทสี่ ดุ ระดบั 4 หมายถงึ ความพงึ พอใจ อยู่ในระดับมาก ระดบั 3 หมายถึง ความพงึ พอใจ อยู่ในระดบั ปานกลาง ระดบั 2 หมายถึง ความพงึ พอใจ อยใู่ นระดบั น้อย ระดบั 1 หมายถงึ ความพึงพอใจ อยูใ่ นระดบั นอ้ ยทส่ี ดุ ตอนที่ 1 ข้อมลู ทั่วไป 1.1 เพศ  ชาย  หญงิ 1.2 ระดับช้ัน  ป. 1  ป. 2  ป. 3 1.2 ระดบั ชนั้  ป. 4  ป. 5  ป. 6 ตอนที่ 2 ระดับความพึงพอใจตอ่ การจดั กิจกรรมนี้ คาช้แี จง ใหน้ กั เรียนทาเครื่องหมาย  ลงในชอ่ ง  ที่ตรงกบั ความคดิ เห็นของนกั เรยี นมากทส่ี ุด ช่อง ระดับความพึงพอใจ ระดับ 1=นอ้ ยมาก 2=นอ้ ย 3=ปานกลาง 4=มาก และ 5=มากทส่ี ุด ข้อ รายการประเมิน ระดับคะแนน 54 3 2 1 1 รูปแบบกิจกรรมตอบสนองความต้องการของนักเรยี น 2 กิจกรรมการเรียนรทู้ าให้เขา้ ใจงา่ ย

96 ระดับคะแนน 1 54 3 2 ข้อ รายการประเมนิ 3 นักเรยี นมีสมาธิในการทากิจกรรม 4 ระยะเวลาทใี่ ชใ้ นการจัดกิจกรรมมคี วามเหมาะสม 5 เนือ้ หาของกจิ กรรม เหมาะกบั ระดบั ความรูค้ วามสามารถของ นักเรียน 6 กิจกรรมสง่ เสริมให้นกั เรียนใชม้ วี ินยั ในตนเอง 7 นักเรยี นได้รบั ความรู้ ความเขา้ ใจและทักษะตามเนอ้ื หาและ กิจกรรมการเรียนรู้ 8 วิธกี ารจัดกิจกรรมสง่ เสรมิ ใหน้ ักเรียนมีนิสยั รกั การอ่าน 9 นกั เรยี นมคี วามสนกุ สนานในการทากจิ กรรม 10 นักเรียนนาความรูท้ ่ไี ดจ้ ากการทากิจกรรมไปใช้ใน ชวี ิตประจาวนั ได้ ข้อเสนอแนะ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……

96 ภาคผนวก ง ภาพการเกบ็ ขอ้ มูลวจิ ยั

97 ภาพการเกบ็ ขอ้ มูลการวจิ ยั : การพฒั นาการสง่ เสรมิ การอ่านของนกั เรียนโดยใช้ “คณุ ธรรม 8 ขอ้ นา ตอ่ ด้วย 3 ความดี พืน้ ฐาน สานให้นกั เรียนมสี ขุ ” กิจกรรมภาษาไทยวันละคา กจิ กรรมภาษาองั กฤษวนั ละคา