ความรู้เกยี่ วกบั ศิลปะ ความหมายของศิลปะ ศิลปะ (Art) เป็นคำที่มีควำมหมำยกวำ้ งขวำงครอบคลุมพฤติกรรมกำรแสดงออก และกำรสร้ำงสรรค์ ทุกๆ ดำ้ นของมนุษย์ ตำมพจนำนุกรมศพั ทศ์ ิลปะ : ฉบบั รำชบณั ฑิตยสถำน พทุ ธศกั รำช 2530 ไดใ้ หค้ วำมหมำย ศิลปะ (สินลปะ) ส.น. กำรประดบั กำรแสดงออกมำใหป้ รำกฏข้ึนไดอ้ ยำ่ งงดงำมน่ำพงึ ชม และเกิดอำรมณ์ สะเทือนใจ กำรช่ำงทว่ั ไปกำรฝีมือคำนิยำมทวั่ ไปของศิลปะ (Art) ศิลปิ นนกั ปรำชญร์ ำชบณั ทิตและนกั กำรศึกษำท้งั หลำยไดพ้ ยำยำมกำหนดควำมหมำยของศิลปะไว้ มำกมำย ดว้ ยเหตุผลตำ่ งๆ กนั เช่น ศิลปะ หมำยถึง กำรเลียนแบบธรรมชำติ ศิลปะ หมำยถึง สิ่งท่ีมนุษยส์ ร้ำงข้ึนเพ่อื ควำมงำมและประโยชนใ์ ชส้ อย ศิลปะ หมำยถึง กำรถ่ำยทอดควำมรู้สึกเป็นรูปทรง ศิลปะ หมำยถึง กำรแสดงออกทำงควำมเช่ือและควำมงำม ศิลปะ หมำยถึง กำรแสดงออกทำงบุคลิกภำพเด่นๆ ของศิลปิ น ศิลปะ หมำยถึง งำนอนั เป็นควำมพำกเพยี รของมนุษย์ ซ่ึงตอ้ งใชค้ วำมพยำยำมดว้ ยควำมคิดเห็นและ มือ ศิลปะ หมำยถึง ควำมชำนำญในกำรลำดบั ประสบกำรณ์และกำรถ่ำยทอดตำมจินตนำกำรใหเ้ ป็ นวตั ถุ ท่ีมีสุนทรียภำพ ฯลฯ เมื่อพิจำรณำจำกควำมหมำยดงั กล่ำว สรุปไดว้ ำ่ ศิลปะ เป็นผลงำนท่ีเกิดจำกกำรสร้ำงสรรค์ จำกภูมิปัญญำของมนุษยท์ ่ีถ่ำยทอดออกมำ โดยผำ่ นส่ือ วสั ดุ เทคนิควธิ ีกำรต่ำงๆ มีคุณคำ่ ท้งั เน้ือหำ เรื่องรำวและควำมหมำย เม่ือไดพ้ บเห็นหรือสมั ผสั แลว้ ก่อใหเ้ กิด ควำมพงึ พอใจ ประทบั ใจมีควำมสุข เพลิดเพลินและปิ ติยนิ ดี การสร้างงานศิลปะของมนุษย์แบ่งออกเป็ น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. วจิ ิตรศิลป์ (Fine Art) หมำยถึงศิลปะท่ีแสดงควำมตอ้ งกำรทำงดำ้ นจิตใจและอำรมณ์เป็นสำคญั โดยถือเอำ ควำมรู้สึกจำกงำนน้นั เป็นคุณคำ่ 2. ศิลปประยุกต์ (Applied Art) หมำยถึ งศิลปะที่สนองควำมตอ้ งกำรทำงดำ้ นร่ำงกำย เศรษฐกิจ และชีวติ ประจำวนั โดยถือเอำคุณคำ่ ทำงประโยชนใ์ ชส้ อยเป็นอนั ดบั แรกและคุณค่ำทำงควำมงำมเป็นอนั ดบั รอง ทศั นศิลป์ เป็นส่วนหน่ึงของวจิ ิตรศิลป์ เน่ืองจำกเป็นศิลปะที่มีควำมงำม และสนองควำมตอ้ งกำร ทำงดำ้ นจิตใจและอำรมณ์เป็ นสำคญั
ทศั นศิลป์ (Visual Art) หมำยถึงศิลปะที่มองเห็น หรือศิลปะท่ีสำมำรถสัมผสั รับรู้ และชื่นชมดว้ ย กำรมองเห็นเป็ นศิลปะท่ีสัมผสั จบั ตอ้ งได้ และกินท่ีวำ่ งในอำกำศ (ปัญญำ เศรษฐศิริ ศุภกร และคณะ พิมพค์ ร้ังที่ 1 พ.ศ. 2540 : หนำ้ 4-6) ทศั นศิลป์ แบ่งออกเป็ น 3 ประเภทไดแ้ ก่ จิตรกรรม ประติมำกรรม และสถำปัตยกรรม จอห์น แคนาเดย์ (John Canaday) ไดใ้ หค้ วำมหมำยของจิตรกรรมไวว้ ำ่ จิตรกรรม คือ กำรระบำยช้นั ของสีลงบน พ้ืนระนำบรองรับ เป็นกำรจดั รวมกนั ของรูปทรง และ สีที่เกิดข้ึนจำกกำรเตรียมกำรของศิลปิ นแตล่ ะคนในกำร เขียนภำพน้นั พจนำนุกรมศพั ท์ อธิบำยวำ่ เป็นกำรสร้ำงงำนทศั นศิลป์ บนพ้ืนระนำบรองรับ ดว้ ยกำร ลำก ป้ำย ขีด ขดู วสั ดุ จิตรกรรมลงบนพ้นื ระนำบรองรับซ่ึงจำแนกไดต้ ำมลกั ษณะผลงำนท่ีสิ้นสุด และ วสั ดุ วจิ ิตรศิลป์ (Fine Art) แบ่งออกเป็ น 5 แขนง 1. จิตรกรรม (Painting) จิตรกรรม หมำยถึง กำรเขียนภำพและระบำยสี เป็นกำรถ่ำยทอดควำมงำม และควำมรู้สึกนึกคิดลงบน พ้นื ระนำบท่ีเป็ น 2 มิติ แต่สำมำรถใชส้ ี เส้น แสงเงำ ฯลฯ สร้ำงสรรคใ์ หเ้ กิดภำพลวงตำ มีควำมลึกต้ืนและดู เป็น 3 มิติได้ เรำเรียกผสู้ ร้ำงสรรคง์ ำนจิตรกรรมวำ่ “จิตรกร” จิตรกรรมจำแนกได้ 2 ลกั ษณะดงั น้ี 1.1 ภาพวาด (Drawing) หมำยถึงกำรวำดภำพ แบบเป็น 2 มิติ คือมีเพียงควำมกวำ้ งและควำม ยำว โดยใชว้ สั ดุตำ่ ง ๆ เช่น ดินสอดำ สีชอลก์ สีเทียน สีไม้ เกรยอง เป็นตน้ ฯลฯ 1.2 ภาพเขียน (Painting) เป็นกำรสร้ำงงำน 2 มิติ บนพ้นื ระนำบดว้ ยสีหลำยสี กำรเรียกชื่อลกั ษณะ ของภำพเขียนจะเรียกตำมสื่อวสั ดุที่ใชเ้ ป็นสำคญั เช่น กำรเขียนภำพดว้ ยสีน้ำ กำรเขียนภำพดว้ ยสีน้ำมนั เป็น ตน้ ( สุชำติ เถำทอง,สงั คม ทองมี,ธำรงศกั ด์ิ ธำรงเลิศฤทธ์ิ,รอง ทองดำดำษ พิมพค์ ร้ังท่ี 3 : หนำ้ 5-6 ) รูปแบบของงานจติ รกรรม งำนจิตรกรรมแบง่ ออกเป็ น 8 ประเภทไดแ้ ก่ 1. ภำพหุ่นนิ่ง (Still life) 2. ภำพสัตว์ (Animal) 3. ภำพคนและคนเหมือน (Human Figure and Portrait) 4. ภำพทิวทศั นบ์ ก (Landscape) ทะเล (Seascape) และทิวทศั นส์ ิ่งก่อสร้ำง (Building scape) 5. ภำพชีวติ ควำมเป็นอยขู่ องมนุษย์ (Genre) 6. ภำพเก่ียวกบั ศำสนำ (Religious)
7. ภำพจินตนำกำร (Imagination) 8. ภำพนำมธรรม (Abstract) องค์ประกอบสาคญั ของงานจิตรกรรม คือ 1. ผสู้ ร้ำงงำน หรือ ผวู้ ำด เรียกวำ่ จิตรกร 2. วสั ดุุ ท่ีใชร้ องรับกำรวำด เช่น กระดำษ ผำ้ ผนงั ฯลฯ 3. สุี เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงเน้ือหำ เรื่องรำวเกี่ยวกบั ผลงำน งำนจิตรกรรมเป็นงำนศิลปะที่เก่ำแก่ด้งั เดิมของมนุษย์ เริ่มต้งั แตก่ ำรขีดเขียนบนผนงั ถ้ำ บนร่ำงกำย บนภำชนะ เคร่ืองใชต้ ำ่ ง ๆ จนพฒั นำมำเป็นภำพวำดท่ีใชป้ ระดบั ตกแตง่ ในปัจจุบนั กำรวำดภำพเป็ นพ้ืนฐำนของงำนศิลปะ ทุกชนิด ผสู้ ร้ำงสรรคง์ ำนจิตรกรรม เรียกวำ่ จิตรกร(Painter) คุณค่าของงานจิตรกรรม … ศิลปกรรมเป็ นกำรแสดงออกถึงจิตใจของชำติ ฉะน้นั ผทู้ ่ีเป็ นศิลปิ นไม่วำ่ ประเภทใด จึงควรได้ พยำยำมศึกษำหำควำมรู้ใหก้ วำ้ งขวำงเพือ่ ท่ีจะแสดงจิตใจน้นั ไดด้ ี 1. คุณค่าทางด้านจิตใจ -ถ่ำยทอดอำรมณ์จิตใจ เเละควำมรู้สึกภำยในสู่ภำยนอก -ยกระดบั จิตใจใหป้ ระณีตละเอียดอ่อน -ผอ่ นคลำยอำรมณ์ เคร่งเครียดเเละเศร้ำมอง –จรรโลงศำสนำรักษำคุณธรรม 2. คุณค่าทางความคิดเเละสติปัญญา -เป็ นส่ือกำรถ่ำยทอดควำมคิดเเละสติปัญญำ -พฒั นำควำมคิดสร้ำงสรรค์ -เป็นสื่อในกำรศึกษำคน้ ควำ้ ทำงศิลปะกรรม 3. คุณค่าทางด้านประโยชน์ใช้สอย -เป็ นพ้ืนฐำนของงำนออกเเบบ -เป็นส่วนประกอบของงำนประยกุ ตศ์ ิลป์ -เป็ นศิลปะภำยใน -เป็นอำชีพที่มนั่ คง http://school.obec.go.th/huyhinpit/Student/Art3/Bo6.html 2. ประติมากรรม (Sculpture)
เป็นผลงำนศิลปะที่แสดงออกดว้ ยกำรสร้ำงรูปทรง 3 มิติ มีปริมำตร มีน้ำหนกั และกินเน้ือท่ีในอำกำศ โดยกำรใชว้ สั ดุชนิดตำ่ ง ๆ วสั ดุที่ใชส้ ร้ำงสรรคง์ ำนประติมำกรรม จะเป็ นตวั กำหนด วธิ ีกำรสร้ำงผลงำน ผู้ สร้ำงสรรคง์ ำนประติมำกรรม เรียกวำ่ ประตมิ ากร ควำมงำมของงำนประติมำกรรม เกิดจำกกำรแสงและเงำ ที่ เกิดข้ึนในผลงำนกำรสร้ำงงำนประติมำกรรมทำได้ 4 วธิ ี คือ 1. การป้ัน (Casting) เป็นกำรสร้ำงรูปทรง 3 มิติ จำกวสั ดุ ทีเหนียว ออ่ นตวั และยดึ จบั ตวั กนั ไดด้ ี วสั ดุ ท่ีนิยมนำมำใชป้ ้ัน ไดแ้ ก่ ดินเหนียว ดินน้ำมนั ปูน แป้ง ข้ีผ้งึ กระดำษ หรือ ข้ีเล่ือยผสมกำว เป็นตน้ 2. การแกะสลกั (Carving) เป็นกำรสร้ำงรูปทรง 3 มิติ จำกวสั ดุท่ี แขง็ เปรำะ โดยอำศยั เครื่องมือ วสั ดุ ท่ีนิยมนำมำแกะ ไดแ้ ก่ ไม้ หิน กระจก แกว้ ปูนปลำสเตอร์ เป็นตน้ 3. การหล่อ (Molding) เป็นกำรสร้ำงรูปทรำง 3 มิติ จำกวสั ดุที่หลอมตวั ไดแ้ ละกลบั แขง็ ตวั ได้ โดย อำศยั แมพ่ ิมพ์ ซ่ึงสำมำรถทำใหเ้ กิดผลงำนที่เหมือนกนั ทุกประกำรต้งั แต่ 2 ชิ้นข้ึนไป วสั ดุท่ีนิยมนำมำใชห้ ล่อ ไดแ้ ก่ โลหะ ปูน แป้ง แกว้ ข้ีผ้งึ ดิน เรซ่ิน พลำสติก ฯลฯ http://www.mew6.com/composer/art/sculpture.php 4. การประกอบขนึ้ รูป (Construction) เป็นกำรสร้ำงรูปทรง 3 มิติ โดยนำวสั ดุตำ่ ง ๆ มำ ประกอบเขำ้ ดว้ ยกนั และยดึ ติดกนั ดว้ ยวสั ดุต่ำง ๆ กำรเลือกวธิ ีกำรสร้ำงสรรคง์ ำนประติมำกรรม ข้ึนอยกู่ บั วสั ดุท่ีตอ้ งกำรใช้ ประติมำกรรม ไมว่ ำ่ จะสร้ำงข้ึนโดยวธิ ีใด จะมีอยู่ 3 ลกั ษณะ คือ แบบนูนต่ำ แบบนูนสูง และแบบลอยตวั ประเภทของงานประตมิ ากรรม 1.ประตมิ ากรรมแบบนูนตา่ ( Bas Relief ) เป็นรูปที่เป็นนูนข้ึนมำจำกพ้ืนหรือมีพ้ืนหลงั รองรับ มองเห็นไดช้ ดั เจนเพียงดำ้ นเดียว คือดำ้ นหนำ้ มีควำมสูงจำกพ้ืนไมถ่ ึงคร่ึงหน่ึงของรูป จริง ไดแ้ ก่รูปนูน แบบเหรียญ รูปนูนที่ใชป้ ระดบั ตกแตง่ ภำชนะ หรือประดบั ตกแตง่ อำคำรทำง สถำปัตยกรรม โบสถ์ วหิ ำรต่ำงๆ พระเคร่ืองบำงชนิด 2.ประติมากรรมแบบนูนสูง ( High Relief ) เป็นรูปตำ่ ง ๆ ในลกั ษณะเช่นเดียวกบั แบบ นูนต่ำ แต่มี ควำมสูงจำกพ้นื ต้งั แตค่ ร่ึงหน่ึงของรูปจริงข้ึนไป ทำใหเ้ ห็นลวดลำยที่ลึก ชดั เจน และ และเหมือนจริงมำกกวำ่ แบบนูนต่ำและใชง้ ำนแบบเดียวกบั แบบนูนต่ำ 3.ประตมิ ากรรมแบบลอยตัว ( Round Relief ) เป็นรูปต่ำง ๆ ที่มองเห็นไดร้ อบดำ้ นหรือ ต้งั แต่ 4 ดำ้ นข้ึน ไป ไดแ้ ก่ ภำชนะต่ำง ๆ รูปเคำรพตำ่ ง ๆ พระพทุ ธรูป เทวรูป รูปตำมคตินิยม รูปบุคคลสำคญั รูปสัตว์ ฯลฯ ประติมากรรม เป็นงำนศิลปะที่แสดงออกดว้ ยกำรป้ัน แกะสลกั หล่อ และกำรจดั องคป์ ระกอบควำมงำม อื่น ลงบนส่ือต่ำงๆ เช่น ไม้ หิน โลหะ สัมฤทธ์ิ ฯลฯ เพือ่ ใหเ้ กิดรูปทรง 3 มิติ มีควำมลึกหรือนูนหนำ ประติกรรม เป็นแขนงหน่ึงของทศั นศิลป์ ผทู้ ำงำนประติมำกรรม มกั เรียกวำ่ ประติมำกร
งำนประติมำกรรมที่เกี่ยวกบั ศำสนำมกั สะกดใหแ้ ตกตำ่ งออกไปวำ่ ปฏิมำกรรม ผทู้ ี่สร้ำงงำนปฏิมำกรรม เรียกวำ่ ปฏิมำกร 3. สถำปัตยกรรม (Architecture) สถำปัตยกรรม (ARCHITECTURE) สถำปัตยกรรมเป็นงำนที่รวมจิตรกรรมและประติมำกรรมมำ ประกอบดว้ ยมีขนำดใหญ่กวำ่ ศิลปะแขนงอื่น ๆ เป็นทศั นศิลป์ ที่เกี่ยวขอ้ งกบั กำรออกแบบก่อสร้ำงเพ่ือประโยชน์ ของมนุษย์ เป็นกำรกำหนดขอบเขตบริเวณวำ่ ง เพื่อใหเ้ กิดประโยชน์ ผอู้ อกแบบสถำปัตยกรรม เรียกวำ่ สถาปนิก (ARCHITECT) เป็นผลงำนศิลปะท่ีแสดงออกดว้ ยกำรก่อสร้ำงสิ่งก่อสร้ำง อำคำร ที่อยอู่ ำศยั ตำ่ ง ๆ กำรวำงผงั เมือง กำรจดั ผงั บริเวณกำรตกแต่งอำคำร กำรออกแบบก่อสร้ำง ซ่ึงเป็ นงำนศิลปะ ท่ีมีขนำดใหญ่ ตอ้ งใชผ้ สู้ ร้ำงงำนจำนวนมำก และเป็นงำนศิลปะท่ีมีอำยยุ นื ยำว สถำปัตยกรรม เป็ นวธิ ีกำรจดั สรรบริเวณท่ีวำ่ ง ใหเ้ กิดประโยชนใ์ ชส้ อยตำมควำมตอ้ งกำร ซ่ึงเกี่ยวขอ้ งกบั ศำสตร์ในสำขำตำ่ ง ๆ เช่น วศิ วกรรมศำสตร์ วทิ ยำศำสตร์ สังคมวทิ ยำ มำนุษยวทิ ยำ และศิลปะ ควำมงดงำม และคุณค่ำของสถำปัตยกรรม ข้ึนอยกู่ บั องคป์ ระกอบ ดงั น้ี คือ 1. กำรจดั สรรบริเวณท่ีวำ่ งใหส้ ัมพนั ธ์กนั ของส่วนต่ำง ๆ ท้งั ภำยในและภำยนอก 2. กำรจดั รูปทรงทำงสถำปัตยกรรมใหเ้ หมำะสมกบั ประโยชน์ใชส้ อย และส่ิงแวดลอ้ ม 3. กำรเลือกใชว้ สั ดุใหเ้ หมำะสมกลมกลืน สถาปัตยกรรมแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ 1. ชนิดท่ีสร้ำงข้ึนเพื่อใหม้ นุษยเ์ ขำ้ ไปอำศยั อยู่ หรือประกอบกิจกรรมตำ่ ง ๆ เช่น อำคำร บำ้ นเรือน โบสถ์ วหิ ำร ศำลำ ฯลฯ 2. ชนิดท่ีสร้ำงข้ึนเพ่ือประโยชน์ใชส้ อยอยำ่ งอื่น ๆ เช่น อนุสำวรีย์ เจดีย์ สะพำน เป็นตน้ ผสู้ ร้ำงสรรค์ สถาปัตยกรรมแบ่งตามลกั ษณะวสั ดุและเทคนิคการก่อสร้าง มี 4 ประเภท คือ 1. สถำปัตยกรรมเครื่องไม้ 2. สถำปัตยกรรมเคร่ืองหิน 3. สถำปัตยกรรมคอนกรีตเสริมเหล็ก 4. สถำปัตยกรรมโครงเหลก็ ความเป็ นมาของสถาปัตยกรรม สถำปัตยกรรมเป็ นส่วนหน่ึงของอำรยธรรมที่มีลกั ษณะเด่น ใหเ้ ห็นเด่นชดั สมยั แรกมนุษยอ์ ยตู่ ำมถ้ำ ซ่ึงมีขนำดเลก็ ใหญต่ ำ่ งกนั ต่อมำมนุษยอ์ พยพออกจำกถ้ำแหล่งที่มีมนุษยอ์ ำศยั อยกู่ ค็ ือ บริเวณใกลแ้ มน่ ้ำลำ
ธำร เพอื่ สะดวกในกำรไปมำหำสู่กนั เป็นท่ีสร้ำงท่ีอยอู่ ำศยั ใชใ้ นกำรเพำะปลูก สถำปัตยกรรมจึงเป็นกำร ก่อสร้ำงอนั สำคญั ของมนุษย์ ซ่ึงสร้ำงข้ึนมำเพ่ือประโยชน์ของตนเองและสงั คม 4. วรรณกรรม (Literature) เป็นผลงำนศิลปะท่ีแสดงออกดว้ ยกำรใชภ้ ำษำ เพื่อกำรสื่อสำรเร่ืองรำวใหเ้ ขำ้ ใจระหวำ่ งมนุษย์ ภำษำเป็ น ส่ิงที่มนุษยค์ ิดคน้ และสร้ำงสรรคข์ ้ึนเพ่ือใชส้ ื่อควำมหมำยเร่ืองรำวตำ่ ง ๆ ภำษำที่มนุษยใ์ ชใ้ นกำรสื่อสำรไดแ้ ก่ 1. ภำษำพดู โดยกำรใชเ้ สียง 2. ภำษำเขียน โดยกำรใชต้ วั อกั ษร ตวั เลข สญั ลกั ษณ์ และภำพ 3. ภำษำท่ำทำง โดยกำรใชก้ ิริยำท่ำทำง หรือประกอบวสั ดุอยำ่ งอื่น ควำมงำมหรือศิลปะในกำรใชภ้ ำษำข้ึนอยกู่ บั กำรใชภ้ ำษำใหถ้ ูกตอ้ ง ชดั เจน และเหมำะสมกบั เวลำ โอกำส และบุคคล นอกจำกน้ี ภำษำแต่ละภำษำยงั สำมำรถปรุงแต่งใหเ้ กิดควำมเหมำะสม ไพเรำะ สวยงำมได้ ชำติไทย เป็นชำติท่ีมีอำรยะธรรมเก่ำแก่ มีภำษที่เป็นเอกลกั ษณ์เฉพำะของตนเอง ท้งั ภำษำพดู และภำษำเขียน นอกจำกน้ี ยงั มีควำมคิดสร้ำงสรรคใ์ นกำรใชภ้ ำษำไดอ้ ยำ่ งไพเรำะ ถือเป็นควำมงำมของกำรใชภ้ ำษำ จำกกำรแตง่ โคลง กลอน คำประพนั ธ์ ร้อยแกว้ ตำ่ ง ๆ นอกจำกน้ี ยงั มีกำรบญั ญตั ิคำ รำชำศพั ท์ คำสุภำพ ข้ึนมำใชไ้ ดอ้ ยำ่ งเหมำะสม แสดงใหเ้ ห็นวฒั นธรรมที่เป็นเลิศทำง กำรใชภ้ ำษำที่ควรดำรง และยดึ ถือตอ่ ไป ผสู้ ร้ำงสรรคง์ ำนวรรณกรรม เรียกวำ่ นกั เขียน นกั ประพนั ธ์ หรือ กวี (Writer or Poet) วรรณกรรมไทย แบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ 1. ร้อยแก้ว เป็นขอ้ ควำมเรียงท่ีแสดงเน้ือหำ เรื่องรำวต่ำง ๆ 2. ร้อยกรอง เป็นขอ้ ควำมที่มีกำรใชค้ ำที่สมั ผสั คลอ้ งจอง ทำใหส้ มั ผสั ไดถ้ ึงควำมงำมของภำษำไทย ร้อยกรองมี หลำยแบบ คือ โคลง ฉนั ท์ กำพย์ กลอน และร่ำย 5. ดนตรี และนาฏศิลป์ Music & Dramatic Art เป็นผลงำนศิลปะที่แสดงออกดว้ ยกำรใชเ้ สียง กำรจดั จงั หวะ และท่วงทำนองของเสียง ดว้ ยกำรเล่น ดนตรี และกำรขบั ร้องเพลง ที่มีผลตอ่ อำรมณ์และจิตใจของมนุษย์ รวมถึงกำรใช้ ทำ่ ทำงประกอบเสียง กำรเตน้ ระบำ รำ ฟ้อน กำรแสดงละคร ฯลฯ ผสู้ ร้ำงสรรคง์ ำน เรียกวำ่ นกั ดนตรี (Musician) นกั ร้อง (Singer) หรือ นกั แสดง (Actor / Actress) ดนตรีและนำฏศิลป์ [Music & Drama] เป็น 1 ใน 8 ของศิลปะประเภท วจิ ิตรศิลป์ เช่นเดียวกบั ศิลปะ ภำพถ่ำย [Photography] ซ่ึงจดั ไดว้ ำ่ เป็น ทศั นศิลป์ [Visual Art] ดนตรี หมำยถึง ศิลปะที่แสดงอออกโดยกำรเรียบเรียงระดบั เสียงสูงต่ำท่ีใชค้ วำมรู้สึกและจินตนำกำรสร้ำงสรรค์ ผสมผสำนกนั อยำ่ งลงตวั ผำ่ นเครื่องดนตรีชนิดตำ่ งๆ เพอ่ื ใหเ้ กิดควำมไพเรำะ
นาฎศิลป์ เป็นกำรแสดงออกทำงลีลำ ทำ่ ทำงกำรรำ กำรแสดงโยมีจุดมุง่ หมำยเพื่อควำมงำม ควำมพอใจสรุปกค็ ือ ศิลปะประเภทดนตรีและนำฏศิลป์ เรียกวำ่ โสตทัศนศิลป์ (Audiovisual Art]
Search
Read the Text Version
- 1 - 7
Pages: